คลังเก็บป้ายกำกับ: ZOOM

Zoom เวอร์ชันฟรีจะไม่มี end-to-end เผื่อกรณีถูกใช้ในทางที่ผิดและต้องร่วมมือกับ FBI

หนึ่งในประเด็นความปลอดภัยที่ Zoom น่าจะกำลังปรับปรุงอยู่คือกระบวนการเข้ารหัสแบบ end-to-end หลังจากที่ซื้อ Keybase ผู้ให้บริการคลาวด์แบบเข้ารหัส end-to-end ไป โดยตอนนี้เปลี่ยนมาเป็น AES 256-bit GCM แทน TCP/UDP ในแบบเดิม

อย่างไรก็ตามการ เมื่อ Zoom ปล่อยการเข้ารหัสแบบ end-to-end ออกมาจริง กลุ่มผู้ใช้งานฟรีจะไม่ได้มีกระบวนการเข้ารหัสแบบนี้ โดย Eric Yuan ให้เหตุผลเอาไว้ว่า เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ Zoom ถูกเอาไปใช้ในทางที่ผิด และเผื่อกรณีที่จำเป็นต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่าง FBI

ตอนนี้ Zoom เจอสารพัดปัญหาในการใช้งานจากผู้ใช้บางรายเช่น hate speech, เนื้อหาที่มีการละเมิดสิทธิเด็ก โดยก่อนหน้านี้ Zoom และแพลตฟอร์มสตรีมวิดีโออื่น ๆ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ abuse เด็ก ไปจนถึงพฤติกรรมผิดกฎหมายอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม Zoom ยืนยันว่า ไม่ได้คอยสอดส่องการประชุมของผู้ใช้งานและไม่แอบบันทึกการประชุมเอาไว้เองโดยไม่แจ้ง

ที่มา – The Next Web, The Verge

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/116721

Microsoft Teams ยืนยัน จะขยายหน้าจอประชุมเป็น 7×7 จำนวนคนเท่ากับ Zoom

Microsoft Teams เพิ่งอัพเดตหน้าจอประชุมแบบ 3×3 คนไปเมือเดือนเมษายน เพื่อไล่ให้ทัน Zoom ที่รองรับหน้าจอ 7×7 คน และได้รับความนิยมอย่างมาก

ล่าสุดโฆษกของไมโครซอฟท์ยืนยันกับเว็บไซต์ CRN ว่าจะขยายหน้าจอเป็น 7×7 คนเท่ากับ Zoom แน่นอน แต่ยังไม่ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าเมื่อไร

ตัวแทนของไมโครซอฟท์บอกว่า 3×3 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี (เดิมคือ 2×2) แต่ก็ยังไม่เพียงพอ และพยายามจะรองรับจำนวนผู้สนทนาในวิดีโอคอลล์มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน

ที่มา – CRN, MSPoweruser

No Description

from:https://www.blognone.com/node/116703

อัพกันหรือยัง? อัพเดต Zoom เป็นเวอร์ชัน 5.0 ก่อนวันที่ 30 พ.ค. นี้ มิฉะนั้นจะเข้าประชุมไม่ได้

เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา Zoom ได้ประกาศยกเครื่องความปลอดภัยแพลตฟอร์มตนเองครั้งใหญ่ โดยสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนมาใช้การเข้ารหัสแบบ AES 256-bit GCM ที่ปลอดภัยขึ้นจากเดิมที่ใช้ AES 256-bit ECB

ในการนี้ Zoom จึงออกอัพเดต Zoom 5.0 ในทุกแพลตฟอร์มทั้ง Windows, macOS, Linux, ChromeOS, Android และ iOS มาตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนแล้ว เพื่อรองรับการเข้ารหัสแบบใหม่ โดยจะเริ่มใช้การเข้ารหัสแบบใหม่ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ หากใครก็ตามที่ยังใช้ Zoom เวอร์ชันเก่าอยู่ เช่น 4.6 จะเข้าประชุมไม่ได้ ซึ่งในวันนั้นผู้ที่ยังไม่ได้อัพเดตและกดเข้าประชุมจะถูกบังคับให้อัพเดตก่อน

อย่างไรก็ดี ปกติ Zoom จะเช็คอัพเดตอัตโนมัติและเด้งขึ้นมาให้อัพเดตเป็นระยะอยู่แล้ว แต่ก็อาจมีบางคนที่ยังไม่ได้กดอัพเดต ดังนั้นเพื่อไม่ให้ขลุกขลักเมื่อถึงเวลาประชุม ทุกคนจึงควรอัพเดตไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยวิธีการดังนี้

Windows

ใน Windows สามารถอัพเดตได้ 2 วิธี

  1. หลังจากล็อกอินแล้วให้กดที่รูปโปรไฟล์ของเราด้านบนขวา และกด Check for Updates หลังจากนั้นทำตามขั้นตอนที่ปรากฎบนหน้าจอ

alt="qZJkan.png"

  1. อีกวิธีคือคลิกขวาที่ไอคอน Zoom บริเวณ system tray มุมล่างขวาใกล้ๆ นาฬิกา แล้วกด Check for Updates และทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ (วิธีนี้ไม่ต้องล็อกอินก่อนก็ใช้ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ join อย่างเดียวไม่มีบัญชี Zoom เป็นของตนเอง

macOS

เนื่องจากผมไม่ได้ใช้ Mac จึงทราบวิธีอัพเดตเพียงแบบเดียว คล้ายวิธีที่ 2 ของ Windows นั่นคือการกดอัพเดตจาก menu bar ด้านบน ตามรูป

alt="qZJxpf.png"

Android และ iOS

สำหรับบนอุปกรณ์พกพาทั้งสองระบบปฏิบัติการ สามารถอัพเดตได้จาก Play Store และ App Store เหมือนแอพทั่วไป

alt="qZyqGu.png"

สุดท้ายหากอัพเดตด้วยวิธีปกติไม่ได้ อาจต้องดาวน์โหลดไฟล์ setup ไปติดตั้งทับของเดิมด้วยตนเอง ก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์ของทุกระบบปฏิบัติการได้ที่ Zoom installers

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/116614

HP เปิดตัวพีซี All-in-One ที่ใช้ Windows 10 IoT กดปุ่มเดียวพร้อมประชุม Zoom ทันที

นอกจาก HP เปิดตัวเวิร์คสเตชัน ZBook Firefly ที่ออกมาชน MacBook Pro และอัพเดตโน้ตบุ๊กธุรกิจแบรนด์ EliteBook ชุดใหญ่ ยังมีพีซีเดสก์ท็อปสำหรับลูกค้าธุรกิจอีกชุดด้วย (ทุกตัวเรียกเป็น G6 ตาม Gen 6)

พีซีตัวที่น่าสนใจที่สุดคือ HP Collaboration All-in-One G6 with Zoom Rooms (ชื่อแบบนี้จริงๆ ไม่ได้เขียนผิด) มันเป็นพีซี All-in-One ที่จับมือกับ Zoom รับกระแสวิดีโอคอลล์บูม โดยฝังกล้องเว็บแคมแบบป๊อปอัป 5MP มุมมองกว้าง 88 องศาไว้ด้านบนของจอ มีไมโครโฟนและลำโพงให้พร้อมสรรพ

พีซีตัวนี้ยังรันระบบปฏิบัติการ Windows 10 IoT Enterprise 64 เพื่อออกแบบมาให้ “กดปุ่มเดียวประชุมได้ทันที” ตามแนวคิด appliance สำหรับการประชุม ที่เดินมากดปุ่มแล้วใช้ได้เลย

สเปกอย่างอื่นคือ ซีพียู Core 10th Gen, แรม 8GB, SSD 128GB, หน้าจอขนาด 27″ แบบลดแสงสะท้อน (anti-glare) สินค้าจะเริ่มขายเดือนกันยายน ยังไม่ประกาศราคา

No Description

พีซี All-in-One อีกตัวคือ HP EliteOne 800 All-in-One G6 PC ชูจุดเด่นเรื่องสมรรถนะสูง แต่ดีไซน์สวยงาม ขอบจอขนาดเล็ก มีขาตั้งจอหลายรูปแบบตามสไตล์การใช้งาน (หน้าตาเหมือนตัวข้างบน แต่ไม่มีเว็บแคมตัวใหญ่ และสเปกแรงกว่าเพราะเน้นใช้งานหลากหลาย)

สเปกสามารถอัดไปสุดที่ Intel Core-i9 10th Gen, จีพียู NVIDIA GeForce RTX 2070 SUPER, แรม 64GB, สตอเรจ 2TB, หน้าจอมีให้เลือกทั้งแบบ 23.8 และ 27 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่ 1,249 ดอลลาร์

No Description

นอกจาก All-in-One สองตัวนี้แล้ว ยังมีพีซีรุ่นมาตรฐานซีรีส์ HP EliteDesk 800 G6 มีให้เลือกทั้งแบบ Tower, Mini PC, Small Form Factor และพีซีระดับรองลงมาคือ HP ProDesk 600 และ 400 ด้วย

ที่มา – HP, Notebookcheck

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/116591

อัพเดท Zoom 5.0 วันที่ 30 พ.ค. นี้ ก่อนที่จะใช้ไม่ได้

Zoom แอพประชุมออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ ได้ออกแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ทำการอัพเดท Zoom 5.0 เวอร์ชั่นใหม่ สำหรับโปรแกรมใน PC/Mac หรือแอพใน iOS และ Android เพื่อการใช้งานที่ต่อเนื่องหลังจากวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 เนื่องจากได้มีการปรับปรุงกระบวนการเข้ารหัสความปลอดภัยใหม่ หากยังใช้เวอร์ชั่นเก่าอยู่จะไม่สามารถใช้งานได้

ดาวน์โหลด Zoom 5.0 เวอร์ชั่นใหม่ได้ที่ https://zoom.us/docs/en-us/zoom-v5-0.html

from:http://www.9tana.com/node/zoom-5/

นี่หรือคือ New Normal “Bird” สตาร์ทอัพอเมริกา ปลดพนักงานผ่าน Zoom ตกงานทันทีกว่า 400 คน

Bird
Photo: Bird

ปลดพนักงานผ่าน Zoom

สัปดาห์ที่ผ่าน Bird สตาร์ทอัพให้บริการสกูตเตอร์ไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกาประกาศปลดพนักงานจำนวน 406 คนผ่านทาง Zoom บริการประชุมวิดีโอออนไลน์

ในรายละเอียดการปลดพรักงานครั้งนี้คือ ทางบริษัทสร้างห้องประชุมออนไลน์ผ่าน Zoom และทำการเชิญพนักงานที่จะถูกปลดให้เข้าร่วม โดยใช้หัวข้อห้องว่า “COVID-19 Update” จากนั้นเมื่อพนักงานเข้าร่วมแล้ว ก็จะมีเสียงหุ่นยนต์ (robotic-sounding) ซึ่งเป็นเสียงผู้หญิงแจ้งให้ทราบว่าทุกคุณที่อยู่ในห้องประชุมนี้ถูกปลดออกจากงานแล้ว

การปลดพนักงานครั้งนี้ของ Bird คิดเป็น 30-40% ของพนักงานทั้งบริษัท

อย่างไรก็ตาม การปลดพนักงานผ่าน Zoom ในครั้งนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควรถึงความมีมนุษยธรรม เนื่องจากหลายคนไม่รู้ตัวมาก่อน ไม่มีโอกาสแม้กระทั่งจะกล่าวลาเพื่อนร่วมงาน

ที่มา – Thedailybeast, dot.la

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bird-new-normal-for-work-layoffs/

หุ้น Zoom Video, Why it’s so Boom… | BI Opinion

สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

ตั้งแต่เกิดการระบาดของ COVID-19 ที่เริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่นในประเทศจีน จนค่อยๆ ลุกลามจนเกิดการระบาดในระดับ Pandemic (ระบาดใหญ่ระดับโลก) ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงเดือนมีนาคมจนรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชุดใหญ่ สิ่งที่ตามมาก็คือการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรงในดัชนีของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ล่าสุด ดัชนีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง Dow Jones ให้ผลตอบแทนในปี 2020 เหลือติดลบราว -16.8% S&P 500 -11.3% แต่ดัชนี Nasdaq 100 ที่รวมหุ้นในกลุ่ม New Economy อย่างหุ้นเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และเฮลท์แคร์ ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมาพักใหญ่แล้ว โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นราว +4.9% สำหรับปี 2020 และบริษัทที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในดัชนี Nasdaq 100 คือหุ้น Zoom Video ให้ผลตอบแทนสูงถึง +157% ในระยะเวลายังไม่ครบ 5 เดือนเต็ม เรามาทำความรู้จักกับหุ้นตัวนี้กันให้มากขึ้นกันดีกว่าครับ

Zoom Video ได้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ปี 2019 หรือก็เพิ่งปีที่แล้วนี่เอง โดยนักลงทุนให้การตอบรับเป็นอย่างดี ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันแรกจากราคา IPO ถึง 72% หลังจากการซื้อขายวันแรกเพียง 3 วัน Zoom กลายเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในปี 2019 ที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุด โดยบริษัทมีผู้บริหารสูงสุดที่ชื่อว่า เอริก หยวน ผู้ซึ่งเคยทำงานในบริษัทที่ชื่อว่า WebEx ที่ให้บริการด้าน VDO Conference และมาถูก Cisco Systems ซื้อไปในปี 2007 แค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า คุณหยวน มีประสบการณ์ในธุรกิจ VDO Conference มายาวนานขนาดไหน และสิ่งที่คนในวงการมักจะพูดกันคือ “คุณหยวนจะรู้อะไรบางอย่างที่คนในธุรกิจส่วนใหญ่ไม่รู้”

ภาพจาก Shutterstock

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกเกือบ 5 ล้านราย รัฐบาลต่างๆ ต้องดำเนินนโยบาย lockdown ประเทศและให้ประชาชนเก็บตัวอยู่กับบ้านหรือ Social Distancing ไวรัสได้ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวลงอย่างรุนแรงแต่โลกก็ยังหมุนอยู่ ผู้คนยังต้องใช้ชีวิตต่อไป ธุรกิจยังต้องเดินไปข้างหน้า สิ่งที่จะทำให้ระยะห่างสั้นลงและเดินหน้าต่อไปได้คือบริการ VDO Conference ของ Zoom

ผู้คนทั่วโลกสามารถใช้ Zoom ได้ในหลากหลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมออกกำลังกายเป็นกลุ่ม ปาร์ตี้ เรียนหนังสือ ทำอาหาร และประชุมทางธุรกิจ อันที่จริง ในตลาดก็มีบริการ VDO Conference อยู่หลายเจ้าไม่ว่าจะ WebEx ของ Cisco, Microsoft Team, Skype, Google Meet และล่าสุด Messenger Rooms จากทาง Facebook ที่รองรับวิดีโอคอลได้มากถึง 50 คนพร้อมกัน กะว่าจะเอามาชนกับ Zoom โดยตรงเลย แต่งานนี้อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด

จากที่เอ่ยชื่อมาทั้งหมด ทุกเจ้าคือยักษ์ใหญ่ในวงการทั้งสิ้น แต่ทำไมบริการของ Zoom ถึงได้รับความนิยมมากที่สุด จากในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีผู้ดาวน์โหลดแอพ Zoom ไปเพียงไม่ถึง 200,000 คนต่อวัน เวลาผ่านไปเพียงเดือนเศษเท่านั้น ยอดดาวน์โหลดได้พุ่งขึ้นถึง 3.42 ล้านคนต่อวัน หรือปรับเพิ่มขึ้นกว่า 30 เท่าในระยะเวลาเพียงสั้นๆ ปัจจัยหลักที่ทำให้บริการได้รับความนิยมสูงขนาดนี้ คือคำเดียวสั้นๆ เลยนั่นคือ “ใช้ง่าย” นอกจากจะมีผู้ดาวน์โหลดแอพเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นอย่างแรงนับตั้งแต่นั้นมา ในเดือนมีนาคม มีผู้ใช้บริการ Zoom ถึง 300 ล้านคนต่อวันจากตัวเลข 10 ล้านคนต่อวันในเดือนธันวาคม 2019

ภาพจาก Shutterstock

ปัจจัยหลักที่ทำให้ Zoom ได้รับความนิยมมากขนาดนี้ จุดเริ่มต้นของมันคือการใช้งานที่ง่าย เมื่อใช้ง่ายคนก็ใช้เยอะ เมื่อคนที่ใช้เยอะคือคนรอบตัวเรา เราก็อยากจะใช้ด้วยหรือที่เรียกกันว่า Network Effect แต่การที่มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นในระดับหลายสิบเท่าในระยะเวลาสั้นๆ ท่านผู้อ่านอาจจะมีคำถามขึ้นในใจว่า บริษัทอย่าง Zoom จะรองรับการใช้บริการที่มากขึ้นนี้ได้ไหวหรือไม่ การบริการยังจะลื่นไหลได้เหมือนตอนที่คนใช้ยังไม่มากได้หรือป่าว ซึ่งคนที่ใช้ประจำจะรู้เลยว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย พระเอกของเรื่องนี้มีอยู่ 2 คนครับ คนแรกคือ Amazon Web Service คนที่ 2 คือ Microsoft Azure

ยุคนี้เป็นยุคของ Sharing Economy อย่างชัดเจน ให้คนที่ใหญ่และมีกำลังเงินสูงเป็นคนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้คนส่วนใหญ่มาร่วมกันใช้ นอกจากค่าใช้จ่ายจะถูกลงแล้วประสิทธิภาพก็ยังสูงกว่าด้วย การเพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการของ Zoom จึงไม่เป็นปัญหาใดๆ ต่อการบริการเพราะทางบริษัทสามารถให้ทางผู้ให้บริการ Cloud Computing รายใหญ่ที่สุดในโลก 2 รายเป็นคนจัดการเรื่องโครงสร้างพื้นฐานให้ ไหนๆ ก็พูดถึง Cloud Computing แล้ว อีกหนึ่งผู้ให้บริการด้าน Streaming บันเทิงอย่าง Netflix ก็ดำเนินบนระบบ Cloud ของ Amazon Web Service เช่นกัน จะเห็นได้ว่า ที่สหรัฐฯ มีระบบนิเวศที่สนับสนุนในการเติบโต ผู้ให้บริการสามารถมาโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองจำเป็นต้องทำได้มากขึ้น บริการก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

อีกคำถามที่จะเกิดขึ้นคือ แล้วเมื่อผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Microsoft, Google และ Facebook ลงมาเล่นในตลาดนี้ Zoom จะอยู่ได้และยังจะได้รับความนิยมอยู่ไหม และหลังจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ผ่านไปจะเป็นอย่างไร

ตัวผู้เขียนเชื่อว่าคงยากที่จะมาล้มเสน่ห์ของ Zoom ลงได้ ด้วยจำนวนผู้ใช้ในระดับสูงจากการใช้งานที่ง่าย หน้าตาของบริการที่ดูไม่ยุ่งเหยิง จำนวนคนที่ใช้อยู่เยอะ และ คำว่า Zoom แทบจะเป็นคำทับศัพท์สำหรับ VDO Conference ไปแล้ว คงยากที่จะมีใครมาล้มได้ง่ายๆ นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่มีธุรกิจมากมายที่ต้องดูแล ไม่เหมือนกับ Zoom ที่บริการ VDO Conference คือกระดูกสันหลังของบริษัท การเน้น การพัฒนาคงจะต้องต่างกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างแน่นอน

ภาพจาก Shutterstock

หลังการคลายมาตรการ lockdown แล้ว ยอดผู้ใช้จะเป็นอย่างไร ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งก่อนว่ารายได้หลักของบริษัทมาจากผู้ใช้บริการแบบสมัครสมาชิก ส่วนตัวเลขผู้ใช้งานที่พุ่งขึ้นสูงมากในช่วง lockdown คือคนที่สมัครแบบฟรี หลังจากที่คลายมาตรการ lockdown เรามองว่าจำนวนผู้ใช้คงจะต้องลดลงกว่าช่วงที่เกิดการ lockdown แน่นอนแต่ส่วนใหญ่น่าจะมาจากบัญชีแบบฟรีมากกว่า ส่วนบัญชีที่ต้องเสียค่าบริการรายเดือนเชื่อว่าจะยังใช้งานต่อเนื่องและน่าจะมีสมาชิกใหม่มาสมัครแบบเสียเงินมากขึ้นเนื่องจากเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า หลายๆ บริษัทอาจจะดำเนินนโยบาย Work From Home ต่อเนื่อง และอาจจะไปลดการเช่าพื้นที่สำนักงานลงแทน

ด้านความเสี่ยงของบริษัทนอกจากที่ผู้เล่นรายใหญ่จะเข้ามาเปิดให้บริการ VDO Conference แล้ว ปัจจัยในเรื่องงบก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนจะมองข้ามไปไม่ได้ รวมถึงราคาที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ก็อาจจะเกิดการปรับฐานขึ้นได้ในช่วงต่อจากนี้

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง แต่ในบางบริษัทกลับได้รับผลกระทบในเชิงบวกอย่างมหาศาล หนึ่งในนั้นก็คือบริษัท Zoom Video ซึ่งบริการของบริษัทน่าจะได้รับความนิยมต่อเนื่องถึงแม้จะมีการคลายมาตรการ lockdown แล้วก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่สนใจที่จะลงทุนในหุ้นตัวนี้แต่ก็กังวลในเรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับซื้อหรือขาย ก็อยากจะแนะนำให้ไปซื้อผ่านกองทุนแทน โดยกองทุน One-Ugg มีการลงทุนในหุ้นตัวนี้อยู่ ถึงแม้จะถืออยู่ไม่มาก ราว 1.9 – 2.0% แต่ก็เป็นการกระจายการลงทุนไปในหุ้นที่เติบโตดีตัวอื่นด้วยและเป็นการลดความเสี่ยงในเรื่องที่ไม่คาดฝัน โดยกองทุนนี้ให้ผลตอบแทนในปี 2020 สูงถึงกว่า 20% นับเป็นกองทุนอีกกองหนึ่งที่สามารถทำผลงานได้ดีมากในภาวะวิกฤตแบบนี้ครับ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-zoom-video-why-its-so-boom-bi-opinion/

ส่องดูหุ้น Zoom Video, Why it’s so Boom… | BI Opinion

สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

ตั้งแต่เกิดการระบาดของ COVID-19 ที่เริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่นในประเทศจีน จนค่อยๆ ลุกลามจนเกิดการระบาดในระดับ Pandemic (ระบาดใหญ่ระดับโลก) ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงเดือนมีนาคมจนรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาชุดใหญ่ สิ่งที่ตามมาก็คือการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรงในดัชนีของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ล่าสุด ดัชนีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง Dow Jones ให้ผลตอบแทนในปี 2020 เหลือติดลบราว -16.8% S&P 500 -11.3% แต่ดัชนี Nasdaq 100 ที่รวมหุ้นในกลุ่ม New Economy อย่างหุ้นเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และเฮลท์แคร์ ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมาพักใหญ่แล้ว โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นราว +4.9% สำหรับปี 2020 และบริษัทที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในดัชนี Nasdaq 100 คือหุ้น Zoom Video ให้ผลตอบแทนสูงถึง +157% ในระยะเวลายังไม่ครบ 5 เดือนเต็ม เรามาทำความรู้จักกับหุ้นตัวนี้กันให้มากขึ้นกันดีกว่าครับ

Zoom Video ได้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ปี 2019 หรือก็เพิ่งปีที่แล้วนี่เอง โดยนักลงทุนให้การตอบรับเป็นอย่างดี ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันแรกจากราคา IPO ถึง 72% หลังจากการซื้อขายวันแรกเพียง 3 วัน Zoom กลายเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในปี 2019 ที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุด โดยบริษัทมีผู้บริหารสูงสุดที่ชื่อว่า เอริก หยวน ผู้ซึ่งเคยทำงานในบริษัทที่ชื่อว่า WebEx ที่ให้บริการด้าน VDO Conference และมาถูก Cisco Systems ซื้อไปในปี 2007 แค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า คุณหยวน มีประสบการณ์ในธุรกิจ VDO Conference มายาวนานขนาดไหน และสิ่งที่คนในวงการมักจะพูดกันคือ “คุณหยวนจะรู้อะไรบางอย่างที่คนในธุรกิจส่วนใหญ่ไม่รู้”

ภาพจาก Shutterstock

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกเกือบ 5 ล้านราย รัฐบาลต่างๆ ต้องดำเนินนโยบาย lockdown ประเทศและให้ประชาชนเก็บตัวอยู่กับบ้านหรือ Social Distancing ไวรัสได้ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวลงอย่างรุนแรงแต่โลกก็ยังหมุนอยู่ ผู้คนยังต้องใช้ชีวิตต่อไป ธุรกิจยังต้องเดินไปข้างหน้า สิ่งที่จะทำให้ระยะห่างสั้นลงและเดินหน้าต่อไปได้คือบริการ VDO Conference ของ Zoom

ผู้คนทั่วโลกสามารถใช้ Zoom ได้ในหลากหลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมออกกำลังกายเป็นกลุ่ม ปาร์ตี้ เรียนหนังสือ ทำอาหาร และประชุมทางธุรกิจ อันที่จริง ในตลาดก็มีบริการ VDO Conference อยู่หลายเจ้าไม่ว่าจะ WebEx ของ Cisco, Microsoft Team, Skype, Google Meet และล่าสุด Messenger Rooms จากทาง Facebook ที่รองรับวิดีโอคอลได้มากถึง 50 คนพร้อมกัน กะว่าจะเอามาชนกับ Zoom โดยตรงเลย แต่งานนี้อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด

จากที่เอ่ยชื่อมาทั้งหมด ทุกเจ้าคือยักษ์ใหญ่ในวงการทั้งสิ้น แต่ทำไมบริการของ Zoom ถึงได้รับความนิยมมากที่สุด จากในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีผู้ดาวน์โหลดแอพ Zoom ไปเพียงไม่ถึง 200,000 คนต่อวัน เวลาผ่านไปเพียงเดือนเศษเท่านั้น ยอดดาวน์โหลดได้พุ่งขึ้นถึง 3.42 ล้านคนต่อวัน หรือปรับเพิ่มขึ้นกว่า 30 เท่าในระยะเวลาเพียงสั้นๆ ปัจจัยหลักที่ทำให้บริการได้รับความนิยมสูงขนาดนี้ คือคำเดียวสั้นๆ เลยนั่นคือ “ใช้ง่าย” นอกจากจะมีผู้ดาวน์โหลดแอพเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นอย่างแรงนับตั้งแต่นั้นมา ในเดือนมีนาคม มีผู้ใช้บริการ Zoom ถึง 300 ล้านคนต่อวันจากตัวเลข 10 ล้านคนต่อวันในเดือนธันวาคม 2019

ภาพจาก Shutterstock

ปัจจัยหลักที่ทำให้ Zoom ได้รับความนิยมมากขนาดนี้ จุดเริ่มต้นของมันคือการใช้งานที่ง่าย เมื่อใช้ง่ายคนก็ใช้เยอะ เมื่อคนที่ใช้เยอะคือคนรอบตัวเรา เราก็อยากจะใช้ด้วยหรือที่เรียกกันว่า Network Effect แต่การที่มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นในระดับหลายสิบเท่าในระยะเวลาสั้นๆ ท่านผู้อ่านอาจจะมีคำถามขึ้นในใจว่า บริษัทอย่าง Zoom จะรองรับการใช้บริการที่มากขึ้นนี้ได้ไหวหรือไม่ การบริการยังจะลื่นไหลได้เหมือนตอนที่คนใช้ยังไม่มากได้หรือป่าว ซึ่งคนที่ใช้ประจำจะรู้เลยว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย พระเอกของเรื่องนี้มีอยู่ 2 คนครับ คนแรกคือ Amazon Web Service คนที่ 2 คือ Microsoft Azure

ยุคนี้เป็นยุคของ Sharing Economy อย่างชัดเจน ให้คนที่ใหญ่และมีกำลังเงินสูงเป็นคนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้คนส่วนใหญ่มาร่วมกันใช้ นอกจากค่าใช้จ่ายจะถูกลงแล้วประสิทธิภาพก็ยังสูงกว่าด้วย การเพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการของ Zoom จึงไม่เป็นปัญหาใดๆ ต่อการบริการเพราะทางบริษัทสามารถให้ทางผู้ให้บริการ Cloud Computing รายใหญ่ที่สุดในโลก 2 รายเป็นคนจัดการเรื่องโครงสร้างพื้นฐานให้ ไหนๆ ก็พูดถึง Cloud Computing แล้ว อีกหนึ่งผู้ให้บริการด้าน Streaming บันเทิงอย่าง Netflix ก็ดำเนินบนระบบ Cloud ของ Amazon Web Service เช่นกัน จะเห็นได้ว่า ที่สหรัฐฯ มีระบบนิเวศที่สนับสนุนในการเติบโต ผู้ให้บริการสามารถมาโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองจำเป็นต้องทำได้มากขึ้น บริการก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

อีกคำถามที่จะเกิดขึ้นคือ แล้วเมื่อผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Microsoft, Google และ Facebook ลงมาเล่นในตลาดนี้ Zoom จะอยู่ได้และยังจะได้รับความนิยมอยู่ไหม และหลังจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ผ่านไปจะเป็นอย่างไร

ตัวผู้เขียนเชื่อว่าคงยากที่จะมาล้มเสน่ห์ของ Zoom ลงได้ ด้วยจำนวนผู้ใช้ในระดับสูงจากการใช้งานที่ง่าย หน้าตาของบริการที่ดูไม่ยุ่งเหยิง จำนวนคนที่ใช้อยู่เยอะ และ คำว่า Zoom แทบจะเป็นคำทับศัพท์สำหรับ VDO Conference ไปแล้ว คงยากที่จะมีใครมาล้มได้ง่ายๆ นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่มีธุรกิจมากมายที่ต้องดูแล ไม่เหมือนกับ Zoom ที่บริการ VDO Conference คือกระดูกสันหลังของบริษัท การเน้น การพัฒนาคงจะต้องต่างกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างแน่นอน

ภาพจาก Shutterstock

หลังการคลายมาตรการ lockdown แล้ว ยอดผู้ใช้จะเป็นอย่างไร ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งก่อนว่ารายได้หลักของบริษัทมาจากผู้ใช้บริการแบบสมัครสมาชิก ส่วนตัวเลขผู้ใช้งานที่พุ่งขึ้นสูงมากในช่วง lockdown คือคนที่สมัครแบบฟรี หลังจากที่คลายมาตรการ lockdown เรามองว่าจำนวนผู้ใช้คงจะต้องลดลงกว่าช่วงที่เกิดการ lockdown แน่นอนแต่ส่วนใหญ่น่าจะมาจากบัญชีแบบฟรีมากกว่า ส่วนบัญชีที่ต้องเสียค่าบริการรายเดือนเชื่อว่าจะยังใช้งานต่อเนื่องและน่าจะมีสมาชิกใหม่มาสมัครแบบเสียเงินมากขึ้นเนื่องจากเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า หลายๆ บริษัทอาจจะดำเนินนโยบาย Work From Home ต่อเนื่อง และอาจจะไปลดการเช่าพื้นที่สำนักงานลงแทน

ด้านความเสี่ยงของบริษัทนอกจากที่ผู้เล่นรายใหญ่จะเข้ามาเปิดให้บริการ VDO Conference แล้ว ปัจจัยในเรื่องงบก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนจะมองข้ามไปไม่ได้ รวมถึงราคาที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ก็อาจจะเกิดการปรับฐานขึ้นได้ในช่วงต่อจากนี้

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง แต่ในบางบริษัทกลับได้รับผลกระทบในเชิงบวกอย่างมหาศาล หนึ่งในนั้นก็คือบริษัท Zoom Video ซึ่งบริการของบริษัทน่าจะได้รับความนิยมต่อเนื่องถึงแม้จะมีการคลายมาตรการ lockdown แล้วก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่สนใจที่จะลงทุนในหุ้นตัวนี้แต่ก็กังวลในเรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับซื้อหรือขาย ก็อยากจะแนะนำให้ไปซื้อผ่านกองทุนแทน โดยกองทุน One-Ugg มีการลงทุนในหุ้นตัวนี้อยู่ ถึงแม้จะถืออยู่ไม่มาก ราว 1.9 – 2.0% แต่ก็เป็นการกระจายการลงทุนไปในหุ้นที่เติบโตดีตัวอื่นด้วยและเป็นการลดความเสี่ยงในเรื่องที่ไม่คาดฝัน โดยกองทุนนี้ให้ผลตอบแทนในปี 2020 สูงถึงกว่า 20% นับเป็นกองทุนอีกกองหนึ่งที่สามารถทำผลงานได้ดีมากในภาวะวิกฤตแบบนี้ครับ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/zoom-video-why-its-so-boom-bi-opinion/

Zoom ล่มขณะรัฐบาลอังกฤษกำลังแถลงเรื่อง COVID-19

เมื่อวานนี้ช่วงค่ำตามเวลาบ้านเรา Zoom เกิดล่มในหลายประเทศทั่วโลกจนไม่สามารถโฮสต์หรือเข้าร่วกการประชุมได้ หนึ่งในผลกระทบใหญ่เกิดกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร ที่กำลังแถลงอัพเดตสถานการณ์ COVID-19 ประจำวัน จนทำให้นักข่าวไม่สามารถถามคำถามแบบไลฟ์สดได้ตามปกติ และต้องพิมพ์ส่งคำถามเข้าไป (อาจจะช่องทางอื่น) ให้อ่านออกอากาศแทน

Zoom แถลงหลังจากเกิดปัญหาไม่นานว่า จำนวนผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด ก่อนจะกลับมาใช้งานได้ปกติในอีกราว 2 ชม. ถัดมา

ที่มา – The Guardian, @Zoom_us

ภาพจาก Shutterstock

from:https://www.blognone.com/node/116408

Zoom เข้าซื้อ Keybase ขยายขีดความสามารถในการเข้ารหัสด้านความปลอดภัยเพิ่ม

Zoom ได้ประกาศว่าพวกเขาได้เข้าซื้อ Keybase ซึ่งเป็นผู้ให้บริการการเข้ารหัสในการรับส่งข้อความและแชร์ไฟล์  การเข้าซื้อกิจการที่รวมเอาทีมวิศวกรด้านระบบรักษาความปลอดภัยและการเข้ารหัสที่มีความเชี่ยวชาญสูงนี้ จะช่วยเร่งแผนการของ Zoom ในการสร้างการเข้ารหัสแบบครบวงจรที่สามารถรองรับและขยายขีดความสามารถของ Zoom ในปัจจุบันให้ก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว

“เรามีทั้งแพลตฟอร์มการสื่อสารที่เข้ารหัสแบบครบวงจร มีทั้งแพลตฟอร์มการสื่อสารที่ปรับการใช้งานระบบซีเคียวริตี้ได้ง่าย มีทั้งแพลตฟอร์มการสื่อสารระดับองค์กร เราเชื่อว่าไม่มีแพลตฟอร์มอื่นใดในปัจจุบันที่จะมอบสิ่งเหล่านี้ให้ได้ทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ Zoom วางแผนที่จะสร้างขึ้นมาเพื่อมอบให้กับผู้ใช้ของเรา ทั้งระบบรักษาความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน ประสิทธิภาพในการรองรับทุกขนาดองค์กร ทั้งหมดพร้อมกัน” กล่าวโดย อีริค เอส หยวน ซีอีโอของ Zoom

“Keybase รู้สึกตื่นเต้นและยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมทีมกับ Zoom!” กล่าวโดย แม็กซ์ โครห์น ผู้ร่วมก่อตั้งและนักพัฒนาของ Keybase.io “ทีมงานของเราคือผู้ที่มีความหลงใหลในการสร้างสรรค์และพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว และเรารู้สึกเป็นเกียรติที่สามารถนำความเชี่ยวชาญด้านการเข้ารหัสของเราไปต่อยอดบนแพลตฟอร์มที่มีผู้เข้าใช้งานร่วมหลายร้อยล้านคนต่อวัน”

from:https://www.enterpriseitpro.net/zoom-buys-keybase-to-boost-encryption-capabilities/