คลังเก็บป้ายกำกับ: Xiaomi

Samsung แชมป์ส่งออกมือถือทั่วโลก Q3 2021 ตามติดด้วย Apple – แต่โดยรวมตลาดทั่วโลกยอดต่ำลง 6%

ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกในช่วงไตรมาสสามของปีที่ผ่านมา จัดว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงที่ซบเซาสุด ๆ เนื่องจากปัญหาวิกฤตชิปเซ็ตขาดแคลน ที่ระบาดมาต่อเนื่องตั้งแต่ประมาณช่วงปีที่แล้ว ยอดส่งออกในภาพรวมลดลงถึง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนแชมป์ส่งออกยังคงเป็น Samsung เหมือนเดิม ตามมาด้วย Apple ที่ยอด Market Share เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยท็อปไฟว์รอบนี้แน่นอนว่ายังไร้เงา HUAWEI ที่หลุดวงจรไปนานแล้วเช่นเคย

Canalys รายงานว่า Samsung คือบริษัทฯ ที่มีส่วนแบ่งการตลาด หรือ Market Share ในตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกในช่วงไตรมาสสามที่ผ่านมามากที่สุด กวาดไปได้ทั้งหมด 23% ตามมาด้วย Apple ที่ยอดกระเตื้องขึ้นจากปีก่อน 3% ขณะที่สามอันดับที่เหลือต่างเป็นแบรนด์จีนด้วยกันทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ Xiaomi ไป Vivo และ OPPO

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี หรือ Quarter 4 ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกน่าจะกลับมาคึกคักเหมือนเดิม เนื่องจากเข้าใกล้ถึงเทศกาลจับจ่ายเข้ามาทุกที ไม่ว่าจะเป็นที่จีน หรือ Black Friday ของฝั่งโลกตะวันตก โดยต้องรอติดตามว่า iPhone 13 Series จะทำให้ Apple ทำยอดแซงหน้า Samsung ได้หรือไม่

 

ที่มา: Canalys via GSMArena

 

from:https://droidsans.com/global-smartphone-shipments-2021-q3-samsung-topped/

Xiaomi Power Bank Pocket Edition Pro รุ่นใหม่ ความจุ 10,000mAh ชาร์จไว 33W ราคาประมาณ 1 พันบาท

Xiaomi Power Bank Pocket Edition Pro เปิดตัวแล้วในจีน เป็นรุ่นที่พัฒนามาจาก Mi Power Bank 3 Pocket Edition เมื่อปีกลาย ความจุยังคงเท่าเดิมที่ 10,000mAh แต่อัปเกรดคุณสมบัติการจ่ายไฟขึ้นเป็น 33W จากเดิม 22.5W ชาร์จได้ทั้งมือถือ แล็ปท็อป หรือแม้แต่ Nintendo Switch ชูจุดเด่นน้ำหนักเบา 212 กรัม ขนาดเล็ก พกพาง่าย ใส่กระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงได้สบายบรื๋อ มีให้เลือก 2 สี คือ สีขาวและสีน้ำเงิน ราคา 199 หยวน หรือประมาณ 1 พันบาท

Xiaomi Power Bank Pocket Edition Pro ตัดพอร์ตที่ไม่จำเป็นอย่าง micro-USB ออก ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงแค่พอร์ตหลักที่เป็น USB Type-C ทำหน้าที่ได้ทั้งอินพุตและเอาต์พุตในตัว กับพอร์ตรอง USB-A ที่สามารถจ่ายไฟได้ 22.5W โดยเพาเวอร์แบงก์รุ่นนี้สามารถชาร์จแบตให้อุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้ 2 ชิ้น ตามจำนวนพอร์ตที่ให้มา นอกจากนี้ภายในกล่องยังแถมสาย USB Type-C / A to USB Type-C มาให้แบบพร้อมใช้เลยอีกต่างหาก

บริษัทฯ เคลมว่า Xiaomi Power Bank Pocket Edition Pro สามารถชาร์จ Redmi K40 Pro ได้ 1.4 รอบ ใช้เวลาชาร์จจาก 0 – 100% ได้ภายใน 57 นาที ส่วนกรณีของ iPhone 13 สามารถชาร์จได้ 1.8 รอบ และสามารถชาร์จจาก 0 – 60% ได้ในเวลา 30 นาทีเท่านั้น

 

ที่มา : JD

from:https://droidsans.com/xiaomi-power-bank-pocket-edition-pro-10000mah/

Xaiomi เตรียมเปิดตัวสมาร์ททีวีซีรีย์ Redmi Smart TV X 2022 เร็วๆ นี้

Xiaomi เตรียมขยายแบรนด์ Smart TV ต่อเนื่องกับการประกาศพร้อมเปิดตัว Redmi Smart TV X 2022 ซีรีย์ ในวันที่ 20 ตุลาคมที่จะถึงนี้ จะน่าสนใจขนาดไหนไปติดตามกัน

Redmi Smart TV X 2022
Redmi Smart TV X 2022

ในเมืองไทยเรา Smart TV แบรนด์ตรงพึ่งจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการไม่นานเท่าไร แต่ที่ประเทศจีนนั้นทาง Xiaomi เตรียม Smart TV แบรนด์ลูกซีรีย์ใหม่อย่าง Redmi Smart TV X 2022 เพื่อออกวางจำหน่ายแล้ว โดยล่าสุดนั้นทาง Xiaomi ได้ทำการเผยออกมาว่าจะทำการเปิดตัว Redmi Smart TV X 2022 ซีรีย์ในวันที่ 20 ตุลาคมที่จะถึงนี้

แน่นอนว่าด้วยความที่เป็นแบรนด์ลูกนั้นทำให้ Redmi Smart TV X 2022 ซีรีย์คงไม่ได้พกเอาสเปคมาแบบจัดเต็มเหมือนกับ Xiaomi Mi TV อย่างแน่นอน สิ่งหนึ่งที่น่าจะเกิดขึ้นกับ Redmi Smart TV X 2022 ซีรีย์นั้นน่าจะหนีไม่พ้นเรื่องของขนาดหน้าจอที่ใหญ่สุดนั้นคาดว่าจะอยู่ที่ 65 นิ้ว และลดลงตามลำดับไปเป็น 55 นิ้ว และ 50 นิ้ว(และอาจจะมีเล็กกว่านี้)

ทั้งนี้ตามสเปคเดิมของ Redmi Smart TV X 2020 ซีรีย์นั้นเชื่อว่าอะไรหลายๆ อย่างจะถูกถ่ายทอดมายัง Redmi Smart TV X 2022 ซีรีย์ด้วยไม่ว่าจะเป็นการรองรับ DTS Virtual X, Dolby Audio, Dolby Vision, HDR10+ และ MEMC นอกไปจากนั้นแล้วด้วยความที่จะเข้าสู่ปี 2022 อย่างเป็นทางการนั้นคาดว่า Redmi Smart TV X 2022 ซีรีย์ น่าจะรองรับความละเอียดที่ระดับ 4K ด้วยกันทั้งหมด(แต่ refresh rate น่าจะอยู่ที่ 60Hz) งานนี้แฟนๆ Xiaomi คงต้องคอยติดตามดูกันต่อไป

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/618507-xiaomi-teases-redmi-smart-tv-x-2022-ahead-of-october-20-announcement

Xiaomi เปิดตัว Automatic Smart Door Lock Pro ระบบกลอนประตูอัจฉริยะ ปลดล็อคได้ด้วยใบหน้า

หมดปัญหาเข้าบ้านไม่ได้เพราะไม่มีคนอยู่ หรือเอากุญแจออกไปแล้วทำหายที่ไหนต่อไหนไม่รู้ ด้วยกลอนประตูอัจฉริยะ Xiaomi Automatic Smart Door Lock Pro ที่สามารถปลดล็อคให้เราเข้าบ้านได้ง่าย ๆ แค่เดินเข้าไปในระยะให้มันเห็นหน้าเท่านั้น และเมื่อเข้าบ้านปิดประตูไปแล้ว ก็จะล็อคให้โดยอัตโนมัติ เรียกว่าสะดวกและปลอดภัยแถมยังล้ำสุด ๆ ไปเลยจ้า

Xiaomi Automatic Smart Door Lock Pro มีความปลอดภัยในการตรวจจับใบหน้าเจ้าของบ้านสูงเนื่องจากมันไม่ได้ใช้แค่กล้องธรรมดา ๆ แต่เป็นเซนเซอร์ 3D ที่ใช้แสงอินฟราเรดยิงมาสแกนบริเวณใบหน้าเมื่อมันตรวจจับได้ว่ามีคนเข้ามาในระยะ โดยเราไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงเดินเข้ามาในระยะของเซนเซอร์เท่านั้น เมื่อมันสแกนใบหน้าเรียบร้อย กลอนก็จะถูกปลดล็อคเอง และเมื่อประตูปิดลง มันก็จะล็อคเองทันที

นอกจากจะมีระบบปลดล็อคด้วยใบหน้าแล้ว กลอนตัวนี้ยังมีระบบล็อคแบบอื่น ๆ ให้เลือกใช้ได้ตามสบาย ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อคด้วย Password, สแกนลายนิ้วมือ หรือจะใช้ NFC จากมือถือเอาก็ได้ ซึ่งระบบปลดล็อคพวกนี้เราสามารถส่งการอนุญาตเพื่อปลดล็อคให้บุคคลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สมาชิกครอบครัวได้ อย่างเช่นการตั้งค่าผ่านแอป Mijia ให้ตั้ง Password ชั่วคราวสำหรับแม่บ้าน ที่จะเข้ามาทำงานในขณะที่เราไม่อยู่ก็ได้ นอกจากนี้มันยังทำงานร่วมกับ Apple HomeKit ได้อีกด้วยนะ

และหากว่ามีคนแปลกหน้าเดินเข้ามาใกล้กลอนประตูเมื่อไหร่ มันก็จะส่งการแจ้งเตือนมายังมือถือที่เชื่อมต่อเอาไว้อีกด้วย นอกจากนี้มันยังสามารถเก็บบันทึกเอาไว้ได้ด้วยว่าในแต่ละวันมีใครเข้าออกบ้าง

Xiaomi Automatic Smart Door Lock Pro ไม่ต้องเสียบสายไฟค้างเอาไว้ตลอดเวลา แต่มันมีแบตเตอรี่ขนาด 6250 mAh ในตัว (แต่ไม่ได้บอกเอาไว้ว่าชาร์จเต็มครั้งนึงจะใช้ได้นานขนาดไหน)

Xiaomi Automatic Smart Door Lock Pro เริ่มวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยราคาในเว็บไซต์ Banggood อยู่ที่ 20,774 บาท แต่ตอนนี้ยังไม่มีการจัดส่งมาที่ประเทศไทยนะครับ

 

ที่มา : Banggood

from:https://droidsans.com/xiaomi-automatic-smart-door-lock-pro-unveiled/

REVIEW | เปรียบเทียบการใช้งาน Xiaomi 11T และ 11T Pro ราคาห่างกัน 3 – 4 พันบาท มีอะไรต่างกันบ้าง ?

ปีที่แล้วซีรีส์ Mi 10T สร้างความประทับใจเอาไว้ได้ค่อนข้างดี และในปีนี้ซีรีส์ Xiaomi 11T ก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกเช่นเคย ยังคงจัดเต็มกับฮาร์ดแวร์ระดับน้อง ๆ เรือธงในราคาเริ่มต้นเพียง 13,990 บาท ซึ่งในรุ่น Xiaomi 11T กับในรุ่น Xiaomi 11T Pro ดันทำออกมาได้ใกล้เคียงกันเกือบทุกส่วน แถมยังหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ ๆ อีกต่างหาก จนน่าจะทำให้หลายคนเกิดความลังเลไม่น้อยว่า ส่วนต่าง 3 – 4 พันบาท ได้อะไรมาบ้าง คุ้มไหมถ้าจะขยับไปซื้อตัวโปร หรือแค่ตัวธรรมดาก็เพียงพอแล้ว ?

สเปค Xiaomi 11T

  • จอภาพ : AdaptiveSync ขนาด 6.67 นิ้ว
    – พาเนล AMOLED
    – ความละเอียด FHD+
    – ขอบเขตสี DCI-P3
    – ความลึกสี 10-bit
    – อัตรารีเฟรช 120Hz
    – อัตราตอบสนองการสัมผัส 480Hz
    – ผ่านมาตรฐาน HDR10+
  • ชิป : MediaTek Dimensity 1200
  • หน่วยความจำ : RAM (LPDDR4X) 8GB
  • ความจุ : ROM (UFS 3.1) 128GB ; 256GB
  • กล้องหลัง :
    – กล้องหลัก 108MP
    – กล้องอัลตราไวด์ 8MP
    – กล้องเทเลมาโคร 5MP
  • กล้องหน้า : 16MP
  • เสียง : ลำโพงคู่สเตอรีโอ, รองรับ Dolby Atmos
  • แบตเตอรี่ : 5000mAh, รองรับชาร์จไว 67W
  • ระบบปฏิบัติการ : MIUI 12.5 บนพื้นฐาน Android 11
    – อัปเดตระบบปฏิบัติการนาร 3 ปี
    – อัปเดตแพตช์ความปลอดภัยนาน 4 ปี
  • ขนาด : 164.1 x 76.9 x 8.8 มม.
  • น้ำหนัก : 203 กรัม
  • สี : Celestial Blue, Moonlight White, Meteorite Gray

สเปค Xiaomi 11T Pro

  • จอภาพ : AdaptiveSync ขนาด 6.67 นิ้ว
    – พาเนล AMOLED
    – ความละเอียด FHD+
    – ขอบเขตสี DCI-P3
    – ความลึกสี 10-bit
    – อัตรารีเฟรช 120Hz
    – อัตราตอบสนองการสัมผัส 480Hz
    – ผ่านมาตรฐาน HDR10+
    – รองรับ Dolby Vision
  • ชิป : Qualcomm Snapdragon 888
  • หน่วยความจำ : RAM (LPDDR5) 8GB ; 12GB
  • ความจุ : ROM (UFS 3.1) 128GB ; 256GB
  • กล้องหลัง :
    – กล้องหลัก 108MP
    – กล้องอัลตราไวด์ 8MP
    – กล้องเทเลมาโคร 5MP
  • กล้องหน้า : 16MP
  • เสียง : ลำโพงคู่สเตอรีโอ, รองรับ Dolby Atmos
  • แบตเตอรี่ : 5000mAh, รองรับชาร์จไว 120W
  • ระบบปฏิบัติการ : MIUI 12.5 บนพื้นฐาน Android 11
    – อัปเดตระบบปฏิบัติการนาร 3 ปี
    – อัปเดตแพตช์ความปลอดภัยนาน 4 ปี
  • ขนาด : 164.1 x 76.9 x 8.8 มม.
  • น้ำหนัก : 204 กรัม
  • สี : Celestial Blue, Moonlight White, Meteorite Gray


วัสดุตัวเครื่องและฝาหลังทำมาจากพลาสติก แต่สี Meteorite Gray จะทำลวดลายแบบเมทัลลิก

Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro ต่างกันตรงไหนบ้าง ?

  • จอภาพ Xiaomi 11T Pro รองรับ Dolby Vision
  • ลำโพง Xiaomi 11T Pro ปรับแต่งโดย harman / kardon
  • ชิป Dimensity 1200 ; Snapdragon 888
  • หน่วยความจำ RAM (LPDDR4X) สูงสุด 8GB ; RAM (LPDDR5) สูงสุด 12GB
  • ชาร์จไว 67W ; 120W
  • น้ำหนัก 203 กรัม ; 204 กรัม

จอภาพ Xiaomi 11T Pro เหนือกว่าด้วย Dolby Vision

Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro มาพร้อมกับจอภาพ AdaptiveSync ขนาด 6.67 นิ้ว พาเนล AMOLED อัตรารีเฟรช 120Hz บนความละเอียด FHD+ และผ่านมาตรฐาน HDR10+ เหมือนกันทุกประการ ความสว่างสูงสุดและต่ำสุดเท่ากันเป๊ะ ข้อแตกต่างมีเพียงแค่ฝ่ายหลังมีเทคโนโลยี Dolby Vision เสริมเข้ามา หากคอนเทนต์รองรับจะเห็นผลต่างกันพอสมควร แต่ในการใช้งานปกติไม่มีอะไรแตกต่างกัน

ลำโพงเสียงดีทั้งคู่จนแยกความแตกต่างไม่ออก

มีเพียง Xiaomi 11T Pro ที่ได้รับการตีตราว่า ลำโพงถูกปรับแต่งเสียงโดย harman / kardon ข้อความที่สกรีนกำกับอยู่บนตัวเครื่องเป็นจุดสังเกตเดียวที่บ่งชี้ความแตกต่างจากภายนอกกับ Xiaomi 11T ได้ อย่างไรก็ตาม ในการใช้งานจริงส่วนตัวผมไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความแตกต่างแม้แต่น้อย พิจารณาจากมิติเสียงแล้ว ฮาร์ดแวร์น่าจะเป็นชุดเดียวกัน ซึ่งทำออกมาได้ดีมากทั้งคู่


บน Xiaomi 11T ; ล่าง Xiaomi 11T Pro

มีจุดที่ต้องชมเพิ่มเติม คือ การออกแบบของ Xiaomi ที่เลือกเจาะรูลำโพงเพิ่มเติมเอาไว้ที่เฟรมเครื่อง ชิดกับขอบด้านบน ทำให้มือถือขับเสียงออกมาได้สมดุลมากทั้งด้านซ้ายและขวาขณะใช้งานในแนวนอน นอกจากนี้ยังเป็นตำแหน่งที่อุ้งมือไปบังได้ยากอีกต่างหาก

ความเร็วของการใช้งานทั่วไปสูสี กินกันไม่ลง

ทั้ง Dimensity 1200 ที่อยู่ใน Xiaomi 11T และ Snapdragon 888 ที่อยู่ใน Xiaomi 11T Pro ต่างก็เป็นชิประดับเรือธงทั้งคู่ ว่ากันตามเทคนิคแล้ว ฝ่ายหลังยังมีภาษีที่ดีกว่าทั้งในส่วนของกระบวนการผลิตที่ทันสมัยกว่า กับซีพียูและจีพียูที่ทรงพลังมากกว่าสเตปหนึ่ง …แต่ในการใช้งานจริงทำให้ผมต้องประหลาดใจนิดหน่อย เพราะทดสอบด้วยโมเดล RAM 8GB เท่ากัน ต่างฝ่ายต่างผลัดกันแพ้และชนะแบบเฉือนกันในระดับเสี้ยววินาทีสลับกันไปในการประชันความเร็ว หรือแม้กระทั่งการโหลดฉากต่าง ๆ ในเกม เรียกได้ว่า สูสีแบบกินกันไม่ลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแค่ Dimensity 1200 นั้นก็แรงเหลือเฟือสำหรับ ณ ปัจจุบันแล้ว

ชาร์จไว 67W และ 120W ปัจจัยหลักในการพิจารณา

หากอ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อน ๆ จะเห็นได้ว่า Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro พบความแตกต่างจากการใช้งานจริงได้น้อยมากถึงมากที่สุด แต่เรื่องเทคโนโลยีการชาร์จนี่แหละครับ ที่ Xiaomi 11T Pro เหนือกว่าอย่างชัดเจน เพราะรองรับชาร์จไวถึง 120W ใช้เวลาการชาร์จจาก 0 – 100% ได้ในเวลาแค่ 20 นาทีกับอีกนิดหน่อยเท่านั้น เร็วนรกแตกกว่าชาร์จไว 67W ของ Xiaomi 11T ที่ใช้เวลาประมาณ 40 นาที เกือบ ๆ สองเท่า สมมติตอนกลางคืนลืมชาร์จ ตื่นมาชาร์จตอนเช้า อาบน้ำยังไม่ทันเสร็จ เผลอ ๆ แบตก็เต็มแล้ว…


หัวชาร์จ 120W ของ Xiaomi 11T Pro จะมีขนาดใหญ่และหนากว่า


หัวชาร์จมีแถมมาให้ในกล่องเลย ไม่ต้องซื้อแยก

ตัวอย่างภาพถ่าย Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro

กล้องหลังของ Xiaomi 11T และ Xiaomi 11T Pro มีด้วยกัน 3 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลัก 108MP กล้องอัลตราไวด์ 8MP และกล้องเทเลมาโคร 5MP ในการถ่ายปกติเอาต์พุตของกล้องหลักจะอยู่ที่ 12MP นะครับ หากอยากถ่ายเต็มความละเอียดต้องกดใช้งานโหมด 108MP ก่อน ส่วนภาพตัวอย่างชุดด้านล่างทั้งหมดผมถ่ายด้วยโหมดออโต้พร้อมตั้งค่า AI ให้ทำงานเป็นออโต้เช่นกัน ไม่มีการปรับแต่งใด ๆ ทั้งสิ้น (แค่ย่อขนาดเฉย ๆ)


ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นชอบเลนส์มาโครมากที่สุด เบลอฉากหลังได้เป็นเอกลักษณ์ดี


คุณภาพโดยรวมใช้ได้…แต่ถ่ายอะไรที่ไม่อยู่นิ่งแล้วหลุดโฟกัสง่ายมาก (ยิ่งเลนส์มาโครยิ่งหนักเลย) เป็นจุดที่ควรปรับปรุง

ผมค่อนข้างโอเคกับรูปที่ถ่ายออกมา ที่ชอบที่สุดจะเป็นเลนส์เทเลมาโคร เพราะถ่ายได้สนุก ให้โบเกสวยมาก แตกต่างจากหลาย ๆ ค่ายที่มักใช้เลนส์อัลตราไวด์หรือเลนส์ไวด์สำหรับมาโคร การละลายฉากหลังจึงไม่โดดเด่นเท่าไหร่ แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องขอบเขตการโฟกัสอยู่เหมือนกัน ขยับออกมาได้ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นจะเกินระยะโฟกัส บางทีอยากจะถ่ายดอกไม้ดอกใหญ่ ๆ จะถ่ายไม่ได้ ต้องสลับไปใช้เลนส์หลักแล้วซูมเอาแทน




















(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)

ส่วนปัญหาที่พบหลัก ๆ จะเป็นในเรื่องของโฟกัสอัตโนมัติที่ดูจะหวังผลไม่ได้มากนัก ทั้งที่เปิดฟังก์ชันโฟกัสติดตามวัตถุแล้วแต่ก็ยังหลุดเป้าอยู่บ่อยครั้ง (ดูได้จากรูปแมว) อีกสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะการบันทึกภาพหลังลั่นชัตเตอร์มีช่วงหน่วงเวลาพอสมควรด้วย ทำให้บางทีตัวแบบขยับออกไปจากจุดโฟกัสแล้ว (อาจมีอัปเดตแก้ไขด้วยซอฟต์แวร์ทีหลังหรือเปล่า ต้องรอลุ้นดูอีกที)

ปล. บางซีน AI ปรับภาพมาให้หนักไปหน่อย สีเขียวกับคอนทราสต์เข้มปั้ดเลย ถ้าปิดเอาไว้ภาพจะดูเป็นธรรมชาติ ถูกจริตผมมากกว่า แต่ไหน ๆ ก็เปิดมาตั้งแต่ภาพแรกแล้วก็เลยเลยตามเลย ฮ่า ๆ


จากบนลงล่าง กล้องอัลตราไวด์ กล้องเทเลมาโคร และกล้องหลัก

ราคาห่างกัน 3 – 4 พันบาท ซื้อรุ่นไหนดี ?

Xiaomi 11T

  • RAM 8GB + 128GB : ราคา 13,990 บาท
  • RAM 8GB + 256GB : ราคา 14,990 บาท

Xiaomi 11T Pro

  • RAM 8GB + 128GB : 16,990 บาท
  • RAM 8GB + 256GB : 18,990 บาท
  • RAM 12GB + 256GB : 20,990 บาท

สำหรับ Xiaomi 11T Pro จะเหนือกว่าตรงจอภาพที่รองรับ Dolby Vision เทคโนโลยีชาร์จไว 120W ชิป Snapdragon 888 และ RAM แบบ LPDDR5 ที่พ่วงมาด้วย แต่ตามที่แจ้งไป คือ นอกเหนือจากความเร็วในการชาร์จแล้ว ส่วนอื่น ๆ ที่เหลือหาความแตกต่างในการใช้งานจริงแทบไม่เจอเลย ส่วนตัวจึงคิดว่า Xiaomi 11T เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ามากกว่าด้วยราคาที่ห่างกันถึง 3 – 4 พัน เทียบที่หน่วยความจำเท่ากัน


Xiaomi 11T ราคาเริ่มต้น 13,990 บาท ; Xiaomi 11T Pro ราคาเริ่มต้น 16,990 บาท

Xiaomi 11T Pro อาจตอบโจทย์สำหรับใครที่รับชมคอนเทนต์ Dolby Vision บ่อย ๆ และอยากได้ RAM ขนาด 12GB ซึ่ง Xiaomi 11T ธรรมดาจะไม่มีตัวเลือกนี้ กับอีกข้อหนึ่ง (อันนี้ส่วนตัว) คือ มีสกรีนโลโก้ harman / kardon เท่ ๆ อยู่บนเครื่องครับ (ฮา)


อุปกรณ์ภายในกล่อง มีหัวชาร์จ สายชาร์จ เคสใสแบบนิ่ม และคู่มือการใช้งาน

from:https://droidsans.com/xiaomi-11t-vs-xiaomi-11t-pro-specs-compare/

Xiaomi Black Shark 4S สมาร์ตโฟนที่เกิดมาเพื่อการเล่นเกม เตรียมเปิดตัววันที่ 13 ตุลาคมนี้

Xiaomi เตรียมเปิดตัว Black Shark 4S สมาร์ตโฟนตัวใหม่ที่เกิดมาเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะวันที่ 13 ตุลาคมนี้ ใน Lineup ของ Black Shark 4 ที่ประกอบไปด้วยโมเดล Black Shark 4 ตัวปกติ และ Black Shark 4 Pro 

ในตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลและสเปกของ Black Shark 4S มีเพียงโปสเตอร์ที่ปล่อยออกบน Weibo เพียงเท่านั้น จากภาพที่เราได้เห็น Black Shark 4S จะมีกล้องที่วางแบบแนวนอนมาให้ถึง 3 ตัวเลยทีเดียว  ในระหว่างที่เรากำลังรอข้อมูลของ Black Shark 4S อย่างใจจดใจจ่อ CEO ก็ได้โพสต์ภาพตัวอย่างที่ถ่ายโดย Black Shark 4S ลงบน Weibo คุณภาพจะเป็นอย่างไรมาดูกัน 

สำหรับใครที่เป็นเกมเมอร์ก็ห้ามพลาด Black Shark 4S เด็ดขาด ส่วนสเปกและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของเจ้าตัวนี้จะมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง รอติดตามกันได้ในวันที่ 13 ตุลามคมนี้เลย!

ข่าว: Xiaomi Black Shark 4S สมาร์ตโฟนที่เกิดมาเพื่อการเล่นเกม เตรียมเปิดตัววันที่ 13 ตุลาคมนี้ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/black_shark_4s_launch_date-news/

คอนเฟิร์ม! OnePlus 9RT และ Black Shark 4s เตรียมเปิดตัวพร้อมกัน 13 ตุลาคม 2564

ดูเหมือนว่ามือถือรุ่นใหม่ ๆ จะเตรียมเปิดตัวกันแบบไม่หยุดหย่อนจริง ๆ (จะสิ้นปีแล้วเพลา ๆ มั่งเท้อ..) โดยล่าสุดได้มีการยืนยันออกมาแล้วว่ามือถือเกมมิ่ง Black Shark 4S กับมือถือรุ่นอัปเกรด OnePlus 9RT ก็เตรียมจะเปิดตัวในวันเดียวกันอีก คือวันที่ 13 ตุลาคม 2564 นี้ และแน่นอนว่ามีข้อมูลสเปคคร่าว ๆ ของมือถือทั้ง 2 รุ่น ออกมาให้ได้เห็นกันแบบพอเป็นจิ้มด้วย

Black Shark 4s Series

เริ่มต้นกันที่มือถือเกมมิ่ง Black Shark 4S ซึ่งเป็นรุ่น Minor Change จาก Black Shark 4 และ 4 Pro ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงไตรมาสแรกของปี ซึ่งกำหนดการเปิดตัวของมือถือรุ่นดังกล่าวถูกโพสต์ลงบนเว็บไซต์ Weibo เป็นภาพโปสเตอร์ของ Black Shark 4s Series พร้อมข้อมูลวันเปิดตัวที่ระบุเอาไว้ว่า 13 ตุลาคม 2021 เวลา 15.00 น. ของจีน (14.00 น. ประเทศไทย)

แม้ว่าในภาพโปสเตอร์จะไม่ได้เผยสเปคหรือรูปร่างหน้าตาของ Black Shark 4s Series เลย ว่าจะเป็นยังไง แต่ก็มีข้อมูลหลุดออกมาบ้างแล้วว่าซีรีส์ 4s จะมีทั้งหมด 2 รุ่น คือ Black Shark 4s และ 4s Pro โดยตัวท้อปมากับชิป Snapdragon 888+, หน้าจอรีเฟรชเรท 144Hz, ชาร์จไว 120W , กล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลัก 64MP + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP + กล้อง Macro ความละเอียด 5MP เซ็ตเดียวกันกับ Black Shark 4 Pro

ส่วนรุ่น 4s ธรรมดา จะลดสเปคลงมาใช้ชิป Snapdragon 870, หน้าจอรีเฟรชเรท 144Hz และชาร์จไว 120W เท่ากัน ส่วนกล้องก็จะยกมาจาก Black Shark 4 ทั้งดุ้น คือกล้องหลัก 48MP + กล้อง Ultrawide 8MP + กล้อง Macro 5MP

หน้าตาคาดว่าจะไม่ไดเปลี่ยนไปจาก Black Shark 4 Series

OnePlus 9RT

ต่อด้วย OnePlus 9RT ที่เป็นมือถือรุ่น Minor Change จาก OnePlus 9R เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม โดยทาง OnePlus ได้แปะภาพโปสเตอร์ประกาศกำหนดการเปิดตัวของมือถือรุ่นนี้เอาไว้ใน Weibo เหมือนกัน คือวันที่ 13 ตุลาคม 2564 เวลา 19.30 น. ของจีน (18.30 น. ประเทศไทย)

แถมยังมีหน้าเว็บแบบเป็นเรื่องเป็นราวของมือถือรุ่นนี้โผล่ขึ้นมาเผยโฉมด้านหลังเครื่องเรียบร้อยแล้วด้วย จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงของกล้องหลังออกไปจากรุ่น OnePlus 9R เล็กน้อย พร้อมกับตัวอักษรบอกความละเอียดกล้องหลักอยู่ที่ 50MP (รุ่น 9R ความละเอียด 48MP)

ส่วนสเปคที่มีหลุดออกมาก่อนหน้านี้บอกว่า OnePlus 9RT จะมีหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz, ใช้ชิป Snapdragon 888, RAM LPDDR5 สูงสุด 12GB, ความจุ UFS 3.1 สูงสุด 256GB, แบตเตอรี่ 4500 mAh ชาร์จไว 65W

แม้ว่าทั้งคู่จะเป็นมือถือคนละแนวกันไปเลย (Black Shark 4s Series เน้นเกม / OnePlus 9RT เน้นกล้อง) แต่ก็ยังเป็นมือถือที่น่าสนใจทั้งคู่ แล้วดันมาเปิดตัววันเดียวกันอีกคือ 13 ตุลาคม 2564 ซึ่งก็เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว…ใครสนใจรุ่นไหนก็เตรียมตัวกันได้เลยครับ

 

ที่มา : Gizmochina (2)

from:https://droidsans.com/oneplus-9rt-black-shark-4s-coming-october-13th/

ลือ… Xiaomi เตรียมอัปเกรด MIX FOLD รุ่นขายนอกจีน – อัตรารีเฟรชไวขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น มีกล้องใต้จอ

มีข่าวลือว่า Xiaomi ได้ตัดสินใจอัปเกรดฮาร์ดแวร์บางส่วนของ MIX FOLD ในรุ่นวางจำหน่ายนอกจีน โดยขยับอัตรารีเฟรชของจอนอกกับจอในขึ้นเป็น 90 และ 120Hz ตามลำดับ (จากเดิม 60 และ 90Hz) พร้อมทั้งรองรับเทคโนโลยีชาร์จไว 120W (จากเดิม 67W) นอกจากนี้ยังอาจจะใส่กล้องเซลฟีใต้จอมาให้ด้วย เพื่อให้ชนกับ Galaxy Z Fold 3 ของ Samsung ได้สมน้ำสมเนื้อมากยิ่งขึ้น

MIX FOLD รุ่นดั้งเดิมที่เผยโฉมในจีนมีกล้องเซลฟีแบบเจาะรูเฉพาะจอด้านนอก ส่วนจอด้านในมาแบบโล่งโจ้ง ไม่มีอะไรเลย เพราะ Xiaomi ต้องการมองประสบการณ์การใช้งานให้เต็มพื้นที่มากที่สุดโดยไม่มีอะไรมารบกวนสายตา แต่เทคโนโลยี Camera Under Panel หรือเรียกสั้น ๆ ว่า CUP ของ MIX 4 ที่เปิดตัวตามมาทีหลังนั้นสามารถซ่อนกล้องใต้จอได้เนียนมาก ๆ แล้ว (ดูได้จากคลิปด้านล่าง) จึงมีความเป็นไปได้ที่จะถูกนำมาใช้งานกับ MIX FOLD ฉบับปรับปรุง

ทั้งนี้ Xiaomi ยังไม่ได้ประกาศถึงกำหนดการวางขายนอกจีนของ MIX FOLD แต่แหล่งข่าวต่างประเทศคาดการณ์ว่า อาจเป็นช่วงใดช่วงหนึ่งในไตรมาส 4 ของปี 2564 ซึ่งจะอยู่ระหว่างเดือนตุลาคมจนถึงธันวาคมครับ

 

ที่มา : Android Authority

from:https://droidsans.com/xiaomi-mix-fold-global-upgrade-udc/

6 แท่นชาร์จไร้สายน่าใช้ มีติดโต๊ะแล้วชีวิตสะดวก งบพันเดียวมีทอน!

แท่นชาร์จไร้สายดีๆ สักตัววางบนโต๊ะทำงานเมื่อไหร่ บอกเลยว่าลืมสายชาร์จไปเลย!

wireless cover

ถ้าใครใช้ iPhone หรือสมาร์ทโฟน Android ระดับเรือธงหลายๆ รุ่นที่มีฟีเจอร์ชาร์จไร้สายล่ะก็ แท่นชาร์จไร้สายก็ถือเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่น่ามีติดโต๊ะทำงานมาก เพราะหลังจากใช้มือถือทำธุระมาทั้งวันแล้วก็เอาเครื่องวางที่ตัวแท่นชาร์จได้เลยไม่ต้องมาคอยเสียบปลั๊กให้ยุ่งยาก เวลาจะใช้ก็หยิบเครื่องจากแท่นชาร์จไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ติดสายชาร์จอะไรอีกด้วย แค่ความเร็วตอนชาร์จแบตเตอรี่อาจจะไม่เร็วทันใจเหมือนสายชาร์จเท่านั้นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม แท่นชาร์จไร้สายหลายๆ รุ่นก็ค่อยๆ อัพเกรดประสิทธิภาพการชาร์จของตัวเองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากเมื่อก่อนที่ยืนพื้นกันที่ 5 วัตต์ ก็มีรุ่น 10-20 วัตต์ หรือมากกว่านั้นเปิดตัวออกมาเรื่อยๆ อีกด้วย เรียกว่าตอบโจทย์คนที่ขอการใช้งานสะดวกอย่างแน่นอน

แท่นชาร์จไร้สาย

Qi (ชี่) มาตรฐานการชาร์จไร้สายที่อยู่มานานกว่าที่คิด

qi e1633411006859

ถ้าพูดถึงชื่อมาตรฐานการชาร์จไร้สายในปัจจุบัน ตอนนี้ก็จะมีมาตรฐานที่แพร่หลายสุดอย่าง Qi หรือ “ชี่” เป็นภาษาจีน ซึ่งเป็นอินเตอร์เฟสที่เปิดให้พัฒนาและออกแบบโดยอิสระ (Open interface standard) ซึ่งเริ่มพัฒนากันมาตั้งแต่ปี 2008 หรือผ่านมา 13 ปีแล้ว และในปัจจุบันมีการประกาศเวอร์ชั่น 1.3 มาเมื่อเดือนมกราคม 2021 ที่ผ่านมานี้เอง โดยความเร็วในการชาร์จและฟีเจอร์หลักๆ ของแต่ละเวอร์ชั่นจะมีดังนี้

  • เวอร์ชั่น 1.0 – มาตรฐานแรกสุดที่ประกาศเมื่อปี 2010 มีกำลังชาร์จสูงสุด 5 วัตต์ โดยกำหนดตัวคอลย์ชาร์จว่าจะเป็นคอยล์เดี่ยว (Single coil), คอยล์ที่จัดรูปทรงไว้ (Coil array) หรือคอยล์ที่ขยับตัวได้ (Moving coil)
  • เวอร์ชั่น 1.1 – มาตรฐานที่ 2 ประกาศเปิดตัวเมื่อปี 2012 ยังคงกำลังชาร์จไว้ที่ 5 วัตต์เช่นเดิม แต่เพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับตัวแปลงในตัวชาร์จไร้สาย 12 แบบ, เพิ่มการตรวจจับวัตถุรอบตัวชาร์จไม่ให้ส่งผ่านความร้อนไปยังโลหะที่อยู่ใกล้ และเพิ่มตัวแปลงพลังงานผ่านมาตรฐาน USB เข้ามา
  • เวอร์ชั่น 1.2 – ประกาศเปิดตัวปี 2015 โดยเพิ่มกำลังชาร์จไปที่ 15 วัตต์ แยกโปรไฟล์การชาร์จออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ Baseline Power Profile (BPP) ให้อยู่ที่ 5 วัตต์ และ Extended Power Profile (EPP) ให้อยู่ที่ 15 วัตต์ มีการประกาศเพิ่มกำลังตัวชาร์จสูงสุดให้ขึ้นไปที่ 15 วัตต์, ปรับแต่งการทดสอบความร้อนของตัวส่งกระแสให้ดียิ่งขึ้น ฯลฯ
  • เวอร์ชั่น 1.2.3 – ประกาศเปิดตัวปี 2017 เพิ่ม Power Class 0 ซึ่งเพิ่มกำลังชาร์จสำหรับอุปกรณ์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ให้แท่นชาร์จมีกำลังชาร์จได้สูงสุดที่ 30 วัตต์
  • เวอร์ชั่น 1.2.4 – ประกาศเปิดตัวปีเดียวกันกับข้อที่แล้ว โดยเพิ่มมาตรฐานการทดสอบและแก้ไขให้ EPP เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • เวอร์ชั่น 1.3 – ประกาศเปิดตัวปี 2021 โดยเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับการชาร์จไร้สายดังนี้
    • ปรับแต่งรายละเอียดเกี่ยวกับสเปคการชาร์จไร้สาย
    • ประกาศการรองรับแท่นชาร์จที่ผ่านมาตรฐาน Qi แล้ว
    • ประกาศปรับแต่ง FOD features และการทดสอบอุปกรณ์ชาร์จไร้สายรวมไปถึง low-Q  test ด้วย

โดยในเวอร์ชั่น 1.3 นั้นจะมีรายละเอียดอื่นๆ อีกพอสมควร ซึ่งขอยกยอดการกล่าวถึงเอาไว้ แต่ถ้าใครสนใจก็สามารถไปศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของทาง Wireless Power Consortium ได้เลย

Nokia DT 900

ส่วนหลักการทำงานของแท่นชาร์จไร้สายถ้าผ่าตัวแท่นชาร์จออกมา จะเห็นชุดวงจรกับขดลวดที่เป็นตัวส่งพลังสนามแม่เหล็กไฟฟ้าไปยังขดลวดตัวรับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ฝังเอาไว้ในสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นๆ ที่วางอยู่บนแท่นชาร์จ ซึ่งระยะการทำงานของสนามแม่เหล็กตามมาตรฐาน Qi จะอยู่ภายในระยะ 4 เซนติเมตร (1.6 นิ้ว) ซึ่งปัจจุบันนี้จะมีสมาร์ทโฟนกว่า 200 รุ่นทั่วโลกที่รองรับการชาร์จไร้สายได้แล้ว

ส่วนของความเร็วว่าจะชาร์จได้เร็วแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวส่งและตัวรับด้วย ว่าสร้างกำลังชาร์จได้กี่วัตต์ โดยจะอิงตามฝั่งที่มีกำลังต่ำที่สุด เช่น ถ้าแท่นชาร์จจ่ายกระแสได้ 25 วัตต์ แต่มือถือรับได้เพียง 15 วัตต์ ก็จะชาร์จได้ 15 วัตต์เท่านั้น หรือถ้าแท่นชาร์จจ่ายกระแสได้ 15 วัตต์ แต่มือถือรับได้ 25 วัตต์ ก็จะชาร์จได้แค่ 15 วัตต์ เช่นกัน

spec sheet

ส่วนใครที่ไม่แน่ใจว่าสมาร์ทโฟนของตัวเองรองรับการชาร์จไร้สายหรือเปล่า ก็แนะนำให้เราไปดูจากหน้าสเปคของมือถือรุ่นนั้นๆ ที่เราใช้งานอยู่จากหน้าเว็บไซต์ของผู้ผลิตหรือเว็บไซต์ที่มีฐานข้อมูลสเปคมือถือเช่น Specphone.com ก็ได้ แล้วเลื่อนมาดูรายละเอียดสเปคส่วนของแบตเตอรี่ ว่ามือถือเครื่องนั้นรองรับ Wireless Charging หรือเปล่า ซึ่งถ้ารองรับก็ซื้อแท่นชาร์จไร้สายมาใช้งานได้เลย

6 แท่นชาร์จไร้สายน่าใช้ ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นแค่วางก็ชาร์จได้เลย

สำหรับที่ชาร์จไร้สายในปัจจุบันนี้ จะมีให้เลือกตั้งแต่รุ่นราคาหลักร้อยบาทต้นๆ ไปจนถึงรุ่นราคาหลักพันแต่ก็ใส่ฟีเจอร์เสริมน่าใช้เข้ามาหลายอย่างอีกด้วย โดยรุ่นที่เลือกมาแนะนำจะมีทั้งหมด 6 รุ่นดังนี้

  1. Baseus Jelly (269 บาท)
  2. Eloop W1 (379 บาท)
  3. ZMI WTX11 Wireless Charger (599 บาท)
  4. Xiaomi Mi 20W Wireless Charging Stand (659 บาท)
  5. UGREEN 60228 (990 บาท)
  6. Eloop W4 (999 บาท)
1. Baseus Jelly (269 บาท)

1748ed346dad7cfb6a49334df38a62e7

รุ่นแรกที่เลือกมาแนะนำเป็นที่ชาร์จไร้สายจาก Baseus รุ่น Baseus Jelly ที่ตัวแท่นชาร์จมีสีสันสดใส เลือกได้ระหว่างสีขาว, ดำหรือเหลือง บอดี้ภายนอกเป็นพลาสติกเนื้อนุ่มหุ้มอยู่ตามชื่อ Jelly ทำให้วางมือถือแล้วไม่กระทบจนเกิดเสียงดังหรือริ้วรอยที่ตัวเคสหรือเครื่อง โดยที่ชาร์จตัวนี้มีกำลังชาร์จ 15 วัตต์ มีสาย USB-C to A แถมมาให้ 1 เส้นเพื่อเสียบเข้ากับอแดปเตอร์เพื่อจ่ายไฟให้ตัวแท่นชาร์จได้เลย แต่ทางผู้ผลิตแนะนำว่าให้ใช้กับอแดปเตอร์ที่เป็น Quick Charge 3.0 ที่มีกำลังไฟ 18 วัตต์ขึ้นไป จะทำให้ชาร์จได้ดี ซึ่งถ้าใครอยากชาร์จไร้สายแล้วหาอแดปเตอร์ดีๆ ราคาไม่แพงอาจจะเริ่มจากตัวนี้ก็ได้

สเปคของ Baseus Jelly
  • ที่ชาร์จไร้สายเนื้อยาง เลือกสีได้ระหว่างขาว, ดำหรือเหลือง
  • กำลังชาร์จไร้สาย 15 วัตต์ ควรต่อกับอแดปเตอร์ Quick Charge 3.0 กำลังชาร์จ 18 วัตต์
  • มีสาย USB-A to C แถมมาให้ 1 เส้น
  • ราคา 269 บาท (Baseus Thailand Shopee Mall)
2. Eloop W1 (379 บาท)

ff70e62a3441630730c822f0d2234932

ด้าน Eloop ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมสมาร์ทโฟนชื่อดังที่มีชื่อเสียงจากการทำ Power Bank จนคุ้นหูชาวไทยเองก็มีที่ชาร์จไร้สายรุ่น Eloop W1 ให้เลือกซื้อเช่นกัน โดยตัวแท่นชาร์จจะเป็นบอดี้ผิวกระจกสวยงาม เลือกสีได้ 3 สี คือขาว, ดำ หรือทอง มีกำลังชาร์จสูงสุด 10 วัตต์ และมีสาย USB-A สำหรับต่อระหว่างตัวแท่นกับอแดปเตอร์เพื่อชาร์จมือถือได้ด้วย เรียกว่าเป็นอีกแบรนด์ที่น่าใช้เช่นกัน ยิ่งถ้าใครใช้ iPhone หรือมือถือที่ชาร์จไร้สายได้ก็แนะนำให้ซื้อมาใช้งานได้เลย

สเปคของ Eloop W1
  • ที่ชาร์จไร้สายผิวกระจก เลือกสีได้ระหว่างขาว, ดำหรือทอง
  • กำลังชาร์จไร้สาย 10 วัตต์ มีสาย USB-A แถมมาให้ 1 เส้น
  • ราคา 379 บาท (Eloop Thailand Shopee Mall)
3. ZMI WTX11 Wireless Charger (599 บาท)

zmi

นอกจากสายชาร์จ, ปลั๊กหรือ Power bank แล้ว Zmi ก็มีที่ชาร์จไร้สายให้ใช้เช่นกัน โดยเป็นรุ่น Zmi WTX11 ที่ดีไซน์เรียบหรู บอดี้เป็นแท่นอลูมิเนียมบุผ้า Alcantara ที่เนื้อยืดหยุ่นเอาไว้ด้านบน เวลาวางเครื่องแล้วจะไม่เป็นรอยและมีระบบป้องกันไฟเกินติดตั้งไว้ในตัวและมีไฟแสดงสถานะการชาร์จด้วย ส่วนกำลังชาร์จอยู่ที่ 10 วัตต์ และมีสาย USB-C to A แถมมาให้ต่อกับอแดปเตอร์เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ด้วย แต่แนะนำให้ต่อกับอแดปเตอร์ที่เป็น Quick Charge 3.0 ที่จ่ายไฟได้ 18 วัตต์จะดีที่สุด

สเปคของ Zmi WTX11 Wireless Charger
  • ที่ชาร์จไร้สายบอดี้อลูมิเนียมบุผ้า Alcantara เนื้อยืดหยุ่น มีไฟแสดงสถานะการชาร์จ
  • กำลังชาร์จไร้สาย 10 วัตต์ ควรต่อกับอแดปเตอร์ Quick Charge 3.0
  • มีสาย USB-C to A แถมมาให้ 1 เส้น
  • ราคา 599 บาท (425 Degree)
4. Xiaomi Mi 20W Wireless Charging Stand (659 บาท)

7855ca22941ae46b1ab0472021496466

นอกจากค่ายในเครือจะมีแท่นชาร์จไร้สายให้เลือกซื้อแล้ว Xiaomi เองก็มี Xiaomi Mi 20W Wireless Charging Stand ให้เลือกซื้อด้วยเช่นกัน โดยดีไซน์จะเป็นแท่นให้วางมือถือเป็นแนวตั้งแต่เฉียงไปด้านหลังเล็กน้อยและติดตั้งคอยล์ชาร์จเอาไว้ด้านในให้วางชาร์จในแนวตั้งหรือวางตะแคงเครื่องก็ได้ บอดี้เป็นพลาสติกเนื้อแข็งงานประกอบเรียบร้อยพร้อมไฟแสดงสถานะการชาร์จ มีกำลังชาร์จไร้สาย 20 วัตต์ ทำให้ชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีสาย USB-C แถมมาให้ในกล่องอีกด้วย ซึ่งถ้าใครใช้มือถือที่รองรับการชาร์จเร็วได้ระดับ 20-25 วัตต์หรือสูงกว่านั้น ก็แนะนำให้ใช้แท่นชาร์จนี้เช่นกัน

สเปคของ Xiaomi Mi 20W Wireless Charging Stand
  • ที่ชาร์จไร้สายบอดี้พลาสติกเนื้อแข็ง ดีไซน์ให้วางมือถือในแนวตั้งหรือตะแคงได้ มีไฟแสดงสถานะการชาร์จ
  • กำลังชาร์จไร้สาย 20 วัตต์ ควรต่อกับอแดปเตอร์ Quick Charge 3.0
  • มีสาย USB-C แถมมาให้ 1 เส้น
  • ราคา 659 บาท (Xiaomi Authorized Store Shopee Mall)
5. UGREEN 60228 (525 บาท)

e1a5710d5c388f20a11736fcce44d7ab

ถัดมาเป็น UGREEN 60228 แท่นชาร์จไร้สายที่ดีไซน์ให้วางสมาร์ทโฟนเป็นแนวตั้งหรือตะแคงก็ได้แบบเดียวกับ Xiaomi บอดี้เป็นพลาสติกเนื้อแข็งติดตั้งคอยล์ชาร์จเอาไว้ 2 ตัวในตัวแท่นเพื่อให้กำลังชาร์จเสถียรยิ่งขึ้นแต่กำลังชาร์จจะลดลงเหลือ 10 วัตต์ มีสาย USB-C แถมมาให้ในกล่อง 1 เส้นเพื่อเสียบอแดปเตอร์และมีไฟแสดงสถานะการชาร์จด้วย ส่วนอแดปเตอร์ควรเป็นแบบ Quick Charge 3.0 เพื่อให้จ่ายกระแสไฟได้เพียงพอ ซึ่งตัวที่ชาร์จไร้สายจาก UGREEN ตัวนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นที่น่าสนใจและงานประกอบสวยดีทีเดียว ซึ่งถ้าใครมีมือถือที่ชาร์จไร้สายได้จะซื้อตัวนี้ไปใช้งานก็น่าสนใจเช่นกัน

สเปคของ UGREEN 60228
  • ที่ชาร์จไร้สายบอดี้พลาสติกเนื้อแข็ง ดีไซน์ให้วางมือถือในแนวตั้งหรือตะแคงได้ มีไฟแสดงสถานะการชาร์จ
  • กำลังชาร์จไร้สาย 10 วัตต์ ควรต่อกับอแดปเตอร์ Quick Charge 3.0
  • มีสาย USB-C แถมมาให้ 1 เส้น
  • ราคา 525 บาท (UGREEN Official by Gadget Villa)
6. Eloop W4 (999 บาท)

Eloop W4 18W 5 in 1 Wireless Charger 1

 

ส่วนแท่นชาร์จไร้สายตัวสุดท้ายจะเป็นรุ่น Eloop W4 ที่เรียกว่าซื้อมาตัวเดียวชาร์จได้ 5 อุปกรณ์พร้อมกัน โดยเฉพาะคนที่ใช้ iPhone อยู่ก็แนะนำให้ซื้อคู่กับตัวชาร์จ Apple Watch โดยเฉพาะ รุ่น Eloop W3 มาด้วย จะครบเครื่องยิ่งขึ้น โดยตัวแท่นชาร์จไร้สายตัวนี้จะเป็นแบบแท่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยตัวที่ชาร์จจะเป็นพลาสติก ABS ติดตั้งคอยล์ชาร์จเอาไว้หลายตัวเพื่อให้ชาร์จมือถือและอุปกรณ์เสริมเช่นหูฟัง True Wireless ไร้สายพร้อมกัน 2 ชิ้นได้เลย และด้านหลังจะมีพอร์ต USB-A x 2 ช่องและ USB-C x 1 ช่อง และมีช่องเสียบปลั๊กไฟบ้านแยกเฉพาะด้วย โดยกำลังชาร์จจะเป็นดังนี้

  1. ตัวแท่นชาร์จสามารถชาร์จไร้สายให้อุปกรณ์ 2 ชิ้นพร้อมกันได้ จ่ายกระแส 10 วัตต์
  2. พอร์ต USB-A ข้างปลั๊กไฟจ่ายกระแส 12 วัตต์
  3. พอร์ต USB-A ที่คู่กับ USB-C จ่ายกระแสได้ 18 วัตต์ทั้งคู่ แต่ USB-A เป็น Quick Charge 3.0 ส่วน USB-C เป็น Power Delivery 18 วัตต์

ส่วนในกล่องจะแถมเป็นหัวชาร์จเฉพาะสำหรับ Eloop W4 มาให้ 1 ตัวเท่านั้น ซึ่งถ้าใครมีอุปกรณ์ที่ใช้ชาร์จไร้สายอยู่หลายชิ้น เช่นมีสมาร์ทโฟนกับหูฟังไร้สายที่ตัวเคสรองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย ก็แนะนำให้ลงทุนซื้อตัวนี้มาใช้งานได้เลย

สเปคของ Eloop W4
  • ที่ชาร์จบอดี้พลาสติก ABS สวยแข็งแรง ชาร์จ 5 อุปกรณ์ได้พร้อมกัน มีช่องเสียบปลั๊กเฉพาะ
  • ชาร์จไร้สายพร้อมกันได้ 2 อุปกรณ์ มีพอร์ต USB-A x 2, USB-C x 1 ให้ต่อชาร์จแบบมีสายได้
  • แถมเฉพาะอแดปเตอร์สำหรับ Eloop W4
  • ราคา 999 บาท (Eloop Thailand Shopee Mall)

สรุปสเปคแท่นชาร์จไร้สาย 6 รุ่นน่าใช้ ชาร์จมือถือสะดวก ไม่ต้องต่อสาย

สำหรับแท่นชาร์จไร้สายที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ จะมีให้เลือกหลายรุ่นหลากกำลังชาร์จรวมถึงราคาด้วย ซึ่งถ้าสรุปสเปคและกำลังชาร์จให้เข้าใจได้ง่ายๆ จะเป็นดังนี้

สเปคแท่นชาร์จ
ไร้สาย
วัสดุตัวแท่นชาร์จ กำลังชาร์จ อุปกรณ์ในกล่อง ราคา
Baseus Jelly วัสดุเนื้อยาง

เลือกสีขาว, ดำ, เหลือง

15 วัตต์

ควรต่อกับอแดปเตอร์
Quick Charge 3.0 กำลังชาร์จ 18 วัตต์

USB-A to C x 1 269 บาท
Eloop W1 แท่นชาร์จผิวกระจก

เลือกสีขาว, ดำ, ทอง

10 วัตต์

ควรต่อกับอแดปเตอร์
Quick Charge 3.0 กำลังชาร์จ 18 วัตต์

USB-A x 1 379 บาท
Zmi WTX11 แท่นชาร์จบอดี้อลูมิเนียม บุผ้า Alcantara 10 วัตต์

ควรต่อกับอแดปเตอร์
Quick Charge 3.0 กำลังชาร์จ 18 วัตต์

USB-A to C x 1 599 บาท
Xiaomi Mi 20W Wireless Charging Stand แท่นชาร์จบอดี้พลาสติกเนื้อแข็ง ดีไซน์ให้วางมือถือในแนวตั้งหรือตะแคงได้ 20 วัตต์

ควรต่อกับอแดปเตอร์
Quick Charge 3.0

USB-C x 1 659 บาท
UGREEN 60228 แท่นชาร์จบอดี้พลาสติกเนื้อแข็ง ดีไซน์ให้วางมือถือในแนวตั้งหรือตะแคงได้ 10 วัตต์

ควรต่อกับอแดปเตอร์
Quick Charge 3.0

USB-C x 1 525 บาท
Eloop W4 แท่นชาร์จสี่เหลี่ยมผืนผ้า พลาสติก ABS ชาร์จได้ 5 อุปกรณ์พร้อมกัน

ชาร์จไร้สาย 2 อุปกรณ์

USB-A 12W x 1

USB-A 18W x 1

USB-C 18W x 1

ต่อกับอแดปเตอร์เฉพาะของแท่นชาร์จ

อแดปเตอร์เฉพาะของแท่นชาร์จ 999 บาท

สำหรับตัวแท่นชาร์จไร้สายนั้น ถ้าให้จัดหมวดหมู่แล้วก็ถือว่าเป็น Gadget ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกแต่ก็ไม่ถึงกับจำเป็นต้องรีบเร่งหาซื้อมาใช้งาน เนื่องจากฟีเจอร์ชาร์จไร้สายยังเป็นฟีเจอร์ที่เพิ่มความสะดวกและยังเก็บเอาไว้ให้มือถือระดับเรือธงหลายๆ รุ่นอยู่ ดังนั้นถ้าใครเป็นผู้ใช้ทั่วไปอาจจะใช้สายชาร์จตามปกติก็เพียงพอแล้วเช่นกัน

กลับกัน คนที่ใช้มือถือเรือธง มีฟีเจอร์ชาร์จไร้สายแล้วอยากชาร์จมือถือแบบสะดวกๆ ไม่ต้องทำอะไรมากแค่วางเครื่องทิ้งเอาไว้ก่อนนอน พอตื่นเช้ามาก็หยิบไปใช้งานตามปกติได้เลย แล้วยิ่งถ้าใครมีอุปกรณ์ที่ชาร์จไร้สายได้อยู่หลายชิ้น อย่างหูฟัง True Wireless, นาฬิกาสมาร์ทว็อชและสมาร์ทโฟน จะลงทุนซื้อแท่นชาร์จที่เสียบชาร์จพร้อมกันได้หลายอุปกรณ์ นอกจากจะประหยัดหัวปลั๊กแล้วชีวิตยังสะดวกและรวมของเอาไว้ที่เดียว ไม่หายหรือกระจัดกระจายไปทั่วห้องอีกด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง

mic cover

mousemat cover

usb plug cover new

from:https://notebookspec.com/web/616675-6-wireless-charger-for-your-desk

รีวิว Xiaomi Pad 5 เล่นหนัก ทำงานสนุก กับแท็บเล็ต 11 นิ้ว จอ 120Hz ในราคาแค่หมื่นต้น

ช่วงเรียนจากบ้าน หรือทำงานจากบ้านต่อเนื่องยาวๆ แบบนี้ หลายๆ คนอาจเบื่อกับการนั่งหลังขดหลังแข็ง จ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กทั้งวัน จนอาจอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ออกมานั่งเล่นบนโซฟา หรือนอกระเบียงบ้าง โดยที่ยังทำงานได้อยู่ รวมถึงผ่อนคลายช่วงหลังเลิกงาน กับหนังและซีรีส์ หรือเกมแบบเต็มตา

Xiaomi Pad 5 เป็นอีกตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งหมดนี้ได้ โดยเป็นแท็บเล็ตแอนดรอยด์ขนาด 11 นิ้ว หน้าจอ IPS LCD ความละเอียด WQHD+ (2560 x 1600 พิกเซล) พร้อมรีเฟรชเรต 120Hz ลื่นไหล สบายตา ใช้งานกับ Xiaomi Smart Pen (ซื้อเพิ่ม) ตอบสนองได้ดีกว่าหน้าจอ 60Hz ทั่วไป

กล้องหน้า 8MP และ กล้องหลัง 13MP ทำให้หายห่วงทั้งเรื่องประชุมงาน หรือถ่ายภาพเอกสารส่งอีเมล แบตเตอรี่ที่ให้มาถึง 8720 mAH พร้อมที่ชาร์จ 22.5W ในกล่อง ทำให้สามารถใช้งานได้ยาวๆ จนเหลือมาดูซีรีส์หรือหนังหลังทำงานได้แบบสบายๆ ทั้งหมดนี้ในราคาเริ่มต้น 10,990 บาท

No Description

สเปก Xiaomi Pad 5

  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 11 นิ้ว WQHD+ รีเฟรชเรต 120Hz, รองรับ HDR10, Dolby Vision
  • ลำโพง 4 ตัว รองรับ Dolby Atmos
  • ซีพียู Qualcomm Snapdragon 860
  • แรม 6GB
  • หน่วยความจำภายใน UFS 3.1 ความจุ 128GB, 256GB
  • รองรับ Bluetooth 5, Wi-Fi 5GHz
  • ไม่มีช่องใส่ microSD card ไม่มีช่องเสียบหูฟัง
  • แบตเตอรี่ 8720 mAH พร้อมที่ชาร์จ 22.5W
  • รัน Android 11 ครอบด้วย MIUI 12.5

สัมผัสแรก

ตัวเครื่องดีไซน์แบบขอบจอบาง ขอบเครื่องเหลี่ยม มุมมน ด้านหน้าเป็นกระจก ด้านหลังเป็นอะลูมิเนียม ตัวเครื่องมีน้ำหนักพอสมควร แต่ยังถือสองมือใช้งานได้แบบสบายๆ ปากกา Xiaomi Smart Pen มีแม่เหล็กดูดติดกับด้านข้างตัวเครื่องได้ ลำโพงอยู่ด้านบนและล่างข้างละสองตัว ไม่มีรูหูฟัง มีพอร์ต Smart Connector เพื่อใช้งานคู่กับคีย์บอร์ดของ Xiaomi ได้ (ซื้อแยกเช่นกัน)

No DescriptionNo DescriptionNo DescriptionNo Description

การใช้งาน

หน้าจอ Xiaomi Pad 5 เป็นแบบ LCD แม้สีดำจะไม่ดำสนิทเท่า AMOLED หรือ OLED แต่เรื่องความละเอียด WQHD+ หรือรีเฟรชเรต 120Hz ให้มาคุ้มราคาหมื่นต้น ทำงานได้ทั้งวันไม่เมื่อยตาเพราะมีโหมด Low Blue Light ช่วยลดแสงสีน้ำเงินด้วย

หากทำงานประจำวันจนเสร็จแล้ว ยังสามารถใช้ดู Netflix ต่อได้แบบ FullHD โดยรองรับ HDR แบบ Dolby Vision เพราะด้วยโคเด็ค Widevine L1 ได้ภาพคม สีสด เรนจ์สีกว้าง ระบบเสียงเป็นลำโพง 4 ตัวให้เสียงดัง มีรายละเอียดดี เสริมกับ Dolby Atmos ในหนังและซีรีส์บางเรื่องของ Netflix ยิ่งช่วยให้เสียงมีมิติชัดเจนขึ้น

No Description

การเล่นเกม ผู้เขียนทดสอบด้วยเกม Asphalt 9 ประสิทธิภาพ Snapdragon 860 แม้ไม่ใช้ชิปเรือธง แต่ก็มาพร้อมจีพียู Adreno 640 ที่เล่นเกมทั่วไปได้แบบสบายๆ แม้อาจบังคับลำบากนิดหน่อย แต่ก็เป็นปกติของการเล่นเกมบนแท็บเล็ตไซส์นี้ และสามารถต่อจอยบลูทูธสำหรับแอนดรอยด์ได้ด้วย

ส่วนการใช้งานทั่วไป เช่น เล่นเว็บไซต์ ดู YouTube ดู Netflix ทำงานบน Google Suite หรือวิดีโอคอล ก็ไม่มีกระตุกหรือหน่วงให้พบเลยตลอดการทดสอบใช้งาน การโอนย้ายไฟล์ เปิดแอป ทำได้รวดเร็วเพราะใช้หน่วยความจำภายในแบบ UFS 3.1

No Description

จุดที่ได้เปรียบแท็บเล็ตรุ่นอื่นในราคาหมื่นต้นอีกอย่างคือหน้าจอ 120Hz ที่ทำให้การอ่านบทความ เลื่อนหน้าเว็บ ตอบสนองลื่นไหลกว่าที่เคย เมื่อเชื่อมต่อกับ Xiaomi Smart Pen ผ่าน Bluetooth ก็สามารถวาดภาพในแอปเช่น Sketchbook ให้ความรู้สึกตอบสนองดีกว่าหน้าจอแบบ 60Hz ตัวปากกามาพร้อมแม่เหล็ก ชาร์จได้ในตัวเมื่อแปะติดด้านขวาของตัวเครื่องที่มีแถบชาร์จอยู่

No Description

หลายคนอาจสงสัยว่าหน้าจอเป็นแบบ 120Hz แบบไม่ Adaptive (แต่ปรับเป็น 60Hz ได้) แล้วแบตจะหมดไวหรือเปล่า ตรงจุดนี้หายห่วงได้ เพราะ Xiaomi ให้แบตมาขนาดใหญ่ถึง 8720 mAh และหลังผู้เขียนทดสอบ ถ่ายภาพ ดูยูทบ และ Netflix กับ Disney+ รวมถึงสแตนด์บายเครื่องไว้อีกหนึ่งวันเต็มๆ แบตเตอรี่ก็ยังเหลืออีกเพียบ ตามภาพด้านล่าง

No Description

ตัวอย่างภาพถ่าย

Xiaomi Pad 5 มาพร้อมกล้องหน้าและกล้องหลังอย่างละหนึ่งตัว กล้องหลังความละเอียด 13 MP, f/2.0 กล้องหน้า 8 MP, f/2.0 คุณภาพภาพถ่ายเพียงพอจะใช้ถ่ายภาพทั่วไป ถ่ายภาพเอกสาร หรือใช้สำหรับวิดีโอคอลเพราะประชุมงานได้แบบสบายๆ

No Descriptionตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง
No Descriptionตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง
No Descriptionตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง
No Descriptionตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

สรุป

Xiaomi Pad 5 มีให้เลือกด้วยกันสองสี คือสีเทา Cosmic Gray ในบทความนี้ และสีขาว Pearl White มีรุ่นความจุ 128GB และรุ่น 256GB ราคา 12,990 บาท ทั้งสองรุ่นให้แรมมา 6GB เท่ากัน ไม่รองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายมือถือ และไม่รองรับการใส่ microSD card เพิ่ม อาจต้องคิดไว้ล่วงหน้าว่าต้องการเก็บข้อมูลมากแค่ไหน ก่อนตัดสินใจซื้อ แต่ละความจุมีราคาดังนี้

  • รุ่นแรม 6GB ความจุ 128GB ราคา 10,990 บาท
  • รุ่นแรม 6GB ความจุ 256GB ราคา 12,990 บาท

ปากกา Xiaomi Smart Pen ที่ต้องซื้อเพิ่ม หากซื้อพร้อมกับ Xiaomi Pad 5 ราคาอยู่ที่ 1,499 บาท หากซื้อแยกอยู่ที่ราคา 2,499 บาท

โดยรวมแล้ว Xiaomi Pad 5 เป็นแท็บเล็ตแอนดรอยด์ที่ตอบโจทย์ทั้งการทำงานจากบ้าน วิดีโอคอล การวาดภาพ จดโน้ต รวมไปถึงการเสพย์สื่อบันเทิงไม่ว่าจะเป็น YouTube, Netflix รวมไปถึงการเล่นเกมก็ทำได้แบบลื่นไหล ไม่มีสะดุด

หน้าจอที่ให้รีเฟรชเรต 120Hz ที่ส่วนมากจะหาได้จากแท็บเล็ตรุ่นโปร ก็ทำให้การวาดภาพ ท่องเว็บ และเล่นเกม ตอบสนองทันใจกว่ารุ่นอื่น แบตเตอรี่ที่ให้มาแบบเต็มที่ ช่วยให้ทำงานนอกสถานที่ได้แบบหายห่วง ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องหาที่ชาร์จ ทำให้จะเล่นหนักหรือทำงานสนุกเต็มที่แค่ไหน ก็หายห่วงทุกด้านแบบครบครัน

No Description

from:https://www.blognone.com/node/125063