คลังเก็บป้ายกำกับ: Xiaomi

Xiaomi เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศ Smart Air Purifier 4, 4 Lite, 4 Pro

หลังจากหยุดที่เลข 3 มานาน Xiaomi เปิดตัวเครื่องฟอกอากาศรุ่นยอดนิยมซีรีส์ 4 ในตลาดนอกจีนแล้ว โดย Xiaomi Smart Air Purifier 4 ประกอบด้วย 3 รุ่นย่อยคือ 4 Pro, 4, 4 Lite

หน้าตาของ Xiaomi Smart Air Purifier 4 ยังเหมือนกับของเดิม ฟีเจอร์ใหม่คือระบบฟิลเตอร์แบบ 3-in-1 ที่ผสมทั้งหลักการทางกล (mechanical) และไฟฟ้าสถิตย์ (electrostatic) ให้จับฝุ่นได้ดีขึ้น สามารถกรองฝุ่นได้ดีและเร็วขึ้นกว่าเดิม กรองฝุ่นในห้องขนาด 20 ตารางเมตรเสร็จภายใน 10 นาที, มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดได้ทั้งฝุ่นขนาด PM2.5 และ PM10 ในตัว

ความแตกต่างสำคัญของรุ่น 4 กับ 4 Pro คือกำลังในการกรองที่รุ่น 4 Pro มากกว่า และฟีเจอร์เซ็นเซอร์ PM2.5/PM10 มีเฉพาะรุ่น 4 Pro

ฟีเจอร์อย่างอื่นคือจอ OLED, รองรับการสั่งงานด้วยเสียงทั้ง Google Assistant และ Amazon Alexa ซึ่งมีอยู่แล้วในเครื่องฟอกอากาศรุ่นก่อนๆ

ราคาของทั้ง 3 รุ่นเป็นดอลลาร์สหรัฐคือ 399, 299, 199 ดอลลาร์ตามลำดับ

No Description

No Description

No Description

ที่มา – Xiaomi, Xiaomi

from:https://www.blognone.com/node/126880

Xiaomi เปิดตัว Redmi Note 11, 11S, 11 Pro, 11 Pro 5G อัพเกรดกล้อง 108MP จอ 120Hz

Xiaomi เปิดตัวมือถือซีรีส์ Redmi Note 11 ตามธรรมเนียมรอบการเปิดตัวช่วงต้นปี รอบนี้มีมือถือเปิดตัวทั้งหมด 4 รุ่นย่อย เท่ากับซีรีส์ Redmi Note 10 ของปีที่แล้ว คือ Redmi Note 11 Pro 5G, Redmi Note 11 Pro, Redmi Note 11S, Redmi Note 11

จุดเด่นที่สำคัญของซีรีส์ Redmi Note 11 คือการขยับฟีเจอร์จากรุ่นเรือธงลงมา โดยสองรุ่นบนคือ 11 Pro 5G และ 11 Pro ได้จอ 120Hz (อีกสองรุ่นล่างเป็น 90Hz) และสามรุ่นบนคือ 11 Pro 5G, 11 Pro, 11S ได้กล้องหลังเซ็นเซอร์ 108MP (รุ่นล่างเป็น 50MP) ในราคาเริ่มต้นที่ 179 ดอลลาร์

หน่วยประมวลผลของรุ่นท็อปสุดคือ 11 Pro 5G เป็น Snapdragon 695, สองรุ่นกลางคือ 11 Pro/11S เป็น MediaTek Helio G96 และรุ่นล่างเป็น Snapdragon 680

No Description

สเปกละเอียดของมือถือทั้ง 4 รุ่นย่อยมีความซับซ้อนสูง ดูตารางเปรียบเทียบน่าจะเข้าใจง่ายกว่า

No Description

Redmi Note 11/11S เริ่มวางขายในเดือนมกราคม ส่วน Redmi Note 11 Pro 5G/11 Pro เริ่มขายในเดือนกุมภาพันธ์ ราคาขายของมือถือทั้ง 4 รุ่นมีดังนี้

Redmi Note 11 Pro 5G

  • 6GB+64GB: USD 329
  • 6GB+128GB: USD 349
  • 8GB+128GB: USD 379

Redmi Note 11 Pro

  • 6GB+64GB: USD 299
  • 6GB+128GB: USD 329
  • 8GB+128GB: USD 349

Redmi Note 11S

  • 6GB+64GB: USD 249
  • 6GB+128GB: USD 279
  • 8GB+128GB: USD 299

Redmi Note 11

  • 4GB+64GB: USD 179
  • 4GB+128GB: USD 199
  • 6GB+128GB: USD 229

ที่มา – Xiaomi

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/126878

Xiaomi เปิดตัวอุปกรณ์ AIoT เพียบ ทั้งเครื่องฟอกอากาศ หุ่นยนต์ถูพื้น และสมาร์ททีวี

นอกจาก Xiaomi จะนำ Redmi Note 11 Series ที่รอบนี้ขนมาถึง 4 รุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่น 11 ธรรมดา, 11s, 11 Pro และ 11 Pro 5G มาเปิดตัวแล้ว พวกเขายังถือโอกาสนำอุปกรณ์ AIoT อย่าง เครื่องฟอกอากาศ, หุ่นยนต์ถูพื้นอัจฉริยะ และสมาร์ททีวี ว่าแต่จะมีฟีเจอร์อะไรเด็ดๆ บ้าง มาหาคำตอบได้ในบทความนี้เลยครับ

เครื่องฟอกอากาศอัจฉริยะ

Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro จะมาพร้อมกับสโลแกน “Breathe Clean, breathe healthy” มาพร้อมกับความสามารถในการปล่อยไอออนประจุลบในอากาศ ควบคุมมลพิษต่างๆ รอบตัวได้ มีตะแกรงฝาปิดถอดทำความสะอาดได้ เซ็นเซอร์ดักจับ PM2.5 และ PM10 ด้วยความแม่นยำสูง อายุการใช้งานแผ่นกรองนานสูงสุด 12 เดือน และสามารถใช้งานร่วมกับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant และ Alexa จาก Amazon ได้

โดย Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro จะมีราคาอยู่ที่ 8,490 บาท และนอกจากนี้ Xiaomi ยังได้ขนเอาตัวเลือกอื่นๆ ที่มีราคาถูกลงให้กับผู้บริโภคได้เลือกอีกด้วยอย่าง Xiaomi Smart Air Purifier 4 Lite และ 4 ธรรมดา ที่ประสิทธิภาพไม่แพ้กับรุ่น Pro เลย ซึ่งราคาก็จะลดหลั่นไปจากตัว Pro เล็กน้อยตามภาพด้านบนเลยครับ

หากใครซื้อ Xiaomi Smart Air Purifier 4 Series รุ่นใดก็ได้ ภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2565 ที่จะถึงนี้ รับไปเลยปฏิทิน Creative Calendar จาก Xiaomi ไปแบบฟรีๆ

หุ่นยนต์ถูพื้นอัจฉริยะ

มาถึงหุ่นยนต์ถูพื้นอย่าง Mi Robot Vacuum-Mop 2 Ultra รุ่นท็อป มาพร้อมกับแท่นกำจัดฝุ่นอัตโนมัติ แรงดูดที่ทรงพลังถึง 4000Pa เลเซอร์นำทาง LDS สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้แบบ 3 มิติ ถุงเก็บฝุ่นความจุ 4 ลิตร และแบตเตอรี่ 5200 mAh ทั้งหมดนี้ในราคา 14,990 บาท

นอกจากรุ่น Ultra แล้ว ยังมี Mi Robot Vacuum-Mop 2 Pro ซึ่งเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถถูพื้นด้วยความถี่ถึง 10,000 ครั้งต่อนาที จดจำพื้นผิวในการทำความสะอาดได้ มีเซ็นเซอร์นำทางด้วยเลเซอร์ LDS แรงดูดทรงพลังถึง 3000Pa และแบตเตอรี่ขนาด 5200 mAh ที่ทาง Xiaomi เคลมว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานสูงสุดถึง 170 นาที หรือ 2 ชั่วโมงเศษๆ เลยทีเดียว โดย Mi Robot Vacuum-Mop 2 Pro มาในราคา 10,990 บาท

นอกจากนี้ยังมี Mi Robot Vacuum-Mop 2 รุ่นธรรมดา ที่สเปคแทบจะไม่ต่างกับรุ่น Ultra หรือ Pro เลย มาพร้อมกับแรงดูด 2700Pa การวาดแผนเส้นทางอัจฉริยะโดย vSLAM และอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 110 นาที หรือเกือบๆ สองชั่วโมง ซึ่งในส่วนนี้ทางบริษัทฯ ก็บอกเอาไว้ว่า เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้เหมาะกับการนำไปใช้งานในห้องอพาร์ทเม้นท์หรือคอนโดต่างๆ ราคาของตัวนี้อยู่ที่ 8,499 บาท

ปิดท้ายกันด้วยรุ่นเล็กสุดอย่าง Mi Robot Vacuum-Mop 2 Lite กันบ้าง มาพร้อมกับแรงดูด 2200Pa ถังขยะขนาด 450 มิลลิลิตร ถังเก็บน้ำขนาด 270 มิลลิเมตร มีเซ็นเซอร์ Gyroscope และกล้องตรวจจับนำทางที่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นราคาประมาณนี้ไม่ค่อยใส่มาให้กัน สามารถปรับโหมดทำความสะอาดได้ 3 โหมด และเลือกได้ 4 ระดับความเร็วในการดูดฝุ่น ในราคา 5,499 บาท

โดย Xiaomi จะมีโปรโมชั่น Early Bird ซื้อ Mi Robot Vacuum-Mop 2 Series รุ่นใดก็ได้ ภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2565 ที่จะถึงนี้ รับไปเลยเครื่องชั่งน้ำหนัก Mi Body Composition Scale 2 มูลค่า 690 บาท ไปแบบฟรีๆ ไม่เสียเงินสักบาท

สมาร์ททีวี

ปิดท้ายกันด้วย Xiaomi TV Q1E ขนาดหน้าจอ 55 นิ้ว มาพร้อมกับเทคโนโลยี QLED แสดงผลได้สูงสุด 4K รองรับ MEMC, Dolby Vision และ HDR10+ ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Android TV และใช้งานคู่กับ Google Assistant ได้ ในราคา 19,990 บาท แต่หากซื้อภายใน 13 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ รับส่วนลดไปเลย 2,000 บาท (เหลือเครื่องละ 17,990 บาท) และได้รับ Mi Smart Speaker มูลค่า 990 บาท ไปแบบฟรีๆ

 

from:https://droidsans.com/xiaomi-aiot-air-purifier-robot-vacuum-smart-tv/

เปิดตัว Redmi Note 11, Note 11s, Note 11 Pro และ Note 11 Pro 5G มือถือราคาสุดคุ้ม สเปคจัดเต็ม

มือถือซีรีส์ Redmi Note 11 เปิดตัวในจีนไปตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมปี 2021 ด้วยจุดเด่นที่มากับสเปคจัดเต็มในราคาเบา ๆ ซึ่งล่าสุดมือถือซีรีส์นี้ก็ได้ฤกษ์มาเปิดตัวในบ้านเราแล้ว โดยมีทั้ง Redmi Note 11, Redmi Note 11s, Redmi Note 11 Pro, และ Redmi Note 11 Pro 5G โดยรุ่นที่วางขายในบ้านเราจะมีสเปคแตกต่างไปจากรุ่นที่ขายในจีนนะครับ แต่รับรองว่ายังไง ๆ ก็มาแบบจัดหนักจัดเต็มแน่นอน

Redmi Note 11

Redmi Note 11 ใช้หน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ แสดงผลได้คมชัดสีสันสดใส พร้อมรีเฟรชเรท 90Hz ลื่นปรื๊ด ๆ บอกเลยว่ามือถือราคาไม่ถึง 7,000 บาท แต่ได้หน้าจอสเปคขนาดนี้ ไม่ใช่จะหากันง่าย ๆ

สเปคก็แรงพอที่จะรองรับการใช้งานในปัจจุบันได้สบาย ๆ ด้วยชิป Snapdragon 680, RAM มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 4GB และ 6GB มีความจุในตัวอยู่ที่ 128GB จะใช้เล่นเน็ต ดูหนังความละเอียดสูง หรือเล่นเกมกราฟิกจัด ๆ ได้แบบไม่มีติดขัด แบตเตอรี่ให้มา 5000 mAh แถมยังรองรับระบบชาร์จไว 33W สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% – 100% ได้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

กล้องหลังจัดเต็มเกินราคา ให้มาถึง 4 ตัวประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียดสูง 50MP + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP + กล้อง Macro ความละเอียด 2MP + กล้องจับความลึก 2MP และกล้องเซลฟี่ 13MP โดยโหมดถ่ายรูปต่าง ๆ ก็มาแบบครบครันทั้งโหมด Pro, Portrait, Night Mode ฯลฯ รองรับการถ่ายวิดีโอสูงสุดที่ 1080p 60fps (วิดีโอเซลฟี่ได้ที่ 1080p 30fps)

สเปค Redmi Note 11

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 90Hz
  • CPU : Snapdragon 680
  • RAM : 4GB / 6GB (รองรับ Memory Extension ยืมความจุมาเติม RAM)
  • ความจุ (UFS 2.2) : 128GB
  • กล้องหลัง 4 ตัว
    – กล้องหลักความละเอียด 50MP
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP
    – กล้อง Macro ความละเอียด 2MP
    – กล้องจับความลึก 2MP
  • กล้องหน้า : 13MP
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ, รูหูฟัง 3.5 มม.
  • มาตรฐานกันน้ำ : IP53
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh รองรับชาร์จไว 33W
  • ระบบ Android 11 ครอบด้วย MIUI 13
  • สีที่วางจำหน่าย : Graphite Gray, Star Blue, Twilight Blue

 

Redmi Note 11s

ต่อด้วยรุ่น Redmi Note 11s ที่มีสเปคดุกว่ารุ่น Redmi Note 11 พอสมควร โดยมือถือรุ่นนี้มากับหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว รีเฟรชเรท 90Hz ดีไซน์ DotDisplay เจาะรูสำหรับวางกล้องเซลฟี่ไว้ตรงกลางด้านบน แถมยังทนทานรอยขีดข่วนด้วย Gorilla Glass อีก

สเปครองรับการใช้งานในยุคนี้ได้สบาย ๆ ทุกอย่าง แม้กระทั่งเล่นเกม 3D กราฟฟิคงาม ๆ ก็หายห่วง ด้วยชิป MediaTek Helio G96 และ RAM 8GB กับความจุในตัว 128GB ส่วนแบตเตอรี่ก็อัดมาให้เท่ากันที่ 5000 mAh พร้อมชาร์จไว 33W

กล้องหลัง 4 ตัว ที่จัดเต็มกว่าด้วยกล้องหลักความละเอียดสูงลิ่วถึง 108MP  ส่วนกล้องตัวอื่น ๆ สเปคเดียวกันกับรุ่นด้านบน ทั้งกล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP + กล้อง Macro ความละเอียด 2MP + กล้องจับความลึก 2MP และกล้องเซลฟี่ 13MP

สเปค Redmi Note 11s

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 90Hz
  • CPU : Helio G96
  • RAM : 8GB (รองรับ Memory Extension ยืมความจุมาเติม RAM)
  • ความจุ (UFS 2.2) : 128GB
  • กล้องหลัง 4 ตัว
    – กล้องหลักความละเอียด 108MP
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP
    – กล้อง Macro ความละเอียด 2MP
    – กล้องจับความลึก 2MP
  • กล้องหน้า : 13MP
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ, รูหูฟัง 3.5 มม.
  • มาตรฐานกันน้ำ : IP53
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh รองรับชาร์จไว 33W
  • ระบบ Android 11 ครอบด้วย MIUI 13
  • สีที่วางจำหน่าย : Graphite Gray, Star Blue, Pearl White

 

Redmi Note 11 Pro / Redmi Note 11 Pro 5G

สุดท้ายกับรุ่นท้อปอย่าง Redmi Note 11 Pro และ Pro 11 5G ที่จัดสเปคมาให้แบบเต็มเหยียดทั้งหน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+, Color gamut DCI-P3 พร้อมรองรับรีเฟรชเรท 120Hz ให้การแสดงผลได้อย่างลื่นไหลสุด ๆ ไปเลย และยังถูกใจเกมเมอร์ด้วย Touch Sampling Rate ที่สูงถึง 360Hz บังคับเกมผ่านหน้าจอสัมผัสได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

สำหรับสเปคของ Redmi Note 11 Pro 5G มากับชิป Snapdragon 695 ส่วน Redminote 11 Pro จะใช้ชิป Helio G96 ซึ่งทั้งคู่จะมากับ RAM แบบ LPDDR4x สูงสุด 8GB พร้อมความจุแบบ UFS 2.2 ขนาด 128GB รองรับ microSD card ได้ถึง 1TB ส่วนแบตเตอรี่ให้มาที่ 5000 mAh คู่กับระบบชาร์จไวถึง 67W ที่ใช้เวลาเพียง 15 นาที ก็ชาร์จได้ถึง 51% กันเลย

กล้องหลังของทั้ง Redmi Note 11 Pro และ Redmi Note 11 Pro 5G ก็จัดเต็มเหมือนเดิมด้วย กล้องหลักความละเอียด 108MP + กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP + กล้อง Macro ความละเอียด 2MP + กล้องจับความลึก 2MP และกล้องเซลฟี่ 13MP

สเปค Redmi Note 11 Pro

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz
  • CPU : Helio G96
  • RAM : 8GB (รองรับ Memory Extension ยืมความจุมาเติม RAM)
  • ความจุ (UFS 2.2) : 128GB
  • กล้องหลัง 4 ตัว
    – กล้องหลักความละเอียด 108MP
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP
    – กล้อง Macro ความละเอียด 2MP
    – กล้องจับความลึก 2MP
  • กล้องหน้า : 13MP
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ, รูหูฟัง 3.5 มม.
  • มาตรฐานกันน้ำ : IP53
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh รองรับชาร์จไว 67W
  • ระบบ Android 11 ครอบด้วย MIUI 13
  • สีที่วางจำหน่าย : Graphite Gray, Polar White, Atlantic Blue, Star Blue

สเปค Redmi Note 11 Pro 5G

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz
  • CPU : Snapdragon 695
  • RAM : 8GB (รองรับ Memory Extension ยืมความจุมาเติม RAM)
  • ความจุ (UFS 2.2) : 128GB
  • กล้องหลัง 4 ตัว
    – กล้องหลักความละเอียด 108MP
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP
    – กล้อง Macro ความละเอียด 2MP
    – กล้องจับความลึก 2MP
  • กล้องหน้า : 13MP
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ, รูหูฟัง 3.5 มม.
  • มาตรฐานกันน้ำ : IP53
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh รองรับชาร์จไว 67W
  • ระบบ Android 11 ครอบด้วย MIUI 13
  • สีที่วางจำหน่าย : Graphite Gray, Polar White, Atlantic Blue, Star Blue

 

ราคาและวันวางจำหน่าย

ราคาของ Redmi Note 11 และ Redmi Note 11s ที่วางขายในบ้านเราก็มีตามนี้เลย

  • Redmi Note 11 (4GB / 128GB) : ราคา 6,299 บาท
  • Redmi Note 11 (6GB / 128GB) : ราคา 6,999 บาท
  • Redmi Note 11s (8GB / 128GB) : ราคา 8,299 บาท

Redmi Note 11 และ Redmi Note 11s ทุกรุ่นจะเริ่มวางจำหน่ายกับร้านค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป และยังจะได้รับของแถมเป็นกระเป๋าผ้า Redmi Note 11 Series มูลค่า 590 บาท ไปด้วยนะ ส่วนอีก 2 รุ่น Redmi Note 11 Pro และ Pro 5G จะตามมาทีหลัง แต่ราคาจะอยู่ที่เท่าไหร่บ้างต้องมารอดูกันอีกทีครับ

from:https://droidsans.com/redmi-note-11-series-thailand-official/

Xiaomi เปลี่ยนดีไซน์โลโก้ใหม่ ใช้สีดำ-ขาว แทนสีส้ม-ขาว

Xiaomi เคยผ่านการเปลี่ยนรูปแบบโลโก้มาครั้งนึงเมื่อปีช่วงเดือนมีนาคม 2021 โดยเปลี่ยนจากโลโก้ mi ที่มีกรอบสี่เหลี่ยมให้กลายเป็นโลโก้ที่มีกรอบสี่เหลี่ยมแบบมุมโค้งแทน และในปีนี้ Xiaomi ก็ขอเปลี่ยนดีไซน์โลโก้แบรนด์ตัวเองอีกรอบนึง คราวนี้ยังคงใช้กรอบมุมโค้งเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนจากการใช้สีส้ม-ขาวที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันมาหลายปี หันไปใช้โลโก้สีดำ – ขาวแทนซะแล้ว 

การเปลี่ยนโลโก้ของ Xiaomi เมื่อปี 2021 ที่เปลี่ยนกรอบจากสี่เหลี่ยมเป็นสี่เหลี่ยมมุมโค้ง มีการเปิดเผยว่า Xiaomi ได้จ้าง Kenya Hara นักออกแบบแถวหน้าจากประเทศญี่ปุ่นให้เข้ามาดูแลในเรื่องดังกล่าว โดยนาย Kenya ใช้เวลากว่า 4 ปี เพื่อเข้าถึงและถ่ายทอดจิตวิญญาณของแบรนด์ Xiaomi ให้ออกมาทางโลโก้ได้ (ด้วยการปรับมุมเหลี่ยมให้กลายเป็นมุมโค้ง)

สำหรับความหมายของมุมโลโก้ที่โค้งมนนี้ นาย Kenya และ Xiaomi บอกว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงบริษัทให้เข้าสู่ยุคของการเชื่อมต่ออันชาญฉลาด

โลโก้เก่า (ซ้าย) / ใหม่ (ขวา)

และดีไซน์โลโก้แบบใหม่ที่ Xiaomi พึ่งเผยโฉมออกมานี้ จะเปลี่ยนจากเดิมที่ใช้สีส้ม-ขาว มาเป็นสีดำ-ขาวแทน (ยังไม่ได้เผยออกมาว่าการเปลี่ยนมาใช้สีนี้จะหมายถึงอะไร) แต่ไม่ได้หมายความว่าโลโก้สีเดิมจะถูกตัดทิ้งไปซะทีเดียว เนื่องจากโลโก้สีดำ-ขาว จะถูกนำไปใช้กับสินค้าประเภทอื่น ๆ แทน 

Xiaomi จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นโลโก้ใหม่

ส่วนเหล่ามือถือรุ่นใหม่ ๆ จะยังใช้โลโก้สีส้มเหมือนเดิมไปก่อน และอาจจะค่อยทยอยเปลี่ยนมาใช้โลโก้ใหม่ในรุ่นหลัง ๆ ครับ

 

ที่มา : Gizchina

from:https://droidsans.com/xiaomi-change-new-design-monochrome/

6 ที่จับมือถือในรถยนต์ ดู GPS สะดวกขับรถปลอดภัยถึงปลายทางสบายๆ เริ่มแค่ 89 บาท

ที่จับมือถือเป็นอุปกรณ์ควรมีติดรถเพื่อความปลอดภัย ดูแผนที่สะดวกขึ้น

smartphoneholder cover

สำหรับคนที่เดินทางไปไหนมาไหนแล้วไม่คุ้นทางต้องเปิดแผนที่เป็นประจำ ในรถควรมีที่จับมือถือติดเอาไว้ด้วยเพื่อให้คนขับสามารถดูแผนที่ได้สะดวกไม่ต้องเอื้อมหยิบมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงมาถือแล้วดูแผนที่ให้เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้เราสามารถหาที่จับสมาร์ทโฟนได้ตั้งแต่ราคาสิบไปจนถึงหลักพันบาทที่มีฟีเจอร์ต่างๆ ติดตั้งมาให้มากมายอีกด้วย

Advertisementavw

สำหรับที่จับสมาร์ทโฟนในปัจจุบันจะมีทั้งรุ่นที่จับอย่างเดียวและยึดติดเอาไว้กับจุดต่างๆ ในรถยนต์ ไม่ว่าจะแขวนติดกับกระจกมองหลัง, ช่องแอร์หรือจะใช้ตัวดูดสุญญากาศติดเข้ากับกระจกก็มีให้เลือก และสมาร์ทโฟนในปัจจุบันนี้ก็รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายได้เลยมีที่จับสมาร์ทโฟนแบบรวมฟังก์ชั่นชาร์จไร้สายให้เลือกไปใช้งานได้ด้วย

ที่จับมือถือ

6 ที่จับมือถือน่าใช้ ติดรถมองแผนที่สะดวกปลอดภัยแน่นอน

ถ้าใครกำลังจะหาที่จับสมาร์ทโฟนมาติดรถเอาไว้สักอันเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกเวลาเดินทาง ในตอนนี้จะมีตัวเลือกราคาไม่แพงและคุณภาพใช้ได้ให้เลือกกันโดยทั้ง 6 รุ่นที่เลือกมาแนะนำมีดังนี้

  1. ที่จับสมาร์ทโฟน Joyroom (89 บาท)
  2. ที่จับสมาร์ทโฟนในรถ Ankndo (119 บาท)
  3. ที่จับสมาร์ทโฟนในรถแบบแม่เหล็ก Ankndo (126 บาท)
  4. Hoco HK12Thor (147 บาท)
  5. ที่จับสมาร์ทโฟนในรถ CENZIMO (169 บาท)
  6. Xiaomi 20W Wireless Car Charger (1,099 บาท)
1. ที่จับสมาร์ทโฟน Joyroom (89 บาท)

080f711608739a336fd9a6dda005e303

 

ชิ้นแรกเป็นที่จับสมาร์ทโฟนในรถของ Joyroom โดยเป็นที่จับแบบพลาสติก ยึดกับคอนโซลหรือกระจกหน้ารถได้ด้วยตัวดูดสุญญากาศ และควรทำความสะอาดจุดยึดให้เรียบร้อยก่อนติดตัวจับมือถือเข้ากับคอนโซลหรือกระจกรถ จับสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่สุด 6.7 นิ้ว หรือราว iPhone 13 Pro Max ได้ หมุนที่จับได้ 360 องศา มีก้านล็อคสำหรับปรับองศาก้มเงยและก้านจับมือถือยืดหดได้มากสุด 25 เซนติเมตร ส่วนก้านจับมือถือจะล็อคสมาร์ทโฟนทันทีเมื่อด้านหลังมือถือแตะกับปุ่มตรงกลางตัวแท่น นับเป็นที่จับสมาร์ทโฟนราคาไม่แพงฟแต่น่าใช้รุ่นแรกที่เลือกมาแนะนำกันในบทความนี้

สเปคของที่จับสมาร์ทโฟน Joyroom
  • ยึดกับคอนโซลหรือกระจกหน้ารถได้ด้วยตัวดูดสุญญากาศ หมุนที่จับได้ 360 องศา
  • จับสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่สุด 6.7 นิ้ว
  • มีก้านล็อคปรับองศาก้มเงยและก้านจับมือถือยืดหดได้มากสุด 4 เซนติเมตร
  • ราคา 89 บาท (sevenshoponline Shopee)
2. ที่จับสมาร์ทโฟนในรถ Ankndo (119 บาท)

63a18ebb448bd2b7531f50734265fa37

ที่จับสมาร์ทโฟนของ Ankndo รุ่นนี้เป็นแบบติดเข้ากับก้านกระจกมองหลังรถยนต์โดยตัวล็อคเป็นแบบปากคีบล็อคเข้ากับตัวก้านได้เลยและขนาดของตัวคีบสามารถหนีบก้านโลหะขนาด 14-30 ซม. ได้ ตัวก้านสามารถหมุนตัวก้านได้ 360 องศา, หมุนให้ก้านพับขึ้นลงได้ 180 องศาและหมุนตัวแฮนด์จับสมาร์ทโฟนได้ 360 องศา มีระยะยืดหด 190-210 มม. จับสมาร์ทโฟนได้กว้างสุด 90 มม. ทำให้จับสมาร์ทโฟนเครื่องใหญ่ได้ ดังนั้นคนนั่งหลังสามารถเอาที่จับสมาร์ทโฟนอันนี้จับเข้ากับก้านพนักพิงศีรษะคนนั่งด้านหน้าเพื่อดูหนังได้เช่นกัน ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเป็นของใช้ที่เหมาะทั้งคนขับและคนนั่งรถทั้งคู่

สเปคของที่จับสมาร์ทโฟนของ Ankndo
  • ติดกระจกมองหลังรถได้ด้วยปากคีบจับ หมุนที่จับได้ 360 องศา
  • แท่นสามารถจับมือถือได้กว้างสุด 90 มม.
  • มีก้านล็อคปรับองศาก้มเงยและก้านจับมือถือมีระยะยืดหด 190-210 มม.
  • ราคา 119 บาท (ankndo.th Shopee Mall)
3. ที่จับสมาร์ทโฟนในรถแบบแม่เหล็ก Ankndo (126 บาท)

f067cf6e17c65cbd4cd55e382e88e26b

ที่จับสมาร์ทโฟนของ Ankndo อีกรุ่นที่น่าสนใจเช่นกันเป็นแบบยึดฐานเข้ากับคอนโซลหน้ารถด้วยเทปกาว 3M และทาง Ankndo ออกแบบก้านระหว่างฐานสองฝั่งเป็นแบบพิเศษ ทำให้หมุนเปลี่ยนองศาได้เป็นอิสระไม่ว่าจะตั้งให้ตัวเสาสูงขึ้นหรือราบติดหน้าคอนโซลรถก็ได้เช่นกัน ส่วนแท่นสำหรับติดสมาร์ทโฟนเป็นแม่เหล็กโดยในแพ็คเกจจะมีแผ่นแม่เหล็กให้ติดสมาร์ทโฟนหรือเคสมือถือได้จึงยึดมือถือเข้าแท่นได้ง่ายมากและทางผู้ผลิตเคลมว่าแม่เหล็กของตัวแท่นยึดกับแผ่นด้านหลังมือถือจะไม่บล็อคสัญญาณสมาร์ทโฟนอย่างแน่นอน ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเคยใช้แท่นจับมือถือแบบนี้มาก่อนซึ่งจัดว่าใช้งานได้สะดวกและแรงยึดดีไม่หลุดง่ายอย่างแน่นอน

สเปคของแท่นจับสมาร์ทโฟน Ankndo
  • ติดกับคอนโซลด้วยกาว 3M และล็อคกับสมาร์ทโฟนด้วยแม่เหล็ก
  • แท่นสามารถหมุนเปลี่ยนองศาได้อย่างอิสระทั้งตั้งสูงและราบกับหน้าคอนโซล
  • ทึ่ยึดมือถือไม่บล็อคสัญญาณมือถือ
  • ราคา 126 บาท (ankndo.th Shopee Mall)
4. Hoco HK12Thor (147 บาท)

04fc5c18b4118d169dcd1b2ede1205fc

Hoco HK12Thor ตัวนี้เป็นแท่นจับมือถือแบบตัวดูดสุญญากาศติดเข้ากับกระจกหรือคอนโซลหน้ารถยนต์ได้ สามารถจับมือถือได้ตั้งแต่ขนาด 4-6.9 นิ้ว ตัวแท่นมีปุ่มกดเพื่อล็อคหรือคลายมือถือและหมุนตัวแท่นได้ 360 องศา ยืดแท่นเข้าหาผู้ใช้ได้ 4 ซม. ตัวแท่นเป็นพลาสติก ABS และเกลียวน็อตล็อคเป็นโลหะอลูมิเนียม สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจแน่นอน ถ้าใครใช้สมาร์ทโฟนเครื่องใหญ่ก็ซื้อแท่นนี้ไปใช้งานจะดีที่สุด

สเปคของ Hoco HK12Thor
  • ยึดกับคอนโซลหรือกระจกหน้ารถได้ด้วยตัวดูดสุญญากาศ หมุนที่จับได้ 360 องศา
  • จับสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่สุด 4-6.9 นิ้ว
  • มีก้านล็อคปรับองศาก้มเงยและก้านจับมือถือยืดหดได้ยาวสุด 4 เซนติเมตร
  • ราคา 147 บาท (vpn88_official Shopee)
5. ที่จับสมาร์ทโฟนในรถ CENZIMO (169 บาท)

2a93e389a098ed063dda4d8f2002c4f9

แท่นจับสมาร์ทโฟนนอกจากแบบแฮนด์จับลอยอย่างเดียวก็มีแบบแท่นวางมือถือติดกับคอนโซลหน้ารถของ CENZIMO ด้วย โดยตัวแท่นใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ติดเทปกาว 3M เข้าคอนโซลหน้ารถก็เปิดฝาวางมือถือได้เลย มีเขี้ยวตั้งมือถือ 4 เขี้ยว เปลี่ยนองศาการมองเห็นได้สะดวก รองรับหน้าจอขนาด 3-7 นิ้ว และถ้าใครห่วงเรื่องที่ตัวแท่นยึดด้วยกาวซิลิโคนก็ไม่มีปัญหาเพราะสามารถแกะออกมาได้โดยไม่มีคราบกาวและนำกลับมาติดได้สะดวกด้วย

สเปคของ Hoco HK12Thor
  • ยึดกับคอนโซลหรือกระจกหน้ารถได้ด้วยเทปกาว 3M เป็นแท่นวางมือถือแบบเปิดฝา
  • จับสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่สุด 3-7 นิ้ว
  • มีเขี้ยวตั้งมือถือปรับองศาการมองเห็นได้ 4 เขี้ยว
  • ราคา 169 บาท (chengzimoth.th Shopee)
6. Xiaomi 20W Wireless Car Charger (1,099 บาท)

20465f1e404150496d000b98c53e7848

ส่วนแท่นจับมือถือในรถรุ่นสุดท้ายที่แนะนำเป็น Xiaomi 20W Wireless Car Charger โดยเป็นทั้งแท่นจับและชาร์จมือถือที่รองรับการชาร์จไร้สายสามารถชาร์จแบตเตอรี่ไประหว่างติดแท่นนี้ได้เลย โดยมีกำลังชาร์จ 20 วัตต์โดยใช้สาย USB-C และชาร์จมือถือใส่เคสได้โดยตัวเคสต้องหนาไม่เกิน 4 มม. มีระบบระบายความร้อน 2 ชั้น ตัวแท่นกางออกได้กว้างสุด 81.5 มม. ให้จับสมาร์ทโฟนได้หลายรุ่น ส่วนวิธีล็อคเข้ากับรถยนต์จะมีวิธีล็อคเข้ากับตัวรถโดยยึดเข้ากับช่องแอร์หรือใช้แผ่นกาว 3M ก็ได้ นับเป็นแท่นจับมือถือที่เหมาะกับสมาร์ทโฟนที่มีระบบชาร์จไร้สายมาก

สเปคของ Xiaomi 20W Wireless Car Charger
  • ยึดกับคอนโซลด้วยเทปกาว 3M หรือติดกับช่องแอร์ก็ได้ 
  • ยืดตัวจับมือถือได้กว้างสุด 81.5 มม. จับสมาร์ทโฟนขนาดใหญ่ได้
  • รองรับการชาร์จไร้สาย 20 วัตต์ด้วยสาย USB-C
  • ราคา 1,099 บาท (JY Official Store Shopee Mall)

สรุปสเปคที่จับมือถือ 6 รุ่นน่าเอามาติดน่ารถ ดูแผนที่สะดวกและปลอดภัย

สำหรับคนที่กำลังมองหาที่จับมือถือดีๆ เอาไว้ติดหน้ารถเพื่อดูแผนที่ระหว่างเดินทาง เมื่อได้อ่านจุดเด่นในบทความที่แนะนำแล้ว ทุกรุ่นสามารถสรุปสเปคได้ดังนี้

สเปคที่จับมือถือ รูปแบบการล็อคมือถือ ขนาดของมือถือ ราคา
แท่นจับสมาร์ทโฟน Joyroom ยึดกับคอนโซลหรือกระจกหน้ารถ ใหญ่สุด 6.7 นิ้ว 89 บาท
ขาจับสมาร์ทโฟน Ankndo ยึดแบบปากคีบจับกับกระจกหน้ารถ ยืดได้กว้างสุด 90 มม. ราว iPhone 13 Pro Max 119 บาท
แท่นจับสมาร์ทโฟน Ankndo ยึดกับคอนโซลด้วยเทปกาว 3M และยึดมือถือด้วยแม่เหล็ก ยึดได้หลายขนาดด้วยแม่เหล็ก 126 บาท
Hoco HK12Thor ยึดกับคอนโซลหรือกระจกหน้ารถ ใหญ่สุด 6.9 นิ้ว 147 บาท
แท่นจับสมาร์ทโฟน CENZIMO ยึดกับคอนโซลด้วยเทปกาว 3M เปิดฝาวางมือถือได้ ใหญ่สุด 7 นิ้ว 169 บาท
Xiaomi 20W Wireless Car Charger ยึดกับคอนโซลด้วยเทปกาว 3M หรือติดกับช่องแอร์ ยืดได้ 81.5 มม. ราว iPhone 13 Pro Max 1,099 บาท

ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้ผู้ใช้ทุกคนที่ใช้รถยนต์เป็นพาหนะหาซื้อที่จับมือถือติดคอนโซลรถเอาไว้สักอันหนึ่งเพื่อให้มองเห็นแผนที่ระหว่างเดินทางได้สะดวกขึ้น เวลามีสายเข้าหรือแจ้งเตือนก็สามารถเหลียวตามองได้อย่างปลอดภัยไม่ต้องละสายตาออกจากถนน ช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยขึ้นด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง

acer gaming monitor cover

asuszen cover

googlephoto cover

from:https://notebookspec.com/web/635081-6-car-smartphone-holder

Apple ครองอันดับ 1 ส่วนแบ่งการตลาดมือถือในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2021 ด้วยอานิสงส์ iPhone 13 Series

จากการสำรวจข้อมูลการตลาดมือถือทั่วโลกในปี 2021 จาก Canalys พบว่าเมื่อช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2021 ค่าย Apple กลับมาผงาดขึ้นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุด คิดเป็น 22% ตามมาแบบหายใจรดต้นคอด้วยคู่แข่งอย่าง Samsung ที่ 20% และอันดับ 3 คือ Xiaomi ส่วนยอดการส่งออกมือถือทั่วโลกรวม ๆ แล้วแทบไม่กระเตื้อง จากผลกระทบชิปขาดแคลนและโรคระบาดที่ยังคงตามมาหลอกหลอนในหลาย ๆ ประเทศ

ตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา ค่าย Apple มีส่วนแบ่งการตลาดมือถืออยู่ในอันดับ 2 – 3 มาตลอด ส่วนอันดับ 1 ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Samsung นั่นเอง แต่ในช่วงไตรมาสที่ 4 ค่าย Apple กลับมาชิงส่วนแบ่งการตลาดได้มากที่สุดจนขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ด้วยยอดส่งออก 22% ได้อานิสงส์จากการเปิดตัวและวางจำหน่าย iPhone 13 Series เมื่อเดือนกันยายนนั่นเอง ซึ่งจริง ๆ แล้ว Apple น่าจะทำยอดส่งออกได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดเรื่องชิปขาดแคลนจนผลิต iPhone 13 ได้ไม่พอกับความต้องการของตลาด

ส่วนอันดับ 2 ก็คือแชมป์เก่าอย่าง Samsung ที่ได้ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 20% ซึ่งนับว่าทำได้ดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปี 2020 (ปีที่แล้วทำส่วนแบ่งการตลาดได้ 17%) ตามมาด้วยอันดับ 3 คือ Xiaomi ทำส่วนแบ่งการตลาดไปได้ 12% เท่ากับเมื่อช่วงปีที่แล้ว

อันดับ 4 คือ OPPO (อันดับนี้นับรวมทั้ง OPPO + OnePlus ด้วย) ทำส่วนแบ่งการตลาดไปได้ 9% ลดลงจากปี 2020 ที่ทำได้ 10% และอันดับ 5 คือ Vivo มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 8% ลดลงจากปี 2020 ที่ทำได้ 9%

แต่สำหรับยอดส่งออกโดยรวมของมือถือทั่วโลกในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2021 เรียกว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่ที่ 1% เท่านั้น เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ชิปขาดตลาดที่คาดว่าจะยังไม่คลี่คลายเร็ว ๆ นี้ รวมไปถึงสถานการณ์ COVID-19 ที่กลับมาระบาดหนักในหลาย ๆ ประเทศด้วย

สำหรับยอดส่วนแบ่งการตลาดของ Apple ที่ขึ้นมาจนกลายเป็นอันดับ 1 ช่วงไตรมาส 4 ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของทุก ๆ ปีไปแล้ว เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวทาง Apple จะเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ และวางจำหน่ายหลังจากนั้นไม่นาน ก็เลยทำให้มียอดส่งออกแบบพุ่งพรวดนั่นเองครับ

 

ที่มา : Canalys

from:https://droidsans.com/apple-took-1st-market-share-q4-2021/

Xiaomi เตรียมเปิดตัว Redmi Note 11 Series เวอร์ชั่น Global วันที่ 26 มกราคม มีลุ้นเปิด MIUI 13 ด้วย

Xiaomi เปิดตัวมือถือ Redmi Note 11 Series ในจีนไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยมือถือซีรีส์นี้มากับสเปคแบบจัดเต็ม ทั้งการรองรับ 5G, หน้าจอ AMOLED รีเฟรชเรทสูง, ชาร์จไว 120W และอื่น ๆ อีกเพียบ แต่เปิดราคามาได้แบบเป็นมิตรสุด ๆ เริ่มต้นที่ 1199 หยวน หรือราว ๆ 6,230 บาท ไปสุดที่ตัวท็อป 2299 หยวน หรือราว ๆ 12,000 เท่านั้นเอง ซึ่งหากว่าใครที่เล็ง ๆ มือถือซีรีส์นี้อยู่ ก็เตรียมเก็บเงินรอกันไว้เลย…เพราะ Xiaomi กำลังจะเปิดตัว Redmi Note 11 Series รุ่น Global ในวันที่ 26 มกราคมนี้แล้ว

สำหรับข้อมูลการเปิดตัว Redmi Note 11 Series เวอร์ชั่น Global นี้ บอกเลยว่าเชื่อถือได้แน่นอน เพราะเป็นการประกาศจาก Xiaomi เองเลย โดยกำหนดการของงานเปิดตัว Redmi Note 11 Series คือวันที่ 26 มกราคม เวลา 20.00 น. (GMT+8) หรือเวลาไทยก็คือ 19.00 น. นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีภาพของ MIUI 13 เวอร์ชั่น Global โผล่มาเมื่อวานนี้ด้วย แม้ว่าจะบอกเอาไว้แค่ The time has come. Stay tuned for MIUI 13 (ได้เวลาแล้ว เตรียมติดตามการมาของ MIUI 13) แต่คาดว่ามันน่าจะมาเปิดตัวพร้อม ๆ กันกับ Redmi Note 11 Series วันที่ 26 มกราคมนี้ด้วยเหมือนกัน (MIUI 13 เวอร์ชั่นจีนเปิดตัวไปเมื่อก่อนปีใหม่นี่เอง)

ส่วนใครที่ลืมไปแล้วว่า Redmi Note 11 Series ทั้ง 3 รุ่น คือ Redmi Note 11, Redmi Note 11 Pro และ Redmi Note 11 Pro+ มีสเปคน่าสนใจขนาดไหน ก็มาทบทวนกันอีกซักรอบครับ

สเปค REDMI NOTE 11

  • หน้าจอ LCD ขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080) รีเฟรชเรท 90Hz
  • CPU : MediaTek Dimensity 810 5G
  • GPU : Mali-G57 MC2
  • RAM : 4GB / 8GB
  • ความจุ (UFS 2.2) : 128GB / 256GB
  • กล้องหลัง 2 ตัว
    – กล้องหลัก ความละเอียด 50MP
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP
  • กล้องหน้า : 16MP
  • ระบบเสียง : รูหูฟัง 3.5 มม., ลำโพงสเตอรีโอ
  • มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP53
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh รองรับชาร์จไว 33W
  • ระบบ Android 11 ครอบด้วย MIUI 12.5
  • สีที่วางจำหน่าย : Mysterious Black, Milky Way Blue, Mint Green

สเปค REDMI NOTE 11 PRO

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080) รีเฟรชเรท 120Hz
  • CPU : MediaTek Dimensity 920 5G
  • GPU : Mali-G68 MC4
  • RAM : 6GB / 8GB
  • ความจุ (UFS 2.2) : 128GB / 256GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    – กล้องหลัก Samsung HM2 ความละเอียด 108MP (f/1.9)
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP, มุมมอง 120 องศา
    – กล้อง Telemacro ความละเอียด 2MP (f/2.4)
  • กล้องหน้า : 16MP
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, BT 5.2, NFC
  • เซนเซอร์ : Fingerprint (ด้านข้าง), accelerometer, gyro, proximity, compass
  • ระบบเสียง : รูหูฟัง 3.5 มม., ลำโพงสเตอรีโอปรับแต่งโดย JBL, Dolby Atmos
  • มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP53
  • แบตเตอรี่ : 5160 mAh รองรับชาร์จไว 67W
  • ระบบ Android 11 ครอบด้วย MIUI 12.5
  • สีที่วางจำหน่าย : Mysterious Black, Forest Green, Timeless Purple, Milky Way Blue

สเปค REDMI NOTE 11 PRO+

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080) รีเฟรชเรท 120Hz
  • CPU : MediaTek Dimensity 920 5G
  • GPU : Mali-G68 MC4
  • RAM : 6GB / 8GB
  • ความจุ (UFS 2.2) : 128GB / 256GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    – กล้องหลัก Samsung HM2 ความละเอียด 108MP (f/1.9)
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP, มุมมอง 120 องศา
    – กล้อง Telemacro ความละเอียด 2MP (f/2.4)
  • กล้องหน้า : 16MP
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, BT 5.2, NFC
  • เซนเซอร์ : Fingerprint (ด้านข้าง), accelerometer, gyro, proximity, compass
  • ระบบเสียง : รูหูฟัง 3.5 มม., ลำโพงสเตอรีโอปรับแต่งโดย JBL, Dolby Atmos
  • มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP53
  • แบตเตอรี่ : 4500 mAh รองรับชาร์จไว 120W
  • ระบบ Android 11 ครอบด้วย MIUI 12.5
  • สีที่วางจำหน่าย : Mysterious Black, Forest Green, Timeless Purple

ต้องมารอดูกันอีกทีว่า Redmi Note 11 Series เวอร์ชั่น Global จะมีสเปคที่แตกต่างไปจากรุ่นที่ขายเฉพาะในจีนรึเปล่า และราคาจะอยู่ที่เท่าไหร่ด้วย…ส่วนในบ้านเราก็คาดว่าน่าจะตามมาหลังจากนี้อีกไม่นาน ถ้าหากเทียบกับตอนเปิดตัว Redmi Note 10 Series แล้วก็ประมาณเดือนมีนาคมนั่นเองครับ

 

ที่มา : Xiaomi (Twitter), MIUI (Twitter)

from:https://droidsans.com/xiaomi-redmi-note-11-series-global-launch-january-26th/

Xiaomi ประกาศ Redmi Note ขายได้แล้วกว่า 240 ล้านเครื่อง

Xiaomi ประกาศผ่านบัญชีทวิตเตอร์ ว่าสมาร์ทโฟนตระกูล Redmi Note ขายได้แล้วมากกว่า 240 ล้านเครื่องทั่วโลก นับตั้งแต่ไลน์สินค้านี้เปิดตัว

ก่อนหน้านี้ Xiaomi ประกาศยอดขาย Redmi Note ที่ 200 ล้านเครื่อง เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว

ทั้งนี้ Redmi Note 11 คือรุ่นล่าสุดในตระกูล Redmi Note แต่ยังไม่ได้วางขายทั่วโลก ขณะที่ภาพรวมนั้น Xiaomi เริ่มครองตลาดสมาร์ทโฟนมีส่วนแบ่งยอดขายเป็นเบอร์ 1 ในหลายประเทศแล้ว

ที่มา: GSM Arena

alt="Redmi Note 240M"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/126748

รีวิว Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro ฟอกอากาศไว รองรับห้องใหญ่ถึง 60 ตารางเมตร

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา คงไม่มีเครื่องฟอกอากาศแบรนด์ไหน ที่จะฮิตติดตลาดได้เท่ากับแบรนด์ Xioami ที่เข้ามาตีตลาดได้ด้วยคุณภาพที่ดี ไส้กรอกที่เปลี่ยนง่าย หาซื้อง่าย และราคาที่จับต้องได้ รวมถึงความสามารถอัจฉริยะต่างๆ ในการใช้งานผ่านแอป Mi Home และเชื่อมต่อกับผู้ช่วยอัจฉริยะ เช่น Google Assistant ผ่าน Google Home และ Alexa ก็ทำให้หลายๆ คนกลายเป็นแฟนระบบอีโค่ซิสเท็มของ Xiaomi ไปเรียบร้อย

ส่วน Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro เป็นเครื่องฟอกอากาศรุ่นล่าสุดจาก Xiaomi ที่รองรับขนาดห้องตั้งแต่ 35-60 ตารางเมตร เรียกได้ว่าครอบคลุมห้องคอนโดใหญ่ๆ ได้ทั้งห้องโดยใช้แค่เครื่องเดียวไปเลย ไม่ต้องซื้อหลายเครื่อง รวมถึงมีประสิทธิภาพในการกรองอากาศสูงถึง 99.97% และมาพร้อมระบบเซนเซอร์ตรวจจับ PM2.5 และ PM 10 ความแม่นยำสูง และวันนี้ Blognone จะมารีวิวการใช้งานเบื้องต้นของเครื่องฟอกอากาศรุ่นนี้ให้ได้ชมกัน

Disclaimer: เครื่อง Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro ได้รับการสนับสนุนจาก เสียวหมี่ ประเทศไทย

No Description

สเปก Mi Air Purifier 4 Pro

  • PCADR (กรองอนุภาค) : 500 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง
  • FCADR (กรองฟอร์มาลดีไฮด์) : 185 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง
  • มีระบบปล่อยประจุไอออนลบ เพิ่มความสะอาดให้อากาศ
  • รองรับห้องขนาด 35-60 ตารางเมตร
  • กรองอากาศห้อง 165 ตารางเมตรได้ภายใน 1 ชั่วโมง (สำหรับห้อง 60 ตร.ม. ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง)
  • ผลิตอากาศบริสุทธิ์ได้ 8,330 ลิตรต่อนาที
  • อายุการใช้งานไส้กรอง : 6-12 เดือน
  • ระดับเสียงเมื่อเครื่องทำงาน 34~64dB
  • น้ำหนักรวม ประมาณ 8.7 กิโลกรัม
  • ขนาด 275 * 275 * 680 มิลลิเมตร
  • รองรับการสั่งงานผ่านเสียง Google Assistant และ Amazon Alexa
  • ราคา 8,490 บาท

No Description

ตัวเครื่องยังเป็นกล่องสีเหลี่ยมสีขาวรูปลักษณ์เดิม ด้านหน้าเป็นจอ OLED แบบสัมผัส แสดงผล PM 2.5 (หน่วยเป็นไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) ปุ่มซ้ายเป็นปุ่มเปิดปิด ปุ่มขวาเป็นเปลี่ยนโหมดพร้อมปรับความแรงลม โดยมีโหมดอัตโนมัติ (A) โหมดเงียบ (รูปพระจันทร์เสี้ยว) และโหมดตั้งเอง (รูปหัวใจ) โดยสามารถตั้งค่าผ่านในแอปได้ หรือจะปรับลมก็มีความแรงให้สามระดับ

No Description

ด้านหลังมีปุ่มปรับความสว่างของหน้าจอ ปรับได้สามระดับ และมีเซ็นเซอร์เลเซอร์เพื่อตรวจจับอนุภาคในอากาศ ซึ่งสามารถใช้ไขควงปากแบนแงะออก แล้วใช้ที่เป่าลม (ลมเย็น) เป่าเพื่อทำความสะอาดได้ ถ้ารู้สึกว่าใช้งานไปเรื่อยๆ แล้วหน้าจอตรวจสอบอนุภาคต่างๆ เริ่มไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง

No Description

ฝาตะแกรงด้านบนของรุ่นนี้สามารถไขน็อตแล้วถอดออกเพื่อนำไปล้างทำความสะอาด จากที่รุ่นก่อนๆ จะไม่สามารถทำได้ ตัวไส้กรองเป็นแบบ 3 ชั้น ชั้นแรกเป็น Pre-Filterกรองฝุ่นทั่วไปที่มีขนาดใหญ่ ชั้นกลาง เป็น HEPA-Filter ชั้นนี้สามารถกรองฝุ่นที่มีขนาดเล็กอนุภาคระดับไมครอนอย่าง PM2.5 และแบคทีเรียต่างๆ ชั้นในสุดเป็น Carbon-Filter ใช้ดูดแก๊สฟอร์มาลดีไฮด์ สารพิษอันตรายอื่นๆ และขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์

No Description

ก่อนใช้งานอย่าลืม เปิดฝาด้านหลัง เอาห่อพลาสติกของไส้กรองออกแล้วใส่ไส้กรองเข้าไปใหม่ หยิบสายไฟออกมาเสียบด้านล่าง เสียบสาย เปิดเครื่อง จากนั้นก็โหลดแอป Mi Home มา เปิด Bluetooth แล้วเตรียมเชื่อมต่อเครื่องกับ WiFi ในบ้านตามคำแนะนำในแอป โดย Xiaomi Air Purifier 4 Pro ยังรองรับ WiFi แค่แบบ 2.4Ghz

No Description

กดเพิ่มอุปกรณ์ในแอป Mi Home ตัวแอปก็จะตรวจพบ ต่อ WiFi ให้เรียบร้อย จากนั้นก็กดเชื่อมต่อกับเครื่อง

No Description

เชื่อมต่อเสร็จก็เลือกห้องที่จะเพิ่มเครื่องนี้ไว้ พร้อมกับตั้งชื่อเครื่องให้เรียบร้อย เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ โดยจะสามารถดูสถานะต่างๆ ของห้อง ทั้งอนุภาค PM 2.5 อุณหภูมิ ความชื้น เปอร์เซ็นต์ไส้กรองที่ยังเหลือ เปิดปิด Negative Ion เปิดระบบล็อกกันเด็ก รวมถึงตั้งเวลาเปิดปิดได้จากในแอป Mi Home

No Description

การเชื่อมต่อกับแอป Google Home ก็ทำได้ไม่ยาก เปิดแอป Google Home ขึ้นมา กดเครื่องหมายบวก กด Set Up A Device เลือก Works with Google เลือก Mi Home กด Check for new devices

No Description

ถ้าเชื่อมต่อ Smart Air Purifier 4 Pro กับแอป Mi Home เรียบร้อย เครื่องก็จะขึ้นโชว์ที่หน้านี้ กดเพิ่ม เลือกห้อง แล้วใช้งานได้เลย โดยสำหรับ Google Home บน iOS ของเครื่องผู้เขียน ฟีเจอร์การสั่งจะจำกัดอยู่ที่เปิด-ปิด เครื่องเท่านั้น

No Description

ด้านการทำงาน ถือว่าทำงานได้เงียบเชียบพอสมควร ถ้าไม่เร่งแรงลมมากนัก แทบจะไม่รู้ตัวว่าเครื่องทำงานอยู่ แต่ถ้าอยากให้เครื่องฟอกอากาศได้เร็วขึ้น อาจต้องเร่งกำลังลมขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าเปิดทิ้งไว้ทั้งคืน ก็สามารถใช้โหมดอัตโนมัติได้ โดยการฟอกอากาศก็จะเป็นไปตามมาตรฐานของประเทศผู้ผลิต ตามสเปกระบุไว้ว่า สร้างอากาศหมุนเวียนถ่ายเทในห้องขนาด 40 ตารางเมตรได้ภายใน 15 นาที

สรุป

Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro เป็นเครื่องกรองอากาศมาตรฐานของ Xiaomi อีกรุ่นที่เหมาะสำหรับคนอยู่ห้องใหญ่ ในราคา 8,490 บาท แม้รายละเอียดภายนอกจะปรับปรุงแค่เล็กๆ น้อยๆ แต่ประสิทธิภาพการกรองอากาศก็เพิ่มขึ้นพอสมควรจาก Mi Air Purifier 3H เช่นการกรองอนุภาคที่เพิ่มเป็น 500 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง จาก 380 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง และรองรับห้องถึงขนาด 60 ตารางเมตร จาก 45 ตารางเมตรใน 3H นอกจากที่การทำงานที่เงียบสนิท ยังไม่รบกวนการประชุมงานหรือการนอนหลับอีกด้วย

No Description

from:https://www.blognone.com/node/126679