คลังเก็บป้ายกำกับ: WWDC19

[EXCLUSIVE] พูดคุยกับนักศึกษาไทยหนึ่งเดียวที่ได้ทุน Scholarship จาก Apple เข้าร่วมงาน WWDC2019 สหรัฐอเมริกา

สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยกันอีกครั้ง เมื่อพัชรพล จอกสมุทร นักศึกษาไทยจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผ่านการคัดเลือกจาก Apple ให้ได้รับทุน Student Scholarship เพื่อเข้าร่วมงาน WWDC ในปี 2019 นี้ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นนักศึกษาไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับทุนในปีนี้ และยังเป็นนักศึกษาไทยลำดับที่สองที่ได้รับทุนนี้จากทาง Apple อีกด้วย 

พัชรพล จอกสมุทร หรือน้องฟิล์ม เริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับด้านการเขียนโปรแกรมมาตั้งแต่ช่วงการศึกษาปีที่ 2 และได้มาทำความรู้จักและเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและเขียนโปรแกรมบนระบบปฎิบัติการ iOS จนเกิดความหลงไหลและตกหลุมรักกันไปเลยทีเดียว น้องฟิล์มนั้นเป็นผู้ก่อตั้งและให้คำปรึกษาในโครงการ iOS App Camp หนึ่งใน IT Camp ของทางมหาวิทยาลัย โดยก่อนหน้านี้น้องฟิล์มได้เข้าประกวดแข่งขันและชนะการประกวดต่างๆมากมาย ทั้งการแข่งขันระดับประเทศยกตัวอย่างเช่น การแข่งขัน National Software Contest (NSC) ครั้งที่ 19 ในปี 2017 ที่สามารถคว้ารางวัลอันดับ 3 จากในหมวด Mobile Application และการแข่งขันในระดับสากล กับรางวัล Special Prize จากการแข่งขัน Naprock Kosen Interational Programming Contest 2016 ในประเทศญี่ปุ่น 

และทางทีมงาน @flashfly ได้มีโอกาสได้เข้าพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับน้องฟิล์มที่งาน WWDC19 โดยน้องฟิล์มได้ให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกของการมาร่วมงานในครั้งนี้ว่า ประทับใจอย่างมากที่ได้เป็นนักศึกษาไทยคนเดียวที่รับทุน Student Scholarship มาถึงสหรัฐอเมริกา โดย Apple เป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่อยู่ ตลอดจนการได้เข้าอบรมใน Session ต่างๆให้ทั้งหมด โดยสิ่งที่น้องฟิล์มประทับใจมากที่สุดในงาน WWDC19 ครั้งนี้ก็ไม่พ้นเรื่องการเปิดตัว Swift UI เครื่องมือในการเขียนโค้ดที่ง่ายและสะดวกกว่าเดิมมากๆ รวมถึงการเปิดตัว Sign in with Apple ที่มีความปลอดภัยสูง และน่าสนใจอย่างมาก 

น้องฟิล์มมีความเชื่อที่ว่าทุกคนสามารถเขียนโปรแกรมได้ และการฝึกเขียนโปรแกรมจะก่อให้เกิดประโยชน์ได้กับทุกคนแม้ว่าจะไม่ใช่นักพัฒนาก็ตาม โดยในการส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกับทาง Apple ในครั้งนี้นั้น ได้ส่งผลงานเกมที่มีชื่อว่า Algo Maze ซึ่งได้มีการพัฒนาโดยใช้ UI Ket บน Xcode ตัวเกมมีแนวคิดและแรงบันดาลใจเพื่อจะสอนแนวคิด Algorithm ให้กับผู้เล่นและเพื่อแสดงให้เห็นว่าการเขียนโปรแกรมนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนุก โดยน้องฟิล์มก็อยากจะเชิญชวนให้นักศึกษาไทยที่สนใจในการเขียนโปรแกรม ซึ่งเชื่อว่ามีคนเก่งๆอยู่มากในประเทศไทยแต่ยังไม่ทราบถึงโครงการประกวด Student Scholarship จากที่ Apple จึงอยากจะช่วยประชาสัมพันธ์โครงการดีๆแบบนี้ในหลายๆคนได้ทราบ ซึ่งขณะนี้น้องฟิล์มก็ได้ศึกษาจบชั้นปี 4 และได้เลือกทำงานสายนักพัฒนาที่ชื่นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

และนี่เป็นอีกหนึ่งการเปิดมุมมองใหม่ให้กับนักพัฒนาที่เป็นนักศึกษาจากประเทศไทย โดยการได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน WWDC19 ในครั้งนี้จะเป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งใหม่เพื่อให้ได้พบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ และเทคโนโลยี กับนักพัฒนาจากทั่วโลก ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆและนำความรู้เหล่านั้นมาส่งต่อให้นักพัฒนาในประเทศไทยต่อไป ดังนั้นใครที่อยากได้รับคัดเลือกเข้าร่วมงาน WWDC ในปีถัดไปเหมือนอย่างที่น้องฟิล์มได้รับโอกาสในครั้งนี้แล้วละก็ ต้องหมั่นฝึกฝนพัฒนาตัวเองในการเขียนโปรแกรมและติดตามข่าวการเข้าร่วมประกวดจากทาง Apple กันต่อไป แต่เรียกได้ว่าโอกาสในการเข้าร่วมงานแบบนี้นั้น ไม่ยากจนเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

from:https://www.flashfly.net/wp/255111

โฆษณา

Apple ประกาศรางวัล Apple Design Awards ปี 2019 ในงาน WWDC

Apple Design Award 2019ในงาน WWDC 2019 นอกจาก Apple จะประกาศเปิดตัว OS ใหม่และ Mac Pro ใหม่แล้ว ยังได้มีการประกาศรายชื่อนักพัฒนาที่ชนะรางวัล Apple Design Award ปี 2019 อีกด้วย Apple ประกาศรางวัล Apple Design Awards ปี 2019 เมื่อวานนี้ Apple ได้จัดงาน Apple Design Awards เพื่อยกย่อง 9 นักพัฒนาแอพ iOS ที่มีความคิดสร้างสรรค์ด้านงานศิลป์ ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยี และการออกแบบอินเทอร์เฟซผู้ใช้และแอพพลิเคชั่นที่ยอดเยี่ยม นักพัฒนาเป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่และเล็กที่มาจากทั่วโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ลิทัวเนีย และสหรัฐอเมริกา แอพที่ได้รับรางวัลนั้นมาจากหลายหมวดหมู่ตั้งแต่การแต่งภาพ การวาดภาพ การสร้างภาพทางการแพทย์ ไปจนถึงกีฬาและเกม นักพัฒนาแต่ละทีมมีการออกแบบอินเทอร์เฟซผู้ใช้ ระบบเสียง กราฟิก การควบคุมหรือการเล่นเกมที่ไม่เหมือนใคร […]

from:https://www.iphonemod.net/apple-announced-design-award-2019.html

Apple ประกาศรายชื่อแอพที่ได้รางวัล Apple Design Awards ประจำปีในงาน WWDC19

เมื่อวานนี้ Apple ได้จัดงาน Apple Design Awards เพื่อยกย่อง 9 นักพัฒนาแอพ iOS ที่มีความคิดสร้างสรรค์ด้านงานศิลป์ ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยี และการออกแบบอินเทอร์เฟซผู้ใช้และแอพพลิเคชั่นที่ยอดเยี่ยม นักพัฒนาเป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่และเล็กที่มาจากทั่วโลก ซึ่งได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ลิทัวเนีย และสหรัฐอเมริกา

แอพที่ได้รับรางวัลนั้นมาจากหลายหมวดหมู่ตั้งแต่การแต่งภาพ การวาดภาพ การสร้างภาพทางการแพทย์ ไปจนถึงกีฬาและเกม นักพัฒนาแต่ละทีมมีการออกแบบอินเทอร์เฟซผู้ใช้ ระบบเสียง กราฟิก การควบคุมหรือการเล่นเกมที่ไม่เหมือนใคร และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสุดล้ำของ Apple อย่างเช่น ระบบการสั่น, Metal หรือ Core ML “นักพัฒนาแอพ iOS ยกระดับมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

ในปีนี้เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นแอพและเกมมากมายที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การออกกำลังกาย ความคิดสร้างสรรค์ และการเล่นเกมที่น่าตื่นเต้นในแกนหลักของประสบการณ์การใช้แอพของเหล่านักพัฒนา” Ron Okamoto รองประธานฝ่ายนักพัฒนาสัมพันธ์ทั่วโลกของ Apple กล่าว “เราขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะรางวัล Apple Design Award ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์และความรู้ความสามารถอันเป็นเลิศ”

“Ordia” ที่พัฒนาโดย Loju เกมแอ็คชั่นที่มีการควบคุมเพียงนิ้วเดียว โดยผู้เล่นจะได้เล่นเป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ที่ต้องออกไปเผชิญโลกที่แปลกใหม่และเต็มไปด้วยอันตราย

Butterfly IQ ที่พัฒนาโดย Butterfly Network ให้การถ่ายภาพอัลตราซาวด์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยโพรบเพียงตัวเดียวในราคาที่ถูกกว่ารังสีวิทยาแบบทั่วไป

“ELOH” ที่พัฒนาโดย Broken Rules เป็นเกมปริศนาดนตรีที่ให้ผู้เล่นได้เล่นไปตามจังหวะของเพลง

Flow ที่พัฒนา Moleskine เป็นโปรแกรมสำหรับร่างไอเดีย จดสิ่งที่คุณนึกขึ้นได้ และเปิดประตูสู่ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างราบรื่น โดยไม่มีอะไรมากวนใจ

“Thumper: Pocket Edition” ที่พัฒนาโดย Drool มอบประสบการณ์การเล่นเกมดนตรีที่เต็มอิ่มประกอบกับเกมแอ็คชั่นอาร์เคดสุดคลาสสิก ความเร็วสุดขีด และการควบคุมทางกายภาพสุดมันส์

Pixelmator Photo ที่พัฒนาโดย Pixelmator Team เป็นโปรแกรมการแต่งภาพล้ำสมัยที่ใช้ประโยชน์จาก CoreML เพื่อให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งภายถ่ายได้อย่างมืออาชีพ

9 แอพที่ได้รับรางวัลสร้างผลงานที่มอบประสบการณ์ของผู้ใช้ที่ปฏิวัติวงการภายในหมวดหมู่ที่กำลังมีการพัฒนาและเติบโต ผู้ชนะรางวัล Apple Design Award ในปีที่ผ่านๆ มาได้เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนสัมผัสโลกผ่านอุปกรณ์ Apple ความเป็นเลิศในด้านการออกแบบได้ช่วยปฏิวัติแอพต่างๆ เช่น การแปลเสียงพูด (iTranslate Converse), การวาดภาพประกอบ (Procreate), การเรียนรู้กายวิภาค (Complete Anatomy) และความบันเทิงแบบอินเทอร์แอ็คทีฟ (“Florence” และ “Alto’s Odyssey”) 

“The Gardens Between” ที่พัฒนาโดย The Voxel Agents เป็นเกมปริศนาผจญภัยแนวอาร์ตแบบเล่นคนเดียวที่เกี่ยวกับเวลา ความทรงจำ และมิตรภาพ

ใน “Asphalt 9: Legends” จาก Gameloft ผู้เล่นต้องใช้การควบคุมสุดล้ำเพื่อแข่งขันกันด้วยไฮเปอร์คาร์ที่สวยที่สุดในโลก

HomeCourt ที่พัฒนาโดยทีม NEX คืออนาคตของการฝึกซ้อมบาสเก็ตบอล HomeCourt ใช้ CoreML เพื่อติดตาม บันทึกผล และวิเคราะห์การชูตและซ้อมบาสเก็ตบอลอย่างละเอียดโดยใช้เพียงแค่กล้อง iPhone เท่านั้น

from:https://www.flashfly.net/wp/254038

Apple เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ที่ปฏิวัติวงการพัฒนาแอพ เฟรมเวิร์ก SwiftUI สุดล้ำ, ARKit 3 และเครื่องมือใหม่สำหรับ Xcode ช่วยให้การพัฒนาแอพที่ทรงพลังง่ายและเร็วยิ่งกว่าที่เคย

Apple® ได้เปิดตัวเทคโนโลยีที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมการทำงานของเหล่านักพัฒนาให้สามารถสร้างสรรค์แอพใหม่ที่ทรงพลังได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น SwiftUI™ เป็นเฟรมเวิร์กการพัฒนาระดับปฏิวัติวงการ ที่จะช่วยให้สามารถสร้างอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่ทรงพลังได้ง่ายขึ้นกว่าที่เป็นมา ARKit 3, RealityKit™ และ Reality Composer™ เป็นเครื่องมือล้ำสมัยที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างสรรค์ประสบการณ์ AR ที่ น่าดึงดูดใจได้ง่ายขึ้น ทั้งในแอพสำหรับผู้บริโภคและสำหรับธุรกิจ เครื่องมือและ API ใหม่สามารถช่วยลดความซับซ้อนของกระบวนการในการนำแอพ iPad® ไปสู่ Mac® ลงได้อย่างมาก และการอัพเดทสำหรับ Core ML® และ Create ML™ ยังช่วยให้แอพการเรียนรู้ของระบบบนอุปกรณ์ทั้งทรงพลังและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

“เทคโนโลยีการพัฒนาแอพใหม่ที่เปิดตัวในวันนี้ จะช่วยให้การพัฒนาแอพเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และสนุกสนานยิ่งขึ้นสำหรับนักพัฒนา อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนถึงอนาคตของการพัฒนาแอพบนแพลตฟอร์มของ Apple ทั้งหมดอีกด้วย” Craig Federighi รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของ Apple กล่าว “SwiftUI ถือเป็นการพลิกโฉมการสร้างสรรค์อินเทอร์เฟซผู้ใช้ โดยการทำให้ กระบวนการส่วนใหญ่เป็นแบบอัตโนมัติ อีกทั้งยังมีการแสดงตัวอย่างแบบเรียลไทม์ เพื่อให้เห็นการทำงานของโค้ด UI ในแอพจริงๆ ซึ่งเราคิดว่าจะต้องถูกใจนักพัฒนาอย่างแน่นอน”

SwiftUI วิสัยทัศน์สำหรับ Swift™ นั้นมีอยู่เพียงประการเดียว นั่นก็คือ การช่วยให้การพัฒนาแอพนั้นรวดเร็ว ง่ายดาย และอินเทอร์แอคทีฟมากขึ้น และเฟรมเวิร์ก UI ที่มีความทันสมัยก็เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์อันนี้ SwiftUI มาพร้อมเฟรมเวิร์กอินเทอร์เฟซผู้ใช้ใหม่ ที่แสนทรงพลังและง่ายต่อการใช้งาน สำหรับการสร้าง UI บนแอพที่มีความซับซ้อน นักพัฒนาสามารถใช้โค้ดแบบ Declarative ที่เรียบง่ายและเข้าใจไม่ยากในการสร้างอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่มีคุณสมบัติต่างๆ ครบครันและสวยงามอย่างน่าทึ่ง อีกทั้งยังแสดงผลด้วยแอนิเมชั่นได้อย่างลื่นไหล SwiftUI สามารถประหยัดเวลาให้กับนักพัฒนาด้วยคุณสมบัติการทำงานแบบอัตโนมัติจำนวนมาก ซึ่งประกอบด้วยเลย์เอาท์สำหรับอินเทอร์เฟซ โหมดมืด  การช่วยการเข้าถึง การสนับสนุนสำหรับภาษาที่เขียนจากขวามาซ้าย และการทำให้เป็นสากล แอพ SwiftUI ทำงานกับระบบจริงของเครื่องโดยตรงและไวสุดๆ และเนื่องจาก SwiftUI เป็น APIระบบเดียวกันทั้งที่อยู่ใน iOS, iPadOS™, macOS®, watchOS® และ tvOS™ นักพัฒนาจึงสามารถสร้างแอพที่ทำงานกับระบบจริงของเครื่องโดยตรงที่มีความสมบูรณ์แบบ บนทุกแพลตฟอร์มของ Apple ได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

Xcode 11 ทำให้ SwiftUI กลายเป็นความจริงเครื่องมือการออกแบบ UI แบบกราฟิกใหม่ที่มาพร้อม Xcode® 11 ช่วยให้นักออกแบบ UI สามารถสร้างสรรค์อินเทอร์เฟซผู้ใช้ด้วย SwiftUI ได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดแม้แต่ตัวเดียว โดยโค้ด Swift จะถูกสร้างขึ้นแบบอัตโนมัติ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโค้ด ความเปลี่ยนแปลงใน UI ดังกล่าวก็จะแสดงในเครื่องมือการออกแบบแบบแสดงผลด้วยภาพทันที ตอนนี้นักพัฒนาก็จะสามารถดูตัวอย่าง UI แบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงลักษณะการทำงาน ได้โดยอัตโนมัติ  ในระหว่างที่พวกเขาสร้างสรรค์ ทดสอบ และปรับปรุงโค้ด ความสามารถในการเคลื่อนย้ายอย่างอิสระระหว่างการออกแบบกราฟิกและการเขียนโค้ด ช่วยให้การพัฒนา UI สนุกสนานและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์และนักออกแบบ UI สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยสามารถแสดงตัวอย่างได้โดยตรงบนอุปกรณ์ Apple ที่เชื่อมต่อ ซึ่งประกอบด้วยiPhone, iPad, iPod touch®, Apple Watch® และ Apple TV® ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสังเกตการโต้ตอบของแอพกับ Multi-Touch™ หรือการทำงานร่วมกับกล้องและเซ็นเซอร์ในตัวเครื่องได้ทันที ในระหว่างการสร้างอินเทอร์เฟซ

เทคโนโลยีความจริงเสริมARKit 3 ทำให้ผู้คนเป็นศูนย์กลางของ AR Motion Capture ช่วยให้นักพัฒนาสามารถผนวกความเคลื่อนไหวของผู้คนเข้ากับแอพของพวกเขา และด้วย People Occlusion คอนเทนต์ AR จะปรากฏขึ้นอย่างธรรมชาติบริเวณด้านหน้าหรือด้านหลังของบุคคล เพื่อมอบประสบการณ์ AR ที่สมจริงยิ่งขึ้น และแอพพลิเคชั่นความจริงเสริมที่ผสานโลกแห่งจินตนาการเข้ากับโลกจริงได้อย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ ARKit 3 ยังช่วยให้กล้องหน้าสามารถติดตามใบหน้าได้สูงสุดถึงสามใบหน้า รวมถึงสามารถให้การสนับสนุนทั้งกล้องหน้าและหลังได้ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีเซสชั่นการทำงานร่วมกัน ที่ช่วยให้การเข้าร่วมประสบการณ์ AR แบบแชร์ทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 
RealityKit ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้นเพื่อ AR โดยมาพร้อมการเรนเดอร์ภาพที่สมจริง รวมไปถึงการสร้างแผนภาพสภาพแวดล้อมที่เหลือเชื่อ และสนับสนุนเอฟเฟ็กต์กล้องอย่างนอยซ์และการเบลอจากความเคลื่อนไหวทำให้คอนเทนต์เสมือนมีความสมจริงจนแทบแยกไม่ออก นอกจากนี้ RealityKit ยังมาพร้อมแอนิเมชั่นที่น่าทึ่ง ฟิสิกส์ และสัญญาณเสียงที่สมจริงในด้านตำแหน่ง อีกทั้งนักพัฒนายังสามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถของRealityKit ผ่านทาง RealityKit Swift API ใหม่ได้อีกด้วย Reality Composer แอพใหม่สุดทรงพลังสำหรับ iOS, iPadOS และ Mac ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างโปรแกรมตัวอย่างและสร้างสรรค์ประสบการณ์ AR ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์แบบ 3D มาก่อน ด้วยอินเทอร์เฟซแบบ ลากแล้ววาง แบบง่ายๆ และไลบรารี่วัตถุ 3 มิติและแอนิเมชั่น คุณภาพสูง Reality Composer ช่วยให้นักพัฒนาสามารถวาง ย้าย และหมุนวัตถุ AR เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ AR ซึ่งสามารถนำไปผนวกรวมเข้ากับแอพใน Xcode หรือส่งออกไปยัง AR Quick Look ได้ 

นำแอพ iPad มาสู่ Mac ได้ง่ายขึ้นเครื่องมือใหม่และ API ช่วยให้สามารถนำแอพ iPad มาสู่ Mac ได้ง่ายกว่าครั้งไหนๆ ด้วย Xcode นักพัฒนาสามารถเปิดโปรเจ็กต์ iPad ที่มีอยู่แล้ว จากนั้นก็แค่ทำเครื่องหมายลงในกล่องทำเครื่องหมายเพียงช่องเดียว เพื่อเพิ่มคุณสมบัติพื้นฐานสำหรับ Mac และ Windowing และแพลตฟอร์มแบบปรับได้ ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบพิเศษอย่างการควบคุมคีย์บอร์ดและเมาส์ด้วยการสัมผัส เพื่อช่วยให้การสร้างแอพทำงานกับระบบ Mac โดยตรงง่ายและรวดเร็วขึ้น แอพสำหรับ Mac และ iPad ถูกพัฒนาขึ้นในโปรเจ็กต์เดียวกันและใช้ซอร์สโค้ดร่วมกัน ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในโค้ดสำหรับแอพเวอร์ชั่น iPadOS และ macOS ก็จะสามารถช่วยประหยัดเวลาให้กับนักพัฒนา รวมไปถึงการประหยัดทรัพยากรจากการให้ทีมงานเพียงทีมเดียวทำงานกับแอพทั้งสองเวอร์ชั่น ด้วยแอพทั้งในเวอร์ชั่นสำหรับ Mac และ iPad ผู้ใช้ยังสามารถเพลิดเพลินกับความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละแพลตฟอร์ม รวมไปถึงความรวดเร็วและแม่นยำในการใช้งานคีย์บอร์ด เมาส์ และแทร็คแพดของ Mac รวมไปถึง Touch Bar™ ซึ่งเป็นฟีเจอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Mac

Core ML และ Create MLCore ML 3 สนับสนุนการเร่งความเร็วสำหรับโมเดลการเรียนรู้ของระบบแบบเรียลไทม์ที่ล้ำสมัยหลากหลายประเภท โดยอาศัยชั้นของโมเดลกว่า 100 ชั้นที่สนับสนุนโดย Core ML แอพจำนวนมากสามารถใช้ประโยชน์จากโมเดลสุดล้ำ เพื่อมอบประสบการณ์ที่สามารถเข้าใจวิสัยทัศน์ ภาษาธรรมชาติและคำพูดได้อย่างลึกซึ้งแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่นักพัฒนาสามารถอัพเดทโมเดลการเรียนรู้ของระบบบนอุปกรณ์ โดยใช้การปรับแต่งโมเดลส่วนบุคคล เทคนิคที่ล้ำสมัยนี้เปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถมอบคุณสมบัติที่มีความเป็นส่วนตัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องลดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ลง ด้วย Create ML ซึ่งเป็นแอพที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของระบบ นักพัฒนาจะสามารถสร้างโมเดลการเรียนรู้ของระบบได้โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด วิธีการฝึกสอนโมเดลหลายครั้งด้วยชุดข้อมูลที่แตกต่างกัน จะสามารถนำมาใช้กับโมเดลประเภทใหม่ๆอย่าง การตรวจจับวัตถุ การแยกแยะกิจกรรมและเสียงได้

Apple Watch การเปิดตัว watchOS 6 และ App Store® บน Apple Watch หมายความว่า ตอนนี้นักพัฒนาสามารถสร้างและออกแบบแอพสำหรับ Apple Watch ที่ทำงานได้อย่างอิสระ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมี iPhone อีกต่อไป
นอกจากนี้ นักพัฒนายังสามารถใช้ประโยชน์จาก Apple Neural Engine บน Apple Watch Series 4 โดยใช้ Core ML ได้อีกด้วย โดยการผสมผสานโมเดลที่ผ่านการฝึกสอนโดย Core ML เข้ากับแอพของนักพัฒนา และการตีความค่าอินพุตบนอุปกรณ์ ผู้ใช้ก็จะได้ใช้งานแอพที่มีความเฉลียวฉลาดมากยิ่งขึ้น API การสตรีมสัญญาณเสียงใหม่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถสตรีมจากแอพมีเดียโปรดจากบริษัทอื่นของพวกเขาได้โดยตรงผ่าน Apple Watch API รันไทม์ที่ได้รับการขยายขีดความสามารถจะเพิ่มระยะเวลาให้กับแอพในการทำงานบน Apple Watch ให้สำเร็จ ในขณะที่แอพยังคงแสดงผลอยู่บนหน้าจอ แม้ว่าหน้าจอจะปิดไปแล้วก็ตาม รวมไปถึงการเข้าถึงเซ็นเซอร์ที่ได้รับอนุญาต สำหรับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ตำแหน่งที่ตั้งและการเคลื่อนไหว

ใช้งาน Apple ID แบบทั้งรวดเร็วง่ายดายและเป็นส่วนตัวSign In with Apple (ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple) ช่วยให้การลงชื่อเข้าใช้แอพและเว็บไซต์ด้วย Apple ID ของผู้ใช้ที่มีอยู่แล้วง่ายขึ้น แทนที่จะต้องกรอกฟอร์ม ยืนยันที่อยู่อีเมล หรือตั้งรหัสผ่าน เพียงแค่ใช้ Apple ID ผู้ใช้ก็สามารถตั้งค่าบัญชีและเริ่มต้นใช้งานแอพได้ทันที ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มระยะเวลาการเข้าใช้งานแอพของผู้ใช้ บัญชีทั้งหมดจะได้รับการปกป้องด้วยการตรวจสอบสิทธิ์สองปัจจัย ทำให้ การลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple เป็นวิธีการที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักพัฒนาในการปรับปรุงการรักษาความปลอดภัยให้กับแอพของพวกเขา Sign In with Apple ยังมาพร้อมคุณสมบัติใหม่สำหรับต่อต้านการฉ้อโกง เพื่อมอบความมั่นใจให้กับนักพัฒนา ว่าผู้ใช้คนใหม่จะเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่บ็อทหรือ บัญชี Farm account Relay Service สำหรับอีเมลที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว ช่วยให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยที่อยู่อีเมลส่วนบุคคล แต่ยังคงสามารถรับข้อความสำคัญจากนักพัฒนาได้และเนื่องจาก Apple ไม่ได้ติดตามกิจกรรมการใช้งานแอพของผู้ใช้ หรือสร้างโปรไฟล์การใช้งานแอพ ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของนักพัฒนาและผู้ใช้จึงได้รับเก็บรักษาเอาไว้ที่นักพัฒนา
คุณสมบัติอื่นๆสำหรับนักพัฒนา

  • PencilKit ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเพิ่มการสนับสนุน Apple Pencil สำหรับแอพได้อย่างง่ายๆ และยังรวมไปถึงการปรับรูปแบบ Tool Palette ด้วย
  • SiriKit เพิ่มการสนับสนุนแอพเสียงจากบริษัทอื่น ซึ่งประกอบด้วยเพลง พ็อดคาสท์ และหนังสือเสียง ตอนนี้นักพัฒนาจึงสามารถผนวก Siri เข้ากับแอพ iOS, iPadOS และ watchOS ของพวกเขาได้โดยตรง เพื่อให้สามารถควบคุมสัญญาณเสียงของพวกเขาด้วยคำสั่งเสียงแบบง่ายๆ ได้
  • MapKit ตอนนี้มาพร้อมคุณสมบัติใหม่ๆ สำหรับนักพัฒนา เช่น Vector Overlays, การกรองจุดสนใจ, การจำกัดการซูมและการหมุนกล้อง และการรองรับโหมดมืด
  • นอกเหนือไปจากการปรับปรุงด้านภาษา โดยเน้นไปที่ SwiftUI แล้ว Swift 5.1 ยังเพิ่ม Module Stability ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการสร้างเฟรมเวิร์กที่สามารถทำงานร่วมกับรหัสไบนารี่ใน Swift ได้
  • โค้ดใหม่ที่เกี่ยวข้องกับตระกูล Metal Device อันทรงพลังช่วยสนับสนุนการแชร์โค้ดระหว่าง GPU ประเภทต่างๆ หลายตัวบนแพลตฟอร์ม Apple ทั้งหมด ในขณะที่การสนับสนุน iOS Simulator ช่วยให้การสร้างแอพMetal สำหรับ iOS และ iPadOS ทำได้ง่ายขึ้น

from:https://www.flashfly.net/wp/253894

Apple เปิดตัว Mac Pro โฉมใหม่อันทรงพลังและ Pro Display XDR สุดล้ำ

Apple® เปิดตัว Mac Pro® โฉมใหม่ ซึ่งเป็นเวิร์กสเตชั่นสุดล้ำที่ออกแบบใหม่หมดในทุกรายละเอียดสำหรับมือโปรที่ใช้ Mac จนถึงขีดสุดของความสามารถ พร้อมกับเผยโฉม Apple Pro Display XDR ซึ่งเป็นจอภาพระดับโปรที่ดีที่สุดในโลก Mac Pro โฉมใหม่ออกแบบมาเพื่อเป็นที่สุดทั้งในด้านประสิทธิภาพ การต่อขยาย และการปรับแต่ง เพราะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon ระดับเวิร์กสเตชั่นสูงสุด 28 คอร์, ระบบหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงที่มีความจุมากถึง 1.5TB, ช่องต่อขยายแบบ PCIe จำนวน 8 ช่อง และสถาปัตยกรรมกราฟิกซึ่งใช้การ์ดกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก อีกทั้งยังเปิดตัว Apple Afterburnerการ์ดเร่งความเร็วอันเหนือชั้นที่จะช่วยให้สามารถเล่นวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 8K ได้พร้อมกันถึง 3 สตรีม 

Pro Display XDR โดดเด่นด้วยจอภาพ Retina® 6K ขนาดมหึมา 32 นิ้ว ที่รองรับขอบเขตสีกว้างแบบ P3 และสีสันระดับ 10 บิตอันสวยสดงดงาม, ความสว่างสูงสุดที่ 1,600 นิต, อัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000:1 และยังมีมุมในการมองที่กว้างมาก ทั้งหมดนี้ในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อมสำหรับจอภาพระดับนี้ และเมื่อ Mac Pro ผนึกกำลังกับ Pro Display XDR แล้วก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ Apple เคยสร้างมาสำหรับลูกค้ามือโปร และจะพลิกโฉมการทำงานในระดับโปรไปโดยสิ้นเชิง
“เราออกแบบ Mac Pro สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการระบบแบบโมดูลาร์ที่เป็นที่สุดทั้งในด้านประสิทธิภาพ การต่อขยาย และการปรับแต่ง เพราะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon อันทรงพลัง, หน่วยความจำที่มากเกินพอ, สถาปัตยกรรมGPU อันล้ำสมัย, PCIe สำหรับการต่อขยาย, การ์ดเร่งความเร็ว Afterburner และดีไซน์ที่ใครเห็นเป็นต้องทึ่ง บอกได้เลยว่า Mac Pro คือสุดยอดขุมพลังที่จะช่วยให้มือโปรสร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตการทำงาน” Phil Schiller รองประธานอาวุโสฝ่าย Worldwide Marketing ของ Apple กล่าว “Pro Display XDR คือจอภาพระดับโปรที่ดีที่สุดในโลก และเป็นคู่หูที่ลงตัวสำหรับใช้งานร่วมกับ Mac Pro โฉมใหม่อีกด้วย เพราะมาพร้อมความละเอียดระดับ Retina 6K, สีสันที่สวยสดงดงาม, ความสว่างและอัตราส่วนคอนทราสต์ที่สูงเหลือเชื่อ พร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นด้านประโยชน์ใช้สอย จึงเรียกได้ว่า Pro Display XDR มีคุณสมบัติต่างๆ ครบเครื่องที่สุดเมื่อเทียบกับจอภาพในราคาระดับเดียวกัน”

ขุมพลังโปรเซสเซอร์ที่แรงสุดขั้วพร้อมแบนด์วิดท์ที่เหลือเฟือ 

Mac Pro ออกแบบมาสำหรับลูกค้าที่ต้องการประสิทธิภาพด้าน CPU ในระดับสุดยอด สำหรับเวิร์กโฟลว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรนเดอร์งาน เล่นเครื่องดนตรีเสมือนหลายร้อยชิ้น หรือจำลองการทำงานของแอพบนอุปกรณ์ iOSหลายสิบเครื่องพร้อมกัน เพราะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ Xeon สูงสุด 28 คอร์ และ PCI Express ถึง 64 ช่องสัญญาณ จึงมีประสิทธิภาพที่แรงสุดขั้ว พร้อมแบนด์วิดท์ที่เหลือเฟือ ทั้งยังจ่ายไฟได้มากกว่า 300 วัตต์ และมีสถาปัตยกรรมการควบคุมความร้อนอันเหนือชั้นที่ช่วยให้โปรเซสเซอร์ทำงานได้เต็มพลังตลอดเวลา

ใส่หน่วยความจำเพิ่มและต่อขยายได้อีกมากMac Pro สามารถใส่หน่วยความจำเพิ่มได้อีกมากเพื่อรองรับความต้องการที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เหมาะสำหรับมือโปรที่ต้องทำงานกับโปรเจ็กต์ใหญ่มหึมา วิเคราะห์ชุดข้อมูลมหาศาล หรือใช้แอพพลิเคชั่นระดับโปรพร้อมกันหลายแอพ นอกจากนี้ Mac Pro ใหม่ยังใช้สถาปัตยกรรมหน่วยความจำแบบ 6 ช่องสัญญาณ และมีช่องเสียบ DIMM มากถึง 12 ช่อง จึงรองรับหน่วยความจำได้ถึง 1.5TB เรียกได้ว่าสูงสุดเท่าที่เคยมีมาใน Mac เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีช่องต่อขยายแบบ PCI Express จำนวน 8 ช่อง มากกว่า Mac Pro แบบทาวเวอร์รุ่นก่อนถึงสองเท่า ช่วยให้มือโปรปรับแต่งและขยายระบบอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนกับเวิร์กสเตชั่นเครื่องเดียว

สถาปัตยกรรมกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก

ประสิทธิภาพด้านกราฟิกมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับมือโปรที่ต้องทำงานแอนิเมชั่นในภาพยนตร์ 3D, รวมองค์ประกอบภาพในฉากระดับ 8K และสร้างสภาพแวดล้อม 3D ที่ซับซ้อน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Mac Pro มาพร้อมการ์ดกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก และมีประสิทธิภาพด้านกราฟิกสูงสุดถึง 56 เทราฟลอปในระบบเดียว ยิ่งกว่านั้นยังมีสถาปัตยกรรมการต่อขยายกราฟิกสุดล้ำในชื่อ Apple MPX Module ที่ผสานการทำงานกับThunderbolt และจ่ายไฟได้มากกว่า 500 วัตต์ จึงพร้อมสำหรับการ์ดกราฟิกทุกแบบ ส่วนเรื่องการทำงานก็มั่นใจได้ว่าเงียบสนิท เพราะมีระบบควบคุมความร้อนของ Mac Pro คอยระบายความร้อนให้กับ MPX Module 

ตัวเลือกกราฟิกสำหรับ Mac Pro เริ่มต้นด้วย Radeon Pro 580X และ Mac Pro ยังเผยโฉม Radeon Pro Vega II ที่มีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูงสุด 14 เทราฟลอป และหน่วยความจำ 32GB พร้อมแบนด์วิดท์หน่วยความจำสูงสุดในบรรดา GPU ด้วยกันที่ 1TB/s พร้อมกันนี้ Mac Pro ได้เปิดตัว Radeon Pro Vega II Duo ซึ่งใช้ GPU รุ่น Vega II สองตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านกราฟิกให้แรงเหลือเชื่อถึง 28 เทราฟลอป พร้อมหน่วยความจำ64GB จึงกลายเป็นการ์ดกราฟิกที่ทรงพลังที่สุดในโลก ยิ่งกว่านั้น Mac Pro ยังรองรับ MXP Module สองชุด ลูกค้าจึงสามารถใช้ Vega II Duo สองตัวคู่กันเพื่อยกระดับประสิทธิภาพด้านกราฟิกให้เหนือชั้นไปอีกขั้นถึง 56 เทราฟลอป พร้อมหน่วยความจำวิดีโอขนาด 128GB 

ขอแนะนำ Apple Afterburner การ์ดเร่งความเร็วที่จะพลิกโฉมการทำงานMac Pro ใหม่เปิดตัว Afterburner ซึ่งมาพร้อม ASIC แบบตั้งโปรแกรมได้ที่สามารถถอดรหัสได้สูงสุดถึง 6.3 พันล้านพิกเซลต่อวินาที และเมื่อมี Afterburner แล้ว นักตัดต่อวิดีโอที่ใช้กล้องคุณภาพสูง ซึ่งปกติต้องแปลงไฟล์จากรูปแบบเดิมของกล้องมาเป็นพร็อกซี่เพื่อให้ง่ายต่อการตัดต่อ ก็สามารถใช้ไฟล์รูปแบบเดิมจากกล้องได้ทันที และยังถอดรหัสวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 8K ได้สูงสุด 3 สตรีม หรือวิดีโอ ProRes RAW ความละเอียด 4Kสูงสุด 12 สตรีมในแบบเรียลไทม์1 จึงแทบจะบอกลาการทำงานกับพร็อกซี่ไปได้เลย

ตัวเครื่องแบบโมดูลาร์ที่สวยสะดุดตาและเข้าถึงได้ 360 องศาดีไซน์ของ Mac Pro ใหม่ประกอบด้วยโครงที่ทำมาจากสแตนเลสสตีล พร้อมฝาครอบอะลูมิเนียมที่สามารถยกออกเพื่อเข้าถึงทั้งระบบภายในได้แบบ 360 องศา โดยตัวโครงนั้นเป็นหัวใจสำคัญสำหรับระบบแบบโมดูลาร์ที่มีความยืดหยุ่น และยังมาพร้อมที่จับที่เรียบเนียน ช่วยให้การย้าย Mac Pro ไปมาในสตูดิโอเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ฝาครอบยังมีลายตารางที่สวยสะดุดตาเพื่อช่วยให้อากาศไหลผ่านได้ดีที่สุดและทำงานได้เงียบ ส่วนลูกค้าที่ต้องการยึด Mac Pro เข้ากับตู้แร็คในห้องตัดต่อหรือห้องเก็บอุปกรณ์ จะมีการวางจำหน่ายเวอร์ชั่นที่ปรับแต่งมาสำหรับการติดตั้งในตู้แร็คโดยเฉพาะภายในปีนี้ 
ประสิทธิภาพที่จะพลิกโฉมการทำงานในระดับโปรMac Pro ใหม่มาพร้อมประสิทธิภาพที่จะพลิกโฉมการทำงานในระดับโปรด้วยโปรเซสเซอร์ Xeon สูงสุด 28 คอร์ และประสิทธิภาพด้านกราฟิกสูงถึง 56 เทราฟลอป พร้อมด้วยการ์ด Afterburner สุดล้ำ และนักพัฒนาแอพระดับโปรหลายรายก็เริ่มสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอดอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนในเวิร์กสเตชั่นเครื่องเดียว 

  • ไม่ว่าจะเป็น Blackmagic Design ที่ทำให้ทุกระบบสามารถตัดต่อวิดีโอ ProRes 444 ความละเอียด 8K พร้อมใส่เอฟเฟ็กต์และแก้ไขสีแบบเรียลไทม์ได้เป็นครั้งแรกโดยอาศัย CPU และ GPU หลายตัวในการเร่งความเร็วเต็มรูปแบบ
  • ส่วน Avid ก็สามารถพัฒนา Pro Tools ให้รองรับการ์ด HDX ได้สูงสุด 6 ตัว ซึ่งช่วยเพิ่มทั้ง IO และจำนวนเสียงพูด ทั้งยังประมวลผล DSP แบบเรียลไทม์ได้มากขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับระบบอื่นๆ
  • และ Cinema 4D ที่พัฒนาโดย Maxon ก็มีประสิทธิภาพในการเรนเดอร์ด้วย GPU เร็วขึ้นอีก 20% เมื่อเทียบกับเวิร์กสเตชั่น Windows ที่ใส่การ์ดกราฟิก NVIDIA Quadro RTX 8000 ครบ 3 ตัว 

ดูผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพสำหรับ Mac Pro โฉมใหม่เพิ่มเติมได้ที่ apple.com/th/mac-pro

จุดเด่นของ Pro Display XDR คือจอภาพ Retina ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาPro

Display XDR ใช้แผงจอภาพ LCD ขนาด 32 นิ้ว ที่มีความละเอียดระดับ Retina 6K ที่ 6016 x 3384 จึงสามารถมอบประสบการณ์การรับชมความละเอียดสูงที่คมชัดทุกรายละเอียด ด้วยพื้นที่บนหน้าจอที่มากกว่าจอภาพRetina 5K ถึงเกือบ 40% ทั้งยังรองรับขอบเขตสีกว้างแบบ P3 และสีสันระดับ 10 บิตแท้ๆ ที่แสดงสีได้มากกว่า 1 พันล้านสี เพื่อประสบการณ์การรับชมที่สมจริงยิ่งขึ้นสำหรับมือโปรที่ตัดต่อวิดีโอและปรับแต่งรูปภาพ ทำงานแอนิเมชั่น 3D หรือปรับสี นอกจากนี้ Pro Display XDR ยังมาพร้อมเทคโนโลยีโพลาไรเซอร์ที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม จึงมีมุมในการมองจากด้านข้างที่กว้างมากโดยที่ยังแสดงสีสันได้ถูกต้อง ช่วยให้ผู้ใช้หลายคนสามารถดูคอนเทนต์ที่ถูกต้องสมจริงยิ่งขึ้นพร้อมกันได้ และ Pro Display XDR ยังมีการเคลือบผิวป้องกันแสงสะท้อนระดับชั้นนำของวงการที่ช่วยจัดการกับแสงสะท้อน อีกทั้งยังมีตัวเลือกใหม่แบบผิวด้านอันล้ำสมัยที่เรียกว่าพื้นผิวนาโน ซึ่งมีการสลักลายลงบนกระจกในระดับนาโนเมตรเพื่อให้การสะท้อนแสงอยู่ในระดับต่ำและมีแสงรบกวนสายตาน้อยลง

ช่วงไดนามิกที่สูงสุดขั้วช่วยให้คอนเทนต์ดูมีชีวิตชีวาPro Display XDR ยกระดับช่วงไดนามิกที่สูงอยู่แล้วให้สูงสุดขั้วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อให้สามารถแสดงผลได้ตรงกับที่ตาเห็นจริงๆ โดย Pro Display XDR ใช้ระบบแบ็คไลท์ชนิดตรงกับอาร์เรย์ LED ขนาดใหญ่ที่ให้ความสว่างเต็มหน้าจอ 1,000 นิต และมีความสว่างสูงสุดถึง 1,600 นิต เหนือกว่าจอภาพทั่วไปแบบเทียบไม่ติด นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมความร้อนอันล้ำสมัยที่ใช้อะลูมิเนียมลายตารางเป็นแผงระบายความร้อน Pro Display XDR จึงสามารถให้ความสว่างเต็มหน้าจอที่ 1,000 นิตได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด ซึ่งเป็นสิ่งที่จอภาพความละเอียดระดับนี้ไม่เคยทำได้มาก่อนในราคาระดับนี้ อีกทั้งยังมีอัตราส่วนคอนทราสต์สูงถึง 1,000,000:1 จึงแสดงภาพในส่วนไฮไลท์ได้สว่างสดใสแบบเห็นได้ชัด แสดงสีดำได้ดำสนิท และถ่ายทอดทุกรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน

ดีไซน์โมดูลาร์ที่ยืดหยุ่นและสวยสะดุดตาเพื่อการทำงานแบบมือโปรPro Display XDR มาพร้อมกระจกแบบขอบจรดขอบ และกรอบที่แคบเพียง 9 มม. ในตัวเครื่องอะลูมิเนียมที่สวยสะดุดตา เรียกว่าเป็นดีไซน์ที่โดดเด่นทั้งในด้านประโยชน์ใช้สอยและความยืดหยุ่น ส่วน Pro Stand ก็มีแขนยึดที่ออกแบบทางวิศวกรรมอย่างพิถีพิถันเพื่อถ่วงน้ำหนักกับจอภาพได้อย่างสมดุล จึงให้ความรู้สึกที่เรียกว่าแทบจะไร้น้ำหนัก ช่วยให้ผู้ใช้จัดวางจอภาพในตำแหน่งที่ต้องการได้ง่าย นอกจากนี้ Pro Stand ยังปรับได้ทั้งความเอียงและความสูง และยังทำให้หมุน Pro Display XDR เป็นแนวตั้งได้ด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับการทำงานหลายประเภทอย่างการแต่งรูป การออกแบบเว็บเพจ หรือการเขียนโค้ด และยังสามารถยึดติดหรือถอดออกได้ง่ายๆ อย่างรวดเร็วจึงสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้สะดวก ส่วนมือโปรที่ต้องการใช้ระบบยึดเฉพาะทาง ก็สามารถสับเปลี่ยนระหว่างอะแดปเตอร์สำหรับตัวยึด VESA กับ Pro Stand ได้ และยังสามารถใช้สาย Thunderbolt 3 เส้นเดียวเพื่อต่อ Pro Display XDR กับผลิตภัณฑ์ตระกูล Mac ได้ทุกรุ่น รวมถึง Mac Pro ซึ่งรองรับการใช้งานกับจอภาพสูงสุด 6 จอ รวมเป็นจำนวนพิกเซลสูงถึง 120 ล้านพิกเซล 

ราคาและการวางจำหน่ายMac Pro โฉมใหม่มีราคาเริ่มต้นที่ 5,999 เหรียญสหรัฐ และจะเปิดให้สั่งซื้อภายในปีนี้ Pro Display XDR มีราคาเริ่มต้นที่ 4,999 เหรียญสหรัฐ, Pro Stand มีราคา 999 เหรียญสหรัฐ และอะแดปเตอร์สำหรับตัวยึด VESA มีราคา199 เหรียญสหรัฐ โดยทั้งหมดจะเปิดให้สั่งซื้อภายในปีนี้ ดูข้อมูลทางเทคนิคเพิ่มเติม ตัวเลือกสำหรับการปรับแต่งตามสั่ง และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ที่ apple.com/mac-pro และ apple.com/pro-display-xdr

from:https://www.flashfly.net/wp/253864

iPadOS ระบบปฏิบัติการใหม่ขับเคลื่อนประสบการณ์สุดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อ iPad

หน้าจอโฮมใหม่ มัลติทาสก์ทรงพลัง วิธีใช้งาน Apple Pencil ใหม่ๆ และอีกมาก

 Apple® เผยตัวอย่าง iPadOS™ ระบบปฏิบัติการอันทรงพลังพร้อมกับชื่อใหม่เพื่อตอบรับประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปของ iPad® iPadOS ได้รับการพัฒนามาจากรากฐานเดียวกันกับ iOS เพิ่มความสามารถอันทรงพลังและคุณลักษณะที่เข้าใจง่ายใหม่ๆ เพื่อรองรับจอภาพขนาดใหญ่และความสามารถรอบด้านของ iPad โดยเฉพาะ เปิดตัววิธีใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกับแอพในหลายๆ หน้าต่างเห็นข้อมูลได้มากขึ้นบนหน้าจอโฮมที่ออกแบบใหม่ และวิธีใช้งาน Apple Pencil ที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น iPadOS ยังได้รับประโยชน์จากการอัพเดทใหม่ๆ ที่โดดเด่นใน iOS 13 อีกด้วย จึงทำให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้บริโภคและมืออาชีพผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์

“iPad เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนทำงานและแสดงความคิดสร้างสรรค์ และเราก็ยกระดับสิ่งเหล่านี้ขึ้นไปอีกขั้นด้วย iPadOS โดยการมอบความสามารถน่าตื่นเต้นต่างๆ ที่ใช้ประโยชน์จากหน้าจอวาดภาพขนาดใหญ่และความสามารถรอบด้านของ iPad” Craig Federighi รองประธานอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของ Apple กล่าว และ “iPadOS มอบคุณลักษณะที่น่าตื่นเต้น ได้แก่หน้าจอโฮมแบบใหม่พร้อมกับวิดเจ็ต มัลติทาสก์ทรงพลังยิ่งขึ้น และเครื่องมือใหม่ๆ ที่ทำให้การใช้งาน Apple Pencil เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น”

หน้าจอโฮมใหม่หน้าจอโฮมได้รับการออกแบบใหม่ด้วยโครงสร้างใหม่เพื่อให้แสดงแอพในแต่ละหน้าได้มากขึ้น ตอนนี้เป็นไปได้ที่จะเพิ่ม Today View (มุมมองวันนี้) ลงในหน้าจอโฮมแล้ว เพื่อช่วยให้เข้าถึงวิดเจ็ตได้อย่างรวดเร็วและเหลือบดูข้อมูลอย่างเช่นพาดหัวข่าว พยากรณ์อากาศ ปฏิทิน กิจกรรม เคล็ดลับ และอีกมาก 

ทำได้มากขึ้นกับ Split View (มุมมองแยก) และ Slide Over (เลื่อนเข้าออก)การอัพเดท Split View (มุมมองแยก) ทำให้ตอนนี้ผู้ใช้ iPad สามารถทำงานกับหลายๆ ไฟล์และเอกสารจากแอพเดียวกันในเวลาเดียวกัน หรือสามารถดูและสลับไปมาระหว่างแอพต่างๆ อย่างรวดเร็วใน Slide Over (เลื่อนเข้าออก) ได้แล้ว ตัวอย่างเช่นลูกค้าสามารถเขียนอีเมลในขณะที่ดูอีเมลอีกฉบับเคียงข้างกัน หรือเข้าถึงหลายๆ แอพเช่น Messages หรือ Calendar โดยเพียงแค่ปัดนิ้ว App Exposé (กางแอพ) ช่วยให้คุณสามารถดูหน้าต่างที่เปิดอยู่ของแอพใดแอพหนึ่งได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่แตะ

วิธีใช้งาน Apple Pencil ที่หลากหลายขึ้นApple Pencil กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากขึ้นของประสบการณ์ใช้งาน iPad ใน iPadOS ตอนนี้ลูกค้าสามารถขีดเขียนและส่งทั้งหน้าเว็บ เอกสาร หรืออีเมลบน iPad โดยการปัด Apple Pencil จากมุมของหน้าจอได้แล้ว จานเครื่องมือที่ออกแบบใหม่ช่วยให้สามารถเข้าถึงเครื่องมือ จานสี รูปทรง ยางลบวัตถุ ยางลบพิกเซลใหม่สำหรับลบส่วนใดก็ตามของเส้นขีด และไม้บรรทัดสำหรับวาดเส้นตรงที่สมบูรณ์แบบ Apple Pencil ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เพราะใช้อัลกอริธึมคาดการณ์ขั้นสูงและการปรับค่าที่เหมาะสมที่สุด เพื่อลดความหน่วงในระดับชั้นนำของอุตสาหกรรมให้ต่ำลงไปอีกที่ 9 มิลลิวินาที

แอพ Files ที่ทรงพลังยิ่งขึ้นแอพ Files คือศูนย์กลางสำหรับเข้าถึงและจัดการเอกสารอย่างรวดเร็ว และการรองรับการแชร์โฟลเดอร์ผ่าน iCloud Drive ที่มาพร้อมกับ iPadOS ก็ยิ่งทำให้แอพนี้ทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีก ทุกคนที่มีสิทธิ์เข้าถึงโฟลเดอร์ที่แชร์ไว้จะเห็นโฟลเดอร์นั้นใน iCloud Drive และจะสามารถเข้าถึงเวอร์ชั่นล่าสุดได้เสมอ iPadOS ยังรองรับไดรฟ์ภายนอกอีกด้วย เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถเสียบไดรฟ์ USB การ์ด SD หรือลงชื่อเข้าใช้เซิร์ฟเวอร์ไฟล์ SMB ได้อย่างง่ายดาย ทั้งหมดนี้มีอยู่ในแอพ Files Column View (มุมมองคอลัมน์) ใหม่พร้อมภาพตัวอย่างความละเอียดสูงช่วยผู้ใช้สำรวจไดเรกทอรี ในขณะที่การรองรับ Quick Actions (การดำเนินการด่วน) อย่างเช่นการขีดเขียน การหมุน และการสร้าง PDF ทำให้การทำงานบน iPad เป็นเรื่องง่าย iPadOS ยังปล่อยที่เก็บข้อมูลในเครื่อง การบีบอัดและแตกไฟล์ ZIP และปุ่มลัดคีย์บอร์ดใหม่ๆ อีกด้วย 

ท่องเว็บราวกับใช้เดสก์ท็อปกับ Safari Safari® ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมบน iPad iPadOS จะแสดงผลเว็บไซต์ในเวอร์ชันเดสก์ท็อปโดยอัตโนมัติ ปรับขนาดให้เหมาะสมกับจอภาพของ iPad และปรับการตอบสนองให้เหมาะกับหน้าจอสัมผัสที่สุด ดังนั้นเว็บแอพอย่างเช่นGoogle Docs, Squarespace และ Wordpress จึงทำงานได้ดีเยี่ยมใน Safari บน iPad Safari ยังรองรับคุณลักษณะใหม่ๆ ที่สำคัญอีกด้วย อย่างเช่นตัวจัดการการดาวน์โหลด ปุ่มลัดคีย์บอร์ดใหม่ 30 ตัว และการปรับปรุงการจัดการแท็บ

 ปรับปรุงการแก้ไขข้อความการแก้ไขข้อความบน iPad ได้รับการอัพเดทที่สำคัญพร้อมกับ iPadOS จึงทำให้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้นที่จะชี้ด้วยความแม่นยำและด้วยความเร็วที่สูงขึ้น ปัดเพื่อเลือกข้อความ และใช้คำสั่งนิ้วแบบใหม่เพื่อตัด คัดลอก วาง และเลิกทำ

 
คุณลักษณะเพิ่มเติมของ iPadOS

  • Dark Mode (โหมดมืดเปลี่ยนสีพื้นทั่วทั้งระบบเป็นสีดำมืด เพื่อถนอมสายตาในสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย
  • ติดตั้ง Custom Font (แบบอักษรที่ทำขึ้นเองไว้ใช้งานทั่วทั้งระบบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างเอกสารที่สวยงามบน iPad แบบอักษรจากผู้ค้ารายเล็กและรายใหญ่เช่น Adobe, DynaComware, Monotype, Morisawa และ Founder จะวางจำหน่ายใน App Store®
  • คีย์บอร์ดลอยแบบใหม่ประหยัดพื้นที่และรองรับ QuickPath ที่ทำให้การพิมพ์ด้วยมือเดียวง่ายขึ้นและเหลือพื้นที่ไว้แสดงแอพมากขึ้น ลูกค้าสามารถหยิกนิ้วเพื่อเปิดใช้งานคีย์บอร์ดลอยและลากไปที่ใดก็ได้บนหน้าจอ  
  • Photos จัดระเบียบคลังรูปภาพโดยคัดสรรรูปภาพที่ดีที่สุด ซ่อนความไม่เป็นระเบียบและรูปภาพที่คล้ายกันโดยอัตโนมัติเพื่อแสดงเหตุการณ์สำคัญจากวัน เดือน หรือปีที่ผ่านมา การตัดแต่งภาพใช้งานง่ายยิ่งขึ้นด้วยเครื่องมือใหม่ที่นำไปใช้ ปรับแต่ง และตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และความสามารถการตัดแต่งภาพเกือบทั้งหมดก็มีให้ใช้งานสำหรับการตัดต่อวิดีโอเช่นกัน
  • Sign In with Apple (ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple) เป็นวิธีลงชื่อเข้าใช้แอพและเว็บไซต์ด้วย Apple ID ที่รวดเร็ว ง่ายดาย และเป็นส่วนตัว
  • Maps มีแผนที่ฐานใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากศูนย์ Look Around (มองไปรอบๆ) เมืองด้วยภาพถ่ายระดับถนนที่สวยงามโดยใช้การถ่ายภาพ 3 มิติความละเอียดสูง Collections (สถานที่ที่เก็บสะสมไว้) สำหรับวิธีการใหม่ๆในการแชร์ร้านอาหาร ร้านค้า หรือจุดหมายปลายทาง และ Favorites (สถานที่โปรด) สำหรับการนำทางไปยังสถานที่ไปบ่อยอย่างรวดเร็ว1
  • การปรับปรุงสมรรถนะต่างๆทำให้ทั้งระบบตอบสนองเร็วขึ้น เช่นการปลดล็อคแบบ Face ID เร็วขึ้น และวิธีใหม่ในการทำแพคเกจแอพ iPad บน App Store ซึ่งช่วยลดขนาดของไฟล์ดาวน์โหลดลงสูงสุดถึง 50เปอร์เซ็นต์ ทำให้ไฟล์อัพเดทแอพมีขนาดเล็กลงสูงสุดถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และส่งผลให้เปิดแอพได้เร็วขึ้นเป็นสองเท่า

ความพร้อมในการใช้งานสมาชิกโครงการนักพัฒนาของ Apple สามารถดาวน์โหลด iPadOS รุ่นตัวอย่างสำหรับนักพัฒนาได้ที่ developer.apple.com ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนผู้ใช้ iPadOS จะสามารถเข้าร่วมโปรแกรม Public Beta ได้ในภายหลังในเดือนนี้ที่ beta.apple.com iPadOS จะปล่อยให้อัพเดทฟรีในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้สำหรับ iPad Air 2 และใหม่กว่า, iPad Pro ทุกรุ่น, iPad รุ่นที่ 5 และใหม่กว่า และ iPad mini 4 และใหม่กว่า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเข้าไปที่apple.com/ith/pados/ipados-preview คุณสมบัติต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงได้ คุณสมบัติบางอย่างอาจใช้ไม่ได้ในบางภูมิภาคหรือบางภาษา
แผนที่ใหม่มีให้ใช้งานแล้วในบางเมืองและบางรัฐ และจะทยอยปล่อยให้ใช้งานทั่วสหรัฐอเมริกาภายในสิ้นปี 2019 และในหลายประเทศในปี 2020 

from:https://www.flashfly.net/wp/253850

Apple เผยตัวอย่าง iOS 13 ก่อนเปิดให้ใช้จริงเร็วๆนี้ พบกับ Dark Mode, คุณสมบัติของกล้องและรูปภาพขั้นสูง, Sign In with Apple และการใช้งานแผนที่แบบใหม่หมด

วันนี้ Apple® เผยตัวอย่าง iOS 13 ที่จะมาเพิ่มลุคใหม่อันโดดเด่นให้กับ iPhone® ด้วย Dark Mode และวิธีใหม่ๆ ในการค้นหาและแก้ไขรูปภาพ การลงชื่อเข้าใช้ในแอพและเว็บไซต์ และการสำรวจโลกด้วยแผนที่แบบใหม่หมด iOS 13 ทำงานได้เร็วขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพทั้งระบบซึ่งช่วยให้การเปิดแอพรวดเร็วขึ้น ลดขนาดของแอพที่ดาวน์โหลด และทำให้ Face ID®เร็วขึ้นกว่าเดิม 

“iOS 13 นำความสามารถใหม่ๆ มาสู่แอพที่คุณใช้งานเป็นประจำทุกวัน ด้วยการอัพเดทหลายรูปแบบในแอพรูปภาพและแผนที่ เพิ่มคุณสมบัติที่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวอย่าง Sign In with Apple ทั้งหมดนี้มาพร้อมประสิทธิภาพที่รวดเร็วกว่าเดิม” Craig Federighi รองประธานอาวุโสฝ่าย Software Engineering ของ Apple กล่าว “เราดีใจที่ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่บน iPhone ภายในปีนี้ และอยากให้พวกเขาได้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างดูดีแค่ไหนใน Dark Mode”

Dark Mode: ลุคใหม่อันโดดเด่นสำหรับ iPhone

iPhone มาพร้อมลุคใหม่สวยๆ ด้วย Dark Mode ซึ่งเป็นโทนสีมืดแบบใหม่ที่ใช้งานได้ทั่วทั้งระบบและในแอพที่มาพร้อมเครื่องทั้งหมด Dark Mode จะช่วยให้ทุกสิ่งทุกอย่างบนหน้าจอดูยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเดิมโดยเฉพาะในที่ที่มีแสงน้อย Dark Mode เปิดให้นักพัฒนาแอพภายนอกนำไปผสานรวมกับแอพของพวกเขาได้และยังสามารถตั้งให้เปิดทำงานโดยอัตโนมัติหลังพระอาทิตย์ตกดินหรือเวลาใดก็ได้

แอพรูปภาพใช้การเรียนรู้ของระบบที่มาพร้อมเครื่องในการปรับแต่งคลังรูปภาพทั้งคลังให้ไฮไลท์รูปภาพที่ดีที่สุด ซ่อนสิ่งรบกวนและรูปภาพที่ซ้ำกันโดยอัตโนมัติเพื่อแสดงเหตุการณ์สำคัญของวันก่อนหน้า เดือนที่แล้ว หรือปีที่แล้ว รูปภาพและวิดีโอได้รับการจัดระเบียบอย่างชาญฉลาด ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหา สำรวจ และย้อนสู่ช่วงเวลาโปรดได้ง่ายดายยิ่งกว่าที่เคย อีกทั้งยังมีการเล่นวิดีโอแบบอัตโนมัติที่จะปลุกให้คลังรูปภาพมีชีวิตขึ้นมาอีกด้วย

ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรูปภาพได้หลากหลายและง่ายดายกว่าเดิมด้วยเครื่องมือใหม่ที่ใช้งานและปรับแต่งง่าย แถมยังดูผลงานได้ในพริบตา เพียงแค่ปัดครั้งเดียวก็สามารถเพิ่มหรือลดเอฟเฟ็กต์เพื่อทำให้รูปภาพสมบูรณ์แบบได้ ช่างภาพจึงสามารถใส่ความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้นและแต่งเติมรูปภาพได้ตามความต้องการ และเครื่องมือการปรับแต่งรูปภาพส่วนใหญ่ใน iOS 13 สามารถใช้ตัดต่อวิดีโอได้แล้ว ผู้ใช้จึงสามารถหมุน ครอบตัด หรือใส่ฟิลเตอร์ได้เลยจากแอพรูปภาพ

นอกจากนี้ iOS 13 ยังเพิ่มการปรับแต่งการจัดแสงภาพถ่ายบุคคลลงในแอพกล้องอีกด้วย โดยสามารถเลื่อนแสงให้เข้าใกล้ตัวแบบมากขึ้นได้แบบเสมือนจริงซึ่งจะช่วยให้ดวงตาดูคมชัดและใบหน้าของตัวแบบดูสว่างและเรียบเนียน หรือเลื่อนแสงให้ห่างออกไปเพื่อสร้างลุคที่ดูนุ่มนวล ไร้ที่ติ เอฟเฟ็กต์ High-Key Mono ใหม่ช่วยสร้างลุคที่ดูสวยงามในเฉดสีที่ใกล้เคียงกันสำหรับรูปภาพในโหมดภาพถ่ายบุคคล

Sign In with Apple ทั้งรวดเร็วง่ายดายและเป็นส่วนตัวApple เปิดตัววิธีการใหม่ในการลงชื่อเข้าใช้ในแอพและเว็บไซต์อย่างเป็นส่วนตัว ง่ายดาย และรวดเร็วยิ่งกว่าที่เคย เพียงแค่ใช้ Apple ID ลูกค้าก็สามารถยืนยันตัวตนได้แล้วโดยไม่ต้องใช้บัญชีโซเซียลมีเดีย กรอกแบบฟอร์มยืนยันความถูกต้องของอีเมลหรือเลือกรหัสผ่าน และ Apple จะช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของลูกค้าด้วยการมอบ ID แบบสุ่มที่ไม่ซ้ำกันให้แก่นักพัฒนา แม้แต่ในกรณีที่นักพัฒนาสอบถามชื่อและที่อยู่อีเมล ผู้ใช้ก็สามารถเลือกที่จะเก็บที่อยู่อีเมลไว้เป็นความลับแล้วให้ข้อมูลที่อยู่อีเมลแบบสุ่มที่ไม่ซ้ำกันไปแทนได้ Sign In with Apple ช่วยให้ผู้ใช้ยืนยันตัวตนได้อย่างง่ายดายผ่าน Face ID หรือ Touch ID และยังมีการตรวจสอบสิทธิ์สองปัจจัยในตัวเครื่องที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้อีกระดับด้วย Apple ไม่ได้ใช้ Sign In with Apple เพื่อเก็บข้อมูลลูกค้าหรือกิจกรรมในแอพ 

ประสบการณ์แอพแผนที่แบบใหม่หมดแอพแผนที่บน Apple ช่วยให้ผู้คนหลายล้านคนได้สำรวจและค้นพบสถานที่ต่างๆ บนโลก ทั้งยังช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวให้ผู้ใช้ไปพร้อมๆ กัน หลังจากการขับรถสำรวจกว่า 4 ล้านไมล์เพื่อสร้างแผนที่ฐานใหม่หมดตั้งแต่ต้น Apple ก็พร้อมมอบประสบการณ์แผนที่แบบใหม่ที่ครอบคลุมถนนหลายสายมากขึ้น มีข้อมูลทางเท้าที่ดียิ่งขึ้น ข้อมูลที่อยู่ที่แม่นยำกว่าเดิม และข้อมูลผืนดินแบบละเอียดยิ่งขึ้น แผนที่ใหม่พร้อมให้ใช้งานแล้วในเมืองและรัฐบางแห่ง และจะเปิดให้ใช้ทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาภายในปี 2019 และปี 2020 สำหรับประเทศอื่นๆ

คุณสมบัติ Look Around ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยฐานแผนที่และรูปถ่าย 3 มิติความละเอียดสูงช่วยแสดงภาพมุมมองถนนอันงดงามของเมืองหนึ่งพร้อมการเปลี่ยนรูปภาพแบบต่อเนื่องและลื่นไหล iOS 13 เพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ ลงในแอพแผนที่ ไม่ว่าจะเป็น Collections ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแชร์ ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว หรือแหล่งช้อปปิ้งที่ตนโปรดปรานกับเพื่อนๆ ได้ และ Favorites สำหรับการนำทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ไปบ่อย เช่น บ้าน ที่ทำงาน ยิม หรือโรงเรียนได้ทันทีด้วยการแตะจากหน้าแรกของแอพ

คุณสมบัติเพิ่มเติมใน iOS 13 

  • เตือนความจำมาในลุคใหม่และมาพร้อมความสามารถอันชาญฉลาดในการสร้างและแก้ไขรายการแจ้งเตือน รวมถึงการจัดระเบียบและติดตามรายการแจ้งเตือนได้หลากหลายวิธียิ่งขึ้น แถบเครื่องมือด่วนช่วยให้ผู้ใช้เพิ่มเวลา วันที่ สถานที่ และธงได้ง่ายขึ้น หรือจะเพิ่มเอกสารแนบก็ได้ นอกจากนี้ยังใช้งานร่วมกับแอพข้อความได้ดียิ่งขึ้น ผู้ใช้จะสามารถแท็กคนอื่นในการเตือนความจำได้อย่างง่ายดาย และรายการจะแสดงขึ้นมาเมื่อผู้ใช้ส่งข้อความหาผู้ที่อยู่ในแท็ก
  • ข้อความสามารถแชร์ชื่อและรูปภาพของผู้ใช้ รวมถึง Memoji ™หรือ Animoji® แบบปรับแต่งได้โดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้ระบุได้ทันทีว่าใครอยู่ในบทสนทนาบ้าง Memoji ถูกเปลี่ยนให้เป็นชุดสติ๊กเกอร์ที่มาพร้อมคีย์บอร์ด iOS โดยอัตโนมัติ จึงใช้งานได้ในแอพข้อความ เมล และแอพอื่นๆ Memoji ยังมาพร้อมทรงผมใหม่ เครื่องประดับศีรษะ เครื่องสำอาง เครื่องประดับและการเจาะร่างกายแบบต่างๆ 
  • Siri® มาพร้อมเสียงใหม่ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นและคำสั่งลัด Siri รองรับ Suggested Automations แล้ว คุณสมบัตินี้จะช่วยแนะนำกิจวัตรประจำวันที่ปรับแต่งให้เป็นส่วนตัวมากขึ้น เช่น การเดินทางไปทำงานหรือไปยิม
  • CarPlay® ได้รับการอัพเดทแดชบอร์ดใหม่ครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งตอนนี้สามารถดูเพลง แผนที่ และอีกมากมายได้แล้วในมุมมองเดียว อีกทั้งยังมีแอพปฏิทินใหม่และการรองรับ Siri สำหรับการนำทางและแอพฟังเพลงของบริษัทอื่นอีกด้วย
  • HomePod™ สามารถแยกแยะเสียงของผู้ใช้จากเสียงของคนอื่นๆ ในบ้านได้แล้ว จึงสามารถทำตามคำขอแบบส่วนบุคคลได้ รวมถึงการส่งข้อความ การฟังเพลง และอื่นๆ รายการวิทยุสดให้ Siri เข้าถึงสถานีวิทยุกว่า100,000 สถานีจาก iHeartRadio, radio.com และ TuneIn นอกจากนี้ยังมีตัวตั้งเวลาหยุดเล่นใหม่ที่จะช่วยปิดเพลงตามเวลาที่กำหนดไว้ได้ Handoff® ช่วยให้ผู้ใช้ย้ายเพลง พ็อดคาสต์ หรือการสนทนาทางโทรศัพท์ไปยัง HomePod เมื่อกลับถึงบ้านได้อย่างง่ายดาย
  • AirPods® ช่วยให้ Siri อ่านข้อความที่เข้ามาได้ทันทีจากแอพข้อความที่มาพร้อมเครื่องหรือแอพข้อความอื่นๆ ที่ใช้งานร่วมกับ Siri Kit™ ได้ คุณสมบัติการแชร์เสียงใหม่ช่วยให้ผู้ใช้ชมภาพยนตร์หรือแชร์เพลงกับเพื่อนได้อย่างง่ายดายเพียงแค่นำหูฟังอีกคู่มาไว้ใกล้ๆ กับ iPhone หรือ iPad®
  • การควบคุมด้วยเสียงมอบประสบการณ์ใหม่อันทรงพลังให้ผู้ใช้สามารถควบคุม iPhone, iPad หรือ ​Mac® ด้วยเสียงเพียงอย่างเดียวได้แล้ว นอกจากนี้ เทคโนโลยีการรู้จำคำพูดใหม่ล่าสุดของ Siri ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนคุณสมบัตินี้ยังช่วยให้ผู้ใช้ถอดเสียงและแก้ไขข้อความได้แม่นยำยิ่งกว่าเดิม1
  • โน้ตมาพร้อมมุมมองแกลเลอรี่ใหม่ การผสานรวมกับโฟลเดอร์ที่แชร์อย่างทรงพลังยิ่งกว่าเดิม รวมถึงเครื่องมือค้นหาและตัวเลือกรายการตรวจสอบใหม่
  • QuickPath ช่วยให้การพิมพ์แบบมือเดียวบนคีย์บอร์ด iOS เป็นไปอย่างง่ายดายด้วยการปัดนิ้วผ่านตัวอักษรของคำที่ต้องการพิมพ์2
  • การแก้ไขตัวอักษรที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ช่วยให้ผู้ใช้เลื่อนเอกสาร ขยับเคอร์เซอร์ และเลือกตัวอักษรที่ต้องการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น  
  • แอพไฟล์มาพร้อมความสามารถในการแชร์โฟลเดอร์กับ iCloud Drive® และการเข้าถึงไฟล์จากอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกอย่างการ์ด SD และแฟลชไดร์ฟ USB 
  • สุขภาพช่วยให้ผู้ใช้ติดตามสุขภาพการได้ยินและเพิ่มวิธีใหม่ๆ ในการติดตาม แสดงผลด้วยภาพ และคาดการณ์รอบการมีประจำเดือนของผู้หญิงได้
  • บริการหาตำแหน่งที่ตั้งมาพร้อมการควบคุมใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้มีตัวเลือกเพิ่มเติมในการแชร์ตำแหน่งที่ตั้งกับแอพ รวมถึงตัวเลือกใหม่ในการแชร์ตำแหน่งที่ตั้งแบบหนึ่งครั้ง และข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อแอพกำลังใช้งานตำแหน่งที่ตั้งอยู่เบื้องหลัง 
  • การปรับปรุงประสิทธิภาพเพิ่มเติมทำให้ทั้งระบบตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อคด้วย Face ID ที่รวดเร็วกว่าเดิม และวิธีการจัดแพ็คเกจแอพ iPhone แบบใหม่บน App Store® ที่ช่วยให้ขนาดดาวน์โหลดของแอพลดลงถึง 50% ช่วยให้การอัพเดทแอพเล็กลงกว่า 60% ซึ่งส่งผลให้การเปิดแอพเร็วขึ้นถึงสองเท่าอีกด้วย

การดาวน์โหลดและอัพเดท

สมาชิกโครงการนักพัฒนาของ Apple สามารถดาวน์โหลด iOS 13 รุ่นตัวอย่างสำหรับนักพัฒนาได้ที่ developer.apple.com ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนผู้ใช้ iOS จะสามารถเข้าร่วมโปรแกรม Public Beta ได้ในภายหลังในเดือนนี้ที่ beta.apple.com คุณสมบัติใหม่ของซอฟต์แวร์จะใช้งานได้ภายในปีนี้ในรูปแบบของการอัพเดทซอฟต์แวร์ฟรีสำหรับ iPhone 6s ขึ้นไป และจะเปิดให้ดาวน์โหลดพร้อมกับ iPadOS สำหรับ iPad Air 2 ขึ้นไป, iPad Pro ทุกรุ่น, iPad รุ่นที่ 5 ขึ้นไป และ iPad mini 4 ขึ้นไป iPadOS จะมาพร้อมความสามารถใหม่ๆ และคุณสมบัติที่ใช้งานง่ายซึ่งใช้ประโยชน์จากรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ iPad หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่apple.com/th/ios/ios-13-preview and apple.com/th/ipados/ipados-preview คุณสมบัติต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงได้ คุณสมบัติบางอย่างอาจใช้ไม่ได้ในบางภูมิภาคหรือบางภาษา
เสียงใหม่ของ Siri, คุณสมบัติการปรับแต่งให้เป็นส่วนตัวบน HomePod และการควบคุมเสียงมีให้ใช้งานในภาษาอังกฤษเท่านั้นQuickPath อาจไม่มีให้บริการในบางภาษา 

from:https://www.flashfly.net/wp/253829