คลังเก็บป้ายกำกับ: WORK_FROM_HOME

Udemy เว็บเรียนออนไลน์เผยสถิติทักษะสำคัญช่วง Work From Home: การสื่อสาร-ผู้นำมาแรงสุด

Udemy เว็บไซต์เรียนออนไลน์เปิดเผยสถิติทักษะมาแรงช่วงทำงานที่บ้าน (Work From Home) ประจำปี 2021 พบว่าทักษะการสื่อสาร และความเป็นผู้นำมาแรงที่สุด มีความต้องการเพิ่มขึ้นนับพันเปอร์เซ็นต์

ภาพจาก Shutterstock

ในปี 2020 ที่ผ่านมา รวมถึงในปีนี้ การทำงานที่บ้าน (Work From Home) ยังคงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ต้องปรับตัวเข้ากับการทำงานที่บ้าน ซึ่งสิ่งที่จำเป็นคือ การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่มีความจำเป็นกับการทำงาน

Udemy for Business เว็บไซต์สำหรับเรียนออนไลน์ในเชิงธุรกิจ ได้เปิดเผยข้อมูลความนิยมในการเรียนรู้ทักษะต่างๆ ในปี 2020 โดยพบว่าทักษะเป็น Soft Skill หรือทักษะที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรง แต่มีผลต่อการทำงานได้รับความนิยมมากขึ้น โดยสามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้

กลุ่มทักษะการสื่อสาร

    • ทักษะการฟัง (Listening Skills) เติบโต 1,650%
    • ทักษะการสื่อสารเพื่อธุรกิจ (Business Communication) เติบโต 1,585%
    • ทักษะการเขียนเพื่อธุรกิจ (Business Writing) เติบโต 1,371%
    • มารยาททางธุรกิจ (Business Etiquette) เติบโต 1,286%
    • การจัดการกับความขัดแย้ง (Conflict Management) เติบโต 890%
    • ทักษะการแสดงความคิดเห็นระหว่างบุคคล (Interpersonal Feedback) เติบโต 686%

การเติบโตของความต้องการในกลุ่มทักษะการสื่อสาร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานในสำนักงาน ไปสู่การทำงานที่บ้าน (หรือทำงานที่ไหนก็ได้) เพราะคนต้องการสื่อสารให้ดียิ่งขึ้น และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่เกิดจากความเข้าใจผิดในการสื่อสาร

กลุ่มทักษะความเป็นผู้นำ

    • ความหลากหลาย (Diversity and Inclusion) เติบโต 1,259%
    • ทักษะการตัดสินใจ (Decision Making) เติบโต 1,240%
    • ทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) เติบโต 848%
    • ทักษะการให้การสนับสนุน (Facilitation) เติบโต 816%
    • ทักษะการทำงานเป็นทีม (Teamwork) เติบโต 812%
    • การตระหนักรู้ทางวัฒนธรรม (Cultural Awareness) เติบโต 708%

ทักษะในกลุ่มความเป็นผู้นำ ส่วนใหญ่แล้วเป็นทักษะที่พนักงานในระดับผู้จัดการนิยมเรียนรู้มากที่สุด โดยในปี 2020 นี้ ทักษะที่เกี่ยวกับความหลากหลายกำลังมาแรง จากประเด็นทางสังคมในปี 2020 อย่างไรก็ตามพนักงานทั่วไปก็มีแนวโน้มสนใจเรียนรู้ทักษะความเป็นผู้นำมากขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาการตัดสินใจของตัวเอง

ทักษะที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือนิสัยในการทำงาน

    • การบริหารจัดการเวลา (Time Management) เติบโต 990%
    • การสร้างแรงกระตุ้นในการทำงาน (Motivation) เติบโต 855%
    • การสร้างสมาธิกับการทำงาน (Focus Mastery) เติบโต 810%
    • วินัยในตนเอง (Self-Discipline) เติบโต 791%
    • ทักษะความจำ (Memory) เติบโต 679%
    • การบรรลุเป้าหมาย (Goal Achievement) เติบโต 581%

นอกจากทักษะการสื่อสาร และความเป็นผู้นำที่จำเป็นสำหรับการทำงานที่บ้านแล้ว ทักษะที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือการเรียนรู้นิสัยการทำงานที่ดีก็ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน เนื่องจากในช่วงเวลาการทำงานที่บ้านต้องเจอกับสิ่งรบกวนต่างๆ มากกว่าปกติ รวมถึงต้องการจัดการกับเวลาทั้งเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัวให้ชัดเจน

ส่วนทักษะอื่นๆ นอกเหนือจากทักษะทั้ง 3 กลุ่มข้างต้นนี้แล้ว Udemy ยังพบด้วยว่า ระหว่างปี 2019-2020 การเรียนคอร์สการจัดการกับความกังวล เพิ่มขึ้นกว่า 4,000%

ที่มา – cnbc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Udemy เว็บเรียนออนไลน์เผยสถิติทักษะสำคัญช่วง Work From Home: การสื่อสาร-ผู้นำมาแรงสุด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/popular-skills-during-work-from-home-udemy/

Spotify ประกาศนโยบาย “พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้” Work from Anywhere อย่างถาวร

ภาพสำนักงานของ Spotify ในสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน – ภาพจาก Spotify

Spotify เป็นบริษัทเทคโนโลยีรายล่าสุดที่ประกาศนโยบาย “ทำงานจากที่ไหนก็ได้” (Work from Anywhere = WFA) เป็นการถาวร

บริษัทเทคโนโลยีหลายรายเริ่มนโยบายนี้กันมาก่อนแล้ว หลังสถานการณ์ COVID-19 ในปี 2020 บีบให้บริษัทจำนวนมากต้องสั่งพนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home = WFH) หลังจากนั้นบริษัทบางแห่งประกาศให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้อย่างถาวร เช่น Twitter ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีบางรายอย่าง Google หรือ Facebook ยังแบ่งรับแบ่งสู้ โดยใช้วิธียืดระยะเวลากลับมาออฟฟิศไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์

Spotify เป็นบริษัทล่าสุดที่ตัดสินใจให้ทำงานจากที่ไหนก็ได้อย่างถาวร บริษัทระบุว่าพนักงานจะทำงานจากบ้านหรือออฟฟิศก็ได้ รวมถึงจากภูมิภาคไหนก็ได้ บริษัทจะเปลี่ยนกรอบวิธีคิดมาเป็น distributed-first ถือว่าพนักงานจะอยู่นอกออฟฟิศเป็นหลัก

Spotify บอกว่าแนวคิด WFA ประกอบด้วยเหตุผล 4 ข้อคือ

  • “งาน” คือสิ่งที่พนักงานลงมือทำ ไม่ใช่สิ่งของที่อยู่ในออฟฟิศแล้วต้องเดินทางมาหา
  • การวัดผลงาน ไม่ใช่วัดจากระยะเวลาที่อยู่ในออฟฟิศ ดังนั้นให้พนักงานเป็นคนเลือกว่าทำงานที่ไหนจะได้ผลดีที่สุดดีกว่า
  • ความยืดหยุ่นในการเลือกสถานที่ทำงาน ยังช่วยแก้ปัญหาสมดุล work-life balance, แก้ปัญหาพนักงานลาออก และเพิ่มโอกาสการจ้างพนักงานใหม่ๆ ด้วย
  • แนวคิด distributed-first จะบีบให้บริษัทปรับวิธีการสื่อสาร วิธีการทำงานภายใน ให้เหมาะสมกับพนักงานที่อยู่นอกออฟฟิศ

Spotify ยอมรับว่านโยบาย Work from Anywhere จะส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมองค์กรในออฟฟิศ (in-office culture) แต่ชั่งน้ำหนักแล้วก็ยังเลือกทางนี้ และเตรียมพร้อมปรับวัฒนธรรมองค์กรให้เหมาะกับการทำงานทางไกลในอนาคตต่อไป

ที่มา – Spotify

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Spotify ประกาศนโยบาย “พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้” Work from Anywhere อย่างถาวร first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/spotify-work-from-anywhere/

บริษัทอังกฤษส่งข้าวกล่องให้พนักงานฟรีๆ ถึงบ้าน กระตุ้นให้พักเที่ยงช่วง Work From Home

อาหารหนึ่งในเครื่องมือสร้างวัฒนธรรมองค์กร เชื่อมความสัมพันธ์ของพนักงาน บริษัทสัญชาติอังกฤษหลายแห่งส่งข้าวกลางวันให้พนักงานกินฟรีๆ ถึงบ้านช่วงทำงาน Work From Home เป็นการบังคับให้พนักงานพักผ่อนไม่ทำงานจนลืมเวลา

หนึ่งในปัญหาสุดคลาสสิกของผู้ที่ทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) คือการทำงานจนลืมเวลาพักกลางวัน บางคนกว่าจะกินข้าวก็เลยเวลาทานอาหารไปแล้ว หรือบางคนนั่งกินอาหารกลางวันหน้าคอม และทำงานไปด้วยพร้อมๆ กัน

พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากความลืมเวลา ไม่ยอมพักผ่อนระหว่างวันย่อมส่งผลต่อสุขภาพอย่างแน่นอน ซึ่งบริษัทสัญชาติอังกฤษหลายแห่งต้องการที่จะแก้ไขปัญหานี้ ด้วยการใช้อาหารกลางเป็นสิ่งกระตุ้นให้พนักงานไม่ทำงานหนักจนลืมเวลาพัก

บริษัทอังกฤษ ส่งข้าวกลางวันถึงบ้านฟรีๆ กระตุ้นให้พนักงานพักผ่อน

Wealthsimple บริษัทด้านการลงทุนสัญชาติอังกฤษ ยอมจ่ายเงินค่าอาหารกลางวันแบบกล่องและส่งถึงมือพนักงานทุกคนทั่วลอนดอนในช่วงพักกลางวัน เพื่อกระตุ้นให้พนักงานพักผ่อน และร่วมทานอาหารด้วยกันในขณะประชุมออนไลน์ โดยเรียกกิจกรรมนี้ว่า “Zoom Lunch”

กิจกรรม Zoom Lunch ของ Wealthsimple ทำขึ้นเพื่อให้พนักงานได้พูดคุย และมีปฎิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างช่วงพักกลางวันผ่านแอปพลิเคชัน Zoom ซึ่งพนักงานคนหนึ่งที่เพิ่งจะย้ายมาทำงานกับ Wealthsimple ก่อนที่โควิด-19 จะระบาดได้ไม่นาน เล่าว่า การกินข้าวกลางวันด้วยกันผ่าน Zoom ทำให้เธอได้สร้างความเป็นมิตรร่วมกับพนักงานในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้

ทำงานที่บ้าน ทานอาหารคนเดียว ไม่ได้คุยกับใคร

อาหารเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญของวัฒนธรรมการทำงานในแต่ละวัน อาหารเปิดโอกาสให้พนักงานได้ลุกออกโต๊ะ หรือพื้นที่ทำงาน และมีปฎิสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งในช่วงเวลาปกติเราสามารถพักกลางวันด้วยการเดินไปโรงอาหาร ไปร้านกาแฟ หรือร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ ที่ทำงานได้ แต่ในช่วงที่จำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน กิจกรรมการทานอาหารกับเพื่อนร่วมงานจึงหายไป

นอกเหนือจากการส่งอาหารกลางวันให้พนักงานแบบฟรีๆ แล้วให้พนักงานทานอาหารด้วยกันผ่านแอปพลิเคชัน Zoom แล้ว บริษัทอื่นๆ ก็นำอาหารมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความผ่อนคลายระหว่างการทำงานที่บ้านด้วยเช่นกัน

บางบริษัทยังคงอุดหนุนสวัสดิการค่าอาหารให้กับพนักงานแม้พนักงานจะไม่ต้องเข้ามาทำงานที่สำนักงานก็ตาม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการอุดหนุนสวัสดิการค่าอาหารให้กับพนักงานจะเป็นการสร้างแรงดึงดูดให้พนักงานรู้สึกว่าบริษัทเป็นสถานที่ที่น่าทำงานมากขึ้น

นอกจากนี้บริษัทด้านการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดการแห่งหนึ่งของอังกฤษยังบอกด้วยว่า อาหารกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ทำให้พนักงานมีความสุขในขณะการทำงาน

อาหารกลางวัน เครื่องมือสร้างปฎิสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน

พนักงานบางคนเล่าว่า การแบ่งปันสิ่งอยู่ในกระแสมักเกิดขึ้นในระหว่างการทานอาหาร เพราะการทานอาหารเป็นช่วงเวลาที่มีบรรยากาศแบบไม่เป็นทางการ ดังนั้นผู้บริหารองค์กรมักใช้ช่วงเวลาระหว่างมื้ออาหารในการสร้างปฎิสัมพันธ์กับผู้คน ส่วนในมุมของนักจิตวิทยา การพูดคุยกันระหว่างทานอาหารกลางวัน จะช่วยสร้างความเชื่อใจระหว่างพนักงานได้ด้วย

นอกจากในมุมมองของบริษัทแล้ว การส่งอาหารกลางวันให้พนักงานทานช่วงเวลาพักกลางวันยังมีประโยชน์อื่นๆ อีก ในมุมมองของนักโภชนาการ

ทำงานที่บ้าน ทานอาหารได้หลากหลายขึ้นกว่าเดิม

Laura Clark นักโภชนาการชาวอังกฤษ เผยว่า ทุกๆ บริษัทควรเตือนพนักงานให้พักเพื่อทานอาหารกลางวัน ไม่ว่าพนักงานจะทำงานที่บ้านหรืออยู่ทำงานที่สำนักงานก็ตาม อย่างน้อยๆ ก็ให้พนักงานลุกออกจากหน้าคอมพิวเตอร์ เดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง

นอกจากนี้ในมุมของนักโภชนาการยังมองว่าการทำงานที่บ้าน จะทำให้พนักงานสามารถเลือกหาอาหารที่หลากหลายได้มากกว่าการทำงานในสำนักงาน ในช่วงเวลาปกติที่พนักงานต้องทำงานในสำนักงาน เรามักเดาออกกันเลยว่าพนักงานจะทานอาหารอะไรในช่วงกลางวัน โดยมักเลือกเมนูซ้ำๆ หรือไปทานอาหารที่ร้านเดิมทุกวัน การทำงานที่บ้านจึงเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถทานอาหารที่หลากหลายกว่าเดิมได้

ที่มา – bbc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post บริษัทอังกฤษส่งข้าวกล่องให้พนักงานฟรีๆ ถึงบ้าน กระตุ้นให้พักเที่ยงช่วง Work From Home first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/vdo-call-during-lunch-help-encourage-employee-to-take-a-rest/

ผลสำรวจเผย แม้โควิดระบาดหนัก บริษัทญี่ปุ่นยังไม่สนับสนุนให้ทำงานทางไกล

ญี่ปุ่นมีปัญหาหนักหน่วงรุมเร้า ทั้งมาตรการ lockdown เข้มข้นที่ทำให้คนตกงาน ว่างงานจำนวนมาก จนนำไปสู่การฆ่าตัวตายเพราะสิ้นหวังหนักที่สุดในรอบ 10 กว่าปี ล่าสุด Japan Times รายงาน บริษัทญี่ปุ่นยังไม่สนับสนุนให้คนทำงานระยะไกลอีก แม้ว่าโควิดจะระบาดอย่างหนักหน่วงก็ตาม 

ญี่ปุ่น Japan
Image by Jason Goh from Pixabay

ข้อมูลดังกล่าวนำมาจากผลสำรวจโดย Japan Productivity Center (JPC) ระบุว่า แม้รัฐบาลจะสั่งการให้ลดจำนวนคนเข้าทำงานในออฟฟิศเป็น 70% แล้ว หลังประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมโควิดระบาดรอบสอง แต่การสำรวจข้อมูลก็พบว่า อัตราคนทำงานระยะไกลหรือ teleworkers ลดลง 22.0% ในช่วงกลางเดือนมกราคม จากที่เคยอยู่ที่ 31.5% ในเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมาที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งแรก

ทั้งนี้ อัตราการทำงานทางไกลก็ลดลงเป็น 32.7% จากที่ก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 41.3% ซึ่งก็มีทั้งในบริเวณพื้นที่โตเกียวและสามจังหวัดใกล้เคียงที่อยู่ภายใต้คำสั่งภาวะฉุกเฉินตั้งแต่ 8 มกราคมที่ผ่านมา จากนั้นคำสั่งก็ขยายพื้นที่เพื่อควบคุมเพิ่มอีก 7 จังหวัด 

สัดส่วนของคนทำงานระยะไกลที่ต้องทำงานในออฟฟิศ 2 วันต่อสัปดาห์ไม่ได้มีอัตราเพิ่มขึ้นและยังลดลงจาก 69.4% เป็น 55% ด้านศูนย์ JPC คาดว่าสาเหตุที่อัตราการทำงานระยะไกลในระดับต่ำเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะสังคมคุ้นชินกับโควิด-19 แล้ว

ที่มา – Japan Times

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ผลสำรวจเผย แม้โควิดระบาดหนัก บริษัทญี่ปุ่นยังไม่สนับสนุนให้ทำงานทางไกล first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/lower-teleworkers-in-japan-among-covid-19-outbreak/

แอปดี ๆ และเทคนิคในการจดโน้ตสุดคูลบน iPad

การ Work From Home กลับมาอีกครั้ง และ iPad ก็เป็นอุปกรณ […] More

from:https://www.iphonemod.net/apps-for-ipad-work-from-home.html

[Guest Post] เรียนรู้จากการทำงานที่บ้านสู่การทำงานที่ไหนก็ได้ กลับมาครั้งนี้ไมโครซอฟท์มีอะไรมาช่วยตอบโจทย์ที่ดีกว่าเดิม

หลังจากการระบาดระลอกใหม่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กระจายไปแล้วเกือบทั่วประเทศไทย คนทำงานก็กลับมาสู่หนทางของการทำงานแบบ Work From Home อีกครั้ง ถึงแม้สิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องปรับตัว พัฒนาความรู้ และสรรหาเครื่องมือใหม่ๆ มาช่วยให้เราทำงานได้เก่งขึ้นกว่าเดิม ต้องทำงานสะดวก รวดเร็ว ยืดหยุ่น และทำงานไปพร้อมกับทีมอย่างมีประสิทธิภาพเพราะทักษะเหล่านี้ พวกเราคงต้องอยู่และพัฒนาเพื่อใช้กันต่อไปในอนาคตจนเราเองอาจลืมวิธีการทำงานเดิมๆ ไปเลย

 

ซึ่งจากบทเรียนครั้งที่แล้ว ไมโครซอฟท์เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับทุกคนบนโลกใบนี้ และด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการเป็นกำลังสำคัญของทุกคนเราจึงได้มีการอัปเดท และพัฒนาโซลูชัน เพื่อช่วยให้ทุกคนก้าวต่อไปได้ในยุคที่เราเรียนรู้ว่าความไม่แน่นอนคือธรรมชาติของชีวิต สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำตั้งแต่ตอนนี้ คือ เราต้องพร้อมตั้งแต่เครื่องมือการทำงานร่วมกัน อุปกรณ์และการติดต่อสื่อสารที่ทำได้เสมือนทำงานที่ออฟฟิศ ต้องเข้าถึงข้อมูล ไฟล์ และแอปพลิเคชันได้ไม่ต่างจากยกคอมพิวเตอร์ของออฟฟิศมาใช้ที่บ้าน และแน่นอนว่าต้องใช้งานได้อย่างปลอดภัยไร้กังวลระดับมืออาชีพ ถูกต้องตามกฎระเบียบ พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตามโจทย์ ตามกระแส และฟังก์ชั่นการใช้งานของแต่ละบุคคล

Microsoft Teams มากกว่าการทำงานด้วยกัน แต่เพื่อการทำงานร่วมกัน ในยุคต่อจากนี้ที่แค่แชทหรือวิดิโอคอลเรียกได้ว่าธรรมดาเกินไป

สิ่งแรกที่ไมโครซอฟท์ขอนำเสนอ แน่นอนว่านั่นก็คือศูนย์รวมของการทำงานระดับพรีเมี่ยม อย่าง Microsoft Teams ที่มีอะไรใหม่ๆ มาช่วย ซึ่งล้ำหน้าขึ้นทุกวัน โดยการนำ AI มาตอบโจทย์ความต้องการการใช้งานหลายมิติการทำงาน ทุกวันนี้หลายคนคงเริ่มชินกับการประชุมออนไลน์กันแล้ว แต่เชื่อว่าแต่ละคนก็มีเทคนิคการใช้งานของตัวเองให้เร็วให้ไวคล่องตัวตอบโจทย์การทำงานแบบมือโปร เพราะบางครั้งเราก็ไม่ได้ประชุมกันด้วยสมาชิกแค่หลักสิบ แต่คุณภาพระดับ Teams เปิดให้เราประชุมได้ถึง 1,000 คน หรือเข้าร่วมแบบแบบดูได้อย่างเดียวด้วยการบรอดคาสท์เพื่อเผยแพร่ข่าวสารสำคัญ โดยสามารถเปิดให้เข้าชมได้สูงสุดถึง 20,000 คนกันเลยทีเดียว โดยมีทั้งโหมด Dynamic view, วิดีโอฟิลเตอร์ และ Live Reaction พร้อมหลากหลายฟีเจอร์และลูกเล่นต่างๆ ที่ยกขบวนมาอำนวยความสะดวกให้กับทุกคนได้ประชุมงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พลิกโฉมการประชุมงานอันมากมายให้กลายเป็น Happy Meeting ได้ไม่ยาก กลับมาครั้งนี้ Teams มีอะไรใหม่อะไรดี ไปดูกันเลย

1.Virtual Breakout Rooms สร้างห้องประชุมย่อยในห้องประชุมใหญ่ เอาไว้ให้คุยกันเองเป็นกลุ่มเล็ก เหมาะกับการระดมสมอง ในการประชุมใหญ่ สามารถสร้างกลุ่มย่อย และแน่นอนว่าหลังจบการประชุมย่อยก็สามารถกลับมาสู่ห้องประชุมหลักได้ในทันที เพื่อให้การสรุปและตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว

2.Raise Your Hand ยกมือส่งสัญญาณ เมื่ออยากแสดงความคิดเห็น กดปุ่มยกมือแบบดิจิทัลเพื่อขอพูด สอบถาม หรือแสดงความคิดเห็นระหว่างการประชุมง่ายๆ ได้โดยไม่ต้องขัดจังหวะการสนทนาในที่ประชุม

3.Live reactions ส่งผ่านความรู้สึกดีๆ ให้เพื่อนได้ทันใจ แม้จะเป็นการประชุมงานออนไลน์ ก็สามารถแสดงออกภาษากายเสมือนนั่งเห็นหน้ากันได้ เช่น การส่งยิ้ม ปรบมือ หัวเราะ ผ่านอีโมจิที่ช่วยแสดงความรู้สึก ให้กำลังใจเพื่อนในระหว่างการประชุมได้ แถมเพื่อนๆ ยังรับรู้ว่าเรายังมีส่วนร่วมตั้งใจฟังอยู่นะ เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่พัฒนามาให้ไม่ขัดจังหวะการประชุมเหมือนกัน

4.Together Mode และ Large Gallery view คลายเครียด สร้างบรรยากาศการประชุม อยากเห็นหน้ากันแบบไหน ปรับได้ตามใจชอบ ด้วยการปรับรูปแบบการมองเห็นผู้เข้าร่วมประชุมแบบที่ต้องการ อยากให้ผู้ใช้งานจากหลายที่ปรากฏตัวบนจอภาพที่มีพื้นหลังเดียวกัน เช่น ห้องทำงาน ห้องประชุม หรือร้านกาแฟ ให้ความรู้สึกเหมือนกับอยู่ที่เดียวกันจริงๆ ก็ทำได้ผ่านฟีเจอร์ Together Mode หรือโชว์ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดบนหน้าจอเดียว ด้วยฟีเจอร์ Large Gallery view ซึ่งแสดงผลได้สูงสุดถึง 49 คน

5.Custom layouts นำเสนองานสุดปัง รูปแบบอลังได้อย่างมืออาชีพ ผู้นำเสนองานสามารถเลือกรูปแบบที่อยากจะพรีเซนต์งานได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการพรีเซนต์ภาพข้างหลังใหญ่ๆ หรือให้เห็นภาพรวมมุมกว้าง เลือกได้ตามใจชอบ พรีเซนต์งานได้สุดปังดั่งมืออาชีพมายืนขายงานให้ดูจริงๆ

6.Live captions และ Transcripts ประชุมภาษาอังกฤษ แบบมี subtitle อุ่นใจ เข้าใจ หรืออัดกลับมาไว้ดูได้อย่างสบายใจ โดย Live captions จะเป็นตัวช่วยสำหรับการถอดเสียงเป็นตัวอักษรอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ในระหว่างที่ผู้พูดกำลังพูดอยู่ และบอกได้ด้วยว่าใครกำลังพูด ขณะที่ Live Transcripts นั้นจะรวมข้อความที่ถอดมาอยู่ในแท็บเดียวในหน้าแชท บันทึกไว้ได้ และสามารถส่งออกมาเป็นไฟล์ใช้งานทีหลังได้ด้วย

7.Voice call เบอร์ออฟฟิศติดไปกับตัว ใครโทรมาก็รับสายได้ทุกดีไวซ์ โทรหากันได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยเบอร์โต๊ะเดิมเบอร์เดียวนั่นแหละ โชว์ทั้งรายชื่อผู้ติดต่อ ประวัติการโทร และวอยซ์เมลไว้ด้วยกันในที่เดียว แถมยังตั้งโอนสายไปยังหมายเลขหรือสมาชิกของทีมอื่น หรือหมายเลขอื่นได้หากเราไม่ว่างรับสาย สะดวก รวดเร็วแบบคูณสองเหมือนมีโทรศัพท์ออฟฟิศติดตัวไปด้วยตลอดเวลาโทรหรือรับสายที่ไหนก็ได้

8.Mobile Companion mode ย้ายร่างจากในคอมฯ มาประชุมต่อบนสมาร์ทโฟนได้แบบเนียนๆ ช่วยได้ดีสุดๆ ในสถานการณ์ที่ประชุมยังไม่ทันเสร็จ แต่ต้องวิ่งงานต่อ หรือออกไปทำธุระข้างนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็สามารถสลับร่างไปยังดีไวซ์อื่นได้ตามที่ผู้ใช้งานสะดวก แถมโหมดนี้ยังสามารถประชุมผ่านสองดีไวซ์พร้อมกันเลยก็ได้ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนใช้งานง่ายๆ ได้ในเวลาเดียวกัน

9.Whiteboard วาด ร่าง และเขียนไอเดีย ให้ทุกคนในทีมเข้าใจ เมื่อเสียงหรือคำพูดไม่สามารถอธิบายได้ดี ต้องพึ่งพากระดานเพื่อเขียนสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น ใช้ได้ทั้งการแปะโน้ต แสดงแผนภาพผ่านการระดมความคิดร่วมกันในกระดานแผ่นเดียว ไม่ว่าจะวาดด้วยมือ หรือสร้างเป็นกราฟหลายรูปแบบ ไปจนถึงการแปะ sticky notes ทำได้ครอบคลุมทุกรูปแบบที่จะช่วยให้การทำงานแบบออนไลน์ได้คุณภาพเหมือนนั่งประชุมแล้วเขียนกระดานอยู่ในห้องเดียวกัน

10.Noise Suppression ตัดเสียงรบกวนระหว่างการประชุม เพื่อช่วยให้เสียงสนทนาชัดเจนมากขึ้น ไมโครซอฟท์ได้นำ AI เข้ามาช่วยเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างเสียงพูดและเสียงรบกวนที่ไม่จำเป็น และสามารถช่วยตัดเสียงรบกวนออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เสียงเพลง การพิมพ์แป้นพิมพ์ แม้กระทั้งเสียงเด็กๆ ที่บ้าน หรือเสียงสัตว์เลี้ยงก็ย่อมได้ ทั้งนี้ฟีเจอร์การตัดเสียงรบกวนโดย AI จะใช้ได้เมื่อคุณมีแพคเกจ Advance Communications License

แค่นี้ยังไม่พอ สำหรับคนที่คิดว่าอยากจะยกของทุกอย่างที่ใช้ได้ในคอมที่ออฟฟิศกลับมาทำที่บ้าน จะทำยังไง ไมโครซอฟท์ยังมีอีกโซลูชันที่ตอบโจทย์ Work From Home โจทย์นี้ได้ และมั่นคงปลอดภัยยิ่งกว่า ผ่าน Desktop บนคลาวด์ ที่เรียกว่า “Windows Virtual Desktop”

 

 

มาทำความรู้จัก Windows Virtual Desktop หรือ เดสก์ท็อปเสมือนจริง ตอบรับนโยบายWork From Home  ที่เปลี่ยนทุกดีไวซ์ในบ้านให้เหมือนใช้งานในออฟฟิศได้อย่างแท้จริง

Windows Virtual Desktop จากไมโครซอฟท์เป็นบริการที่เหมือนยกทุกอย่างในคอมพิวเตอร์ของคุณที่ออฟฟิศย้ายมาทำที่บ้านกันโดยดึงทุกอย่างมาทำงานได้เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน ข้อมูล และไฟล์งานต่าง ๆ จะถูกนำไปรันไว้บนคลาวด์อัจฉริยะ Microsoft Azure ช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญภายในองค์กรได้จากที่บ้าน เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต และล็อกอินผ่านเบราว์เซอร์เท่านั้น แค่นี้ก็ไม่จำเป็นต้องเอาแล็ปท็อปขององค์กรกลับบ้านแล้ว ทั้งหมดนี้ เราสามารถกำหนดการเข้าถึงไฟล์ของผู้ใช้แต่ละคน ซึ่งช่วยลดโอกาสข้อมูลรั่วไหลออกนอกองค์กรได้อีกด้วย อธิบายง่ายๆ ว่า Windows Virtual Desktop นั้นจะแสดงหน้าจอเหมือนพีซีเครื่องหลักทุกประการ สามารถทำงานผ่านหน้าจอเสมือนได้ผ่านทั้งแอปฯ และไฟล์งานต่างๆโดยไม่ต้องกังวลว่างานจะหยุดชะงัก หรือเสียเวลาเรียนรู้การใช้เครื่องมือใหม่ ๆ ที่สำคัญยังเพิ่มขอบเขตในการเข้าถึงแอปฯ ที่ปกติแล้วบางองค์กรกำหนดให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในแอปฯ จากภายนอกได้ ควบคู่ไปกับการมอบประสบการณ์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นให้กับผู้ใช้บน Microsoft Azure ที่มีความยืดหยุ่นสูง และมาพร้อมระบบความปลอดภัยระดับโลก ทั้งยังช่วยควบคุมต้นทุนของแต่ละองค์กร ทั้งยังประหยัดค่าบำรุงรักษาได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังหมดข้อกังวลเรื่องข้อมูลทางธุรกิจรั่วไหล ป้องกันการโจรกรรมทางข้อมูลขั้นสูง บนคลาวด์ระดับโลกกับระบบความปลอดภัยแบบ built-in จาก Microsoft Azure ที่ตรวจจับและยับยั้งการโจมตีโดยการใช้ AI มาเสริมความแม่นยำ ด้วยการป้องกันที่โครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรเป็นหลัก ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับด้านสารสนเทศทั้งความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เรียกได้ว่าสามารถเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเพื่อตอบรับนโยบายWork From Home  ที่เปลี่ยนทุกดีไวซ์ในบ้านให้เหมือนใช้งานในออฟฟิศได้อย่างแท้จริง

ถ้าหากสนใจสามารถไปอ่านข้อมูล Microsoft Teams หรือจะดูวิธีการสาธิตการใช้ Windows Virtual Desktop ง่ายๆ ก็ได้ หรือจะลองสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 1800-012-821 โทรฟรีมีคนไทยรับสายคุณ

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-microsoft-wfh/

Work From Home แบบหน้าสดก็ไม่หวั่น LINE Meeting ฟีเจอร์สุดเจ๋งให้ประชุมผ่านจอพร้อมฟิลเตอร์หน้าใส

เมื่อสถานการณ์โควิด – 19 กลับมาทำให้คนไทยต้องเฝ้าระวังมากขึ้นพร้อมนโยบาย Work From Home อีกครั้ง แต่ก็เชื่อว่าจะสามารถรับมือและปรับไลฟ์สไตล์ให้เข้ากับวิถี New Normal ได้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสื่อสารที่ต้องการแอปพลิเคชั่นที่จะช่วยให้การพูดคุยและประชุมกลุ่มในชีวิตประจำวันให้มีสีสันราวกับได้เจอกันตัวเป็นๆ

เวลานี้ก็ต้องโหวตให้ LINE Meeting ฟีเจอร์ต้องห้ามพลาดบนแอปฯ LINE ถูกออกแบบมาได้ถูกจริตคนไทยที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นครบครัน ตอบโจทย์การสื่อสารในชีวิตประจำวันทั้งการประชุมงาน พบปะเพื่อนฝูงและครอบครัวในยามที่ต้องรักษาระยะห่าง ซึ่งได้รับความนิยมสุดๆ หลังจากเปิดตัวเมื่อปลายปี 2020 ลากยาวมาถึงตอนนี้ ที่คนต้องกลับมา Work From Home และ Stay at Home กันอีกครั้ง

ถอดรหัสความสำเร็จของ LINE Meeting ถึงเป็นฟีเจอร์เพื่อการ “ประชุมออนไลน์” ของพ.ศ.นี้ ที่พูดได้เลยว่า “ใช้สะดวก คุยสนุก ตอบโจทย์ทุกการสื่อสาร” ทั้งเรื่องงานและไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ LINE

1.        เข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก – ไม่ต้องไปดาวน์โหลดแอปฯ ใหม่ให้ยุ่งยาก ไร้ขั้นตอนยุ่งหยุมหยิม เพราะไม่ต้องสร้าง Line Group ไม่ต้องเป็นเพื่อนบน LINE ก็ได้ เริ่มต้นใช้งานเพียงกดไปที่ไอคอน LINE Meeting สัญลักษณ์รูปกล้องวีดีโอที่มีเครื่องหมายบวก (+) ด้านใน ด้านบนหน้าแท็ปแชท จากนั้นก็แชร์ลิงก์ เชิญคนต้องการจะให้ร่วมประชุมก็คลิกกดเข้ามารวมตัวได้ทันที 

2.        ฟังก์ชั่นประชุมครบครัน – ด้วยหน้าที่เป็น “ห้องประชุมเสมือนจริง” ดังนั้นทุกองค์ประกอบของ LINE Meeting จึงฟังก์ชั่นรองรับการทำงานประชุมจริง สามารถย่อหน้าจอระหว่างประชุม เพื่อมาตอบแชทอื่น หรือพิมพ์ในห้องแชทเฉพาะกิจสำหรับประชุมนั้น พร้อมให้แชร์ไฟล์งาน โดยระบบจะสร้างห้องแชทชั่วคราวขึ้นมาโดยอัตโนมัติ และห้องแชทดังกล่าวจะหายไปเมื่อประชุมเสร็จสิ้น มาพร้อมฟังก์ชั่น Watch Together ไว้แชร์หน้าไฟล์วิดีโอออนไลน์หรือวิดีโอบนยูทูปให้ชมไปพร้อมๆกันทั้งภาพและเสียง ซึ่งใครจะเอาไว้ใช้ดูคลิปใหม่แล้วรีแอคร่วมกันก็น่าเอนจอยไม่น้อย

3.             ฟิลเตอร์ เอฟเฟค แบคกราวด์แน่น – จุดชนะใจผู้ใช้ LINE เห็นจะเป็นลูกเล่นแพรวพราว ทั้งภาพแบคกราวด์แบบสำเร็จรูป ให้เบลอพื้นหลังหรือจะตกแต่งเองได้ตามใจชอบ และที่ต้องใช้ให้ได้เลยคือ “ฟิลเตอร์” ปรับหน้าใสที่เหมาะกับใครที่กลัวเปิดกล้องเผยหน้าสด หรือถ้ายังไม่มั่นใจก็เพิ่มเอฟเฟกต์ตกแต่งใบหน้าก็ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ ทั้งหน้าหนู หน้าแมว หน้ากากอนามัย จนผู้ใช้บางรายยอมเข้ามารอประชุมในกรุ๊ปก่อนเพราะอยากเลือกเอฟเฟคเก๋ๆ ดังนั้นจะทางการหรือไม่ทางการ LINE Meeting ก็จัดให้ทุกโอกาส

4.             ฟีเจอร์ฟรี มีความปลอดภัย – LINE Meeting รองรับการใช้งานได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ ชวนผู้เข้าร่วมประชุมได้สูงสุดถึง 500 คน แถมผู้จัดการประชุมยังสามารถเชิญเพื่อนเข้าห้องเพิ่ม หรือลบคนออกจากห้องประชุมก็ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้การประชุมครั้งนั้นปลอดภัย ไม่มีใครรบกวนหรือทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมนั่นเอง

Line Meeting

ต้องยอมรับว่า LINE Meeting มาช่วยให้เราๆที่ต้องรักษาระยะห่าง กักตัวอยู่บ้านยังคงรันงานต่อได้ไม่สะดุด แถมยังสร้างสีสันความสุขความสนุก ให้บางช่วงเวลาเครียดๆกลายเป็นช่วงเวลาน่าเอนจอยกันได้ง่ายๆ

from:https://www.mobileocta.com/line-meeting-work-from-home/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=line-meeting-work-from-home

3 ปัญหาด้านสุขภาพที่มักเจอเมื่อ Work from Home

การระบาดของไวรัสโควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่อีกครั้งในประเทศไทย การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home หรือ WFH) จึงเป็นมาตรการหลักในการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส

แต่การทำงานจากที่บ้านอาจทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ การศึกษาล่าสุดพบว่า 41.2% ของการ WFH มีอาการปวดหลัง อีก 23.5% มีอาการปวดคอ และมากกว่า 50% ระบุว่าอาการปวดทุกอย่างแย่ลงตั้งแต่เริ่มทำงานที่บ้าน

มารู้จักปัญหาสุขภาพต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อทำงานที่บ้าน รวมถึงวิธีป้องกันและดูแลตัวเองเบื้องต้นกันครับ

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

แม้จะชื่อว่า ‘ออฟฟิศซินโดรม’ แต่มีโอกาสเป็นมากกว่าเมื่อทำงานจากที่บ้าน โรคดังกล่าวคืออาการปวดกล้ามเนื้อต่างๆ ที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อเดิมซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน เช่น การนั่งทำงานนานเกินไป โดยไม่ปรับเปลี่ยนท่าทาง

ผลที่ตามมาคืออาการปวดกล้ามเนื้อ คอ บ่า ไหล่แบบเรื้อรัง รวมถึงอาการชาที่แขนและมือ เนื่องจากเส้นสาทถูกกดทับนานเกินไป

วิธีป้องกันเบื้องต้นคือการจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม เช่น ปรับโต๊ะและเก้าอี้ทำงานให้สามารถนั่งทำงานในท่าที่สบาย ปรับจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา และยืดกล้ามเนื้ออย่างน้อยทุกๆ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

อาการตาล้า (Eye Strain)

การใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เรารู้สึกว่าตาพร่าหรือปวดหัว ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในโลกการทำงานปัจจุบัน

เมื่อการทำงานทุกอย่างถูกทำให้เป็นระบบออนไลน์ทำให้ต้องจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ประกอบกับอยู่ในห้องแอร์ การกระพริบตาน้อยลงก่อให้เกิดอาการแสบตา ตาแห้งอีกด้วย

วิธีป้องกันเบื้องต้นคือละสายตาทุกๆ 20-30 นาที ปรับความสว่างของจอให้เหมาะสม กระพริบตาให้บ่อยขึ้น นอกจากนี้การสวมแว่นตากรองแสงสีฟ้าก็ช่วยลดแสงเข้าดวงตา ทำให้รู้สึกสบายตาได้อีกด้วย

ปัญหาสุขภาพจิต (Mental Health)

สภาพแวดล้อมของทุกคนไม่ได้เอื้อต่อการทำงานที่บ้าน ปัญหาสุขภาพจิตส่วนใหญ่ที่พบคือชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้นและไม่สามารถแบ่งแยกเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัวออกจากกันได้ ทำให้นาฬิกาชีวิตรวน กินข้าวข้ามมื้อ นอนดึก ตื่นสายมาทำงานทันที

นอกจากนี้การทำงานอยู่ในห้องคนเดียว ก็ไม่เหมือนกับการทำงานที่ออฟฟิศซึ่งสามารถหันไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานได้ การติดต่อสื่อสารน้อยลงก็เป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อปัญหาสุขภาพจิต

วิธีดูแลสุขภาพจิตเบื้องต้นคือการกำหนดตารางเวลาให้เป็นสัดส่วน เข้มงวดกับตัวเองให้มากขึ้น นอนให้ตรงเวลา ตื่นมาทำกิจวัตรประจำวันก่อนค่อยไปนั่งทำงาน รวมถึงการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ ก็ช่วยลดความรู้สึกเหงาและเดียวดายได้เป็นอย่างดี

ที่มา

verywellhealth

safetyrisk

from:https://www.thumbsup.in.th/health-risk-work-from-home?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=health-risk-work-from-home

เปิดกล้องประชุมออนไลน์ไม่ดีอย่างที่คิด: สมาธิหาย สนใจแต่ภาพบนจอ เห็นความแตกต่างของฐานะ

การประชุมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ทั้ง Google Meet, Microsoft Team และ Zoom กลายเป็นเรื่องปกติในยุคที่โควิด-19 ระบาด หลายๆ บริษัทมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ ต้องติดต่อประสานงานกับบริษัทแม่ในต่างประเทศ แต่ไม่สามารถเดินทางไปประชุมแบบเจอหน้ากันได้

การประชุมออนไลน์ กับความคาดหวังให้เปิดกล้องตลอดเวลา ภาพจาก Shutterstock

การประชุมออนไลน์จึงกลายเป็นทางออกสำคัญในช่วงเวลานี้ แต่ในการประชุมออนไลน์ทุกๆ ครั้ง สิ่งที่เรามักเห็นกันคือ บางคนเปิดกล้อง แต่บางคนก็ปิดกล้องขณะการประชุม คำถามที่เกิดขึ้นคือ จริงๆ แล้ว เราควรเปิดหรือปิดกล้องในขณะประชุมออนไลน์กันแน่?

เปิดกล้อง ความคาดหวังที่คนประชุมออนไลน์ต้องโดน

ที่ผ่านมาเจ้านายหลายๆ คน อาจคาดหวังให้ลูกน้องที่เป็นผู้เข้าร่วมประชุมออนไลน์ เปิดกล้องระหว่างการประชุม เพื่อให้ทุกๆ คนได้เห็นตากัน หรือแม้แต่เด็กๆ นักเรียนที่ต้องเรียนออนไลน์ เรามักเห็นการแชร์ใน Social Network ต่างๆ ว่าคุณครูอยากให้นักเรียนเปิดกล้องระหว่างเรียนด้วย

ความจริงแล้วการเปิดกล้องในระหว่างประชุมออนไลน์นั้น เป็นการหวังผลว่าผู้ร่วมประชุมทุกๆ คน จะจดจ่อกับการประชุม ถ้าไม่ได้เปิดกล้องก็จะไม่รู้ว่าแต่ละคนสนใจกับการประชุมจริงๆ แค่ไหน กล้องจึงกลายเป็นเหมือนเครื่องมือที่ใช้วัดความมีส่วนร่วม และการให้ความสนใจนั่นเอง

เปิดกล้องประชุมออนไลน์ อาจมีข้อเสียมากกว่าข้อดี

แต่ความจริงแล้วการเปิดกล้องก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีที่จะทำให้หัวหน้าเห็นว่าแต่ละคนมีความสนใจกับการประชุมจริงๆ หรือไม่เพียงอย่างเดียว เพราะจริงๆ แล้ว การเปิดกล้องก็มีข้อเสียเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆ พูด หันไปมองอะไรบางอย่าง หยิบสมุดขึ้นมาจด ถามคำถาม ภาพที่เห็นทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งรบกวนการประชุมทั้งสิ้น

แถมผู้พูดยังรู้สึกด้วยว่ามีคนอื่นๆ จ้องหน้าตัวเองอยู่ระหว่างการประชุม หรืออย่างน้อยที่สุดตัวเองก็เป็นฝ่ายจ้องหน้าคนอื่นๆ ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

จากการศึกษาเมื่อปี 2014 ว่าด้วยเรื่องการสื่อสารระหว่างประชุมออนไลน์ พบว่า การตอบคำถามที่ช้าไปเพียง 1.2 วินาที จะทำให้คู่สนทนารู้สึกว่าผู้ที่สนทนาด้วยไม่ได้มีสมาธิกับการสนทนาจริงๆ และจะทำให้รู้สึกถึงความไม่เป็นมิตร

การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การประชุมออนไลน์ ให้ความสนใจกับภาพลักษณ์ การแสดงออก และเรื่องทางสังคมมากกว่าจะให้ความสนใจกับผลลัพธ์ของการประชุมจริงๆ

การมัวแต่ให้ความสนใจกับการเปิดกล้อง ซึ่งเป็นการแสดงภาพลักษณ์รูปแบบหนึ่ง จึงเป็นการเสียเวลา แทนที่จะใช้เวลาไปกับการประชุม เข้าใจวัตถุประสงค์ การเรียนรู้บรรยากาศภายในห้องว่าเป็นอย่างไร ไอเดีย ความคิดใหม่ๆ ของพนักงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความรับผิดชอบได้ดีกว่า

เส้นแบ่งของบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวหายไปกลายเป็นพื้นที่ทำงาน

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการประชุมออนไลน์อีกแบบหนึ่ง ที่เป็นการตอกย้ำว่าการเปิดกล้องอาจไม่ได้ดีต่อการประชุมเสมอไป

นั่นคือเส้นแบ่งระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัวที่เลือนลาง หากเปิดกล้องเพื่อนรวมงานคนอื่นๆ ก็จะเห็นพื้นที่ภายในบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อนของเราอย่างไม่เต็มใจนัก ทำให้การแบ่งพื้นที่ระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัวกลายเป็นเรื่องยากกว่าที่เคย

ผู้หญิงถูกขาดหวังให้แต่งตัวสวยเป็นหน้าเป็นตาให้ทีม

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาจากสำนักงานกฎหมาย Slater and Gordon จากพนักงานกว่า 2,000 คนด้วยว่า กว่า 35% ของพนักงานผู้หญิง ต้องเผชิญกับสถานการณ์กัดกันทางเพศ ตั้งแต่การล็อคดาวน์เพราะโควิด-19 ระบาด เมื่อเดือนมีนาคม 2020

พนักงานหญิงส่วนใหญ่ มักถูกวิจารณ์การแต่งกาย รวมถึงต้องการให้พนักงานหญิงแต่งกายดีๆ จะได้สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า และทำให้ทีมดูดีขึ้น บางคนถึงขนาดถูกขาดหวังให้แต่งกายเซ็กซี่ขึ้น

หลายๆ คน ทำงานที่บ้านโดยอยู่กับครอบครัว ไม่มีพื้นที่สำหรับทำงานที่เป็นส่วนตัว ภาพโดย Charles Deluvio จาก Unsplash

ฐานะทางการเงิน อาจแสดงให้เห็นได้เมื่อเปิดกล้อง

ไม่ใช่แค่ด้านสมาธิระหว่างการประชุม และการแต่งกายของพนักงานหญิงระหว่างการประชุมออนไลน์เท่านั้น ที่เป็นสิ่งยืนยันว่า “การเปิดกล้อง” ไม่ใช่เรื่องดี แต่ยังรวมถึงประเด็นด้านฐานะทางการเงิน และชนชั้นที่แตกต่างกันอีกด้วย

เพราะในสังคมการทำงาน เราอาจไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมงานของเรามีฐานะทางการเงินที่แตกต่างจากเราอย่างไร เราอาจรู้เพียงว่าพนักงานคนใดเป็นหัวหน้า ซึ่งได้เงินค่าตอบแทนมากกว่าเท่านั้น แต่การประชุมออนไลน์ที่บ้าน การเปิดกล้องจะเป็นการแสดงให้เห็นความแตกต่างของฐานะอย่างชัดเจน

พนักงานบางคนไม่ได้มีพื้นที่สำหรับการทำงานโดยเฉพาะ ไม่มีห้องทำงาน บางคนอาจอยู่กับคนในครอบครัว บางคนอาจนั่งทำงานจากในห้องนอนของตัวเองก็ได้ แต่ในขณะที่คนที่มีฐานะการเงินที่ดีกว่า อาจมีพื้นที่สำหรับทำงานอย่างเพียบพร้อม

ดังนั้น “การเปิดกล้อง” ในระหว่างการประชุมอาจไม่ใช่ความสำคัญที่สุดของการประชุมก็ได้ ดังนั้นแล้วหากมีพนักงานคนใดไม่ต้องการที่จะเปิดกล้อง ก็ควรคิดให้ดีเสียก่อน ว่าความจริงแล้วเขาหรือเธอคนนั้นอาจมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่อาจทำให้ไม่สบายใจที่จะแสดงพื้นที่บ้านของตัวเองก็ได้

ที่มา – inc, yahoo finance

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดกล้องประชุมออนไลน์ไม่ดีอย่างที่คิด: สมาธิหาย สนใจแต่ภาพบนจอ เห็นความแตกต่างของฐานะ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/disadvantage-of-turn-on-camera-during-online-meeting/

NT พร้อมอัปสปีดเน็ตบ้าน 100/100 Mbps หนุน Work From Home ห่างไกลโควิด 19

บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT สนองนโยบายรัฐ ตามมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนของรัฐบาล
โดยกระทรวง ดีอีเอส และ กสทช. ช่วยอำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการ ที่มีความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์
ที่เพิ่มมากขึ้นในช่วง Work From Home เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่
ไม่ต้องลงทะเบียนรับสิทธิ์  NT Broadband อัปสปีดให้เลย ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 14 มีนาคม 2564

NT

สำหรับผู้ใช้ Fiber ถ้าความเร็วที่ใช้อยู่ไม่ถึง 100/100 Mbps จะอัปสปีดให้เป็น 100/100 Mbps  และสำหรับผู้ใช้ ADSL และสายทองแดง จะเพิ่มความเร็วให้เต็มประสิทธิภาพของอุปกรณ์ เฉพาะลูกค้าที่จดทะเบียนในนามบุคคลธรรมดาที่เป็นสัญชาติไทย เท่านั้น  (ลูกค้าเดิมของทั้ง C internet BY CAT และ TOT fiber)  ลูกค้า 1 คน ได้รับ 1 สิทธิ์ (1 เลขบัตรประชาชน)  โดยสามารถรับสิทธิ์ใช้งานหลังจากที่ได้รับ SMS ยืนยัน เงื่อนไขเป็นไปตามที่ กสทช. กำหนด  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ NT Contact Center โทร.1888

from:https://www.mobileocta.com/nt-with-home-internet-upload-speed-100-100-mbps-to-support-work-from-home/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nt-with-home-internet-upload-speed-100-100-mbps-to-support-work-from-home