คลังเก็บป้ายกำกับ: Windows_Phone

Surface Laptop 3 และ Surface Pro 7 วางจำหน่ายในไทยแล้ว พร้อมรายละเอียด ราคาทุกรุ่นที่นี่

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ประกาศวางจำหน่าย Surface Pro 7 และ Surface Laptop 3 อย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านตัวแทนจำหน่ายของไมโครซอฟท์ ได้แก่ Banana ITIT CityJIB Lazada-Microsoft flagship store และ Shopee-Microsoft Authorized Store พร้อมด้วยช่องทางจำหน่ายสำหรับลูกค้าภาคธุรกิจจาก Add in Business และ Ciphermed

Surface รุ่นใหม่นี้ได้รับการออกแบบที่เน้นประสิทธิภาพการทำงานที่คล่องตัวสำหรับยุคโมบายอย่างแท้จริง จึงเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ทำงานได้รอบด้าน ยืดหยุ่น และเป็นตัวคุณมากยิ่งขึ้น

“เราได้เห็นกระแสตอบรับที่ดีตลอดช่วงการเปิดสั่งจองล่วงหน้าที่ผ่านมา ในนามของไมโครซอฟท์ประเทศไทยดิฉันต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างสูง และในวันนี้ Surface รุ่นใหม่พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ว ซึ่งดีไวซ์ใหม่ล่าสุดในตระกูล Surface นี้ถูกออกแบบมาเพื่อคนทำงานยุคนี้ มีให้เลือกตามลักษณะการใช้งานเฉพาะตัว ทำงานได้หลายรูปแบบ พร้อมรูปลักษณ์ที่สวยงาม พรีเมี่ยมขึ้น และตอบสนองการทำงานได้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่ามากับศักยภาพที่เหนือกว่าเดิม เน้นการทำงานแบบมัลติทาสก์ ช่วยให้คุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกที่ ทุกเวลาได้อย่างปลอดภัยบนแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์” นางสาวชนิกานต์ โปรณานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

นางสาวสุมล อนันตธนะสาร​ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ Surface ไมโครซอฟท์ เอเชีย แปซิฟิก​ กล่าวเสริมว่า“ปัจจุบัน องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วให้พร้อมรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล การเสริมให้พนักงานทำงานได้อย่างคล่องตัว ยืดหยุ่น เพื่อนำศักยภาพที่ดีที่สุดของพวกเขาออกมา จึงจำเป็นต้องมาพร้อมกับดีไวซ์ที่เหมาะสมกับวิถีการทำงานของแต่ละคนให้มากที่สุดและต้องมากับระบบความปลอดภัยที่ไว้วางใจได้ เราเชื่อว่าด้วยดีไวซ์ใหม่ล่าสุดในตระกูล Surface ที่ทำงานบนแพลตฟอร์มวินโดวส์ของเราเอง จะช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างคล่องตัวในทุกสถานการณ์ พร้อมด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้นกว่าเดิม”

Surface Laptop 3: ความลงตัวที่สมบูรณ์แบบของขุมพลังและความสง่างาม

Surface Laptop 3 รุ่นล่าสุดนี้ ยังคงคอนเซปต์การออกแบบที่บางเฉียบ เรียบหรู และบางเบา แต่เร็วกว่าดีไวซ์รุ่นก่อนๆ ถึงสองเท่าตัว และมาพร้อมกับความสามารถในการทำงานแบบมัลติทาสก์ที่เร็วยิ่งขึ้นและกราฟิกที่ดียิ่งขึ้น

Surface Laptop 3 มีหน้าจอสองขนาด คือ 13.5 และ 15 นิ้ว โดยรุ่นหน้าจอ 13.5 นิ้วใช้โปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจเนอเรชั่นที่ 10 รุ่นล่าสุด ทำให้ Surface Laptop 3 เร็วและมีประสิทธิภาพสูงกว่าทุกรุ่นในอดีต ขณะที่ Surface Laptop 3 รุ่นหน้าจอ 15 นิ้วมอบจอแสดงผลที่ใหญ่ขึ้นให้กับดีไวซ์ในตระกูล Surface Laptop พร้อมการออกแบบด้วยโลหะล้วนที่สง่างาม พร้อมศักยภาพการแสดงภาพกราฟิกระดับสูงจากโปรเซสเซอร์ของ AMD

เสริมสไตล์ของคุณด้วยสีสันที่สุดหรูอย่างสีดำด้านและสีแพลทตินัม นอกจากนี้ Surface Laptop 3 ยังบางเบา ด้วยน้ำหนักเพียง 1,288 และ 1,265 กรัมสำหรับรุ่นหน้าจอ 13.5 นิ้ว ในสีดำด้านและสีแพลทตินัมตามลำดับ ขณะที่รุ่นหน้าจอ 15 นิ้วมีน้ำหนักเพียง 1,542 กรัม นอกจากนี้ Surface Laptop 3 ยังมีคีย์บอร์ดที่ทนทานพร้อมให้เลือกถึง 2 แบบ ทั้งแบบ Alcantara ที่นุ่มสบาย และโลหะชนิดใหม่

ด้วยความเป็นผู้นำในด้านการพิมพ์ที่สะดวกสบายและแบตเตอรีที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน1 ทำให้ Surface Laptop 3 เป็นแล็ปท็อปคู่ใจที่ช่วยให้วันของคุณผ่านไปได้อย่างราบรื่น และด้วยฟีเจอร์ Fast Charging ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรีได้ถึง 80% ภายใน 1 ชั่วโมง2 นอกจากนี้ แทร็กแพดในดีไซน์ใหม่ยังมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่า 20% เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น

Surface Laptop 3 ถูกสร้างมาเพื่อคนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Instant On, พอร์ต USB-C และ USB-A และชุดไมค์สตูดิโอสองตัวที่รับสัญญาณเสียงระยะไกลได้สำหรับโหมดการโทรใน Microsoft Teams และการแปลงเสียงเป็นตัวหนังสือใน Office ในขณะที่คุณสามารถควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของคุณด้วยฮาร์ดไดร์ฟที่ถอดออกได้ เพื่อเก็บรักษาข้อมูลของคุณโดยเฉพาะ3

Surface Pro 7: รับมือได้รอบด้านดังเดิม เพิ่มเติมคือประสิทธิภาพที่สูงกว่า

ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งด้านในและนอก Surface Pro 7 ยังมีศักยภาพที่สูงกว่าที่เคยเป็นมาโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจเนอเรชั่นที่ 10 รุ่นล่าสุด ทำให้ดีไวซ์เร็วกว่ารุ่นก่อนๆ ถึง 2.3 เท่า ประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่านี้ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานและสนุกสนานในรูปแบบของพวกเขาจากที่ไหนก็ได้ Surface Pro 7 มีให้เลือกถึง 2 สี คือ
สีดำด้านและสีแพลทตินัม นอกจากนี้ Signature Type Cover, Arc Mouse และปากการุ่นใหม่ที่ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ยังพร้อมช่วยเติมเต็มประสบการณ์การใช้งาน Surface Pro 7 ของคุณให้มีสีสันยิ่งขึ้น

ฟีเจอร์ล่าสุดอย่าง Fast Charging แบตเตอรีที่อยู่ได้ทั้งวัน4 และ Instant On ทำให้ Surface Pro 7 สามารถมอบประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ความคล่องตัวของการเป็นทั้งแล็ปท็อปและแท็บเล็ตในตัว พร้อมหน้าจอความละเอียดสูง PixelSense™ Display ขนาด 12.3 นิ้ว แม้ว่าตัวเครื่องจะบางเฉียบและมีน้ำหนักเพียง 775 กรัม

Surface Pro 7 ยังให้ทางเลือกในการเชื่อมต่อกับหน้าจอ ดอคกิ้ง สเตชั่น หรืออุปกรณ์ชาร์จต่างๆ ด้วยพอร์ตที่หลากหลาย อาทิ USB-A, USB-C™ และ Surface Connect

เอกลักษณ์เฉพาะของดีไวซ์ตระกูล Surface ที่เป็นทั้งแล็ปท็อปและแท็บเล็ตในตัวนี้มาพร้อมกับขาตั้ง (kickstand) ที่มาพร้อมกับเครื่องและ Surface Signature Type Cover5 ที่สามารถแยกจากเครื่องได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถจดไอเดียต่างๆ ได้ในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับไอเดียให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ไม่ว่าคุณจะใช้ Surface Pro 7 สำหรับการทำงานหรือพักผ่อน ดีไวซ์รุ่นนี้เป็นเพื่อนข้างกายที่สมบูรณ์แบบในชีวิตประจำวัน คุณสามารถพักผ่อนจากการทำงานด้วยการดูภาพยนตร์ที่มีความคมชัดระดับ HD หรือฟังเพลงโปรดของคุณบน Spotify6 ขณะดื่มด่ำไปกับประสบการณ์เสียงคมชัดจาก Dolby® Audio™ Premium

สถานที่จัดจำหน่ายและราคา

Surface Pro, Surface Laptop 3 และอุปกรณ์เสริมของ Surface พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของไมโครซอฟท์ ได้แก่ Banana ITIT CityJIB Lazada-Microsoft flagship store, และ Shopee-Microsoft Authorized Store สำหรับลูกค้าทั่วไป และ Add in Business และ Ciphermed สำหรับลูกค้าภาคธุรกิจ

รุ่น ราคาขายปลีก
Surface Pro 7 (สีดำด้านและแพลทินัมเท่านั้น)
Surface Pro 7 Intel i5/8GB/128GB 29,990
Surface Pro 7 Intel i5/8GB RAM/256GB 40,990
Surface Pro 7 Intel i7/16GB RAM/256GB 49,990
Surface Pro 7 Intel i7/16GB RAM/512GB 64,990
Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว (สีดำด้านและแพลทินัมเท่านั้น)
Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว Intel i5/8GB RAM/128GB SSD  34,990
Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว Intel i5/8GB RAM/256GB SSD  44,990
Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว Intel i7/16GB RAM/256GB SSD   52,990
Surface Laptop 3 15 นิ้ว (สีดำด้านเท่านั้น)
Surface Laptop 3 15 นิ้ว AMD R5/8GB RAM/256GB SSD   49,990
อุปกรณ์เสริม
Surface Arc Mouse (สีฟ้า แดง ดำและแพลทินัม) 2,600
Surface Pen (สีฟ้า แดง ดำและแพลทินัม) 3,900
Signature Type Cover สำหรับ Surface Pro 7 (สีฟ้า แดง ดำและแพลทินัม) 5,790

from:https://www.flashfly.net/wp/277896

Microsoft กำลังจะปิดบริการ Windows Phone 8.1 Store ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้

Microsoft ได้หยุดให้การสนับสนุนด้านซอฟต์แวร์กับ Windows Phone 8.1 ในปี 2017 และตอนนี้ได้ประกาศแล้วว่าจะปิดบริการ Windows Phone Store สำหรับสมาร์ทโฟนที่ทำงานบน Windows Phone 8.1 ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้

หลังจากวันที่ 16 ธันวาคม 2019 เป็นต้นไป เจ้าของสมาร์ทโฟนที่ทำงานบน Windows Phone 8.1 จะไม่สามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นใน Windows Phone Store ได้อีกต่อไป ส่วนแอพพลิเคชั่นที่เคยดาวน์โหลดมาติดตั้งอยู่ก่อนแล้ว ยังคงใช้งานได้ตามปกติ (แต่จะไม่ได้รับการอัพเดท) ดังนั้น ใครที่ยังใช้ Windows Phone 8.1 ควรรีบเข้าไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่ต้องการ ก่อนวันที่ 16 ธันวาคมนี้ และถ้าลบแอพออกไปหลังจากวันดังกล่าว ก็จะไม่สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งได้ใหม่

สำหรับเจ้าของสมาร์ทโฟนที่ทำงานบน Windows Phone 8.1 ยังมีโอกาสที่จะดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจาก Windows Phone Store ได้หลังจากวันที่ 16 ธันวาคมนี้ เพียงอัพเดทระบบปฏิบัติการมาเป็น Windows 10

รายชื่อสมาร์ทโฟนที่รองรับการอัพเดทมาใช้ Windows 10

  • Microsoft Lumia 430
  • Microsoft Lumia 435
  • Microsoft Lumia 532
  • Microsoft Lumia 535
  • Microsoft Lumia 540
  • Nokia Lumia 635 (เฉพาะรุ่น RAM 1GB)
  • Nokia Lumia 636
  • Nokia Lumia 638
  • Microsoft Lumia 640
  • Microsoft Lumia 640 XL
  • Nokia Lumia 730
  • Nokia Lumia 735
  • Nokia Lumia 830
  • Nokia Lumia 929
  • Nokia Lumia Icon
  • Nokia Lumia 930
  • Nokia Lumia 1520

ที่มา – MSPowerUser
https://www.flashfly.net/wp/277426

from:https://www.flashfly.net/wp/277426

ไมโครซอฟท์จะหยุดให้บริการ Store สำหรับ Windows Phone 8.1 ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้

นอกเหนือจากการหยุดซัพพอร์ต Windows 10 Mobile หลังจากวันที่ 10 ธันวาคมนี้แล้ว ไมโครซอฟท์ยังได้ประกาศหยุดให้บริการ Store สำหรับระบบปฏิบัติการรุ่นก่อนหน้าอย่าง Windows Phone 8.1 หลังจาก 16 ธันวาคม 2019 อีกด้วย

ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่ยังใช้ WP 8.1 ไม่สามารถดาวน์โหลดแอพจาก Store เพื่ออัพเดตแอพหรือติดตั้งแอพใหม่ ภายหลังจากวันที่ที่ประกาศไว้ข้างต้น ผู้ที่ต้องการใช้งานระบบปฏิบัติการ WP 8.1 ต่อไป (แม้ว่าจะหมดระยะซัพพอร์ตมานานแล้ว) หากต้องการรีเซ็ตโทรศัพท์ (ซึ่งจะลบแอพที่เคยติดตั้งไว้) ก็ให้รีบดำเนินการและควรติดตั้งแอพที่ต้องการใช้ให้เรียบร้อยก่อน Store จะหยุดให้บริการ

หรือเลือกอัพเกรดระบบปฏิบัติการเพื่อใช้งาน Store ของ Windows 10 Mobile แทน สำหรับรุ่นของอุปกรณ์ที่สามารถอัพเกรดได้มีดังนี้

  • Microsoft Lumia 430
  • Microsoft Lumia 435
  • Microsoft Lumia 532
  • Microsoft Lumia 535
  • Microsoft Lumia 540
  • Nokia Lumia 635 (เฉพาะรุ่น RAM 1GB)
  • Nokia Lumia 636
  • Nokia Lumia 638
  • Microsoft Lumia 640
  • Microsoft Lumia 640 XL
  • Nokia Lumia 730
  • Nokia Lumia 735
  • Nokia Lumia 830
  • Nokia Lumia 929
  • Nokia Lumia Icon
  • Nokia Lumia 930
  • Nokia Lumia 1520

อย่างไรก็ตามการอัพเกรดเป็น Windows 10 Mobile นั้นเป็นเพียงแนวทางแก้ไขสำหรับการดาวน์โหลดแอพผ่าน Store เท่านั้น ตัวระบบปฏิบัติการเองจะไม้ได้รับการแก้ไขบั๊ก หรือแพตช์ความปลอดภัยใดๆ ภายหลังการหยุดซัพพอร์ตในอีกไม่กี่วันนี้

ที่มา – Microsoft, MSPoweruser

No Description

from:https://www.blognone.com/node/113545

Windows 10 Mobile สิ้นอายุขัย 10 ธันวาคม 2019, แอพ Office ยังซัพพอร์ตต่อถึงปี 2021

แจ้งเตือนความจำแฟนๆ Windows Phone / Windows 10 Mobile ว่าวันอังคารนี้ 10 ธันวาคม 2019 ถือเป็นวันสุดท้ายของการซัพพอร์ต Windows 10 Mobile ตามที่ไมโครซอฟท์ประกาศไว้ตอนต้นปี

ไมโครซอฟท์ยังประกาศว่าแอพ Office for Windows 10 Mobile ซึ่งประกอบด้วย Word, Excel, PowerPoint, OneNote จะหมดระยะซัพพอร์ตในวันที่ 21 มกราคม 2021 หรืออีกประมาณหนึ่งปีกว่าๆ นับจากวันนี้

ทั้งตัวสมาร์ทโฟน ระบบปฏิบัติการ และแอพ Office ยังสามารถใช้งานต่อได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถติดตั้งแอพใหม่ได้หลัง 21 มกราคม 2021 และไมโครซอฟท์จะไม่ออกแพตช์แก้บั๊ก แพตช์ความปลอดภัย รวมถึงบริการสนับสนุนทางเทคนิคให้อีกแล้ว

ทางออกของเรื่องนี้คือ ไมโครซอฟท์แนะนำให้ไปใช้แอพ Office บน iOS หรือ Android แทน

ที่มา – Microsoft, MSpoweruser

from:https://www.blognone.com/node/113542

Microsoft ประกาศราคาทางการของ Surface Pro 7 และ Surface Laptop 3 ในไทย พร้อมเปิดพรีออเดอร์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

มโครซอฟท์ ประเทศไทย ประกาศวันสั่งซื้อล่วงหน้าอย่างเป็นทางการสำหรับดีไวซ์ใหม่ล่าสุดในตระกูล Surface ได้แก่ Surface Pro 7 และ Surface Laptop 3 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านตัวแทนจำหน่ายสำหรับร้านค้าปลีกของไมโครซอฟท์ที่ได้รับอนุญาตได้แก่ Banana ITIT CityJIB Lazada-Microsoft flagship store, และ Shopee-Microsoft Authorized Store และลูกค้าภาคธุรกิจที่ Add in Business และ Ciphermed

Surface รุ่นใหม่นี้ได้รับการออกแบบที่เน้นประสิทธิภาพการทำงานที่คล่องตัวสำหรับยุคโมบายอย่างแท้จริงและเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ทำงานได้หลากหลาย ยืดหยุ่นและเป็นตัวคุณมากยิ่งขึ้น

“พวกเราตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอ Surface รุ่นใหม่ในประเทศไทย เราเชื่อว่า ถ้าเราต้องการสร้างแบบฉบับที่ดีที่สุดของตัวเอง เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือหรือดีไวซ์ที่สร้างสรรค์มาให้เหมาะกับแนวทางของเรา เพื่อพาเราบรรลุเป้าหมาย ซึ่ง Surface ในไลน์ใหม่นี้ถูกออกแบบให้เป็นดีไวซ์ที่จะตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ ช่วยให้คุณดึงศักยภาพของคุณออกมาให้ได้มากที่สุด ดึงเอาความสร้างสรรค์ของคุณจากสุดยอดพลังจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมที่สุดของเรา” นางสาวชนิกานต์ โปรณานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

Surface Laptop 3: ความลงตัวที่สมบูรณ์แบบของขุมพลังและความสง่างาม

Surface Laptop 3 รุ่นล่าสุดนี้ ยังคงคอนเซปการออกแบบที่บางเฉียบ เรียบหรู และบางเบา แต่เร็วกว่าดีไวซ์รุ่นก่อนๆ ถึงสองเท่าตัว และมาพร้อมกับความสามารถในการทำงานแบบมัลติทาสก์ที่เร็วยิ่งขึ้นและกราฟฟิคที่ดียิ่งขึ้น

Surface Laptop 3 มีหน้าจอสองขนาด คือ 13.5 และ 15 นิ้ว โดยรุ่นหน้าจอ 13.5 นิ้วใช้โปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจเนอเรชั่นที่ 10 รุ่นล่าสุด ทำให้ Surface Laptop 3 เร็วและมีประสิทธิภาพสูงกว่าทุกรุ่นในอดีต ขณะที่ Surface Laptop 3 รุ่นหน้าจอ 15 นิ้วมอบจอแสดงผลที่ใหญ่ขึ้นให้กับดีไวซ์ในตระกูล Surface Laptop พร้อมการออกแบบด้วยโลหะล้วนที่สง่างามพร้อมศักยภาพการแสดงภาพกราฟฟิคระดับสูงจากโปรเซสเซอร์ของ AMD

สำหรับลูกค้าภาคธุรกิจ จะมี Surface Laptop 3 รุ่นหน้าจอ 15 นิ้ว กับโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจเนอเรชั่นที่ 10 ด้วยเช่นกัน โดยสามารถติดต่อผ่านตัวแทนจำหน่ายได้

เสริมสไตล์ของคุณด้วยสีสันที่นุ่มลึกอย่างสีดำด้านและสีแพลทตินัม นอกจากนี้ Surface Laptop 3 ยังบางเบา ด้วยน้ำหนักเพียง 1,288 และ 1,265 กรัมสำหรับรุ่นหน้าจอ 13.5 นิ้วในสีสีดำด้านและสีแพลทตินัมตามลำดับ ขณะที่รุ่นหน้าจอ 15 นิ้วมีน้ำหนักเพียง 1,542 กรัม และ Surface Laptop 3 ยังมีคีย์บอร์ดที่ทนทานพร้อมให้เลือกถึง 2 แบบ ทั้งแบบ Alcantara ที่นุ่มสบาย และโลหะชนิดใหม่

ด้วยความเป็นผู้นำในด้านการพิมพ์ที่สะดวกสบายและแบตเตอรีที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน ทำให้ Surface Laptop 3 เป็นแลปท็อปในอุดมคติที่ช่วยให้วันของคุณผ่านไปได้อย่างราบรื่น และด้วยฟีเจอร์ Fast Charging ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรีได้ถึง 80% ภายใน 1 ชั่วโมง2 นอกจากนี้ แทร็กแพดมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่า 20% เพื่อการใช้งานที่ง่ายขึ้นและไร้รอยต่อ

Surface Laptop 3 ถูกสร้างมาเพื่อคนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Instant On, พอร์ต USB-C และ USB-A และชุดไมค์สตูดิโอสองตัวที่รับสัญญาณเสียงระยะไกลได้สำหรับโหมดการโทรใน Microsoft Teams และการแปลงเสียงเป็นตัวหนังสือใน Office ในขณะที่คุณสามารถควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของคุณด้วยฮาร์ดไดร์ฟที่ถอดออกได้ เพื่อเก็บรักษาข้อมูลของคุณโดยเฉพาะ3

Surface Pro 7: รับมือได้รอบด้านดังเดิม เพิ่มเติมคือประสิทธิภาพที่สูงกว่า

ด้วยการออกแบบใหม่ทั้งด้านในและนอก Surface Pro 7 ยังมีศักยภาพที่สูงกว่าที่เคยเป็นมาโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจเนอเรชั่นที่ 10 รุ่นล่าสุด ทำให้ดีไวซ์เร็วกว่ารุ่นก่อนๆ ถึง 2.3 เท่า ประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่านี้ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานและสนุกสนานในรูปแบบของพวกเขาจากที่ไหนก็ได้ Surface Pro 7 มีให้เลือกถึง 2 สี คือสีดำด้านและสีแพลทตินัม นอกจากนี้ Signature Type Cover, Arc Mouse และปากกา รุ่นใหม่ที่ใช้งานได้ดียิ่งขึ้นยังพร้อมช่วยเติมเต็มประสบการณ์การใช้งาน Surface Pro 7 ของคุณ

ฟีเจอร์ล่าสุดอย่าง Fast Charging แบตเตอรีที่อยู่ได้ทั้งวัน4 และ Instant On ทำให้ Surface Pro 7 สามารถมอบประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ความคล่องตัวของการเป็นทั้งแลปท็อปและแทบเล็ตในตัว พร้อมหน้าจอความละเอียดสูง PixelSense™ Display ขนาด 12.3 นิ้ว แม้ว่าตัวเครื่องจะบางเฉียบและมีน้ำหนักเพียง 775 กรัม

Surface Pro 7 ยังให้ทางเลือกในการเชื่อมต่อกับจอ ดอคกิ้ง สเตชั่น หรืออุปกรณ์ชาร์จต่างๆ ด้วยพอร์ตที่หลากหลาย อาทิ USB-A, USB-C™ และ Surface Connect

เอกลักษณ์เฉพาะของดีไวซ์ตระกูล Surface ที่เป็นทั้งแลปท็อปและแทบเล็ตในตัวนี้มาพร้อมกับขาตั้ง (kickstand) ที่มาพร้อมกับเครื่องและ Surface Signature Type Cover5 ที่สามารถแยกจากเครื่องได้ ทำให้ผู้ใช้สามารถจดไอเดียต่างๆ ได้ในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับไอเดียให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ไม่ว่าคุณจะใช้ Surface Pro 7 สำหรับการทำงานหรือพักผ่อน ดีไวซ์รุ่นนี้เป็นเพื่อนข้างกายที่สมบูรณ์แบบในชีวิตประจำวัน คุณสามารถพักผ่อนจากการทำงานด้วยการดูภาพยนตร์ที่มีความคมชัดระดับ HD หรือฟังเพลงโปรดของคุณบน Spotify6 ขณะดื่มด่ำไปกับประสบการณ์เสียงคมชัดจาก Dolby® Audio™ Premium

การเปิดรับการสั่งซื้อล่วงหน้าและราคา

คุณสามารถสั่งซื้อ Surface Pro 7 และ Surface Laptop 3 ล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต สำหรับร้านค้าปลีก คือ Banana IT, IT City, JIB, Lazada-Microsoft flagship store และ Shopee-Microsoft Authorized Store โดยไลน์ผลิตภัณฑ์นี้จะพร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป 

สำหรับลูกค้าภาคธุรกิจและการสั่งจองล่วงหน้า

Surface for Business มอบประสบการณ์และฟีเจอร์เฉพาะทางให้แก่ลูกค้าภาคธุรกิจ รวมถึงความปลอดภัยระดับองค์กร การจัดการทันสมัยด้วย Autopilot, โหมดการจัดการ Surface สำหรับภาคธุรกิจ (SEMM – Surface Enterprise Management Mode) และ Microsoft Intune

Windows 10 Pro เป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานสำหรับ Surface for Business ทุกเครื่อง ที่พร้อมมอบความปลอดภัยที่มากกว่า และฟีเจอร์สำหรับการจัดการที่ทำให้ลูกค้าของเราสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากการรับประกันฮาร์ดแวร์ระดับมาตรฐานแล้วนั้น ลูกค้า Surface for Business ยังได้รับ Advanced Exchange – การบริการรับประกันและการเปลี่ยนดีไวซ์อย่างรวดเร็ว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ลูกค้าภาคธุรกิจที่สนใจสามารถสั่งจอง Surface Pro 7 for Business บางรุ่นล่วงหน้าได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 6 ธันวาคม 2019 หรือจนกว่าของจะหมด ได้ที่ตัวแทนจำหน่าย บริษัท แอด อิน บิซิเนส จำกัด และ บริษัท ไซเฟอร์เมด จำกัด

รุ่น ราคาขายปลีก
Surface Pro 7 (สีดำด้านและแพลทตินัมเท่านั้น)
Surface Pro 7 Intel i5/8GB/128GB 29,990
Surface Pro 7 Intel i5/8GB RAM/256GB 40,990
Surface Pro 7 Intel i7/16GB RAM/256GB 49,990
Surface Pro 7 Intel i7/16GB RAM/512GB 64,990
Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว (สีดำด้านและแพลทตินัมเท่านั้น)
Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว Intel i5/8GB RAM/128GB SSD  34,990
Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว Intel i5/8GB RAM/256GB SSD  44,990
Surface Laptop 3 13.5 นิ้ว Intel i7/16GB RAM/256GB SSD   52,990
Surface Laptop 3 15 นิ้ว (สีดำด้านเท่านั้น)
Surface Laptop 3 15 นิ้ว Intel R5/8GB RAM/256GB SSD   49,990
อุปกรณ์เสริม
Surface Arc Mouse (สีฟ้า แดง ดำและแพลทตินัม) 2,600
Surface Pen (สีฟ้า แดง ดำและแพลทตินัม) 3,900
Signature Type Cover สำหรับ Surface Pro 7 (สีฟ้า แดง ดำและแพลทตินัม) 5,790

from:https://www.flashfly.net/wp/275035

รีวิว NEXT G Flexi Speed แพ็กเกจรายเดือนใหม่ ครั้งแรกในไทยปรับสปีดได้เองตามต้องการ เตรียมรองรับ 5G จาก AIS

หลังจากที่ทาง AIS ได้เปิดตัวแพ็กเกจรายเดือนใหม่ที่มีชื่อว่า NEXT G Flexi Speed ก็ได้เกิดกระแสฮือฮาและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะแพ็กเกจนี้ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมแพ็กเกจรายเดือนแบบใหม่ครั้งแรกในประเทศไทยที่จะให้ลูกค้าสามารถปรับสปีดความเร็วเน็ตได้ด้วยตัวเองแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะสามารถปรับความเร็วได้ตั้งแต่ 2 Mbps , 4 Mbps , 8 Mbps  และเต็มสปีดถึงความเร็วสูงสุดระดับกิกะบิตกันเลยทีเดียว อีกทั้งยังจะได้รับสิทธิ์ใช้งาน AIS NEXT G อย่างไม่จำกัดอีกด้วย รวมถึงยังเป็นแพ็กเกจที่คุ้มค่า คุ้มราคา เพราะจ่ายเริ่มต้นเพียงเดือนละ 450 บาท ก็สามารถเล่นเน็ต 4G/3G อย่างจุใจได้ถึง 20 Gbps พ่วงด้วยโทรฟรีทุกเครือข่าย 200 นาที และยังรับสิทธิ์ใช้งาน AIS SUPER WiFi อีกด้วย  และจากกระแสของความสนใจของแพ็กเกจนี้ที่มีเข้ามาเป็นอย่างมาก วันนี้ทางทีมงาน @flashfly เลยจะมาขอรีวิวให้ได้รู้จักและได้เห็นกันไปเลยว่าแพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed นี้คืออะไร ใช้งานยังไง มีประโยชน์และคุ้มค่าอย่างไรบ้าง 

รู้จักกับแพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed :

NEXT G Flexi Speed นั้นเป็นแพ็กเกจรายเดือนแบบใหม่จาก AIS ที่มีจุดเด่นคือ เป็นแพ็กเกจรายเดือนครั้งแรกในไทยที่ลูกค้าจะสามารถปรับสปีดความเร็วเน็ตได้ด้วยตัวเอง ตามความต้องการใช้งานในขณะนั้น โดยลูกค้าจะสามารถปรับได้เองด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก สามารถเลือกปรับได้ถึง 4 ระดับ ได้แก่ ความเร็วแบบเต็มสปีด, 8 Mbps, 4 Mbps หรือความเร็วที่ 2 Mbps ซึ่งจะสามารถเลือกปรับได้เองตามต้องการแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านการกดรหัสง่ายๆ หรือผ่านแอพพลิเคชั่น my AIS โดยจะสามารถปรับสปีดได้สูงสุด 10 ครั้งต่อ 1 รอบบิล 

วิธีการปรับสปีดความเร็วเน็ตนั้นสามารถทำได้โดย การเลือกปรับผ่านแอพพลิเคชั่น my AIS โดยเข้าไปที่ แอพพลิเคชั่น my AIS > แพ็กเกจปัจจุบันของคุณ > ปรับความเร็วเน็ต 

 หรือการเลือกกดรหัสง่ายๆ ตามสปีดที่ต้องการ 

 –  Check Speed กด *666*0# แล้วโทรออก 

–  เลือกสปีดที่ความเร็ว 8 Mbps. *666*8# แล้วโทรออก 

–  เลือกสปีดที่ความเร็ว 4 Mbps. *666*4# แล้วโทรออก

–  เลือกสปีดที่ความเร็ว 2 Mbps. *666*2# แล้วโทรออก

ไม่เพียงเท่านั้น จุดเด่นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้หลายคนให้ความสนใจนั่นก็คือ เรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคา เนื่องจากแพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed นั้น เน้นให้ได้ใช้งานเน็ตได้อย่างจุใจ ในราคาสุดคุ้ม โดยตัวแพ็กเกจจะมีราคาเริ่มต้นเพียงเดือนละ 450 บาท แต่จะได้เล่นเน็ต 4G/3G มากถึง 20 Gbps ,โทรฟรีทุกเครือข่าย 200 นาที และรับสิทธิ์ใช้งาน AIS SUPER WiFi พ่วงไปอีกด้วย เรียกได้ว่าใครที่อยากเล่นเน็ตแบบจุใจ ต้องถูกใจกันอย่างแน่นอน โดยรายละเอียดของแพ็กเกจต่างๆมีดังต่อไปนี้ 

·       แพ็กเกจค่าบริการรายเดือน 450 บาท เล่นเน็ตเต็มสปีด 4G/3G จำนวน 20 GB  (จากนั้นเล่นเน็ตต่อเนื่องด้วยความเร็ว 256 Kbps), NEXT G ไม่จำกัด, โทรฟรีทุกเครือข่าย 200 นาที และฟรี! AIS SUPER WiFi ไม่อั้น พร้อมปรับสปีดความเร็วได้ตามต้องการ ตั้งแต่ 2 Mbps จนถึงความเร็วสูงสุด 

·       แพ็กเกจค่าบริการรายเดือน 550 บาท เล่นเน็ตเต็มสปีด 4G/3G จำนวน 40 GB  (จากนั้นเล่นเน็ตต่อเนื่องด้วยความเร็ว 256 Kbps), NEXT G ไม่จำกัด, โทรฟรีทุกเครือข่าย 200 นาที และฟรี! AIS SUPER WiFi ไม่อั้น พร้อมรับสปีดความเร็วได้ตามต้องการ ตั้งแต่ 2 Mbps จนถึงความเร็วสูงสุด

·       แพ็กเกจค่าบริการรายเดือน 750 บาท เล่นเน็ตเต็มสปีด 4G/3G จำนวน 60 GB  (จากนั้นเล่นเน็ตต่อเนื่องด้วยความเร็ว 384 Kbps), NEXT G ไม่จำกัด, โทรฟรีทุกเครือข่าย 200 นาที และฟรี! AIS SUPER WiFi ไม่อั้น พร้อมปรับสปีดความเร็วได้ตามต้องการ ตั้งแต่ 2 Mbps จนถึงความเร็วสูงสุด

แพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed มีประโยชน์อย่างไร 

ได้ทำความรู้จักและได้เห็นถึงวิธีการปรับสปีดของแพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed กันไปแล้ว หลายคนมีข้อสงสัยกันต่อว่าแล้วแพ็กเกจนี้ถ้าเปลี่ยนมาใช้แล้วจะมีประโยชน์อะไร ใช้แล้วดีอย่างไร ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า แพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed นั้นถูกออกแบบมาเพื่อเน้นตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าในปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นในว่าใน 1 วันจะมีความต้องการใช้งานความเร็วอินเทอร์เน็ตในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ประเภทของการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการที่จะดูหนัง ดูซีรีย์หรือดู live ถ่ายทอดสดต่างๆ ก็ย่อมต้องการที่จะอยากดูด้วยความคมชัดที่สุดและต้องดูได้อย่างลื่นไหลไม่สะดุดอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เน็ตที่ความเร็วสูงสุดนั่นเอง แต่ถ้าสำหรับบางกิจกรรมยกตัวอย่างเช่น การเล่นโซเชียล  การค้นหาข้อมูล แชท หรือการเช็คอีเมล กิจกรรมเหล่านี้ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เน็ตที่ความเร็วสูงสุดก็สามารถใช้งานได้อย่างไม่สะดุดแล้ว

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าเราต้องการที่จะประหยัดปริมาณดาต้าในแพ็กเกจ ไม่ให้หมดเร็วจนเกินไป ก็จะสามารถทำได้บนฟังก์ชันการใช้งานของแพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed นั่นเอง เนื่องจากแพ็กเกจนี้สามารถปรับความเร็วเน็ตได้แบบเรียลไทม์ ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องการจะใช้เน็ตความเร็วสูง ก็สามารถปรับไปที่ความเร็วสูงสุด แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เน็ตความเร็วสูงก็จะสามารถปรับเน็ตให้มีความเร็วที่ต่ำลงมา แต่ยังคงพอเพียงกับการใช้งานต่างๆได้ ซึ่งวิธีนี้ก็จะทำให้เราสามารถประหยัดดาต้าในแพ็กเกจไปได้มากทีเดียว 

ลองมาทำการทดสอบเปรียบเทียบกันให้ดูกันไปเลยดีกว่า ว่าถ้าต้องการใช้งานดูหนัง ดูซีรีย์ เป็นเวลา 10 ​นาที ต่อด้วยการเล่นโซเชียล แชท และเช็คอีเมล์ อีก 20 นาที ระหว่างแพ็กเกจแบบเดิมที่ไม่ได้มีการปรับความเร็ว เปรียบเทียบกับแพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed ที่สามารถปรับความเร็วได้ และในการทดสอบนี้จะลองปรับความเร็วลงมาที่ 2 Mbps เมื่อต้องการใช้งานเล่นโซเชียล แชท และเช็คอีเมล์ ทั้งสองแบบจะมีการใช้ดาต้าในปริมาณที่ต่างกันอย่างไรบ้าง  

จำนวนดาต้า ก่อนและหลังทดสอบใช้งาน ของแพ็กเกจแบบเดิม 

จำนวนดาต้า ก่อนและหลังทดสอบใช้งาน ของแพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed

จากการทดสอบจะเห็นได้ว่า การใช้งานแพ็กเกจแบบเดิมนั้น ใช้ดาต้าไปทั้งหมดประมาณ 330MBในขณะที่ใช้แพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed แล้วปรับความเร็วแพ็กเกจให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละประเภทใช้ดาต้าไปเพียง 98MB เท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าประหยัดดาต้าไปได้มากพอสมควรเลยทีเดียว และถ้าหากเรามีการใช้งานแพ็กเกจนี้ตลอดทั้งเดือนและปรับการใช้งานให้เหมาะสมในแต่ละกิจกรรม ก็จะทำให้สามารถแก้ปัญหาดาต้าในแพ็กเกจหมดเร็วได้นั่นเอง 

นอกจากแพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed จะถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันแล้ว ทาง AIS ยังได้ออกแบบแพ็กเกจนี้ออกมาเพื่อเป็นการนำร่องแพ็กเกจรายเดือนที่เตรียมรองรับพฤติกรรมการใช้งานในยุค 5G ในอนาคต ที่จะมีอินเทอร์เน็ตวิ่งบนความเร็วไม่จำกัดในปริมาณที่สูงอีก และต่อไปเมื่อถึงเวลาที่จะสามารถใช้งานเทคโนโลยี 5G ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในการใช้ชีวิตในทุกๆด้าน มาถึงแล้ว แพ็เกจนี้จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถที่จะเลือกปรับความเร็วได้เหมาะสมตามการใช้งานจริงได้นั่นเอง 

NEXT G Flexi Speed แพ็กเกจที่ให้ดาต้าได้เยอะแบบจุใจกว่าใคร 

ถึงแม้ว่าความน่าสนใจของแพ็กเกจนี้จะอยู่ที่เรื่องของการปรับความเร็วในการใช้งานเพื่อที่จะสามารถประหยัดดาต้าในแพ็กเกจได้มากยิ่งขึ้น แต่ทาง AIS ก็ไม่ได้หยุดให้สิทธิพิเศษของลูกค้าเพียงแค่นั้น อย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้ว่า อีกหนึ่งความน่าสนใจของแพ็กเกจนี้ นั่นก็คือการได้รับเน็ตใช้แบบเยอะมาก เยอะแบบจุใจกันไปเลย เพื่อที่จะให้สามารถรองรับการใช้งานเน็ตที่มากขึ้นเรื่อยๆในยุคปัจจุบัน หลายคนถามว่าแล้วเน็ตเยอะจุขนาดนี้ถ้าเทียบกับผู้ให้บริการรายอื่นจะมีราคาต่างกันอย่างไร ลองมาดูจากการเปรียบเทียบโดยเทียบกับแพ็กเกจที่มีราคาใกล้เคียงกันจะเห็นได้ว่าแพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed นั้นให้เน็ตได้มากกว่า สามารถเล่นได้จุใจกว่า เรียกได้ว่าเล่นกันอย่างเต็มที่ไปเลยทีเดียว 

1. แพ็กเกจ AIS  NEXT G Flexi Speed  :  

2. แพ็กเกจรายเดือน Dtac : 

3. แพ็กเกจรายเดือน Truemove H :  

ตารางเปรียบเทียบแพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed  ราคาเริ่มต้น 450 บาท 

ตารางเปรียบเทียบแพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed  ราคาสูงสุด 750 บาท 

โดยสรุปแล้ว จากการที่ได้ทดสอบใช้งานและลองเปรียบเทียบความแตกต่างกับแพ็กเกจแบบเดิมดูนั้น จะเห็นได้ว่าแพ็กเกจ NEXT G Flexi Speed จาก AIS นั้น เป็นแพ็กเกจแบบใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจุดเด่นเรื่องการปรับสปีดเน็ตหรือความเร็วเน็ตในการใช้งานให้ตรงตามความต้องการแบบเรียลไทม์ ทำให้ประหยัดดาต้าไปได้มากแล้วนั้น เรื่องของปริมาณเน็ตที่มีมาให้ในแพ็กเกจก็จัดมาแบบจุใจอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นแพ็กเกจที่ถูกออกแบบและคิดมาเพื่อตอบสนองการใช้งานเน็ตในปัจจุบันได้อย่างดีเลยทีเดียว รวมไปถึงยังเป็นแพ็จที่เตรียมไว้เพื่อรองรับการมาของ 5G อีกด้วย ใครที่สนใจ อยากใช้แพ็กเกจนี้สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.ais.co.th/flexispeed หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ AIS Call Center 1175 

from:https://www.flashfly.net/wp/271541

รีวิว Samsung Galaxy Watch eSim โทรเข้ารับสาย ใช้งาน LTE ได้อิสระไม่แม้ไม่มีมือถือ

Samsung วางจำหน่ายสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ล่าสุด Galaxy Watch eSim ในประเทศไทยทางการแล้ว หลังจากที่วางจำหน่ายรุ่นปกติมาก่อนหน้า ซึ่งในรุ่น eSIM นี้จะทำให้ผู้สวมใส่เป็นอิสระจากสมาร์ทโฟนมากยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในระบบ 4G หรือ 3G ในบ้านเราทั้ง 3 ค่ายดัง โดยมีดีไซน์สวยงามพรีเมี่ยม สามารถสวมใส่แทนนาฬิกาข้อมือปกติได้ มาพร้อมฟีเจอร์ติดตามสุขภาพและการทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน และยังออกแบบมาให้กันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร

ตัวเรือนของ Galaxy Watch eSim ผลิตด้วยวัสดุสแตนเลสสตีล หน้าปัดทรงกลมดูเหมือนนาฬิกาข้อมือระดับพรีเมี่ยม มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 42 มม. กับ 46 มม. โดยขนาด 42 มม. มีตัวเรือนให้เลือก 2 สี (Midnight Black, Rose Gold) สามารถเปลี่ยนสายนาฬิกาทั่วไปที่มีขนาด 20 มม. ส่วนขนาด 46 มม. มีให้เลือกสีเดียว (Silver) และสามารถเปลี่ยนสายนาฬิกาทั่วไปที่มีขนาด 22 มม. สำหรับสายสายนาฬิกาที่ติดมากับ Galaxy Watch eSim เป็นวัสดุซิลิโคนที่มีน้ำหนักเบา 

Galaxy Watch eSim มาพร้อมจอแสดงผล Super AMOLED (360 x 360 พิกเซล) ระบบสัมผัส ขนาด 1.2 นิ้ว สำหรับรุ่น 42 มม. ส่วนรุ่น 46 มม. จะมีขนาดหน้าจอ 1.3 นิ้ว รองรับฟีเจอร์ Always On Display ให้ผู้ใช้ดูเวลาได้ทันทีเหมือนสวมใส่นาฬิกาข้อมือปกติ และครอบทับด้วยกระจกป้องกันรอยขีดข่วน

ส่วนขอบของหน้าปัดถูกออกแบบมาให้ใช้ควบคุม User Interface ด้วยการหมุนขอบหน้าปัดไปตามเข็มหรือทวนเข็มนาฬิกา โดยตามขอบจะมีรอยหยักเพื่อความถนัดในการหมุน ซึ่งเป็นวิธีการใช้งานเหมือนกับ Galaxy Watch รุ่นก่อนๆ ของ Samsung 

ปุ่มกดด้านข้าง มี 2 ปุ่ม คือ ปุ่มโฮม (ปุ่มเพาเวอร์) กับปุ่มย้อนกลับ และมีรูไมโครโฟนติดตั้งอยู่ทางฝั่งเดียวกัน

อีกข้างดูเหมือนรูไมโครโฟนแต่มี 3 รูติดกัน แท้จริงแล้วเป็นตำแหน่งของลำโพง

Galaxy Watch eSim ติดตั้ง Heart Rate Sensor ไว้ที่ด้านหลัง นอกจากนี้ยังมี Accelerometer, Barometer, Gyro และ Light Sensor สำหรับการเชื่อมต่อรองรับ Wi-Fi 802.11 b/g/n (2.4GHz), Bluetooth 4.2, NFC และ GPS 

Galaxy Watch eSim ออกแบบมาให้มีความทนทานสูงมาตรฐานกองทัพสหรัฐฯ (MIL-STD-810G) และกันน้ำที่ความลึกสูงสุด 50 เมตร ตามมาตรฐาน 5ATM

นอกจากขนาดตัวเรือนและจอแสดงผลที่แตกต่างกัน Galaxy Watch eSim ขนาด 42 มม. กับ 46 มม. ยังมีความจุแบตเตอรี่ที่แตกต่างกันด้วย เรือนเล็กมีความจุแบตเตอรี่ 270mAh ส่วนเรือนใหญ่มีความจุแบตเตอรี่ 472mAh นั่นทำให้ Galaxy Watch eSim ขนาด 42 มม. มีน้ำหนักเบากว่า อยู่ที่ 49 กรัม ขณะที่ขนาด 46 มม. มีน้ำหนัก 63 กรัม 

สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ ทำได้อย่างง่ายดาย เพราะมาพร้อมแท่นชาร์จไร้สาย เพียงแค่วาง Galaxy Watch eSim ไว้บนแท่นชาร์จ แบตเตอรี่ของสมาร์ทวอทช์ก็จะถูกชาร์จโดยอัตโนมัติ หรือจะชาร์จแบบไร้สายที่ด้านหลัง Galaxy S10 หรือ Galaxy Note 10 ได้อีกด้วยด้วยฟีเจอร์ Wireless PowerShare

เปิดใช้งาน eSim

eSim ที่อยู่ต่อท้ายชื่อ Galaxy Watch มาจากคำว่า Embedded-SIM ซึ่งหมายถึงใช้ซิมการ์ดที่ฝังไว้ภายในอุปกรณ์ โดยไม่ต้องใช้ซิมการ์ดแบบทั่วไปที่ใช้ในสมาร์ทโฟน ดังนั้น ก่อนการใช้งาน Galaxy Watch eSim จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือทำให้ eSim อยู่ในสถานะพร้อมใช้งานก่อน ซึ่งวิธีเปิดใช้งานก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร

Samsung Galaxy Watch eSim วางจำหน่ายผ่านผู้ให้บริการฯ AIS, Dtac และ TrueMove H ดังนั้น ถ้าไปซื้ออุปกรณ์ที่ศูนย์บริการทั้ง 3 ราย สามารถขอให้พนักงานช่วยลงทะเบียน eSim ได้ทันที แต่ถ้าต้องการลงทะเบียนด้วยตัวเองก็ทำได้เช่นกัน

หากต้องการเปิดใช้ eSim ด้วยตัวเอง จะต้องจับคู่ Galaxy Watch eSim กับสมาร์ทโฟนที่ลงแอพพลิเคชั่น Galaxy Wearable (รองรับทั้ง Android และ iOS) เมื่อเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับ Galaxy Watch eSim ผ่านแอพ Galaxy Wearable ให้เข้าไปที่เมนู Mobile Network หรือ เครือข่ายมือถือ จากนั้นเลือกเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องการเปิดใช้งาน eSim (เบอร์ที่อยู่ในสมาร์ทโฟน) จากนั้นให้ทำตามขั้นตอนที่แอพแนะนำเพียงไม่กี่ขั้นตอน เพื่อทำให้การลงทะเบียน eSim เสร็จสมบูรณ์ โดยผู้ใช้งานต้องเตรียมข้อมูลส่วนตัวอย่างหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนที่ใช้ลงทะเบียนซิมการ์ดปัจจุบันด้วย

หลังจาก Galaxy Watch eSim เชื่อมต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถใช้งานฟีเจอร์การโทรหรือข้อความได้เหมือนเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่ง โดยไม่ต้องมีสมาร์ทโฟนอยู่ใกล้ๆ อีกต่อไป นั่นหมายถึง ผู้สวมใส่ไม่จำเป็นต้องพกพาสมาร์ทโฟนติดตัวไปด้วย เมื่อต้องออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมนอกบ้าน และไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดสายสำคัญ เพราะสามารถกดรับสายจากสมาร์ทวอทช์ได้โดยตรง 

ติดตามสุขภาพ

Galaxy Watch eSim สามารถติดตามการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมได้ถึง 39 รูปแบบ อาทิ การเดิน, วิ่ง, ปั่นจักรยาน, ใช้เครื่องช่วยออกกำลังกายประเภทต่างๆ ในฟิตเนส รวมไปถึงว่ายน้ำ เพราะออกแบบมาให้กันน้ำได้ตามมาตรฐาน 5ATM 

Galaxy Watch eSim สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะวิ่ง พร้อมจดจำเส้นทางการวิ่งด้วย GPS ในตัว และบันทึกสถิติต่างๆ อย่างระยะทาง ความเร็ว จำนวนแคลลอรี่ที่ถูกเผาผลาญ สามารถตรวจสอบรายงานผลจากการออกกำลังกายได้ทันทีจากสมาร์ทวอทช์ หรือตรวจสอบข้อมูลด้านสุขภาพอย่างละเอียดบนสมาร์ทโฟนผ่านแอพ Samsung Health

นอกจาก GPS สมาร์ทวอทช์ Galaxy Watch eSim ยังมีเซ็นเซอร์ Altimeter และ Barometer (เครื่องวัดความสูงและความกดอากาศ) จึงสามารถระบุตำแหน่งของผู้สวมใส่ได้แม่นยำทั้งในแนวราบ และการขึ้นที่สูง

Galaxy Watch eSim รองรับฟีเจอร์สตรีมเพลงจากแอพที่ให้บริการฟังเพลงออนไลน์ แล้วฟังเพลงผ่านหูฟังไร้สายที่จับคู่กันผ่าน Bluetooth ช่วยเพิ่มความสนุกและผ่อนคลายในระหว่างออกกำลังกาย

Galaxy Watch eSim ยังสามารถติดตามสุขภาพการนอนหลับได้ด้วย โดยจะบันทึกและวิเคราะห์การนอนหลับอย่างละเอียดออกเป็น 4 ช่วง ก่อนนอนยังมีฟีเจอร์สรุปผลจากการทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน และหลังจากตื่นนอนยังแสดงข้อมูลที่สำคัญของวันใหม่ (กรณีมีการบันทึกนัดหมายไว้) และรายงานสภาพอากาศในแต่ละวัน

สเปก

Galaxy Watch eSim ทั้ง 2 ขนาด ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Tizen สามารถจับคู่กับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง iOS และ Android แต่เมื่อใช้งานกับ มาพร้อมชิปประมวลผล 1.15GHz Dual Core ความจำ RAM 1.4 GB จับคู่กับ ROM 4GB 

Galaxy Watch eSim ขนาด 46 มม. มีความจุแบตเตอรี่ 472mAh ให้อายุการใช้งานนานสูงสุด 168 ชั่วโมง แต่ถ้าเปิด GPS, ฟังเพลง และใช้ฟีเจอร์การโทร พลังงานแบตเตอรี่ก็จะหมดไวขึ้น ขณะที่ขนาด 42 มม. มีความจุแบตเตอรี่ 270mAh ให้อายุการใช้งานนานสูงสุด 120 ชั่วโมง และเช่นเดียวกับเรือนใหญ่ ถ้าหากมีการเปิด GPS, ฟังเพลง และใช้ฟีเจอร์การโทร แบตเตอรี่ก็จะหมดไวเร็วขึ้น แต่เมื่อใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถอยู่ได้นานตั้งแต่เช้าจรดเย็นอย่างแน่นอน เนื่องจาก Galaxy Watch eSim ถ้าจับคู่กับสมาร์ทโฟนก็จะประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น เพราะจะมีการปิดระบบเชื่อมต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 

สรุป

Samsung Galaxy Watch eSim เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการสมาร์ทวอทช์ที่มีลักษณะคล้ายนาฬิกาข้อมือทั่วไป บนดีไซน์สวยงามพรีเมี่ยม สามารถเปลี่ยนไปใช้สายนาฬิกาทั่วไปเพื่อให้เข้ากับแฟชั่นการแต่งตัวของแต่ละคนได้ ตัวเรือนมีสีสันและขนาดที่สวมใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง สนับสนุนฟีเจอร์ติดตามสุขภาพที่ครบครัน และยังมีราคาถูกกว่าคู่แข่งอยู่พอสมควร เมื่อเทียบกับสมาร์ทวอทช์ที่มี eSim ในตัว

Samsung พร้อมวางจำหน่าย Galaxy Watch eSim แล้ววันนี้ ในราคาเริ่มต้น 11,900 บาท สำหรับขนาด 42 มม. มีตัวเรือนให้เลือก 2 สี (Midnight Black, Rose Gold) และราคา 12,900 บาท สำหรับขนาด 46 มม. มีให้เลือกสีเดียว (Silver) 

บทความโดย – http://www.flashfly.net

from:https://www.flashfly.net/wp/263408