คลังเก็บป้ายกำกับ: WINDOWS_10

ไมโครซอฟท์เผยราคา Windows 365 สตรีมเดสก์ท็อปผ่านเว็บ เริ่มต้นที่ 20 ดอลลาร์ต่อเดือน

ไมโครซอฟท์ประกาศราคาของบริการ Windows 365 การสตรีมเดสก์ท็อป Windows ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ซึ่งเป็นบริการแบบใหม่ที่ไมโครซอฟท์เรียกว่า Cloud PC (เป็น remote desktop แบบสำเร็จรูป รันในคลาวด์อย่างเดียว ปรับแต่งได้น้อยกว่า Azure Virtual Desktop)

Windows 365 แบ่งออกเป็น 2 ระดับตามจำนวนผู้ใช้งานคือ Business (พนักงานไม่เกิน 300 คน) และ Enterprise (พนักงานมากกว่า 300 คน) โดยมีฟีเจอร์ด้านการจัดการต่างกันอยู่พอสมควร ส่วนราคาจะอิงตามสเปกเครื่องที่เลือกเช่าใช้งาน

แพ็กเกจราคาต่ำสุดของกลุ่ม Enterprise คือ 20 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน ได้ 1 vCPU, แรม 2GB, สตอเรจ 64GB ส่วนแพ็กเกจสูงสุด 158 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน ได้ 8 vCPU, แรม 32GB, สตอเรจ 512GB

ส่วนแพ็กเกจของกลุ่ม Business จะราคาแพงกว่าเล็กน้อย ที่สเปกเดียวกันราคา 24 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน และ 162 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือนตามลำดับ แต่ลูกค้า Business ที่มีไลเซนส์ Windows 10 Pro อยู่แล้วสามารถสมัครเข้าโปรแกรม Windows Hybrid Benefit ที่ได้ราคาเท่ากับกลุ่ม Enterprise ได้

ราคาอย่างละเอียดสามารถดูได้จาก Microsoft Thailand (ราคาในไทยยังขายเป็นดอลลาร์)

No Description

No Description

No Description

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/124032

Microsoft อัพเดต Windows 10 v2004 ขึ้นไปให้ติดตั้ง WSL ได้ง่ายๆ ด้วยคำสั่งบรรทัดเดียว

เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว Microsoft ได้เปิดให้ผู้ใช้ Windows 10 Insider Preview สามารถติดตั้ง WSL (Windows Subsystem for Linux) ได้ง่ายๆ ด้วยคำสั่ง wsl –install ลดความยุ่งยากที่ปกติผู้ใช้ต้องเปิดการตั้งค่าบางอย่างรวมถึงติดตั้งแพคเกจเอง

ล่าสุด Microsoft ได้เปิดให้ผู้ใช้ Windows 10 v2004 หรือสูงกว่า สามารถใช้งานฟีเจอร์แบบเดียวกันนี้ได้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยต้องอัพเดต Windows ให้เป็นแพตช์ล่าสุดก่อน หรือถ้าจะเจาะจงแพตช์ มันคืออัพเดตรหัส KB5004296 ที่เพิ่งปล่อยออกมา หากตรวจสอบในเครื่องตนเองแล้วมีแพตช์นี้ติดตั้งอยู่ก็พร้อมใช้งานได้เลย

No Descriptionภาพโดย Microsoft

การใช้คำสั่ง wsl –install ต้องรันจาก Command Prompt ด้วยสิทธิ์แอดมิน และโดยปกติจะติดตั้ง Ubuntu ให้เลย หลังติดตั้งเสร็จผู้ใช้เพียงรีสตาร์ทเครื่องก็พร้อมใช้งานทันที หรือหากต้องการใช้ดิสโทรอื่นก็สั่ง wsl –list –online เพื่อดูว่ามีดิสโทรอะไรให้ใช้บ้าง จากนั้นก็รัน wsl –install -d <DistroName> เพื่อติดตั้งดิสโทรที่ต้องการ

นอกจากนี้ยังสั่งรัน wsl –update เพื่ออัพเดตเคอร์เนลของ WSL ได้เอง หรือหากต้องการถอยกลับก็สั่ง wsl –update rollback ได้ด้วย

สุดท้าย ยังมีคำสั่ง wsl –status เพื่อดูข้อมูลทั่วไปของ WSL เช่นดิสโทรที่ใช้งานอยู่ และเวอร์ชันของเคอร์เนล

ที่มา – Microsoft Developer Blog

from:https://www.blognone.com/node/124002

ไมโครซอฟท์แจ้งเตือนช่องโหว่เปิดทางผู้ใช้บนวินโดวส์อ่านฐานข้อมูลรหัสผ่านในเครื่อง

ไมโครซอฟท์ตั้งค่าสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ระบบผิดพลาดทำให้ผู้ใช้ที่ล็อกอินทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงไฟล์ใน %windir%\system32\config\ ซึ่งรวมถึงไฟล์ sam ที่เป็นฐานข้อมูลรหัสผ่านของผู้ใช้ในระบบด้วย เปิดทางให้ผู้ใช้ที่อ่านไฟล์ได้จะสามารถขโมยค่าแฮชของรหัสผ่านออกมาได้

ฐานข้อมูล sam นั้นเก็บเฉพาะค่าแฮช NTLM ของวินโดวส์ซึ่งปกติหากฐานข้อมูลหลุดออกไปก็ยังต้องอาศัยการยิงค่าแฮชเพื่อหารหัสผ่านจริง แต่วินโดวส์นั้นยอมให้ผู้ใช้ยืนยันตัวตนด้วยค่าแฮชในบางกรณี จนเป็นกลุ่มการแฮกที่เรียกว่า pass the hash แฮกเกอร์สามารถเปลี่ยนรหัสผ่านผู้ใช้โดยใช้เพียงค่าแฮช NTLM เท่านั้น ทำให้แฮกเกอร์ที่อ่านฐานข้อมูล sam ได้จะยึดเครื่องด้วยสิทธิผู้ดูแลระบบได้ทันที

โดยปกติแล้วฐานข้อมูล sam จะถูกอ่านตลอดเวลาโดยระบบทำให้ผู้ใช้ทั่วไปเปิดไฟล์ไม่ได้แม้จะมีสิทธิ์ อย่างไรก็ดีหากระบบมี shadow volume ผู้ใช้ก็สามารถเข้าถึงไฟล์ shadow ของไฟล์ sam อยู่ดี

ผู้รายงานช่องโหว่นี้คือ Jonas Lykkegaard อย่างไรก็ดี Will Dormann และ Jeff McJunkin ระบุว่าไมโครซอฟท์เพิ่งเปลี่ยนสิทธิไฟล์ SAM นี้ใน Windows 10 1809 แต่หากติดตั้งใหม่ด้วยไฟล์ติดตั้งเวอร์ชั่นหลังๆ สิทธิ์ไฟล์ก็ตั้งไว้ถูกต้องแล้ว แสดงว่าไมโครซอฟท์แก้ไขสิทธิ์นี้ไปแล้วแต่ไม่ได้กลับไปแก้เครื่องที่ติดตั้งไว้ก่อนหน้า

ไมโครซอฟท์ยังไม่ได้ออกแพตช์ แต่ผู้ใช้สามารถรันคำสั่งเพื่อปิดสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์ด้วยตัวเอง และควรต้องลบ shadow volume ออกด้วยเพื่อไม่ให้คนร้ายเข้าถึงได้อีก สำหรับผู้ใช้ที่ใช้เครื่องคนเดียวอาจจะไม่มีความเสี่ยงใดเป็นพิเศษนัก

ที่มา – Bleeping Computer, Microsoft

Microsoft

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123841

ไม่ถูกทิ้ง Windows 10 ได้ฟีเจอร์ DirectStorage แบบเดียวกับ Windows 11 ผ่าน SDK แยก

ไมโครซอฟท์ประกาศนำฟีเจอร์ DirectStorage API ที่เริ่มใช้ใน Xbox Series X|S ตามด้วย Windows 11 มาใช้กับ Windows 10 ด้วย โดยใช้ได้กับ Windows 10 v1909 ขึ้นไป

DirectStorage API เป็นเทคโนโลยีด้าน I/O ที่ช่วยลดคอขวดของการดึงข้อมูลจากดิสก์ ที่จากเดิม แอพ/เกมต้องสั่งดึงข้อมูลเองตามคิว เปลี่ยนมาเป็นการเรียกผ่าน API ให้ดึงข้อมูลชิ้นเล็กๆ แต่ขนานไปพร้อมกันเป็นจำนวนมาก เป็นการดึงพลังของสตอเรจยุคใหม่อย่าง NVMe ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ผลคือเกมโหลดเร็วขึ้นมาก

Windows 11 มีฟีเจอร์ DirectStorage มาให้ในตัว แต่เกมที่จะเรียกใช้บน Windows 10 จำเป็นต้องผนวก DirectStorage SDK เข้ามาด้วย ลักษณะเดียวกับการทำ DirectX 12 Agility SDK ของฝั่งกราฟิก Shader ที่ไมโครซอฟท์ยอมให้พ่วงมากับเกมบน Windows 10 เพื่อความเข้ากันได้ย้อนหลังเช่นกัน

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/123800

ไมโครซอฟท์ประกาศฟีเจอร์ Windows 10 v21H2 เป็นอัพเดตเล็ก ขนานไปกับ Windows 11

แม้โลกไปให้ความสนใจกับ Windows 11 กันหมดแล้ว แต่ Windows 10 ยังอยู่กับเราไม่ไปไหน และช่วงปลายปีนี้จะออก Windows 10 v21H2 ขนานกันไปกับ Windows 11 ด้วย

ไมโครซอฟท์ออกมาประกาศฟีเจอร์ใหม่ของ Windows 10 v21H2 ซึ่งเป็นอัพเดตเล็ก (ตามคาด) เช่นเดียวกับ v20H2, v2H1 ที่ออกมาก่อนหน้านี้

  • รองรับการเข้ารหัส Wi-Fi แบบ WPA3 H2E
  • ปรับปรุงการดีพลอย Windows Hello for Business ให้พร้อมทำงานเร็วขึ้น
  • Windows Subsystem for Linux (WSL) รองรับการใช้จีพียูประมวลผลอย่างอื่นที่ไม่ใช่กราฟิก

ไมโครซอฟท์จะเริ่มทดสอบ v21H2 ผ่านกลุ่ม Windows Insider ตามปกติ โดย v21H2 จะถูกใช้เป็น Windows 10 Long-Term Servicing Channel (LTSC) รุ่นซัพพอร์ตระยะยาวนาน 5 ปีด้วย

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/123742

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Windows 365 บริการโอเอสบนคลาวด์รุ่นใหม่!

วันนี้ไมโครซอฟท์ เปิดตัวบริการ Cloud PC ใหม่ โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Windows 365 เป็นบริการที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำการติดตั้ง Windows 10 หรือ Windows 11 ลงบนคลาวด์และสตรีมโอเอสไปยังอุปกรณ์ตัวไหนก็ได้ โดยจะเปิดให้บริการจริงในวันที่ 2 สิงหาคมนี้ อุปกรณ์ที่สามารถลงวินโดวส์ได้นั้นยังรวมไปถึง Mac, iPad หรืออุปกรณ์ Android ก็ทำได้เช่นกัน

โดยบริการ Cloud PC นี้จะเป็นลักษณะแบบ instant-on และให้บริการเป็นแบบสมัครสมาชิกรายปี โดย Windows 365 นี้ ไม่ได้มาแทน Windows 11 หรือ Windows 10 (ซึ่ง Windows ในสองรุ่นที่กล่าวนี้ไม่ต้องสมัครรายปี) แต่สำหรับ Windows 365 จะทำงานบนคลาวด์แต่จะให้ผู้ใช้สตรีมทั้งสองโอเอสทั้ง 11 และ 10 ลงไปใช้เครื่องไหนก็ได้

Windows 365 ติดตั้งอยู่บน Azure Virtual Desktops ทำงานคล้ายๆ กับ XCloud ของไมโครซอฟท์ที่ช่วยให้สตรีมเกมจากคลาวด์ลงมาได้ สำหรับริการนี้จะเปิดให้บริการกับกลุ่ม Enterprise ก่อนในช่วงแรก ส่วนลูกค้าแบบที่ไม่ใช่องค์กรนั้น ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่วงไหน

ที่มา : Windowscentral

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-windows-365/

ถ้าลงตัว Windows 11 แล้วไม่ได้ดังใจ! นี่คือวิธีที่ให้คุณกลับไปใช้ Windows 10

ตอนนี้ตัวพรีวิวของวินโดวส์ 11 พร้อมให้ทดลองใช้แล้วสำหรับผู้ทดสอบที่ลงทะเบียนผ่าน Dev Channel ของโครงการ Windows Insider Program แน่นอนว่าในเมื่อเป็นแค่ตัวพรีวิว ก็มักเต็มไปด้วยบั๊กและปัญหาที่ไม่ทราบมาก่อน ไปจนถึงเรื่องความเข้ากันได้ และฟีเจอร์ที่ยังพัฒนาไม่เสร็จที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานได้เช่นกัน

กรณีถ้าคุณเจอปัญหากับตัวพรีวิวรุ่นใดก็ตาม หรือรู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนไปใช้เวอร์ชั่นใหม่ ก็ยังสามารถโรลแบ๊กเครื่องคอมพิวเตอร์กลับมาใช้วินโดวส์ 10 เวอร์ชั่นที่เสถียรเดิมได้ แต่กระบวนการทำนั้นจะขึ้นกับตอนที่คุณอัพเกรดขึ้นเป็นวินโดวส์ 11 ตัวอย่างเช่น คุณสามารถใช้การตั้งค่า Recovery ที่ช่วยกู้คืนวินโดวส์เดิมจากที่สำรองข้อมูลไว้อัตโนมัติก่อนจะอัพเกรด ซึ่งทางเลือกนี้มีจุดอ่อนอย่างเดียวคือ สามารถทำได้แค่ภายใน 10 วันหลังการอัพเกรดเท่านั้น เนื่องจากหลังจากนั้นระบบจะลบไฟล์เดิมที่สำรองไว้อัตโนมัติเพื่อประหยัดเนื้อที่บนอุปกรณ์

ซึ่งถ้าคุณใช้วิธีกู้คืนแบ๊กอัพเดิมไม่ได้แล้ว ก็ยังมีวิธีโรลแบ๊กกลับไปใช้วินโดวส์ 10 ได้อยู่ เพียงแต่จะต้องทำการติดตั้งใหม่แบบเต็มรูปแบบเท่านั้น

โดยในบทความนี้เราจะอธิบายทีละขั้นตอนในการย้อนการติดตั้งวินโดวส์ 11 เพื่อกู้วินโดวส์ 10 กลับมาบนคอมพิวเตอร์ของคุณ ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่

  • วิธีโรลแบ๊กกลับไปใช้วินโดวส์ 10 ผ่าน Settings
  • วิธีโรลแบ๊กกลับไปใช้วินโดวส์ 10 ผ่านการติดตั้งใหม่
วิธีโรลแบ๊กกลับไปใช้วินโดวส์ 10 ผ่านตัว Setting

ในการใช้แอพ Settings เพื่อโรลแบ๊กกลับไปใช้วินโดวส์ 10 ถ้าตัวพรีวิววินโดวส์ 11 ที่ใช้อยู่มีปัญหานั้น ให้เริ่มทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เปิด Settings
  2. คลิกที่ System
  3. คลิกที่ Recovery ที่อยู่ทางด้านขวา
  4. ในส่วนของ “Recovery options” นี้ ตรง “Previous version of Windows” ให้คลิกปุ่ม Go back

หมายเหตุ: ถ้าไม่มีตัวเลือกนี้ให้กด คุณอาจจะต้องหันไปใช้วิธีติดตั้งวินโดวส์ใหม่ที่จะอธิบายถัดไปแทน

  1. เลือกเหตุผลไหนก็ได้ที่ต้องการ
  2. คลิกปุ่ม Next
  3. คลิกปุ่ม No, thanks

  4. คลิกปุ่ม Next

  5. คลิกปุ่ม Next อีกครั้ง
  6. คลิกปุ่ม Go back the earlier build

เมื่อทำขั้นตอนทั้งหมดนี้เสร็จแล้ว ระบบจะเริ่มติดตั้งใหม่ทั้งหมดเพื่อกู้ระบบกลับมาเป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นก่อนหน้า

ซึ่งถ้าอุปกรณ์ไม่ได้ตามเกณฑ์ความต้องการของระบบขั้นต่ำแล้ว คุณจะไม่สามารถติดตั้งตัวพรีวิววินโดวส์ 11 ได้อีกในอนาคต แม้จะยังสามารถเข้าร่วมโครงการ Windows Insider Program ต่อได้ แต่ก็จะได้แค่ทดสอบตัวอัพเดทของวินโดวส์ 10 เท่านั้น

วิธีนี้จะยังเก็บรักษาไฟล์เดิมได้อยู่ แต่เอาจริงๆ ก็ไม่ควรวางใจ คุณควรจะเก็บสำรองไฟล์สำคัญในไดรฟ์ข้างนอกหรือสตอเรจบนคลาวด์อยู่เสมอเพื่อความปลอดภัย

วิธีโรลแบ๊กกลับไปใช้วินโดวส์ 10 ด้วยการติดตั้งใหม่ทั้งหมด

ถ้าเกิดทิ้งไว้เกิน 10 วันหลังจากที่คุณอัพเกรดมาจากวินโดวส์ 10 มาใช้วินโดวส์ 11 ผ่านโครงการ Windows Insider Program ก็เป็นไปได้ว่าระบบอาจลบไฟล์การติดตั้งวินโดวส์เดิมออกไปหมดแล้ว ถ้าเป็นตามนี้ ทางเลือกที่เหลือทางเดียวที่จะย้อนกลับไปใช้วินโดวส์เดิมก็คือการติดตั้งวินโดวส์ 10 ทั้งหมด

การจะย้อนกลับไปใช้วินโดวส์ 10 จากบนวินโดวส์ 11 ด้วยการติดตั้งใหม่เต็มรูปแบบนั้น ให้ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้:

  1. เปิดหน้าเว็บที่ให้ดาวน์โหลด Windows 10
  2. ในส่วนของ “Create Windows 10 install media” ให้คลิกปุ่ม Download tool now

  3. ดับเบิ้ลคลิกไฟล์ MediaCreationTool21Hexe ที่ดาวน์โหลดมาเพื่อเริ่มการติดตั้ง
  4. คลิกปุ่ม Accept
  5. เลือกตัวเลือก Upgrade this PC now

  6. คลิกปุ่ม Next
  7. คลิกปุ่ม Accept อีกครั้ง
  8. เลือกตัวเลือก Nothing เพื่อที่จะติดตั้งใหม่แบบล้างระบบทั้งหมด
  9. คลิกปุ่ม Next
  10. คลิกปุ่ม Install

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการดังกล่าวแล้ว ระบบจะกลับมาใช้วินโดวส์ 10 อีกครั้งผ่านการติดตั้งแบบล้างระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งวิธีนี้คุณจำเป็นต้องทำเหมือนกับตอนติดตั้งวินโดวส์ครั้งแรกสุดเลย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่ และการตั้งค่าหน้าตารูปแบบการใช้งานที่ต้องการ จากนั้นคุณอาจจะกู้คืนไฟล์ส่วนตัวที่เคยสำรองไว้ที่อื่นมาลงเครื่องอีกครั้ง (ถ้ามี)

นอกจากนี้วิธีนี้แล้ว คุณอาจเลือกที่ใช้ไดรฟ์นอกอย่างยูเอสบีเพื่อรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์แล้วติดตั้งแบบล้างระบบแทนก็ได้ แต่วิธีใช้สื่อติดตั้งเฉพาะนี้จะต้องเตรียมพร้อมเพิ่มเติมอีกหลายขั้นตอน

ที่มา : Windowscentral

from:https://www.enterpriseitpro.net/windows-roll-back-from-11-to-10/

วิธีดู Windows 10 แท้ และตรวจสอบประเภท Windows ด้วยวิธีง่ายๆ

How To เช็ค Windows 10 ด้วยตัวเองด้วยขั้นตอนง่ายๆ

เช็ค Windows 10 แท้

หลายๆ คนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการวินโดวส์อยู่นั้นอาจไม่รู้ว่า Windows 10 แท้ หรือไม่ และ Windows 10 ที่เราใช้มีอะไรบ้าง แล้วก็อาจจะไม่ทราบด้วยว่าเวอร์ชันที่เราใช้งานอยู่เป็นเวอร์ชันอะไร ทีมงาน Notebookspec จึงจะมาแนะนำวิธีการดูว่าวินโดวส์แท้ ว่าดูกันยังไง และเราสามารถเช็กประเภทของวินโดวส์ที่ใช้งานอยู่ได้อย่างไร มาดูกันเลย


Windows 10 แท้มีอะไรบ้าง

สำหรับ Windows 10 นั้น ในบทความนี้จะแยกประเภทของ Windows 10 แท้ออกมาจาก Windows 10 ปลอม โดยของแท้ที่ว่านั้นคือ Windows 10 ที่ซื้อมาโดยถูกลิขสิทธิ์ ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง แต่ Windows 10 ที่ว่าปลอมนั้นมาจากการ Crack หรือวิธีการต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือลิขสิทธิ์นั่นเอง 

Windows 10 แท้

ในช่วงที่มีการเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Windows 10 นั้น ทาง Microsoft ได้กล่าวว่าระบบปฎิบัติการ Windows 10 นั้นเป็นระบบปฎิบัติการแบบหนึ่งเดียวจบ แต่ทว่าในความเป็นจริง Windows 10 นั้นก็ยังคงมีการแยกรุ่นเพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งานในแต่ละรูปแบบรวมไปถึงให้เหมาะสมกับแต่ละอุปกรณ์อีกด้วย 

Windows 10 แท้ในปัจจุบัน 

Microsoft ได้แบ่ง Windows 10 เป็นรุ่นแยกย่อยออกมามากมายตามความเหมาะสมของอุปกรณ์และการใช้งานแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็น

  • Windows 10 Home: สำหรับกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป
  • Windows 10 Pro: สำหรับการใช้งานทั่วไป และยกระดับมาเป็นธุรกิจขนาดเล็ก
  • Windows 10 Enterprise: สำหรับธุรกิจขนาดกลาง ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ และระดับองค์กร
  • Windows 10 Education: สำหรับการใช้งานในสถานศึกษา
  • Windows 10 Mobile: สำหรับ Windows Phone
  • Windows 10 Mobile Enterprise: สำหรับการใช้งานเช่นเดียวกับ Windows 10 Enterprise บน Desktop เพียงแต่เป็นการใช้งานบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
  • Windows 10 IoT Core: ระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรโรงงาน, อุปกรณ์ Gateway หรือตู้ ATM

แต่ปัจจุบันในปี 2020 นั้น Windows 10 รุ่นที่เป็นที่นิยมกันโดยทั่วไปและใช้งานกันอย่างแพร่หลาย (รวมไปถึงการฝัง License ไว้ในเมนบอร์ดสำหรับโน๊ตบุ๊ค) นั้น มีด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่

Windows 10 Home

สำหรับ Windows 10 Home เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน และมีการฝัง license key ไว้ที่เมนบอร์ดของ Notebook ในรุ่นใหม่ ๆ อีกด้วย Windows 10 Home นั้นเป็นระบบปฎิบัติการ Windows 10 ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในบ้านทั่วไป หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเป็น Windows 10 สำหรับผู้ใช้งานธรรมดาหรือสำหรับใช้งานส่วนตัวนั่นเอง สำหรับ Windows 10 Home นั้นจะมีฟีเจอร์และความสามารถต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • สามารถใช้งานได้กับทั้งคอมพิวเตอร์ PC, Notebook, แท็บเล็ต และอุปกรณ์จำพวก 2-in-1
  • รองรับการใช้งานผู้ช่วยดิจิทัล Cortana
  • มาพร้อมกับเว็บเบราว์เซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Microsoft Edge Chromium
  • สามารถใช้ฟีเจอร์ Continuum tablet mode สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับหน้าจอแบบสัมผัสได้
  • มาพร้อมกับฟีเจอร์ Windows Hello ที่เป็นฟีเจอร์ทางด้านความปลอดภัยผ่านทางการจดจำใบหน้า, การสแกนม่านตาและการสแกนลายนิ้วมือ เพื่อใช้ในการ Login เข้าสู่ระบบ (แต่มีข้อจำกัดอยู่ว่าอุปกรณ์นั้น ๆ ต้องมากับกล้อง, ระบบสแกนม่านตาและระบบสแกนลายนิ้วมือที่ Microsoft รองรับด้วย)
  • รองรับ Universal Windows apps โดยจะมีแอพพลิเคชันอย่าง Photos, Maps, Mail, Calendar, Music และ Video ให้ใช้งานทันที
  • มาพร้อมกับแอพพลิเคชันสำหรับการเล่นเกมอย่าง Xbox ที่ให้คุณสามารถทำการเล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะจาก Xbox 360 หรือ Xbox One

ในส่วนของ Windows 10 Home นั้น เราสามารถหาซื้อได้จากเว็บไซต์ของ Microsoft โดยตรง หรือจะซื้อจากบริษัท ร้านค้าที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็น Banana IT, JIB, Advice ฯลฯ

  • สำหรับราคา Windows 10 Home จาก Microsoft นั้นจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 6,199 บาท
  • Windows 10 Home จาก JIB ราคาจะอยู่ที่ ราคา 3,780 บาท สำหรับ OEM และ FPP ราคา 4,290 บาท
  • Windows 10 Home จาก Advice ราคาจะอยู่ที่ ราคา 3,790 บาท สำหรับ OEM และ FPP ราคา 4,290 บาท

Windows 10 Pro

Windows 10 Pro เป็นระบบปฎิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์ PC, Notebook, แท็บเล็ต และอุปกรณ์จำพวก 2-in-1 เช่นเดียวกับ Windows 10 Home โดยจะยกความสามารถทั้งหมดมาจากรุ่น Home และทำการเพิ่มความสามารถที่เกี่ยวข้องกับทางด้านธุรกิจเข้าไปเพิ่มเติม (แต่ก็เน้นสำหรับธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น) ซึ่งหากเทียบกับรุ่น Home แล้วรุ่น Pro จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการควบคุมอุปกรณ์และแอพพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่า โดยฟีเจอร์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในรุ่น Pro นั้นมีหลายอย่างตัวอย่างเช่น

  • มีฟีเจอร์สำหรับการป้องกันข้อมูลทางด้านธุรกิจที่สำคัญของผู้ใช้งานเพิ่มเติม
  • สนับสนุนการ remote และ mobile productivity scenarios
  • มาพร้อมกับ cloud technologies ที่ดีกว่า
  • สนับสนุนการใช้งานฟีเจอร์ Choose Your Own Device (CYOD) programs และ prosumer customers สำหรับองค์กรได้เป็นอย่างดี
  • มาพร้อมกับ Windows Update for Business ที่สามารถลดต้นทุนของผู้ประกอบการได้เพราะผู้ใช้ในระดับองค์กรสามารถที่จะเข้าถึงอัพเดททางด้านความปลอดภัยรวมไปถึงนวัตกรรมการใช้งานใหม่ๆ จากทาง Microsoft ได้เร็วกว่า (ตัวอย่างเช่น Azure AD เป็นต้น)

ในส่วนของ Windows 10 Home นั้น เราสามารถหาซื้อได้จากเว็บไซต์ของ Microsoft โดยตรง หรือจะซื้อจากบริษัท ร้านค้าที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็น Banana IT, JIB, Advice ฯลฯ

  • สำหรับราคา Windows 10 Pro จาก Microsoft นั้นจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 8,999 บาท
  • Windows 10 Pro จาก JIB ราคาจะอยู่ที่ ราคา 4,890 บาท สำหรับ OEM และ FPP ราคา 6,590 บาท
  • Windows 10 Pro จาก Advice ราคาจะอยู่ที่ ราคา 4,880 บาท สำหรับ OEM และ FPP ราคา 6,580 บาท

Windows 10 Enterprise

Windows 10 Enterprise เหมาะสำหรับองค์กรระดับใหญ่ ๆ (ได้แก่ หน่วยธุรกิจขนาดกลางไปจนถึงองค์กร หรือหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น) โดย Windows 10 Enterprise นั้นจะเป็นเวอร์ชันที่อัพเกรดความสามารถและฟีเจอร์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมากจาก Windows 10 Pro เพื่อที่จะให้รองรับการใช้งานในระดับองค์กรมากขึ้น สำหรับฟีเจอร์และความสามารถใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาบน Windows 10 Enterprise มีดังนี้

  • เพิ่มเติมความสามารถในการป้องกันความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์, ตัวตันผู้ใช้งาน, แอพพลิเคชัน และข้อมูลสำคัญของบริษัทมากขึ้นกว่าปกติ
  • สนับสนุนตัวเลือกสำหรับระบบปฎิบัติการที่มีการใช้งานร่วม, ครอบคลุมอุปกรณ์และการจัดการแอพพลิเคชันกว้างกว่าระบบปฎิบัติการ Windows 10 ในรุ่นอื่น ๆ ทั้งหมด
  • รองรับลูกค้าแบบ Volume Licensing (ซื้อสิทธิ์การใช้งานแบบเป็นจำนวนได้ตามที่บริษัทหรือองค์กรต้องการ)
  • มาพร้อมกับ Windows Update for Business
  • ผู้ใช้จะได้รับการเข้าถึงการให้บริการทางด้านต่าง ๆ เช่น ความช่วยเหลือจาก Microsoft อย่างเต็มรูปแบบ
  • บริษัทหรือองค์กรที่เป็นลูกค้าแบบ Volume Licensing ของระบบปฎิบัติการ Windows 7, 8.1 รุ่น Enterprise ก่อนหน้า สามารถที่จะทำการอัพเกรดระบบปฎิบัติการเป็น Windows 10 Enterprise ได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ Software Assurance จากทาง Microsoft ก่อนหน้า

ประเภทของ Windows 10 แท้ ที่มีขายอยู่ในปัจจุบันนั้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 

สำหรับการซื้อ Windows 10 แท้มาใช้งานนั้น นอกจากที่เราต้องเลือกให้ตรงกับความต้องการในการใช้งานแล้ว ยังมีประเภทของ License ให้เราได้เลือกซื้ออีกด้วย โดยประเภทของ License จะมีดังนี้

1. OEM (Original Equipment Manufacturer)

OEM จะเป็นลิขสิทธิ์ Windows แท้แบบสำเร็จรูป โดยส่วนใหญ่นั้นมักจะถูกติดตั้งมาแล้วกับคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะใน Notebook (ฝัง License ลงใน Mainboard) ผู้ใช้งานไม่จำเป็นจะต้องติดตั้ง Driver เพิ่มเติม สำหรับ OEM นั้น จะเป็น License ที่สามารถใช้งานได้เพียง 1 เครื่องเท่านั้น ไม่สามารถนำ License ย้ายไปใช้งานในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ได้ แม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้งานเครื่องเดิมแล้วก็ตาม (ซึ่งแสดงว่าหากเมนบอร์ดใน Notebook หรือคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ๆ เสียหายจนกระทั่งต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่ ผู้ใช้ก็จะเสียสิทธิ์ในการใช้งาน License ของ Windows 10 ไปด้วยนั่นเอง)

2. FPP (Full Package Product)

License แบบ FPP นั้น จะมีความแตกต่างกับ OEM ตรงที่ผู้ใช้สามารถย้ายสิทธิ์ในการใช้งานจากคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าไปยังเครื่องใหม่ได้ โดยผู้ใช้จะต้องลบซอฟต์แวร์ของ Windows ออกจากเครื่องเก่าก่อน แล้วจากนั้นจึงจะสามารถทำการติดตั้ง Windows 10 ลงในเครื่องใหม่และทำการ Activate ได้ สำหรับ License แบบ FPP นั้นสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าจำหน่ายอุปกรณ์ IT ทั่วไป โดยจะมีทั้งแบบที่เป็นลักษณะของ Flash Drive ติดตั้ง Windows (หรือบางที่จะมีลักษณะเป็น License Key มาให้ ในกล่อง แต่จะไม่มี Flash Drive สำหรับติดตั้งวินโดวส์มาให้ ผู้ใช้จะต้องเข้าไปทำการดาวน์โหลด Windows 10 จากทางเว็บไซต์ของ Microsoft ด้วยตนเอง)

3. Volume License

สำหรับ Volume License นั้น จะเป็นการซื้อลิขสิทธิ์ของ Windows จากทาง Microsoft สำหรับการใช้งานบนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์จำนวนมาก เหมาะสำหรับการใช้งานในระดับองค์กรและสถานศึกษา โดยรุ่นที่สามารถซื้อในรูปแบบนี้ได้ ได้แก่ Windows 10 Enterprise, Windows 10 Education, Windows 10 Mobile Enterprise และ Windows 10 IoT ซึ่ง Windows 10 ประเภทนี้เองที่ได้ถูกนำมาขายกันตามเว็บไซต์ เพจ หรือ ร้านค้าออนไลน์ต่างๆ ในราคาหลักร้อย หรือได้ถูกนำมาปล่อยให้ใช้งานกันแบบฟรีๆ

นอกจากทั้ง 3 ประเภทนี้แล้วก็ยังมี Windows แบบ Dreamspark ที่ให้สำหรับนักศึกษา และแบบ MSDN (Microsoft Developer Network) ที่เป็นคีย์ให้ทดลองใช้งาน สำหรับนักพัฒนาต่างๆ แต่คีย์จะมีเวลาจำกัดเท่านั้น


Windows 10 ที่ไม่ถูกลิขสิทธิ์

ในส่วนของ Windows 10 ที่ผู้ใช้งานได้มาอย่างไม่ถูกต้องลิขสิทธิ์นั้น มีอยู่ด้วยกับ 2 ประเภท คือ 

  • Windows 10 ที่ได้มาจากการ Crack หรือการ Activate ที่ไม่ถูกต้อง: โดยส่วนใหญ่นั้นสามารถหาดาวน์โหลดได้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือจากร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ทั่วไป โดยอาจจะจ่ายเป็นเงิน 300 – 500 บาท/การลงหนึ่งครั้ง และถึงแม้ว่าจะสามารถใช้งานได้ตามปกติ แต่สำหรับ Windows 10 ที่ผ่านการ Crack มานั้น จะไม่สามารถทำการอัพเดตด้านระบบต่าง ๆ ได้ แถมยังมีความเสี่ยงต่อการติดไวรัส มัลแวร์ หรือแม้กระทั่งการถูกเจาะระบบ ขโมยข้อมูล ไปจากผู้ใช้ง่ายดายกว่า Windows 10 ที่ถูกลิขสิทธิ์
  • Windows 10 ที่ Activate จาก Key เถื่อน: โดย Windows 10 ในรูปแบบ Key เถื่อนนี้ โดยส่วนใหญ่มักมีการอยู่ตามร้านค้าออนไลน์ ซึ่ง License Key ประเภทนี้จะถูกลับลอบหรือแอบนำมาขายโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เช่น การแอบนำ Volume License ที่เหลือจากการใช้งานในองค์กรหรือบริษัทมาขายต่อ สำหรับ Key ประเภทนี้ มีความเสี่ยงที่จะถูกทาง Microsoft จับได้ และผู้ใช้ก็อาจจะเจอเข้ากับปัญหาที่ซื้อ Key มาแล้วไม่สามารถใช้งานได้ หรือใช้งานไปได้สักระยะ License Key ก็หมดอายุเสียแล้ว เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสียอย่างแน่นอน แถมผิดกฎหมายด้วย

เช็ค Windows 10 แท้ / ตรวจสอบ Windows ว่าเป็นประเภทไหน

สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดความข้องใจ อยากรู้ว่า Windows 10 ที่เราใช้งานอยู่ในทุกวันนี้เป็น License ประเภทไหน FPP, OEM หรือ Volume License นั้น มาดูวิธีการตรวจสอบที่แสนง่ายดายกันเลย

เช็ค Windows 10 แท้ วิธีที่ 1

วิธีแรกจะเป็นวิธีการเช็ค Windows 10 เบื้องต้น ซึ่งเราสามารถดูได้จาก This PC (หรือที่เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ My Computer นั่นเอง)

เช็ค windows 10 แท้ this pc
  • ให้เราคลิกขวาที่ This PC จากนั้นเลือก Properties แล้วให้ดูในส่วนของ Windows edition ว่า Windows ที่เราใช้อยู่นั้นเป็นรุ่นไหน จากนั้นดูที่ Windows Activation เพื่อดูว่า Windows ของเรา ได้ทำการ Activated เรียบร้อยหรือยัง โดยหากขึ้นข้อความว่า Activated ก็แสดงว่า Windows ที่เราใช้งานอยู่นั้น ได้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว สำหรับวิธีนี้นั้นอาจจะต้องทำการเช็คหรือตรวจสอบร่วมกับวิธีอื่นด้วย เพื่อความชัวร์

เช็ค Windows 10 แท้ วิธีที่ 2

วิธีที่ 2 จะเป็นการเช็ค Windows จากส่วนของ Settings นั่นเอง โดยทำได้ดังนี้เลย

เช็ค windows 10 แท้ setting
  • ให้เราพิมพ์คำว่า ‘Settings’ ลงในช่องค้นหา (Search) ที่อยู่ที่แถบ Start Menu
  • จากนั้นให้เราเลือก Update & Security และกดดูที่ Activation เพื่อดูว่า Edition ที่เราใช้งานอยู่นั้นเป็นแบบไหน เป็น Windows 10 Home หรือ Windows 10 Pro (หรือในกรณีที่บางคนใช้ร่วมกับการศึกษาและแบบบริษัทนั้น ก็อาจเป็นประเภท Enterprise หรือ Education ก็ได้)
  • สำหรับวิธีนี้ ถ้าใครที่ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คส่วนตัว เข้าไปดูแล้วพบว่า ไม่ใช่ทั้งแบบ Home หรือ Pro ก็อาจแสดงได้ว่า Windows ที่เราใช้งานอยู่นั้นเป็นของปลอมนั่นเอง

เช็ค Windows 10 แท้ วิธีที่ 3

วิธีต่อมานั้น จะเป็นวิธีที่สามารถดูได้แบบละเอียดมากขึ้น และมั่นใจได้เลยว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นการบอกทั้งรุ่น และประเภท OEM, FPP หรือ Volume Licensing เลย

  • เริ่มต้นด้วยการ กดปุ่ม Windows + R เพื่อเปิด Run >> พิมพ์คำว่า ‘cmd’ >> จากนั้นกด OK/Enter
ดูประเภท Windows 10 แท้
  • เมื่อเข้ามาในหน้าต่างของ cmd แล้ว >> ให้พิมพ์คำสั่งจากนั้นพิมพ์คำสั่ง ซึ่งสามารถกดได้ 2 แบบ ดังนี้
  • คำสั่ง slmgr /xpr จากนั้นกด Enter ก็จะมีข้อมูล Windows Script Host ขึ้นมา โดยจะมีการบอกข้อมูลของรุ่น Windows 10 และรูปแบบของคีย์ที่ใช้งานอยู่
  • คำสั่ง slmgr.vbs /dli หรือ slmgr /dli >> จากนั้นกดปุ่ม Enter เพื่อเปิดหน้า Windows Script Host โดยคำสั่งนี้จะมีรายละเอียดที่ละเอียดมากขึ้นกว่าคำสั่งก่อนหน้านั่นเอง
ดูประเภท Windows 10 แท้

สำหรับหน้าต่าง Windows Script Host ที่ปรากฏขึ้นมา (กรณีที่เราพิมพ์คำสั่ง slmgr.vbs /dli หรือ slmgr /dli นั้น) จะบอกว่าเครื่องของเราเป็น Windows ประเภทไหน (สำหรับในตัวอย่างนั้นเครื่องเป็น Windows 10 ประเภท OEM ถ้าหากเป็น FPP จะปรากฏขึ้นว่า Retail และหากเป็นประเภท Volume License จะปรากฏคำว่า Volume)

ดูประเภท Windows 10 แท้

ถ้าเป็น Windows ของเถื่อนที่ซื้อตามร้านค้าออนไลน์ หรือเป็นของที่ร้านลงมาให้ในราคาไม่กี่ร้อย ก็จะขึ้น Enterprise หรือแบบอื่นๆ และวันหมดอายุการใช้งานเหมือนในรูปนี้เลย

เช็ค windows 10 แท้ fake

แม้ว่า Windows 10 แท้ กับ Windows 10 ปลอมนั้น จะไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องของการใช้งาน แต่ในเรื่องของความปลอดภัยนั้นแตกต่างกันมากทีเดียว Windows ปลอมนั้นไม่สามารถทำการอัพเดตระบบต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของฟีเจอร์ใหม่ ๆ หรือระบบการรักษาความปลอดภัยที่ทาง Microsoft พัฒนาขึ้นมาเพื่อผูัใช้งาน ทำให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows ของปลอมนั้นเสี่ยงต่อการติดไวรัส และการถูกแฮคข้อมูลมากกว่า หากเป็นไวรัสที่ไม่อันตรายก็อาจจะจัดการได้ แต่หากเป็นไวรัสหรือมัลแวร์ที่สร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ก็ถือว่าได้ไม่คุ้มเสียกันเลยทีเดียว และนอกจากนี้ปัญหาคีย์หมดอายุก็จะไม่ปรากฏขึ้นมาใน Windows แท้อย่างแน่นอน ได้ทั้งความปลอดภัย ความสบายใจ ถูกกฎหมาย แถมใช้งานได้ยาวๆ อีกด้วย


อ่านบทความเพิ่มเติม/เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ลบเพื่อนในไลน์
Google Drive
คอมช้า Win10
แอพพยากรณ์อากาศ

from:https://notebookspec.com/web/333653-windows-10-type-and-version-2

เรื่องน่ารู้ ! ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ จากซอฟต์แวร์เถื่อน

– คุณอยากให้ข้อมูลบริษัทปลอดภัยอยู่เสมอ…ใช่หรือไม่?
– คุณไม่อยากให้คอมพิวเตอร์ของบริษัทโดนไวรัสหรือโดนแฮก…ใช่หรือไม่?
– คุณอยากเห็นธุรกิจที่สร้างมาเติบโตไม่หยุดชะงัก…ใช่หรือไม่?

หากคำตอบคือ “ใช่” ไมโครซอฟท์มีเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ตอบโจทย์ได้ครบงบไม่บานปลาย! เพียงแค่คุณเลือกใช้ซอฟต์แวร์แท้ แม้จะต้องจ่ายแพงกว่า

แต่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน อย่าเอาทุกอย่างไปเสี่ยงกับการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน เพราะความเสียหายและความเสี่ยงที่ตามมา แม้จะจ่ายน้อยกว่า แต่ได้ไม่คุ้มเสียบอกเลย ทั้งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เสี่ยงกับไวรัสหรือมัลแวร์ รวมถึงมีสิทธิ์ตกเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเลือกใช้ซอฟต์แวร์แท้จากไมโครซอฟท์อย่าลืม! ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้งว่าซอฟต์แวร์ที่ได้มาเป็นซอฟต์แวร์แท้

สำหรับผู้ที่ต้องการสั่งซื้อผ่านออนไลน์ แต่ไม่อยากเสี่ยงกับซอฟต์แวร์เถื่อน ไมโครซอฟท์พร้อมอำนวยความสะดวก ด้วยบริการสั่งซื้อแบบ ESD (Electronic Software Delivery) รับประกันความปลอดภัย มั่นใจได้ซอฟต์แวร์แท้ 100% สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทันที เพื่อที่ธุรกิจของคุณจะไม่ต้องเผชิญความเสี่ยง และพร้อมเดินหน้าสู่ความสำเร็จ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์แท้จากไมโครซอฟท์ได้ที่
https://www.microsoft.com/th-th/genuine/

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-electronic-software-delivery/

14 ฟีเจอร์ที่กำลังจะหายและเปลี่ยนแปลงไปเมื่อวินโดวส์ 11 มาถึง

ไมโครซอฟท์ได้เผยแพร่รายการฟีเจอร์ของวินโดวส์ 10 ที่จะโดนดึงออกหรือเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณอัพเกรดไปใช้วินโดวส์ 11 แล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงบางอย่างค่อนข้างส่งผลกระทบอย่างมากกับผู้ใช้ที่ปรับแต่งวินโดวส์ 10 ให้เข้ากับการใช้งานของตนเองบางแบบที่จำเพาะตัวอย่างเช่น สตาร์ทเมนูของวินโดวส์ 11 อนุญาตแค่ให้คุณผูกทาสก์บาร์เข้ากับด้านล่างของหน้าจอเท่านั้น นั่นหมายความว่าถ้าเดิมคุณเคยเอาทาสก์บาร์ไปยึดกับขอบบนของหน้าจอแล้ว คุณจะทำไม่ได้อีกบนวินโดวส์ 11

ไมโครซอฟท์ยังอธิบายการเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่างในส่วนของสตาร์ทเมนูด้วย ไม่ว่าจะเป็นการถอดการรองรับ Live Tiles, การตั้งชื่อกลุ่ม, และการใช้โฟลเดอร์จัดกลุ่มแอพออกไป เป็นต้น

นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังเตรียมถอด Internet Explorer โดยเปลี่ยนมาเพิ่ม IE Mode ใน Microsoft Edge แทน ทำให้ไม่น่าจะกระทบกับคนจำนวนมากเท่าไร

ฟีเจอร์อื่นที่โดนเอาออกก็ได้แก่ Tablet Mode, Timeline, และ Wallet รวมทั้งแอพอย่าง 3D Viewer, Paint 3D, OneNote, และ Skype ก็จะถูกถอนการติดตั้งเมื่ออัพเกรดด้วย แต่ก็ยังมีให้โหลดกลับมาใหม่จากสโตร์

โดยรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลง และการถอดฟีเจอร์เดิมของวินโดวส์ 10 ออกนั้นมีดังนี้:

  • Cortana จะไม่ถูกรวมาเวลาบูธเครื่องครั้งแรก หรือปักหมุดให้ใช้บนทาสก์บาร์อีก
  • วอลเปเปอร์บนเดสก์ท็อป จะไม่สามารถซิงค์ไปมาระหว่างอุปกรณ์เมื่อล็อกอินด้วยบัญชีไมโครซอฟท์เดียวกันได้อีก
  • Internet Explorer จะถูกปิดการใช้งาน โดยแนะนำให้หันมาใช้ตัวใหม่อย่าง Microsoft Edge แทนที่จะมีฟีเจอร์อย่าง IE Mode เพิ่มเข้ามาที่อาจเป็นประโยชน์ในการใช้งานบางอย่าง
  • แผงปุ่มทางคณิตศาสตร์ จะถูกเอาออก แต่ก็สามารถเลือกติดตั้งแอพ Math Recognizer แทนทีหลังได้ ซึ่งจะรวมเอาส่วนการกรอกเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์และตัว Recognizer ไว้ด้วยกัน ส่วนการเขียนเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ในแอพอย่าง OneNote ไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
  • ส่วน News และ Interests จะถูกปรับใหม่ โดยให้เข้าถึงได้ผ่านการคลิกไอคอน Widgets บนทาสก์บาร์
  • การแสดงสถานะอย่างง่าย และปุ่มตั้งค่าอำนวยความสะดวกการเข้าถึง (Associated Setting) บนหน้าจอล็อกสกรีนก็โดนเอาออกไปด้วย
  • S Mode จะมีเหลือให้ใช้เฉพาะบนวินโดวส์ 11 แบบ Home Edition เท่านั้น
  • Snipping Tool จะยังมีให้ใช้ต่อไป แต่จะเปลี่ยนโฉมดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานที่เคยมีในวินโดวส์ 10 ใหม่ โดยจะอยู่ในรูปแอพที่เดิมเป็นที่รู้จักในชื่อ Snip & Sketch
  • เมนู Start ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวินโดวส์ 11 ที่มีการปรับเปลี่ยนและเอาฟีเจอร์เดิมออกที่น่าสังเกตดังนี้:
    • การตั้งชื่อกลุ่ม และจัดแอพเข้าโฟลเดอร์แบบเดิมนั้นจะไม่สามารถทำได้อีก และไม่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดเลย์เอาต์ได้
    • แอพและเว็บไซต์ที่ปักหมุดไว้เดิมจะไม่ได้ถูกย้ายไปวินโดวส์ 11 ด้วย
    • ดีไซน์แบบ Live Tiles จะหายไป โดยสามารถเข้าถึงคอนเทนต์แบบไดนามิกที่สรุปภาพง่ายๆ แบบเดิมนี้ได้จากฟีเจอร์ Widgets ใหม่แทน
  • Tablet Mode ถูกเอาออก โดยเพิ่มฟังก์ชั่นและความสามารถใหม่เข้ามาแทนอย่างเช่น แผงคีย์บอร์ดบนหน้าจอ และการควบคุมสัมผัสแบบ Detach Posture
  • Taskbar ก็ถูกเปลี่ยนแปลงฟังก์ชั่นหลายอย่าง เช่น:
    • ไม่มีการแสดงส่วนของ People บนทาสก์บาร์อีก
    • ไอคอนบางตัวจะไม่แสดงบน System Tray (systray) ของเครื่องที่อัพเกรดแล้ว โดยรวมถึงการปรับแต่งพิเศษที่ทำขึ้นก่อนหน้าด้วย
    • การจัดเรียงในส่วนด้านล่างของหน้าจอนั้น อนุญาตแค่ส่วนของโลเคชั่น
    • แอพต่างๆ จะไม่สามารถปรับแต่งบริเวณบนทาสก์บาร์เป็นของตนเองได้อีก
  • Timeline ถูกเอาออก โดยสามารถไปใช้ฟังก์ชั่นที่คล้ายกันได้บน Microsoft Edge แทน
  • Touch Keyboard จะไม่ฝังล็อกตำแหน่งแบบเดิม โดยเลย์เอาต์ของคีย์บอร์ดที่ลอยอยู่ใหม่บนหน้าจอ 18 นิ้วจะมีขนาดใหญ่ขึ้นให้ใช้งานสะดวก
  • Wallet ก็ถูกเอาออกไป

และแอพต่อไปนี้แม้จะไม่ได้ถูกเอาออกตอนอัพเกรด แต่ก็จะไม่ถูกติดตั้งให้บนอุปกรณ์ที่จำหน่ายใหม่ หรือเมื่อติดตั้งวินโดวส์ 11 แบบคลีน ทั้งนี้ก็ยังมีให้ดาวน์โหลดมาใช้ใหม่ได้จากสโตร์:

  • 3D Viewer
  • OneNote for Windows 10
  • Paint 3D
  • Skype

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/these-features-are-going-away-with-windows-11/