คลังเก็บป้ายกำกับ: WINDOWS_10

เปิดตัว Surface Pro 7 ราคาเริ่ม 29,990 บาท และ Surface Laptop 3 ราคาเริ่ม 34,990 บาท

Microsoft ประเทศไทยเปิดตัวโน้ตบุ๊ก Microsoft Surface Laptop 3 กับแท็บเล็ต Microsoft Surface Pro 7 เน้นลูกค้าองค์กรและผู้ใช้ที่ต้องการโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพดี ใช้ซีพียู Intel Core รุ่นที่ 10 หรือ AMD Ryzen ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro ตัวเครื่องเป็นโลหะให้ความแข็งแรง

ผู้สนใจสามารถซื้อได้ผ่านทางหน้าร้าน Banana IT, IT City, JIB หรือที่เว็บไซต์ Lazada, Shopee มีสเปกให้เลือกดังนี้:

No Description

Microsoft Surface Laptop 3

  • รุ่น 13.5 นิ้ว ใช้ซีพียู Intel Core i5, แรม 8GB, สตอเรจ 128GB ราคา 34,990 บาท
  • รุ่น 13.5 นิ้ว ใช้ซีพียู Intel Core i5, แรม 8GB, สตอเรจ 256GB ราคา 44,990 บาท
  • รุ่น 13.5 นิ้ว ใช้ซีพียู Intel Core i7, แรม 16GB, สตอเรจ 256GB ราคา 52,990 บาท
  • รุ่น 15 นิ้ว ใช้ซีพียู AMD Ryzen, แรม 8GB, สตอเรจ 256GB ราคา 49,990 บาท

No Description

Microsoft Surface Pro 7

  • รุ่น Intel Core i5, แรม 8GB, สตอเรจ 128GB ราคา 29,990 บาท
  • รุ่น Intel Core i5, แรม 8GB, สตอเรจ 256GB ราคา 40,990 บาท
  • รุ่น Intel Core i7, แรม 16GB, สตอเรจ 256GB ราคา 49,990 บาท
  • รุ่น Intel Core i7, แรม 16GB, สตอเรจ 512GB ราคา 64,990 บาท

No Description

อุปกรณ์เสริม

  • Surface Arc Mouse ราคา 2,600 บาท
  • Surface Pen ราคา 3,900 บาท
  • Type Cover สำหรับ Microsoft Surface Pro 7 ราคา 5,790 บาท

Microsoft Surface Laptop 3 รุ่น 13.5 นิ้ว เลือกได้ทั้งสีดำด้านและแพลทินั่ม, รุ่น 15 นิ้วมีเพียงสีดำด้าน ส่วน Microsoft Surface Pro 7 ทุกรุ่นเลือกได้ทั้งสีดำด้านและแพลทินั่ม

อุปกรณ์เสริมทั้งสามชิ้นมีมีสีฟ้า, แดง, ดำและแพลทินั่ม ให้เลือก

ผู้สนใจสามารถอ่านสรุปรีวิวของ Microsoft Surface Laptop 3 ได้ที่นี่ ส่วน Microsoft Surface Pro 7 สามารถอ่านได้ที่นี่

from:https://www.blognone.com/node/113657

อัปเกรดเป็น Windows 10 ฟรีโดยใช้ Media Creation Tool

นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้ Windows 7 และ 8.1 ก่อนหน้านี้หลังจากที่ Microsoft เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้เปิดโอกาสให้ผูู้ใช้อัปเกรดฟรีจนถึงเดือนธันวาคม 2017 อย่างไรก็ตาม พบว่าจนถึงตอนนี้ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันเก่าก็ยังคงสามารถอัปเกรดเป็น Windows 10 ได้ฟรีโดยใช้ Media Creation Tool

สำหรับผู้ใช้ที่มี License แท้ของ Windows 7 หรือ 8.1 สามารถดาวน์โหลด Media Creation Tool เพื่ออัปเกรดระบบปฏิบัติการเป็น Windows 10 ได้ ซึ่งหลังจากอัปเกรดแล้ว เมื่อเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต License ของระบบปฏิบัติการเวอร์ชันเก่าจะถูกแปลงเป็น License ของ Windows 10 ทันที

วิธีการอัปเกรดไปเป็น Windows 10 ดังนี้

1. เข้าเว็บสำหรับดาวน์โหลด Windows 10 ที่นี่

2. กดปุ่ม “Download tool now” เพื่อดาวน์โหลด Windows 10 Media Creation Tool

3. รัน Media Creation Tool และยอมรับเงื่อนไข License Term

4. เลือก “Upgrade this PC now” และกดปุ่ม “Next”

5. ตัว Tool จะถามคุณว่าให้เก็บข้อมูลทุกอย่างหรือเริ่มติดตั้ง Windows ตั้งแต่ต้น ให้เลือกเก็บแอปพลิเคชันและไฟล์ทั้งหมดแล้วดำเนินการต่อ

6. เมื่อกดปุ่ม “Install” Windows 10 จะเริ่มทำการติดตั้งลงบนเครื่องของคุณ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณหนึ่งและมีการรีสตาร์ทเครื่องหลายครั้ง

7. หลังจากการติดตั้งเสร็จเรียบร้อย ให้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแล้วไปที่ “Settings > Windows Update > Activation” เพื่อเริ่มใช้งาน Digital License ของ Windows 10 ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใส่ Product Key ของ Windows 7 หรือ 8.1 ด้วยตนเอง

หมายเหตุ การอัปเกรดนี้จะใช้ได้เฉพาะ Windows 7 หรือ 8.1 ที่เป็น License แท้เท่านั้น หลังจากอัปเกรดเสร็จแล้ว Digital License ของ Windows 10 จะผูกติดกับเครื่อง คุณสามารถ Clean Install โดยใช้ Media Creation Tool หรือไฟล์ ISO ก็ได้ ซึ่ง Digital License ดังกล่าวจะถูกใช้งานโดยอัตโนมัติ

ที่มาและเครดิตรูปภาพ: https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/you-can-still-upgrade-to-windows-10-for-free-heres-how/

from:https://www.techtalkthai.com/upgrade-to-windows-10-for-free-with-media-creation-tool/

Windows 10 รุ่นหน้าใช้เลขเวอร์ชันว่า 2004 เพื่อไม่ให้สับสนกับ Windows Server 2003

ตามนโยบายการออกรุ่น Windows 10 ทุก 6 เดือน ไมโครซอฟท์มีวิธีเรียกเลขรุ่นอย่างเป็นทางการด้วยเลข 4 หลักคือ ปี+เดือน (ตัวอย่างเช่น v1903 หรือ v1909) ส่วนตัวโค้ดเนมจะใช้ตัวเลข ปี+H เพื่อบอกว่าครึ่งแรกหรือครึ่งหลังของปีนั้น (เช่น 19H2 หรือ 20H1)

ไมโครซอฟท์ทดสอบ Windows 10 โค้ดเนม 20H1 มาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว ล่าสุดก็ประกาศเลขเวอร์ชันอย่างเป็นทางการคือ v2004 (พัฒนาเสร็จเดือนเมษายน 2020) ซึ่งต่างไปจากเวอร์ชันก่อนหน้านี้เกือบทั้งหมดที่ใช้เลขลงท้ายด้วย 3 (ตั้งแต่ 1703, 1803 มาจนถึง 1903)

ไมโครซอฟท์อธิบายเหตุผลว่าต้องการเลี่ยงตัวเลข 2003 เพราะซ้ำกับ Windows Server 2003 และผู้ใช้อาจสับสนได้ จึงเลือกตัวเลข 2004 แทน (เลื่อนกำหนด RTM ไปอีก 1 เดือนจากปกติ) ส่วนช่วงเวลาที่ปล่อยอัพเดตให้ผู้ใช้ในวงกว้างนั้นยังไม่ระบุ กรณีของ Windows 10 v1903 รุ่นของปีนี้ ใช้ชื่อรุ่นแบบยาวๆ ว่า May 2019 Update เพราะปล่อยอัพเดตในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากต้องการระยะเวลาทดสอบคุณภาพนานขึ้นกว่าเดิม

ที่มา – Microsoft

No Description

from:https://www.blognone.com/node/113375

Windows Tips – วิธีการเพิ่ม Virtual Memory บน Windows 10 สำหรับ Notebook / PC หน่วยความจำแรมน้อย

บน Windows 10 นั้นหน่วยความจำเสมือนถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากอย่างหนึ่งเนื่องจากว่ามันถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อที่จะนำเอาข้อมูลต่างๆ ที่คุณจะต้องใช้งานบ่อยๆ ออกมาจากหน่วยความจำหลักมาเก็บเอาไว้บนฮาร์ดดิกส์ของคุณเพื่อที่จะได้สามารถเรียกใช้งานข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจากวิธีการดังกล่าวนั้นเลยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของตัวเครื่องนั้นดีมากขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก อีกประโยชน์หนึ่งนั้นก็คือมันยังสามารถที่จะช่วยให้หน่วยความจำหลักของคุณนั้นไม่เต็มเอาง่ายๆ อีกด้วย

ดังนั้นแล้วเพื่อให้คุณสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากฮาร์ดดิสก์(ซึ่งในปัจจุบันนั้นจะมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลสูงขึ้นมากกว่าเดิม) ให้ได้มากที่สุดเราจึงขอแนะนำวิธีการปับตั้งค่า Virtual Memory ให้ทุกท่านได้ลองทำตามกัน ซึ่งวิธีการนั้นมีทั้งในรูปแบบที่ง่ายๆ ไปจนถึงต้องใช้ความรู้ในเรื่องของการออกคำสั่งเล็กน้อย วิธีการจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันได้เลยครับ

วิธีการเพิ่ม Virtual Memory ผ่านทาง Settings

เริ่มต้นที่วิธีการง่ายๆ ก่อนกับการตั้งค่อผ่านทาง Setting โดยสามารถที่จะเข้าถึงหน้าจอการปรับตั้งค่าได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • เปิด Settings ของ Windows 10
  • เลือกไปที่ System
  • เลือกไปที่ About
  • สังเกตทางด้านขวามือของหน้าจอ About จะมีหัวข้อชื่อว่า “Related settings” ให้เลือกไปที่คำสั่ง System info

  • เมื่อขึ้นหน้าต่าง System info ขึ้นมาแล้วนั้นให้เลือกไปที่ตัวเลือก “Advanced system settings” ซึ่งจะอยู่ทางด้านซ้าย

  • เมื่อมีหน้าต่างใหม่เพิ่มขึ้นมาแล้วให้กดเลือกไปที่ tab Advanced

  • บนหัวข้อ “Performance” ให้กดที่ปุ่มคำสั่ง Settings

  • เมื่อเข้ามาที่หน้าต่างใหม่แล้วนั้นให้เลือกไปที่ Advanced tab แล้วตรงหัวข้อ “Virtual memory” ให้คลิ๊กที่ปุ่ม Change

  • เมื่อเข้าสู่หน้าต่าง “Virtual memory” ก่อนอื่นให้เลือกเครื่องหมายถูกที่ Automatically manage paging files size for all drives ออกแล้วคุณจะสามารถเข้าไปทำการตั้งค่าได้ ให้เลือกไปตรงที่ Custom size ซึ่งเมื่อมาถึงตรงจุดนี้นั้นคุณจะสามารถทำการปรับแต่งค่าของ “Virtual memory” ได้แล้ว โดยหลักการนั้นจะมีอยู่ว่าในส่วนของ “Initial size” นั้นควรจะตั้งค่าให้อยู่ที่ 3/2 ของหน่วยความจำหลักของคุณ ส่วน “Maximum size” นั้นควรจะมีค่าเป็น 3 เท่าของหน่วยความจำหลักของคุณ
  • เมื่อตั้งค่าเสร็จสิ้นให้เลือกไปที่ Set ตามมาด้วยการกด Ok อีก 2 ครั้ง ระบบจะให้คุณบูทเครื่องเพื่อที่จะทำการจัดการดังกล่าวนี้ให้สมบูรณ์ให้คุณทำการรีบูทเครื่องถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้น

หมายเหตุ – ถ้าคุณอยากจะกลับไปให้ตัวระบบปฎิบัติการ Windows 10 ตั้งค่าให้โดยอัตโนมัติอีกครั้งให้เขาตามวิธีการเดิมจนกระทั่งถึงหน้าจอที่มีตัวเลือก Automatically manage paging size for all drives ให้คุณเช็คถูกตรงที่หัวข้อนี้แล้วรีบูทเครื่องอีกครั้งถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้น

วิธีการเพิ่ม Virtual Memory ผ่านทาง Command Prompt

สำหรับท่านที่มีความรู้ในการใช้คำสั่งผ่านทาง Command Prompt นั้น การตั้งค่า “Virtual memory” จะมีวิธีการดังต่อไปนี้

  • เปิด Start ขึ้นมา
  • ค้นหาด้วยคำว่า Command Prompt หรือ cmd แล้วคลื๊กขวาเลือกไปที่ Run as administrator
  • เมื่อหน้าต่าง Command Prompt ขึ้นมาแล้วนั้นให้พิมพ์คำสั่งดังต่อไปนี้ wmic pagefile list /format:list แล้วกด Enter

  • ตัวคำสั่งจะทำการแจ้งข้อมูลของ “Virtual memory” ที่เครื่องของคุณตั้งค่าอยู่ ณ เวลานั้น
  • จากนั้นจะต้องพิมพ์คำสั่งเพื่อที่จะให้ตัวระบบปฎิบัติการ Windows 10 เลิกทำการตั้งค่าด้วยตัวเองก่อน โดยคำสั่งนั้นจะมีดังต่อไปนี้ wmic computersystem where name=”%computername%” set AutomaticManagedPagefile=false จากนั้นกด Enter

  • เมื่อทำการปิดการตั้งค่า “Virtual memory” อัตโนมัติไปแล้วนั้นจะใช้คำสั่งดังต่อไปนี้เพื่อทำการตั้งค่า wmic pagefileset where name=”C:\\pagefile.sys” set InitialSize=YOUR-INIT- SIZE,MaximumSize=YOUR-MAX-SIZE โดยที่ YOUR-INIT- SIZE นั้นคือค่าเริ่มต้นสำหรับการจองพื้นที่เป็น “Virtual memory” และ YOUR-MAX-SIZE นั้นคือค่าสูงสุดสำหรับการจองพื้นที่เป็น “Virtual memory” ตัวอย่างเช่น wmic pagefileset where name=”C:\\pagefile.sys” set InitialSize=9216,MaximumSize=12288 เป็นต้น(หน่วยของ YOUR-INIT- SIZE และ YOUR-MAX-SIZE จะเป็น megabytes

  • ในการตั้งค่าผ่านทาง Command Prompt นี้นั้นจะไม่มีการแจ้งเตือนให้คุณรีบูทเครื่องดังนั้นแล้วคุณต้องทำการรีบูทเครื่องเองโดยสามารถรีบูทได้ตามปกติหรือจะใช้คำสั่ง shutdown -r -t 00 บนหน้าจอ Command Prompt ก็ได้เช่นเดียวกัน

หมายเหตุ – หากคุณต้องการให้ Windows 10 ตั้งค่าเองโดยอัตโนมัตินั้นคุณสามารถที่จะเปิดให้ Windows 10 ทำการเซ็ทค่าอัตโนมัติได้ด้วยการใช้คำสั่ง computersystem where name=”%computername%” set AutomaticManagedPagefile=true แล้วกด Enter จากนั้นให้ทำการรีบูทเครื่อง

ข้อดีข้อเสีย

ในการตั้งค่า “Virtual memory” เองนั้นคุณจะพบได้ว่าเมื่อใช้งานแล้วนั้นระบบปฎิบัติการจะมีความเสถียรมากขึ้นกว่าเดิม ปัญหาเรื่องหน้าจอ BSOD ที่มาจาก page_file_errors หายไป และการใช้งานโดยรวมนั้นจะลื่นไหลมากขึ้น(ขึ้นอยู่กับแหล่งเก็บข้อมูลของ Drive C: ว่าเป็น HDD หรือ SSD อย่างไรก็ตามแต่แล้ววิธีการดังกล่าวนี้ก็ยังคงมีข้อเสียอยู่บ้างซึ่งนั่นก็คือพื้นที่ในแหล่งเก็บข้อมูลของ Drive C: ของคุณนั้นจะลดลงไปจากเดิม ดังนั้นแล้วก็คงต้องเลือกเอาว่าจะปรับให้มีขนาดอยู่ที่เท่าไร

อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะเน้นก็คือถึงแม้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณมีหน่วยความจำหลัก (RAM) มากอยู่แล้วเช่น 16 GB หรือ 32 GB ทว่าในการใช้งานนั้นคุณก็ไม่ควรที่จะเปิดการทำงาน “Virtual memory” เพราะนั่นอาจจะทำให้ Windows 10 ของคุณเกิดอาการไม่เสถียรขึ้นมาได้ อย่างไรแล้วนั้นก็ลองทำการตั้งค่าดูตามที่คุณต้องการครับ

ที่มา : windowscentral

from:https://notebookspec.com/how-to-change-virtual-memory-size-on-windows-10/502660/

คาด Apple เตรียมยกเครื่องแอปใหม่ เพื่อแทนที่ iTunes สำหรับผู้ใช้ Windows

ถึงแม้แอปเปิลจะตัดโปรแกรม iTunes ออกไปจาก macOS เวอร์ชันล่าสุด โดยแทนที่ด้วยโปรแกรม Apple Music, Podcasts และ TV แทน แต่สำหรับผู้ใช้ Windows ก็ยังมี iTunes ให้ใช้ต่อไป แม้อนาคตจะไม่ชัดเจนนัก ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากแอปเปิลออกมาบ้างแล้ว

โดยเว็บ Neowin ได้พบประกาศรับสมัครงานของแอปเปิล ตำแหน่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ด้าน Windows Media Apps ระบุลักษณะงานว่าเพื่อสร้างแอป media รุ่นใหม่บน Windows ซึ่งก็น่าจะเป็นการพัฒนาโปรแกรมมาแทนที่ iTunes นั่นเอง

มีข้อสังเกตว่าเงื่อนไขกำหนดว่าถ้ามีประสบการณ์ด้าน UWP จะพิจารณาเป็นพิเศษ จึงเป็นไปได้ว่าทิศทางแอปใหม่นี้อาจต้องการลงทุกแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์มากกว่าเพียง Windows 10

ที่มา: Neowin

iTunes for Windows

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/113245

Microsoft เตรียมเพิ่ม DNS over HTTPS (DOH) บน Windows 10

Microsoft ประกาศแผนการพัฒนาระบบปฏิบัติการ Windows 10 ให้รองรับการใช้โปรโตคอล DNS over HTTPS (DoH) ในอนาคต เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนบุคคลให้แก่ผู้ใช้งาน ในขณะที่ยังคงเตรียมเพิ่มการรองรับ DNS over TLS (DoT) ไปพร้อมๆ กันด้วยเช่นกัน

Credit: MyImages – Micha/ShutterStock

DNS over HTTPS ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถ Solve DNS ผ่านทางการเชื่อมต่อ HTTPS ที่เข้ารหัส ในขณะที่ DoT จะทำการเข้ารหัสและห่อหุ้ม DNS Queries ผ่านทางโปรโตคอล Transport Layer Security (TLS) แทนที่จะทำ DNS Lookup แบบ Plaintext ที่ทุกคนสามารถเห็นข้อมูลทั้งหมด ด้วยการเพิ่มการรองรับ DoH บน Windows 10 Core Networking นี้ จะยกระดับความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนบุคคลในการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้แก่ผู้ใช้ได้เป็นอย่างมาก

Microsoft ให้ความสำคัญแก่การใช้งาน DoH บน Windows 10 มากกว่า DoT เนื่องจากเป็นตัวเลือกที่ช่วยเพิ่มผลประโยชน์ด้านความมั่นคงปลอดภัยแก่ทุกๆ คนได้แทบจะทันที โดยอาศัย HTTPS Infrastructure ที่ทั่วโลกใช้งานกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม Microsoft ยังคงมอบอิสระในการเลือกใช้โปรโตคอลตามความต้องการของผู้ใช้ โดยจะเพิ่มการรองรับ DoT เข้าไปในอนาคตด้วยเช่นกัน

Microsoft ได้กำหนดหลักการสำหรับการรองรับโปรโตคอลที่จะใช้เข้ารหัส DNS บน Windows 10 รวม 4 ประการ ดังนี้

  • DNS บน Windows จำเป็นต้องพร้อมใช้งานและมีความเป็นส่วนบุคคลมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการตั้งค่าจากแอดมินหรือตัวผู้ใช้งานเอง
  • แอดมินและผู้ใช้ Windows ที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนบุคคลจะต้องได้รับการแนะนำในการตั้งค่า DNS แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้จัก DNS ก็ตาม
  • แอดมินและผู้ใช้ Windows จะต้องสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการตั้งค่า DNS ด้วยวิธีการที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • ในกรณีที่การเข้ารหัส DNS ไม่สามารถใช้งานได้ ต้องมีกลไก Fallback เพื่อให้ใช้ DNS ที่ไม่เข้ารหัสแบบปกติได้

สำหรับการใช้ DoH บน Windows 10 นั้น Microsoft ระบุว่าจะเข้ารหัส DNS Queries ให้โดยอัตโนมัติ ในกรณีที่ DNS Resolver รองรับ DoH ในขณะที่ Microsoft ไม่ทำการแก้ไข DNS Server ใดๆ บนอุปกรณ์ เป็นหน้าที่ของผู้ใช้หรือผู้ดูแลระบบในการเลือก DNS Server ที่ต้องไป Lookup ด้วยตนเอง

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://techcommunity.microsoft.com/t5/Networking-Blog/Windows-will-improve-user-privacy-with-DNS-over-HTTPS/ba-p/1014229

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/microsoft-is-adding-dns-over-https-doh-to-windows-10/

from:https://www.techtalkthai.com/window-10-will-support-dns-over-https-soon/

Microsoft – เตรียมตัดฟีเจอร์บน Windows 10 ที่ไม่มีใครสนใจจะใช้ แต่ว่ามีอะไรนะ ไปดูกัน

ตั้งแต่ Windows 10 เปิดตัวออกมานั้นการอัพเดทต่างๆ ก็มีออกมาตามอย่างมากมาย ทว่าในการใช้งานจริงแล้วนั้นบางฟีเจอร์ที่ทาง Micorosoft ได้เพิ่มเข้ามานั้นก็ไม่ค่อยจะมีผู้ใช้สนใจที่จะใช้งานเท่าไรนัก ล่าสุดทาง Microsoft เองก็ได้ออกมาเผยว่าในอัพเดทอนาคตต่อไปนี้นอกเหนือไปจากจะมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาแล้ว บางฟีเจอร์ที่ไม่มีใครใช้มากเท่าไรนักก็จะโดนลบออกไปด้วยเช่นเดียวกัน มาดูกันว่าฟีเจอร์อะไรบ้างที่ทาง Micorosft จะลบและน่าจะลบออกไปในอัพเดทหน้าครับ

เริ่มต้นด้วยฟีเจอร์ดีๆ แต่เชื่อว่าไม่มีใครได้ใช้แน่นอนนั่นก็คือฟีเจอร์แอปที่มีชื่อว่า My People ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นจะอยู่ตรงส่วนของด้านขวาของ Taskbar โดยฟีเจอร์ดังกล่าวนี้นั้นจะเป็นการนำเอาผู้ติดต่อทั้งหมดของผู้ใช้จากทั้งในเมลที่เราแอดเอาไว้รวมไปถึงผู้ติดต่อที่อยู่ใน Skype มาร่วมด้วย ซึ่งลักษณะการใช้งานนั้นเจ้า My People จะช่วยให้เราสามารถที่จะเข้าถึงการติดต่อกับบุคคลที่ต้องการได้มากขึ้นกว่าเดิมพร้อมทั้งยังสามารถเลือกได้เลยโดยตรงว่าจะติดต่อกับผู้ใช้คนนั้นๆ ด้วยวิธีไหน

นอกเหนือไปจาก My People ที่ทาง Microsoft จะตัดทิ้งไปแล้วนั้นยังมีอีกหลายๆ ฟีเจอร์ที่อาจจะโดนตัดออกไปด้วยดังนี้

  1. Windows To Go เป็นฟีเจอร์ที่พบได้บน Windows 10 Enterprise และ Windows 10 Education ซึ่งจะเข้ามาช่วยในการสร้างให้ External Drive สามารถที่จะ Boot Windows ในลักษณะแบบเดียวกับการ Ghost ต้นฉบับทั้งหมดมาจากตัวเครื่องหลัก โดยฟีเจอร์นี้นั้นทาง Micorosoft ต้องการให้ผู้ใช้สามารถที่จะเข้าถึงการใช้งานต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง(ฟีเจอร์นี้คล้ายๆ กับ Linux live discs) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีคนใช้มากพอดู ทว่าในปัจจุบันนั้นก็เริ่มที่จะมีการเลิกใช้งานกันไปบ้างแล้วเนื่องจากไม่ค่อยจะมีประโยชน์นักเท่าไรเพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวนี้นั้นก็จะใช้งานโน๊ตบุ๊คซึ่งสามารถที่จะทำงานจากที่ไหนก็ได้อยู่แล้ว
  2. Paint 3D เป็นอีกฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจเพราะมันสามารถที่จะสร้างวัตถุ 3 มิติเพื่อที่จะทำการปริ้นท์กับเครื่องพิมพ์แบบ 3 มิติได้ทันที ทว่าผู้ใช้ที่มีเครื่องปริ้นท์แบบ 3 มิตินั้นก็นิยมใช้แอปพลิเคชันออกแบบวัตถุ 3 มิติจากผู้ผลิตรายอื่นมากกว่าทำให้ในส่วนที่เหลือนั้น Paint 3D ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากแอปพลิเคชัน Paint(ที่ตอนแรกว่าจะโดนลบไปแล้วแต่ก็กลับมาอีกครั้งเพราะมีผู้ใช้ใช้งานเป็นจำนวนมาก)
  3. OneSync เป็นแอปพลิเคชันที่มีลักษณะการทำงานในรูปแบบของการจัดการการใช้งานชีวิตประจำวันของผู้ใช้อย่างการซิงค์เมล, ปฎิธินรวมทั้ง People โดยสาเหตุที่จะทำให้แอปพลิเคชันนี้โดนลบไปนั้นก็เนื่องมาจากมันมีลักษณะการใช้งานเหมือนกันกับแอปพลิเคชัน Outlook
  4. Snipping Tool เป็นฟีเจอร์ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการจับภาพหน้าจอซึ่งฟีเจอร์ดังกล่าวนี้จะยังคงมีใช้งานบน Windows อยู่ทว่าก็ไม่ได้มีการพัฒนาต่อไปแล้ว อย่างไรก็ตามฟีเจอร์ดังกล่าวนี้จะถูกเข้าแทนที่ด้วยเครื่องมือ Snip & Sketch

นอกจากนั้นแล้วยังมีฟีเจอร์อีกหลายๆ อย่างที่น่าจะถูกลบออกไปอีกมากมายเพราะลักษณะในการทำงานนั้นคล้ายกันเอามากๆ ซึ่งจะว่าไปแล้วนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะนั่นจะเป็นสาเหตุให้ Windows 10 เองนั้นใช้ขนาดพื้นที่ในแหล่งเก็บข้อมูลน้อยลงที่สำคัญมันยังเป็นการเพิ่มความเสถียรให้กับตัวระบบปฎิบัติการ Windows 10 อีกด้วย

ที่มา : techradar

from:https://notebookspec.com/these-are-all-the-windows-10-features-microsoft-is-going-to-kill-off/502249/