คลังเก็บป้ายกำกับ: WINDOWS_10

5 วิธี แก้คอมช้า Windows 10 เพิ่มความเร็ว จัดการปัญหาเครื่องหน่วง

แก้คอมช้า

ใครที่ใช้งาน Windows 10 ไปนานสักระยะแล้วเกิดอาการคอมช้า เครื่องหน่วง โดยเฉพาะกับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าที่ได้อัพเกรดมาใช้งาน Windows 10 ก็มักจะเกิดอาการเช่นนี้ ทีมงาน Notebookspec นำวิธีดี ๆ ในการแก้ปัญหาคอมช้า เพิ่มความเร็วให้กับคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน Windows 10 ทั้งทำได้ฟรี จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

จัดการคอมช้า: ปิดค่าความโปร่งใสของ Menu

สำหรับความโปร่งใสของ Menu นั้น ใน Windows 10 นั้นจะมีลูกเล่นที่จะทำให้หน้าตาของเมนูดูสวยงามและน่าใช้งาน โดยเมื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ ในแถบของเมนูจะมีความโปร่งใสขึ้น ดูกลืนไปกับพื้นหลัง แต่การเปิดใช้งานความโปร่งแสงนี้ก็ทำให้มีการใช้งานทรัพยากรเบื้องหลังของระบบอยู่เช่นกัน ซึ่งในคอมพิวเตอร์ที่มีกราฟฟิกต่ำ หรือทรัพยากรเครื่องที่จำกัดก็อาจจะส่งผลให้ระบบทำงานหนักขึ้น และทำให้คอมช้าลงได้เช่นกัน

วิธีปิดค่าความโปร่งแสงของ Menu สามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้ 

เริ่มต้นให้ไปที่ Settings >> เลือก Personalization

แก้คอมช้า

จากนั้นไปที่ Colors >> กดปิด Transparency Effect

แก้คอมช้า

เพียงเท่านี้ก็ปิดความโปร่งใสของ Menu เรียบร้อยแล้ว ช่วงให้คอมทำงานหนักน้อยลง ไวและลื่นขึ้น

ปิด Animations จัดการปัญหาเครื่องหน่วง

Windows 10 ในปัจจุบันนั้นจะมีการเพิ่มลูกเล่นด้านกราฟฟิกขึ้นมาเพื่อให้ Windows 10 นั้นดูทันสมัยและน่าใช้มากยิ่งขึ้น แต่กระนั้นในคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ๆ หรือ Notebook สำหรับการใช้ทำงานเป็นหลักนั้นก็อาจจะมีการประมวลผลด้านกราฟฟิกที่ต่ำ ก็จะทำให้ Windows ของเราดูหน่วง เพราะส่วนหนึ่งใช้ไปกับการประมวลด้านกราฟฟิกของตัว Windows เองการปิด Animations (Animations จะส่งผลเกี่ยวกับการเปิด-ปิดหน้าต่างโปรแกรมต่าง ๆ ขึ้นมา หรือเวลาขยาย-ลดหน้าต่างลงไปไว้ที่ Taskbar โดยฟีเจอร์นี้จะทำให้การกระทำเหล่านี้ใน Windows มีความนุ่มนวล ดูสบายตามากขึ้น แต่ก็กินทรัพยากรของเครื่องเช่นกัน) ที่จะทำให้ Notebook หรือคอมพิวเตอร์ของเราเร็วและลื่นขึ้น

เข้าไปที่ Windows Settings >> เลือก Ease of Access 

แก้คอมช้า

เลื่อนลงมาที่ส่วนของ Simplify and Personalize Windows >> กดปิด Show Animations in Windows

แก้คอมช้า

เพียงเท่านี้ก็ปิดฟีเจอร์ Animations ใน Windows 10 ได้เรียบร้อยแล้ว ทีนี้การเรียกโปรแกรมขึ้นมาก็จะไม่มีเอฟเฟ็กที่ที่จะมากินทรัพยากรในเครื่องเราแล้ว ทำให้การเปิด-ปิด, ย่อ-ขยาย โปรแกรมทำได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ Windows ของเราทำงานได้เร็วและลื่นขึ้นนั่นเอง

การปิด Special Effects

นอกจากความโปร่งใสของเมนูแล้ว Windows 10 ยังมีเอฟเฟคและลูกเล่นอื่น ๆ ที่เข้ามาทำให้ตัววินโดวส์นั้นน่าใช้งานอีกเพียบ โดย Effects เหล่านี้จะทำให้การเปิด-ปิด, ย่อ-ขยาย หน้าต่างของโปรแกรมต่าง ๆ ทำได้สมูทและลื่นไหลมากขึ้น แต่กระนั้นการเปิดเอฟเฟคเหล่านี้ก็กินทรัพยากรของเครื่องอยู่เช่นกัน 

สำหรับวิธีการปิด Special Effects ใน Windows 10 ทำได้ดังนี้

คลิกขวาที่ This PC >> เลือก Properties >> จากนั้นเลือก Advanced System Settings หรือจะพิมพ์ข้อความ ‘Advanced System Settings’ ในช่อง Search ของ Windows ก็ได้เช่นกัน

แก้คอมช้า

 
จากนั้นจะปรากฏหน้าต่าง System Properties ขึ้นมา >> เลือก Advanced ที่แถบเมนู >> จากนั้นดูในช่อง Performance >> เลือก Settings

ในหน้า Performance Options >> คลิก Visual Effect >> จากนั้นดูในช่อง Effects ต่าง ๆ ให้เราเอาเครื่องหมายถูกออกจาก Effects ต่าง ๆ (หรือะเลือกปิดเฉพาะบางเอฟเฟคก็ได้ตามต้องการ)
 
แก้คอมช้า

เพียงเท่านี้เราก็จะปิด Special Effects ช่วยให้ระบบไม่ต้องคอยใช้ทรัพยากรไปกับเอฟเฟคต่าง ๆ ที่เพียงทำให้ดูสวยงามสบายตาและดูสมูทเท่านั้น ซึ่งการปิดเอฟเฟคก็อาจจะทำให้การเปิด-ปิดโปรแกรม, ย่อ-ขยายหน้าต่างโปรแกรมดูแข็งกระด้างขึ้น ไม่สมูทเหมือนเก่า แต่นั่นก็ช่วยลดการใช้ทรัพยากรเครื่องไปได้เช่นกันและไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของ Windows 10 ด้วย

ปิดการทำงานของโปรแกรมที่เปิดอัตโนมัติ

เวลาที่เราเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั้น เมื่อเข้าสู่หน้า Windows โดยปกติมักจะมีโปรแกรมทำงานเองโดยอัตโนมัติซึ่งก็ทำให้ระบบเริ่มทำงานและใช้ทรัพยากรไปตั้งแต่เริ่มทำงาน ส่งผลให้คอมช้า อืดและหน่วงได้ โดยเฉพาะในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีแรมต่ำ ดังนั้นการปิดโปรแกรมที่ทำงานอัติโนมัติเวลาที่เปิดคอมพิวเตอร์จึงเป็นอีกทีวิธีที่จะช่วยให้คอมพิวเตอร์ของเราทำงานได้เร็วขึ้น ไม่เสียทรัพยากรไปกับโปรแกรมเปิดอัติโนมัติที่เราอาจไม่ได้ใช้งาน

สำหรับวิธีการปิดการทำงานของโปรแกรมที่เปิดอัตโนมัติมีดังนี้

ไปที่ Task Manager ด้วยการกด Ctrl + Alt + Del หรือ พิมพ์ Task Manager ลงในช่อง Search ของ Windows

เมื่อปรากฏหน้าต่าง Task Manager >> เลือก Startup >> จากนั้นให้ คลิกขวาที่โปรแกรมที่ไม่ต้องการให้ทำงานอัตโนมัติ >> เลือก Disable

แก้คอมช้า

ลบ Bloatware ที่มากับ Windows

สำหรับวิธีนี้นั้นจะเป็นการลบโปรแกรมที่ติดมากับ Windows 10 เช่น เกมจาก Microsoft Store หรือแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ซึ่งหลายครั้งเราก็ไม่ได้ใช้งานพวกโปรแกรมหรือแอพฯ ที่ติดมากับ Windows แต่อย่างใด แถมยังสิ้นเปลืองพื้นที่ในคอมพิวเตอร์ของเราด้วย การลบโปรแกรมจำพวก Bloatware นี้จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ของเราทำงานได้เร็วขึ้น ไม่เปลืองทรัพยากรไปกับโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้งาน

เราสามารถเข้าไปดูแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้โดยไปที่ Settings >> System >> Apps & Features จากนั้นก็เลือกแอพฯ ที่ไม่ต้องการหรือไม่ได้ใช้แล้วเลือก Uninstall ได้เลย

แก้คอมช้า

อ่านบทความเพิ่มเติม/เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

from:https://notebookspec.com/5-ways-windows-10-faster/538223/

มาแล้ว Final Preview Windows 10 Update มาพร้อม Start Menu ใหม่

Microsoft เตรียมปล่อยอัพเดต Windows 10 October 2020 Update แล้ว โดยจะมีชื่อเต็มว่า Windows 10 October 2020 Update (version 20H2) มีการเปลี่ยนเลขรหัสจาก Version 2004 เป็น 20H2 และตอนนี้อยู่ในสถานะเป็น Release Preview หรือพรีวิวรอบสุดท้ายก่อนที่จะออกตัวจริงมาในเร็ว ๆ นี้

Windows 10 Update

Cr: engadget

ฟีเจอร์ใหม่ Windows 10 Update: Windows 10 October 2020 Update (version 20H2)

สำหรับการอัพเดต Windows 10 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 นี้นั้น อาจจะไม่ได้มีฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมามากมายนัก โดยทาง Microsoft จะเน้นไปที่ความเสถียรภาพในการใช้งานและการอัพเกรดที่ง่ายดายมากขึ้น ในส่วนของคุมสมบัติใหม่ที่ได้มีการประกาศไว้คือ

Windows 10 Update

การแสดงแท็บทั้งหมดที่เปิดอยู่ในหน้า Alt + Tab ของ Windows Cr: Microsoft

Windows 10 Update

เว็บที่ถูกปักหมุดจะปรากฏบน Task Bar ด้วย, Cr: Microsoft

ที่มา: Engadget, Microsoft

from:https://notebookspec.com/preview-windows-10-update-october-2020/538207/

รีวิว CHUWI LarkBox mini PC ที่ขนาดเล็กที่สุดในโลก?

CHUWI LarkBox เป็นคอมพิวเตอร์จิ๋วสัญชาติจีนตัวหนึ่งที่เปิดระดมทุนใน Indiegogo โดยผมเห็นว่าน่าสนใจดี ดูแล้วใช้งานทั่ว ๆ ไปได้จริงและราคาถูกด้วย (239 ดอลลาร์) ผมจึงระดมทุนไปในช่วงเดือนเมษายน โดยตัวเครื่องนั้นผมได้รับมาช่วงกลางเดือนกันยายน ว่าแล้วก็แกะกล่องมาดูกัน

แกะกล่อง

alt="is0"ในช่วงระดมทุน ผู้ระดมทุนจะได้รับของแถมด้วยเป็นที่ชาร์จ 35W แบบ 4 หัว รองรับ QC 3.0

Larkbox มาในกล่องกระดาษสีน้ำตาลคุณภาพดีหุ้มพลาสติกใสมาอีกชั้นหนึ่ง ข้างกล่องบอกเพียงแค่ใช้ CPU Intel J4115 2.5GHz ทำงานที่ 4 Core 4 Thread (CPU รหัสนี้ผมมักพบบ่อย ๆ กับพวก NAS) นอกจากนี้ยังระบุว่ามาพร้อมกับ Windows 10 ตัวเต็มด้วย

alt="is0"

แกะกล่องมาจะพบถุงหุ้มตัวเครื่องมาอีก 1 ชั้น หลังจากแกะแล้วจะพบกับตัว LarkBox ที่วัสดุเป็นพลาสติกสีดำด้าน ด้านบนมีช่องระบายอากาศกินพื้นที่ไปครึ่งหนึ่งของเครื่อง

alt="is0"

ด้านหน้าเครื่องมีปุ่ม Power สีเงินสวยงาม แต่ก็เห็นชัด ๆ ว่านี่มันก็พลาสติกเหมือนตัวเครื่องนั่นเอง

alt="is0"

หมุนตัวเครื่องมาด้านขวาจะพบกับช่องเสียบ micro-SD Card และช่องเสียบหูฟัง 3.5

alt="is0"

หมุนเครื่องต่อไปอีกจะพบกับช่องเสียบ USB-C ที่มีสัญลักษณ์ชัดเจนว่าเอาไว้เสียบ Power Adapter นั่นเอง ถัดไปจะเป็นช่อง HDMI 2.0 และ USB-A 3.0 อีก 2 ช่อง

alt="is0"

หมุนไปอีกด้านจะไม่พบอะไร เปลี่ยนใจมาดูใต้เครื่องดีกว่า จะพบสติกเกอร์ Intel Inside สีโดดเด่น พร้อมกับตรงกลางเครื่องที่เขียนไว้ว่า M.2 SSD ซึ่งเจ้าตัวนี้สามารถเสียบ SSD เพิ่มได้ด้วย โดยจะเป็น M.2 2242 แบบ SATA ตัวเล็ก ๆ กว่าปกติที่จะพบได้ใน Notebook บางรุ่นครับ

alt="is0"

รูสีทอง ๆ จากภาพด้านบนมีไว้สำหรับ VESA Mount ในกล่องจะมีแผ่นเหล็กยาว ๆ สำหรับแขวนไว้หลังจอภาพหรือ TV มาให้ด้วย

มาดูในส่วน Power Adapter กันบ้างจะเห็นได้ว่าขนาดเล็กกว่าเครื่องเล็กน้อยพับขาได้ สายยาว 2 เมตร โดยตัวมันเองเขียนไว้ว่าจ่ายไฟที่ 12V 2A ที่ 24W ครับ

alt="is0"

สรุปหลังจากการแกะกล่องคือ LarkBox มีขนาดเล็กมาก หนักประมาณขีดนิด ๆ

CPU เป็น Intel J4115 วิ่งที่ 1.8–2.5GHz 4 Core 4 Thread ถือว่าเป็น CPU ที่ใหม่พอสมควรเพราะเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2019 นี้เอง มาพร้อมกับ GPU UHD Graphics 600 รองรับการเล่น Video แบบ 4K ใช้ทำงานทั่ว ๆ ไปได้สบาย

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับแรม LPDDR4 ถึง 6GB ด้วย ว่าแต่ทำไมไม่ 8GB?

มี Storage แบบ eMMC ที่ไม่ได้เร็วเท่า SSD มาให้อีก 128GB พร้อม Wi-Fi และ Bluetooth มาให้ แต่ที่ผมเสียดายที่สุดคือไม่มีช่องเสียบ LAN มาให้ แต่ก็แก้ได้ด้วยการหาแบบ USB มาเสียบล่ะนะ

หากมองถึงตรงนี้จะเห็นว่าสิ่งที่ LarkBox ให้มาถือว่าพร้อมใช้งานได้เลยทันที ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มอีกแล้ว

alt="is0"

เปิดเครื่อง

หลังจากเปิดเครื่องก็เข้าขั้นตอนปกติ Activate Windows เรียบร้อยก็อัพเดทต่อ โดยใช้เวลานานนิดนึงเพราะต้องโหลดเยอะมาก หลังจากอัพเดททุกอย่างจนไม่มีอะไรขึ้นแล้ว รวมถึงอัพเดทใน Windows Store ด้วย ล้างขยะอะไรเรียบร้อยหมดแล้วจะเห็นว่าพื้นที่ Harddisk เหลือประมาณ 85GB ครับ

alt="is0"

ต่อไปก็มาดูความเร็ว SSD 128GB แบบ eMMC ที่ให้มาครับ ความเร็วถือว่าใช้ได้เลย ดีกว่าที่คิดไว้ เพราะปกติเท่าที่เห็นผลทดสอบของ mini PC พวกนี้ write จะต่ำมากครับไม่ถึง 100 ด้วยซ้ำ

alt="is0"

Wi-Fi ผมต่อเข้ากับ Mesh ที่บ้าน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเกาะที่ 2.4 หรือ 5GHz ความเร็วออกมาประมาณนี้ครับ เพราะผมทดสอบในช่วงเย็น ๆ ที่ Traffic หนาแน่น ถ้าในช่วงอื่น ๆ จะอยู่ที่ 300/300 ครับ ซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดของ Internet บ้านผมพอดี

alt="is0"

ทดลอง Copy ไฟล์ Video ขนาด 12GB จาก Server ผมเองภายในบ้าน ถ้าช่วงโล่ง ๆ ไม่มีใครใช้อะไรอยู่จะได้แถว ๆ 35MB/s ครับ

alt="is0"

Benchmark

มาดูเรื่องความแรง CPU และ GPU กันบ้างกับ 3D Mark โดยผมได้ทำการทดสอบทั้งหมด 2 ครั้ง คือครั้งแรก Benchmark โดยเปิดโปรแกรม Stream หน้าจอไว้ไปที่ PC อีกเครื่องหนึ่งเพราะผมต้องการบันทึกหน้าจอไว้ด้วย (ผมไม่มี HDMI Capture) และครั้งที่ 2 ไม่ได้เปิด

ผลการทดสอบทั้ง 2 ครั้ง Performance จะเห็นว่า CPU ได้คะแนนสูงขึ้น 10% ส่วน GPU อยู่ที่ 6% ครับ โดยรายละเอียดไปดูได้ใน link ครับ

https://www.3dmark.com/compare/spy/13943714/spy/13943322

alt="is0"3D Mark ไม่รู้จัก CPU ซะอย่างงั้น

Cinebench หลังจาก Benchmark เรียบร้อยแล้ว จะได้ CPU Score ที่ 568 ครับ ซึ่งความแรงจะสูงกว่า i5–5300U นิดหน่อย

alt="is0"

ความร้อนและอัตรากินไฟ

ในระหว่างที่ Benchmark Cinebench ผมก็เปิด HWMonitor ไปด้วย ความร้อนจะขึ้นไปสูงสุดถึง 91–92 องศา โดย idle จะอยู่แถว ๆ ต่ำกว่า 50 องศาลงไป (3D Mark ขึ้นไปถึง 95 องศา) อัตรากินไฟสูงสุดก็ที่ 13W ครับ

เรื่องพัดลมเครื่องก็ทำงานแบบติด ๆ ดับ ๆ ครับ เหมือนเมื่อความร้อนขึ้นถึงจุดหนึ่งก็จะเปิด ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา ส่วนเสียงรบกวนมีเล็กน้อยครับเพราะพัดลมมันเล็ก

alt="is0"

ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันร้อนมากไปหน่อยจึงได้ลองค้น ๆ รายละเอียดดูว่ามันมีปัญหาเหมือนพวกเครื่องทดสอบก่อนการระดมทุนหรือไม่โดยการรื้อเครื่องดูเลยครับ

alt="is0"

ปัญหาของเครื่องทดสอบช่วงระดมทุนที่สื่อบางเจ้าได้ไปลอง จะมีปัญหาเรื่องตัว thermal pad หน้าสัมผัสไม่แปะไปถึงตัว CPU ครับ ซึ่งจากที่ผมแกะแล้วลองหมุน ๆ ส่องดูก็พบว่าสัมผัสได้สนิทดีไม่มีช่องว่างให้เห็น ดังนั้นตัดเรื่องนี้ไปสรุปมันร้อนจริง ๆ เมื่อทำงานเต็มที่สุด ๆ โดยตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าเพราะผมทดสอบโดย Cinebench ก่อนแล้ว 3D Mark ต่อหรือไม่ มันเลยร้อนพุ่งไปขนาดนั้น เพราะจากการใช้งานปกติผมไม่พบว่าความร้อนจะทะลุเกิน 70 เลยด้วยซ้ำครับ

alt="is0"

การใช้งาน

4K Video เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจว่าจะทดสอบไปทำไมเหมือนกัน เพราะเครื่อง Intel Gen เก่า ๆ 2–3 ปีก่อนมันก็รองรับใช้งานได้หมดแล้ว แต่ก็ลองดูครับ ไม่พบเรื่องการ drop frame เล่นได้ปกติ โดย CPU จะวิ่งอยู่แถว ๆ 6–15% ส่วน GPU ก็ 30% ครับ เหลือ ๆ ไปทำอย่างอื่นได้อีก

alt="is0"

ถ้าจะเอาไปเล่นเกมก็ควรจะเป็นเกมที่เก่า ๆ สักหน่อย ปรับไม่ต้องสุดมากก็พอไหว ผมเองก็เทสไป 2–3 เกมตามด้านล่าง ส่วนเกมอื่น ๆ ลองหาดูจาก Youtube ก็ได้ครับ keyword พวก Intel HD 500 Gaming แต่ส่วนตัวผมไม่แนะนำเท่าไรครับสงสารเครื่อง

Gameplay ด้านล่างถูก capture โดยตัวเครื่องพร้อม ๆ กับการเล่น ดังนั้น FPS จริง ๆ จะสูงกว่าที่เห็น 10–15 FPS

Cat Quest เล่นที่ความละเอียด 1600 x 900

Torchlight 2 เล่นที่ความละเอียด 720p เดิม ๆ

Half Life 2 เล่นที่ความละเอียด 1600 x 900

ส่วนการใช้งานอื่น ๆ ถ้าเอาไปใช้งานทั่วไปไม่น่ามีปัญหา พิมพ์งานเอกสารนี่เหลือ ๆ อยู่แล้ว เพราะ CPU ตัวนี้เทียบกับ Notebook พวก Pentium Gold ก็เร็วพอ ๆ กัน แถม Core ของ LarkBox ยังเยอะกว่าด้วย

สรุป

LarkBox เป็น mini PC ที่เหมาะสำหรับคนที่อยากได้คอมเล็ก ๆ ตั้งไว้หน้าคอมหรือ TV (หรือจะแขวนไว้ข้างหลังก็ได้) ไว้ทำงานพิมพ์เอกสาร ดูหนังฟังเพลงทั่วไป หรือจะตั้งไว้เป็นไฟล์ Server, Media Server โหลดบิทอะไรก็ได้ ไม่ก็พกพาเป็นคอมสำรองได้ (เพื่อ?) ด้วยอัตรากินไฟที่ต่ำเหมือนเปิดไฟ LED ไว้สักหลอด ทำให้เปิดทิ้งเปิดขว้างได้เลย ราคาที่ผมได้มาจากช่วงระดมทุนจะอยู่แถว ๆ 5000 บาท สเปคแบบแกะกล่องใช้ได้เลย ถือว่าดีครับ

จุดที่ชอบ

  • เล็กมากเบามาก
  • ราคาถูกจ่ายทีเดียวจบในตัว ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มเพื่อให้ใช้งานได้เหมือน NUC
  • เพิ่มพื้นที่ได้ด้วยช่อง M.2 ที่เผื่อมาไว้ให้ (ขนาด SSD หายากและรองรับแค่ SATA)

จุดที่ไม่ชอบ

  • ไม่มีช่องเสียบสาย Lan
  • แรมให้มาแค่ 6GB รู้สึกขาด ๆ
  • ร้อนมากที่การทำงานหนัก ๆ
  • พัดลมเล็ก มีเสียงดังรบกวนนิดหน่อย

อื่น ๆ

  • ราคาขายจริงประมาณ 6300 บาท ถือว่าไม่แพงมาก
  • ราคาแถวนี้ถ้าอยากพกพาด้วยลองไปดูพวก Notebook Pentium Gold ก็ได้ครับได้จอด้วย

alt="is0"ภาพช่วงทดสอบครับเล็กจิ๋วดีจริง ๆ

Video Review

ที่มา: รีวิว CHUWI LarkBox mini PC ที่เล็กที่สุดในโลก?

from:https://www.blognone.com/node/118546

แอพ Remote Desktop บน Windows 10 ได้รับอัพเดตครั้งใหญ่, เพิ่มฟีเจอร์แบ็คอัพการเชื่อมต่อ / รองรับ ARM 64

เมื่อประมาณปลายเดือน ส.ค. ที่เพิ่งผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้ออกอัพเดตใหม่ให้กับแอพ Remote Desktop บน Windows 10 เพื่อยกเครื่องแอพครั้งใหญ่

โดยเช่นเดียวกับแอพเวอร์ชัน Android ที่เพิ่งได้รับอัพเดตมาก่อนหน้านี้ แอพบน Windows ได้เปลี่ยนแกนหลักของ RDP (Remote Desktop Protocol) ไปใช้เอนจินเดียวกันกับแอพ Remote Desktop บน iOS และ macOS ซึ่งก็น่าจะช่วยให้แอพฝั่ง Windows 10 ได้รับอัพเดตฟีเจอร์ที่ทัดเทียมกันกับแอพบนระบบปฏิบัติการอื่นเร็วกว่าเดิม

และยังได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่พร้อมปรับปรุงการใช้งานไปหลายอย่างพอสรุปได้ดังนี้

  • เพิ่มการรองรับสถาปัตยกรรม x64 และ ARM64
  • เพิ่มการตั้งค่าให้สามารถปรับธีมของแอพ เป็นธีมสว่างหรือธีมมืด
  • เพิ่มความสามารถในการ backup การเชื่อมต่อที่บันทึกไว้ภายในแอพออกมาเป็นไฟล์ ซึ่งสามารถนำไป restore ในภายหลังหรือจะนำไปใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นก็ทำได้

ภาพตัวอย่างเมนู backup/restore การเชื่อมต่อบนแอพ Remote Desktop

No Description

  • แก้ไขบั๊กที่เกิดขึ้นเมื่อก็อปปี้ไฟล์เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ฝั่งรีโมท
  • แก้ไขปุ่มที่เคยมีปัญหากับฟังก์ชั่นช่วยเหลือผู้พิการ (accessibility)
  • ปรับปรุงและเพิ่มการรองรับบริการ Windows Virturl Desktop หลายอย่าง (อ่านรายละเอียดได้ที่นี่)

ทางไมโครซอฟท์ได้ปล่อยอัพเดตแอพ Remote Desktop ข้างต้นให้กับผู้ใช้กลุ่ม Windows Insider มาได้ระยะหนึ่ง และน่าจะเริ่มทยอยปล่อยอัพเดตให้กับผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว

ปัจจุบันตัวผู้เขียนข่าวเองได้รับแอพเวอร์ชันล่าสุดบนคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้เข้าร่วม Windows Insider Program บางเครื่องแล้ว ท่านใดใช้งานอยู่ลองเข้าไปเช็กอัพเดตได้ที่ Microsoft Store ครับ

ที่มา – Windows Central

from:https://www.blognone.com/node/118545

Windows 10 October 2020 Update ออกรุ่นพรีวิว มาพร้อม Start Menu โฉมใหม่

ไมโครซอฟท์ประกาศ Windows 10 อัพเดต 20H2 รอบครึ่งหลังของปี 2020 เข้าสถานะเป็น Release Preview หรือพรีวิวรอบสุดท้าย ใกล้ออกเป็นตัวจริงในเร็วๆ นี้

ชื่ออย่างเป็นทางการของ Windows ตัวนี้คือ Windows 10 October 2020 Update (version 20H2) โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบเลขเวอร์ชันเป็น 20H2 แทน 2004 แบบรุ่นที่แล้ว

ตามนโยบายของไมโครซอฟท์ในรอบ 2-3 ปีหลัง Windows 10 รอบครึ่งหลังของปีจะไม่มีของใหม่มากนัก เน้นเสถียรภาพเพื่อให้กลุ่มลูกค้าองค์กรอัพเกรดได้ง่ายขึ้น โดยของใหม่ที่ประกาศไว้แล้วคือ

ที่มา – Windows Insider Blog

from:https://www.blognone.com/node/118533

Tips | เปลี่ยนโน้ตบุ๊ค Windows เป็นหน้าจอแยกไร้สาย ไว้ต่อกับ PC หรือมือถือ โดยไม่ต้องติดตั้งแอปเพิ่ม

ก่อนหน้านี้เราเคยแนะนำแอป Spacedesk ที่สามารถเปลี่ยนอุปกรณ์ Android ทั้งมือถือ และแท็บเล็ตให้กลายเป็นหน้าจอแยกของ Windows PC กันไปทีนึงแล้ว และวันนี้เราก็มี Tips เจ๋งๆ ที่จะเปลี่ยนให้โน้ตบุ๊ค Windows กลายเป็นหน้าจอแยกของมือถือ โน้ตบุ๊ค หรือคอมตั้งโต๊ะ (ที่เชื่อมต่อกับ WiFi) ได้อีก โดยคราวนี้ไม่จำเป็นต้องไปดาวน์โหลดแอปมาติดตั้งให้เมื่อย เพราะมันคือฟีเจอร์ Projecting to this PC ที่ติดมากับระบบ Windows อยู่แล้วนั่นเองครับ

สำหรับฟีเจอร์เปลี่ยนโน้ตบุ๊คให้กลายเป็นหน้าจอแยกนี้ เหมาะสุดๆ สำหรับคนที่อาจจะมี PC ตั้งโต๊ะอยู่ที่บ้าน 1 เครื่อง และมีโน้ตบุ๊คอยู่อีก 1 เครื่อง (หรือจะมีโน้ตบุ๊ค 2 เครื่อง ก็ได้นะ) และเกิดอยากจะใช้หน้าจอแยกขึ้นมาเพื่อให้ทำงานได้สะดวกกว่าเดิม

หรืออาจจะเอามาใช้เป็นหน้าจอแยกสำหรับมือถือก็ได้ เผื่อใครอยากจะดูภาพถ่าย หรือคลิปวิดีโอแบบจอใหญ่ขึ้น โดยที่ไม่ต้องส่งไฟล์ไปมาระหว่างเครื่องให้วุ่นวาย แถมเรายังสามารถใช้เมาส์ และคีย์บอร์ดจากโน้ตบุ๊คเพื่อบังคับมือถือ หรือใช้พิมพ์แชทก็ยังได้ ส่วนวิธีใช้งานก็ง่ายมากๆ แค่ไม่กี่คลิกก็เรียบร้อยแล้ว

วิธีเปลี่ยนให้ PC กลายเป็นจอไร้สาย

บนหน้า Desktop ของ PC เครื่องที่เราต้องการจะเปลี่ยนให้กลายเป็นหน้าจอไร้สาย ให้เชื่อมต่อกับ WiFi วงที่ต้องการก่อน จากนั้นคลิกขวาแล้วเลือก Display settings และเลือก Projecting to this PC

เมื่อเข้ามาที่หน้าจอ Projecting to this PC ก็จะมีตัวเลือกหลักๆ อยู่ 3 หัวข้อคือ

  1. Some Windows and Android devices can project to this PC when you say it’s OK (อุปกรณ์ Windows และ Android จะยิงภาพมาที่หน้าจอ PC เครื่องนี้ได้ เมื่อคุณต้องการ) หากเราต้องการใช้ PC เครื่องนี้เป็นหน้าจอไร้สาย ให้เลือกหัวข้อ Available everywhere เพื่อเปิดใช้งาน (หรือ Available everywhere on secure networks เมื่อต้องการเปิดใช้งานเฉพาะกับ WiFi ที่เลือกเท่านั้น) ซึ่งจริงๆ แค่เปิดใช้งานในหัวข้อนี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว แต่หัวข้ออื่นๆ จะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับ PC ของเราครับ
  2. Ask to project to this PC (ขออนุญาตยิงภาพมาที่ PC เครื่องนี้) เป็นหัวข้อให้เลือกว่า ต้องขออนุญาตทุกครั้งที่มีอุปกรณ์อื่นต้องการยิงภาพมาที่ PC เครื่องนี้ หรือเลือก First time only เพื่อให้มีการขออนุญาตแค่ครั้งเดียวก็พอ (ขออนุญาต 1 ครั้ง ต่อ 1 อุปกรณ์)
  3. Require PIN for pairing (ใส่รหัส PIN เมื่อต้องการต่อหน้าจอ) คือต้องการให้ถามรหัสก่อนยิงภาพหรือไม่ ซึ่งจะมีให้เลือก Never (ไม่ต้อง), First Time (ครั้งแรกเท่านั้น) และ Always (ทุกครั้ง)

อ้อ…ยังมีตัวเลือกด้านล่างสุด This PC can be discovered for projection only when it’s plugged  into a power source ที่ให้เราเลือกว่าต้องเสียบสายชาร์จก่อนถึงจะเปลี่ยนให้เป็นจอไร้สายได้ (On) หรือเปลี่ยนเป็นจอไร้สายได้โดยที่ไม่ต้องเสียบสายชาร์จ (Off) เมื่อเลือกทุกอย่างเรียบร้อยแล้วตอนนี้ PC ของเราก็จะกลายร่างเป็นหน้าจอไร้สาย เพื่อรอให้อุปกรณ์อื่นๆ มาเชื่อมต่อได้แล้วครับ

หากตัวเลือกทั้ง 3 ข้อข้างบนกดไม่ได้ ให้ทำตามนี้

ถ้าหาก PC ของใครที่ตัวเลือกทั้ง 3 ข้อเป็นสีเทา และกดอะไรไม่ได้เลยแบบรูปด้านล่าง ให้กดที่ Optional features 

จากนั้นให้กด Add a feature แล้วเลือก Wireless Display เพื่อติดตั้งฟีเจอร์ดังกล่าวลงเครื่อง ก็เป็นอันเสร็จพิธี

PC บางเครื่องอาจต้องติดตั้งฟีเจอร์นี้ซะก่อน ถึงจะใช้งานได้

วิธีเชื่อมต่อกับ PC ที่กลายเป็นจอไร้สาย (Windows)

ทีนี้ก็มาดูที่โน้ตบุ๊ค หรือ PC ตั้งโต๊ะที่มี WiFi กันบ้าง (เครื่องนี้ก็ต้องเชื่อมต่ออยู่กับ WiFi วงเดียวกันด้วยนะครับ) เริ่มที่หน้า Desktop ให้คลิกขวาแล้วเลือก Display settings เหมือนเดิม จากนั้นเลื่อนลงมาข้างล่างสุดแล้วเลือก Connect to a wireless display 

ก็จะมีแถบ Connect ขึ้นมาที่ขอบจอด้านขวา และหากว่าไม่มีอะไรผิดพลาดก็จะมีชื่อของ PC เครื่องที่เป็นจอไร้สายโผล่ขึ้นมา ก็ให้เรากดเลือกได้เลย โดยหากว่าเราตั้งให้ใส่ PIN ก็จะมีรหัสเป็นตัวเลขจากเครื่องที่เป็นจอไร้สายโผล่ขึ้นมา ก็ให้เอาเลขนั้นมาใส่ในเครื่องที่ต้องการจะเชื่อมต่อ

ใส่ PIN ที่ปรากฎบนหน้าจอของเครื่องที่เป็นจอไร้สาย

เลข PIN จากเครื่องที่จะใช้เป็นหน้าจอไร้สาย

แค่นี้เราก็จะมี PC 2 จอไว้ใช้กันแล้วครับ ซึ่งแน่นอนว่ามันเชื่อมต่อแบบไร้สาย การใช้งานก็อาจจะมีอาการหน่วงๆ เล็กน้อย ตามความเสถียรของ WiFi ที่เชื่อมต่ออยู่ครับ นอกจากนี้การเชื่อมต่อผ่านฟีเจอร์ Projecting to this PC จะสามารถเชื่อมต่อได้แค่หน้าจอเดียวเท่านั้นนะครับ

วิธีเชื่อมต่อกับ PC ที่กลายเป็นจอไร้สาย (Android)

เรายังสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ Android ทั้งมือถือ หรือแท็บเล็ต ได้ด้วย โดยให้เข้าไปที่ตัวเลือก Screen Cast, Smart View ฯลฯ (มือถือแต่ละแบรนด์ตั้งชื่อฟีเจอร์นี้ไม่เหมือนกัน) จากนั้นก็เลือกที่ชื่อ PC ที่เป็นจอไร้สาย ใส่ PIN ก็เป็นอันจบครับ

โดยการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ Android ขึ้นไปที่หน้าจอ PC แบบนี้ เรายังสามารถใช้เมาส์ กับคีย์บอร์ดเพื่อควบคุมหน้าจอมือถือ หรือแท็บเล็ตได้ด้วยนะ

เท่านี้เราก็จะมีหน้าจอไร้สายเอาไว้ใช้กันแล้วล่ะครับ ใครที่มีโน้ตบุ๊คเก่าๆ (ที่ยังใช้ได้) วางกองไว้เฉยๆ ก็เอามาประยุกต์ใช้เป็นหน้าจอแยกได้แล้วล่ะครับ

from:https://droidsans.com/tips-turns-laptop-as-second-monitor/

และแล้วก็มีวันนี้ Windows 10 สามารถอ่านไฟล์ ext4 จากลินุกซ์ในเครื่องเดียวกันได้แล้ว

ไมโครซอฟท์ประกาศฟีเจอร์ใหม่ให้ WSL 2 ใน Windows 10 Insider Preview Build 20211 ให้สามารถเมานท์ระบบไฟล์จากดิสก์ที่เป็นลินุกซ์ในเครื่องเดียวกันได้

ตัวอย่างการใช้งานคือ หากเครื่องนั้นเป็นดูอัลบูททั้งวินโดวส์และลินุกซ์ ปกติแล้วฝั่งวินโดวส์จะไม่เห็นไฟล์จากฝั่งลินุกซ์ (เพราะวินโดวส์ไม่รองรับระบบไฟล์อย่าง ext4) แต่พอในวินโดวส์มีลินุกซ์ WSL 2 เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

วิธีการคือสั่ง wsl –mount <DiskPath> เท่านั้นก็เรียบร้อย (หาพาธด้วยคำสั่ง wmic diskdrive list brief) เมื่อเมานท์เสร็จแล้ว เราสามารถเข้าถึงไฟล์ได้ทั้งจากคอมมานด์ไลน์ หรือจะผ่าน File Explorer ก็ได้

ข้อจำกัดของฟีเจอร์นี้ ณ ตอนนี้คือ ฝั่งลินุกซ์ต้องเป็นดิสก์แยกอีกลูกเท่านั้น ยังไม่สามารถเมานท์พาร์ทิชันลินุกซ์ที่อยู่บนดิสก์เดียวกับวินโดวส์ได้

No Description

No Description

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/118386

Windows 10 ปรับหน้าตา Touch Keyboard ใหม่, ยกเครื่อง Voice Typing

นอกจาก Windows 10 ปรับหน้าจอ Emoji Picker ใหม่ ยังปรับปรุงอินพุตแบบอื่นๆ ได้แก่ Touch Keyboard และ Voice Typing ด้วย

Touch Keyboard หรือคีย์บอร์ดสำหรับอุปกรณ์จอสัมผัส ปรับหน้าตาให้เข้าชุด Fluent Design และเพิ่มฟีเจอร์การค้นหา Emoji/GIF เข้ามาที่ตัวคีย์บอร์ดเลย (ลักษณะเดียวกับ Gboard ของ Android) นอกจากนี้ยังเพิ่มฟีเจอร์เล็กๆ น้อยอย่างการกดปุ่มตัวอักษรบางตัว (เช่น e) ค้างไว้เพื่อดูตัวอักษรย่อยของบางภาษา เป็นต้น

No Description

ส่วน Voice Typing หรือฟีเจอร์การพิมพ์ข้อความด้วยเสียงพูด เป็นพัฒนาการจาก Windows Dictation เดิม โดยปรับเอนจินฟังเสียงให้แม่นยำมากขึ้น มีการใส่เครื่องหมายวรรคตอน (เช่น . หรือ ?) ให้อัตโนมัติโดยไม่ต้องสั่งเอง เพื่อให้การพูดไหลลื่นมากขึ้น

Voice Typing ยังรองรับการสั่งพิมพ์งานด้วยเสียงเป็นบางภาษา เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น และจีน

No Description

ฟีเจอร์ทั้งสองส่วนเปิดให้ทดสอบแล้วใน Windows 10 Insider กลุ่ม Dev Channel

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/118271

3 ขั้นตอนง่าย ๆ แสดงนามสกุลไฟล์ใน Windows 10

เชื่อว่าใครหลายคนเวลาที่ต้องการค้นหาไฟล์ อยากรู้ว่าไฟล์ที่เราดาวน์โหลดมานั้นเป็นไฟล์ประเภทไหน หรือในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนนามสกุลของไฟล์ (Filename Extension) แบบรวดเร็ว หลาย ๆ คนก็ต้องเข้าไปดูในรายละเอียดของไฟล์ใน Properties ทีมงาน Notebookspec มีวิธีที่ง่ายกว่านั้นมาฝาก คือการตั้งค่าให้ระบบ แสดงนามสกุลไฟล์ใน Windows 10 ที่ทำให้ระบบแสดงนามสกุลของไฟล์ขึ้นมา แม้เป็นไฟล์ที่อยู่ในหน้า Desktop ก็ตาม ขั้นตอนง่าย ๆ ที่ว่านี้จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

แสดงนามสกุลไฟล์ใน Windows 10

ขั้นตอน แสดงนามสกุลไฟล์ใน Windows 10

เริ่มต้นให้เราเปิด File Explorer หรืออาจจะเป็นโฟลเดอร์อื่น ๆ ขึ้นมาก็ได้เช่นกัน >> จากนั้นให้ไปที่ View >> เลือก Options ที่อยู่ทางด้านขวามือ >> เลือก Change folder and search options

แสดงนามสกุลไฟล์ใน Windows 10

จากนั้นจะมีหน้าต่าง Folder Options ปรากฏขึ้นมา >> เลือกแถบเครื่องมือ View >> จากนั้นเลือกลงมาหา ‘Hide extensions for known file types’ >> ให้เอาเครื่องหมายถูกออกเพื่อนามสกุลไฟล์ (ในกรณีที่เราต้องการซ่อนนามสกุลไฟล์ก็ให้กลับมาเลือกเครื่องหมายถูกที่คำสั่งนี้) >> จากนั้นคลิก Apply >> OK

แสดงนามสกุลไฟล์ใน Windows 10

เพียงเท่านี้นามสกุลของไฟล์ต่าง ๆ ก็จะปรากฏขึ้นมาต่อท้ายชื่อเรียบร้อยแล้ว อยากจะดูนามสกุลไฟล์ไหนก็เพียงแค่คลิกที่ไอคอนของไฟล์นั้น หรือในโฟลเดอร์ที่แสดงรายชื่อไฟล์ เราก็จะเห็นนามสกุลของไฟล์นั้น ๆ ทันทีโดยที่ไม่ต้องคลิกดูรายละเอียดของไฟล์

แสดงนามสกุลไฟล์ใน Windows 10

แสดงนามสกุลไฟล์ใน Windows 10

อ่านบทความเพิ่มเติม/เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

from:https://notebookspec.com/3-ways-to-show-file-extension-windows-10/535515/

Windows 10 ปรับหน้าจอเลือก Emoji ใหม่ แทรกรูป GIF ได้, แสดง Clipboard ด้วย

Windows 10 รองรับการใส่ emoji มานานหลายปี โดยเพิ่มหน้าจอ emoji picker (กดปุ่มลัด Win + . หรือ Win + 😉 เพื่อเลือกใส่ eomji ที่ต้องการได้ (ภายหลังเพิ่ม kaomoji และ symbols เข้ามา)

ล่าสุดไมโครซอฟท์ประกาศปรับดีไซน์หน้าจอ emoji picker ใหม่ดังนี้

  • เพิ่มการแทรกภาพ GIF เข้ามาด้วย (ต้องต่อเน็ตเพื่อใช้งาน)
  • รวมหน้าจอ clipboard history เข้ามาไว้ด้วยกัน (ยังสามารถกด Win + V ได้เหมือนเดิม)
  • เพิ่มช่องค้นหา emoji (ของเดิมพิมพ์เพื่อค้นหาได้ แต่ไม่มีช่องให้เห็นชัดๆ)
  • เปลี่ยนหน้าตาเป็น Fluent Design ใช้พื้นสีโปร่งแสงอะคริลิก

ฟีเจอร์นี้เปิดให้ทดสอบแล้วใน Windows 10 Insider Preview Build 20206 ซึ่งยังมีสถานะเป็น Dev Channel

ภาพหน้าจอ emoji picker ของใหม่ (ซ้าย) ของเก่า (ขวา)

No Description

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/118261