คลังเก็บป้ายกำกับ: WINDOWS_10

Windows 10 Enterprise LTSC ลดระยะเวลาซัพพอร์ตจาก 10 ปีเหลือ 5 ปี, รุ่น IoT ยัง 10 ปี

ตามปกติแล้ว Windows รุ่นใหญ่ เช่น Windows XP, Vista, 7 มีระยะเวลาซัพพอร์ตนาน 10 ปี (แบ่งเป็นสองระยะคือ 5+5 ปี ที่ระดับการซัพพอร์ตต่างกัน) พอมาถึงยุค Windows 10 ที่ออกรุ่นใหญ่บ่อยขึ้นเป็นทุก 6 เดือน ทำให้ไมโครซอฟท์ต้องแยกระดับการซัพพอร์ต เป็นรุ่นปกตินาน 2 ปี และรุ่นซัพพอร์ตระยะยาว (LTSB – Long Term Servicing Branch) นาน 10 ปีแบบเดิม มีเฉพาะรุ่น Enterprise เท่านั้น

วันนี้ไมโครซอฟท์ประกาศนโยบายใหม่ของ Windows 10 Enterprise รุ่นซัพพอร์ตระยะยาว เปลี่ยนชื่อเล็กน้อยเป็นรุ่น Long Term Servicing Channel (LTSC) ที่สำคัญคือลดระยะเวลาซัพพอร์ตลงเหลือ 5 ปี

ส่วน Windows 10 IoT Enterprise LTSC ยังมีระยะเวลาซัพพอร์ตนาน 10 ปีดังเดิม

No Description

ไมโครซอฟท์ให้เหตุผลว่า Windows 10 Enterprise LTSC ถูกออกแบบมาเพื่อสถานการณ์เฉพาะ เช่น ระบบที่ไม่สามารถอัพเดตใหญ่ได้ ระบบปิดที่ไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ต ระบบเฉพาะที่ต้องเหมือนเดิมเสมอเป็นเวลานานๆ

จากที่ไมโครซอฟท์พูดคุยกับลูกค้าที่ใช้ Windows 10 Enterprise LTSC บนเดสก์ท็อป พบว่าไม่ต้องการระยะเวลาที่นานถึง 10 ปี เพราะเทคโนโลยีเดสก์ท็อปเปลี่ยนเร็ว ผู้ใช้งานระบบเหล่านี้คาดหวังว่าเครื่องที่ใช้จะไม่เก่าเกินไปถึง 10 ปี หรือถ้าเป็นสถานการณ์ที่ต้องซัพพอร์ตนานถึง 10 ปีจริงๆ ก็พบว่า Windows 10 IoT Enterprise LTSC เหมาะสมกว่า

นโยบายซัพพอร์ต 5 ปีจะมีผลกับ Windows 10 Enterprise LTSC รุ่นหน้า ที่จะออกช่วงปลายปี 2021 ส่วนระบบปฏิบัติการรุ่นเดิม (ที่ยังใช้ชื่อว่า LTSB คือรุ่น 2015, 2016, 2019) จะยังซัพพอร์ตนาน 10 ปีดังเดิม

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/121277

Windows 10 รุ่นหน้าชื่อ v21H1 อัพเดตเร็วเหมือนอัพแพตช์รายเดือน รอบูตเครื่องไม่นาน

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Windows 10, version 21H1 อัพเดตใหญ่ของ Windows 10 ประจำครึ่งแรกของปี 2021 อย่างเป็นทางการ

จุดเด่นสำคัญของ Windows 10 v21H1 คือเป็นอัพเดตใหญ่รอบต้นปีที่มีฟีเจอร์เยอะกว่ารอบปลายปี แต่ใช้เทคโนโลยีอัพเดตเดียวกับ v20H2 ตัวก่อนหน้านี้ ทำให้การอัพเดตเร็ว ไม่ต้องรอบูตเครื่องนาน เหมือนกับการอัพเดตแพตช์รายเดือนตามปกติ คนที่ใช้ Windows 10 v2004 หรือ v20H2 สามารถกดอัพเดตเป็น v21H1 แบบรวดเร็วได้ทันที

ฟีเจอร์ใหม่ของ Windows 10 v21H1 ยังเปิดเผยมาไม่เยอะนัก เท่าที่ประกาศคือ

  • Windows Hello สามารถใช้กล้อง IR หลายตัวได้ กรณีที่มีกล้องภายนอกด้วย จะใช้เป็นดีฟอลต์ก่อนกล้องที่ติดมากับเครื่อง
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพของ Windows Defender Application Guard ที่นำแอพไปรันใน VM เพิ่มความปลอดภัยอีกชั้น
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพของ Windows Management Instrumentation (WMI) Group Policy Service (GPSVC)

ตอนนี้ v21H1 Build 19043.844 เริ่มเปิดให้ทดสอบใน Windows Insider แบบ Beta Channel แล้ว ไมโครซอฟท์ยังไม่ประกาศช่วงเวลาปล่อยอัพเดต v21H1 รุ่นสมบูรณ์ บอกเพียงว่าจะออกภายในครึ่งแรกของปี แต่อัพเดตรอบครึ่งแรกตัวก่อนคือ v2004 ปล่อยจริงในเดือนพฤษภาคม

No Description

ที่มา – Microsoft, Windows Insider

from:https://www.blognone.com/node/121265

9 วิธีเช็คสเปคคอมด้วยโปรแกรมและ Command ต่าง ๆ ใน Windows 10

ไม่ว่าจะซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่มา, ได้พีซีฟรีจากคนใกล้ตัวหรือซื้อโน๊ตบุ๊คมือสองมาจากคนอื่นก็ตาม เราก็อยากเช็คสเปคคอมของเราให้รู้โดยละเอียดก่อนว่าเครื่องของเราเป็นสเปคไหนและถ้าเป็นเครื่องมือสองก็จะได้รู้โดยละเอียดด้วยว่าเครื่องของเราผลิตมาตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว จะได้รู้ว่าพีซีหรือโน๊ตบุ๊คของเราควรอัพเกรดในส่วนไหนได้บ้าง

เมื่อก่อนถ้าใครใช้พีซีมานานก็อาจจะไล่เช็คสเปคของคอมพิวเตอร์ด้วยการเปิด Bios ขึ้นมานั่งดู แต่วิธีนั้นก็เป็นเหมือนยาขมของคนที่ไม่เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์อยู่พอตัว แต่ในปัจจุบันก็มีวิธีการเช็คที่ง่ายกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะใช้โปรแกรมเสริมจากภายนอกหรือจะใช้คำสั่งใน Windows 10 ก็ได้ ซึ่งเรารวบรวมวิธีการเช็คทั้งหมดเอาไว้ให้ผู้สนใจได้ทดลองทำตามแล้วในบทความนี้

เช็คสเปคคอม
เครื่องอย่างหล่อแต่สเปคระดับไหนนะ?

เช็คสเปคคอมง่าย ๆ ไม่ต้องรัวปุ่มเข้าไบออสแล้ว

Lenovo ThinkPad P1 BIOSรัวปุ่ม F2 หรือ Del ตั้งแต่กดเปิดเครื่อง แต่เรามีวิธีง่ายกว่านั้นเยอะ

วิธีการเช็คสเปคนั้นเรียกว่าขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคนไม่ว่าจะเลือกเข้าไปดูผ่านทางไบออสแบบผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์คล่องแล้วก็ได้ เพราะวิธีนี้เราจะเห็นรายละเอียด UEFI Bios และยังตั้งค่าการทำงานของไบออสได้ด้วย แต่จะเก็บข้อมูลออกมาก็ต้องถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนอย่างเดียวและยังดูรายละเอียดส่วนอื่น เช่น ไดรเวอร์และเช็คสถานะการทำงานของคอมพิวเตอร์ไม่ได้แบบ Real time อีกด้วย

ในตอนนี้ Microsoft ก็มีวิธีเช็คสเปคของคอมพิวเตอร์ได้ง่าย ๆ เพียงเปิดระบบปฏิบัติการ Windows 10 ขึ้นมาแล้วพิมพ์คำสั่งต่าง ๆ เข้าไป หรือจะโหลดซอฟท์แวร์จากผู้พัฒนาอื่นมาติดตั้งก็เช็คสเปคได้อย่างง่ายดายแล้ว โดยวิธีการเช็คในบทความนี้จะแบ่งเป็นวิธีการเช็คด้วยระบบและคำสั่งภายในตัว Windows 10 และโปรแกรมภายนอก ซึ่งมีวิธีการดังนี้

เช็คด้วยโปรแกรมภายนอก

ปัจจุบันนี้โปรแกรมจากผู้พัฒนาก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ และเช็คสเปคคอมของเราได้ละเอียดจนถึงเมนบอร์ดและชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ติดตั้งอยู่บนพีซีของเราได้ รวมทั้งจับการทำงานของตัวเครื่องได้แบบ Real Time อีกด้วย โดยโปรแกรมแนะนำทั้ง 3 โปรแกรมได้แก่

1. CPU-Z : โปรแกรมเช็คสเปคว่าตัวเครื่องใช้ซีพียู, เมนบอร์ด, แรม รุ่นไหน มีข้อมูลเผยโดยละเอียดและเช็คบัสแรมแบบ Real Time ได้อีกด้วย

2. GPU-Z : โปรแกรมเช็คการ์ดจอของพีซีและโน๊ตบุ๊คว่าในเครื่องมีการ์ดจอรุ่นไหนบ้าง มีฟีเจอร์ Sensors สำหรับเช็คความเร็วและความร้อนของการ์ดจอโดยเฉพาะ

3. CPUID HWMonitor : โปรแกรมเช็คฮาร์ดแวร์ของตัวเครื่องว่าซีพียู, การ์ดจอ, ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรว่ามีอุณหภูมิเท่าไหร่และดูได้ด้วยว่าเหลือแบตเตอรี่กี่ mWh

เช็คด้วยระบบภายในตัว Windows 10

4. Device Manager : ฟังก์ชั่นดูไดรเวอร์ที่โชว์สเปคทั้งหมดของตัวเครื่อง ว่าพีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นมีสเปคอย่างไรบ้าง

5. Windows About : ระบบเช็คสเปคโดยร่าว ๆ ของ Windows 10 โดยแสดงข้อมูลซีพียู, การ์ดจอ, แรมและรหัสตัวเครื่องให้เจ้าของเครื่องทราบ

6. DirectX Diagnostic Tool : Run command เช็คเวอร์ชั่น DirectX ในเครื่องของเรา แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสเปคและการ์ดจอทั้งหมดในเครื่องเป็นหลัก

7. System Information : Run command เช็คสเปคและ System log ของเครื่องเราว่าตัวเครื่องเมื่อรันการทำงานขึ้นมามีปัญหาการทำงานส่วนไหนบ้าง

8. Command Prompt : เช็ครายละเอียดเบื้องลึกและข้อมูลสำคัญของตัวเครื่อง

9. Windows PowerShell : เช็คสเปคทั้งหมดของตัวเครื่องโดยละเอียด

1. CPU-Z

cpuz

CPU-Z เรียกว่าเป็นโปรแกรมมาตรฐานที่ให้รายละเอียดของซีพียูได้ละเอียดมากโปรแกรมหนึ่ง สามารถโหลดมาใช้งานได้ฟรีรวมทั้งเช็คสเปคได้ละเอียดทั้งรุ่นของซีพียู, แคช, เมนบอร์ด, แรม และรายละเอียดของกราฟฟิคการ์ดได้โดยคร่าว ๆ อีกด้วย

ram cpuz
cpuz ram
cpuz ram on board

ในส่วนของ Memory และ SPD จะเป็นแท็บสำหรับข้อมูลแรมโดยเฉพาะ ซึ่งให้รายละเอียดครบมากทั้งบัสแรม, ความจุและอื่น ๆ สำหรับผู้ใช้ที่เพิ่งซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่มาควรโหลดมาเช็คว่าตัวเครื่องของเรามีแรมอยู่เท่าไหร่และควรเพิ่มแรมหรือไม่

วิธีการดูบัสแรมให้เลือก Memory และดูในกรอบ Timings ในส่วนของ DRAM Frequency แล้วเอาค่าสูงสุดที่ได้ไปคูณ 2 เช่น ในภาพตัวอย่างตอนต่ำสุดอยู่ที่ราว 600 MHz และสูงสุดไปที่ 1,200 MHz เมื่อคูณด้วย 2 จะได้บัส 2,400 MHz นั่นหมายความว่าเวลาเราซื้อแรมให้ซื้อ DDR4 บัส 2,400 MHz มาติดตั้งจะใช้งานได้และไม่เกิดปัญหาระหว่างใช้งานอย่างแน่นอน

หน้า SPD จะเป็นรายละเอียดของแรมโดยลึก ซึ่งแสดงค่า CL, บัส, DDR Version และข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับแรมนั้นที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องของเรา ถ้าเป็นแรมทั่วไปจะเห็นข้อมูลในส่วนนี้ครบถ้วน ส่วนแรมที่ติดตั้งแบบออนบอร์ดจะเป็นแบบในภาพที่ 3 คือไม่เห็นรายละเอียดเลย ต้องคำนวนจากหน้า Memory เพื่อซื้อแรมแทน ส่วนใหญ่จะเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่เมนบอร์ดมีขนาดเล็กและจำกัดการอัพเกรดจะใช้วิธีบัดกรีฝังแรมเอาไว้กับบอร์ดนั่นเอง

2. GPU-Z

gpuz2
gpuz sensor
gpuz

GPU-Z นั้นเหมือน CPU-Z ในข้อที่แล้ว แต่จะโฟกัสรายละเอียดของการ์ดจอว่าในโน๊ตบุ๊คหรือพีซีเครื่องนี้ติดตั้งการ์ดจอรุ่นไหนอยู่และแสดงรายละเอียดทั้งหมดให้เรา ถ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องไหนมีการ์ดจอแยกจะเลือกคลิกดูได้ที่แท็บล่างซ้ายเพื่อเลือกดูระหว่างการ์ดจอแยกและออนบอร์ดได้เลย

ส่วนแท็บหน้า Sensors จะแสดงค่า GPU Clock, Memory Clock รวมถึงความร้อนและความเร็วพัดลมระบายความร้อนการ์ดจอว่าสถานะปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งหน้า Sensors จะเปลี่ยนตามหน้า Graphic Card ที่เราเลือกเอาไว้ว่าจะดูการ์ดจอแยกหรือออนบอร์ด แต่ก็เลือกเปลี่ยนที่กล่องมุมซ้ายล่างได้เช่นกัน

3. CPUID HWMonitor

cpuid

CPUID HWMonitor จะไม่ได้แสดงสเปคเหมือนกับ CPU-Z, GPU-Z ว่าพีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ใช้ซีพียูหรือการ์ดจออะไร, มีความเร็วเท่าไหร่แรงไหม แต่ HWMonitor นั้นจะแสดงรายละเอียดตัวเครื่องแบบ Real time ว่าตอนนี้ชิ้นส่วนนั้น ๆ มีอุณหภูมิเท่าไหร่โดยละเอียด ซึ่งซีพียูจะแสดงความร้อนแบบแยกทีละคอร์ รวมทั้งแสดงความร้อนสูงสุด, ต่ำสุด, อุณหภูมิเฉลี่ยให้เราเห็นทั้งหมด

ข้อดีคือเมื่อเราเห็นอุณหภูมิทั้งหมดแล้ว เราจะประเมินได้ว่าตอนนี้พีซีของเราอุณหภูมิดูผิดปกติหรือไม่อย่างไร แล้วควรเปลี่ยนซิลิโคนระบายความร้อนหรือยัง รวมทั้งเลื่อนลงมาเช็คปริมาณความจุแบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊คได้อีกด้วย โดยแสดงค่าเป็น mWh (มิลลิวัตต์ชั่วโมง)

4. Device Manager

device manager

Device Manager ที่ผู้ใช้ทั่วไปมักใช้ดูไดรเวอร์ในเครื่องก็ใช้เช็คสเปคคอมพิวเตอร์ได้ไม่แพ้กับโปรแกรมจากผู้พัฒนาภายนอกเช่นกัน นอกจากจะใช้เช็คว่าไดรเวอร์ส่วนไหนของเครื่องมีปัญหาได้แล้ว ยังใช้ดูรายละเอียดของชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ได้ด้วย เช่น ใช้ดู SSD, HDD ที่ติดตั้งไว้ในเครื่องว่าเป็นรุ่นไหนแบรนด์ใด ติดตั้ง Wi-Fi, Bluetooth เป็นแบรนด์ใดในหัวข้อรวมเช่น Network Adapter, Bluetooth เป็นต้น

ซึ่งข้อดีของการเช็คสเปคผ่าน Device Manager คือ เราจะเห็นว่า Network Adapter ในเครื่องเป็นของผู้ผลิตรายไหน เวลาเราต้องการโหลดไดรเวอร์จากเว็บไซต์ของผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คแบรนด์นั้น ๆ แล้วมีไดรเวอร์ของ Network Adapter แยกอยู่หลายแบรด์ก็สามารถเลือกโหลดได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

สำหรับวิธีการเปิด Device Manager ให้เรากดปุ่ม Windows แล้วพิมพ์คำว่า “Device Manager” ลงไปแล้วกด Enter ได้เลย จากนั้น Windows จะเปิดหน้าต่างแบบในภาพด้านบนขึ้นมาให้โดยอัตโนมัติ

5. Windows About

windows about
สเปคโน๊ตบุ๊คของผู้เขียนเอง ยังเป็น Intel Core i5-8250U อยู่ รอ Intel รุ่นที่ 12 มาก่อนค่อยเปลี่ยน

การเช็คสเปคคอมด้วย Windows About เป็นวิธีง่าย ๆ ให้เรารู้ว่าโน๊ตบุ๊คหรือพีซีเครื่องนี้ใช้ซีพียู, การ์ดจอ, แรม สเปคไหนบ้าง และถ้าเปิดดูในโน๊ตบุ๊คจะแสดงข้อมูล Device ID, Product ID และ Serial Number ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นด้วย เหมาะจะใช้ตอนต้องการเช็คประกันตัวเครื่องบนหน้าเว็บไซต์ของผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นเป็นหลัก ซึ่งโปรแกรมจากผู้พัฒนารายอื่นไม่สามารใช้เช็คในส่วนนี้ได้นั่นเอง

สำหรับวิธีการเปิดหน้าต่างนี้ขึ้นมาให้เรากดปุ่ม Windows แล้วพิมพ์คำว่า “About” แล้วกด Enter จากนั้น Windows 10 ก็จะแสดงหน้านี้ขึ้นมาให้โดยอัตโนมัติ

6. DirectX Diagnostic Tool

dxdiag11
dxdiag22
dxdiag33
dxsound
dxinput

อันที่จริง DirectX Diagnostic Tool นั้นเป็นคำสั่งเอาไว้เช็คเวอร์ชั่นของ DirectX ในพีซีเครื่องนั้นว่าติดตั้งเวอร์ชั่นไหนเอาไว้ในเครื่อง ซึ่งสังเกตได้จากคำว่า DirectX Version ในบรรทัดล่างสุดนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้เป็น DirectX 12 แล้ว และส่วนบนจะแสดงสเปคของพีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นด้วยว่าใช้ซีพียูรุ่นไหน, มี RAM กี่ GB รวมทั้งเวอร์ชั่นของ Windows ในเครื่องนั้นด้วย

จุดสำคัญของ DirectX Diagnostic Tool คือเรื่องของการ์ดจอนั่นเอง โดยแท็บที่ 2 อย่าง Display จะแสดงรุ่นการ์ดจอทใช้แสดงผลภาพบนหน้าจอเมื่อใช้งานดูหนังฟังเพลงทั่วไป ซึ่งเป็นการ์ดจอออนบอร์ดในซีพียูนั่นเอง ส่วน Render เป็นการ์ดจอแยกที่ใช้เรนเดอร์เวลาใช้พีซีทำงานกราฟฟิคต่าง ๆ เช่นการเล่นเกมหรือเรนเดอร์วิดีโอเป็นต้น

แท็บ Sound จะใช้แสดงว่าลำโพงและไดรเวอร์ของลำโพงมาจากผู้ผลิตไหน เช่นในภาพตัวอย่างเป็นลำโพงและไดรเวอร์จาก Realtek เป็นต้น ส่วน Input ในภาพสุดท้ายจะแสดงการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ากับพอร์ตของพีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้น ๆ ว่าเชื่อมต่ออะไรเข้าพอร์ตไหนอยู่นั่นเอง

สำหรับวิธีการเปิด DirectX Diagnostic Tool ให้เรากดปุ่ม Windows แล้วพิมพ์คำว่า “dxdiag” ลงไปแล้วกด Enter จากนั้นรอสักครู่เพื่อให้ Windows จัดการเช็คและเปิดหน้าต่างนี้ขึ้นมา

7. System Information

system information2

สำหรับการเช็คสเปคคอมระดับลึกถึงเนื้อในของเครื่องจะขอแนะนำให้เปิด System Information เพื่อดูรายละเอียดของตัวเครื่องเลย ซึ่งจะให้ข้อมูลเราลึกมากจนถึง Boot Device, Hardware Abstraction Layer และการตั้งค่าต่าง ๆ ที่เป็นข้อมูลส่วนลึกของพีซีและโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้น ๆ เลย

สำหรับ System Information จะแยกเป็น 3 หมวดใหญ่ได้แก่

  1. Hardware Resource : จะแสดรายละเอียดต่าง ๆ ของตัวเครื่องเกี่ยวกับ Conflict/Sharing, DMA, I/O รวมไปถึง Log ของตัวเครื่องอีกด้วยว่าพีซีสามารถใช้งานได้ตามปกติหรือมีปัญหาในส่วนไหนอยู่หรือเปล่า
  2. Component : เช็ครายละเอียดของพาร์ทต่าง ๆ ในตัวเครื่องและแสดงรายละเอียดถึงจุดติดตั้ง Driver, I/O Port และข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เช่น Memory Address เป็นต้น
  3. Software Environment : แสดงข้อมูลการทำงานของตัวเครื่องรวมถึงไดรเวอร์ของระบบทั้งหมด โดยละเอียดไปถึง Running Tasks ของตัวเครื่องและอื่น ๆ ซึ่งเป็นระบบภายในของ Windows เอง

system information1

อย่างไรก็ตามใน System Information จะมีรายละเอียดสำคัญของตัวเครื่องค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามควรระวังความลับในส่วนนี้เป็นพิเศษเสมอ ส่วนวิธีการเปิด System Information ให้เรากดปุ่ม Windows แล้วพิมพ์คำว่า “System Information” ลงไปแล้วเลื่อนไปคลิกคำว่า Run as administrator เพื่อให้ระบบปฏิบัติการเปิดเผยข้อมูลตัวเครื่องให้ครบทั้งหมดได้เลย

8. Command Prompt

cmdprompt2

วิธีการเช็คสเปคคอมด้วย Command Prompt ก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งหลังจากเราเปิด Command Prompt แบบ Run as Administrator แล้ว จะเห็นว่าแถบพิมพ์คำสั่งจะขึ้นเป็น C:\WINDOWS\system32> ให้เราพิมพ์คำว่า “systeminfo” ลงไป จากนั้น Command Prompt จะเริ่มรันเช็คสเปคของพีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นขึ้นมา

ในหน้าแสดงสเปคนั้นจะให้ข้อมูลว่าตัวเครื่องนี้ติดตั้งแรมเอาไว้กี่ MB, มีให้ใช้งานเท่าไหร่และมี Virtual Memory อยู่กี่ MB เท่านั้น แต่ส่วนสำคัญของการเช็คสเปคคอมด้วย Command Prompt คือข้อมูลในตัวเครื่องเกี่ยวกับ Registered Owner หรือผู้ใช้ที่ลงทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่อง, แสดงข้อมูล System Directory, Boot Device, รวมถึง Page File Location กับ Hotfix ของพีซีเครื่องนั้นด้วย

9. Windows PowerShell

powershell2

วิธีเช็คสเปคคอมวิธีสุดท้ายและเป็นวิธีที่เช็คได้ละเอียดตั้งแต่สเปคทั้งหมดของเครื่องไปจนถึง Serial Number ของไบออส, Windows Product ID ของเราอีกด้วย ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญทั้งหมดของตัวเครื่องซึ่งไม่ควรเปิดเผยให้ใครรู้นอกจากผู้ผลิตที่รับประกันและดูแลโน๊ตบุ๊คหรือพีซีของเรานั่นเอง เพื่อป้องกันการโดนเจาะระบบและขโมยข้อมูลได้นั่นเอง

powershell1

วิธีการเปิด Windows PowerShell ให้เรากดปุ่ม Windows แล้วพิมพ์คำว่า Windows PowerShell ลงไป แต่ให้เลือกคลิกที่คำว่า Run as Administrator เพื่อเข้าถึงรายละเอียดทั้งหมดของตัวเครื่อง เมื่อคลิกแล้ว Windows จะเปิดหน้าต่างพิมพ์คำสั่งขึ้นมาให้เรา

powershell3

เมื่อเข้ามาแล้ว Windows PowerShell จะให้เราพิมพ์คำสั่งเพื่อเข้าถึงส่วนต่าง ๆ ภายในเครื่อง ให้เราพิมพ์คำว่า “get-computerinfo” จากนั้นตัวเครื่องจะรันเช็คข้อมูลสเปคทั้งหมดและแสดงให้เราดู ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จะยาวและละเอียดมากทีเดียว ซึ่งวิธีเช็คสเปคคอมด้วย Windows PowerShell นี้จะเป็นวิธีที่มีข้อมูลความลับส่วนตัวเยอะและละเอียดเหมือนกับการเช็คด้วย Command Prompt ดังนั้นควรระวังข้อมูลส่วนนี้ด้วย

สรุปแล้วจะเห็นว่าวิธีเช็คสเปคคอมนอกจากการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้งานเป็นประจำแล้ว ก็สามารถใช้คำสั่งของ Windows ในส่วนต่าง ๆ เพื่อเช็คสเปคได้เช่นกัน แต่ข้อมูลจะกระจัดกระจายไปตามหน้าที่ของคำสั่งนั้น ๆ ไม่ได้รวมเอาไว้เป็นหมวดให้ดูได้ง่าย ๆ แต่จุดเด่นคือจะแสดงรายละเอียดของสเปคได้ลึกกว่าการใช้โปรแกรมเช็คนั่นเอง ซึ่งทุกวิธีในบทความนี้มีจุดดีจุดสังเกตแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับการใช้งาน ดังนั้นผู้ใช้เช่นเราก็ควรเลือกใช้คำสั่งหรือโปรแกรมให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรานั่นเอง

from:https://notebookspec.com/web/576726-9-ways-to-self-check-pc-spec-win-10

Intel Gen 10 กับราคาที่แอบลดลงพร้อมด้วย i3 comet lake กับกล่องแบบใหม่

จากที่เว็บ Benchmark.pl ได้ทำการเก็บรวบรวมเปรียบเทียบราคา CPU Gen10th comet lake จากราคาเปิดตัวเทียบกับราคาปัจจุบัน ปรากฏว่า CPU แทบทุกรุ่นนั้นมีราคาค่าตัวที่ถูกลงเฉลี่ยแล้ว 13% เลยทีเดียว โดยราคาในฐานข้อมูลที่ทาง Benchmark.pl รวบรวมมานั้นมีรุ่นที่ลดน้อยที่สุด Core i7-10700 ที่ 10% และรุ่นที่ลดลงมากที่สุดคือ Core i5-10600KF ที่ลดไปถึง 22% ส่วนรุ่นที่น่าจับตามองที่สุดคือ Core i9-10850K CPU แบบ 10 Core 20 Theads  ซึ่งถ้าอ้างอิงราคาจากเว็บ headdaddy.com 13,950 บาท เท่านั้น นับว่าถูกลดมาราคาใกล้เคียง CPU ซีรี่ย์เก่าของคู่แข่งอย่าง R7 3800XT ที่เมื่อเทียบประสิทธิภาพแล้ว Core i9-10850K น่าจะเป็นต่อทุกอย่าง และน่าจะเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังหาซื้อ Zen3 (Ryzen 5000) ที่ ณ เวลานี้หาซื้อยากมาก


สำหรับ CPU Gen10th นั้นยังคงถูกผลิตด้วยกระบวนการผลิต 14nm โดยเป็นสถาปัตยกรรม comet lake ซึ่งใช้พื้นฐานมาจาก Skylake ที่ถูกวางจำหน่ายครั้งแรกตั้งแต่ปี 2015 นับเป็นเวลาเกือบ 6 ปีที่ลูกหลานของมันได้โลดแล่นในตลาด Desktop  CPU เหล่านี้ถูกผลิตโดยงานของ Intel เอง ซึ่งหมายความว่ามันไม่ได้ถูกจำกัดโดยกำลังการผลิตเหมือนกับโรงงานภายนอก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับ AMD ที่ต้องอาศัยสายพานการผลิตจาก TMSC เป็นหลักที่ดูเหมือนว่าจะมีข้อจำกัดทางด้านกำลังการผลิตเป็นอย่างมาก เพราะTMSC เองก็ต้องรับงานจากที่อื่นมาด้วย
มาต่อกับข่าว i3 กับกล่องรูปแบบใหม่ จากที่มีข้อมูลหลุดมาระยะหนึ่งแล้วว่า i3 Gen11th นั้นจะไม่ใช่ Rocket Lake-S ที่เป็นสถาปัตยกรรมใหม่แต่จะเป็น Comet Lake-Refresh แทน โดยจากภาพที่หลุดมาที่อ้างว่าหลุดจากจากร้านค้าในประเทศมาเลเซียได้เผยให้เห็นถึง บรรจุภัณฑ์ใหม่สำหรับซีพียูที่กำลังจะวางขายในอนาคตอันใกล้นี้ สำหรับการออกแบบจะเน้นความเรียบง่ายคล้ายกับรูปลักษณ์ลักษณะตัวอักษรของโลโก้ โดยที่หน้ากล่อง ก็ยังเขียนว่ามันคือ Gen10
สำหรับ i3 2 SKUs ที่จะออกมานี้จะมี i3-10305(F)และ i3-10105(F) โดยที่ i3-10105 จะมีค่า Base Clock ที่สูงกว่า i3-10100 100 MHz (ยังไม่ได้รับการยืนยัน) แต่ที่แน่นอนคือ 2 รุ่นนี้จะไม่มี iGPU Xe-LP graphics ซึ่งจะเป็นหนึ่งในจุดขายเฉพาะของ Gen 11 เท่านั้น
มีความเป็นไปได้ว่า Rocket Lake-S และ Comet Lake-Refresh จะถูกเปิดตัวในเวลาที่ใกล้เคียงกัน แต่ในขนาดนี้ยังไม่มีการระบุวันที่แน่นอนจากทางผู้ผลิตแต่จากการที่ Intel เคยประกาศไว้ว่าจะเปิดตัวซีรีส์ใหม่ในไตรมาสแรกของปีนี้ก็ซึ่งหมายความว่าเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่เราจะได้เห็น Rocket Lake-S วางจำหน่ายแล้ว.

 


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/9CVSvdbCHaw/

7 วิธีลบไฟล์ขยะใน Windows เครื่องลื่นดังเดิมได้พื้นที่เพิ่ม

ใช้งานโน๊ตบุ๊คหรือพีซีมานาน ๆ พื้นที่ว่างในเครื่องก็เริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ บางทีก็ทำงานช้าลงเพราะไม่ได้ลบไฟล์ขยะใน Windows ทิ้งไปแล้วปล่อยสะสมเอาไว้จนกินพื้นที่ในเครื่องไปจนเกือบหมด ซึ่งหลายคนก็เลือกวิธีง่าย ๆ อย่างการลง Windows ใหม่อีกรอบ แต่ก็มีข้อเสียคือต้องมาโอนไฟล์เข้าออกเครื่องและมานั่งลงโปรแกรมใหม่ให้เสียเวลาทำงานไปฟรี ๆ ซึ่งถ้าไม่จำเป็นจริงก็อยากแนะนำให้ทำเป็นวิธีสุดท้าย จะได้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งเซ็ตอัพเครื่องใหม่ตั้งแต่ต้น

สำหรับคนที่ไม่เคยทำหรือล้างไฟล์ขยะใน Windows มาก่อนก็ไม่ต้องกังวลเพราะวิธีการใน Windows 10 จัดว่าทำได้ง่ายขึ้นมากและบางฟังก์ชั่นยังสามารถตั้งค่าให้ทำงานได้โดยอัตโนมัติอีกด้วย ช่วยให้เราไม่ต้องแวะเวียนมาจัดการบ่อย ๆ ช่วยให้เราใช้พีซีทำงานได้ต่อเนื่องขึ้นมาก ๆ

ลบไฟล์ขยะใน Windows
ใช้ Windows มาเป็นปี ๆ ไม่รู้ไฟล์ขยะซ่อนเยอะแค่ไหน ถ้ามีเวลาว่าง ๆ ก็ล้างหน่อยเนอะ

ไฟล์ขยะใน Windows มาจากไหน?

laptop 3087585 1920

ไฟล์ขยะใน Windows เกิดขึ้นได้เสมอทุกเวลาที่เราใช้คอมพิวเตอร์ของเราทำงาน ไม่ว่าจะติดตั้งโปรแกรม, เข้าอินเตอร์เน็ต, โหลดไฟล์ต่าง ๆ จากอินเตอร์เน็ตเข้ามาในเครื่อง, ทิ้งไฟล์ไม่ใช้แล้วลง Recycle Bin แล้วไม่ได้ลบทิ้ง ฯลฯ ก็สร้างไฟล์ขยะขึ้นมาในเครื่องของเราได้เสมอ

นอกจากนี้ตอนเราเรียกใช้งานบางโปรแกรมขึ้นมา โปรแกรมนั้น ๆ ก็จะสร้าง Temporary file ขึ้นมาเพื่อช่วยในการทำงานและถ้าเราเรียกใช้โปรแกรมนั้นบ่อย ๆ Temporary file ก็จะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะว่า Windows 10 จะไม่ได้ลบไฟล์นั้นทิ้งให้โดยอัตโนมัติ และเราต้องมาจัดการลบไฟล์เหล่านั้นด้วยตัวเอง โดยไฟล์ขยะใน Windows 10 ที่เราลบไปได้เลยและไม่มีปัญหากับเครื่องเราอย่างแน่นอนได้แก่

  1. Temporary File ที่เว็บบราวเซอร์สร้างขึ้นมา – เวลาเราเข้าเว็บไซต์ไหนบ่อย ๆ หรือโหลดไฟล์ต่าง ๆ เข้ามาในเครื่อง Temporary File ใน Windows 10 ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเปลืองพื้นที่ในเครื่องมาก ๆ แต่ในบราวเซอร์แต่ละตัวก็มีฟีเจอร์ให้ลบไฟล์ประเภทนี้ทิ้งได้
  2. โปรแกรมไฟล์ที่โหลดมาและติดตั้งในเครื่องแล้ว – ไฟล์โปรแกรมต่าง ๆ ที่โหลดมาติดตั้งไว้ในเครื่องเสร็จแล้ว บางคนก็ปล่อยทิ้งเอาไว้เพราะลืมว่ามันเคยอยู่ตรงนั้นหรือบางคนก็เก็บเอาไว้เผื่อติดตั้งในภายหลัง ซึ่งถ้าไฟล์โปรแกรมนั้นสำคัญก็แนะนำให้โหลดไปเก็บใน Exterhal Harddisk หรือแฟลชไดรฟ์ก็จะช่วยประหยัดพื้นที่ให้เราอีกมาก
  3. หน้าเว็บไซต์ที่เซฟไว้อ่านออฟไลน์ – หน้าเว็บบางเว็บ เช่น บทความหรือข่าวสำคัญต่าง ๆ ก็เป็นไฟล์ขยะอีกประเภทที่เราสามารถลบมันทิ้งไปได้เลย แม้หน้าหนึ่งจะมีขนาดเล็กเพียงหลัก KB แต่ถ้าใครเป็นสายชอบโหลดมาทิ้งค้างไว้เยอะ ๆ ก็อาจจะใหญ่ขึ้นเป็นหลาย MB ก็ได้เช่นกัน ดังนั้นถ้ามีค้างในเครื่องเยอะ ๆ ก็เปลืองพื้นที่โดยไม่จำเป็นเช่นกัน
  4. Recycle Bin – เหล่าไฟล์ที่เราลบทิ้งไปแล้วก็จะโดน Windows ย้ายไปทิ้งไว้ใน Recycle Bin เป็นจุดสุดท้าย และถ้าเราสั่ง “Empty Recycle Bin” เมื่อไหร่ไฟล์เหล่านั้นก็จะหายไปและต้องเสียเวลากู้ไฟล์กลับมา ดังนั้นถ้าเป็นสายลบไฟล์แต่ลืมล้างถังขยะทิ้งก็จะเสียพื้นที่ในเครื่องไปโดยปริยายเช่นกัน
  5. Temporary files – เป็นไฟล์ที่โปรแกรมหรือ Windows สร้างขึ้นมาใช้ทำงานหนึ่ง ๆ ชั่วคราวและระบบไม่ได้ลบทิ้งให้ 
  6. Thumbnails – ไฟล์ประเภทรูปภาพที่ Windows สร้างขึ้นมาเพื่อให้แสดงภาพในเครื่องได้เร็วยิ่งขึ้น ส่วนนี้ก็เป็นไฟล์ขยะที่ลบทิ้งได้เช่นกัน
  7. โฟลเดอร์ Windows.old – เป็นไฟล์และโปรแกรมค้างจาก Windows ในไดรฟ์เดิม จะเจอในไดรฟ์ C:\ ของเราตอนเราล้างเครื่องลง Windows ใหม่ทับอันเก่าในไดรฟ์เดิม ถ้ามีไฟล์สำคัญที่เก็บเอาไว้ก็สามารถเข้าไปกู้ออกมาได้แล้วค่อยลบทิ้ง

windows old
โฟลเดอร์นี้ถ้าไม่มีไฟล์สำคัญค้างอยู่ก่อนลงวินโดว์ใหม่ก็ลบโลด

7 วิธีลบไฟล์ขยะใน Windows เพิ่มพื้นที่ให้เครื่องของเรา

วิธีลบไฟล์ขยะใน Windows 10 นอกจากไฟล์ขยะที่ Windows มักสร้างเป็นประจำแล้ว ยังมีส่วนเสริมและฟีเจอร์สำหรับแท็บเล็ต Windows ติดมาด้วย เนื่องจาก Windows 10 ถูกออกแบบมาใช้งานในโหมดแท็บเล็ตได้ด้วย ทำให้เวลาเราเอามาใช้ในพีซีก็จะมีส่วนเสริมเกินจำเป็นของแท็บเล็ตแถมมาพร้อมกัน ถ้าปล่อยทิ้งเอาไว้นอกจากไม่ได้ใช้ประโยชน์ยังเปลืองพื้นที่ฮาร์ดดิสก์เราแต่ก็สามารถจัดการเอาพื้นที่คืนมาได้ด้วย 7 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

  1. ลบไฟล์ด้วย Disk cleanup ของ Windows 10
  2. ลบโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้แล้วในเครื่องทิ้งไป
  3. เปิด Windows Defender มาสแกนไวรัสในเครื่อง
  4. ไล่ลบโฟลเดอร์ของโปรแกรมที่ถอนการติดตั้งทิ้งไปแล้ว
  5. ใช้ Storage Sense ลบไฟล์ขยะทิ้ง
  6. ลบ Temporary file ในเว็บบราวเซอร์ทิ้ง
  7. ลบไดรเวอร์ของอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้แล้วทิ้งไป
1. ลบไฟล์ด้วย Disk cleanup ของ Windows 10

disk clean up

วิธีลบไฟล์ขยะใน Windows อย่างแรกที่ทำได้ง่ายสุดและไม่ต้องเข้าไปยุ่งกับการตั้งค่าใด ๆ ในระบบปฏิบัติการเลยคือการเรียก Disk Cleanup ขึ้นมาแล้วให้โปรแกรมจัดการตัวเองได้เลย เพียงแค่กดปุ่ม Windows บนคีย์บอร์ดและพิมพ์ Disk Cleanup ลงไปแล้วกด Enter เพื่อเปิดฟังก์ชั่นนี้ขึ้นมาได้เลย

disk clean

โปรแกรมจะให้เราเลือกว่าจะให้สแกนเพื่อล้างไฟล์ขยะในไดรฟ์ไหน ถ้าในพีซีของเรามีมากกว่า 1 ไดรฟ์จะต้องเลือกส่วนนี้ด้วย และแนะนำให้เลือก C:\ ขึ้นมาล้างไฟล์ขยะทิ้งก่อนเป็นไดรฟ์แรก เพราะป็นไดรฟ์ที่ลง Windows 10 เอาไว้และจะมีไฟล์ขยะเยอะที่สุด

disk cleanup

Disk Cleanup จะคำนวนและสแกนไฟล์ขยะทั้งหมดในเครื่องแล้วแยกหมวดให้เราเลือกลบได้ตามต้องการ โดยปกติ Disk Cleanup จะตั้งให้ลบ Downloaded Program Files, Temporary Internet Files, Thumbnails เอาไว้อยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการลบไฟล์ส่วนอื่นด้วยให้เราติ๊กเลือกในช่องด้านหน้านั้นตามต้องการแล้วกด OK ให้ Disk Cleanup ลบไฟล์เหล่านั้นทิ้งไป

2. ลบโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้แล้วในเครื่องทิ้งไป

uninstall1

โปรแกรมที่เราไม่ได้ใช้งานแล้วปล่อยทิ้งค้างไว้ในเครื่องก็เหมือนไฟล์ขยะประเภทหนึ่งที่ทำให้ไดรฟ์ C:\ เต็มได้ง่าย ๆ เช่นกัน ซึ่งวิธีการที่ดีสุดคือการลบมันทิ้งไปไม่ก็ย้ายไปไว้ในไดรฟ์สำรองแทน จะได้มีพื้นที่เอาไว้ใช้ติดตั้งโปรแกรมอื่น ๆ หรือเซฟงานสำคัญ ๆ ได้มากขึ้น

ถ้าพูดถึงการลบโปรแกรมในเครื่องทิ้ง ใคร ๆ ก็จะเปิด Control Panel ขึ้นมาใช้งาน แต่สำหรับ Windows 10 จะมีฟีเจอร์ย้ายโปรแกรมที่ติดตั้งจากไดรฟ์หนึ่งไปยังอีกไดรฟ์หนึ่งโดยไม่ต้องเสียเวลามาติดตั้งใหม่เลย โดยวิธีการให้เราเปิด Settings จากนั้นคลิ๊กคำว่า Apps เพื่อเรียกดูซอฟท์แวร์ต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องของเรา

move programs

เมื่อเข้าส่วนของ Apps แล้ว เครื่องจะเปิดรายชื่อโปรแกรมทั้งหมดในเครื่องขึ้นมาให้เราเลือกลบทิ้ง (Uninstall) หรือย้ายที่ติดตั้ง (Move) ได้ด้วย ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลานั่งไล่ลบลงโปรแกรมเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

move 2

ถ้าเราเลือก Uninstall ก็จะเหมือนกับการลบโปรแกรมด้วย Control Panel ทั้งหมด แต่ถ้าเลือก Move แล้วพีซีของเรามีฮาร์ดดิสก์มีไดรฟ์มากกว่าหนึ่งไดรฟ์ ก็สามารถเรียกใช้ฟีเจอร์นี้ได้ พอเรากด Move แล้วจะมีตัวเลือกว่าต้องการย้ายไปที่ไดรฟ์ไหนแทน เช่นในภาพมีไดรฟ์ D:\ ก็จะขึ้นมาให้เราเลือกในช่อง ถ้าเลือกไดรฟ์ที่ต้องการย้ายได้แล้วให้กด Move แล้วรอให้ระบบจัดการย้ายโปรแกรมให้เสร็จก็ใช้งานต่อได้ทันที

3. เปิด Windows Defender มาสแกนไวรัสในเครื่อง

security 1

ไฟล์ขยะใน Windows นอกจากไฟล์ที่ระบบสร้างขึ้นมาเองแล้ว บางคนที่ท่องเว็บแปลก ๆ อยู่บ่อย ๆ ก็อาจจะได้ของแถมอย่างไวรัสหรือมัลแวร์ต่าง ๆ แถมมาในเครื่องก็ได้ ซึ่งเราสามารถใช้ Windows Defender ใช้คอยไล่ลบไฟล์ขยะใน Windows ได้ด้วย โดยประสิทธิภาพของ Windows Defender เองก็ถือว่าทำงานได้ดีไม่แพ้กับโปรแกรมแอนตี้ไวรัสจากบริษัทอื่นเลย จะด้อยกว่าเพียงแค่โปรแกม Antivirus ดัง ๆ อย่าง Norton, Kaspersky, Avira เท่านั้น

Screenshot 2021 02 08 170535
security 1 1
security 22
security 3

ส่วนของขั้นตอนให้กดปุ่ม Windows ขึ้นมาพิมพ์คำว่า Windows Security แล้วกด Enter จากนั้นเลือกที่ Virus & threat protection จะเข้าสู่หน้าสแกนไวรัส แต่ปกติแล้วระบบจะตั้งเป็น Quick Scan ซึ่งจะสแกนไม่ทั่วถึงทั้งเครื่อง ดังนั้นให้เรากดเลือกที่ Scan options ก่อนเพื่อเปิดฟังก์ชั่นการสแกนอื่น ๆ ขึ้นมา แล้วให้เลือกที่ Full scan จากนั้นคลิ๊กคำว่า Scan now ที่อยู่ด้านล่างสุด

ระบบ Windows Defender จะเริ่มสแกนหาไฟล์แปลกปลอมในเครื่องแล้วไล่ลบให้กับเรา ซึ่งขั้นตอนนี้จะกินเวลาร่วมชั่วโมงหรือสองชั่วโมงทีเดียว ดังนั้นแนะนำให้กดตอนที่ว่างจริง ๆ เช่น สแกนทิ้งเอาไว้แล้วพักกินข้าวเที่ยงหรือกำลังจะนอนก็สแกนเครื่องทิ้งไว้แล้วกดดับหน้าจอ เป็นต้น

4. ไล่ลบโฟลเดอร์ของโปรแกรมที่ถอนการติดตั้งทิ้งไปแล้ว

old folder

หลายคนอาจจะคิดว่าลบโปรแกรมใน Control Panel หรือ Apps ทิ้งไปก็จบแล้ว ได้พื้นที่คืนแล้ว แต่จริง ๆ มันไม่จบแค่นั้นเพราะฟังก์ชั่นถอนการติดตั้งโปรแกรมไม่ได้ไปลบโฟลเดอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมที่ตกค้างในในไดรฟ์ C:\ ออกไปให้เรานั่นเอง ดังนั้นเวลาเราลบโปรแกรมไหนทิ้งไปแล้วให้เราเปิดไดรฟ์ C:\Program Files หรือ C:\Program Files (x86) เข้ามาเปิดดูสักหน่อยว่าโปรแกรมไหนเราถอนการติดตั้งทิ้งไปแล้วยังมีโฟลเดอร์ตกค้างอยู่ ก็กด Delete หรือ Shift+Delete เพื่อลบโฟลเดอร์นั้นทิ้งไปก็เป็นอันครบจบกระบวนการลบโปรแกรมนั้นโดยสมบูรณ์

5. ใช้ Storage Sense ลบไฟล์ขยะทิ้ง

storage sense
storage sense 2
storage sense 3.png

ฟีเจอร์ Storage sense เป็นอีกฟีเจอร์ลบไฟล์ขยะใน Windows 10 ที่มีประโยชน์มากเช่นกัน ซึ่งซ่อนอยู่ใน Settings > System นั่นเอง และเมื่อเราเปิดขึ้นมาแล้วให้เราคลิกที่แถบซ้ายตรงตัวเลือก Storage แล้วระบบจะมีแถบตัวเลือก “Configure Storage Sense or run it now” ขึ้นมา ให้เราเปิดการทำงานของมันที่แถบเลื่อนด้านบนก่อนแล้วคลิกเข้าไปตั้งค่าการทำงานของมันเพิ่มเติมด้วย

เมื่อเข้ามาในส่วนตั้งค่าของ Storage Sense ให้เลื่อนมาที่แถบ Temporary Files แล้วติ๊กถูกในช่อง “Delete temporary files that my apps aren’t using” เอาไว้แล้วเลื่อนมาที่บรรทัดต่อมาตรงเลข 1 คือให้ Storage Sense ลบไฟล์ที่ทิ้งไว้ใน Recycle Bin ภายในกี่วัน ให้เราเลือกตั้งค่าได้ตามความสะดวกได้เลย ส่วนหมายเลข 2 จะเป็นการลบไฟล์ที่ไม่ได้ใช้ในแฟ้ม Downloads ออกไป ซึ่งถ้าเราไม่ได้เก็บไฟล์เอาไว้ใน Downloads เป็นที่หลักอยู่แล้ว ก็สามารถเปิดให้ลบไฟล์ได้เช่นกัน

แถบ OneDrive ระบบจะย้ายไฟล์ที่เราไม่ได้ใช้เลยขึ้นไป OneDrive Cloud แล้วลบที่อยู่ในเครื่องออกไปเมื่อครบวันที่กำหนด ซึ่งส่วนนี้สามารถเลือกเปิดได้ตามความสะดวกของแต่ละคน

6. ลบ Temporary file ในเว็บบราวเซอร์ทิ้ง

เว็บบราวเซอร์เองก็เป็นอีกโปรแกรมหลัก ๆ ที่สร้าง Temporary file ทิ้งไว้ในเครื่องมากไม่แพ้โปรแกรมอื่น ๆ แต่ข้อดีคือแต่ละบราวเซอร์ก็มีฟังก์ชั่นสั่งลบไฟล์ขยะที่สร้างขึ้นมาทิ้งไปได้เช่นกัน ซึ่งเปิดมาลบทิ้งได้ไม่ยากและทำไม่กี่ขั้นตอนก็เสร็จแล้ว โดยมีวิธีการทำตามดังนี้

Google Chrome

ตั้งค่า Chrome ให้เร็ว

สำหรับวิธีการลบไฟล์ขยะของ Google Chrome ให้ทำตามข้อที่ 3 ในบทความ “7 ขั้นตอน ตั้งค่า Chrome ให้เร็วทันใจด้วยตัวเองฉบับปี 2021” ได้เลย

Mozilla Firefox

firefox cache
firefox cache2.png

ขั้นตอนของ Mozilla Firefox ให้เรากดตรงคำสั่งเมนูตรงมุมบนขวามือแล้วกดตัวเลือก Options เพื่อเข้าส่วนของการตั้งค่าของตัวบราวเซอร์แล้วพิมพ์คำว่า Clear ลงไปในช่องค้นหา บราวเซอร์จะขึ้นหัวข้อ “Cookies and Site Data” ขึ้นมา ให้คลิกคำว่า “Clear Data…” ตรงมุมขวามือเพื่อลบไฟล์ขยะทิ้งไป

Microsoft edge

edge settings
cache 2

ขั้นตอนของ Microsoft Edge จะคล้ายกับ Firefox คือเปิดเมนูขึ้นมาแล้วกดที่ตัวเลือก Settings เพื่อเข้าส่วนตั้งค่าโปรแกรม จากนั้นในช่องค้นหาให้พิมพ์คำว่า cache แล้ว Edge จะให้เราเลือกเปิดได้ว่าจะให้บราวเซอร์ลบไฟล์ขยะอันไหนทิ้งบ้าง ให้เราสไลด์เปิดฟังก์ชั่นส่วนที่เราต้องการได้เลย

7. ลบไดรเวอร์ของอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้แล้วทิ้งไป

device manager uninstall

สุดท้ายไดรเวอร์สำหรับฮาร์ดแวร์ที่ไม่ได้ใช้แล้วปล่อยทิ้งไว้ก็กินพื้นที่ของเครื่องเหมือนกัน โดยวิธีการลบไฟล์ขยะใน Windows ส่วนนี้จำเป็นต้องสังเกตเพิ่มเติมเล็กน้อย คือตัวไดรเวอร์ที่เราไม่ได้ใช้ และมักเป็นอุปกรณ์พกพาต่าง ๆ เช่น iPhone, iPod หรือสมาร์ทโฟนที่เราขายทิ้งไปแล้วนั่นเอง

วิธีการคือกดปุ่ม Windows พิมพ์คำว่า Device Manager ลงไปก่อนกด Enter จะขึ้นเป็นหน้าต่างแบบในภาพด้านบน ให้เราค่อย ๆ ไล่ดูทีละรายการว่ามีไดรเวอร์ไหนที่กลายเป็นสีเทาแบบในภาพตัวอย่างบ้าง ซึ่งถ้ามีก็สามารถคลิกขวาแล้วกด Uninstall device ทิ้งไปได้เลย

ใจความสำคัญของการลบไฟล์ขยะใน Windows 10 คือ เราต้องหมั่นเข้ามาไล่เช็คว่ามีโปรแกรมไหนลบไปแล้วยังไม่ได้เก็บงานในไดรฟ์ C:\ หรือใช้บราวเซอร์นานเกินไปแล้วคิดว่าควรล้างไฟล์ขยะทิ้งบ้าง ฯลฯ รวมถึงการตั้งค่าให้ตัวระบบ Windows คอยดูและเคลียร์ไฟล์เหล่านั้นด้วยตัวเองเช่นกัน ก็จะทำให้พีซีของเราไม่มีไฟล์ขยะทิ้งค้างเอาไว้และไม่ต้องเสียเวลาล้างเครื่องติดตั้ง Windows ใหม่ให้เสียเวลาด้วย

from:https://notebookspec.com/web/575354-7-step-to-clear-junk-file-in-windows-10

วิธีใช้ Samsung Galaxy Tab S7 Series เป็นหน้าจอที่สองให้โน๊ตบุ๊ค Windows 10 ได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

เป็นหนึ่งในความสามารถเด็ดของ Samsung Galaxy Tab S7 Series ที่ถูกพูดถึงในวันเปิดตัว สำหรับการใช้งานเป็นหน้าจอที่สองให้กับอุปกรณ์ระบบ Windows 10 ได้โดยไม่จำกัดรุ่นหรือยี่ห้อ

และในตอนนี้ทาง Samsung ก็ได้ทยอยปล่อยอัพเดทล่าสุดให้กับ Galaxy Tab S7+ แล้วครับ เป็นเฟิร์มแวร์ใหม่ One UI 3.1 บนระบบ Android 11 ที่มีความสามารถเพิ่มเติมเข้ามากมายใส่เข้ามาให้ในหน้า UI ตัวใหม่นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเดียว

ส่วนหลักๆ ก็จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ที่ฉลาดมากขึ้น มีประโยชน์มากขึ้น เช่นความสามารถในการสลับการเชื่อมต่อหูฟัง Galaxy Buds ที่เชื่อมต่ออยู่กับอุปกรณ์ในกลุ่ม Samsung Galaxy ด้วยกันอย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ให้สลับมาเชื่อมต่อกับอุปกรณ็ที่กำลังใช้งานอยู่ในปัจจุบันโดยอัตโนมัติ หรือการทำงานเชื่อมต่อกันระหว่างอุปกรณ์เช่น การเปิดเว็บไซด์ในแอพพลิเคชั่นเบราว์เซอร์ Samsung Internet หรือแอพจดบันทึก Samsung Note ก็จะถูกซิงค์ให้ใช้งานได้ต่อเนื่องกันกับอุปกรณ์อื่นๆ แค่เพียงล็อคอินไอดี Samsung Account เดียวกันไว้เท่านั้น


และตัวเด็ดสุดก็จะเป็นความสามารถที่ผมนำมาแนะนำกันในวันนี้ นั้นคือการทำหน้าที่เป็นหน้าจอที่สองให้กับอุปกรณ์ Windows 10 ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ เพิ่มประโยชน์ในการใช้งานได้อย่างมากเลยครับ เพราะหลายคนชอบมีทั้งแท็บเล็ตและโน๊ตบุ๊คเอาไว้ใช้งานส่วนตัว ซึ่งไหนๆ ก็มีแล้ว ถ้ามันจะเอื้อประโยชน์ให้กันได้ ก็จะยอดเยี่ยมมากๆ ครับ

โดยการใช้งานของโหมดหน้าจอแสดงผลที่สองอันใหม่นี่ก็ไม่ธรรมดาซะด้วยครับ มันไม่ใช่แค่การรับภาพมาแสดงเหมือนจอมอนิเตอร์ทั่วไป แต่มันรับการทำงานมาในเชิงของแอพพลิเคชั่น ที่เราสามารถสลับออกจากหน้าแสดงผลของ Windows กลับไปใช้งานระบบ Android ได้ตามปกติ แล้วกดสลับกลับไปกลับมาได้เหมือนการเข้าออกแอพพลิเคชั่นตัวหนึ่งเท่านั้น

และยังมีความสามารถใจการการใช้อุปกรณ์ที่กำลังเชื่อมต่ออยู่กับ Galaxy Tab S7+ ในการอินพุตสั่งงานระบบ Windows ได้ทั้งหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็นปากกา S-Pen, หน้าจอทัชสกรีนของแท็บเล็ตเอง หรือแม้แต่เคสคีย์บอร์ดที่เอามาเชื่อมอยู่กับ Galaxy Tab S7+ ในตอนนั้นก็ตาม มันสามารถใช้สั่งง่ายได้ร่วมกันหมดทุกอย่าง รวมถึงการระบบเสียงของอุปกรณ์ Windows ที่มาเชื่อมต่อ จะมาดังที่ตัวลำโพงของแท็บเล็ตตัวนี้อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าลำโพงของแท็บเล็ตรุ่นนี้ มันเสียงดีมากครับ ^^ ใช้ลำโพง 4 ตัวของ AKG ดังกระหึ่มกว่าโน๊ตบุ๊คของเราส่วนใหญ่แน่นอน 555

ความสามารถจะมีอะไรบ้าง และทำได้แค่ไหน ก็รับชมการใช้งานจริงได้ในคลิปวีดีโอด้านล่างนี้ครับ อย่าลืมกดติดตามและกดไลค์ เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะครับ

ข่าว: วิธีใช้ Samsung Galaxy Tab S7 Series เป็นหน้าจอที่สองให้โน๊ตบุ๊ค Windows 10 ได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/08/tip-samsung-galaxy-tab-s7-series-connect-second-display-windows-10.html

ลดงานแอดมิน ไมโครซอฟท์เพิ่มวิธีตั้งค่า Windows 10 ดึงคอนฟิกมาตรฐานจากคลาวด์

ไมโครซอฟท์ออกฟีเจอร์ใหม่สำหรับฝ่ายไอทีองค์กรชื่อ Windows 10 in cloud configuration เป็นการเตรียมชุดคอนฟิกมาตรฐานของ Windows 10 เอาไว้ให้ องค์กรสามารถใช้คอนฟิกชุดนี้ติดตั้งบนเครื่อง Windows 10 ของพนักงานได้เลย ไม่ต้องเปลืองแรงมาจัดคอนฟิกเอง

ไมโครซอฟท์อธิบายว่า in cloud configuration เป็นชุดการตั้งค่าที่ไมโครซอฟท์แนะนำ (a set of recommended configurations) โดยครอบคลุมทั้งตัว OS (Windows 10 Pro/Enterprise/Education) และแอพยอดนิยมของไมโครซอฟท์คือ Edge, Teams, OneDrive และ Office

ตัวอย่างคอนฟิกชุดนี้คือ ผู้ใช้เข้าร่วม Azure Active Directory, ตัวอุปกรณ์จะเข้าระบบจัดการ Microsoft Intune และตั้งค่าความปลอดภัยอื่นๆ วิธีใช้งานต้องผ่าน Microsoft Endpoint Manager โดยเลือกวิธีการคอนฟิกแบบ cloud config

No Description

คอนฟิกแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป เน้นที่ความสะดวกของแอดมินเป็นหลัก เพราะสามารถดึงคอนฟิกจากคลาวด์มาติดตั้งได้เลย พนักงานเปิดเครื่องมาครั้งแรกก็พร้อมทำงานได้ทันที เหมาะสำหรับองค์กรที่มีพนักงานมากๆ หลักหลายร้อยหรือหลายพันเครื่อง

ส่วนองค์กรที่ยังต้องการคอนฟิกแบบที่ยืดหยุ่นกว่า และยังต้องการเซ็ตเครื่องเฉพาะเครือข่ายภายใน (on premise) ก็ยังสามารถคอนฟิกเครื่องด้วยวิธีแบบดั้งเดิมได้ต่อไป

No Description

ที่มา – Microsoft, ZDNet

from:https://www.blognone.com/node/120990

วิธีลงโปรแกรมสามัญประจำเครื่อง หลังลง Windows เสร็จ แบบติดตั้งทีเดียวจบ ทำให้อัตโนมัติฟรี

เคยไหมเวลาลง Windows มาใหม่ต้องล้างฟอร์แมตเครื่องแล้วต้องมานั่งไล่ลงโปรแกรมใหม่หมดทีละโปรแกรม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เสียเวลามาก แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถลงโปรแกรมสามัญประจำเครื่องแบบคลิกเดียวจบได้ทุกโปรแกรมผ่านเว็บ Ninite ซึ่งดาวน์โหลดและติดตั้งฟรี วิธีการทำก็ง่ายมาก ๆ โดยขั้นตอนจะเป็นยังไงบ้างมาดูกันครับ

ขั้นตอนลงโปรแกรมสามัญประจำเครื่อง

  • ทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้เรียบร้อยจากนั้น เข้าไปที่เว็บไซต์ ninite.com

  • โปรแกรมที่แนะนำ
    • Browsers : Chrome, FireFox
    • Messaging : Zoom, Discord, Skype
    • Other : Steam
    • Media : VLC, foobar2000
    • Utillities : TeamViewer 15
    • Compression : 7-Zip
  • จากนั้นกดติ๊กโปรแกรมที่เราต้องการจะติดตั้ง และเลื่อนมาด้านล่างกด Get Your Ninite เพื่อทำการดาวน์โหลด

  • เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้วจะได้ไฟล์ .exe เพื่อทำการติดตั้ง แล้วกดเปิดเพื่อทำการ install ตามปกติ

เรียกได้ว่าวิธีการนี้ถือว่าสะดวกและรวดเร็วเอามาก ๆ ที่ไม่ต้องมานั่งไล่เปิดทีละเว็บเพื่อลงโปรแกรม ซึ่งโปรแกรมที่อยู่บนเว็บ Ninite นั้นทั้งหมดจะเป็นโปรแกรม Freeware หรือ Shareware สบายใจได้ว่าเป็นของแท้ไม่ใช่ของเถื่อนแน่นอน และที่สำคัญเมื่อโปรแกรมเมื่อติดตั้งเสร็จแล้วจะเป็นโปรแกรมเวอร์ชั่นล่าสุดด้วยไม่ต้องไปอัปเดตทีหลัง ส่วนโปรแกรมอื่น ๆ อย่างเช่น LINE, ไดร์เวอร์การ์ดจอ หรือโปรแกรมอื่นที่ไม่มีใน Ninite เพื่อน ๆ อาจจะต้องไปหาดาวน์โหลดกับเว็บไซต์ผู้พัฒนากันอีกทีนะครับ

ตอนนี้ทาง Droidsans มีเพจ คอมคร้าบ เพิ่มออกมาเป็นเรื่องคอมโดยเฉพาะ ทั้ง FaceBook และ YouTube ฝากกด Like กด Subscribe กันด้วยนะครับผม

Facebook : https://www.facebook.com/comcraft.ds
YouTube : https://www.youtube.com/c/comcraftds

from:https://droidsans.com/windows-programs-install-auto-ninite/

Windows 10 สามารถรันแอป Android หลายแอปพร้อมกันได้แล้ว

ปีที่ผ่านมา โปรแกรม Your Phone บน Windows 10 ได้อัปเดตให้สามารถรันแอปพลิเคชันของ Android บนสมาร์ตโฟน Samsung Galaxy บางรุ่นได้แล้ว ซึ่งล่าสุดนั้น Microsoft ได้เพิ่มประสิทธิภาพของ Your Phone ให้มากขึ้นกว่าเดิม

หลังจากติดตั้งอัปเดตใหม่ ผู้ใช้สมาร์ตโฟน Samsung Galaxy รุ่นที่สามารถใช้งานโปรแกรม Your Phone ได้นั้นจะสามารถรันแอปพลิเคชัน Android หลายแอปได้พร้อมกันบน Windows 10 ได้ ส่วนผู้ใช้งานที่ไม่ได้ใช้สมาร์ตโฟนของ Samsung จะรองรับการใช้งานรูปแบบนี้เช่นเดียวกันผ่าน Project Latte ซึ่งรองรับการไซด์โหลด APK ด้วย

สำหรับการใช้งาน Your Phone พร้อมฟังก์ชันใหม่นี้นั้น ผู้ใช้งานจะต้องติดตั้ง Windows 10 เวอร์ชันอัปเดตประจำเดือนพฤษภาคม 2020 พร้อมกับแอปพลิเคชัน Your Phone เวอร์ชัน 1.20102.132

สมาร์ตโฟน Samsung ที่รองรับการใช้งาน

  • Samsung Galaxy Fold

  • Samsung Galaxy Note20 5G

  • Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G
  • Samsung Galaxy S20
  • Samsung Galaxy S20+
  • Samsung Galaxy S20 FE
  • Samsung Galaxy S20 Ultra
  • Samsung Galaxy XCover Pro
  • Samsung Galaxy Z Flip
  • Samsung Galaxy Z Flip 5G
  • Samsung Galaxy Z Fold2 5G
  • Samsung Galaxy S10e

  • Samsung Galaxy A8s
  • Samsung Galaxy A30s
  • Samsung Galaxy A31
  • Samsung Galaxy A40
  • Samsung Galaxy A41
  • Samsung Galaxy A42 5G
  • Samsung Galaxy A50
  • Samsung Galaxy A50s
  • Samsung Galaxy A51
  • Samsung Galaxy A51 5G
  • Samsung Galaxy A60
  • Samsung Galaxy A70
  • Samsung Galaxy A70s
  • Samsung Galaxy A71
  • Samsung Galaxy A71 5G
  • Samsung Galaxy A80
  • Samsung Galaxy A90s
  • Samsung Galaxy A90 5G
  • Samsung Galaxy Note9
  • Samsung Galaxy Note10
  • Samsung Galaxy Note10+
  • Samsung Galaxy Note10 Lite
  • Samsung Galaxy S9
  • Samsung Galaxy S9+
  • Samsung Galaxy S10
  • Samsung Galaxy S10+
  • Samsung Galaxy S10 Lite

ข่าว: Windows 10 สามารถรันแอป Android หลายแอปพร้อมกันได้แล้ว มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/01/31/windows-10-can-now-stream-multiple-android-apps.html

สอนลงวินโดว์ 10 อัพเดต 2021 ฉบับเต็ม มือใหม่ทำตามได้ ละเอียดครบทุกขั้นตอน

หลายคนมีคอมเครื่องใหม่ ประกอบเองเป็นแล้ว แต่ยังไม่เคยติดตั้งระบบเอง วันนี้ทีมงานจะสอนลงวินโดว์ 10 ฉบับสมบูรณ์ปี 2021 ละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่สร้างตัวบูต USB ไปจนถึงจัดการพาร์ทิชั่นในฮาร์ดดิสก์ ติดตั้ง Windows 10 และอัพเดตวินโดว์ ลงไดรเวอร์ พร้อมแนวทางแก้ปัญหา กับวิธีการที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน มือใหม่ทำตามได้ง่าย ลดเวลาได้เยอะ

Windows 10 cov1

สอนลงวินโดว์ 10 อัพเดต 2021

สร้าง USB Flash drive สำหรับลงวินโดว์ 10

ก่อนจะสอนลงวินโดว์ 10 ก็ต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับบูตระบบ เพื่อติดตั้ง สำหรับคนที่ซื้อ Windows 10 มาแบบเป็นกล่อง FPP (Full Packaged Product) ก็จะมีแฟลชไดรฟ์มาให้ใช้งานได้เลย แต่ถ้าทำหายไปแล้วหรืออยากได้ที่อัพเดตใหม่ๆ ก็ต้องดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ Microsoft มาติดตั้งใหม่ ข้อดีของการทำแฟลชไดรฟ์บูต Windows 10 สำหรับติดตั้งวินโดว์อยู่ที่ ทำได้รวดเร็ว ขั้นตอนไม่ซับซ้อน และยังใช้ในการแก้ไข ปรับปรุงระบบ ในกรณีที่เกิดความผิดปกติบน Windows 10 ได้ ไม่ว่าจะเกิดปัญหา บูตวินโดว์ไม่ได้ Recovery system หรือการใช้ Startup Repair และอื่นๆ ด้วยการใช้แฟลชไดรฟ์เพียงตัวเดียวเท่านั้น  สิ่งที่ต้องเตรียมก็คือ คอมพีซีหรือโน๊ตบุ๊ค, USB Flash drive และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

USB boot windows 10
  • USB แฟลชไดรฟ์ มีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 8GB ไม่มีข้อมูลอื่นใด เพราะหลังจากที่สร้างตัวบูตบน USB แฟลชไดรฟ์ ข้อมูลต่างๆ ภายในนั้นจะถูกลบทั้งหมด ถ้ามีข้อมูลให้โยกย้ายไปไว้ที่อื่นก่อน
  • มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อเชื่อมต่อและการดาวน์โหลดไฟล์ ISO ของ Windows 10 มาไว้ใช้สำหรับติดตั้ง
  • เตรียมพอร์ต USB บนโน๊ตบุ๊คหรือพีซี ใช้สำหรับการสร้างตัวบูตวินโดว์ ควรมีพอร์ต USB ที่ว่างพอ สำหรับติดตั้ง USB แฟลชไดรฟ์
สอนลงวินโดว์ 10

1.สามารถดูเงื่อนไขสำหรับการติดตั้งวินโดว์ได้ในหัวข้อแรกนี้ สำหรับสิ่งที่ต้องจัดเตรียม เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน

สอนลงวินโดว์ 10

2.จากนั้นเปิด Web browser ไม่ว่าจะเป็น Google Chrome, Microsoft Edge หรืออื่นๆ โดยคลิ๊กไปตามลิงก์ที่ให้มานี้ ดาวน์โหลด Windows 10

สอนลงวินโดว์ 10

3.คลิ๊กที่ปุ่ม “ดาวน์โหลดเครื่องมือทันที” ซึ่งจะอยู่ทางด้านล่างในหัวข้อ กำลังหาทางติดตั้ง Windows 10 บนพีซีของคุณใช่หรือไม่

สอนลงวินโดว์ 10

4.ติดตั้งแฟลชไดรฟ์ (USB Flash drive) ที่พอร์ต USB บนคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คของคุณ ควรมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 8GB และหากมีข้อมูลอยู่ในแฟลชไดรฟ์ ให้ย้ายข้อมูลไปเก็บไว้ที่อื่นก่อน เพราะระบบจะฟอร์แมตข้อมูลในแฟลชไดรฟ์ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ข้อมูลคุณหายไป

สอนลงวินโดว์ 10

5.เมื่อดาวน์โหลดไฟล์เสร็จสิ้น ให้ดับเบิลคลิ๊กไฟล์ที่ได้มา และระบบจะพาคุณเข้าสู่การติดตั้งเครื่องมือสำหรับการสร้างตัวบูต Windows ด้วยแฟลชไดรฟ์ ด้วย Windows 10 USB

สอนลงวินโดว์ 10

6.เช็คให้แน่ใจว่าได้ติดตั้ง USB Flash drive ไว้ที่พอร์ตบนพีซีหรือโน๊ตบุ๊คเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นเลือกที่หัวข้อ “Create installation media (USB Flash drive, DVD or ISO file) for another PC” เพื่อไปสู่ขั้นตอนต่อไปได้เลย

สอนลงวินโดว์ 10

7.ในหน้านี้ระบบจะให้กำหนด ภาษา และเวอร์ชั่นของวินโดวส์ โดยเลือกเงื่อนไข ตามวินโดว์ที่ซื้อมา เช่น ภาษาไทย หรือจะเป็นแบบ 32-bit, 64-bit ใส่เครื่องหมายหน้า Use the recommended options for this PC แล้วคลิ๊ก Next

สอนลงวินโดว์ 10

8.เข้าสู่ขั้นตอนที่จะสร้างตัวบูต Windows 10 ในหน้า Choose which media to use นี้ ให้เลือกรูปแบบของการใช้งานเพื่อบูตระบบ ในที่นี้เราต้องการใช้แฟลชไดรฟ์ ให้เลือก USB flash drive แล้วคลิ๊ก Next แต่ถ้าต้องการใช้เป็นแบบ DVD ก็ต้องเตรียมไดรฟ์ DVD Writer และเอาไว้หรือจะดาวน์โหลดเป็นไฟล์ ISO แล้วใช้โปรแกรมในการจำลองไดรฟ์ สำหรับการติดตั้งอีกรูปแบบหนึ่งได้เช่นกัน

สอนลงวินโดว์ 10

9.ควรถอดไดรฟ์ที่เป็น Removable หลายตัว ตัวที่ไม่ได้ใช้งานออกก่อน เช่น USB Flash drive หรือ Memory card เพื่อจะได้ติดตั้งลงไม่ผิดไดรฟ์ ให้เลือกไดรฟ์ที่ต้องการ ในครั้งนี้เราใช้ไดรฟ์ E: เป็นไดรฟ์สำหรับติดตั้งระบบบูตวินโดว์ ให้คลิ๊ก Next เพื่อไปต่อ

สอนลงวินโดว์ 10

10.เมื่อคลิ๊ก Next จะเข้าสู่การดาวน์โหลด Windows 10 มาติดตั้งอยู่ในแฟลชไดรฟ์ ระยะเวลาตรงนี้ ขึ้นอยู่กับความเร็วอินเทอร์เน็ต ถ้าช้ามากใช้เวลานาน สามารถดาวน์โหลดทิ้งไว้ เพื่อไปทำอย่างอื่นก่อน รอจนกว่าจะดาวน์โหลดเสร็จ

สอนลงวินโดว์ 10

11.และเมื่อดาวน์โหลด Windows 10 เสร็จ คลิ๊กทื่ Finish เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนในการสร้างตัวบูตวินโดว์ 10

สอนลงวินโดว์ 10

เช็คเพื่อความแน่ใจ ด้วยคลิ๊กดูไฟล์ที่ USB Flash drive ว่าได้ตัวบูต Windows 10 USB ตรงตามที่ต้องการ เปิดดูจาก Windows Explorer กดปุ่ม Win+E หรือปุ่ม Start แล้วเลือก Document เลือกไปที่ไดรฟ์ ที่เป็นแฟลชไดรฟ์ ดูข้อมูลภายในไดรฟ์ ว่าตรงกับในภาพนี้หรือไม่? ถ้าครบ ก็แสดงว่าพร้อมไปต่อกันในการสอนติดตั้งวินโดว์ 10 แล้ว

ตั้งค่าการบูตจาก USB Flash drive

สอนลงวินโดว์ 10

โดยพื้นฐานคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คทั่วไป จะกำหนดให้เริ่มบูตจากฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการไว้ในเครื่อง แต่หากต้องการติดตั้งลงวินโดว์ 10 ในเครื่อง ด้วยการบูตจาก USB Flash drive ก็ต้องกำหนดให้คอมพิวเตอร์บูต USB ก่อน วิธีการทำก็เพียง กำหนดให้ BIOS เริ่มต้นการบูตจาก USB วิธีการที่ง่ายที่สุดคือ เมื่อกดปุ่มเพาเวอร์ที่เครื่อง ช่วงที่ระบบกำลังบูตเข้า BIOS ให้กดปุ่มบนคีย์บอร์ด เพื่อเลือกตัวบูตให้ระบบเอง (Boot Device) ปุ่มที่ใช้เป็นตัวกำหนด จะแตกต่างกันออกไปตามผู้ผลิต เช่น ปุ่ม F9, F11 หรือจะเป็น F2 ให้ศึกษาจากคู่มือเมนบอร์ดหรือเว็บไซต์ผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คแต่ละราย

เลือกไดรฟ์ในการบูต

ตัวอย่างที่ใช้สอนลงวินโดว์ 10 อยู่นี้ เป็นเมนบอร์ด ASRock ตัวเลือก Boot Device จะใช้การกดปุ่ม F11 เมื่อกดไปแล้ว และมีรายการอุปกรณ์ที่เป็น Storage ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องปรากฏขึ้นมาให้เลือกบูตจากอุปกรณ์ใด และตามที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น เมื่อสิ่งที่เราทำไว้คือ USB Flash drive เป็นตัวบูต ก็ให้เลือกที่เป็นชื่อของแฟลชไดรฟ์ได้ทันที

ข้อควรระวัง! หากคุณมีฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ในเครื่องจำนวนมาก อาจสร้างความสับสนในการเลือกไดรฟ์ และเพื่อป้องกันการฟอร์แมตผิดไดรฟ์ ควรถอดสายไดรฟ์ที่ไม่เกี่ยวข้องในการลงวินโดว์ 10 ออกเสียก่อน จะปลอดภัยมากที่สุด

สอนลงวินโดว์ 10

แถวที่ 1: AHCI: Crucial ที่อยู่ในบรรทัดแรก จะเป็นไดรฟ์ SSD ที่เราต้องการติดตั้ง Windows 10 ลงไป

แถวที่ 2: UEFI: ADATA USB Flash Drive 1100 เป็นแฟลชไดรฟ์ตัวบูต ที่เราสร้างเอาไว้ ให้เลื่อนปุ่มมีที่ Device อันนี้ แล้วคลิ๊ก Enter Setup

ระบบจะเริ่มบูตใหม่อีกครั้ง และเริ่มกระบวนการต่อไป ในหน้าจอนี้ อาจเปลี่ยนไปตามโลโก้ของเมนบอร์ด หรือโน๊ตบุ๊คในแต่ละรุ่น อาจจะเป็น ASUS, MSI, GIGABYTE หรืออื่นๆ

เริ่มต้นการติดตั้งวินโดว์ 10

สอนลงวินโดว์ 10
สอนลงวินโดว์ 10

เลือกติดตั้ง Language (ภาษาของระบบ), Time and currency format (เวลาและรูปแบบในการแสดงบนระบบ เลือกประเทศ) และ Keyboard or input method ภาษาบนคีย์บอร์ดที่จะใช้ ทั้งหมดนี้สามารถกำหนดได้ในขั้นตอนเริ่มต้นนี้เลยก็ได้ หรือจะกด Next เพื่อไปสู่ขั้นตอนต่อไป แล้วเข้าไปตั้งค่าในภายหลัง เมื่อติดตั้งวินโดว์ 10 เสร็จแล้วก็ได้เช่นกัน

สอนลงวินโดว์ 10

เมื่อตั้งค่าภาษา คีย์บอร์ดและเวลา ไปเรียบร้อย ให้คลิ๊ก Install now เพื่อเริ่มติดตั้งวินโดว์ได้ทันที

สอนลงวินโดว์ 10

ในหน้าของ Activate Windows นี้ จะให้ใส่ Product Key ที่มีมาให้ในกล่องเมื่อซื้อ Windows 10 License มา ซึ่งจะใส่ลงไปในขั้นตอนนี้ก็ได้ หรือจะเข้าไปใส่ในภายหลังเมื่อติดตั้งเสร็จก็ได้เช่นกัน แนะนำว่าใส่ภายหลังได้ ด้วยการคลิ๊กที่ “I don’t have a product key” แล้วคลิ๊ก Next เพื่อความรวดเร็วในการติดตั้ง

สอนลงวินโดว์ 10

สอนลงวินโดว์ 10 ในหน้านี้จะให้ระบุเวอร์ชั่นของ Windows License ที่คุณมี ว่าเป็นแบบใด Home, Pro, Education หรืออื่นๆ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Home หรือ Pro เป็นหลัก หรือจะดูจากกล่องวินโดว์ 10 ที่ซื้อมาก็ได้ว่าเป็นแบบ Windows 10 Home, หรือ Pro เลือกให้ตรงกัน เพราะถ้าผิดจากที่ซื้อ จะไม่สามารถลงทะเบียนได้ จากนั้นคลิ๊ก Next

สอนลงวินโดว์ 10

ในหน้านี้จะเป็นรายละเอียดของ Microsoft Software License Terms ซึ่งจะเป็นข้อตกลงของผู้พัฒนาและผู้ใช้ จะเลื่อนลงไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือจะใส่เครื่องหมายหน้า “I accept the license terms” เพื่อยืนยันข้อตกตง จากนั้นคลิ๊ก Next

เตรียมพื้นที่ติดตั้งบน Storage

สอนลงวินโดว์ 10

ในขั้นตอนนี้ จะเป็นตัวเลือกในการติดตั้ง มีทั้งแบบ Upgrade และ Custom

Upgrade: Install Windows and keep files, settings, and applications การติดตั้งแบบ Upgrade นี้ จะใช้ในกรณีที่ต้องการเก็บไฟล์ข้อมูล การตั้งค่าและแอพฯ ต่างๆ ที่เคยมีอยู่ในฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ลูกนั้นๆ วิธีนี้ดีตรงที่ไม่ต้องจัดการข้อมูลในเครื่องมากนัก แต่ค่อนข้างจะใช้เวลานาน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็จะใช้ในช่วงที่มีการอัพเกรดจาก Windows 8 มาเป็น Windows 10 เป็นต้น
Custom: Install Windows only (Advanced) จะเป็นการติดตั้งวินโดว์ 10 แบบ Clean Install หรือที่มักเรียกกันว่า ลงใหม่ ข้อดีคือ เป็นการติดตั้งวินโดว์แบบไม่สนใจระบบหรือการตั้งค่าเก่า จะได้ระบบที่สดใหม่ และใช้เวลาในการติดตั้งไม่นาน แต่จำเป็นจะต้องจัดการ Backup หรือสำรองไฟล์เดิมเอาไว้ก่อน เนื่องจากระบบจะลบไฟล์ข้อมูลในฮาร์ดไดรฟ์หรือ SSD ทั้งหมด และคุณจะต้องลงโปรแกรมต่างๆ ใหม่เองทั้งหมด

ในที่นี้จะเป็นการสอนลงวินโดว์ 10 ใหม่ โดยการเคลียร์ไฟล์ข้อมูลและระบบเก่าทั้งหมด ให้คลิ๊กเลือกที่ Custom เพื่อไปสู่ขั้นตอนการจัดเตรียมพื้นที่ Storage

สอนลงวินโดว์ 10

จากตัวอย่างนี้เป็น SSD 480GB ที่มีระบบวินโดว์อยู่เดิม แต่ต้องการติดตั้งใหม่ สิ่งที่ต้องทำคือ ลบบรรดาพาร์ทิชั่นทั้งหมด ที่มีอยู่ในไดรฟ์ SSD นี้ เดิมจะมีอยู่ด้วยกัน 3 พาร์ทิชั่นคือ Partition 1: System เป็นไฟล์ระบบ, ถัดมา Partition 2 จะใช้ในการติดตั้งระบบ, และ Partition 3 จะใช้ในการจัดเก็บข้อมูล

*ข้อควรระวัง ให้ถอดสายไดรฟ์อื่นๆ ที่มีอยู่ในเครื่องออกไปก่อน ไม่ว่าจะเป็น HDD หรือ SSD ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการติดตั้ง เพราะป้องกันการผิดพลาด เมื่อลบพาร์ทิชั่นผิด โอกาสจะเสียข้อมูลในไดรฟ์นั้นๆ ไปมีสูง และถ้าเป็น SSD โอกาสจะกู้ไฟล์คืนกลับมาทำได้ยาก

สอนลงวินโดว์ 10

สิ่งที่ต้องทำก็คือ ลบทีละ Partition ด้วยการคลิ๊กไปที่ Partition 1 หรือที่เป็น System ก่อน จากนั้นค่อยๆ ไล่ไปที่ Partition 2 และ 3 ตามลำดับ วิธีการคือ คลิ๊กไปที่ Partition แล้วคลิ๊ก Delete ที่เป็นรูปกากบาทสีแดงตรงด้านล่าง จะมีหน้าต่าง Windows Setup ขึ้นมาเตือนว่า เมื่อคุณลบ Partition ดังกล่าวแล้ว ไฟล์ข้อมูลที่เก็บไว้ จะหายไป ตามที่แนะนำไว้ด้านบนก็คือ ให้ถอดสายฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ตัวที่ไม่ได้ใช้ และย้ายไฟล์ข้อมูลจากไดรฟ์นี้แล้ว ก็ไม่ต้องกังวล จากนั้นให้คลิ๊ก Ok ทำไปเรื่อยๆ จนครบทุก Partition

สอนลงวินโดว์ 10
สอนลงวินโดว์ 10

เมื่อลบทั้งหมดแล้ว ก็จะได้พาร์ทิชั่นเดียว ไม่มีอื่นๆ ข้างเคียง ซึ่งหากเป็น SSD ที่มีความจุไม่มาก แนะนำว่า ไม่ควรจะแบ่งพาร์ทิชั่น เพราะจะทำให้พื้นที่เต็มเร็ว และประสิทธิภาพลดลงอีกด้วย แต่ถ้าเป็นฮาร์ดดิสก์ ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่ 1TB ก็อาจจะแบ่งไปตามความเหมาะสมในการใช้งานของคุณ

และเมื่อคุณพร้อม เราก็จะสอนลงวินโดว์ 10 ต่อไป สามารถคลิ๊กที่ New เพื่อเริ่มสร้างพาร์ทิชั่นใหม่ สำหรับการติดตั้งระบบได้ต่อไป

แบ่งพาร์ทิชั่น

แต่ถ้าในกรณีที่คุณต้องการจะแบ่งพาร์ทิชั่น เพื่อใช้ในการจัดเก็บไฟล์ข้อมูล ต่อจากขั้นตอนเมื่อครู่นี้ หลังจากที่คลิ๊ก New แล้ว ให้ดูตัวเลขตรง Size ที่อยู่ในช่องด้านล่างของหน้าต่าง ตัวเลขที่ปรากฏอยู่นั้น จะเป็นความจุทั้งหมดของไดรฟ์ที่คุณใช้ในการติดตั้งวินโดว์ หน่วยจะเป็น MB

สอนลงวินโดว์ 10

ตัวอย่าง: 500785 MB จะอยู่ที่ราวๆ 480GB แต่ไม่ต้องสนใจเรื่องตัวเลขที่ไม่ตรงกันมากนัก เนื่องจากหน่วยของผู้ผลิตและของระบบคอมพิวเตอร์จะต่างกันอยู่เล็กน้อย แต่ให้ความสำคัญตรงตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในกรอบนี้

สอนลงวินโดว์ 10

สมมติว่าจะแบ่งพาร์ทิชั่น สำหรับติดตั้งวินโดว์สัก 200GB ก็ให้ใส่ตัวเลข 200,000MB ลงไปในช่องนี้ได้เลย จากนั้นกด Apply

สอนลงวินโดว์ 10

จากนั้นระบบจะแจ้งว่า Windows จะสร้างพาร์ทิชั่นที่เป็น System ขึ้นมา เพื่อใช้ในการจัดเก็บไฟล์ระบบเหล่านี้ด้วย ให้ยืนยัน ด้วยการกด Ok

สอนลงวินโดว์ 10

จากตรงนี้จะเห็นได้ว่า ระบบนอกจากจะสร้าง Partition ตามที่เราต้องการคือ Partition 3 จะใส่มาให้ที่เกือบ 200GB ตามระบุ ส่วน Partition 1 จะเป็นส่วนที่เก็บไฟล์ระบบ และ Partition 2 จะเป็นที่เรียกว่า MSR (Reserve) จะเป็นพาร์ทิชั่น สำหรับการเรียกคืนระบบ เมื่อใช้งานไปแล้วมีปัญหาภายหลัง ต้องการจะให้ค่าระบบเดิมที่เคยติดตั้งอยู่เดิมกลับมาใหม่ จะสามารถเรียกกลับมาใช้ Partition นี้ ใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่มีประโยชน์ไม่น้อยเลย

สอนลงวินโดว์ 10
สอนลงวินโดว์ 10

จากนั้นจะมีอีกหนึ่งพาร์ทิชั่น ก็คือพื้นที่ที่เหลืออยู่ใน SSD ลูกนี้ ที่ยังไม่ได้จัดการ ซึ่งคุณอาจจะใช้เป็นไดรฟ์สำหรับการจัดเก็บข้อมูล ก็ให้ทำแบบขั้นตอนแรก คือ คลิ๊กที่ Partition ที่เป็น Unallocated Space แล้วคลิ๊ก Apply เท่านี้เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ “แบ่งพาร์ทิชั่น”

สอนลงวินโดว์ 10
สอนลงวินโดว์ 10

แต่ถ้าในกรณีที่อยากจะแบ่งพาร์ทิชั่นเพิ่มเติม ก็ให้ทำซ้ำตามขั้นตอนเดิม คือ ใส่ตัวเลขจำนวนที่ต้องการ จากนั้นคลิ๊ก Apply จะแบ่งยิบย่อยเพียงใดก็ได้ ตามรูปแบบการใช้งานของคุณ

สอนลงวินโดว์ 10
สอนลงวินโดว์ 10

จากตัวอย่างนี้แบ่ง Partition หลักออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ 200GB, 100GB และ 200GB ไม่นับรวม Partition 1 และ 2 ที่ระบบ Windows 10 จัดการมาให้

เมื่อจัดการพาร์ทิชั่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้คลิ๊ก Next เพื่อไปสู่กระบวนการสอนลงวินโดว์ 10 ต่อไป

สอนลงวินโดว์ 10
สอนลงวินโดว์ 10

หลังจากนั้นระบบจะเข้าสู่การติดตั้ง ในส่วนนี้ให้รอจนกว่าจะเสร็จสิ้น ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาพอสมควร ขึ้นอยู่กับการใช้งานฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ด้วยเช่นกัน

สอนลงวินโดว์ 10

เมื่อจบที่ขั้นตอน Finish up แล้ว ระบบจะเริ่มทำการรีสตาร์ทอัตโนมิตอีกครั้งหนึ่ง

สอนลงวินโดว์ 10

และเมื่อเตรียมเข้าสู่หน้าระบบ จะเป็นการตรวจเช็คไฟล์ Device และการเชื่อมต่ออื่นๆ ตรงนี้ให้รอสักระยะ เพื่อจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

สอนลงวินโดว์ 10

เมื่อเสร็จจากกระบวนการ Install Windows ระบบจะบูตตัวเองใหม่ แล้วเข้าสู่หน้า “Let’s Start with region. Is this right?” ในส่วนนี้ให้เราเลือก Region หรือประเทศที่เราอยู่ หรือที่เราติดตั้งนี้ ซึ่งจะมีผลต่อการตั้งค่า ภาษาเริ่มต้น ที่จะตั้ง Default ให้กับเครื่อง แต่ในขั้นตอนนี้ เราจะเลือกข้ามไปก่อน ด้วยการกด Yes กับภาษาหลักอย่าง US แล้วค่อยเข้าไปแก้ไขในภายหลัง เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วได้เช่นกัน ด้วยการเข้าไปที่ Region & Language หรือ Settings > Region > Region format แล้วเลือก Thailand

สอนลงวินโดว์ 10

Keyboard layout ตรงจุดนี้ จะใช้เป็นตัวกำหนดภาษาที่จะใช้บนคีย์บอร์ดของคุณ เดิมจะเป็น US อยู่แล้ว ที่ใช้กันทั่วไป แต่ถ้าจะปรับให้ภาษาไทยเป็นตัวแรก เริ่มต้น ก็ให้คลิ๊กเลือกที่ Thai ก็ได้ เช่นเดียวกัน คุณสามารถกด Yes เพื่อเข้าไปปรับตั้งค่าด้วยตัวเองในหน้า Language ได้เช่นเดียวกัน

สอนลงวินโดว์ 10
Windows 10 Installation 2021 31 1

คุณเพิ่มเลย์เอาท์คีย์บอร์ดชุดที่ 2 เข้ามาในระบบ จากก่อนหน้านี้ที่เราเลือก US keyboard ไว้เป็นภาษาแรก และหากต้องการเพิ่มภาษาที่ 2 ที่เป็นไทย เข้าไป ก็สามารถคลิ๊ก Add layout จากหน้านี้ได้ หรือจะกด Skip แล้วเข้าไปเพิ่มเติมในภายหลังได้เช่นกัน

ต่อจากขั้นตอนก่อนหน้าในการสอนลงวินโดว์ 10 ไมโครซอฟท์ก็จะแนะนำฟีเจอร์ที่เมื่อคุณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแล้ว จะได้ใช้อะไรบ้าง รวมถึงระบบก็จะให้ติดตั้งเพื่อพร้อมใช้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น

Windows 10 Installation 2021 32 1

เมื่อกด Skip แล้ว ระบบจะให้เราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งคุณจะเลือกเชื่อมต่อในขั้นตอนนี้ก็ได้ แต่ระบบจะให้คุณทำงานลงทะเบียน Microsoft account ไปด้วยเลย แต่ถ้ายังไม่มีแอคเคาต์หรือยังไม่อยากเชื่อมต่อ ก็สามารถคลิ๊กที่ I don’t have internet ที่อยู่ทางมุมซ้ายล่างของหน้าจอ เพื่อไปสู่ขั้นตอนต่อไปได้เลย

Windows 10 Installation 2021 33 1

หากคุณต้องการเซ็ตค่าเหล่านี้ ด้วยแอคเคาต์ของคุณ ก็สามารถต่ออินเทอร์เน็ตและเลือก Connect Now ได้ทันที แต่ก็สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ แล้วจึงจัดการในภายหลัง เพื่อความสะดวกในการติดตั้งได้เช่นกัน ให้เลือก Continue with limited setup

  • Advanced Security and Privacy – ตั้งค่าความปลอกภัยให้กับระบบ
  • Free access to Office Online, Outlook, Skype, and more – ฟีเจอร์การใช้ Office online และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล Cloud ด้วย OneDrive เป็นต้น
  • Unlock the best windows 10 features – ฟีเจอร์พิเศษบน Windows 10 อื่นๆ
Windows 10 Installation 2021 34 1

“Who’s going to use this PC?” ใครคือผู้ใช้เครื่องนี้ ก็ใส่ชื่อพีซีของคุณไปได้เลย จะเป็นชื่อเล่น ชื่อจริง หรือใช้ชื่อสิ่งที่คุณชื่นชอบลงไปก็ได้ จะเป็นตัวเล็ก ใหญ่ หรีอใส่ตัวเลขก็ได้เช่นกัน เมื่อได้ชื่อแล้ว ให้คลิ๊ก Next

Windows 10 Installation 2021 35 1

หลังจากใส่ชื่อ ว่าเป็นคอมของคุณ และคุณครอบครองสิทธิ์ในเครื่องนี้ เพื่อความเป็นส่วนตัว อาจใส่เป็นรหัสหรือ Password เข้าไปก็ได้ เพื่อที่จะไม่มีใครมาแอบใช้เครื่องของคุณ ซึ่งในส่วนของรหัสจะสั้นยาว ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ หรือถ้าใครไม่มีไอเดีย จะตั้งรหัสอย่างไรให้ปลอดภัย มาดูวิธีการตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัยมั่นใจได้ หรือถ้ายังไม่สะดวก ก็กด Next ผ่านไปก่อน แล้วค่อยเข้าไปใน User Account แล้วตั้งพาสเวิร์ดในภายหลังได้

Windows 10 Installation 2021 36 1

ขั้นตอนก่อนจะเข้าไปสู่ Windows 10 จะให้คุณตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • Online speech recognition – การใช้คำสั่งเสียงร่วมกับ Cortana หรือแอพอื่นๆ ที่ใช้เสียงในการทำงาน หรือบางครั้งเป็นการบันทึกเสียง จะเปิดหรือไม่ก็ตามความเหมาะสม
  • Find my device – โหมดค้นหาอุปกรณ์ ในกรณีที่โน๊ตบุ๊คหรืออุปกรณ์ของคุณสูญหาย โดนโจรกรรม ยังพอใช้ฟีเจอร์นี้ทำงานร่วมกับ Location ในการติดตาม
  • Inking & Typing – จะเป็นการส่งข้อมูลการสั่งการด้วยเสียง และการพิมพ์ตัวอักษรส่งกลับไปยัง Microsoft เพื่อใช้ในการปรับปรุงด้วยหรือไม่ ปิดได้หากไม่ต้องการ
  • location – ระบุที่ตั้งหรือตำแหน่งของคุณ เพื่อใช้ร่วมกับแอพบางตัวหรือเสริมการให้บริการที่ต้องการข้อมูลที่อยู่โดยรอบตัวคุณได้ เปิดหรือไม่เปิดก็ได้
  • Diagnostic Data – ส่งข้อมูลการเข้าถึงของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเว็บเบราว์เซอร์ แอพ และอุปกรณ์ รวมถึงข้อผิดพลาดในการใช้งาน เพื่อใช้ในการปรับปรุงแก้ไข
  • Tailored experiences – ไมโครซอฟท์จะใช้ข้อมูล Diagnostic datda ของคุณในการแนะนำสิ่งที่เหมาะสมในการนำเสนอ ทั้งเรื่องการใช้งาน และโฆษณา
Windows 10 Installation 2021 37 1
Windows 10 Installation 2021 39

และเมื่อคุณเข้าสู่หน้า Windows 10 ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เท่ากับว่าประสบความสำเร็จในการสอนลงวินโดว์ 10 ด้วยตัวคุณเอง แต่อาจจะยังไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะคุณมีสิ่งที่จะต้องทำต่อไปอีกเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็น Update Windows, Update Driver และติดตั้งซอฟต์แวร์ ยูทิลิตี้ ที่เหลือนั่นเอง ซึ่งสามารถดูวิธีการได้จากด้านล่างนี้

Activate Windows

Windows 10 Installation 2021 4

เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ทันที และควรจะต้องทำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับคนที่ซื้อ Windows License มาใช้ เมื่อซื้อ Windows 10 ที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์มาแล้ว ก็ใส่ Product key ตามที่ระบุไว้ในกล่องหรือในแพ็คเกจให้เรียบร้อย จากนั้น Activate ไปตามขั้นตอน เท่านี้เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ ที่เหลือก็อยู่ที่ความต้องการของคุณเองแล้ว ว่าจะติดตั้งโปรแกรม เกมหรือยูทิลิตี้อื่นๆ มาเพิ่มเติม

Update Windows:

Windows 10 Installation 2021 41 1

Update Windows: นอกจากสอนลงวินโดว์ 10 แล้ว เสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกๆ หลังจากที่คุณลงวินโดว์ 10 และต่ออินเทอร์เน็ตเรียบร้อยแล้ว เพราะนอกจากจะช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบให้ดีขึ้น อุดช่องโหว่ และแก้บั๊กต่างๆ ก็จะมีผลกับการอัพเดทไดรเวอร์ ในขั้นตอนต่อไปด้วย การอัพเดทวินโดว์ ให้เลือกที่ Settings > Update & Security > เลือกที่ Check for Update

Update Driver:

Update Driver WiFi 1

Update Driver: เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรต้องทำ เมื่อลงวินโดว์ พร้อมกับ Update Windows เรียบร้อยแล้ว เพราะไดรเวอร์พื้นฐานที่ระบบมีให้ หลายครั้งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เก่ากว่า เพราะมากับระบบเป็นค่าพื้นฐานให้ใช้งานได้เท่านั้น วิธีการอัพเดทไดรเวอร์มีอยู่มากมายเลยทีเดียว เช่น การเข้าไปที่ Device Manager แล้วเลือกอัพเดททีละตัว

ทั้งหมดนี้เป็นการสอนลงวินโดว์ 10 Windows 10 แบบง่ายๆ ฉบับปี 2021 ในแบบ Step by step ที่คุณสามารถทำเองได้ อยากให้เราแนะนำเพิ่มเติมในส่วนใด สามารถคอมเมนต์มาสอบถามกันได้เลย

from:https://notebookspec.com/web/570910-install-windows-10-2021-complete