คลังเก็บป้ายกำกับ: WINDOWS_10

REVIEW | รีวิว Microsoft Clipchamp แอปตัดต่อวิดีโอฟรีสำหรับ Windows ที่น่ามีติดเครื่องไว้ใช้

คนที่ชอบถ่ายรูปถ่ายวิดีโอเล่นแล้วเอามาทำเป็นคลิปสนุก ๆ ไว้ดูเอง หรือแชร์ให้คนอื่นดูแบบขำ ๆ การจะหาแอปตัดต่อวิดีโอสำหรับ PC ที่มีเครื่องมือพื้นฐานให้ใช้ครบ ๆ แถมยังฟรี แทบจะหาไม่ได้แล้วในตอนนี้ (อยากใช้ฟรีก็มีแต่ตัวทดลอง) ยิ่งของระบบ Windows แต่ก่อนมีเคย Windows Movie Maker ให้ใช้ แต่อยู่ ๆ ก็ดันถูกถอดออกไปเมื่อปี 2017…และเมื่อปี 2021 นี่เองที่ Microsoft ได้ปล่อยแอปตัดต่อ Clipchamp ให้ได้ใช้กันฟรี ๆ เป็นแอปสามัญประจำเครื่อง ซึ่งจากที่ลองใช้แล้วพบว่ามันเป็นแอปตัดต่อที่ดีแอปนึงเลยล่ะ

Clipchamp เป็นแอปประเภท Browser-Based ที่จะต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเอาไว้ตลอดเวลาที่มีการใช้งานด้วยนะครับ แต่สำหรับการใช้งานส่วนอื่น ๆ เรียกว่ามาแบบครบครันดีมากสำหรับแอปตัดต่อวิดีโอฟรีแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใส่เสียงประกอบ การซ้อนภาพ Transition และอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่าเพียงพอสำหรับการตัดต่อวิดีโอพื้นฐานแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถ Export ไฟล์ที่ความละเอียดสูงสุดที่ 1080p ได้อีกด้วยนะ

โดยเราสามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอปนี้มาติดตั้งได้ฟรีทั้งระบบ Windows 11 และ Windows 10 ผ่านทาง Microsoft Store ครับ

โหลดฟรี ใช้ฟรีจ้า

วิธีการใช้งานคร่าว ๆ

เมื่อเปิดแอปเข้ามาที่หน้าแรกก็จะเจอหน้าตาแบบนี้ ซึ่งเราสามารถเลือก Template ซึ่งเป็นรูปแบบการตัดต่อคลิปสำเร็จรูปได้จากหน้านี้เลย ไม่ว่าจะเป็นการทำสไลด์โชว์ที่เน้นใช้ภาพนิ่งและเสียงเพลงประกอบ, ทำคลิปเล่นลง YouTube ที่ต้องมีทั้งวิดีโอของการเล่นเกม และวิดีโอของผู้เล่นซ้อนอยู่, ทำคลิปลง Instagram / TikTok ที่จะจัดหน้าคลิปเป็นแนวตั้ง และอื่น ๆ ให้เลือกมากมาย

 

ถ้าไม่ต้องการใช้ Template แบบไหน ก็กดที่ Create a video เพื่อเริ่มต้นกันได้เลย โดยในหน้านี้เราสามารถใส่คลิปวิดีโอ, ภาพนิ่ง, เสียงประกอบ หรือเพลงที่เราต้องการลงไปได้ ให้กดที่เครื่องหมาย + ตรงมุมซ้ายบนเพื่อเลือกไฟล์ซะ โดยเลือกได้ทั้งไฟล์จาก PC, Google Drive, One Drive ฯลฯ

 

ดึงไฟล์จากมือถือไปที่ PC ได้ ไม่ต้องเสียบสาย

และที่สะดวกสุด ๆ คือเราสามารถดึงไฟล์จากมือถือมาเข้าเครื่องได้โดยไม่ต้องเสียบสายให้ยุ่งยาก แค่กดที่ From phone จากนั้นใช้มือถือยิง QR Code แล้วเลือกไฟล์จากมือถือของเราเพื่ออัปโหลดไปที่ PC ได้เลย (ฟีเจอร์นี้เด็ดมาก…ชอบ ๆ)

ยิง QR Code เพื่อส่งไฟล์จากมือถือไปที่แอป Clipchamp

เมื่อเลือกวิดีโอที่ต้องการได้แล้ว มันก็จะมาอยู่ที่แถบด้านซ้ายมือ เราก็คลิกเม้าส์ค้างไว้แล้วลากไฟล์ลงมาใส่ที่แถบ Timeline ส่วนไฟล์เพลง ไฟล์เสียงต่าง ๆ ก็ลากมาใส่ได้เหมือนกัน ให้ลากมาวางตรงแถบ Timeline ถัดลงมาจากวิดีโอ

ลากไฟล์วิดีโอจากแถบด้านซ้ายมาลงที่ Timeline ด้านล่าง

หากเราต้องการตัดวิดีโอช่วงไหนทิ้งก็ให้ลากเส้นสีขาวบน Timeline ไปช่วงที่ต้องการแล้วกดปุ่มกรรไกรเพื่อตัดวิดีโอหรือไฟล์เสียงนั้นซะ ส่วนไหนที่อยากเอาออกก็เลือกตรงส่วนนั้นแล้วกด Delete ทิ้งได้เลย

กดรูปกรรไกรเพื่อตัดคลิปช่วงที่ต้องการ

มีเพลง เสียงประกอบ ภาพนิ่ง และวิดีโอให้เลือกใช้ในแอป

ถ้าเราต้องการเสียงหรือเพลงประกอบแบบสำเร็จรูปก็ให้เลือกที่เมนู Music & SFX เพื่อใช้เสียงที่มีมาให้แล้วในแอป, Stock videos คือพวกวิดีโอสำเร็จรูป และ Stock images คือภาพนิ่งต่าง ๆ ก็มีให้เลือกใช้ด้วย ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบที่เอาไปใช้ได้ฟรี ๆ และแบบที่ต้องสมัครบริการ (จะมีรูปเพชรสีเหลืองอยู่ด้านบน) ก่อนถึงจะใช้ได้

Stock video, images, Music & SFX ถ้ามีเครื่องหมายเพชรสีเหลืองคือต้องสมัครบริการถึงจะใช้ได้

Transitions ให้เลือกใช้เพียบ

Transitions หรือรูปแบบการเปลี่ยนช็อตมีให้เลือกใช้เพียบในเมนู Transitions ทั้งการเปลี่ยนช็อตพื้นฐานแบบ Fade through black, Face through white, Cross fade ฯลฯ

Transitions มีให้เลือกใช้เพียบ

ใส่ตัวอักษรได้หลากหลายแบบ

Text เลือกใส่ตัวอักษรบนวิดีโอของเรา ซึ่งจะมีตัวเลือกการแสดงอักษรหลากหลายแบบให้ใช้กัน หากต้องการแบบไหนก็ลากไปไว้ที่ Timeline แถบด้านบนของวิดีโอ แล้วเลือกปรับแต่งข้อความตามต้องการครับ เรายังเลือกได้ว่าต้องการให้ตัวอักษรโชว์อยู่บนวิดีโอนานแค่ไหน ด้วยการเลื่อนแถบ Text เอานะครับ

ปรับความเร็ววิดีโอก็ได้

และหากต้องการปรับความเร็วของคลิปก็ให้กดที่ Timeline และเลือกที่ Speed ตรงแถบด้านบนเพื่อปรับได้เลยว่าต้องการทำภาพสโลว์โมชั่น หรือเร่งความเร็ว (สูงสุด 16 เท่า ช้าสุด 0.1 เท่า)

สำหรับแถบด้านบนนี้จะมีตัวเลือกอื่น  ๆ ของวิดีโอให้ปรับแต่งกันได้อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Transform การหมุนหรือพลิกกลับด้าน, Adjust colors ปรับแต่งสี, Filters ใส่ฟิลเตอร์, Audio ปรับระดับความดังของเสียงจากคลิป ฯลฯ

บันทึกไฟล์วิดีโอลงเครื่อง

เมื่อเราตัดคลิปเรียบร้อยแล้วให้กดที่ปุ่ม Export เพื่อเลือกความละเอียดของวิดีโอที่เราต้องการ โดยตอนนี้สามารถเลือกได้สูงสุดที่ระดับ 1080p หรือ FHD เมื่อเลือกแล้วก็รอให้ระบบทำการเรนเดอร์วิดีโอจากนั้นจึงกด Save to your computer เพื่อบันทึกไฟล์วิดีโอลงเครื่อง หรือจะอัปโหลดใส่ YouTube, TikTok เลยก็ได้

Clipchamp สามารถใช้งานฟรีได้ตลอดอยู่แล้ว แต่จะมีบริการที่ต้องเสียเงินเพิ่มเติมเพื่อใช้พื้นที่เก็บไฟล์วิดีโอต่าง ๆ บนเซิฟเวอร์ และยังสามารถใช้ Stock videos, Sound & SFX อื่น ๆ เพิ่มเติมได้นั่นเองครับ

ก็นับว่า Clipchamp เป็นแอปสำหรับตัดต่อวิดีโอขั้นพื้นฐานที่ใช้งานได้ดี และใช้งานได้ง่าย ๆ แอปนึงเลย และที่สำคัญคือใช้ฟรีด้วย แต่จะติดอยู่ที่ว่าเราต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเอาไว้ตลอดเวลาที่ใช้งานนั่นเองครับ…ใครสนใจก็ไปดาวน์โหลดมาใช้กันได้เลยจาก Microsoft Store จ้า

from:https://droidsans.com/review-microsoft-clipchamp-video-editor-app-windows-11/

ไมโครซอฟท์พยายามปลอบผู้ใช้วินโดวส์ 11 ด้วยคลิป “ที่มาของการออกแบบ” แต่ดูไม่ได้ผล

ไมโครซอฟท์นั้นขึ้นชื่อเรื่องการพัฒนาโอเอสที่โดนใจผู้ใช้ทั้งหมดยากอยู่แล้ว ด้วยการเป็นระบบปฏิบัติการที่คนส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องใช้เพื่อทำงานร่วมกัน มีโปรแกรมที่จำเป็นที่ยังต้องใช้วินโดวส์อยู่มากมาย ท่ามกลางคำสาปที่ว่า “วินโดวส์ที่ออกมาแต่ละเวอร์ชั่น เวอร์ชั่นนึงรุ่ง ตัวถัดมาก็มักจะร่วง”

และนี่ถึงคิวของวินโดวส์ตัวล่าสุดอย่างวินโดวส์ 11 ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากโดยเฉพาะในเหล่าผู้ใช้ฮาร์ดคอร์อย่างขาเดฟหรือชาวไอทีทั้งหลาย อย่างเรื่องความเร็วที่ผลาญทรัพยากรฮาร์ดแวร์เดิมไปอย่างไม่ค่อยคุ้มเท่าไร

แต่อีกประเด็นใหญ่ที่ทำให้มีหลายคนแสดงตัวที่จะขอถอยกลับไปใช้วินโดวส์ 10 ก็คือ การที่เอาสตาร์ทเมนูมาไว้ตรงกลางแทนนี่ล่ะ ถึงอย่างนั้นผ่านมาหลายเดือน ก็มีผู้ใช้อีกจำนวนที่เริ่มเคยชินกับอินเทอร์เฟซแบบใหม่ขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าไมโครซอฟท์ไม่ออกมาเทแอลกอฮอล์ลงบนแผลสดพวกเขาอีกครั้งด้วยการปล่อยคลิปยูทูปที่อธิบายว่า อินเทอร์เฟซใหม่นี้มาจากเสียงเรียกร้องของผู้ใช้เองนะ เราเคารพเสียงส่วนใหญ่นะ ยิ่งสร้างความสงสัยและโกรธเกรี้ยวขึ้นมาใหม่ ในเมื่อมองหน้าไหนก็ไม่เห็นผู้ใช้ที่บอกว่าเห็นด้วยกับแบบนี้ตั้งแต่แรก!

VDO ดังกล่าวที่ไมโครซฮฟท์ทำตามด้านล่างนี้

 

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ZDNet

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-tried-to-calm-angry-windows-11-users/

ระวังตัวอัปเดตวินโดวส์ 10 ปลอม ที่จะมาพร้อมแรนซั่มแวร์ Magniber

พบขบวนการปล่อยตัวอัปเดตวินโดวส์ 10 ปลอมที่ถูกใช้เป็นตัวแพร่กระจายแรนซั่มแวร์ชื่อ Magniber ที่เริ่มระบาดหนักตั้งแต่เมษายนที่ผ่านมา โดยทางสำนักข่าว BleepingComputer ได้รับการขอความช่วยเหลือจากเหยื่อมากมาย กระจายทั่วโลก

มีกระทู้ในเว็บบอร์ดของสำนักข่าวเองกล่าวถึงการติดเชื้อแรนซั่มแวร์ตัวนี้ว่า เกิดขึ้นหลังจากติดตั้งโปรแกรมที่เชื่อว่าเป็นตัวอัพเดทฟีเจอร์ หรืออัพเดทด้านความปลอดภัยของวินโดวส์ 10 ที่มีการตั้งชื่อไฟล์ชวนเข้าใจผิดอยู่หลายแบบ

ไม่ว่าจะเป็น Win10.0_System_Upgrade_Software.msi หรือ Security_Upgrade_Software_Win10.0.msi เป็นต้น รวมไปถึงการปลอมชื่อในรูปของรหัสแบบ Knowledge Base อันได้แก่ System.Upgrade.Win10.0-KB47287134.msi, System.Upgrade.Win10.0-KB82260712.msi, System.Upgrade.Win10.0-KB18062410.msi, และ System.Upgrade.Win10.0-KB66846525.msi

อ้างอิงจากข้อมูลที่ส่งขึ้น VirusTotal พบว่าแคมเปญนี้เริ่มการเคลื่อนไหวตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 เมษายน และกระจายไปหลายประเทศอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่าทำไมถึงระบาดมากขนาดนี้ แต่ก็พบการเผยแพร่ผ่านเว็บดาวน์โหลดซอฟต์แวร์เว็บแคร็กอยู่หลายแห่งด้วยกัน

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – bleepingcomputer

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/fake-windows-10-updates/

ไดร์ d หาย ไม่เจอไดร์ บูตระบบไม่ขึ้นแก้ไข เรียกคืนบน Windows 10 ปี 2022

ไดร์ d หาย แก้ปัญหาไดร์พัง ข้อมูลหาย 2022 ซ่อมหาย ได้ข้อมูลคืน

Lost Drive D cov1

ไดร์ d หาย เป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคนที่มักจะเก็บข้อมูลหรือไฟล์งาน และไฟล์สำคัญ สำรองเอาไว้ในนั้น ซึ่งความเสียหายมักจะเป็นปัญหาใหญ่กว่าการที่ไดร์ C: เสียอีกด้วย เพราะการที่จะกู้คืนไฟล์มาได้นั้น จำเป็นต้องทำให้ระบบมองเห็นไดร์ก่อน ถึงจะทำได้ อาการส่วนใหญ่ที่เกิด หากเป็นฮาร์ดดิสก์ (HDD) มักจะมีการโอนถ่ายข้อมูลช้า มองไม่เห็นไดร์เป็นครั้งคราว รวมถึงมีเสียงแปลกๆ เกิดขึ้นในบางครั้ง และมีการสะดุดเมื่อกำลังหาข้อมูลในไดร์ หรือเกิดบลูสกรีน (BSOD) หรือจอฟ้า และมักจะลงเอยด้วยอาการคอมค้าง หรือไดร์ D: หาย เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว จะต้องแก้ไขอย่างไร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อตัวไดร์และข้อมูล วันนี้เรามีแนวทางมาแนะนำกัน 5 ข้อ ว่ากันตั้งแต่การตรวจเช็คไดร์ ดูความผิดปกติของระบบ รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น เพื่อหาทางสำรองข้อมูลและการป้องกันในระยะยาวจะทำอย่างไรได้บ้าง มาดูกันครับ


ไดร์ d หาย


สาเหตุของไดร์ D: หาย

ฮาร์ดดิสก์เสีย ไดร์หาย มองไม่เห็นไดร์ แก้ไขอย่างไรได้บ้าง?

Advertisementavw

ฮาร์ดแวร์ทำงานผิดปกติ: มีโอกาสเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะฮาร์ดไดรฟ์ที่ใช้งานต่อเนื่องมานาน รวมถึงเมนบอร์ด ที่อาจเกิดจากความผิดปกติของคอนโทรลเลอร์ หรือมีการลัดวงจรและเพาเวอร์ซัพพลายที่จ่ายไฟไม่พอ หรือเสียหายจากแรงดันไฟก่อนหน้านี้ ก็มีส่วนทำให้มองไม่เห็นไดร์ D: หรือไดร์ D หายได้เช่นกัน

ไดร์ d หาย

สิ่งที่ต้องทำก็คือ การตรวจเช็คในเบื้องต้น ด้วยวิธีการง่ายๆ และปลอดภัยที่สุดคือ ในกรณีที่เป็นไดร์ D แยกจากไดร์ C: หรือเป็นไดร์คนละตัว ก็ให้นำไปต่อกับคอมเครื่องอื่น แล้วดูว่าระบบสามารถมองเห็นไดร์ D ได้ตามปกติหรือไม่ ถ้าจะให้ดี ควรจะต้องตรวจเช็คกันตั้งแต่ในหน้าของ BIOS ดูว่าระบบมองเห็นได้จากเมนบอร์ดเลยหรือไม่ เพราะถ้าเมนบอร์ดมองเห็น แต่เมื่อเข้าไปในระบบปฏิบัติการ แล้วมองไม่เห็น ก็จะได้ใช้วิธีอื่นในการแก้ไขปัญหาต่อไป


BIOS มองไม่เห็นไดร์

ไดร์ d หาย

หาก BIOS มองไม่เห็นไดร์ อาการอาจจะค่อนข้างหนัก แต่ก็อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะอาจเกิดความผิดพลาดในบางจุดก็เป็นได้ ให้เข้าไปที่แท็ป Settings ใน BIOS จากนั้น เข้าไปดูที่หัวข้อ NVMe หรือ SATA configuration แล้วดูว่าระบบถูกปิดการทำงานหรือไม่ ด้วยการดูที่ Settings > SATA Configuration จากนั้นไปที่ SATA Controller แล้วดูว่า Enable อยู่หรือไม่ กรณีที่เป็น Disable ก็มีส่วนที่จะทำให้หาไดร์ไม่เจอ หรือระบบจะไม่เปิดการทำงานของไดร์ SATA หรือ NVMe ที่ติดตั้งอยู่ให้ทำงานได้ตามปกติ

ไดร์ d หาย

และเมนบอร์ดบางค่าย เช่น Gigabyte AORUS จะมีฟีเจอร์ตรวจเช็ค Storage บนไบออสมาให้ เพื่อดูว่าไดร์ยังทำงานปกติอยู่หรือไม่ ซึ่งหากทดสอบแล้วผ่าน ก็จะขึ้นเป็น Pass หมายถึงพร้อมใช้งาน แต่บางเมนบอร์ดก็จะมีการทดสอบ Controller มาให้อีกด้วย

กรณีที่ไดร์ D หาย แต่มองเห็นบน BIOS ให้แน่ใจว่า ตัวไดร์ไม่ได้ถูกปิดกั้นหรือ Disable บนไบออสตั้งแต่แรก ให้ดูง่ายๆ จากการเข้าไปที่ BIOS ด้วยการกด F2, Del, F9, F11 หรือตามแต่เมนบอร์ดและโน๊ตบุ๊คของแต่ละผู้จำหน่ายระบุไว้อย่างไร เมื่อเข้าไปสู่หน้า BIOS ได้แล้ว ให้เข้าไปในแท็ป Advance ในนี้จะมีหัวข้อ SATA Controller ในนี้จะมีข้อมูลเกี่ยวกับไดร์ ที่เป็นแบบ SATA ซึ่งระบบจะตรวจเช็คว่าเจอไดร์ที่ต่อพ่วงอยู่หรือไม่ หากเจอในนี้ ก็ยังพออุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้เรายังสามารถเข้าไปในแท็ป Boot เพื่อดูว่าเมนบอร์ดตรวจพบไดร์ที่เราใช้งานอยู่หรือไม่ และส่วนใหญ่หากไม่ติดปัญหาอะไร ก็จะตรวจพบในทันทีที่เราติดตั้งไดร์ลงไปในระบบ ไม่ว่าจะเป็นโน๊ตบุ๊คหรือพีซีก็ตาม ถ้าเจอใน BIOS แล้ว ก็ให้ไปสู่ขั้นตอนต่อไป

ไดร์ d หาย

โดยวิธีการตรวจเช็คในเบื้องต้น หากไม่เจอไดร์ในระบบ เมื่อตรวจเช็คผ่าน BIOS ให้ลอง ถอดอุปกรณ์ออกมาจากโน๊ตบุ๊คหรือพีซี ไม่ว่าจะเป็นไดร์ SSD ที่เป็นสล็อต M.2 NVMe หรือฮาร์ดดิสก์ที่ต่อบนพอร์ต SATA ให้ลองถอดมาต่อกับพอร์ตอื่นๆ ที่เหลืออยู่บนเมนบอร์ด เพราะอย่างน้อยๆ หากคอนโทรลเลอร์บนเมนบอร์ดไม่ได้เสีย หรือมีโอกาสที่น้อยมากๆ จะเสีย ก็อาจจะเป็นที่พอร์ต ซึ่งใช้มานาน วิธีนี้ช่วยให้การตรวจเช็คในเบื้องต้นทำได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าเป็นโน๊ตบุ๊ค ถ้าไม่มีสล็อตที่เพิ่มเติมมาให้ เพราะส่วนใหญ่หากไม่ได้เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค ก็มักจะมีมาให้สล็อตเดียวเท่านั้น อาจจะต้องนำไปลองต่อกับพีซีอื่นๆ แทน


ฮาร์ดดิสก์เสียหรือ SSD พัง

ก็มีโอกาสที่เป็นไปได้ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ที่ใช้มานาน หรือ SSD ที่มีการเขียนข้อมูลมายาวนาน โอกาสที่แผงวงจรที่ติดมาด้วยเสียหาย หรือกลไกบางอย่างเกิดปัญหา เช่น จานหมุนหรือหัวอ่าน ก็มีผลต่อการใช้งานด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากจะไม่สามารถตรวจพบไดร์ D หรือไดร์ D หายได้แล้ว บางครั้งก็เกิดเสียงที่เสียดแทงหัวใจได้อีกด้วย ส่วนถ้าเป็นทาง SSD ทั้งในแบบ SATA หรือ M.2 NVMe บางครั้งก็เสียไปโดยไม่มีอาการเตือนให้เดาได้ล่วงหน้า หรือเสียหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ก็เป็นได้ แต่ทั้ง 2 รูปแบบนี้ สามารถตรวจเช็คอาการหรือวิธีการสแกนล่วงหน้า เพื่อเป็นการเตรียมตัวหรือป้องกันได้อย่างน้อยๆ ก็ยังพอจะให้โอกาสเราได้ทำการสำรองข้อมูลได้ก่อนที่จะเสียหายไปตลอดกาล

ไดร์ d หาย

อย่างไรก็ดี หากไม่จำเป็นก็ไม่แนะนำให้ทำการแก้ไขหรือกู้คืนข้อมูลด้วยตัวเอง ถ้าเป็นข้อมูลสำคัญมากๆ เพราะการดัดแปลง ใช้การสแกน ก็จะยิ่งทำให้หัวอ่านของฮาร์ดดิสก์ทำงาน และส่งผลเสียต่อข้อมูลที่ถูกบันทึกเอาไว้ได้ ซึ่งถ้ามีความจำเป็น อยากให้ติดต่อผู้ที่มีความชำนาญ ในการกู้คืนไฟล์ระดับมืออาชีพ และในปัจจุบันยังสามารถกู้ข้อมูลจาก SSD ได้อีกด้วย ซึ่งมีให้บริการอยู่ด้วยกันหลายรายในบ้านเรา อาทิ

ไดร์ d หาย

IDR Lab: ผู้ให้บริการด้านกู้คืนข้อมูลรายใหญ่ในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์, SSD, SD Card หรือโมบายต่างๆ พร้อมห้องปฏิบัติการ และผู้ชำนาญงาน ให้บริการมายาวนานทีเดียว สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ Hotline 094-692-8080 หรือ 080-591-3536

ATL Recovery: แหล่งให้บริการกู้ข้อมูลที่เรียกว่าอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า ให้บริการด้านการกู้ข้อมูลในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์ SSD, Notebook หรือจากไวรัสโจมตี มีเครื่องมือพร้อม Lab พร้อมให้บริการ ส่งด้วยตัวเอง Drop point หรือพัสดุก็ได้ สามารถโทรสอบถามได้ที่ 081-318-4466

CR Data Recovery Lab: เป็นค่ายที่ให้บริการด้านการกู้คืนข้อมูลเช่นกัน มีการตรวจเช็คความเสียหาย และอัตราค่าบริการที่น่าสนใจ รองรับการแก้ไขปัญหาข้อมูลที่ผิดพลาดในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ก็ตาม ติดต่อเบอร์โทร Hotline 062-919-7966

ไดร์ d หาย

I-CU DATA RECOVERY: อีกหนึ่งค่ายบริการกู้ข้อมูลที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้เป็นอย่างดี มาพร้อมห้อง Lab และพาร์ทต่างๆ ที่จะช่วยให้การกู้ข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์หรือ SSD และอุปกรณ์ประเภท Memory และสื่อบันทึก Backup ได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น และการกู้ด้วยซอฟต์แวร์ที่วางใจได้ ผ่านประสบการณ์มานาน สามารถโทร Hotline 984-438-9848


ตรวจเช็คฮาร์ดดิสก์ด้วยโปรแกรม

โปรแกรม HDTune ไม่ได้เป็นแอพพลิเคชั่นในการดูสเปคของฮาร์ดดิสก์ที่เป็นแบบจานหมุนทั้งหลายที่อยู่ในระบบเท่านั้น แต่ยังช่วยตรวจสอบสุขภาพของ HDD ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ด้วยการใช้ฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Error scan และจะรายงานให้เราได้ทราบ ว่ามีแถบสีแดง (ผิดปกติ) หรือสีเขียว (ปกติ) บนไดรฟ์ของเรามากน้อยเพียงใด โดยเลือกสแกนแบบละเอียดได้ในกรณีที่คุณมีเวลาตรวจในช่วงสัปดาห์หรือเดือน ซึ่งจะทำให้เราทราบผลได้แม่นยำมากขึ้น แต่ถ้าในกรณีที่มีเวลาน้อย หรือจะตรวจเช็คแบบด่วนๆ ก็ใช้วิธี Quick scan ได้เช่นกัน การสแกนไม่จำเป็นต้องถี่มากนัก แต่ให้มีเวลาในการตรวจสอบบ้างก็พอ

ไดร์ d หาย

แต่ถ้าเป็น SSD ก็มีโปรแกรมตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างเช่น CrytalDiskInfo ที่ใช้ในการตรวจสอบสุขภาพของ SSD ที่ติดตั้งอยู่ในระบบ โดยจะบอกข้อมูลอย่าง Health status และ Temperature ให้ได้ทราบ เพื่อเป็นการตรวจเช็คในเบื้องต้นว่า สถานะของ SSD เหล่านี้ ทำงานได้ตามปกติหรือเปล่า หรือเกิดความร้อนสูง รวมถึงมีในจุดใดที่แจ้งความผิดปกติหรือไม่ ให้สังเกตตรง Health Status ซึ่งหากต้องระวังจะขึ้นเป็น Caution สีเหลือง ส่วนถ้าเกิดความเสียหายแล้ว จะขึ้นเป็น Bad เป็นสีแดง ส่วนใหญ่ถ้ามาถึงจุดนี้ ก็มักจะเกิดปัญหาตั้งแต่ Copy file ไม่ได้ เปิดไฟล์ดูข้อมูลในไดรฟ์ไม่ขึ้น แต่ก็จะยังตรวจพบไดรฟ์อยู่บนระบบนั่นเอง


แก้ไขเริ่มต้นด้วย Windows

บนระบบปฏิบัติการ Windows นั้น จะมีฟังก์ชั่นที่ช่วยในการตรวจเช็คและแก้ปัญหาไดร์ D หายในเบื้องต้นไว้ให้ 2 ส่วนด้วยกันคือ

ไดร์ d หาย

Error Checking: ในกรณีที่มองเห็นไดร์บ้าง หรือบางครั้งก็หายไป แต่ยังพอมีโผล่มาให้เห็นใน File Explorer ให้ลองคลิ๊กขวาที่ตัวไดร์ แล้วเลือก Properties จากนั้นไปที่แท็ป Tool จากนั้นคลิ๊กที่ปุ่ม Check ในหัวข้อ Error Checking แล้วทำตามขั้นตอนไปตามปกติ จนเสร็จสิ้น สิ่งนี้จะช่วยในการตรวจสอบความผิดพลาดจากกรณีของซอฟต์แวร์หรือการตรวจเช็คจากระบบมีความผิดพลาด พอจะมีโอกาสช่วยได้บ้างในบางกรณี แต่ลองทำดูก็ไม่ได้เสียหายอะไร

ไดร์ d หาย

Disk Management: เป็นฟังก์ชั่นที่ช่วยจัดการบรรดาไดร์ต่างๆ ที่อยู่ในระบบ ซึ่งหลายคนมักเจอปัญหาหลังจากที่ลงวินโดว์ใหม่ แล้วไม่ได้เซ็ตไดร์ใหม่เอาไว้ หรือเดิมมี 2 ไดร์ แต่ถูก Delete Partition ออกไป จนกลายเป็นไดร์เดียว ตรงนี้ถ้าไม่ได้มีข้อมูลสำคัญก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้ามีอยู่นั้น ก็ต้องหาทางกู้ข้อมูลกันต่อไป สามารถคลิ๊กดูวิธีกู้คืนไฟล์ ได้เลย แต่ต้องบอกเอาไว้ก่อนว่า โอกาสที่จะกลับมาได้ ค่อนข้างสูงอยู่ แต่ก็ไม่ได้ 100% คงต้องทำใจเอาไว้เล็กน้อย ส่วนวิธีการแก้ปัญหาไดร์หาย ก็สามารถแก้ไขได้ตามเงื่อนไขเหล่านี้

ไดร์ d หาย

ไดร์ D เป็นไดร์เดียวกับ C หรือใช้ฮาร์ดดิสก์ และ SSD ลูกเดียวกัน ให้เข้าไปที่ Disk Management ด้วยการคลิ๊กเมาส์ขวา ที่มุมด้านซ้ายล่างของหน้าจอ > จากนั้นคลิ๊กขวาที่ไดร์ C ที่ติดตั้งวินโดว์ แล้วเลือก Shrink Volume เพื่อทำการแบ่งพื้นที่ของไดร์ ให้ใส่ตัวเลขความจุที่ต้องการลงในช่องว่าง ตัวเลขจะระบุเป็น MB ซึ่งหากจะตั้งเป็นตัวเลขกลมๆ ก็ได้เลย เช่น 100,000MB จะใกล้เคียงกับความจุ 100GB นั่นเอง เป็นตัวเลขแบบประมาณการ จากนั้นคลิ๊กขวาในพื้นที่ว่างสีดำที่เกิดขึ้น แล้วเลือก Format รอไม่นาน ก็จะมีไดร์ D ขึ้นมาให้เราเห็น

Total Size before shrink in MB ? จำนวนพื้นที่ของไดรฟ์ทั้งหมด

  • Size of available shrink space in MB ? พื้นที่ว่างของไดรฟ์ ที่เราจะสามารถแบ่งได้ออกมาสร้างไดร์ใหม่ได้
  • Enter the amount of space shrink in MB ? ช่องว่างนี้จะเป็นที่ให้ใส่ขนาดพื้นที่ที่เราจะแบ่งเป็นพื้นที่ว่างที่จะทำเป็นไดรฟ์อีกไดรฟ์
  • Total size after shrink in MB ? พื้นที่บนไดร์ ที่เหลือหลังการแบ่งพื้นที่ปกติแล้ว

ไดร์ D เป็นฮาร์ดดิสก์คนละลูก ก็ให้ทำวิธีเดียวกัน ด้วยการเข้าไปใน Disk Management ในกรณีที่ระบบ Detect เจอ แต่ไดร์ไม่ Active หรือเป็นสีเทาๆ อยู่ สามารถเลือกให้ระบบทำการตรวจเช็ค และเปิดให้ใช้งานได้ทันที ดูวิธีการจัดการพาร์ทิชั่น


ถูกฟอร์แมตโดยไม่ตั้งใจ

เป็นสิ่งที่หลายคนไม่อยากให้เกิด แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ หากเราไม่ทันระวัง โดยเฉพาะกับคนที่มีฮาร์ดดิสก์หลายลูก หรือติดตั้ง SSD หลายตัว และอาจไม่ได้จัดเรียงหรือใส่ label ของไดร์แต่ละตัวไว้อย่างชัดเจน ซึ่งก็ทำให้บางครั้งลบไดร์ หรือฟอร์แมตผิดไดร์ได้ง่ายๆ ดังนั้นทางที่ดีควรทำ Check list ของแต่ละไดร์ ไม่ว่าจะเป็น ความจุ หรือ Label เอาไว้ เผื่อจะต้องฟอร์แมตหรือลงวินโดว์ใหม่ จะได้ไม่ผิดคิว โดยเฉพาะการลงวินโดว์ใหม่ หากเป็นไปได้ควรถอดหรือดึงสายที่ต่อพ่วงกับ HDD หรือ SSD ที่ไม่ได้ใช้ออกเสียก่อน เพื่อความปลอดภัย

ไดร์ d หาย

แม้ว่าฟอร์แมตไดร์ไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่ไดร์ D ก็จะยังคงอยู่ ดังนั้นถึงจะลบข้อมูลต่างๆ ออกไปแล้ว แต่ใน File Explorer ก็ยังจะมองเห็นไดร์ในระบบ Windows อยู่ ยกเว้นว่าจะถูก Delete Drive ทิ้งไปด้วย ก็จะมองไม่เห็นไดร์ใน Explorer แต่จะเห็นได้ Disk Management แต่อยู่ในสภาพยังไม่ได้ฟอร์แมต มีให้ 2 ทางเลือกคือ คลิ๊กขวาที่ไดร์นั้น แล้วสั่ง Format ซึ่งจะเท่ากับว่าข้อมูลจะหายไปอีกรอบ ใช้ในกรณีที่ไม่สนใจข้อมูลเหล่านั้นแล้ว แต่ถ้าต้องการนำข้อมูลคืนมา แนะนำว่าให้ส่งผู้ให้บริการสำหรับการกู้ข้อมูลที่เป็นมืออาชีพ เพราะมีโอกาสได้ข้อมูลกลับคืนมาเกือบ 100% เลยทีเดียว

แต่ถ้าข้อมูลเหล่านั้น อาจจะมีบางส่วนที่สำคัญ ไม่ต้องคืนกลับมาทุกส่วน ก็ยังพอมีโปรแกรมที่ใช้ในการกู้ข้อมูลในเบื้องต้นมาได้ เช่น Data Recovery, UnDelete Myfile, Recova หรือ Data rescue เป็นต้น


Conclusion

สุดท้ายนี้ก็คงต้องบอกว่าปัญหาไดร์ D หาย มีแนวทางการแก้ปัญหาได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับอาการที่เกิดขึ้น หากจะสรุปก็คือ สามารถเช็คได้ตั้งแต่ BIOS ว่ามีการตรวจเช็คเจอไดร์ที่ติดตั้งไว้ครบหรือไม่ อาจเริ่มเช็คการเชื่อมต่อ และการตั้งค่า BIOS ของ Storage ให้เป็น Enable จากนั้นเข้ามาเช็คในระบบปฏิบัติการด้วย Disk Management เพราะอาจเป็นไปได้ว่า ฟอร์แมตผิดไดร์ หรือถูกลบ Delete Drive ออกไป หรือหากตรวจพบมองเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง ใช้ฟีเจอร์ Error Checking ในการตรวจสอบความผิดปกติได้ รวมถึงการใช้ซอฟต์แวร์บอย่าง HDTune หรือ CrystalDiskInfo ในการเช็คปัญหาของไดร์ที่ใช้งานอยู่ในระบบ และสุดท้ายหากเกิดปัญหาหรือความเสียหายกับไดร์ D ก็คงต้องแก้ไข หรือหากจะกู้ข้อมูลกลับคืน ก็อาจใช้บริการของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายในการกู้คืนข้อมูลได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพนั่นเอง

from:https://notebookspec.com/web/646581-fixed-drive-d-lost-2022

ไมโครซอฟท์ออก DirectStorage API บนวินโดวส์ เพิ่มประสิทธิภาพการโหลดไฟล์เกมจาก SSD

ไมโครซอฟท์เปิดตัว DirectStorage API บนพีซีอย่างเป็นทางการ ทั้งบน Windows 10 และ 11

DirectStorage API เป็น API ตัวใหม่ที่เริ่มใช้กับ Xbox Series X|S ก่อน ไอเดียของมันคือใช้ประโยชน์จาก NVMe SSD ที่ใช้งานกันแพร่หลายแล้วในยุคนี้ เกมสามารถสั่งดึงข้อมูลจากดิสก์เป็นชิ้นเล็กๆ (64kb) แต่ทำงานขนานกันมากๆ โดยไม่เปลืองแรงของซีพียูมากนัก เพราะกระจายงานโหลดและแตกไฟล์ไปอยู่ที่ตัว NVMe แทน

ไมโครซอฟท์ประกาศข่าวนี้มาตั้งแต่ปี 2020 และเริ่มทดสอบในปี 2021 ตอนนี้ตัว SDK ออกเวอร์ชัน 1.0 เรียบร้อยแล้ว เอกสารและไฟล์ตัวอย่างอ่านได้จาก GitHub

ไมโครซอฟท์ระบุว่าการมาถึงของ DirectStorage ที่เป็น API ชุดเดียวกันทั้งบน Xbox Series X|S และพีซี จะทำให้นักพัฒนาเกมยุคใหม่ทำงานง่ายขึ้น และเปลี่ยนวิธีเขียน I/O ของเกมเป็นโมเดลใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เกมแรกที่จะใช้งาน DirectStorage บนพีซีคือ Forspoken ของ Square Enix (กำหนดออกเดือนตุลาคม 2022) ซึ่งน่าสนใจตรงที่ลงเฉพาะคอนโซล PS5 (ซึ่งไม่มี DirectStorage) กับพีซีเท่านั้น ไม่มีเวอร์ชัน Xbox Series X|S ด้วย

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/127625

Valve ออกไดรเวอร์ให้ Steam Deck ติดตั้ง Windows 10 ได้แต่ยังไม่สมบูรณ์

Valve ออกไดรเวอร์ Windows ของฮาร์ดแวร์ Steam Deck ให้ตามสัญญา แต่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ทั้งหมด

Valve เคยประกาศเอาไว้ว่าจะเปิดให้ Steam Deck รัน Windows ได้ โดยเบื้องต้นออกไดรเวอร์จีพียู, Wi-Fi, Bluetooth แต่ยังขาดไดรเวอร์เสียงที่ยังทำไม่เสร็จ ตอนนี้ยังรองรับเฉพาะการติดตั้ง Windows 10 แบบ OS เดียวเท่านั้น ยังไม่รองรับการทำ Dual Boot และ Windows 11 ที่จะตามมาในอนาคต

คนที่มี Steam Deck สามารถลองเปลี่ยนมาเป็น Windows 10 ได้เองแล้ว (ถ้าต้องการลอง) หากไม่ประสบความสำเร็จ ก็สามารถ recovery กลับเป็น Steam OS คืนได้ โดยต้องดาวน์โหลดอิมเมจเพื่อบูตใส่ USB key อีกที

ที่มา – Steam

from:https://www.blognone.com/node/127575

5 ขั้นตอนและ 4 โปรแกรมย้าย Windows ไป SSD ด้วยตัวเอง ไม่ต้องง้อ IT ทำได้ทันที ฉบับอัพเดทปี 2022

ย้าย Windows ไป SSD ด้วยตัวเองง่ายๆ ไม่ต้องง้อ IT ให้เสียเวลา บอกเลยทำได้ง่ายไม่ต้องคิดมาก

windows ssd cover

ก่อนหน้านี้การย้าย Windows ไป SSD นั้นถ้าไม่ได้ยกไปให้ร้านคอมพิวเตอร์ทำก็เป็นเรื่องยากจนหลายคนที่ไม่เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์คงจะคิดว่าต้องถอดไดรฟ์เก่าออกแล้วใส่ SSD ลูกใหม่ลงไป ค่อยลง Windows ใน SSD ค่อยไล่ลงโปรแกรมและเซ็ตตั้งค่าตัวเครื่องกันให้วุ่นวายจนอาจจะกลายเป็นฝันร้ายของคนที่ไม่เก่งไม่ถนัดคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว

Advertisementavw

อันที่จริงปัญหานี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อย่างที่คิด เนื่องจากปัจจุบันนี้ผู้พัฒนาหลายๆ เจ้าได้พากันออกซอฟท์แวร์ประเภท Windows Migration Assistant เปิดตัวออกมามาให้ใช้งานกันทั้งแบบโหลดมาใช้งานได้เลยหรือแถมมาให้ใช้ใน SSD อีกด้วย เรียกว่าไม่ต้องนั่งกลุ้มเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไปแล้ว

ย้าย Windows ไป SSD

ก่อนย้าย Windows ไป SSD เตรียมตัวกันก่อน จะได้ไม่กลุ้มใจ

nikolai chernichenko 4DLzZXyC8 k unsplash

เชื่อว่าหลายๆ คนที่ได้ SSD ลูกใหม่มาก็อยากจะย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรมที่เลือกมาแนะนำกันแล้วถอดเปลี่ยนใส่เครื่องไปเลย ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าจะทำก็ทำได้ แต่ผู้เขียนก็ไม่แนะนำนักหาก SSD ที่ซื้อมาและฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าขนาดมันแตกต่างกันเกินไป เพราะนอกจากจะย้ายช้ากินเวลา ยังได้ไฟล์อื่นๆ ที่ไม่ได้จำเป็นนักไปใส่ไดรฟ์อีกด้วย ดังนั้นขั้นตอนง่ายๆ ก่อนย้าย Windows ไป SSD ที่ผู้เขียนลิสท์ขั้นตอนการเช็คและเตรียมเครื่องแบบง่ายๆ มาให้ผู้ใช้ได้ลองทำตามกันดังนี้

Screenshot 2022 02 23 142850อันที่เขียนว่า Solid state drive อย่า Defrag นะ ส่วน Hard disk drive ก็จัดไป

  1. Defragment จำเป็นนะ – โดยเฉพาะคนที่ใช้ฮาร์ดดิสก์เป็น C:\ มาเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะคนที่ใช้โน๊ตบุ๊ครุ่นเก่าๆ เมื่อเขียนไฟล์ใช้งานมาเยอะๆ ไดรฟ์ก็จะกระจายไฟล์ไปหลายจุด ดังนั้นก่อนเริ่มย้ายวินโดวส์จากไดรฟ์เก่าไป SSD แนะนำให้ Defrag ฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าของเราก่อน เริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่กดปุ่ม Windows บนคีย์บอร์ด จากนั้นพิมพ์คำว่า Defragment แล้วกด Enter ได้เลย แต่ขั้นตอนนี้ถ้าเครื่องใครเป็น SSD ไม่ว่าจะเป็น SATA III หรือ M.2 SATA ที่จะย้ายไป M.2 NVMe ห้ามทำ เพื่อไม่ให้ไดรฟ์เสื่อมสภาพเร็ว ให้ข้ามขั้นตอนนี้ได้เลย แล้วไปทำขั้นตอนต่อไปแทน
  2. ลบไฟล์ไม่จำเป็นหรือย้ายไปใส่ External Harddisk – ในฐานะเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ย่อมมีไฟล์งานและไฟล์อื่นๆ อยู่มากมาย ดังนั้นถ้ามีไฟล์งานหรือไฟล์ภาพค้างอยู่ส่วนไหนของเครื่องบ้าง ก็ควรย้ายไฟล์พวกนั้นออกจากเครื่องไปเก็บใน External Harddisk หรือ External SSD ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปยังขั้นตอนต่อไป
  3. เริ่มใช้โปรแกรมย้ายวินโดวส์ได้เลย – เมื่อย้ายและจัดระเบียบไฟล์ในเครื่องเสร็จแล้ว จุดนี้ก็เริ่มใช้โปรแกรมย้าย Windows ไป SSD ได้เลย ซึ่งในขั้นตอนนี้ผู้เขียนแนะนำให้เอากล่อง SSD มาใส่ไดรฟ์ใหม่ที่ต้องการใช้งานแล้วย้ายข้อมูลจากไดรฟ์เก่ามาได้เลย ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลาโอนย้ายไฟล์สักพัก ดังนั้นเคลียร์เวลาให้ว่างพอค่อยทำจะดีสุด
  4. ล้างไดรฟ์เก่า ใช้ไดรฟ์ใหม่ – ขั้นตอนนี้เมื่อย้ายข้อมูลเสร็จแล้ว จะมี C:\ ของคอมพิวเตอร์ของเรา 2 อันด้วยกัน คืออันเก่าที่ใช้งานมาก่อนหน้านี้กับอันใหม่ที่เตรียมเปลี่ยนมาใช้งาน ตอนนี้ก็ได้เวลาใส่ไดรฟ์ใหม่เข้าไปแล้ว Format ไดรฟ์เก่าทิ้งได้เลย
  5. ดึงแบ็คอัพจากจุดต่างๆ กลับมา – ในตอนนี้เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ คนจะมีแบ็คอัพไฟล์งานและอื่นๆ เก็บเอาไว้ตามที่ต่างๆ ดังนั้นเมื่อย้ายข้อมูลเข้ามาแล้วก็ดึงแบ็คอัพจากไดรฟ์ที่แบ็คอัพกลับมาแล้วทำงานต่อได้เลย

artiom vallat 1GntEP783rI unsplash

พอย้ายข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์หรือ SATA III SSD ลูกเก่าเสร็จแล้ว ตอนนี้เชื่อว่าผู้ใช้หลายคนก็น่าจะได้ใช้งานโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าที่โหลดงานเร็วกว่าเดิมอย่างแน่นอน และตอนนี้ SSD แต่ละประเภทก็ราคาถูกลงเรื่อยๆ ทำให้หาซื้อมาอัพเกรดพีซีและโน๊ตบุ๊คได้สะดวกกว่าเดิม ดังนั้นในปี 2022 นี้ใครยังใช้ฮาร์ดดิสก์แบบเก่าอยู่ ก็แนะนำให้อัพเกรดเปลี่ยนไดรฟ์ได้เลย

4 โปรแกรมย้าย Windows ไป SSD ฉบับง่ายมาก ไม่ต้องลงโปรแกรมใหม่ให้เสียเวลา

ถ้าใครมี SSD ลูกใหม่ที่จะเอามาอัพเกรดแล้ว แต่หาโปรแกรมสำหรับย้ายมาใช้งานไม่ได้หรือไม่แน่ใจว่าจะใช้อันไหนดี ผู้เขียนเองมีโปรแกรมน่าใช้เชื่อถือได้มาแนะนำเช่นกัน โดยทั้ง 4 โปรแกรมหลักที่น่าใช้งานมีดังนี้

  1. EaseUS Todo PC Trans
  2. Acronis True Image
  3. MiniTool Partition Wizard
  4. Paragon Drive Copy
1. EaseUS Todo PC Trans

easeus

เริ่มต้นด้วยโปรแกรม EaseUS Todo PC Trans โปรแกรมย้าย Windows จากฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไปใส่ SSD ที่ใช้งานง่าย โดยซอฟท์แวร์จะย้ายไปทั้งเครื่องไม่ว่าจะ Windows Account, Domain Account รวมทั้งการตั้งค่าต่างๆ ของตัวเครื่อง รวมทั้งใช้ Backup & Restore ตัวเครื่องได้สะดวก และจุดเด่นของ EaseUS Todo PC Trans คือซอฟท์แวร์นี้จะเซฟตัวระบบและ Product Keys ของ Windows เอาไว้ให้เราด้วย ดังนั้นเปลี่ยนไดรฟ์แล้วก็ไม่ต้องกังวลหารหัสตัวเครื่องให้วุ่นวายเลย เพราะซอฟท์แวร์ตัวนี้จัดการโคลนเอาไว้ให้เราหมดแล้ว

แต่จุดต้องพิจารณา คือ ซอฟท์แวร์นี้คิดค่าบริการเป็นรายปี ตกปีละ 59.95 ดอลลาร์ หรือราว 1,900 บาท ดังนั้นถ้าใครใช้งานเป็นส่วนตัวอาจจะราคาสูงอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นฝ่าย IT หรือคนที่ต้องรับหน้าที่จัดการคอมพิวเตอร์บ่อยๆ ก็คุ้มจะซื้อมาใช้งานเช่นกัน

หรือถ้าเป็นผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการแค่ย้าย Windows อย่างเดียวและครั้งเดียวด้วย จะมี Tool อย่าง EaseUS Todo Backup ให้โหลดไปใช้งานได้ฟรีเช่นกัน โดยโปรแกรมตัวนี้รองรับตั้งแต่ Windows 7 เป็นต้นไป และนอกจาก Clone เครื่องได้แล้ว ยังเอาไว้ใช้ Backup & Restore ตัวเครื่อง ระบบปฏิบัติการและ Data file สำคัญต่างๆ ได้, รองรับการทำ WinPE Disk ในรูปแบบของ USB หรือ CD เพื่อใช้เป็น Recovery Disk เวลาเครื่องเกิดปัญหาจนบูตขึ้นมาใช้งานไม่ได้อีกด้วย ซึ่งถ้าใครต้องการสามารถโหลดได้ที่นี่

2. Acronis True Image

cf83c51342393734348eb1d42b9d727c

ด้าน Acronis True Image ก็เป็นโปรแกรมย้าย Windows ไป SSD ที่ใช้งานง่ายเช่นกัน และมักได้แถมมากับ SSD หลากหลายรุ่น ซึ่งผู้เขียนก็ใช้โปรแกรมนี้ย้าย Windows จากโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่ามาใส่ SSD ลูกใหม่เช่นกัน โดยนอกจาก Acronis True Image จะใช้ย้ายระบบปฏิบัติการได้สมบูรณ์แบบแล้ว เวลาย้ายข้อมูลเสร็จตัวซอฟท์แวร์จะจัดการล้างไฟล์อิมเมจที่ใช้ย้ายข้อมูลทิ้งให้โดยอัตโนมัติ รวมทั้งเอามาทำแบ็คอัพให้พีซี, สมาร์ทโฟนที่เป็น Android 6.0 หรือ iOS 10.13 เป็นต้นไปได้อีกด้วย ซึ่งซอฟท์แวร์นี้มักแถมมากับ SSD ของ Western Digital, Kingston หลายๆ รุ่นให้ใช้งานได้ฟรี แต่ถ้าต้องการซื้อมาใช้งานเดี่ยวๆ จะมีค่าบริการรายปีที่ 49.99 ดอลลาร์หรือราวน 1,600 บาท หากใช้ชั่วคราวสามารถโหลดเวอร์ชั่นทดลองใช้งานฟรีมาใช้ได้ 30 วัน แต่ส่วนตัวถ้าใครอยากย้าย Windows ไปใส่ใน SSD แนะนำให้ใช้โปรแกรมนี้ เพราะประสิทธิภาพการย้ายถือว่าสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังรองรับการแบ็คอัพ macOS ตั้งแต่ High Sierra 10.13 ได้ด้วย

3. MiniTool Partition Wizard

minitool

MiniTool Partition Wizard เป็นโปรแกรมย้ายเครื่องที่น่าใช้ไม่แพ้สองโปรแกรมบน เนื่องจากมันออกแบบมารองรับ Windows 11 รวมทั้งปรับแต่งการกู้ไฟล์ในพาร์ทิชั่น FAT32 คืนได้ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ถ้าใครเป็นคนที่ลง Windows เองมาก่อนแล้วต้องการแปลงรูปแบบของไดรฟ์จาก MBR เป็น GPT ก็ไม่ต้องพิมรันใน Command Prompt เวลาติดตั้ง Windows ใหม่อีกด้วย เนื่องจากตัวโปรแกรมมีฟังก์ชั่นดังกล่าวให้ใช้งานในตัว และยังใช้แปลงระหว่าง NTFS, FAT32 ได้เช่นกัน จัดว่ามันเหมาะจะใช้งานกับทั้งผู้ใช้ทั่วไปหรือจะเป็นกลุ่มธุรกิจก็ใช้งานได้สะดวกมาก

อย่างไรก็ตามตัวโปรแกรมจะมีให้ใช้ฟรีแค่ MiniTool Partition Wizard Free 12.6 ที่ใช้แค่จัดการ Partition ในเครื่องและวิเคราะห์การใช้งานไดรฟ์เท่านั้น ถ้าต้องการใช้งานแบบเต็มระบบจะมีค่าซอฟท์แวร์ 159 ดอลลาร์ หรือราว 5,000 บาท แต่ได้การอัพเกรดตลอดชีพและเอาไปใช้กับพีซีได้รวม 5 เครื่องด้วยกัน ดังนั้นถ้าต้องการย้าย Windows ไป SSD แล้วมีเพื่อนร่วมหาร ก็แนะนำให้ซื้อโปรแกรมนี้ไปใช้งานได้เลย

หรือผู้ใช้คนไหนไม่ต้องการเสียเงินก็มี MiniTool Drive Copy ให้โหลดไปใช้งานใน Windows ได้ฟรีๆ ด้วย และรองรับตั้งแต่ Windows XP ขึ้นไป โดยใช้งานได้ 2 ฟังก์ชั่นคือ Disk to Disk copy ที่ถ่ายโอนไฟล์จากฮาร์ดดิสก์ต้นทางไป SSD ปลายทางได้เลย แต่เมื่อโอนไฟล์แล้วข้อมูลในไดรฟ์ต้นทางจะหายไปหมด ดังนั้นควรแบ็คอัพข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน และ Partition to Partition copy ที่เลือกสำเนา Partition ที่ต้องการไปยังพื้นที่ที่ยังไม่ได้กำหนดไดรฟ์ใน SSD, HDD ปลายทางได้ด้วย ดังนั้นถ้าใครต้องการใช้งานเพียงครั้งเดียวหรือชั่วคราวก็โหลดโปรแกรมนี้ไปใช้งานได้เช่นกัน

4. Paragon Drive Copy

paragon

ตัว Paragon Drive Copy ตัวนี้ก็เป็นโปรแกรมย้าย Windows ไป SSD อีกโปรแกรมที่ผู้ใช้หลายคนเลือกใช้งานกัน ซึ่งนอกจากเอาไว้ย้ายไดรฟ์ C:\ จากฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไป SSD ลูกใหม่ไม่พอ ยังจัดการ Sector ของไฟล์ในไดรฟ์ใหม่รวมทั้งทำ Backup & Restore ให้ไดรฟ์นั้นได้และยังเลือกไม่เอาไฟล์ที่ไม่ต้องการย้ายไปยัง SSD ลูกใหม่ได้อีกด้วย ถือว่าจัดการได้ค่อนข้างละเอียดทีเดียว ส่วนค่าซอฟท์แวร์อยู่ที่ 2,852.35 บาท แต่ใช้กับพีซีได้ทั้งหมด 3 เครื่องด้วยกัน ถ้าหารเฉลี่ยแล้วต้องถือว่าราคาไม่สูงมาก ถ้าใครมีเพื่อนต้องการแชร์โปรแกรมย้าย Windows นี้ก็ถือว่าคุ้มน่าซื้อมาใช้งานเช่นกัน

ด้าน Paragon Software ก็มีโปรแกรมเวอร์ชั่นใช้ฟรีด้วยในชื่อ Paragon Hard Disk Manager ซึ่งเวอร์ชั่นฟรีใช้งานฟรีได้ 30 วัน มีฟีเจอร์เช่น แบ็คอัพข้อมูลสำรองไว้กรณีที่เกิดปัญหาแล้วต้องกู้ไฟล์กลับมาใช้งาน ถ้านำไปใช้งานในเซิร์ฟเวอร์จะรองรับ Hyper-V ได้ด้วย, ใช้ Optimize ไดรฟ์ต่างๆ ในเซิร์ฟเวอร์ให้ทำงานได้ดีขึ้นและใช้ Clone Windows จากฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไปยังลูกใหม่ได้ด้วย ซึ่งถ้าใครต้องการใช้โปรแกรมนี้ฟรีๆ ก็โหลดไปใช้งานได้เลย

elisa ventur bmJAXAz6ads unsplash

จะเห็นว่าการย้าย Windows ไป SSD จะมีทั้งขั้นตอนการเตรียมตัวรวมทั้งโปรแกรมย้ายจากบริษัทชั้นนำให้เลือกโหลดไปใช้งานแต่ก็ทำได้ไม่ยาก มือใหม่ก็ทำได้ด้วยตัวเองไม่กี่ขั้นตอน และซอฟท์แวร์ที่เลือกมาแนะนำจะเน้นไปทางโปรแกรมที่หน้าตาใช้งานง่าย เน้นผู้ใช้ทั่วไปเป็นหลัก แต่ไม่ได้รวมซอฟท์แวร์บางประเภทที่หน้าตาดูใช้งานลำบากไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้เอาไว้ หากรวมก็อาจจะได้มากกว่านี้อีกหลายโปรแกรมทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีซอฟท์แวร์ที่ผู้เชี่ยวชาญทาง IT จะเลือกมาใช้ย้าย Windows ไปยัง SSD ใหม่ ซึ่งสเกลจะรองรับระดับองค์กรหรือเอาไว้ปรับแต่งพีซีลูกข่ายได้ง่ายๆ ซึ่งในส่วนนั้นจะมีฟังก์ชั่นปรับแต่งตัวเครื่องได้หลากหลายทีเดียว แต่ก็ขอยกยอดเอาไว้เนื่องจากไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการแค่ย้ายไฟล์ไปไดรฟ์ใหม่แล้วจบเช่นในบทความนี้นั่นเอง


บทความที่เกี่ยวข้อง

msi prestige 15 A11SC 038th Cover

headphonecover

anaucover

from:https://notebookspec.com/web/640150-5-software-to-move-windows-to-ssd

Windows เพิ่มปุ่ม Your Phone บน Taskbar เลือกเปิดแอพ Android ที่ใช้งานล่าสุดบนสมาร์ทโฟนขึ้นมายังพีซีได้อย่างรวดเร็ว

ไมโครซอฟท์ประกาศขยายความสามารถฟีเจอร์รันแอพ Android แบบสตรีมหน้าจอมายังเครื่องพีซีของ Your Phone โดยได้เพิ่มปุ่มเรียกเมนูเลือกเปิดแอพ Android ที่ใช้งานล่าสุดบนสมาร์ทโฟนลงใน Taskbar ของทั้ง Windows 10 และ Windows 11

ภาพจากทวิตเตอร์ @AnalyMsft ผู้จัดการโครงการ Your Phone

No Description

ในแง่ของการใช้งานเมนูดังกล่าวทำงานไม่ต่างไปจากฟีเจอร์สตรีมแอพ Android ผ่าน Your Phone เดิม สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือความสะดวกในการเข้าถึงแอพที่ใช้ล่าสุด ซึ่งจะช่วยให้การสลับไปเปิดแอพบนพีซีเพื่อใช้งานต่อเนื่องจากบนสมาร์ทโฟนทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องคอยเปิด Your Phone ขึ้นมาไล่หาแอพที่ต้องการทุกครั้งอย่างแต่ก่อน

แต่เช่นเคยไมโครซอฟท์ระบุว่าฟีเจอร์ดังกล่าวจะใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนซัมซุงบางรุ่นเท่านั้น ทั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์และซัมซุงในระยะหลัง (ล่าสุดงานแถลงข่าว Galaxy Unpacked 2022 ที่เพิ่งผ่านมาก็มีการกล่าวถึงฟีเจอร์นี้)

ท่านใดสนใจระหว่างรอให้ไมโครซอฟท์ออกอัพเดตให้ใช้งานโดยทั่วไปสามารถเช็กรายชื่อสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับฟีเจอร์ข้างต้นได้ที่นี่ ส่วนผู้ใช้งานกลุ่ม Windows Insider นั้นไมโครซอฟท์ได้เปิดให้ทดลองใช้งานแล้ว ตัวผู้เขียนเองก็เพิ่งได้รับอัพเดตเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาครับ

ที่มา – Windows Central

from:https://www.blognone.com/node/127286

ไดร์ c เต็ม ทำไงดี? 7 วิธีคืนพื้นที่ว่างในฮาร์ดดิสก์ และ SSD บนวินโดว์ได้ง่ายๆ

ไดร์ c เต็ม ไม่ต้องตกใจ 7 วิธีคืนพื้นที่ว่างให้ HDD และ SSD วินโดว์ทำงานลื่นไหลได้

Disk full c cov1

ไดร์ c เต็ม น่าจะเป็นอาการที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์พีซี และโน๊ตบุ๊คเจอกันบ่อย ไม่ว่าจะเป็นพีซีทั่วไป จนถึงเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น พื้นที่ฮาร์ดดิสก์ลูกเดิมมีความจุน้อย หรือ SSD ที่ใช้กับโน๊ตบุ๊คในช่วงแรกๆ อาจมีไม่เยอะนัก เมื่อเทียบกับขนาดไฟล์และการใช้งานซอฟต์แวร์ในปัจจุบัน อีกทั้งโปรแกรมหรือเกมที่ใช้งานกันส่วนใหญ่ ก็มีขนาดใหญ่ขึ้น บางเกมนั้นเมื่อติดตั้งแล้วมีมากกว่า 100GB ขึ้นไป ยิ่งรวมถึงบรรดา Patch หรืออัพเดตในแต่ละครั้ง ก็ยิ่งทำให้พื้นที่ที่มีน้อยอยู่แล้วเต็มเร็วมากขึ้น และปัญหาที่ตามมาก็คือ คอมช้า เปิดไฟล์นาน เก็บไฟล์ต่อไม่ได้ บูตเครื่องช้าลง ไปจนถึงแฮงก์หรือทำงานผิดปกติได้เช่นกัน ดังนั้นการเคลียร์พื้นที่ให้เหลือที่ว่างได้มากที่สุด ก็จะช่วยให้ระบบทำงานได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าคุณยังไม่มีไอเดียในการจัดการ วันนี้เรามี 7 วิธีง่ายๆ ในการเพิ่มพื้นที่ว่างในไดร์ c แบบง่ายๆ ให้คุณได้ลองทำด้วยตัวเองในปี 2022 นี้

ไดร์ c เต็ม แก้ไขเพิ่มพื้นที่ว่างใน 7 ขั้นตอน

  1. ลบไฟล์ขยะใน Recycle Bin
  2. Uninstall หรือ Remove Program
  3. ลบไฟล์ซ้ำๆ
  4. Clear temp file
  5. จัดการไฟล์ใน Download
  6. ใช้ Storage Sense
  7. ใช้บริการ Cloud
  8. Conclusion

1.ลบไฟล์ขยะใน Recycle Bin

หลายคนอาจจะมองข้ามตรงจุดนี้ไปในการแก้ปัญหาไดร์ c เต็ม แต่เราอยากจะให้คุณเข้าไปดูใน Recycle Bin นี้ เป็นที่แรกๆ ก่อนจะไปจัดการยังจุดอื่นๆ นั่นก็เพราะตรงนี้เป็นพื้นที่รวมบรรดาไฟล์ต่างๆ ที่คุณลบทิ้งไป ทำให้เป็นไฟล์ขยะขนาดใหญ่ และยิ่งหากคุณไม่ได้ตั้งค่าจำกัดพื้นที่เอาไว้ ก็จะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งคุณจะคิดไม่ถึงกันเลยทีเดียว ซึ่งอาจมากกว่า 20GB ขึ้นไป แน่นอนว่า คุณจะยังไม่รู้ตัว จนกว่าระบบจะช้าลง หรือโอนถ่ายไฟล์ช้ากว่าปกติ และฮาร์ดดิสก์ใกล้เต็ม

Advertisementavw
ไดร์ c เต็ม

สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ การ Empty Recycle Bin ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างง่ายดาย เพราะไม่มีขั้นตอนอะไรมากมายนัก ทำได้ตั้งแต่ในยุค Windows 7 มาจนถึงปัจจุบัน วิธีการคือ ปิดหน้าต่างโปรแกรมหรือคลิ๊กซ้ายที่มุมล่างขวาของหน้าจอ เพื่อเปิดหน้า Desktop ขึ้นมา จากนั้นไปที่ไอคอน รูปถังขยะ ที่มีชื่อบนไอคอน Recycle Bin จากนั้นคลิกขวาที่ไอคอน แล้วเลือก Empty เท่านั้นก็สามารถแก้ปัญหา ไดร์ c เต็มได้แล้ว

*Tips. แต่ถ้าบางครั้งคุณเบื่อกับการที่จะต้องมาคอยลบไฟล์แบบนี้บ่อยๆ ก็มีวิธีง่ายๆ 2 แบบคือ

  1. กดปุ่ม Ctrl+Del ทุกครั้งที่ลบ การกดปุ่ม 2 ปุ่มนี้พร้อมกัน จะเป็นการลบแบบถาวร และไม่เข้าไปอยู่ในถังขยะ เพื่อรอลบในภายหลัง ข้อควรระวังคือ ต้องมั่นใจว่าลบทุกตัว ถูกไฟล์ มิฉะนั้นจะต้องหาทาง Recovery file กลับคืน
  2. อีกแบบหนึ่งคือ การตั้งค่าให้ลบแล้วลบเลย ด้วยการคลิกขวาที่ Recycle Bin แล้วเลือก Properties > ในหน้า General เลือก Don’t move files to Recycle Bin. ไฟล์จะถูกลบออกจากระบบทันที ก็ต้องระวังเช่นกัน
ไดร์ c เต็ม

แต่จะใช้วิธีการใดในการลบไฟล์จาก Windows ก็ตามแต่ ก็ควรจะต้องใช้ความระมัดระวัง หากต้องการจะป้องกันความผิดพลาด การลบแล้วไปค้างใน Recycle Bin แล้วค่อยมาเคลียร์ในภายหลังทุก 2-3 เดือน ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม และง่ายกว่าการลบไฟล์แบบไม่ตั้งใจ แล้วต้องหาโปรแกรมมากู้ไฟล์กลับคืน


2.Uninstall หรือ Remove Program

ทุกวันนี้บอกได้เลยว่าแอพพลิเคชั่นและเกมต่างๆ มีส่วนทำให้ ไดร์ c เต็ม เพราะมีให้เลือกใช้กันอย่างมากมาย สังเกตได้จากโปรแกรมพื้นฐานที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น โปรแกรมบีบอัดไฟล์ โปรแกรมเล่นวีดีโอ ตกแต่งภาพ ตัดต่อวีดีโอ ทำงานเอกสาร หรือการแปลงไฟล์และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้หลายคนชื่นชอบการลองใช้งาน เพื่อทดลองและดูว่ามีความเหมาะสมกับการใช้งานของตนมากน้อยเพียงใด ถูกใจถึงจ่ายเงินซื้อหรือเช่ากันเป็นรายเดือนหรือระยะยาว

ไดร์ c เต็ม

ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้ ก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะโปรแกรมบางอย่าง ถ้าไม่ได้ลอง ก็จะไม่ได้รู้ถึงศักยภาพและฟีเจอร์ อินเทอร์เฟสหรือสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่ เมื่อลองแล้วถูกใจ ก็ซื้อได้ แต่หลายครั้งเราจะเห็นว่า มีการติดตั้งลงบนระบบ แม้ว่าจะเป็น Demo, Trial หรือเกมบางเกม ที่เล่นแล้วเบื่อ กลับไม่ได้ถูกลบทิ้งไป จนกลายมาเป็นไฟล์ที่เบียดบังพื้นที่ทำงานในฮาร์ดดิสก์ SSD อย่าลืมว่าเกมเล็กๆ เล่นง่ายๆ บางทีก็หลักหลาย GB รวมๆ กันก็คิดเป็นหลายเปอร์เซนต์เลยทีเดียว ดังนั้นการลบโปรแกรมหรือเกมเหล่านี้ ก็เป็นทางออกที่ดีในการลดปัญหา ไดร์ c เต็ม ส่วนวิธีการก็สามารถทำได้โดย

  1. กดปุ่ม Win ที่คีย์บอร์ด จากนั้นพิมพ์ Control Panel > เข้าไปที่ Program > Uninstall Program แล้วเลือกโปรแกรมที่คุณต้องการลบหรือ Remove ออก จากนั้นคลิ๊กที่เมนูด้านบน เลือก Uninstall เป็นอันเสร็จสิ้น
  2. คลิ๊กขวาที่มุมล่างซ้ายของหน้าจอ > Settings > Apps >Apps & Feature จากนั้นเลือกโปรแกรมในหน้าต่างทางขวามือ ที่ต้องการจะลบออก ด้วยการกดที่เครื่องหมาย … จากนั้นเลือก Uninstall

*Tips แต่ในกรณีที่ไม่สามารถ Remove หรือ Uninstall Program ออกได้ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ให้ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ดูครับ

ไดร์ c เต็ม
  1. เข้าไปปิดการทำงาน หรือ End Process โปรแกรมเหล่านั้น ด้วยการเข้าไปที่ Process ในหน้า Task Manager หากเห็นโปรแกรมที่ต้องการกำลังรันอยู่ ให้กดเลือก แล้วคลิ๊กที่ปุ่ม End Process แล้วลอง Uninstall Program ใหม่อีกครั้ง
  2. วิธีต่อมา ให้ลองเข้าไปดูในแท็ปของเมนู ด้วยการกดปุ่ม Win บนคีย์บอร์ด จากนั้นไปที่ชื่อโปรแกรม แล้วใช้เครื่องมือการ Uninstall ที่บางค่ายจัดมาให้ใช้ในการ Remove โดยเฉพาะ
  3. อีกวิธีหนึ่งก็คือ การใช้โปรแกรมประเภท 3rd Party เช่น Your Uninstall หรือ Revo Uninstall เป็นต้น

3.ลบไฟล์ซ้ำๆ

เป็นเรื่องที่หลายคนได้เจอ แต่บางทีก็เผลอตัวไม่ทันได้ระวัง กับไฟล์จำนวนมาก ที่พรั่งพรูมาในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไฟล์งาน เอกสาร ไฟล์ภาพถ่าย งานกราฟิกหรือวีดีโอก็ตาม โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มีการจัดเก็บไฟล์ ลงในโฟลเดอร์ที่มีการจัดหมวดหมู่ให้เรียบร้อย หรือใช้คอมร่วมกันหลายๆ คน ก็อาจจะทำให้มีไฟล์ซ้ำซ้อน แต่อยู่ต่างที่ทางกัน การจัดระบบไฟล์ก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างหนึ่ง แต่ไฟล์ซ้ำที่บางครั้ง ซ้ำกันเยอะ และเป็นไฟล์ขนาดใหญ่ จำเป็นจะต้องลบออก เพื่อจะได้มีพื้นที่ว่างกลับคืนมา

ไดร์ c เต็ม

การลบไฟล์ซ้ำๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างให้กับไดร์ c นั้น ไม่ได้วุ่นวายมากนัก เพียงแต่การตรวจเช็คค่อนข้างทำได้ยาก เพราะนอกจากจะต้องเช็คชื่อไฟล์ที่ถูกต้อง ขนาดไฟล์ที่ตรงกันแล้ว ก็ยังต้องดูให้มั่นใจว่าไฟล์นั้นเหมือนกันทุกประการ เพราะแค่การอัพเดตบางอย่างในไฟล์ เช่น Word, Excel หรือ PowerPoint แต่ใช้ชื่อเดิม ขนาดของไฟล์ก็อาจจะต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหากลบผิดพลาดไป ก็อาจเกิดความเสียหายได้ แต่ถ้าเป็นไฟล์ภาพถ่ายหรือวีดีโอ อาจจะดูง่ายกว่า เพราะการเปลี่ยนแปลง ต้องอาศัยโปรแกรมในการแก้ไข หรือการเปิดไฟล์ขึ้นมาดูเทียบกันก็พอจะแยกออกแล้ว

ดังนั้นการเลือกใช้โปรแกรม ในการลบไฟล์ซ้ำ ก็ดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการแก้ไข ไดร์ c เต็มมากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันก็มีโปรแกรมที่ช่วยในการลบไฟล์ซ้ำให้เลือกมากมาย เช่น

ไดร์ c เต็ม

Auslogics Duplicate File Finder รองรับ Windows 7 – Windows 10 เป็นโปรแกรมฟรี และแจ้งไว้ด้วยว่า ไม่มีลิมิตการใช้งานหรือตัดฟังก์ชั่น และนอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ในการล็อคไฟล์ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการลบไฟล์สำคัญบางอย่างอีกด้วย สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่

Duplicate Cleaner 5 โปรแกรมขนาดเล็ก แต่มีอินเทอร์เฟสน่าใช้ ดูไม่ซับซ้อน รองรับการค้นหาไฟล์ซ้ำได้ทั้ง เอกสาร ภาพ วีดีโอและดนตรี ค้นหาได้รวดเร็ว สามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่

Easy Duplicate Cleaner เครื่องมือในรูปแบบของ Wizard ที่ช่วยให้การค้นหาไฟล์ซ้ำสะดวกมากขึ้น ด้วยโหมดสแกนและเงื่อนไขที่ตั้งไว้มากกว่า 10 วิธี ให้ความแม่นยำ และการรองรับไฟล์ประเภทต่างๆ ได้ รวมถึงการจัดเก็บในระบบ Cloud อีกด้วย มีปุ่มสำหรับยกเลิก และกู้คืนแบบฉุกเฉิน เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย ดาวน์โหลดได้ ที่นี่


4.Clear temp file

เป็นวิธีการพื้นฐาน ที่อาจจะต้องยกไว้ในข้อแรกๆ แต่เพื่อให้หลายคนได้คุ้นเคยกับการจัดการไฟล์ที่ต่างออกไป รวมถึงปัจจุบันระบบมีการจัดการไฟล์เหล่านี้ได้ดีอยู่แล้ว และผู้ใช้ก็กำหนดเองได้ โดยเฉพาะบน Windows 11 จึงขอยกมาไว้ในข้อ 4 นี้ ซึ่งหากใครยังไม่เคยได้ทำ ก็สามารถลองดูจากวิธีที่แนะนำนี้กันได้เลย เริ่มต้นกันที่ Disk Cleanup

ไดร์ c เต็ม

Disk Cleanup เป็นวิธีที่ง่ายในการลบหรือ Clear file ที่เป็นไฟล์ขยะทั้งหมด ซึ่งถูกรวบรวมเอาไว้ในหัวข้อนี้ ทำให้จัดการได้ง่ายขึ้น วิธีการคือ กดปุ่ม Win บนคีย์บอร์ด จากนั้นพิมพ์ Disk Cleanup แล้วกด Enter ก็จะเข้าสู่หน้าต่าง ให้ใส่เครื่องหมายหน้าหัวข้อที่ต้องการลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นออก เช่น Download, Temporary Internet files, Delivery Optimize หรือจะเป็น Temporary files ก็ตาม เมื่อเลือกได้ครบแล้ว ให้คลิ๊กที่ Ok แล้วรอจนเสร็จสิ้นกระบวนการ

ไดร์ c เต็ม

หรือถ้าอยากจะลบแค่ Temp file ที่เกิดขึ้นบน Web Browser ยังไม่อยากไปยุ่งกับไฟล์อื่นๆ เพราะใช้ร่วมกันหลายคน สามารเข้าไปที่เบราว์เซอร์แต่ละค่าย เช่น Google Chrome ให้คลิ๊กที่เครื่องหมาย จุด 3 จุดบริเวณด้านบนของหน้าต่าง จากนั้นเลือก More tools แล้วไปที่ Clear browsing data…


5.จัดการไฟล์ใน Download

ไฟล์ที่คุณดาวน์โหลดมาไว้ในเครื่อง ก็มีส่วนที่ทำให้ไดร์ c เต็มได้แบบไม่รู้ตัวเช่นกัน เพราะบางครั้ง ก็มีโปรแกรมที่คุณโหลดมาซ้ำๆ เก็บเอาไว้ในโฟลเดอร์นี้ เพราะเมื่อดาวน์โหลด เค้าจะไม่เตือนบอกว่า คุณมีไฟล์นี้อยู่แล้วนะ ไม่ต้องโหลดก็ได้ แต่จะบอกในรูปแบบของตัวเลข (1), (2), (3) … ไปเรื่อยๆ และคุณจะได้เห็นในโฟลเดอร์ได้ทันทีเมื่อเปิดเข้ามา และมีการจัดเรียงไฟล์ตามชื่อ แต่ถ้าเรียงตามวันเวลาที่ดาวน์โหลด ก็ยิ่งไม่มีทางทราบได้เลย

ไดร์ c เต็ม

แต่เมื่อดาวน์โหลดมาแล้ว เราก็ควรจะทำการ Clear หรือลบไฟล์ดาวน์โหลดที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ออกไปบ้าง เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์หรือ SSD อันน้อยนิดของเรา หากใช้วิธีแบบโหดๆ ลบโดยไม่สนใจว่าจะมีไฟล์ไหนที่จะยังเก็บไว้ใช้บ้าง ก็ให้เปิดโฟลเดอร์ Download ขึ้นมา จากนั้นกดปุ่ม Ctrl+A แล้วกดปุ่ม Shift+Del เพื่อลบแบบถาวร เพราะถ้ากด Del อย่างเดียว ก็จะลงไปที่ Recycle Bin อยู่ดี

ไดร์ c เต็ม

*Tips หากคุณไม่มั่นใจว่า ไฟล์หรือโปรแกรมที่อยู่ใน Download อันไหนควรลบหรือไม่ ให้จัดเก็บไว้ในไดรฟ์แยกต่างหากของคุณ ซึ่งอาจเป็นไดรฟ์ที่ต่อภายใน หรือต่อภายนอกผ่าน USB เป็นแบบ External Drive เพื่อความปลอดภัย จากนั้นลบไฟล์ Download ที่อยู่ภายในเครื่อง เมื่อคุณคิดว่าจะนำโปรแกรมหรือไฟล์ใดมาใช้ ก็ให้ต่อพ่วงไดรฟ์แล้วเลือกมาเฉพาะบางตัว จะได้ไม่รกเครื่องอีกต่อไป


6.ใช้ Storage Sense

ไดร์ c เต็ม

เป็นทางออกของคนที่เบื่อกับการที่ต้องจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในแบบ Manual เพราะฟีเจอร์นี้ จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถกำหนดขนาดของพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ให้ระบบ Storage Sense นี้ทำงานทุกๆ วัน สัปดาห์หรือทุกเดือน รวมถึงการลบไฟล์ออกจาก Recycle Bin ในทุก 1, 14, 30 วันหรือ 60 วัน ตั้งได้ตามใจชอบ รวมถึงการ Delete file ที่อยู่ในโฟลเดอร์ Download ได้ ในทุกๆ รอบ เช่นเดียวกับ Recycle Bin

ไดร์ c เต็ม

วิธีการใช้งาน ให้เข้าไปที่ Storage > Storage Sense ในหัวข้อ Storage management แล้วเปิดการทำงาน Enable ในหัวข้อ Storage Sense

ไดร์ c เต็ม

นอกจากนี้ใน Storage ในระบบปฏิบัติการ Windows 11 ยังมีฟังก์ชั่นให้ได้งานกันอีกมากมาย ในจุดที่เป็น Advance Storage Settings: ไม่ว่าจะเป็น Storage Space, Disk & Volume หรือ Backup options ก็ตาม ล้วนแต่ช่วยให้คุณจัดการและจัดเก็บไฟล์ได้ดีขึ้น รวมถึงบางฟังก์ชั่น ยังช่วยให้คุณหาไฟล์ที่หายไป แค่จำให้ได้ว่าเป็นไฟล์อะไร ภาพ วีดีโอ เอกสาร หรืออื่นๆ ด้วยการใช้ Where New Content is Saved เป็นต้น


7.ใช้บริการ Cloud

อีกทางเลือกที่น่าสนใจในการแก้ปัญหา ไดร์ c เต็ม นั่นคือการใช้ระบบ Cloud มาช่วยในการจัดเก็บข้อมูลและใช้แอพพลิเคชั่น เพราะคุณแทบจะไม่ต้องไปหาพื้นที่ในการจัดเก็บในกรณีที่คุณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ได้ทั้งวัน ไม่ว่าจะทำงานที่บ้านหรือใช้งานที่ออฟฟิศ เพราะแค่หาบริการ Cloud storage ที่ให้ความจุมากพอ และบริการที่ตอบสนองได้ไว มีออพชั่นให้เลือก เท่านี้ก็สามารถใช้งานได้ยาวๆ แล้ว หรือจะไปข้างนอกก็แทบจะไม่ต้องพกพีซีหรือโน๊ตบุ๊คไปให้วุ่นวาย แค่ปลายทางมีคอมที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็ใช้งานได้แล้ว อีกทั้งบรรดา Service ต่างๆ ที่มีในปัจจุบัน ก็เข้ามาแทนซอฟต์แวร์ที่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ โดยให้คุณใช้งานผ่านออนไลน์ ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมลงในเครื่องให้เสียพื้นที่อีกด้วย ประเภทที่เป็น Cloud service หรือ Cloud Application นั่นเอง

ไดร์ c เต็ม

Microsoft OneDrive ใช้ร่วมกับแอพบน iOS และ Android ได้ ให้พื้นที่จัดเก็บฟรี 5GB กำหนดขนาดไฟล์ไว้ที่ 15GB ซึ่งค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว ในส่วนของ iDrive พื้นที่จัดเก็บฟรี 5GB เช่นเดียวกัน แต่รองรับไฟล์ขนาดใหญ่เพียง 2GB เท่านั้น มาดูที่ Google Drive ให้พื้นที่ฟรีถึง 15GB ด้วยกัน และรองรับไฟล์ขนาดใหญ่ได้ถึง 5TB ตามเงื่อนไข รองรับทั้ง iOS และ Android มากันที่ Dropbox ให้พื้นที่ฟรี 2GB และรองรับไฟล์ขนาดใหญ่ 2GB เช่นกัน

Dropbox

คงต้องบอกก่อนว่า เรื่องของ Limit และข้อจำกัดในบางด้าน ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ รวมถึงยังมีแพ็คเกจอีกมากมาย ซึ่งเป็นแบบการจ่ายเงิน เพื่อเช่าพื้นที่ให้มากขึ้น หรือมีบริการที่มากกว่าให้เลือก โดยในแต่ละที่อาจจะมีมากมาย ขึ้นอยู่กับการใช้งานของคุณ แต่แนะนำว่า ค่าใช้จ่ายในแต่ละปีไม่สูงมากมาย แต่คุ้มค่าสำหรับคนที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้สะดวกในทุกช่วงของวัน เพราะแทบจะไม่ต้องพกพีซี หรือโน๊ตบุ๊คไปเลย แค่มีสมาร์ทโฟน ก็ทำงานได้เช่นกัน

อัพเกรดหรือเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ และ SSD ใหม่

แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว คุณไม่สามารถลบไฟล์ที่จำเป็นไปได้มากกว่านี้ การซื้อ Storage มาอัพเกรด ดูจะทางเลือกที่ง่ายที่สุด (ใช้เงินแก้ปัญหา) เพราะคุณสามารถเลือกอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลมาติดตั้งแทนตัวเดิม หรือเพิ่มเติมเข้าไปใหม่ แต่ก่อนจะซื้อฮาร์ดดิสก์หรือ SSD มาใช้ ก็ต้องพิจารณาตามการใช้งานในชีวิตประจำวันและพื้นฐานของคุณเอง เช่น พีซีเดสก์ทอปหรือโน๊ตบุ๊ค

ไดร์ c เต็ม

เน้นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล: ไม่ได้เรียกใช้งานบ่อย ฮาร์ดดิสก์โดยทั่วไป เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะได้ความจุมหาศาลในราคาที่สบายกระเป๋า ตัวอย่าง HDD 1TB ราคาประมาณ 1,100 บาท หากเป็น SSD จะได้ประมาณ 240-256GB เท่านั้น แม้ความเร็วของ SSD จะสูงกว่า HDD อยู่ 3-4 เท่าก็ตาม ดังนั้น HDD จึงเหมาะกับคนที่มีข้อมูลปริมาณมากๆ เน้นการจัดเก็บเป็นหลัก

ถ้าใส่ใจในเรื่องความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูล: SSD ในแบบ SATA3 เป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะ ราคาไม่สูงมากนัก และยังใช้กับพีซีและโน๊ตบุ๊ครุ่นเก่าได้ รวมถึงเอามาแทนไดร์ c เพื่อติดตั้งวินโดว์ได้อีกด้วย สะดวกใช้งานง่าย

ส่วนคนที่มีงบประมาณสูง: และมีสเปคคอมเกมมิ่ง ที่อยากแรงหรือหา Storage มาทดแทนของเดิม อยากได้ทั้งความเร็วและความจุมากพอสำหรับการใช้งาน SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe Gen4 x4 คือคำตอบที่ใช่ กับความจุระดับ 1TB ขึ้นไป เพียงพอต่อการใช้งาน ลงโปรแกรม ติดตั้งเกม รวมถึงการใช้งานด้านซอฟต์แวร์เฉพาะทาง เพราะให้ความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูลได้มากกว่า 5,000MB/s ซึ่งเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์ทั่วไปเกือบ 20 เท่า และเร็วกว่า SSD SATA3 เกือบ 10 เท่าเลยทีเดียว

Kingston KC 3000
  • Samsung 980 PRO: เป็นแบบ PCIe 4.0 x4 ให้ความเร็วในการอ่าน/เขียน ที่ 6,400MB/s และ 2,700MB/s ตามลำดับ รับประกัน 5 ปี ความจุ 250GB อยู่ที่ 2,990 บาทเท่านั้น ส่วนในรุ่น 500GB จะอยู่ที่ 4,790 บาท แต่ความเร็วมากกว่า เพราะความเร็วในการอ่าน/เขียน ที่ 6,900MB/s และ 5,000MB/s เลยทีเดียว
Kingston KC 3000 1
  • Kingston KC3000: เป็นแบบ PCIe 4.0 x4 ให้ความเร็วในการอ่าน/เขียน ที่ 7,000MB/s และ 3,900MB/s ตามลำดับ รับประกัน 5 ปี ความจุ 512GB อยู่ที่ประมาณ 4,090 บาท ส่วนความจุ 1TB จะมีความเร็วที่เพิ่มขึ้น อยู่ที่ การอ่าน/เขียน ที่ 7,000MB/s และ 6,000MB/s เลยทีเดียว ส่วนราคาอยู่ที่ประมาณ 6,700 บาท
  • SEAGATE FIRECUDA 520: เป็นแบบ PCIe 4.0 x4 ให้ความเร็วในการอ่าน/เขียน ที่ 5,000MB/s และ 2,500MB/s ตามลำดับ รับประกัน 5 ปี ความจุ 512GB อยู่ที่ประมาณ 3,490 บาท

Conclusion

วิธีปัญหา ขั้นตอนการแก้ไข
1.ลบไฟล์ขยะใน Recycle Bin เปิดหน้า Desktop ขึ้นมา จากนั้นไปที่ไอคอน รูปถังขยะ ที่มีชื่อบนไอคอน Recycle Bin จากนั้นคลิกขวาที่ไอคอน แล้วเลือก Empty
2.Uninstall หรือ Remove Program คลิ๊กขวาที่มุมล่างซ้ายของหน้าจอ > Settings > Apps >Apps & Feature จากนั้นเลือกโปรแกรมในหน้าต่างทางขวามือ ที่ต้องการจะลบออก
3.ลบไฟล์ซ้ำๆ ใช้โปรแกรม Auslogics Duplicate File Finder, Duplicate Cleaner 5 หรือ Easy Duplicate Cleaner สแกนหาไฟล์ซ้ำแล้วลบ
4.Clear temp file กดปุ่ม Win บนคีย์บอร์ด จากนั้นพิมพ์ Disk Cleanup แล้วกด Enter ก็จะเข้าสู่หน้าต่าง ให้ใส่เครื่องหมายหน้าหัวข้อที่ต้องการลบไฟล์ที่ไม่จำเป็น
5.จัดการไฟล์ใน Download เปิดโฟลเดอร์ Download ขึ้นมา จากนั้นกดปุ่ม Ctrl+A แล้วกดปุ่ม Shift+Del เพื่อลบแบบถาวร
6.ใช้ Storage Sense Storage > Storage Sense ในหัวข้อ Storage management
7.ใช้บริการ Cloud เลือกบริการMicrosoft OneDrive, iDrive, Google Drive, Dropbox

สุดท้ายนี้กับการแก้ปัญหาไดร์ c เต็ม ด้วยวิธีต่างๆ เหล่านี้ ก็น่าจะช่วยให้หลายๆ คน พอมีแนวทางในการจัดการปัญหาได้ดียิ่งขึ้น และหากจำเป็นจะต้องซื้อฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ใหม่ ก็อาจจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานและงบประมาณที่คุณมีอยู่ด้วย อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้ หากคุณสามารถจัดการหรือเตรียมการด้วยการตั้งค่าให้เหมาะสมกับระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลบไฟล์ Recycle Bin หรือจะเป็นการตั้งค่าใน Storage Sense ก็จะช่วยให้คุณประหยัดเวลา และประหยัดพื้นที่บนไดร์ c ไปได้มาก รวมถึงช่วยให้ระบบปฏิบัติการของคุณทำงานได้ไหลลื่นมากขึ้นอีกด้วย

from:https://notebookspec.com/web/632802-7-step-clear-drive-c-full

Modern Management of Windows 10 with Workspace ONE

เมื่อการทำงานในปัจจุบัน ศูนย์กลางไม่ได้อยู่ที่ สำนักงาน หรือ Office อีกต่อไป การทำงานในแต่ละวันของพนักงานสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ มีการทำงานนอกเครือข่ายของบริษัทฯ มากยิ่งขึ้น ผู้ใช้มีคาดหวังความสะดวกสบายในการใช้งานเช่นเดิมเสมือนนั่งอยู่ในสำนักงาน  ความคาดหวังการทำงานลักษณะเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ฝ่าย IT  คำนึงถึง และให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ความซับซ้อนในการทำงาน การปฏิบัติงาน และการส่งมอบความสะดวกสบายให้ผู้ใช้งาน เพื่อให้เกิด User experience ที่ดี รวดเร็ว รวมไปถึงความปลอดภัยของข้อมูล  ไม่ว่าจะเป็นการนำเครื่องของบริษัทฯ (Corporate Own Device: COD) หรือ การนำเครื่องส่วนตัว (Bring Your Own Device: BYOD) มาใช้ในการทำงานอีกด้วย

ใช่คะ เรากำลังกล่าวถึง Platform ที่ช่วยให้การทำงานคุณ ไม่ว่าจะทำงานภายใน หรือ ภายนอกเครือข่าย มีการทำงานผ่านอุปกรณ์ปลายทาง endpoint  หลากหลาย รวมถึงการบริหารจัดการที่ง่าย และสะดวกไว้ในหน้าต่างเดียว (Single Pane) แต่ทว่า การทำงานด้วยพีซี (Personal Computer :PC) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญหลักของการทำงาน ที่ทุกคนคุ้นเคย สามารถทำงานได้สะดวกสบายคล่องตัว ผู้ใช้งานมี user experience ที่ดีในการใช้งาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานในทุกวันนี้

ซึ่ง Fusion Advantec Co. Ltd. และ Vmware (Thailand) ขอแนะนำ Platform Modern Management of Windows 10   ได้พร้อมใช้งานแล้ว มีความสามารถของ Platform รวมไปถึง Feature โดยสรุป ดังนี้

1.  VMware Workspace ONE combine complete cloud-based

สามารถบริหารจัดการ Windows 10 โดยอัติโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ให้กับผู้ใช้งาน และลดความยุ่งย่างให้กับฝ่าย IT เพราะสามารถจัดการ Device ผ่าน Web Cloud Console ประกอบกับมีการ Update ทั้ง Modern App , Window Version ใหม่ ๆ ที่ทันสมัยอยู่เสมอ และการบริหารจัดการ สามารถทำเป็น Real Time จาก Cloud ได้ทันที

2. Simplified Device Onboarding

การกำหนดค่าติดตั้งการใช้งาน ต่าง ๆ โดยสามารถ Manage Windows 10 สำหรับการตั้งค่าพีซี PC (Personal Computer) ที่ใช้งานได้ง่าย และมีความพร้อมใช้งานทันที ตั้งแต่เปิดเครื่องครั้งแรก ด้วยความยืดหยุ่นของ Platform VMware ในการตั้งค่าข้างต้นนี้ ผู้ใช้งานสามารถเปิดอุปกรณ์ขึ้นมา เชื่อมต่อไปยัง platform ผ่าน Internet ก็สามารถทำให้ผู้ใช้งาน หรือกรณีมีพนักงานเข้าใหม่ ได้รับเครื่อง PC ในการทำงาน สามารถใช้งานเครื่องได้ทันที ง่ายและสะดวกต่อผู้ใช้งานแบบนี้  ยังลดภาระงาน Operation ที่ไม่จำเป็นลงของฝ่าย IT เพราะผ่านจัดการที่ศูนย์กลางPlatform ของ Vmware ในที่เดียว

3. Configuration

การตั้งค่า สามารถตั้งค่า Policy สำหรับการใช้งาน ตาม Group ผู้ใช้งานได้  สามารถใช้งานร่วมกับ Mobile Device ได้ และการกำหนดการตั้งค่า Configuration ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น GPO Policy  / Baseline Policy หรือ ต้องการปรับเปลี่ยน การตั้งค่าได้แบบ real-time รวมถึง Asset Tacking ที่สามารถตรวจสอบได้ผ่าน Web Cloud Console ซึ่งทำให้สามารถติดตาม Device Asset ได้อีกด้วย

4. OS Updates / Patching

สามารถ ทำ OS update ได้แบบอัตโนมัติ และสามารถตั้งค่า หรือปรับแต่งกำหนดค่าได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ดูแลระบบในการบริหารจัดการ OS อีกทั้ง สามารถกำหนดค่า  Update Windows เช่น Windows Update Source / Automatic Updates / Update Policies / Update Installation Behavior ต่างๆ ในการ Assign เราสามารถแยกได้ว่าจะ Assign ให้กับ Group / Device / User หรือ ทั้งหมดสามารถปรับแต่ง กำหนดค่าได้

5. App Management

มีความสามารถที่จะบริหารจัดการ Lifecycle Application ตั้งแต่การ Deploy Application / update Version / Remove Application สามารถกระจาย Application ในแบบ Peer-to-Peer สามารถจัดการทำ App ขององค์กร รวมไปถึง Public App ได้ด้วย รวมไปถึงการทำ Inventory App และกำหนด Single Sign On (SSO) ระบุตัวตนผู้ใช้งาน กำหนด role , group  ในการเข้าใช้ Application รวมไปถึง การทำ Catalogue ให้กับ Application ส่งมอบ footprint software ให้กับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 6. Security

มีความสามารถตรวจสอบกำหนดค่าความปลอดภัย เช่น Secure Boot, BitLocker, Code Integrity Check , Early Launch Anti-Malware, Boot App Security Version Number, Software Version Identifiers เป็นต้น ยังสามารถเขียน Command Sensors เพื่อตรวจสอบการทำงานของ Hardware / Software เพิ่มเติมได้

7. VPN (Virtual Private Network)

การใช้งาน Resource ต่าง ๆ เสมือนนั่งอยู่ในสำนักงาน ผ่านการใช้บริการระบบเครือข่ายภายในองค์กร ผู้ใช้งานสามารถใช้งานโดยอาศัยเครือข่ายสาธารณะได้ ( Public Network ) หรือ Internet โดยที่พนักงานสามารถเชื่อมต่อ VPN (Virtual Private Network) และสามารถนั่งทำงานอยู่สถานที่ใด ๆ ก็สามารถทำงานได้ แต่คงความปลอดภัยของผู้ใช้งาน เสมือนนั่งอยู่ในสำนักงาน เช่น การใช้งานผ่าน app ไม่ว่า app นั้น จะอยู่ ภายใน หรือภายนอก ก็สามารถทำงานได้ ยกตัวอย่าง การจะเข้าใช้งาน Application SAP ภายในองค์การ สามารถเข้าผ่าน web intranet ได้ เป็นต้น การเชื่อมต่อก็ทำได้ง่าย สะดวกสบาย ทำงานแบบ Auto Connect ซึ่งฝ่าย IT สามารถตั้งค่า Per-App Vpn หรือ สามารถระบุได้ว่าจะให้ Domain ใด เชื่อมต่อ VPN ได้นอกเหนือจาก Domain นั้นสามารถตั้งค่าให้ทำการ By-pass การเข้าใช้งาน ก็สามารถทำได้อีกด้วย

8. Self-Service and Remote Support

หากทางผู้ใช้งาน พบปัญหาในการทำงาน และต้องการความช่วยเหลือ ในการแก้ไขโดยเร่งด่วน หรือ ต้องการโต้ตอบ การสื่อสารระหว่างกันกับฝ่าย IT สามารถทำการ Remote ไปยัง เครื่อง device ของผู้ใช้งาน และทำการแก้ไขปัญหาในเวลาสั้นๆ เพิ่มความสะดวกสบาย ลดงานด้าน Operation Cost ได้เป็นอย่างดี พร้อมประสิทธิภาพที่มีความปลอดภัยของข้อมูล ขณะที่ทำการ Remote ด้วย

9. Compliance Policy

ฝ่าย IT สามารถอนุญาตให้ผู้ใช้งานนำเครื่องส่วนตัว (Bring Your Own Device : BYOD) มาใช้งานได้ในการทำงานได้ เพื่อความสะดวก คล่องตัว  และยังสามารถตั้งค่า Windows Health Attestation เพื่อตรวจสอบทราบถึง ความปลอดภัยของข้อมูลภายในองค์กร อีกทั้ง ยังสามารถตั้งค่า ตรวจช่องโหว่ด้านความปลอดภัย หรือ ภัยคุกคาม รวมถึง Secure Boot, Code Integrity, BitLocker และ Boot Manager ได้

รายละเอียดเพิ่มเติม  -> https://www.youtube.com/watch?v=nWQiYjyHEu8                

ที่มา : https://www.vmware.com/solutions/modern-endpoint-management.html

สนใจสินค้า และบริการ ของ Vmware Product  

ติดต่อ Fusion Advantec Co., Ltd.

ฝ่ายขาย Tel. +66 2 079 1860 กด 1

หรือ ติดต่อ คุณสุทธินันท์ Tel. 081-923-3660

Email: info@fusion.co.th

Website: https://www.fusion.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/modern-management-of-windows-10-with-workspace-one-by-fusion-advantec/