คลังเก็บป้ายกำกับ: WI-FI_NETWORK

เชิญร่วมสัมมนาฟรี : งาน Aruba Atmosphere Digital ATMD’21

กลับมาอีกครั้ง…..กับงานเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ด้านเครือข่ายระดับโลก “Aruba Atmosphere Digital ATMD’21 ภายใต้ธีมงาน “ Your Journey, Your Edge ” ในวันที่ 28 เมษายน 2564 เวลา 09.30 – 12.00 น.

คุณจะได้สัมผัสกับเนื้อหาและประสบการณ์อันน่าทึ่งต่างๆ ผ่านงาน Atmosphere Digital ช่วยให้คุณไม่เพียงแค่เข้าใจถึงโอกาส แต่ยังมอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่าคุณและองค์กรของคุณสามารถก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่ง Edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร? รวมถึงของรางวัลมากมายสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานเท่านั้น!!

“Your Journey, Your Edge” คือการเดินทางขององค์กรต่างๆ ท่ามกลางการปรับตัวมากมายในยุค Digital Transformation ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง WAN หรือเรื่องของ Security ซึ่งไม่ว่าคุณจะตรงไหนของการเดินทางก็ตาม Aruba ก็จะคอยอยู่ที่นั่นเพื่อพาคุณไปยังจุดหมายปลายทาง

โดยมี Keynote คนสำคัญ คือ คุณ Keerti, Founder และ CEO ของ Aruba ซึ่งจะบรรยายภายใต้หัวข้อ “Your Journey, Your Edge : How Edge-to-Cloud Powers Transformation” นั่นคือพูดถึงการเดินทางในยุค Digital Transformation ซึ่งระบบเครือข่ายแบบ Edge-to-Cloud นั้นสามารถช่วยคุณได้ และ Keynote คนถัดมาคือ คุณ Partha, Chief Technology Officer หรือ CTO จาก Aruba บรรยายภายใต้หัวข้อ “Define Your Edge Journey : Reach Your Destination with Aruba ESP” ซึ่งจะช่วยเรานิยามการเดินทางของ Edge ในแบบของเราเอง และนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางด้วย Aruba ESP

นอกจากนี้ภายใน Virtual Event นอกจากมีบรรยายจาก Keynote ต่างๆแล้ว ก็ยังมี Zone ต่างๆที่ให้ข้อมูลน่าสนใจ ที่คุณสามารถเข้าไปเลือกชมได้ เหมือนคุณอยุ่ในงานสัมนาจริงๆ

– ไม่ว่าจะเป็น Innovation Zone บอกเลยว่าโซนนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะ Aruba จะมีการ update innovation ให้ได้ศึกษากันมากกว่า 15 เรื่อง
– Airheads Community ที่รวบรวมข้อมูลจากเคสต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง
– หรือ AIRHEADS LOUNGE ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ทาง Aruba ขออุบไว้ก่อน ถ้าอยากรู้ต้องลงทะเบียนแล้วเข้าไปร่วมกิจกรรมด้วยตัวคุณเอง

ผู้ที่สนใจ สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่ https://qrgo.page.link/byXRj พิเศษด้วยรางวัลมากมายจาก Aruba เพียงแค่

1 : ลงทะเบียน ภายในวันที่ 27 เมษายน และเข้าร่วมงาน ATMD’21 อย่างน้อย 1 session คุณจะได้รับ Grab Voucher มูลค่า 200 บาท ทันที!!

2 : หลังจบงาน ATMD’21 ทีมงานจะส่งอีเมล์ไปเพื่อร่วมกิจกรรม quiz ตามเนื้อหาบรรยาย ซึ่งผู้โชคดีที่ตอบคำถามถูกต้อง จะได้รับของรางวัล ท่านละ 1 รางวัล ซึ่งรางวัลนั้นประกอบด้วย Airpods Pro จำนวน 3 รางวัล, Garmin Vivo Watch จำนวน 3 รางวัล และรางวัลใหญ่ iPad Air จำนวน 1 รางวัล

แล้วพบกันที่งานนะคะ

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-atmosphere-digital-atmd/

การทดสอบเพื่อทำแผนผังสาย: ไม่ใช่เรื่องสีของสายอย่างเดียว

โดยทั่วไปแล้วเครื่องทดสอบสายเคเบิลแบบอีเธอร์เน็ตจะสามารถทดสอบเพื่อทำแผนผังการโยงสายหรือ Wire Map ได้ เสมือนเป็นการทดสอบที่พื้นฐานที่สุดสำหรับระบบสายเคเบิลแบบทองแดง แต่ถึงจะเป็นการทดสอบขั้นพื้นฐาน ก็ถือเป็นการทดสอบหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดด้วย และถึงแม้การทำสีของคู่สายให้แตกต่างกันอย่างน้ำเงิน, ส้ม, เขียว, และน้ำตาลจะทำให้คิดว่าเราข้ามการทดสอบแผนผังการโยงสายได้ แต่รู้ไหมว่าการทดสอบนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสีของเส้นแต่อย่างใดเรามาดูกันในรายละเอียดดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์ของการทดสอบ
แม้การทดสอบนี้ไม่ได้บอกถึงแบนด์วิธว่าระบบสายเคเบิลดังกล่าวรองรับการใช้งานอีเธอร์เน็ตที่ต้องการได้หรือไม่ แต่การทดสอบ Wire Map นี้ก็เป็นการทดสอบแรกที่ทำให้ทราบถึงความต่อเนื่องของสาย และตรวจว่าลวดตัวนำของสายเคเบิลทั้ง 4 คู่สายนั้นเชื่อมต่อกับพินที่ปลายอีกด้านหนึ่งได้อย่างถูกต้องหรือไม่ ดังนั้น การทดสอบ Wire Map จึงเป็นการมองหาคู่สายที่ขาด (Open), สายลัดวงจร (Short), คู่สายที่เชื่อมย้อนกลับหาตัวเอง (Reversed Pair), คู่สายที่เชื่อมข้ามระหว่างกัน (Crossed Pair), และคู่สายที่แยกห่างออกไปเชื่อมต่อไม่ถูกต้อง (Split Pair)

ถ้าสัญญาณ DC ไปไม่ถึงปลายอีกด้านหนึ่ง ก็ถือว่าลวดขาด (Open) ถ้าสัญญาณดันวิ่งไปที่ตัวนำอีกเส้นหนึ่ง ก็แสดงว่ามีการลัดวงจร (Short) ระหว่างลวดตัวนำสองเส้น

คู่สายที่เชื่อมย้อนกลับหาตัวเอง (Reversed Pair) เกินขึ้นเมื่อขั้วของลวดตัวนำเส้นหนึ่งกลับกันกับที่ปลายอีกด้านหนึ่ง (จึงเรียกอีกอย่างว่า Tip/Ring Reversal) ตัวอย่างเช่น การที่คู่สายเข้าหัวกับพิน 3-6 ที่ปลายด้านหนึ่ง แต่กลับไปเข้าหัวกับพิน 4-5 ที่ปลายอีกด้านหนึ่ง

หนึ่งในการทดสอบ Wire Map ที่ตรวจหาได้ยากที่สุดก็คือ การที่ลวดในคู่สายแยกออกไปเชื่อมต่อคู่อื่น (Split Pair) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อการเชื่อมต่อระหว่างพินต่อพินนั้นยังถูกต้องตรงกัน แต่ตัวสายทางกายภาพกลับแหกแยกออกจากคู่ เช่น การแยกของคู่สายที่เกิดจากลวดตัวนำเส้นหนึ่งในคู่สายที่ควรจะเข้าหัวกับพิน 4-5 กลับไปเข้าหัวที่พิน 7 ที่ปลายทั้งสองข้าง ส่วนลวดตัวนำในอีกคู่สายที่ควรเข้าหัวกับพิน 7-8 กลับไปเข้าหัวที่พิน 5 ที่ปลายทั้งสองข้างแทน

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเรื่อง Split Pair ก็คือ การทดสอบความต่อเนื่องของสัญญาณ DC จะผ่านการทดสอบแม้เกิดปัญหานี้ แต่การทดสอบ Near End Crosstalk จะล้มเหลว ซึ่งการรับส่งข้อมูลจริงก็จะล้มเหลวด้วย

แล้วสีของสายหมายถึงอะไร?
รหัสที่แทนด้วยสีของสายบนทั้ง 4 คู่สายในสายเคเบิลทองแดง อันได้แก่ สีขาวน้ำ/น้ำเงิน, สีขาวส้ม/ส้ม, สีขาวเขียว/เขียว, สีขาวน้ำตาล/น้ำตาล สีเหล่านี้ช่วยให้คุณเข้าหัวสายได้สะดวกขึ้น ทำให้ง่ายขึ้นมากในการจับคู่สีของลวดตัวนำกับสีบนหัวแจ๊ค

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทดสอบ Wire Map ไม่ได้คำนึงถึงสีของลวดตัวนำเลย ถ้าคุณอยากจะเข้าหัวคู่สายสีขาวน้ำตาล/น้ำตาลเข้ากับพินเลข 1-2, 3-6. 4-5, หรือ 7-8 ก็ทำได้ เพียงแค่ให้แน่ใจว่าเข้าหัวที่พินเดียวกันที่ปลายอีกด้านหนึ่งด้วย

แต่ถึงแม้การทดสอบ Wire Map จะไม่ได้คำนึงถึงสีบนลวดแต่ละเส้น แต่ก็สำคัญอย่างยิ่งในการใช้รูปแบบการโยงสายแบบเดียวกันทั้งหมด ซึ่งรูปแบบการโยงสายนี้เกี่ยวข้องกับสีโดยตรง โดยการจัดพินคู่กับคู่สายนั้นสัมพันธ์กับมาตรฐาน T568A หรือ T568B การโยงสายแบบ T568A นั้นจะเข้าหัวคู่สายสีส้มเข้ากับพิน 3-6 ขณะที่แบบ T568B จะเข้าหัวคู่สายสีเขียวกับพิน 3-6 แทน

หนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุดของความล้มเหลวในการทดสอบ Wire Map คือ การที่ช่างแต่ละคนไม่ได้ใช้รูปแบบการโยงสายเดียวเหมือนกัน จนทำให้ปลายด้านหนึ่งไปเข้าหัวแบบ T568B ขณะที่ปลายอีกด้านหนึ่งหลับไปใช้รูปแบบ T568A ซึ่งถ้าอ่านเนื้อหาข้างต้นจนเข้าใจแล้ว ก็จะทราบทันทีว่ากรณีนี้เป็นสาเหตุของปัญหาการเชื่อมข้ามคู่สาย (Crossed Pair) นั่นเอง

การแก้ปัญหา
เมื่อต้องแก้ปัญหาความล้มเหลวของการทดสอบ Wire Map นั้น ขั้นแรกคือการตรวจสอบการเข้าหัว ซึ่งมองได้ง่ายๆ ว่าลวดตัวนำอาจไม่ได้กดเข้าหัวแนบสนิทดี, ไปเชื่อมต่อผิดพิน, หรือสายขาดเนื่องจากการใช้แรงกดย้ำหัวสาย เป็นต้น

แต่ถ้าสาเหตุไม่ได้เห็นชัดเจนที่จุดเข้าหัวแล้ว ก็อาจเป็นที่รอยตัดหรือสายเคเบิลขาด ซึ่งผลการทดสอบจะแสดงให้เห็นว่าความยาวของคู่สายหนึ่งสั้นกว่าคู่สายอื่นๆ หรืออาจเป็นไปได้ที่หัวต่อชำรุดเอง เป็นต้น

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/wire-map-testing-it-s-not-all-about-color

from:https://www.enterpriseitpro.net/wire-map-testing/

Webinar : Cloud-Networking กับวิวัฒนาการอุดมศึกษาแบบ hybrid

Aruba และ LannaCom ขอเรียนเชิญ IT Manager, Network Engineer, IT Admin และทุกท่านที่สนใจ เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Cloud-Networking กับวิวัฒนาการอุดมศึกษาแบบ hybrid”

ในยุคที่ธุรกิจจำเป็นต้องมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แม้แต่สายการศึกษา ระบบเครือข่ายถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการรองรับและสนับสนุนให้ระบบการเรียนการสอน รวมไปถึงระบบบริหารจัดการในสถานศึกษาให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม พร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (เฉพาะหน่วยงานสถานศึกษาเท่านั้น) เชิญร่วม webinar กับเราในวันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 2564 เวลา 14.00 – 15.00 น.

รายละเอียดการบรรยาย
หัวข้อ: Cloud-Networking กับวิวัฒนาการอุดมศึกษาแบบ hybrid
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 2564 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ผู้บรรยาย: คุณอนุสิทธิ์ รัชดาเลิศณรงค์ HPE Aruba และทีมงานจาก LannaCom
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 1,000 คน
ภาษา: ไทย

มาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ Cloud เพื่อการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Aruba Central ที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการบริหารจัดการของสถานศึกษาไปด้วยกัน

โดยการเข้าร่วมรับฟัง Webinar ซึ่งนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน HPE Aruba และ LannaCom ที่พร้อมจะตอบทุกคำถามและข้อสงสัย และขอเปิดรับสมัครสำหรับผู้ที่สนใจในการทำงานของหน่วยงานสถานศึกษาเท่านั้น

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี
ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! ที่ https://event.lanna.co.th/register/aruba
โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-cloud-networking/

อรูบ้า ชี้แนวโน้มของเทคโนโลยีด้านเครือข่าย รวมถึงโซลูชั่นใหม่ๆ ที่จะมาตอบโจทย์ธุรกิจ

เมื่อเร็วๆ นี้ทาง Enterprise ITPro ได้เข้าร่วมสัมภาษณ์พิเศษ คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของทางอรูบ้า (บริษัทในเครือของ HPE) โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจที่ได้มาแบ่งปันได้ได้ทราบกัน

คุณประคุณ ได้เปิดเผยว่า อรูบ้ามองเห็นปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ CIO จะต้องเผชิญ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่จะเข้ามาช่วยผลักดัน หรือในทางตรงกันข้ามอาจเป็นอุปสรรคที่เข้ามาชะลอแผนการทางด้าน IT ขององค์กรได้ นั่นคือ:

1. การเกิดขึ้นของการทำงานแบบผสมผสาน หรือที่เรียกว่า Hybrid Workforce
การทำงานของคนเราจะเปลี่ยนไปมากขึ้น จากการแพร่ระบาดของไวรัสทำให้คนทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) กันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ไวรัสเริ่มซาลง ผู้คนจะเริ่มกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเช่นเดิม หรือ Return to Office (RTO) ระบบเน็ตเวิร์กที่ดีจะต้องสามารถที่จะทำ location tracing กับ contact tracing ให้กับผู้ใช้ เพื่อยังคงสร้างความอุ่นใจในการดำเนินนโยบายป้องกันการระบาด อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานไปในตัว ซึ่งอรูบ้ามีเทคโนโลยีในการจัดการประเด็นนี้อยู่แล้ว

2. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบเครือข่ายที่ต้องครอบคลุมทุกส่วนบนระบบเครือข่าย
คุณประคุณบอกว่าต่อไปนี้องค์กรจะต้องใช้แนวคิดแบบ Zero Trust Security คือ ต้องมีการตรวจสอบทุกจุด จะไม่ไว้วางใจอะไรง่าย เพื่อป้องกันปัญหาทางด้านไซเบอร์ที่จะตามมา เทคโนโลยีเน็ตเวิร์กของอรูบ้าจะมาพร้อมกับระบบซีเคียวริตี้ที่ต้องฝังไว้ในทุกส่วน นั่นทำให้องค์กรอุ่นใจได้ว่า พวกเขาจะมีระบบที่มีความปลอดภัยมากขึ้น

3. ความพึงพอใจลูกค้าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญมากกว่าเดิม
การเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายเป็นส่วนสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้หรือ User Experience ก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นอย่างยิ่งในยุคใหม่นี้ ดังนั้นผู้ดูแลระบบไอทีก็ควรจะใส่ใจประเด็นนี้ และหาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความพึงพอใจของผู้ใช้งานด้วย

4. การนำ AI มาใช้ในการดูแลการดำเนินงานของระบบเครือข่ายมากขึ้น
ระบบอัตโนมัติจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกว่าเดิม อรูบ้ามองว่าต่อไปนี้ไม่ว่าจะจัดการสิ่งต่างๆ บนเครือข่าย การใช้เทคโนโลยีอย่าง AI จะเข้ามาทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น ระบบที่ซับซ้อนจะถูกจัดการได้ดีกว่าเดิม ทำให้รองรับกับงานด้านเครือข่ายอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยุคทองของ Intelligent Edge
คุณประคุณได้กล่าวต่อไปถึงเรื่องโลกที่กำลังเดินทางสู่ยุคของ Intelligent Edge อีกด้วย โดยเขาชี้ว่า Intelligent Edge เข้ามาในช่วง 1- 2 ปีนี้ โดยเริ่มเห็น smart device มากขึ้น application ก็เปลี่ยนไป เช่น ถ้าจะซื้อทีวีก็จะเลือกที่ดู Youtube ได้ด้วย ดังนั้นก็จะต้องซื้อทีวีที่เป็น smart TV หรือพัดลมก็ต้องต่อ networkได้ เป็นต้น

เมื่อเราถามถึงโซลูชั่นของอรูบ้าว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจ
อรูบ้ามีโซลูชั่นที่น่าสนใจหลายอย่าง และที่เป็นไฮไลท์ที่จะมาตอบโจทย์การทำงานให้กับองค์กรธุรกิจ ก็คือ ตัว Aruba ESP หรือ Edge Services Platform ที่มีองค์ประกอบด้วยกันหลักๆ อยู่สามประการ คือ

– Unified Infrastructure การบริหารจัดการทุกอย่างจะมาอยู่ที่ศูนย์กลางเดียวกันผ่านโซลูชั่น Aruba Central การทำงานเป็นเรื่องที่ง่ายมากว่าเดิม และสามารถรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
– Zero Trust Security โดยอรูบ้าจะเพิ่มเทคโนโลยีความปลอดภัยในส่วนต่างๆ ของอุปกรณ์ของตน เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดบนเครือข่ายให้กับลูกค้า
– AIOps เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่จะมาช่วยบริหารจัดการให้ระบบทำงานได้อย่างอัตโนมัติ ลดภาระอันซับซ้อนของเครือข่ายไม่ว่าจะเป็น Wireless, Wire, LAN, WAN และอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

“Aruba ESP จะช่วยให้องค์กรสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม และตอบโจทย์กับเทคโนโลยีเครือข่ายยุคใหม่ที่จะช่วยให้ องค์กรสามารถพร้อมรับมือกับแนวโน้มทั้งสี่ประการข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด” คุณประคุณ กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-network-esp/

Coaxial ใครว่าไม่สำคัญ? บางทีคุณอาจจะต้องทดสอบมันก็เป็นได้

เวลาพูดถึงการทดสอบสายทองแดง ส่วนใหญ่เราก็มักคุยกันเฉพาะสายทองแดงแบบบิดเกลียวคู่ประเภทต่างๆ เช่น Category 6, Category 6A, และ Category 8 แต่ถึงแม้สายเคเบิลเหล่านี้นิยมนำมาใช้รับส่งข้อมูลทุกอย่างในระบบอีเธอร์เน็ต ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นสายทองแดงประเภทเดียวที่คุณจะเจอ

สายเคเบิลอย่าง Coaxial (หรือบางคนจะเรียกสั้นๆ ว่า “Coax”) ได้ถูกนำมาใช้รับส่งสัญญาณทั้งข้อมูลและวิดีโอมายาวนาน และถือเป็นสื่อตัวแรกที่นำมาใช้สื่อสารในระบบอีเธอร์เน็ตแบบ 10BASE2 และ 10BASE5 ที่ส่งต่อด้วยความเร็ว 10 Mb/s ได้ระยะทาง 185 และ 500 เมตรตามลำดับ ซึ่งคำว่า “Coaxial” นั้นมาจากข้อเท็จจริงที่ลวดตัวนำที่อยู่ตรงกลางสายเคเบิล และฉนวนที่หุ้มอยู่นั้นวางตัวขนานในแกนเดียวกัน หรือเรียงตัวอยู่ตรงกลางสาย สายโคแอกเซียลบางประเภทจะมีฉนวนหลายชั้น เช่นแบบ Quad Shielded ที่มีฉวนสองชั้น แต่ละชั้นมีฉนวนที่ถักด้วยลวดฟลอย ทำให้ฉนวนดังกล่าวทนทานต่อสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนได้เป็นอย่างมาก จนสามารถส่งต่อสัญญาณความถี่สูงไปได้ระยะทางไกลๆ

แม้เรามักจะนึกว่าสายโคแอกเซียลนี้น่าจะเอามาใช้แค่ภายในบ้านอย่างเช่นการส่งต่อวิดีโอหรือเคเบิลทีวี (CATV) แต่จริงๆ ยังมีการนำมาใช้ในองค์กรแบบเชิงพาณิชย์แทบทุกอย่างตั้งแต่ในระบบกล้องวงจรปิด (CCTV), การสื่อสารข้อมูลเสียงและวิดีโอ, จนถึงการใช้กับเสาอากาศส่งคลื่นวิทยุหรือการเชื่อมต่อเครือข่ายบางอย่าง ดังนั้นเราจึงควรทำความเข้าใจธรรมชาติของสายเคเบิลแบบนี้ รวมถึงการทดสอบสายแบบนี้ด้วย

ประเภทของสาย
สายโคแอกเซียลมีหลายชนิดที่รองรับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น การสื่อสารผ่านดาวเทียม, การใช้ในอุตสาหกรรม, กลาโหมและทางการทหารต่างๆ ซึ่งสายโคแอกเซียลที่ไม่ได้ใช้ในอุตสาหกรรมที่พบส่วนใหญ่นั้นมีอยู่ 3 แบบ ได้แก่ RG6, RG11, และ RG59 โดยแบบที่พบมากที่สุดคือ RG6 ที่มักพบในองค์กรโดยเฉพาะการใช้กับกล้อง CCTV และ CATV ขณะที่สาย RG11 มีขนาดลวดตัวนำตรงกลางใหญ่กว่า RG6 นั่นหมายความว่ามีค่าการสูญเสียสัญญาณระหว่างรับส่งต่ำกว่า และสามารถส่งสัญญาณได้ไกลกว่าสาย RG6 อย่างไรก็ตาม สายเคเบิลแบบ RG11 ที่ใหญ่ขึ้นนั้นย่อมแพงกว่าและแทบไม่ยืดหยุ่น จนไม่เหมาะอย่างยิ่งในการติดตั้งภายในอาคาร จะเหมาะกับการโยงสายระยะทางไกลภายนอกหรือใช้กับลิงค์หลักที่ยิงแนวตรงมากกว่า และถึงแม้สายแบบ RG59 จะยืดหยุ่นง่ายกว่า RG6 แต่ก็ให้ค่าการสูญเสียสูงกว่า จึงไม่ค่อยมีการนำมาใช้งานอีกแล้วในปัจจุบันยกเว้นในระบบวิดีโอแบบอนาล็อกความถี่ต่ำที่ใช้แบนด์วิธไม่มาก ที่ใช้ระยะทางสั้นและมีข้อจำกัดด้านพื้นที่การวางสาย (เช่น กล้องส่องหลังรถเวลาถอย)

นอกจากนี้สายโคแอกเซียลยังมีหลายความต้านทานหรือ Impedance ให้เลือก โดยทั่วไปจะมีตั้งแต่ 50, 75, และ 93 โอห์ม โดยสายโคแอคเซียล 50 โอห์มจะรองรับพลังงานได้สูงกว่า จึงถูกนำมาใช้ส่งสัญญาณวิทยุอย่างวิทยุสมัครเล่น (Ham Radio), วิทยุความถี่อิสระ (CB:Citizen Band). และพวกวอล์กกี้ทอล์กกี้ ขณะที่สายแบบ 75 โอห์มจะรักษาความแรงสัญญาณได้ดีกว่า จึงนำมาใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์รับสัญญาณทั้งหลาย เช่น ตัวรับ CATV, ทีวีความละเอียดสูง, และเครื่องอัดดิจิตอล ซึ่งจริงๆ แล้วเคยนำมาใช้กับเครือข่ายเมนเฟรมของ IBM ตั้งแต่ยุค 1970 – 1980 ส่วนสายแบบ 93 โอห์มค่อนข้างหายากและราคาแพง แต่ถึงแม้ในการใช้งานปัจจุบันมักพบกับสายโคแอกเซียลความต้านทาน 75 โอห์มเป็นหลัก เราก็ต้องตระหนักด้วยว่าทุกองค์ประกอบบนระบบสายเคเบิลแบบโคแอกเซียลเดียวกันนั้นก็ควรมีค่า Impedance เดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการสะท้อนสัญญาณภายในที่จุดเชื่อมต่อ ที่อาจเกิดสัญญาณสูญเสียและคุณภาพวิดีโอต่ำลงได้

สัญญาณแบบ Digital Signal 3 (DS3) ที่ใช้รับส่งข้อมูลในสำนักงานกลาง (หรือที่เรียกว่าสาย T3) ก็ยังใช้สายโคแอกเซียลอย่างแบบ 75 โอห์ม Type 735 และ Type 734 โดยสาย Type 735 สามารถครอบคลุมระยะทางได้ไกล 69 เมตร ขณะที่สาย Type 734 สามารถใช้ลากได้ถึง 137 เมตร นอกจากนี้ยังมีการนำสาย RG6 มาใช้วิ่งสัญญาณ DS3 ด้วยแต่จะได้ระยะทางที่สั้นกว่า

วิธีทดสอบสายได้ง่ายๆ
สำหรับสายโคแอกเซียลใดๆ นั้น การติดตั้งที่ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นกับการใช้องค์ประกอบคุณภาพสูงและเทคนิคการวางระบบที่เหมาะสม โดยเฉพาะการติดตั้งหัวต่อ ซึ่งค่าความสูญเสียสัญญาณภายในสาย (Insertion Loss) ที่ได้รับผลกระทบจากความยาวรวมของลิงค์ที่ลากไว้นั้น ถือเป็นพารามิเตอร์หลักที่ทำให้มั่นใจได้ว่าระบบสายโคแอกเซียลของเราจะรองรับรูปแบบการใช้งานที่ต้องการได้

มาตรฐาน ANSI/TIA-568-4.D ระบุความต้องการของระบบสายเคเบิลโคแอกเซียลบรอดแบนด์ 75 โอห์ม ทั้งตัวสายและฮาร์ดแวร์ที่ใช้เชื่อมต่อสำหรับรองรับ CATV, โทรทัศน์สัญญาณดาวเทียม, และการใช้งานบรอดแบนด์ต่างๆ เอาไว้ โดยสำหรับ Cabling Subsystem 2 ที่อยู่ระหว่างจุดกระจายสัญญาณนั้น ความยาวจะถูกจำกัดไว้ที่ 46 เมตรสำหรับสาย RG6 และจะเพิ่มเป็น 100 เมตรสำหรับสาย RG11 ซึ่งในแต่ละระบบที่ติดตั้งเหล่านี้ TIA-568-4.D ก็จำกัดค่าการสูญเสียสัญญาณเอาไว้ด้วยในช่วงความถี่ตั้งแต่ 5 ถึง 1002 MHz

การทดสอบสายโคแอกเซียลนั้นทำได้ง่ายๆ ด้วย Fluke Networks’ DSX-CHA003 Coax Adapter ที่นำมาใช้กับเครื่อง DSX CableAnalyzer™ Series Copper Cable Certifier ทำให้รองรับสายโคแอกเซียลทั้งแบบ RG6 และ RG11 ได้ ตัวอแดปเตอร์สายโคแอกเซียล DSX-CHA003 นี้จะทดสอบตามค่าขีดจำกัดค่าการสูญเสียสัญญาณที่ครอบคลุมทั้งช่วงความถี่ทั้งหมด และเนื่องจากค่าการสูญเสียสัญญาณนั้นแปรผันโดยตรงกับความยาวของลิงค์ที่ติดตั้งไว้ ซึ่งลิงค์ที่สั้นกว่าอาจผ่านการทดสอบได้แม้ประสิทธิภาพจริงจะถูกลดทอนอย่างรุนแรงจากความเสียหายบนสายหรือการติดตั้งหัวเชื่อมต่อที่ไม่ดี เครื่อง DSX CableAnalyzer จึงแสดงค่าจำกัดการทดสอบที่ขึ้นกับความยาวสาย (Length-Scaled) ที่ปรับแต่งค่าจำกัดค่าการสูญเสียสัญญาณให้อัตโนมัติตามความยาวที่วัดได้จริงของสายเคเบิลช่วงที่ทดสอบ

เครื่อง DSX CableAnalyzer ยังทดสอบค่าตามเกณฑ์ของ DS-3 แบบ Length-Scaled สำหรับสายโคแอกเซียลทั้ง Type 734, Type 735 และ RG6 ที่ใช้กันภายในสำนักงานขนาดใหญ่ได้ด้วย รวมทั้งเครื่องนี้ยังสามารถทดสอบสายเคเบิลแบบโคแอกเซียลที่ใช้ในอีเธอร์เน็ตแบบเก่าอย่าง 10BASE2 และ 10BASE5 ที่มักพบได้ยากในการใช้งานความเร็วต่ำบนระยะทางที่ไกลกว่า 100 เมตรด้วยเช่นกัน

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/coax-cable-you-might-just-need-test-it

from:https://www.enterpriseitpro.net/coaxial-cable-test/

อรูบ้า (Aruba) เผย 4 แนวโน้มหลักของระบบเครือข่ายในปี 2564 ที่ CIO ควรรู้

ปี 2564 นี้เริ่มต้นขึ้นด้วยสถานการณ์ที่แตกต่างจากช่วงต้นปี 2563 ส่งผลให้บทบาทของระบบเครือข่ายและระบบ IT ได้กลายเป็นพระเอกที่เข้ามาช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงท่ามกลางภัยโรคระบาดนี้ แต่สำหรับบางองค์กรอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

อย่างไรก็ดีสำหรับสถานการณ์นับจากนี้ไป CIO ต้องมองไปสู่อนาคตเพื่อกำหนดแนวทางและกลยุทธ์สำหรับโลกยุคหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19

อรูบ้า (Aruba) มองเห็นปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ CIO จะต้องเผชิญ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่จะเข้ามาช่วยผลักดัน หรือในทางตรงกันข้ามอาจเป็นอุปสรรคที่เข้ามาชะลอแผนการทางด้าน IT ขององค์กรได้ นั่นคือ:

  • การเกิดขึ้นของการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Workforce) และพัฒนาการต่อไปในระหว่างและหลังการแพร่ระบาด
  • บทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบเครือข่ายที่ต้องครอบคลุมทุกส่วนบนระบบเครือข่าย
  • ความเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดการทำงานของระบบเครือข่าย จากระยะเวลาที่เครือข่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปสู่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ด้วยการวิเคราะห์ระบบเครือข่ายแบบองค์รวมในฐานะของส่วนหนึ่งภายใต้เทคโนโลยีที่ใช้งานทั้งหมด
  • การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการดูแลการดำเนินงานของระบบเครือข่ายมากขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจาก LAN, WAN และ Cloud

การทำงานแบบไฮบริดที่จะคงอยู่ต่อไป

แม้จะมีความคืบหน้าในด้านวัคซีนป้องกัน COVID-19 แต่พนักงานในองค์กรหลายตำแหน่งอาจยังกลับเข้าทำงานได้ไม่เต็มที่จนกว่าจะถึงปลายปี 2564 และในบางธุรกิจอาจจะยังเข้ามาทำงานในสำนักงานไม่ได้เลย

หลังจากพูดคุยกับ CIO จากทั่วโลกสิ่งที่ชัดเจนก็คือ รูปแบบการทำงานจากระยะไกลจะยังคงอยู่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเรื่องการเข้าใช้พื้นที่ในสำนักงาน วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนการเชื่อมต่อและระบบเครือข่าย

หลาย ๆ องค์กรคิดว่าการสร้างระบบทำงานจากระยะไกล (Remote Setups) จะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวในช่วงที่อัตราการแพร่ระบาดของ COVID-19 ขึ้นสูงเท่านั้น แต่การทำงานในลักษณะนี้กลับพัฒนามากขึ้น ไปสู่การทำงานแบบไฮบริดที่มีประสิทธิภาพและอัจฉริยะมากขึ้น โดยพนักงานสามารถจะทำงานจากที่บ้าน ที่ทำงานหรือที่ไหน ๆ ก็ได้ ด้วยการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้

สำหรับ IT แล้ววิกฤตครั้งนี้นับว่ามีความท้าทายอย่างมาก แต่ก็กระตุ้นให้ CIO และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรได้ตระหนักถึงผลกระทบที่ IT จะมีต่อธุรกิจ รวมถึงความรวดเร็วในการติดตั้งและใช้งานระบบใหม่ ๆ ซึ่งต้องดำเนินการได้แม้ในสถานการณ์ที่กดดัน

ตอนนี้ CEO รวมถึงผู้บริหารระดับสูง กำลังคิดถึงบทเรียนที่ได้รับจากการระบาดครั้งใหญ่นี้เพื่อให้ระบบเครือข่าย, ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย และโครงการทางด้าน IT มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น

ซึ่งผลลัพธ์ก็คือการที่ฝ่าย IT ได้เข้าไปมีบทบาทในการผลักดันการทำ Digital Transformationมากขึ้น รวมถึงยังมีส่วนในการเร่งแผนงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ท่ามกลางความมั่นใจของพนักงานในองค์กรที่ต้องปรับตัวไปสู่ ความปรกติรูปแบบใหม่ หรือ New Normal ได้นั่นเอง

มุมมองต่อความมั่นคงปลอดภัยที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด – จาก Endpoint ไปยัง the Edge ไปจนถึง the Cloud

ด้วยการเติบโตเต็มที่ของระบบคลาวด์และการขยายตัวของ Edge Networking ซึ่งมีจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ามาที่จุด Endpoint เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว – ทั้งหมดนี้ถูกเร่งขึ้นจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ IoT – วิธีการที่กำหนดและสร้างระบบความมั่นคงปลอดภัยที่ใช้ในขณะนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมระบบเครือข่าย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เพียงส่วนเสริมของระบบ IT ในองค์กรอีกต่อไป

จากการเติบโตของสภาพแวดล้อมในการทำงานจากระยะไกลและการทำงานแบบไฮบริด เหล่า CSO และ CIO นั้น ต่างก็เรียกร้องหาแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เชื่อมโยงถึงกัน

เมื่อพิจารณาถึงหลักการออกแบบระบบครือข่ายในอดีตที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยนั้นจะเริ่มต้นจากการกำหนดนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และออกแบบโครงสร้างระบบเครือข่ายที่สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งหมายถึงการที่ระบบโครงสร้างเครือข่ายและนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยจะเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก

อย่างไรก็ดีแนวทางดังกล่าวนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เพราะโซลูชันด้านระบบเครือข่ายได้วิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการแบ่งแยกส่วนของระบบเครือข่ายได้ในหลายระดับ ในขณะที่นโยบายนั้นก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นในลักษณะเพิ่มความสามารถในการตั้งค่าการควบคุมการทำงานเฉพาะในเวลาและตำแหน่งที่จำเป็นเท่านั้น

โซลูชันสถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบ Zero Trust จะยังคงเป็นแกนหลักของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพด้วยระบบงานไอทีแบบเดิมที่ย้ายออกจาก Edge ไปสู่สภาพแวดล้อมระบบคลาวด์หรือ SaaS แทน รวมถึงมีการใช้งาน OT/IoT workloads เกิดขึ้นที่ Edge อย่างมากมาย

นอกจากนี้ด้วยการนำ 5G มาใช้ สถาปัตยกรรมเครือข่ายจะต้องต่อสู้กับปริมาณงานจากการประมวลผลแบบหลายช่องทางการเข้าถึงจาก Edge (Multi-Access Edge Compute: MEC) ทั้งแบบส่วนตัวและสาธารณะ ยิ่งต้องการวิธีคิดและการปฏิบัติที่ยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งต้องพัฒนาให้ก้าวล้ำไปกว่าแนวคิดการรักษาความปลอดภัยแบบผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การออกแบบระบบเครือข่ายโดยยึดข้อมูลเป็นศูนย์กลาง หรือ Zero Trust ที่ลงตัวที่สุดสำหรับวันนี้

ความพึงพอใจของผู้ใช้คือเป้าหมายสูงสุด

ตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านไอทีที่สำคัญ (Key IT Metrics) มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน การทำให้โครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการทำงานตามปกติประจำวัน (Metric Du Jour) คือการสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้ ซึ่งในมุมมองของ CIO นั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน คือผลต่อผลกำไรของธุรกิจ

ขณะที่ทีมงานดูแลระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัย พวกเขาต้องให้ความสำคัญกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของผู้ใช้ปลายทาง และคาดหวังกับบริการและแอปพลิเคชันที่เลือกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ดังนั้นทีมงานดูแลระบบเครือข่าย ต้องปรับวิธีคิดและวิธีการทำงาน โดยแทนที่จะถามเพียงว่า อุปกรณ์ประเภทใดที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย พวกเขายังต้องให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการเชื่อมต่อในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมความเสี่ยงให้ได้อีกด้วย

ที่สำคัญ ต้องมีเป้าหมายในการควบคุมดูแลระบบเครือข่ายไปพร้อมกับการสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจ ด้วยการใช้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม CIO จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับสภาพแวดล้อมไอทีให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ในที่สุด CIO ต้องการข้อมูลเชิงลึกมากกว่าค่าพื้นฐานต่าง ๆ จากระบบเครือข่าย นั่นหมายถึงความพร้อมใช้งานของระบบเครือข่ายและประสิทธิภาพของการใช้งานแอปพลิเคชันผ่านระบบเครือข่ายที่ผู้ใช้และผู้บริหารให้ความสำคัญ พวกเขาไม่ได้สนใจในความซับซ้อนของเครือข่ายว่าทำงานอย่างไร แต่พวกเขากังวลถึงประสบการณ์และความพึงพอใจจากการใช้งานแอปพลิเคชันประชุมทางไกลมากกว่า

นำระบบอัตโนมัติมาใช้จัดการการดำเนินงานของระบบเครือข่ายให้มากขึ้น

ความสามารถในการทำความเข้าใจกับความต้องการและประสบการณ์ของผู้ใช้ได้นี้ ทำให้ระบบเครือข่ายอัตโนมัติเติบโตขึ้น แต่ความก้าวหน้าของระบบอัตโนมัตินั้นยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้เทียบเท่า สม่ำเสมอกันในทุกส่วนของระบบเครือข่ายทั้งหมด

เช่น ในศูนย์ข้อมูลซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ WAN หรือ LAN การนำระบบอัตโนมัติไปใช้จะง่ายและทำได้มากกว่าเพราะการเปลี่ยนแปลงในศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่เกิดตามโครงสร้างลำดับชั้นโดยธรรมชาติของมัน ดังนั้นจึงง่ายต่อการทำความเข้าใจและจัดการผ่านสคริปต์ที่เขียนให้ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ

แต่ในทางกลับกัน Edge (ทั้ง LAN และ WAN) เป็นสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายมากขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากปัจจัยที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของ IT โดยสิ้นเชิง นั่นคือรูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์และอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการใช้ประโยชน์จาก AI และ Machine Learning เพื่อรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีที่เกิดขึ้นและตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นในทันที การเติบโตของโซลูชันซึ่งมีองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบอัตโนมัติที่ Edge จะดีขึ้นอย่างมากในปี 2564 นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าที่สำคัญในการรวมสิ่งเหล่านี้เข้ากับ API และเครื่องมืออัตโนมัติอื่น ๆ ซึ่งจะมอบประสิทธิภาพและข้อมูลเชิงลึกที่ผู้นำด้าน IT ต้องการ

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความสนใจในระบบเครือข่ายอัตโนมัติที่ Edge ในบรรดา CIO และผู้นำด้านไอที จากการสำรวจล่าสุดของผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที 2,400 คนทั่วโลกพบว่า 35% วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในระบบเครือข่ายที่ใช้ AI เนื่องจากพวกเขาแสวงหาโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานโดยคล่องตัวและอัตโนมัติสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริด

 ทำให้ปี 2564 ประสบความสำเร็จ

ในปี 2563 ธุรกิจและเศรษฐกิจได้รับการช่วยเหลือจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เรื่องของความมั่นคงปลอดภัยในการเชื่อมต่อระบบคลาวด์ ไปจนถึงแอปพลิเคชันที่มีการจัดการและรองรับผ่านเครือข่าย

ขณะนี้ในปี 2564 ปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ระบุไว้ข้างต้น สามารถช่วยให้ CIO และผู้นำด้านไอทีมีเครื่องมือที่พร้อมสำหรับทิศทางที่คาดเดาไม่ได้ในปัจจุบันและในอนาคต แม้ว่าการระบาดใหญ่นี้จะยังคงอยู่ หรือความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ตลอดจนวัฒนธรรมการทำงานและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็ตาม มันจะสามารถช่วยให้ผู้นำด้านไอทีตั้งแต่ระดับบนลงล่างไปจนถึงตำแหน่งไอทีที่มีผลต่อการวางกลยุทธ์ประสบความสำเร็จ

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba

“สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย trend ทั้ง 4 ที่กล่าวมา สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยในประเทศไทย ภาวะการระบาด ที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่เปลี่ยนไปและเพื่อให้สามารถแข่งขันต่อไปได้ในช่วงวิกฤตินี้  อรูบ้าได้พัฒนาระบบเครือข่ายในส่วนของ แคมปัส ดาต้าเซ็นเตอร์ และ SD-WAN โดยคำนึงถึงความท้าทายใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับ trend ของการใช้งาน รวมถึงความท้าทายทางการลงทุนในระบบเครือข่าย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานและดูแลระบบเครือข่ายจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้” กล่าวเสริมโดยคุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise

บทความโดย : Partha Narasimhan, CTO of Aruba, a Hewlett Packard Enterprise company

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-technology-networking/

บทความ : 5 คำถามที่ควรตอบให้ได้ ก่อนที่จะเลือกใช้ Wi-Fi 6

มาตรฐาน Wi-Fi 6 (802.11ax) มีการพัฒนาจากเดิมมากมายที่น่าตื่นเต้นมากในโลกของไวไฟจนทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเร็วที่เชื่อมต่อไร้สายได้ระดับหลายกิกะบิตจริง รวมทั้งการรองรับเครือข่ายที่ใช้งานหนาแน่นสูงอย่างในสนามกีฬาด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีจุดที่ต้องระวังในการพิจารณาและวางแผนก่อนที่จะก้าวกระโดดไปใช้ Wi-Fi 6 อย่างจริงจังด้วย

1. เราจำเป็นกับความเร็วระดับนี้จริงหรือเปล่า?

เริ่มจากการตั้งคำถามว่าคุณจำเป็นต้องใช้ความเร็วระดับใหม่นี้จริงหรือ เนื่องจากเพื่อให้สามารถทำความเร็วไร้สายระดับหลายกิกะบิตได้นั้น

แอคเซสพอยต์ (AP) ของ Wi-Fi 6 ส่วนใหญ่จึงออกมาเพื่อใช้กับการเชื่อมต่อผ่านสายแลนแบบ 2.5 Gbps หรือ 5 Gbps เลยด้วย ขณะที่ถ้าเป็น AP ของมาตรฐาน Wi-Fi 5 เดิมเกือบทั้งหมดจะใช้อินเทอร์เฟซความเร็วแค่ 1 Gbps เท่านั้น

การเชื่อมต่อ AP แบบ Wi-Fi 6 เข้ากับเครือข่ายระดับกิกะบิตทั่วไปนั้นก็เป็นไปได้อยู่ แต่นั่นก็หมายความว่าจะเกิดคอขวดของความเร็วเน็ตโดยรวม หรือมองอีกมุม ผู้ใช้ไคลเอนต์ไวไฟเองก็อาจไม่ได้รู้สึกสะดุดขึ้นมาว่าไม่ได้ใช้ความเร็วได้เกิน 1 Gbps กัน ซึ่งในแง่หลังนี้ อาจชี้ว่าคุณอาจไม่จำเป็นที่ต้องใช้ความเร็วในการเข้าถึงไวไฟระดับสูงขนาดนี้ก็ได้ โดยการใช้งานไวไฟบนสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อปในสำนักงานทั่วไปนั้นก็ไม่ได้จะต้องใช้ความเร็วสูงมากมาย นอกจากอยู่บนเครือข่ายที่มีผู้ใช้หนาแน่นมาก

หรือในการใช้งานแอพพลิเคชั่นที่อ่อนไหวง่าย ต้องการทรูพุตสูงอย่างเช่น การสตรีมมิ่งวิดีโอระดับ 4K โดยเฉพาะถ้าต้องโหลดคอนเท็นต์ดังกล่าวมาจากภายในแลนแทนที่จะมาจากอินเทอร์เน็ต (เพราะการเชื่อมต่อเน็ตของคุณอาจจะไม่ได้แรงถึงระดับนั้นด้วย)

2. ระบบ LAN ของคุณพร้อมไหม

คำถามต่อมาเป็นเครื่องของความพร้อมเครือข่ายแลนของคุณ ที่ควรประเมินก่อนว่าสายแลนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันรองรับความเร็วระดับหลายกิกะบิตตลอดทางหรือไม่

เริ่มตั้งแต่สวิตช์ที่อยู่ระหว่างเราท์เตอร์และ AP ว่ารองรับอัตรารับส่งข้อมูลสูงสุดเท่าไร หรือแม้แต่การเช็คตลอดเส้นทางจากไคลเอนต์ของไวไฟวิ่งไปถึงบนแลนจนถึงปลายทางที่ต้องการ เป็นต้น

ต่อมาเป็นเรื่องของ Power-over-Ethernet (PoE) ที่ควรเช็คมาตรฐาน PoE พร้อมกับอัตราการรับส่งข้อมูลที่รองรับด้วยพร้อมกัน

ซึ่ง AP ระดับ Wi-Fi 6 ส่วนใหญ่ล้วนต้องการมาตรฐาน PoE+ (802.3at) ขึ้นไป และถึงแม้จะมี AP บางตัวที่อาจใช้กับ PoE ระดับต่ำลงมาอย่าง 802.3af ได้ แต่ก็จะลดประสิทธิภาพการทำงาน จนทำให้ได้อัตรารับส่งข้อมูลสูงสุดเหลือแค่ 1 Gbps ตามไปด้วย เพื่อรองรับอนาคตอย่างยั่งยืน เราแนะนำให้ใช้มาตรฐาน PoE++ ใหม่ล่าสุด (802.3bt) ไปเลยถ้าสวิตช์หรืออุปกรณ์ปล่อยกระแสรองรับ

ต่อมาเป็นเรื่องของสายเคเบิล ที่ควรใช้ขั้นต่ำระดับ Cat6 ขึ้นไป

ไปจนถึงตัวเราเตอร์ ที่ควรเช็คว่าพอร์ตสวิตช์บนเครื่องรองรับความเร็วมากกว่า 1Gbps ด้วยหรือไม่

3. ตำแหน่งของการวาง AP ชัดเจนไหม?

อีกคำถามเป็นเรื่องของตำแหน่งในการวาง AP แน่นอนว่าเราควรสำรวจพื้นที่ (Site-Survey) ก่อนติดตั้งทุกครั้ง เพื่อหาตำแหน่งการวางที่ให้การครอบคลุม การทำโรมมิ่ง และประสิทธิภาพในการให้บริการไวไฟได้ดีที่สุด ซึ่ง Wi-Fi 6 อาจมีระยะครอบคลุมคล้ายเดิม แต่แตกต่างตรงที่การรองรับความหนาแน่นการใช้งาน

4. Wi-Fi 6 จะใช้ได้กับทุกคนหรือไม่?

แม้ว่า AP แบบ Wi-Fi 6 จะทำงานได้กับมาตรฐาน Wi-Fi เดิมก็จริง แต่คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าความเร็วมันมีการพัฒนาจริงหรือเปล่า นอกเสียจากว่าผู้ใช้งานทุกคนใช้ Wi-Fi 6 ทั้งหมด จริงอยู่ที่อุปกรณ์โมบายล์ดีไวซ์ต่างๆ ซัพพอร์ต Wi-Fi 6 แล้วก็ตาม แต่อุปกรณ์รุ่นเก่า ซึ่งพนักงานหลายคนก็ใช้กันอยู่ ก็ยังไม่ได้ซัพพอร์ตกันมากนัก ดังนั้นเป็นไปได้ที่คุณอาจจะชะลอการใช้งานไปก่อนก็ได้ แต่ในกรณีถ้ามีเครือข่ายแบบพิเศษ หรือ กลุ่มพิเศษที่ต้องเน้น Wi-Fi 6 ล้วนๆ ก็สามารถพิจารณาได้

5. คุณสมบัติต่างๆ ที่คุณต้องการนั้นมีพร้อมแล้ว?

เราจะได้เห็นคุณสมบัติต่างๆ ทยอยกันออกมาเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น เราเห็นอุปกรณ์ที่สามารถรับส่งการสตรีมแบบพร้อมกันได้ 4 สตรีมและขยายเป็น 8 ได้ในตอนหลัง หรือในตอนนี้เราสามารถทำ Multi-user MIMO (MU-MIMO) ในแบบ AP-to-Client ขาดาวน์ลิงก์ และต่อมาเราก็เริ่มเห็นขาอัพลิงก์ Clients-to-AP ได้แล้ว และต่อมาเราก็เห็นความถี่แบบใหม่อย่าง OFDMA ที่ทำงานได้ในสองทางเลย ช่วยให้ยูสเซอร์หลายๆ คนใช้แบนด์วิธที่ต่างกันในขณะที่พวกเขาทำงานบน AP เดียวกันได้

ที่มา : Networkworld

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1-5-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%83/

บทความ : 5 คำถามที่ควรตอบให้ได้ ก่อนที่จะเลือกใช้ Wi-Fi 6

มาตรฐาน Wi-Fi 6 (802.11ax) มีการพัฒนาจากเดิมมากมายที่น่าตื่นเต้นมากในโลกของไวไฟจนทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเร็วที่เชื่อมต่อไร้สายได้ระดับหลายกิกะบิตจริง รวมทั้งการรองรับเครือข่ายที่ใช้งานหนาแน่นสูงอย่างในสนามกีฬาด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีจุดที่ต้องระวังในการพิจารณาและวางแผนก่อนที่จะก้าวกระโดดไปใช้ Wi-Fi 6 อย่างจริงจังด้วย

1. เราจำเป็นกับความเร็วระดับนี้จริงหรือเปล่า?

เริ่มจากการตั้งคำถามว่าคุณจำเป็นต้องใช้ความเร็วระดับใหม่นี้จริงหรือ เนื่องจากเพื่อให้สามารถทำความเร็วไร้สายระดับหลายกิกะบิตได้นั้น

แอคเซสพอยต์ (AP) ของ Wi-Fi 6 ส่วนใหญ่จึงออกมาเพื่อใช้กับการเชื่อมต่อผ่านสายแลนแบบ 2.5 Gbps หรือ 5 Gbps เลยด้วย ขณะที่ถ้าเป็น AP ของมาตรฐาน Wi-Fi 5 เดิมเกือบทั้งหมดจะใช้อินเทอร์เฟซความเร็วแค่ 1 Gbps เท่านั้น

การเชื่อมต่อ AP แบบ Wi-Fi 6 เข้ากับเครือข่ายระดับกิกะบิตทั่วไปนั้นก็เป็นไปได้อยู่ แต่นั่นก็หมายความว่าจะเกิดคอขวดของความเร็วเน็ตโดยรวม หรือมองอีกมุม ผู้ใช้ไคลเอนต์ไวไฟเองก็อาจไม่ได้รู้สึกสะดุดขึ้นมาว่าไม่ได้ใช้ความเร็วได้เกิน 1 Gbps กัน ซึ่งในแง่หลังนี้ อาจชี้ว่าคุณอาจไม่จำเป็นที่ต้องใช้ความเร็วในการเข้าถึงไวไฟระดับสูงขนาดนี้ก็ได้ โดยการใช้งานไวไฟบนสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อปในสำนักงานทั่วไปนั้นก็ไม่ได้จะต้องใช้ความเร็วสูงมากมาย นอกจากอยู่บนเครือข่ายที่มีผู้ใช้หนาแน่นมาก

หรือในการใช้งานแอพพลิเคชั่นที่อ่อนไหวง่าย ต้องการทรูพุตสูงอย่างเช่น การสตรีมมิ่งวิดีโอระดับ 4K โดยเฉพาะถ้าต้องโหลดคอนเท็นต์ดังกล่าวมาจากภายในแลนแทนที่จะมาจากอินเทอร์เน็ต (เพราะการเชื่อมต่อเน็ตของคุณอาจจะไม่ได้แรงถึงระดับนั้นด้วย)

2. ระบบ LAN ของคุณพร้อมไหม

คำถามต่อมาเป็นเครื่องของความพร้อมเครือข่ายแลนของคุณ ที่ควรประเมินก่อนว่าสายแลนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันรองรับความเร็วระดับหลายกิกะบิตตลอดทางหรือไม่

เริ่มตั้งแต่สวิตช์ที่อยู่ระหว่างเราท์เตอร์และ AP ว่ารองรับอัตรารับส่งข้อมูลสูงสุดเท่าไร หรือแม้แต่การเช็คตลอดเส้นทางจากไคลเอนต์ของไวไฟวิ่งไปถึงบนแลนจนถึงปลายทางที่ต้องการ เป็นต้น

ต่อมาเป็นเรื่องของ Power-over-Ethernet (PoE) ที่ควรเช็คมาตรฐาน PoE พร้อมกับอัตราการรับส่งข้อมูลที่รองรับด้วยพร้อมกัน

ซึ่ง AP ระดับ Wi-Fi 6 ส่วนใหญ่ล้วนต้องการมาตรฐาน PoE+ (802.3at) ขึ้นไป และถึงแม้จะมี AP บางตัวที่อาจใช้กับ PoE ระดับต่ำลงมาอย่าง 802.3af ได้ แต่ก็จะลดประสิทธิภาพการทำงาน จนทำให้ได้อัตรารับส่งข้อมูลสูงสุดเหลือแค่ 1 Gbps ตามไปด้วย เพื่อรองรับอนาคตอย่างยั่งยืน เราแนะนำให้ใช้มาตรฐาน PoE++ ใหม่ล่าสุด (802.3bt) ไปเลยถ้าสวิตช์หรืออุปกรณ์ปล่อยกระแสรองรับ

ต่อมาเป็นเรื่องของสายเคเบิล ที่ควรใช้ขั้นต่ำระดับ Cat6 ขึ้นไป

ไปจนถึงตัวเราเตอร์ ที่ควรเช็คว่าพอร์ตสวิตช์บนเครื่องรองรับความเร็วมากกว่า 1Gbps ด้วยหรือไม่

3. ตำแหน่งของการวาง AP ชัดเจนไหม?

อีกคำถามเป็นเรื่องของตำแหน่งในการวาง AP แน่นอนว่าเราควรสำรวจพื้นที่ (Site-Survey) ก่อนติดตั้งทุกครั้ง เพื่อหาตำแหน่งการวางที่ให้การครอบคลุม การทำโรมมิ่ง และประสิทธิภาพในการให้บริการไวไฟได้ดีที่สุด ซึ่ง Wi-Fi 6 อาจมีระยะครอบคลุมคล้ายเดิม แต่แตกต่างตรงที่การรองรับความหนาแน่นการใช้งาน

4. Wi-Fi 6 จะใช้ได้กับทุกคนหรือไม่?

แม้ว่า AP แบบ Wi-Fi 6 จะทำงานได้กับมาตรฐาน Wi-Fi เดิมก็จริง แต่คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าความเร็วมันมีการพัฒนาจริงหรือเปล่า นอกเสียจากว่าผู้ใช้งานทุกคนใช้ Wi-Fi 6 ทั้งหมด จริงอยู่ที่อุปกรณ์โมบายล์ดีไวซ์ต่างๆ ซัพพอร์ต Wi-Fi 6 แล้วก็ตาม แต่อุปกรณ์รุ่นเก่า ซึ่งพนักงานหลายคนก็ใช้กันอยู่ ก็ยังไม่ได้ซัพพอร์ตกันมากนัก ดังนั้นเป็นไปได้ที่คุณอาจจะชะลอการใช้งานไปก่อนก็ได้ แต่ในกรณีถ้ามีเครือข่ายแบบพิเศษ หรือ กลุ่มพิเศษที่ต้องเน้น Wi-Fi 6 ล้วนๆ ก็สามารถพิจารณาได้

5. คุณสมบัติต่างๆ ที่คุณต้องการนั้นมีพร้อมแล้ว?

เราจะได้เห็นคุณสมบัติต่างๆ ทยอยกันออกมาเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น เราเห็นอุปกรณ์ที่สามารถรับส่งการสตรีมแบบพร้อมกันได้ 4 สตรีมและขยายเป็น 8 ได้ในตอนหลัง หรือในตอนนี้เราสามารถทำ Multi-user MIMO (MU-MIMO) ในแบบ AP-to-Client ขาดาวน์ลิงก์ และต่อมาเราก็เริ่มเห็นขาอัพลิงก์ Clients-to-AP ได้แล้ว และต่อมาเราก็เห็นความถี่แบบใหม่อย่าง OFDMA ที่ทำงานได้ในสองทางเลย ช่วยให้ยูสเซอร์หลายๆ คนใช้แบนด์วิธที่ต่างกันในขณะที่พวกเขาทำงานบน AP เดียวกันได้

ที่มา : Networkworld

from:https://www.enterpriseitpro.net/5-wi-fi-6-questions/

Aruba ClearPass ได้รับรางวัล Cyber Catalyst Designation ติดต่อกันเป็นปีที่สอง

อรูบ้า ประกาศในวันนี้ว่า Aruba ClearPass ซึ่งเป็นโซลูชันด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วยการควบคุมการเข้าถึงด้วยการระบุตัวตนได้รับการยอมรับความสามารถในการลดความเสี่ยงโดยบริษัทประกันภัยชั้นนำระดับโลกตามโครงการ Cyber Catalyst(SM) ที่ริเริ่มขึ้นโดย Marsh ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำระดับโลกในการเป็นนายหน้าประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง

Cyber Catalyst by Marsh(SM) เป็นโครงการการประเมินความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ซึ่งบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมจะประเมินผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ตามโครงการนี้โดยอิสระเพื่อบ่งชี้ (Identify) ผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาเชื่อได้ว่ามีความสามารถในการลดความเสี่ยงทางไซเบอร์

โครงการ Cyber Catalyst ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดในการเลือกผลิตภัณฑ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และช่วยให้ลูกค้านำเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบตามโครงการนี้มาทำการพิจารณาเพื่อปรับปรุงข้อกำหนดและเงื่อนไขเกี่ยวกับนโยบายการประกันภัยไซเบอร์จากบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ ผลิตภัณฑ์ Aruba ClearPass ร่วมกับ Aruba Policy Enforcement Firewall (PEF) ซึ่งเคยได้รับรางวัล Cyber Catalyst(SM) Designation ในปี 2019 มาแล้ว ปีนี้นับเป็นครั้งที่สองติดต่อกันที่โซลูชันความมั่นคงปลอดภัยของ Aruba ได้รับรางวัลนี้อีกครั้ง ขณะนี้ทั้ง ClearPass และ PEF ต่างได้รับรางวัล Cyber Catalyst Designation แล้ว ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่ามีโซลูชันการควบคุมการเข้าถึงระบบเครือข่ายที่ใช้ข้อมูลระบุตัวตนแบบบูรณาการซึ่งเป็นรากฐานสำหรับการทำตามเฟรมเวิร์ก Zero Trust และ Security Access Service Edge (SASE)

“องค์กรในปัจจุบันล้วนอยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ ของ Digital Transformation โดยไม่เพียงแต่มุ่งเน้นที่ความยืดหยุ่นทางธุรกิจและประสิทธิภาพในการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้วย การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่ายสมัยใหม่จะต้องสามารถรองรับกลุ่มผู้ใช้และอุปกรณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและเพิ่มมากขึ้น” Carlos Gómez Gallego ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีแห่งภูมิภาค APJ ของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าว “การที่ Aruba ClearPass และ Aruba PEF ได้รับการยอมรับว่ามีการออกแบบเป็นไปตาม Cyber Catalyst ทำให้ลูกค้าของเรามั่นใจได้ว่าการพัฒนามุ่งสู่ Edge (Edge Evolution) ของพวกเขาจะมีความมั่นคงปลอดภัยและสอดคล้องกับกฎระเบียบและนโยบายความมั่นคงปลอดภัยที่เข้มงวด”

“สำหรับประเทศไทยที่การทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาหรือ Hybrid Workplace ได้กลายเป็น New Normal ไปแล้วนั้น โจทย์สำคัญไม่ได้มีเพียงแค่จะทำให้ระบบเครือข่ายนั้นเชื่อมโยงผู้บริหารและพนักงานทุกคนเข้าด้วยกันได้อย่างไร แต่ยังมีเรื่องของการปกป้องให้ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างมั่นคงปลอดภัยบนระบบเครือข่ายที่แต่ละคนใช้งานอยู่ด้วย” คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าว “การได้รับรางวัลในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าโซลูชัน Aruba ClearPass สามารถตอบโจทย์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบเครือข่ายและผู้ใช้งานขององค์กรธุรกิจได้เป็นอย่างดี ด้วยการทำงานแบบ Zero Trust ที่จะตรวจสอบตัวตนของอุปกรณ์และผู้ใช้ทั้งหมดที่จะเชื่อมต่อเข้ามาบนเครือข่ายก่อนจะอนุญาตให้เข้าใช้ พร้อมทั้งสอดส่องหาพฤติกรรมที่ผิดปกติเพื่อคอยปกป้องข้อมูลสำคัญของธุรกิจอยู่ตลอดเวลา ClearPass ผนวกกับผลิตภัณฑ์ของ Aruba ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมถึงทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ เราจึงมีความพร้อมเป็นอย่างสูงที่จะสร้าง Cybersecurity ให้แก่ทุกองค์กรในประเทศไทย”

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-clearpass-cyber-catalyst-designation/

ยักษ์ใหญ่ด้านเน็ตเวิร์ก Ubiquiti แจ้งเตือนลูกค้าว่าข้อมูลอาจรั่วไหล

ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย Ubiquiti ได้ประกาศว่ามีเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่อาจเผยข้อมูลของลูกค้าสู่สาธารณะได้ ซึ่ง Ubiquiti เองถือเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายที่มีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ตระกูล UniFi ทั้งแบบใช้สายและไร้สาย

ไปจนถึงแพลตฟอร์มจัดการคลาวด์ เป็นต้น แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทาง Ubiquiti เริ่มส่งอีเมล์ไปยังลูกค้าให้เปลี่ยนรหัสผ่าน รวมทั้งเปิดใช้งาน 2FA หลังจากพบผู้โจมตีแฮ็กระบบของบริษัทที่โฮสต์อยู่กับผู้ให้บริการคลาวด์ภายนอก

ในอีเมล์ระบุว่า “เราเพิ่งตรวจพบการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตไปยังระบบเทคโนโลยีสารสนเทศบางตัวที่โฮสต์ไว้กับคลาวด์เธิร์ดปาร์ตี้ แม้จะไม่มีหลักฐานชี้ว่ามีกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับบัญชีผู้ใช้รายไหนไปแล้วหรือไม่”

อีเมล์ที่ Ubiquiti ส่งให้ลูกค้าต่างๆ

Ubiquiti เน้นย้ำว่าไม่พบการเข้าถึงฐานข้อมูลของลูกค้ารายใด แต่ก็มั่นใจไม่ได้ว่าการโจมตีดังกล่าวจะไม่ทำให้ข้อมูลลูกค้ารั่วไหลไปด้วย ซึ่งข้อมูลบนระบบที่มีความเสี่ยงได้แก่ ชื่อ อีเมล์ และรหัสผ่านที่มีการเข้ารหัส Hash ไว้

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/ubiquiti-alerts-customers-of-potential-data-breach/