คลังเก็บป้ายกำกับ: WEARABLE_DEVICES

Huawei เปิดให้ผู้ผลิตแอปพลิเคชันนอกบริษัทพัฒนาแอปให้อุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ ได้แล้ว

Huawei นั้นเรียกได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงเวลาของความยากลำบากจริงๆ หลังจากที่โดนรัฐบาลเก่าของสหรัฐฯ สั่งแบนจนทำให้ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในสายต่างๆ ตกลงเป็นอย่างมากนั้น เรื่องยังคงลามมาถึงเรื่องซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะไม่สามารถใช้งานของทางสหรัฐอเมริกาได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นทาง Huawei ก็ได้แก้ไขปัญหาด้วยการพัฒนาระบบปฎิบัติการของตัวเองออกมา พร้อมด้วยระบบให้บริการของตัวเองอย่าง Huawei Mobile Services ที่ไม่ได้เอาไว้ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเท่านั้นเพราะมันจะถูกนำเอาไปใช้งานกับอุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ ด้วย

Huawei now accepts third party apps for its wearable devices 001
Huawei Watch GT2 Pro

Huawei Mobile Services พร้อมให้พัฒนาแอปฯลงอุปกรณ์สวมใส่ของบริษัทได้แล้ว

แน่นอนว่าเมื่อทาง Huawei ไม่สามารถใช้งานระบบปฎิบัติการของ Google รายใหญ่ได้นั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือถึงแม้ Huawei จะมีระบบปฎิบัติการณ์เป็นของตัวเองแล้วก็จริงแต่ว่าผู้พัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ นั้นก็ยังคงไม่ค่อยให้ความนิยมในการหันไปพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับอุปกรณ์ที่มาพร้อมกับบริการใหม่ของทาง Huawei มากนัก เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้เองทาง Huawei จึงได้มีการเพิ่มเงินในการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบปฎิบัติการและบริการของตัวเองออกมาให้ดีมากที่สุดและมันก้พร้อมที่จะให้นักพัฒนาแอปพลืเคชันภายนอกบริษัท Huawei สามารถที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันลงอุปกรณ์สวมใส่ของ Huawei ได้โดยจะเริ่มต้นจากสมาร์ทวอทช์เป้นอุปกรณ์แรก

Huawei now accepts third party apps for its wearable devices 002
Fitify แอปพลิเคชันสำหรับเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนกับ Huawei Watch GT2 Pro

สำหรับผู้ผลิตแอปพลิเคชันรายแรกเลยที่ทาง Huawei ได้ออกมาทำการแอบคาดหวังว่าจะพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับอุปกรณ์สวมใส่ของตัวเองนั้นก็คือบริษัทผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน Fitify ที่เป็นแอปพลิเคชันสำหรับการติดตามการออกกำลังกายซึ่งมีให้ใช้งานทั้งบนสมาร์ทโฟนผ่านทาง AppGallery ทาง Huawei ได้บอกเอาไว้ว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพระามียอดดาวน์โหลดมากกว่า 10 ล้านผู้ใช้จาก 170 ประเทศทั่วโลก(ตัวแอปรองรับ 18 ภาษา) จุดที่น่าสนใจนั้นก็คือตัวแอปรองรับการติดตามการออกกำลังหายถึง 900 รูปแบบทำให้ผู้ใช้สามารถออกกำลังกายในรูปแบบที่ไม่ซ้ำกันได้ถึง 200 ล้านรูปแบบ(ซึ่งในการแอบคาดหวังนี้นั้นทาง Huawei คาดหวังมากจนถึงขั่นทำคลิปตัวอย่่างแอปที่ถูกใช้งานบน Huawei Watch GT2 Pro แบบเพียวๆ ไม่ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนออกมาให้ได้เห็นเลย)

หากถามว่ามีความเป็นไปได้ในสิ่งที่ Huawei คาดหวังเอาไว้จะเป็นจริงหรือไม่นั้นคงต้องตอบเลยว่าค่อนข้างมากเลยทีเดียวเนื่องจากตัวแอป Fitify นั้นใช้งานส่วนของโค๊ด Huawei Mobile Services ได้มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากซึ่งนั่นทำให้มันสามารถที่จะดัดแปลงไปใช้งานบนอุปกรณ์สวมใส่ได้อย่างไม่ยากเย็นแถมประสบการณ์ในการใช้งานนั้นก็จะไม่ลดลงไปจนทำให้ผู้ใช้เกิดความรำคาญใจขึ้นมาได้(นอกเหนือไปจากเรื่องของขนาดหน้าจอที่อุปกรณ์สวมใส่มักจะมาพร้อมกับหน้าจอที่มีขนาดไม่ใหญ่เท่าไรมากอยู่แล้ว)

ทั้งนี้เรียกได้ว่าช่วงหลังๆ นี้มานั้น Huawei เริ่มยิ้มออกกับเรื่องที่เกี่ยวกับแอปพลิเคชันที่หันมาใช้งาน Huawei Mobile Services จริงๆ เนื่องจากเมื่อ 2 – 3 วันก่อนที่ผ่านมานั้นก็มีการปล่อยแอปพลิเคชันสำหรับตอบ SMS ผ่านทางอุปกรณ์สวมใส่ของทาง Huawei ออกมาให้ได้ใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว หวังว่าเรื่องดังกล่าวทั้งหมดนี้หากเป็นไปได้อย่างดีน่าจะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ของทาง Huawei นั้นดีมากขึ้นตามลำดับ

ที่ : gsmarena

from:https://notebookspec.com/web/578977-huawei-now-accepts-third-party-apps-for-its-wearable-devices

[Guest Post] การ์ทเนอร์คาดการณ์การใช้จ่ายอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทค (Wearable Devices) ทั่วโลกปีนี้ จะแตะ 81.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

การ์ทเนอร์ อิงค์คาดการณ์การใช้จ่ายของผู้บริโภคไปกับอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทค (Wearable Devices) ทั่วโลกปีนี้จะมีมูลค่ารวม 81.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 18.1% จาก 69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา โดยการทำงานระยะไกลและความใส่ใจตรวจเช็กสุขภาพที่เพิ่มขึ้นของผู้คนช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็น 2 ปัจจัยสำคัญเร่งผลักดันการเติบโตของตลาด

นายรันจิต อัตวัล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การแนะนำมาตรการด้านสุขภาพเพื่อเฝ้าติดตามอาการโควิด-19 ด้วยตัวเอง และแนวโน้มความสนใจด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคทั่วโลกช่วงล็อกดาวน์เป็นโอกาสสำคัญของตลาดอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทค โดยอุปกรณ์หูฟังและสมาร์ทวอทช์กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากผู้บริโภคใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการทำงานระยะไกล, ออกกำลังกาย, ติดตามข้อมูลสุขภาพและอื่น ๆ”

ในปี 2563 มีการใช้จ่ายไปกับอุปกรณ์หูฟังเพิ่มขึ้น 124% หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 32.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดการณ์ปีนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 39.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ดูตารางที่1) โดยการเติบโตอย่างมหาศาลนี้เกิดจากพนักงานที่ต้องทำงานนอกออฟฟิศอัพเกรดหูฟังเพื่อสื่อสารผ่านวิดีโอคอลและผู้บริโภคซื้อหูฟังเพื่อใช้กับสมาร์ทโฟนของตน

 

ตารางที่ 1 มูลค่าการใช้จ่ายอุปกรณ์สวมใส่ของผู้บริโภคทั่วโลกตามประเภทในปี 2562 ถึง 2565 (หน่วย:ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

ประเภทอุปกรณ์

2562

2563

2564

2565

สมาร์ทวอทช์ (Smartwatch)

     18,501 

     21,758 

     25,827 

     31,337 

สายนาฬิการัดข้อมือ (Wristband)

       5,101 

       4,987 

       4,906 

       4,477 

หูฟัง (Ear-worn)

     14,583 

32,724

39,220

44,160

จอแสดงผลแบบสวมศีรษะ (Head-mounted display)

       2,777 

       3,414 

       4,054 

       4,573 

เสื้อผ้าอัจฉริยะ (Smart clothing)

       1,333 

       1,411 

       1,529 

       2,160 

สมาร์ทแพทช์ (Smart patches)

       3,900 

       4,690 

       5,963 

       7,150 

มูลค่ารวม

     46,194 

68,985

81,499

93,858

ที่มา: การ์ทเนอร์ (มกราคม 2564)

 

มูลค่าการใช้จ่ายของผู้ใช้สมาร์ทวอทช์ปี 2563 เพิ่มขึ้น 17.6% หรือราว 21.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการเติบโตของสมาร์ทวอทช์ส่วนหนึ่งมาจากผู้ใช้กลุ่มใหม่ ๆ ที่เข้าสู่ตลาด ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2564 เนื่องจากเทคโนโลยีการประมวลผลใหม่และการพัฒนาปรับปรุงแบตเตอรี่แบบโซลิดสเตตซึ่งช่วยเพิ่มอายุการใช้งานให้ยาวนานและชาร์จไวขึ้น

การ์ทเนอร์เพิ่มอุปกรณแผ่นแปะอัจฉริยะหรือสมาร์ทแพทช์ (Smart patches) เข้ามาเป็นหมวดใหม่ เนื่องจากคาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปี 2564 สมาร์ทแพทช์คือเซ็นเซอร์ตรวจเช็กสุขภาพที่ใช้ติดบนผิวหนังเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิ, อัตราการเต้นของหัวใจ, น้ำตาลในเลือดและข้อมูลสุขภาพที่สำคัญอื่น ๆ ซึ่งให้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่อื่น ๆ อีกทั้งยังใช้สำหรับการกำหนดการจ่ายยาจากระยะไกลได้อีกด้วย เช่น การให้อินซูลินแก่ผู้ป่วยเบาหวาน

“สมาร์ทแพทช์ได้รับการคิดค้นขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วแต่นำมาใช้ล่าช้า สาเหตุจากกฏระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดและการต่อต้านทั้งจากผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ในการนำมาใช้สำหรับการให้ยาอัตโนมัติ” นายอัตวัลกล่าว “อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนไปสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ (e-health) โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 จะเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของผู้ใช้เกี่ยวกับการให้บริการด้านสุขภาพอัตโนมัติและเพิ่มความต้องการสมาร์ทแพทช์มากขึ้น”

นวัตกรรมการตรวจจับหรือเซ็นเซอร์และการย่อขนาดขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด

แรงขับเคลื่อนการเติบโตอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทคมีอยู่ในอุปกรณ์หลากหลายหมวด เนื่องจากผู้ผลิตอุปกรณ์มุ่งเน้นปรับปรุงความแม่นยำของเซ็นเซอร์และระยะห่างของประสิทธิภาพระหว่างอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทคที่ใช้ทางการแพทย์และที่ใช้ทั่วไปก็ลดลงเรื่อย ๆ

“ประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์แบบฝังอยู่ในอุปกรณ์มักเป็นปัจจัยกำหนดความน่าเชื่อถือและประโยชน์ใช้สอยของอุปกรณ์นั้น ๆ” นายอัตวัลกล่าว “จากแนวทางการพัฒนาปรับปรุงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เซ็นเซอร์ที่ถูกติดตั้งในอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทคสามารถอ่านค่าได้แม่นยำมากขึ้นซึ่งช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า”

ความก้าวหน้าในการย่อขนาดยังเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลในตลาดอุปกรณ์สวมใส่โดยทำให้ผู้ผลิตสามารถใส่เซ็นเซอร์เข้าไปกับอุปกรณ์โดยผู้ใช้แทบมองไม่เห็น เช่น แหวนอัจฉริยะ (Oura Ring), อุปกรณ์ติดตามสุขภาพร่างกาย (Spire Health Tag) หรือ เวชภัณฑ์ดิจิทัลประกอบด้วยเซ็นเซอร์ที่บริโภคได้ (Proteus Discover) การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2567 ความสามารถในการย่อขนาดจะก้าวไปสู่จุดที่ 10% ของเทคโนโลยีสวมใส่ทุกประเภทจะไม่สร้างความรำคาญต่อผู้ใช้

ความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการย่อขนาดและการผนึกรวมจะช่วยให้สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้งานได้มากขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อการนำมาปรับใช้ในเสื้อผ้าอัจฉริยะ (Smart garments), อุปกรณ์สวมใส่แบบพิมพ์ติด (Printed wearables), เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่กินได้ (Ingestibles), และสมาร์ทแพทช์ (Smart patches) นับจากนี้อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่แทบมองไม่เห็นเหล่านี้จะได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ที่เคยตะขิตะขวงหรือไม่เต็มใจใช้ เช่น ผู้ป่วยสูงอายุที่ต้องมีการใช้แอปพลิเคชั่นทางการแพทย์ในการดูแลรักษาแต่ไม่ปฏิเสธการรักษาผ่านอุปกรณ์เหล่านั้น” นายอัตวัลกล่าว

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ “Forecast Analysis: Wearable Electronic Devices, Worldwide.”

 

เกี่ยวกับ การ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต 

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-gartner-wearable-devices/

AirWatch ประกาศรองรับการทำงานร่วมกับ Smart Glass

airwatch-smartglass

AirWatch ผู้พัฒนาโซลูชัน Enterprise Mobility Management (EMM) ชื่อดัง ประกาศรองรับการทำงานร่วมกับแว่นตาอัจฉริยะ หรือ Smart Glass แล้ว

ในบางองค์กรมีการนำ Smart Glass มาให้พนักงานภายในองค์กรใช้ในการทำงานด้วย โดยตัวอย่างการใช้งานนั้นมีหลากหลาย เช่น

  • แพทย์ใช้งาน Smart Glass ในการผ่าตัด
  • นักเรียนใช้ Smart Glass ในการเรียน ช่วยผสานระหว่างโลกจริงและโลกเสมือน
  • วิศวกรใช้ในการตรวจสอบโครงสร้างวิศวกรรมหรือเครื่องจักรต่างๆ
  • พนักงานใช้งาน Smart Glass ตรวจสอบอุปกรณ์ในคลังสินค้า

โครงการเหล่านี้อาจเป็นแค่โครงการเริ่มต้นเท่านั้น แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนของอุปกรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากหลายโครงการที่ใช้งาน Smart Glass สามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจได้จริง ซึ่ง Forrester ได้คาดการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2025 จะมีพนักงานกว่า 14.4 ล้านคนใช้งาน Smart Glass ในการทำงาน

ล่าสุด ในงาน Connect 2016 ทาง VMware ประกาศรองรับการทำงาน AirWatch ร่วมกับอุปกรณ์ Smart Glass หลายยี่ห้อ เช่น APX Labs, Atheer, Intel, ODG และ VUZIX ซึ่งจะช่วยให้ผู้ดูแลระบบไอที สามารถทำการตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์ Smart Glass ได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเมื่ออุปกรณ์เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายขององค์กร นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบสิทธิ และการใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆบนอุปกรณ์เหล่านี้ผ่านระบบของ AirWatch ได้อีกด้วย

airwatch-smartglass-support

ที่มา : http://blogs.air-watch.com/2016/10/manage-iot-wearables-emm/#.V_h8daNh2uU

from:https://www.techtalkthai.com/airwatch-supports-smart-glasses/

ฉีกกฏของเมาส์และคีย์บอร์ดด้วย “Gest” อุปกรณ์สั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยฝ่ามือและนิ้วทั้ง 5

เมาส์และคีย์บอร์ดเป็นอุปกรณ์สำหรับควมคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราคุ้นเคย แต่ล่าสุดได้มีกลุ่ม start up ที่เปิดระดมทุนผ่าน Kickstart เพื่อทำอุปกรณ์ควมคุมคอมฯ ที่รวมทั้งเมาส์และคีย์บอร์ดมาไว้ในชิ้นเดียวกัน ในชื่อ Gest

Gest เป็นอุปกรณ์สำหรับสวมใส่ (wearable device) โดยการใช้งานนั้นผู้ใช้จะต้องสวม Gest เข้าไปในฝ่ามือและมีสายโยงไปเชื่อมต่อกับนิ้วทั้งห้า ซึ่งเราสามารถใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้เพื่อสั่งงานโปรแกรมต่างๆ โดยท่าทางคล้ายๆ กับภาษามือหรือการลากนิ้วไปมาบนหน้าจอสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต (Gesture)

ซึ่งนอกจากการสั่งงานได้แทนเมาส์แล้ว Gest ยังสามารถใช้พิมพ์แทนคีย์บอร์ดได้ด้วย โดยการทำมือกดลงไปบนโต๊ะสเมือนว่ามีคีย์บอร์ดอยู่จริงๆ (ใครพิมพ์สัมผัสไม่เป็นคงลำบากหน่อยนะ)

ต้นแบบ Gest ในขั้นตอนการพัฒนา

จะให้อธิบายด้วยตัวอักษรหลายคนยังไม่เห็นภาพ แนะนำให้ดูวีดิโอประกอบกด้านล่างนี้ครับ

ตัวอย่างการใช้งาน Gest ควบคุมโปรแกรม

https://player.vimeo.com/video/146978739?title=0&byline=0&portrait=0

นอกจากใช้ควมคุมคอมฯ ได้แล้ว Gest ยังใช้บังคับโดรนหรือเครื่องบินบังคับได้อีกด้วย

https://player.vimeo.com/video/145953490?color=d6d6d6&title=0&byline=0&portrait=0

ใครสนใจร่วมระดมทุนหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าของ Kickstarter ครับ ราคาเริ่มต้นที่ $99 หรือประมาณ 3,500 บาท


from:http://feedproxy.google.com/~r/9tana/~3/vxTFkhgudvI/

ฉีกกฏของเมาส์และคีย์บอร์ดด้วย “Gest” อุปกรณ์สั่งงานคอมพิวเตอร์ด้วยฝ่ามือและนิ้วทั้ง 5

เมาส์และคีย์บอร์ดเป็นอุปกรณ์สำหรับควมคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราคุ้นเคย แต่ล่าสุดได้มีกลุ่ม start up ที่เปิดระดมทุนผ่าน Kickstart เพื่อทำอุปกรณ์ควมคุมคอมฯ ที่รวมทั้งเมาส์และคีย์บอร์ดมาไว้ในชิ้นเดียวกัน ในชื่อ Gest

Gest เป็นอุปกรณ์สำหรับสวมใส่ (wearable device) โดยการใช้งานนั้นผู้ใช้จะต้องสวม Gest เข้าไปในฝ่ามือและมีสายโยงไปเชื่อมต่อกับนิ้วทั้งห้า ซึ่งเราสามารถใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้เพื่อสั่งงานโปรแกรมต่างๆ โดยท่าทางคล้ายๆ กับภาษามือหรือการลากนิ้วไปมาบนหน้าจอสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต (Gesture)

ซึ่งนอกจากการสั่งงานได้แทนเมาส์แล้ว Gest ยังสามารถใช้พิมพ์แทนคีย์บอร์ดได้ด้วย โดยการทำมือกดลงไปบนโต๊ะสเมือนว่ามีคีย์บอร์ดอยู่จริงๆ (ใครพิมพ์สัมผัสไม่เป็นคงลำบากหน่อยนะ)

ต้นแบบ Gest ในขั้นตอนการพัฒนา

จะให้อธิบายด้วยตัวอักษรหลายคนยังไม่เห็นภาพ แนะนำให้ดูวีดิโอประกอบกด้านล่างนี้ครับ

ตัวอย่างการใช้งาน Gest ควบคุมโปรแกรม

https://player.vimeo.com/video/146978739?title=0&byline=0&portrait=0

นอกจากใช้ควมคุมคอมฯ ได้แล้ว Gest ยังใช้บังคับโดรนหรือเครื่องบินบังคับได้อีกด้วย

https://player.vimeo.com/video/145953490?color=d6d6d6&title=0&byline=0&portrait=0

ใครสนใจร่วมระดมทุนหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าของ Kickstarter ครับ ราคาเริ่มต้นที่ $99 หรือประมาณ 3,500 บาท

from:http://www.9tana.com/node/gest/

ตั้งใจหลุด ผู้บริหาร Samsung ปล่อยภาพ Galaxy Gear S2 ตัวเป็นๆ ก่อนงานเปิดตัว

หากยังจำกันได้ ในงานเปิดตัว Galaxy Note 5 และ Galaxy S6 Edge+ นั้น Samsung ได้เผยทีเซอร์สั้นๆ แย้มการมาของสมาร์ทวอตช์รุ่นล่าสุดอย่าง Samsung Galaxy Gear S2 ออกมาให้แฟนๆได้ตั้งตารอ และสัญญาว่าจะเปิดตัวเจ้าสมาร์ทวอตช์นี้ ในงาน IFA 2015 ที่กรุงเบอร์ลิน วันที่ 4-9 กันยายนนี้

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนทาง Samsung จะเก็บความลับไม่เก่งเอาเสียจริงๆครับ เพราะล่าสุดคุณ Dennis Miloseski ผู้บริหารของ Samsung ในส่วนงานออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้เผยภาพเครื่องจริงของเจ้า Samsung Galaxy Gear S2 ออกมาแบบเต็มๆ และยืนยันว่าเป็นเจ้าสมาร์ทวอตช์รุ่นดังกล่าวด้วยตัวเองพร้อมบอกว่า พาเจ้า Galaxy Gear S2 มาทดสอบ

samsung gear s2_leaked

นอกจากนี้ คุณ Miloseski ยังได้แท๊กลิงค์กลับไปที่หน้าเว็บไซต์ http://www.samsungmobilepress.com/unpacked2015ep2/Lookbook/ ซึ่งทำให้เราได้ทราบข้อมูลอีกอย่างว่า งานที่จะจัดขึ้นในวันที่ 4-9 กันยายนนี้ของ Samsung จะมีชื่อว่างาน Samsung Unpack Event Episode 2: Lookbook พร้อมทั้งมีภาพโปรโมท Galaxy S6 Edge+ กับเจ้า Galaxy Gear S2 ให้เราได้เห็นกันด้วย

samsung gear s2_leaked_2

 

จากภาพที่เห็น ต้องบอกว่า Galaxy Gear S2 นั้นมีการเปลี่ยนแปลงในด้านของการออกแบบไปพอสมควร ดูคล้ายนาฬิกาจริงๆมากขึ้น ส่วนเรื่องของความสวยงามนั้น ก็ต้องแล้วแต่รสนิยมของแต่ละท่านแล้วครับ

แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ ข้อมูลการหลุดครั้งนี้ มาจากฝั่งผู้บริหารของ Samsung เองเลยทีเดียว เรียกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ต้องพึ่งข่าวหลุดจากวงนอกกันแล้ว วงในปล่อยเองกันแบบเต็มๆเลยทีเดียว

 

 

ที่มา: Instagram @papanosio ผ่าน Sammobile

from:http://www.appdisqus.com/2015/08/26/leaked-galaxy-gear-s2-real-life-working-from-samsung-exce.html

RTB ทุ่ม 30 ล้านส่งผลิตภัณฑ์กลุ่มแวร์เอเบิลดีไวซ์และโฮม คอนเน็คเต็ด ดีไวซ์เป็นหัวหอกบุกตลาด

อาร์ทีบีฯ เติบโตสวนกระแสตลาดทุ่ม 30 ล้านเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์เสริมแกร่งธุรกิจ พร้อมส่งผลิตภัณฑ์กลุ่มแวร์เอเบิลดีไวซ์และโฮม คอนเน็คเต็ด ดีไวซ์เป็นหัวหอกบุกตลาดมั่นใจดันยอดขายโต 10%

unnamed-10

อาร์ทีบีฯ ชี้เทรนด์ตลาดอุปกรณ์เสริมหรือโมบายไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยปี 2558 ยังเติบโตต่อเนื่อง เตรียมทุ่มงบอีก30 ล้านเดินหน้าใส่เกียร์ระเบิดศึกครึ่งปีหลังเต็มอัตรา ส่งผลิตภัณฑ์กลุ่มแวร์เอเบิลดีไวซ์(Wearable Devices) และโฮม คอนเน็คเต็ด ดีไวซ์(Home Connected Devices)เป็นหัวหอกนำทัพรับเทรนด์Internet of Things (IOTs) ที่กำลังมาแรงพร้อมสานต่อ2 กลยุทธ์เสริมแกร่งธุรกิจ มั่นใจยอดขายสิ้นปีโต 10% ตั้งเป้าครองความเป็นผู้นำในกลุ่มแวร์เอเบิลดีไวซ์ และโฮม คอนเน็คเต็ด ดีไวซ์ (Home Connected Devices)ใน 2 – 3 ปีข้างหน้า

unnamed

ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอุปกรณ์เสริมหรือโมบายไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยว่า สถานการณ์ตลาดในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาเริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีการเติบโตชะลอตัว กอปรกับการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มขึ้นโดยผู้เล่นในตลาดพยายามสร้างความคึกคักด้วยการนำเข้าสินค้าใหม่มาทำตลาดและดำเนินกิจกรรมอย่างเข้มข้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น อีกทั้งไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่นิยมใช้อุปกรณ์ที่มีความจำเป็นมากกว่าแฟชั่นเพิ่มขึ้นจึงส่งผลให้ตลาดรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกมือถือและไอทีมีการเติบโตลดลงประมาณ 15-20%แต่โดยภาพรวมของตลาดในปี 2558คาดว่าน่าจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 10% คิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ 4,000-5,000ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดตัวของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ และแนวโน้มการประมูล 4G ที่กำลังจะเกิดขึ้น

unnamed-8

“ผลการดำเนินงานของบริษัทฯช่วง5 เดือนแรกมียอดขาย 140 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯเป็นผู้ทำตลาดอยู่นั้นเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และการไม่หยุดนิ่งพัฒนาตัวเองทั้งการเสาะหานวัตกรรมใหม่ๆ มานำเสนอสู่ตลาด รวมถึงการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เดิมและค้นหาพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ มาทำตลาดด้วยกัน ตลอดจนการขยายตลาดและจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง”

unnamed-5

สอดคล้องกับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2558ยังคงมีเป้าหมายหลักมุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพโดยวางนโยบายการตลาดเชิงรุกเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไว้ 2 แนวทาง ได้แก่ การมุ่งนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันโดยเน้นอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ทั้งในกลุ่มแวร์เอเบิลดีไวซ์ (Wearable Devices) หรือกลุ่มอุปกรณ์ไอทีสำหรับสวมใส่ได้ และโฮม คอนเน็คเต็ด ดีไวซ์(Home Connected Devices) เป็นหัวหอกรุกตลาดของบริษัทฯในครึ่งปีหลังเพื่อตอบโจทย์เทรนด์การใช้งานของผู้บริโภคที่นิยมเชื่อมต่อกับอุปกรณ์พกพาต่างๆ ได้อย่างสะดวก หรือInternet of Things (IOTs) ที่กำลังมาแรงในขณะนี้

unnamed-2

สำหรับกลยุทธ์ที่สอง การผนึกกำลัง (Synergy) กับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งซัพพลายเออร์และช่องทางจัดจำหน่ายที่มีความแข็งแกร่งในผลิตภัณฑ์อุปกรณ์เสริมด้านต่างๆ เพื่อเสริมศักยภาพการทำตลาดร่วมกันยิ่งขึ้นโดยปีที่ผ่านมาบริษัทฯมีพันธมิตรทางธุรกิจรวม 10แบรนด์ ประกอบด้วย Jabra(จาบรา), Beats(บีทส์), Philips(ฟิลิปส์), NudeAudio(นู๊ดออดิโอ), Gear4(เกียร์โฟร์), iUi(ไอยูไอ), UniQ(ยูนิค), Maxell(แม็กเซล), Gigaset(กิ๊กกาเซ็ท)และ Jawbone(จาวโบน) ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 5 กลุ่มได้แก่กลุ่มหูฟังมีสาย, หูฟังบลูทูธ, เคสโทรศัพท์มือถือ, พาวเวอร์แบงก์และแวร์เอเบิลดีไวซ์ โดยในปีนี้ได้ขยายพันธมิตรรายใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ Audio-Technica(ออดิโอ-เทคนิก้า)ซึ่งเป็นหูฟังที่มียอดขายสูงสุดอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นมา 6 ปีซ้อน, Motorola(โมโตโรล่า) กล้องวงจรปิดภายในบ้านที่มาพร้อมการเชื่อมต่อไวไฟ และ Mophie(โมฟี่) แบรนด์แบตเตอรี่เคสอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา พร้อมกันนี้ ยังมีแผนจะนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาทำตลาดในช่วง ไตรมาส 3 อีก 3 แบรนด์คือ Energea(เอ็นเนอร์เกีย), Smanos(ซามานอส), และ TheCoopIdea(เดอะคูปไอเดีย)เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าอย่างครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งเป็นการสร้างความแตกต่างและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์สู่ผู้บริโภคในวงกว้างยิ่งขึ้น

unnamed-7

สำหรับผลประกอบการปี 2557 บริษัทฯมียอดขายประมาณ 400ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 5% ซึ่งปัจจัยความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มหูฟังเพลงหูฟังบลูทูธและกลุ่มแวร์เอเบิลดีไวซ์ (Wearable Devices) ที่สูงเป็นอันดับ 1 ในปีที่ผ่านมา ส่วนเป้าหมายของตลาดปี 2558 บริษัทฯ ตั้งเป้าผลักดันยอดขายให้เพิ่มขึ้นประมาณ 10% หรือยอดขายรวม 450ล้านบาท โดยตั้งเป้าเพิ่มยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์แวร์เอเบิลดีไวซ์ (Wearable Devices) และโฮม คอนเน็คเต็ด ดีไวซ์ (Home Connected Devices) มากขึ้นขณะเดียวกันยังได้รุกขยายตลาดอุปกรณ์เสริมสู่กลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน อาทิ ประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา และลาว ซึ่งเบื้องต้นจะเน้นทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่าย และในอนาคตมีแผนจะเข้าไปเปิดบริษัทฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงตลาดได้อย่างเต็มที่

unnamed-3

ดร.บรรพต กล่าวต่อว่า “กลยุทธ์การทำตลาดในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทฯ ได้เตรียมงบประมาณสำหรับการทำตลาดไว้ที่ 30 ล้านบาท โดยจะเน้นสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร ทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ข่าวสารไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ สื่อดิจิตอลและออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกับตัวแทนจำหน่ายและผู้บริโภคเพื่อสร้างความผูกพันกับแบรนด์ยิ่งขึ้นขณะเดียวกันนี้ก็เน้นเสริมแกร่งช่องทางการจัดจำหน่ายเดิมที่มีอยู่ทั่วประเทศผ่านตัวแทนจำหน่ายชั้นนำที่มีความแข็งแกร่งจำนวน 400 ราย รวมถึงช่องทางออนไลน์และร้านค้าเฉพาะทาง ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ ในกลุ่มสินค้าเพื่อการดูแลบ้านมากขึ้นล่าสุดได้เริ่มเข้าไปจำหน่ายในโฮมโปรเป็นต้น ทั้งนี้ จากแนวทางการทำตลาดเชิงรุก ผนวกกับการนวัตกรรมที่ตอบโจทย์และพันธมิตรที่แข็งแกร่ง บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสามารถพิชิตยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมผลักดันให้อาร์ทีบีเป็นผู้นำในการจัดจำหน่ายสินค้าในกลุ่มแวร์เอเบิลดีไวซ์ (Wearable Devices) และโฮม คอนเน็คเต็ด ดีไวซ์ (Home Connected Devices)ใน 2 – 3 ปีข้างหน้า”

unnamed-4

unnamed-6

unnamed-1

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=122203

ภาพหลุด Xiaomi Mi Band 2 มีจอทัชสกรีน

Xiaomi เปิดตัว Mi Band หรือสายรัดข้อมือสำหรับคนชอบออกกำลังกาย/ดูแลสุขภาพ ซึ่งก็สร้างยอดขายแบบถล่มทลายไปถึง 6 ล้านชิ้น ที่ชูจุดเด่นตรงที่มีฟีเจอร์สำหรับการตรวจจับการเดิน/วิ่ง/นอนหลับ เหมือนสายรัดข้อมือยี่ห้ออื่น แต่ขายในราคาที่ถูกมากๆ (ขนาดหิ้วเข้ามาในไทยแล้ว ราคายังไม่ถึงหลักพัน)

ล่าสุดตอนนี้มีภาพหลุดของ Mi Band รุ่นใหม่หรือ Mi Band 2 ออกมาแล้วครับ ซึ่งเพิ่มในส่วนของจอทัชสกรีนเข้ามาด้วย สามารถแสดงสถานะหรือสั่งงานต่างๆ จากในตัวสายรัดข้อมือได้เลย (Mi Band รุ่นแรก ต้องสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน) …ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ ว่าจะเปิดตัวเมื่อไร หรือข้อมูลหลุดนี้จะแม่นยำแค่ไหน

ภาพหลุด Mi Band 2

ที่มา – gizmochina

from:http://www.9tana.com/node/xiaomi-mi-band-2-leak/

ภาพหลุด Xiaomi Mi Band 2 มีจอทัชสกรีน

Xiaomi เปิดตัว Mi Band หรือสายรัดข้อมือสำหรับคนชอบออกกำลังกาย/ดูแลสุขภาพ ซึ่งก็สร้างยอดขายแบบถล่มทลายไปถึง 6 ล้านชิ้น ที่ชูจุดเด่นตรงที่มีฟีเจอร์สำหรับการตรวจจับการเดิน/วิ่ง/นอนหลับ เหมือนสายรัดข้อมือยี่ห้ออื่น แต่ขายในราคาที่ถูกมากๆ (ขนาดหิ้วเข้ามาในไทยแล้ว ราคายังไม่ถึงหลักพัน)

ล่าสุดตอนนี้มีภาพหลุดของ Mi Band รุ่นใหม่หรือ Mi Band 2 ออกมาแล้วครับ ซึ่งเพิ่มในส่วนของจอทัชสกรีนเข้ามาด้วย สามารถแสดงสถานะหรือสั่งงานต่างๆ จากในตัวสายรัดข้อมือได้เลย (Mi Band รุ่นแรก ต้องสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน) …ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ ว่าจะเปิดตัวเมื่อไร หรือข้อมูลหลุดนี้จะแม่นยำแค่ไหน

ภาพหลุด Mi Band 2

ที่มา – gizmochina


from:http://feedproxy.google.com/~r/9tana/~3/7gbgfFAidZI/

D Free : อุปกรณ์ที่จะคอยแจ้งเตือนเข้ามือถือ ว่าเราจะ “ปวดขี้” เมื่อไร

ตอนนี้เทรนด์ของ Wearable Devices หรืออุปกรณ์ไฮเทคแบบสวมใส่ได้กำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา/นาฬิกาอัจฉริยะ หรือพวกสายข้อมือสำหรับคนชอบออกกำลังกาย เป็นต้น ล่าสุดผมไปเจอข่าว Wearable Devices อีกตัวที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมาครับ ซึ่่งเห็นครั้งแรกผมก็รู้สึกทึ่งกับคนต้นคิดเลยว่านึกยังไงถึงทำเจ้าอุปกรณ์นี้ออกมา

อุปกรณ์นี้มีชื่อ D Free เป็นอุปกรณ์สำหรับ “พยากรณ์การปวดอึ” (ปวดขี้ – นั่นแหล่ะ) โดยมีประโยชน์ตรงนี้สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ว่าอีกกี่นาทีเราจะปวดอึ ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับผู้สูงอายุหรือคนพิการที่เวลาจะเข้าห้องน้ำกระทันหันแล้วไม่สามารถทำได้โดยสะดวก …หรือใครที่ชอบปวดแบบไม่เป็นเวล่ำเวลาแล้วกลัวว่าจะทำให้กระทบกับนัดหรืองานสำคัญ ก็สามารถใช้เจ้าอุปกรณ์นี้ช่วยได้ครับ

D Free เป็นเครื่องขนาดเล็กประมาณนามบัตร การใช้งานก็ง่ายๆ เพียงเอามาแปะที่หน้าท้อง แล้วตัวเครื่องจะทำงานด้วยการส่งคลื่นสัญญาณเข้าไปตรวจสอบลำไส้ว่าเราใกล้จะปวดอึแล้วหรือยัง

จากนั้นก็จะส่งข้อมูลมาที่แอพ D Free บนสมาร์ทโฟนของเรา เพื่อแจ้งเตือนว่าอีกกี่นาทีเราจะเริ่มรู้สึก “ปวดอึ” จะได้รีบไปเข้าห้องน้ำได้ทันเวลานั้นเอง

วีดิโอแนะนำ D Free

สำหรับตอนนี้ D Free ยังไม่เปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งในเร็วๆ นี้จะเปิดให้คนที่สนใจสามารถสั่งจองได้ผ่านเว็บระดมทุนอย่าง Indiegogo

ที่มา – Mashable

from:http://www.9tana.com/node/d-free/