คลังเก็บป้ายกำกับ: VMWARE

รู้จัก Oracle Cloud VMware Solutions อีกทางเลือกในการก้าวสู่การทำ Hybrid Cloud ด้วยโซลูชันจาก Oracle และ VMware

เดิมทีนั้นสำหรับธุรกิจองค์กรที่มีการใช้งานระบบ Virtualization จาก VMware ร่วมกับ Business Application และ Database จาก Oracle นั้น มักประสบปัญหาการเลือกใช้บริการ Cloud ที่รองรับเทคโนโลยีทั้งสองส่วนนี้ได้ยากทั้งในเชิง Infrastructure, เชิงเทคนิค และเชิงของราคา การก้าวสู่ Cloud ของธุรกิจในกลุ่มนี้จึงถือเป็นการตัดสินใจที่ยาก และมีกระบวนการย้ายระบบที่ค่อนข้างซับซ้อนตามมา

แน่นอนว่าทั้ง Oracle และ VMware ในฐานะของผู้พัฒนาโซลูชันชั้นนำสำหรับธุรกิจองค์กรเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทั้งคู่จึงได้ร่วมมือกันและเปิดตัวบริการ Oracle Cloud VMware Solutions (OCVS) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม 2020 ที่ผ่านมานี้ ด้วยการผสานเทคโนโลยีของทั้งคู่เข้าด้วยกัน พร้อมทีมบริการจาก Oracle Cloud ที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าทุกประสบการณ์การใช้งานโซลูชันนี้จะเป็นไปได้อย่างราบรื่น Support การทำงาน Oracle Applications บน VMware, ตอบโจทย์การทำ Hybrid Cloud ระหว่าง On-Premise และ Oracle Cloud Infrastructure ได้อย่างมั่นใจ และสามารถต่อยอดด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลายบน Oracle Cloud เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าได้อย่างเต็มที่

Oracle Cloud VMware Solutions: ระบบ VMware SDDC แบบครบวงจรบน Oracle Cloud ที่พร้อมช่วยให้ธุรกิจองค์กรก้าวสู่ Hybrid Cloud ได้ทันที

credit : Oracle

เบื้องหลังของ Oracle Cloud VMware Solutions นี้ก็คือการใช้เทคโนโลยี VMware Software-Defined Data Center (SDDC) ติดตั้งบน Physical Server หรือที่เรียกว่า Bare Metal Host บน Oracle Cloud นั่นเอง ทำให้ระบบนี้ทำงานแบบ Single-Tenant คือไม่มีการแบ่งปันทรัพยากรกับผู้ใช้งาน Oracle Cloud รายอื่นๆ เลย ทำให้สามารถตอบโจทย์ของธุรกิจองค์กรที่เข้มงวดเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลหรือการตอบโจทย์ Compliance ได้เป็นอย่างดี โดยภายใน VMware SDDC ที่ใช้งานภายในโซลูชัน Oracle Cloud VMware Solutions นี้มีส่วนประกอบดังนี้

  • VMware vSphere ระบบ Virtualization จาก VMware ที่ประกอบไปด้วย VMware ESXi และ VMware vSphere
  • VMware NSX-T Data Center สำหรับการทำ Virtual Networking & Security ซึ่งประกอบไปด้วย NSX Manager, NSX-T Local Manager, NSX-T Controller และ NSX-T Edge
  • VMware vSAN ระบบ Software-Defined Storage ที่ผสานรวมเอา Local Storage ของ Bare Metal Server ในระบบเข้าด้วยกันเป็น Shared Datastore สำหรับให้ VM ใช้งาน
  • VMware HCX หรือ Hybrid Cloud Extension ที่มีบทบาทในการทำให้การย้าย Workload จากระบบ On-Premises มาสู่ Cloud เป็นไปได้อย่างราบรื่นและง่ายดาย

จะเห็นได้ว่าในเชิงโครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้นนั้น Oracle Cloud VMware Solutions เลือกที่จะใช้เทคโนโลยีจาก VMware Cloud Foundation ร่วมกับ Bare Metal Cloud System โดยตรงทั้งหมดเพื่อให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานและการออกแบบระบบนั้นเป็นเหมือนกับการใช้งานภายใน On-Premises Data Center เลย ทำให้ระบบมีความซับซ้อนน้อยที่สุด และมั่นใจได้ในประสิทธิภาพของระบบนั่นเอง

การเริ่มต้นใช้งาน Oracle Cloud VMware Solutions นี้จะมากับ Bare Metal hosts จำนวน 3 เครื่อง และสามารถเพิ่มขยายสูงสุดได้ 64 เครื่องต่อระบบ ซึ่งในการเริ่มต้นใช้งานที่ 3 เครื่องนี้องค์กรจะได้รับทรัพยากรในการประมวลผลได้แก่ 156 OPCUs, 2304 GB Physical Memory และ 153 TB NVMe-based Raw Storage ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอต่อการรองรับ Workload ได้หลากหลายชนิดแล้ว

สำหรับการ Provision ระบบขึ้นมาครั้งแรก ผู้ใช้งานสามารถทำผ่าน Oracle Cloud Infrastructure Console ได้ทันทีทั้งหมด จนเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการตั้งค่าเบื้องต้นแล้ว การบริหารจัดการก็จะสามารถทำผ่าน VMware vCenter ภายในระบบได้เลย และจุดเด่นอีกข้อที่ทำให้ Oracle Cloud VMware Solutions (OCVS) แตกต่างจากเจ้าอื่นคือผู้ใช้งานนั้นจะมี Full Administrative control บน VMware environment ภายใต้ tenancy ที่เราดูแลอยู่ เช่น กำหนด version control ของ vSphere, การเข้าถึง OS ซึ่งจะทำให้การดูแลและจัดการใกล้เคียงกับ VMware บน On-premise มาก

โดยสรุปแล้ว Oracle Cloud VMware Solutions นี้มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ต่อการนำไปใช้งานในฐานะบริการ Cloud สำหรับธุรกิจองค์กรหลากหลายประการ ได้แก่

  • การย้ายระบบได้ง่ายไม่ต้องมีการแก้ไขโค้ด เนื่องจากเทคโนโลยีเบื้องหลังนั้นเป็นระบบของ VMware แบบเดียวกับที่ใช้งานอยู่ภายในธุรกิจองค์กร ผู้ดูแลระบบจึงสามารถทำการย้าย Workload ระหว่างกันได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องแก้ไขสิ่งใด
  • มีระบบแยกเฉพาะเป็นของตนเอง ไม่ต้องแบ่งปันทรัพยากรกับผู้ใช้บริการ Cloud รายอื่นๆ จึงมั่นใจได้ในความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว รวมถึงยังสามมารถปรับแต่งการตั้งค่าการทำงานและการกำหนดสิทธิ์ได้ตามต้องการ
  • ติดต่อ Oracle เพียงรายเดียวสำหรับทั้งการจัดซื้อและการรับบริการหลังการขาย ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด
  • ใช้ทักษะเดิมในการทำงานได้ทันที เพราะระบบของ Oracle Cloud VMware Solutions นี้เป็นระบบแบบเดียวกับที่ใช้งานในธุรกิจองค์กร ผู้ดูแลระบบจึงสามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ทางด้าน vSphere, vCenter, vSAN และ NSX ทั้งหมดได้ทันที พร้อมทั้งยังบริหารจัดการทั้ง Cloud และ On-Premise ร่วมกันได้บน VMware vCenter
  • ปรับระบบ Cloud ให้มีสภาพแวดล้อมแหมือนภายในองค์กรได้ ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถควบคุมรุ่นของซอฟต์แวร์ภายในระบบ Cloud ให้เหมือนกับที่ใช้งานอยู่ภายในธุรกิจองค์กร และทำงานได้อย่างราบรื่น โดยปัจจุบันนี้ Oracle Cloud VMware Solutions รองรับ vSphere รุ่น 6.5 และ 6.7 และจะขยายสู่เวอร์ชันถัดๆไปในอนาคต
  • ออกแบบตามมาตรฐานที่ VMware รับรอง (VMware Validated Design) บนเครื่องทีได้รับการรับรองจาก VMware (VMware Certified Hardware) ทำให้มั่นใจได้ว่าการทำงานร่วมกันของระบบแต่ละส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้ดี และมีประสิทธิภาพ
  • ทำ Data Center Extension หรือ Disaster Recovery ได้บน Oracle Cloud Data Center ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการ Replicate ข้อมูลหรือ Backup ก็ตาม ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกนำข้อมูลไปวางบน Oracle Cloud Region ที่ตนเองต้องการได้อย่างอิสระ
  • ควบคุมได้อย่างเต็มที่ เพราะระบบนี้เป็นของคุณทั้งหมด จึงสามารถเลือกใช้รุ่นของ vSphere ที่ต้องการ, เข้าถึงระบบปฏิบัติการที่ติดตั้งในฮาร์ดแวร์แต่ละชุดเพื่อปรับแต่งการทำงานในเชิงลึก ไปจนถึงการเข้าถึงทรัพยากรอื่นๆ
  • มีระบบที่ทรงพลัง ด้วยฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูงที่มีหน่วยประมวลผลมากถึง 156 Cores ให้ใช้งานภายใน 3 Node และเพิ่มขยายสูงสุดได้ถึง 64 Node ต่อ Cluster รองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตได้อย่างยืดหยุ่น

ต่อยอด Oracle Cloud VMware Solutions ด้วยเทคโนโลยีจาก Oracle Cloud

แน่นอนว่าจุดเด่นที่ทำให้ Oracle Cloud VMware Solutions เหนือกว่าโซลูชัน VMware Cloud อื่นๆ นั้นก็คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีของ Oracle นั่นเอง ซึ่งภายใน Oracle Cloud ก็มีทั้งบริการและ Hardware ที่สามารถนำมาใช้งานร่วมกับ Oracle Cloud VMware Solutions ได้หลากหลาย ดังนี้

  • Container & Microservices โดยภายใน Oracle Cloud นั้นมีบริการ Container Engine for Kubernetes และ Oracle Functions แบบ serverless ให้สามารถใช้งานเพื่อค่อยๆ เปลี่ยน Workload แบบเดิมมาสู่สถาปัตยกรรมที่ทันสมัยขึ้นได้
  • Cloud Database Management บน Oracle Cloud นี้มีบริการ Database ให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Oracle Exadata Cloud Service, Autonomous Data Warehouse, Autonomous Transaction Processing, Oracle NoSQL Database และอื่นๆ อีกมากมาย
  • Business Analytics & Data Science แน่นอนว่าบน Oracle Cloud นี้ยังมีเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลอยู่มากมาย เช่น Oracle Analytic Cloud, Oracle Big Data Service, Oracle Data Science Platform อีกทั้งยังมี GPU ให้ใช้เพื่อรองรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูงได้อีกด้วย
  • Block, Object, File & NVMe Storage เพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ให้สามารถนำมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเหมาะสมสูงสุด

บริการเหล่านี้สามารถช่วยเติมเต็มความต้องการในการบริหารจัดการและการประมวลผลข้อมูลของธุรกิจองค์กรได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้การก้าวสู่การใช้ Oracle Cloud VMware Solutions นี้สามารถต่อยอดไปสู่การนำข้อมูลมาใช้สร้างคุณค่าต่อธุรกิจได้ในระยะยาว และเปิดรับต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางด้าน Data Analytics, Machine Learning และ AI ได้นั่นเอง

แนวทางหนึ่งที่ Oracle แนะนำนั้นก็คือในช่วงแรกเริ่มนั้น ให้ธุรกิจองค์กรทำการย้าย Workload ระบบงานเดิมที่มีอยู่ขึ้นมายัง Oracle Cloud VMware Solutions โดยไม่ต้องมีเปลี่ยนแปลงการทำงานใดๆ ก่อน จนเมื่อระบบนิ่งแล้ว จึงค่อยเปิดบริการอื่นๆ บน Oracle Cloud เข้ามาต่อยอดหรือทดแทนระบบเดิมบางส่วน เพื่อเป็นการปรับให้ระบบมีสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยขึ้น และสามารถรองรับการจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและทดสอบการใช้งาน Oracle Cloud VMware Solutions

ผู้ที่สนใจสามารถทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Oracle Cloud VMware Solutions ได้ที่ https://www.oracle.com/cloud/compute/vmware/ และสามารถติดต่อทีมงาน Oracle ในประเทศไทยเพื่อขอคำปรึกษาหรือทดสอบการใช้งานจริงได้ทันทีที่อีเมล์ pornpen.phichedwattana@oracle.com

เกี่ยวกับ VMware Cloud Provider Program (VCPP)

โครงการ VCPP นี้คือโครงการที่ได้ผสานรวมเอาบริการ VMware Software-as-a-Service เข้ากับเหล่าผู้ให้ริการ VMware Service Provider Partners ทั่วโลก เพื่อให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถใช้งานบริการ Cloud ที่มีเทคโนโลยีของ VMware เป็นเบื้องหลังได้ผ่านทางผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน

ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ให้บริการด้าน IT ที่ได้เข้าร่วมโครงการ VCPP มากกว่า 20 รายแล้ว ดังนั้นธุรกิจไทยจึงสามารถเลือกใช้งานบริการ Cloud ภายในประเทศที่ให้บริการเทคโนโลยีของ VMware และเชื่อมต่อระบบ Data Center ภายในธุรกิจองค์กรเข้ากับบริการ Cloud เหล่านี้สู่ภาพของ Hybrid Cloud หรือทำ Disaster Recovery ได้ทันที โดยมีทีมงานคนไทยคอยให้บริการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด

ผู้ที่สนใจใช้บริการ VMware ในรูปแบบของการคิดค่าใช้จ่ายตามจริง สามารถติดต่อทีมงานของ VMware ประจำประเทศไทยได้ที่คุณปลา 081-913-3347 หรืออีเมล์ kemwat@vmware.com หรือสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VCPP ได้ที่ https://www.vmware.com/partners/service-provider.html และสามารถตรวจสอบสถานะของบริษัทต่างๆ ที่เป็น VCPP ได้ที่ https://cloud.vmware.com/providers/

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-cloud-vmware-solutions-the-hybrid-cloud-by-oracle-and-vmware/

VMware Webinar : A Major Leap of Remote Work Security

VMware ขอเรียนเชิญผู้ดูแลระบบไอที, CIO , IT Manager, System Engineer หรือผู้สนใจในระบบ IT ทุกท่านเข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อ “A Major Leap of Remote Work Security” โดยทีมงาน VMware Thailand เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับที่เทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์การทำงานจากทางไกลขององค์กรอย่างมั่นคงปลอดภัย เพื่อลดความหลายหลายในการบริหารจัดการเครื่องมือจำนวนมาก ในวันอังคารที่ 26 มกราคม 2021 เวลา 10.30 – 12.00 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

กำหนดการบรรยาย

หัวข้อ : A Major Leap of Remote Work Security

ผู้บรรยาย : K. Rachtiwa Pongpawaret, Senior Systems Engineer, VMware และ K. Sarayut Yooin, Senior System Engineer – End User Computing, VMware

วันเวลา : วันอังคารที่ 26 มกราคม 2021 เวลา 10.30 น. – 12.00 น.

ช่องทางการบรรยาย : Online Web Conference

ภาษา : ไทย

จากสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดอัตราเร่งในการเปลี่ยนแปลงในวิธีการทำงานของทุกองค์กร โดยจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อทำงานจากระยะไกลหรือ remote work ส่งผลให้ปัญหาด้านไอทีและเรื่องของความปลอดภัยทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของเราเช่นนี้ มีแนวโน้มที่จะเกิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ เริ่มมองเห็นประโยชน์จากการทำงานผ่านระยะไกลมากขึ้น และเริ่มเกิดความคาดหวังในการสร้างการทำงานรูปแบบใหม่ขึ้น แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องหนักของทีมไอที ที่ต้องจัดลำดับความสำคัญของเทคโนโลยีและข้อกำหนดต่าง ๆ ควรคำนึงถึงในการสร้างการทำงานจากระยะไกลให้เหมาะกับองค์กร

ความยากลำบากหลัก ๆ ที่มักพบได้ในองค์กร อันเป็นภาระที่ทีมไอทีและ infosec คือ จะต้องทั้งบริหารจัดการและรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานจากระยะไกล นอกจากนี้ความหลากหลายของ endpoint ที่มีอาจผลลัพธ์เป็นข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน ทำให้เกิดช่องว่างในการดำเนินงานมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหล่านี้ องค์กรจำเป็นต้องหาหนทางใหม่ ๆ ในการรักษาความปลอดภัย จุดสนใจส่วนใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาคือ ความสามารถในการระบุและตอบสนองต่อการโจมตีประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ยังต้องสามารถระบุชนิดและจัดการกับภัยคุกคามได้ด้วย ด้วยความต้องการหลากหลายนี้ ทำให้แต่ละองค์กรต้องใช้โซลูชันการรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ 50 – 70 โซลูชัน จะดีกว่าหรือไม่ถ้ามีวิธีที่รวมความปลอดภัยของ endpoint ได้ไปพร้อมกับสามารถบริหารจัดการ endpoint ได้ในโซลูชันเดียวกัน

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://vmware.zoom.us/webinar/register/8816052565115/WN_yiGMFuMDRoiZGzsrmCV7Fg โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-webinar-a-major-leap-of-remote-work-security/

[Guest Post] คลาวด์ เอชเอ็ม (Cloud HM) ได้รับการรับรอง VMware Cloud Verified ประกาศความพร้อมสนับสนุนการใช้งานคลาวด์ทุกรูปแบบ รองรับการทำธุรกิจยุคหลัง New Normal

บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด (Cloud HM) ผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำสำหรับองค์กรในประเทศไทยประกาศเป็นผู้ให้บริการที่ผ่านการรับรอง VMware Cloud Verified 

นายเบญจ เบญจรงคกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่าย Business Strategy & Transformation บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (ซ้าย) นายณพัชร อัมพุช กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด (กลาง) และนายเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำวีเอ็มแวร์ ประเทศไทย (ขวา)

 

เครื่องหมายรับรอง Cloud Verified ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ มั่นใจได้ว่าผู้ให้บริการคลาวด์รายนั้นๆ จะสามารถนำเสนอบริการ SDDC as a Service พร้อมกับการันตีการมีโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการทำงานบนแอปพลิเคชันระดับองค์กรทั้งแบบดั้งเดิมและแบบคอนเทนเนอร์ที่มีประสิทธิภาพและครบวงจรมากที่สุด โดยพาร์ทเนอร์ที่ได้รับ VMware Cloud Verified จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าของพวกเขาสามารถใช้งานโซลูชันดิจิทัลต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการทำงานร่วมกันทั้งแอปพลิเคชันระดับองค์กรแบบดั้งเดิมหรือแบบคอนเทนเนอร์ด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ล่าสุดของ VMware

นายณพัชร อัมพุช กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด กล่าวว่า “การได้รับ VMware Cloud Verified ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของ Cloud HM หนึ่งในผู้ให้บริการสองรายในประเทศไทยที่ได้รับการรับรอง  สิ่งนี้ยืนยันความมุ่งมั่นของเราที่จะมอบบริการคลาวด์ประสิทธิภาพสูงและปลอดภัยแก่ลูกค้า สอดคล้องกับมาตรฐานบริการคลาวด์ของแพลตฟอร์มชั้นนำในอุตสาหกรรม ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าแอปพลิเคชันที่พวกเขาใช้หรือให้บริการแก่ลูกค้าทำงานอยู่บนคลาวด์มีความเสถียรและปลอดภัยสูงซึ่งดูแลและจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญของ VMware”

โดยในปี พ.ศ. 2564 Cloud HM มีแผนจะเปิดตัวบริการเพิ่มเติมร่วมกับ VMware เพื่อรองรับการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML) ที่กำลังเติบโตในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจสมัยใหม่ตามที่ Gartner คาดการณ์ไว้ในรายงานแนวโน้มเทคโนโลยี บริการใหม่ที่ Cloud HM จะเปิดตัว ได้แก่ K8S as a Service และ VMware Marketplace on vCloud Director แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นบริการที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับใช้แอปพลิเคชันของตนเองบนเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน (virtual machine) ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถสร้างแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูงด้วยขั้นตอนที่สะดวกยิ่งขึ้น

นายเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำวีเอ็มแวร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “พาร์ทเนอร์ VMware Cloud Verified จะช่วยยกระดับองค์กรธุรกิจในประเทศไทยด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพสูงของวีเอ็มแวร์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้รับประสบการณ์ใช้งานคลาวด์ที่คล่องตัวและมีระบบคลาวด์คอมพิวติ้งที่เชื่อถือได้ซึ่งผ่านการรับรอง Cloud Verified จากวีเอ็มแวร์ เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุน Cloud HM ให้ช่วยองค์กรต่าง ๆ ได้รับประสบการณ์ใช้งานคลาวด์ที่ง่ายและมีความยืดหยุ่น”

ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ ของไทยเร่งการสร้างดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันให้เกิดขึ้น รวมทั้งเริ่มคิดค้นบริการและรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและคลาวด์คือหนึ่งโซลูชันที่สนับสนุนรูปแบบธุรกิจดังกล่าว โดย Cloud HM คือตัวอย่างผู้ให้บริการที่นำเสนอบริการโมเดิร์นแอปพลิเคชันเพื่อรองรับความต้องการของตลาด

ขณะนี้วีเอ็มแวร์มีเครือข่ายผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์มากกว่า 4,300 รายที่พร้อมให้บริการองค์กรธุรกิจมากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังให้บริการผ่านความเชี่ยวชาญที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการและอุตสาหกรรมในแต่ละประเทศ และช่วยให้ลูกค้าสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดที่มีความซับซ้อนได้สะดวกยิ่งขึ้น

ศึกษาเงื่อนไขผ่านการรับรองการเป็นพาร์ทเนอร์ Cloud Verified ได้ที่: https://www.vmware.com/partners/service-provider/vmware-cloud-verified-logo.html

 

 

เกี่ยวกับวีเอ็มแวร์

วีเอ็มแวร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน บริการคลาวด์, เน็ตเวิร์กกิ้ง, ระบบซีเคียวริตี้และดิจิทัลเวิร์คเพลสของวีเอ็มแวร์พร้อมมอบรากฐานดิจิทัลแบบไดนามิกและมีประสิทธิภาพให้กับลูกค้าทั่วโลก ภายใต้ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์มากมาย โดยสำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย วีเอ็มแวร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นพลังสนับสนุนที่ดี จากแนวโน้มและผลกระทบการจัดการนวัตกรรมเชิงพื้นที่ในระดับโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.vmware.com/company

 

VMware, VMware Cloud, VMware Cloud Verified และ VMware Cloud Provider เป็นเครื่องหมายทางการค้าของวีเอ็มแวร์ อิงค์ ประเทศสหรัฐฯ และในประเทศอื่น ๆ ที่เปิดให้บริการ

 

เกี่ยวกับ บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด (Cloud HM)

Cloud HM เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Multi-Cloud Services ที่ให้บริการ Cloud ภายในประเทศไทย โดยมี Infrastructure เป็นของตัวเอง บน Data Center มาตรฐาน Tier 4 รวมถึงสามารถออกแบบ และจัดทำ Solution ของ AWS และ Azure ที่เป็น Global Cloud ได้ นอกจากนี้ยังมีการให้บริการด้านอื่น เช่น สำรองข้อมูล สำรองระบบ และบริการเสริมอื่น ๆ บนระบบ Infrastructure ที่มีประสิทธิภาพและเสถียรสภาพสูง ภายใต้ Concept “Your Cloud Expert”

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-cloud-hm-vmware-cloud-verified/

Pat Gelsinger จาก VMware หันกลับไปเป็น CEO ที่บ้านเก่าที่ Intel

ซีอีโออินเทล คุณ Bob Swan กำลังก้าวลงจากเก้าอี้ โดยจะถูกแทนที่ด้วยซีอีโอ VMware อย่าง Pat Gelsinger ถือเป็นการสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลาสองปีที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนโฉมยุทธศาสตร์ ไปจนถึงปัญหาหนักด้านการผลิต

ทางอินเทลประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า Swan จะลงจากตำแหน่งในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เพื่อส่งมอบให้กับ Gelsinger ที่เป็นซีอีโอของ VMware มาเกือบ 9 ปี รวมทั้งเคยมีประสบการณ์ทำงานกับอินเทลก่อนหน้านี้ถึง 30 ปี

ถือว่า Gelsinger ได้ขึ้นเป็นซีอีโอของยักษ์ใหญ่ด้านเซมิคอนดักเตอร์เป็นคนที่ 8 ในช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานของบริษัทกว่า 52 ปี นอกจากนี้ Gelsinger เองก็จะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารของอินเทลอีกด้วย

ปรากฏการณ์เขย่าเก้าอี้ซีอีโอครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นหลังจากมีเฮดจ์ฟันด์ชื่อ Third Point เข้ามาถือหุ้นเป็นสัดส่วน “มากอย่างมีนัยสำคัญ” ในบริษัท และเรียกร้องให้ผู้ผลิตชีปรายนี้มองหาทางเลือกอื่นในการวางยุทธศาสตร์บริษัท ที่รวมถึงการขาย “บริษัทที่ซื้อมาแล้วล้มเหลว” ด้วย

รวมทั้งผลักดันให้เสริมทัพด้านกระบวนการผลิตของตัวเองเพื่อทวงบัลลังก์ผู้นำด้านเทคโนโลยีกลับคืนมา หรือแม้แต่กู้คืนสถานการณ์ปัญหาการผลิตที่ส่งผลให้เกิดความล่าช่าอยู่บ่อยครั้งก่อนหน้านี้ จนเป็นที่มาของข่าวเปลี่ยนหัวเรือใหญ่ดังกล่าวที่รายงานขึ้นครั้งแรกโดย CNBC

โดย Omar Ishrak ประธานอิสระของบอร์ดบริหารอินเทลได้กล่าวในที่ประชุมว่า “ตอนนี้ถือเป็นเวลาเหมาะสมแล้วในการเปลี่ยนตัวผู้นำเพื่อดึงเอาความสามารถและประสบการณ์ทั้งด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีมาเป็นประโยชน์ในช่วงการปฏิวัติบริษัทอินเทลที่สำคัญตอนนี้มากที่สุด”

โดยให้เหตุผลว่า “Gelsinger เป็นผู้บริหารด้านเทคโนโลยีที่ได้การยอมรับในฐานะผู้ผลักดันนวัตกรรมที่สร้างความสั่นสะเทือนวงการได้มากตลอด มีความสามารถด้านการพัฒนาต่างๆ รวมทั้งมีความรู้เกี่ยวกับอินเทลเป็นอย่างดี โดยเขาจะยังให้ความสำคัญกับแนวทางการปกครองแบบวัฒนธรรมองค์กรเดิมที่เน้นไปที่การลงมือทำเป็นหลัก”

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/intel-ceo-bob-swan-to-be-replaced-by-vmware-s-pat-gelsinger/

VMware Webinar : VMware Cloud Foundation 4.1 Deliver Developer Ready Infrastructure

VMware ขอเรียนเชิญผู้ดูแลระบบไอที, IT Manager, System Engineer, DevOps หรือผู้สนใจในระบบ IT ทุกท่านเข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อ “VMware Cloud Foundation 4.1 Deliver Developer Ready Infrastructure” โดยทีมงาน VMware Thailand จะมาบรรยายให้ทุกท่านฟังถึงคุณลักษณะใหม่ ๆ มากมายใน VMware Cloud Foundation 4.1 ที่จะช่วยรองรับรูปแบบการทำงานใหม่ของชาว Dev/Ops ตอบโจทย์ Developer ด้วยแนวคิด Cloud like experience ในวันอังคารที่ 19 มกราคม 2021 เวลา 10.30 – 12.00 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

กำหนดการบรรยาย

หัวข้อ : VMware Cloud Foundation 4.1 Deliver Developer Ready Infrastructure

ผู้บรรยาย : Phubet Pramuean, the Solution Engineer Specialist for Cloud Platform BU, VMware (Thailand) Co., Ltd.

วันเวลา : วันอังคารที่ 19 มกราคม 2021 เวลา 10.30 น. – 12.00 น.

ช่องทางการบรรยาย : Online Web Conference

ภาษา : ไทย

ปลายปี 2020 VMware ได้เปิดตัว ใน VMware Cloud Foundation (VCF) 4.1อันเป็น Hybrid Cloud Platform Upgrade ใหม่จาก VMware ที่ช่วยให้องค์กรสามารถปรับเปลี่ยน Virtualization Infrastructure แบบเดิมให้รองรับรูปแบบการทำงานใหม่ของชาว Dev/Ops ตอบโจทย์ Developer ด้วยแนวคิด Cloud like experience จะช่วย Developer สามารถพัฒนา Applications ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ แต่ยังคงความง่ายเรื่องการบริหารจัดการช่วยให้ทีม Operation ไม่ต้องปวดหัวกับเครื่องมือบริหารที่หลากหลาย แค่ใช้ SDDC Manager ก็สามารถจัดการได้ทุกอย่างในคราวเดียว

หัวข้อในครั้งนี้เราจะบรรยายถึงคุณลักษณะใหม่ ๆ ของ VMware Cloud Foundation 4.1 ที่มีเพิ่มเข้ามาใหม่อันจะช่วยเป็นเครื่องมือสำหรับ Developer และระดับปฎิบัติการ ได้แก่

1. Data Persistent Platform ความสามารถใหม่ของ vSAN HCI ช่วยสร้าง Object store เพื่อเป็นถังเก็บข้อมูลของ Stateful application

2. Remote Cluster ขยายความสามารถของ SDDC Manager ให้สามารถควบคุม Infrastructure ที่ Edge location ได้

3. รองรับ External Storage ผ่าน vVols ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับ Cloud Platform

4. ขยายขีดความสามารถของ SDDC Manager หัวใจหลักของ VCF ให้เก่งยิ่งขึ้น

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://vmware.zoom.us/webinar/register/8316052551742/WN_aN7TbPqwR6O2OOBoI40hGg โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-webinar-vcf-4-1-deliver-developer-ready-infrastructure/

เปิดตัว VMware Tanzu Advanced Edition ตอบโจทย์ DevSecOps สำหรับธุรกิจองค์กร

VMware ได้ออกมาประกาศเปิดตัว VMware Tanzu Advanced Edition ในสถานะ GA สำหรับตอบรับความต้องการของธุรกิจองค์กรที่ต้องการต่อยอดระบบ VMware Tanzu ที่มีอยู่เดิมไปสู่ภาพของ DevSecOps อย่างเต็มตัว ด้วยจุดเด่นที่เพิ่มเติมขึ้นมาจาก Tanzu Standard ดังนี้

Credit: VMware
  • ช่วยให้ Developer ทำงานได้ง่ายขึ้นด้วยการปรับให้การทำ Container Sourcing และ Build เป็นอัตโนมัติมากขึ้น รวมถึงมีระบบ Self-Service ให้ใช้งาน
  • เสริมความมั่นคงปลอดภัย ด้วยระบบเสริมความปลอดภัยให้ Source Code, การอัปเดตโดยอัตโนมัติ และการตรวจสอบ Policy และ Access Control ทั่วทั้ง Cluster และทุกการเชื่อมต่ออย่างต่อเนื่อง
  • เสริมความสามารถในการบริหารจัดการ Kubernetes Cluster นับร้อยจากศูนย์กลางได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบสถานะการทำงานและประสิทธิภาพของทุก Cluster ที่กระจายอยู่บนทุก Cloud

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Tanzu Advanced Edition สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://tanzu.vmware.com/tanzu/advanced

ที่มา: https://tanzu.vmware.com/content/blog/tanzu-advanced-generally-available-devsecops

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-tanzu-advanced-edition-is-ga/

Pat Gelsinger ซีอีโอ VMware ลาออกไปเป็นซีอีโออินเทล, ฝั่ง VMware เริ่มหาคนรับตำแหน่งซีอีโอ

Pat Gelsinger ซีอีโอ VMware ที่ครองตำแหน่งมานานถึง 8 ปีประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อไปรับตำแหน่งซีอีโอของอินเทล การลาออกจะมีผลเป็นทางการวันที่ 12 กุมภาพันธ์ และ Pat จะไปรับตำแหน่งซีอีโอที่อินเทลในวันที่ 15

Pat จบการศึกษาวิศวกรรมไฟฟ้าและเป็นลูกหม้อของอินเทลที่ทำงานกับบริษัทมานานถึง 30 ปีจนขึ้นถึงตำแหน่งซีทีโอ จากนั้นจึงออกไปรับตำแหน่งซีโอโอที่ EMC และมาเป็นซีอีโอของ VMware ในที่สุด เขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนหนังสือ Programming the 80386 ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1991 หรือ 30 ปีที่แล้ว

อินเทลในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานับเป็นช่วงมรสุมของบริษัท สินค้ามีการอัพเดตล่าช้า, การผลิตไม่ทันความต้องการ, และต้องเปลี่ยนตัวซีอีโอหลายครั้งในช่วงเวลาไม่กี่ปี แม้จะยังมีผลประกอบการที่ดีมากอยู่ก็ตาม

สำหรับฝั่ง VMware นั้นภายในช่วงเวลาเดือนเดียวบริษัทเสียผู้บริหารสำคัญไปถึงสองคน หลังจากเดือนที่แล้ว Rajiv Ramaswami ซีโอโอของบริษัทก็ลาออกไปรับตำแหน่งซีอีโอของ Nutanix จนมีเหตุฟ้องร้องกัน ราคาหุ้น VMware ขณะที่เขียนข่าวนี้ตกลงถึง 6.6% ขณะที่หุ้นอินเทลราคาเพิ่มขึ้น 7.3% หลังจาก Pat ลาออกไป Zane Rowe ซีเอฟโอจะมานั่งตำแหน่งซีอีโอชั่วคราวระหว่างที่กำลังสรรหาซีอีโอใหม่

ที่มา – Intel, VMware

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/120585

วีเอ็มแวร์คาดการณ์ 5 เทรนด์เทคโนโลยีที่องค์กรต้องรู้

แน่นอนว่าทุก ๆ ปี แต่ละองค์กรจะต้องมีแผนการทำธุรกิจ ซึ่งในปี 2563 ที่ผ่านมา แต่แผนที่วางไว้กลับไม่สามารถนำมาใช้ได้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันองค์กรต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ประกาศใช้แผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างรวดเร็วและพักแผนงานใหม่ ๆ ไว้ก่อน ซึ่งบางคนอาจคิดว่าปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นปีที่จะเห็นได้เทคโนโลยีเกิดใหม่ด้วยซ้ำ แต่แท้จริงแล้วเรากลับได้เห็นองค์กรต่าง ๆ รับมือความท้าทายที่เกิดขึ้นด้วยการปรับใช้โซลูชันหลากหลาย

ข้อมูลต่อไปนี้ ส่วนหนึ่งได้มาจากการสังเกตการณ์ในปี 2563 และการคาดการณ์ทิศทางของเทคโนโลยีระดับองค์กร 5 เทรนด์ในปี 2564

1. เทคโนโลยี Edge กลายเป็นหน้าด่านสำหรับนวัตกรรมใหม่

หลายองค์กรในภูมิภาคนี้กำลังลงทุนในเทคโนโลยี Edge ที่มีอยู่แล้ว เพื่อรับมือและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และในปีหน้าเราจะยังคงเห็นการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี Edge อย่างต่อเนื่อง

ความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของเครือข่ายส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของพนักงานและลูกค้า ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การเปิดตัว SD-WAN ที่ขยายขอบเขตในเทคโนโลยี Edge ให้กว้างขึ้นไปถึงระดับโฮมออฟฟิศ ด้วย SaaS-delivered solutions (รวมถึงฮาร์ดแวร์) อย่างง่าย จะช่วยปรับปรุงความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้นในทุกที่ที่พนักงานเลือกทำงาน และนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นเทรนด์ด้วยโซลูชั่นเหล่านี้เป็นบรรทัดฐาน

นอกจากนี้ ผมคาดหวังว่าองค์กรต่าง ๆ จะนำโซลูชัน Secure Access Service Edge (SASE) มาใช้มากขึ้น เนื่องจากในอนาคตเราจะพึ่งพาแอปพลิเคชันและบริการผ่านโครงสร้างพื้นฐานอันเนื่องมาจากการทำงานของซอฟต์แวร์ การ deployed และการจัดการเพื่ออัปเดตซอฟต์แวร์ เพื่อพัฒนากระบวนการจัดซื้อแบบเดิม องค์กรต่าง ๆ จะสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

2. การกระจายอำนาจของ Machine Learning

เราเริ่มเห็นการนำ Federated Machine Learning (FML) มาใช้งานในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในทุกอุตสาหกรรม องค์กรต่าง ๆ กำลังคิดค้นกระบวนการที่จะทำให้องค์กรสามารถนำข้อมูลมาขับเคลื่อนการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นไปพร้อมกับการใช้ประโยชน์จากการตามรอยต้นแบบเทคโนโลยีที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย

ด้วยความสามารถในการประมวลผลได้ทุกที่ การเรียนรู้แบบรวมศูนย์ (Federated Learning) ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถสอนโมเดล ML โดยใช้ชุดข้อมูลที่พวกเขามี โปรเจกโอเพนซอร์ส เช่น FATE และ Kubeflow กำลังได้รับความสนใจ ผมคาดว่าการเกิดขึ้นของแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายบนแพลตฟอร์มเหล่านี้จะช่วยเร่งให้เกิดการนำไปใช้

จากการนำ ML มาใช้อย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ เป็นตัวเร่งให้เกิดการขับเคลื่อนโซลูชันแบบครบวงจรที่ต้องการสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ “ผู้ใช้งานทุกคน” องค์กรเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากการใช้ ML โดยไม่ต้องลงทุนสูงสร้างทีมวิทยาการข้อมูล (data science teams) – อันเป็นเรื่องยากที่ท้าทายขององค์กร เนื่องจากปัจจุบันยังขาดแคลนในส่วนของนักวิทยาการข้อมูล

3. แรงหนุนต่ออายุโครงการ Workplace 2.0

จากการแพร่ระบาดของโควิดทำให้เกิดแรงผลักดันมากมายเกี่ยวกับ Workplace 2.0 ขึ้นอีกครั้ง AR และ VR กำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาใช้ฝีกอบรมพนักงาน การนำ AR มาใช้ในการนำทาง (เช่น นำมาใช้ค้นหาที่ตั้งสาขาในองค์กร) และในการประชุมออนไลน์ ถึงแม้จะยังต้องการการผลักดันให้เกิดการยอมรับและมีการนำหลักการนี้ไปประยุกต้ใช้มากขึ้น ในปี 2564 เราจะเห็นได้ว่ามีการนำ AR และ VR มาใช้มากขึ้นอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าในเทคโนโลยีระดับองค์กรที่มุ่งเน้นในเรื่องของความปลอดภัย, ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน และโซลูชันต่าง ๆ เพื่อการบริหารจัดการอุปกรณ์

ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ VR ในความคิดของผมคือ ไม่มี Microsoft PowerPoint ที่รองรับการใช้งาน VR กล่าวอีกนัยหนึ่งในอนาคต หากผมสามารถทำคอนเทนท์ 3 มิติได้อย่างรวดเร็วที่สามารถใช้ใน VR ได้ วันนี้ยังไม่มีเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างคอนเทนท์ 3 มิติที่สมบูรณ์ได้ทุกมิติอย่างรวดเร็วที่ใช้ประโยชน์จากภาพพาโนรามา 360 องศา ผ่าน VR ผมหวังว่านี่จะเป็นจุดที่นักพัฒนาเทคโนโลยี AR และ VR จะมุ่งเน้นต่อไปในอนาคต

4. วิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของความปลอดภัยที่แท้จริงและการปกป้องข้อมูล

ตามรายงานเกี่ยวกับภัยคุกคามทั่วโลกของวีเอ็มแวร์ คาร์บอนแบล็ค (VMware Carbon Black’s Global Threat Report) ฉบับประจำปี 2563 เผยให้เห็นว่า ความถี่ในการโจมตีทางไซเบอร์สูงมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดย 76% ของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของ APJ ต้องเผชิญกับปริมาณการโจมตีที่เพิ่มขึ้น

ในปี 2564 การให้ความสำคัญในการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ๆ จะกลับมาอีกครั้ง เหตุจากทั้งแรนซัมแวร์และการรักษาความปลอดภัยในระดับ edge เข้ามาอยู่ในความสนใจมากขึ้น จากการประสบการณ์ที่ผ่านมาที่การโจมตีของแรนซัมแวร์ไม่ได้จำกัดเป้าหมายอยู่แค่ฐานข้อมูลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสำรองข้อมูลและระบบแบ็กอัพอีกด้วย แม้กระทั่งระบบการกู้คืนก็ยังถูกโจมตีอีกด้วย

เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีปกป้องระบบและข้อมูล และกลับมาทบทวนตั้งแต่ต้นว่าการสำรองและกู้คืนระบบมีขอบเขตครอบคลุมถึงอะไรบ้าง โซลูชันเดิม ๆ ที่มีการนำเสนอการป้องกันแบบ static และการกู้คืนจะกลับมาอาจเผชิญกับความชะงักงันอีกครั้งเหมือนในปีที่ผ่านมาก

5. ประยุกต์เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อจัดการความท้าทายเดิม ๆ

ในปี 2564 นี้ สิ่งที่เราเคยมองว่าเป็นเรื่องเก่าจะกลายเป็นเรื่องใหม่อีกครั้ง ลองพิจารณาในอีกมุมจะเห็นว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ สามารถมาช่วยแก้ปัญหาเก่า ๆ ได้อย่างไรบ้าง

ตัวอย่างเช่น, ในการประมวลผลแบบยั่งยืนมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิม โดยปัจจุบันนี้ VMware มีโครงการ xLabs เพื่อช่วยลูกค้าเพิ่มประสิทธิภาพระบบควบคุมลมเย็นและลมร้อนของห้องดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีผลการศึกษาที่เผยให้เห็นถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านแพลตฟอร์มการบริหารระบบการจัดการความร้อนของดาต้าเซ็นเตอร์

และในไม่ช้านี้ ML อาจเข้ามาช่วยปรับปรุงความสามารถในการเข้าถึง และในทางกลับกันจะช่วยลดต้นทุนในการพัฒนาซอฟต์แวร์อีกด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/vmware-predict-5-technologies/

[Guest Post] วีเอ็มแวร์คาดการณ์ 5 เทรนด์เทคโนโลยีที่องค์กรต้องรู้ เพื่อรับมือปีแห่งสถานการณ์ที่ยากจะคาดเดา

แน่นอนว่าทุก ๆ ปี แต่ละองค์กรจะต้องมีแผนการทำธุรกิจ ซึ่งในปี 2563 ที่ผ่านมา แต่แผนที่วางไว้กลับไม่สามารถนำมาใช้ได้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันองค์กรต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ประกาศใช้แผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างรวดเร็วและพักแผนงานใหม่ ๆ ไว้ก่อน ซึ่งบางคนอาจคิดว่าปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นปีที่จะเห็นได้เทคโนโลยีเกิดใหม่ด้วยซ้ำ แต่แท้จริงแล้วเรากลับได้เห็นองค์กรต่าง ๆ รับมือความท้าทายที่เกิดขึ้นด้วยการปรับใช้โซลูชันหลากหลาย

บทความโดย นายเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการวีเอ็มแวร์ประจำประเทศไทย

 

ข้อมูลต่อไปนี้ ส่วนหนึ่งได้มาจากการสังเกตการณ์ในปี 2563 และการคาดการณ์ทิศทางของเทคโนโลยีระดับองค์กร 5 เทรนด์ในปี 2564

 

1.เทคโนโลยี Edge กลายเป็นหน้าด่านสำหรับนวัตกรรมใหม่

สิ่งอัศจรรย์ที่กำลังเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี Edge ซึ่งได้ปรากฏให้เราเห็นอย่างชัดเจนในปี 2563 ที่ผ่านมา ตัวอย่างหนึ่งคือการที่ United Overseas Bank (UOB) ซึ่งเป็นธนาคารชั้นนำในเอเชียก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในองค์กรที่เร็วที่สุดในอาเซียน สามารถติดตั้งเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยให้กับเวอร์ชวลเดสก์ท็อป (secure virtual desktop) สำหรับทีมนักพัฒนาไอที 3,000 คน โดยดำเนินการเสร็จในเวลาเพียง 21 วัน จากปกติที่ต้องใช้เวลาถึงสามเดือน

หลายองค์กรในภูมิภาคนี้กำลังลงทุนในเทคโนโลยี Edge ที่มีอยู่แล้ว เพื่อรับมือและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และในปีหน้าเราจะยังคงเห็นการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี Edge อย่างต่อเนื่อง

ความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของเครือข่ายส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของพนักงานและลูกค้า ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การเปิดตัว SD-WAN ที่ขยายขอบเขตในเทคโนโลยี Edge ให้กว้างขึ้นไปถึงระดับโฮมออฟฟิศ ด้วย SaaS-delivered solutions (รวมถึงฮาร์ดแวร์) อย่างง่าย จะช่วยปรับปรุงความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้นในทุกที่ที่พนักงานเลือกทำงาน และนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นเทรนด์ด้วยโซลูชั่นเหล่านี้เป็นบรรทัดฐาน

นอกจากนี้ ผมคาดหวังว่าองค์กรต่าง ๆ จะนำโซลูชัน Secure Access Service Edge (SASE) มาใช้มากขึ้น เนื่องจากในอนาคตเราจะพึ่งพาแอปพลิเคชันและบริการผ่านโครงสร้างพื้นฐานอันเนื่องมาจากการทำงานของซอฟต์แวร์ การ deployed และการจัดการเพื่ออัปเดตซอฟต์แวร์ เพื่อพัฒนากระบวนการจัดซื้อแบบเดิม องค์กรต่าง ๆ จะสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เทคโนโลยี Edge กำลังถูกเพิ่มความชาญฉลาดให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความสามารถในการเรียนรู้ ตอบสนองและสามารถปรับใช้ให้เหมาะสมได้อย่างเรียลไทม์ นอกจากนี้เรายังเห็นโอกาสใหม่ ๆ ในการรวมโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน, ลดจำนวน appliances เฉพาะที่ต้องใช้เพื่อตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นการพัฒนาที่น่าตื่นเต้นเนื่องจากเป็นการเปิดประตูสู่โซลูชันอันคุ้มค่าที่นับว่าเป็นการปรับปรุงให้ดีขึ้นไปโดยอัตโนมัติ, ทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในขณะเดียวกันก็ลดต้นทุนไปในคราวเดียวกัน

 

2. การกระจายอำนาจของ Machine Learning

เราเริ่มเห็นการนำ Federated Machine Learning (FML) มาใช้งานในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในทุกอุตสาหกรรม องค์กรต่าง ๆ กำลังคิดค้นกระบวนการที่จะทำให้องค์กรสามารถนำข้อมูลมาขับเคลื่อนการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นไปพร้อมกับการใช้ประโยชน์จากการตามรอยต้นแบบเทคโนโลยีที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย

ด้วยความสามารถในการประมวลผลได้ทุกที่ การเรียนรู้แบบรวมศูนย์ (Federated Learning) ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถสอนโมเดล ML โดยใช้ชุดข้อมูลที่พวกเขามี โปรเจกโอเพนซอร์ส เช่น FATE และ Kubeflow กำลังได้รับความสนใจ ผมคาดว่าการเกิดขึ้นของแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายบนแพลตฟอร์มเหล่านี้จะช่วยเร่งให้เกิดการนำไปใช้

จากการนำ ML มาใช้อย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ เป็นตัวเร่งให้เกิดการขับเคลื่อนโซลูชันแบบครบวงจรที่ต้องการสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ “ผู้ใช้งานทุกคน” องค์กรเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากการใช้ ML โดยไม่ต้องลงทุนสูงสร้างทีมวิทยาการข้อมูล (data science teams) – อันเป็นเรื่องยากที่ท้าทายขององค์กร เนื่องจากปัจจุบันยังขาดแคลนในส่วนของนักวิทยาการข้อมูล

 

3. แรงหนุนต่ออายุโครงการ Workplace 2.0

จากการแพร่ระบาดของโควิดทำให้เกิดแรงผลักดันมากมายเกี่ยวกับ Workplace 2.0 ขึ้นอีกครั้ง

AR และ VR กำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาใช้ฝีกอบรมพนักงาน การนำ AR มาใช้ในการนำทาง (เช่น นำมาใช้ค้นหาที่ตั้งสาขาในองค์กร) และในการประชุมออนไลน์ ถึงแม้จะยังต้องการการผลักดันให้เกิดการยอมรับและมีการนำหลักการนี้ไปประยุกต้ใช้มากขึ้น ในปี 2564 เราจะเห็นได้ว่ามีการนำ AR และ VR มาใช้มากขึ้นอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าในเทคโนโลยีระดับองค์กรที่มุ่งเน้นในเรื่องของความปลอดภัย, ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน และโซลูชันต่าง ๆ เพื่อการบริหารจัดการอุปกรณ์

ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ VR ในความคิดของผมคือ ไม่มี Microsoft PowerPoint ที่รองรับการใช้งาน VR  กล่าวอีกนัยหนึ่งในอนาคต หากผมสามารถทำคอนเทนท์ 3 มิติได้อย่างรวดเร็วที่สามารถใช้ใน VR ได้ วันนี้ยังไม่มีเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างคอนเทนท์ 3 มิติที่สมบูรณ์ได้ทุกมิติอย่างรวดเร็วที่ใช้ประโยชน์จากภาพพาโนรามา 360 องศา ผ่าน VR ผมหวังว่านี่จะเป็นจุดที่นักพัฒนาเทคโนโลยี AR และ VR จะมุ่งเน้นต่อไปในอนาคต

 

4.วิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของความปลอดภัยที่แท้จริงและการปกป้องข้อมูล

ตามรายงานเกี่ยวกับภัยคุกคามทั่วโลกของวีเอ็มแวร์ คาร์บอนแบล็ค (VMware Carbon Black’s Global Threat Report) ฉบับประจำปี 2563 เผยให้เห็นว่า ความถี่ในการโจมตีทางไซเบอร์สูงมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดย 76% ของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของ APJ ต้องเผชิญกับปริมาณการโจมตีที่เพิ่มขึ้น

ในปี 2564 การให้ความสำคัญในการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ๆ จะกลับมาอีกครั้ง เหตุจากทั้งแรนซัมแวร์และการรักษาความปลอดภัยในระดับ edge เข้ามาอยู่ในความสนใจมากขึ้น จากการประสบการณ์ที่ผ่านมาที่การโจมตีของแรนซัมแวร์ไม่ได้จำกัดเป้าหมายอยู่แค่ฐานข้อมูลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสำรองข้อมูลและระบบแบ็กอัพอีกด้วย แม้กระทั่งระบบการกู้คืนก็ยังถูกโจมตีอีกด้วย

เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีปกป้องระบบและข้อมูล และกลับมาทบทวนตั้งแต่ต้นว่าการสำรองและกู้คืนระบบมีขอบเขตครอบคลุมถึงอะไรบ้าง โซลูชันเดิม ๆ ที่มีการนำเสนอการป้องกันแบบ static และการกู้คืนจะกลับมาอาจเผชิญกับความชะงักงันอีกครั้งเหมือนในปีที่ผ่านมาก

เมื่อพิจารณาถึงเทคโนโลยี Edge ประกอบกับจำนวนเทคโนโลยีที่ต้องตัดสินใจมีเพิ่มมากขึ้นตามสายงานธุรกิจ – บางครั้งอยู่ในระดับท้องถิ่นและยังไม่มีระบบไอทีเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สร้างความท้าทายมานานแล้ว เพราะมีการนำสมาร์ทดีไวซ์และอุปกรณ์ต่อเชื่อมมาใช้งานกับ edge อย่างรวดเร็วจนกระบวนการทางไอทีแบบตั้งเดิมไม่สามารถตามได้ทัน ในขณะที่เราพยายามปรับใช้โซลูชันให้สอดคล้องกัน แต่เราก็จำเป็นต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่าความต้องการและความคล่องตัวของธุรกิจอาจขัดแย้งกันได้

ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องพิจารณาเทคโนโลยีที่เปิดกว้างที่สามารถเชื่อมต่อกับ Edge เทคโนโลยี และมีการบังคับใช้นโยบายความปลอดภัยที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับระบบที่มีได้ แทนที่จะโต้เถียงเพื่อสิทธิ์การควบคุม หัวหน้าระบบรักษาความปลอดภัยควรจะยอมกับถึงระดับของความสับสนวุ่นวายที่มี และหันมาคิดริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ โดยมีการรับมือกับความวุ่นวายที่อาจะเกิดขึ้นแทนที่จะเข้าควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ

 

5.ประยุกต์เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อจัดการความท้าทายเดิม ๆ

ในปี 2564 นี้ สิ่งที่เราเคยมองว่าเป็นเรื่องเก่าจะกลายเป็นเรื่องใหม่อีกครั้ง ลองพิจารณาในอีกมุมจะเห็นว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ สามารถมาช่วยแก้ปัญหาเก่า ๆ ได้อย่างไรบ้าง

ตัวอย่างเช่น, ในการประมวลผลแบบยั่งยืนมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิม โดยปัจจุบันนี้ VMware มีโครงการ xLabs เพื่อช่วยลูกค้าเพิ่มประสิทธิภาพระบบควบคุมลมเย็นและลมร้อนของห้องดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีผลการศึกษาที่เผยให้เห็นถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านแพลตฟอร์มการบริหารระบบการจัดการความร้อนของดาต้าเซ็นเตอร์

และในไม่ช้านี้ ML อาจเข้ามาช่วยปรับปรุงความสามารถในการเข้าถึง และในทางกลับกันจะช่วยลดต้นทุนในการพัฒนาซอฟต์แวร์อีกด้วย

ในปี 2563 ที่ผ่านมาเป็นปีแห่งความก้าวหน้าที่มุ่งมั่น ความท้าทายที่คาดไม่ถึงสอนให้เราวางแผนและออกแบบเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และเราต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้เข้ากับวิธีการใช้ชีวิตและการทำงานใหม่ ๆ มากยิ่งขึ้น

และในปี 2564 นี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะนำพาสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาไม่ว่าชีวิตในรูปแบบใหม่จะเป็นเช่นไร และผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะนำพาวิถีแบบใหม่มาให้เราในรูปแบบใด

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-vmware-5-tech-trends/

เชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ Digital Workspace Webinar EP#2 ในหัวข้อ Enabling Zero Trust Security with VMware Workspace ONE วันพุธที่ 20 มกราคม 2021

กลับมาอีกครั้ง ใน EP#2 กับงาน Digital Workspace Webinar งานสัมมนาออนไลน์ สำหรับสาย IT และ ผู้ที่สนใจทุกท่าน เป็นงานสัมมนาจากกูรูตัวจริง โดย VMWare Thailand และ Fusion Advantec ครั้งนี้มาในหัวข้อ “Enabling Zero Trust Security with VMware Workspace ONE” ที่กูรูชั้นแนวหน้า จะมาแชร์ประสบการณ์ และ Use Case ต่างๆ  ใน Theme ความมั่นคง และความปลอดภัยแบบ Zero Trust เพื่อให้การบริหารจัดการงาน IT ในการทำงานยุค New Normal มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย ไร้กังวล

ภายในงาน เตรียมพบกับ การจัดเต็มในเรื่องการจัดการการเข้าใช้งานบัญชีของคุณ และองค์กรได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ผ่านการแชร์ประสบการณ์จากกูรูตัวจริง พร้อม Use Case ที่สามารถ นำไปปรับใช้ในการทำงาน และองค์กรของคุณได้มากยิ่งขึ้น ประกอบไปด้วยหัวข้อที่น่าสนใจแบ่งออกเป็น 5 Pillars ดังต่อไปนี้

“Device Trust” แนวทางเพิ่มความปลอดภัยจากการใช้งาน Device กับบัญชีผู้ใช้งาน ด้วย Product ของ VMware รวมไปถึงการเชื่อมโยง Device ที่ต่างๆ ที่ใช้การทำงาน User Trustการกำหนดบัญชีผู้ใช้งาน ในการเข้าถึงข้อมูลขององค์กร จำแนกประเภท โดย Product ของ VMware สร้างแนวทางป้องกัน และความปลอดภัยที่เหมาะสม Transport/Session Trust” กำหนด Session ในบัญชีผู้ใช้งาน ให้เข้าถึงทรัพยากรนั้น ๆ ด้วยความปลอดภัย ตอบโจทย์กับ Use case ในปัจจุบัน “Application Trust” กำหนดให้บัญชีผู้ใช้งาน สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชั่น ได้อย่างปลอดภัย  พบกับประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานที่สะดวก และง่ายกว่าการทำงานรูปแบบเดิม และ “Data Trust” กำหนดการใช้งาน ของบัญชีผู้ใช้งาน ให้มีความแข็งแกร่ง มั่งคงในความปลอดภัย และป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ทั้งภายใน และภายนอกองค์กร

พบกับงานสัมมนาออนไลน์ชั้นนำที่สาย IT และสาวก VMWare ไม่ควรพลาด เพื่อให้การบริหารจัดการงานต่าง ๆ ง่าย สะดวก ปลอดภัย ด้วย Product VMWare จัดขึ้น ในวันที่ 20 มกราคม 2021 เวลา 10.00 – 12.00 น.

โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/Yha2rgbqGa4Ctx3AA

กำหนดการ

10:00 – 10:05 Opening and Panel Introduction by K. Suttinun
10:05 – 10:20 Panel discussion: What is Zero Trust Concept by K. Suttinun
10:20 – 11:05 5 Pilar of VMware Zero Trust
– Device Trust by K. Ekkawit
– User Trust by K. Sarayut
– Transport / Session Trust by K. Chawanat
– Application Trust by K. Panuwat
– Data Trust by K. Panuwat
11:05 – 11:15 New Product Bundle “Workspace Security” by K. Ekkawit
11:15 – 11.25 Workspace ONE Quarterly Update by K. Sarayut
11:25 – 11:35 Q & A by K. Suttinun
11:35 – 11:40 Recap & Closing by K. Suttinun

ข้อมูลเพิ่มเติม หรือลงทะเบียนเข้าร่วมงาน โปรดติอต่อ คุณนิลเนตร ภู่กันฑ์ อีเมล info@fusion.co.th หรือโทร 099-147-0202

from:https://www.techtalkthai.com/digital-woorkplace-wp-2-enabling-zero-trust-security-with-vmware-workspace-one/