คลังเก็บป้ายกำกับ: VMWARE

[Guest Post] VMware ช่วย Service Providers ก้าวสู่การทำงานแบบ Multi-Cloud ได้อย่างรวดเร็ว

ความก้าวหน้าของ VMware Telco Cloud Platform ช่วยเพิ่มความสามารถให้ทุก ๆ แอปพลิเคชันบนทุก ๆ คลาวด์ ตั้งแต่ core และ RAN ไปยัง edge และ คลาวด์

เพื่อนำเสนอนวัตกรรมของแอปพลิเคชันและการบริการสำหรับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มผู้ให้บริการเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่ท้าทายบนคลาวด์และในขณะเดียวกันการทำงานของแอปและข้อมูลต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำงานบนคลาวด์ในพื้นที่ต่างๆ ทำให้ผู้ให้บริการจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและต้องจัดสรรสัดส่วนในการทำงานให้ให้มีประสิทธิภาพ นั่นทำให้ VMware (NYSE: VMW) เสนอการจัดการที่มีประสิทธิภาพ สำหรับ Telco Cloud Platform ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถปรับตัวเข้าสู่การทำงานบนมัลติคลาวด์ ได้อย่างรวดเร็ว

Sanjay Uppal รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป Service Provider and Edge, VMware กล่าวว่า “บนความพยายามในการปรับปรุงเครือข่ายปัจจุบันให้ทันสมัย ผู้ให้บริการต่างให้ความสำคัญในการสร้างรายได้จากบริการ 5G และวิธีที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วนั้น ต้องขอบคุณ cloud-native architectures ที่ทำให้สามารถเปิดบริการใหม่ ๆ ได้ทันต่อความต้องการของตลาด แทนที่จะใช้เวลาเป็นแรมเดือนหรือเป็นปีเหลือเพียงชั่วสัปดาห์หรือเพียงไม่กี่วัน CSPs มากกว่า 150 แห่งทั่วโลกใช้ VMware Telco Cloud Platform เพื่อการสร้างรายได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็ทำการพัฒนาการทำงานในรูปแบบอัตโนมัติและให้มีการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอทั่วเครือข่ายทั้งระบบ  4G, 5G และเครือข่ายอื่น ๆ VMware Telco Cloud Platform มอบความสามารถแบบมัลติคลาวด์ตั้งแต่ Core ไปจนถึง Edge โดยไม่จำกัดผู้ให้บริการไว้ใน single cloud architecture หรือแค่การ deploy ด้วยเหตุนี้ระบบจึงสามารถเพิ่มความรวดเร็วและคล่องตัวในการทำงาน ตรงตามความต้องการลูกค้าสำหรับการใช้งานบน 5G ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”

ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของ VMware Telco Cloud Platform ประกอบด้วย:

  • VMware Telco Cloud Platform – Public Cloud จะช่วยให้ผู้ให้บริการใช้งาน public clouds ร่วมกับโครงสร้าง 5G ทั้งหมดเป็นไปได้อย่างราบรื่น
  • VMware Telco Cloud Platform – Edge จะช่วยสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับสื่อสารในยุคใหม่และบริการประมวลผลสำหรับผู้ให้บริการและองค์กรต่าง ๆ
  • ความสามารถรูปแบบใหม่ของ VMware Telco Cloud Automation จะช่วยให้การทำงานบน
    มัลติคลาวด์สามารถทำงานสอดคล้องกันทั่วทั้งเครือข่าย ยิ่งไปกว่านั้น ยังการสนับสนุนการทำงานแบบ network slicing ที่ถูกใส่ไว้ใน Project Lattice ซึ่งอยู่บนช่วง tech preview

    ขอแนะนำ VMware Telco Cloud Platform – Public Cloud

    VMware Telco Cloud Platform – Public Cloud ที่ขับเคลื่อนโดย VMware Cloud พร้อมนำเสนอทางเลือกสำหรับผู้ให้บริการ ที่มีความยืดหยุ่นในการจัดสรร workloads บน multi-cloud environments ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงส่วนขยายของ VMware Telco Cloud Platform, VMware Telco Cloud Platform – Public Cloud ที่จะมอบริการให้ผู้ให้บริการดังต่อไปนี้:

    • ความสามารถในการ migrate telco และ IT workloadsไปยัง public cloud infrastructure-as-a-service (IaaS) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง VMware Cloud บน AWS ได้อย่างรวดเร็ว ในราคาประหยัด และมีความยืดหยุ่นในการกู้กลับคืนมายัง on-premises telco clouds หากจำเป็น
    • ทางเลือกในการ deploy เครือข่ายผ่าน VMware’s partner ecosystem บนคลาวด์ที่ดีที่สุด เพื่อรองรับวัตถุประสงค์ทางด้านต้นทุนในการทำงาน ความพร้อมในการใช้งาน และประสิทธิภาพในการทำงาน
    • การทำงานที่เสถียร ด้วย multi-layer automation ข้ามระหว่าง telco cloud ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ core, edge, RAN, ไปยัง public cloud

    VMware Telco Cloud Platform – คาดว่า Public Cloud จะพร้อมใช้งานในไตรมาสที่ 4 ของ VMware ในปี 2022 โดยจะเริ่ม deploy ฟังก์ชัน VMware Cloud บน AWS บนเครือข่ายของผู้ให้บริการ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Telco Cloud Platform – Public Cloud ได้ที่นี่

    ประกาศเปิดตัว VMware Telco Cloud Platform – Edge

    ในงาน VMworld 2021, VMwareได้ทำการเปิดตัว VMware Edge ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถ เรียกใช้ จัดการ และรักษาความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชัน Edge-native ได้ดียิ่งขึ้น โดยผู้ให้บริการจะมีบทบาทสำคัญในกลยุทธ์ของ VMware’s unified edge platform และนั่นคือเหตุผลที่ VMware ประกาศเปิดตัว VMware Telco Cloud Platform – Edge ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Telco Cloud Platform อันประกอบไปด้วย:

    • พื้นฐานสำหรับการ deploy บริการเพื่อสื่อสารในยุคใหม่ ที่รวมถึง Multi-Access Edge Computing (MEC), Private Mobile Networking (PMN) และ Content Delivery Networks (CDNs) และเครือข่ายอื่น ๆ
    • ความสามารถในการ deploy แอปพลิเคชันแบบ edge-native สำหรับผู้ให้บริการหรือองค์กร
    • การทำงานแบบอัตโนมัติ ผ่าน edges และ network site ต่าง ๆ ได้อย่างสม่ำเสมอและมีความต่อเนื่อง
    • การเชื่อมต่อ VMware’s extensive partner ecosystem อันครอบคลุมถึง hyperscaler, ผู้ให้บริการอุปกรณ์เครือข่าย, ISV, edge-native app developers และส่วนอื่น ๆ

ความสามารถใหม่ของ Telco Cloud Automation จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน Multi-Cloud

ที่ขยายความสามารถครอบคลุมเครือข่ายทั้งหมด, Telco Cloud Automation จะทำงานอย่างสอดคล้อง และเป็น automation engine ให้กับ Telco Cloud Platform โดย VMware ได้ประกาศความสามารถใหม่สำหรับ Telco Cloud Automation รวมถึง:

  • การทำงานแบบมัลติคลาวด์ที่มีความต่อเนื่อง: ลูกค้าของ Telco Cloud Automation สามารถได้รับประโยชน์จากทรัพยากร Amazon Web Services (AWS) บน Public Cloud ผ่าน VMware Cloud บน AWS หรือ Amazon Elastic Kubernetes Service (EKS) ได้
  • Network Slicing: ในวันนี้ VMware ได้เปิดตัว Project Lattice ที่อยู่ในขั้น tech preview ซึ่งจะขยายขีดความสามารถ Telco Cloud Automation ด้วยการจัดการแบบ 3GPP standard-compliant network slicing ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถวางแผน ออกแบบ และสร้าง instantiate end-to-end network slices ผ่าน RAN, edge, core และ transport network domains โมดูลเสริมของ Telco Cloud Automation ความสามารถในการจัดการ network slicing รูปแบบใหม่ จะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถรวมโดเมนต่าง ๆ เข้าด้วยกันและปิดช่องว่างที่จะเกิดขึ้นระหว่างบริการและทรัพยากรบนเครือข่ายจากโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพหรือโครงสร้างบนคลาวด์
  • เพิ่มความเร็วสำหรับการ onboarding และ instantiation สำหรับ network functions: Telco Cloud Automation จะสามารถออกแบบรูปแบบใหม่ ๆ ที่สนับสนุนวงจรในการทำงานแบบอัตโนมัติได้มากขึ้นกว่าเดิม และช่วยเพิ่มความเร็วในการ onboarding และ instantiation สำหรับ network functions ผ่าน automated CaaS และการปรับแต่งโครงสร้างพื้นฐาน
  • ปรับปรุงความสามารถในการทำงานของเครือข่าย: Telco Cloud Automation จะเปิดบริการใหม่สำหรับ automated Day 2 operations สำหรับการทำงานบน CaaS, การอัพเกรด BIOS และ firmware ที่จะลดเวลาในการบำรุงรักษา ในขณะที่มีการเพิ่มการจัดการที่ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นในระหว่าง data centers
  • CI/CD automation ที่เพิ่มเติมขึ้น: Update ใหม่จะทำให้การรวมของ Telco Cloud Automation เข้ากับ CI/CD pipelines ที่มีอยู่ ด้วย SDK ใหม่ทำได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถสามารถลดเวลาในการ deploy แอปพลิเคชันและการ update ใหม่ ๆ อันช่วยลดต้นทุนในการรวมระบบเข้าด้วยกันและ OpEx ได้อีกด้วย
  • การปรับปรุง Infrastructure Automation: Telco Cloud Automation ยังให้การสนับสนุน Mount Bryce driver และ Precision Time Protocol (PTP) network function automation การควบรวมเทคโนโลยีนี้ จะช่วยให้ระบบเป็นแบบ automate ลดระบบปฏิบัติการในระดับโครงสร้างที่เป็นแบบ manual ลง อันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นประโยชน์ในการ run vRAN และแอปพลิเคชันประสิทธิภาพสูงอื่น ๆ

ความสามารถรูปแบบใหม่ของ Telco Cloud Automation จะพร้อมให้ใช้งานในไตรมาสที่ 4 ของ VMware ในปี 2022 นอกเหนือจาก Project Lattice ซึ่งอยู่ในช่วง tech preview เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Telco Cloud Automation สำหรับการทำงานแบบมัลติคลาวด์ได้ที่นี่ และ Project Lattice สำหรับ network slicing ได้ที่นี่

 

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านบริการ multi-cloud สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อส่งมอบนวัตกรรมทางด้านดิจิทัลสำหรับระดับองค์กรขนาดใหญ่ บนพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถือ ช่วยเพิ่มความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมีตัวเลือกที่เหมาะสมในการดำเนินงานในอนาคต VMware ที่มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์อนาคตที่ดียิ่งขึ้นภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-vmware-service-providers-multi-cloud/

VMware ออกอัปเดต VMware Tanzu RabbitMQ 1.2

VMware ออกอัปเดต VMware Tanzu RabbitMQ 1.2 เพิ่มความสามารถใหม่

Credit: VMware

VMware Tanzu RabbitMQ 1.2 นั้นพัฒนามาจาก RabbitMQ 3.9 ซึ่งเป็นบริการ Cloud Native Messaging and Streaming ในเวอร์ชันนี้ได้ทำการเพิ่ม Streams ซึ่งเป็น Data Stucture แบบใหม่ ช่วยเพิ่ม Throughput และรองรับการทำ Replay และมีการปรับปรุงส่วนอื่นๆดังนี้

  • เพิ่มความสามารถการทำ Warm standby replication (Active/Passive)
  • รองรับ HashiCorp Vault เพื่อใช้เป็น Cluster secret นอกจากเหนือจาก Kubernetes secret
  • รองรับ RabbitMQ cluster บน Red Hat OpenShift
  • ปรับปรุงระบบ Monitoring queue health
  • แก้ไขบั๊กและเพิ่มความเสถียร

นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปรุงการทำ Disaster recovery ให้ดียิ่งขึ้น ได้แก่ การทำ Data-safe message replication, Automatic downstream cluster protection และการทำ Failover ได้เร็วกว่าเดิม ผู้ที่ใช้งานสามารถดาวน์โหลดอัปเดตได้แล้ว

ที่มา: https://tanzu.vmware.com/content/blog/announcing-release-vmware-tanzu-rabbitmq-1-2

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-releases-vmware-tanzu-rabbitmq-1-2/

[Guest Post] Antivirus ที่มีอยู่เพียงพอต่อการป้องกัน Ransomware หรือไม่ ?!

รู้หรือไม่ว่าอัตราการโดน Ransomware/Malware โจมตีในปีที่ผ่านๆมาจนถึง 2021 นั้นสูงถึง 11 วินาที/ครั้ง ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้อัตราการโดนโจมตีนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็นทุกๆ 2 วินาที !!!

ซึ่งปัจจุบันนั้นรูปแบบการโจมตี หรือ โจรกรรมเปลี่ยนไปหลากหลายจนเช็คได้ยาก เรียกได้ว่า พัฒนาขึ้นมาเป็นธุรกิจย่อมๆเลยทีเดียว ไม่ว่าจะมาจากเมล์ในองค์กร หรือ แม้แต่มาจากคนในองค์กรเองที่เอามาปล่อย !! เพราะฉนั้นรูปแบบการป้องกันเองก็ต้องพัฒนารูปแบบขึ้นมาให้รองรับการโจมตีเหล่านี้ด้วย

ทาง NetONE Network Solution จึงอยากแชร์ข้อมูลการป้องกันการโดนโจมตีจาก Ransomware ด้วยเทคโนโลยีใหม่จาก VMware ที่ชื่อว่า Carbon Black ที่จะทำหน้าที่เป็น Next-Gen Antivirus ในการป้องกันและวิเคราะห์พฤติกรรมของวัตถุแปลกปลอมโดยใช้ Behavioral-Based และ AI ในการ monitor ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆที่ใช้ Signature-Based รูปแบบดั้งเดิม ยิ่งไปกว่านั้น เจ้า VMware Carbon Black ยังสามารถไป Integrate กับสินค้า VMware ตัวอื่นๆ เช่น NSX หรือ Workspace ONE รองรับ Solution SASE ที่จะช่วยให้องค์กรของคุณ Secure เพิ่มขึ้นไปด้วย !!

หากใครสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/102836948489855/posts/251685630271652/?d=n

#VMware #CarbonBlack #NetONE #Ransomeware

from:https://www.techtalkthai.com/can-your-antivirus-protect-you-from-ransomware-by-netone/

VMware รายงานผลประกอบการไตรมาส ยังเติบโตสูงจาก Subscription กับ SaaS

VMware รายงานผลประกอบการของไตรมาสที่ 3 ตามปีการเงินบริษัท 2022 สิ้นสุดเดือนตุลาคม รายได้เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันในปีก่อนเป็น 3,188 ล้านดอลลาร์ รายได้ส่วนของ subscription กับ SaaS และไลเซนส์ เพิ่มขึ้น 16% เป็น 1,530 ล้านดอลลาร์ และมีกำไรสุทธิตามบัญชี GGAP เป็น 398 ล้านดอลลาร์

Raghu Raghuram ซีอีโอ VMware กล่าวว่าพวกเราพอใจกับการเติบโตต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสนี้ ซึ่ง VMware ก็ได้เปิดตัวสิ่งใหม่ ๆ หลายอย่างในงาน VMworld ที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนผ่านธุรกิจ โดยพันธกิจหลักยังคงการเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์พื้นฐาน เสริมนวัตกรรมให้กับลูกค้า และทำให้องค์กรปลดล็อกทุกโอกาสของมัลติคลาวด์

ผู้บริหาร VMware ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในช่วงแถลงผลประกอบการ โดยจะผลักดันการขายซอฟต์แวร์แบบ subscription มากขึ้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็น SaaS อยู่แล้ว มีแนวโน้มโตที่มากขึ้น ส่วนกลุ่มซอฟต์แวร์ที่ปรับแต่ง ยังคงโมเดลการขายผสมทั้ง subscription กับ license และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เดิมมีแต่แบบไลเซนส์ จะเริ่มเพิ่มตัวเลือกแบบ subscription ตั้งแต่ปีหน้า

ที่มา: ZDNet

alt="VMware"

from:https://www.blognone.com/node/125982

อัปเกรดจาก Antivirus สู่ VMware Carbon Black ปกป้องผู้ใช้งานจากภัยคุกคามได้อย่างแม่นยำยิ่งกว่ากับ SiS

จากข่าวคราวของภัยคุกคามและการโจมตีที่นับวันจะยิ่งทวีความซับซ้อน ก็ทำให้ผู้ดูแลระบบ IT และผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity นั้นต่างก็ทราบกันดีแล้วว่าโซลูชัน Antivirus แบบดั้งเดิมอย่างในอดีตนั้นไม่เพียงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้อีกต่อไป และธุรกิจองค์กรนั้นก็ต้องการเครื่องมือสำหรับปกป้องข้อมูลและระบบ IT สำคัญที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เพื่อตอบโจทย์นี้ให้กับธุรกิจองค์กร SiS จึงได้นำโซลูชัน VMware Carbon Black มาเปิดตัวสู่ธุรกิจองค์กรไทย เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับธุรกิจองค์กรที่ต้องการปกป้องผู้ใช้งานและระบบ Server ทั้งภายใน Data Center และบน Cloud ให้มีความมั่นคงปลอดภัย ตรวจจับ, รับมือ และยับยั้งการโจมตีได้อย่างทันท่วงที พร้อมบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์ต่างๆ ให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดได้จากศูนย์กลางภายในโซลูชันเดียว

VMware Carbon Black: Next-Gen Antivirus ที่รับมือกับภัยคุกคามได้อย่างยืดหยุ่นและครบวงจร

ที่ผ่านมา VMware ได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ Carbon Black เข้ามาเพื่อเป็นโซลูชันหลักทางด้าน Endpoint Security ที่ครอบคลุมการปกป้องได้ทั้งอุปกรณ์ Endpoint ของผู้ใช้งาน และ Workload ต่างๆ ที่อยู่บนเครื่อง Server และ Cloud ก่อนที่จะนำโซลูชันเหล่านี้มาพัฒนาต่อยอดและกลายเป็น VMware Carbon Black อย่างในปัจจุบัน

จุดเด่นของ VMware Carbon Black คือแนวทางในการรับมือกับภัยคุกคามที่ถูกออกแบบมาให้รองรับกับการโจมตีที่มีความซับซ้อนสูงอย่างในปัจจุบันนี้โดยเฉพาะ สามารถใช้งานเป็นส่วนหนึ่งใน Workflow ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี และมีความสามารถที่ครบถ้วนรอบด้าน ดังนี้

1. ตอบสนองรับมือกับทุกภัยคุกคามใน 3 ขั้นตอน

VMware Carbon Black นี้สามารถรับมือกับภัยคุกคามโดยแบ่งขั้นตอนการทำงานออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่

ขั้นตอนแรก: Identify Risk

ในขั้นตอนนี้ VMware Carbon Black จะทำการตรวจสอบอุปกรณ์และระบบต่างๆ ที่มีการใช้งานอยู่ เพื่อค้นหาความเสี่ยงภายในระบบ เช่น การค้นหา Malware ที่อาจถูกติดตั้งอยู่เดิม, การตรวจสอบหา Browser Extension ที่อาจถูกติดตั้งมาโดยไม่รู้ตัว, ช่องโหว่ต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบจาการไม่อัปเดต Software ไปจนถึงการตั้งค่าต่างๆ ที่อาจไม่มั่นคงปลอดภัยและนำไปสู่ความเสี่ยงได้

การตรวจสอบนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้องค์กรมั่นใจได้อยู่เสมอว่าระบบต่างๆ จะมีความมั่นคงปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่เพียงพอ

Credit: VMware

ขั้นตอนที่สอง: Prevent

นอกเหนือจากการตรวจจับและป้องกัน Malware แล้ว VMware Carbon Black ก็ยังสามารถป้องกันภัยคุกคามรูปแบบอื่นๆ ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Ransomware, Zero Day, Malware ที่ถูกดัดแปลงหรือกลายพันธุ์ ไปจนถึงไฟล์หรือ Process ต้องสงสัยภายในเครื่องที่อาจเป็นอันตราย โดยอาศัย Next Gen AV ที่มีความสามรถป้องกันMalware จากการตรวจสอบ Signature ของ File หรือป้องกันการโจมตีในแบบ Fileless หรือ Living off the Land (LotL) Attacks จากการใช้เทคโนโลยี Machine learning ในการวิเคราะห์พฤติกรรม จากการทำงานของ process ต่างๆ ได้อีกเช่นกัน

ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบสามารถทำการกำหนดค่าการทำงานได้ว่าเมื่อตรวจพบภัยคุกคามใดๆ แล้ว จะให้ VMware Carbon Black ทำการรับมือและตอบสนองโดยอัตโนมัติอย่างไร เพื่อให้การยับยั้งหรือลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยคุกคามนั้นๆ มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ปกป้องผู้ใช้งานจากความเสี่ยงหลากหลายรูปแบบได้จากนโยบายกลางที่กำหนดเอาไว้

Credit: VMware

 

ขั้นตอนที่สาม: Detect & Respond

นอกเหนือจากระบบป้องกัน แล้ว VMware Carbon Black ยังมีระบบเฝ้าระวัง (EDR) ในตรวจสอบการทำงาน ของ Process ต่างๆ ว่ามีการทำงานที่ผิดปกติหรือไม่ เพื่อยับยั้งภัยคุกคามล่วงหน้า ก่อนที่จะถูกโจมตี โดยสามารถกำหนดเป็น Policy ที่เราต้องการได้

ในกรณีเมื่อพบการทำงานของ Process ที่ผิดปกติ EDR จะหยุดการทำงานของ Process นั้น พร้อมทั้งแจ้งเตือนมายังผู้ดูแลระบบ ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบ ต้นตอของปัญหาได้ จาก Process Flow ที่ VMware Carbon Black แสดงไว้ให้ (Visibility) เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ดูแลระบบในการรับมือกับภัยคุกคามทั้งในเชิงลึกและในภาพรวม สามารถระบุขอบเขตความเสี่ยงหรือวางแผนป้องกันในอนาคตได้อย่างเหมาะสม

อีกทั้ง EDR ของ VMware Carbon Black ก็ยังสามารถทำงานร่วมกับ Threat Intelligence ที่เป็น 3rd Party ได้ เพื่อเพิ่มฐานข้อมูลสำหรับใช้ในการตรวจจับภัยคุกคามได้ดียิ่งขึ้น

ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้จะถูกนำมาใช้รับมือกับทุกๆ ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในองค์กร ซึ่งไม่เพียงแต่จะสามารถตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคามชั้นสูงได้เท่านั้น แต่ VMware Carbon Black ก็ยังสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถจัดการกับเหตุการณ์ด้านภัยคุกคามเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที และวางแผนป้องกันในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

Credit: VMware

 

2. ตอบทุกโจทย์ด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยในหนึ่งเดียว

ในปัจจุบันนี้ VMware Carbon Black มีความสามารถด้วยกัน 4 ส่วน คือ

  1. Audit & Remediation ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาด้านความเสี่ยงที่มีอยู่เดิมอย่างต่อเนื่อง
  2. Next-Gen Antivirus ตรวจจับภัยคุกคามชั้นสูงและการโจมตีรูปแบบใหม่ๆ ได้โดยอัตโนมัติ
  3. EDR มีเครื่องมือสำหรับสืบสวนเหตุการณ์ด้านภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้ในเชิงลึก
  4. Managed Detection สามารถเปิดให้ทีมงานของ VMware เข้ามาช่วยตรวจจับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในองค์กรได้

แต่ในอนาคต VMware Carbon Black ก็จะทำการขยายขอบเขตความสามารถใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีกเพื่อให้ระบบมีความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการช่องโหว่ของระบบต่างๆ ภายในองค์กร, การตรวจสอบการทำงานของระบบต่างๆ จากศูนย์กลาง, การควบคุมการทำงานของอุปกรณ์เพื่อลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้การใช้งาน VMware Carbon Black สามารถจบได้ในตัว

3. รองรับการใช้งานได้ทั้งบน Endpoint และ Cloud

อีกจุดเด่นที่น่าสนใจของ VMware Carbon Black ก็คือความสามารถในการทำงานได้บนระบบที่หลากหลาย ทั้ง Windows, macOS, Linux ไปจนถึงบริการ Cloud ชั้นนำอย่างเช่น Microsoft Azure, Google Cloud และ AWS โดยในอนาคตจะมีการรองรับการใช้งานบน VM และ Container ได้ด้วย เพื่อให้การปกป้องระบบ Workload ต่างๆ มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

4. ทำงานร่วมกับโซลูชันด้าน Security อื่นของ VMware มุ่งสู่ภาพ Intrinsic Security อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับองค์กรที่มีการใช้งานโซลูชันของ VMware เป็นหลักอยู่แล้ว VMware Carbon Black ถือเป็นโซลูชันสำคัญที่จะมาเติมเต็มให้กับระบบงานที่มีอยู่เดิมให้เสริมความมั่นคงปลอดภัยให้สูงยิ่งขึ้น ก้าวสู่ภาพของการทำ Intrinsic Security อย่างเต็มตัว

ในแนวคิดดังกล่างนี้ VMware Carbon Black Cloud จะเป็นหัวใจหลักของระบบที่จะทำงานร่วมกับ VMware vSphere, VMware Tanzu, VMware Workspace ONE และ VMware NSX เพื่อแลกเปลี่ยนวิเคราะห์ข้อมูลด้านความมั่นคงปลอดภัย, ตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคาม รวมถึงบริหารจัดการควบคุมนโยบานด้านความมั่นคงปลอดภัยโดยรวมได้อย่างครบถ้วน

จุดสำคัญที่ทำให้ Intrinsic Security เหนือกว่าโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยอื่นๆ นี้ ก็มาจากความสามารถในการผสานโซลูชันของ VMware Carbon Black ในเชิงลึกเข้ากับระบบ IT Infrastructure สำคัญทั้งในส่วนของ Virtualization, Container, Virtual Desktop และ Virtual Network โดยตรง ทำให้ระบบได้รับข้อมูลในเชิงลึกสำหรับรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที และตอบสนองด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบอื่นๆ เป็นอย่างมาก

Credit: VMware

 

VMware Carbon Black เหมาะกับใคร? เมื่อไหร่จึงควรพิจารณาใช้งาน Carbon Black?

ด้วยโซลูชันที่มีความสามารถหลากหลายในระดับพรีเมี่ยมนี้ ทำให้ VMware Carbon Black ได้กลายเป็นทางเลือกขององค์กรจำนวนมากทั่วโลกที่กำลังมองหาระบบ Endpoint Security และ Workload Security ที่มีความสามารถหลากหลายในระบบเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับภัยคุกคาม และลดความซับซ้อนในการจัดการกับเครื่องมือด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจองค์กรจำนวนมากพิจารณาใช้งาน Carbon Black นั้นก็ได้แก่

  1. ความสามารถในการตรวจจับภัยคุกคามในเชิงลึกได้เหนือกว่า Anti-Virus ทั่วไป ด้วยการอาศัยเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบในการตรวจสอบระบบ
  2. ความสามารถในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการโจมตี ทำให้ผู้ดูแลด้าน Cybersecurity ในองค์กรสามารถวิเคราะห์รูปแบบของการโจมตี และประเมินความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว
  3. บริการช่วยตรวจสอบและแจ้งเตือนจาก VMware ช่วยให้ผู้ดูแลด้าน Cybersecurity เสมือนมีผู้ช่วยสอดส่องตรวจหาภัยคุกคามและการโจมตีเพิ่มเติมในองค์กร

ดังนั้นสำหรับองค์กรที่กำลังมีโจทย์ว่าระบบ IT ภายในองค์กรถูกโจมตี หรือมี Malware และ Ransomware หลุดรอดเข้ามาโจมตีได้สำเร็จ แต่ระบบ Security ที่มีอยู่ไม่สามารถตรวจจับและยับยั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ VMware Carbon Black ก็นับเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะมาช่วยตอบโจทย์ในแง่มุมนี้ให้กับธุรกิจองค์กรได้เป็นอย่างดี

ในธุรกิจองค์กรระดับโลก มีการใช้งาน VMware Carbon Black เพื่อปกป้องอุปกรณ์จำนวนหลายพันหรือหลายหมื่นชิ้นภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย, โรงพยาบาล, ตลาดหลักทรัพย์, ธนาคาร, โรงงาน และธุรกิจรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย โดยโจทย์ส่วนใหญ่ขององค์กรเหล่านี้มักจะเป็นการลดจำนวนของเครื่องมือในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้เหลือน้อยชิ้นลง และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามนั่นเอง

ทดลองใช้งาน VMware Carbon Black ได้ฟรีทันทีบน SiS Demo Center พร้อมลุ้นรับของรางวัล

เพื่อให้ผู้ดูแลระบบ Security และ IT ได้มีสัมผัสกับการใช้งาน VMware Carbon Black โดยตรง ทางทีมงาน SiS จึงได้มีการจัดเตรียม SiS Demo Center เอาไว้เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปทดสอบ VMware Carbon Black ได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลว่าจะส่งผลกระทบใดๆ ต่อระบบ Production ที่ใช้งานอยู่ภายในองค์กร

นอกจากนี้ทีมงาน SiS ก็ยังได้มีการเตรียมโจทย์เล็กๆ น้อยๆ ในการทดสอบ VMware Carbon Black เอาไว้เพื่อให้ผู้ทดสอบได้ท้าทาย โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในการทดสอบจะได้รับ Gift Voucher มูลค่า 5,000 บาทจาก SiS เป็นของรางวัลให้ได้ร่วมสนุกกัน

ทั้งนี้หากองค์กรใดต้องการนำ Free Trial License ไปติดตั้งใช้งานทดสอบภายในระบบจริง ก็สามารถติดต่อทีมงาน SiS เพื่อขอ License ในส่วนนี้ไปใช้งานได้เช่นกัน

ผู้ที่สนใจทดลองใช้งาน VMware Carbon Black ใน SiS Demo Center นี้ หรือสนใจนำ Free Trial License ไปทดลองใช้งาน สามารถทำการลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/2Zw6dwc ทันที

สนใจโซลูชัน VMware Carbon Black ติดต่อทีมงาน SiS ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน VMware Carbon Black สามารถติดต่อพาร์ทเนอร์ที่ดูแล หรือติดต่อ SIS โดยตรง TEL: 064-1919988 หรือ E-MAIL: vmware@sisthai.com

from:https://www.techtalkthai.com/transition-from-antivirus-to-vmware-carbon-black-for-next-generation-security-by-sis/

Dell ประกาศเสร็จสิ้นกระบวนการแยกบริษัทกับ VMware

Dell ได้ประกาศเสร็จสิ้นกระบวนการถือหุ้นใน VMware ที่เคยมีอยู่ 81% เรียบร้อยแล้ว

Credit: Dell Technologies

เมื่อกลางเมษายนที่ผ่านมา Dell Technologies และ VMware ได้เห็นพ้องกันที่จะแยกทั้งสองบริษัทออก โดย Dell Technologies ได้ถือหุ้นใหญ่ใน VMware อยู่ถึง 81% โดยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมาถือเป็นกำหนดสิ้นสุดของกระบวนการนี้ ในมุมของผู้ถือหุ้น Dell Technologies จะได้รับผลตอบแทนประมาณ 27.40 ต่อหุ้น อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะเลิกรากันไปแต่ทั้งสองยังคงไว้ซึ่งความร่วมเมื่อด้านความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจต่อไป

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/dell-completes-spin-off-of-vmware-stake/

from:https://www.techtalkthai.com/dell-announces-completion-of-spinning-off-vmware/

Dell Technologies ประกาศแยก VMware ออกเป็นบริษัทอิสระ เสร็จสมบูรณ์แล้ว

Dell Technologies ประกาศแยกหุ้นของ Dell กับ VMware เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2021 ตามที่บริษัทประกาศแผนดังกล่าวก่อนหน้านี้ โดยอัตราส่วนการได้หุ้นของผู้ถือหุ้น Dell คือ 1 หุ้น Dell ได้หุ้นคลาส A ของ VMware 0.440626 หุ้น โดยเศษหุ้นจะถูกแปลงเป็นเงินปันผลส่วนต่างแทน ขณะเดียวกัน VMware ก็จะจ่ายเงินปันผลพิเศษรวม 11,500 ล้านดอลลาร์ ให้ผู้ถือหุ้นจากดีลนี้ด้วย

ก่อนหน้านี้ Dell Technologies ถือหุ้นใน VMware อยู่ 81% หลังการแยกบริษัทจากกัน Michael Dell ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Dell จะยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดใน VMware และเป็นประธานบอร์ดต่อไป ก่อนหน้านี้เขาให้สัมภาษณ์ว่าการแยก VMware ออกจาก Dell จะทำให้ต่างฝ่ายมีอิสระในการเลือกพาร์ทเนอร์มากขึ้น

Dell เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ VMware ผ่านการซื้อกิจการ EMC เมื่อปี 2015 ทั้งนี้ VMware ขายกิจการให้ EMC เมื่อปี 2003 จึงอาจพูดได้ว่า 18 ปี ผ่านไป VMware ก็แยกออกมาเป็นบริษัทอิสระอีกครั้ง

ที่มา: CRN และ Dell Technologies

VMware

from:https://www.blognone.com/node/125604

TT Fuji Tool Support กับการใช้ VMware Workspace ONE ตอบโจทย์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยในโรงงานมาตรฐานญี่ปุ่น

เมื่อรูปแบบการทำงานของธุรกิจต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไปสู่ภาพของ Hybrid Work ที่ผู้บริหารและพนักงานต้องทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา อุปกรณ์หลักในการทำงานนั้นก็เปลี่ยนจากอุปกรณ์ PC ไปสู่การใช้งาน Smartphone และ Tablet มากขึ้นไปด้วย

TT Fuji Tool Support เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในแนวทางดังกล่าว และก้าวข้ามความท้าทายในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับการทำงานแบบ Hybrid Work ได้สำเร็จ ด้วยการใช้ VMware Workspace ONE ที่สามารถบริหารจัดการได้ผ่าน Cloud โดยบริการของ Fusion Advantec

ในครั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้สัมภาษณ์พูดคุยกับคุณอดิศร ดุลยสิทธิ์ รองผู้จัดการฝ่าย IT แห่ง TT Fuji Tool Support ที่มาแบ่งปันถึงวิสัยทัศน์และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยกับเรื่องราวของธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่นที่มีระเบียบวิธีในการทำงานที่เข้มงวดเป็นพิเศษนี้

TT Fuji Tool Support: จากการขาย Cutting Tool สู่การตอบโจทย์ลูกค้าโรงงานเพิ่มด้วยบริการด้านระบบ Software จัดการโรงงานและการวางระบบ IT

ธุรกิจของ TT Fuji Tool Support นั้นถือว่าค่อนข้างโดดเด่น ด้วยการเติบโตจากการเป็นผู้ผลิต Cutting Tool ที่ตอบโจทย์สำหรับการผลิตเฉพาะทางให้กับโรงงานต่างๆ มาสู่การเป็น Factory Support ที่ช่วยเติมเต็มความต้องการอีกหลายประการให้กับโรงงาน ทั้งการจัดหาสินค้าต่างๆ, การควบคุมคุณภาพ, การควบคุมสินค้าคงคลัง, การเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารและการทำ Process Management ด้วย Kanban, Kaizen, 5R ไปจนถึงการให้บริการด้าน IT, ระบบ ERP และระบบ Stock Management สำหรับโรงงานญี่ปุ่น

ความสำเร็จของ TT Fuji Tool Support นี้เกิดขึ้นจากองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานภายในบริษัทเอง ที่ได้นำศาสตร์ต่างๆ และเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมปรับปรุงการผลิตอยู่อย่างต่อเนื่อง และมีแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเข้มข้นตามแบบฉบับของญี่ปุ่น ทำให้ TT Fuji Tool Support สามารถนำความรู้ในส่วนนี้มาพัฒนาต่อยอดเป็นบริการ เพื่อช่วยสนับสนุนแก้ไขปัญหาให้กับโรงงานอื่นๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาในประเด็นต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ดี ในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมาซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหลายภาคส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นฐานลูกค้าใหญ่ของ TT Fuji Tool Support ก็ทำให้ TT Fuji Tool Support ได้รับผลกระทบไปด้วยจากการที่ลูกค้าซึ่งขายของได้น้อยลง ก็เลยลดกำลังการผลิตลง และสั่งของน้อยลง ทำให้ TT Fuji Tool Support ต้องปรับตัววางบทบาทเพิ่มเติมเพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ และทำธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติมอย่างเช่นการจัดหาสินค้าต่างๆ เข้ามาขาย

สำหรับปี 2021 นี้ เมื่อผู้บริโภคเริ่มกลับมามีกำลังซื้อกันมากขึ้น ก็ทำให้สินค้าประเภทยานยนต์และหมวดอื่นๆ ค่อยๆ กลับมามีสภาพดีขึ้น และทำให้อุตสาหกรรมกลุ่มนี้เริ่มคลายความกังวลลงไปได้บ้าง

สำหรับผู้ที่สนใจในสินค้าหรือบริการต่างๆ จาก TT Fuji Tool Support สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ttfts.co.th/web/index.php?navi=product&&child=tooling

เมื่อ Smartphone กลายเป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน แนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและการปกป้องความลับทางธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนไป

เนื่องจากธุรกิจหลักของ TT Fuji Tool Support นั้นคือเป็นงานเชิงวิศวกรรมและเครื่องจักรที่มีความละเอียดอ่อนและความลับทางการค้ามากมาย ทำให้ประเด็นด้านการปกป้องข้อมูลธุรกิจและ Intellectual Property นี้มีความสำคัญมาก งานหลายส่วนในโรงงานจึงไม่มีการเปิดให้ถูกเข้าถึงหรือทำงานจากภายนอกได้ ต้องทำงานที่โรงงานเป็นหลัก

แต่ในขณะเดียวกัน เพื่อให้ธุรกิจและการทำงานมีความคล่องตัว การนำ Smartphone มาใช้ในการทำงานก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยความที่อุปกรณ์เหล่านี้สามารถทำการถ่ายรูป บันทึกวิดีโอ หรืออัดเสียงได้ และสามารถส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ออกสู่ภายนอกได้ง่ายจนเกินไป ก็ทำให้นโยบายด้าน Data Security ต้องมีความเข้มงวดเป็นอย่างมาก

โจทย์นี้เองทำให้ TT Fuji Tool Support ต้องมองหาเครื่องมือที่จะช่วยให้เกิดสมดุลระหว่างความคล่องตัวในการทำงานด้วย Smartphone และการรักษาความลับทางการค้ามาใช้งานอย่างเร่งด่วนในปี 2020 ที่ผ่านมา โดยในจุดเริ่มต้นนี้ทางบริษัทก็อนุญาตให้มีการใช้งาน iPhone ของ Apple เท่านั้น

ใช้ VMware Workspace ONE ตอบโจทย์การควบคุมอุปกรณ์ได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่าน Cloud

คุณอดิศรเล่าว่าเดิมทีนั้น TT Fuji Tool Support ก็ได้มีการเชิญเจ้าของเทคโนโลยีด้าน Mobile Device Management, Enterprise Mobility Management และ Remote Workspace หลายรายมานำเสนอเทคโนโลยี แต่ท้ายที่สุดทางบริษัทก็ตัดสินใจเลือกใช้ VMware Workspace ONE Standard – Shared Cloud

Credit: VMware

สาเหตุหลักที่ TT Fuji Tool Support เลือกใช้โซลูชันนี้ก็เป็นเพราะความสามารถที่หลากหลายที่สุด และการใช้งานผ่าน Cloud ทำให้กระบวนการต่างๆ เป็นไปได้อย่าง่ายดาย สามารถ Onboard อุปกรณ์และพนักงานคนใหม่ได้จากทางไกล รวมถึงยังสั่ง Deploy Policy ได้ง่าย และจัดการอุปกรณ์ได้ผ่านระบบของ Apple เองเป็นอีกทางเลือกหนึ่งได้ด้วย

แต่แน่นอนว่าแรกเริ่มที่มีการใช้งาน ทาง TT Fuji Tool Support ก็ได้รับแรงต้านจากผู้ใช้งานบ้างเป็นบางส่วน แต่เมื่อทำความเข้าใจกับพนักงานถึงประเด็นด้านความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลและการทำ Compliance ให้ได้ตามมาตรฐานนั้น พนักงานก็เข้าใจและปฏิบัติตามโดยดี แต่ทางบริษัทเองก็ต้องพยายามวางนโยบายให้เอื้อต่อการทำงานได้อย่างสะดวกด้วย เช่น การระงับไม่ให้ใช้ Social Media เฉพาะในช่วงเวลางาน โดยยังเปิดให้สื่อสารผ่าน LINE, Email, Google Meet, Microsoft Teams ได้เพื่อให้ทำงานได้ง่าย ส่วนนอกเวลางานนั้นก็สามารถใช้อุปกรณ์ได้อิสระมากขึ้น

คุณอดิศรระบุว่า VMware Workspace ONE นี้ช่วยให้ฝ่าย IT สามารถลดเวลาที่ต้องใช้ในการทำงานลงไปได้เยอะมาก เพราะการควบคุมนโยบายทั้งหมดเป็นไปได้แบบอัตโนมัติทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเขามาจัดการระบบด้วยตนเองบ่อยๆ ในขณะที่เมื่อเกิดกรณีที่อุปกรณ์สูญหายไป ทางบริษัทก็สามารถช่วยตามหา หรือจัดการลบข้อมูลจากระยะไกลได้เลย อีกทั้งการติดตั้ง Mobile Application ที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาเองในเครื่องของพนักงานนั้นก็สามารถทำได้จากศูนย์กลาง

ความสะดวกและง่ายดายนี้เอง ทำให้โซลูชันดังกล่าวนี้ถูกใช้งานกับพนักงานในทุกๆ แผนกแล้วในทุกวันนี้

วางใจให้ Fusion Advantech สนับสนุน ให้คำปรึกษาได้ครบวงจร

การเลือกใช้บริการแบบ Cloud ต้องอาศัยผู้ช่วยที่ดี และ Fusion Advantec ก็สามารถตอบโจทย์นี้ให้ TT Fuji Tool Support ได้เป็นอย่างดี โดยทาง TT Fuji Tool Support เพิ่งเคยทำงานร่วมกับ Fusion Advantec ในงานนี้เป็นงานแรก แต่ทาง Fusion Advantec ก็ให้ความช่วยเหลือให้คำปรึกษาอย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งก็เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้ VMware Workspace ONE ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ด้วยความที่ VMware Workspace ONE Standard – Shared Cloud นี้เป็นบริการในรูปแบบ Cloud ทาง Fusion Advantec จึงได้เสริมบริการช่วยดูแลรักษาแก้ไขปัญหาให้แบบ 8×5 ในเวลาทำงาน เพื่อเป็นอีกกำลังหนึ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้งานให้กับ TT Fuji Tool Support ได้

การใช้บริการในรูปแบบ Cloud นี้ทำให้ TT Fuji Tool Support มีความยืดหยุ่นในการใช้งานทั้งการเพิ่มหรือลดจำนวนอุปกรณ์ในอนาคต ในขณะที่การไม่ต้องติดตั้ง Server และดูแลรักษาระบบเหล่านี้ด้วยตนเองก็สามารถช่วยลดภาระของฝ่าย IT ลงไปได้เป็นอย่างดี และการใช้ Cloud ก็ยังตอบโจทย์การทำงานแบบ Hybrid Work ได้ดีอีกด้วย

แนะอนาคตอุตสาหกรรมต้องมุ่งสู่ IoT และข้อมูล Security จะต้องได้รับความสำคัญ ผู้ดูแลระบบ IT จะหยุดนิ่งไม่ได้

คุณอดิศรได้แบ่งปันวิสัยทัศน์ทางด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมโรงงานและการผลิตว่าในอนาคตธุรกิจกลุ่มนี้จะต้องปรับตัวไปสู่ภาพของ Smart Factory หรือ Smart IoT กันมากขึ้น เพราะโรงงานนั้นต่างต้องเร่งแข่งขันกันลดงาน Manual เปลี่ยนไปสู่การทำงานแบบ Automation และต้องการดึงข้อมูลจากสายการผลิตหรือเครื่องจักรมาใช้วิเคราะห์ให้เร็วที่สุด ช่วยให้เกิดข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการปิดการขายให้เร็วเหนือยิ่งกว่าคู่แข่งให้ได้มากที่สุด

แน่นอนว่าเทคโนโลยีทางด้าน IoT จะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในฐานะของอุปกรณ์ Sensor ที่จะช่วยดึงข้อมูลต่างๆ จากเครื่องจักรมาป้อนสู่ระบบ ERP หรือ MES เพื่อให้การทำ Business Report หรือการนำเสนอ Insight ต่างๆ เป็นไปได้อย่างทันท่วงที

ปัจจัยเหล่านี้เองได้ยิ่งผลักดันให้ IT Security ต้องเข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจโรงงานมากขึ้น จากเดิมที่ภัยคุกคามต่างๆ เคยกระทบเพียงแค่อุปกรณ์ IT แต่ทุกวันนี้ภัยคุกคามอาจกระทบถึงเครื่องจักรมูลค่าหลายสิบล้านหรือสายการผลิตที่มีมูลค่าสูงมาก ดังนั้นการจัดการในประเด็นนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทในอุตสาหกรรมต้องให้ความสำคัญกันมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ได้ทำให้คุณอดิศรฝากข้อคิดถึงคนทำงานสาย IT ทั่วประเทศไทยว่าทุกวันนี้การศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ต้องเกิดขึ้นอยู่ตลอด จะหยุดนิ่งหรือชะล่าใจไม่ได้ ในอดีตเทคโนโลยีเปลี่ยนทุกๆ 2-3 ปี แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน การพลาดหรือดำเนินการได้ช้าจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถตามคู่แข่งได้ทัน ดังนั้นการอัปเดตความรู้ใหม่ๆ จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่คน IT ทุกคนต้องทำเป็นกิจวัตรประจำวันให้ได้

สนใจโซลูชัน VMware Workspace ONE ติดต่อทีมงาน Fusion Advantec ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน VMware Workspace ONE หรือโซลูชันอื่นๆ จาก VMware สามารถติดต่อทีมงาน Fusion Advantec ได้ทันทีที่ทีมงานฝ่ายขาย 099-147-0202 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.fusion.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/tt-fuji-tool-support-uses-vmware-workspace-one-to-manage-enterprise-mobile-devices-by-fusion-advantec/

“NT Cloud” จับมือพาร์ทเนอร์ระดับโลก VMware รุกตลาดคลาวด์ครบวงจร

NT Cloud คาดแนวโน้มตลาดคลาวด์ปีหน้าแรงต่อเนื่อง เล็งขยายฐานลูกค้าจับมือพาร์ทเนอร์ชั้นนำระดับโลก VMware พัฒนาบริการคลาวด์ครบวงจรตอบโจทย์องค์กรรัฐ-เอกชนเดินหน้าดิจิทัล ทรานส์ฟอร์มเมชัน

ดร.ยุทธศาสตร์ นิธิไพจิตร  ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจคลาวด์และบิ๊กดาต้า  บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ของประเทศภายใต้แบรนด์ NT Cloud กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิดที่ยาวนานและการปรับตัวกับวิถีชีวิตแบบนิวนอร์มอลในทุกภาคส่วน ทำให้คลาวด์ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อธุรกิจและชีวิตประจำวัน ทั้งการทำงาน การเรียน และการดูแลสุขภาพ  โดยความต้องการตลาดคลาวด์ในประเทศไทยในช่วงปี 2564 มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด  มีการใช้งานคลาวด์ของ NT เพิ่มขึ้น 15 %จากปี 2563  และมองว่าปี 2565 เทรนด์ Digital Transformation ที่ร้อนแรงยังผลักดันการขยายตัวได้อีกมาก ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของผู้ให้บริการที่จะเติบโตพร้อมตลาด

ดร.ยุทธศาสตร์ นิธิไพจิตร  ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจคลาวด์และบิ๊กดาต้า  บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT

 

NT Cloud จึงได้เร่งพัฒนาบริการคลาวด์ที่ครอบคลุมและครบวงจรบนโครงข่ายศักยภาพสูงซึ่งเป็นจุดแข็งของ NT  นำเสนอโซลูชันที่ดีที่สุดเพื่อการตอบสนองลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างหลายระดับ โดยร่วมมือกับบริษัทคลาวด์ชั้นนำของโลกอย่าง VMware พันธมิตรในการให้บริการคลาวด์ที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ทั้งด้านระบบประมวลผล ระบบคลาวด์  โมบิลิตี้ เน็ตเวิร์ค และระบบรักษาความปลอดภัย ที่ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับที่มีความซับซ้อนได้เป็นอย่างดี   

“เป้าหมายการพัฒนา NT Cloud คือการสร้างอีโคซิสเต็มคลาวด์ที่ครบวงจร   จากการผสานจุดเด่นของผลิตภัณฑ์คลาวด์ระดับโลกของ VMware ได้ต่อยอดให้บริการคลาวด์ของ NT เพิ่มขีดความสามารถตอบโจทย์การใช้งานคลาวด์ได้หลากหลาย ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและรองรับทุกรูปแบบความต้องการของลูกค้า  ซึ่งปัจจุบันความแข็งแกร่งของบริการคลาวด์ของ NT ครอบคลุมทั้งโซลูชัน Private Cloud และ Hybrid Cloud ที่ให้บริการครบวงจรโดยเฉพาะรองรับการพัฒนาแอปพลิเคชันสมัยใหม่ และสามารถตอบโจทย์ PDPA ด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  นอกจากนี้ยังรวมถึงบริการด้าน Platform เครื่องมือต่างๆ ที่สนับสนุนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวสำหรับทุกองค์กรในการนำระบบก้าวสู่ Digital Transformation  อย่างมั่นใจ”

นอกจากนี้ NT Cloud ประสบความสำเร็จในการนำศักยภาพบริการดังกล่าวสนับสนุนการสร้างระบบคลาวด์ให้กับหน่วยงานต่างๆ ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องรับมือโควิด โดยเฉพาะภาครัฐซึ่ง NT Cloud ได้จัดทำระบบคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC ให้สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วเชื่อมต่อระบบคลาวด์ที่ทันต่อสถานการณ์เพื่อบริการประชาชนได้สะดวกและระบบมีความปลอดภัย

นายเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท วีเอ็มแวร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เพื่อให้ทันกับความก้าวหน้าของนวัตกรรมในปัจจุบัน VMware ได้ให้ความสำคัญอย่างมากในการพัฒนาความสามารถให้แก่คลาวด์ฟาวน์เดชันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ล่าสุดของ VMware เพื่อยกระดับกลยุทธ์ “Cloud-first” สู่ “Cloud-smart” ซึ่งนับเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการส่งเสริมการทำงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้วทั้งภาครัฐบาลและเอกชน โดยเราได้ขยายขีดความสามารถให้กับพอร์ตฟอลิโอคลาวด์ พร้อมวางรากฐานที่เชื่อถือได้เพื่อเร่งสร้างนวัตกรรมรองรับการเติบโตของลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของเราที่กำลังเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลที่มีความพร้อมในการใช้โซลูชันเพื่อรองรับภารกิจของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่สามารถขับเคลื่อนบริการและประสบการณ์ดิจิทัล พร้อมทั้งเพิ่มความปลอดภัยในโลกไซเบอร์แก่ผู้บริโภค”

นายเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท วีเอ็มแวร์ (ประเทศไทย) จำกัด

ทั้งนี้  บริการ NT Cloud นับเป็นธุรกิจ New S-Curve ของ NT ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องปีละ 20-30% และเป็นหนึ่งในบริการคลาวด์หลักของประเทศไทยซึ่งให้บริการมายาวนานกว่า 10 ปี โดยล่าสุดหลังจากการควบรวมหน่วยงาน บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ได้รีแบรนด์จาก IRIS Cloud เป็น NT Cloud  พร้อมเดินหน้าความร่วมมือพาร์ทเนอร์ระดับโลกขยายฐานลูกค้าองค์กรภาครัฐและเอกชน  โดยยึดหลักการพัฒนาคุณภาพบริการที่ดียิ่งขึ้นด้วยประสิทธิภาพลดต้นทุนระบบไอที ควบคู่กับมาตรฐานระบบความปลอดภัยเป็นจุดแข็งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าในระยะยาว

from:https://www.techtalkthai.com/nt-cloud-and-vmware-provides-cloud-services-to-support-digital-transformation-demand/

4 ตัวอย่างการใช้งาน VMware NSX อย่างได้ผลในธุรกิจองค์กรไทย จากประสบการณ์ของ SiS

VMware NSX นั้นถือเป็นโซลูชันระบบ Software Defined Network ที่เข้ามาบุกเบิกในวงการ Enterprise IT มาอย่างยาวนาน จนทุกวันนี้โซลูชันเองก็ได้ถูกพัฒนาต่อยอดในหลากหลายแง่มุม และสามารถนำมาใช้งานในองค์กรเพื่อตอบโจทย์ในรูปแบบต่างๆ ได้มากขึ้น

SiS ในฐานะของตัวแทนจำหน่าย VMware รายใหญ่ในประเทศไทย ก็ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่ามี Scenario ใดบ้างที่ธุรกิจองค์กรไทยพิจารณาใช้งาน VMware NSX และได้ผลลัพธ์อย่างไร เพื่อเป็นแนวทางให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ ได้นำไปประยุกต์ใช้งานตามความเหมาะสมด้วยกันถึง 4 ตัวอย่างเลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ทาง SiS เองก็ได้มีการตั้ง Demo Center ขึ้นเพื่อให้ธุรกิจองค์กรไทยได้มาทดลองใช้งาน VMware NSX กันอย่างเต็มที่ ด้วย Environment ที่ตั้งขึ้นมาให้ใช้งานจริงได้โดยไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งเอง เพื่อให้เข้าใจถึงแก่นของเทคโนโลยีได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

VMware NSX เริ่มถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย จากความง่ายดายในการบริหารจัดการ การออกแบบระบบเครือข่ายที่ยืดหยุ่นขึ้น และการคิดค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าสำหรับธุรกิจมากขึ้น

ทีมงาน SiS ระบุว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ VMware NSX ได้ถูกธุรกิจองค์กรไทยนำไปใช้งานกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้วยตัวผลิตภัณฑ์เองที่มีความหลากหลายตอบโจทย์ได้หลายกรณีมากขึ้น และการเปิดรับต่อแนวคิด Software Defined Networking ของธุรกิจองค์กรที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาวได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี ในช่วงปี 2021 นี้ จุดที่น่าสนใจมากที่ทำให้ธุรกิจองค์กรหันมาพิจารณาใช้งาน VMware NSX กันมากขึ้น ก็คือการคิดค่าใช้จ่ายที่มีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาดแบบเดิม (Perpetual) และการเช่าใช้งานตามการใช้งานจริง (Subscription)

แต่จุดที่ทีมงาน SiS เห็นว่าได้รับความสนใจจากธุรกิจองค์กรมากที่สุด ก็คือการที่ VMware ตัดเฉพาะส่วนของ VMware NSX Firewall มาให้ธุรกิจองค์กรใช้งานได้ในแบบ Subscription ที่ราคาถูกกว่า VMware NSX แบบตัวเต็มอย่างมาก ซึ่งความสามารถนี้ก็คือเป็นความสามารถที่แทบทุกองค์กรอยากใช้งานกันอยู่แล้ว ทำให้ลูกค้าหลายรายของ SiS นั้นไม่ลังเลที่จะเริ่มใช้งานจาก VMware NSX Firewall เพื่อทำ Micro-Segmentation ในองค์กรทันที

ในขณะเดียวกัน ทาง VMware เองก็ยังได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ VMware NSX ให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น จนไม่ว่าจะเป็น System Engineer หรือ Network Engineer ก็สามารถบริหารจัดการระบบเครือข่ายบน VMware NSX ได้อย่างง่ายดายจากหน้าจอเดียว ทำให้หลายๆ องค์กรกล้าที่จะเริ่มต้นใช้งานและดูแลรักษา VMware NSX ด้วยตนเองกันมากขึ้น

4 ตัวอย่างการใช้งาน VMware NSX จริงในธุรกิจองค์กรไทย

ในประเทศไทย SiS ได้เล่าประสบการณ์ของลูกค้าที่ใช้งาน VMware NSX ในหลากหลายรูปแบบซึ่งเป็นการนำแนวคิดแบบ Software-Defined Networking ไปตอบโจทย์ด้านการลงทุนในระบบเครือข่ายภายในองค์กร เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุน, เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน และเสริมการทำงานแบบอัตโนมัติภายในระบบ IT ขององค์กรด้วยกัน 4 แนวทางหลักๆ ได้แก่

1. ปกป้องศูนย์ข้อมูล และลดค่าใช้จ่ายให้ระบบ Data Center Firewall มากกว่า 60% ด้วยการใช้ VMware NSX ทำ Micro-Segmentation

Credit: VMware

สำหรับกรณีการใช้งานหลักที่เกิดขึ้นในธุรกิจองค์กรไทยเป็นกรณีแรกๆ ก็คือการใช้ VMware NSX สำหรับทำหน้าที่ช่วยเสริมให้กับ Data Center Firewall ภายในองค์กร ด้วยการควบคุม Traffic ที่เกิดขึ้นภายใน Data Center ที่ระดับของ Hypervisor โดยตรง ทำให้สามารถลดภาระของ Data Center Firewall ที่เป็นแบบ Physical ลงได้อย่างมหาศาล

นอกจากนี้ ทุกการเชื่อมต่อระหว่าง VM-to-VM ไม่ว่าจะภายใน Host เดียวกันหรือต่าง Host ก็ยังสามารถถูกควบคุมได้ทั้งหมดด้วย NSX Distributed Firewall และ NSX Distributed IDS/IPS ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดีในกรณีที่ระบบย่อยระบบหนึ่งๆ ถูกเจาะโจมตีโดยผู้ประสงค์ร้ายได้สำเร็จ การโจมตีต่อเนื่องด้วยการเข้าถึงระบบอื่นๆ ผ่านระบบเครือข่ายภายในนั้นจะเกิดขึ้นได้ยาก ส่งผลให้โอกาสโจมตีต่อเนื่องสำเร็จนั้นลดน้อยลง

ในขณะเดียวกัน VMware NSX เองก็ยังสามารถช่วยทำ Network Detection and Response (NDR) รวมรวมข้อมูลในระบบเครือข่ายมาทำการวิเคราะห์เพื่อค้นหาและรับมือกับภัยคุกคามที่อาจซ่อนเร้นอยู่ภายใน Data Center ได้ ซึ่งด้วยปริมาณ Traffic ที่ถูกรับส่งภายในที่มหาศาลนี้ การใช้โซลูชัน Data Center Firewall อย่างในอดีตก็อาจไม่สามารถมองเห็นถึงภัยคุกคามในส่วนนี้ได้ แต่ VMware NSX สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางดังกล่าวนี้ทำให้ธุรกิจองค์กรหลายแห่งสามารถลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มขยาย Physical Data Center Firewall ลงไปได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังง่ายต่อการดูแลรักษาบริหารจัดการทำให้ทีมงานผู้ดูแลระบบสามารถทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งทาง SiS ระบุว่าการออกแบบระบบโดยการใช้ VMware NSX ควบคุม Traffic ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายใน Data Center เอง และใช้ Physical Data Center Firewall ควบคุมเฉพาะ Traffic ส่วนที่เหลือที่จำเป็นเท่านั้น และการใช้ทีมงานที่ดูแลระบบ Data Center เดิมจัดการด้านระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยเบื้องต้นได้เลยนี้ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบ Data Center Firewall ทั้งในส่วนของ OpEx และ CapEx โดยรวมลงได้ถึง 2/3 เลยทีเดียว

2. บริหารจัดการระบบเครือข่ายในหลายสาขาจากศูนย์กลาง สร้าง Hybrid Cloud พร้อมทำ Disaster Recovery (DR) ได้อย่างง่ายดาย

Credit: VMware

ในการทำ IT Transformation ด้วยการเชื่อมระบบ Data Center ขององค์กรเข้ากับ Cloud เพื่อใช้งานในแบบ Hybrid Cloud นั้น VMware NSX เองก็ได้เข้าไปมีส่วนสำคัญในการเชื่อมผสานระบบเครือข่ายของทั้งสองส่วนนี้เข้าด้วยกัน ด้วยความสามารถที่หลากหลาย เช่น

  • การใช้ VMware NSX-T Multisite ด้วยการใช้ NSX Federation บริหารจัดการ VMware NSX ในหลายสาขาร่วมกันได้จากศูนย์กลาง
  • การใช้ VMware NSX ทำ L2 Tunnel VPN เชื่อมต่อเครือข่ายระหว่าง Data Center หลายแห่งหรือ Cloud เข้าด้วยกัน รองรับการทำ vMotion และ DR ได้
  • การใช้ VMware NSX ในส่วนของ AVI Networks ทำ Load Balancer, Global Load Balancer และควบคุม Network สำหรับระบบ Kubernetes หรือ Container ทั้งหมด รองรับการทำ DR ได้ในตัว

ด้วยโซลูชันด้านระบบเครือข่ายที่ครอบคลุมหลากหลายความสามารถนี้ ก็ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถจัดการระบบเครือข่ายในหลาย Data Center และหลาย Cloud พร้อมทำ DR ได้อย่างมั่นใจ

3. เสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับ Hybrid Working บน VMware Workspace One

Credit: VMware

ในช่วงสองปีที่ผ่านมาซึ่งมี COVID-19 แพร่ระบาดและธุรกิจต้องปรับตัวไปสู่การทำงานแบบ Remote Working จากที่บ้าน หรือ Hybrid Working ที่ทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา การใช้งาน Virtual Desktop Infrastructure (VDI) และ Cloud Desktop ก็ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้เอง VMware NSX จึงได้ถูกใช้งานร่วมกับ VMware Horizon และ VMware Workspace One เพื่อปกป้องการเชื่อมต่อเครือข่ายให้กับ Virtual Desktop เป็นหลัก และเมื่อใช้งานทั้งสองโซลูชันร่วมกันแล้ว ธุรกิจองค์กรก็จะสามารถควบคุมการใช้งานได้ถึงระดับ Application ของผู้ใช้งาน และตรวจจับภัยคุกคามได้ด้วย IDS/IPS ที่มีมาให้พร้อมใช้งานใน VMware NSX ไม่ว่าผู้ใช้งานจะทำงานจากที่ใดก็ตาม

ความเป็น Software-Defined Networking ของ VMware NSX นี้ ได้ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถรองรับผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระบบ VDI และ Cloud Desktop ได้ทันท่วงที โดยที่ไม่ต้องลงทุนในระบบ Physical Firewall เพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยนการตั้งค่าของระบบเครือข่ายเดิมแต่อย่างใด

4. ทำ Network Automation รองรับการ Deploy Application แบบอัตโนมัติสำหรับ Cloud-Native Application

Credit: VMware

สุดท้าย สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีการพัฒนา Cloud-Native Application ของตนเองบน Kubernetes และมีกระบวนการในการทำ DevOps ที่จริงจัง การบริหารจัดการระบบเครือข่ายแบบอัตโนมัติย่อมกลายเป็นสิ่งที่จำเป็น และ VMware NSX ก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี

ด้วยคุณสมบัติของ VMware NSX ที่บริหารจัดการระบบเครือข่ายในระดับ Virtualization ได้อย่างครอบคลุม และการเสริมเทคโนโลยีจาก AVI Networks ที่ VMware ได้เข้าซื้อกิจการมาผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของ VMware NSX ก็ทำให้โซลูชันนี้สามารถบริหารจัดการระบบเครือข่ายของ Container ได้ด้วยในตัว DevOps Engineer จึงสามารถทำ Automation เพื่อให้ระบบทำการตั้งค่าเครือข่ายที่เหมาะสมให้กับทุกๆ Application ที่ต้องการจะ Deploy ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานภายใน Data Center หรือบน Cloud ใดๆ ก็ตาม

เริ่มต้นใช้งาน VMware NSX ด้วยบริการครบวงจรจากทีมงานวิศวกรมืออาชีพของ SiS

สำหรับธุรกิจองค์กรที่สนใจเริ่มต้นใช้งาน VMware NSX แต่ยังขาดความเชี่ยวชาญในการติดตั้งดูแลรักษาระบบด้วยตนเอง ทางทีมงาน SiS พร้อมให้บริการครบวงจรด้วยทีมงานที่ได้รับ Certified จากทาง VMware ในโซลูชัน VMware NSX โดยเฉพาะ เพื่อช่วยทำการออกแบบ, ติดตั้ง, ฝึกอบรม และดูแลรักษาระบบแบบครบวงจร

ทดลองใช้งาน VMware NSX ได้ฟรีทันทีบน SiS Demo Center พร้อมลุ้นรับของรางวัล

เพื่อให้ผู้ดูแลระบบ Network และ IT ได้มีประสบการณ์ในการใช้งาน Software-Defined Networking จาก VMware NSX โดยไม่ต้องยุ่งยากในการติดตั้งระบบทดสอบภายในองค์กรของตนเอง และสามารถทดลองใช้งานระบบได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวผลกระทบใดๆ ทางทีมงาน SiS จึงได้ทำการเตรียมระบบ Demo Center ที่ติดตั้ง VMware NSX พร้อมระบบ IT Environment อื่นๆ เพื่อให้ผู้ดูแลระบบได้ Remote เข้าไปทดลองใช้งานด้วยตนเองได้อย่างสะดวก

นอกจากนี้ทีมงาน SiS ก็ยังได้มีการเตรียมโจทย์เล็กๆ น้อยๆ ในการทดสอบ VMware NSX เอาไว้เพื่อให้ผู้ทดสอบได้ท้าทาย โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในการทดสอบจะได้รับ Gift Voucher มูลค่า 5,000 บาทจาก SiS เป็นของรางวัลให้ได้ร่วมสนุกกัน

ทั้งนี้หากองค์กรใดต้องการนำ Free Trial License ไปติดตั้งใช้งานทดสอบภายในระบบจริง ก็สามารถติดต่อทีมงาน SiS เพื่อขอ License ในส่วนนี้ไปใช้งานได้เช่นกัน

ผู้ที่สนใจทดลองใช้งาน VMware NSX ใน SiS Demo Center นี้ หรือสนใจนำ Free Trial License ไปทดลองใช้งาน สามารถทำการลงทะเบียนได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeg6GR8avk_G1X5cPoIer7izyLhmrdlUaCehxT9qJT4TGafSw/viewform ทันที

สนใจโซลูชัน VMware NSX ติดต่อทีมงาน SiS ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน VMware NSX สามารถติดต่อพาร์ทเนอร์ที่ดูแล หรือติดต่อ SIS โดยตรง TEL: 064-1919988 หรือ E-MAIL: vmware@sisthai.com

from:https://www.techtalkthai.com/4-major-vmware-nsx-use-cases-in-thailand-by-sis/