คลังเก็บป้ายกำกับ: Visual_Studio_Code

Adobe XD เพิ่มส่วนขยายสำหรับ Visual Studio Code

Adobe XD เครื่องมือออกแบบ UI เพิ่มส่วนขยายสำหรับ Visual Studio Code ให้นักพัฒนาเข้าถึงระบบออกแบบได้โดยไม่ต้องออกจากโปรแกรม
นักพัฒนาสามารถสร้างเข้าถึงซอร์สของการออกแบบได้โดยตรง พร้อมระบุแพลตฟอร์มที่ต้องการใช้ผ่านทางโทเค็นการออกแบบ โดยสามารถกดติดตั้งได้ ที่นี่

Adobe ยังระบุด้วยว่า ฟีเจอร์ Coediting หรือการแก้งานร่วมกันเรียลไทม์พื้นสถานะเบต้าแล้ว, เตรียมเพิ่มปลั๊กอินใหม่ๆ เช่น Wrike, Miro, UserZoom Go, Marpipe, Maze, Zoom, Microsoft Teams และ Confluence

No Description

ที่มา – Adobe

from:https://www.blognone.com/node/119143

ไมโครซอฟท์ออกส่วนขยาย Microsoft Edge Tools, เรียกใช้ Edge DevTools ดีบัก DOM/ตรวจสอบเน็ตเวิร์คได้จาก VS Code

เมื่อต้นเดือนตุลาคมไมโครซอฟท์ได้ประกาศออกส่วนขยาย Microsoft Edge Tools สำหรับ Visual Studio Code เครื่องมือซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการตรวจสอบและดีบักเว็บ ด้วยการดึง DevTools พร้อมหน้าเว็บจากเบราว์เซอร์ Microsoft Edge (Chromium) มาแสดงผลให้นักพัฒนาเรียกใช้งานได้จากภายใน VS Code ได้โดยตรง

ส่วนขยาย Microsoft Edge Tools เป็นรุ่นใช้งานจริง (general availability) ของ Elements for Microsoft Edge ซึ่งเปิดให้ทดสอบมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และยังได้ผนวกเอาความสามารถของ Network for Microsoft Edge มาไว้ภายใต้ส่วนขยายเดียวกัน

ภาพโปรโมทจากทวิตเตอร์เมื่อครั้งเปิดตัวในชื่อ Elements for Microsoft Edge

No Description

ทำให้ความสามารถของส่วนขยายในตอนนี้ไม่ใช่เป็นแค่เพียงดึงแท็บ Elements จาก Edge DevTools มาเพือดีบัก DOM เท่านั้น แต่ยังสามารถตรวจสอบ request/response ที่เบราว์เซอร์ รับ/ส่ง ได้จากแท็บ Network อีกด้วย

ภาพตัวอย่างการใช้งานแท็บ Network

alt="ภาพ Gif ตัวอย่างการใช้งานแท็บ Network"

ไม่เพียงแค่นั้น ส่วนขยายเวอร์ชันนี้ได้เพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าการเปิด Edge ในโหมด headless หรือการเลือกเปิดเบราว์เซอร์ขึ้นมาใช้งานโดยไม่แสดงผลเป็นหน้าต่างใหม่ ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้เครื่อง Mac ซึ่งจะไม่สามารถใช้งานส่วนขยายได้เมื่อหน้าต่างเบราว์เซอร์โหมดปกติถูกซ่อนจากหน้าจอ

ภาพตัวอย่างการใช้งานแท็บ Elements เมื่อเปิดเบราว์เซอร์ในโหมดปกติ

alt="ภาพ Gif ตัวอย่างการใช้งานแท็บ Elements เมื่อเปิดเบราว์เซอร์ในโหมดปกติ"

ภาพตัวอย่างการใช้งานแท็บ Elements เมื่อเปิดเบราว์เซอร์ในโหมด headless

alt="ภาพ Gif ตัวอย่างการใช้งานแท็บ Elements เมื่อเปิดเบราว์เซอร์ในโหมด headless"

สำหรับเหตุผลในการพัฒนาส่วนขยาย Microsoft Edge Tools ไมโครซอฟท์กล่าวว่าแม้ VS Code จะมาพร้อมกับฟีเจอร์หลายๆ อย่างที่ทำให้การเขียนโปรแกรมสะดวกขึ้น แต่เมื่อนักพัฒนา (รวมถึงทางไมโครซอฟท์เอง) ต้องการปรับแต่งหน้าเว็บอย่างละเอียด DevTools บนเบราว์เซอร์นั้นยังคงเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ดีกว่ามาก (เนื่องจากนักพัฒนาสามารถทดลองแก้ไขโค้ด HTML/CSS แล้วดูผลที่เปลี่ยนแปลงได้ทันที – ผู้เขียน)

การดึง DevTools บนเบราว์เซอร์ให้สามารถใช้งานบน VS Code จึงจะช่วยให้การพัฒนาเว็บตั้งแต่เขียนโค้ดต้นทางไปจนถึงการตรวจสอบและดีบักผลที่เกิดขึ้นบนเบราว์เซอร์ปลายทางสามารถทำได้ครบ จบจากในตัว VS Code ไม่ต้องคอยสลับหน้าต่างไปมาอย่างแต่ก่อน

ท่านใดสนใจเข้าไปศึกษาวิธีการใช้งานได้ที่หน้าดาวน์โหลดของส่วนขยายครับ

ที่มา – Microsoft Edge Blog via MSPoweruser

from:https://www.blognone.com/node/119081

VS Code ออกอัพเดต 1.50 รองรับ Linux ARMv7/ARM64 รันบน Raspberry Pi และ Chromebook ได้แล้ว

VS Code ออกอัพเดตรายเดือนตามรอบปกติ แต่รอบบนี้มีจุดเด่นคือการรองรับ ลินุกซ์ที่รันบนชิปสถาปัตยกรรม ARMv7 และ ARM64 ทำให้สามารถใช้งาน VS Code ได้บน Raspberry Pi แม้ไม่ได้ระบุว่ารุ่นใดบ้าง แต่น่าจะครอบคลุมแทบทุกรุ่นเพราะบอร์ด Raspberry Pi เก่าๆ ก็เป็น ARMv7 แล้ว นอกจากนี้ยังรองรับ Chromebook ที่เป็นสถาปัตยกรรม ARM ไปพร้อมกัน

นอกจากจะใช้รัน VS Code แบบเต็มบน Raspberry Pi แล้ว การรองรับครั้งนี้ยังรองรับการรันแบบ Remote Development ทำให้เครื่องเดสก์ทอปสามารถรีโมตเข้าไปแก้ไขโค้ดบน Raspberry Pi ได้

ฟีเจอร์อื่นๆ ที่มาในอัพเดตนี้ได้แก่ การค้นข้อความในเทอร์มินัล (Ctrl+Shift+F), ลดการรบกวนจากการแจ้งเตือนให้ติดตั้ง extension โดยจะแจ้งเตือนเพียงอันเดียว และไม่แจ้งเตือนซ้ำ, รองรับการดีบั๊กประสิทธิภาพโค้ดจาวาสคริปต์

ที่มา – VS Code

No Description

from:https://www.blognone.com/node/118961

ส่วนขยาย C/C++ ของ Visual Studio Code ออกเวอร์ชัน 1.0 แล้ว

ไมโครซอฟท์มีส่วนขยาย C/C++ ให้กับ Visual Studio Code มานานแล้ว (และเป็นส่วนขยายยอดนิยมอันดับ 2 ของ VS Code รองจาก Python) ล่าสุดไมโครซอฟท์ออกเวอร์ชัน 1.0 ของส่วนขยายตัวนี้สักที

ของใหม่ที่สำคัญในเวอร์ชันนี้คือ รองรับการใช้งานบนลินุกซ์สถาปัตยกรรม ARM/ARM64 ทำให้สามารถใช้ VS Code เขียนแอพ C++ บนอุปกรณ์อย่าง Raspberry Pi ได้แล้ว, เพิ่มตัวปรับแต่งคอนฟิก C++ IntelliSense และตั้งค่าฟอร์แมตของโค้ด C++ แบบเดียวกับ Visual Studio ตัวเต็มได้

ไมโครซอฟท์บอกว่าปรับปรุงคุณภาพของส่วนขยาย C++ ไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพที่ดีขึ้นมาก และยังออก C++ Extension Pack ที่รวมเอาส่วนขยายหลายๆ ตัวสำหรับงาน C/C++ มาให้ดาวน์โหลดไปใช้งานกันง่ายๆ ด้วย

No Description

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/118464

VS Code ออกเวอร์ชัน 1.48 เริ่มทดลองฟีเจอร์ซิงก์การตั้งค่าบนรุ่นเสถียร, ปรับเมนูรวมคำสั่ง Git ใหม่

เมื่อกลางเดือนสิงหาคมไมโครซอฟท์ได้ออกอัพเดตเวอร์ชัน 1.48 ให้กับ Visual Studio Code โดยได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่และปรับปรุงการใช้งานหลายอย่าง

ของใหม่ที่สำคัญอย่างแรก คือการเพิ่มฟีเจอร์ซิงก์การตั้งค่าข้ามเครื่อง (Settings Sync) เข้ามาใน VS Code รุ่นเสถียรหลังจากที่เปิดให้ทดลองใช้เฉพาะ VS Code รุ่นสำหรับผู้ใช้กลุ่ม Insiders มาได้ระยะหนึ่ง

alt="ภาพการเข้าใช้งาน Settings Sync ผ่านเมนู Settings ฟันเฟือง"

สำหรับประโยชน์ของฟีเจอร์ข้างต้นก็ตรงตามชื่อ กล่าวคือ Settings Sync จะช่วยอำนวยความสะดวกให้นักพัฒนาสามารถนำการตั้งค่า VS Code ที่ใช้งานเป็นประจำไปซิงก์ใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ เพียงแค่ Sign in เข้า VS Code บนเครื่องที่ต้องการใช้งานด้วย Microsoft Account หรือ GitHub Account

โดยจะสามารถเลือกซิงก์การตั้งค่าได้ทั้ง การตั้งค่าหลัก, คีย์ลัด, User Snippets, ส่วนขยายที่ติดตั้ง ไปจนถึงการปรับแต่ง UI (UI State) และหากเคยตั้งค่า VS Code บนแต่ละเครื่องไว้ต่างกัน Settings Sync ยังมาพร้อมกับตัวเลือกให้ผู้ใช้สามารถ merge การตั้งค่าเองได้อีกด้วย

ภาพ gif ตัวอย่างการเปิดใช้งาน Settings Sync จนไปถึงการ merge การตั้งค่าเอง

การปรับปรุงที่น่าสนใจอีกอย่าง เป็นการปรับเมนูรวมคำสั่ง Git บนแผงควบคุม Source Control โดยอัพเดตนี้ได้เพิ่มคำสั่ง Git ซึ่งเดิมไม่สามารถเรียกใช้งานผ่านเมนูข้างต้นเข้ามาหลายคำสั่ง และยังได้จัดระเบียบเมนูใหม่ด้วยการแบ่งชุดคำสั่งเป็นเมนูย่อยๆ ตามหมวดหมู่อีกด้วย

alt="ภาพเมนูรวมคำสั่ง Git แบบใหม่"

ส่วนการปรับปรุงอื่นๆ ที่ไมโครซอฟท์ยกให้เป็นไฮไลท์ของอัพเดตครั้งนี้มีดังนี้

  • เพิ่มตัวเลือกกรองผลการค้นหาส่วนขยาย บนแผงควบคุม Extensions
  • เพิ่มคำสั่ง Debug: Open Link command เพื่อสั่งเปิดเว็บเพจขึ้นมาดีบักบนเบราว์เซอร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างไฟล์ตั้งค่าการดีบัก (launch.json) ขึ้นมาก่อน สามารถเรียกได้ผ่าน command palette
  • เพิ่มตัวเลือกให้สามารถ publish โค้ดขึ้น GitHub public repository เพิ่มเติมจากตั้งต้นคือ private repository
  • ปรับปรุงการใช้งาน Notebook เพิ่มเมนู (…) ซึ่งสามารถเรียกคำสั่งสำหรับแต่ละ cell โดยเฉพาะ, ปรับปรุงการคลิกแล้วลากให้สามารถย้าย nested cell ทั้งชุด
  • เพิ่ม Java Lightweight Mode หรือโหมดเร่งความเร็วเมื่อเขียนโค้ด Java ซึ่งจะปิดการประมวลผลโค้ดบางอย่าง (เช่นการ build project ส่งผลให้ไม่สามารถสั่งรันหรือดีบักโปรแกรมได้) เพื่อแลกกับการทำให้ VS Code ทำงานกับโค้ด Java ได้เร็วขึ้น
  • เพิ่มคู่มือสอนการใช้งาน Remote Container บน VS Code

ที่มา – Visual Studio Code

from:https://www.blognone.com/node/118083

Visual Studio Code ออกเวอร์ชัน 1.47 รองรับ Windows 10 ARM แบบเสถียร

เมื่อเดือนพฤษภาคม VS Code ออกเวอร์ชัน Windows 10 ARM เพื่อใช้บนอุปกรณ์แบบ Surface Pro X โดยยังเปิดทดสอบเฉพาะกลุ่ม Insiders ก่อน

ล่าสุดใน VS Code เวอร์ชัน 1.47 รอบอัพเดตเดือนมิถุนายน 2020 รองรับ Windows ARM อย่างเป็นทางการ เข้าสถานะเสถียรเรียบร้อยแล้ว สามารถดาวน์โหลดได้จากลิงก์ https://aka.ms/win32-arm64-user

No Description

ของใหม่อย่างอื่นใน VS Code 1.47 ได้แก่

JavaScript Debugger ตัวใหม่ มีฟีเจอร์ใหม่หลายอย่าง เช่น profiling อ่านได้จาก vscode-js-debug

No Description

Source Control single view หน้าจอรวมข้อมูลทุกอย่างของ version control ที่ใช้อยู่

No Description

Settings editor ของเดิมแก้ค่าได้แค่แบบ boolean, string ถ้าตัวแปรชนิดที่ซับซ้อนกว่านั้นต้องไปแก้ในไฟล์ settings.json เอาเอง ของใหม่แก้ค่าที่เป็นตัวแปรซับซ้อนขึ้นได้แล้ว

No Description

regular expression (regex) รองรับการแปลงตัวอักษรจากตัวเล็ก <> ตัวใหญ่

No Description

  • ปรับปรุงให้รองรับโปรแกรมอ่านหน้าจอ (screen reader) ดีกว่าเดิม

ที่มา – Visual Studio Code

from:https://www.blognone.com/node/117405

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Pylance ตัวรองรับภาษา Python บน VS Code ทำงานเร็วกว่าเดิม, ตรวจชนิดตัวแปร, อิมพอร์ตโมดูลอัตโนมัติ

Visual Studio Code มีส่วนขยายยอดนิยมสามภาษา ได้แก่ Python, C/C++, และ C# โดยไมโครซอฟท์รับนักพัฒนาส่วนเสริมภาษา Python มาร่วมงานตั้งแต่ปี 2007 และตอนนี้ก็หันมาพัฒนาเซิร์ฟเวอร์ภาษาใหม่ในชื่อ Pylance โดยระบุว่าประสิทธิภาพจะดีขึ้น, รองรับการตรวจสอบชนิดตัวแปร, และสามารถอิมพอร์ตโมดูลอัตโนมัติ

เซิร์ฟเวอร์ภาษา เป็นส่วนขยายชนิดภิเศษของ VS Code ที่ให้บริการการรองรับภาษากับโปรแกรมแก้ไขโค้ด โดยไมโครซอฟท์กำหนดโปรโตคอลของฟีเจอร์ต่างๆ เพื่อเปิดให้ตัวแก้ไขโค้ดไม่ว่าจะเป็น VIM หรือ Visual Studio ก็สามารถรองรับภาษาได้เหมือนกันหากรองรับโปรโตคอลนี้ โดยตัวโปรโตคอลรองรับฟีเจอร์เช่น การเติมโค้ด (code completion), การวิเคราะห์ความผิดพลาด, จัดรูปแบบโค้ด เป็นต้น

No Description

Pylance สามารถอ่านไฟล์ type-stub (ไฟล์ .pyi) เพื่อวิเคราะห์ชนิดตัวแปรแต่ละตัวพร้อมกับวิเคราะห์ชนิดตัวแปรในโค้ดได้ ทำให้สามารถเสนอตัวเลือกเติมโค้ดได้แม่นยำและเร็วขึ้น โดยตัว Pylance เองมาพร้อมกับ type-stub ของโมดูลยอดนิยมจำนวนหนึ่งในตัว

ตัวนักพัฒนาสามารถเลือกเซิร์ฟเวอร์ภาษาได้จากคอนฟิกของส่วนขยาย Python อีกที หรือหากลง VS Code ใหม่แล้วติดตั้ง Pylance ตัวติดตั้งก็จะติดตั้งส่วนขยาย Python ให้เอง

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/117310

VS Code ออกเวอร์ชัน 1.46 ปรับแต่งเลย์เอาต์ของ view ได้ยืดหยุ่นขึ้นมาก, ปักหมุดแท็บของ editor ได้

เมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน ไมโครซอฟท์ได้ออกอัพเดตเวอร์ชัน 1.46 ให้ Visual Studio Code โดยได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่และการปรับปรุงในส่วนของ UI หลายอย่าง

การปรับปรุงที่สำคัญอย่างแรก คือการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการปรับแต่งเลย์เอาต์ ด้วยการเปิดให้ผู้ใช้สามารถย้ายตำแหน่งของ view ไปมา ระหว่าง side bar และ panel ได้เอง เพียงแค่คลิกที่ไอคอนหรือชื่อของ view แล้วลากไปยังตำแหน่งที่ต้องการ (หรือผ่านคำสั่ง View: Move View, View: Move Focused View หากใช้คีย์บอร์ด)

ภาพตัวอย่างการลาก search view ไปยัง panel / ลาก problem view ไปยัง side bar

No Description

และยังเปิดให้ปรับแต่งกลุ่มของ view บน side bar และ panel ใหม่ โดยจะสามารถลาก view ไปวางไว้ที่ตำแหน่งที่มี view อยู่ก่อนหน้า เพื่อสั่งให้ VS Code ช่วยจัดกลุ่ม view ที่วางซ้อนกัน

ภาพตัวอย่างการลาก GitLens view และ Timeline view มาจัดกลุ่มบน side bar, ก่อนจะลากกลุ่มที่ได้ไปยัง panel อีกที

No Description

การปรับปรุงด้าน UI อีกอย่างเป็นการเพิ่มคำสั่ง pin แท็บของ editor บนเมนูคลิกขวา (หรือผ่านคำสั่ง View: Pin Editor) เพื่อช่วยปักหมุดไฟล์สำคัญ แท็บที่ปักหมุดจะแสดงผลเป็นอันดับแรกๆ เสมอ ไม่ถูกบังจากสกรอลล์แท็บ ไม่ถูกปิดจากคำสั่ง Close Others และจะไม่ปิดตัวเองอัตโนมัติเมื่อเปิดแท็บไว้เกินจำนวนที่ได้จำกัดไว้

ภาพตัวอย่างการปักหมุดแท็บ

No Description

ส่วนการปรับปรุงอื่นๆ ที่ไมโครซอฟท์ยกให้เป็นไฮไลท์ของอัพเดตครั้งนี้มีดังนี้

  • ปรับปรุงฟังก์ชั่นช่วยเหลือผู้พิการ เพิ่มคำสั่งและคีย์ลัดใหม่เพื่อช่วยให้การเลือก text ด้วยคีย์บอร์ดทำได้ง่ายขึ้น, เข้าถึง status bar ด้วยคีย์บอร์ดได้แล้ว
  • ปรับปรุงคำสั่ง Git: Add Remote… ให้สามารถเพิ่ม GitHub เป็น remote repository
  • ปรับปรุงคำสั่ง Debug: Select and Start Debugging ซึ่งจะช่วยตั้งค่าต่างๆ ก่อนเริ่มดีบักให้อัตโนมัติ ให้สามารถกดไอคอนฟันเฟืองเพื่อบันทึกการตั้งค่าเป็นไฟล์ launch.json
  • ฟังก์ชั่น auto import บนภาษา JavaScript จะช่วยเติม require ให้แล้วเมื่อ import โมดูลที่เขียนในรูปแบบ CommonJS
  • คำสั่ง refactor บนภาษา JavaScript และ TypeScript จะพยายามรักษาการเว้นบรรทัดไว้เมื่อสั่งย้ายโค้ดไปสร้างเป็น method (Extract to method) หรือย้ายไปไฟล์ใหม่ (Move to new file)
  • ปรับปรุงฟีเจอร์ซิงก์การตั้งค่า (Setting Sync) เพิ่ม Synced Machines/Data view เพื่อใช้จัดการข้อมูลการตั้งค่าและเครื่องที่เปิดใช้งานฟีเจอร์ซิงก์ (ยังใช้งานได้เฉพาะ VS Code รุ่น Insider)
  • ออก VS Code Insider เวอร์ขันรองรับ ARM64

ที่มา – Visual Studio Code

from:https://www.blognone.com/node/117204

ไมโครซอฟท์ยกส่วนขยาย Go Extension ของ VS Code ให้ทีมงาน Go ดูแลต่อ

ไมโครซอฟท์ประกาศยกส่วนขยาย Go Extension ของ Visual Studio Code ให้โครงการ Go (ซึ่งก็คือพนักงานกูเกิล) เป็นผู้ดูแลแทน

VS Code ถือเป็น IDE ยอดนิยมอันดับหนึ่งจากการสำรวจของผู้ใช้ Go และส่วนขยาย Go Extension มียอดดาวน์โหลดมากกว่า 3 ล้านครั้ง

ทีม VS Code บอกว่าร่วมมือกับทีม Go มาสักระยะแล้ว ทั้งการพัฒนา language server ตัวใหม่ให้รองรับ Go และปรับปรุงดีบั๊กเกอร์ Delve ให้ดีขึ้น จึงตัดสินใจยกโค้ดให้ทีมงาน Go ดูแลเพราะน่าจะเหมาะสมที่สุด

ตัวโครงการ Go Extension เป็นโอเพนซอร์สอยู่แล้วจึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่โค้ดจะย้ายไปอยู่ใต้ Git ของโครงการ Go และเปลี่ยนชื่อผู้ดูแลจาก Microsoft เป็น Go Team at Google

ที่มา – VS Code, Go Blog

No Description

from:https://www.blognone.com/node/116819

VS Code ออกเวอร์ชัน ARM64, ใช้งานบน Surface Pro X ได้แล้ว

ไมโครซอฟท์ออก Visual Studio Code สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows on ARM แล้ว ทำให้อุปกรณ์อย่าง Surface Pro X เริ่มน่าสนใจมากขึ้นสำหรับคนที่อยากซื้อมาเขียนโค้ดนอกสถานที่

เว็บไซต์ The Register วิเคราะห์ว่า VS Code เวอร์ชัน ARM มาช้า เพราะตัวมันพัฒนาขึ้นบน Electron (ที่พัฒนาต่อจาก Chromium อีกที) ซึ่งว่า Electron จะรองรับ ARM64 ก็ต้องรอถึงปี 2019 และต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าไมโครซอฟท์จะพัฒนา VS Code ARM ตามมา

ก่อนหน้านี้ ไมโครซอฟท์เพิ่งออก Edge Chromium เวอร์ชัน ARM64 หลังการวางขาย Surface Pro X เช่นกัน ทำให้ Surface Pro X โดนวิจารณ์ว่าไม่ค่อยพร้อมในเรื่องแอพที่รองรับ แม้แต่แอพของไมโครซอฟท์เองก็ตาม

VS Code เวอร์ชัน ARM64 เริ่มเปิดให้ทดสอบกับกลุ่ม Insiders ก่อน

ที่มา – The Register

No Description

from:https://www.blognone.com/node/116660