คลังเก็บป้ายกำกับ: VIRTUALIZATION

ไม่มีแล้ว Boot Camp แอปเปิลยืนยัน Mac ARM ไม่ให้บูต OS อื่น, ต้อง Virtualization แทน

ประเด็นที่หลายคนอยากรู้ ในข่าวการเปลี่ยนผ่านจาก x86 ไปสู่ ARM ของแอปเปิล (ที่แอปเปิลเรียกว่า Apple Silicon) คืออนาคตของ Boot Camp และการรันวินโดวส์บนฮาร์ดแวร์แมค

ล่าสุด Craig Federighi ผู้บริหารฝ่ายซอฟต์แวร์ของแอปเปิลที่เราคุ้นหน้ากันดี ไปคุยในรายการ Daring Fireball podcast ยืนยันว่าเครื่องแมคยุค Apple Silicon จะไม่รองรับการบูตไปยังระบบปฏิบัติการอื่น (we’re not direct booting an alternate operating system) และแนะนำให้ใช้ virtualization แทนหากต้องการใช้ระบบปฏิบัติการอื่น

Federighi ยังบอกว่าปัจจุบันเทคโนโลยี hypervisor มีประสิทธิภาพมากขึ้นมาก ความจำเป็นในการบูตเข้า OS อื่นโดยตรงจึงไม่ค่อยมีแล้ว

No Description

ก่อนหน้านี้ ไมโครซอฟท์เพิ่งยืนยันว่าจะไม่ขายไลเซนส์ Windows on ARM แบบขายปลีกให้ติดตั้งกันเองผ่าน Boot Camp เมื่อแอปเปิลยืนยันว่าจะไม่มี Boot Camp ให้บูตเข้าระบบปฏิบัติการอื่น ก็น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายว่าเราจะรันวินโดวส์บนแมคตรงๆ ไม่ได้อีกแล้ว

ที่มา – Daring Fireball via The Verge

from:https://www.blognone.com/node/117164

Windows 10 รองรับ Nested Virtualization บนซีพียู AMD Ryzen/Epyc แล้ว

Nested Virtualization เป็นการรัน OS ซ้อนใน OS อีกที แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีใน Windows 10 มาตั้งแต่ปี 2015 แต่ยังจำกัดเฉพาะซีพียูฝั่งอินเทลที่มี VT-x เท่านั้น (ตัวอย่างการใช้งานคือ รันอีมูเลเตอร์มือถือ Android ใน VM)

ล่าสุดไมโครซอฟท์ประกาศรองรับ Nested Virtualization กับซีพียูฝั่ง AMD เรียบร้อยแล้ว ทั้ง Ryzen และ Epyc โดยเริ่มตั้งแต่ Ryzen รุ่นแรกขึ้นไป ฟีเจอร์นี้เริ่มใช้กับ Windows 10 Insider Build 19636 ขึ้นไป

ไมโครซอฟท์ยังประกาศออก Windows 10 Insider Preview Build 19645 มีฟีเจอร์ใหม่ 2 อย่างตามที่เคยประกาศไปแล้ว ได้แก่ การอัพเดตเคอร์เนลลินุกซ์ของ WSL 2 ผ่าน Windows Update แทนการผูกเคอร์เนลมากับตัว OS ที่อัพเดตได้ยาก และ Your Phone รองรับการควบคุมเพลงบนสมาร์ทโฟนจากฝั่งพีซีแล้ว

ที่มา – Microsoft, Microsoft

No Description

from:https://www.blognone.com/node/116843

HUAWEI CLOUD จัดสัมมนา Go Cloud, Go Global แชร์ประสบการณ์ธุรกิจ

แม้สิบปีก่อน “อินเทอร์เน็ตจีน” ก้าวสู่เวทีโลกโดยไร้ทิศทางที่แน่ชัด แต่เทคโนโลยีนี้ของจีนพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นผู้นำในระดับโลก ปัจจุบันบริษัทจีนหลายรายกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในหลากหลายแวดวงธุรกิจ และความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทำให้บริษัทจีนมีข้อได้เปรียบและยืนอยู่แถวหน้าในการประกอบธุรกิจ ณ หลายภูมิภาคของโลก

ปัจจุบันเทคโนโลยี 5G และนวัตกรรมไร้สาย รวมถึงคลาวด์ คอมพิวติง ได้ช่วยให้ “อินเทอร์เน็ตจีน” เดินหน้าต่ออย่างภาคภูมิ และนำพาโอกาสใหม่ๆ มาสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่อาจพลิกโฉมวงการธุรกิจได้อย่างง่ายดาย

สำหรับสิ่งที่ควรพิจารณาในห้วงยามที่คลื่นลมแห่งการเปลี่ยนผ่านกำลังพัดไปสู่ทั่วโลก คือเราจะรุกรับและพัฒนาความได้เปรียบของผลิตภัณฑ์ของเราอย่างไร โดยไม่ให้ความแตกต่างทางภาษา วัฒนธรรม และเทคโนโลยี มาขัดขวางโอกาสอันล้ำค่าที่มาพร้อมกับยุคใหม่

พบคำตอบได้ที่งานสัมมนาออนไลน์ “Go Cloud, Go Global” ซึ่งจะจัดขึ้นช่วงบ่ายวันที่ 10 มิ.ย. โดย HUAWEI CLOUD ที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์ฝ่าฟันสนามธุรกิจในเอเชีย เจาะลึกการใช้เทคโนโลยีมาเปลี่ยนยอดวิวเป็นรายได้ และยกระดับการให้บริการ

ประเด็นหลัก ของสัมมนาออนไลน์ “Go Cloud, Go Global”

  • White paper ว่าด้วยแนวทางการทำธุรกิจในต่างประเทศของบริษัทอินเทอร์เน็ตจีน ปี 2020 จาก HUAWEI CLOUD
  • แผนการ Brilliant Plan โครงการอินเทอร์เน็ตเอเชียแปซิฟิก-ความเป็นหุ้นส่วนเทลโค (Asia Pacific Internet – Telco Partnership Program)
  • โครงการ Go Global : 2+4 Capabilities ของ HUAWEI CLOUD
  • ข้อดีและข้อเสียของการทำธุรกิจในต่างประเทศของบริษัทจีนจากมุมมองทุนนิยมหลังโรคระบาด
  • ประสบการณ์การทำธุรกิจในต่างประเทศจาก SHAREit และ NetEase

• การประชุมออนไลน์ 2 ภาษา (อังกฤษ-จีน) ระหว่างทีมผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเอเชียแปซิฟิกมากกว่า 10 ประเทศ

แนะนำผู้บรรยาย

ลงทะเบียนล่วงหน้าได้แล้วที่ http://intl.smarket.net.cn/u/3M6QdtL

หรือสแกน QR code  รับฟรีแพ็กเกจ HUAWEI CLOUD Service ได้ที่

https://activity.huaweicloud.com/intl/en-us/free_packages/index.html?utm_source=Enterprise IT Pro_intl&utm_medium=pr&utm_campaign=internet_industry_summit_0610

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-cloud-go-cloud-go-global/

NetApp ซื้อกิจการ CloudJumper เสริมแกร่งด้าน VDI

NetApp ผู้นำด้านบริการข้อมูลบนคลาวด์ ประกาศซื้อ CloudJumper บริษัทผู้ให้บริการชั้นนำด้าน Virtual Desktop Infrastructure: VDI และ Remote Desktop Services: RDS

จากการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ จะเกิดบริการใหม่ชื่อ NetApp Virtual Desktop Service: VDS จะช่วยแก้ปัญหาความท้าทายของบริการเดสก์ท็อปเสมือน และการจัดการแอพพลิเคชั่นได้ดีขึ้น

นายแอนโทนี่ ไล รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ส่วนธุรกิจบริการข้อมูลคลาวด์ของ NetApp กล่าวว่า ความสามารถในการมอบประสบการณ์เดสก์ท็อปเสมือนที่สอดคล้องกันในขณะที่ความพร้อมใช้งานของข้อมูลและความปลอดภัยไม่ลดทอนประสิทธิภาพลงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง

เน็ตแอพ และ คลาวด์จัมพ์เปอร์ จะมอบแพลตฟอร์มการจัดการที่ง่ายขึ้นสำหรับการทำงานของโครงสร้างพื้นฐานเดสก์ท็อปเสมือน (VDI) การจัดเก็บและการจัดการข้อมูลใน Microsoft Azure, AWS และ Google Cloud ด้วยการจัดการเดสก์ท็อปเสมือนที่ดีที่สุดร่วมกับการจัดเก็บข้อมูลและดาต้าเซอร์วิสที่ดีที่สุด

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/netapp-buy-cloudjumper-vdi/

พบบั๊กร้ายแรงบน VMware ที่เปิดช่องให้แฮ็ก เข้าถึงทรัพยากรขององค์กรได้

พบบั๊กร้ายแรงบน VMware ที่เปิดช่องให้แฮ็กทรัพยากรที่ล้ำค่าภายในบริษัทได้ ซึ่งช่องโหว่นี้ได้คะแนนความร้ายแรงเต็ม 10 คาดว่ากระทบกับวีเอ็มและเครื่องโฮสต์ตามบริษัทต่างๆ จำนวนมาก โดยเป็นบั๊กในส่วนของบริการไดเรกทอรีของ VMware หรือ vmdir ที่ทำให้เปิดเผยข้อมูลภายในองค์กรที่สำคัญได้

มันมีความเสี่ยงมากถึงขนาดที่อาจเผยให้เห็นเนื้อหาของโครงสร้างพื้นฐานเวอร์ช่วลของบริษัททั้งหมดเมื่อโดยอาชญากรไซเบอร์โจมตีได้

ทั้งนี้ตัว vmdir เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ VMware’s vCenter Server ที่ให้การจัดการจากศูนย์กลางสำหรับทั้งโฮสต์แบบเวอร์ช่วล และเวอร์ช่วลแมชชีน (VM) จากคอนโซลเดียวกัน ซึ่งมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์นี้ว่า “ทำให้แอดมินคนเดียวก็สามารถจัดการโหลดงานเป็นร้อยได้”

งานเหล่านี้ถูกบริหารจัดการด้วยกลไกแบบ Single Sign-On (SSO) เพื่อให้แอดมินเข้าถึงง่ายกว่าการมานั่งล็อกอินทีละโฮสต์หรือวีเอ็ม ประเด็นคือ vmdir เป็นองค์ประกอบหลักของ vCenter SSO รวมทั้งใช้จัดการใบประกาศรับรองสำหรับโหลดงานทั้งหลายที่อยู่ภายใต้ vCenter อีกด้วย

ที่มา : Threatpost

from:https://www.enterpriseitpro.net/critical-vmware-bug-corporate-treasure-hackers/

บทวิเคราะห์ : 5 เหตุผลที่ราคาหุ้น Nutanix ร่วงดิ่งพสุธาทำสถิติ

ราคาหุ้นของบริษัทผู้บุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานไฮเปอร์คอนเวิร์จรายนี้ร่วงลงมากกว่า 28 เปอร์เซ็นต์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากทาง Nutanix รายงานผลประกอบการของไตรมาสที่สองของปีงบประมาณในคืนวันพุธก่อนหน้า

จนทำให้ช่วงเช้าของวันพฤหัส ราคาหุ้นของ Nutanix ลงมาอยู่ที่ 23.28 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับบริษัทที่ตั้งอยู่ที่ซานโจเซ่ รัฐแคลิฟอร์เนียรายนี้เคยแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจซอฟต์แวร์หลักของตัวเองและยอดขายจากการซัพพอร์ต ซึ่งล้วนแต่เป็นธุรกิจหลักของ Nutanix และจากผลประกอบการไตรมาสที่สองที่ระบุรายรับของทั้งซอฟต์แวร์และการซัพพอร์ตขึ้นมาแตะ 338 ล้านเหรียญ มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 14 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่เงินที่ได้จากซอฟต์แวร์และการซัพพอร์ตรวมกันกว่า 420 ล้านดอลลาร์ฯ เพิ่มขึ้นถึง 12% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทำให้รายรับทั้งหมดของ Nutanix ในไตรมาสที่สองนั้นเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็น 347 ล้านเหรียญ

จึงน่าแปลกใจว่าทำไมราคาหุ้นของ Nutanix ถึงร่วงลงมาถึง 28 เปอร์เซ็นต์ได้ ซึ่งทาง CRN ได้วิเคราะห์เหตุผลหลัก 5 ประการที่ทำให้หุ้นของบริษัทนี้ร่วงลงอย่างถล่มทลาย

1. การลดตัวเลขประมาณการณ์จากความหวาดกลัวปัญหาไวรัสโคโรน่า

การระบาดของไวรัสโคโรน่าได้ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมไอทีทั่วโลกอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ซึ่งจากความไม่แน่นอนของผลกระทบจากไวรัสนี้จึงถูกใช้เป็นหนึ่งในสองเหตุผลหลักที่ทาง Nutanix ลดตัวเลขรายรับประมาณการณ์

2. การเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจมาเป็นการสมัครสมาชิกเร็วเกินไป

เมื่อปี 2018 ทาง Nutanix ได้ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์ด้านไอที มาเป็นบริษัทด้านซอฟต์แวร์และการให้บริการ ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมานั้น ได้เปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์ แผนการ และยุทธศาสตร์ทั้งหมดมาเป็นการขายการสมัครสมาชิกซอฟต์แวร์แทน

3. การเติบโตที่หยุดชะงักในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

Nutanix ระบุว่าการลดตัวเลขประมาณการณ์นั้นมีสาเหตุหลักมาจากการถดถอยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นหรือ APJ เนื่องจากการเติบโตของยอดขายในภูมิภาคนี้ขึ้นกับธุรกิจเปิดใหม่เป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าโดนผลกระทบจากไวรัสอย่างแรง

4. การหยุดการจ้างงาน

ทาง Nutanix เคยเพิ่มจำนวนพนักงานทั่วโลกในทุกแผนกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ทว่าจากความไม่แน่นอนของตลาด ทำให้บริษัทตัดสินใจระงับการจ้างงานเพิ่มในระยะสั้นนี้ โดยเฉพาะทีมงานด้านอื่นนอกจากฝ่ายขาย

5. การขาดทุนเป็นมูลค่า 217 ล้านเหรียญฯ

ในไตรมาสที่สองของปี 2020 นี้ ทาง Nutanix รายงานการขาดทุนต่อหุ้นอยู่ที่ 1.13 ดอลลาร์ฯ หรือคิดเป็นมูลค่ารวมที่ 217 ล้านดอลลาร์ฯ ขณะที่ไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วรายงานการขาดทุนอยู่ที่ 123 ล้านดอลลาร์ฯ

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/here-are-5-reasons-why-nutanixs-stock-price-is-dropping/

บทความน่ารู้ : เทคนิคการย้ายระบบขึ้น Microsoft Azure (Azure Migration) ตอนที่ 1

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน สบายดีกันนะครับ สำหรับผมห่างหายไปจากการเขียนบทความไปซักระยะหนึ่งเนื่องจากมีงานหลายๆ อย่างต้องทำครับเลยไม่มีเวลา แต่ว่าตอนนี้พอจะมีเวลาแล้วครับ ประกอบกับตัวผมเองอยากจะนำเอาความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับ Microsoft Azure มาถ่ายทอดเป็นบทความให้กับทุกท่าน ได้ติดตามกันครับผม เอาล่ะครับทักทายทุกท่านกันเรียบร้อย มาเข้าสู่บทความเกี่ยวกับเรื่องราวของ Microsoft Azure กันเลยครับ

โดยบทความนี้จะเป็นบทความเกี่ยวกับเรื่องของ Migration ครับ ซึ่ง ณ ตอนนี้เป็น Topic ที่หลายๆ องค์กรกำลังให้ความสนใจ เพื่อเตรียมความพร้อมและวางแผนสำหรับการ Migrate ระบบขึ้นไปทำงานบน Cloud ครับ

และในช่วงที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าไปให้คำปรึกษากับลูกค้าตลอดจนได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรที่ Microsoft ไปพูดคุยและอธิบายถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกันครับ และพบว่าหลายๆ ท่านและหลายๆ องค์กรยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง Migration ครับ จึงทำให้หลายๆ องค์กรยังไม่แน่ใจและไม่มั่นใจ เพราะยังไม่ทราบว่าถ้าจะทำการ Migration นั้นจะต้องเริ่มต้นจากตรงไหน อย่างไร และอื่นๆ เป็นต้น และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมจะพาท่านผู้อ่านทุกท่านเข้าสู่เรื่องราวของ Azure Migration กันเลยครับ

อย่างที่ผมได้เกริ่นเอาไว้ในตอนต้นว่า ณ วันนี้ หลายๆ องค์กรกำลังเตรียมความพร้อมที่จะทำการวางแผนและพิจารณาที่จะทำการย้ายระบบงานต่างๆ ที่รันและทำงานอยู่ใน On-Premise Data Center ไปที่ Cloud (Microsoft Azure)


โดยมีสิ่งที่องค์กรจะต้องทำการพิจารณาหลายอย่างครับ เช่น ค่าใช้จ่าย, ROI, เทคนิค, และอื่นๆ และคำถามที่ตัวผมเองมักจะถูกถามบ่อยๆ คือ จะเริ่มจากตรงไหนและมีกระบวนการของการทำ Migration ที่จะต้องทำการวางแผนนั้นมีรายละเอียดอย่างไร เป็นต้น จากจุดนี้เอง ผมขอเริ่มด้วยการอธิบาย Phases งานต่างๆ สำหรับการทำ Azure Migration ซึ่งประกอบไปด้วย Phases ต่างๆ ดังนี้ครับ:

1. Assess

เป็น Phase ที่ให้ท่านผู้อ่านทำการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ของเครื่อง Physical หรือ Virtual Machines ที่ต้องการทำการ Migrate

จากนั้นนำเอาข้อมูลที่ได้มาทำการประเมินในเรื่องต่างๆ เช่น ค่าใช้จ่าย, ขนาดหรือ Size ของ Azure Virtual Machines ที่จะใช้เมื่อ Migrate เครื่องต่างๆ ขึ้นไปแล้ว เป็นต้น โดยข้อมูลที่ได้จาก Phase นี้ก็จเป็นข้อมูลตั้งต้นที่จะนำมาใช้ประกอบในการวางแผนในการทำ Migrate ต่อไปครับ

2. Migrate

เป็น Phase ที่จะทำการ Migrate เครื่องต่างๆ หลังจากที่ได้ทำการประเมินและวางแผนเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

3. Optimize

เป็น Phase ที่เกี่ยวกับการเข้าไปตรวจสอบและพิจารณาดูว่า หลังจากที่ได้ทำการ Migrate เครื่องต่างๆ ขึ้นไปทำงานบน Microsoft Azure แล้วเป็นอย่างไร จะต้องทำการปรับ, แก้ไข, หรือเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น เรื่องของ High Availability, Performance, และอื่นๆ เป็นต้นครับ

4. Secure & Manage

เป็น Phase ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการในส่วนต่างๆ เช่น เรื่องของ การป้องกันข้อมูลสูญหาย (Data Loss Protection), เรื่องของความปลอดภัย (Security), เรื่องของ Disaster Recovery, และอื่นๆ

ซึ่งแต่ละ Phases ที่ผมได้อธิบายในข้างต้นนั้น ทาง Microsoft ได้เตรียมข้อมูลและเครื่องมือต่างๆ สำหรับนำไปใช้งานในแต่ละ Phases ให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้วครับ ซึ่งผมจะนำเสนอในบทความของผมต่อไปครับผม

สำหรับท่านผู้อ่านที่สนใจอยากไปศึกษาและหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Azure Migration สามารถไปที่ “Azure Migration Center” จาก Link นี้ได้เลยครับ, https://azure.microsoft.com/en-us/migration/

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ Azure Migration Part 1 ครับ เป็นการปูเรื่องราวต่างๆ ของการทำ Migration กันก่อนครับ สำหรับในตอนหน้า ผมจะพาท่านผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักในรายละเอียดของ Phases ต่างๆ พร้อมกับเครื่องมือที่จะเข้ามาช่่วยงานครับผม

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/how-to-azure-migration-part-1/

รวมอัปเดตใหม่ในงาน Dell Technologies Forum 2019 เมื่อเทคโนโลยีกกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์

Dell Technologies จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปี Dell Technologies Forum 2019 ภายใต้ธีม Real Transformation พร้อมอัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อสนับสนุนการพลิกโฉมธุรกิจของทุกอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัล รวมไปถึงแนะนำโซลูชันใหม่จาก Dell Technologies ซึ่งช่วยให้ทุกองค์กรสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมั่นใจ สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

Gartner และ IDC ยก Dell Technologies เป็นผู้ในด้าน Server/Storage, Virtualization, Cloud และ Security

คุณอโนทัย เวทยากร รองประธานของ Dell EMC ได้ออกมาอัปเดตตลาด IT ล่าสุด โดยยกรายงานจาก Gartner และ IDC ล่าสุดมา ระบุว่า ปัจจุบันนี้ Dell Technologies ยังคงเป็นครองตำแหน่งผู้นำในตลาด IT อย่างเหนียวแน่น โดยถูกจัดอันดับเป็น Leader บน Magic Quadrant ของ Gartner ถึง 11 รายการ ในขณะที่ IDC ยกให้ Dell Technologies เป็นอันดับ 1 ด้าน Storage, Client, Servers และ Virtualization

ในการย่างเข้าสู่ปี 2020 นี้ Dell Technologies จะโฟกัสที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพลิกโฉมการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในสังคมที่มีความยุ่งยากและซับซ้อน ที่สำคัญคือ Dell Technologies ยึดหลักความเป็นส่วนบุคคล (Privacy) ในการช่วยผลักดันลูกค้าไปข้างหน้าเพื่อทำ Digital Transformation นอกจากนี้ Dell Technologies ยังตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและได้ออกโปรแกรมเพื่อดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมากมาย เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เป็นต้น

5 Emerging Technologies ที่จะมาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราในปี 2030

Pang Yee Beng, Senior Vice-president, Sales, South Asia ของ Dell Technologies ระบุว่า เทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยผลักดันการพัฒนาของมนุษยชาติ คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าเทคโนโลยีจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอย่างแท้จริง โดย 5G, Internet of Things (IoT) และ AI จะเป็นเทคโนโลยีบุกเบิกไปยังจุดนั้น ดังที่เราได้เริ่มเห็นกันแล้วในปัจจุบัน เช่น ตู้เย็นอัจฉริยะสามารถสั่งซื้อของออนไลน์ได้โดยอัตโนมัติเมื่อเห็นว่าของกำลังจะหมด, ระบบ IoT ในอุตสาหกรรมการผลิตสามารถตรวจสอบสายการผลิตได้ด้วยตนเองและผลิตสิ่งของให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ณ ขณะนั้น หรือสนามบิน Shangi ใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในการให้บริการนักท่องเที่ยวหรือผู้ใช้บริการสนามบิน เป็นต้น เหล่านี้ต้องขอบคุณเทคโนโลยี IoT, Data Analytics และ AI ที่เข้ามาสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ

Pang Yee Beng ยังได้กล่าวถึงเทคโนโลยียุคใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงบริบทหรือปฏิรูปรูปแบบของการดำรงชีวิตของเราในปี 2030 รวม 5 รายการ ดังนี้

1. Networked Reality

Networked Reality หรือเครือข่ายของระบบเสมือนจริง กล่าวคือ ในอีก 10 ปีข้างหน้า โลกเสมือนจริง (Virtual Reality) หรือโลกไซเบอร์ (Cyberspace) จะซ้อนทับกันกับโลกแห่งความเป็นจริงที่มนุษย์อาศัยอยู่ โดยมีสาเหตุมาจากการที่สภาพแวดล้อมดิจิทัลขยายออกไปเกินกว่าโทรทัศน์ สมาร์ตโฟน หรืออุปกรณ์ในการแสดงผลอื่นๆ ทำให้มนุษย์สามารถก้าวข้ามไปมาในแต่ละโลกได้อย่างอิสระและไร้รอยต่อ

2. Connected Mobility and Networked Matter

ยานยนต์จะเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย อาจกล่าวได้ว่าในอนาคตยานยนต์จะกลายเป็นคอมพิวเตอร์ที่เคลื่อนที่ได้ และมีความชาญฉลาด มนุษย์สามารถวางใจให้ยานยนต์เหล่านี้พาไปส่งถึงจุดหมายปลายทางโดยไม่ต้องกังวลว่าจะชนอะไร เพราะยานยนต์สามารถสื่อสารและทราบตำแหน่งของกันทั้งหมด รวมไปถึงสามารถรู้ได้ด้วยตนเองว่าเมื่อไหร่จะต้องเข้าศูนย์เพื่อตรวจสภาพ

3. From Digital Cities to Sentient Cities

เมืองดิจิทัลในปัจจุบันจะพัฒนาสู่เมืองที่รับรู้ความรู้สึกได้ โดยอาศัย Smart Objects และอุปกรณ์ IoT รวมไปถึงมีระบบรายงานผลด้วยตนเอง ส่งผลให้เมืองรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการจราจรหรือมลภาวะ ทั้งยังสามารถสื่อสารกันเพื่อบริหารจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้

4. Agents and Algorithms

มนุษย์จะได้รับการดูแลจาก “ระบบปฏิบัติการเพื่อการดำรงชีวิต (Operating System of Living)” ที่เป็นของตัวเอง ที่สามารถคาดเดาถึงความต้องการของเราและให้การสนับสนุนภาระกิจต่างๆ ในแต่ละวันได้แบบเชิงรุก อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์จะมีผู้ช่วนส่วนตัวในอนาคตที่จะทำให้มีเวลาว่างไปทำอย่างอื่นได้มากขึ้น

5. Robot with Social Lives

หุ่นยนต์จะกลายมาเป็นหุ้นส่วนในชีวิตของมนุษย์ ช่วยเพิ่มทักษะและขยายขีดความสามารถด้านต่างๆ ทั้งยังแบ่งปันความรู้ใหม่ที่ได้รับไปยัง Social Robot Network เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมและความก้าวหน้าแบบเรียลไทม์

ไม่ใช่แค่นำเสนอโซลูชันดิจิทัล แต่เป็นการสร้าง DX Journey ไปพร้อมกับลูกค้า

สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน Kris Day, Vice President, Modern Data Center APAC จาก Dell Technologies ระบุว่า ข้อมูลจะกลายเป็นสิ่งล้ำค่าในยุคดิจิทัล เนื่องจากเราสามารถนำมาใช้สร้างมูลค่าหรือต่อยอดธุรกิจต่อไปได้ และเมื่อเรามีข้อมูลเพียงพอ AI ก็จะสามารถแสดงความสามารถออกมาได้เต็มที่ กลายเป็นหุ่นยนต์ที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของเรา คาดการณ์ว่าข้อมูลดิจิทัลจะมีปริมาณพุ่งสูงถึง 163 Zetabytes ภายในปี 2025 นี้

Day ยังได้อัปเดตเทคโนโลยีสำคัญ 5 ประการที่กำลังเข้ามาสนับสนุนการทำ Digital Transformation ในขณะนี้ ได้แก่

  • AI: เทคโนโลยี AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมานานกว่า 50 ปีแล้ว แต่เราเพิ่งเริ่มนำมาใช้อย่างจริงจังไม่กี่ปีมานี้เนื่องจากเรามีข้อมูลมากเพียงพอที่จะทำให้ AI สามารถแสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่
  • Hybrid & Multi-cloud: แนวคิดเรื่อง Hybrid Cloud และ Multi-cloud ช่วยให้เราสามารถประมวลผลงานสเกลขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนเพื่อตอบโจทย์ความต้องการรูปแบบใหม่ๆ ได้
  • Edge Computing: งานบางประเภทต้องประมวลผลใกล้กับอุปกรณ์ปลายทาง เพราะต้องการ Latency ต่ำ เช่น Self-driving Car
  • Software-defined: ใช้ซอฟต์แวร์ในการควบคุมการทำงานของระบบ IT และเชื่อมโยงแต่ละระบบเข้าหากันด้วย API เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างอัตโนมัติและไร้รอยต่อ
  • Workforce Modernization: ปรับเปลี่ยนประสบการณ์ของพนักงานให้มีความทันสมัย ตระหนักถึงความเป็นดิจิทัล เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนยุคปัจจุบันกับคนยุคใหม่

นอกจากนี้ Day ยังกล่าวอีกว่า การทำ Digital Transformation ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลในยุค Multicloud ซึ่ง Dell Technologies พร้อมสนับสนุนการทำ Digital Transformation ให้แก่ทุกองค์กร ไม่ใช่เพียงแค่นำเสนอโซลูชันดิจิทัลในรูปของโปรเจ็กต์แล้วจบไป แต่เป็นการสร้าง Journey ไปพร้อมกับลูกค้าโดยยึดเป้าประสงค์เชิงธุรกิจเป็นสำคัญ แล้วก้าวเดินไปสู่จุดหมายด้วยกัน

Dell Technologies นำเสนอการทำ Digital Transformation ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ IT Infrastructure, Digital Workforce, Cybersecurity และ Application โดยมีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา แนะนำแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด รวมไปถึงวางแผนกลยุทธ์เพื่อให้การทำ Digital Transformation ประสบความสำเร็จตามเป้าประสงค์เชิงธุรกิจที่ได้ตั้งเอาไว้

Technicolor และ Dell Technologies เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์ The Lion King (2019)

Biren Ghose, Country Head India จาก Technicolor ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์และโฆษณาระดับโลกมากมาย ได้ออกมาเล่าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใช้ในงานเบื้องหลังของการถ่ายทำภาพยนตร์และโฆษณา รวมถึงวิเคราะห์ทิศทางของเทคโนโลยีในอนาคตที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมผู้ผลิตสื่อ พร้อมแสดงเทคโนโลยีด้าน Imagery และการทำ Simulation ของ Technicolor สำหรับการสร้าง Footage ให้กับโฆษณาของ Jaguar และภาพยนตร์อย่าง The Lion King (2019) ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนได้เห็นนั้น “ไม่มีของจริงเลย”

นอกจากนี้ Ghose ยังได้กล่าวถึงความร่วมมือกับ Dell Technologies ที่ช่วยส่งมอบขุมพลังของเทคโนโลยีด้าน Computer Graphics และเครื่องมือระบบ Virtual Production ที่ทำให้สามารถสร้างภาพจำลองของสิ่งต่างๆ ทั้งรถยนต์ สัตว์ และสิ่งอื่นๆ ได้อย่างสมจริง ส่งผลให้ Technicolor สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานได้อย่างไร้ขีดจำกัดด้วยเทคโนโลยีล่าสุด

5 เทคโนโลยีเด่นที่น่าสนใจในงาน Dell Technologies Forum 2019

ภายในงาน Dell Technologies Forum 2019 ยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และโซลูชันใหม่ที่น่าสนใจ ที่เข้ามาตอบโจทย์การใช้งานด้าน IT ในยุคที่ข้อมูลมีความสำคัญ ทั้งการจับเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การปกป้องข้อมูลให้มั่นคงปลอดภัย ไปจนถึงการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง รวมไปถึงแนะนำ Desktop ยุคใหม่ที่นอกจากจะมีขนาดเล็ก ประหยัดพื้นที่แล้ว ยังช่วยประหยัดไฟอีกด้วย

1. Dell EMC PowerMax 2000

Dell EMC PowerMax 2000 เป็นโซลูชัน End-to-end NVMe Storage ระดับ High-end ถูกออกแบบมาให้มีสถาปัตยกรรมแบบ Multi-controller, Active/Active Scale-out Architecture รองรับเทคโนโลยี End-to-end NVMe และ Storage Class Memory (SCM) ซึ่งช่วยลด Latency ในการเข้าถึงและจัดเก็บข้อมูลลงได้สูงสุดถึง 50% รวมไปถึงมีเทคโนโลยี AI/ML สำหรับจัดเก็บข้อมูลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีความต่อเนื่องในการใช้งานถึงระดับ 99.9999% เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการความเสถียรและสมรรถนะในการทำงานระดับสูง

2. Dell EMC Integrated Data Protection Appliance DP4400

Dell EMC Integrated Data Protection Appliance (IDPA) DP4400 เป็นอุปกรณ์สำหรับการปกป้องและสำรองข้อมูลแบบ All-in-one กล่าวคือมี Backup Server, Backup Storage และ Backup Software มาให้พร้อมใช้งานภายในตัว รองรับความจุเริ่มต้นที่ 8 TB และสูงสุดที่ 96 TB บนฮาร์ดแวร์ขนาด 2U ที่สำคัญคือมีอัตราส่วนการ Deduplication เฉลี่ยสูงถึง 55:1 และรองรับ Hypervisor ที่หลากหลาย เช่น VMware, Hyper-V หรือ KVM

3. Dell EMC Isilon F810

Dell EMC Isilon F810 เป็นโซลูชัน Scale-out NAS แบบ All-flash ล่าสุดที่ถูกออกแบบมาสำหรับทำ Data Lake โดยเฉพาะ เหมาะสำหรับ Workload ประเภท EDA, Data Analytics และ AI/ML มีจุดเด่นที่ความสามารถการทำ Data Compression และ Deduplication แบบ In-line เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพหรือ Throughput ที่สูง นอกจากนี้ยังช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ Unstructured Data ได้ง่ายยิ่งขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลลงได้อีกด้วย

4. Next-generation Data Access with Dell Networking

Next-generation Data Access with Dell Networking ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก คือ SD-WAN และ High-speed Bandwidth Switch โดยโซลูชัน SD-WAN ของ Dell นั้นถูกใช้สำหรับการเชื่อมต่อ WAN ระหว่างสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขา รวมไปถึงระบบ Cloud โดยรองรับการเชื่อมต่อทั้ง MPLS, FTTx และ 3G/4G มี Throughput เริ่มต้นตั้งแต่ 350 Mbps ไปจนถึงระดับ 10 Gbps ส่วน High-speed Bandwidth Switch นั้นถูกใช้สำหรับการเชื่อมต่อใน Data Center รองรับอินเทอร์เฟซแบบ 10/25G และ Uplink ขนาด 40G หรือ 100G นอกจากนี้ Dell EMC ยังเตรียมเปิดตัว Switch รุ่นใหม่ขนาด 1U 32 พอร์ต ที่รองรับการเชื่อมต่อได้ถึงระดับ 400G เร็วๆ นี้อีกด้วย

5. Dell Optiplex 7070 Ultra

Dell Optiplex 7070 Ultra เป็นเทคโนโลยี PC ใหม่สำหรับใช้ในองค์กร ตอบโจทย์เทรนด์การใช้งานในปัจจุบันที่เน้นการประหยัดพื้นที่ ประหยัดไฟ แต่ยังคงได้ประสิทธิภาพในการใช้งานที่สูง Dell Optiplex 7070 Ultra เป็น Mini PC ที่มีขนาดเล็กที่สุดของ Dell ซึ่งสามารถประกอบให้ซ่อนอยู่ภายในขาตั้งหน้าจอมอนิเตอร์ได้ นั่นหมายความว่า เพียงแค่ติดตั้งจอมอนิเเตอร์เข้ากับขาตั้งก็จะพร้อมใช้งานเป็น PC ทันที

เปิดตัว Dell Technologies Cloud Management Platform

นอกจากเทคโนโลยีเด่นทั้ง 5 รายการแล้ว ภายในงาน Dell Technologies ยังได้เปิดตัว Dell Technologies Cloud Management Platform ที่ต่อยอดเทคโนโลยี VMware Cloud Foundation ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ VMware Cloud Workload ทั้งบน On-premise Data Center, Private Cloud และ Public Cloud ไม่ว่าจะเป็น AWS, Microsoft Azure หรือ Google Cloud Platform ได้อย่างสอดคล้องกัน พร้อมรองรับการใช้งานร่วมกับ Dell EMC VxRail, Dell EMC Unity และ Dell EMC PowerMax Data Storage ได้อย่างไร้รอยต่อ ช่วยให้องค์กรก้าวเข้าสู่การใช้งานแบบ Hybrid Cloud ได้อย่างเต็มตัว

Dell Technologies Cloud Management Platform นอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการโยกย้าย Workload ไปมาระหว่าง On-premises และ Cloud ได้อย่างอิสระแล้ว ยังช่วยให้ Cloud Workload สามารถแสดงประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุดจากการทำงานภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดอีกด้วย ที่สำคัญยังช่วยยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กร และสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เช่น GDPR เป็นต้น

from:https://www.techtalkthai.com/new-updates-from-dell-technologies-forum-2019/

HP ซื้อบริษัทความปลอดภัย Bromium นำเทคโนโลยี VM ป้องกันมัลแวร์มาใช้กับโน้ตบุ๊ก

HP Inc. ประกาศซื้อกิจการบริษัทความปลอดภัย Bromium โดยไม่เปิดเผยมูลค่า

Bromium เป็นบริษัทด้านความปลอดภัยที่เน้นเรื่องอุปกรณ์ปลายทาง (endpoint) โดยใช้เทคนิคการสร้าง virtual machine ขนาดเล็กขึ้นมาครอบงานย่อยๆ เช่น การดาวน์โหลดไฟล์ หรือการคลิกลิงก์ เพื่อแยกส่วน (isolate) ภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น และปิด VM นั้นไปเมื่องานนั้นเสร็จเรียบร้อย

ที่ผ่านมา HP ซื้อไลเซนส์ซอฟต์แวร์ของ Bromium ไปใช้งานในฟีเจอร์ Sure Click ในโน้ตบุ๊กของตัวเอง (อ่านวิธีการใช้งานใน รีวิว HP EliteBook x360 830 G6) จึงไม่แปลกใจนักที่ HP จะซื้อทั้งบริษัทเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้งานในอุปกรณ์อื่นๆ ด้วย

ที่มา – HP

from:https://www.blognone.com/node/112064

รีบเลย !! หัวเว่ย เปิดใช้คลาวด์เซิร์ฟเวอร์ขั้นเทพ HUAWEI CLOUD ได้ฟรีๆ

องค์กรมากมายต่างทยอยย้ายข้อมูลมาเก็บไว้ในคลาวด์ และค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่คลาวด์ก็ลดลงเรื่อย ๆตอนนี้ HUAWEI CLOUD มีแคมเปญใหม่มาให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ระบบคลาวด์โดยไม่เสียค่าบริการใดๆซึ่งจะช่วยประหยัดเงินคุณไปได้เกือบ 1 แสนบาทเลยทีเดียว

HUAWEI CLOUD มอบแพ็กเกจการใช้งานฟรีเป็นระยะเวลา 12 เดือน โดยครอบคลุมบริการยอดนิยมมากมาย บวกกับบริการที่ไม่มีค่าใช้จ่ายอยู่แล้วอีก 10 รายการ เพียงสมัครสมาชิก HUAWEI CLOUD คุณจะได้รับสิทธิ์ใช้บริการฟรีนานถึง 12 เดือน

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับแบบไม่มีค่าใช้จ่าย:

1. คลาวด์เซิร์ฟเวอร์ S3 สำหรับการประมวลผลทั่วไปที่มาพร้อมกับ 2 vCPU และหน่วยความจำ 4GB เหมาะสำหรับการใช้งานในเกือบทุกสถานการณ์คลาวด์เซิร์ฟเวอร์ S3 สามารถโฮสต์เว็บไซต์ที่มีการเข้าชมระดับน้อยถึงปานกลาง เว็บแอปพลิเคชัน สภาพแวดล้อมการพัฒนาและการทดสอบ เซิร์ฟเวอร์บิวด์ไลบรารีโค้ด และบริการขนาดเล็กสำหรับการใช้งานส่วนตัวและภายในองค์กร

2. การใช้ที่งานเสถียร พร้อมทีมสนับสนุนตลอด 24 ชั่วโมง
คลาวด์เซิร์ฟเวอร์ S3 มีระบบประมวลผลที่เสถียรเมื่อใช้คลาวด์เซิร์ฟเวอร์S3 ของหัวเว่ยCPU จะรันได้ในระดับ 100%ได้ตลอดเวลา นอกจากนี้HUAWEI CLOUD ยังมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้การสนับสนุนตลอด 24ชั่วโมงอีกด้วย

3. ปริมาณรับส่งข้อมูล 20GB/เดือน ฟรี
HUAWEI CLOUD มอบการรับส่งข้อมูลฟรีมากถึง 20GB/เดือนซึ่งพร้อมให้คุณใช้งานได้ฟรีเป็นเวลานานถึง 12 เดือนกันเลย

4. ใช้บริการฟรีนาน 1,500 ชั่วโมง เป็นเวลา 12 เดือน
คุณจะได้รับช่วงการใช้งานฟรีนานกว่าผู้ให้บริการคลาวด์เจ้าอื่น ๆ

นอกจากสิทธิประโยชน์เหล่านี้แล้ว HUAWEI CLOUD ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล บริษัทได้รับใบรับรองด้านความปลอดภัยระหว่างประเทศ 50 ใบและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีมามากกว่า 30 ปีเมื่อใช้ HUAWEI CLOUDคุณสามารถย้ายธุรกิจของคุณไปไว้ในคลาวด์ได้ ด้วยต้นทุนที่ไม่มาก แต่สามารถเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด

ฟรีขนาดนี้แล้ว จะไม่ให้ลองใช้ได้ยังไง HUAWEI CLOUD มาพร้อมสิทธิประโยชน์มากมาย แต่เราสามารถทดลองใช้แบบฟรี ๆ ไปเลย คลิกรับแพ็กเกจฟรีได้ทันที :

ดูวิธีรับเซิร์ฟเวอร์ฟรี: https://activity-intl.huaweicloud.com/en-us/20190906203225224.html

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-cloud-free/