คลังเก็บป้ายกำกับ: VIRTUAL_MACHINE

Microsoft เปิดตัว Windows 11 Enterprise VM สำหรับนักพัฒนา

Microsoft เปิดตัว Windows 11 Enterprise แบบ Virtual Machine ให้นักพัฒนาทดลองใช้งานแล้ว

credit : microsoft

Windows 11 Enterprise แบบ Virtual Machine นั้นออกแบบมาสำหรับนักพัฒนาโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการแอพพลิเคชันบน Windows ได้สะดวก โดยจะทำการติดตั้งเครื่องมือต่างๆมาให้ ดังนี้

  • Windows 11 Enterprise
  • มี Windows 10 SDK, version 2004 (10.0.19041.0)
  • ติดตั้ง Visual Studio 2019 พร้อม UWP, .NET desktop, Azure workflows และ Windows Template Studio extension
  • ติดตั้ง Visual Studio Code
  • ติดตั้ง Windows Subsystem for Linux
  • เปิดใช้งาน Developer Mode
  • เปิดใช้งาน Windows Terminal

ปัจจุบัน Microsoft ได้เปิดให้นักพัฒนาสามารถดาวน์โหลดไปทดลองใช้งานได้แล้ว โดยเป็นรุ่น Evaluation ตัวไฟล์มีขนาด 20GB จะหมดอายุในวันที่ 9 มกราคม 2022 รองรับการติดตั้งบน VMware, Hyper-V, VirtualBox และ Parallels

ที่มา: https://www.windowscentral.com/windows-11-enterprise-virtual-machine-now-available-developers-download

from:https://www.techtalkthai.com/windows-11-enteprise-for-developer-available-for-download/

Windows Virtual Desktop จาก Microsoft Azure ตอบโจทย์ทำงานที่บ้านและทำงานทางไกลระดับองค์กร

การทำงานในระดับองค์กรใหญ่ ๆ มักจะต้องใช้ไคลเอนต์ที่เซ็ตอัพไว้ตามนโยบายเฉพาะขององค์กร ที่รันอยู่บนเครือข่ายภายในเพื่อเข้าถึงข้อมูลหรือใช้งานแอปบางตัว ทางแก้ของข้อจำกัดดังกล่าวคือเทคโนโลยี Virtual Desktop Infrastructure (VDI) ที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานหรือเข้าถึงระบบหลังบ้านอื่น ๆ ขององค์กรได้โดยง่าย

ที่ผ่านมา VDI แบบเดิมอย่างการตั้งเซิร์ฟเวอร์ ติดตั้งเครือข่ายและโซลูชัน Virtualization ในองค์กรมักมีค่าใช้จ่ายสูง ขยับขยายก็ยาก และไม่ปลอดภัยมากนัก

Windows Virtual Desktop จาก Microsoft Azure ที่ยกเอา VDI ทั้งหมดขึ้นไปไว้บนคลาวด์ มีความยืดหยุ่นสูง มีความปลอดภัย ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายถูกกว่า จึงตอบโจทย์องค์กรมากกว่า โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ที่หลาย ๆ องค์กรต้องทำงานที่บ้านเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

No Description

อะไรคือ Windows Virtual Desktop

Windows Virtual Desktop เป็นบริการ virtualization ที่ยกเอาเดสก์ท็อป ทั้งแอป ข้อมูลและไฟล์ต่าง ๆ ขึ้นไปรันเอาไว้บนคลาวด์ Microsoft Azure ช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลภายในองค์กรได้จากที่บ้าน จากเครือข่ายไหนก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องยกแล็บท็อปของพีซีกลับบ้าน และองค์กรก็ไม่ต้องเปิดเซิร์ฟเวอร์หรือพีซีของออฟฟิศเอาไว้ตลอดเวลา

Windows Virtual Desktop รองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ Windows 10, Windows 10 แบบ Multi-session, Windows Server ไปจนถึง Windows 7 (ในกรณีที่องค์กรยังคงใช้ Windows 7 แบบซื้อซัพพอร์ทอยู่) องค์กรที่มีไลเซนส์ Microsoft 365, Microsoft 10 Enterprise หรือ Windows VDA อยู่แล้วสามารถนำไลเซนส์มาใช้บน Windows Virtual Desktop ได้ด้วย

No Description

ประสบการณ์ใช้งานที่เหมือนเดสก์ท็อปจริง

ในมุมของผู้ใช้งานการใช้ Windows Virtual Desktop สะดวกเพียงแค่ล็อกอินผ่านเบราว์เซอร์เท่านั้น แอดมินสามารถกำหนดได้ว่าให้ผู้ใช้แต่ละคนจากแต่ละฝ่ายงานสามารถใช้งานแอปอะไร หรือเข้าถึงข้อมูลในเดสก์ท็อปได้มากน้อยแค่ไหน เช่น ฝ่ายบุคคลมีเฉพาะแอป HR, ฝ่ายจัดซื้อหรือฝ่ายบัญชีใช้งาน Excel เป็นต้น

หน้าตาของ Windows Virtual Desktop เหมือนกับเดสก์ท็อปตัวเต็มทุกประการ มีฟีเจอร์และฟังก์ชันต่าง ๆ เหมือนการใช้งานพีซีวินโดวส์จริงๆ ทำให้การทำงานไม่สะดุด ผู้ใช้งานไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่มากมายนัก

No Description

ต้นทุนที่ถูกกว่าบนความปลอดภัยที่มากกว่า

การที่ Windows Virtual Desktop เป็นการรันเดสก์ท็อปบน Microsoft Azure จึงได้ประโยชน์จากคลาวด์มาเต็ม ๆ ตั้งแต่ความยืดหยุ่น สามารถเพิ่มหรือลดจำนวนฮาร์ดแวร์ virtualization ได้ตามการใช้งานจริง เมื่อต้องการขยายสามารถสั่งซื้อเพิ่มได้ทันทีในไม่กี่คลิก ไม่ต้องซื้อไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ขยายทีหลัง ตอบโจทย์องค์กรตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ประหยัดต้นทุนเพราะองค์กรไม่ต้องลงทุนกับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ virtualization ล่วงหน้า และตัดปัญหาเรื่องบำรุงรักษาด้วย

No Description

การที่องค์กรตั้งเซิร์ฟเวอร์ VDI ของตัวเอง แล้วเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอกตลอดเวลา อาจมีความเสี่ยงของการถูกโจมตีได้ แต่ Windows Virtual Desktop เหนือกว่าตรงที่มีระบบความปลอดภัยระดับโลกของไมโครซอฟท์ ที่ใช้งานอยู่บน Azure อยู่แล้ว เช่น ระบบล็อกอินหลายชั้นและระบบป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ที่ใช้ machine learning ในการเรียนรู้แพทเทิร์นและภัยคุกคามใหม่ ๆ จากข้อมูลนับล้าน ๆ บนโครงข่ายและบริการของไมโครซอฟท์อยู่ตลอดเวลา ทำให้มั่นใจได้ทั้งความปลอดภัยและความเสถียรของระบบสูงกว่า VDI แบบดั้งเดิมมาก

สรุป

Windows Virtual Desktop เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กร ไม่ว่าจะช่วงเวลาที่ทุกคนต้องทำงานที่บ้านแบบนี้ หรือแม้กระทั่งช่วงเวลาปกติก็ตาม ด้วยเหตุผลด้านราคา ความง่ายในการใช้งาน ความยืดหยุ่นสามารถปรับได้ตามการใช้งานจริง และความปลอดภัยที่มากกว่า

No Description

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและทดลองใช้งานฟรีได้ที่นี่

เพื่อช่วยลูกค้าในช่วง Work from Home ตอนนี้ Microsoft ประกาศมอบสิทธิพิเศษให้องค์กรได้ใช้ Windows 10 Enterprise E3 บน Windows Virtual Desktop ฟรีนานถึง 6 เดือน* และ Azure แจกฟรีเครดิตให้ 6,000 บาท สามารถใช้ VDI หรือ Windows Desktop as a Service ได้ฟรี 1 เดือนสำหรับ 100 users โดยมี concurrent ที่ 20 คนใช้งานพร้อมกันช่วงพีค รูปแบบการใช้งานเป็นแบบไลท์ (light) คือใช้งานเว็บทั่วๆไป สามารถดูช่องทางการซื้อโซลูชันได้ที่นี่ หรือจะทดลองคำนวนค่าใช้จ่ายตามการใช้งานก่อนก็ได้

ผู้สนใจสิทธิ์ในการใช้ Windows 10 Enterprise E3 สามารถติดต่อทีมงานไมโครซอฟท์ประเทศไทยได้ที่ aka.ms/ContactMSFTTH (Facebook Messenger) ซึ่งฟรีจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 เท่านั้น

from:https://www.blognone.com/node/115555

VMware ออกอัปเดต VMware vSphere 6.5 Update 3

VMware ออกอัปเดต VMware vSphere 6.5 Update 3 ให้กับลูกค้าเดิมที่ยังคงใช้งาน vSphere เวอร์ชัน 6.5 อยู่ โดยอัปเดตทั้ง VMware vCenter, ESXi และ VMware Tools สำหรับสิ่งที่ปรับปรุงและเพิ่มเข้ามาในเวอร์ชันนี้มีดังนี้

Credit: VMware
 
VMware vCenter 6.5 Update 3 มีการปรับปรุงดังนี้
  • เพิ่มการเก็บข้อมูลชื่อผู้ใช้งานใน Events log ที่ทำการเพิ่ม, ลบ, และแก้ไขข้อมูลสิทธิของผู้ใช้งาน
  • ปรับปรุงส่วนของการทำ Auditing บน vCenter Single Sign-On โดยเพิ่มการเก็บ events เมื่อผู้ใช้งานทำ Operation ต่างๆ เช่น User management, Login, Group Creation, Identity Source และ Policy Updates
  • รองรับ Microsoft SQL Server 2014 SP3 สำหรับใช้งานเป็น External Database
  • อัปเดต Photon OS เพื่ออุดช่องโหว่ที่พบใน Package ต่างๆจำนวนมาก
 
VMware ESXi 6.5 Update 3 มีการปรับปรุงดังนี้
  • รองรับ Windows Server Failover Clustering และ Windows Server 2019
  • ปรับปรุง ixgben driver โดยเพิ่ม queue pairing เพื่อให้ใช้งาน CPU ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • vSphere Client มีปรับปรุงการแสดงผลการใช้งาน License, การแสดงผล Switch Topology และปรับปรุงการ Search
  • อัปเดต Driver ใหม่ ได้แก่ lsi-msgpt2, lsi-msgpt35, lsi-mr3, lpfc/brcmfcoe, qlnativefc, smartpqi, nvme, nenic, ixgben, i40en และ bnxtnet
  • อัปเดต VMware Tools 10.3.10 โดยเพิ่ม Freezes support สำหรับ Guest ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Solaris และเพิ่ม Prebuilt Kernel Module สำหรับแก้ไขปัญหา Spectre บน SLES11SP4 และ RHEL 6.6
 
VMware vSphere 6.5 นั้นยังคงมีผู้ใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่อาจติดปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ไม่รองรับการอัพเกรดไปใช้งาน vSphere 6.7 อย่างไรก็ตาม VMware นั้นยังคงให้การสนับสนุน VMware vSphere 6.5 ไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2021
 

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-releases-vmware-vsphere-6-5-update-3/

Amazon โอเพ่นซอร์ส Firecracker เทคโนโลยี microVM สำหรับการรันงาน serverless

Amazon เปิดตัวโครงการโอเพ่นซอร์สใหม่ Firecracker เทคโนโลยี virtualization แบบ kernel-based VM ที่ผู้ใช้สามารถรัน VM ขนาดเล็กหรือ microVM ได้ในเวลาเพียงไม่ถึงวินาที และใช้ทรัพยากรน้อยมาก ทั้งยังมีความปลอดภัยสูง

เทคโนโลยี microVM ของ Firecracker จะใช้ isolation และการป้องกันหลายชั้นเพื่อลดโอกาสการถูกโจมตี แต่ยังคงมีประสิทธิภาพสูง เพราะใช้เวลาในการเริ่มต้นรันเพียง 125 มิลลิวินาที (Amazon บอกว่าจะเร็วกว่านี้อีกในปีหน้า) และใช้เมมโมรี่เพียง 5 MiB ต่อตัว microVM เท่านั้น ทำให้ VM ขนาดเล็กเหล่านี้เหมาะกับการรันเวิร์คโหลดหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเวิร์คโหลดที่ใช้เวลาไม่นานนัก หรืองานประเภท serverless เพราะลด overhead ในการรันได้มาก และใช้ทรัพยากรต่ำ

ส่วนด้านความปลอดภัยนั้น Amazon ระบุว่า Firecracker ใช้ device model ที่ง่ายที่สุดเพื่อลดพื้นผิวที่จะเป็นส่วนของการถูกโจมตี, มีระบบ process jail โดยใช้ cgroups และ seccomp BPF, มี system call เพียงไม่กี่ตัวที่ควบคุมได้ และตัวโปรเซสจะถูก statically linked และสามารถเปิดใช้งานจาก jailer ได้เพื่อให้มั่นใจว่า environment ของเครื่องโฮสต์จะปลอดภัยและสะอาดที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

Amazon ระบุว่า Firecracker นี้เติบโตมาเนื่องจากความนิยมในการทำแอพพลิเคชั่นแบบ serverless ซึ่งทุกวันนี้ AWS Lambda นั้นมีการ execute งานกว่าล้านล้านครั้ง จากลูกค้า AWS นับร้อยล้านคนในทุก ๆ เดือน

Amazon ได้โอเพ่นซอร์ส Firecracker ด้วย โดยโค้ดของโครงการนี้เขียนด้วยภาษา Rust สามารถศึกษาโค้ดได้จาก GitHub

ที่มา – AWS Blogs (1, 2)

No Description

from:https://www.blognone.com/node/106687

Google ออกตารางเทียบระหว่าง VM, Container, PaaS, FaaS พร้อมสรุปขั้นตอนในการใช้งาน

ด้วยความที่ปัจจุบันนี้มี Infrastructure ให้เหล่านักพัฒนาเลือกใช้งานได้หลากหลายบน Cloud จนอาจสร้างความสับสน ทาง Google จึงได้ออกมาตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยี VM, Container, PaaS, FaaS เพื่อให้เหล่านักพัฒนาเข้าใจถึงข้อดีข้อเสียและการนำไปใช้งานที่เหมาะสม พร้อมระบุขั้นตอนการใช้งานเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้ ดังนี้

 

Credit: Google

 

สำหรับ 3 ประเด็นหลักที่ Google มองว่าข้อสำคัญในการเลือกใช้สถาปัตยกรรมนั้น ได้แก่

  • ระดับของการทำ Abstraction ว่าจะโฟกัสในส่วนโค้ดเพียงอย่างเดียว หรือสนใจในส่วนอื่นๆ ของระบบด้วย
  • ความต้องการของระบบและขีดจำกัดทางเทคนิคของแต่ละเทคโนโลยี
  • ทีมงานและองค์กรต้องการมุ่งไปในทิศทางใดในอนาคต

ถัดจากนั้นก็เป็นประเด็นเรื่องการเลือกใช้ภาษาในการพัฒนาและเทคโนโลยีของแต่ละภาษาให้เหมาะสมกับงาน และสุดท้ายก็คือการทำความเข้าใจว่าแต่ละสถาปัตยกรรมนั้นมีวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างไร ซึ่ง Google ก็ได้สรุปออกมาเป็นตารางดังนี้ครับ

 

 

Getting from point A to point B Time check and getting started resources
Compute Engine

Basic steps:

  1. Create & set up a VM instance
  2. Set up Node.js dev environment
  3. Code “Hello, World”
  4. Start Node server
  5. Expose the app to external traffic
  6. Understand how scaling works

Details: building with virtual machines.

4.5 hours

Kubernetes Engine

Basic steps:

  1. Code “Hello, World”
  2. Package the app into a container
  3. Push the image to Container Registry
  4. Create a Kubernetes cluster
  5. Expose the app to external traffic
  6. Understand how scaling works

Details: building with Docker containers.

6 hours

App Engine

Basic steps:

  1. Code “Hello, World”
  2. Configure an app.yaml project file
  3. Deploy the application
  4. Understand scaling options

Details: building on top of app platform.

1.5-2 hours

Cloud Functions

Basic steps:

  1. Code “Hello, World”
  2. Deploy the application

Details: building with code functions.

15 minutes

 

ที่มา: https://cloudplatform.googleblog.com/2018/06/Time-to-Hello-World-VMs-vs-containers-vs-PaaS-vs-FaaS.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-compares-vm-container-paas-faas/

บทวิเคราะห์ 4 ประเด็นด้านเครือข่าย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ VDI

เวอร์ช่วลเดสก์ท็อป (VDI) ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการติดตั้งเดสก์ท็อปต่างๆ บนเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย และจัดการได้จากศูนย์กลาง แต่ก่อนจะวางระบบ VDI ในองค์กร ก็ควรมองความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านเน็ตเวิร์กว่าพร้อมหรือไม่ก่อน ในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

– ความหน่วงหรือ Latency

ถือเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของการติดตั้งระบบ VDI โดยเฉพาะกับผู้ใช้ที่เชื่อมต่อผ่าน WAN หรือจากระยะไกลนอกองค์กรผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้สถาปัตยกรรม VDI แบบกระจายหรือ Distributed เพื่อลดภาระของความหน่วงบนเครือข่ายที่มีกับผู้ใช้งานจากระยะไกลด้วย

– การสำรองการทำงานหรือ Redundancy

เนื่องจาก VDI จะสตรีมข้อมูลทุกอย่างจากเซิร์ฟเวอร์ไปยังผู้ใช้ปลายทางตลอดเวลา ดังนั้น การสำรองการทำงานของเครือข่าย และการทำ Failover จึงมีความสำคัญมากกว่าแต่ก่อน นั่นคือ ถ้าเน็ตเวิร์กล่ม ผู้ใช้พีซีปลายทางก็จะไม่สามารถทำงานอะไรได้เลย การสำรองการทำงานนี้ต้องมีตั้งแต่สายเคเบิลกายภาพ ไปจนถึงการตั้งค่าเราติ้งโปรโตคอล รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับภายนอกอย่าง WAN และอินเทอร์เน็ตในกรณีที่มีผู้ใช้จากภายในองค์กรเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

– ความแออัดของเครือข่ายหรือ Congestion

เพราะทันทีที่เปิดใช้ VDI บนเครือข่าย จะพบปริมาณข้อมูลมากขึ้นอย่างมหาศาลทั่วทุกลิงค์ ดังนั้น ตำแหน่งที่มักพบคอขวดของทราฟิกอย่างอัพลิงค์ระหว่างสวิตช์, สายเชื่อมต่อ WAN, และอัพลิงค์จากระบบไวเลสไปยังคอนโทรลเลอร์นั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ หรือแม้แต่การเชื่อมต่อผ่านวีพีเอ็นหรืออินเทอร์เน็ตก็ควรต้องได้รับการจับตามองด้วย ที่สำคัญที่สุดคือ ความแออัดของข้อมูลมหาศาลที่เกิดขึ้นในดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีเซิร์ฟเวอร์ VDI ตั้งอยู่ โดยเฉพาะทราฟิกแบบ North-South หรือปริมาณข้อมูลที่ไหลเข้าออกระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ และเครื่องไคลเอนต์ภายนอก

– ความสามารถในการปรับเปลี่ยนขนาดของเครือข่ายหรือ Scalability

โดยดูว่าเครือข่ายสามารถขยายตามการเติบโตของระบบ VDI ได้หรือไม่ เนื่องจากจุดเด่นของ VDI คือความสามารถในการปรับขนาดได้อย่างง่ายดาย แม้บางครั้งจะสามารถใช้เทคนิคในการขยายความสามารถในการรองรับเครือข่ายบนโครงสร้างพื้นฐานเดิมได้ อย่างการรวมลิงค์, การทำ Stack, หรือ SFP แต่ถ้าคุณมีแผนที่จะขยายระบบ VDI อย่างรวดเร็วภายในเวลาอันสั้นแล้ว ก็จำเป็นต้องอัพเกรดฮาร์ดแวร์เพื่อให้สามารถรองรับได้อย่างยั่งยืน

ที่มา : http://www.networkcomputing.com/networking/vdi-planning-network-perspective/936118903

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/7084

3 รูปแบบการใช้งาน ที่ Container เหมาะสมกว่า Virtual Machine

ทาง Docker ได้ออกมาสรุปถึง 3 กรณีการใช้งาน Container ที่เหมาะสมกับการติดตั้ง Application ต่างๆ มากกว่า Virtual Machine (VM) ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai ก็เห็นว่าน่าสนใจดีจึงขอสรุปให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ

docker-for-mac-and-windows

1. เมื่อองค์กรต้องการพัฒนาระบบ Application ใหม่และตั้งใจจะใช้ Microservices Architecture อยู่แล้ว

เทคโนโลยี Container นั้นถือว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกับการพัฒนา Application แบบ Microservices Architecture เป็นอย่างมาก เพราะความยืดหยุ่นและง่ายดายในการ Deploy หรือเพิ่มขยายระบบนั้นจะทำให้องค์กรสามารถเลือกเพิ่มขยายระบบเฉพาะส่วนตามปริมาณการใช้งานที่เกิดขึ้นได้ ในขณะเดียวกันการใช้ Container ยังช่วยให ้ Development Environment และ Production Environment นั้นมีความคล้ายคลึงกันอย่างสูงสุด ลดปัญหาหรือความผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในขณะ Deploy ระบบได้เป็นอย่างมาก และในกรณีนี้เนื่องจากเป็นการพัฒนา Application ใหม่จึงไม่มีความยุ่งยากในการย้ายระบบแต่อย่างใดอีกด้วย

 

2. เมื่อองค์กรต้องการปรับปรุง Application เดิมให้กลายเป็น Microservices

แนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อองค์กรวางแผนเอาไว้ว่าระบบแบบ Monolithic ที่ใช้งานอยู่นั้น ในอนาคตนั้นจะต้องกลายเป็น Microservices อยู่แล้ว และทำการย้ายระบบขึ้นมายัง Container ทั้งหมดก่อน แล้วจึงค่อยตัดแต่ละส่วนให้กลายเป็น Microservices ออกไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดระบบทั้งหมดก็กลายเป็น Microservices ที่รองรับคุณสมบัติการ Portable ได้อย่างเต็มตัว

 

3. เมื่อต้องการเปลี่ยน IT Infrastructure ให้สามารถโยกย้าย Application ไปยัง IT Infrastructure อื่นๆ ได้อย่างอิสระ

ในอนาคตที่ Hybrid Cloud กำลังจะมา ความสามารถในการโยกย้ายระบบ Application ต่างๆ ระหว่าง IT Infrastructure ทั้ง Private Cloud ภายในองค์กร และ Hosted Private Cloud ภายนอกองค์กรจากผู้ผลิตที่หลากหลายก็จะกลายเป็นโจทย์ความต้องการใหม่ขององค์กรขนาดใหญ่เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความทนทานของระบบไป Container นั้นมีคุณสมบัติทางด้าน Portable ที่สามารถโยกย้ายข้าม IT Infrastructure ได้อย่างค่อนข้างอิสระ จึงเหมาะสมต่อการตอบโจทย์ในกรณีนี้

นอกจากนี้ Docker Container เองยังสามารถโยกย้ายไปมาระหว่าง Virtualization Infrastructure และ Bare Metal ได้อีกด้วย จึงยิ่งเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการใช้งานขององค์กรได้เป็นอย่างมาก

 

อย่างไรก็ดีการจะทำได้ตามที่ Docker ได้นำเสนอมานี้ก็อาจต้องใช้ความรู้และความคุ้นเคยกับ Docker ค่อนข้างมากทีเดียว ดังนั้นหากใครกำลังมองหาโซลูชันลักษณะนี้อยู่ ก็แนะนำให้เริ่มลองศึกษาเทคโนโลยี Container หรือ Docker ดูซักหน่อยนะครับ

ที่มา: https://blog.docker.com/2016/05/vm-or-containers/

from:https://www.techtalkthai.com/3-cases-that-suit-to-container-than-virtual-machine/

ไมโครซอฟท์ ลดสนั่น หั่นราคา ! เวอร์ช่วลแมชชีน Azure หลายรุ่น

เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้ ไมโครซอฟท์ลดราคาผลิตภัณฑ์เวอร์ช่วลแมชชีนหลายรุ่นในตระกูล Azure ลงตั้งแต่ 15 – 50 เปอร์เซ็นต์ แถมยังเตรียมให้ทางเลือกวีเอ็มแบบใหม่ๆ ที่ประหยัดและคุ้มค่ากว่าเดิมอีกด้วย

โดยไมโครซอฟท์มุ่งหวังว่า วีเอ็มรุ่นใหม่ที่จะเปิดให้บริการจะถูกใจผู้ใช้ที่อยู่ในระยะเริ่มต้น เช่น งานด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์, เซิร์ฟเวอร์สำหรับทดสอบ, การจัดเก็บโค้ดโปรแกรม, การให้บริการเว็บไซต์หรือเว็บแอพที่มีทราฟิกยังไม่มาก, หรือแม้แต่ใช้เป็นฐานข้อมูลขนาดเล็ก

นอกจากนี้ยังเปิดตัวบริการ Microsoft Azure Hybrid Use Benefit ที่ให้ผู้ใช้ Windows Server พร้อมกับบริการ Software Assurance สามารถรันโหลดงานของวินโดวส์ได้ประหยัดลงถึง 41 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้นักวิเคราะห์มองว่า การลดราคาครั้งใหญ่นี้เป็นการปรับตัวตามการหั่นราคาของ Amazon ก่อนหน้านี้

ในด้านความปลอดภัยบนคลาวด์ ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัว Enterprise Mobility + Service (EMS) โดยแบ่งเป็นแพ็คเกจแบบ E3 และ E5 ที่มีราคา 8.75 และ 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนตามลำดับ

ที่มา : http://www.zdnet.com/article/microsoft-cuts-prices-on-several-of-its-azure-virtual-machines/

from:http://www.enterpriseitpro.net/?p=3378

Docker แจกฟรี E-Book เรื่อง Docker for the Virtualization Admin สอนว่า Container ต่างจาก VM อย่างไร

เหล่าผู้ดูแลระบบที่ยังไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี Container หรือ Docker อยู่ไม่ควรพลาด!

docker_ebook_docker_for_the_virtualization_admin

เพื่อตอบรับต่อความต้องการในการนำเทคโนโลยี Container และ Docker ไปใช้งานในระดับองค์กร ทาง Docker จึงได้ออก E-Book แจกฟรีในหัวข้อ Docker for the Virtualization Admin เพื่อช่วยให้เหล่าผู้ดูแลระบบที่มักจะคุ้นเคยกับเทคโนโลยี Virtualization และการใช้ Virtual Machine (VM) มาก่อนนั้นได้ทำความเข้าใจว่า Container คืออะไร และแตกต่างจาก Virtualization กันอย่างไร เพราะโดยทั่วไปแล้วมักจะมีคนเข้าใจผิดว่า Container คือ Lighweight VM แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่เลย เนื่องจากสถาปัตยกรรมที่ใช้นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ภายใน E-Book เล่มนี้จะประกอบไปด้วยเนื้อหาดังนี้

  • ทำไม Container ถึงไม่ใช่ VM
  • จะนำ Container และ VM มาใช้ร่วมกันได้อย่างไรเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
  • การใช้ Container บน Physical Server และ Virtual Machine นั้นแตกต่างกันอย่างไร
  • เริ่มต้นใช้งาน Docker และ Container

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปกรอกแบบฟอร์มและโหลด E-Book จาก Docker ได้โดยตรงฟรีๆ ทันทีที่ https://goto.docker.com/docker-for-the-virtualization-admin.html นะครับ เอกสารยาว 12 หน้า ตัวหนังสือไม่แน่น อ่านสบายๆ ได้ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/docker-free-e-book-on-docker-for-the-virtualization-admin/

เร่งความเร็ว SQL Database บน VM ให้สูงสุด ด้วยการแบ่งไฟล์ไปไว้บนหลาย VMDK

ทาง CloudXC ได้ทำบทความสำหรับสอนการปรับแต่ง Performance ของ SQL Database ที่ทำงานอยู่บน Virtual Machine (VM) โดยการแบ่ง VMDK ออกเป็นหลายๆ ชุด และทำการเชื่อมต่อกับ VMDK เหล่านั้นด้วย PVSCSI

cloudxc_sql_datafiles_splitting_on_vmdks

ขั้นตอนต่างๆ ถูกโพสต์เอาไว้อยู่ที่ http://www.joshodgers.com/2016/08/15/splitting-sql-datafiles-across-multiple-vmdks-for-optimal-vm-performance/ โดยขั้นตอนส่วนใหญ่นั้นสามารถทำได้โดยไม่ทำให้ Database ต้องมี Downtime ในขณะเดียวกันทางผู้เขียนเองก็ได้แนะนำว่าการปรับแต่งลักษณะนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การปรับ vCPU, RAM, การออกแบบการเชื่อมต่อทั้งหมด, การกำหนด SQL Memory, Trace Flags และการทำ Database Compression ให้เหมาะสม รวมถึงพื้นฐานอื่นๆ ในการปรับแต่งประสิทธิภาพของ Database ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน

อีกบทความที่แนะนำให้อ่านเสริมก็คือบทความนี้ครับ http://www.joshodgers.com/2016/08/12/sql-exchange-performance-in-a-virtual-machine/ เป็นบทความที่ถือว่าเป็นบทความเริ่มต้นของบทความแรกเลย

from:https://www.techtalkthai.com/performance-tuning-for-sql-database-on-vm-with-pvscsi/