คลังเก็บป้ายกำกับ: VIDEO_STREAMING

อดีตซีอีโอ Netflix มอง Apple ไม่จริงจังมากพอในการสร้างคอนเทนต์ลง Apple TV+

Marc Randolph ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตซีอีโอ Netflix ให้สัมภาษณ์กับ Yahoo Finance โดยมีช่วงหนึ่งเขาได้ให้มุมมองเกี่ยวกับบริการสตรีมมิ่งที่เป็นคู่แข่งของ Netflix อย่าง Disney+ และ Apple TV+

Randolph พูดถึง Apple TV+ ว่าแอปเปิลไม่จริงจังมากพอในการสร้างคอนเทนต์ บริษัทกลับเน้นให้ข้อเสนอรับชมได้ฟรี ทำให้ตัวเลขผู้สมัครใช้งานตอนนี้มีแต่คนที่ยังไม่จ่ายเงิน เขายังบอกว่าเมื่อเทียบกันแล้ว Apple TV+ เป็นสตรีมมิ่งที่มีคนยกเลิกมากที่สุดด้วย ซึ่งคอนเทนต์ที่มีมาต่อเนื่องจะทำให้คนอยู่ต่อ

ทั้งนี้แอปเปิลได้ขยายเวลาแคมเปญดู Apple TV+ ฟรี 12 เดือน สำหรับผู้ซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่ถึงสองครั้ง ทำให้ลูกค้ากลุ่มแรกที่เริ่มสมัครดูฟรีตั้งแต่ปลายปี 2019 ถึงตอนนี้ก็ยังดู Apple TV+ ได้ฟรีไม่เสียเงิน ซึ่งล่าสุดขยายเวลาถึงกลางปีนี้

ส่วนมุมมองต่อ Disney+ นั้น เขาบอกว่าเป็นสตรีมมิ่งที่หาจุดแข็งของตนได้ดี มีการสร้างคอนเทนต์ออกมาต่อเนื่อง สอดคล้องกับรายงานผลประกอบการล่าสุดที่มีผู้สมัครใช้งานแล้วเกือบ 95 ล้านคน ขณะที่ Apple TV+ ไม่เคยเปิดเผยตัวเลขจำนวนผู้ชม

ที่มา: MacRumors

Apple TV+

from:https://www.blognone.com/node/121168

Disney+ มีสมาชิกแล้ว 94.9 ล้านคน ซึ่งเดิมคาดว่าต้องใช้เวลา 4 ปี

ดิสนีย์รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสสิ้นสุด 2 มกราคม 2021 โดยมีประเด็นสำคัญคือจำนวนผู้สมัครใช้งาน Disney+ ตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ 94.9 ล้านคน สูงกว่าตัวเลขที่บริษัทเคยประเมินไว้ช่วงเปิดตัว ว่าจะทำได้ 60-90 ล้านคนในปี 2024 ทำให้ดิสนีย์ปรับตัวเลขเป้าหมายในปี 2024 เป็นจำนวนสมาชิก 230-260 ล้านคน

อย่างไรก็ตามจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มสูงนั้น สาเหตุหนึ่งมาจากการขายแบบรวมแพ็คเกจกับบริการอื่น หรือเป็นส่วนลดจากผู้ให้บริการเครือข่ายที่ร่วมมือกับดิสนีย์ ซึ่งดิสนีย์ไม่ได้แยกว่ามีอัตราส่วนเท่าใด รวมทั้งปัจจัยการระบาดของโควิด-19 ก็ทำให้คนสมัครบริการสตรีมมิ่งมากขึ้นด้วย

เมื่อเดือนธันวาคม ดิสนีย์เปิดเผยจำนวนสมาชิกที่ 86.8 ล้านคน รวมทั้งเปิดแผนงานคอนเทนต์ทั้งซีรี่ส์ Star Wars และ Marvel

ที่มา: CNBC

Disney+

from:https://www.blognone.com/node/121160

Speedtest เพิ่มเครื่องมือวัดประสิทธิภาพการสตรีมวิดีโอ ตอนนี้มีเฉพาะ iOS

Speedtest แอปทดสอบความเร็วเน็ตยอดนิยมของ Ookla ประกาศเพิ่มเครื่องมือทดสอบใหม่ โดยเป็นการทดสอบประสิทธิภาพในการสตรีมวิดีโอโดยเฉพาะ ที่ระดับความละเอียดต่าง ๆ จากนั้นดูระยะเวลาในการโหลดและเวลาในการบัฟเฟอร์

Ookla ให้เหตุผลที่เพิ่มเครื่องมือนี้เข้ามา เนื่องจากคนใช้เวลามากขึ้นกับการดูวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ต จึงต้องมีตัววัดที่ดูประสิทธิภาพสำหรับวิดีโอ ซึ่งแตกต่างจากการดูค่าอัปโหลด, ดาวน์โหลด และความหน่วง (latency) แบบเดิมนั่นเอง

เครื่องมือทดสอบวิดีโอตอนนี้ในเฉพาะในแอป Speedtest สำหรับผู้ใช้ iOS เทานั้น

ที่มา: Speedtest

alt="Speedtest"

from:https://www.blognone.com/node/121091

เผยลูกค้า Apple TV+ ถึง 62% เป็นแพ็คเกจแบบดูฟรี 1 ปี, 30% ในนี้บอกจะไม่จ่ายเงินต่อ

มีข้อมูลจากการสำรวจของบริษัทวิจัย MoffetNathan เกี่ยวกับการรับชมรายการออนดีมานด์และบริการสตรีมมิ่งในอเมริกา พบว่าในไตรมาสที่ 4 ปี 2020 ผู้สมัคร Apple TV+ ถึง 62% เป็นการสมัครแบบชมฟรี โดยในกลุ่มดังกล่าว 30% มีแผนจะจ่ายเงินรับชมต่อหากโปรโมชันครบกำหนด และ 29% ไม่สมัครต่อ ที่เหลือยังไม่แน่ใจ

Apple TV+ มีค่าบริการในการสมัครรับชม 99 บาทต่อเดือน (4.99 ดอลลาร์ ในอเมริกา) แต่แอปเปิลได้ออกโปรโมชันรับชมฟรี 1 ปี สำหรับผู้ซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่ของแอปเปิลไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Mac หรือ Apple TV ซึ่งปัจจุบันยังคงมีโปรโมชันนี้อยู่ และล่าสุดก็ได้ขยายเวลารับชมฟรีให้ผู้ที่สมัครก่อนหน้าออกไปถึงกรกฎาคมปีนี้ด้วย

ที่ผ่านมาแอปเปิลไม่เคยเปิดเผยตัวเลขผู้สมัครชม Apple TV+ แต่คาดว่ามีจำนวนที่น้อยหากเทียบกับคู่แข่งตอนนี้อาทิ Netflix, HBO Max หรือ Disney+ เนื่องจาก Apple TV+ โฟกัสที่การสร้างคอนเทนต์ออริจินัลเป็นหลัก และถึงตอนนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 55 เรื่อง

ที่มา: Variety

Apple TV+

from:https://www.blognone.com/node/120771

Quibi ปิดดีลขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ทั้งหมดให้ Roku แล้ว

Roku ผู้ผลิตกล่องชมสตรีมมิ่งผ่านโทรทัศน์ ประกาศเข้าถือลิขสิทธิ์เนื้อหาทั้งหมดของ Quibi แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ประกาศปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว เป็นไปตามข่าวลือก่อนหน้านี้ ซึ่งคอนเทนต์ที่ซื้อมา ประกอบด้วยรายการและสารคดีรวม 75 รายการ โดยได้สิทธิในการจัดจำหน่ายทั่วโลกด้วย

Roku ระบุว่าเนื้อหาทั้งหมดของ Quibi จะนำมาเผยแพร่ต่อผ่านทาง Roku Channel ช่องสตรีมมิ่งสำหรับลูกค้า Roku

มูลค่าของดีลไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานว่าน้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์ เหตุผลหนึ่งเพราะคอนเทนต์ Quibi มีขนาดสั้นไม่เกิน 10 นาทีต่อตอน

ที่มา: Ars Technica และ Roku

Quibi

from:https://www.blognone.com/node/120476

LG ลงทุน 80 ล้านดอลลาร์ ถือหุ้นใหญ่ใน Alphonso บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการดูทีวี

LG ประกาศเข้าถือหุ้นใหญ่ใน Alphonso บริษัทวิเคราะห์จัดการข้อมูลการรับชมโทรทัศน์ ด้วยมูลค่าการลงทุน 80 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง LG ระบุว่าทำให้บริษัทเป็นผู้ถือหุ้นใน Alphonso มากกว่า 50%

Alphonso เป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการรับชมโทรทัศน์ในอเมริกา ทั้งวิธีการรับชมโฆษณาตลอดจนเนื้อหารายการ มีพาร์ทเนอร์เป็นผู้ผลิตโทรทัศน์รายใหญ่หลายราย ซึ่ง LG บอกว่าจะนำบริการของ Alphonso มาเสริมบริการสตรีมมิ่ง LG Channels

ทั้งนี้ Alphonso จะยังดำเนินธุรกิจในฐานะบริษัทอิสระภายใต้แบรนด์เดิมต่อไป

ที่มา: LG และ ZDNet

alt="LG x Alphonso"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/120473

เมื่อโรงหนัง-สวนสนุกไม่มีอนาคต Disney ทุ่มสตรีมมิ่งสุดตัว หวังชนะ Netflix ใน 4 ปี

ภาพจาก Hong Kong Disneyland

ถ้าพูดถึงบริษัทที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เข้าเต็มๆ นอกจากบริษัทสายท่องเที่ยว-โรงแรม-สายการบินแล้ว คงหนีไม่พ้น Disney

เหตุผลเป็นเพราะแทบทุกหน่วยธุรกิจของ Disney ต้องเจอกับภาวะชะงักชะงันเพราะ COVID-19 และการปิดเมือง ตั้งแต่ธุรกิจสวนสนุก-เรือสำราญที่ต้องถึงขั้นปิดสวนชั่วคราว (และปลดพนักงาน 32,000 คนแบบเจ็บปวด) ธุรกิจโรงหนังถูกปิด หนังฉายไม่ได้ แต่จ่ายต้นทุนค่าถ่ายทำไปแล้ว แถมหนังเรื่องใหม่ก็ออกกองถ่ายกันได้ไม่ง่ายนัก, ธุรกิจทีวีที่เคยทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากช่องกีฬา ESPN ก็เจอปัญหากีฬาต้องหยุดแข่งไปสักพักใหญ่ๆ กระทบกันไปทุกหย่อมหญ้า

ปัญหาของ Disney ทำให้ Bob Iger ซีอีโอผู้ยิ่งใหญ่ที่เพิ่งประกาศวางมือไปเมื่อต้นปี ต้องกลับมาทำงานฟูลไทม์อีกรอบ เพื่อนำพาบริษัทให้อยู่รอดไปได้ในสถานการณ์ยากลำบาก

หลังจากต้องหลบไปเลียแผลตัวเองอยู่พักใหญ่ๆ ในงานแถลงการณ์ต่อนักลงทุนรอบปลายปี (Investor Day 2020 ซึ่งปีนี้จัดแบบเป็นไลฟ์ให้ชมกันทางบ้านแทน) Disney ก็กลับมาประกาศศักดาใหม่อีกครั้ง ด้วยการทุ่มสุดตัวกับธุรกิจดาวรุ่งตัวเดียวที่ยังเหลืออยู่ นั่นคือบริการสตรีมมิ่ง ที่กลับทำผลงานได้ดีเกินคาด

แผนภาพแสดงยุทธศาสตร์ใหม่ของ Disney ที่มีสตรีมมิ่ง 4 ตัว กับแบรนด์คอนเทนต์ที่ทรงพลัง

ปีแรกของ Disney+ มาแรง ทะลุเป้าปี 2024 ตั้งแต่ปี 2020

เราเห็นข่าว Disney เปิดธุรกิจสตรีมมิ่งหลักคือ Disney+ มาตั้งแต่ปลายปี 2019 แต่จริงๆ แล้ว Disney ยังมีบริการสตรีมมิ่งตัวอื่นอีกหลายตัว ได้แก่ Hulu ที่เน้นใช้ชมทีวีสด-ดูรายการทีวี (แตกต่างจาก Disney+ ที่เน้นดูหนัง-ซีรีส์), ESPN+ สำหรับคอกีฬา และล่าสุดคือ Star+ ที่ได้มาจากการซื้อกิจการ 20th Century Fox

ขวบปีแรกของ Disney+ ทำผลงานได้ดีเกินคาด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจากปัจจัย COVID-19 ทำให้คนอยู่บ้าน และธุรกิจความบันเทิงดิจิทัลได้รับประโยชน์เข้าเต็มๆ (บริษัทซอฟต์แวร์ เกม เพลง ภาพยนตร์ ขาขึ้นกันถ้วนหน้า) บริษัทจึงเปิดเผยยอดสมาชิกแบบจ่ายเงินที่ทะลุเป้าไปไกล ทำยอดได้ 86.8 ล้านคน จากเดิมที่ตั้งไว้ 60-90 ล้านคนในปีการเงิน 2024 (สิ้นสุดเดือนตุลาคม 2024)

ฝั่งของ Hulu และ ESPN+ ก็ทำผลงานได้ดีทะลุเป้าเช่นกัน โดย Hulu มียอดสมาชิก 38.8 ล้านราย และ ESPN+ มียอดสมาชิก 11.5 ล้านราย เรียกได้ว่าทะลุเป้าหมายของปี 2024 ได้เรียบร้อยหมดแล้ว ถ้านับรวมบริการทั้ง 3 ตัวมียอดสมาชิก 137 ล้านคน

Disney จึงปรับเป้าหมายใหม่ให้โตขึ้นกว่าเดิม 4 เท่าตัว โดยตั้งเป้าว่า Disney+ จะต้องมีสมาชิกแตะหลัก 230-260 ล้านรายในปีการเงิน 2024 และยอดสมาชิกสตรีมมิ่งรวมทุกแบรนด์ต้องถึง 300-350 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน

หากนำยอดสมาชิกของ Netflix มาเปรียบเทียบ ตัวเลขล่าสุดในไตรมาส 3/2020 อยู่ที่ 195 ล้านคน เท่ากับว่าถ้านับแค่ Disney+ อย่างเดียว ตอนนี้มียอดสมาชิกประมาณครึ่งหนึ่งของ Netflix แล้ว โดยที่ Disney ใช้เวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น และยังเปิดบริการนับเป็นจำนวนประเทศน้อยกว่า Netflix มาก (Netflix ไปแทบทุกประเทศแล้ว ยกเว้นจีน ในขณะที่ Disney เพิ่งเริ่มไปละตินอเมริกา และยังมาเอเชียเพียง 2-3 ประเทศเท่านั้น)

ถนนทุกสายมุ่งสู่สตรีมมิ่ง หนังโรงก็ต้องฉายสตรีมมิ่งวันเดียวกับที่ฉายโรง

เมื่อปัจจัยเสริมเรื่องคนอยู่บ้านทำให้สตรีมมิ่งโตทะลุเป้า บวกกับปัจจัยลบเรื่องธุรกิจออฟไลน์มีปัญหายกแผง ยุทธศาสตร์ใหม่ของ Disney ในปี 2020 จึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการทุ่มสุดตัวกับสตรีมมิ่ง เททรัพยากรทุกอย่างลงมา หนังเวอร์ชันที่วางแผนจะฉายในโรง ก็ต้องปรับมาเป็นฉายสตรีมมิ่งเกือบทั้งหมดแทน

Bob Iger ประธานบอร์ดของ Disney ระบุว่าแผนการของบริษัทคือออกหนัง-ซีรีส์ใหม่บนสตรีมมิ่งให้ได้ปีละ 100 เรื่อง ครอบคลุมทุกแขนงตั้งแต่หนังคนแสดง แอนิเมชัน สารคดี

ในงานแถลงแผนการต่อนักลงทุนรอบนี้ Disney นำทรัพยากรทุกอย่างที่มี แฟรนไชส์หนังดังๆ ที่เคยซื้อกิจการมาตลอดในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา (Pixar, Marvel, Star Wars, Fox) เปิดฉากถล่มผู้ชมและแฟนหนังทั่วโลกอย่างอลังการ ด้วยอาวุธหนัก

  • ซีรีส์ฮีโร่ Marvel จำนวน 10 เรื่อง
  • ซีรีส์ Star Wars จำนวน 10 เรื่อง
  • ซีรีส์ Disney/Pixar จำนวน 15 เรื่อง
  • หนังใหญ่ Disney/Pixar อีก 15 เรื่อง

ตลอดความยาว 4 ชั่วโมงของงานแถลงรอบนี้ แฟนๆ ซีรีส์ต่างๆ ของ Disney ต่างตื่นเต้นกับข่าวการทำซีรีส์ในฝันอย่างฝั่งซูเปอร์ฮีโร่ Marvel ได้แก่ WandaVision, Loki, Ms.Marvel, Haweye ซีรีส์ของตัวละครดังใน Star Wars ที่กลายมาเป็นเจ้าของซีรีส์ของตัวเอง เช่น Obi-wan Kenobi, Lando, Ahsoka

ฝั่งแฟนการ์ตูน Disney ในอดีตก็ได้พบกับการรีเมค Pinocchio, Peter Pan มาเป็นหนังคนแสดง และการหยิบการ์ตูนฮิตในช่วงหลัง เช่น Baymax, Zootopia, Moana มาทำซีรีส์ ทั้งหมดที่เอ่ยชื่อมาแปะท้ายด้วยโลโก้ Disney+ Original แปลว่าชมได้ทางสตรีมมิ่งเท่านั้น

ฝั่งของหนังโรงที่ประกาศทำไปแล้ว และยังไงเสียต้องฉายในโรงด้วยแน่ๆ ก็มาพร้อมกับนโยบายใหม่คือ Premier Access สมาชิก Disney+ มีสิทธิชมพร้อมกันกับวันแรกที่ฉายโรง เช่น Black Widow, The Little Mermaid, Raya and the Last Dragon, Luca

นี่ยังไม่รวมถึงบริการสตรีมมิ่งอื่นๆ เช่น Star ที่เน้นตลาดละตินอเมริกา (ได้มาจากการซื้อ Fox), Hotstar ที่เน้นตลาดอินเดีย-อินโดนีเซีย รวมถึงคอนเทนต์จาก National Geographic, คอนเทนต์กีฬา ESPN ที่หันมาทำสารคดีของนักกีฬาชื่อดังๆ มากขึ้น และช่องทีวี FX ที่ได้มาจากการซื้อ Fox โดยจะเข้ามาเติมเต็มคอนเทนต์ให้ Hulu อีกด้วย

Disney ยังประกาศปรับโครงสร้างของการรายงานผลประกอบการใหม่ในไตรมาสแรกของปี 2021 ว่าจะแยกธุรกิจออกเป็นแค่ 2 ส่วนคือ

  • Media and Entertainment ผลิตสื่อและความบันเทิง (ทุกช่องทาง)
  • Parks, Experiences and Products ธุรกิจสวนสนุกและบริการต่างๆ ที่เป็นแบบออฟไลน์

จะเห็นว่าโครงสร้างใหม่ของ Disney สะท้อนทิศทางใหม่ของบริษัทที่เน้นธุรกิจสื่อ (ที่ในตัวมันเองก็เน้นสตรีมมิ่งมากกว่าสื่อแขนงอื่น) และธุรกิจที่ไม่ใช่สื่อ เพื่อให้เห็นโครงสร้างต้นทุน-กำไร-ขาดทุนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

คำสำคัญที่แจ่มชัดตลอดงานแถลงแผนของ Disney มีเพียงคำเดียวที่พูดย้ำซ้ำไปซ้ำมาตลอดงานคือ DTC (Direct-to-Consumer) ซึ่งหมายความว่าสตรีมมิ่งจะเป็นธุรกิจที่สำคัญที่สุดของบริษัท และย่อมมีนัยสะท้อนว่า ธุรกิจภาพยนตร์ฉายโรง-ผลิตรายการฉายทีวี จะไม่มีอนาคตสดใสอีกแล้วในมุมมองของ Disney

ถึงแม้ไม่ได้ตัดทิ้งในเร็ววัน แต่ภาพอนาคตก็กระจ่างชัดกว่าใคร

เพิ่มงบลงทุนคอนเทนต์อีกเท่าตัว ปีละ 2.4 แสนล้านบาทในปี 2024

ถ้ามีสัญญาณใดที่บ่งชี้ว่า Disney จริงจังกับสตรีมมิ่งแค่ไหน ต้องดูงบประมาณผลิตคอนเทนต์ Disney+ ที่ Christine McCarthy ซีเอฟโอของบริษัทแถลงต่อนักลงทุน (ตัวเลขเฉพาะ Disney+ เพียงบริการเดียว)

  • ปีการเงิน 2020 ใช้งบลงทุนผลิตคอนเทนต์ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (6 หมื่นล้านบาท)
  • ปีการเงิน 2024 เดิมที่ประกาศไว้ในปี 2019 ตั้งใจว่าจะใช้งบผลิตคอนเทนต์ 4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (1.2 แสนล้านบาท)
  • ปีการเงิน 2024 ตัวเลขใหม่ที่ประกาศในเดือนธันวาคม 2020 เพิ่มงบผลิตคอนเทนต์เป็นเท่าตัว 8-9 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (2.4-2.7 แสนล้านบาท)

แน่นอนว่าการทุ่มเงินมหาศาลระดับนี้ ย่อมทำให้ธุรกิจต้องขาดทุนในระยะสั้น แต่ในสายตาของ Disney มันย่อมคุ้มค่า เพราะเป็นการเร่งให้ลูกค้าเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งให้เร็วที่สุด เพื่ออนาคตที่ดีกว่าในระยะยาว

เดิมที Disney ประเมินว่า Disney+ จะกลับมาทำกำไรได้ในปีการเงิน 2024 ซึ่งการประเมินรอบใหม่ยังมองกรอบเวลาเดิม แต่ปรับจุดขาดทุนหนักที่สุด (peak operating losses) มาเป็นปีการเงิน 2021 เท่ากับว่า

ปีหน้าเราจะเห็น Disney ลงทุนคอนเทนต์หนักๆ แต่ขาดทุนหนักด้วย เพราะยอดสมาชิกยังไม่เข้าเป้า แต่ถ้าคลังคอนเทนต์ในมือพร้อมสรรพแล้ว การโกยยอดสมาชิกให้มากพอที่จะชดเชยการขาดทุนได้ ย่อมไม่ใช่ความฝันอันเลือนลางแน่นอน

ส่วนกรณีของ Hulu และ ESPN+ นั้น Disney ประเมินว่าจะทำกำไรได้ในปีการเงิน 2023 ทั้งคู่

นักลงทุนชื่นชอบในแผนการใหญ่ของ Disney รอบนี้ หุ้นขึ้นทันที 10% ในวันเดียวกัน ส่งผลให้หุ้น Disney มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมูลค่าบริษัททะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์

Netflix สะท้าน HBO สะเทือน

เว็บไซต์ไอที The Verge ถึงกับใช้คำว่างานแถลงครั้งนี้คือการเปิดเผย “ร่างจริง” ของ Disney+ (the real Disney+) ตามวิสัยทัศน์ที่ฝันเห็น และเท่ากับว่า Disney+ เวอร์ชันปีแรก (ที่คอนเทนต์ใหม่ไม่ได้เยอะมากนัก มีแต่หนังเก่าๆ ที่เคยฉายโรงมาแล้ว ยังสามารถโกยยอดสมาชิกมาได้เกือบ 90 ล้านคน) เป็นแค่ออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยเท่านั้น

Reuters เรียกการประกาศแผนคอนเทนต์ของ Disney ในรอบนี้โดยใช้ชื่อจาก Star Wars ว่า “empire strikes back at Netflix” และบอกว่าผลพวงจากการเปิดตัวคอนเทนต์ชุดใหญ่ครั้งนี้ มาจากการเตรียมการ สั่งสมกำลังมายาวนานหลายปี กว้านซื้อแฟรนไชส์คอนเทนต์ดังๆ เพื่อมาเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดแฟนคลับทุกแขนง ตั้งแต่เด็กผู้หญิงไปจนถึงชายวัยกลางคน

The Verge เรียกงานแถลงรอบนี้ว่าเป็นการส่งสัญญาณต่อโลกว่า “เราสามารถปล่อยของชุดใหญ่ระดับนี้ได้ เพราะเราคือ Disney” เราจะเห็นยุทธศาสตร์การสร้างซีรีส์ใหม่ของตัวละครระดับรองๆ (เช่น กรณีของ Marvel หรือ Star Wars) แล้วยังประสบความสำเร็จได้ต่อเนื่อง เพราะแฟนๆ ลงทุนเรียนรู้และผูกพันไปกับจักรวาลขนาดใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นจุดแข็งที่มีแต่ Disney เท่านั้นที่ทำได้

Reuters ยังวิเคราะห์ว่า “การปล่อยของ” รอบนี้สร้างแรงกดดันให้ Netflix ต้องเริ่มมองหาการซื้อกิจการสตูดิโอภาพยนตร์ขนาดใหญ่อย่าง Sony Pictures หรือ Paramount เพื่อมาต่อกร

Netflix ในฐานะเจ้าตลาดเดิม มีฐานลูกค้าจำนวนมาก อาจยังต่อสู้กับ Disney ได้อย่างสูสี แต่เมื่อยักษ์สองรายตีกัน พื้นที่ว่างสำหรับสตรีมมิ่งรายที่สามอย่าง HBO (ของ Warner/AT&T) และ Peacock (NBCUniversal) ก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/disney-new-strategy-digital-streaming/

Sony ซื้อกิจการสตรีมมิ่งอนิเมะ Crunchyroll แล้ว มูลค่าดีล 1,175 ล้านดอลลาร์

Crunchyroll ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งสำหรับอนิเมะแบบถูกลิขสิทธิ์รายใหญ่ ประกาศว่า Funimation ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจในเครือโซนี่ ได้เข้าซื้อกิจการทั้งหมด ต่อจากเจ้าของปัจจุบันคือ WarnerMedia ที่เป็นบริษัทในเครือ AT&T โดยมูลค่าของดีลนี้คือ 1,175 ล้านดอลลาร์

มีข่าวลือก่อนหน้านี้ว่าดีลดังกล่าวจะทำให้โซนี่เข้าสู่ธุรกิจสตรีมมิ่งแบบเต็มตัว

บริการของ Crunchyroll มีผู้สมัครใช้งานมากกว่า 90 ล้านคน จาก 200 ประเทศที่ให้บริการ ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ Funimation เป็นบริษัทร่วมทุนของสองบริษัทในเครือโซนี่ได้แก่ Sony Pictures Entertainment และ Aniplex ที่เป็นธุรกิจย่อยของ Sony Music Entertainment (Japan)

ที่มา: Sony Pictures

alt="Crunchyroll"

from:https://www.blognone.com/node/120048

Warner ประกาศนำหนังใหม่ปี 2021 ทุกเรื่อง ฉายบน HBO Max วันเดียวกับที่ฉายในโรง

สถานการณ์ COVID-19 ในสหรัฐอเมริกา ทำให้โรงหนังไม่สามารถฉายหนังได้ และหนังดังหลายเรื่องจำเป็นต้องเลื่อนกำหนดฉายไปเป็นปีหน้า

แต่จะให้เลื่อนไปเรื่อยๆ ก็คงไม่ได้เช่นกัน ค่ายหนังจึงจำเป็นต้องหาทางออกวิธีอื่น เช่น Disney นำหนังใหม่บางเรื่องมาฉายบน Disney+ แทน โดยมีทั้งเก็บเงินเพิ่มจากค่าสมาชิกปกติ และให้ดูได้เลยถ้าเป็นสมาชิกอยู่แล้ว

ล่าสุด Warner Bros. Pictures Group ก็ประกาศแนวทางคล้ายกัน แต่ครอบคลุมหนังทั้งหมดของปี 2021 ว่าจะฉายบนสตรีมมิ่ง HBO Max พร้อมกับวันฉายในโรงเลย หนังจะอยู่บนแพลตฟอร์ม HBO Max เป็นเวลาหนึ่งเดือน ส่วนเวอร์ชันที่ฉายโรงจะอยู่ต่อไปตามปกติ

Ann Sarnoff ประธานและซีอีโอของ WarnerMedia Studios บอกว่าอยากนำหนังไปฉายโรงอยู่แล้ว แต่เมื่อโรงหนังในสหรัฐจะเปิดได้ไม่เต็มรูปแบบตลอดทั้งปี 2021 จึงต้องหาทางอื่น การนำหนังมาฉายสตรีมมิ่งพร้อมกับเริ่มฉายในโรง ช่วยให้ผู้ชมสามารถเลือกได้ว่าจะดูหนังด้วยวิธีใด และช่วยให้ผู้สร้างหนังสามารถเดินหน้าต่อไปได้เช่นกัน

รายชื่อหนังที่ Warner Bros. คาดว่าจะออกฉายในปี 2021 (อาจเปลี่ยนแปลงได้) ได้แก่ The Little Things, Judas and the Black Messiah, Tom & Jerry, Godzilla vs. Kong, Mortal Kombat, Those Who Wish Me Dead, The Conjuring: The Devil Made Me Do It, In The Heights, Space Jam: A New Legacy, The Suicide Squad, Reminiscence, Malignant, Dune, The Many Saints of Newark, King Richard, Cry Macho, Matrix 4

ที่มา – WarnerMedia

from:https://www.blognone.com/node/119942

Quibi บริการสตรีมมิ่งวิดีโอสั้น ที่ได้เงินทุน 1,750 ล้านดอลลาร์ ประกาศปิดตัวหลังให้บริการ 6 เดือน

Quibi บริการสตรีมมิ่งวิดีโอแนวคิดใหม่ ที่นำเสนอวิดีโอสั้นความยาวไม่เกิน 10 นาที เหมาะสำหรับการชมทั้งแนวตั้งและแนวนอนบนมือถือ ออกจดหมายเปิดผนึก ว่าบริษัทจะปิดกิจการและเตรียมขายคอนเทนต์รวมทั้งเทคโนโลยีให้ผู้สนใจ หลังเปิดให้บริการได้ราว 6 เดือน

ก่อนหน้านี้บริการ Quibi ถูกจับตามองว่ามีโอกาสสูง เนื่องจากมีผู้ก่อตั้งคือ Jeffrey Katzenberg โปรดิวเซอร์ชื่อดังของฮอลลีวูด และ Meg Whitman อดีตซีอีโอ HPE ได้รับเงินลงทุนถึง 1,750 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมทั้งผู้ลงทุนรายใหญ่อาทิ Disney, NBCUniversal และ WarnerMedia คอนเทนต์ช่วงแรกก็ได้ดารามีชื่อเสียงมาร่วมแสดง

Quibi ระบุว่าบริษัทยังมีเงินทุนมากพอที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง แต่ตัดสินใจเช่นนี้เพื่อคืนเงินทุนที่เหลือให้กับนักลงทุน และหาบริษัทที่สามารถต่อยอดคอนเทนต์รูปแบบนี้มาซื้อกิจการบริษัทต่อไป บริษัทมองว่าที่ Quibi ไม่ประสบความสำเร็จ มาจากทั้งรูปแบบคอนเทนต์แนวใหม่นี้อาจยังไม่น่าสนใจในวงกว้าง นอกจากนี้ Quibi ยังเปิดตัวในช่วงที่โควิด-19 เริ่มระบาด ทำให้คนต้องอยู่บ้าน การที่บริการของ Quibi ให้ชมผ่านมือถือเพียงอย่างเดียว จึงอาจไม่ตอบโจทย์เท่าบริการสตรีมมิ่งรายอื่น

แหล่งข่าวระบุว่า Quibi มีผู้ใช้งานปัจจุบันราว 5 แสนบัญชี ซึ่งน้อยกว่าที่บริษัทประเมินไว้ที่ 7 ล้านบัญชีภายในสิ้นปี 2020

ที่มา: CNBC

Quibi

from:https://www.blognone.com/node/119162