คลังเก็บป้ายกำกับ: VENDORS

Intel จับมือ VMware พัฒนาแพลตฟอร์ม vRAN ใหม่เพื่อผลักดันการใช้ 5G

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางอินเทลและ VMware ได้ประกาศความร่วมมือที่จะเข้ามาช่วยผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมในการผลักดัน 5G และ LTE ออกมาให้เร็วมากที่สุด ด้วยแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ใหม่สำหรับโครงข่ายเวอร์ช่วลไลซ์โดยเฉพาะ

แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ใหม่ที่จะพัฒนาขึ้นนี้สำหรับใช้กับเครือข่ายที่เรียกว่า virtualized Radio Access Network หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า vRAN ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเวอร์ช่วลไลเซชั่นแบบ Software-Defined นี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ให้บริการ

รวมทั้งทำให้เปิดใช้โครงข่ายได้เร็วกว่าเดิม มีผู้ให้บริการหลายรายเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายแบบเวอร์ช่วลกับ RAN เพื่อเร่งความเร็วในการออกบริการ 5G ของตัวเอง แต่การผสานการทำงานของซอฟต์แวร์มักมีความซับซ้อนมาก

แต่ด้วยแพลตฟอร์ม vRAN ที่ผสานกับเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญชั้นนำจากทั้งอินเทลและ VMware ย่อมช่วยอำนวยความสะดวกในการวางระบบการให้บริการที่ Edge ของเครือข่ายให้เร็วขึ้น โดยความร่วมมือนี้จะเป็นการสร้างอินเทอร์เฟซเปิดที่เขียนโค้ดปรับแต่งได้

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/intel-vmware-vran/

ทวิตเตอร์โดนแฮ็ก!! เอาไปหลอกลวงเกี่ยวกับบิทคอยน์

จากกรณีที่บัญชีทวิตเตอร์ที่มีชื่อเสียงหลายรายเกิดทวีตข้อความเดียวกันในทำนองว่า ฉันต้องการคืนกำไรสู่สังคมด้วยการขอให้โอนบิทคอยน์มายังที่อยู่หนึ่่งแล้วจะโอนกลับคืนไปให้เท่าตัวภายในครึ่งชั่วโมง เริ่มจากทวีตแปลกๆ อันแรก จากนั้นก็ตามมาอีกมากมายอย่างรวดเร็ว

ซึ่งบัญชีใหญ่ๆ อย่างแอปเปิ้ล, อีลอน มัสก์, บารัค โอบาม่า ต่างโดนกันหมด ทำให้เห็นได้ว่าบัญชีผู้ใช้ของบุคคลที่มีชื่อเสียงนั้นล้วนเป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรไซเบอร์ทั้งสิ้น

จริงๆ แล้วทวิตเตอร์มีระบบป้องกันที่แนะนำให้ผู้ใช้รักษาความปลอดภัยของบัญชีอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ตั้งรหัสผ่านที่แข็งแกร่ง เปิดใช้ระบบป้องกันการรีเซ็ตรหัสผ่าน ระบบยืนยันตัวตนแบบสองตัวแปร

ไปจนถึงการให้ตรวจสอบแอพจากภายนอกที่มีสิทธิ์เข้าถึงบัญชีตัวเองเป็นประจำ แต่จากกรณีล่าสุดนี้แน่นอนว่าทางทวิตเตอร์เองก็ต้องรีบเข้ามาจัดการปราบปรามโดยเร่งด่วน ดังจะเห็นได้จากการปิดกั้นไม่ให้บัญชีที่ได้รับการ Verified เหล่านี้ทวีตข้อความเป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

เพื่อป้องกันไม่ให้ทวีตข้อความหลอกลวงออกมาพร้อมกันต่อเนื่องจนสร้างความน่าเชื่อถือให้ขบวนการนี้มากขึ้น และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับบัญชีติ๊กถูกสีน้ำเงินรายอื่นๆ อีก อย่างไรก็ตาม กรณีแบบนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า

คนที่โดนแฮ็กไม่ใช่บัญชีของคนใดคนหนึ่ง แต่อาจเป็นระบบของทวิตเตอร์เอง ซึ่งกับบริษัทอย่างทวิตเตอร์แล้ว ก็ถือเป็นองค์กรที่มีระบบความปลอดภัยเบื้องหลังระดับชั้นนำรายหนึ่ง ตัวอย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้นในปี 2018

ที่มีวิศวกรของทวิตเตอร์เองทำผิดพลาดจนมีรหัสผ่านของบัญชีผู้ใช้ทั้งหลายหลุดมาในบันทึก Log ทางทวิตเตอร์ก็บังคับให้ทุกคนรีเซ็ตรหัสผ่าน เป็นต้น อย่างไรก็ตามสำหรับกรณีนี้ ล่าสุดทางทวิตเตอร์ Twitter Support ได้ออกมาให้อัพเดทความคืบหน้าการสืบสวนเป็นระยะ

ที่มา : Trend Micro

from:https://www.enterpriseitpro.net/twitter-hacked-in-bitcoin-scam/

บทความน่ารู้ : ความรู้พื้นฐานในการทดสอบสายเคเบิล – Loss Budget คืออะไร?

คุณอาจจะเคยได้ยินผู้บริหารพูดเกี่ยวกับ Budget หรืองบประมาณในแง่ของการเงิน ในหน่วยเงินสกุลต่างๆ ย่อมทำให้คุณแปลกใจเวลาได้ยินถึงสิ่งที่เรียกว่า Loss Budget ครั้งแรก ที่เกี่ยวกับเรื่องของสายไฟเบอร์ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพการทำงานบนเครือข่ายของคุณ เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายที่กำหนดว่าจะเกิดดาวน์ไทม์หรือไม่ได้เลยทีเดียว

แล้วคุณทราบหรือไม่ว่า Loss Budget จริงๆ แล้วคืออะไร นิยามอย่างไร และควรจัดการแบบไหนถึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดการสูญเสียเกินค่าขีดจำกัดดังกล่าว?

Loss Budget คืออะไร?

เป็นค่าการสูญเสียสัญญาณที่ระบุในหน่วยเดซิเบล (dB) ซึ่งเกิดขึ้นตลอดสายเคเบิลใดๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนการส่งสัญญาณทั้งทางไฟฟ้าหรือข้อมูลทุกรูปแบบ ยิ่งสายเคเบิลยาวเท่าไร ก็ยิ่งเกิดการสูญเสียมากเท่านั้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการสูญเสียที่เกิดบนจุดเชื่อมต่อต่างๆ ระหว่างเส้นทางส่งสัญญาณ เช่นบริเวณหัวต่อ หรือจุดเชื่อมสายไฟเบอร์ (Splice)

ถ้าพิจารณาที่นิยามตรงตัวแล้วมักค่อนข้างสับสนเวลาพูดถึงการสูญเสียหรือ “Loss” ในคำว่า Loss Budget ซึ่งจริงๆ แล้วชื่อเต็มของพารามิเตอร์นี้คือ “Insertion Loss” และที่สับสนยิ่งไปกว่านั้นก็คือ หลายครั้งที่มีพูดถึง Insertion Loss ในรูปของค่า Attenuation แทน เนื่องจากตามมาตรฐานเดิมนั้นเคยนิยามด้วยคำว่า “Attenuation” หรือการลดทอนสัญญาณ แต่ต่อมาเรามองค่าการสูญเสียที่ยอมรับได้ให้ครอบคลุมถึงการลดความแรงของสัญญาณ “ทุกรูปแบบ” ด้วย จึงทำให้มีการเปลี่ยนนิยามมาเป็นค่าการสูญเสียจากสัญญาณที่วิ่งเข้ามาในสื่อหรือ Insertion Loss แทน

ระบบสายไฟเบอร์แบบต่างๆ ล้วนมีข้อกำหนดด้านค่าการสูญเสียมากที่สุดจากการปล่อยสัญญาณนี้แตกต่างกันไป เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้เกิดการสูญเสียมากเกินจนทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณไปถึงปลายสายอีกด้านหนึ่งได้ ซึ่งเราควรหาค่าขีดจำกัดการสูญเสียหรือ Loss Budget นี้ตั้งแต่ช่วงแรกของการออกแบบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบสายเคเบิลของคุณจะทำงานอยู่ในมาตรฐานที่เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้งาน

แล้วมีวิธีคำนวณอย่างไร?

ค่า Loss Budget ของคุณเป็นค่าที่พิจารณารวมจากทุกอองค์ประกอบของช่องทางส่งสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นตัวสายไฟเบอร์ หัวต่อ จุดเชื่อมสาย ตัวแยกสัญญาณ และตัวเชื่อมสาย นอกจากนี้ยังต้องดูถึงอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ตามสเปกของผู้ผลิตอุปกรณ์นั้นๆ ที่มักขึ้นกับความแตกต่างระหว่างตัวส่งและรับสัญญาณด้วย เช่นเดียวกับการพิจารณาไปถึงพลังงานที่สูญเสียไปตามเวลาที่อาจเกิดขึ้นจากอายุการใช้งานของตัวส่งสัญญาณ เป็นต้น

เนื่องจากค่าการสูญเสียจากการส่งสัญญาณนั้นแปรผันตามความยาวโดยตรง (ซึ่งเป็นตัวอธิบายได้ว่าทำไมถึงมีมาตรฐานขีดจำกัดอิงตามระยะทางในแต่ละรูปแบบการใช้งาน) คุณจำเป็นต้องระบุความยาวของสายเคเบิลไม่ว่าแบบไหนก็ตามเวลากล่าวถึงค่าขีดจำกัดนี้ด้วย สายเคเบิลที่สั้นกว่า ค่าการสูญเสียก็ย่อมน้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น ค่าการสูญเสียโดยทั่วไปของสายไฟเบอร์มัลติโหมดแบบ OM4 จะอยู่ที่ประมาณ 3dB ต่อกิโลเมตรสำหรับการส่งสัญญาณแสงที่ความยาวคลื่น 850nm ซึ่งแปลงค่าได้เป็น 0.003dB ต่อเมตร ดังนั้น ถ้าสายเคเบิลของคุณยาว 50 เมตร ค่าการสูญเสียก็ควรอยู่ที่ประมาณ 0.15dB ขณะที่ที่ความยาว 100 เมตร ค่าการสูญเสียก็ไม่ควรเกิน 0.3dB

คุณยังจำเป็นต้องรวมค่าการสูญเสียของการเชื่อมต่อทุกตำแหน่งบนระบบสายเคเบิลด้วย โดยผู้ผลิตทั้งหลายจะให้สเปกของหัวต่อมาให้ ระลึกไว้ว่าค่าเหล่านี้อ้างอิงมาจากการทดสอบของโรงงานผู้ผลิตเองที่มักเชื่อมต่อกับหัวต่ออ้างอิงคุณภาพสูง ดังนั้นเราก็ควรต่อหัวต่อของเราเข้ากับหัวต่อที่มีคุณภาพระดับเดียวกันด้วย และแม้มาตรฐาน TIA จะกำหนดค่าการสูญเสียจากการใส่สัญญาณในสายสำหรับหัวต่อมากที่สุดอยู่ที่ 0.75dB นั้น แต่หัวต่อจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็มักทำให้ค่าการสูญเสียของการส่งสัญญาณดังกล่าวจำกัดอยู่ที่ประมาณ 0.2 – 0.5dB

แม้แต่จุดการเชื่อมสายไฟเบอร์หรือ Splice ทุกจุดก็ยังต้องนำมาใช้คำนวณในฐานะส่วนหนึ่งของค่าขีดจำกัดการสูญเสีย อย่าง Splice แบบมัลติโหมดอาจทำการสูญเสียให้น้อยได้ถึง 0.1dB แต่มาตรฐาน TIA ก็เปิดให้สูญเสียได้สูงสุดที่ 0.3dB ค่าตรงนี้มีประโยชน์อย่างมากเวลาใช้คำนวณค่าบัดเจ็ตการสูญเสียรวมเนื่องจากคุณภาพของการสไปลซ์สายมักแตกต่างตามความเชี่ยวชาญและฝีมือของช่างเทคนิค

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้มีการสูญเสียเกินขีดจำกัด?

อย่างแรกเลย เราต้องรู้ค่าการสูญเสียจากการส่งสัญญาณที่มากที่สุดที่รับไหวสำหรับรูปแบบการใช้งานที่ต้องการ ซึ่งควรพิจารณารวมไปถึงการใช้งานในอนาคตที่เป็นไปได้ ที่อาจนำมาใช้ร่วมกับระบบสายเคเบิลปัจจุบันด้วย รูปแบบการใช้งานที่ต้องการแบนด์วิธสูงก็ย่อมมีความเข้มงวดด้านค่าการสูญเสียตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น ในการใช้งานแบบมัลติโหมด 10 Gb/s (10GBASE-SR) จะต้องการขีดจำกัดของการสูญเสียสัญญาณในการส่งไม่เกิน 2.9dB บนสายมัลติโหมด OM4 ความยาว 400 เมตร หรือในการใช้งานแบบมัลติโหมดที่ 40 Gb/s (40GBASE-SR4) ก็จะต้องมีการสูญเสียรวมมากที่สุดในการส่งสัญญาณไม่เกิน .5dB บนสาย OM4 ความยาวแค่ 150 เมตร จากมาตรฐานที่เข้มงวดมากเหล่านี้ ย่อมทำให้การควบคุมค่าการสูญเสียรวมให้อยู่ภายใต้ขีดจำกัดมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก

ลองมาพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้: สำหรับที่ค่าการสูญเสียบนสายไฟเบอร์ 3.0dB ต่อกิโลเมตรนั้น ทำให้ค่าการสูญเสียบนสายไฟเบอร์ OM4 ความยาว 150 เมตรย่อมเท่ากับ 0.45dB ซึ่งถ้านำมาใช้งานแบบ 10GBASE-SR แล้วก็จะเหลือบัดเจ็ดหรือค่าการสูญเสียที่สามารถเกิดเพิ่มได้อีกจากทั้งหัวต่อ จุดเชื่อมสาย หรือองค์ประกอบอื่นๆ มากที่สุดอยู่ที่ 2.45dB (มาจากขีดจำกัดมาตรฐาน 2.9dB ลบด้วย 0.45dB) แต่ถ้าเอามาใช้งานแบบ 40GBASE-SR4 แล้ว ก็จะเหลือบัดเจ็ตให้เพียง 1.05dB (1.5dB – 0.45dB) เท่านั้น

กลับมาที่กรณีใช้งานแบบ 10GBASE-SR ถ้าเราใส่หัวต่อที่มีสเปกค่าการสูญเสียที่ 0.3dB จำนวน 4 ตัวในลิงค์เดียวกันนี้ ก็จะทำให้ค่าบัดเจ็ตทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็น 1.65dB (มาจาก 0.45dB + 1.2dB) ซึ่งถือว่ามีบัดเจ็ตเหลือพอสมควรให้ใส่องค์ประกอบเพิ่มได้อีกประมาณ 1.25dB แต่ถ้าในกรณีนำมาใช้แบบ 40GBASE-SR4 แล้ว ค่าการสูญเสียทั้งจากสายและหัวต่อทั้งหมดรวม 1.65dB ย่อมเกินขีดจำกัดการสูญเสียที่มีได้หรือเกิดบัดเจ็ตไป 0.15dB ดังนั้นในกรณีหลังนี้ คุณอาจจะต้องพิจารณาที่จะลดจำนวนหัวต่อบนลิงค์ หรือเลือกหัวต่อที่มีค่าการสูญเสียน้อยลงกว่าเดิม เช่น 0.2dB ต่อจุด เป็นต้น

นอกจากนี้ ค่า Loss Budget ที่กำหนดก็ควรมีช่องว่างไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด จึงควรพยายามประหยัดการใช้โควต้าการสูญเสียเพื่อให้ยังมีที่ว่างเหลือสักหน่อย โดยเฉพาะถ้ามีการเชื่อมต่อหรือเชื่อมสายหน้างานด้วย เพราะอาจจะเกิดการสูญเสียจากตัวแปนมากมายไม่ว่าจะเป็นช่องอากาศ หรือการจัดเรียงตำแหน่งสายไฟเบอร์ตอนเชื่อมไม่ดีเท่าที่ควร รวมทั้งยังควรเผื่อบัดเจ็ตไว้สำหรับเวลาปรับแก้การเชื่อมต่อ การบำรุงรักษา หรือการเสื่อมคุณภาพของจุดเชื่อมสายบนลิงค์ด้วย ที่สำคัญอย่าลืมนำหัวต่อตรงปลายสายทั้งสองข้างมารวมอยู่ใน Loss Budget ซึ่งเวลาทดสอบลิงค์นั้น การใช้สายทดสอบอ้างอิงมาเชื่อมต่อกับหัวต่อลิงค์หลักเหล่านี้ก็จะทำให้คิดรวมค่าการสูญเสียพวกนี้ได้

มาตรฐานในการใช้งานสายไฟเบอร์แต่ละแบบยังมีการกำหนดขีดจำกัดระยะทางของสายไฟเบอร์แต่ละประเภทไว้ด้วย ดังนั้น ไม่เพียงแค่เราจะต้องทำให้ค่าการสูญเสียรวมทั้งหมดยังอยู่ภายใต้ขีดจำกัดเท่านั้น แต่ยังต้องควบคุมให้ระยะทางของสายอยู่ภายใต้มาตรฐานด้วย โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://live-fluke-networks.pantheonsite.io/knowledge-base/copper-testing/om1-om2-om3-om4-om5-and-os1-os2-fiber

ไม่ว่าคุณจะวางแผนคำนวณค่า Loss Budget ไว้รอบคอบหรือดีแค่ไหน แต่วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าเรายังรักษาค่าการสูญเสียรวมไม่เกินบัดเจ็ตได้หรือเปล่าก็คือการทดสอบหาค่าการสูญเสียรวมในการส่งสัญญาณตลอดลิงค์หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อย ด้วยการทดสอบแบบ Tier 1 ที่ใช้ชุดทดสอบค่าการสูญเสียบนสายไฟเบอร์อย่าง Fluke Networks’ CertiFiber® Pro และแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดในการยกระดับการควบคุม Loss Budget ก็คือการคอยเทียบค่าที่คำนวณได้ระหว่างขั้นตอนการออกแบบกับผลการทดสอบจริงอยู่เสมอ

ที่มา : Fluke

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9e%e0%b8%b7/

บทความน่ารู้ : ความรู้พื้นฐานในการทดสอบสายเคเบิล – Loss Budget คืออะไร?

คุณอาจจะเคยได้ยินผู้บริหารพูดเกี่ยวกับ Budget หรืองบประมาณในแง่ของการเงิน ในหน่วยเงินสกุลต่างๆ ย่อมทำให้คุณแปลกใจเวลาได้ยินถึงสิ่งที่เรียกว่า Loss Budget ครั้งแรก ที่เกี่ยวกับเรื่องของสายไฟเบอร์ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพการทำงานบนเครือข่ายของคุณ เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายที่กำหนดว่าจะเกิดดาวน์ไทม์หรือไม่ได้เลยทีเดียว

แล้วคุณทราบหรือไม่ว่า Loss Budget จริงๆ แล้วคืออะไร นิยามอย่างไร และควรจัดการแบบไหนถึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดการสูญเสียเกินค่าขีดจำกัดดังกล่าว?

Loss Budget คืออะไร?

เป็นค่าการสูญเสียสัญญาณที่ระบุในหน่วยเดซิเบล (dB) ซึ่งเกิดขึ้นตลอดสายเคเบิลใดๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนการส่งสัญญาณทั้งทางไฟฟ้าหรือข้อมูลทุกรูปแบบ ยิ่งสายเคเบิลยาวเท่าไร ก็ยิ่งเกิดการสูญเสียมากเท่านั้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการสูญเสียที่เกิดบนจุดเชื่อมต่อต่างๆ ระหว่างเส้นทางส่งสัญญาณ เช่นบริเวณหัวต่อ หรือจุดเชื่อมสายไฟเบอร์ (Splice)

ถ้าพิจารณาที่นิยามตรงตัวแล้วมักค่อนข้างสับสนเวลาพูดถึงการสูญเสียหรือ “Loss” ในคำว่า Loss Budget ซึ่งจริงๆ แล้วชื่อเต็มของพารามิเตอร์นี้คือ “Insertion Loss” และที่สับสนยิ่งไปกว่านั้นก็คือ หลายครั้งที่มีพูดถึง Insertion Loss ในรูปของค่า Attenuation แทน เนื่องจากตามมาตรฐานเดิมนั้นเคยนิยามด้วยคำว่า “Attenuation” หรือการลดทอนสัญญาณ แต่ต่อมาเรามองค่าการสูญเสียที่ยอมรับได้ให้ครอบคลุมถึงการลดความแรงของสัญญาณ “ทุกรูปแบบ” ด้วย จึงทำให้มีการเปลี่ยนนิยามมาเป็นค่าการสูญเสียจากสัญญาณที่วิ่งเข้ามาในสื่อหรือ Insertion Loss แทน

ระบบสายไฟเบอร์แบบต่างๆ ล้วนมีข้อกำหนดด้านค่าการสูญเสียมากที่สุดจากการปล่อยสัญญาณนี้แตกต่างกันไป เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้เกิดการสูญเสียมากเกินจนทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณไปถึงปลายสายอีกด้านหนึ่งได้ ซึ่งเราควรหาค่าขีดจำกัดการสูญเสียหรือ Loss Budget นี้ตั้งแต่ช่วงแรกของการออกแบบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบสายเคเบิลของคุณจะทำงานอยู่ในมาตรฐานที่เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้งาน

แล้วมีวิธีคำนวณอย่างไร?

ค่า Loss Budget ของคุณเป็นค่าที่พิจารณารวมจากทุกอองค์ประกอบของช่องทางส่งสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นตัวสายไฟเบอร์ หัวต่อ จุดเชื่อมสาย ตัวแยกสัญญาณ และตัวเชื่อมสาย นอกจากนี้ยังต้องดูถึงอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ตามสเปกของผู้ผลิตอุปกรณ์นั้นๆ ที่มักขึ้นกับความแตกต่างระหว่างตัวส่งและรับสัญญาณด้วย เช่นเดียวกับการพิจารณาไปถึงพลังงานที่สูญเสียไปตามเวลาที่อาจเกิดขึ้นจากอายุการใช้งานของตัวส่งสัญญาณ เป็นต้น

เนื่องจากค่าการสูญเสียจากการส่งสัญญาณนั้นแปรผันตามความยาวโดยตรง (ซึ่งเป็นตัวอธิบายได้ว่าทำไมถึงมีมาตรฐานขีดจำกัดอิงตามระยะทางในแต่ละรูปแบบการใช้งาน) คุณจำเป็นต้องระบุความยาวของสายเคเบิลไม่ว่าแบบไหนก็ตามเวลากล่าวถึงค่าขีดจำกัดนี้ด้วย สายเคเบิลที่สั้นกว่า ค่าการสูญเสียก็ย่อมน้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น ค่าการสูญเสียโดยทั่วไปของสายไฟเบอร์มัลติโหมดแบบ OM4 จะอยู่ที่ประมาณ 3dB ต่อกิโลเมตรสำหรับการส่งสัญญาณแสงที่ความยาวคลื่น 850nm ซึ่งแปลงค่าได้เป็น 0.003dB ต่อเมตร ดังนั้น ถ้าสายเคเบิลของคุณยาว 50 เมตร ค่าการสูญเสียก็ควรอยู่ที่ประมาณ 0.15dB ขณะที่ที่ความยาว 100 เมตร ค่าการสูญเสียก็ไม่ควรเกิน 0.3dB

คุณยังจำเป็นต้องรวมค่าการสูญเสียของการเชื่อมต่อทุกตำแหน่งบนระบบสายเคเบิลด้วย โดยผู้ผลิตทั้งหลายจะให้สเปกของหัวต่อมาให้ ระลึกไว้ว่าค่าเหล่านี้อ้างอิงมาจากการทดสอบของโรงงานผู้ผลิตเองที่มักเชื่อมต่อกับหัวต่ออ้างอิงคุณภาพสูง ดังนั้นเราก็ควรต่อหัวต่อของเราเข้ากับหัวต่อที่มีคุณภาพระดับเดียวกันด้วย และแม้มาตรฐาน TIA จะกำหนดค่าการสูญเสียจากการใส่สัญญาณในสายสำหรับหัวต่อมากที่สุดอยู่ที่ 0.75dB นั้น แต่หัวต่อจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็มักทำให้ค่าการสูญเสียของการส่งสัญญาณดังกล่าวจำกัดอยู่ที่ประมาณ 0.2 – 0.5dB

แม้แต่จุดการเชื่อมสายไฟเบอร์หรือ Splice ทุกจุดก็ยังต้องนำมาใช้คำนวณในฐานะส่วนหนึ่งของค่าขีดจำกัดการสูญเสีย อย่าง Splice แบบมัลติโหมดอาจทำการสูญเสียให้น้อยได้ถึง 0.1dB แต่มาตรฐาน TIA ก็เปิดให้สูญเสียได้สูงสุดที่ 0.3dB ค่าตรงนี้มีประโยชน์อย่างมากเวลาใช้คำนวณค่าบัดเจ็ตการสูญเสียรวมเนื่องจากคุณภาพของการสไปลซ์สายมักแตกต่างตามความเชี่ยวชาญและฝีมือของช่างเทคนิค

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้มีการสูญเสียเกินขีดจำกัด?

อย่างแรกเลย เราต้องรู้ค่าการสูญเสียจากการส่งสัญญาณที่มากที่สุดที่รับไหวสำหรับรูปแบบการใช้งานที่ต้องการ ซึ่งควรพิจารณารวมไปถึงการใช้งานในอนาคตที่เป็นไปได้ ที่อาจนำมาใช้ร่วมกับระบบสายเคเบิลปัจจุบันด้วย รูปแบบการใช้งานที่ต้องการแบนด์วิธสูงก็ย่อมมีความเข้มงวดด้านค่าการสูญเสียตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น ในการใช้งานแบบมัลติโหมด 10 Gb/s (10GBASE-SR) จะต้องการขีดจำกัดของการสูญเสียสัญญาณในการส่งไม่เกิน 2.9dB บนสายมัลติโหมด OM4 ความยาว 400 เมตร หรือในการใช้งานแบบมัลติโหมดที่ 40 Gb/s (40GBASE-SR4) ก็จะต้องมีการสูญเสียรวมมากที่สุดในการส่งสัญญาณไม่เกิน .5dB บนสาย OM4 ความยาวแค่ 150 เมตร จากมาตรฐานที่เข้มงวดมากเหล่านี้ ย่อมทำให้การควบคุมค่าการสูญเสียรวมให้อยู่ภายใต้ขีดจำกัดมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก

ลองมาพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้: สำหรับที่ค่าการสูญเสียบนสายไฟเบอร์ 3.0dB ต่อกิโลเมตรนั้น ทำให้ค่าการสูญเสียบนสายไฟเบอร์ OM4 ความยาว 150 เมตรย่อมเท่ากับ 0.45dB ซึ่งถ้านำมาใช้งานแบบ 10GBASE-SR แล้วก็จะเหลือบัดเจ็ดหรือค่าการสูญเสียที่สามารถเกิดเพิ่มได้อีกจากทั้งหัวต่อ จุดเชื่อมสาย หรือองค์ประกอบอื่นๆ มากที่สุดอยู่ที่ 2.45dB (มาจากขีดจำกัดมาตรฐาน 2.9dB ลบด้วย 0.45dB) แต่ถ้าเอามาใช้งานแบบ 40GBASE-SR4 แล้ว ก็จะเหลือบัดเจ็ตให้เพียง 1.05dB (1.5dB – 0.45dB) เท่านั้น

กลับมาที่กรณีใช้งานแบบ 10GBASE-SR ถ้าเราใส่หัวต่อที่มีสเปกค่าการสูญเสียที่ 0.3dB จำนวน 4 ตัวในลิงค์เดียวกันนี้ ก็จะทำให้ค่าบัดเจ็ตทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็น 1.65dB (มาจาก 0.45dB + 1.2dB) ซึ่งถือว่ามีบัดเจ็ตเหลือพอสมควรให้ใส่องค์ประกอบเพิ่มได้อีกประมาณ 1.25dB แต่ถ้าในกรณีนำมาใช้แบบ 40GBASE-SR4 แล้ว ค่าการสูญเสียทั้งจากสายและหัวต่อทั้งหมดรวม 1.65dB ย่อมเกินขีดจำกัดการสูญเสียที่มีได้หรือเกิดบัดเจ็ตไป 0.15dB ดังนั้นในกรณีหลังนี้ คุณอาจจะต้องพิจารณาที่จะลดจำนวนหัวต่อบนลิงค์ หรือเลือกหัวต่อที่มีค่าการสูญเสียน้อยลงกว่าเดิม เช่น 0.2dB ต่อจุด เป็นต้น

นอกจากนี้ ค่า Loss Budget ที่กำหนดก็ควรมีช่องว่างไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด จึงควรพยายามประหยัดการใช้โควต้าการสูญเสียเพื่อให้ยังมีที่ว่างเหลือสักหน่อย โดยเฉพาะถ้ามีการเชื่อมต่อหรือเชื่อมสายหน้างานด้วย เพราะอาจจะเกิดการสูญเสียจากตัวแปนมากมายไม่ว่าจะเป็นช่องอากาศ หรือการจัดเรียงตำแหน่งสายไฟเบอร์ตอนเชื่อมไม่ดีเท่าที่ควร รวมทั้งยังควรเผื่อบัดเจ็ตไว้สำหรับเวลาปรับแก้การเชื่อมต่อ การบำรุงรักษา หรือการเสื่อมคุณภาพของจุดเชื่อมสายบนลิงค์ด้วย ที่สำคัญอย่าลืมนำหัวต่อตรงปลายสายทั้งสองข้างมารวมอยู่ใน Loss Budget ซึ่งเวลาทดสอบลิงค์นั้น การใช้สายทดสอบอ้างอิงมาเชื่อมต่อกับหัวต่อลิงค์หลักเหล่านี้ก็จะทำให้คิดรวมค่าการสูญเสียพวกนี้ได้

มาตรฐานในการใช้งานสายไฟเบอร์แต่ละแบบยังมีการกำหนดขีดจำกัดระยะทางของสายไฟเบอร์แต่ละประเภทไว้ด้วย ดังนั้น ไม่เพียงแค่เราจะต้องทำให้ค่าการสูญเสียรวมทั้งหมดยังอยู่ภายใต้ขีดจำกัดเท่านั้น แต่ยังต้องควบคุมให้ระยะทางของสายอยู่ภายใต้มาตรฐานด้วย โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://live-fluke-networks.pantheonsite.io/knowledge-base/copper-testing/om1-om2-om3-om4-om5-and-os1-os2-fiber

ไม่ว่าคุณจะวางแผนคำนวณค่า Loss Budget ไว้รอบคอบหรือดีแค่ไหน แต่วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าเรายังรักษาค่าการสูญเสียรวมไม่เกินบัดเจ็ตได้หรือเปล่าก็คือการทดสอบหาค่าการสูญเสียรวมในการส่งสัญญาณตลอดลิงค์หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อย ด้วยการทดสอบแบบ Tier 1 ที่ใช้ชุดทดสอบค่าการสูญเสียบนสายไฟเบอร์อย่าง Fluke Networks’ CertiFiber® Pro และแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดในการยกระดับการควบคุม Loss Budget ก็คือการคอยเทียบค่าที่คำนวณได้ระหว่างขั้นตอนการออกแบบกับผลการทดสอบจริงอยู่เสมอ

ที่มา : Fluke

from:https://www.enterpriseitpro.net/loss-budget-fluke-network/

เผยรายชื่อ 13 สถาบันการศึกษาเมืองไทย ร่วมจอย Huawei ICT Academy

หัวเว่ย จัดงานประชุม Huawei Asia Pacific ICT Talent Forum 2020 สำรวจเทรนด์แรงงานด้านไอซีทีและกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โดยงานสัมมนาได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและศาสตราจารย์ด้านไอทีมาร่วมพูดคุยถึงความต้องการแรงงานทักษะสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้นำเสนอแผนดำเนินงานที่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านไอซีทีในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ในงานยังได้ประกาศเปิดโครงการ Huawei Asia Pacific ICT Certification ให้แก่นักศึกษาหรือผู้ทำงานในสาขาไอซีที ที่เคยเข้าร่วมหรือสนใจเข้าร่วมโครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ (Huawei ICT Academy) โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2563 ผู้เข้าร่วมโครงการที่สอบผ่านโดยใช้เวลาที่น้อยที่สุดจะได้รับรางวัลตามลำดับเวลาที่ทำได้

นายไมเคิล แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและที่ปรึกษาผู้บริหาร ของหัวเว่ย เอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า “องค์กรทั้งหลายเริ่มปรับเปลี่ยนคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของพนักงาน ภูมิทัศน์ไอซีทีโฉมใหม่จะทำให้ตลาดขาดแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงราว 5 ล้านคน เราตั้งเป้าที่จะพัฒนาแรงงานไอซีทีให้ได้ 2 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อป้อนแรงงานที่มีทักษะซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการเข้าสู่ตลาด ในปี 2563 เราจะตั้งโครงการ Huawei ICT Academy อีกกว่า 200 แห่ง ตลอดจนฝึกอบรมและออกใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ให้แก่นักศึกษาและพนักงานกว่า 10,000 คนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ หัวเว่ยได้สร้างระบบนิเวศด้านบุคลากร เพื่อสนับสนุนการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมไอซีที อันสอดคล้องกับกลยุทธ์การบ่มเพาะบุคลากรของบริษัท ระบบนิเวศนี้ประกอบไปด้วยกิจกรรมหลัก 3 โครงการด้วยกัน คือ ประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพของหัวเว่ย (Huawei Certification), โครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ (Huawei ICT Academy) และการแข่งขัน Huawei ICT Competition

ส่วนในประเทศไทยตอนนี้ นายไมเคิล กล่าวว่า มีสถาบันการศึกษาไทยร่วมโครงการดังกล่าวแล้วประมาณ 13 สถาบัน โดยตั้งเป้าจะวางแผนให้ถึง 20 สถาบันภายในปีนี้ สำหรับรายชื่อมหาวิทยาลัยที่ร่วมกับหัวเว่ย ดำเนินโครงการนี้ในประเทศไทย ได้แก่
1. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
5. วิทยาลัยเซาท์อีสท์บางกอก
6. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
8. มหาวิทยาลัยรังสิต
9. มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ
10. มหาวิทยาลัยศรีปทุม
11. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
12. มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
13. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับตลาดไอซีทีในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากหัวเว่ยได้ประกาศการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำดังกล่าวแล้ว ยังมีการจัดการแข่งขัน Huawei ICT Competition ครั้งแรกในประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อปี 2561 มีนักศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 2,000 คน ทีมผู้ชนะระดับประเทศจำนวน 3 คน และได้รับโอกาสเป็นตัวแทนประเทศในเวทีการแข่งขันระดับโลกที่เซินเจิ้น ประเทศจีน อีกด้วย

พร้อมกันนี้เขายังบอกว่าโครงการที่หัวเว่ยตั้งขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างเช่นในเรื่อง ประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพของหัวเว่ย และ โครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ จะทำให้นักศึกษามีพื้นฐานที่ดีมากยิ่งขึ้น และยังสามารถที่จะช่วยเป็นใบเบิกทางในการสร้างรายได้หรือเงินเดือนที่สูงขึ้นให้แก่ตัวเองในอนาคตอีกด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-ict-academy/

Metro Connect ร่วมกับ HPE และ Cohesity ขยายตลาด Data Management Solutions

คุณจิระศักดิ์ ตรังคิณีนาถ (ที่สองจากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ คุณสุรชัย อรรถมงคลชัย (ที่สามจากซ้าย) ผู้จัดการประจำประเทศไทย กลุ่มธุรกิจไฮบริดไอที บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) และคุณวัชรสิทธิ์ สันติสุขนิรันดร์ (ที่สี่จากซ้าย) ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท Cohesity ร่วมกันจัดงาน “HPE and Cohesity Open House” เพื่อแนะนำ “Data Platform Management Solution” ให้บริษัทคู่ค้าเพื่อนำไปต่อยอดการทำธุกิจ โดยจัดขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท

ทั้งนี้ บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ HPE และ COHESITY อย่างเป็นทางการ ได้รับความไว้วางใจจาก HPE และ Cohesity ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขยายตลาดสู่บริษัทคู่ค้า เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านการจัดการข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงช่วยเหลือและส่งต่อความรู้ความชำนาญให้แก่บริษัทคู่ค้าเพื่อพัฒนาและต่อยอดโซลูชันที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม https://www.metroconnect.co.th/products/hpe-hardware/ หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมติดต่อฝ่ายการตลาด โทร: 02-089-4880 email: mktmcc@metroconnect.co.th

from:https://www.enterpriseitpro.net/metro-connect-hpe-cohesity/

ระวังให้ดี ! ระบบ G Suite กำลังตกเป็นเป้าการโจมตีของเหล่าผู้ร้าย

บริการ G Suite จาก Google นั้นถือเป็นระบบศูนย์กลางสำหรับทำงานประจำวันของหลายองค์กร ตั้งแต่อีเมล์ไปจนถึงสเปรดชีท จนทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลบริษัทได้ง่ายมากไม่ว่าจะใช้เดสก์ท็อป แล็ปท็อป หรือสมาร์ทโฟนก็ตาม

เรียกว่าช่วยยกระดับทั้งความสามารถและประสิทธิภาพการทำงาน แต่การที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่เคยชินกับความง่ายในการใช้งานเหล่านี้จนมองข้ามช่องโหว่ที่เสี่ยงต่อไวรัสหรือการโดนแฮ็ก โดยเฉพาะแรนซั่มแวร์ ยิ่งมีหลายบริษัทพึ่งแต่ระบบป้องกันที่บิ้วท์อินมากับกูเกิ้ล

จนเข้าใจผิดว่าข้อมูลที่ฝากไว้จะปลอดภัยอยู่เสมอ ถึงแม้ G Suite จะเป็นผลิตภัณฑ์ของกูเกิ้ล แต่ก็ยังมีความเสี่ยงต่อข้อมูลรั่วไหลเหมือนกับผู้ให้บริการสตอเรจบนคลาวด์รายอื่นๆ ทำให้จำเป็นต้องคอยสำรองและปกป้องข้อมูลเพิ่มเติมด้วย

ภัยอย่างแรนซั่มแวร์นั้นมักหาวิธีแพร่เชื้อไปหาผู้ใช้ที่ไม่ทันระวังตัว อย่างไรก็ตาม หนึ่งในวิธีที่มักถูกใช้ประโยชน์มากที่สุดคือการส่งไวรัสทางอีเมล์ เมื่อผู้ใช้ปลายทางเปิดไฟล์แนบที่มีโปรแกรมที่เก็บแรนซั่มแวร์อยู่

ถึงแม้กูเกิ้ลจะมีบางกลไกในการทำสัญลักษณ์กับอีเมล์อันตรายเหล่านี้ แต่ก็มีแรนซั่มแวร์ที่ซับซ้อนมากพอที่จะเล็ดลอดตัวกรองดังกล่าว แน่นอนว่าเพียงแค่มีการดาวน์โหลดไฟล์แนบที่ติดเชื้อ ก็จะเริ่มถูกเข้ารหัสไฟล์บนคอมพิวเตอร์ทันที

และถ้าเครื่องดังกล่าวมีสิทธิ์เข้าถึงคลาวด์ ก็อาจติดเชื้อลามขึ้นไปบนคลาวด์จนไฟล์ที่อยู่บนนั้นใช้การไม่ได้ด้วย ทำให้สุดท้ายก็ต้องยอมจ่ายค่าไถ่ หรือแม้แต่ค่าปรับกับผู้ให้บริการในกรณีที่ไม่ได้ทำตามสัญญาในการวางมาตรการด้านความปลอดภัยไว้ล่วงหน้าอย่างเพียงพอ

และนอกจากช่องโหว่บนอีเมล์แล้ว ยังมีอีกช่องทางที่แรนซั่มแวร์สามารถติดจากระบบ On-Premise ขึ้นไปบนพับลิกคลาวด์ SaaS อย่าง G Suite ได้คือการซิงค์ข้อมูลไฟล์ ซึ่ง G Suite เองก็ติดตั้งยูทิลิตี้ในการซิงค์ไฟล์จากเครื่องผู้ใช้ขึ้นไปบนกูเกิ้ลไดรฟ์อยู่ด้วย

ที่มา : Networkcomputing

from:https://www.enterpriseitpro.net/g-suite-a-key-target-keep-your-data-protected/

VDO สาธิตการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ AP ของ Ruckus – 5 นาทีเสร็จ!!

ตามไปดู VDO สาธิตวิธีการการอัพเกรดเฟิร์แวร์ของผลิตภัณฑ์ Access Point จากค่าย CommScope Ruckus ทำได้ง่ายเพียงใช้เวลาไม่นาน ช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ Wi-Fi ขององค์กรได้อย่างรวดเร็ว

คลิกรับชม VDO ที่ – https://www.facebook.com/enterpriseitpro/videos/4138739946199083/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ Ruckus ได้ที่
บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด
อีเมล์ : TH-Ruckus@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/vdo-ruckus/

ไมโครซอฟท์แก้ปัญหาบลูทูธและ GPU ของอินเทลบนวินโดวส์ 10 2004

เมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมานั้น ไมโครซอฟท์ได้ออกตัวแก้ไขปัญหาที่ทำให้อุปกรณ์วินโดวส์ 10 ที่ใช้ฮาร์ดแวร์อย่าง Realtek Bluetooth และหน่วยประมวลผลกราฟิกแบบ integrated หรือ iGPU ของอินเทล เป็นอุปสรรคต่อการอัพเดทวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น May 2020

โดยปัญหาทั้งสองรายการนี้ถูกแก้ในตัวอัพเดทวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น 2004 KB4568831 non-security preview cumulative update ที่ออกมาล่าสุดนี้ รวมทั้งยังมาพร้อมกับตัวแก้ปัญหาอื่นๆ อย่างการสั่งพิมพ์ผ่านเน็ตเวิร์ก

การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายมือถือ และฟีเจอร์ความปลอดภัยในครอบครัวด้วย สำหรับปัญหารายการแรกนั้นทำให้วินโดวส์ 10 2004 ทำงานร่วมกับหน้าจอที่ใช้ฟีเจอร์ Variable refresh rate (VRR) ร่วมกับการ์ดจอที่ใช้ iGPU ของอินเทลไม่ได้

ขณะที่อีกปัญหาหนึ่งเป็นกรณีที่ไดรเวอร์ของ Realtek Bluetooth บางเวอร์ชั่นทำงานร่วมกับวินโดวส์ไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เปิดปัญหามาต่อเนื่องนั้น ไมโครซอฟท์ได้รับปากว่าจะทำการแก้ไขให้เสร็จภายในกลางเดือนสิงหาคม

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-fixes-windows-10-2004/

ลือหึ่ง ทาง Garmin ยอมจ่ายค่าไถ่ ถึงได้ตัวถอดรหัสจากแรนซั่มแวร์

ทางสำนักข่าว BleepingComputer ออกมายืนยันว่า Garmin ได้คีย์ถอดรหัสสำหรับกู้ไฟล์ที่โดนล็อกไว้จากการโจมตีของแรนซั่มแวร์ WastedLocker แล้ว

หลังจากเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมาต้องเผชิญกับระบบล่มทั่วโลก ที่ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเข้าถึงบริการเชื่อมต่อของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Garmin Connect, flyGarmin, Strava, inReach เป็นต้น จากนั้นทาง BleepingComputer ก็ออกมาเป็นสื่อแรกที่เผยว่าบริษัทนี้โดนโจมตีทางไซเบอร์

หลังจากมีพนักงานแชร์รูปของคอมพิวเตอร์ที่โดนเข้ารหัสไฟล์ออกมา รวมทั้งพบตัวอย่างของแรนซั่มแวร์ที่ถูกใช้ในการโจมตีด้วย ต่อมาพนักงานเองก็ได้แชร์ข้อมูลเพิ่มเติมกับสำนักข่าวว่าถูกเรียกค่าไถ่เป็นจำนวนเงินถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

หลังจากระบบล่มต่อเนื่องกัน 4 วัน อยู่ดีๆ ทาง Garmin ก็ออกมาประกาศให้บริการได้ตามปกติ จนคนเดาว่าน่าจะยอมจ่ายค่าไถ่ ล่าสุดทางสำนักข่าว BleepingComputer ได้รับไฟล์ Executiable จากฝ่ายไอทีของ Garmin สำหรับถอดรหัสไฟล์ ซึ่งพิจารณาแล้วว่าไม่น่าใช่ตัวถอดรหัสที่บริษัทสร้างเอง ค่อนข้างชัดเจนว่าน่าจะได้มาจากการจ่ายค่าไถ่จริง

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/garmin-received-a-wastedlocker-decryption-key/