คลังเก็บป้ายกำกับ: VENDORS

Dell ขายธุรกิจ Boomi มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ฯ หันมาเจาะตลาด “ที่สำคัญกว่า”

ยักษ์ใหญ่อย่าง Dell Technologies ได้ปฏิวัติตัวเองอีกครั้งหนึ่งด้วยการขายธุรกิจคลาวด์ของตัวเอง Boomi แก่บริษัทหลักทรัพย์เอกชนเป็นมูลค่าสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อย้ายไปให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ “มีความสำคัญสูง” โดยเฉพาะการหันไปเน้นงานขายแบบ as-a-Service

ข่าวเกี่ยวกับการขาย Boomi นี้มาก่อนหน้าหลายสัปดาห์แล้วหลังกรณีที่ Dell ยืนยันว่าจะขายหุ้นส่วนใหญ่ของ VMware เสร็จภายในปลายปีนี้ ซึ่งก่อนหน้าประมาณ 15 เดือนก่อน Dell ก็ขายธุรกิจความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่าง RSA เป็นมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ฯ ไปแล้วด้วย

Jeff Clarke รองประธานและซีโอโอของ Dell Technologies กล่าวว่า “เราต้องการมุ่งเน้นไปที่การเติบโตและการพัฒนาของธุรกิจระบบโครงสร้างพื้นฐานและพีซีที่เป็นธุรกิจหลัก รวมถึงขยายไปถึงกลุ่มไฮบริดจ์และไพรเวทคลาวด์, Edge, โทรคมนาคม, และส่วนของ Apex ด้วย”

เขาย้ำด้วยว่า “ความพยายามเหล่านี้ทำเพื่อสนับสนุนให้องค์กรทั้งหลายก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องสามารถทำงานได้จากทุกที่” เรียกได้ว่ายักษ์ใหญ่เจ้านี้พยายามอย่างหนักในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการด้านไอทีผ่านคลาวด์ในรูป as-a-Service แบบสมัครสมาชิกอย่าง Project Apex นี้

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-boomi-%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2-4-%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%89/

ซิสโก้ปิดดีลซื้อ Slido เพื่อยกระดับการประชุมผ่าน Webex

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทาง Cisco Systems ประกาศว่าตนเองได้ซื้อกิจการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟังการประชุมอย่าง Slido ซึ่งดีลนี้จะช่วยให้ยักษ์ใหญ่อย่างซิสโก้ยกระดับระบบคอลลาบอเรตโดยเฉพาะแพลตฟอร์ม Cisco Webex ยอดนิยมได้

Javed Khan รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปของกลุ่มธุรกิจ Cisco Collaboration กล่าวไว้ในบล็อกที่เขียนถึงดีล Slido นี้ว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะช่วยให้ Webex เพิ่มการมีส่วนร่วมระหว่างผู้ร่วมประชุม หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังกลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศ

เทคโนโลยีของ Slido ที่มาจากเมือง Bratislava สโลวาเกียนี้จะทำให้ Webex สามารถตรวจวัดความสนใจ ความกระตือรือร้น เปิดให้ผู้ใช้และผู้จัดการประชุมเห็นเสียงตอบรับได้ทันที เข้าใจสภาวะของผู้ฟัง และเพิ่มการมีส่วนร่วมของสมาชิปแบบเรียลไทม์ แม้เป็นการประชุมขนาดใหญ่มากถึง 5,000 คนก็ตาม

ซิสโก้วางแผนที่จะใช้เทคโนโลยีของ Slido มาสร้างป๊อบอัพถามฟีดแบ๊กแบบไม่ระบุตัวตน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามปกติ หรือเป็นโพลโหวตความเห็นเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมในการประชุม ทำให้สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงในการลงมติการประชุมได้อย่างแท้จริง

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-closes-slido-deal-for-inclusive-webex-meetings/

พบคีย์ AWS รั่ว ! ติดไปยังแอพกว่า 40 แอพ และดาวน์โหลดแล้วกว่า 100 ล้านครั้ง

ผู้ใช้แอพส่วนใหญ่มักเชื่อสนิทใจว่าแอพที่ตัวเองดาวน์โหลดมาจากแอพสโตร์ทางการนั้นปลอดภัย 100% ทั้งๆ ที่ความจริงไม่ใช่เสมอไป ล่าสุดบริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และระบบเอไออย่าง CloudSEK ได้พัฒนาแพลตฟอร์มชื่อ BeVigil

แพลตฟอร์มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงจุดอ่อนและระบุหาช่องโหว่ในวงกว้าง ซึ่งสามารถใช้ค้นหาและตรวจสอบคะแนนความปลอดภัยของแอพ รวมถึงปัญหาด้านความปลอดภัยอื่นๆ ของแอพดังกล่าวได้ก่อนตัดสินใจติดตั้ง

และจากรายงานล่าสุดที่ส่งมายังสำนักข่าว The Hacker News ได้ระบุว่า เสิร์ชเอนจิ้น BeVigil ได้ตรวจพบแอพจำนวนกว่า 40 แอพ ที่ถูกดาวน์โหลดไปติดตั้งแล้วรวมกันกว่า 100 ล้านครั้ง มีการฝังคีย์สำหรับเข้าถึง Amazon Web Services (AWS) ส่วนตัวด้วย

การฝังคีย์ถาวรนี้ทำให้ทั้งเครือข่ายภายในของผู้พัฒนาแอพเอง ไปจนถึงข้อมูลของผู้ใช้ที่เกี่ยวข้องตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะโดนโจมตี สำหรับแอพที่หลุดคีย์ของ AWS ออกมานี้ได้แก่ Adobe Photoshop Fix, Adobe Comp, Hootsuite, IBM Weather Channel, Club Factory, และ Wholee เป็นต้น

ที่มา : THN

from:https://www.enterpriseitpro.net/over-40-apps-with-more-than-100-million/

อรูบ้า จัดงานสัมมนาออนไลน์ Aruba Atmosphere 2021

อรูบ้า ได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ Aruba Atmosphere 2021 งานสัมมนาใหญ่ระดับโลกจาก Aruba ที่ลูกค้าในประเทศไทยจะได้พบกับผู้บริหารระดับสูงจาก Aruba ที่จะมาเผยวิสัยทัศน์ด้าน Data, AI และ Automation ในระบบเครือข่ายเพื่อรับการมาของ Edge ที่มี Solution ความปลอดภัยสูงสุด งานเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ด้านเครือข่ายระดับโลก งาน Aruba Atmosphere Digital ATMD’21 ภายใต้ธีมงาน “ Your Journey, Your Edge ” ที่จะส่งมอบเนื้อหาและประสบการณ์อันน่าทึ่งต่างๆ ผ่านงาน Atmosphere Digital ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าไม่เพียงแค่เข้าใจถึงโอกาสในการรับรู้เทคโนโลยี่ใหม่ แต่ยังมอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่าองค์กรของลูกค้าในไทยสามารถก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่ง Edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

โดยมี Keynote คนสำคัญ คือ คุณ Keerti Melkote, Founder และ CEO ของ Aruba ซึ่งจะบรรยายภายใต้หัวข้อ “Your Journey, Your Edge : How Edge-to-Cloud Powers Transformation” นั่นคือบรรยายถึงการเดินทางในยุค Digital Transformation ซึ่งระบบเครือข่ายแบบ Edge-to-Cloud นั้นสามารถช่วยได้และ Keynote คนถัดมาคือ คุณ Partha Narasimhan , Chief Technology Officer หรือ CTO จาก Aruba บรรยายภายใต้หัวข้อ “Define Your Edge Journey : Reach Your Destination with Aruba ESP” ซึ่งจะช่วยนิยามการเดินทางของ Edge ในแบบของเราเอง และนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางด้วย Aruba ESP นอกจากนี้ภายใน Virtual Event นอกจากมีบรรยายจาก Keynote ต่างๆแล้ว ก็ยังมี Zone ต่างๆที่ให้ข้อมูลน่าสนใจ ที่ลูกค้าสามารถเข้าไปเลือกชมได้ เหมือนอยู่ในงานสัมนาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น Innovation Zone โดย Aruba จะมีการ update innovation ให้ได้ศึกษากันมากกว่า 15 เรื่อง

คุณ Keerti Melkote, Founder และ CEO ของ Aruba

Aruba ประกาศการขยายความสามารถในการผสานด้านระบบความมั่นคงปลอดภัย และ ผลิตภัณฑ์ต่างๆให้ครอบคลุม Edge ไปจนถึง Cloud ภายใต้ Aruba ESP (Edge Services Platform) ได้แก่ การผสานแพลตฟอร์ม ClearPass Policy Manager สำหรับควบคุมการเข้าถึงระบบเครือข่ายเข้ากับแพลตฟอร์ม Aruba EdgeConnect SD-WAN หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า Silver Peak, การผสาน Aruba Threat Defense เข้ากับแพลตฟอร์ม EdgeConnect และการขยายระบบนิเวศของ Aruba ESP ให้สามารถรองรับพันธมิตรด้านระบบความมั่นคงปลอดภัยที่หลากหลายยิ่งขึ้นได้ เพื่อให้ลูกค้าระดับองค์กรขนาดใหญ่มีอิสระในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ดีที่สุดจากพันธมิตรเหล่านี้ ซึ่งรวมถึง Secure Access Service Edge (SASE) บนระบบ Cloud ได้อย่างอิสระตามต้องการ ด้วยความสามารถใหม่ของ Aruba ESP ที่ประกาศเปิดตัวในวันนี้จะทำให้องค์กรธุรกิจทำ Digital Transformation จาก Edge ไปจนถึง Cloud ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

คุณ David Hughes ผู้ก่อตั้งแห่ง Silver Peak และรองประธานอาวุโสแห่งธุรกิจ WAN ของ Aruba

องค์กรธุรกิจต่างต้องเผชิญกับความท้าทายนานับประการท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19 และการเกิด New Normal ในเรื่อง “การทำงานได้จากทุกที่” ทำให้การเลือกใช้บริการบน Cloud ยิ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้เร่งให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงศูนย์ข้อมูลแบบเดิมและเครือข่ายที่มี MPLS และ VPN เป็นหัวใจสำคัญไปสู่สถาปัตยกรรม SASE แบบ Cloud-Native อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้องค์กรธุรกิจมีบริการระบบเครือข่ายที่มั่นคงปลอดภัยและเปลี่ยนแปลงได้อย่างยืดหยุ่นยิ่งกว่าเดิม ในขณะที่ยังคงสามารถปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กรได้อย่างทั่วถึง

ในขณะเดียวกัน การทำ Digital Transformation เองนั้นก็ได้ทำให้เกิดการใช้งานอุปกรณ์ IoT ภายในระบบเครือข่ายมากขึ้นอย่างมหาศาล เกิดเป็นความท้าทายใหม่ ๆ ที่ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ด้วยการใช้การรักษาความมั่นคงปลอดภัยจากบน Cloud เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เนื่องจากอุปกรณ์ IoT โดยมากนั้นไม่สามารถทำการติดตั้งซอฟต์แวร์ใด ๆ เพิ่มเติมได้ ทำให้ฝ่าย IT ไม่สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์รักษาความมั่นคงปลอดภัยหรือปรับแต่งให้อุปกรณ์ทำการส่ง แทรฟฟิคไปยังบริการด้าน Cloud Security ได้ ดังนั้นแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบ Zero Trust จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นต้องใช้ที่ระบบเครือข่ายในระดับสาขา (WAN Edge) ด้วย

เพื่อให้องค์กรนั้นสามารถใช้งาน Cloud และทำ Digital Transformation ได้อย่างเต็มศักยภาพ องค์กรธุรกิจจึงต้องการ ระบบเครือข่ายในระดับสาขาที่ผสมผสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทั้งแบบ On-Premise และ Cloud เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดเป็นระบบ SASE ที่ปกป้องผู้ใช้งานซึ่งทำการเชื่อมต่อไปยังบริการ SaaS และแพลตฟอร์ม Public Cloud ได้ ในขณะที่ยังคงปกป้องอุปกรณ์ IoT ได้ด้วย Zero Trust ที่ใช้การตรวจสอบยืนยันตัวตนเป็นหลัก โดยความสามารถในการเชื่อมผสานระบบใหม่ของ Aruba ESP ที่เปิดตัวมาในวันนี้ ลูกค้าองค์กรจะสามารถกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยในเชิงลึกตามการระบุยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่ Edge จนถึง Cloud เพื่อให้การเชื่อมต่อเครือข่ายมีความมั่นคงปลอดภัย รวมถึงปกป้องผู้ใช้งานและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-atmosphere-2021-online-event/

ทายาทซัมซุงและครอบครัวต้องจ่ายภาษีมรดกประมาณ 10,800 ล้านดอลลาร์ฯ

ทายาท Samsung อย่าง Lee Jae-yong และทายาทคนอื่นของอดีตประธานบริษัท Lee Kun-hee จะต้องจ่ายภาษีมรดกเป็นเงินรวมกันมากกว่า 12 ล้านล้านวอน หรือคิดเป็นประมาณ 10.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โดยครอบครัวนี้วางแผนที่จะชำระภาษีทั้งหมดในรูปของการผ่อนจ่าย 6 งวดภายในเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนนี้ ซึ่งทางบริษัท Samsung Electronics กล่าวเมื่อวันพุธที่แล้วว่า เส้นตายที่ครอบครัวต้องชำระภาษีคือวันศุกร์ที่จะถึงนี้

นี่ถือเป็นตัวเลขภาษีมรดกที่แพงมากที่สุดที่เคยมีมาของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งทรัพย์สินของอดีตท่านประธานที่เสียชีวิตลงในวัย 78 ปีเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วนั้นประกอบด้วยหุ้นในบริษัท Samsung Electronics, Samsung Life, และ Samsung C&T

นอกจากนี้ยังมีอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ อีกมากมาย แต่ตัวเลขภาษีนี้ถือว่าสูงกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของประธานลีเสียอีก โดยทางการเกาหลีใต้ได้จัดเก็บภาษีจากมรดกสำหรับก้อนใหญ่ขนาดนี้เป็นสัดส่วนมากสุดถึง 60%

ที่มา : ZDNet

from:https://www.enterpriseitpro.net/samsung-heir-and-family-to-pay-10-8-billion/

AMD อัพรายได้ประจำไตรมาส 1 ได้เกือบเท่าตัวจากยอดขาย Ryzen และ EPYC

AMD ประกาศว่า บริษัททำรายรับประจำไตรมาสแรกของปี 2021 ได้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว จากยอดขายที่เติบโตอย่างรวดเร็วของชิปอย่าง Ryzen และ EPYC เป็นสัญญาณว่าสงครามตลาด x86 กับอินเทลยังคงดุเดือด

โดยราคาหุ้นของ AMD พุ่งขึ้นประมาณ 3.8 เปอร์เซ็นต์ในช่วงหลังเปิดทำการไม่กี่ชั่วโมงในวันอังคารที่ผ่านมาหลังจากมีรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสแรกออกมาแล้ว รายได้ประจำไตรมาสดังกล่าวครอบคลุมยอดขายตั้งแต่มกราคมถึงมีนาคม

ยอดขายไตรมาส 1 นี้โตขึ้นถึง 93 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี โดยทำตัวเลขได้ถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แซงความคาดหวังของตลาดหุ้น Wall Street เดิมไปถึง 270 ล้านดอลลาร์ฯ รายได้สุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 52 เซนต์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทเคยคาดการณ์ไว้ 8 เซนต์

จากผลงานครั้งนี้ ทำให้ AMD เพิ่มตัวเลขประมาณการณ์ของรายรับตลอดทั้งปีว่าจะโตขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่เคยลงไว้ 37 เปอร์เซ็นต์เมื่อไตรมาสก่อนหน้า ทางซีอีโอและประธานของ AMD อย่าง Lisa Su ก็กล่าวว่าบริษัทได้ก้าวสู่ช่วงที่มีผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งที่สุด และมีความสัมพันธ์กับลูกค้าลึกซึ้งมากที่สุด

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/amd-nearly-doubles-q1-revenue/

ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง Dell Enterprise Storage

ทุกวันนี้ระบบการจัดเก็บข้อมูลมีความสำคัญกับองค์กรมากขึ้น ตัวอย่างตัวเลขที่ได้มีรายงานจากทาง IDC เปิดเผยให้เห็นว่าข้อมูลนั้นมีการเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลโดยในปี 2020 ที่ผ่านมาตัวเลขของข้อมูลที่เกิดขึ้นและถูกจัดเก็บนั้น มีมากถึง 59 ZB (เซตตะไบต์) อีกทั้งยังมีการคาดการณ์กันอีกว่าตัวเลข GDP ในระดับโกบอลจะสัมพันธ์กับตัวเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมากขึ้นกว่า 65% ภายในปี 2022 ซึ่งปัจจัยทั้งสองนี้จะเป็นตัวผลักดันที่ทำให้เกิดความเชื่อได้ว่าองค์กรกำลังไปสู่ยุคที่เรียกว่า Digital organization และจะมีการใช้ข้อมูลมากขึ้น แน่นอนว่าข้อมูลก็ย่อมมีความสำคัญมากขึ้นด้วย

“ข้อมูล” ปัจจัยผลักดันให้เกิด Digital Transformation

ช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรากำลังอยู่ในคลื่นความคิดทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เรียกกันว่า “Digital Transformation” ความเข้าใจง่ายๆ ของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีนี้ก็คือ องค์กรต่างๆ ได้นำเอาข้อมูลมาผนวกการวิเคราะห์และประมวลผลผ่านทางซอฟต์แวร์ และกลั่นเอาส่วนที่สำคัญที่สุดของข้อมูล เพื่อมาประยุกต์ใช้กับสินค้า บริการ หรือกระบวนการดำเนินการขององค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือเข้าถึงผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด เป็นต้น

สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งของการที่จะเปลี่ยนผ่านทางด้านดิจิทัลได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างทางด้านไอทีอินฟราสตรัคเจอร์ ที่มีความพร้อมและตอบสนองความต้องการ และการเปลี่ยนแปลงทางด้านการบริหารจัดการข้อมูลได้มากที่สุด ระบบไอทีแบบดั้งเดิมที่ ต่างเคยมองกันว่าจะต้องดำเนินการด้วยการเปลี่ยนแปลงที่น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบกับกระบวนการทำงานนั้น กลับกลายเป็นต้องเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างสิ้นเชิง ระบบที่ดีที่จะรองรับกับแนวคิด Digital Transformation จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองได้อย่างรวดเร็ว สามารถรับมือกับการขยายตัวทางธุรกิจได้อย่างทันท่วงที ระบบดังกล่าวมีการเรียกขานกันว่า “Modern IT” โดยยกเอาระบบไอทีในหลายส่วนไปอยู่บนเทคโนโลยี พับลิกคลาวด์ (Public Cloud)

อย่างไรก็ตามหลายองค์กรต่างประสบปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้อมูลบนพับลิกคลาวด์ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าถึงข้อมูลบนคลาวด์ยากขึ้น ปัญหาเรื่องของประสิทธิภาพด้าน Latency ในการทำงาน รวมถึงอุปสรรคในส่วนของนโยบายของแต่ละองค์กรที่มีข้อกำหนดด้านข้อมูลที่จำเป็นต้องรักษาไว้ภายในประเทศ เป็นต้น

Data First – แนวคิดที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ

เดลล์ เทคโนโลยีส์ มองเห็นถึงอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับองค์กรในการใช้งานคลาวด์ในข้างต้น จึงได้พัฒนาแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการใช้งานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยพิจารณาจากการใช้งานเป็นหลัก ด้วยการผสานการทำงานระหว่างพับลิกคลาวด์ และไพรเวทคลาวด์ (Private cloud) ตลอดจนระบบแบบออน-พรีมีส (On-Premise) ให้เกิดประโยชน์และตอบสนองความต้องการของแอปพลิเคชั่น ตอบสนองการทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี องค์กรสามารถที่จะเลือกได้ว่าต้องการระบบการจัดเก็บข้อมูลประเภทใดก็ได้ที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบที่ตอบสนองเรื่องความเร็วในการใช้งาน ระบบที่ให้ประสิทธิภาพและความเสถียรภาพที่มั่นคง ระบบที่มีต้นทุนในราคาที่เหมาะสมในการใช้งาน

Dell Technologies ผู้นำระดับโลกด้านการจัดเก็บข้อมูลอย่างแท้จริง!

เดลล์ เทคโนโลยีส์ คือผู้นำในการจัดเก็บข้อมูลอันดับหนึ่งในระดับโลก มีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสามารถ เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรในแต่ละประเภทได้อย่างเต็มขั้น โดยมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกตั้งแต่ระบบการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูงสุดอย่าง External Enterprise Storage , All-Flash Storage, Networks Attached Storage, High-end External Storage ไปจนถึงระดับเริ่มต้นอย่างเช่น Midrange external storage, และ Entry External Storage มีครบในทุกมิติการใช้งาน และล่าสุดทางเดลล์ เทคโนโลยีส์ ยังได้พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า Dell EMC PowerStore ที่สร้างขึ้นจากฐานรากด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่เหนือกว่าเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายต่างๆ ในยุคแห่งข้อมูล หรือที่เรียกว่า Data Era นั่นเอง

Dell EMC PowerStore มิติใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานสตอเรจระดับโลก

ระบบการจัดเก็บข้อมูล Dell EMC PowerStore เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมโดยวางสถาปัตยกรรมแบบ Container-based architecture พร้อมทั้งระบบปฏฺิบัติการรุ่นใหม่อย่างเช่นตัว PowerStoreOS ทั้งนี้เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ในข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกทั้งตัว Dell EMC PowerStore มาพร้อมกับเทคโนโลยีอย่าง AppsOn ที่ช่วยให้องค์กรมีความสามารถนำแอปพลิเคชั่นบน VM ไปทำงานบนตัวระบบการจัดเก็บข้อมูลได้ทันที (ผ่านทางรุ่น PowerStore X) ช่วยทำให้แอปพลิเคชั่นบางประเภทที่จำเป็นต้องใช้การจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง หรือจะผสานการทำงานร่วมกับตัว VxRail ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมถึงในกรณีการใช้งานอย่าง SQL Server BDC หรือเทคโนโลยีอย่าง MongoDB, IoT และกล้อง CCTV ก็ทำได้ง่ายในราคาที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก

Dell EMC PowerStore มีความสามารถในเชิงการทำงาน Provision แบบอัตโนมัติ เพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นและลดระยะเวลาในการปรับใช้ จากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่วินาที ด้วยการบูรณาการ VMware และการผสานกับระบบชั้นนำ ซึ่งรวมถึง Kubernetes, Ansible และ VMware vRealize Orchestrator เป็นต้น

เทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลด้วยขุมพลังจาก Intel

Dell EMC PowerStore เพียบพร้อมด้วยขุมพลังที่ให้ประสิทธิภาพสูง เริ่มตั้งแต่เทคโนโลยี Dual Socket Intel Xeon CPUs พร้อมทั้งการออกแบบที่อิงบนพื้นฐาน NVMe แบบ end-to-end พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถในการทำ Data Reduction (DRR) จากทาง Intel QuickAssist Technology ที่ทำหน้าที่ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึนอีกด้วย

อรรถประโยชน์สูงสุดที่องค์กรจะได้รับ

ด้วยคุณสมบัติและการทำงานที่ยอดเยี่ยมของระบบจัดเก็บข้อมูลจากทาง Dell EMC PowerStore จะทำให้องค์กรสามารถที่จะได้รับประโยชน์ต่างๆ มากมาย เช่น

– รองรับทุกเวิร์กโหลด: PowerStore ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเรียบง่ายด้วยการรองรับทั้งเวิร์กโหลดที่หลากหลายทั้งแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ ด้วยสถาปัตยกรรม สเกล-อัพ และ สเกล-เอาท์ รองรับทั้งบล็อค (block) ไฟล์ และ VMware vVols

– เพิ่มขีดความสามารถสูงสุดให้กับสมรรถนะในการทำงาน: PowerStore ทำงานเร็วกว่าถึงเจ็ดเท่าและสามารถตอบสนองได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าถึงสามเท่า เนื่องมาจากการออกแบบการใช้งาน NVMe แบบ end-to-end และ การรองรับการเก็บข้อมูลแบบถาวรบนหน่วยความจำแบบ Storage Class Memory ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของ Intel® Optane™ SSD แบบดูอัล พอร์ต

– เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่งและระบบอัตโนมัติ ช่วยให้ส่งมอบแอปพลิเคชั่นและบริการต่าง ๆ ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นโดยใช้เวลาของพนักงานน้อยลงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ในการบาลานซ์ปริมาณการทำงานของระบบ

– ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบ Programmable : เพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นและลดระยะเวลาในการปรับใช้ จากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่วินาที ด้วยการบูรณาการ VMware และการผสานกับระบบชั้นนำ ซึ่งรวมถึง Kubernetes, Ansible และ VMware vRealize Orchestrator เป็นต้น

– ซอฟต์แวร์อัจฉริยะ Dell EMC CloudIQ : ซอฟต์แวร์การตรวจสอบและการวิเคราะห์ข้อมูล ที่การทำงานของมนุษย์เข้ากับระบบแมชชีน เลิร์นนิ่ง เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานแบบเรียล-ไทม์ การวิเคราะห์สมรรถภาพ ไปจนถึงประวัติในการติดตาม ที่ยอดเยี่ยม

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน Dell EMC PowerStore สามารถติดต่อทีมงาน Dell Technologies ได้ทันทีที่ อีเมล Chidchanok.uthaigorn@dell.com โทร 090-949-0823 (วศิน)

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-enterprise-storage-powerstore/

จุดประกายนวัตกรรมไอทีในองค์กรได้เต็มขั้น ด้วยเซิร์ฟเวอร์อัจฉริยะ Next-Gen Dell EMC PowerEdge Server

เรากำลังเดินเข้าสู่ยุคแห่งการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะการแข่งขันและเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน องค์กรจำเป็นต้องหาโซลูชั่นเพื่อเข้ามาบริหารจัดการระบบไอทีและเสริมศักยภาพทางธุรกิจให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ผู้นำระดับโลกด้านไอทีอินฟราสตรัคเจอร์ ได้พัฒนาโซลูชั่นเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และล่าสุดก็ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่นี้ด้วยนิยาม Ignite Your Innovation Engine เป็นการจุดประกายการสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรมไอทีที่ล้ำสมัยและตอบสนองโจทย์การทำงานขององค์กรธุรกิจในปัจจุบัน

การที่ผู้ดูแลระบบไอทีจะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมไอทีใหม่ๆ ได้นั้น พวกเขาจำเป็นต้องมีเวลาในการคิดและออกแบบ ซึ่งเวลาปกติที่ทำงานอยู่นั่นก็ต้องหมดไปกับการจัดการปัญหาด้านไอทีขององค์กรอยู่แล้ว ทำให้พวกเขาไม่มีเวลาเหลือพอที่จะคิดค้นหรืออกแบบนวัตกรรมให้กับองค์กรได้ นั่นจึงเป็นที่มาของการออกแบบ Next-Generation Dell EMC PowerEdge รุ่นใหม่ ที่มาช่วยทำให้ผู้ดูแลระบบไอทีมีเวลามากขึ้นกว่าเดิม สำหรับการออกแบบของเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge รุ่นใหม่จากเดลล์ มีองค์ประกอบด้วยกัน 3 ประการหลักๆ ด้วยกันคือ

– นวัตกรรม (Innovate) โซลูชั่นจากเดลล์ จะช่วยให้คุณสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากความสามารถในระดับสูงอย่างกรณีเช่นเทคโนโลยีด้าน AI รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ทำให้คุณสามารถคาดการณ์และมองเห็นข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นจาก Edge ไปยังแก่นของระบบรวมไปจนถึงบนคลาวด์ ด้วยการบริหารจัดการที่ง่ายและให้ความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง

– การปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา (Adapt) สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการออกแบบเซิร์ฟเวอร์ของเดลล์ ก็คือการเข้าใจถึงรูปแบบของการปรับเปลี่ยนได้อย่างตลอดเวลา ดังนั้นเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge รุ่นใหม่นี้พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตขององค์กรได้อย่างอัตโนมัติ

– การขยายตัวได้ดี (Grow) นับเป็นมุมมองสำคัญอีกประการของเดลล์ ในการออกแบบระบบรุ่นใหม่นี้ เนื่องจากการขยายตัวของธุรกิจที่ดี จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างที่บริหารัจดการและสร้างความปลอดภัยให้กับองค์กรได้อย่างเชื่อมั่น จัดการความซับซ้อนของของระบบไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการรองรับกับเวิร์กโหลดขององค์กรที่เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เป็นการสนองในเรื่องของการขยายตัวทางธุรกิจได้ดีมากขึ้น


เสริมศักยภาพให้กับไอที อินฟราสตรัคเจอร์
ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมยุคใหม่

แนวคิดการออกแบบทั้งสามประการข้างต้น เปลี่ยนมาเป็นระบบเซิร์ฟเวอร์ที่ทรงพลัง Next-Generation Dell EMC PowerEdge Server โดยล่าสุดเดลล์ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่นี้ออกมาถึง 17 รุ่น ประกอบด้วยรุ่นที่ใช้เทคโนโลยีจากค่ายอินเทลและเอเอ็มดี มาด้วยพื้นฐานการออกแบบที่ทรงพลัง ด้วยคุณลักษณะที่สำคัญ 3 องค์ประกอบ โดยเริ่มจาก

1. Adaptive compute
องค์ประกอบนี้จะให้ความสำคัญกับการที่เดลล์ได้นำเอาเทคโนโลยีล่าสุดมาผสานและติดตั้งลงในเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่ และหากมีเวิร์กโหลดใหม่เข้ามา เซิร์ฟเวอร์รุ่นนี้จะมีความพร้อมช่วยในการปรับระบบและให้รองรับกับเวิร์กโหลดดังกล่าวได้เป็นอย่างดี การันตีด้วยการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานที่ดีมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Dell PowerEdge R7525 ที่ใช้โปรเซสเซอร์ AMD EPYC 7763 เมื่อเชื่อมต่อกับสตอเรจ PowerMax ทำให้สามารถสร้าง VM ได้มากขึ้นถึง 15% หรือไม่ว่าจะเป็นในรุ่น PowerEdge R6515 ที่ใช้โปรเซสเซอร์ AMD EPYC สามารถรันงานประเภท บิ๊กดาต้า, ดาต้าเบส Hadoop ได้เร็วถึง 60%

จุดเด่นที่เป็นนวัตกรรมล้ำสมัยของขององค์ประกอบนี้ประกอบด้วยคุณสมบัติต่างๆ ของเซิร์ฟเวอร์ ที่จะมุ่งเน้นไปที่อุปกรณ์ภายในตัวเครื่อง

– ระบบระบายความร้อน (Multi Vector Cooling) เป็นการออกแบบที่ช่วยในการระบายความร้อนระบบได้ดีขึ้น โดยพัดลมจะมีการวางตำแหน่งไว้เป็นโซนใกล้กับอุปกรณ์ต่างๆ หากเซิร์ฟเวอร์มีความร้อนที่สูงขึ้นจากอุปกรณ์ใดๆ ตัวระบบจะทำการปรับเปลี่ยนพัดลม ให้ทำงานสอดรับกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นด้วย และหากความร้อนกลับมาปกติ ตัวพัดลมก็จะถูกปรับให้ลงมาทำงานปกติเช่นกัน

– การใช้ของเหลวเพื่อลดความร้อน (Direct Liquid Cooling) เทคโนโลยีด้าน HPC ส่วนใหญ่จะเน้นใช้กำลังประมวลผลสูง และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความร้อนที่สูง ทางเดลล์จึงได้พัฒนาระบบของเหลวผ่านอุปกรณ์ เช่น CPU เพื่อช่วยลดความร้อนลง

– เทคโนโลยี Dell Leak Sense จะทำร่วมกับเทคโนโลยี Direct Liquid Cooling ในการช่วยตรวจสอบของเหลวที่วิ่งผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ในกรณีมีการรั่วไหลก็จะแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบ หรือ สามารถรันคำสั่งเพื่อหยุดระบบ ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ได้ทันที

– ระบบพาวเวอร์ซัพพลาย ของ Dell PowerEdge Server รุ่นใหม่ จะถูกออกแบบให้มีการทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น

– เทคโนโลยีด้าน Acceleration โดยทางเดลล์มีเทคโนโลยีการประมวลผลให้องค์กรเลือก ไม่ว่าจะเป็นค่ายของ Nvidia หรือ AMD ครบถ้วน

 

2. Autonomous compute infrastructure
องค์ประกอบนี้จะให้ความสำคัญในการทำงานแบบอัตโนมัติ ลดเวลาในการจัดการและเวลาในการที่ต้องดูแลระบบให้น้อยลง และไม่จำเป็นต้องมีคนมาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถที่จะนำเอาเวลาที่เหลือไปพัฒนาต่อยอดและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ และ PowerEdge รุ่นใหม่สามารถช่วยลดระยะเวลาในการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าวไปได้สูงถึง 85% เมื่อเทียบกับขั้นตอนทำงานในอดีต

องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ Dell EMC PowerEdge Server สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัตินั้นประกอบด้วยตัวฟีเจอร์อัจฉริยะ integrated Dell Remote Access Controller หรือ iDRAC ปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่นที่ 9 ติดตั้งมาให้ ทำงานร่วมกับส่วนของซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า OpenManage ที่มีรายละเอียดในการทำงานแยกย่อย เช่น ช่วยในการประสานงานกับระบบอื่นๆ เช่น VMware vCenter, Microsoft Windows Admin Center, Red Hat Ansible ฯลฯ ช่วยในการจัดการเก็บกับการอัปเดตแพ็ตช์ ไดรเวอร์ เฟิร์มแวร์ต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ ช่วยในการบริหารจัดการระบบผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ขณะแอดมินที่ทำงานในดาต้าเซ็นเตอร์ หรือจากระยะไกลผ่านทางโมบายล์ดีไวซ์ ได้อย่างสะดวกสบาย เป็นต้น

3. Proactive Resilience
องค์กรประกอบนี้ เป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลัก เดลล์ให้คำมั่นในการส่งมอบสินค้าแก่ลูกค้าไว้ว่า ของที่มีการผลิตและส่งมอบให้ลูกค้า จะไม่มีการถอดหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนในระหว่างทางการส่งมอบโดยเรียกกันว่า Supply Chain Assurance อีกทั้งแพลตฟอร์มในผลิตภัณฑ์ของเดลล์จะมีความปลอดภัย รวมถึงระบบในการจัดการที่เป็นออโตเมชั่น ตลอดจนเครื่องมือในการทำการกู้คืนระบบมาพร้อมสรรพ

จุดเด่นในองค์ประกอบนี้ก็คือความแข็งแกร่งในส่วนต่างๆ อาทิ การป้องกัน (Protect) ไม่อนุญาตให้มีการบูตเครื่องหรือมีการรีเซตระบบ มีการตรวจสอบ (Detect) ตัวระบบจะมีการเก็บล็อกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ตลอดจนสามารถที่จะทำการกู้ระบบกลับ (Recovery) ทั้งในส่วนของไบออส หรือโอเอส ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

พร้อมสรรพด้วยโมเดลต่างๆ
ครอบคลุมทุกการใช้งาน

Dell EMC PowerEdge Server ที่เปิดตัวในช่วงแรกเป็นรุ่นที่ใช้ขุมพลังจาก AMD ในตระกูล EPYC ในเจเนอเรชั่นที่ 3 ที่มีความสามารถสูงสามารถจัดการระบบเรื่องของ Virtualization สามารถจัดการในส่วนของ VDI ที่ทำได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งอย่างเช่นในรุ่น XE8545 ที่มีความสามารถขั้นสูงโดยใช้ GPU ในรุ่น DGX A100s (เป็น GPU ระดับไฮเอนด์) ที่รองรับการทำงานกับเทคโนโลยีเน้นการประมวลผลอย่าง HPC หรืองานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เป็นต้น

Dell EMC PowerEdge Server ของเดลล์นั้น ออกแบบมาให้มีโมเดลที่ครอบคลุมทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่รองรับการใช้งานประเภท HPC, AI ที่ต้องการใช้พลังประมวลผลของ GPU ก็อย่างเช่น PowerEdge XE8545 เป็นต้น ถัดมาเป็นรุ่นที่รองรับการใช้านประเภท Edge และ Telco ก็มีให้เลือกเช่น PowerEdge XR11 และ XR12

ถัดมาถ้าเป็นกลุ่มองค์กรแบบเมนสตรีมก็จะมีเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge แบบ 1U และ 2U อย่างในรุ่น PowerEdge R7525, PowerEdge R7515, PowerEdge R6525 หรือแบบโมดูล่าร์ PowerEdge MX 750C หรือจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ออกแบบมาเพื่องานเฉพาะอย่างกรณีใช้งานแบบคลาวด์ก็มีให้เลือกเช่น PowerEdge C6525 เป็นต้น

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน Next-Gen Dell EMC PowerEdge Server สามารถ Chidchanok.uthaigorn@dell.com โทร 090-949-0823 (วศิน) หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ www.dell.com

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-poweredge-ignite-your-innovation-engine/

ทำความรู้จักกับ “Profinet” อีเธอร์เน็ตด้านอุตสาหกรรม และวิธีทดสอบขั้นพื้นฐาน

เราต่างทราบดีว่าโลกของอีเธอร์เน็ตนั้นได้เข้ามาแทรกซึมในโรงงานแทบทุกหย่อมหญ้าในฐานะโปรโตคอลสื่อสารสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์และคอนโทรลเลอร์ ซึ่งโปรโตคอลที่นำมาประยุกต์ใช้อย่าง Modbus, EtherCat, EtherNet/IP และ Profinet นั้นล้วนทำงานบนอีเธอร์เน็ตทั้งสิ้น โดยเฉพาะ EtherNet/IP และ Profinet ที่ครองพื้นที่ในตลาดไปกว่า 60% ซึ่งลิงค์ทั้งสองแบบที่ใช้ในอุตสาหกรรมนี้ต่างมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมทั้งด้านการรองรับการสื่อสารข้อมูลเรียลไทม์แบบเจาะจงเป้าหมาย รวมทั้งการควบคุมด้วย

ถือว่าอีเธอร์เน็ตระดับอุตสาหกรรมถูกนำมาใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมๆ กับการนำเทคโนโลยีใหม่อย่าง IIoT มาใช้ ทำให้ Profinet กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมจากความสามารถในการผสานเข้ากับฟิลด์บัสแบบ Profibus ได้ถึงระดับ I/O และความเร็วที่เหนือชั้นกว่า อย่างไรก็ดี ในขณะเดียวกันนั้น เทคโนโลยีใหม่ที่คู่ขนานกันมาอย่างอีเธอร์เน็ตแบบ Single-Pair และระดับชั้นกายภาพขั้นสูง (Advanced Physical Layer) ก็อาจช่วยให้นำอีเธอร์เน็ตมาใช้ในแวดวงอุตสาหกรรมได้มากขึ้นด้วย

แต่ในเมื่อลิงค์ Profinet ยังคงได้การยอมรับมาใช้ในการควบคุมระบบอุตสาหกรรมและเครือข่ายแบบ SCADA มากขึ้นเรื่อยๆ เราก็ควรที่จะทราบวิธีการทดสอบลิงค์ประเภทนี้ไว้

Profinet เมื่อเทียบกับอีเธอร์เน็ต
ความแตกต่างระหว่าง Profinet และอีเธอร์เน็ตนั้นสามารถอธิบายได้ชัดเจนที่สุดผ่านมาตรฐานโมเดล ISO “7 เลเยอร์” นั่นคือ Profinet ไม่ใช่อีเธอร์เน็ต แต่เป็นโปรโตคอลหรือการประยุกต์ใช้บนเลเยอร์ 7 (Application) เหมือนกับ HTTP ที่เป็นโปรโตคอลสำหรับสื่อสารข้อมูลเว็บไซต์บนอีเธอร์เน็ต ซึ่งการอยู่บนลำดับชั้นที่ 7 หรือบนสุดนี้ทำให้ Profinet มีฟังก์ชั่นการทำงานใกล้ชิดกับผู้ใช้มากที่สุด และเป็นตัวกำหนดความพร้อมในการให้บริการทรัพยากร ขณะที่ในทางกลับกันนั้น อีเธอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีในลำดับชั้นที่ 2 ที่ควบคุมการสื่อสารข้อมูลไปกลับระหว่างอุปกรณ์โดยใช้ที่อยู่สำหรับควบคุมการเข้าถึงผ่านสื่อ (MAC) ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งบนเฟรมอีเธอร์เน็ต ครอบคลุมรวมไปถึงลักษณะสัญญาณข้อมูลในระดับเลเยอร์ 1 ที่อิงกับสื่อกายภาพที่ใช้ในการส่งสัญญาณ (เช่น สายเคเบิลและหัวต่อ) สรุปแล้ว Profinet อยู่บนเลเยอร์ 7 ซึ่งทำงานบนอีเธอร์เน็ตที่ดูในระดับเลเยอร์ 1 และ 2 อีกทีหนึ่ง จึงถือว่าโปรโตคอลเหล่านี้เป็นเทคโนโลยีที่รองรับซึ่งกันและกันมากกว่าที่จะเป็นคู่แข่ง

แม้ Profinet จะทำงานบนระบบอีเธอร์เน็ต แต่ชิ้นส่วนอุปกรณ์เกรดเชิงพาณิชย์มาตรฐานนั้นก็ไม่สามารถทนทานภายใต้สภาพแวดล้อมในอุตสาหกรรมที่โหดร้ายได้ แม้ระบบ Profinet ในโรงงานขนาดเบาบางแห่งสามารถใช้กับหัวต่อ RJ-45 ที่เสริมความแข็งแรงขึ้นได้ แต่เราก็มักพบการใช้หัวต่อแบบตัวล็อกตระกูล M-Series มากกว่าอย่างเช่นหัวต่อ M-12 D-coded แบบ 4 พิน (2 คู่สาย) ที่รองรับการเชื่อมต่อมากสุดที่ 100 Mb/s และหัวต่อ M-12 X-coded แบบ 8 พิน (4 คู่สาย) ที่รองรับความเร็วได้ถึง 10 Gb/s แทน ทางฝั่งสายเคเบิลก็มักหุ้มฉนวนเสริม (ไม่ว่าจะเป็นแบบ F/UTP หรือ S/FTP) เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนจากเครื่องจักร วัสดุที่ใช้หุ้มสายก็มีความแข็งแรกมากกว่าฉนวน PVC มาตรฐานธรรมดาที่ใช้กับสายเคเบิลเชิงพาณิชย์ทั่วไปด้วย เช่น สายเคเบิลที่ใช้ในระบบ Profinet มักใช้ฉนวนแบบฟลูออริเนต เอธิลีน โพลิโพรพิลีนหรือ (FEP), อีลาสโทเมอร์แบบเทอร์โมพลาสติก (TPE), หรือโพลียูริเทน (PUR) ที่ทนทานต่ออุณหภูมิร้อนหรือเย็นจัด สารเคมี การเสียดสี และภาวะโหดร้ายอื่นๆ ในสภาพแวดล้อมแบบอุตสาหกรรมได้

 

การทดสอบสายเคเบิลของ Profinet ก็คือการทดสอบสายเคเบิลอีเธอร์เน็ตนั่นเอง
เนื่องจาก Profinet ใช้สายเคเบิลในตระกูลอีเธอร์เน็ต เราจึงทดสอบสายเหล่านี้ในลักษณะเดียวกันได้โดยขึ้นกับประเภทหรือ Category ของสายเคเบิลที่ใช้ อีกจุดที่เหมือนกับอีเธอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ก็คือ Profinet มีการจำกัดความยาวมาตรฐานอยู่ที่ 100 เมตรด้วยเช่นกัน ดังนั้นก็ต้องมีการทดสอบเพื่อหาระยะทางด้วย และเพราะว่าปัญหาที่เกิดกับระบบอีเธอร์เน็ตเชิงอุตสาหกรรมกว่าครึ่งนั้นมักมาจากสายเคเบิล การทดสอบ Profinet จึงควรรวมถึงการทดสอบหาแผนผังการโยงสายหรือ Wiremap พื้นฐานเพื่อดูความต่อเนื่อง และระบุปัญหาอย่างเช่นวงจรเปิด การลัดวงจร การต่อย้อนคู่สาย การต่อข้ามคู่สาย และการต่อแยกคนละคู่สายได้ รวมทั้งยังต้องทดสอบหาสัญญาณรบกวนข้ามคู่สายภายในเส้น (อย่างเช่น NEXT, ACR-F, PS ACR-F เป็นต้น) รวมถึงครอสทอล์กข้ามเส้นในกรณีของสาย Category 6A ด้วยเช่นกัน

ให้แน่ใจว่าเลือกค่าลิมิตถูกต้องเวลาทดสอบกับ Profinet
เวลาเลือกค่าขีดจำกัดในการทดสอบลิงค์ Profinet นั้น แรกสุดเลย คุณจำเป็นต้องอิงตามคำแนะนำของผู้ผลิตเครื่องจักรและสายเคเบิล ไปจนถึงผู้จำหน่ายอุปกรณ์ออโตเมชั่นของคุณด้วย แต่ไม่ว่าอย่างไรคุณก็น่าจะได้ทดสอบไม่เป็นมาตรฐาน TIA-1005-A สำหรับภูมิภาคอเมริกาเหนือ ก็ต้องเป็นมาตรฐาน ISO/IEC 11801-3 สำหรับระดับนานาชาติอิงตาม Category หรือประเภทของสายเคเบิลที่ใช้อยู่แล้ว

ถึงเครื่อง Fluke DSX CableAnalyzer จะมีค่าลิมิตสำหรับทดสอบแชนแนล Profinet มาให้เลือกในกลุ่ม “Application” ก็ตาม แต่เราก็มักแนะนำให้ทดสอบ Profinet ตามค่าลิมิตที่ออกมาใหม่กว่าอย่าง End-to-End (E2E) ของมาตรฐาน ISO 11801-9902 ที่รวมเอาค่าประสิทธิภาพของคู่สายที่เข้าหัวที่ปลายทั้งสองด้านด้วย ซึ่งค่านี้ยังจะถูกรวมกับมาตรฐานรุ่นถัดไปอย่าง 11801-3 ทั้งนี้สำหรับระบบในอุตสาหกรรม เรามักจะพบแผงสายเคเบิลถูกเข้าหัวที่ Eliminate Slack ซึ่งสายเคเบิลดังกล่าวมักเป็นลิงค์แบบจุดต่อจุดโดยไม่มีการเชื่อมต่อข้ามหรือเชื่อมระหว่างกัน และโดยปกติแล้วการทดสอบแชนแนลจะไม่รวมค่าประสิทธิภาพของปลั๊กสายที่ปลายทั้งสองด้าน จึงไม่มีทางที่จะทราบเลยว่าหัวต่อที่ติดตั้งหน้างานนั้นจะรองรับรูปแบบการใช้งานที่ใช้ค่าลิมิตของแชนแนลนั้นๆ แต่ทว่า ค่าลิมิตแบบ E2E ได้รวมการทดสอบปลายหัวต่อเชื่อมต่อไว้ด้วย ทำให้มั่นใจได้ว่ามีการทดสอบครอบคลุมถึงปลั๊กเสียบปลายสาย ที่แสดงว่าการเชื่อมต่อแบบ Point-to-Point ดังกล่าวใช้งานได้จริง

สิ่งที่ต้องมองหาสำหรับเครื่องทดสอบสายเคเบิลแบบ Profinet
มีข้อความพิจารณาบางอย่างในการเลือกซื้อเครื่องทดสอบสายเคเบิลแบบ Profinet ดังต่อไปนี้:
– ค่าลิมิตการทดสอบสำหรับแต่ละ Category, ตัว Profinet เอง, และลิงค์ที่ครอบคลุมแบบ End to End
– ความสามารถในการตรวจเทียบมาตรฐานสเปกสายเคเบิลด้านแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MICE ระดับอุตสาหกรรม
– รองรับหัวต่อแบบอุตสาหกรรม เช่น M8, M12-D, M12-X
– ได้การแนะนำจากผู้ผลิตสายเคเบิลระดับอุตสาหกรรมชั้นนำ
– สามารถระบุปัญหาบนสายเคเบิลไม่ว่าจะเป็นปัญหาพื้นฐานหรือซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว
– ทนทาน และทำงานเสถียร
– มีบริการให้ความช่วยเหลือทั้งทางออนไลน์ โทรศัพท์ และที่หน้างาน

เครื่องตระกูล DSX CableAnalyzer ของเรารองรับค่าลิมิตทดสอบเทียบมาตรฐานอีเธอร์เน็ตเชิงอุตสาหกรรม และประเภทหัวต่อทั้งหมดที่ควรมี อีกทั้งยังได้การยอมรับจากผู้ผลิตสายเคเบิลชั้นนำมากกว่า 30 ราย ด้วยฟีเจอร์พิเศษอย่าง Fault Info ที่แสดงตำแหน่งที่เกิดปัญหาพื้นฐาน (เช่น สายขาด หรือหัวต่อไม่ได้ประสิทธิภาพ) หรือแม้แต่ปัญหาที่ซับซ้อน (เช่น การมีน้ำภายในสาย) มาในรูปลักษณ์ที่แข็งแรงทนทานสไตล์ Fluke พร้อมใช้งานได้ทุกวัน

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/testing-profinet-basics

from:https://www.enterpriseitpro.net/testing-profinet-the-basics/

AirDrop ของแอปเปิ้ลอาจปล่อยข้อมูลส่วนตัว หลุดไปยังคนที่อยู่ใกล้ๆ ได้

มีงานวิจัยใหม่ล่าสุดที่เผยถึงจุดอ่อนด้านการรักษาความเป็นส่วนตัวของโปรโตคอลแชร์ไฟล์ที่อาจส่งผลให้ข้อมูลผู้ติดต่อของผู้ใช้อย่างเช่นที่อยู่อีเมล ไปจนถึงเบอร์โทรศัพท์หลุดรั่วออกไปได้ แม้ผู้โจมตีจะไม่ได้รู้จักหรือเกี่ยวข้องกับเหยื่อเลยก็ตาม

ทางทีมวิจัยที่เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี Darmstadt ประเทศเยอรมนีกล่าวว่า “แค่ใช้อุปกรณ์ที่ต่อไว-ไฟเอาไปอยู่ใกล้ๆ กับเหยื่อเป้าหมายที่เปิดการใช้งานการแชร์ข้อมูลบนอุปกรณ์ iOS หรือ macOS เท่านั้น”

AirDrop นั้นเป็นบริการที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของแอปเปิ้ล สำหรับสื่อสารแบบ Ad Hoc บนระบบปฏิบัติการ iOS และ macOS ที่เปิดให้ผู้ใช้โอนถ่ายไฟล์ระหว่างอุปกรณ์ได้โดยใช้การสื่อสารแบบไร้สายในระยะใกล้เคียง

แม้ฟีเจอร์นี้จะแสดงแค่อุปกรณ์ของผู้รับข้อมูลที่อยู่ในรายชื่อผู้ติดต่อของผู้ใช้เท่านั้นผ่านกลไกการยืนยันตนที่เปรียบเทียบเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่อีเมลเทียบกับข้อมูลผู้ติดต่อของผู้ใช้อีกราย แต่ก็ยังสามารถเจาะข้อมูลแฮชที่ส่งข้อมูลรายชื่อผู้ติดต่อไปยืนยันตนระหว่างกันได้ง่ายๆ

ที่มา : THN

from:https://www.enterpriseitpro.net/airdrop-apple/