คลังเก็บป้ายกำกับ: VENDORS

วิธีปลดล็อกโหมดพระเจ้าของวินโดวส์ 11 เพื่อเข้าถึงการตั้งค่าขั้นสูงได้

ไมโครซอฟท์ได้เปลี่ยนดีไซน์ของหน้าแอพ Settings ใหม่ในวินโดวส์ 11 หลังไม่ได้แก้ไขมานาน โดยหน้าการตั้งค่าใหม่นี้จะใช้แถบเมนูด้านข้างและปุ่มข้อความแสดงหน้าย่อย (Breadcrumbs) เพื่อให้ผู้ใช้เปลี่ยนหน้าไปมาได้ง่ายขึ้น รวมทั้งยังมีฟีเจอร์ใหม่ที่ควบคุมได้ทั้งการปรับแต่งการแสดงผล, การจัดการเครือข่าย, การบริหารพลังงาน, การจัดการดิสก์ เป็นต้น

แต่ถึงจะได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่แอพ Settings นี้ก็ยังขาดฟีเจอร์บางอย่างที่เคยมีใน Control Panel เก่าอยู่ดี

โชคดีที่วินโดวส์ 11 แอบซ่อนหน้าการตั้งค่าแขั้นสูงเหมือน Control Panel ที่อิงตามอินเทอร์เฟซแบบ File Explorer มาให้ด้วย ซึ่งเรียกหน้านี้ว่า “God Mode” ที่เปิดให้คุณเข้าถึงทูล ฟีเจอร์ และทาสก์ชั้นสูงทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย

ด้วยโหมดพระเจ้านี้ คุณจะสามารถใช้ฟีเจอร์จัดการขั้นสูงต่างๆ ได้จากที่เดียวกัน แถมยังใช้ดีกว่าหน้าการตั้งค่าแบบเดิมด้วย

วิธีเปิด God Mode บนวินโดวส์ 11
การจะเข้าถึง God Mode บนวินโดวส์ 11 ได้นั้น จะต้องสร้างชอร์ทคัทพิเศษที่ยิงไปยังโฟลเดอร์ตามขั้นตอนดังนี้:
1. จากหน้าเดสก์ท็อป ให้คลิกขวาตรงไหนก็ได้
2. เลือกออพชั่น “New” แล้วคลิก “Folder”


3. คลิกขวาที่โฟลเดอร์ใหม่ที่สร้างขึ้นมา
4. แก้ชื่อโฟลเดอร์ให้เป็นคำสั่งตามนี้:
GodMode.{ED7BA470-8E54-465E-825C-99712043E01C}
5. กด Enter

จากนั้นคุณก็สามารถดับเบิลคลิกบนโฟลเดอร์นี้เพื่อเข้าสู่โหมดพระเจ้าได้

เมื่อเปิดเข้ามาก็จะพบกับหน้าที่เหมือนกับภาพด้านบน ซึ่งจะเห็นได้ว่าหน้า God Mode ของวินโดวส์ 11 ให้ลักษณะการใช้งานที่คุ้นเคยเหมือนหน้าตาของ File Explorer ดั้งเดิมเลย

นอกจากโหมดพระเจ้านี้ คุณยังสามารถใช้ทริคเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ข้างต้นด้วย CLSID หรือรหัสอ็อพเจ็กต์จำเพาะเพื่อเข้าถึงหน้าตั้งค่าอื่นจากบนหน้าเดสก์ท็อปโดยตรงได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น คุณสามารถสร้างโฟลเดอร์ด้วยชื่อ “{D20EA4E1-3957-11d2-A40B-0C5020524153}” เพื่อเปิดหน้ารวมทูลแอดมินอน้่งทูล Defragmentation, ออพชั่นในการฟอร์แมตดิสก์ เป็นต้น

ค่า CLSID อื่นๆ ที่น่าสนใจได้แก่
– การตั้งค่าเน็ตเวิร์ก – {F02C1A0D-BE21-4350-88B0-7367FC96EF3C}
– การตั้งค่าบลูทูช – {28803F59-3A75-4058-995F-4EE5503B023C}
– หน้าคุณสมบัติของเมาส์ – {6C8EEC18-8D75-41B2-A177-8831D59D2D50}
– หน้าปรับสไตล์อินเทอร์เฟซ (Personalization) – {ED834ED6-4B5A-4bfe-8F11-A626DCB6A921}
– หน้าแก้ปัญหา (Troubleshooting) – {C58C4893-3BE0-4B45-ABB5-A63E4B8C8651}

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/how-to-unlock-windows-11s-god-mode/

Accenture ยอมรับว่ามีข้อมูลรั่วไหลหลังโดนแรนซั่มแวร์โจมตีเมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา

ยักษ์ใหญ่ ผู้ให้คำปรึกษาด้านไอทีระดับโลก Accenture ได้ออกมายอมรับแล้วว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังแรนซั่มแวร์ LockBit ได้จารกรรมข้อมูลจากระบบบริษัทระหว่างที่มีการโจมตีในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุเรื่องนี้ไว้ในรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 4 ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม

ทาง Accenture กล่าวว่า “ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ 2021 เราพบกิจกรรมผิดปกติบนระบบหนึ่งของเรา มีทั้งการดูดข้อมูลความลับทางการค้าไปให้บุคคลภายนอก รวมทั้งมีการนำข้อมูลไปเปิดเผยต่อสาธารณะ แม้แต่ลูกค้าบริการคลาวด์ของเราเองก็โดนไปด้วย”

แก๊งแรนซั่มแวร์ LockBit ออกมาอ้างว่าได้จารกรรมข้อมูลปริมาณมากถึง 6 เทอราไบต์จากเครือข่ายของ Accenture และเรียกค่าไถ่เป็นเงินกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำนักข่าว BleepingComputer เองก็ได้ข่าววงในด้วยว่าการโจมตีดังกล่าวอาจไม่ใช่ครั้งเดียวที่บริษัทนี้โดน

จนถึงตอนนี้ Accenture ยังไม่ได้ประกาศรายละเอียดของเรื่องข้อมูลรั่วไหลนี้แก่สาธารณะอย่างเป็นทางการเลย นอกจากที่เขียนไว้ในรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ หรือในจดหมายที่แจ้งไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลตามกฎหมาย

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/accenture-hacked-lockbit/

ไมโครซอฟท์ยอมรับว่ามีปัญหาเครื่องพิมพ์บนวินโดวส์ 11 จริง

พีซีที่ใช้วินโดวส์ 11 บางเครื่องอาจพบปัญหาขณะที่ติดตั้งเครื่องพิมพ์ใหม่ ซึ่งทางไมโครซอฟท์เองก็ออกมายืนยันกับทางสำนักข่าว Bleeping Computer ถึงปัญหาสองอย่างที่ส่งผลถึงการติดตั้งเครื่องพิมพ์บนระบบวินโดวส์ 11

ปัญหาแรกทำให้การติดตั้งเครื่องพิมพ์ล้มเหลวเมื่อคอมพิวเตอร์พยายามเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์ผ่านโปรโตคอล HTTP ขณะที่อีกปัญหานั้นเกิดขึ้นเมื่อพยายามติดตั้งเครื่องพิมพ์ผ่านโปรโตคอล Internet Printing Protocol

จริงๆ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับวินโดวส์ 11 เวอร์ชั่น 21H2 ใหม่ล่าสุดนี้อย่างเดียว แต่ยังกระทบกับวินโดวส์ทั้งแบบไคลเอนต์และเซิร์ฟเวอร์อย่างวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น 21H1, 20H2, 2004, 1909, 1809, 1607, Enterprise 2015 LTSB

ไปจนถึงรุ่นเก่ากว่าอย่าง Windows 8.1, Windows 7 SP1 ด้วย หรือแม้แต่ฝั่งวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2022, 20H2, 2004, 1909, 1809, 2016, 2012, 2008 SP2 ซึ่งไมโครซอฟท์กำลังสืบสวนสาเหตุและแก้ไขเพื่อออกมาในตัวอัปเดตถัดไป

ที่มา : Windowscentral

from:https://www.enterpriseitpro.net/windows-11-printer-problems/

Acer ยอมรับโดนโจมตีอีกครั้ง! หลังก่อนหน้านั้นเคยโดนแรนซั่มแวร์เล่นงานมาแล้ว

Acer ออกมายืนยันเหตุการณ์โดนโจมตีทางไซเบอร์ที่สำนักงานในอินเดียในสัปดาห์นี้ หลังจากมีแฮ็กเกอร์ที่อ้างว่าเป็นสมาชิกกลุ่ม Desorden Group ออกมาแสดงตัวเป็นผู้เจาะระบบเซิร์ฟเวอร์พร้อมทั้งจารกรรมข้อมูลไปมากถึง 60 GB

โดยกลุ่มแฮ็กเกอร์ดังกล่าวได้อีเมลไปยังสำนักข่าว ZDNet เกี่ยวกับการแฮ็กครั้งนี้ อ้างว่าได้ข้อมูลลูกค้าและธุรกิจขององค์กร รวมทั้งข้อมูลทางการเงินแล้ว แต่หลังจากสอบถามกลับไป แฮ็กเกอร์รายนี้ปฏิเสธว่าไม่ใช่การโจมตีด้วยแรนซั่มแวร์

แต่ระบุว่าตนเองได้เข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท “มาหลายครั้งแล้ว” ทางด้านโฆษกของ Acer ก็ออกมายืนยันการโดนแฮ็กนี้ โดยให้สัมภาษณ์กับทาง ZDNet ว่าทีมงานด้านความปลอดภัยของตนเองเพิ่งตรวจพบ “การโจมตี” กับระบบให้บริการหลังการขายในท้องถิ่นของประเทศอินเดีย

พร้อมทั้งกล่าวว่า “หลังจากตรวจพบ ก็ได้เริ่มใช้มาตรการด้านความปลอดภัยรวมทั้งสแกนระบบทั้งหมดของบริษัททันที รวมถึงมีการแจ้งไปยังลูกค้าที่ได้รับผลกระทบในอินเดียทุกราย และรายงานไปยังหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง โดยไม่สางผลกระทบต่อการปฏิบัติงานหรือความต่อเนื่องทางธุรกิจแต่อย่างใด”

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – Zdnet

from:https://www.enterpriseitpro.net/acer-confirms-second-cyberattack/

โซลูชั่นฐานข้อมูลอัจฉริยะ Oracle Database Appliance (ODA) มาพร้อมกับเครื่องมือด้านความปลอดภัย DBSAT

ปัจจุบันภัยคุกคามเกิดขึ้นมากมายและทำให้องค์กรธุรกิจต่างประสบปัญหาการดำเนินงานที่หยุดชะงัก อีกทั้งเสียเงินมหาศาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งภัยคุกคามไม่ว่าจะเป็นภัย Ransomware, มัลแวร์, ฟิชชิ่งเมล์, และแฮ็กเกอร์เจาะระบบ ฯลฯ ยังไม่นับรวมกับข้อผิดพลาดภายใน และ Human Error ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งค่าพาสส์เวิร์ดที่ไม่ปลอดภัย, การไม่ได้เข้ารหัสไฟล์สำคัญเอาไว้ รวมถึงการบริหารจัดการสิทธิในการเข้าใช้งานฐานข้อมูลหรือข้อมูลที่สำคัญต่างๆ ขององค์กรเป็นไปอย่างหละหลวม เป็นต้น ซึ่งเมื่อภัยเหล่านี้เข้าถึงข้อมูลในฐานข้อมูลของเราก็จะส่งผลเสียต่อองค์กรโดยรวม

Oracle ได้พัฒนาเครื่องมือขึ้นมาที่ชื่อว่า Oracle Database Security Assessment Tool หรือ DBSAT เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยให้ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลของ Oracle สามารถที่จะประเมินดูว่าการตั้งค่าต่างๆ ในระบบฐานข้อมูลนั้นมีความปลอดภัยมากน้อยอย่างไร และตรวจสอบดูด้วยว่ามีช่องโหว่อย่างไรที่ควรจะแก้ไข เป็นต้น

กระบวนการด้านความปลอดภัยของระบบ DBSAT

เครื่องมืออย่าง DBSAT จะเข้ามาช่วยให้ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล สามารถที่จะทำกระบวนการด้านความปลอดภัยต่างๆ ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดย DBSAT จะสามารถปฏิบัติงานก็กับ Oracle Database ในทุกๆ เวอร์ชั่น ทั้งในเวอร์ชั่น 11g ไปจนถึงเวอร์ชัน 21c โดยเริ่มที่

– การประเมินข้อมูล : ตัว DBSAT จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ในฐานข้อมูล ตรวจสอบเบื้องต้นว่ามีจุดใดที่เป็นจุดอ่อน และทำการประเมินค่าคอนฟิกูเรชั่นว่าเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น การแพ็ตช์, การเข้ารหัสข้อมูล, การตั้งค่าไฟล์ OS, สิทธิ์ในการเข้าถึง ฯลฯ

– การระบุความเสี่ยง : DBSAT จะเข้าไปตรวจสอบความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องของบัญชีผู้ใช้ฐานข้อมูล และสิทธิ์การใช้งานของผู้ใช้ ตลอดจนบทบาทของผู้ใช้งานฐานข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นต้น

– การตรวจดูข้อมูลที่สำคัญ : เป็นการตรวจสอบข้อมูลที่มีมีการจัดเก็บลงไปในฐานข้อมูลว่าเป็นข้อมูลชนิดใด, เก็บไว้ที่ใด รวมถึงมีจำนวนเท่าใด  ตลอดจนยังตรวจดูด้วยว่าข้อมูลที่จัดเก็บเหล่านั้นมีรูปแบบ หรือแพทเทิร์น ที่สอดคล้องกับข้อกฎหมายหรือข้อบังคับ ข้อกำหนดด้วย ไม่ว่าจะเป็น GDPR, STIG หรือ CIS เป็นต้น

– การทำรายงานการประเมิน : หลังจากผ่านกระบวนการทั้งหมดแล้ว ตัวระบบก็จะสร้างรายงานการประเมินมาให้กับผู้ดูแลฐานข้อมูล เพื่อพัฒนาแก้ไขหรือปรับปรุงต่อไป

ประโยชน์จากการใช้ DBSAT

จากกระบวนการในข้างต้นของเครื่องมือ DBSAT ทำให้เราสามารถสรุปคุณประโยชน์ที่เข้ามาช่วยผู้ดูแลฐานข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเป็นการรู้ตัวล่วงหน้าเกี่ยวกับจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุงของค่าคอนฟิกูเรชั่นของระบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลต่างๆ ในฐานข้อมูลและทำการรวบรวมมาในการตรวจสอบความเสี่ยงที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งแสดงสถานะต่างๆ ให้เราเห็นได้อย่างชัดเจน

DBSAT ช่วยให้เราเข้าใจถึงสิทธิของผู้ใช้งานว่ามีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลหรือฐานข้อมูลที่สำคัญได้มากน้อยอย่างไรบ้าง ตรวจสอบว่าผู้ใช้งานมีการเข้ารหัสหรือใช้พาสส์เวิร์ดได้มีประสิทธิภาพรวมถึงสอดคล้องกับข้อกำหนดต่างๆ ได้เป็นอย่างดีแค่ไหน และสามารถทราบถึงข้อมูลสำคัญขององค์กรว่าเป็นอย่างไร มีช่องโหว่หรือข้อควรระวังในจุดไหนบ้าง เป็นต้น

สำหรับ DBSAT นั้นเป็นเครื่องมือในลักษณะแบบคอมมานด์ไลน์ สามารถที่จะใช้งานได้กับระบบฐานข้อมูล Oracle Database ในเวอร์ชั่นต่างๆ และสามารถรันเครื่องมือได้โดยไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานในภาพรวมแต่อย่างใด อีกทั้ง DBSAT สามารถทำรายงานออกมาเป็นในรูปแบบต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ทั้ง HTML, JSON, TXT, และ XLS ได้

Oracle Database Appliance (ODA) โซลูชั่นอัจฉริยะสำหรับฐานข้อมูล

เครื่องมือ DBSAT นั้นเป็นเครื่องมือที่ฟรี สำหรับลูกค้าของ Oracle สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจาก DBSAT เป็นเครื่องมือแบบคอมมานด์ไลน์ ผู้ใช้งานจำเป็นต้องพิมพ์คำสั่งจำนวนมากลงในระบบเพื่อสามารถทำงานได้

อย่างไรก็ตาม Oracle ได้พัฒนาโซลูชั่นรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมในแง่ของการบริหารจัดการในส่วนของฐานข้อมูลที่ชื่อว่า Oracle Database Appliance หรือ ODA เป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการบริหารจัดการฐานข้อมูลที่ทำได้ง่ายมากกว่าเดิม เนื่องจากตัวอุปกรณ์ ODA นี้ถูกปรับแต่งและตั้งค่าคอนฟิกูเรชั่นทั้งหมดมาจากโรงงานโดยตรง ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลทำงานได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องกำหนดค่าด้วยการใช้คำสั่งคอมมานด์ไลน์ที่ใช้ในแบบที่เป็นซอฟต์แวร์ ประหยัดเวลาในการติดตั้งถึง 10 เท่า และประหยัดเวลาในการดูแลบำรุงรักษาถึง 20 เท่า และที่สำคัญช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายโดยรวมลงไปได้ถึง 40% อีกทั้งช่วยจัดการ การใช้ Database ของ Oracle ได้อย่างถูกต้อง ตามการใช้งานจริง โดยคุณสามารถเริ่มจากการใช้งานขนาดเล็ก และขยายไปตามการเติบโตขององค์กร ทั้งนี้เพื่อให้ต้นทุนค่าใช่จ่ายในตอนเริ่มต้นโครงการต่ำ ช่วยให้ประหยัดเงินทุนแต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพสูงสุด

ความปลอดภัยคือหัวใจของ ODA

สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องของการบริหารจัดการฐานข้อมูลก็คือเรื่อง “ความปลอดภัย” นั่นเอง และเนื่องด้วย ODA นั้นทาง Oracle  ได้พัฒนาด้วยทีมงานของตนและเลือกใช้โซลูชั่น ไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจซอฟต์แวร์, โปรโตคอล และเน็ตเวิร์กพอร์ตต่างๆ ที่มุ่งเน้นไปที่ส่วนของระบบฐานข้อมูลโดยเฉพาะ จึงทำให้ลดปัญหาในส่วนของช่องโหว่และมีความปลอดภัยที่สูงกว่า

ตัว ODA ยังมีระบบในการป้องกันความปลอดภัยในส่วนของระบบปฏิบัติการ Oracle ทำให้ช่วยบล็อกสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น และส่งแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลระบบเพื่อให้ทำการตรวจเช็กความถูกต้องในการทำงานต่อไป อีกทั้งยังมีระบบ Database Security ให้เลือกใช้ไม่ว่าจะเป็น Advanced Security, Audit Vault, Database Firewall และ Database Vault เพื่อช่วยป้องกันฐานข้อมูลที่อยู่ใน Oracle Database ให้มีความปลอดภัยในระดับสูงสุด

ความปลอดภัยของ ODA นั้น ถูกออกแบบมาอย่างดี พร้อมสอดรับมาตรฐานความปลอดภัย FIPS 140-2 Level one ที่กำหนดขึ้นโดยหน่วยงาน United States Federal Information ทำให้ระบบฐานข้อมูลนั้นมีความปลอดภัยสูงสุดตามหลักสากล รวมถึงยังสอดรับกับมาตรฐาน Security Audit Script for STIG ช่วยในการเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบปฏิบัติมากยิ่งขึ้น

เหนือชั้นกว่าด้วย DBSAT ที่ติดตั้งมาพร้อมใช้งานบน ODA

อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่าเครื่องมือ DBSAT นั้นมีความสามารถสูงในการป้องกันระบบฐานข้อมูล อย่างไรก็ตาม DBSAT เป็นเครื่องมือแบบคอมมานด์ไลน์ และจำเป็นต้องดาวน์โหลดมาใช้งาน แต่สำหรับโซลูชั่น ODA นั้นเครื่องมือ DBSAT จะถูกติดตั้งมาพร้อมใช้งาน เพียงแค่ผู้ใช้งานทำการเปิดระบบ DBSAT (ผ่านทาง ยูสเซอร์ อินเทอร์เฟซ) โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์คำสั่งคอมมานด์ไลน์ ก็สามารถรันระบบ DBSAT ในการปกป้องฐานข้อมูลบน Oracle Database บน ODA ได้ทันที

บทสรุป

DBSAT คือเครื่องมืออัจฉริยะแบบคอมมานด์ไลน์ ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้ดูแลฐานข้อมูลที่ตั้งอยู่บน Oracle Database และสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี แต่ Oracle ก็ยังได้อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งานด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ Oracle Database Appliance (ODA) ที่นอกเหนือจากจะจัดการฐานข้อมูลได้อย่างปลอดภัยแล้ว ยังสามารถช่วยจัดการ การใช้ Database ของ Oracle ได้อย่างถูกต้อง เป็นไปตามการใช้งานจริง โดยคุณสามารถเริ่มจากการใช้งานขนาดเล็ก และขยายไปตามการเติบโตขององค์กร ทั้งนี้เพื่อให้ต้นทุนค่าใช่จ่ายในตอนเริ่มต้นโครงการต่ำ ช่วยให้ประหยัดเงินทุนแต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพสูงสุด  รวมถึงก็ยังมี DBSAT ติดตั้งมาให้พร้อมโดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรันคำสั่งแบบคอมมานด์ไลน์อีกต่อไป  และด้วยการใช้งาน ODA นี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ช่วยประหยัดเวลาในการใช้งานและบำรุงรักษาระบบมากถึง 20 เท่า พร้อมทั้งลดค่าใช้จ่ายโดยรวมได้สูงถึง 40%

from:https://www.enterpriseitpro.net/oracle-database-security-assessment-tool-oda/

เรื่องน่ารู้ : เกิดอะไรขึ้นกับสายมาตรฐาน Category 7?

ถ้าคุณเสิร์ชกูเกิ้ลด้วยประโยคทำนองว่า “เคยเกิดอะไรขึ้นกับ” คำพูดที่ขึ้นต่อท้ายก็คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรคระบาดที่เราเผชิญมาอย่างต่อเนื่องจนแทบไม่เห็นอนาคต ไปจนถึงอนาคตของประเทศที่หลายคนอยากหาคำตอบ หรือเรื่องสำคัญที่ยังไขไม่กระจ่างอย่างทำไมเงินคริปโตถึงรุ่งริ่งแบบนี้

แต่กับเราชาววิศวกรเครือข่ายที่ท่องมาตรฐานสายเคเบิลตั้งแต่ Cat 5e, Cat 6 แล้วเผลอๆ ข้ามไป Cat 8 เฉยเลยนั้น ก็คงอดไม่ได้ที่ต้องการหาคำตอบว่า ทำไมสาย Category 7 จึงไม่ได้มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย เหมือนจงใจให้ถูกลืม แม้แต่ถ้าคุณลองค้นในกูเกิ้ลก็แทบจะไม่เห็นข้อมูลเกี่ยวข้องมากอย่างที่ควรจะเป็น

ดังนั้น ทาง Fluke จึงพาคุณย้อนอดีตไปถึงมาตรฐานสายแลนอย่าง Category 7 กับปริศนาที่หลายคนสงสัยกันดังต่อไปนี้

ปีแห่งความยุ่งเหยิง
มาตรฐานสายเคเบิล Category 7 ถูกประกาศออกมาในปี 2002 ในฐานะส่วนหนึ่งของมาตรฐาน ISO/IEC 11801 ซึ่งออกแบบมาให้เข้ากับสเปกของแชนแนล Class F ที่เข้มงวดทั้งส่วนของครอสทอล์กและค่าการรบกวนสัญญาณ เป็นสายเคเบิล S/FTP แบบหุ้มฉนวนอย่างสมบูรณ์ด้วยฟลอยโลหะที่หุ้มแยกแต่ละคู่สาย พร้อมกับฉนวนด้านนอกที่สานกันแน่น หุ้มรอบทั้ง 4 คู่สายอีกชั้นหนึ่ง ทำงานบนความถี่ 600 MHz โดยตอนเปิดตัวนั้นต้องการให้สาย Category 7 รองรับความเร็วอีเธอร์เน็ตระดับ 10 กิกะบิตเป็นระยะทาง 100 เมตร แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า มาตรฐานอีเธอร์เน็ตระดับ 10 กิกะบิตที่วิ่งบนสายทองแดง หรือ 10GBASE-T นั้นกลับยังไม่ถูกรับรองทางการจาก IEEE จนกระทั่งถึงปี 2006!

ปี 2002 ยังเป็นปีที่ยุ่งมากสำหรับฝั่ง TIA โดยเฉพาะในการประกาศรับรองมาตรฐานสาย Category 6 ในเดือนมิถุนายนปีดังกล่าวที่ทำให้วงการเน็ตเวิร์กก้าวขึ้นสู่อีกระดับหลังจากใช้เวลายาวนานมากกว่า 5 ปีในการแก้ปัญหาทางเทคนิคทั้งหลายที่เป็นอุปสรรคต่อการรองรับกิกะบิตอีเธอร์เน็ต ซึ่งในช่วงเวลาใกล้กันนั้น TIA ก็ยังออกมาตรฐาน 607-A ที่กล่าวถึงการต่อสายกราวด์และการลากสาย และมาตรฐานการจัดการสายเคเบิลอย่าง 606-A ที่เป็นแนวทางในการกำหนดชื่อกับทุกองค์ประกอบตั้งแต่เอาต์เล็ตและสายเคเบิลไปจนถึงจุดรวมการเชื่อมต่อและตำแหน่งที่เกี่ยวข้องด้วย

ด้วยเหตุที่งาน TIA ยุ่งมากถึงมากที่สุดในปีนั้น (ซึ่งเป็นปีที่เต็มไปด้วยมาตรฐานจิปาถะอื่นๆ อีกมากมายที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาในปีเดียวกัน) การมีสาย Category 7 ออกมาพร้อมกันด้วยจึงถือว่าเร็วเกินไปหน่อย แถมยังไม่มีรูปแบบการประยุกต์ใช้เวลาดังกล่าว ทำให้ทาง TIA ตัดสินใจยังไม่ประกาศรับรอง Category 7 อย่างเป็นทางการ ทำให้ไม่ค่อยมีสาย Cat 7 ออกมาวางจำหน่ายในตลาดโดยเฉพาะแถบอเมริกาเหนือ แม้จะถูกนำมาติดตั้งในประเทศอย่างสวิสเซอร์แลนด์และเยอรมันมากกว่าเนื่องจากถือเป็นมาตรฐานสายเคเบิลแบบหุ้มฉนวนที่เหมาะกับกฎระเบียบฝั่งยุโรปอย่าง EMC ที่เข้มงวดกว่ามาก

จุดเด่นที่ถูกมองข้าม
จากการที่ไม่ได้รับความสนใจจากตลาดส่วนใหญ่เท่าที่ควร และถูกกระแสของการประกาศรับรองมาตรฐานอย่าง Category 6 และการเปิดตัวระบบสายเคเบิลแบบ Category 6A ครั้งแรกในตลาดหลังจากนั้นเพียงแค่ 2 ปี (ซึ่งมาไวกว่าการประกาศรับรองทางการของ TIA ในปี 2008 เสียอีก) ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่บางคนจะแทยไม่เคยได้ยินคำว่า Category 7 มาก่อน ทั้งๆ ที่ตอนที่ออกมานั้นก็นับเป็นมาตรฐานระบบสายเคเบิลหนึ่งเดียวในทางเทคนิคที่รองรับ 10GBASE-T ตั้งแต่ตอนเปิดตัว

และนั่นก็ไม่ใช่ประโยชน์เพียงอย่างเดียวของ Category 7 ที่ควรกล่าวถึง สายมาตรฐาน Category 7 ยังสามารถใช้เข้าหัวกับหัวต่อที่เข้ากันได้กับ RJ45 อย่างเช่นหัวต่อ GG45 หรือหัวต่อ TERA ด้วย (ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ในบล็อกถัดไปของ Fluke) ซึ่งดีไซน์แบบ Four-Quadrant ของหัวต่อ TERA เมื่อใช้ร่วมกับคู่สายย่อยที่มีการหุ้มฉนวนแยกกันทั้ง 4 คู่สายองสายเคเบิลแบบ Category 7 ก็ทำให้แยกรูปแบบการประยุกต์ใช้บนแต่ละคู่สายย่อยกันได้ เรียกว่าการแชร์สายเคเบิล นั่นหมายความว่าบนแชนแนลที่เป็นสาย Category 7 เส้นเดียวกันก็สามารถตั้งค่าให้รองรับ 10/100BASE-T บนแค่สองคู่สาย ขณะที่อีกสองคู่สายสามารถวิ่งเป็นแชนแนลแบบ 10/1000BASE-T, ใช้เป็นแชนแนล VoIP, หรือเป็นแชนแนลวอยซ์แบบอนาล็อกต่อหนึ่งคู่สายได้ด้วย

แล้วประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย
แม้จะมีความสามารถโดดเด่นอย่างการแชร์สายเคเบิลเดียวกันได้ แต่สาย Category 7 กลับไม่ได้รับโอกาสเท่าที่ควร ต่อมาในปี 2010 ทาง ISO/IEC ก็ได้เปิดตัวแชนแนล Class FA และสายเคเบิลแบบ Category 7A ที่ออกแบบมาให้รองรับอีเธอร์เน็ตระดับ 40 กิกะบิตบนสายทองแดงในอนาคตเป็นหลัก โดยสาย Category 7A ได้ยกระดับจากความถี่ 600 MHz เดิมของ Category 7 ขึ้นมาเป็น 1000 MHz ประเด็นคือกลายเป็นการเปิดตัวก่อนเวลาอันควรอีกแล้ว (เนื่องจาก 40GBASE-T เพิ่งผ่านการรับรองมาตรฐานเมื่อสองปีก่อนหน้านี้เอง) ทั้งนี้ด้วยความถี่ระดับ 1000 MHZ และช่วงความแตกต่างของดีเลย์ที่ต่ำทำให้สาย Category 7A เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ CATV และการใช้งานวิดีโอแบบอื่นๆ ที่ต้องการความถี่สูง จนทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ AV บางรายระบุให้ใช้สาย Category 7A ในระบบของตัวเอง

แม้มาตรฐานดังกล่าวจะยังไม่เคยได้รับการรับรองจากฝั่ง TIA แต่ปัจจุบันก็ยังพบการใช้งานสาย Category 7A ในงานเฉพาะด้านอย่าง AV และการแชร์สายเคเบิล และยังเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในการลากสายแลนในยุโรปอยู่ ซึ่งเป็นการปิดฉากการใช้สาย Category 7 เดิมกลายๆ (แม้เราจะไม่เคยทราบมาก่อนด้วยซ้ำว่ามี Cat 7 มาก่อนด้วย) และโชคไม่ดีที่ประสิทธิภาพด้านความถี่ที่ 1000 MHz ของสาย Category 7A ก็ยังไม่รองรับ 40GBASE-T ได้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น จนทำให้ทาง IEEE ออกมากำหนดมาตรฐานสายหุ้มฉนวน Category 8 (TIA) และ Category 8.1/8.2 (ISO/IEC) ที่ใช้ความถี่ 2000 MHz แทน แต่ก็มีข่าวลือว่าสามารถแก้ให้สายเคเบิลแบบ Category 7A ขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับ Category 8 ได้ง่ายๆ เช่นกัน เนื่องจากก็มีการหุ้มฉนวนเต็มรูปแบบ และให้ประสิทธิภาพล้ำหน้ากว่าสาย Category 6A อยู่แล้ว

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/what-ever-happened-category-7

from:https://www.enterpriseitpro.net/category-7-what-happen/

พาโล อัลโต เปิดตัว Prisma SASE โซลูชัน Secure Access Service Edge (SASE)

พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์ก เปิดตัวนวัตกรรมเพิ่มเติมบน Prisma® SASE ซึ่งผนวกคุณสมบัติ Prisma Access และ Prisma SD-WAN ไว้ด้วยกันพร้อมบริการบนคลาวด์ ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย และ SD-WAN รุ่นใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับองค์กร รวมถึงประสิทธิภาพ ในการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานสาขา โฮมออฟฟิศ และจากนอกสถานที่ทำงาน พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม SASE หรือบริการเข้าถึงเครือข่ายเอดจ์ด้วยความปลอดภัย ที่ได้รับการยอมรับ มีลูกค้า SASE เกือบ 2,500 ราย วันนี้ ได้เปิดตัวนวัตกรรมเพิ่มเติมสำหรับ Prisma SASE รวมถึง SD-WAN ที่มี 5G ในตัวเพื่อเร่งการปรับใช้ SASE ไปยังสำนักงานสาขา และการบริหารจัดการประสบการ์ดิจิทัลอัตโนมัติ (ADEM – Autonomous Digital Experience Management) เพื่อมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งานไม่ว่าจะทำงานจากที่ใดก็ตาม

จากรายงานสถานะความปลอดภัยจากการทำงานแบบไฮบริด ประจำปี 2021 (State of Hybrid Workforce Security 2021) ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า 61% ขององค์กรต่างประสบปัญหาในการจัดเตรียมระบบรักษาความปลอดภัยระยะไกลที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนความสามารถในการทำงานจากที่บ้าน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเร่งความต้องการในการใช้งาน SASE เพื่อปรับปรุงระบบความปลอดภัย การเชื่อมต่อ และประสิทธิภาพการทำงานเพื่อรองรับการทำงานแบบไฮบริดให้กับคนทำงาน

นายอานันด์ ออสวาล รองประธานอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ไฟร์วอลล์ในรูปแบบบริการแพลตฟอร์ม (Firewall as a Platform) พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า “ปัจจุบันมีรูปแบบการทำงานแบบไฮบริด และองค์กรต่างๆ ก็ต้องการโซลูชันที่ช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชันทั้งหมดที่พนักงานใช้บนเครือข่ายองค์กร ไม่ว่าจะทำงานจากทางไกล จากมือถือ หรือจากสำนักงาน” พร้อมกล่าวเสริมว่า “Prisma SASE เป็นระบบการให้บริการที่กระจายอยู่บนคลาวด์ เพื่อให้ได้โซลูชัน SASE ที่สมบูรณ์ที่สุดในตลาด ทำให้องค์กรสามารถปรับขนาด และรักษาความปลอดภัยให้กับพนักงานแบบไฮบริดได้อย่างง่ายดาย ในขณะเดียวกันก็สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้ใช้งาน”

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/prisma-secure-access-service-edge/

Intel vPro Gen 11 แพลตฟอร์ม ที่พร้อมรับมือกับความท้าทายของทุกธุรกิจ

Intel vPro Gen 11 แพลตฟอร์ม ที่พร้อมรับมือกับความท้าทายของทุกธุรกิจ
องค์ธุรกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ความต้องการของผู้ใช้งานเทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปเพื่อสอดรับกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย

สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน เปลี่ยนรูปแบบไปสู่การทำงานแบบไฮบริด ที่พนักงานต้องสามารถทำงานได้ทั้งในและนอกสถานที ทำให้หลายธุรกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการรักษาความปลอดภัย การจัดการ และการแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์รายวัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำได้ง่ายๆ เพียงเดินไปแก้ไขให้ถึงโต๊ะในออฟฟิศ

ดังนั้น เพื่อความต่อเนื่องของธุรกิจ ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องได้รับอีกระดับของประสบการณ์การใช้งานที่ปลอดภัย พร้อมเสมอในทุกที่ ทุกเวลา ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับเจ้าหน้าที่ไอที ซึ่งต้องเลือกสรรเทคโนโลยีให้แก่องค์กร การเลือกฮาร์ดแวร์ให้เหมาะสมกับงาน นับเป็นสิ่งสำคัญที่อาจส่งผลถึงผลลัพธ์ทางธุรกิจได้

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไมแพลตฟอร์ม Intel vPro เจนเนอเรชั่น 11 จึงเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจที่คุณไว้ใจได้ ด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core vPro เจนเนอเรชั่น 11 ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์สำหรับธุรกิจที่ดีที่สุดในโลก ช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์อันน่าทึ่งให้กับแผนกไอที ผู้ใช้งาน และได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับความปลอดภัยทางด้านธุรกิจ ประสิทธิภาพและการควบคุมจัดการจากระยะไกล

ทุกวันนี้ หลายกลุ่มธุรกิจ และผู้ให้บริการด้านไอทีได้พบแล้วว่า แพลตฟอร์ม Intel vPro มีส่วนช่วยเติมเต็มความต้องการ ตลอดจนเสริมสร้างรากฐานอันมั่นคงทางธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก องค์กรขนาดใหญ่หรือผู้ทำงานด้านไอทีล้วนไว้วางใจ และทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์ของ Intel ซึ่งออกแบบมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจโดยตรง แพลตฟอร์ม Intel vPro มุ่งมั่นนำเสนอสุดยอดศักยภาพ ประสิทธิภาพ และเสถียรภาพ เพื่อสร้างสรรค์ที่สุดแห่งประสบการณ์การใช้งานเพื่อคุณ

แพลตฟอร์ม Intel vPro รากฐานอันแข็งแกร่ง เพื่อความมั่นคงของธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้ง

พีซีที่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์ม Intel vPro พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลองของโลกธุรกิจในปัจจุบัน แพลตฟอร์ม Intel vPro มาพร้อมฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยขั้นสูงรันบนระบบที่ออกแบบมา เพื่อเน้นประสิทธิภาพการทำงาน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในภาพรวมได้

จุดเด่นของแพลตฟอร์ม Intel vPro

พีซีที่ขับเคลื่อนด้วย โมบายล์โปรเซสเซอร์ Intel Core vPro เจอเนอเรชั่น 11 ทำให้หลายธุรกิจได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพแก่ผู้ใช้งานให้การทำงานราบรื่นได้จากทุกที่

 

ที่สุดของประสิทธิภาพ อีกระดับแห่งประสบการณ์ใช้งานเพื่อธุรกิจ

ด้วยประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดดและกราฟิกที่ทรงพลังโปรเซสเซอร์ Intel® Core ™ vPro® เจนเนอเรชั่น 11 มอบประสบการณ์การใช้งานจริงที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับฝ่ายไอทีและพนักงาน โดยเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยพนักงงานมีความสุข สนุกกับการทำงานที่ปราศจากความเครียด ไม่ว่าจะทำงานจากที่ไหนก็ตาม

 ไม่สำคัญว่าพนักงานของคุณจะทำงานจากที่ไหน — พวกเค้าสามารถทำงานได้มากขึ้นด้วยพลังของกราฟิก Intel® Iris® Xe ที่มอบความสามารถในการสร้างและกราฟิกที่น่าทึ่งสำหรับประสบการณ์การทำงาน ช่วยเติมเต็มความสามารถ ความสร้างสรรค์ การประสานงาน และประสิทธิภาพการทำงานให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะงานด้านกราฟิก หรือการประมวลผลภาพและวิดีโอที่ไหลลื่น และสวยงามยิ่งขึ้น

 สะดวกด้วยเทคโนโลยี Intel Thunderbolt ™ 4 การเชื่อมต่อเพียงพอร์ตเดียว สามารถรองรับการใช้งานที่หลากหลาย เช่นชาร์จโน้ตบุ๊ก หรือการเชื่อมต่อจอภาพให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมและอุปกรณ์ต่อพ่วงได้อย่างราบรื่น

 หน่วยความจำIntel® Optane ™ H20 พร้อม SSD เพิ่มขีดความสามารถให้กับแพลตฟอร์ม Intel ด้วยประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูงและออพชั่นหน่วยความจำขนาดใหญ่ ประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่าและการใช้พลังงานที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน รวมถึงการสนับสนุน Intel® Stable IT Platform Program

 ให้ความเร็วที่เหนือกว่า ด้วยเทคโนโลยี Wi-Fi ที่ดีที่สุดด้วย Intel® Wi-Fi 6/6E (Gig+) ช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานแบบไร้สายเชื่อมต่อได้อย่างไหลลื่นภายในมาตรฐาน W-Fi6 สำหรับการประชุมผ่านวีดีโอทางไกล หรือการทำงานผ่านระบบออนไลน์ของออฟฟิศก็ทำได้อย่างไม่สะดุด

 เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของ AI บนพีซี ด้วยโปรเซสเซอร์ Intel® Core ™vPro® เจนเนอเรชั่น 11 ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้แอพพลิเคชั่นและเวิร์กโฟลว์ทำงานได้ชาญฉลาดมากขึ้น โดยมีประสิทธิภาพ AI ที่ดีขึ้น

ระบบรักษาความปลอดภัยที่สอดรับกับธุรกิจ นับแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

Intel® Hardware Shield ที่มีให้เป็นพิเศษเฉพาะในอุปกรณ์ที่ใช้แพลตฟอร์ม Intel vPro® ทั้งหมดมอบการป้องกันพีซีในระดับฮาร์ดแวร์ในตัวเพื่อการทำงานทางธุรกิจที่ปลอดภัยมากขึ้นรวมถึง

 Intel® Control-flow Enforcement Technology (Intel® CET) ช่วยป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์ที่จะมาลักลอบควบคุมการทำงานต่างๆ ในเครื่อง.

 Intel® Threat Detection Technology (Intel® TDT) ที่ให้การตรวจจับภัยคุกคามขั้นสูงและการรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น.

ล้ำหน้าด้วยความสามารถในการจัดการจากระยะไกล และเสถียรภาพของแพลตฟอร์ม
ดูแลพีซีสำหรับธุรกิจของพนักงานและลูกค้าคุณให้พร้อมใช้งานได้จากทุกที่ด้วยแพลตฟอร์ม Intel vPro® ที่มี Intel® Active Management Technology IT อันเป็นโซลูชันเดียวที่นำเสนอการแก้ไขระยะไกลบนคลาวด์เพื่อคืนพีซีของให้อยู่ในสถานะที่ดี พร้อมใช้งานไม่ว่าพนักงานจะทำงานอยู่ที่ใด หรือแม้ระบบปฏิบัติการจะหยุดทำงานก็ตาม10

เสถียรภาพ
 ตรวจสอบความเสถียรของอุปกรณ์และความน่าเชื่อถือที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้ทุกคนด้วย Intel® Stable IT Platform Program (Intel® SIPP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยในการเปลี่ยนและอัพเกรดระบบของผู้ใช้ เพื่อให้พีซีมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่มั่นใจได้
 แพลตฟอร์ม Intel vPro® เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยปรับปรุงวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และมอบสิ่งที่ธุรกิจของคุณต้องการเพื่อให้เติบโตก้าวหน้าได้ทันที

การจัดการ
 แพลตฟอร์ม Intel vPro ® ได้สนับสนุนการใช้งานในอุปกรณ์ดิจิทัลที่หลากหลาย ตั้งแต่แล็ปท็อป ป้ายดิจิทัล อุปกรณ์ IoT และอื่น ๆ เพื่อให้ลูกค้าของคุณสามารถควบคุมอุปกรณ์ที่ใช้งานสำหรับธุรกิจของเขาได้มากขึ้น.
ปรับปรุงประสิทธิภาพด้านไอทีให้ลูกค้าของคุณ ด้วยความสามารถในการจัดการระยะไกลสำหรับกลุ่มพีซีที่ใช้ระบบคลาวด์ผ่าน Intel® Active Management Technology (Intel® AMT) ซึ่งขับเคลื่อนโดย Intel® Endpoint Management Assistant (Intel® EMA) ที่จะทำให้เวิร์กโฟลว์ของผู้ใช้หยุดชะงักน้อยที่สุดเมื่อมีการแก้ไขและการบำรุงรักษา ทำให้ผู้ใช้ยังทำงานได้มีประสิทธิผลไม่ว่าพวกเขาจะทำงานอยู่ที่ใด รวมถึงทีมไอทีที่สามารถใช้ระบบเข้าไปจัดการแก้ไขในกรณีที่มีการละเมิดความปลอดภัย

ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพด้านไอที

แพลตฟอร์ม Intel vPro® ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงการประยุกต์ไอทีเข้ากับธุรกิจทั้งใหญ่เล็ก ช่วยเสริมความสามารถแก่ผู้ใช้งาน รักษาความปลอดภัยข้อมูลองค์กร และง่ายต่อการบำรุงรักษา ช่วยให้งานไอทีสอดรับกับนโยบายองค์กร ให้บริการด้านความปลอดภัย ปรับปรุงแก้ไข บำรุงรักษาได้ง่ายตลอดจนการใช้งาน เหมาะกับองค์กรในทุกขนาด

Intel vPro® เจนเนอเรชั่น 11 คือแพลตฟอร์มสำหรับภาคธุรกิจ ออกแบบมาเพื่อเป็นรากฐานสำคัญต่อเทคโนโลยี และเสริมสร้างประสิทธิภาพการประมวลผลและด้วยการลงทุนด้านไอทีโซลูชันอย่างชาญฉลาด ย่อมทำให้องค์กรสามารถแข่งขันและสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เกิดสัมฤทธิผลโดยรวม เพื่อการเติบโตของธุรกิจอย่างมั่นคง

เริ่มต้นประสบการณ์การใช้งานพีซีสำหรับธุรกิจยุคดิจิทัลด้วย แพลตฟอร์ม Intel vPro®

ศึกษาข้อมูล Intel vPro เพิ่มเติมได้ที่ https://intel.ly/39JVvEc
สนใจสั่งซื้อสินค้า สามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายได้ดังนี้

Ingram
https://intel.ly/3zK9PXB
กรุงเทพ : th-allbkksales@ingrammicro.com
ต่างจังหวัด : th-upcountry@ingrammicro.com

SiS
https://intel.ly/3ufsMAq
email : sis@sisthai.com
Tel : 0-2020-3000

Synnex
https://intel.ly/39IbgeF
Add Line : @SynnexThailand
หรือคลิก : https://intel.ly/3kK7c3L

VST ECS
https://intel.ly/3ueoTMc
e-mail : pr@vstecs.co.th
Tel : 02-032-9999

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/intel-vpro-gen-11-business-platform/

Apache ออกแพ็ตช์ใหม่มาอุดช่องโหว่ Zero-day แล้ว

Apache Software Foundation ได้ออกตัวอัปเดตด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมสำหรับตัวเว็บเซิร์ฟเวอร์ชื่อดังของตัวเอง เพื่อแก้ตัวหลังจากแพ็ตช์ที่เคยปล่อยเมื่อต้นสัปดาห์ก่อนถูกมองว่า “ยังแก้ไม่สะเด็ดน้ำ” สำหรับการแก้ปัญหาช่องโหว่ที่กำลังระบาดอยู่ตอนนี้

โดยช่องโหว่ดังกล่าวอยู่ภายใต้รหัส CVE-2021-42013 พัฒนาขึ้นจากบนช่องโหว่ CVE-2021-41773 อีกทอดหนึ่ง ที่เป็นบั๊กเกี่ยวกับพาธที่เปิดให้เข้าถึงและเรียกดูไฟล์ที่เก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์เหยื่อได้ กระทบกับเว็บเซิร์ฟเวอร์ของ Apache เวอร์ชั่น 2.4.49

ซึ่งหลังจากมีการออกตัวแก้ไขในเวอร์ชั่น 2.4.50 ก่อนหน้านั้น กลับกลายเป็นว่าเกิดช่องโหว่ที่สามารถทำให้รันโค้ดจากระยะไกลในกรณีที่มีการโหลดโมดูล “mod_cgi” โดยไม่ได้มีการตั้งค่า “require all denied” ไว้ก่อน จึงเป็นสาเหตุทำให้ Apache ต้องรีบออกตัวอัพเดทใหม่ฉุกเฉินอีกครั้ง

ทางบริษัทระบุว่า “เนื่องจากเราพบว่าตัวแก้ไขบั๊ก CVE-2021-41773 บน Apache HTTP Server 2.4.50 ยังไม่สามารถป้องกันการโจมตีได้ดีพอ ผู้โจมตียังสามารถใช้เทคนิค Path Tranversal ในการจับคู่ URL กับไฟล์ที่อยู่ภายนอกไดเรกทอรีที่ตั้งค่า Alias-like ได้”

ที่มา : THN

from:https://www.enterpriseitpro.net/apache-software-foundation-patch/

Amazfit เผยอัตลักษณ์ของแบรนด์ใหม่ พร้อมเปิดตัวสมาร์ทวอทช์ระดับโลก

Amazfit ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีสวมใส่ได้และชาญฉลาด ได้เปิดตัวอัตลักษณ์ของแบรนด์ใหม่ที่โดดเด่น เพื่อเฉลิมฉลองการแสดงออกและสะท้อนคุณค่าและไลฟ์สไตล์อย่างกล้าหาญยิ่งขึ้น

Amazfit เป็นแบรนด์ของ Zepp Health ซึ่งได้จัดส่งอุปกรณ์ไปแล้วกว่า 100 ล้านชิ้นตั้งแต่ปี 2557 ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องที่ลูกค้าได้รับการเติมเต็มด้วยโอกาสที่ไม่สิ้นสุดและอารมณ์อันต่อเนื่อง, ความรู้สึกและเป้าหมายที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน, แบรนด์ Amazfit นำเสนอความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด ส่งผ่านความต้องการทั้งความหลงใหล ความเป็นธรรมชาติได้อย่างทันท่วงทีและสร้างสรรค์ในเชิงบวก อัตลักษณ์ใหม่ยังสะท้อนให้เห็นถึงสีสันอันโดดเด่นและวิวัฒนาการที่สนุกสนานของโลโก้ Amazfit

“เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของผู้คน – ช่วยให้พวกเขาได้แสดงถึงบุคลิกภาพ พลังงาน และทัศนคติ ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะรีเฟรชและอัพเกรดแบรนด์ Amazfit เพื่อการนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ดีกว่า และส่งเสริมให้ผู้คนใช้ชีวิตแบบมีสุขภาพที่ดีกว่าเดิม สำหรับก้าวแรกในการเดินทางครั้งนี้ ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะแสดงโลโก้ใหม่ Amazfit ที่นำเสนอโลกที่มีสีสัน และแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการเป็นหนึ่งเดียว” คุณฮวง หวัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amazfit กล่าว

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/amazfit-smart-watch/