คลังเก็บป้ายกำกับ: USA

ศาลสหรัฐตัดสิน รัฐบาลสหรัฐไม่ผิดรัฐธรรมนูญกรณีแบน Huawei เป็นสิทธิในการเลือกซื้อขาย

ต้นปีที่แล้ว Huawei ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐ โดยระบุว่าคำสั่งแบนของรัฐบาลผิดรัฐธรรมนูญ ล่าสุดศาลมีคำสั่งติดเป็นประโยชน์กับรัฐบาลพร้อมตีตกคำร้องของ Huawei

ผู้พิพากษา Amos Mazzant ระบุว่าคำสั่งซื้อขายของภาครัฐเป็นเอกสิทธิ์ของรัฐบาล (ในการตัดสินใจว่าจะซื้อขายกับใคร) ไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ แถมระบุด้วยว่า Huawei ก็ยังคงสามารถทำธุรกิจกับเอกชนหรือบริษัทไหนก็ได้ในสหรัฐและอีกกว่า 169 ประเทศที่ Huawei ทำธุรกิจด้วยมาโดยตลอด

ด้าน Huawei แสดงความผิดหวังต่อคำตัดสินนี้ โดยโฆษกระบุว่าเข้าใจเรื่องความมั่นคงของประเทศ แต่มาตรการของรัฐบาลเป็นการป้องกันภัยคุกคามที่ผิดที่ผิดทางและละเมิดสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญของ Huawei

ที่มา – WSJ

from:https://www.blognone.com/node/114743

รู้จัก Pete Buttigieg และ Amy Klobuchar สองม้ามืดชิงตัวแทนพรรคเดโมแครต

บทความโดย โมโตกิ ลักษมีวัฒนา (Motoki Luxmiwattana)

ผ่านไปแล้วกับการเลือกตั้งตัวแทนพรรคเดโมแครตในสองมลรัฐแรกคือ Iowa และ New Hampshire ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวคาดการณ์ “ว่าที่ประธานาธิบดี” ได้ดีที่สุด (ในอดีต แคนดิเดตที่ได้ชัยชนะในสองมลรัฐนี้ทุกคนได้เป็นตัวแทนพรรค) ผลปรากฎว่าในมลรัฐ Iowa วุฒิสมาชิก Bernie Sanders และนาย Pete Buttigieg (พีท บุตติจีช) “เสมอ” กัน ส่วนใน New Hampshire Sanders ขึ้นนำเป็นอันดับ 1 โดยมี Buttigieg ตามติดเป็นอันดับ 2 และอันดับ 3 เป็นวุฒิสมาชิก Amy Klobuchar (เอมี่ โคลบูชาร์) 

ผลการเลือกตั้งที่ New Hampshire ถือว่าพลิกโผ เพราะตัวเต็ง (front-runner) อย่างวุฒิสมาชิก Elizabeth Warren และอดีตรองประธานาธิบดี Joe Biden ได้เพียงอันดับ 4 และ 5 โดยได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งของ Klobuchar ด้วยซ้ำ

เราอาจคุ้นเคยชื่อของ Bernie Sanders ตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 แต่ที่น่าสนใจคือ “ม้ามืด” ในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่าง Buttigieg และ Klobuchar ที่ได้คะแนนแซงหน้าตัวเต็งรุ่นเก๋าและยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก 

บทความนี้จะพาไปรู้จักภูมิหลังของม้ามืดทั้งสองคน วิเคราะห์ประเด็นที่ทำให้ทั้ง 2 คนสามารถขึ้นมามีคะแนนในกลุ่มผู้นำ และสิ่งที่ควรคำนึงถึง เมื่อเราจะมองทิศทางการเลือกตั้งตัวแทนพรรคเดโมแครตต่อจากนี้

DES MOINES, IOWA – JANUARY 14: Sen. Amy Klobuchar (D-MN) makes a point as former South Bend, Indiana Mayor Pete Buttigieg raises his hand during the Democratic presidential primary debate at Drake University on January 14, 2020 in Des Moines, Iowa. Six candidates out of the field qualified for the first Democratic presidential primary debate of 2020, hosted by CNN and the Des Moines Register. (Photo by Scott Olson/Getty Images)

Sanders, Buttigieg และ Klobuchar: จุดยืนและการวางตำแหน่งในการเลือกตั้ง 2020

หากท่านได้ติดตามการเลือกตั้งตัวแทนพรรคเดโมแครตในปี 2016 อาจคุ้นเคยกับชื่อ Bernie Sanders มาแล้ว เขาเป็นวุฒิสมาชิกไม่สังกัดพรรคใด (Independent) จากมลรัฐ Vermont ปัจจุบันอายุ 78 ปี เคยลงชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครต แต่แพ้ Hillary Clinton (ซึ่งมาแพ้ประธานาธิบดี Donald Trump คนปัจจุบัน)

Bernie ขึ้นชื่อเรื่องนโยบายเชิงรัฐสวัสดิการ เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิแรงงาน เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การยกเลิกหนี้นักศีกษา นโยบาย Green New Deal (การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อสิ่งแวดล้อม) ทำให้เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “หัวก้าวหน้า (progressive lane)” ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ส่วน Buttigieg และ Klobuchar อยู่ในกลุ่ม “ไม่สุดโต่ง (moderate lane)” ที่มักวางตัวว่าเห็นด้วยกับจุดยืนของฝ่ายหัวก้าวหน้า แต่ให้ความสำคัญกับการประนีประนอม และนำเสนอนโยบายที่พวกเขารู้สึกว่า “สามารถทำได้จริง ๆ” (รายละเอียดแตกต่างกันออกไปว่าแต่ละแคนดิเดตมองว่าอะไรเป็นสิ่งที่ “ทำได้จริง”) 

Buttigieg อายุ 38 ปี เป็นอดีตนายกเทศมนตรีเมือง South Bend ในมลรัฐ Indiana เคยเปิดเผยรสนิยมทางเพศว่าเป็นเกย์ ทำแบรนด์ตัวเองว่าเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ อายุน้อย และมีภูมิหลังที่ไม่ใช่ “การเมืองแบบวอชิงตันดีซี” ซึ่งหมายถึงว่าเป็น “คนนอกระบบ” ที่ไม่ได้ติดพันกับการเมืองของเมืองหลวงแบบดั้งเดิม แต่มีประสบการณ์จริงจากมุมมองใหม่ ๆ ที่ได้มาจากส่วนอื่นของประเทศ 

ในขณะที่ Klobuchar ไม่ได้ขายความเป็น “คนนอกระบบ” แบบ Buttigieg แต่เน้นสถานภาพของตัวเองที่เป็นวุฒิสมาชิกจากมลรัฐ Minnesota ซึ่งเป็น “มลรัฐสีม่วง” (มีฐานเสียงที่สนับสนุนทั้งสองพรรคพอกัน) เพื่อเน้นยำว่าตนเองสามารถแย่งชิงคะแนนเสียงจากอีกฝ่าย ให้เอาชนะประธานาธิบดี Trump ได้

Bernie Sanders ภาพจาก @BernieSanders

การขึ้นนำและกลยุทธของ Bernie Sanders

แต่คนที่ได้คะแนนนำในทั้งสองรัฐก็ยังเป็น Bernie Sanders

ตามทฤษฏีแล้ว ยุทธศาสตร์ไม่สุดโต่งของ Buttigieg และ Klobuchar อาจสามารถ “ดูด” คะแนนเสียงจากคนที่เคยเลือก Trump ได้ เพราะเหตุใด Sanders จึงขึ้นนำได้ในมลรัฐทั้งสองนี้? 

ปัจจัยแรกคือนโยบายหลักประกันสุขภาพแบบกองทุนเดียว (single payer) ที่รู้จักกันในนาม “Medicare for All (M4A)” กลายเป็นแบรนด์ของ Sanders ไปแล้ว 

นโยบายกองทุนเดียวเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนสหรัฐฯที่ให้ความสำคัญกับปัญหานโยบายสุขภาพสูงที่สุด เพราะภายใต้ระบบผสมแบบที่ใช้ปัจจุบัน เน้นให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนมีบทบาทสำคัญ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (healthcare expenditure) ต่อหัวของคนอเมริกันพุ่งสูงขึ้นเป็นอันดับ 1 ในโลก ในแต่ละปีมีประชาชนกว่า 5 แสนคนล้มละลายเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ มีการวิจัยพบว่าค่าใช้จ่ายที่สูงมาจากต้นทุนด้านการจัดการ (administrative cost) ทั้งของรัฐบาลและบริษัทประกันเอกชน ไม่ได้มาจากการรักษาพยาบาลโดยตรง 

หนึ่งในจุดขายของ M4A ของ Sanders คือการลดต้นทุนด้านนี้ลง ขจัดค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในประกันสุขภาพเอกชนรูปแบบต่าง ๆ

เมื่อนโยบายที่ชัดเจน ผนวกกับภาพลักษณ์ของ Sanders ด้านความซื่อสัตย์และจริงใจ ดังที่เห็นได้จากที่เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่านโยบาย M4A จะเพิ่มภาษี แต่จะลดค่าใช้จ่ายโดยรวม หรือการที่เขามีจุดยืนทางการเมืองที่ไม่ไขว้เขวไปกับกาลเวลาหรือความนิยมในแต่ละสมัย เช่นในประเด็นนโยบายสุขภาพ สิทธิทางการเมืองของผู้หญิง สิทธิของทหารผู้รักร่วมเพศ และการต่อต้านสงครามอิรักตั้งแต่ต้น ทำให้ “ความนิยม (favorability)” ของเขาสูงที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้

อีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็น คือยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่เน้นการเพิ่มจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิ (turnout) ในกลุ่มที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับสังคมมากนัก เช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มประชากรผิวสี (Latino) และแรงงานต่างด้าว ที่ Sanders ได้คะแนนสนับสนุนอย่างท่วมท้น 

ยุทธศาสตร์นี้ทำได้เพราะทีมหาเสียงของ Sanders เป็นองค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคมที่จัดตั้งมาเป็นเวลา 4 ปีตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งก่อน มีความพร้อมออกไปพูดคุยสนทนากับกลุ่มสังคมต่าง ๆ เพื่อหาเสียง แม้ว่าตัว Sanders จะติดพันภารกิจอื่น (เช่น ต้องไปลงมติถอดถอน Trump ในเดือนมกราคม) ทำให้เขามี “โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure)” ด้านการหาเสียงที่เข้มแข็ง ทั้งในแง่ “กำลังทุน” จากการบริจาคโดยประชาชน และ “กำลังคน” ที่สามารถลงพื้นที่หาเสียง โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับการชิงพื้นที่สื่อจนเกินไป

Pete Buttigieg ภาพจาก Pete for America

Buttigieg เสมอใน Iowa และ Klobuchar ไต่ขึ้นอันดับ 3 ใน New Hampshire

ดังที่กล่าวไปแล้ว ทั้ง Buttigieg และ Klobuchar วางตำแหน่งตนเองเป็นแคนดิเดตที่ “ไม่สุดโต่ง” ทำให้ทั้งสองต้องมาชิงฐานเสียงเดียวกัน ทั้งในแง่อุดมการณ์ ภูมิหลังทางสังคม เศรษฐกิจ สีผิว รายได้ และช่วงอายุ

สาเหตุที่ Buttigieg สามารถขึ้นนำแคนดิเดตในกลุ่ม “ไม่สุดโต่ง” คนอื่นได้ (Biden ได้ที่ 4 Klobuchar ได้ที่ 5) ผู้เขียนมองว่าปัจจัยแรกคือ “ภาพลักษณ์เด็กเก่ง” ของ Buttigieg ที่มีโปรไฟล์ดี ทั้งในแง่การศึกษาและการงาน เช่น เคยเป็น Rhodes Scholar (ซึ่งถูกมองว่าเป็นทุนการศึกษาที่ยากที่สุดทุนหนึ่ง มีผู้ได้รับทุนจากทั่วสหรัฐฯเพียง 32 คนต่อปี โดยเกรดเฉลี่ยของผู้ได้รับทุนอยู่ที่ 3.9) เคยทำงานในบริษัทคอนซัลท์ใหญ่อย่าง McKinsey เมื่อผนวกกับจุดยืนไม่สุดโต่ง เน้นการปรองดองในพรรค อาจทำให้กลุ่มคนผิวขาวรายได้สูง มองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่พวกเขาอยากสนับสนุนก็เป็นได้

ในแง่ของยุทธศาสตร์ Buttigieg ทุ่มโฆษณาในมลรัฐ Iowa ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเป็นเงินหลายล้านเหรียญ และเมื่อ Klobuchar ไม่สามารถลงพื้นที่หาเสียงได้ด้วยตนเอง เพราะติดพันภารกิจการถอดถอน Trump ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา (เช่นเดียวกันกับ Bernie และ Warren) บวกกับปัจจัยหนุนว่าการหาเสียงของ Biden ไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าใดนัก จึงทำให้ Buttigieg ได้เปรียบและได้รับเสียงสนับสนุนจำนวนมากก็เป็นได้ แถมระบบ Caucus ของมลรัฐ Iowa (คล้ายกับการประชุม มากกว่าการเลือกตั้งโดยตรง) น่าจะมีส่วนให้ผู้ที่เคยสนับสนุน Klobuchar หรือ Biden ในช่วงแรก “ย้ายค่าย” มาสนับสนุน Buttigieg อีกด้วย

Amy Klobuchar ภาพจาก @AmyKlobuchar

ในบริบทที่ Sanders มีรากฐานที่มั่นคง และ Buttigieg สร้างโมเมนตัมจาก Iowa ได้สำเร็จ การไต่อันดับขึ้นมาของ Klobuchar มีความน่าสนใจมาก เพราะว่าฐานเสียงของเธอคล้ายกับ Buttigieg, Biden และ Warren อย่างมาก กล่าวคือ Klobuchar ใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียว แย่งชิงเสียงสนับสนุนจากแคนดิเดต “ไม่สุดโต่ง” คนอื่น และอาจมีส่วนที่ให้ Buttigieg พลาดอันดับ 1 ใน New Hampshire อีกด้วย

ผู้เขียนมองว่าความนิยมในตัว Klobuchar ใน New Hampshire มาจากการโต้วาทีได้อย่างแข็งขันในการดีเบตคืนวันศุกร์ก่อนการเลือกตั้ง นอกจากที่ Klobuchar สามารถโจมตี Buttigieg ได้อย่างดีแล้ว ตัว Buttigieg เองยังพลาดพลั้งในการตอบคำถาม เมื่อผู้ดำเนินรายการถามประเด็นปัญหาการจับกุมประชาชนคนดำในเมือง South Bend ที่สูงกว่าปกติในช่วงที่เขาเป็นนายกเทศมนตรี เขาพยายามอ้างว่าอัตราการจับกุมมิได้สูง และยังเชื่อมโยงคนดำกับความรุนแรงทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้น (มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นคำตอบที่มีนัยยะเหยียดผิวในระดับหนึ่งอีกด้วย) 

ความผิดพลาดของ Buttigieg ทำให้ภาพแคนดิเดตดาวรุ่งในกลุ่มไม่สุดโต่งสั่นคลอน ส่งผลให้กลุ่มสังคมคนผิวขาวรายได้สูง ที่มักติดตามข่าวสารการเลือกตั้งผ่านโทรทัศน์ และมีแนวโน้มเปลี่ยนจุดยืนบ่อย (fickle) ตามข่าวสารที่ได้รับ ย้ายไปสนับสนุน Klobuchar ในโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

Joe Biden อดีตรองประธานาธิบดีในยุคโอบามา – ภาพจาก Joe Biden

วิเคราะห์ทิศทางการเลือกตั้งต่อจากนี้

แม้ Buttigieg และ Klobuchar ประสบความสำเร็จในสองมลรัฐนี้ในระดับหนึ่ง ผู้เขียนมองว่าแคนดิเดตสองคนนี้ไม่น่าจะ “ไปรอด” ในมลรัฐต่อจากนี้ไป ด้วยเหตุผล 2 ประการใหญ่ ๆ 

ประการแรก ทั้งสองแทบไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประชาชนผิวสีและกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นกลุ่มฐานเสียงสำคัญสำหรับพรรคเดโมแครต (Quinnipiac Poll ล่าสุดจากเผยว่าเมื่อดูในระดับประเทศแล้ว Buttigieg และ Klobuchar ได้รับการสนับสนุนจากคนผิวสีเพียง 4% และ 0% ตามลำดับ

การเลือกตัวแทนในมลรัฐ Nevada (22 ก.พ.) และ South Carolina (29 ก.พ.) มีกลุ่มคนผิวสีจำนวนมาก (ทั้งละตินและคนดำ) อาจทำให้กระแสของทั้งสองหายไป ส่วนวัน Super Tuesday 3 มี.ค. ก็มีหลายมลรัฐที่มีประชากรผิวสีจำนวนมากเช่นกัน 

แคนดิเดตสายไม่สุดโต่งคนอื่นเช่น Biden อาจมีโอกาสในรัฐเหล่านี้สูงกว่าด้วยซ้ำไป เพราะเสียงสนับสนุนจากคนดำ (โดนเฉพาะกลุ่มสูงวัย) เฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 27% นำผู้สมัครทุกคน

ประการที่สอง แคนดิเดตทั้งสองคนนี้ไม่ได้มีทีมงานหาเสียงเตรียมการอยู่ในมลรัฐต่อจากนี้เท่าใดนัก โดยเฉพาะ Klobuchar ที่เผลอ ๆ แล้วต้องจ้างทีมงานใหม่หลายร้อยคนในเวลาไม่กี่วัน เพื่อเริ่มหาเสียงในมลรัฐ Nevada ก่อนที่ Caucus จะเริ่มขึ้น  

กระแสที่แคนดิเดตได้จากผลการเลือกตั้งใน Iowa หรือ New Hampshire อาจมีประโยชน์ต่อการโน้มน้าวผู้ลงคะแนนเสียง และเป็นตัวช่วยดึงดูดเงินบริจาค (ทั้งจากประชาชนและเศรษฐี) สำหรับแคนดิเดตที่ร้อนเงิน ปัญหาคือทั้ง Buttigieg และ Klobuchar อาจมีเงิน แต่ขาดคนและทีมงาน จึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเงินเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเทียบกันแล้วทีมหาเสียง Sanders ที่ได้วางเกมยาว เปิดศูนย์หาเสียงตามมลรัฐหลัง South Carolina แล้ว จึงมีโอกาสรักษากระแสและเสียงสนับสนุนได้อย่างมั่นคงกว่า “ม้ามืด” อีกสองคนมาก 

นอกจากนั้น Iowa และ New Hampshire เป็นกลุ่มมลรัฐที่ “ขาวที่สุด” มีอายุเฉลี่ยสูง และมีฐานะค่อนข้างดีล้วนเป็นปัจจัย Sanders ที่เสียเปรียบด้วยซ้ำ เมื่อเราทำความเข้าใจยุทธศาสตร์และเสียงสนับสนุนที่เขาได้จากกลุ่มสังคมผิวสีดังที่กล่าวไปแล้ว ในมลรัฐ Nevada ที่มีสัดส่วนประชาชนเชื้อสายละตินจำนวนมาก ก็คาดการณ์ได้ว่าคะแนนเสียงของ Sanders มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากในมลรัฐต่อจากนี้

Mike Bloomberg ภาพจาก @MikeBloomberg

จับตา Michael Bloomberg กับเงินมหาศาล

ตัวเลือกไม่สุดโต่งอีกคนหนึ่งที่ยังเข้มแข็งในโพลล์ และมีนักข่าวบางคนได้ข่าวลือว่าสมาชิกระดับสูงพรรคเดโมแครตบางส่วนกำลังเอนเอียงไปหาคือ Michael Bloomberg เจ้าของธุรกิจสื่อ Bloomberg 

ด้วยทรัพย์สินมหาศาลกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เขาทุ่มเงินไปเกือบ 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯในการซื้อโฆษณา โดยวางเป้าหมายอยู่ที่มลรัฐช่วง Super Tuesday เป็นต้นไป แถมยังมีการรายงานว่าเขากำลัง “ดูด” ทีมงานหาเสียงของนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่เหล่านี้ด้วย 

ตอนนี้ยังคงบอกได้ยากว่ายุทธศาสตร์ของ Bloomberg ที่เลี่ยงการแข่งขันกับตัวแทนคนอื่นในมลรัฐแรก ๆ รวมถึงการเลี่ยงขึ้นเวทีดีเบต ที่อาจทำให้เสียเปรียบในภาพลักษณ์ จะประสบความสำเร็จแค่ไหน (เพราะแทบจะไม่มีแคนดิเดตในช่วง 20 ปีมานี้ ที่ใช้แผนการเช่นนี้ ด้วยกำลังทรัพย์ขนาดนี้) 

แต่การที่ Bloomberg สามารถยกอันดับตนเองขึ้นมาอยู่ที่ 3 ในโพลล์เฉลี่ยระดับประเทศของ Morning Consult และยังสามารถรับการสนับสนุนพอสมควรจากกลุ่มสังคมผิวสี ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองมีประวัติเหยียดผิวอย่างร้ายแรงทั้งในแง่พฤติกรรมและนโยบายสมัยเป็นนายกเทศมนตรีนคร New York แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์นี้มิได้เปล่าประโยชน์ไปเสียทีเดียว

สิ่งที่ผู้เขียนอยากทิ้งท้ายสักเล็กน้อย เป็นเหมือนเกร็ดในการติดตามการเลือกตั้ง คือ อยากแนะนำท่านผู้อ่านพยายามมองการเคลื่อนไหวในการหาเสียงอย่างน้อยใน 2 ระดับ คือในระดับของ “ประเด็น” (นโยบาย อุดมการณ์ โปรไฟล์ของตัวแคนดิเดต ฯลฯ) และในระดับของ “โครงสร้างเชิงกายภาพ” (การได้พื้นที่สื่อ ทีมงานหาเสียง องค์กร เครือข่าย และกลุ่มสังคมที่สนับสนุน ฯลฯ) เพราะบ่อยครั้งเราอาจด่วนสรุปว่าการเลือกตั้งคือ “การประชันกันของแนวคิด (the battle of ideas)” โดยมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ ในการโน้มน้าวจิตใจ ที่อาจฟังดูน่าเบื่อ เช่นการส่งข้อความ การโทรศัพท์ การเคาะประตูสนทนา 

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ดูน่าเบื่อ (mundane) เหล่านี้แหละครับ ที่บ่อยครั้งแล้วมักเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด ในการเชื่อมต่อประเด็นให้เข้ากับผู้ใช้สิทธิ์ ซึ่งจะชี้ชะตาการเลือกตั้งในสังคมประชาธิปไตย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/pete-buttigieg-amy-klobuchar/

ชัยชนะเล็กๆ ของ AWS, ศาลสหรัฐฯ สั่งกระทรวงกลาโหมหยุดโครงการ JEDI

Amazon ประสบความสำเร็จในการขอให้ศาลสหรัฐฯ หยุดโครงการคลาวด์สำหรับกระทรวงกลาโหม (Joint Enterprise Defense Infrastructure – JEDI) จากการกล่าวหาว่าโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นเข้ามากดดันให้กระทรวงกลาโหมไม่เลือก AWS จนไมโครซอฟท์เป็นผู้ชนะไปในที่สุด โดยฝั่ง Amazon ก็ยื่นฟ้องหลังการประกาศผลไม่นาน

การออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนี้ ศาลยังระบุให้ Amazon ต้องจ่ายค่าเสียหาย 42 ล้านดอลลาร์หากสุดท้ายแล้วพบว่าการออกคำสั่งคุ้มครองไม่ถูกต้อง

โครงการ JEDI มีมูลค่าถึงหมื่นล้านดอลาร์ในอายุสัญญา 10 ปี

ที่มา – IT News

ภาพจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/114672

เปิดโปง CIA เป็นเจ้าของบริษัทเข้ารหัสข้อมูลในสวิสเซอร์แลนด์ ขายดี กำไรงาม แอบดักฟังง่าย ไทยก็ซื้อ

หนังสือพิมพ์ Washington Post รายงานถึงบริษัท Crypto AG ในสวิสเซอร์แลนด์ว่าที่จริงแล้วเป็นหน้าฉากของ CIA และ BND (หน่วยงานข่าวกรองเยอรมัน) ที่ใช้บริษัทขายเครื่องเข้ารหัสที่แท้จริงแล้วออกแบบโดย NSA และวางช่องโหว่เอาไว้ภายใน จากนั้นขายให้รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกให้ใช้ส่งข้อมูลลับที่ทั้ง CIA และ BND จะถอดรหัสได้โดยง่าย และบริษัทเพิ่งเลิกกิจการไปเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมานี้เอง

Crypto AG ก่อตั้งโดย Boris Hagelin ชาวรัสเซียที่ลี้ภัยไปอยู่ในนอร์เวย์และลี้ภัยสงครามไปอยู่ในสหรัฐฯ ภายหลังเขาสร้างเครื่องเข้ารหัส Hagelin’s M-209 ที่สามารถพกพาไปได้ แม้การเข้ารหัสจะไม่แข็งแรงนักแต่ก็ปิดบังข้อความได้หลายชั่วโมงซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน กองทัพบกสหรัฐฯ สั่งซื้อ M-209 มูลค่าถึง 8.6 ล้านดอลลาร์ ภายหลัง Crypto ย้ายบริษัทไปอยู่สวิสเซอร์แลนด์ และรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ตกลงกับ Crypto AG ให้ขายเครื่องรุ่นล่าสุดให้สหรัฐฯ เท่านั้น ส่วนรัฐบาลอื่นจะซื้อได้เฉพาะรุ่นเก่ากว่า

แต่ภายหลัง Crypto AG เริ่มขายเครื่องเข้ารหัสอิเล็กทรอนิกส์ที่ภายในออกแบบโดย NSA โดยกระบวนการเข้าหัสออกแบบให้การเจาะรหัสทำได้ง่ายเป็นพิเศษ พร้อมกับยกเลิกข้อจำกัดการขายเครื่องรุ่นล่าสุดให้รัฐบาลต่างชาติ ทำให้เครื่องเข้ารหัสอิเล็กทรอนิกส์นี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในรัฐบาลนานาชาติ และเมื่อ Hagelin ทั้ง CIA และ BND ก็เข้าซื้อบริษัทมาดำเนินกิจการต่อเองผ่านการถือหุ้นปิดบังเจ้าของที่แท้จริง

Crypto AG ทำกำไรได้สูงและรายได้เติบโตต่อเนื่อง ภายในปี 1975 บริษัทก็มีพนักงานถึง 250 คน ขณะที่รายชื่อชาติที่ Crypto AG จะขายเครื่องเข้ารหัสรุ่นปลอดภัยให้นั้นลดลงเรื่อยๆ ทำให้ CIA สามารถดักฟังได้แม้จะเป็นชาติพันธมิตรกับนาโต้ เช่น กรีซ และตุรกี

รายชื่อชาติที่ซื้ออุปกรณ์จาก Crypto AG นั้นมีถึง 120 ชาติ รวมถึงสหประชาชาติ โดยแถบเอเชียมี ไทย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เวียดนาม เป็นต้น

Crypto AG ปิดบริษัทไปเมื่อปี 2018 โดยขายทรัพย์สินและแบรนด์ออกทั้งหมด คาดว่ามีมูลค่า 50-70 ล้านดอลลาร์ โดยผู้ซื้อทรัพย์สินส่วนมากเป็นสองบริษัท คือ CyOne Security และ Cryto International ทั้งสองบริษัทปฎิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานข่าวกรองใดๆ

ที่มา – Washington Post

No Description

เครื่องเข้ารหัส C-36 ของบริษัท Crypto AG

No Description

รายการสินค้าของบริษัทจนถึงปี 1990

ภาพจากวารสาร Crypto Magazine ฉบับปี 2009

from:https://www.blognone.com/node/114669

รัฐ West Virginia เตรียมให้คนพิการโหวตเลือกประธานาธิบดีผ่านสมาร์ทโฟนได้

ขณะนี้ เข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แล้ว โดยรัฐ West Virginia จะเป็นรัฐแรกของสหรัฐฯที่ให้ผู้พิการโหวตลือกตั้งประธานาธิบดีผ่านสมาร์ทโฟนได้

Jim Justice ผู้ว่าการรัฐ West Virginia สังกัดพรรครีพับลิกัน เตรียมลงนามในกฎหมายที่ให้แต่ละรัฐจัดทำการโหวตเลือกตั้งในรูปแบบออนไลน์ให้ผู้มีสิทธเิ์เลือกตั้งที่เป็นผู้พิการให้สามารถโหวตผ่านมือถือได้

ก่อนหน้านี้ รัฐ West Virginia เคยทดลองใช้การเลือกตั้งออนไลน์มาแล้วในการเลือกครั้งกลางเทอม โดยใช้บริการของบริษัทสตาร์ตอัพ Voatz ซึ่ง Mac Warner เลขาธิการรัฐระบุว่าคราวนี้ก็จะใช้บริการ Voatz หรือแอปอื่นที่คล้ายกันให้เป็นทางเลือกที่ง่ายขึ้น

มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของการใช้เครื่องมือออนไลน์ในการโหวตเลือกตั้ง เพราะเกรงว่าการลงคะแนนออนไลน์ทุกประเภทจะเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยโดยไม่จำเป็น แต่ Warner ที่สนับสนุนกฎหมายนีระบุว่าการโหวตออนไลน์ สามารถให้สิทธิ์ในการโหวตแก่คนพิการที่มีโอกาสยากจะออกไปลงคะแนนเสียง

No Description
ภาพจาก Shutterstock

ที่มา – Engadget

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/114490

แอปเปิลเริ่มให้บริการซ่อมแบบ onsite ในบางเมืองของสหรัฐ

การซ่อมอุปกรณ์แอปเปิลอย่าง iMac หรือ Mac Pro น่าจะมีปัญหาหลัก ๆ อยู่ที่การยกตัวเครื่องขนาดใหญ่ไปถึง Apple Store ทว่า MacRumors รายงานว่าลนในหน้า Apple Support ในบางเมือง มีตัวเลือกให้บริการตรวจเช็คและซ่อมอุปกรณ์ถึงบ้าน (onsite) ด้วย

การบริการ onsite ของแอปเปิลเป็นบริการผ่านพาร์ทเนอร์ที่ชื่อ Go Tech Services (แอปเปิลไม่ได้ส่งคนของตัวเองไปโดยตรง) และจะมีให้บริการเฉพาะบางเมืองเท่านั้น และจะมีการเก็บค่าบริการเพิ่มเติมด้วย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาแอปเปิลบริการ onsite เฉพาะลูกค้าองค์กรอย่างเดียวเท่านั้น และนี่เป็นครั้งแรกที่ขยายมาให้บริการลูกค้าทั่วไปด้วย

ที่มา – MacRumors

No Descriptionภาพจาก Shutterstock

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/114460

เยอรมัน เรียกร้องชาติ EU ต้องผลิต Chipset – Battery ใช้เองบ้าง ปูทางสร้าง Tech Giants ในยุโรป

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นาง Angela Merkel นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี ได้มีการให้ความเห็นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไว้อย่างน่าสนใจ โดยประกาศชัดเจนถึงความเห็นของรัฐบาลเยอรมันในฐานะมหาอำนาจของสหภาพยุโรปว่า ชาติยุโรปต้องช่วยกันพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีให้เป็นของตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบหลักอย่าง Chipset และ Battery เพื่อสนับสนุนให้ยุโรปมี Tech Giants เกิดขึ้นมาแข่งขันกับสหรัฐและจีนได้บ้าง

Merkel เชื่อ การผลิต Chipset – Battery ได้เอง จะช่วยยกระดับยุโรปสู่ผู้ผลิตระดับเดียวกับ Tech Giants อย่าง สหรัฐ ฯ และ เอเชียตะวันออก

Angela Merkel ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Financial Times เอาไว้ก่อนที่งานประชุม World Economic Forum ที่จัดขึ้นในเมือง Davos ประเทศ Switzerland ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ซึ่ง Merkel จะเป็นหนึ่งในผู้นำทางความคิด มีประเด็นหลักที่นายกรัฐมนตรีหญิง 4 สมัยซ้อนของเยอรมันคนนี้จะได้กล่าวปาฐกถา คือกรณีการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของยุโรปที่อาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนให้ทันยุคสมัยมากขึ้นเสียที

พวกเรามีความเชื่อมั่นว่ายุโรปมีศักยภาพมากพอที่จะผลิต Chipset ได้เองในสเกลขนาดใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์แห่งอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจ Cloud Computing และ เช่นเดียวกับการพัฒนานวัตกรรมของ Battery Cells เพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์ที่พวกเราก็เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งมาตลอด – Angela Merkel | นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งเยอรมนี

อันที่จริงสำหรับประเทศเยอรมันเองนั้น เป็นที่รู้กันดีสำหรับนานาชาติว่าพวกเขาคือผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมสำคัญของโลกมาอย่างโชกโชนในยุคที่เศรษฐกิจโลกนั้นขับเคลื่อนไปด้วยอุตสาหกรรมหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อเสียงด้านวิศวกรรมศาสตร์ ด้านเครื่องจักรกลและยานยนต์ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมของยุคที่ผ่านมา ก่อนที่ปัจจุบันดูเหมือนโฟกัสของโลกทั้งใบจะย้ายไปอยู่ที่การเคลื่อนไหวของชาติที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อย่าง สหรัฐอเมริกา จีน หรือเอเชียตะวันออก ถึงขนาดที่นาง Merkel ออกปากทำนองว่า “หากยุโรปไม่รีบเปลี่ยนแปลง ศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกอาจไม่หมุนกลับมาที่ยุโรปอีกเลย”

ยุโรปที่เคยยิ่งใหญ่ ปัจจุบันกลับไม่มีผู้นำด้านนวัตกรรมในภูมิภาค และอาจไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้ผลิตหากไม่รีบปรับตัว

ประเทศอย่างสหรัฐ ฯ และเอเชียตะวันออกเป็นเจ้าของนวัตกรรมคอมพิวเตอร์ หรือไม่ก็ถือครองกำลังและศักยภาพการผลิตที่ล้นเหลือสำหรับ Chipset ที่เปรียบเสมือนแกนสมองของเศรษฐกิจโลกใหม่ ชนิดที่เกิดการบัญญัติศัพท์ให้เป็นการเฉพาะเรียกธุรกิจกลุ่มนี้ว่า “Tech Giants” ส่วนศักยภาพด้านยานยนต์ที่เยอรมันและอีกหลายชาติในยุโรปเคยเป็นผู้นำ ก็กำลังถูก Disrupt อย่างรุนแรงจากเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าล้วนอย่าง Tesla และแบรนด์เล็กใหญ่จากจีน (บ้านเราก็เริ่มมีให้เห็นกันบ้างแล้วเช่น MG ZS EV จาก SAIC ผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของจีน) ซึ่งเทคโนโลยี Battery ก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดอีก

โดยปัจจุบันมีผู้ถือครองสิทธิบัตรด้านนวัตกรรมชิพประมวลผลและแบตเตอรี่ศักยภาพสูงอยู่ไม่กี่ชาติ ได้แก่ สหรัฐ ฯ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน แถมประเทศกลุ่มนี้ก็ยังทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตหลักของโลกเสียเองด้วย (อันที่จริงต้องรวมแรงงานและศักยภาพการผลิตของภูมิภาคอาเซียนของเราเข้าไปด้วยเช่นกันนะ 8-)) ซึ่งเศรษฐกิจโลกใหม่ที่ว่า ก็คือการขับเคลื่อนไปด้วย Cloud Computing ทั้งในลักษณะโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่แทรกซึมอยู่ในทุกภาคส่วน เรากำลังพูดถึง Facebook – Google – Apple – Amazon – Microsoft – และ Online Platform ใด ๆ ที่เข้ามาทำลายวิธีการเดิม ๆ ในการดำเนินชีวิตนั่นแหละ ทุกอย่างนั้นใช่หมดเลย แต่ทุกวันนี้มาจากอเมริกา หรือไม่ก็จีนเป็นผู้คิดค้นหลักเสียมาก

แม้แต่อุตสาหกรรมเดิมที่เยอรมันว่าแน่อย่างยานยนต์ก็กำลังถูกรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาแทนที่ชนิดตั้งตัวไม่ทัน ถึงแม้หลาย ๆ เจ้าเริ่มขยับกันแล้ว อย่างเช่น BMW – Mercedes Benz และแบรนด์ในเครือ Volkswagen เองก็ได้ทยอยกันเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าออกมาสู่ตลาดโลก แต่ก็ยังติดอยู่กับข้อจำกัดที่ว่าต้นทุนที่สูงที่สุดคือ Battery นั้นยังต้องพึ่งพาชนิดเกือบ 100% ยังคงมาจากจีนหรือไม่ก็เกาหลีใต้อยู่เลย โปรเจคที่ใกล้เคียงที่สุดคือการประกาศตั้งโรงงาน Battery ศักยภาพสูงในเยอรมันของ Volkswagen แต่สายการผลิตก็ยังคงต้องรอกันถึงปี 2023 เป็นอย่างน้อยถึงจะเริ่มผลิต Battery ใช้เองได้จริง ๆ

Huawei มียิ้ม ! ผู้นำยุโรปเลือกชัด แม้ต้องเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ขอเลือกวิธีการแบบ Trump เพราะไม่อยากตกยุค

นอกจากนาง Merkel ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจแล้ว อีกชาติที่พูดเรื่องนี้เอาไว้ค่อนข้างชัดในทางเดียวกันก็คือ ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศส ที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า “อาจถึงเวลาที่เรา (ฝรั่งเศสและยุโรป) จะต้องสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ๆ เพื่อคุ้มครองความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของยุโรปเอาไว้ให้ได้ ในระดับที่ทัดเทียมกับภูมิภาคอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ Airbus (ฝรั่งเศส) แข่งขันได้กับ Boeing (สหรัฐ ฯ) เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงขีดความสามารถของพวกเรา” แต่ถึงแม้จะต้องเสริมความแข็งแกร่งภายในมากเพียงใด เหล่าผู้นำยุโรปหลายชาติไม่ว่าจะเยอรมัน ฝรั่งเศส หรืออังกฤษ ก็ยังคงแสดงทีท่าที่ชัดเจนว่าจะไม่ใช้วิธีการเดียวกันกับ Donald Trump ที่ใช้วิธีการฟาดฟันทางการเมืองเช่นที่ทำอยู่กับ จีน และ Huawei อย่างแน่นอน

คำถามที่ว่า เยอรมันและยุโรปต้องการที่จะถอนรากถอนโคนระบบ Supply Chain ที่เชื่อมต่อกันอยู่ในเศรษฐกิจโลกออกให้หมด เพื่อดึงทุกอย่างกลับสู่เศรษฐกิจยุโรปเลยหรือไม่นั้น เราเชื่อมั่นมากเช่นกันว่า การตัดขาดและกีดกันผู้ผลิตรายใหญ่อย่างจีนออกไปนั้น ไม่ใช่คำตอบอย่างแน่นอน… – Angela Merkel

นอกจากคำสัมภาษณ์ของผู้นำเยอรมันครั้งนี้แล้ว บรรดาชาติยุโรปทั้งหลายรวมถึงเยอรมันเองก็ได้แสดงออกชัดเจนว่า วิธีการอันดุดันของประธาธิบดี Donald Trump นั้นไม่ใช่คำตอบสำหรับการพยุงเศรษฐกิจอย่างแน่นอน โดยหากมองกรณีของ Huawei 5G นั้นบรรดาชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะเยอรมันก็เรียกได้ว่าแทบจะพร้อมอ้าแขนรับ Huawei เข้ามาแข่งขันอย่างเสรีในประเทศของพวกเขาอยู่ดี เพราะวัตถุประสงค์สำคัญคือ 5G ที่ดีที่สุดบนต้นทุนที่ดีที่สุดนั้น Huawei อาจเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเวลานี้อยู่ดี หากพวกเขาไม่ต้องการหลงยุคตกเทรนด์ไม่มี 5G ดี ๆ ใช้ในประเทศกันเสียทีน่ะนะ 😯

 

อ้างอิง: CNN Business | The Financial Times (Subscription)

from:https://droidsans.com/germany-says-europe-should-innovate-its-own-chips-and-batteries-to-compete/