คลังเก็บป้ายกำกับ: UOB

ส่องดีล 1.21 แสนล้านบาท ที่ ยูโอบี ซื้อ กิจการลูกค้ารายย่อย ซิตี้กรุ๊ป ในไทย และ 3 ประเทศอาเซียน

หลัง ซิตี้กรุ๊ป ประกาศขาย กิจการลูกค้ารายย่อย ใน 4 ประเทศอาเซียนประกอบด้วย ไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2021 ในที่สุดบริษัทที่ซื้อกิจการนี้ไปคือ ยูโอบี กลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่จากสิงคโปร์

ยูโอบี

เบื้องต้น ยูโอบี ใช้เงินกว่า 4,915 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 1.21 แสนล้านบาท เพื่อซื้อกิจการลูกค้ารายย่อย แบ่งเป็น 4,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ตามมูลค่าอ้างอิงของกิจการนี้ และค่าพรีเมียมอีก 915 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

ทำไม ซิตี้กรุ๊ป ต้องขายกิจการลูกค้ารายย่อยในอาเซียนทั้ง 4 ประเทศ และเหตุใด ยูโอบี ถึงต้องการกิจการดังกล่าว Brand Inside ชวนมาย้อนดูตั้งแต่จุดเริ่มต้นของดีลนี้กัน

ซิตี้กรุ๊ป โบกมือลาลูกค้าทั่วไปในอาเซียน

จุดเริ่มต้นของดีลนี้เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2021 เพราะช่วงเดือน ก.พ. 2021 สื่อชั้นนำในต่างประเทศเริ่มรายงานเกี่ยวกับการตัดสินใจเลิกกิจการลูกค้ารายย่อยของ ซิตี้กรุ๊ป ในหลายพื้นที่ ซึ่งสุดท้ายเดือน เม.ย. 2021 ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นจริง เพราะ ซิตี้กรุ๊ป ประกาศเลิกกิจการดังกล่าวใน 13 ประเทศ ในเอเชีย และยุโรป

13 ประเทศดังกล่าวประกอบด้วย ออสเตรเลีย, บาห์เรน, จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, เกาหลีใต้, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, รัสเซีย, ไต้หวัน, เวียดนาม และไทย ตามรอยการเลิกกิจการลูกค้ารายย่อยในพื้นที่อเมริกาใต้ระหว่างปี 2006-2020 เพื่อให้ความสำคัญกับตลาดที่บริษัทแข็งแกร่ง และมีโอกาสเติบโตในอนาคต

Citi Thailand ซิตี้ แบงก์
ภาพจาก Shutterstock

การระบาดของโรค COVID-19 และการแข่งขันที่มากขึ้นของธุรกิจการเงินในหลายพื้นที่ ทำให้ Jane Fraser ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซิตี้กรุ๊ป ที่พึ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือน มี.ค. 2021 ต้องวางแผน และบริหารธุรกิจภายใต้เกณฑ์ใหม่ของหน่วยงานกำกับกิจการการเงินของสหรัฐอเมริกา จน ซิตี้กรุ๊ป ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่

หลายธนาคารไทยเปิดโต๊ะเจรจาซื้อต่อ

สำหรับ กิจการลูกค้ารายย่อย ที่ประเทศไทย สื่อต่างประเทศรายงานว่า หลังจากนั้นไม่นาน ธนาคารยักษ์ใหญ่ของไทยเดินหน้าเปิดโต๊ะเจรจากับ ซิตี้กรุ๊ป เพื่อขอซื้อต่อ กิจการลูกค้ารายย่อย เพราะด้วยประวัติยาวนานในไทยกว่า 50 ปี และมีฐานลูกค้ารวมกว่า 1.1 ล้านราย เช่น ธุรกิจบัตรเครดิต, สินเชื่อ และบริหารความมั่งคั่ง เป็นต้น

ไล่ตั้งแต่ ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรี ซึ่งรายหลังถึงกับมีรายงานข่าวช่วงเดือน ธ.ค. 2021 ว่า เป็นตัวเก็งในได้คว้า กิจการลูกค้ารายย่อย ของ ซิตี้กรุ๊ป ในประเทศไทย และอาจต้องทุ่มเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 66,400 ล้านบาท เพื่อซื้อกิจการนี้

ในเวลาเดียวกัน ซิตี้กรุ๊ป ยังอยู่ระหว่างเลือก ยูโอบี เข้าเจรจาขาย กิจการลูกค้ารายย่อยในอินโดนีเซีย ส่วนในมาเลเซีย ซิตี้กรุ๊ป เลือก สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด เป็นคู่เจรจา แต่สุดท้ายคดีกลับพลิก เพราะตัวเก็งอย่าง ธนาคารกรุงศรี รวมถึงคู่เจรจาในอีก 3 ประเทศอาเซียน กลับพ่ายแพ้ให้กับ ยูโอบี ทั้งหมด

uob

ยูโอบี เข้าวินด้วยการเสนอซื้อ 1.21 แสนล้านบาท

อย่างที่แจ้งไป ยูโอบี คือธนาคารที่ชนะใจ ซิตี้กรุ๊ป ในการซื้อ กิจการลูกค้ารายย่อย 4 ประเทศอาเซียน ประกอบด้วย ไทย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และมาเลเซีย เบื้องต้นกิจการดังกล่าวมีสินทรัพย์สุทธิรวม 4,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ผ่านฐานลูกค้าราว 2.4 ล้านราย (ข้อมูลสิ้นเดือน มิ.ย. 2564) มีรายได้ 500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

กิจการลูกค้ารายย่อย ใน 4 ประเทศอาเซียน ของ ซิตี้กรุ๊ป มีพนักงานประมาณ 5,000 คน ซึ่งรวมผู้บริหารระดับสูง และพนักงานมากประสบการณ์ในตลาดนี้ ทำให้ ยูโอบี แข็งแกร่ง และเติบโตในตลาดอาเซียนได้ดีขึ้น ผ่านการมีฐานลูกค้า กิจการรายย่อย รวมกันกว่า 5.3 ล้านราย พร้อมตั้งเป้าเติบโตขึ้น 2 เท่า ภายในปี 2026

uob

เหตุที่ ยูโอบี มองเช่นนั้น เนื่องจาก ความใกล้เคียงของกลุ่มลูกค้าระหว่าง ยูโอบี กับ ซิตี้กรุ๊ป ทั้งฝั่งระดับความมั่งคั่งของลูกค้า และจำนวนลูกค้าใน 4 ประเทศอาเซียน ประกอบกับความแข็งแกร่งในแต่ละผลิตภัณฑ์ที่เกื้อหนุนกันทั้งสองฝ่าย ช่วยให้ ยูโอบี กลายเป็นธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ และผู้ให้บริการบัตรเครดิต อันดับต้น ๆ ของตลาดอาเซียนทันที

ขึ้นแท่นผู้ให้บริการบัตรเครดิตอันดับ 3 ในไทย

หากเจาะไปที่ประเทศไทย เมื่อการควบรวมกิจการนี้สำเร็จจะทำให้ ยูโอบี กลายเป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิตมากที่สุด 3 อันดับแรก กระโดดขึ้นมา 5 อันดับ ส่วนในมุมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ จะติด 6 อันดับแรก กระโดดขึ้นมา 1 อันดับ ผ่านจำนวนลูกค้ารวม 2.4 ล้านราย

uob

วี อี เชียง รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยูโอบี ยอมรับว่า แม้การแข่งขันในประเทศไทยค่อนข้างสูง แต่การได้ลูกค้าพื้นที่นี้ ทำให้ธนาคารเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในอาเซียน ส่วนตลาดมาเลเซีย กับเวียดนาม ถึงตอนนี้จะเล็ก แต่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะกับเวียดนาม

ทั้งนี้ ซิตี้ ประเทศไทย ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า ซิตี้ บรรลุข้อตกลงกับ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) หรือ ยูโอบี ประเทศไทย ในการขาย ธุรกิจธนาคารกลุ่มลูกค้าบุคคล (Consumer Banking Business) ของ ซิตี้ ประเทศไทย ให้กับธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และลูกค้ายังใช้บริการได้เหมือนปกติ

uob uob

ดีลทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาสแรก 2024

หลังประกาศซื้อ กิจการลูกค้ารายย่อย ยูโอบี แจ้งว่า ในไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทางธนาคารได้เดินหน้าแผนควบรวมทั้งหมดแล้ว โดยเบื้องต้นอยู่ระหว่างรอหน่วยงานกำกับกิจการในแต่ละพื้นที่อนุมัติ โดยในประเทศไทยคาดว่าจะเสร็จสิ้นไม่เกินไตรมาส 2 ปี 2023

ดีลนี้อาจไม่ถึงกับเป็นมหากาพย์ แต่คงเป็นการชิงเหลี่ยมในการแย่งชิงฐานลูกค้าในไทย และอีก 3 ประเทศอาเซียน เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง อาจเพราะ ยูโอบี ทำธุรกิจใน 4 ประเทศนี้อยู่แล้ว จึงได้เปรียบในการซื้อเค้กก้อนใหญ่ แทนที่จะเหมือนกับธนาคารไทยที่ขอเค้กชิ้นเล็ก หรือเอาแค่ในไทยก็พอ

uob

ส่วนตัวเชื่อว่า หลังจากการควบรวมสำเร็จ น่าจะเห็นการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นในฝั่งธุรกิจบัตรเครดิตในประเทศไทยแน่นอน เพราะเมื่อ ยูโอบี มีฐานขึ้นมาอยู่ใน 3 อันดับแรกของตลาด เบอร์ 1 และเบอร์ 2 คงเตรียมพร้อมรับน้อง และไม่ปล่อยให้ ยูโอบี แย่งชิงลูกค้าไปได้ง่าย ๆ แน่นอน

ข้อมูลเพิ่มเติม // สิ้นเดือน มิ.ย. 2021 กิจการลูกค้ารายย่อยของ ซิตี้กรุ๊ป ใน 4 ประเทศอาเซียน รวมมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ประกอบด้วยมูลค่าสินเชื่อ 9,100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์, เงินฝาก 6,200 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ผ่านลูกค้า 2.4 ล้านราย

อ้างอิง // UOB

อ่านข่าวเกี่ยวกับ ยูโอบี และดีลการซื้อกิจการของ ซิตี้กรุ๊ป เพิ่มเติมที่นี่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ส่องดีล 1.21 แสนล้านบาท ที่ ยูโอบี ซื้อ กิจการลูกค้ารายย่อย ซิตี้กรุ๊ป ในไทย และ 3 ประเทศอาเซียน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/uob-citibank-deal-done/

ยูโอบี ประเทศไทย ให้พนักงาน 2,000 คน ทำงานที่ไหนก็ได้ อย่างน้อย 2 วัน/สัปดาห์

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ปรับรูปแบบการทำงานสู่วิถีการทำงานยุคใหม่ ออกนโยบาย Remote Work ให้พนักงานกว่า 2,000 คน ทำงานจากที่ใดก็ได้สูงสุด 2 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่มกราคม 2565 เป็นต้นไป

ยูโอบี

ยูโอบี ประเทศไทย ให้ทำงานที่ไหนก็ได้

ศิวิมล อารยวัฒนาพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรัพยากรบุคคล ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารนำแนวคิดการทำงานแบบไฮบริดมาใช้ ผ่านการให้พนักงานทำงานจากที่ใดก็ได้ หรือ Remote Work คู่กับการทำงานที่สำนักงาน เบื้องต้นจะให้ทำงานแบบ Remote Work อย่างน้อย 2 วัน/สัปดาห์

“เมื่อคนมีความสุขย่อมสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ และยิ่งมีส่วนร่วมต่อองค์กรมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่เรานำรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดมาใช้ โดยการทำงานแบบ Remote Work อย่างน้อย 2 วัน/สัปดาห์ ช่วยให้พนักงานยังรู้สึกผูกพันกับเพื่อนร่วมงาน และต่อองค์กร ทั้งสามารถบริหารจัดการงานของตนเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

นโยบายการทำงานแบบ Remote Work นี้ตอบรับความคาดหวังทางสังคมที่กำลังเปลี่ยนไป อ้างอิงรายงาน UOB ASEAN Consumer Sentiment Study ที่พึ่งเผยแพร่ออกมา พบว่า ในประเทศไทยพนักงานมากกว่า 80 % ต้องการให้องค์กรปรับรูปแบบการทำงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้นหลังเกิดโรคระบาด

นอกจากนโยบายการทำงาน Remote Work ธนาคารยูโอบี มีแผนทางเลือก Flexi-2 ที่อนุญาตพนักงานทุกคนลางานได้ 2 ชม./เดือน ระหว่างวันทำงานเพื่อไปจัดการกับเรื่องส่วนตัวได้ นอกจากนี้ พนักงานยังสามารถเลือกเวลาเริ่มทำงานระหว่าง 07:30 น. ถึง 10:00 น. (ยกเว้นบางตำแหน่ง) เพื่อให้อิสระในการจัดการตารางการทำงาน

ทั้งนี้นิยามของคำว่าสถานที่ทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบที่ทำงานจากเดิม เป็นแบบที่เปิดโอกาสให้พนักงานทำงานจากที่ใดก็ได้ เพื่อให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข ไม่ว่าจะในที่ทำงานหรือจากที่บ้านก็ตาม

อ้างอิง // ข่าวประชาสัมพันธ์

อ่านข่าวเกี่ยวกับ ธนาคารยูโอบี และการทำงานยุคใหม่เพิ่มเติมที่นี่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ยูโอบี ประเทศไทย ให้พนักงาน 2,000 คน ทำงานที่ไหนก็ได้ อย่างน้อย 2 วัน/สัปดาห์ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/uob-thailand-remote-work/

ยูโอบี ประเทศไทยร่วมกับสสว. เร่งปรับธุรกิจเอสเอ็มอีสู่ดิจิทัล จัดงานสัมมนาด้านดิจิทัล พร้อมให้ 1,000 เอสเอ็มอีไทยใช้โซลูชันฟรี

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ให้ปรับองค์กรและธุรกิจสู่ดิจิทัล จัดงานสัมมนาด้านดิจิทัลแก่เอสเอ็มอี 1,000 ราย พร้อมให้ทดลองใช้ดิจิทัลโซลูชันฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

จากผลการสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรวม 2,700 รายใน 21 ภาคธุรกิจโดยสสว. พบว่าเอสเอ็มอีสนใจนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน โดยร้อยละ 84.4 มีแผนที่จะเริ่มดำเนินการในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ดี พบว่าร้อยละ 61.4 ของเอสเอ็มอีไทยยังไม่มีช่องทางการขายออนไลน์ และอีกร้อยละ 64.1 ยังขาดระบบการรับสั่งสินค้าออนไลน์ ขณะที่ร้อยละ 20.7 ต้องการมีระบบการทำธุรกรรมออนไลน์

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และ สสว. จะจัดงานสัมมนาออนไลน์แนะนำเทคโนโลยีและให้ความรู้ด้านดิจิทัลแก่ผู้ประกอบการที่สนใจในวันที่ 31 สิงหาคม 2564 ซึ่งงานนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Smart Business Transformation Programme (SBTP) ดำเนินการโดย เดอะ ฟินแล็บ (The FinLab) และธนาคารยูโอบี ประเทศไทยที่ช่วยส่งเสริมเอสเอ็มอีให้ปรับองค์กรและธุรกิจสู่ดิจิทัล

โดยเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมกิจกรรมจะสามารถระบุดิจิทัลโซลูชันที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง ที่จะช่วยปรับปรุงกระบวนการดำเนินธุรกิจ สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมถึงขยายฐานลูกค้า ที่สำคัญผู้ประกอบการยังสามารถลงชื่อขอใช้ดิจิทัลโซลูชันฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลาสูงสุด 4 เดือน ประกอบด้วย Smart Point of Sale (POS) จากไมโครซอฟท์ Zaviago บริการแพลตฟอร์มสำหรับสร้างและจัดการเว็บไซต์ และ Kollective ซึ่งเป็นโซลูชันสำหรับการทำการตลาดโดยใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (influencer)

คุณสิรินันท์ จิรดิลก ผู้อำนวยการอาวุโส Head of Digital Engagement and FinTech Innovation ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยว่า “การปรับเปลี่ยนไปสู่การทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นอย่างมากในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤตเช่นนี้ โครงการ SBTP ของเราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลได้ในเชิงรุก

นอกจากจะประสบความสำเร็จแล้ว ยังจะสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อีกมากมาย สำหรับความร่วมมือกับสสว. และผู้ให้บริการดิจิทัลโซลูชันชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น ไมโครซอฟท์ Zaviago และ Kollective จะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยเปลี่ยนจากการทำธุรกิจแบบเดิมพลิกโฉมไปสู่การทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

คุณวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า “ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 34.2 ของ GDP ประเทศไทย ถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผลจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจอย่างมาก

เพื่อให้ SME สามารถดำรงธุรกิจอยู่ได้และเพื่อการเติบโตต่อไปในอนาคต ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกระบวนการทำธุรกิจมาอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล อีกทั้งยังต้องการใช้ดิจิทัลโซลูชันที่ตรงเป้าหมาย ใช้งานได้เห็นผลจริง และนำไปใช้งานได้ง่าย ซึ่ง สสว.ได้กำหนดนโยบายที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อขยายธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

โดยเฉพาะในกลุ่มสาขาธุรกิจภาคบริการรายย่อย เช่น ร้านค้า ร้านอาหารขนาดเล็ก ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีแนวคิดเดียวกัน มาช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาและสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทย”

นายภักดี อัญญะกมล รองกรรมการผู้จัดการ ประสานงานกลุ่มลูกค้าองค์กรและกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากการที่เราคลุกคลีกับลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมานาน ทั้งยังได้เข้าไปช่วยเหลือองค์กรมากมายที่ต้องการก้าวข้ามความท้าทายในช่วงวิกฤตนี้ด้วยเทคโนโลยี

เราขอขอบคุณทางยูโอบี ประเทศไทย และ สสว. ที่เปิดโอกาสให้ไมโครซอฟท์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือนี้ เราตระหนักดีว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเผชิญความท้าทายมากมาย เราจึงได้นำ โซลูชันต่าง ๆ เข้ามาช่วยเหลือ เช่น Microsoft Smart POS แอปพลิเคชันบันทึกการขายที่ทำงานในรูปแบบของบริการบนคลาวด์”

“Smart POS มีต้นทุนที่ถูกกว่าระบบบันทึกการขายแบบเดิมมาก ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 150 บาทต่อเดือน และยังมีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ของธุรกิจ ทั้งการสรุปยอดขายและส่งรายงานเป็น Excel แสดงยอดขายทุกรายการ ไปจนถึงการสร้างเว็บไซต์ และเครื่องมือการตลาดด้านการใช้ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ นี่เป็นเพียงหนึ่งในโซลูชันที่น่าสนใจจากไมโครซอฟท์และพันธมิตร เราหวังว่าในอนาคต เทคโนโลยีของเราจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าและต่อยอดการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง”

เอสเอ็มอีที่สนใจเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ ครั้งนี้ สามารถสมัครผ่านลิ้งค์ https://bit.ly/2VmJYqj ได้ภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2564 และดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ SBTP ได้ที่ http://www.thefinlab.com/Thailand เพื่อเรียนรู้ข้อมูล เพื่อเปลี่ยนแปลงปรับธุรกิจสู่ดิจิทัล

from:https://www.thumbsup.in.th/uob-open-change-sme-to-digital?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=uob-open-change-sme-to-digital

UOB สนับสนุน SMEs ไทย นำทัพโซลูชันที่ตอบโจทย์จาก The FinLab ปรับธุรกิจสู่ Smart Business ในงาน ASEAN SME TECH SUMMIT 2021

ท่ามกลางภาวะวิกฤตจาก COVID-19 นั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางทั่วโลกสามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ท่ามกลางความผันผวนและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ทุกชั่วขณะ

UOB ในฐานะของธนาคารที่เป็นผู้นำการให้บริการแก่ธุรกิจ SMEs และมีเครือข่ายทั่วภูมิภาค ร่วมกับ The FinLab ผู้ร่วมขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีไปใช้โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารยูโอบี เพื่อช่วยเหลือธุรกิจในการเดินทางสู่โลกดิจิทัล จัดงานสัมมนาออนไลน์ ASEAN SME TECH SUMMIT 2021 เพื่อให้ธุรกิจ SMEs ทั่วอาเซียน ได้รู้จักกับนวัตกรรมโซลูชันใหม่ๆ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์การปรับเปลี่ยนธุรกิจ SMEs ให้ก้าวสู่การเป็น Smart Business อย่างเต็มตัว ขณะเดียวกัน ยังช่วยผลักดัน SMEs ไทย ปรับตัวทางดิจิทัลผ่านโครงการ Smart Business Transformation อีกด้วย

ทัพโซลูชันที่ตอบโจทย์สำหรับ SMEsหลากหลายอุตสาหกรรม ในงาน ASEAN SME TECH SUMMIT 2021

งาน ASEAN SME TECH SUMMIT 2021 เป็นงานสัมมนาออนไลน์ประจำปีของ The FinLab เพื่อรวบรวมโซลูชันตอบโจทย์  SMEs ที่สนใจการทำ Digital Transformation ให้ได้อัปเดตบริการโซลูชันครอบคลุมความต้องการรอบด้าน ซึ่งปีนี้เรียกว่าขนทัพผู้พัฒนาโซลูชันกว่า 19 ราย จากโครงการภายใต้ The FinLab  มานำเสนอนวัตกรรมของตนเอง พร้อมส่วนลดและข้อเสนอสุดพิเศษ โดยแบ่งการโชว์เคสตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ Retail, F&B, Microbusiness และ B2B

ประเดิมด้วยโซลูชันสำหรับกลุ่มธุรกิจ Retail ที่ตอนนี้หันมาให้ความสำคัญกับการวางกลยุทธ์การตลาดแบบ Omnichannel ผสานทุกช่องทางธุรกิจเพื่อพิชิตใจลูกค้า ดังนั้นการนำเอาโซลูชันเข้ามาช่วยเชื่อมประสานระหว่างออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ รวมถึงใช้ระบบ AI มาจัดการวิเคราะห์ข้อมูลแล้วแปรเปลี่ยนเป็นอินไซต์ ก็จะเสริมประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในงานมีการนำเสนอโซลูชันที่เหมาะกับธุรกิจ Retail หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • Zaviago ระบบสร้างเว็บไซต์ธุรกิจและหน้าร้าน E-Commerce โดยไม่ต้องเขียนโค้ด
  • Innergia Labs บริการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับธุรกิจ Retail
  • Synagie บริการด้าน E-Commerce แบบครบวงจร
  • Shopmatic บริการด้าน Omnichannel เชื่อมต่อช่องทางการชำระเงินและจัดส่งสินค้า
  • Kaddra บริการโซลูชัน E-Commerce และ Marketing เน้นการใช้งานผ่านมือถือ

และโซลูชันรองรับเทรนด์ปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลสำหรับกลุ่มธุรกิจ F&B เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการทำงานยุค New Normal อาทิ โซลูชันคลาวด์ด้านการจัดซื้อ, โซลูชันวิเคราะห์ข้อมูล, ระบบ POS รวมถึง แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับออกแบบงานกราฟฟิกดีไซน์

  • EzyProcure แพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
  • AImazing โซลูชันครบวงจร สำหรับงานด้านการตลาดและวิเคราะห์ข้อมูล
  • Qashier ระบบบริหารจัดการการขายหน้าร้าน (POS) แบบ All-in-One
  • Designs.ai แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับออกแบบงานกราฟฟิกดีไซน์และวิดีโอ

พร้อมกันนี้ ยังมีการนำเสนอโซลูชันสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือ Microbusiness ที่มีความต้องการใช้งานโซลูชันแตกต่างกันไป ซึ่งงานนี้มีโซลูชันในด้านต่างๆ เช่น Email Marketing, แพลตฟอร์ม E-commerce, ซอฟต์แวร์บริหารจัดการงานด้านบัญชี ฯลฯ มาให้ SMEs ทำความรู้จักและรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจาก ตัวแทนผู้พัฒนาโซลูชัน

  • Taximail บริการ Email Marketing ที่วัดผลได้แบบ Real-Time
  • Skale บริการ Marketing Tool แบบ All-in-One
  • CombineSell แพลตฟอร์มด้าน Multichannel E-commerce แบบครบวงจร
  • Forma แพลตฟอร์มบริหารจัดการ Workflow ที่สามารถกำหนดเองได้
  • Xero ซอฟต์แวร์บริหารจัดการงานด้านบัญชีบนระบบคลาวด์

โชว์เคสโซลูชันที่เหมาะสำหรับธุรกิจ B2B

  • Venio บริการ Cloud CRM สำหรับบริหารจัดการฝ่ายขายได้ผ่าน Smartphone
  • OrangeFin Asia โซลูชัน Robotic Process Automation จัดการกระบวนการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ
  • Novocall โซลูชันแบบคลิกเพื่อให้โทรกลับ จากบนเว็บไซต์
  • QuickDesk โซลูชันสำหรับงานขายและ CRM
  • SourceSage บริการด้าน E-Commerce และ Digital Marketing สำหรับธุรกิจ B2B

จะเห็นได้ว่าโซลูชันที่ถูกนำมาเสนอในงาน ASEAN SME TECH SUMMIT 2021 ครั้งนี้มีหมวดหมู่ที่หลากหลายมาก ถึงแม้บางโซลูชันจะอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันแต่ก็มีความต่างกันในเชิงรายละเอียด เพื่อให้ธุรกิจที่สนใจสามารถเลือกนำโซลูชันที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองมากที่สุดไปใช้งานได้นั่นเอง

3 โซลูชัน จากผู้พัฒนาชาวไทย

อีกหนึ่งความพิเศษของงาน ASEAN SME TECH SUMMIT 2021 นอกจากจะมีบริการสำหรับหลากหลายอุตสาหกรรมแล้ว ยังรวบรวมผู้พัฒนาโซลูชันจาก 3 ประเทศ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และเป็นครั้งแรกที่มีผู้พัฒนาโซลูชันของประเทศไทยเข้าร่วมงาน ในส่วนของการใช้งานจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง ไปดูข้อมูลแบบเจาะลึกกันครับ

Zaviago ระบบสร้างเว็บไซต์ธุรกิจและหน้าร้าน E-Commerce โดยไม่ต้องเขียนโค้ด

Credit: Zaviago

Zaviago คือบริการระบบสร้างเว็บไซต์ในแบบ No-Code จากผู้พัฒนาชาวไทย ที่จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถทำการออกแบบเว็บไซต์ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมแต่อย่างใด โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น

  • เริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถเปิดเว็บที่หลากหลาย ทำให้สามารถทดลองสร้างเว็บไซต์บนระบบของ Zaviago ได้อย่างง่ายดาย
  • มี Template ที่สวยงามให้พร้อมใช้งานได้ทั้งแบบฟรีและแบบที่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถทำการปรับแต่งส่วนประกอบต่างๆ ของเว็บไซต์เองได้ด้วยการลากวาง
  • มีระบบหลังบ้านสำหรับการทำ E-Commerce อย่างครบวงจร ทั้งการจัดการ Order, การจัดการ Stock, การบริหารจัดการ Promotion และ Online Payment ที่มั่นคงปลอดภัย รองรับการชำระเงินที่ครอบคลุมและทันสมัย ได้แก่ บัตรเครดิต, บัตรเดบิต, LINE Pay, Mobile Banking, True Wallet, Bitcoin และการผ่อนชำระ
  • มีระบบเชื่อมต่อกับ Platform ที่ลูกค้าในไทยใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น  Shopee, Lazada, LINE OA, Facebook Store และ Google Shopping และบริหารเชื่อมต่อระบบขนส่งต่างๆ จาก  Kerry Express, Thai Post และผู้ให้บริการขนส่งรายอื่นๆ อีกมากมาย
  • สามารถสร้างเว็บไซต์หลายภาษา เพื่อรองรับลูกค้าจากนานาชาติได้
  • มีทีมงานชาวไทยคอยสนับสนุนการสร้างเว็บไซต์ของธุรกิจ และยังมีคอร์สออนไลน์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง

Venio บริการ Cloud CRM สำหรับบริหารจัดการฝ่ายขายได้ผ่าน Smartphone

Credit: Venio

Venio ไม่เพียงแต่จะทำให้ธุรกิจสามารถทำการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าแต่ละคนในแต่ละองค์กรได้อย่างเป็นระบบระเบียบเท่านั้น แต่ยังช่วยให้พนักงานฝ่ายขายแต่ละคน สามารถวางแผนกิจกรรมและบันทึกสถานะของงานขายแต่ละงานได้ สามารถตรวจสอบและติดตามการขายได้ง่ายมากขึ้นผ่านดีลสเตจ และ sales pipeline ในขณะที่หัวหน้าฝ่ายขายเองก็สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์แนวโน้มภาพรวมของการขาย จากหน้า dashboard และรายงานต่างๆ ทำให้การบริหารจัดการฝ่ายขายเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ และมีข้อมูลประกอบทุกการตัดสินใจ

เมื่อฝ่ายขายได้ทำการปิดการขายไปแล้ว Venio เองก็ยังสามารถช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ด้วยการเปิดเคสลูกค้าและส่งต่อให้ Customer Service ช่วยดูแลบริการหลังการขายให้กับลูกค้าแต่ละราย โดยที่ทีมขายแต่ละคนเองก็ยังเข้ามามีส่วนช่วยลูกค้าคนสำคัญของตนเองผ่านการติดตามสถานะการให้บริการได้อย่างใกล้ชิด  นอกจากนี้ Venio ยังสามารถแจ้งเตือนให้ติดตามโอกาสการขายต่างๆ เพื่อให้เกิดการขายซ้ำหรือขายเพิ่มในลูกค้ารายเดิมๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Taximail บริการ Email Marketing ที่วัดผลได้แบบ Real-Time

Credit : Taximail

Taximail เปิดให้ธุรกิจสามารถติดต่อลูกค้าของตนเองได้อย่างง่ายดายผ่านช่องทาง Email โดย Taximail สามารถรองรับการส่ง Email จำนวนหลายพันฉบับไปจนถึงหลายล้านฉบับให้กับลูกค้าของธุรกิจแต่ละรายได้โดยอัตโนมัติ ด้วยเครื่องมือในการออกแบบ Email ให้มีความสวยงาม  พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสให้ Email ถึง Inbox ของผู้รับมากที่สุด

โดยทั่วไปแล้ว Taximail จะถูกธุรกิจ SMEs นำไปประยุกต์ใช้งานด้วยกัน 2 แบบ ได้แก่

  • Email Marketing คือ การส่ง Email การตลาดเพื่อแจ้งเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ หรือนำเสนอโปรโมชันใหม่ๆ แก่ลูกค้า
  • Transactional Email คือ การผูกระบบ Email เข้ากับระบบอื่นๆ เช่น ระบบสมัครสมาชิก หรือ E-Commerce เพื่อให้เกิดการส่ง Email โดยอัตโนมัติไปยังลูกค้าเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องการ เช่น ยืนยันผลการสมัครสมาชิก, ยืนยันผลการสั่งซื้อสินค้า หรือแจ้งการส่งสินค้า เป็นต้น

และถึงแม้งาน ASEAN SME TECH SUMMIT 2021 จะจบลงไปแล้ว ทาง The FinLab ก็ยังคงเปิดช่องทางออนไลน์เพื่อให้ธุรกิจ SMEs ไทยสามารถทำการจับคู่ความต้องการทางธุรกิจของตนเองเข้ากับโซลูชันทางด้านเทคโนโลยีจากผู้พัฒนาได้ และมีโปรแกรมให้ SMEs เริ่มเส้นทาง Digital ได้สะดวกง่ายครบจบในที่เดียว ด้วย “Digital Transformation Starter Kit” บนเว็บไซต์ของ The FinLab

UOB และ The FinLab เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจไทย นำโซลูชันชั้นนำมาเสริมศักยภาพธุรกิจ SMEs แล้วมากกว่า 500 รายในโครงการ Smart Business Transformation

ปัจจุบัน UOB และ The FinLab ได้กลายเป็นผู้เชื่อมโยงเจ้าของโซลูชันหลากหลายประเทศ เข้ากับธุรกิจ SMEs ไทย ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และพันธมิตรภาคเอกชนอีกหลายราย ดำเนินโครงการ Smart Business Transformation เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีไปใช้งานในภาคธุรกิจ SMEs ของไทยอย่างเต็มตัว รวมถึงนำผู้พัฒนาโซลูชันชาวไทยเปิดตัวออกสู่ตลาดต่างประเทศ

บทบาทหลักของ The FinLab จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ ประเมินผู้พัฒนาโซลูชันที่เข้าร่วมในโครงการเพื่อให้ตอบโจทย์ SMEs อย่างแท้จริง ทั้งการ Implement ใช้งานได้ง่าย ผู้ให้บริการมีความน่าเชื่อถือ มีราคาที่ SMEs สามารถเอื้อมถึง ซึ่งจะเป็นการช่วยขจัดความเครียดและความท้าทายที่ SMEs ต้องเผชิญในการค้นหาโซลูชันที่เหมาะสมกับธุรกิจ ไปพร้อมกับการทำความเข้าใจความต้องการของ SMEs ก่อนที่จะแนะนำให้จับคู่โซลูชัน

ประกอบกับความเชื่อที่ว่า การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล คือ การวิ่งมาราธอน The FinLab จึงมุ่งเน้นที่การเรียนรู้และยกระดับทักษะผ่านเวิร์กช็อปด้านเทคโนโลยี (Tech workshop), Master Classes และ Webinar ต่างๆ ที่นำผู้เชี่ยวชาญมาแชร์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อหวังว่าจะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยน Mindset และทำให้ SMEs เปิดใจที่จะเริ่มต้นใช้งานเทคโนโลยี และ Transform ตัวเองอย่างต่อเนื่อง

เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Smart Business Transformation จาก UOB และ The FinLab ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เพราะ ‘พันธมิตร’ คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในโลกดิจิทัล โครงการ Smart Business Transformation สามารถผลักดันความร่วมมือของพันธมิตรทางธุรกิจภายใต้โครงการ นอกจากจะช่วย SMEs ปรับตัวทางด้านดิจิทัล ให้คำปรึกษาจับคู่ให้เจอโซลูชันที่ใช่ และปรับใช้ให้มีประสิทธิภาพแล้ว ยังสนับสนุนผู้พัฒนาโซลูชันที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพและมีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการช่วยเหลือธุรกิจ SMEs พร้อมต่อยอดให้กลุ่ม SMEs และ ผู้พัฒนาโซลูชัน จับมือกันเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับธุรกิจ SMEs หรือองค์กรใดที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Smart Business Transformation จาก UOB และ The FinLab เพื่อทำความรู้จัก, พูดคุย และทดลองใช้งานโซลูชัน นวัตกรรมใหม่ๆ จากทั่วอาเซียน สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการได้ดังนี้

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The FinLab สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://thefinlab.com/th/thailand/ หรือติดตามข่าวสารผ่านทาง Facebook ได้ที่ https://www.facebook.com/thefinlab.th/

from:https://www.techtalkthai.com/uob-brings-finlab-solutions-to-support-thai-smes-for-smart-business-in-asean-sme-tech-summit-2021-event/

“กลุ่มธนาคารยูโอบี” ไตรมาส 3 กำไรเพิ่ม 3% อัตราดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นปัจจัยหลัก

กลุ่มธนาคารยูโอบี แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3 ว่ามีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน มีรายได้สุทธิ 668 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ลดลง 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และลดลง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน

UOB

อัตราดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมเพิ่ม

สำหรับกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 3 ของกลุ่มธนาคารยูโอบีเพิ่มขึ้น 3% เปิดที่ 1,250 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการเริ่มฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่วนกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ลดลง 5% ปิดที่ 668 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพราะต้องตั้งเงินกันสำรองเชิงป้องกันเพิ่มขึ้น

ส่วนรายได้สุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 อยู่ที่ 2,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหตุผลหลักมาจากธุรกรรมของลูกค้าชะลอตัว และการตั้งเงินกันสำรองเชิงป้องกันจากความไม่แน่นอนซึ่งเกิดจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19

tmrw
ธนาคารดิจิทัล TMRW ของกลุ่มธนาคารยูโอบี

ทั้งนี้ฐานะการเงินของกลุ่มธนาคารยูโอบียังมั่นคง ผ่านอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่หนึ่งที่เป็นส่วนของเจ้าของที่มีสภาพคล่องเพียงพอและแข็งแกร่งอยู่ที่ 14% และเงินกันสำรองที่ 2,710 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับสินทรัพย์ที่ยังไม่ด้อยคุณภาพส่งผลให้กลุ่มธนาคารยูโอบีอยู่ในตำแหน่งที่ดีต่อการขับเคลื่อนผ่านความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ

“แม้จะเริ่มมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ภาวะการณ์ในอนาคตก็ยังไม่มั่นคงและไม่ชัดเจน เมื่อพิจารณาภูมิศาสตร์การเมือง และการแพร่ระบาดของไวรัสที่เรายังคงต้องเฝ้าระวังต่อไป ควบคู่กับการสื่อสารลูกค้าแบบ Omni-Channel รวมถึงบริการดิจิทัลอื่นๆ เพื่อยกระดับการใช้งานของลูกค้า” กลุ่มธนาคารยูโอบีแจ้ง

สรุป

สัญญาณต่างๆ เริ่มกลับมาดีขึ้นทำให้กลุ่มธนาคารเริ่มกลับมาเติบโต ซึ่งกลุ่มธนาคารยูโอบีคือหนึ่งในนั้น แต่การจะหวังพึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องมีการวางแผนป้องกัน และส่งบริการใหม่ๆ เข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าในยุคดิจิทัลด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uob-group-q3-2020/

แนะนำโปรช้อปออนไลน์สุดคุ้ม Cashback 15% จากบัตรเครดิต TMRW ใช้ได้ทั้ง Lazada และ Shopee

นับจากที่ TMRW เปิดตัวในประเทศไทยมาจนถึงตอนนี้ก็ร่วมปีกว่าๆ แล้ว โดยจุดเด่นนอกเหนือจากเป็นธนาคารดิจิทัลที่แทบจะทุกอย่างสามารถทำได้ในแอป กับหน้าตาสีสันที่สะดุดตาทั้งตัวแอปและบัตรแล้ว ก็ยังมีความคุ้มค่าของบัตรเครดิต Cashback  ที่สามารถได้รับเงินคืนสูงสุด 3% จาก 3 หมวดแล้ว ยังมีโปร 15 on 15 ที่อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆ ที่ชอบช้อปออนไลน์ได้ใช้งานกัน เพราะได้รับ Cashback กลับมาถึง 15% เลยทีเดียว

TMRW

TMRW บริการธนาคารดิจิทัลที่อยู่ภายใต้ธนาคาร UOB ทำออกมาเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ สามารถทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ได้ครอบคลุมแทบไม่ต่างจากธนาคารทั่วไป มีทั้งฝาก โอน ถอน จ่าย เพียงแต่ย้ายการทำธุรกรรมไปบนแพลตฟอร์มออนไลน์แทน โดยตั้งแต่สมัครจนใช้บริการได้ ไม่จำเป็นต้องไปที่ธนาคารเลยก็ได้ (หากไม่ติดปัญหาด้านข้อมูลบางอย่าง) และเลือกได้ว่าจะทำบัตรเดบิต หรือบัตรเครดิตเอามาติดตัวเพื่อใช้งานคู่กัน สำหรับเบิกเงินจากตู้ ATM ธนาคารอะไรก็ได้ หรือจ่ายเงินให้ร้านค้าต่างๆ

จุดเด่นของ TMRW

  • หน้าตาของแอปที่ออกแบบมาเพื่อการทำธุรกรรมได้อย่างง่ายดาย
  • สีสันสวยงาม ไม่จำเจเหมือนธนาคารอื่น
  • เรตเงินฝากที่พิเศษกว่า พร้อม Gamification กระตุ้นการออม
  • ระบบ AI ของแอป แนะนำการทำธุรกรรมอย่างชาญฉลาด
  • บัตรเครดิตที่มอบ Cashback มากมาย สำหรับคนเมืองสุดๆ **

**ซึ่งเราจะมาเจาะเรื่องนี้กันว่ามันเหมาะกับเหล่าคนที่ชอบช้อปออนไลน์อย่างไร

บัตรเครดิต TMRW มีเงินคืนให้สูงสุด 3% ทุกเดือน

บัตรเครดิต Cashback สูงสุด 3% ทุกเดือน TMRW

สำหรับโปร Cashback 3% ถือเป็นหัวใจหลักของบัตรเครดิต TMRW เลยก็ว่าได้ คือเพียงแค่เปิดบัญชีเงินฝากพร้อมสมัครบัตรเครดิต TMRW รับ Cashback ก่อนทันที 1-2% ตามแต่ละหมวด และเมื่อทำภารกิจให้สำเร็จ – จ่ายบิล 2 ครั้ง/เดือน และโอนเงิน 2 ครั้ง/เดือน ด้วยบัญชีเงินฝาก TMRW Everyday ก็จะได้รับเงินคืนเพิ่มเป็น 3% ทันที โดยสามารถเลือกหมวดที่จะรับเงินคืน 3% เองได้ 3 หมวด

หมวดหมู่ที่ได้ Cashback ทั้งหมดจะมี

  • (1%) การเดินทางสาธารณะ แฟชั่น บันเทิง ซุปเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์ตเก็ต และร้านสะดวกซื้อ
  • (2%) ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และท่องเที่ยว

เมื่อเราทำภารกิจสำเร็จก็จะสามารถเลือกเอาหมวดหมู่ไหนมารับ Cashback คืนเป็น 3% ได้เลย สามารถ Cashback คืนได้สูงสุดต่อเดือน 2,000 บาท แต่ถ้าแค่ Cashback 1-3% ก็อาจจะไม่สะใจและดีพอให้เราเอามาแนะนำเท่าไหร่ ทีเด็ดของมันก็คืออันต่อไปเลย

บัตรเครดิต Cashback ให้ 15% เมื่อช้อปผ่าน Lazada & Shopee

บัตรเครดิต Cashback 15% เมื่อซื้อสินค้าใน Lazada & Shopee

ไม่ได้เข้าใจผิดไป เพราะได้รับเงินคืน 15% จริงๆ เทียบเท่ากับว่าเมื่อเราสั่งซื้อของจาก Lazada หรือ Shopee ไป 1,000 บาท เราก็จะได้รับเงินคืน 150 บาท เข้าบัตรในเดือนถัดๆไป และเรายังใส่โค้ดลดราคาหรือโค้ดส่งฟรีได้ตามปกติ ส่วนนี้เป็นสิ่งที่ท็อปอัปให้เพิ่มเข้าไปจากโปรปกติของ Lazada และ Shopee อีกนั่นเอง โดยจะมีข้อจำกัดอยู่นิดหน่อยว่าจะได้รับเงินคืนสูงสุดไม่เกิน 500 บาท หรือเทียบเท่าการใช้จ่ายรวมทั้งหมดของบริการในแคมเปญ 15 on 15 ไม่เกิน 3,333 บาท

ร้านค้าร่วมรายการ โปรโมชั่นบัตรเครดิต 15 ร้านดังพร้อม Cashback

15 on 15 รับเงินคืน 15% จาก 15 ร้านค้า พร้อมดีลพิเศษอีกเพียบที่รออยู่

ร้านค้าและแอปที่ร่วมรายการโปร 15 on 15 คืนเงิน 15%

  • After You
  • Au Bon Pain
  • Dean & Deluca
  • Dolfin Wallet
  • Grab
  • KOI Thé
  • Krispy Kreme
  • Lazada
  • MRT สายสีน้ำเงิน
  • Rabbit LINE Pay (BTS)
  • SF Cinema
  • Shopee
  • Tops
  • TrueCoffee
  • TrueMoney Wallet

**หมายเหตุ รับเครดิตเงินคืน 15% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต TMRW ยกเว้น รายการจ่ายบิลทุกประเภท และ จำกัดยอดเครดิตเงินคืนเข้าบัญชีบัตรเครดิตไม่เกิน 500 บาท/ท่าน/เดือน

ช้อปง่ายได้ที่บ้าน พร้อมรับ Cashback

ส่วนลดอื่นๆ จากโปร Stay Home เพิ่มอีก 120 – 200 บาท

นอกจาก 15% ที่ได้รับคืนแล้ว ถ้าหากว่าใช้บัตร TMRW ซื้อสินค้าจาก Lazada และ Shoppe ในวันพุธและอาทิตย์ ตามลำดับ จะได้รับส่วนลดเพิ่มอีกแบบเปล่าๆเลยทันทีอีกด้วย ซึ่งในที่นี้ก็จะมีของ JD Central เพิ่มเข้ามาอีกเจ้าด้วย และยังมีของ 7-Eleven, Grab, LINE MAN, Food Panda อีกต่างหาก ส่วนว่าจะมีอะไรบ้างนั้น เรามาดูกันเลย

ส่วนลด

ใช้ขั้นต่ำ

ลดสูงสุด

Central Online 6% 5,000 บาท 300 บาท
Grab Food 100-150 บาท 300 บาท
HappyFresh 100 บาท 2,000 บาท
JD Central 6% 3,000 บาท 300 บาท
LINE MAN 50 บาท 400 บาท 100 บาท (ใช้ได้ 2 ครั้ง)
Lazada 120 บาท 1,200 บาท
Shopee 200 บาท 1,200 บาท
TrueMoney Wallet

(ใช้จ่ายใน 7-Eleven)

50 บาท 300 บาท 200 บาท (ใช้ได้ 4 ครั้ง)
Uniqlo Online 100 บาท 3,000 บาท 600 บาท
ZARA Online 100 บาท 3,000 บาท 600 บาท
foodpanda 100-150 บาท 300 บาท

ข้อควรรู้

  • แต่ละบริการจะมีการจำกัดจำนวนสิทธิ์ ที่ใช้ได้ต่างกันไป ตรวจสอบรายละเอียดจากเว็บของทาง TMRW อีกทีก่อนใช้นะ
  • หมดเขต 30 มิถุนายน นี้

สรุปขาช้อปออนไลน์สมัครไปเถอะ

TMRW 15% Cashback #1
TMRW 15% Cashback #2
TMRW 15% Cashback #3

ใช้เองจริงอยู่เรื่อยๆ กดจ่ายแบบเพลินๆ ก็ได้เงินคืนกลับมาเป็นพัน

หากใครที่เป็นขาช้อปออนไลน์และกำลังมองหาอยากจะสมัครบัตรเครดิตสักใบอยู่ตอนนี้บอกเลยว่าโปรของ TMRW ถือว่าค่อนข้างเด็ดและโดดเด่นกว่าใครมากจริงๆ เงินคืน 15% สูงสุด 500 บาท/เดือน ถือว่าใช้ได้เลย ซึ่งเงื่อนไขการสมัครก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน สมัครผ่านแอปทำเองที่บ้านได้ ไม่ต้องเดินทางไปธนาคารเอง  แถมมีเปิดบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงสุด 1.3% ต่อปีอีกด้วยคุ้มสุดๆ

วิธีการสมัครบัตรเครดิต TMRW แบบสั้นๆ

สมัคร TMRW

สำหรับใครที่สนใจสามารถสมัครได้เลยง่ายๆ เพียงแค่โหลดแอปและกรอกข้อมูล พร้อมไปยืนยันตัวตนตามตู้ Kiosk ของทางธนาคารที่อยู่ใกล้บ้านได้เลย

  • ดาวน์โหลดแอป TMRW บน Playstore หรือ App Store จากนั้นกรอกข้อมูลเพื่อเปิดบัญชี 
  • ระบุเบอร์มือถือและอีเมล พร้อมยืนยันรหัส OTP
  • ถ่ายรูปเซลฟี รูปบัตรประชาชน กรอกข้อมูลส่วนตัว และอัปโหลดเอกสารแสดงรายได้(สามารถกลับมาอัปโหลดภายหลังได้)
  • ตั้ง Username และ Password สำหรับล็อกอินเข้าใช้งานแอป TMRW

และสุดท้ายไปยืนยันตัวตนที่ตู้ TMRW Kiosk ที่มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล ทั้ง BTS MRT, Tops, Au bon pain และสาขาของธนาคาร UOB (ดูตำแหน่งตู้ได้ ที่นี่)

ดูรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับ promotion แบบเต็มๆ ได้ที่ : https://www.tmrwbyuob.com/th/th/promotions.html

from:https://droidsans.com/tmrw-credit-card-promotion-cashback-15/

E-commerce มาแรง UOB ปล่อยสินเชื่อสำหรับร้านค้าออนไลน์

ธนาคารยูโอบี (ไทย) จำกัด รุกตลาดสินเชื่อเพื่ออีคอมเมิร์ซรายย่อย จับมือลาซาด้าและเบนโตะเว็บ สองพันธมิตรในวงการอีคอมเมิร์ซ มอบโซลูชั่นครบวงจร ทั้งสินเชื่อ UOB BizMerchant เพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจวงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท พร้อมระบบบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ ตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจรายย่อย ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีอัตราการเติบโตสะสมต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 33 ระหว่างช่วงปี 2558-2562 ซึ่งปัจจัยหลักมาจากภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นจาก 5,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในปีนี้ เป็น 18,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ภายในปี 2568[1] แนวโน้มการเติบโตอันมหาศาลนี้หมายถึงโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ ที่สามารถสร้างยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนที่ทันท่วงที

ในโอกาสนี้ ธนาคารยูโอบีเปิดตัว UOB BizMerchant สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกันสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซบนแพลตฟอร์มลาซาด้า สินเชื่อดังกล่าวมอบวงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท โดยมีกำหนดระยะเวลาสัญญา 12 เดือน อนุมัติวงเงินภายภายใน 1 วัน เมื่อได้รับเอกสารครบ ลดระยะเวลาจากเดิม 7 วัน ในการขอสินเชื่อธุรกิจแบบเดิม เนื่องจากธนาคารจะใช้ข้อมูลเชิงลึกจากลาซาด้า ในการพิจารณาการให้สินเชื่อ

นางสยุมรัตน์ มาระเนตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า “เราเล็งเห็นถึงความต้องการในกลุ่มผู้ค้าอีคอมเมิร์ซ ในด้านความต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว  นอกจากนั้นแล้ว ธุรกิจเอสเอ็มอีปัจจุบันต้องใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซ รวมถึงสื่อโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ เพื่อทำการตลาดและเพิ่มยอดขายโดยรวม เราเข้าใจความท้าทายในเรื่องการบริหารจัดการออร์เดอร์และสต็อกสินค้าผ่านช่องทางการขายหลายช่องทาง จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับลาซาด้า และเบ็นโตะเว็บในครั้งนี้ ที่จะทำให้เราสามารถช่วยผู้ค้า ทั้งในเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่รวดเร็ว พร้อมเครื่องมือในการช่วยจัดการระบบร้านค้า”

ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในนามบุคคลทั่วไปหรือจดทะเบียนนิติบุคคล ดำเนินธุรกิจบนลาซาด้า มาอย่างน้อย 6 เดือน และมีรายได้รวมเฉลี่ยในรอบ 6 เดือนล่าสุดมากกว่า 500,000 บาทขึ้นไป สามารถยื่นขอสินเชื่อ UOB BizMerchant ได้ และรับสิทธิพิเศษใช้บริการจากเบนโตะเว็บ ฟรี 3 เดือนแรก เพื่อบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุน ทั้งในเรื่องการจัดการคลังสินค้า การคำนวณค่าจัดส่ง บริหารคำสั่งซื้อจากหลายช่องทาง การตลาดออนไลน์เพื่อเพิ่มยอดขาย เป็นต้น

นายวีระพงศ์ โก รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหารและพัฒนาธุรกิจ ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า “การร่วมมือกับทางยูโอบีในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของลาซาด้าในการขับเคลื่อนและพัฒนาธุรกิจ อีคอมเมิรซ์ให้กับผู้ขายบนแพลตฟอร์มของเรา และจะช่วยให้ผู้ขายของลาซาด้า มีความสามารถใน การพัฒนาธุรกิจและมีเงินทุนหมุนเวียนได้อย่างทันท่วงที”

นายณัฐเศษ ศิรินันท์ธนานนท์ ผู้ก่อตั้ง เบนโตะเว็บ กล่าวว่า “เรายินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการร่วมผลักดันธุรกิจอีคอมเมิร์ซไปด้วยกันกับยูโอบี และลาซาด้า แพลตฟอร์มของเบนโตะเว็บครอบคลุมการบริหารจัดการธุรกิจอีคอมเมิร์ซในทุกด้าน เหมาะกับทั้งผู้เริ่มต้นใหม่ที่ไม่มีความรู้ด้านอีคอมเมิร์ซ หรือธุรกิจที่ต้องการขยายกิจการ และรับมือกับการเติบโต ด้วยการจัดการช่องทางการขายแบบรวมศูนย์ ลดภาระความยุ่งยากในการติดตามออร์เดอร์และการจัดส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

from:https://www.thumbsup.in.th/e-commerce-uob-loan-for-shop

ในยุคที่ภาคการเงินเสี่ยงตกงาน UOB ออกโปรแกรมพัฒนาพนักงานในองค์กร เรียนไปจะได้ไม่ตกงาน

UOB
Credit Photo: UOB

“Better U” คอร์สสร้างทักษะใหม่ๆ ให้กับพนักงานของ UOB

UOB เปิดโปรแกรมพัฒนาคนในบริษัทชื่อว่า “Better U” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้พนักงานมีทักษะใหม่ๆ สำหรับโลกอนาคตของการทำงานที่มีทั้งเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและทักษะแบบ soft skills ที่จำเป็น

UOB ระบุว่า โปรแกรม Better U จะเน้นออกแบบคอร์สการเรียนรู้นลักษณะ “เกม” ที่มีการโต้ตอบ ทำให้ไม่น่าเบื่อ โดยจะมีทั้งคอร์สเรียนที่หนักๆ อย่างเช่นการเรียนเรื่อง Data Management หรือ Project Management นอกจากนั้นจะมีคอร์สเรียนที่เกี่ยวกับการสร้าง Growth Mindset, การพัฒนาทักษะในการแก้ปัญหาแบบซับซ้อน, ทักษะใหม่ๆ ในการทำงานด้านนวัตกรรมดิจิทัล รวมถึงทักษะการนำเอาข้อมูลไปใช้งาน เป็นต้น

UOB คาดการณ์ว่า พนักงานกว่า 70% ของทั้งบริษัทที่มีกว่า 26,000 คนจะเข้าคอร์สและร่วมพัฒนาทักษะสำหรับการทำงานในโลกอนาคต อย่างไรก็ตาม เมื่อเรียนจบคอร์สแล้ว ทางบริษัทจะมอบรางวัลและประกาศนียบัตรที่การันตีความสามารถจากทางธนาคาร UOB และสถาบันทางการเงินจากสิงคโปร์ที่เรียกว่า “UOB-IBF Certificate of Achievement” ให้กับพนักงานด้วย

Dean Tong หัวหน้าฝ่ายบุคคลของ UOB บอกว่า โปรแกรมนี้จะทำให้พนักงานในบริษัทสามารถเปลี่ยนผ่าน (transform) ทักษะไปสู่โลกของการทำงานที่เทคโนโลยีและความคาดหวังของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปได้ดี เนื่องจากโปรแกรมของเราออกแบบมาเพื่อทำให้พนักงานเกิดความคิด (mindset) ใหม่ๆ ในการตั้งคำถาม สงสัยใคร่รู้ต่อโลก และกล้าที่จะเติบโตอย่างมืออาชีพ

กระแสของการพัฒนา “คน” ในองค์กร โดยเฉพาะในภาคการเงินเป็นสิ่งที่หลายบริษัทเริ่มทำอย่างจริงจัง เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทสายการเงินและที่ปรึกษาอย่าง PwC ได้ออกโปรแกรมเทรนนิ่งที่บอกว่า หากใครเข้าร่วม บริษัทจะการันตีว่าไม่ “ตกงาน” แน่นอน

นี่คือภาพการปรับตัวของอุตสาหกรรมการเงินในยุคนี้

ที่มา – Straitstimes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uob-better-u-earning-and-development-programme/

เปิดวิสัยทัศน์ UOB และ WISESIGHT ในยุคที่ Data เข้ามามีบทบาทในทุกธุรกิจแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทความโดย ศรัณย์ โรจนโสทร

ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรในยุคนี้ แต่ปัญหาสำคัญคือข้อมูลที่แต่ละองค์กรเก็บมาจะสามารถนำไปใช้จริงได้อย่างไร จะแปลงข้อมูลออกมาปรับปรุงสินค้าและบริการได้อย่างไร

มาพูดคุยกับ นที ศรีรัศมี Executive Director, UOB Thai และกล้า ตั้งสุวรรณ Chief Executive Officer ของ WISESIGHT ในงาน Blognone Tomorrow 2019

มารู้จักกับสินค้าและบริการของ UOB และ WISESIGHT กันก่อน

นที เล่าว่า UOB ได้เปิดบริการดิจิทัลแบรนด์ในชื่อ TMRW ที่สามารถเปิดบัญชีและทำ Transaction ได้โดยที่ไม่ต้องไปที่สาขา บริการบัญชีออมทรัพย์ในรูปแบบของเกมส์การเก็บเงินที่เรียกว่า City of TMRW และ Chatbot ที่สามารถตอบคำถามฟีเจอร์ต่างๆ ได้ โดยทั้งหมดดำเนินการด้วยระบบอัตโนมัติและใช้ AI ในการเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า

กล้า เล่าว่า WISESIGHT เป็น Social Monitoring Tools สำหรับภาคธุรกิจซึ่งจะช่วยเก็บข้อมูลทั้งโซเชียลแล้วนำมาวิเคราะห์ให้ลูกค้า ทั้งใน Facebook Instagram Twitter และเว็บบอร์ด เพื่อที่จะช่วยให้แบรนด์เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน Social Media ได้เปลี่ยนรูปแบบวิถีชีวิตของทุกคนไปแล้ว ดังนั้นรูปแบบการทำธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย

การแปลง Data ออกมาเป็นสินค้าและบริการ

กล้า กล่าวว่า WISESIGHT เก็บข้อมูลใน Social Media มารวมกันเป็น Big Data แล้วใช้ AI ในการจัดการข้อมูลให้สามารถนำมาวิเคราะห์ แบ่งกลุ่ม หาความสัมพันธ์ของข้อมูลว่าคนพูดถึงแบรนด์ แคมเปญ สินค้าว่าอย่างไรบ้าง ข้อมูลจะมีค่าตาม insight ข้อมูลดิบใครก็สามารถหาได้ แต่ข้อมูลที่นำมานับ เอามาพล็อตกราฟ หาความสัมพันธ์ แบ่งกลุ่ม ก็จะทำให้ข้อมูลมีค่ามากขึ้น

นที กล่าวว่า TMRW ดีไซน์ให้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อตอบสนองให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้สะดวกมากขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฐานการเก็บข้อมูลและการแปลงข้อมูลให้สามารถใช้งานได้ ไม่ใช่การเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากหรือ AI ฉลาดที่สุด ทำทุกอย่างให้ง่ายที่สุดเอื้อให้ลูกค้าทำ Transection เมื่อลูกค้ามี Engagement มากขึ้นก็จะมีข้อมูลมากขึ้น ให้ความสำคัญกับ Data labeling ซึ่งจะสรุป insight ทั้งการใช้เงินและข้อแนะนำต่างๆ ให้กับลูกค้า โดย TMRW เป็นการตอบโจทย์ Digital Generation ที่ต้องการความเร็ว สามารถจัดการทุกอย่างได้เอง 

มุมมองเกี่ยวกับ Data is new oil

กล้า ยกตัวอย่างว่า Marketer จะสนใจว่าจะนำสินค้านี้ไปขายใคร โดยไม่สนใจเสียงจาก Social ว่าต้องการสินค้าแบบไหน หรือฟีเจอร์แบบไหน ซึ่งเราสามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ หากว่าทำการตลาดโดยไม่สนใจเสียงจาก Social ผลคือแต่ละบริษัทจะซื้อโฆษณาแข่งกัน ทำให้ต้นทุนเพิ่มมากขึ้น จึงอยากให้ Marketer ดู Data จาก Social ก่อนที่จะทำการตลาดหรือแคมเปญต่างๆ 

ยุคนี้ต้องนำ Data ไปขับเคลื่อนองค์กร พึ่งพา Data แล้วทำ insight จะสามารถประสบความสำเร็จมากกว่าการใช้ประสบการณ์ อย่าไปแข่งว่าใครมี Data มากกว่ากัน แต่อยู่ที่ว่าใครจะสามารถนำ Data มาใช้ได้มากกว่ากัน หลายบริษัทเก็บ Data เยอะแต่นำไปทำธุรกิจไม่ได้ก็เจ๊งได้

นทีมองว่า การเก็บ Data ต้อง Relavant กับลูกค้า เราพบว่าจริงๆ แล้วทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย การทำ Focus group เราอาจจะได้ข้อมูลเชิงลึกแต่ไม่ได้เทรนบางอย่าง ขณะที่ Social media listening tool รู้เทรนและข้อมูลมุมกว้าง แต่เราจะไม่รู้ว่าข้อมูลผิดหรือถูก ดังนั้น TMRW จึงเน้นเก็บข้อมูลจาก Behavior ของลูกค้า สังเกตได้ว่า TMRW จะให้ลูกค้ากรอกข้อมูลให้น้อยที่สุด เพราะเชื่อว่าข้อมูลที่ดีที่สุดคือข้อมูลที่มาจากการใช้งาน หลายครั้งจะสังเกตได้ว่าลูกค้ากรอกอย่างนึง พอใช้ก็ใช้อย่างนึง

มายาคติเกี่ยวกับ Data

กล้า สรุปได้ว่า

  1. Data ไม่ใช่ Solution ข้อมูลไม่สามารถแก้ปัญหาภาพลักษณ์ที่ไม่ดีได้ ยกตัวอย่างถ้าเราอ่านหนังสือธุรกิจเป็นร้อยเป็นพันเล่ม แต่เราไม่นำไปใช้มันก็ไม่สามารถทำให้เรารวยได้ขึ้นได้
  2. ปัญหาสำคัญของ Data Analytic คือการไม่มี Data 
  3. คนที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลมีน้อยมาก ทำให้ตลาดการวิเคราะห์ข้อมูลไม่โต เพราะไม่ใช่ใครก็ทำได้ ต้องมองหาคนที่เก่งทั้ง Mathematics (Statistics), Programing, Communication และ Business ซึ่งการศึกษาในไทยยังไม่มีที่ไหนรองรับทุกด้าน ข้อแนะนำคือ นำคนเก่งในแต่ละด้านมาทำงานร่วมกัน

นทีเห็นด้วยกับกล้าว่าข้อมูลไม่สามารถแก้ไขทุกอย่างได้ สิ่งสำคัญคือ 

  1. มีข้อมูล
  2. เข้าใจลูกค้า 
  3. นำทั้งสองอย่างมาหา Solution ให้ได้

ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ

กล้า กล่าวว่า WISESIGHT เก็บเฉพาะข้อมูลที่เป็น Public หรือใครก็เก็บได้ เพียงแต่ WISESIGHT ใช้เทคโนโลยีที่สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมาก ดังนั้นสิ่งที่ทำคือนำข้อมูลมาล้าง Privacy ออก แล้วเหลือเพียง Perseption, Need และ Trend ที่ต้องการ

นที กล่าวว่า ธุรกิจแบงค์เนี่ยความน่าเชื่อถือมาเป็นอันดับแรก ดังนั้น Security เป็นเรื่องที่ UOB ให้ความสำคัญอยู่แล้ว จึงมองว่าในยุคนี้ใครที่สามารถนำข้อมูลไปใช้แล้วเกิดประโยชน์ต่อลูกค้า ลูกค้าก็จะยินยอมให้เข้าถึงข้อมูลมากกว่า

กล้า กล่าวเสริมว่า ทุกคนสามารถควบคุมข้อมูล Social Media ของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Google, Youtube บริษัทเหล่านี้รับผิดชอบต่อผู้ใช้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าคือ แอพลิเคชั่นเล่นขำๆ แอพเปลี่ยนหน้า แอพทำนาย ที่ขอเข้าถึงโปรไฟล์ทั้งหมดซึ่งข้อมูลอาจถูกนำไปใช้อะไรก็ได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uob-wisesight-datat-business-transformation/

[วิเคราะห์] ทำไมธนาคารต้องเพิ่มสินเชื่อออนไลน์ให้ SME กู้ผ่านมือถือ แถมหาโซลูชั่นให้เพียบ?

ธุรกิจ SME มีปัญหามาท้าทายความสามารถตลอดเวลาทั้งเรื่องเงิน ระบบงาน การคุมต้นทุนสินค้า หรือการหาคู่ค้าใหม่ๆ พอดีกับฝั่งธนาคารหลายแห่งหันมาออกแอปพลิเคชั่น บริการใหม่ๆ ให้ SME ทำธุรกิจง่ายขึ้นแต่เพื่ออะไร?

ธนาคารแข่งให้สินเชื่อ SME หนุนลูกค้ามีสภาพคล่องหมุนธุรกิจ

ธุรกิจธนาคารแข่งกันให้สินเชื่อลูกค้า SME เพราะเป็น Segment ที่มีกำไรมากกว่าลูกค้ารายใหญ่ ปัจจุบันดอกเบี้ยสินเชื่อธุรกิจของรายใหญ่มักอยู่ที่หลักเดียว (เช่น 3-6% ต่อปี) แต่ดอกเบี้ยสินเชื่อ SME มีตั้งแต่ 9-15% ต่อปี ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ปัจจุบัน SME บางส่วนใช้สินเชื่อบัตรกดเงินสด หรือบัตรเครดิตดอกเบี้ย 18% มาใช้ในธุรกิจ

ทว่าเมื่อแบงก์ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นก็มาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้น ต้องขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นด้วย ช่องทางออนไลน์กลายเป็นหนทางในการเข้าถึง SME ทั้งลูกค้าเดิมที่มีบัญชีอยู่แล้ว เพราะธนาคารเห็นพฤติกรรมการรับ-จ่ายเงินของ SME ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์มากเมื่อธนาคารต้องติดตามหนี้ หรือเสนอสินเชื่อให้เพิ่ม

ทั้งนี้ธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งขยายฐานสินเชื่อ SME บน Platform ออนไลน์ เช่น

  • ธนาคารกสิกรไทย ใช้ระบบ AI ส่งข้อเสนอสินเชื่อให้ลูกค้า SME เมื่อลูกค้ากดรับสินเชื่อจะได้เงินโอนเข้าบัญชีใน 1 นาที)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ มีสินเชื่อเจาะกลุ่มแม่ค้าออนไลน์ร่วมกับ Lazada ชื่อ แม่มณีศรีออนไลน์,
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีสินเชื่อ Car for cash ให้ลูกค้า SME ขอสินเชื่อผ่านเว็บไซด์

นอกจากนี้ธนาคารส่วนใหญ่จับมือกับ Startup บริษัทเทคโนโลยี เครือข่ายโลจิสติกส์ โปรแกรมบัญชี โปรแกรมบริหารคลังสินค้า ฯลฯ เพราะปัจจุบันการแข่งขันเป็นบัญชีหลักของ SME (บัญชีที่เห็นการเข้าออกของเงินในบริษัท) และ SME มักเลือกใช้บริการที่คุ้มค่ามากกว่าดูแค่เรื่องดอกเบี้ย และพนักงานที่ดูแลสินเชื่อ เลยต้องเพิ่มบริการใหม่ให้ลูกค้าเสมอ ซึ่งยังเป็นช่องทางให้ธนาคารได้ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลธุรกิจ เพื่อวิเคราะห์

ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารไซซ์กลางจับพาร์ทเนอร์ออกแอปฯ ใหม่เข้าถึงลูกค้า SME

อย่างไรก็ตามบางธนาคารต้องการเข้าถึงตัว และข้อมูลลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เมื่อฐานลูกค้าเดิมในแบงก์ไม่เยอะมาก ต้องร่วมกับพันธมิตรเจ้าอื่นเพิ่มบริการให้มากขึ้น ดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้งาน อย่างธนาคารยูโอบี ล่าสุดเปิดตัวแอปพลิเคชั่น MatchLink ร่วมกับบริษัทด้านข้อมูลอย่าง บริษัท บิซิเนส ออนไลน์ จำกัด (มหาชน) หรือ BOL เพื่อขยายฐานลูกค้า SME ที่มียอดขายไม่เกิน 400 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ฐานข้อมูลที่ BOL มีอยู่และเปิดให้ SME ลงทะเบียนใช้บริการได้ฟรีคือ บริษัทที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาการค้าธุรกิจ 1.6 ล้านบริษัท เช่น ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ งบการเงิน ฯลฯ ข้อดีคือช่วย SME หาคู่ค้า Supply chain ขยายลูกค้าก็ทำได้ อย่างไรก็ตามหาก SME ต้องการข้อมูลธุรกิจเฉพาะที่ลึกกว่าน้ี BOL สามารถเสนอบริการขายข้อมูลอื่นๆ ได้ การจับมือระหว่างธนาคารและบริษัทข้อมูลถือเป็นกลยุทธ์ Win-Win ทั้ง 2 ฝ่าย

สยุมรัตน์ มาระเนตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารยูโอบี (UOB) บอกว่า การปล่อยสินเชื่อออนไลน์กลุ่ม SME เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สินเชื่อ SME ของธนาคารยังเติบโต คาดว่าสิ้นปี 2019 นี้ยอดสินเชื่อ SME Retail (ยอดขายไม่เกิน 400 ล้านบาทต่อปี) ใหม่จะอยู่ที่ 20,000 ล้านบาทเติบโต 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

หลังจากนี้จะออกโปรดักส์ให้ลูกค้า SME สามารถกู้เงินออนไลน์ได้ โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกันข้อดีคือ อัตราดอกเบี้ยจะถูกลงได้อีกเพราะการมีหลักทรัพย์ค้ำประกันทำให้ความเสี่ยงเป็นหนี้สูญลดลง

สรุป

สุดท้ายแล้วไม่ว่าธนาคารจะให้สินเชื่อ SME ได้มากขึ้น แต่หากคุมหนี้เสียหรือ NPL ไม่ได้ จะกลายเป็นตัวถ่วงสินเชื่อทั้งหมดของธนาคาร เลยเป็นโจทย์ใหญ่ว่าแบงก์จะเข้าถึงข้อมูลลูกค้า และช่วยแก้ปัญหาเพื่อให้ SME มีเงินจ่ายค่างวดหรือชำระหนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uob-matchlink-smeloan-max-5-million/