คลังเก็บป้ายกำกับ: UNITED_STATES_OF_AMERICA

ทรัมป์เตรียมแบน TikTok ในสหรัฐ ยืนยันมีอำนาจออกคำสั่งนี้ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐเตรียมแบนแอพพลิเคชั่น “ติ๊กต็อก” ในสหรัฐอเมริกา โดยความกังวลหลักๆ มาจากเรื่องของประเด็นความมั่นคง และเขายืนยันว่ามีอำนาจที่จะออกคำสั่งแบนได้

TikTok China Flag ติ๊กต็อก
ภาพจาก Unsplash

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวกับสื่อมวลชนของสหรัฐ ว่าเขาเองกำลังจะลงนามคำสั่งแบนแอพพลิเคชั่น
ชื่อดังอย่าง “TikTok” ในสหรัฐอเมริกา และยืนยันว่าเขามีสิทธิ์ที่ออกคำสั่งในการแบน โดยคาดว่าคำสั่งที่ออกมาจะไวสุดภายในช่วงสุดสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดีคำสั่งดังกล่าวนั้นสร้างความกังวลให้กับภาคประชาชนเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก

ประธานาธิบดีสหรัฐ เคยกล่าวว่า “เขามีความกังวลเกี่ยวกับ TikTok อย่างมาก” ก่อนหน้านี้หน่วยงานราชการของสหรัฐหลายๆ แห่งได้ประกาศงดใช้ TikTok ในโทรศัพท์มือถือของหน่วยงาน รวมไปถึงการแบนการใช้งาน TikTok ไปเลย เช่น นาวิกโยธินของสหรัฐ ฯลฯ จากความกังวลถึงภัยความมั่นคง

ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังจับตามอง TikTok โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลของชาวสหรัฐ แต่เขาก็ได้กล่าวว่าก็ต้องรอว่าในท้ายที่สุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐจะจัดการในเรื่องนี้อย่างไร แต่ก็เคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชน และผู้พัฒนาแอปพลิเคชันของจีน

ทางด้านตัวแทนของ TikTok ได้กล่าวว่าในเรื่องของข้อมูลผู้ใช้งานในสหรัฐนั้นทางบริษัทได้เก็บข้อมูลไว้ในสหรัฐ และบริษัทมีนโยบายเข้มงวดในกรณีที่พนักงานจะขอเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งาน ไม่เพียงแค่นั้น TikTok ยังมีการจ้างงานชาวสหรัฐหลักพันคน

ขณะที่ American Civil Liberties Union กังวลว่าคำสั่งที่ออกมาจากประธานาธิบดีสหรัฐอาจเป็นอันตรายต่อการแสดงเสรีภาพของชาวสหรัฐ รวมไปถึงสิทธิในการใช้แพลตฟอร์มต่างๆ เนื่องจากมีผู้ใช้งานไว้ติดต่อสื่อสารกันและกัน

ปัจจุบัน TikTok มีผู้ใช้ชาวสหรัฐราวๆ 65-80 ล้านคน และในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2020 นี้มีผู้ดาวน์โหลด TikTok ไปแล้วมากกว่า 300 ล้านครั้ง สำหรับเจ้าของ TikTok คือ ByteDance บริษัทเทคโนโลยีจากประเทศจีน

ที่มา – CNN, ABC News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/trump-prepared-to-ban-tiktok-on-us-territory-1-aug-2020/

GDP สหรัฐอเมริกา ไตรมาส 2/2020 ร่วงหนัก -32.9% ต่ำสุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

GDP ของสหรัฐไตรมาส 2 ปี 2020 ประกาศออกมาแล้วอยู่ที่ -32.9% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ถือว่าน่าเป็นห่วงว่าในไตรมาส 3 นั้นจะสามารถฟื้นตัวได้หรือไม่

United States of America สหรัฐอเมริกา
ภาพจาก Shutterstock

สหรัฐอเมริกาได้ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ของปี 2020 ถดถอยที่ -32.9% ต่ำที่สุดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ปัจจัยสำคัญยังคงเกิดจาก COVID-19 ที่ยังแพร่ระบาดทั่วสหรัฐอเมริกาอยู่ในขณะนี้ และไม่มีวี่แววที่จะมีผู้ติดเชื้อลดลงในเร็วๆ นี้ ฉุดให้การบริโภคของชาวสหรัฐ การลงทุนของภาคธุรกิจ ถดถอยลง อย่างไรก็ดีตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ดีกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ในตอนแรกที่ -34.5%

ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในไตรมาส 2 นี้ที่น่าสนใจได้แก่

  1. การบริโภคของประชาชนสหรัฐในไตรมาสนี้ถดถอยถึง -34.6% แม้จะมีการฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาสก็ตาม
  2. การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ถดถอยถึง -38.7% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา
  3. การลงทุนของภาคธุรกิจลดลง -27% ขณะที่การลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ถดถอย 5 ไตรมาสติดกันแล้ว

ในบทวิเคราะห์จาก Credit Suisse ได้มอง 2 เรื่องสำคัญในไตรมาส 3 คือ การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ยังไม่หยุดการแพร่ระบาดในสหรัฐตอนนี้ และงบประมาณสำหรับเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐชุดใหม่ที่รัฐบาลจะผลักดันออกมาในเร็วๆ นี้ จะเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายกับเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของปีนี้อย่างมาก

Credit Suisse มองว่าถ้าหากยังมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันงบประมาณสำหรับเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐชุดใหม่นั้นใหญ่ไม่พอ อาจทำให้ความหวังที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างมากในไตรมาสนี้อาจหมดไป ซึ่งจะกลายเป็นความเสี่ยงด้านลบของเศรษฐกิจสหรัฐปีนี้ทันที

ก่อนหน้านี้ทาง IMF ได้ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังมีความเสี่ยงจากปริมาณหนี้มหาศาล โดย IMF คาดว่าหนี้ของรัฐบาลสหรัฐจะพุ่งไปถึง 160% ของ GDP ในปี 2030 แม้ว่าสหรัฐจะไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเลยด้วยซ้ำ ขณะที่ภาคเอกชนของสหรัฐที่มีหนี้สินสูงอยู่แล้วในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 และได้รับผลกระทบซ้ำจากวิกฤติครั้งนี้ ยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-gdp-q2-2020-contraction-32-9-percent-lowest-since-world-war-2-31-july-2020/

แบงก์ชาติ ย้ำ “ไทยไม่ได้แทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า”

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาชี้แจงว่าไทยไม่ได้แทรกแซงค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าแต่อย่างใด และค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมามีทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า ไม่ได้ไปทิศทางเดียวตลอดเวลา

Thai Baht US dollar เงินบาท ดอลลาร์สหรัฐ
ภาพจาก Shutterstock

จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายสื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวว่าไทยและไต้หวันอาจจะถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จับตาว่าเป็นประเทศที่มีการแทรกแซงค่าเงิน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐฯ นั้นทาง ธปท. ได้หารือกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเรื่องสำคัญที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้หารือมาโดยตลอดได้แก่

  • ภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินโลก
  • พัฒนาการของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทย
  • ความจำเป็นของ ธปท. ที่ต้องดูแลรักษาเสถียรภาพค่าเงินในบางช่วงเวลาที่มีเงินทุนไหลเข้าอย่างเฉียบพลัน

ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายสื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร ของ ธปท. ยังย้ำว่า “ธุรกรรมของ ธปท. ในตลาดเงินตราต่างประเทศ มิได้มุ่งหวังที่จะบิดเบือนค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้ากับคู่ค้าของไทย เห็นได้จากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปได้ทั้ง 2 ทิศทาง ทั้งอ่อนค่าและแข็งค่า ไม่ได้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง”

โดยเมื่อวานนี้บทวิเคราะห์ของ UBS ได้ชี้ว่า ไทยและไต้หวันอาจจะถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จับตาว่าเป็นประเทศที่มีการแทรกแซงค่าเงิน เนื่องจากหลายๆ เงื่อนไขตรงกับกระทรวงการคลังสหรัฐตั้งไว้ เช่น การเกินดุลการค้าเกิน 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐมา 4 ไตรมาสติดกัน ฯลฯ

นอกจากนี้ในบทวิเคราะห์จาก UBS และ Goldman Sachs คาดว่าจะไม่มีประเทศไหนที่โดนสหรัฐกล่าวหาว่าเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงินในรายงานที่จะออกมาในเร็วๆ นี้อีกด้วย

ที่มา – ธนาคารแห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bot-declared-thai-not-fx-intervention-for-export-and-tell-us-treasury-dept-23-july-2020/

UBS และ Goldman Sachs ชี้ ไทยมีโอกาสติดรายชื่อประเทศปั่นค่าเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐ

บทวิเคราะห์จาก UBS และ Goldman Sachs ชี้ว่า ไทยมีโอกาสติดรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามองว่าแทรกแซงค่าเงิน นอกจากไทยแล้วอาจยังมี สวิตเซอร์แลนด์ และ ไต้หวัน ด้วย

US dollar Thai Baht ดออลาร์ เงินบาท
ภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชื่อดังของโลกอย่าง UBS และ Goldman Sachs ได้ชี้ว่า ไทยนั้นเป็นประเทศที่มีโอกาสติดรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามองว่ามีการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งรายชื่อประเทศนั้นจัดทำโดยกระทรวงการคลังสหรัฐ และมีการรายงานเป็นระยะๆ

ปัจจัยที่จะทำให้ประเทศนั้นๆ มีโอกาสติดอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังเรื่องของการแทรกแซงค่าเงินนั้น ประกอบไปด้วย

  1. ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมากกว่า 2% ของ GDP หรือไม่
  2. ดุลการค้าของประเทศนั้นเกินดุลสหรัฐมากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 4 ไตรมาสติดกันหรือไม่
  3. มีการซื้อเงินหรือพันธบัตรของสหรัฐ มูลค่าเกินจำนวน 2% ของ GDP ประเทศในช่วง 6-12 เดือนหรือไม่

อย่างไรก็ดีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าไม่ได้กังวลในเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะว่าได้แจ้งกระทรวงการคลังของสหรัฐไปแล้ว และสหรัฐเข้าใจในเรื่องนี้ดี นอกจากนี้ค่าเงินบาทของไทยยังมีทิศทางตรงข้ามกับดอลลาร์สหรัฐ และอ่อนค่าในช่วงปีที่ผ่านมา

ในปี 2018 ที่ผ่านมา ไทยเองติดเงื่อนไข 2 ใน 3 ที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องของการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้มีการแทรกแซงค่าเงินเพื่อที่จะให้ไทยได้เปรียบในการส่งออก

บทวิเคราะห์ของ UBS ยังชี้ว่าไทยอาจหมดสิทธิ์ในการซื้อดอลลาร์สหรัฐในช่วง 6-9 เดือนข้างหน้า เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่บวกสูง รวมไปถึงประเทศไทยยังซื้อดอลลาร์ไปแล้วคิดเป็น 3.5% ของ GDP ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ในบทวิเคราะห์ยังชี้ว่า 75% ของธนาคารกลางทั่วเอเชียมีการแทรกแซงค่าเงิน

นอกจากไทยแล้ว Goldman Sachs และ UBS ยังชี้ว่าไต้หวันมีโอกาสที่จะติดรายชื่อแทรกแซงค่าเงินด้วย หลังจากที่ออกจากรายชื่อไปแล้วในปี 2017 ขณะที่ประเทศที่มีโอกาสติดรายชื่อที่ต้องจับตามองได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์

รายงานก่อนหน้านี้สหรัฐเองได้นำจีนออกจากประเทศแทรกแซงค่าเงิน เพื่อที่จะได้มีการเจรจาการค้าและทำข้อตกลงการค้าฉบับแรกที่ทั้ง 2 มหาอำนาจได้ตกลงกันในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ทั้ง 2 สถาบันการเงินคาดว่าจะไม่มีประเทศไหนที่โดนสหรัฐกล่าวหาว่าเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงินในรายงานที่จะออกมาในเร็วๆ นี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ubs-and-gs-analysis-thailand-maybe-in-potential-list-of-manipulate-currency-22-july-2020/

IMF เตือน เศรษฐกิจสหรัฐอาจมีความเสี่ยงหลัง COVID-19 มอง GDP ปีนี้ถดถอย -6.6%

“ไอเอ็มเอฟ” ออกมาเตือนเศรษฐกิจสหรัฐอาจมีความเสี่ยงหลัง COVID-19 ขณะเดียวกันได้ปรับประมาณการ GDP ของสหรัฐในปีนี้ถดถอยมากถึง -6.6% จากการฟื้นตัวช้ากว่าคาด

Chicago United States of America
ภาพจาก Shutterstock

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ออกรายงาน ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีท่าทีคลี่คลายลงในขณะนี้ อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ ส่งผลกระทบต่อภาคการบริโภคของประชาชน หลังจากที่เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสหรัฐยังพบกับความเสี่ยงเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อเนื่องแก่ภาคสังคมอื่นๆ เช่น การสาธารณสุข การศึกษา ฯลฯ

IMF ได้ชี้ถึงผลกระทบของ COVID-19 ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทำให้ชาวอเมริกันไม่น้อยกว่า 15 ล้านคนตกงานทันที ขณะที่ภาคธุรกิจ SME ในสหรัฐกำลังประสบปัญหาจากเรื่องสภาพคล่อง รวมไปถึงความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่เพียงแค่นั้นสหรัฐยังมีความเสี่ยงที่ COVID-19 จะระบาดอีกรอบ IMF ยังชี้ว่าสหรัฐต้องรอบคอบในการทยอยเปิดภาคเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับสัดส่วนของผู้ติดเชื้อ

ขณะเดียวกันผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังสร้างผลกระทบต่อประชาชนที่มีรายได้น้อย และสภาพคล่องทางการเงินนั้นอ่อนแอกว่าชาวอเมริกันโดยเฉลี่ย โดยเฉพาะกลุ่มคนผิวดำ กลุ่มคนอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิก ฯลฯ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ใช้แรงงานเป็นหลัก หรือไม่ก็เป็นงานด้านบริการที่ต้องพบปะผู้คน เช่น ขายอาหาร ฯลฯ

แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายๆ ตัวจะเริ่มฟื้นตัวบางแล้ว และเริ่มมีการจ้างงานกลับคืนบ้าง แต่ผลกระทบของ COVID-19 ได้สร้างแผลให้กับเศรษฐกิจสหรัฐ เช่น ความต้องการสินค้าที่ลดลง ส่งผลต่อเนื่องต่อภาคธุรกิจที่อาจถึงขึ้นล้มละลายจากหนี้สิน ฯลฯ ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว

ไม่เพียงแค่นั้นเศรษฐกิจสหรัฐยังมีความเสี่ยงจากปริมาณหนี้มหาศาล โดย IMF คาดว่าหนี้ของรัฐบาลสหรัฐจะพุ่งไปถึง 160% ของ GDP ในปี 2030 แม้ว่าสหรัฐจะไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเลยด้วยซ้ำ ขณะที่ภาคเอกชนของสหรัฐที่มีหนี้สินสูงอยู่แล้วในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 ยิ่งได้รับผลกระทบซ้ำจากวิกฤตินี้ ซ้ำร้ายรายได้ที่อาจหายไปหลังจากนี้ยังสร้างความเสี่ยงต่อการล้มลงของภาคธุรกิจสูงมากกว่าเดิม

IMF คาดว่า GDP ของสหรัฐในปีนี้จะถดถอยมากถึง -6.6%

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/imf-warn-us-economy-maybe-risk-after-covid-19-and-gdp-contract-6-6-pc-20-july-2020/

PACE ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ Dean & Deluca ในสหรัฐที่ล้มละลายกลับคืน มูลค่า 321 ล้านบาท

เพซ ดีเวลลอปเมนท์ ได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ “ดีน แอนด์ เดลูก้า” ในสหรัฐฯ กลับคืนด้วยมูลค่าราวๆ 321 ล้านบาท หลังร้านชื่อดังได้ยื่นล้มละลายในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

Dean & Deluca ดีน แอนด์ เดลูก้า
ภาพจาก Shutterstock

เว็บไซต์ New York Post รายงานว่า บมจ. เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (PACE) ได้เข้ายื่นเสนอซื้อกิจการของ Dean & Deluca ร้านอาหารและเครื่องดื่มชื่อดังของสหรัฐ ด้วยมูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 321 ล้านบาท หลังจากที่ร้านชื่อดังนี้ประสบปัญหาขาดทุนเรื้อรัง และได้รับผลกระทบจาก COVID-19 จนต้องขอยื่นล้มละลายเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

New York Post ยังได้รายงานว่าในการยื่นข้อเสนอมูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น เม็ดเงิน 5 ล้านเหรียญจะนำไปใช้คืนให้กับเจ้าหนี้การค้าที่ Dean & Deluca เป็นลูกหนี้ ส่วนเม็ดเงินที่เหลือบริษัทไม่ได้กล่าวถึงแต่อย่างใด

เอกสารที่ Dean & Deluca ยื่นล้มละลายในเดือนเมษายนนั้น ตัวแบรนด์ของ Dean & Deluca มีมูลค่า 55 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ล่าสุดแบรนด์มีมูลค่าเพียงแค่ 12 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

ในปี 2014 นั้น PACE ได้ซื้อกิจการ Dean & Deluca มูลค่าทั้งสิ้น 140 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ดีบริษัทยังประสบปัญหาขาดทุนจากการซื้อกิจการร้านอาหารและเครื่องดื่มชื่อดังรายนี้ โดยบริษัทพยายามฟื้นฟูกิจการ เช่น การปิดสาขาในสหรัฐเพื่อลดการขาดทุน ขายหุ้นบางส่วนในกิจการของแต่ละประเทศให้กับผู้ที่สนใจ ฯลฯ

อย่างไรก็ดี PACE ประสบปัญหาด้านการเงินจนต้องยื่นเรื่องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขอฟื้นฟูกิจการในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จากปัญหาหนี้สินที่พอกพูน ขณะที่หุ้นของบริษัทได้ถูกระงับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไปแล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/pace-bid-dean-deluca-us-unit-10-million-usd-ny-post-reports-17-july-2020/

สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากฝรั่งเศสอีก 25% ตอบโต้หลังเก็บภาษีบริษัทเทคโนโลยี

สหรัฐตอบโต้หลังจากฝรั่งเศสได้ออกมาตรการเก็บภาษีจากบริษัทเทคโนโลยีด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากฝรั่งเศสทันที 25% กระทบกับสินค้าหรูทันที

Louis Vuitton Luxury Hangbags หลุยส์ วิตตอง กระเป๋า
กระเป๋าหรูจากฝรั่งเศส หนึ่งในสินค้าที่จะโดนขึ้นภาษีจากสหรัฐ – ภาพจาก Shutterstock

ผู้แทนการค้าของสหรัฐอเมริกา ได้ส่งจดหมายแจ้งเตือนไปยังฝรั่งเศส ว่าจะมีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเพิ่มอีก 25% มูลค่าทั้งหมด 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อตอบโต้หลังจากที่ฝรั่งเศสมีการเก็บภาษีดิจิทัลจากบริษัทเทคโนโลยีอีก 3% ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐทันที ไม่ว่าจะเป็น Facebook Apple รวมไปถึง Alphabet บริษัทแม่ของ Google ทันที

เว็บไซต์ Politico ได้รายงานว่า สำหรับสินค้าของฝรั่งเศสที่จะได้รับผลกระทบทันที เช่น กระเป๋าหรู เครื่องสำอางค์ สบู่ ซึ่งจะกระทบกับบริษัทของฝรั่งเศสหลายๆ แห่ง เช่น LVMH, Chanel เป็นต้น โดยจดหมายของผู้แทนการค้าสหรัฐได้ชี้แจงว่าที่มีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากฝรั่งเศสนั้นเพราะว่าไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ ซึ่งการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้านี้จะมีอายุ 180 วัน

สำหรับมูลค่าการเก็บภาษีของฝั่งสหรัฐนั้นจะเท่ากับมูลค่าภาษีที่ฝรั่งเศสเก็บได้จากบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐ

นอกจากนี้ตัวแทนของผู้แทนการค้าสหรัฐ ยังได้กล่าวว่า ฝรั่งเศสไม่เหลือทางเลือกให้กับสหรัฐ จนท้ายที่สุดสหรัฐก็ต้องเลือกทางเลือกด้วยการขึ้นภาษี และสหรัฐมองว่าวิธีดังกล่าวไม่สนับสนุนในเรื่องการปรับปรุงและปฏิรูปการเก็บภาษีของกลุ่มประเทศพัฒนา (OECD) แล้ว

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศสมองว่า ถ้าหากกลุ่ม OECD ยังไม่สามารถหาข้อตกลงเรื่องภาษีของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ ฝรั่งเศสก็จะดำเนินการเก็บภาษีจากบริษัทเหล่านี้

ทั้ง 2 ประเทศนั้นมีความบาดหมางเรื่องการเก็บภาษีของบริษัทเทคโนโลยีมาตั้งแต่ปี 2019 ที่ผ่านมา โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีดิจิทัลดังกล่าวของฝรั่งเศส และเคยทวีตว่า บริษัทเทคโนโลยีควรที่จะโดนเก็บภาษีจากประเทศแม่ของบริษัทเหล่านี้ และสหรัฐจะตอบโต้ฝรั่งเศสด้วยถ้าหากมีการเก็บภาษี

ที่มา – Euro News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-raise-tariff-french-products-25-percent-counter-digital-tax-tech-companies/

ทรัมป์ชี้ความสัมพันธ์ สหรัฐ-จีน “เสียหายอย่างรุนแรง” ย้ำไม่ใช่เวลามาเจรจาข้อตกลงการค้าเฟสที่ 2

ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวถึงความสัมพันธ์ของ 2 มหาอำนาจในตอนนี้ว่า “เสียหายอย่างรุนแรง” ขณะเดียวกันเขาเองได้ย้ำว่าไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องการเจรจาการค้าในเฟสที่ 2

Donald Trump โดนัลด์ ทรัมป์
Donald Trump – ภาพจาก The White House

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐ ได้กล่าวกับสื่อในประเทศในขณะที่เตรียมเดินทางไปยังรัฐฟลอริดา โดยเขาเองได้กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของสหรัฐกับจีนในตอนนี้ถือว่า เสียหายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีน ต่อมามีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก และสหรัฐเองก็กลายเป็นหนึ่งประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงติดอันโลกอยู่ในขณะนี้

นอกจากนี้ประธานาธิบดีของสหรัฐ ยังได้กล่าวย้ำว่า “จีนสามารถที่จะจำกัดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ดีกว่านี้ แต่จีนเองกลับเลือกที่จะไม่ทำ” ทำให้เขาเองมองว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจนั้นย่ำแย่ลงจากผลของการแพร่ระบาดของ COVID-19 นี้

ไม่เพียงแค่นั้นเมื่อนักข่าวได้สอบถาม โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับประเด็นข้อตกลงการค้าในเฟสที่ 2 เขาเองยังได้กล่าวว่า “พูดตรงๆ นะ มีอะไรให้ผมคิดมากมาย และผมเองยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด” โดยก่อนหน้านี้ที่ปรึกษา ทรัมป์ เองเคยขู่จีนว่าอาจยกเลิกข้อตกลงการค้าในเฟสที่ 1 รวมไปถึงทรัมป์เองไม่พอใจที่จีนซื้อสินค้าทางการเกษตรอย่างที่เขาต้องการ

ข้อตกลงการค้าในเฟสที่ 1 ที่ได้จัดทำข้อตกลงไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จีนรับปากว่าจะซื้อสินค้า-บริการจากสหรัฐอเมริกามูลค่าทั้งสิ้นกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า เพื่อที่ทำให้สหรัฐลดการขาดดุลทางการค้ากับจีน

ที่มา – Chicago Tribune, New York Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-relationship-with-china-has-been-severely-damaged-trump-said-10-july-2020/

สหรัฐกำลังจับตามอง TikTok รวมถึง Social Media อื่นๆ จากจีน รอทรัมป์ตัดสินใจว่าแบนหรือไม่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ได้กล่าวว่าสหรัฐกำลังจับตามองและพิจารณาที่อาจตัดสินใจแบน Social Media จากประเทศจีน ซึ่งรวมถึงแอปชื่อดังอย่าง TikTok ด้วย

Tiktok Social Media แอปติ๊กต๊อก
ภาพจาก Shutterstock

ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้กล่าวกับ Fox News ว่าเขาเองกำลังพิจารณาที่จะแบนโซเชี่ยลมีเดียจากประเทศจีน ซึ่งรวมไปถึงแอปพลิเคชันชื่อดังอย่าง TikTok โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลจีนใช้เป็นกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อ รวมไปถึงใช้เป็นเครื่องมือสอดแนม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ได้กล่าวว่า รัฐบาลกำลังจับตามอง TikTok โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลของชาวสหรัฐ แต่เขาก็ได้กล่าวว่าก็ต้องรอว่าในท้ายที่สุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐจะจัดการในเรื่องนี้อย่างไร แต่ก็เคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชน และผู้พัฒนาแอปพลิเคชันของจีน

สหรัฐเริ่มมีความกังวลมากขึ้นหลังจากที่จีนได้ออกกฎหมายความมั่นคงของฮ่องกงฉบับใหม่ ที่พรรคคอมมิวนิสต์สามารถขอให้บริษัทต่างๆ ส่งข้อมูลผู้ใช้ในเรื่องความมั่นคง แม้ว่าตัวแทนของ TikTok เองเคยออกมากล่าวว่าแอปพลิเคชันของบริษัทมีความอิสระจากรัฐบาลจีนก็ตาม

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา กองทัพของสหรัฐได้สั่งแบนไม่ให้กำลังพลและผู้ที่เกี่ยวข้องใช้ TikTok เนื่องจากกังวลถึงภัยด้านความมั่นคง

ถ้าหากสหรัฐแบนโซเชี่ยลมีเดียจากจีนแล้ว จะกลายเป็นประเทศที่ 2 ต่อจากอินเดียที่รัฐบาลได้สั่งแบนแอปพลิเคชันจากประเทศจีน โดยอินเดียนั้นได้แบนจากเหตุผลเรื่องความมั่นคง และต้องการตอบโต้จีนหลังจากที่ได้ส่งกองกำลังมาในพื้นที่พิพาทระหว่างอินเดียกับจีน ในเหตุการณ์นี้มีทหารของอินเดียเสียชีวิตด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-gov-considering-ban-tiktok-and-other-social-media-pompeo-said-7-july-2020/

Goldman Sachs คาด GDP สหรัฐปีนี้ถดถอยถึง -4.6% โอกาสที่เศรษฐกิจไตรมาส 3 จะฟื้นแทบไม่มี

สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs คาดเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้จะถดถอยถึง -4.6% นอกจากนี้โอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 3 เหลือเพียงแค่ 25% เท่านั้น

New York 2020 USA นิวยอร์ก สหรัฐ
ภาพจาก Shutterstock

Goldman Sachs สถาบันการเงินใหญ่ของสหรัฐ ได้ออกมาปรับคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐใหม่ หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้มีผู้ติดเชื้อแตะระดับ 50,000 รายต่อวัน ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่บางรัฐในประเทศนั้นมีความเข้มงวดในการป้องกันการติดเชื้อ ขณะที่บางรัฐเองก็ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อจำนวนมาก
ส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นอย่างมาก

ในบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ยังชี้ถึงการฟื้นตัวของการบริโภคของประชาชนที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงกลางเดือนเมษายน แต่อย่างไรก็ดีกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่กลับมาฟื้นตัวเท่ากับในช่วงเดือนมีนาคมก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างกว้างขวางในสหรัฐ

นอกจากนี้ Goldman Sachs ยังคาดการณ์ว่าการบริโภคของประชาชนจะกลับมาชะงักอีกรอบในช่วงเดือนกรกฏาคมและสิงหาคม โดยมีระดับการใช้จ่ายของภาคบริการเฉลี่ยเท่ากับในช่วงเดือนมิถุนายน

ความกังวลที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐมองเศรษฐกิจในประเทศคือเรื่องการแพร่ระบาดของ COVID-19 อาจยังไม่ผ่านจุดสูงสุดไปด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่มพัฒนาแล้วอื่นๆ และคาดว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในสหรัฐจะยังเป็นเช่นนี้ไปอีกราวๆ 2 เดือน แต่ Goldman Sachs ยังเชื่อว่าสหรัฐเองจะสามารถหาทางที่ทำให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปควบคู่กับการป้องกันการระบาด เช่น ในรัฐ Texas ที่ท้ายที่สุดได้ประกาศให้ประชาชนต้องใส่หน้ากากอนามัย เป็นต้น

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ Goldman Sachs คาดว่าตัวเลข GDP ของสหรัฐในปี 2020 นี้จะถดถอยที่ -4.6% ขณะที่คาดการณ์ในตอนแรกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 3 นั้น Goldman Sachs มองว่าโอกาสที่จะฟื้นตัวเหลือเพียงแค่ 25% เท่านั้น แต่ในปี 2021 คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาฟื้นตัวได้ถึง 5.8% ในปี 2021 จากคาดการณ์ของการพัฒนาวัคซีน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/goldman-sachs-cut-us-economy-to-contraction-4-6-percent-q3-recovery-only-25-percent-5-jul-2020/