คลังเก็บป้ายกำกับ: UNITED_STATES_OF_AMERICA

ส.ส. สหรัฐผ่านร่างกฎหมายถอดบริษัทจดทะเบียนออกนอกตลาดหุ้น พุ่งเป้าใหญ่ไปที่บริษัทจีนเป็นหลัก

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ผ่านร่างกฎหมายสามารถถอดบริษัทจดทะเบียนจากจีนออกนอกตลาดหุ้นได้ ถ้าไม่ผ่านการตรวจสอบบัญชีมาก่อน หรือแม้แต่การเปิดเผยว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่แท้จริง ซึ่งร่างดังกล่าวกดดันให้บริษัทจีนหลายแห่งนั้นอาจย้ายหุ้นออกไปซื้อขายที่ตลาดหุ้นอื่น

New York Stock Exchange ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก
ภาพจาก Shutterstock

สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกาผ่านร่างกฎหมายที่สามารถถอดบริษัทต่างชาติที่ไม่ทำตามข้อบังคับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบบัญชี รวมไปถึงเปิดเผยผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทที่แท้จริง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนั้นจะพุ่งเป้าไปที่บริษัทจีน โดยในปี 2019 ที่ผ่านมานั้นมีบริษัทจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐมากกว่า 150 บริษัท มีมูลค่าบริษัทรวมกันแล้วมากกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ร่างกฎหมายที่มีชื่อว่า Holding Foreign Companies Accountable Act ดังกล่าวนั้นสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้โหวตผ่านร่างต่อจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่ได้โหวตผ่านร่างนี้ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และจะส่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะลงนามเป็นข้อกฎหมายและมีผลบังคับใช้ตามวันที่กำหนด

จุดเริ่มต้นของร่างกฎหมายนี้นั้นมีที่มาคือ บริษัทจีนหลายๆ แห่งที่ซื้อขายในตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนถึงเรื่องปัญหาบรรษัทภิบาลในจีน ขณะที่มาตรฐานบัญชีในจีนเองก็ยังไม่ได้มาตรฐานสากล รวมไปถึงกรณีฉ้อฉลต่างๆ เช่น กรณีของ Luckin Coffee ที่โกงยอดขาย ที่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นว่านักลงทุนเสียเงินที่ลงทุนไป แต่ผู้บริหารหรือแม้แต่บริษัทเหล่านี้กลับไม่ได้รับผลอะไร

ในร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่า บริษัทต่างชาติที่จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ จะต้องเปิดเผยผู้ถือหุ้นที่แท้จริงว่าเป็นใคร หรือว่าบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนนั้นถือหุ้นโดยรัฐบาลต่างชาติ ขณะเดียวกันในงบการเงินบริษัท
จะต้องผ่านการตรวจสอบของ PCAOB เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน

ผลที่เกิดขึ้นอาจทำให้บริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐมีสิทธิ์ถูกถอดออกจากตลาดได้ทันที ซึ่งปัจจุบันบริษัทจีนชื่อดังซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ เช่น Alibaba และ Baidu ซึ่งบริษัทจีนหลายๆ แห่งได้หาทางหนีทีไล่ไว้เป็นที่เรียบร้อยคือกลับไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์จีนหรือฮ่องกงแทน

ที่มา – DW, Tech in Asia, MSN Money

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-house-pass-holding-foreign-companies-accountable-act-3-dec-2020/

ดีลใหญ่สุดของบริษัทในรอบ 21 ปี Salesforce ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Slack มูลค่าถึง 837,232 ล้านบาท

Salesforce ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ CRM ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Slack Technologies เป็นมูลค่าถึง 27,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 837,232 ล้านบาท และกลายเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดของ Salesforce ในรอบ 21 ปีด้วย

Slack Salesforce
ภาพจาก Shutterstock

Salesforce บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ CRM ชั้นนำของสหรัฐ ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Slack ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสารในที่ทำงาน เป็นมูลค่าสูงถึง 27,700 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการเข้าซื้อกิจการดังกล่าจะช่วยให้ Salesforce สามารถสร้างโลกใหม่ของซอฟต์แวร์องค์กร รวมถึงเปลี่ยนโลกการทำงานขององค์กรอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน รวมถึงทำงานที่ไหนก็ได้ในโลก

ภายใต้ข้อเสนอซื้อกิจการนั้นจะใช้วิธีแลกหุ้น 0.0776 หุ้น Slack ต่อ 1 หุ้น Salesforce และแถมเงินสดให้อีก 26.79 ดอลลาร์สหรัฐ

ที่ผ่านมา Slack ได้เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารในองค์กรให้สะดวกมากขึ้นกว่าการตอบอีเมล์ รวมไปถึงการสื่อสารเป็นกลุ่มภายในองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดีในช่วงที่ผ่านมา Slack นั้นกลับพบคู่แข่งรายใหญ่คือ Microsoft Teams ซึ่งส่งผลทำให้การขยายฐานลูกค้าของ Slack พบกับความยากลำบากมากขึ้น

ขณะที่ Salesforce นั้นการซื้อบริษัทอย่าง Slack ถือเป็นดีลการซื้อกิจการใหญ่ที่สุดในรอบ 21 ปี ทำลายสถิติการซื้อบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง Tableau Software ที่มีมูลค่ามากถึง 15,700 ล้านเหรียญลง

คาดว่าดีลนี้จะแล้วเสร็จภายในงบประจำปีของบริษัทในปี 2022 นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้นของ Slack ได้โหวตให้มีการขายกิจการดังกล่าว รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลไฟเขียวให้ดีลนี้ผ่านไปได้

ที่มา – Detroit News, Yahoo News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/salesforce-annouce-to-buy-slack-technologies-worth-22-7-billion-usd-2-dec-2020/

S&P Global สนใจซื้อกิจการผู้ให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจ-การลงทุน IHS Markit มูลค่า 1.33 ล้านล้านบาท

S&P Global หนึ่งในผู้ให้บริการด้านข้อมูลด้านการเงิน สนใจที่จะซื้อกิจการผู้ให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจ-การลงทุน ซึ่งเป็นคู่แข่งรายใหญ่เช่นกัน อย่าง IHS Markit มูลค่ามากถึง 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

S&P Global
ภาพจาก Shutterstock

สื่อธุรกิจต่างประเทศหลายแห่งได้รายงานว่า S&P Global ผู้ให้บริการข้อมูลทางด้านการเงิน รวมถึงการจัดอันดับเครดิต สนใจซื้อกิจการของผู้ให้บริการข้อมูลทางเศรษฐกิจ-การลงทุนอีกรายคือ IHS Markit ด้วยมูลค่าสูงถึง 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 1.33 ล้านล้านบาท โดยแหล่งข่าวของสื่อหลายๆ แห่งคาดว่าจะมีการประกาศดีลนี้อย่างเป็นทางการในคืนวันนี้ซึ่งเป็นช่วงเช้าวันจันทร์ที่สหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน S&P Global มีข้อมูลด้านการเงินเด่นๆ เช่น ด้านตราสารหนี้ การจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้งเอกชนและประเทศ รวมไปถึงข้อมูลด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่จุดเด่นของ IHS Markit คือมีข้อมูลด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขดัชนีฝ่ายจัดซื้อหรือ PMI ที่สร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทอย่างมาก

ในช่วงที่ผ่านมานั้นข้อมูลด้านการลงทุนนั้นมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้มีการซื้อกิจการบริษัททางด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่มีผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย โดยดีลที่น่าสนใจคือตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนประกาศซื้อกิจการของ Refinitiv มูลค่าถึง 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งล่าสุดยังอยู่ในขั้นพิจารณาจากหน่วยงานกำกับดูแลจากหลายประเทศ รวมไปถึงในสหภาพยุโรป

ถ้าหากดีล S&P Global ซื้อกิจการ IHS Markit นี้เกิดขึ้นจริงๆ จะกลายเป็นดีลการซื้อกิจการที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากดีลรัฐวิสาหกิจน้ำมันในประเทศจีนอย่าง Sinopec และ PetroChina จะโอนท่อส่งน้ำมันทั้งหมดให้กับกิจการท่อส่งน้ำมันรายใหม่ซึ่งถือหุ้นโดยรัฐบาลจีนในชื่อว่า PipeChina ซึ่งมีมูลค่ากว่า 56,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดีมีความเป็นไปได้ที่ดีลดังกล่าวอาจถูกจับตามองจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐ และรายละเอียดในดีลนี้ถือว่ายังน้อยมาก

ที่มา – Business Insider, MSN Money, News 18

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/snp-global-interested-to-buy-ihs-markit-worth-44-billion-usd-30-nov-2020/

มาอีกราย! แอนติบอดีรักษา COVID-19 จาก Eli Lilly ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐแล้ว

แอนติบอดีสำหรับรักษา COVID-19 จาก Eli Lilly ได้รับไฟเขียวจาก FDA ของสหรัฐแล้ว ทำให้เป็นยาตัวที่ 2 หลังจาก Pfizer ได้ประกาศว่าวัคซีนป้องกัน COVID-19 ได้ผลดี ส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกทันทีจากข่าวดีนี้

อีไล ลิลลี่ (Eli Lilly) บริษัทยา
ภาพจาก Shutterstock

สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ หรือ FDA ได้อนุมัติให้ใช้ Bamlanivimab ของ Eli Lilly ซึ่งเป็นแอนติบอดีไว้ในการรักษา COVID-19 ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจะทำให้เป็นยารักษาตัวแรกที่ได้รับไฟเขียว หลังจากที่บริษัทได้มีการทดลองขั้นสุดท้ายเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้นำแอนติบอดีทดลองรักษาผู้ป่วยอายุ 12 ปี และผู้ป่วยผู้สูงอายุที่มีอาการติดเชื้อจาก COVID-19 และมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงมากขึ้นผ่านทางเส้นเลือดดำ ผลของการทดลองนั้นพบว่าแอนติบอดีของ Eli Lilly นั้นลดจำนวนของไวรัส ทำให้อาการผู้ป่วยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้บริษัทยังได้กล่าวว่าแอนติบอดีของบริษัทนั้นจะเป็น 1 ทางเลือกที่จะช่วยลดอัตราผู้ติดเชื้อที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลลง ซึ่งสหรัฐอเมริกานั้นกำลังมีการแพร่ระบาดในระลอก 2 อยู่ในขณะนี้

ข่าวที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเป็นข่าวดีตามมาจากที่ Pfizer ได้แจ้งว่าวัคซีนที่บริษัททดสอบนั้นได้ผลมากกว่า 90% ในการป้องกัน COVID-19 ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับข่าวดีนี้ทันที

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/antibody-treatment-covid-19-from-eli-lilly-fda-approved-10-nov-2020/

ข่าวดี! ไฟเซอร์เผยวัคซีนของบริษัทต้าน COVID-19 ได้มากกว่า 90% ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นตอบรับข่าวนี้ทันที

ไฟเซอร์ บริษัทผลิตยาในสหรัฐ ได้เปิดเผยว่าวัคซีนของบริษัทต้าน COVID-19 ได้มากกว่า 90% ส่งผลทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นตอบรับข่าวนี้ทันที ขณะที่ราคาทองคำกลับลดลงจากข่าวนี้ทันที

Pfizer ไฟเซอร์ บริษัทผลิตยา
ภาพจาก Shutterstock

Pfizer บริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ของสหรัฐได้แจ้งข่าวว่าวัคซีนที่บริษัทได้พัฒนาร่วมกับบริษัท BioNTech จากเยอรมันนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่า 90% ในการป้องกัน COVID-19 สำหรับผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ขณะที่ CEO ของบริษัทยายักษ์ใหญ่รายนี้ก็ได้กล่าวว่าพร้อมที่จะฉีดวัคซีนตัวนี้ เพื่อคลายความกังวลจากประเด็นว่าตัววัคซีนนั้นอาจมีผลข้างเคียง ขณะเดียวกันตลาดหุ้นสหรัฐเองได้ตอบรับข่าวดีนี้ทันที

สำหรับวัคซีนดังกล่าวได้มีการทดลองในช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมทดสอบมากถึง 43,583 รายจากทั่วโลก และมีผู้ทดสอบบางส่วนได้รับวัคซีนชุดที่ 2 ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา การทดสอบวัคซีนดังกล่าวแม้ว่าจะมีประสิทธิภาพมากถึง 90% แต่การทดสอบก็ยังดำเนินต่อไป

บริษัทได้คาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีนตัวนี้ได้ 50 ล้านโดสภายในปีนี้ ขณะที่ปีหน้าคาดว่าจะผลิตได้ 1,300 ล้านโดส โดยมีประเทศต่างๆ ได้สั่งจองวัคซีนไปแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ และบริษัทเตรียมที่จะยื่นจดทะเบียนวัคซีนต่อสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐในช่วงสัปดาห์หน้า

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ดัชนีหุ้นของสหรัฐเช่น S&P 500 พุ่งสูงขึ้นทันที 3% ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลายๆ ตัวมีราคาลดลงจากที่เศรษฐกิจอาจมีสิทธิ์ฟิ้นตัวได้ไวกว่าคาด และการทำงานที่บ้านอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป นอกจากนี้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเช่น หุ้นบริษัทเรือสำราญเองก็ตอบรับข่าวดีนี้เช่นกัน ขณะที่ราคาทองคำก็มีราคาลดลงทันทีจากข่าวดีนี้ทันที

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/pfizer-said-vaccine-testing-resist-covid-19-more-than-90-percent-10-nov-2020/

Goldman Sachs คาดเศรษฐกิจโลกปีหน้าโตถึง 6% ปัจจัยสำคัญมาจากวัคซีนและการกระตุ้นเศรษฐกิจ

Goldman Sachs สถาบันการเงินในสหรัฐ ออกบทวิเคราะห์คาดการณ์เศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด มองว่าเศรษฐกิจโลกเติบโตได้ถึง 6% ในปีหน้า จากปัจจัยการกระตุ้นเศรษฐกิจและวัคซีนที่อาจมาไวกว่าคาด ขณะที่ประเทศไทยคาดว่าเศรษฐกิจจะโตได้มากถึง 4.8%

Tokyo Japan โตเกียว ญี่ปุ่น
ภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจล่าสุดจาก Goldman Sachs ที่ออกเมื่อคืนวันเสาร์ทีผ่านมา คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่า GDP ของโลกจะเติบโตได้มากถึง 6% ได้ปัจจัยมาจากเรื่องสำคัญคือวัคซีนสำหรับรักษาและป้องกัน COVID-19 ขณะเดียวกันรัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ต่างผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาออกมาอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโต

สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐนั้น Goldman Sachs มองว่าสหรัฐนั้นจะได้ โจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 46 อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีในด้านของวุฒิสภาของสหรัฐเองนั้นอาจได้พรรครีพับลิกัน ซึ่งอาจทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้มีขนาดลดลงกว่าที่คาดการณ์ในตอนแรก คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่นั้นจะมีขนาดราวๆ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และจะออกมาก่อนการเข้ารับสาบานตนของโจ ไบเดน

ทางด้านของวัคซีนนั้นคาดว่าในปี 2021 จะมีวัคซีนที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุมัติออกมาอย่างน้อย 1 ตัว โดยคาดว่าไวที่สุดจะออกมาได้ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ และ Goldman Sachs คาดว่าในเฟสแรกของการฉีดวัคซีนจะมีประชากรราวๆ 45 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรกๆ นอกจากนี้ผลดีของวัคซีนที่ออกมาไว ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปสามารถเพิ่มขึ้นได้มากถึง 2% ตามมาด้วยเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ดีการที่วัคซีนออกมาไวกลับไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจจีนเท่าไหร่นัก เนื่องจากเศรษฐกิจได้ฟื้นตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ดีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในระลอก 2 ของปีนี้ทั้งสหรัฐและยุโรป ทำให้รัฐบาลของหลายๆ ประเทศในทวีปยุโรปต้องประกาศล็อกดาวน์เมืองต่างๆ ทำให้ Goldman Sachs คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของปีนี้และไตรมาส 1 ในปีหน้าจะถดถอยและอาจต้องมีการปรับประมาณการณ์ตัวเลขนี้อีกครั้ง ทำให้ล่าสุดประมาณการตัวเลข GDP ในปี 2021 นั้นเติบโตเหลือแค่ 6% ลดลงจากคาดการณ์ก่อนหน้าที่คาดไว้ที่ 6.5%

ด้านของความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ต้องจับตามองคือเรื่องของการจ้างงาน รวมไปถึงรายได้ของธุรกิจ แม้ว่าจะมีข่าวดีคือเรื่องของรัฐบาลประเทศต่างๆ หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ ที่มีการชดเชยค่าแรง ส่งผลทำให้การว่างงานนั้นมีค่อนข้างจำกัด และถ้าหากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ไว จะส่งผลทำให้แรงงานที่ว่างงานอยู่สามารถกลับมาทำงานได้ไวมากขึ้นกว่าเดิม

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ Goldman Sachs คาดไว้

  • เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 6% ในปี 2021 และ 4.6% ในปี 2022
  • สหรัฐอเมริกา GDP จะเติบโต 5.3% ในปี 2021 และ 3.8% ในปี 2022
  • ญี่ปุ่น GDP จะเติบโต 3.3% ในปี 2021 และ 2.0% ในปี 2022
  • จีน GDP จะเติบโต 7.5% ในปี 2021 และ 5.7% ในปี 2022
  • ยูโรโซน GDP จะเติบโต 5.3% ในปี 2021 และ 4.3% ในปี 2022
  • สหราชอาณาจักร GDP จะเติบโต 6.1% ในปี 2021 และ 7.3% ในปี 2022
  • อินเดีย GDP จะเติบโต 10% ในปี 2021 และ 7.2% ในปี 2022
  • บราซิล GDP จะเติบโต 4% ในปี 2021 และ 2.9% ในปี 2022

ขณะที่เศรษฐกิจไทย Goldman Sachs คาดว่า GDP จะเติบโต 4.8% ในปี 2021 และ 6.3% ในปี 2022 ซึ่งมากกว่าคาดการณ์จาก Bloomberg Consensus ในบทวิเคราะห์มองเศรษฐกิจของอาเซียนและลาตินอเมริกาในแง่ดีเนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อนั้นลดลงส่งผลต่อเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีมากขึ้น แต่ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของประเทศไทยแต่อย่างใด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/goldman-sachs-forecasts-world-economic-growth-6-percent-next-year-8-nov-2020/

สื่อสหรัฐหลายแห่งรายงาน โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐแล้ว หลังคะแนนเกิน 270 เสียง

สื่อสหรัฐหลายแห่งได้รายงานข่าวว่าผลการเลือกตั้งล่าสุดนั้น โจ ไบเดน มีคะแนนเสียงเกิน 270 แล้ว ซึ่งจะทำให้เขานั้นชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐทันที

Joe Biden โจ ไบเดน
ภาพจาก Shutterstock

สื่อสหรัฐหลายแห่งทั้ง CBS News และ NBC News รวมไปถึงสำนักข่าว AP ได้รายงานว่า โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่คะแนนของเขาได้เกิน 270 คะแนน ซึ่งสื่อของสหรัฐหลายๆ แห่งได้รายงานตัวเลขนี้แตกต่างกันไป

  • สำนักข่าว AP ได้ให้คะแนน โจ ไบเดน 284 คะแนน โดนัลด์ ทรัมป์​ 214
  • สำนักข่าว Reuters ให้คะแนน โจ ไบเดน 274 คะแนน โดนัลด์ ทรัมป์​ 213
  • Fox News ให้คะแนน โจ ไบเดน 290 คะแนน โดนัลด์ ทรัมป์​ 214
  • CBS News และ NBC News ให้คะแนน โจ ไบเดน 273 คะแนน โดนัลด์ ทรัมป์​ 213

โดยก่อนหน้านี้ ไบเดน ได้กล่าวว่าเขาเองนั้นมีคะแนนนำทรัมป์ แต่ได้กล่าวว่าต้องให้มีการนับคะแนนเป็นที่เรียบร้อย เสียก่อน ขณะที่ประชาชนในหลายๆ เมืองได้ออกมาแสดงความยินดีที่ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่นิวยอร์ก หรือ ฟลอริดา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/joe-biden-win-us-election-2020-us-media-reports-8-nov-2020/

สหรัฐอเมริกาประกาศตัดสิทธิ์ GSP ไทย มูลค่า 25,433 ล้านบาท อ้างเรื่องไม่ยอมเปิดตลาดให้นำเข้าหมูจากสหรัฐ

สหรัฐอเมริกาประกาศตัดสิทธิ์ GSP ไทย มูลค่า 25,433 ล้านบาท โดยเหตุผลสำคัญนั้นได้อ้างเรื่องไม่ยอมเปิดตลาดให้นำเข้าหมูจากสหรัฐ

ท่าเรือแหลมฉบัง Laem Chabang Thailand Port
ภาพจาก Shutterstock

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ได้ประกาศว่าเตรียมตัดสิทธิ์ GSP ของไทย มูลค่า 817 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 25,433 ล้านบาท โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งจะกระทบกับสินค้าของไทยหลายๆ ชนิดไม่ว่าจะเป็นชื้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ เครื่องครัวที่ทำมาจากอลูมิเนียม อาหารอบแห้งบางชนิด ฯลฯ

สาเหตุสำคัญที่สหรัฐได้ตัดสิทธิ์สินค้าไทยคือ ไทยไม่สามารถเปิดตลาดนำเข้าหมูจากสหรัฐ แม้ว่าไทยกับสหรัฐเองจะมีการเจรจาการค้ามานานกว่า 12 ปีแล้วก็ตาม โดยที่สมาคมผู้ผลิตเนื้อหมูของสหรัฐได้ขอให้สหรัฐตัดสิทธิ์ GSP ของไทยเนื่องจากผู้ผลิตของสหรัฐไม่สามารถเข้าถึงตลาดในประเทศไทยได้เลย แม้ว่าไทยจะเป็นตลาดเล็กก็ตาม

คำกล่าวของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้กล่าวว่า เขาเองได้พิจารณาแล้วว่าไทยนั้นจะไม่สามารถที่จะให้สหรัฐเข้าถึงตลาดได้อย่างเท่าเทียมและสมเหตุสมผล และเมื่อพิจารณารอบคอบแล้วจึงขอระงับสิทธิ์​ GSP ของสินค้าไทย

ก่อนหน้านี้นั้นไทยได้โดนสหรัฐตัดสิทธิ์ GSP ไปแล้วกว่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสิทธิ์​ GSP นั้นสหรัฐส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ากว่า 100 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา โดยจะมีรายชื่อสินค้าที่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐโดยไม่โดนภาษีมากถึง 3,500 รายการ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ustr-cut-gsp-thai-817-m-usd-from-reason-cant-access-pork-market-31-oct-2020/

GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 3 โตถึง 33.1% การบริโภคเติบโตดี เศรษฐกิจเริ่มกลับมาใกล้เท่าก่อนช่วง COVID-19 แล้ว

ตัวเลข GDP ของสหรัฐในไตรมาส 3 นั้นเติบโตมากถึง 33.1% ได้ปัจจัยจากภาคการบริโภคที่กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังทำให้เศรษฐกิจสหรัฐคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวเท่ากับก่อน COVID-19 ในอีกไม่นานนี้

New York City USA นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ภาพจาก Shutterstock

สหรัฐประกาศตัวเลข GDP ในไตรมาส 3 โดยที่เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาเติบโตมากถึง 33.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวนี้ยังทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฟื้นตัวในรูปแบบตัว V นอกจากนี้เศรษฐกิจของสหรัฐเองก็ยังมีความหวังที่จะกลับมาเติบโตเท่าก่อนช่วงการแพร่ระบาด COVID-19 ได้เร็วๆ นี้ ซึ่งเหลือเพียง 3.5% เท่านั้น จากปัจจัยสำคัญคือตัวเลขภาคการบริโภคที่แข็งแกร่ง

ขณะที่ตัวเลขต่างๆ ของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมานี้เริ่มฟื้นตัวไม่ว่าจะเป็นด้านการใช้จ่ายของภาคธุรกิจที่เติบโต 20.3% หรือแม้แต่ความต้องการอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตถึง 59.3% อย่างไรก็ดีเการใช้จ่ายของรัฐบาล และภาคการส่งออกของสหรัฐเองยังไม่ฟื้นตัวในไตรมาสนี้

อย่างไรก็ดีถ้าหากเทียบกับปี 2019 ที่ผ่านมา GDP ของสหรัฐไตรมาส 3 ของปีนี้ยังถดถอยอยู่ที่ -2.9%

ในบทวิเคราะห์ของ Credit Suisse มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐหลังจากนี้จะเติบโตได้ขึ้นอยู่กับเรื่องสำคัญๆ ได้แก่ การแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ที่จะควบคุมได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลสหรัฐหลังจากนี้ ซึ่งถ้าหากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนใหญ่ Credit Suisse ยังมองว่าสหรัฐจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง

ทางด้านของ ING ได้วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐเองนอกจาก COVID-19 แล้วยังมีความไม่แน่นอนหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี อัตราการว่างงานรวมที่ยังสูงเกิน 10 ล้านตำแหน่งที่ยังกดดันเศรษฐกิจ และอาจมีจำนวนผู้ว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นได้อีกถ้าหากมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่

มุมมองนักวิเคราะห์ของ Bloomberg คาดว่าเศรษฐกิจของสหรัฐจะกลับมาติบโตเท่าก่อนช่วงการแพร่ระบาด COVID-19 ได้ในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2021

ที่มา – Business Insider, Yahoo Finance

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-gdp-q3-growth-from-q2-33-1-percent-30-oct-2020/

หมดยุคบริษัทพลังงาน บริษัทเทคโนโลยีและโทรคมนาคม ครองสัดส่วนในดัชนี S&P 500 เกือบ 40% แล้ว

กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเริ่มมีน้ำหนักในดัชนี S&P 500 เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากบทบาทที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มพลังงานเองก็ลดบทบาทในดัชนีตัวนี้ลงไปเหลือเพียงแค่ 2% เท่านั้น

iPhone Screen หน้าจอ ไอโฟน
ภาพจาก Shutterstock

บริษัทเทคโนโลยีและบริษัทด้านโทรคมนาคมในสหรัฐกำลังมีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นในดัชนี S&P 500 ซึ่งล่าสุดทั้ง 2 กลุ่มอุตสาหกรรมเองมีสัดส่วนมากถึงเกือบๆ 40% แล้ว จากผู้ใช้งานที่มีอยู่ทั่วโลก และรายได้ของบริษัทเหล่านี้เองก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมพลังงานในสหรัฐเองก็มีน้ำหนักในดัชนีน้อยลงเรื่อยๆ เหลือเพียงแค่ประมาณ 2% เท่านั้น

กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น E-commerce จนถึงความบันเทิงบนโลกออนไลน์ ที่มีบทบาทเป็นอย่างมาก และเพิ่มบทบาทมากขึ้นในช่วงของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลายๆ ตัวนั้นทำราคาสูงสุดใหม่ รวมไปถึงมูลค่าบริษัทที่ทำสถิติใหม่ เช่น กรณีของ Apple ที่มูลค่าบริษัทสูงถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว

แม้ว่าสัดส่วนของหุ้นกลุ่มบริษัทสื่อสาร รวมไปถึงบริษัทเทคโนโลยีจะเพิ่มสัดส่วนในดัชนี S&P 500 จะทำลายสถิติเก่าในสมัยยุคฟองสบู่ดอทคอมไปแล้ว แต่ความแตกต่างกับสมัยยุคดอทคอมคือกำไรของบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ถือว่าสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เทียบกับสมัยยุคฟองสบู่ดอทคอมที่หลายๆ บริษัทนั้นกลับไม่มีกำไรเลยด้วยซ้ำ นอกจากนี้จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกของบริษัทอย่าง Google Amazon Netflix กลับมีผู้ใช้งานจริงๆ เมื่อเทียบกับในอดีต

บทวิเคราะห์หลายๆ แห่งเริ่มมองว่ากลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากช่วงของ COVID-19 และไม่ได้มองว่ากลุ่มบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ จะมีปัญหาเรื่องฟองสบู่แต่อย่างใด แต่มองว่า Valuation ของหุ้นหลายๆ ตัวในกลุ่มเทคโนโลยีบางตัวอาจแพงเกินไปมากกว่า ไม่เพียงแค่นั้นนักลงทุนเองก็เริ่มสอดส่องหุ้นเทคโนโลยีว่ามีกำไรที่จับต้องได้มากขึ้นหรือเปล่าอีกด้วย

แม้ว่ากลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น แต่กลุ่มที่ลดบทบาทในดัชนี S&P 500 ลงไปในช่วงที่ผ่านมาคือกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ ที่ประสบปัญหาราคาหุ้นลดลงจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจากผลของความต้องการพลังงานที่ลดลง ซึ่ง IEA คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันจะลดลงกว่าในปีที่แล้วเป็นอย่างมาก

ไม่เพียงแค่นั้นบทบาทของพลังงานในอนาคตเองก็กำลังจะเปลี่ยนไปจากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ไปสู่เรื่องของพลังงานสะอาดที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นด้วยเช่นกัน

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ไม่ใช่มีแค่ผลกระทบต่อราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ผลกระทบในด้านของเศรษฐกิจเองก็กระทบกับกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินในสหรัฐเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน จากปัญหาเรื่องของ NPL ที่กดดัน และสภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ยิ่งทำให้ราคาของสถาบันการเงินใหญ่ลดลงอย่างมาก ส่งผลต่อเรื่องทำให้สัดส่วนในดัชนี S&P 500 ลดลง

สำหรับดัชนี S&P 500 จะใช้มูลค่าบริษัทเป็นหลักในการถ่วงน้ำหนักดัชนี ถ้าหากบริษัทมีมูลค่าสูงมาก สัดส่วนในดัชนีก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วยเช่นกัน เช่น ในกรณีของ Apple นั้นมีสัดส่วนในดัชนีนี้ถึงเกือบ 8% แล้ว เราจะเห็นว่าสัดส่วนของบริษัทโทรคมนาคมและเทคโนโลยี กับกลุ่มพลังงานรวมไปถึงธนาคาร ยิ่งแตกต่างและถ่างเพิ่มมากขึ้นหลังจากนี้

ที่มา – Siblis Research

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/technology-sector-weight-on-s-p-500-index-more-than-fourth-25-oct-2020/