คลังเก็บป้ายกำกับ: United_Kingdom

BP บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ปรับแผนธุรกิจใหม่ ลดการผลิตน้ำมัน ลงทุนพลังงานสะอาดมากขึ้น

“บีพี” บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อีกราย ได้ประกาศที่จะลดกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลง 40% และจะเน้นมาลงทุนในพลังงานสะอาดมากขึ้นให้ได้ตามเป้าในปี 2030

BP Oil บีพี
ภาพจาก Shutterstock

BP บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลก ได้ปรับแผนธุรกิจใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลงรวมไปถึงผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้บริษัทต้องตั้งการด้อยค่าสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการต่างๆ ทั่วโลก มูลค่ามหาศาล ส่งผลทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจใหม่อีกรอบ เช่น ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น รวมไปถึงตั้งเป้าลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 40% ภายในปี 2030

จุดเปลี่ยนสำคัญของ BP อีกเรื่องคือจะลดการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลง 40% และจะไม่มีการสำรวจและลงทุนโครงการใหม่ๆ หลังจากนี้ต่อไปแล้ว หลังจากนี้แผนการของ BP คือลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดด้วยงบประมาณปีละ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่น พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ

โดยปัจจุบัน BP มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 2,500 เมกะวัตต์ เป้าหมายของบริษัทพลังงานรายนี้คือมีกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้ 50,000 เมกะวัตต์ ในปี 2030 นอกจากนี้ BP ยังจะลงทุนเพิ่มเติมกับพลังงานสะอาดอื่นๆ ด้วย เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ให้ได้ 70,000 จุด การผลิตไฮโดรเจน โดยตั้งเป้าให้มีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 10% ภายในปี 2030

อย่างไรก็ดี Christyan Malek หัวหน้านักวิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันในทวีปยุโรปของ JPMorgan ได้กล่าวกับ Bloomberg ว่า BP กำลังจะมีความเสี่ยงครั้งใหญ่ คือหลังจากนี้เราจะเห็นบริษัทเริ่มไล่ซื้อกิจการบริษัทอื่นๆ เพื่อที่จะให้ได้เป้าการผลิตจากพลังงานสะอาด

ที่มา – CleanTechnica, BBC, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bp-change-business-plan-to-renewable-energy-50-gigawatts-2030-6-aug-2020/

HSBC รายงานกำไรครึ่งปีแรกหายไป 65% จากผลของ COVID-19 และอาจต้องสำรองหนี้เพิ่ม

“เอชเอสบีซี” สถาบันการเงินจากอังกฤษ รายงานกำไรครึ่งปีแรกของปีนี้หายไปมากถึง 65% จากผลกระทบของ COVID-19 ขณะเดียวกันยังคาดว่าอาจต้องสำรองหนี้เสียเพิ่มมากกว่าเดิมในปีนี้ด้วย

HSBC ธนาคารเอชเอสบีซี
ภาพจาก Shutterstock

HSBC สถาบันการเงินรายใหญ่ของอังกฤษ ได้รายงานกำไรของครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงไป 65% เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ผ่านมา และกำไรลดลงมากกว่านักวิเคราะห์ไว้ ขณะที่ในงบการเงินของ HSBC ยังมีหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นถึงเกือบๆ 7 เท่า โดยสาเหตุสำคัญมาจากธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้เสียที่เกิดจากผลกระทบของ COVID-19

Noel Quinn ซึ่งเป็น CEO ของ HSBC ได้กล่าวว่า ในงบการเงินช่วงครึ่งปีแรกของธนาคารนั้นได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง จากธนาคารกลางหลายๆ ประเทศได้ปรับลดดอกเบี้ยลง ความผันผวนของตลาด รวมไปถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในด้านภูมิรัฐศาสตร์

สถาบันการเงินรายใหญ่ของอังกฤษรายนี้ได้หันมาโฟกัสกับธุรกิจในเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน โดย HSBC เองเป็นหนึ่ง 1 สถาบันการเงินที่สนับสนุนกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ของฮ่องกง และมีความพยายามที่จะบาลานซ์ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้หลักๆ ในจีน กับการทำธุรกิจกับสถาบันการเงินอื่นๆ ในตะวันตก ซึ่งเป็นความท้าทายของธนาคารอย่างมาก

ขณะเดียวกัน HSBC เองก็อยู่ในสภาพที่กำลังปรับโครงสร้างองค์กรอย่างหนัก เนื่องจากสภาวะด้านเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา รวมไปถึง COVID-19 ทำให้ธนาคารต้องเร่งเดินหน้าแผนการปลดพนักงานถึง 35,000 รายไวขึ้นกว่าเดิม โดย CEO ของ HSBC ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ในสภาวะที่เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมด้านการเงินเปลี่ยนไป ทำให้ธนาคารต้องปรับตัวเพื่อที่จะแข็งแกร่งมากขึ้นและยั่งยืนกว่าเดิม

ไม่เพียงแค่นั้น HSBC ยังได้แจ้งว่าในปีนี้ธนาคารอาจต้องสำรองหนี้เสียสูงสุดถึง 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 417,000 ล้านบาท

ที่มา – Sky News, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hsbc-1h20-profit-down-65-percent-from-covid-19-3-aug-2020/

สหราชอาณาจักรหันพึ่งญี่ปุ่น หวังใช้อุปกรณ์ 5G จาก NEC, Fujitsu แทน Huawei

หลังรัฐบาลอังกฤษสั่งแบน Huawei และถอดอุปกรณ์ 5G แล้วอย่างเป็นทางการไปแล้ว รัฐบาลก็เริ่มมองหาซัพพลายเออร์ตัวแทนซึ่ง Nikkei รายงานว่าอังกฤษหันไปหารัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งรายหลังก็ตอบรับและอยู่ระหว่างการพูดคุยแล้ว

ซัพพลายเออร์จากญี่ปุ่นที่รัฐบาลอังกฤษหวังจะพึ่งคือ NEC และ Fujitsu ที่มีส่วนแบ่งอุปกรณ์โทรคมนาคมในตลาดโลกไม่ถึง 1% โดยเป้าหมายของรัฐบาลอังกฤษก็เพื่อให้ NEC และ Fujitsu เข้ามาช่วยเร่งให้เกิดการแข่งขันกับ Ericsson และ Nokia (ที่อังกฤษก็ใช้งานอยู่แล้ว) โดยมีเป้าหมายคือลดราคาอุปกรณ์โทรคมนาคมให้ต่ำลง

รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็พยายามผลักดันให้ญี่ปุ่นพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ให้ทัดเทียมหรือพอแข่งขันได้มากขึ้นในตลาดโลก โดยให้เงินสนับสนุนไปแล้วกว่า 7 หมื่นล้านเยน ขณะที่ตัวแทนของ NEC ระบุว่าเริ่มพูดคุยกับตัวแทนจากอังกฤษแล้ว

ที่มา – Nikkei Asian Review

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117571

“เพราะแรงกดดันจากสหรัฐ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องแบน Huawei” สื่ออังกฤษรายงาน

The Observer ได้รายงานสาเหตุสำคัญที่รัฐบาลอังกฤษแบนอุปกรณ์โทรคมนาคมจาก “หัวเว่ย” เป็นเพราะแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันเงื่อนไขในการแบนอาจเปลี่ยนแปลงได้หลังจากนี้

Telecom Tower Cell-Site เสาโทรศัพท์มือถือ
ภาพจาก Shutterstock

หนังสือพิมพ์ The Observer ได้รายงาน สาเหตุสำคัญที่อังกฤษแบนอุปกรณ์โทรคมนาคมจาก Huawei มาจากแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะความขัดแย้งของ 2 มหาอำนาจนี้ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากที่รัฐบาลอังกฤษได้ตัดสินใจห้ามไม่ให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในอังกฤษซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากผู้ผลิตรายใหญ่ของจีนรายนี้หลังปี 2020 เป็นต้นไป

The Guardian ยังรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอังกฤษ ได้กล่าวกับตัวแทนของ Huawei ในการเจรจาว่า เงื่อนไขการแบน Huawei อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้หลังจากนี้ ถ้าหากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ได้ รวมไปถึงท่าทีความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐดีขึ้น

โดยตัวแทนของ Huawei ได้ขอเข้าพบกับรัฐบาลของอังกฤษ เพื่อที่จะชะลอการถอดอุปกรณ์โทรคมนาคมออกจากอังกฤษ ที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้ภายในปี 2025 โดยหวังว่ารัฐบาลใหม่ของอังกฤษหลังการเลือกตั้งในปี 2025 นั้นจะตัดสินใจไม่ให้มีการถอดอุปกรณ์เหล่านี้ออกไป

สำหรับการตัดสินใจแบนอุปกรณ์โทรคมนาคมจาก Huawei โดยให้เหตุผลเรื่องความมั่นคงนั้น อังกฤษยอมแลกกับการติดตั้งอุปกรณ์ 5G ล่าช้าออกไป 2-3 ปี และถ้าหากคำนวณแล้วอังกฤษนั้นจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงถึง 2,000 ล้านปอนด์ เพื่อเปลี่ยนอุปกรณ์เป็นผู้ผลิตรายอื่นๆ

ขณะที่อุปกรณ์โทรคมนาคมจาก Huawei ที่เคยติดตั้งเพื่อรองรับเทคโนโลยีอย่าง 3G และ 4G จะไม่มีการถอดออกแต่อย่างใด ขณะที่อุปกรณ์ 5G ที่ติดตั้งไปแล้วจะต้องถอดออกภายในปี 2027

หลังจากมีการตัดสินใจแบนอุปกรณ์โทรคมนาคมของยักษ์ใหญ่จากจีนรายนี้นั้น โฆษกของ Huawei ที่สหราชอาณาจักรชี้แจงว่า การตัดสินใจอันน่าผิดหวังของรัฐบาลอังกฤษครั้งนี้ถือเป็นข่าวร้ายของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทุกคนในอังกฤษ เพราะทำให้เกิดความเสี่ยงในการพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างล่าช้า มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น และทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี The Observer ไม่ได้รายงานว่า ข้อมูลการสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอังกฤษกับตัวแทนของ Huawei นั้นมีที่มาจากไหน และได้มาอย่างไร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-pressure-uk-gov-to-ban-huawei-telcom-equipment-the-observer-report-20-july-2020/

รัฐบาลอังกฤษสั่งแบน ห้ามค่ายมือถือซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคม 5G จาก Huawei หลังปี 2020

รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจแบน “หัวเว่ย” เป็นที่เรียบร้อย หลังจากปี 2020 ค่ายมือถือในอังกฤษไม่สามารถซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากผู้ผลิตจากจีนรายนี้ได้ และอังกฤษจะปลอดจากอุปกรณ์โทรคมนาคมจากหัวเว่ยในปี 2027

Telecom Tower เสาโทรศัพท์มือถือ
ภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลอังกฤษสั่งแบน Huawei เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากนี้จะห้ามไม่ให้ค่ายมือถือในอังกฤษซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ในจีนหลังปี 2020 ขณะเดียวกันอังกฤษเองจะปลอดจากอุปกรณ์โทรคมนาคม 5G ของ Huawei และจากผู้ผลิตรายอื่นๆ ของจีนภายในปี 2027 จากเรื่องของความมั่นคงของระบบโทรคมนาคมที่มีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

สำหรับอังกฤษนั้นยอมแลกกับการติดตั้งอุปกรณ์ 5G ล่าช้าออกไป 2-3 ปีและมีการคำนวณแล้วว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงถึง 2,000 ล้านปอนด์ เพื่อเปลี่ยนอุปกรณ์โทรคมนาคมเป็นผู้ผลิตรายอื่นๆ โดยอุปกรณ์โทรคมนาคมจาก Huawei ที่เคยติดตั้งเพื่อรองรับเทคโนโลยีอย่าง 3G และ 4G จะไม่มีการถอดออกแต่อย่างใด

ขณะที่ทูตจีนประจำอังกฤษ ได้กล่าวว่า “เป็นการตัดสินใจที่น่าผิดหวังมาก” และได้กล่าวเสริมว่า “อังกฤษกำลังทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความเปิดกว้างและยุติธรรมในการแข่งขันด้านธุรกิจจริงๆ หรือไม่”

ตรงข้ามกับ ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ ได้กล่าวว่า “อังกฤษได้เข้าร่วมกับอีกหลายๆ ประเทศที่ยืนหยัดเรื่องความมั่นคง จากการแบนอุปกรณ์โทรคมนาคม ของผู้ผลิตที่ดูมีความเสี่ยงสูง” อย่างไรก็ดีเขาไม่ได้กล่าวถึงอุปกรณ์จากประเทศใด หรือยี่ห้อใด

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตัวแทนของ Huawei ได้ขอเข้าพบกับรัฐบาลของอังกฤษ เพื่อที่จะชะลอการถอดอุปกรณ์โทรคมนาคมออกจากอังกฤษ ที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้ภายในปี 2025 โดยหวังว่ารัฐบาลใหม่ของอังกฤษหลังการเลือกตั้งในปี 2025 นั้นจะตัดสินใจไม่ให้มีการถอดอุปกรณ์เหล่านี้ออกไป

ที่มา – BBC, Sky News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uk-ban-operator-buy-huawei-telcos-equipment-after-this-year-15-july-2020/

รัฐบาลอังกฤษสั่งแบน Huawei แล้ว ต้องถอดอุปกรณ์ 5G ออกทั้งหมดภายในปี 2027

จากข่าว หน่วยข่าวกรองอังกฤษเตรียมเสนอรัฐบาลแบน Huawei เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วันนี้รัฐบาลอังกฤษประกาศแบนอุปกรณ์เครือข่าย Huawei อย่างเป็นทางการแล้ว

คำสั่งนี้มาจากที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council หรือ NSC) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ตามข้อเสนอของศูนย์ความมั่นคงไซเบอร์ (National Cyber Security Centre หรือ NCSC) ด้วยเหตุผลว่า Huawei โดนสหรัฐอเมริกาแบนการใช้ชิปจากสหรัฐในเดือนพฤษภาคม ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีบางอย่างของสหรัฐ และชิปทดแทนอื่นๆ ไม่มีความน่าเชื่อมั่นเพียงพอในสายตาของ NCSC

  • ห้ามหน่วยงานในประเทศ สั่งซื้ออุปกรณ์ 5G ของ Huawei หลังวันที่ 31 ธันวาคม 2020
  • อุปกรณ์ Huawei ทั้งหมดจะต้องถูกถอดออกจากเครือข่าย 5G ภายในสิ้นปี 2027

คำสั่งของรัฐบาลอังกฤษครอบคลุมเฉพาะเครือข่าย 5G เท่านั้น แต่รัฐบาลก็กล่าวถึงความเสี่ยงของ Huawei ต่อเครือข่ายไฟเบอร์-บรอดแบนด์เช่นกัน เพียงแต่การเปลี่ยนผ่านทำได้ยากกว่า เพราะระบบบรอดแบนด์ของอังกฤษใช้อุปกรณ์เครือข่าย Huawei มาตั้งแต่ปี 2005 ตอนนี้จึงเป็นแค่ “คำแนะนำ” ให้บริษัทไฟเบอร์เริ่มหยุดซื้ออุปกรณ์จาก Huawei แล้ว ยังไม่มีคำสั่งบังคับออกมา

No Description

ภาพจาก Huawei UK

ที่มา – Gov.uk, BBC

from:https://www.blognone.com/node/117466

Huawei ขออังกฤษชะลอการถอดอุปกรณ์โทรคมนาคมออกไปจนถึงปี 2025

รัฐบาลอังกฤษเตรียมชี้ชะตาการใช้อุปกรณ์โทรคมนาคมของอังกฤษในวันที่ 14 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ดีตัวแทนของ “หัวเว่ย” ก็พร้อมที่จะเข้าพบกับรัฐบาลอังกฤษเพื่อขอชะลอการถอดอุปกรณ์ออก

Telecom Tower เสาโทรศัพท์มือถือ
ภาพจาก Shutterstock

ตัวแทนของ Huawei ได้ขอเข้าพบกับรัฐบาลของอังกฤษ เพื่อที่จะชะลอการถอดอุปกรณ์โทรคมนาคมออกจากอังกฤษ ที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้ภายในปี 2025 โดยหวังว่ารัฐบาลใหม่ของอังกฤษหลังการเลือกตั้งในปี 2025 นั้นจะตัดสินใจไม่ให้มีการถอดอุปกรณ์เหล่านี้ออกไป รวมไปถึงอุปกรณ์โทรคมนาคมในอดีตไม่ว่าจะเป็น 3G และ 4G ออกไปด้วย

สาเหตุสำคัญที่อังกฤษต้องการที่จะถอดอุปกรณ์โทรคมนาคมของ Huawei ออกไป คือประเด็นของความมั่นคง ขณะที่นักการเมืองของอังกฤษเองก็เรียกร้องว่าให้อังกฤษจัดการกับผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ของจีนรายนี้ รวมไปถึงผู้ผลิตรายอื่นๆ ที่ดูไม่น่าไว้ใจ ซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อระบบสื่อสารและโทรคมนาคมของอังกฤษ

อย่างไรก็ดีการที่รถอดอุปกรณ์โทรคมนาคมของ Huawei ออกไปนั้น คาดว่าอังกฤษอาจต้องเสียเม็ดเงินเป็นหลักหลายพันล้านปอนด์ ขณะเดียวกันผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตบ้านอย่าง BT และ Vodafone ได้ขอร้องให้เลื่อนเวลาการถอดอุปกรณ์เหล่านี้ออกไปถึงปี 2030 เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ได้ลงทุนกับอุปกรณ์เครือข่ายไปมหาศาลแล้ว

นอกจากนี้ BT และ Vodafone ยังเตือนว่าถ้ารีบถอดอุปกรณ์เหล่านี้ออก อาจกระทบกับการขยายโครงข่ายโทรคมนาคมเช่น ใยแก้วนำแสง และสัญญาณโทรศัพท์มือถืออาจมีเครือข่ายที่ไม่ครอบคลุม

การตัดสินใจขั้นสุดท้ายของรัฐบาลอังกฤษ นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน จะมีการประชุมเพื่อตัดสินใจในวันที่ 14 กรกฎาคมนี้

ในช่วงที่ผ่านมาหลายๆ ประเทศเริ่มที่จะตัดสินใจในการใช้อุปกรณ์โทรคมจากประเทศจีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศสที่ตัดสินใจไม่แบนการใช้อุปกรณ์จาก Huawei แต่หน่วยงานความมั่นคงของฝรั่งเศสเองแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตในประเทศจีน เป็นต้น

ที่มา – BBC, Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uk-decision-on-huawei-telecom-equipment-remove-finalize-on-14-july-2020/

รัฐบาลอังกฤษและบริษัทโทรคมอินเดียเข้าอุ้ม OneWeb บริษัทอินเทอร์เน็ตดาวเทียมออกจากกระบวนการล้มละลาย

ศาลล้มละลายสหรัฐฯ อนุมัติแผนการฟื้นฟูบริษัทอินเทอร์เน็ตดาวเทียม OneWeb ที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรและ Bharti Global เจ้าของ Bharti Airtel ประกาศลงทุนคนละ 500 ล้านดอลลาร์เพื่อนำบริษัทกลับมาดำนเนินการอีกครั้ง

OneWeb วางแผนให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงคล้ายกับ Starlink ของ SpaceX แต่ระบบดาวเทียมของ OneWeb จะใช้ดาวเทียม 648 ดวงเพื่อให้บริการทั่วโลก และดาวเทียมโคจรที่ความสูง 1,200 กิโลเมตร เทียบกับ Starlink ที่ต้องการดาวเทียมนับหมื่นดวงเพื่อให้บริการทั่วโลกและตัวดาวเทียมโคจรที่ระดับ 550 กิโลเมตรเท่านั้น

No Descriptionภาพจาก OneWeb

ตอนนี้ OneWeb ยิงดาวเทียมไปแล้ว 74 ดวง และแม้ได้รับเงินมาพันล้านดอลลาร์แต่หักค่าชดเชยต่างๆ แล้วบริษัทจะมีเงินทุนกลับมาดำเนินการจริงๆ เพียง 640 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ขณะที่ OneWeb อาศัยการจ้างนำส่งดาวเทียมทำให้มีต้นทุนค่อนข้างสูง คาดว่าการยิงดาวเทียมทั้งระบบต้องใช้เงินอย่างน้อย 2 พันล้านดอลลาร์ ทำให้คาดว่าระหว่างนี้บริษัทก็ต้องหาผู้ลงทุนใหม่

แถลงประกาศการลงทุนของรัฐบาลสหราชอาณาจักรแสดงถึงความจำเป็นของการเป็นชาติที่มีเทคโนโลยีอวกาศแนวหน้า (first rank of space nations) พร้อมกับย้ำถึงความจำเป็นที่จะมีระบบดาวเทียมนำทางของตัวเองหลังออกจากสหภาพยุโรป แต่ก็ไม่ได้ระบุชัดว่าจะใช้ดาวเทียมของ OneWeb มาเป็นดาวเทียมนำทางอย่างไร

ที่มา – BBC, GOV.UK

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117423

หน่วยข่าวกรองอังกฤษเตรียมเสนอรัฐบาลแบน Huawei, ถอดอุปกรณ์ 5G ภายในปีนี้

สหราชอาณาจักรอาจจะกำลังเป็นประเทศล่าสุดที่สั่งแบน Huawei แบบเต็มรูปแบบ หลังจากต้นปีที่ผ่านมารัฐบาลอังกฤษประกาศว่ายังคงใช้งานอุปกรณ์ Huawei ในโครงข่าย 5G ในหลาย ๆ ส่วน และห้ามไม่ให้ใช้ Huawei เป็นอุปกรณ์คอร์เน็ตเวิร์คและไม่ให้มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 35% เท่านั้น

แต่จากรายงานของหน่วยงานความปลอดภัยไซเบอร์ภายใต้หน่วยความกรองอังกฤษ (GCHQ) พบว่าการที่สหรัฐแบน Huawei ไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีสหรัฐ อาจทำให้ Huawei ต้องหันไปใช้แหล่งเทคโนโลยีที่ไม่น่าเชื่อถือและควบคุมไม่ได้ ซึ่งก็อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอีกขั้น

หน่วยข่าวกรองเลยกำลังร่างข้อเสนอไปยังรัฐบาลอังกฤษ ให้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ใช้งานและติดตั้งอุปกรณ์ใหม่จาก Huawei ภายใน 6 เดือนและถอนอุปกรณ์ที่ติดตั้งออกไปแล้วภายในปีนี้ โดยรายงานฉบับนี้น่าจะถึงมือนายกรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้

ที่มา – The Telegraph

จากภาพ Shutterstock

from:https://www.blognone.com/node/117338

หน่วยกำกับดูแลอังกฤษชี้ รายได้โฆษณาดิจิทัล 80% ไปอยู่กับ Google และ Facebook หมด

หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของสหราชอาณาจักร (Competition and Markets Authority หรือ CMA) ออกรายงานผลการศึกษาแพลตฟอร์มออนไลน์และโฆษณาดิจิทัล (online platforms and digital advertising) พบว่า Google และ Facebook มีอำนาจเหนือตลาดโฆษณาดิจิทัล แต่กฎหมายในปัจจุบันไม่สามารถจัดการได้

รายงานของ CMA ระบุว่าตลาดโฆษณาดิจิทัลของสหราชอาณาจักรในปี 2019 มีมูลค่า 14 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 5.4 แสนล้านบาท) ซึ่ง 80% ของเม็ดเงินธุรกิจนี้ถูกครอบครองโดย Google และ Facebook

หากแยกย่อยตามประเภทธุรกิจ Google ครองสัดส่วนโฆษณา search ราว 90% (มูลค่าตลาด 7.3 พันล้านปอนด์) และ Facebook ครองสัดส่วนโฆษณาแบบแสดงผล (display ads) ราว 50% (มูลค่าตลาด 5.5 พันล้านปอนด์)

No Description

CMA ระบุว่าบริการของ Google และ Facebook มีประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดเล็กให้เข้าถึงฐานลูกค้าจำนวนมาก แต่ฐานลูกค้าขนาดใหญ่ของทั้งสองบริษัท กลายเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจที่ไม่มีใครแข่งขันได้ เมื่อตลาด search/social ไม่มีผู้เล่นรายอื่นเข้ามา ย่อมทำให้การแข่งขันน้อยลง ตัวเลือกน้อยลง เกิดนวัตกรรมน้อยลง

ประเด็นหนึ่งที่ CMA ยกมาเป็นตัวอย่างคือ Google จ่ายเงินให้ Apple จำนวนมหาศาลเพื่อให้เป็น default search engine บน iOS (ตัวเลขเฉพาะในสหราชอาณาจักรคือ 1.2 พันล้านปอนด์) ทำให้รายอื่นเข้ามาแข่งขันได้ยาก

CMA ยังให้ข้อมูลว่ากฎหมายด้านการแข่งขันในปัจจุบันไม่สามารถใช้กับกรณีแบบนี้ได้ และเรียกร้องให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรตั้งหน่วยงาน “Digital Markets Unit” ขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลธุรกิจดิจิทัล เช่น ออกแนวปฏิบัติที่ควรทำ, สั่งให้เปิดเผยข้อมูลบางส่วนให้คู่แข่ง

ในเบื้องต้น CMA จะตั้งคณะทำงาน Digital Markets Taskforce เพื่อนำเสนอแนวทางกำกับดูแลตลาดดิจิทัลให้รัฐบาลภายในสิ้นปี 2020

ที่มา – CMA

from:https://www.blognone.com/node/117270