คลังเก็บป้ายกำกับ: UN

UN เผย โควิด-19 สร้างวิกฤตการศึกษา เด็ก 24 ล้านคน อาจหลุดจากวงจรการศึกษาอย่างถาวร

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากจะส่งผลต่อการสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานแล้ว ยังส่งผลต่อสถานการณ์ด้านการศึกษาด้วย

ภาพจาก Shutterstock

สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อโรงเรียนใน 192 ประเทศทั่วโลก ต้องปิดการเรียนการสอน กระทบต่อนักเรียน 1.6 พันล้านคนทั่วโลก ต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน แม้แต่ในขณะนี้ก็ยังมีนักเรียนอีกกว่า 870 ล้านคน ใน 51 ประเทศ ยังไม่สามารถกลับไปเรียนในโรงเรียนได้ตามปกติ

นักเรียน 24 ล้านคนทั่วโลก อาจหลุดออกจากระบบการศึกษาถาวร

Henrietta Fore ผู้อำนวยการกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดวิกฤตด้านการศึกษา นักเรียนกว่า 24 ล้านคน อาจต้องหลุดจากระบบการศึกษาอย่างถาวร เพราะยิ่งนักเรียนไม่สามารถเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนได้นานมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษามากเท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญกับการเปิดโรงเรียนเมื่อมาตรการต่างๆ มีการผ่อนปรนลง

นอกจากโรงเรียนจะเป็นสถานที่ที่ให้การศึกษาแล้ว โรงเรียนยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งโภชนาการด้านอาหารให้กับเด็กนักเรียน

ภาพจาก Shutterstock

นักเรียน 460 ล้านคน ยังเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต

แม้ว่าทางออกของวิกฤตการศึกษาในสถานการณ์โควิด-19 คือการเรียนออนไลน์ แต่ความจริงแล้วการเรียนออนไลน์ก็ไม่สามารถทดแทนการเรียนในห้องเรียนได้ และอย่าลืมว่ามีนักเรียนอีกกว่า 460 ล้านคนทั่วโลก ที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต หรือไม่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือไว้ใช้สำหรับเรียนออนไลน์

การไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้ ส่งผลกระทบในระยะยาวต่อนักเรียน นั่นคือ เพิ่มความเสี่ยงที่นักเรียนจะเจอกับสถานการณ์ความรุนแรงทั้งด้านร่างกาย และอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อสุภาพจิต รวมถึงยังมีความเสี่ยงที่เด็กๆ จะต้องเจอกับปัญหาด้านการใช้แรงงานเด็ก การล่วงละเมิดทางเพศ และไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้

การตัดสินใจเปิดโรงเรียนดูจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่ประธานาธิบดี Donald  Trump มีความพยายามที่จะเปิดโรงเรียนอีกครั้ง แม้ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ ยังคงมีความรุนแรงอยู่ เพราะที่ผ่านมาคนที่มีอายุน้อย มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคโควิด-19 น้อยกว่าผู้สูงอายุ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการศึกษาว่าในระยะยาวโควิด-19 จะกระทบกับคนอายุน้อยอย่างไร

ซึ่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา UNESCO, UNICEF และ WHO ได้ออกคำแนะนำการเปิดโรงเรียนในช่วงที่มีโรคระบาด โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้คำแนะนำกับชุมชน โรงเรียน ห้องเรียน และนักเรียนแต่ละคนว่า เมื่อไหร่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะกลับมาเปิดโรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงหากนักเรียนคนใดรู้สึกไม่สบาย ก็จะมีคำแนะนำให้นักเรียนคนนั้นหยุดอยู่ที่บ้าน ส่วนโรงเรียนก็ต้องมีการจัดห้องเรียนที่มีการระบายอากาศที่ดี

ที่มา – cnbc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/un-say-at-least-24-million-students-will-drop-out-of-school-because-of-covid-19/

UN เตือนตัดไม้ทำลายป่าเป็นเหตุให้เกิดโรคระบาดจากสัตว์สู่คน คร่าชีวิต 2 ล้านคนทั่วโลกต่อปี

องค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยการศึกษา ในอนาคตจะมีโรคระบาดที่มีที่มาจากสัตว์สู่คน เป็นเรื่องปกติมากขึ้น คล้ายๆ กับโรคโควิด-19 ที่มีการคาดการณ์ว่ามีที่มาจากค้างคาว เนื่องจากสาเหตุด้านสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์เป็นต้นเหตุ

ภาพจาก Unsplash โดย Tai’s Captures

โรคระบาดที่มีที่มาจากสัตว์แล้วแพร่กระจ่ายสู่คน หรือที่เรียกว่า Zoonotic Diseases ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ หรือเกิดกับโรคโควิด-19 เป็นครั้งแรก เพราะความจริงแล้วมีโรคระบาดหลายๆ โรคที่มีจุดเริ่มต้นจากสัตว์ เช่น อีโบลา (ค้างคาวเป็นพาหะ), ไวรัสเวสต์ไนล์ (ยุงเป็นพาหะ), เมอร์ส (อูฐเป็นพาหะ) และโรคไข้ริฟต์ วาลเลย์ (ยุงเป็นพาหะ) ที่เคยมีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงและส่งผลเสียต่อชีวิต และระบบเศรษฐกิจของทุกๆ ประเทศทั่วโลก

องค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่าโรคระบาดที่มีที่มาจากสัตว์นี้จะฆ่าชีวิตคนทั่วโลกกว่า 2 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้น้อย-ปานกลางจะได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมถึงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.12 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 10 ปี โดยความเสียหายจำนวนนี้ไม่ได้รวมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะสถานการณ์โควิด-19 ที่คาดว่าจะสร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจโลกกว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 280 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตามองค์การสหประชาชาติแนะนำว่าวิธีที่จะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่มีที่มาจากสัตว์สามารถทำได้ โดยอาศัยการประสานความร่วมมือ และการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานสาธารณสุข สัตวแพทย์ และหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากรทั้งบนดิน และ ในน้ำ รวมถึงสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยลดการพึ่งพาหรือทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าให้ได้มากที่สุด

ภาพจาก pixabay.com

เพราะการตัดไม้ทำลายป่า การล่าสัตว์ การใช้ประโยชน์ทางทรัพยากรจากผืนป่า และการบุกรุกที่อยู่อาศัยสัตว์ป่า จะทำให้สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่อาศัยและจำเป็นต้องย้ายออกมาอยู่ในจุดอื่นๆ ที่มีความใกล้ชิดกับคนมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคระบาดที่มีที่มาจากสัตว์ได้ง่าย และรุนแรงกว่าเดิม

ที่มา – UN, Fastcompany

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/un-warn-2-million-people-will-die-from-zoonotic-diseases/

Microsoft, Hyperledger และ UN เข้าร่วมกลุ่มพัฒนา Blockchain เพื่อระบุตัวตนแบบ Digital

ในงาน World Economic Forum ที่จัดขึ้นใน Davos ประเทศ Switzerland ทาง Microsoft, Hyperledger และ UN ได้ประกาศเข้าร่วมในกลุ่ม ID2020 Alliance ซึ่งเป็นกลุ่มสำหรับพัฒนาเทคโนโลยี Blockchain-based Digital Identity

Credit: ShutterStock.com

 

เป้าหมายของกลุ่ม ID2020 Alliance นี้คือการพัฒนาเทคโนโลยี Blockchain ขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนนั้นสามารถมีความเป็นเจ้าของข้อมูลของตนเอง และควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวได้ผ่านทาง Blockchain โดยตรง ซึ่งโครงการนี้ถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาของประชากรบนโลกอีกกว่า 1,100 ล้านคนที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนของตนเองได้ ทำให้ไม่สามารถรับสวัสดิการจากภาครัฐในประเทศของตนเองได้ อีกทั้งประเด็นนี้ยังพัวพันกับการค้ามนุษย์อีกด้วย

สำหรับข้อมูลที่จะถูกจัดเก็บลงใน Blockchain ของ ID2020 Allinace นั้นจะรวมถึงข้อมูลแบบฟอร์มจากทางภาครัฐที่สามารถใช้ระบุตัวตนได้ตามกฎหมาย และจะมีการพัฒนากระบวนการและระบบยืนยันตัวตนเพื่อให้เจ้าของข้อมูลนั้นๆ สามารถยืนยันตัวตนได้อย่างง่ายดาย

ในการประกาศเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ ทาง Microsoft ได้สนับสนุนงบประมาณไป 1 ล้านเหรียญหรือราวๆ 35 ล้านบาท และก่อนหน้านี้ Microsoft กับ Accenture เองก็เคยเปิดตัว Prototype สำหรับโครงการ ID2020 นี้มาแล้วเมื่อกลางปี 2017 ที่ผ่านมา

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ http://id2020.org/

 

ที่มา: https://www.coindesk.com/microsoft-hyperledger-un-join-blockchain-identity-initiative/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-hyperledger-and-un-join-id2020-alliance/

“อสม.ออนไลน์” นวัตกรรมไทย คว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลกจาก ITU & UN

อสม.ออนไลน์แอปพลิเคชันด้านสาธารณสุขของไทย คว้ารางวัลระดับโลก จาก ITU & UN  ตอบโจทย์การนำนวัตกรรมดิจิทัลพัฒนางานสาธารณสุขไทยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รางวัลแห่งความภาคภูมิใจของอาสาสมัครสาธารณสุขทั่วประเทศ เดินหน้า AIS Digital For Thais สนับสนุนให้อสม.ได้ใช้งานแอปพลิเคชันที่ได้รับรางวัลระดับโลก ด้วยการจัดประกวดการใช้งานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดูแลระบบสุขภาพของประชาชน และประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี )กล่าวว่า ในฐานะที่ทำหน้าที่กำกับดูแลภาคเอกชน ผู้ให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคม รู้สึกภาคภูมิใจที่บริษัทเอกชนได้ให้ความสำคัญ และสร้างสรรค์นวัตกรรมในการนำเทคโลยีดิจิทัลไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆของประเทศเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนในสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้นซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0

ทั้งนี้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)หรือ AIS เป็นภาคเอกชนอีกหนึ่งบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้ประเทศก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0  ซึ่งไม่ใช่แต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมไปส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัล แต่ประเทศต่างๆทั่วโลกก็ยังเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโลก เช่น การที่สหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ(International Telecommunication Union :ITU) และองค์การสหประชาชาติ (United Nations :UN) ได้จัดประกวดโครงการ WSIS Project Prizes 2017 ให้แก่ประเทศสมาชิก ITU ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้  ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิทเซอร์แลนด์  เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาสังคมโลก ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน(Sustainable Development Goals :SDGs) และให้เกิดความร่วมมือระดับโลก

จากวิสัยทัศน์ของ AIS  ภายใต้แนวคิด Digital For Thais ที่มุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น โดยได้พัฒนา แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์  เพื่อส่งเสริมการทำงานด้านสาธารณสุข  จนได้รับรางวัล WSIS 2017 Prizes Winnerจากเวทีระดับโลก สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนที่กำลังจะทำให้ประเทศก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในสังคมไทย ดังนั้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจะทำให้การบริการด้านสาธารณสุขมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น        ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีเป้าหมายให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี เจ้าหน้าที่มีความสุข และระบบสาธารณสุขยั่งยืน โดยได้ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพประชาชน ทั้งในรูปแบบของการให้บริการต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพของประเทศไทย        โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ และเอกชนเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อระบบบริการสาธารณสุขภาพของประเทศไทยซึ่งการที่ AIS พัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ จนคว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลกจาก ITUและUN ในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบของนวัตกรรมทางสังคมที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขเพื่อให้ประเทศไทยมี eHealth ที่เข้มแข็ง และกลายเป็นสาธารณสุขดิจิทัล ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

 นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)หรือ AIS กล่าวว่าในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการ Digital  Life Service Provider บริษัทฯมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปช่วยขับเคลื่อนประเทศภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ตามที่ AIS ได้ประกาศวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจขององค์กร ภายใต้แนวคิด Digital For Thais โดยเน้นย้ำนำเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมใหม่ๆไปส่งมอบให้กับลูกค้า และคนไทย เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น รวมทั้งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับรากฐานหลักของประเทศ เพื่อร่วมสนับสนุนภาครัฐในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนไทยใน   4 ด้าน ได้แก่ ด้านสาธารณสุข ด้านเกษตรกรรมและผู้ประกอบการ OTOP ด้านการศึกษา และStart Up   ซึ่งความร่วมมือของภาครัฐ และเอกชนจะทำให้นโยบายรัฐบาลก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

ขณะเดียวกัน AIS ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปส่งเสริมการให้บริการสาธารณสุข และสุขภาพของคนไทย ให้ทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข โดยได้สร้างสรรค์นวัตกรรม แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้รวดเร็ว และทั่วถึงขึ้น  รวมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วทั้งประเทศ อีกทั้งยังมุ่งพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงแพทย์    และการดูแลสุขภาพได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

จากการที่ AIS นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสาธารณสุข ทำให้แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ได้รับ รางวัลชนะเลิศด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ส่งเสริมกระบวนการทำงาน การเรียนรู้และสุขภาพ ประจำปี 2017 (WSIS 2017 Prizes Winner) จากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union (:ITU)และองค์การสหประชาชาติ (United Nations :UN) ซึ่งรางวัลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้งาน ทุกเพศ ทุกวัย และกระจายสู่พื้นที่ต่างๆอย่างเสมอภาค   อีกทั้งยังสอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติSustainable Development Goals (SDGs) โดยในปีนี้ AIS เป็นบริษัทฯจากประเทศไทยเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลดังกล่าว

นับเป็นรางวัลที่เราคนไทยควรร่วมยินดีและภาคภูมิใจ  เพราะนี่คือรางวัลของพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขกว่า 1 ล้านคนที่มีจิตอาสาช่วยดูแลสุขภาพของประชาชนอยู่ทั่วประเทศ จึงถือว่าเป็นนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างแท้จริงด้วยความโดดเด่นด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารใช้ง่ายได้ง่าย ที่สร้างคุณูปการแก่สังคม ประเทศ  และมนุษยชาติ เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมแห่งข้อมูล   

นางวิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส กล่าวว่า AIS ได้พัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับการใช้ชีวิตของคนไทยทุกคน  เพื่อดูแลชุมชน และสังคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทุกส่วนสู่ความยั่งยืน เนื่องจากสิ่งหนึ่งที่พบในการทำงานร่วมกับชุมชนคือ งานสาธารณสุขชุมชนมีความสำคัญ และจำเป็นต่อชีวิตของคนในชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดาร ให้สามารถเชื่อมโยงการสื่อสารในยุคดิจิทัลได้ เนื่องจากเชื่อว่าเทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ชีวิตของคนไทยก้าวไปอีกขั้น และซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

สำหรับ แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ถือเป็นเครื่องมือเพื่อส่งเสริมการทำงานในการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ รพ.สต. และอสม.ให้ยกระดับคุณภาพการทำงาน และการสื่อสารให้บุคลากรด้านสาธารณสุขชุมชนดียิ่งขึ้น เพราะมีการทำงานที่ใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อนเพราะเป็นเมนูภาษาไทย และสามารถใช้งานได้กับทุกเครือข่าย แต่ผู้ใช้งานในเครือข่าย AIS จะใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ที่สำคัญเหมาะกับผู้ใช้งานและสอดคล้องกับการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขชุมชนอย่างแท้จริง เนื่องจากในการพัฒนา เราได้มีการลงพื้นที่ศึกษาการทำงาน และความต้องการที่แท้จริงจากกลุ่มรพ.สต. และอสม.

ทั้งนี้ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลโดยเฉพาะด้านสาธารณสุขเพื่อให้อสม.เป็น Smart อสม. และได้ใช้แอปพลิเคชันที่คว้ารางวัลระดับโลก AIS จึงได้จัด ประกวดการใช้งานแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนให้หน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ , รพ.สต. และอสม.มีการใช้งานแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นและใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด โดยโครงการฯดังกล่าวจะมอบเงินรางวัลสนับสนุนให้แก่  “ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขมูลค่ารวมกว่า 7 ล้านบาท เปิดรับสมัครตั้งแต่ วันที่ 15 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2560 และประกาศผลรางวัลผู้ชนะวันที่ 25 ธันวาคม 2560 สนใจติดต่อสอบถามที่โทร.06 2520 1999 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.ais.co.th/aorsormor ,Facebook Fanpage :  อสม.ออนไลน์

from:http://mobileocta.com/aorsormor-online-thai-innovation-wins-itu-un-world-cup/

“อสม.ออนไลน์” สร้างชื่อให้ AIS รับรางวัลระดับโลกเวที WSIS 2017

AIS พา “อสม.ออนไลน์” แอปพลิเคชันด้านสาธารณสุขของไทยไปคว้ารางวัลจากเวทีระดับโลกอย่าง WSIS 2017 ซึ่งจัดโดย ITU และ UN ได้เป็นผลสำเร็จ ชี้เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ตอบโจทย์นโยบาย Thailand 4.0 และสอดคล้องกับ “AIS Digital for Thais” ที่เคยประกาศไว้เมื่อต้นปีด้วย 

โดยรางวัลที่ได้รับคือ WSIS 2017 Prizes Winner จากโครงการ WSIS Project Prizes 2017 ของสหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ (International Telecommunication Union หรือ ITU) และองค์การสหประชาชาติ (United Nations หรือ UN) ในประเภท e-Employment (Social Network for Health Promoting Hospital) ในฐานะที่เป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการทำงานด้านสาธารณสุขของอาสาสมัครในพื้นที่ห่างไกล

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ในฐานะที่ทำหน้าที่กำกับดูแลภาคเอกชน ผู้ให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคม รู้สึกภาคภูมิใจที่บริษัทเอกชนอย่าง AIS ได้ให้ความสำคัญ และสร้างสรรค์นวัตกรรมในการนำเทคโลยีดิจิทัลไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆของประเทศเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนในสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้นซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0

สำหรับการประกวดโครงการ WSIS Project Prizes 2017 นั้นจัดโดยสหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ(International Telecommunication Union :ITU) และองค์การสหประชาชาติ (United Nations :UN) เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาสังคมโลก ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals :SDGs) และให้เกิดความร่วมมือระดับโลก

โดยการประกวดดังกล่าวได้แบ่งออกเป็น 18 ประเภท และมีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 345 โปรเจ็ค แบ่งตามกลุ่มได้ดังนี้

  • โปรเจ็คจากหน่วยงานภาครัฐ 42%
  • โปรเจ็คจากภาคเอกชน 22%
  • โปรเจ็คจากภาคสังคม 16%
  • โปรเจ็คจากองค์กรระดับประเทศ 6%
  • โปรเจ็คจากหน่วยงานอื่น ๆ เช่น สถาบันการศึกษา 14%

โดยหากแบ่งตามภูมิภาคจะพบว่าสามภูมิภาคที่ส่งเข้าร่วมมากที่สุดคือ  APAC 30% ตามมาด้วย กลุ่มประเทศอาหรับ 19% และทวีปอเมริกา 13%

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในสังคมไทย ดังนั้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจะทำให้การบริการด้านสาธารณสุขมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการที่ AIS พัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ จนคว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลกจาก ITUและUN ในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบของนวัตกรรมทางสังคมที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขเพื่อให้ประเทศไทยมี eHealth ที่เข้มแข็ง และกลายเป็นสาธารณสุขดิจิทัล ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า ตามที่ AIS ได้ประกาศวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจขององค์กร ภายใต้แนวคิด “Digital For Thais” โดยร่วมสนับสนุนภาครัฐในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนไทยใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านสาธารณสุข ด้านเกษตรกรรมและผู้ประกอบการ OTOP ด้านการศึกษา และStart Up นั้น

การสร้างสรรค์ แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้รวดเร็ว และทั่วถึงขึ้น รวมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วทั้งประเทศ อีกทั้งยังมุ่งพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงแพทย์ และการดูแลสุขภาพได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

“นับเป็นรางวัลที่เราคนไทยควรร่วมยินดีและภาคภูมิใจ เพราะนี่คือรางวัลของพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขกว่า 1 ล้านคนที่มีจิตอาสาช่วยดูแลสุขภาพของประชาชนอยู่ทั่วประเทศ จึงถือว่าเป็นนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างแท้จริง ด้วยความโดดเด่นด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารใช้ง่ายได้ง่าย ที่สร้างคุณูปการแก่สังคม ประเทศ และมนุษยชาติ เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมแห่งข้อมูล”

นางวิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่พบในการทำงานร่วมกับชุมชนคือ งานสาธารณสุขชุมชนมีความสำคัญ และจำเป็นต่อชีวิตของคนในชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดาร ให้สามารถเชื่อมโยงการสื่อสารในยุคดิจิทัลได้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

สำหรับ แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ถือเป็นเครื่องมือเพื่อส่งเสริมการทำงานในการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ รพ.สต. และอสม.ให้ยกระดับคุณภาพการทำงาน และการสื่อสารให้บุคลากรด้านสาธารณสุขชุมชนดียิ่งขึ้น เพราะมีการทำงานที่ใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อนเพราะเป็นเมนูภาษาไทย และสามารถใช้งานได้กับทุกเครือข่าย แต่ผู้ใช้งานในเครือข่าย AIS จะใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ AIS ยังได้จัด “ประกวดการใช้งานแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์” เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนให้หน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ , รพ.สต. และอสม.มีการใช้งานแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น และใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด โดยโครงการฯดังกล่าวจะมอบเงินรางวัลสนับสนุนให้แก่ “ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข” มูลค่ารวมกว่า 7 ล้านบาท เปิดรับสมัครตั้งแต่ วันที่ 15 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2560 และประกาศผลรางวัลผู้ชนะวันที่ 25 ธันวาคม 2560 สนใจติดต่อสอบถามที่โทร. 06 2520 1999 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.ais.co.th/aorsoomor ,Facebook Fanpage : อสม.ออนไลน์

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/aor-sor-mor-application-ais-e-employment-award-itu-un/

ต้นทุนพลังงานทดแทนจะต่ำลงใน 10 ปี ถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะใช้?

แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดรับกับการใช้พลังงานทดแทนไม่ใช่เรื่องใหม่ รวมไปถึงการลงทุนของภาครัฐในอีกหลายประเทศทั่วโลกเช่นกัน ที่น่าสนใจคือ UN ได้ระบุในรายงานชิ้นใหม่เกี่ยวกับพลังงานทดแทนว่า ต้นทุนของพลังงานทดแทนจะลดต่ำลงภายใน 10 ปีนี้ จนมีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ในอนาคตกระแสการใช้พลังงานทดแทนทั่วโลกจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ถูกลงแล้วไง ถ้าไม่ใช้ก็เท่านั้น

ในบรรดาประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก รัฐบาลมักคำนึงถึงเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ผู้คนมีพลังงานไฟฟ้าใช้ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐิจ UN ระบุว่า หลายประเทศที่กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อินเดีย หรือหลายประเทศในแอฟริกาก็กำลังเร่งตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ได้คำนึงถึงวิธีการที่ใช้มากนัก

หากไปดูในกลุ่มประเทศร่ำรวย กลุ่มประเทศในยุโรปและออสเตรเลียมีแนวโน้มที่จะใช้พลังงานทดแทน และรวมถึงมีทรัพยากรในการพัฒนาระบบพลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ประเทศร่ำรวยอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นยังคงไม่มีท่าทีที่เป็นบวกเท่าไหร่ต่อเรื่องนี้

อ่านรายงานฉบับเต็มของ UN เรื่อง RENEWABLES GLOBAL FUTURES REPORT ได้ที่นี่

ในสหรัฐอเมริกา ถ้ามองจากมุมทางการเมือง พรรคการเมืองที่มีอำนาจในปัจจุบันกำลังถอดรื้อโครงการเกี่ยวกับนโยบายพลังงานสีเขียว รวมถึงถอดผู้ดูแลเกี่ยวกับระบบพิทักษ์สิ่งแวดล้อม แม้บริษัทเชื้อเพลิงหลายแห่งจะตระหนักถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือปรากฏการณ์โลกร้อน แต่ดูเหมือนว่าอนาคตของพลังงานทดแทนในสหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นไปได้ยาก

ส่วนในญี่ปุ่น หนึ่งในปัญหาหลักคือเรื่องพื้นที่ อาจต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการติดตั้งระบบจัดเก็บลมหรือแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในพลังงานทดแทน นอกจากนั้น ยังมีปัญหาใหญ่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงานในญี่ปุ่นที่ยังยึดติดอยู่กับระบบเดิม และไม่น่าจะสนับสนุนการเคลื่อนย้ายไปใช้พลังงานทดแทน

แตถ้าไปดูที่จีน จะพบความน่าสนใจอย่างมาก เพราะด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและประชากร ทำให้ในแง่นี้จีนไม่ต่างกับอินเดียและประเทศในแถบแอฟริกามากนัก แถมในอดีตสหรัฐอเมริกายังกดดันจีนให้ต่อสู้เรื่องสภาวะโลกร้อนด้วย แต่ในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะสลับข้างกัน เพราะกลายเป็นจีนที่ลงทุนในพลังงนทดแทนอย่ามหาศาล และกลับเป็นฝ่ายที่กดดันสหรัฐอเมริกาเสียเอง

ที่มา – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/renewable-energy-cost/

สมัชชาใหญ่สหประชาชาติรับรองรายงานเรื่องความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล

ข่าวเก่าหน่อยนะครับ พอดีเพิ่งไปเห็นมาแล้วพบว่าน่าสนใจสำหรับผู้สนใจทางด้าน Internet Policy และ Cyber Law และเข้ากับกระแสกฎหมายความมั่นคงทางดิจิทัลของบ้านเราเลยเอามาเขียนลง

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ที่การประชุมครั้งที่สามของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับรองรายงานที่มีชื่อว่า “การเคารพและการปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล” ซึ่งการรับรองดังกล่าวเป็นปฏิกริยาต่อเนื่องมาจากการรับรองสิทธิความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล ที่ผลักดันโดยประเทศเยอรมนีและบราซิลเพื่อเป็นการตอบสนองต่อการออกมาเปิดโปงการสอดแนมประชาชนของ Edward Snowden

สำหรับรายงาน “การเคารพและการปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล” ฉบับนี้เป็นรายงานที่ได้รับการผลักดันโดยเยอรมนีและบราซิลเช่นเคยโดยมีประเทศที่ร่วมให้การสนับสนุนทั้งหมด 35 ประเทศรวมถึงคิวบาและรัสเซีย โดยมีเนื้อหายาวขึ้นกว่าในฉบับก่อน (สิทธิความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล) แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญใดมากนัก เนื้อหาส่วนที่เน้นมากในรายงานฉบับนี้คือข้อมูลอ้างอิง Metadata ที่คาดหมายได้ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและการสอดแนมการสื่อสารดิจทัลจะต้องถูกควบคุมดูแลภายใต้กรอบของกฎหมาย

ที่มา: Concil of Foreign Realation

Privacy, UN

from:https://www.blognone.com/node/66248