คลังเก็บป้ายกำกับ: TV

Netflix ยกให้ทีวีซัมซุง เป็นทีวีที่ถ่ายทอดประสบการณ์ การรับชมคอนเทนต์ Netflix ที่ดีสุดของปี 2019

 

 

ซัมซุงทีวีรุ่นใหม่ปี 2019 ทั้ง Samsung QLED 8K, QLED 4K, Premium UHD และ Lifestyle TVs  ได้รับเลือกจาก Netflix ผู้นำบริการความบันเทิงทางอินเทอร์เน็ตระดับโลก ให้เป็นทีวีที่มอบประสบการณ์การรับชมที่ดีกว่า การันตีด้วยโลโก้ ‘Netflix Recommended TV’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดทีวีอันดับหนึ่งระดับโลกต่อเนื่อง 13 ปีซ้อน และแบรนด์ทีวียอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย 8 ปีซ้อน โดยนิตยสารMarketeer

 

Samsung

โดย Netflix ได้กำหนดเกณฑ์การทดสอบประสิทธิภาพทีวีที่มีคุณสมบัติเหมาะสมทั้งหมด 7 ข้อ[1] ทั้งในเรื่องของรายละเอียดความคมชัด การเปิดใช้งานแอปพลิเคชั่น Netflix บนทีวีได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และง่ายดายผ่านปุ่ม Netflix บนรีโมท รวมทั้งสามารถอัพเดต Netflix เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด เพื่อเข้าถึงทุกฟีเจอร์ใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มได้อย่างเต็มรูปแบบ และทาง Netflix ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ Always Fresh เป็นเกณฑ์การทดสอบรูปแบบใหม่ของปีนี้ โดยฟีเจอร์ดังกล่าวจะรีเฟรช Netflix เป็นระยะแม้ว่าทีวีจะปิดอยู่ก็ตาม และเมื่อผู้ใช้งานเปิดทีวีอีกครั้ง Netflix ก็พร้อมใช้งานและตอบสนองคำสั่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

และในปีนี้ Netflix ยกให้ทีวีซัมซุงเป็น Netflix Recommended TV  หลากหลายรุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น Q900R, Q90R, Q75R, Q70R, Q60R, The Frame (2019) และ RU8000 ซึ่งนอกจากแต่ละรุ่นจะให้ประสบการณ์การรับชมที่สมบูรณ์แบบแล้ว ยังมาพร้อมกับดีไซน์และฟังก์ชันอื่น ๆ ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน กลมกลืนเข้ากับทุกการตกแต่งในแต่ละพื้นที่ได้อย่างลงตัวอีกด้วย

ซัมซุงทีวี ส่งมอบที่สุดแห่งประสบการณ์ความคมชัดบนทีวี ผ่านเทคโนโลยี คิว แอลอีดี (QLED) ที่สามารถถ่ายทอดภาพความละเอียดสูงสุดได้ถึงระดับ8K เป็นเจ้าแรกของโลก

พร้อมเดินหน้าเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในตลาดทีวี ให้รองรับกับความต้องการของผู้บริโภคและตอบโจทย์เทรนด์การรับชมใหม่ ๆ อยู่เสมอ รวมทั้งถ่ายทอดคุณภาพคอนเทนต์บน Netflix ให้โดดเด่นสะดุดตากว่าที่เคย

(เทคโนโลยีการแสดงผลแบบ Quantum HDR บนทีวีซัมซุง ช่วยให้เห็นรายละเอียดของภาพได้ชัดเจนทั้งฉากมืดและสว่าง)

(ไม่ว่าจะฉากกลางวันหรือกลางคืน ทีวีซัมซุงก็ให้รายละเอียดภาพที่คมชัด

ด้วยเทคโนโลยี Quantum Dot สร้างสีสันได้เต็มร้อยสมบูรณ์แบบทุกเฉดสี (Color Volume 100%))

ทีวีซัมซุงทุกรุ่นพร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ สามารถตรวจสอบรายละเอียด ราคา และโปรโมชันเพิ่มเติม ณ จุดขายซัมซุงทั่วประเทศ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ Samsung Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง โทร 02 689 3232 หรือโทรฟรี 1800-29-3232 จากเบอร์โทรศัพท์พื้นฐาน สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์เพื่อติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.samsung.com/th/qled

 

from:http://mobileocta.com/netflix-raises-for-samsung-tvs-is-a-tv-that-shows-the-best-netflix-content-of-the-year-2019/

โฆษณา

Netflix แนะนำ ซื้อทีวีรุ่นไหนดีในปี 2562 !

(ข่าวประชาสัมพันธ์) Netflix แนะนำทีวีรุ่นใหม่ปี 2562 ที่สามารถให้ประสบการณ์การรับชม Netflix ที่ดีที่สุด

เมื่อคุณต้องการที่จะผ่อนคลายและรับชมซีรีส์สักเรื่องบน Netflix แน่นอนว่าคุณต้องการอะไรที่เรียบง่าย เชื่อเถอะ เราเข้าใจคุณ! และก่อนที่คุณจะกดปุ่มเล่นซีรีส์ Dead to Me เราอยากให้คุณรู้ว่าประสบการณ์ในการรับชมที่ดีและไหลลื่นขึ้นอยู่กับฟังก์ชันของทีวีล้วนๆ เพื่อให้คุณได้สามารถรับชมคอนเทนท์โปรดบน Netflix ได้อย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว

แต่ละปี เราเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการแนะนำ Smart TV ที่สามารถแสดงประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดสำหรับการใช้งาน Netflix และบริการสตรีมมิ่งอื่นๆ และในทุกๆ ปี เราวางเดิมพันเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้รายชื่อที่ดีที่สุด มาในปีนี้ พวกเรารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้แนะนำ TV รุ่นต่างๆ ที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วจากแบรนด์เช่น Samsung Sony และ Panasonic ที่สามารถมอบประสบการณ์ดีๆ ได้อย่างเต็มที่

หากคุณไปช้อปปิ้งและพบเจอโลโก้ “Netflix Recommended TV” ให้คุณรู้ไว้ว่าทีวีเครื่องนี้ผ่านการทดสอบที่เข้มข้นมาแล้ว และมั่นใจได้เลยว่าทีวีเครื่องนี้จะมีประสิทธิภาพที่ดีและใช้ค้นหาความบันเทิงจาก Netflix ได้ง่าย รวมทั้งสตรีมมิ่งอื่นๆ ซึ่งนั่นหมายความว่า

  • คุณจะเข้าใช้งาน Netflix และบริการสตรีมมิ่งอื่นๆ ได้ในไม่กี่วินาที
  • คุณจะสามารถเปลี่ยนและสลับแอปพลิเคชั่นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
  • คุณจะได้ใช้งาน Netflix เวอร์ชั่นล่าสุด
  • และคุณจะสามารถเข้าถึงทุกฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้คุณได้พบประสบการณ์ที่ดีกว่า

ทีวีที่ Netflix แนะนำจะต้องผ่านเกณฑ์อย่างน้อย 5 ใน 7 ข้อ ดังนี้ (ดูรายละเอียดได้ที่นี่)

  1. ทีวีพร้อมใช้งานอยู่เสมอ – ทีวีของคุณจะต้องสามารถเปิดใช้งานได้อย่างรวดเร็วและบันทึกว่าคุณได้เปิดช่อง/รายการอะไรไว้ และแอปพลิเคชั่นจะต้องพร้อมใช้งานทันทีที่เปิดทีวี
  2. เปิดแอปพลิเคชั่นได้รวดเร็ว – ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเปิดทีวีหรือสลับจากแอปพลิเคชั่นอื่นมา Netflix แอปพลิเคชั่นจะต้องเปิดใช้งานได้อย่างรวดเร็วทุกครั้ง
  3. มีปุ่มลัด Netflix บนรีโมทคอนโทรล – เมื่อเปิดทีวี จะสามารถใช้แอปพลิเคชั่น Netflix ได้อย่างง่ายดายด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว
  4. มีไอคอน Netflix เพื่อการเข้าใช้งานอย่างง่ายดาย – หาแอปพลิเคชั่น Netflix ได้ง่ายจากเมนูของทีวี
  5. มีฟีเจอร์ Always Fresh – ทีวีคอยอัพเดตตัวเองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นรายการล่าสุดของ Netflix ที่ดูอยู่จะพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา
  6. สามารถรองรับ Netflix ได้ในระดับ High resolution – ทีวีสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดของ Netflix แก่ผู้ชม ด้วยตัวอักษรที่คมชัด รูปภาพที่ชัดเจน และรองรับฟังก์ชั่นล่าสุดได้
  7. มี Netflix เวอร์ชั่นล่าสุด – ทีวีจะต้องมาพร้อม Netflix เวอร์ชั่นล่าสุดที่มีฟีเจอร์ล่าสุด

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในการกำหนดเกณฑ์ในปีนี้ก็คือ การนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ที่เราเรียกกันว่า “Always Fresh” ซึ่งฟีเจอร์นี้จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าแม้ทีวีของคุณจะอยู่ในโหมด Sleep แล้ว แต่ Netflix ยังคงตื่นอยู่เสมอ ทีวีเหล่านี้จะรีเฟรช Netflix เป็นระยะๆ ดังนั้นเมื่อคุณกลับมาชม Netflix ใหม่อีกครั้ง Netflix ก็พร้อมใช้งานและตอบสนองกับคำสั่งใช้งานอย่างรวดเร็ว  และนี่คือรายชื่อเบื้องต้นของทีวีในปี 2562 ที่ได้รับการแนะนำจาก Netflix

  • Samsung Q60R/Q70R/Q75R/Q80R/Q90R/Q900R series, RU8000 and The Frame (2019) devices
  • Sony BRAVIA A9G/X9500G/X9507G/X8550G/X8500G/X8507G and X8577G series
  • Panasonic VIERA GX900/GX800/GX750/GX740 and GX700 series

Netflix จะทดสอบทีวีหลายต่อหลายรุ่นที่รองรับ Netflix และรายงานรายชื่อทีวีรุ่นใหม่ๆ เมื่อมีวางจำหน่าย ช่วงเวลาวางตลาดของทีวีรุ่นที่ Netflix แนะนำจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และไม่ใช่ว่าทีวีทุกรุ่นจะมีจำหน่ายในทุกภูมิภาค ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก  เว็บไซต์ Netflix Recommended TV

from:http://www.9tana.com/node/netflix-recommend-tv-2562/

ลำดับเหตุการณ์ทีวีดิจิทัล ก่อนหน้า 7 ช่องขอคืนใบอนุญาตกับ กสทช.

เกิดอะไรขึ้นกับอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล เมื่อ 5-6 ปีก่อน หลายคนมองว่าเป็นแหล่งขุมทรัพย์ใหม่ จากตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาที่เติบโตมากขึ้น แต่ทำไมวันนี้ 7 ช่องทีวีดิจิทัลอย่าง ช่องที่ 3 Family หมายเลข 13, ช่อง MCOT Family 14, Spring News ช่อง 19, Bright TV ช่อง 20, ช่อง Voice TV ช่องที่ 21, ช่อง Spring 26 และช่อง 3 SD หมายเลข 28 ถึงของคืนใบอนุญาตกับ กสทช.

ย้อนความหลังเมื่อครั้งประมูลทีวีดิจิทัล

หลังจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ประกอบกับแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ พ.ศ.2555 และแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฉบับที่ 1 ได้กำหนดให้ประเทศไทยเริ่มมีการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ภายใน 4 ปี ในกรอบเวลาดำเนินงานคือตั้งปี 2555 ถึง 2559

ทำให้ช่องทีวีดิจิทัลในประเทศไทยได้ถือเป็นกำเนิดขึ้น โดยกำหนดจำนวนและรูปแบบช่องทีวีดิจิทัลไว้ทั้งสิ้น 48 ช่องเป็นเบื้องต้น ได้แก่

  1. กลุ่มช่องประเภทบริการสาธารณะและชุมชน มีจำนวน 24 ช่อง โดยใช้วิธีการคัดเลือกคุณสมบัติ (Beauty Contest) เพื่อรับรองใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ แต่ในที่สุด ก็มีช่องที่ออกอากาศอยู่จริงแค่ 4 ช่อง ได้แก่
    • สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก หรือ TV5HD1 (หมายเลข 1)
    • สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT2HD (หมายเลข 2)
    • สถานีโทรทัศน์ Thai PBS (หมายเลข 3)
    • สถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา หรือ TPTV (หมายเลข 10)
  2. กลุ่มช่องประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ จำนวน 24 ช่อง โดยใช้วิธีการประมูลคลื่นความถี่ (Auction) เพื่อรับรองใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ ซึ่ง กสทช. ได้กำหนดให้มีการประมูลทีวีดิจิทัลในวันที่ 26-27 ธ.ค. 56 ช่วงเวลานั้น กสทช.ได้เงินจากการประมูลมากถึง 50,862 ล้านบาท ได้แก่
    1. ช่องประเภทรายการเด็ก เยาวชน และครอบครัว จำนวน 3 ช่อง
      • ช่อง 3 Family (หมายเลข 13)
      • MCOT Family (หมายเลข 14)
      • LOCA (หมายเลข 15)
    2. ช่องประเภทรายการข่าวสารและสาระ จำนวน 7 ช่อง
      • TNN 24 (หมายเลข 16)
      • THV (หมายเลข 17)
      • NEW 18 (หมายเลข 18)
      • Spring News (หมายเลข 19)
      • Bright TV (หมายเลข 20)
      • Voice TV (หมายเลข 21)
      • Nation TV (หมายเลข 22)
    3. ช่องประเภทรายการทั่วไป ภาพคมชัดปกติ (Standard Definition : SD) จำนวน 7 ช่อง
      • Workpoint (หมายเลข 23)
      • True4U (หมายเลข 24)
      • GMM 25 (หมายเลข 25)
      • Spring 26 (หมายเลข 26) เดิมชื่อ NOW 26
      • ช่อง 8 (หมายเลข 27)
      • ช่อง 3 SD (หมายเลข 28)
      • MONO 29 (หมายเลข 29)
    4. ช่องประเภทรายการทั่วไป ภาพคมชัดสูง (High Definition : HD) จำนวน 7 ช่อง
      • ช่อง 9 MCOT HD (หมายเลข 30)
      • ช่อง One 31 (หมายเลข 31)
      • Thairath TV (หมายเลข 32)
      • ช่อง 3 HD (หมายเลข 33)
      • Amarin TV (หมายเลข 34)
      • ช่อง 7 HD (หมายเลข 35)
      • PPTV HD 36 (หมายเลข 36)

กล่าวโดยสรุปก็คือ ในเวลานั้น มีทีวีดิจิทัลทั้งหมด 28 ช่อง โดยในเวลานั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ใครๆ ต่างคาดหวังว่าจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากอุตสาหกรรมนี้

เส้นทางทีวีดิจิทัลไม่ราบรื่นอย่างที่คิด

แต่ก็ต้องยอมรับว่าเส้นทางของทีวีดิจิทัลเริ่มไม่สดใส การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีแบบฉับพลัน หรือ Technology Disruption ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนการดูทีวีแบบรอเวลา มาเป็นดูรายการย้อนหลังผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

25 พฤาภาคม 2558 ไทยทีวี และโลก้า ไม่สามารถจ่ายค่าประมูลงวดที่ 2 จำนวน 288.46 ล้านบาทได้ จนทาง กสทช. ต้องใช้อำนาจทางปกครองยึดใบอนุญาตของทั้ง 2 ช่อง ต่อมาได้เจ๊ติ๋ม ทีวีพูลได้ฟ้องร้อง กสทช. ต่อศาลปกครอง แต่ทางศาลดำเนินการไต่สวนด้วยการเชิญทั้งสองฝ่ายมาชี้แจง

21 กรกฎาคม 2558 กสทช. เสนอให้ ไทยทีวี และ LOCA ประกาศหาผู้รับซื้อกิจการ หรือผู้เข้าร่วมประกอบกิจการ พร้อมผ่อนปรนให้ออกอากาศทางทีวีดิจิทัลได้ไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่ 31 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2558

31 ตุลาคม 2558 ทาง ไทยทีวี และ LOCA ก็ยังไม่สามารถจ่ายค่าประมูลงวดที่ 2 ได้ สุดท้าย ไทยทีวี และ LOCA ถูกตัดสัญญาณการออกอากาศตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ทำให้มีจำนวนทีวีดิจิทัลเหลือเพียง 26 ช่อง แบ่งเป็น กลุ่มช่องประเภทรายการบริการสาธารณะ จำนวน 4 ช่อง และกลุ่มช่องประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ จำนวน 22 ช่อง

คสช.เข้ามาช่วยดิจิทัล

สถานการณ์ยังทีวีดิจิทัลยังไม่ดีขึ้น ผู้ประกอบการหลายรายยังอยู่ในสภาวะขาดทุน ทำให้ในวันที่ 20 ธันวาคม 2559 มีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 76/2559 โดยขยายเวลาการชำระเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทีวีดิจิทัล จากเดิมจ่ายเป็นงวดภายใน 3 ปี เป็น 4 ปี สำหรับใบอนุญาตที่ประมูลในราคาขั้นต่ำ และจากเดิม 5 ปี เป็น 8 ปี สำหรับใบอนุญาตที่ประมูลเกินราคาขั้นตำ่

นอกจากนี้ ยังให้ กสทช. ช่วยจ่ายค่าเช่าเสาโครงข่ายสัญญาณดาวเทียมเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลใช้ออกอากาศอยู่ตาม “กฏ Must Carry” เพื่อให้ได้ชมทีวีดิจิทัลในทุกช่องทาง

23 พฤษภาคม 2561 มีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. 9/2561 เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล ใน 3 ประเด็นหลักๆ คือ พักชำระค่าใบอนุญาต 3 งวดสุดท้าย ระหว่างปี 2561-2565 หลังจากปี 2565 ให้กลับมาชำระตามเดิม รวมถึงยังเปิดทางให้ กสทช. ช่วยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจ่ายค่าโครงข่าย ครึ่งหนึ่งของค่าเช่าทั้งหมด เป็นระยะเวลา 2 ปี ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง ให้ผู้ประกอบการชำระตามเดิม

ในที่สุดมาตรการคืนช่องเริ่มออกมา

ส่วนเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อการเกิดมาตรการคืนช่อง คงหนีไม่พ้นเรื่องราวในวันที่ 14 มีนาคม 2561 เจ๊ติ๋ม พลิกล็อกชนะคดีที่ฟ้อง กสทช. ต่อศาลปกครองไว้ ศาลระบุว่าไทยทีวีและโลก้ามีสิทธิคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัล เนื่องจาก กสทช. ขยายโครงข่ายและแจกคูปองส่วนลดล่าช้า

เปิดลู่ทางให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลสามารถ ‘โอนใบอนุญาต’ ให้รายอื่นๆ ได้

ในที่สุด ในช่วงเดือนมกราคม 2562 กสทช. ตัดสินใจออกมาตรการที่เปิดทางให้คืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลได้ โดยเริ่มทยอยออกเงื่อนไขการคืนใบอนุญาตออกมาเรื่อยๆ จนเมื่อเผยแพร่รายละเอียดออกมาครบ ก็กำหนดเส้นตายการคืนใบอนุญาตได้ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2562

ซึ่งมี 7 ช่องที่ตัดสินใจคืนใบอนุญาตมีดังนี้

  • ช่อง 3 Family (หมายเลข 13)
  • ช่อง MCOT Family (หมายเลข 14)
  • ช่อง Spring News 19 (หมายเลข 19)
  • ช่อง Bright TV (หมายเลข 20)
  • ช่อง Voice TV (หมายเลข 21)
  • ช่อง Spring 26 (หมายเลข 26)
  • ช่อง 3 SD (หมายเลข 28)

โดยหลังจากนี้ จะเหลือทีวีดิจิทัลเพียง 19 ช่อง โดยแบ่งเป็น กลุ่มช่องประเภทรายการบริการสาธารณะ จำนวน 4 ช่อง และกลุ่มช่องประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ จำนวน 15 ช่อง

สรุปโดยคร่าวๆ

หากจะบอกว่าเป็นความผิดใครฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูกนัก แต่ก็ต้องสรุปแบบคร่าวๆ ว่า กสทช. ก็ต้องการดำเนินงานตามแผนแม่บท แต่อาจศึกษายังไม่รอบด้าน โดยลืมมองเรื่องของ Technology Disruption และไม่อาจงัดข้อเพื่อลดจำนวนช่องทีวีดิจิทัลที่เอกชนขอมาได้

ส่วนภาคเอกชน ก็ประเมินสถานการณ์พลาดไป มองแค่ตัวเงินโฆษณาบนทีวีที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียว โดยลืมไปว่ายิ่งคู่แข่งในอุตสาหกรรมมากรายเท่าไหร่ การแข่งขันก็จะสูงตามมากขึ้นเท่านั้น โดยเม็ดเงินที่มีอยู่อาจจะกระจุกตัวอยู่ที่ไม่กี่ช่อง

หลังจากนี้ต้องติดตามสถานการณ์การช่วยเหลือผู้ประกอบการ ผู้ใช้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล จาก กสทช. รวมถึงมาตรการช่วยเหลือพนักงานที่ถูกปลดหรือสิ้นสุดสภาพการทำงานหลังนี้กันต่อไป

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/05/thailand-digital-tv-timeline/

[หลุด] ภาพถ่ายหน้าจอแอป Music, TV ของ macOS 10.15

Music App Tv App Macos 10 15 Screenshot Leaks Coverนอกจากภาพถ่ายหน้าจอ iOS 13 พร้อม Dark Mode จะหลุดมาให้ชมกันแล้วก็มีภาพถ่ายหน้าจอแอป Music, TV ของ macOS 10.15 หลุดมาให้ชมกัน ภาพถ่ายหน้าจอแอป Music, TV ของ macOS 10.15 ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า Apple อาจแยก Music, TV, Podcasts และ Book ออกจาก iTunes บน macOS และ 9to5Mac ก็ได้เผยภาพถ่ายหน้าจอของแอป Music, TV ที่อาจเป็นของ macOS 10.15 มาให้ชมกัน ภาพแรกเป็นภาพถ่ายหน้าจอคาดว่าเป็นแอป Music สำหรับ macOS โดยด้านข้างมีเมนูย่อยสีสันสวยงาม มีเมนู Radio ด้วย ภาพถัดมาเป็นภาพถ่ายหน้าจอคาดว่าเป็นแอป TV สำหรับ macOS โดยมีเมนูการใช้งานเหมือนกับแอป TV บน […]

from:https://www.iphonemod.net/music-app-tv-app-macos-10-15-screenshot-leaks.html

LINE TV พลิกวงการครั้งใหญ่! ดูได้ก่อนแบบไม่ง้อทีวีและไม่ต้องมีแอพให้รกเครื่อง

ด้วยรูปแบบการให้บริการของ LINE TV อย่างที่ทุกคนทราบกันคือ รับชมรายการย้อนหลัง แต่หลังจากที่เริ่มเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์เอง ก็เลยลองเปลี่ยนรูปแบบการออกอากาศดูบ้าง โดยผู้ชมที่ต้องการดูรายการ Infinite Challenge Thailand ซุปตาร์ท้าแข่ง จะรับชมบน LINE TV ได้ก่อนออกอากาศทางช่อง Workpoint เรียกว่างานนี้ สลับกระดานรับชมใหม่เลยทีเดียว และเตรียมลบแอพ LINE TV อันเดิมได้เลย เพราะผู้ใช้งานจะรับชมผ่านแอพ LINE เพียงอันเดียว เรียกว่าไม่ต้องโหลดใหม่ให้วุ่นวาย

Original Content ยังน่าสนใจ

คุณกวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า LINE TV ตั้งเป้าสู่การเป็น “ทีวีออนไลน์ของคนไทย” และอยากจะขยายช่องทางไปสู่กลุ่มผู้ชมใหม่ๆมากขึ้น โดยสัดส่วนผู้ชมในกรุงเทพและต่างจังหวัดอย่างละ 50% ผู้ใช้งานที่เป็นเพศหญิง 60% เพศชาย  30% จึงต้องหาแนวคอนเทนต์ที่แตกต่างและสร้างโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม LINE TV มี Original Content ต่อปี จำนวนไม่มาก เพราะเน้นเรื่องของคุณภาพมากกว่าปริมาณ ทำให้ปีนี้จะเห็น Original Content ของเราจำนวน 9 ชิ้นงาน แบ่งเป็น เอนเตอร์เทนเม้นท์ 2 รายการ ซีรี่ย์ 7 รายการ และเรายังมองหาคอนเทนต์ใหม่ๆ เสมอ ทั้งบอลลีวู้ดและฮอลลีวู้ด ก็ยังต้องดูรายละเอียดว่าจะเป็นรูปแบบไหน

การทำ Original Content ของ LINE TV จะมีการคุยกับทีมโปรดักชั่นที่หลากหลายเพื่อมองหาความเหมาะสมของคอนเทนต์ร่วมกัน หากรายการไหนดี ผู้รับชมชื่นชอบก็จะทำต่อ หรือขยายเวลาการออกอากาศให้นานขึ้น เพราะความเป็นออนไลน์ทุกอย่างยืดหยุ่นได้ ส่วน Live นั้น เรายังมองไม่ออกว่าจะสร้างโอกาสทางรายได้แบบไหน

คนรุ่นใหม่ต้องการคอนเทนต์ที่แตกต่าง

ทางด้านความร่วมมือกับ Workpoint นั้น เรียกว่าเป็นความร่วมมือที่ต่อเนื่อง สำหรับการเลือกซื้อลิขสิทธิ์รายการ Infinite Challenge ซึ่งเป็นรายการวาไรตี้ที่สร้างมานานถึง 13 ปีที่ประเทศเกาหลี ส่วนการนำมาสร้างในเวอร์ชั่นไทยก็ได้ร่วมมือกับทาง Workpoint ที่เป็นทั้งสถานีโทรทัศน์และผู้ผลิตรายการที่มีคุณภาพ

โดยโมเดลที่จะทำนั้น ถือว่าเป็นแนวคิดกลับด้าน จากเดิมที่การรับชมคอนเทนต์บนช่องทางของ LINE TV จะเป็นการรับชมย้อนหลัง แต่ครั้งนี้ ผู้ชมจะได้รับชมรายการ Infinite Challenge Thailand ซุปตาร์ท้าแข่ง บน LINE TV ก่อน ตอนช่วงเวลา 20.00 น. จากนั้นค่อยรับชมย้อนหลังทางช่อง Workpoint อีกครั้งเวลา 21.00 น.

อย่างไรก็ตาม รายการนี้ออกอากาศมาตั้งแต่วันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา มียอดผู้ติดตามของช่องรายการนี้ สูงถึง 160,000 คน เรียกว่ามีผู้ติดตามสูงที่สุดในปี 2019 นี้

 

ยุบรวมแอพ ใช้งานง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ทางคุณกวิน ยังเล่าเพิ่มเติมว่า การใช้งานแอพพลิเคชั่น LINE TV แบบเดิมนั้น จะไม่มีอีกแล้ว โดยผู้ที่ต้องการรับชมจะกดเข้าใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่น LINE ซึ่งเป็นหน้าบ้านเพียงรายเดียว เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนเข้ามาใช้งาน LINE TV มากขึ้น โดยอาจจะเพิ่มที่แถบเมนูด้านล่างแบบ LINE TODAY เพิ่มโอกาสให้คนเห็นและคลิกเข้ามารับชมมากขึ้น แต่คนที่มีแอพพลิเคชั่น LINE TV อยู่ยังสามารถใช้งานได้เช่นเดิม เพราะระบบหลังบ้านเมื่อผู้ใช้งานคลิกเข้ามารับชมจะอยู่บนฐานข้อมูลเดียวกัน

สำหรับการยุบรวมแอพ LINE TV ไปไว้ในแถบเมนูของ CHAT นั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้งานที่มีติดเครื่องไว้จะใช้งานไม่ได้แล้ว เพียงแค่ผู้ใช้งานใหม่ หากไม่ต้องการดาวน์โหลดใหม่หรือสมาร์ทโฟนมีพื้นที่ไม่เพียงพอ ก็สามารถเลือกกดรับชมรายการผ่านแอพ LINE ได้ โดยไม่ต้องโหลดใหม่ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ใช้งานมากขึ้น คาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ในปีนี้

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจของ LINE TV ที่ค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบการให้บริการที่หลากหลายขึ้น เพราะการรับชมย้อนหลังเพียงอย่างเดียวแบบเดิม เริ่มสร้างความคุ้นเคยให้แก่ฐานผู้ใช้งานแล้ว และการสร้างโอกาสใหม่ๆ ย่อมเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสร้างรายได้ ที่จะช่วยให้เม็ดเงินโฆษณาไหลเข้ามาสู่ LINE TV มากขึ้น อย่างน้อยต้องได้ 50% เช่นเดียวกับทุกปี

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/05/line-tv-content-workpoint/

LINE TV พลิกวงการครั้งใหญ่! ดูได้ก่อนแบบไม่ง้อทีวีและไม่ต้องมีแอพให้รกเครื่อง

ด้วยรูปแบบการให้บริการของ LINE TV อย่างที่ทุกคนทราบกัน คือ การรับชมรายการทีวีย้อนหลัง แต่หลังจากที่เริ่มเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์เอง ก็เลยอยากลองเปลี่ยนรูปแบบการออกอากาศดูบ้าง

โดยผู้ชมที่ต้องการดูรายการ Infinite Challenge Thailand ซุปตาร์ท้าแข่ง จะรับชมบน LINE TV ได้ก่อนออกอากาศทางช่อง Workpoint เรียกว่างานนี้ สลับกระดานรับชมใหม่เลยทีเดียว

และเตรียมลบแอพ LINE TV อันเดิมได้เลย เพราะผู้ใช้งานจะรับชมผ่านแอพ LINE เพียงอันเดียว เรียกว่าไม่ต้องโหลดใหม่ให้วุ่นวาย

Original Content ยังน่าสนใจ

คุณกวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า LINE TV ตั้งเป้าสู่การเป็น “ทีวีออนไลน์ของคนไทย” และอยากจะขยายช่องทางไปสู่กลุ่มผู้ชมใหม่ๆมากขึ้น โดยสัดส่วนผู้ชมในกรุงเทพและต่างจังหวัดอย่างละ 50% ผู้ใช้งานที่เป็นเพศหญิง 60% เพศชาย  30% จึงต้องหาแนวคอนเทนต์ที่แตกต่างและสร้างโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม LINE TV มี Original Content ต่อปี จำนวนไม่มาก เพราะเน้นเรื่องของคุณภาพมากกว่าปริมาณ ทำให้ปีนี้จะเห็น Original Content ของเราจำนวน 9 ชิ้นงาน แบ่งเป็น เอนเตอร์เทนเม้นท์ 2 รายการ ซีรี่ย์ 7 รายการ และเรายังมองหาคอนเทนต์ใหม่ๆ เสมอ ทั้งบอลลีวู้ดและฮอลลีวู้ด ก็ยังต้องดูรายละเอียดว่าจะเป็นรูปแบบไหน

การทำ Original Content ของ LINE TV จะมีการคุยกับทีมโปรดักชั่นที่หลากหลาย เพื่อมองหาความเหมาะสมของคอนเทนต์ร่วมกัน หากรายการไหนดี ผู้รับชมชื่นชอบก็จะทำต่อ หรือขยายเวลาการออกอากาศให้นานขึ้น เพราะความเป็นออนไลน์ทุกอย่างยืดหยุ่นได้ทุกอย่าง ส่วน Live นั้น เรายังมองไม่ออกว่าจะสร้างโอกาสทางรายได้แบบไหน ก็เลยยังไม่ได้มองเรื่องนี้

คนรุ่นใหม่ต้องการคอนเทนต์ที่แตกต่าง

ทางด้านความร่วมมือกับ Workpoint นั้น เรียกว่าเป็นความร่วมมือที่ต่อเนื่อง สำหรับการเลือกซื้อลิขสิทธิ์รายการ Infinite Challenge ซึ่งเป็นรายการวาไรตี้ที่สร้างมานานถึง 13 ปีที่ประเทศเกาหลี ส่วนการนำมาสร้างในเวอร์ชั่นไทยก็ได้ร่วมมือกับทาง Workpoint ที่เป็นทั้งสถานีโทรทัศน์และผู้ผลิตรายการที่มีคุณภาพ

โดยโมเดลที่จะทำนั้น ถือว่าเป็นแนวคิดกลับด้าน จากเดิมที่การรับชมคอนเทนต์บนช่องทางของ LINE TV จะเป็นการรับชมย้อนหลัง แต่ครั้งนี้ ผู้ชมจะได้รับชมรายการ Infinite Challenge Thailand ซุปตาร์ท้าแข่ง บน LINE TV ก่อน ตอนช่วงเวลา 20.00 น. จากนั้นค่อยรับชมย้อนหลังทางช่อง Workpoint อีกครั้งเวลา 21.00 น.

อย่างไรก็ตาม รายการนี้ออกอากาศมาตั้งแต่วันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา มียอดผู้ติดตามของช่องรายการนี้ สูงถึง 160,000 คน เรียกว่ามีผู้ติดตามสูงที่สุดในปี 2019 นี้

ส่วนความร่วมมือในการรับชมคอนเสิร์ตกับทาง Grammy นั้น จะเป็นการถ่ายทอดคอนเสิร์ตหรือเพลง เพื่อสร้างประสบการณ์ให้คนฟังเพลง ไม่ใช่เน้นขายเพลง แต่จะเลือกแบบเป็น Exclusive เท่านั้น

ยุบรวมแอพ ใช้งานง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ทางคุณกวิน ยังเล่าเพิ่มเติมว่า การใช้งานแอพพลิเคชั่น LINE TV แบบเดิมนั้น ยังใช้งานได้ แต่คนที่เครื่องมีเมมน้อยก็ไม่จำเป็นต้องมีหลายอันอีกแล้ว

โดยผู้ที่ต้องการรับชมจะกดเข้าใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่น LINE ซึ่งเป็นหน้าบ้านได้เลย ถือว่าเป็นการ เพิ่มโอกาสให้คนหน้าใหม่ เข้ามาใช้งาน LINE TV มากขึ้น

โดยอาจจะเพิ่มที่แถบเมนูด้านล่างแบบ LINE TODAY เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนเห็นและคลิกเข้ามารับชมมากขึ้น เพราะยอดการใช้งานของ LINE TODAY ในแต่ละวันถือว่าดีมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่สำหรับคนที่มีแอพพลิเคชั่น LINE TV อยู่เดิม ก็ยังสามารถใช้งานได้ปกติ มั่นใจว่าโหลดไม่ช้า เพราะระบบหลังบ้านเมื่อผู้ใช้งานคลิกเข้ามารับชมจะอยู่บนฐานข้อมูลเดียวกัน

แต่การเอา LINE TV ไปไว้บนแถบเมนูของ LINE เพื่อลดปัญหาของคนที่ไม่อยากโหลดหลายแอพ เพราะพื้นที่ในเครื่องเต็มหรือจำนวนแอพบนเครื่องมีเยอะแล้ว ไม่อยากโหลดเพิ่มอีก รวมทั้งมีข่าวดีสำหรับการใช้งานเชื่อมต่อกับทีวีได้ด้วย อาจต้องรอให้ระบบหลังบ้านทำได้เรียบร้อยก่อน คาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ในปีนี้

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจของ LINE TV ที่ค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบการให้บริการที่หลากหลายขึ้น เพราะการรับชมย้อนหลังเพียงอย่างเดียวแบบเดิม เริ่มสร้างความคุ้นเคยให้แก่ฐานผู้ใช้งานแล้ว และการสร้างโอกาสใหม่ๆ ย่อมเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสร้างรายได้ ที่จะช่วยให้เม็ดเงินโฆษณาไหลเข้ามาสู่ LINE TV มากขึ้น อย่างน้อยต้องได้ 50% เช่นเดียวกับทุกปี

from:http://www.thumbsup.in.th/line-tv-content-workpoint/

LINE TV พลิกวงการครั้งใหญ่! ดูได้ก่อนแบบไม่ง้อทีวีและไม่ต้องมีแอพให้รกเครื่อง

ด้วยรูปแบบการให้บริการของ LINE TV อย่างที่ทุกคนทราบกัน คือ การรับชมรายการทีวีย้อนหลัง แต่หลังจากที่เริ่มเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์เอง ก็เลยอยากลองเปลี่ยนรูปแบบการออกอากาศดูบ้าง

โดยผู้ชมที่ต้องการดูรายการ Infinite Challenge Thailand ซุปตาร์ท้าแข่ง จะรับชมบน LINE TV ได้ก่อนออกอากาศทางช่อง Workpoint เรียกว่างานนี้ สลับกระดานรับชมใหม่เลยทีเดียว

และเตรียมลบแอพ LINE TV อันเดิมได้เลย เพราะผู้ใช้งานจะรับชมผ่านแอพ LINE เพียงอันเดียว เรียกว่าไม่ต้องโหลดใหม่ให้วุ่นวาย

Original Content ยังน่าสนใจ

คุณกวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า LINE TV ตั้งเป้าสู่การเป็น “ทีวีออนไลน์ของคนไทย” และอยากจะขยายช่องทางไปสู่กลุ่มผู้ชมใหม่ๆมากขึ้น โดยสัดส่วนผู้ชมในกรุงเทพและต่างจังหวัดอย่างละ 50% ผู้ใช้งานที่เป็นเพศหญิง 60% เพศชาย  30% จึงต้องหาแนวคอนเทนต์ที่แตกต่างและสร้างโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม LINE TV มี Original Content ต่อปี จำนวนไม่มาก เพราะเน้นเรื่องของคุณภาพมากกว่าปริมาณ ทำให้ปีนี้จะเห็น Original Content ของเราจำนวน 9 ชิ้นงาน แบ่งเป็น เอนเตอร์เทนเม้นท์ 2 รายการ ซีรี่ย์ 7 รายการ และเรายังมองหาคอนเทนต์ใหม่ๆ เสมอ ทั้งบอลลีวู้ดและฮอลลีวู้ด ก็ยังต้องดูรายละเอียดว่าจะเป็นรูปแบบไหน

การทำ Original Content ของ LINE TV จะมีการคุยกับทีมโปรดักชั่นที่หลากหลาย เพื่อมองหาความเหมาะสมของคอนเทนต์ร่วมกัน หากรายการไหนดี ผู้รับชมชื่นชอบก็จะทำต่อ หรือขยายเวลาการออกอากาศให้นานขึ้น เพราะความเป็นออนไลน์ทุกอย่างยืดหยุ่นได้ทุกอย่าง ส่วน Live นั้น เรายังมองไม่ออกว่าจะสร้างโอกาสทางรายได้แบบไหน ก็เลยยังไม่ได้มองเรื่องนี้

คนรุ่นใหม่ต้องการคอนเทนต์ที่แตกต่าง

ทางด้านความร่วมมือกับ Workpoint นั้น เรียกว่าเป็นความร่วมมือที่ต่อเนื่อง สำหรับการเลือกซื้อลิขสิทธิ์รายการ Infinite Challenge ซึ่งเป็นรายการวาไรตี้ที่สร้างมานานถึง 13 ปีที่ประเทศเกาหลี ส่วนการนำมาสร้างในเวอร์ชั่นไทยก็ได้ร่วมมือกับทาง Workpoint ที่เป็นทั้งสถานีโทรทัศน์และผู้ผลิตรายการที่มีคุณภาพ

โดยโมเดลที่จะทำนั้น ถือว่าเป็นแนวคิดกลับด้าน จากเดิมที่การรับชมคอนเทนต์บนช่องทางของ LINE TV จะเป็นการรับชมย้อนหลัง แต่ครั้งนี้ ผู้ชมจะได้รับชมรายการ Infinite Challenge Thailand ซุปตาร์ท้าแข่ง บน LINE TV ก่อน ตอนช่วงเวลา 20.00 น. จากนั้นค่อยรับชมย้อนหลังทางช่อง Workpoint อีกครั้งเวลา 21.00 น.

อย่างไรก็ตาม รายการนี้ออกอากาศมาตั้งแต่วันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา มียอดผู้ติดตามของช่องรายการนี้ สูงถึง 160,000 คน เรียกว่ามีผู้ติดตามสูงที่สุดในปี 2019 นี้

ส่วนความร่วมมือในการรับชมคอนเสิร์ตกับทาง Grammy นั้น จะเป็นการถ่ายทอดคอนเสิร์ตหรือเพลง เพื่อสร้างประสบการณ์ให้คนฟังเพลง ไม่ใช่เน้นขายเพลง แต่จะเลือกแบบเป็น Exclusive เท่านั้น

ยุบรวมแอพ ใช้งานง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ทางคุณกวิน ยังเล่าเพิ่มเติมว่า การใช้งานแอพพลิเคชั่น LINE TV แบบเดิมนั้น ยังใช้งานได้ แต่คนที่เครื่องมีเมมน้อยก็ไม่จำเป็นต้องมีหลายอันอีกแล้ว

โดยผู้ที่ต้องการรับชมจะกดเข้าใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่น LINE ซึ่งเป็นหน้าบ้านได้เลย ถือว่าเป็นการ เพิ่มโอกาสให้คนหน้าใหม่ เข้ามาใช้งาน LINE TV มากขึ้น

โดยอาจจะเพิ่มที่แถบเมนูด้านล่างแบบ LINE TODAY เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนเห็นและคลิกเข้ามารับชมมากขึ้น เพราะยอดการใช้งานของ LINE TODAY ในแต่ละวันถือว่าดีมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่สำหรับคนที่มีแอพพลิเคชั่น LINE TV อยู่เดิม ก็ยังสามารถใช้งานได้ปกติ มั่นใจว่าโหลดไม่ช้า เพราะระบบหลังบ้านเมื่อผู้ใช้งานคลิกเข้ามารับชมจะอยู่บนฐานข้อมูลเดียวกัน

แต่การเอา LINE TV ไปไว้บนแถบเมนูของ LINE เพื่อลดปัญหาของคนที่ไม่อยากโหลดหลายแอพ เพราะพื้นที่ในเครื่องเต็มหรือจำนวนแอพบนเครื่องมีเยอะแล้ว ไม่อยากโหลดเพิ่มอีก รวมทั้งมีข่าวดีสำหรับการใช้งานเชื่อมต่อกับทีวีได้ด้วย อาจต้องรอให้ระบบหลังบ้านทำได้เรียบร้อยก่อน คาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ในปีนี้

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจของ LINE TV ที่ค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบการให้บริการที่หลากหลายขึ้น เพราะการรับชมย้อนหลังเพียงอย่างเดียวแบบเดิม เริ่มสร้างความคุ้นเคยให้แก่ฐานผู้ใช้งานแล้ว และการสร้างโอกาสใหม่ๆ ย่อมเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสร้างรายได้ ที่จะช่วยให้เม็ดเงินโฆษณาไหลเข้ามาสู่ LINE TV มากขึ้น อย่างน้อยต้องได้ 50% เช่นเดียวกับทุกปี

from:https://www.thumbsup.in.th/line-tv-content-workpoint/