คลังเก็บป้ายกำกับ: TRUE_WIRELESS

5 หูฟังตัดเสียงรบกวนตัวเด็ด ฟังเพลงเพลินไม่มีใครขัด อัพเดทปี 2022

มีหูฟังตัดเสียงรบกวนติดกระเป๋าเอาไว้สักตัว ฟังเพลงโปรดได้เพลินๆ ไม่ต้องโดนเสียงแทรก!

tws cover

หูฟังตัดเสียงรบกวนในปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะเทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวนที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ใช้หลายๆ คนหาซื้อหูฟังตัดเสียงมาฟังเพลงได้ง่าย ซึ่งถ้าใครชอบฟังเพลงตอนเเดินทางให้เข้าบรรยากาศหรือฟังเพลงที่ชอบให้ได้อารมณ์และสมาธิตอนทำงานในออฟฟิศก็น่าจะชื่นชอบหูฟังนี้ไม่น้อย

Advertisementavw

ในตอนนี้ ถ้าจะหาหูฟังตัดเสียงดีๆ เอาไว้ทั้งฟังเพลงและโทรติดต่องานแล้วจะลงทุนซื้อของดีมาใช้จะได้อยู่กันยาวๆ ไม่ต้องเปลี่ยนอีกสักพักนั้น ในตอนนี้แบรนด์ชั้นนำผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ชั้นนำก็พากันเข็นหูฟัง True Wireless พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนราคาหลักพันต้นถึงปลายออกมาให้เลือกหลากหลายรุ่นพร้อมอัดฟีเจอร์ล้ำสมัยมาให้อีกเพียบ

หูฟังตัดเสียงรบกวน

5 หูฟังตัดเสียงรบกวนน่าโดน ตัดเสียงคม ฟังเพลงเพลิน

หากจำกันได้ ผู้เขียนเองก็เคยแนะนำหูฟัง True Wireless ไปเมื่อต้นปีที่แล้วพร้อมแนะนำวิธีเลือกหูฟัง True Wireless ด้วย แล้วในปี 2022 นี้จะมีหูฟังตัดเสียงรุ่นไหนน่าซื้อมาฟังเพลงบ้าง? ในบทความนี้ผู้เขียนมีรุ่นน่าสนใจมาแนะนำทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. AUKEY EP-N6 (2,290 บาท)
  2. EDIFIER TWS NB2 PRO (2,490 บาท)
  3. HUAWEI FreeBuds Pro (3,890 บาท)
  4. Beats Studio Buds (5,500 บาท)
  5. Sony WF-1000XM4 (8,990 บาท)
1. AUKEY EP-N6 (2,290 บาท)

aukey

ถ้าพูดถึง AUKEY เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ คนน่าจะคิดถึงปลั๊กชาร์จไวหรือ Power Bank ที่ใส่ฟีเจอร์เด็ดๆ มาให้ผู้ใช้ได้ใช้งานกัน แต่หูฟังตัดเสียงรุ่น AUKEY EP-N6 รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นน่าสนใจที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน โดยหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตด้วย Bluetooth 5.1 แบบแยกหูซ้ายขวา ส่วนไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้มากถึง 32 เดซิเบล ไมโครโฟนเป็นแบบ MEMS ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz ใช้งานต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้อีก 4 ครั้ง สุทธิ 22 ชั่วโมง ถ้าปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C รองรับ Gesture Control กับ Siri, Google Assistant รวมทั้งกันน้ำและฝุ่นระดับ IPX5 ด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากได้หูฟังตัดเสียงรบกวนดีๆ ไว้ใช้สักตัวอาจจะเริ่มจาก AUKEY รุ่นนี้ก่อนเลยก็ได้

สเปคของ AUKEY EP-N6
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.1 แบบแยกหูซ้ายขวา
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz
  • ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation ลดเสียงรบกวนได้ 32 เดซิเบล
  • ไมโครโฟนเป็นแบบ MEMS ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้อีก 4 ครั้ง สุทธิ 22 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C
  • รองรับ Gesture Control กับ Siri, Google Assistant
  • ราคา 2,290 บาท (AUKEY LazMall)
2. EDIFIER TWS NB2 PRO (2,490 บาท)

edifier tws nb2pro 01

หลังจากผลิตลำโพงคอมพิวเตอร์คุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่องแล้ว EDIFIER ก็เปิดตัวหูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่น EDIFIER TWS NB2 PRO ที่ดีไซน์ดูสวยล้ำสมัยและรองรับ Game Mode ทำให้ดูหนังหรือเล่นเกมได้แล้วภาพกับเสียงไม่มีดีเลย์ ปรับตั้งค่าหูฟังได้ด้วยแอพฯ Edifier Connect ที่มีให้โหลดไปใช้งานทั้งใน iOS, Android ส่วนการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตใช้เป็น Bluetooth 5.0 กันน้ำและฝุ่นระดับ IP54 ส่วนหูฟังติดตั้งไดรเวอร์ 10 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีโหมด Statial Sound ไมค์คู่พร้อมใช้ตัดเสียงรบกวน ENC และมี In-Ear Detection ถ้าถอดหูฟังออกแล้วเพลงจะหยุดเล่นอัตโนมัติ สามารถใช้ฟังเพลงแบบเปิดฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวนได้ 7 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้รวมทั้งสิน 25 ชั่วโมง ถ้าปิดระบบตัดเสียงรบกวนใช้ได้ 9 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้รวมทั้งสิ้น 32 ชั่วโมง มีฟีเจอร์ชาร์จไว 15 นาทีฟังเพลงได้ 2 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C ซึ่งถ้าใครเคยใช้ลำโพงของ Edifier แล้วมั่นใจคุณภาพเสียงของหูฟังตัวนี้ก็แนะนำให้ซื้อหูฟังนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Edifier TWS NB2 Pro
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 มี Game Mode, ANC แบบ ENC
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz
  • ไมโครโฟนคู่พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ANC แบบ ENC
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 7 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้สุทธิ 25 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 9 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 32 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C
  • ตั้งค่าได้ด้วยแอพฯ Edifier Connect
  • ราคา 2,490 บาท (425Degree)
3. HUAWEI FreeBuds Pro (3,890 บาท)

huawei freebuds pro device switch 1

HUAWEI FreeBuds Pro รุ่นนี้แม้จะเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนที่เปิดตัวมาสักพักแล้ว แต่จากสเปคและฟีเจอร์ที่ HUAWEI ใส่มาให้ใช้งานต้องถือว่ายังจัดเต็มไม่แพ้กับหูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่นใหม่ๆ เลย เพราะทาง HUAWEI ติดตั้ง Bone Sensor ทำงานคู่กับไมโครโฟนอีก 3 ตัว มีโหมดตรวจจับเสียงภายนอกเพื่อตัดเสียงรบกวน เป็น ANC แบบไดนามิคและรองรับการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกันและกันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 ควบคุมและตั้งค่าโดยแอพฯ HUAWEI AI Life รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS

ตัว HUAWEI FreeBuds Pro รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.2 ไดรเวอร์มีขนาด 11 มม. แบบไดนามิคพร้อมไมโครโฟนที่ HUAWEI ปรับแต่งมาพร้อมใช้ถ่าย Vlog ได้สบายๆ รองรับ Gesture Control เพื่อควบคุมเวลาฟังเพลงหรือเปิดปิดระบบตัดเสียงรบกวน สามารถใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 4 ชั่วโมงเมื่อเปิดฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ถ้าปิดใช้งานได้นาน 7 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 30 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้หูฟังด้วยสาย USB-C หรือระบบชาร์จไร้สายก็ได้ จัดเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนที่ให้ฟีเจอร์มาครบเครื่องน่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง

สเปคของ HUAWEI FreeBuds Pro
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 ติดตั้ง Bone Sensor ทำงานคู่กับไมโครโฟนอีก 3 ตัว
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 11 มม. 
  • ไมโครโฟนคู่ ปรับแต่งมาพร้อมใช้ถ่าย Vlog ได้
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 30 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สาย
  • ตั้งค่าได้ด้วยแอพฯ HUAWEI AI Life
  • ราคา 3,890 บาท (Jaymart LazMall)
4. Beats Studio Buds (5,500 บาท)

 

MJ503

Beats Studio Buds รุ่นนี้ถือเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนในเครือ Apple สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง iPhone และสมาร์ทโฟน Android โดยผู้เขียนได้ทดลองฟังเพลงด้วยหูฟังนี้มาก่อนหน้าแล้ว พบว่าเสียงของ True Wireless ตัวนี้มิติเสียงถือว่าดีกว่า Beats รุ่นก่อนๆ ในอดีตและไม่มีอาการเบสบวมแล้วและสเตจถือว่ากว้างกำลังดีอีกด้วย ด้านหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth Class 1 ติดตั้งไดอะแฟรมคู่เพื่อให้เสียงเพลงมีมิติและได้เสียงเคลียร์ฟังชัดกับไมค์แบบ Beamforming คู่ ช่วยตัดเสียงรบกวนแบบ ANC หรือจะกดเพื่อเปิดให้เสียงภายนอกเข้าก็ได้ และข้อดีคือไมค์ของ Beats Studio Buds รุ่นนี้จะได้คุณภาพเสียงดีฟังชัดเจน ทำให้เวลาโทรติดต่องานก็สามารถพูดคุยกับคู่สนทนาปลายสายได้ชัดเจน ด้านการใช้งานสามารถฟังเพลงต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 5 ชั่วโมง ถ้าปิดใช้ได้ 8 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัวหูฟังด้วยสาย USB-C และยังกันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 อีกด้วย 

สเปคของ Beats Studio buds
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth Class 1 ติดตั้งไมโครโฟน Beamforming ไว้ตัดเสียงรบกวน
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดอะแฟรมคู่ ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น
  • ไมโครโฟนคู่ พูดคุยเสียงฟังชัดเจนแบบ Beamforming
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 5 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 8 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชั่วโมง ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C 
  • ราคา 5,500 บาท (Wemall Lazmall)
5. Sony WF-1000XM4 (8,990 บาท)

sony

Sony WF-1000XM4 รุ่นนี้จะเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนภาคต่อของรุ่น WF-1000XM3 ที่ Sony เปิดตัวมาก่อนหน้านี้ โดยทาง Sony จัดการลดขนาดของเคสชาร์จให้เล็กลงเล็กน้อยให้พกพาได้สะดวกแล้วใส่ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนมาให้แบบจัดเต็มเช่นเดิม ดดยฟีเจอร์เด่นของ WF-1000XM4 ได้แก่ระบบตัดเสียงรบกวน Digital ANC ที่ใช้ชิป Integrated Processor V1 เข้ามาช่วยตัดเสียงและปรับเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและมี Bone-conduction ตรวจจับการสั่นสะเทือนจากเสียงของเราเพื่อตัดเสียงภายนอกและให้เน้นให้เสียงพูดของเราฟังชัดเจน, มี DSEE Extreme ช่วยยกระดับเสียงเพลงให้คุณภาพเสียงดียิ่งขึ้น, ฟีเจอร์ Speak-to-Chat เมื่อคุยกับคู่สนทนาแล้วหูฟังจะหยุดเล่นเพลงชั่วคราวแล้วกลับมาเล่นเพลงต่อโดยอัตโนมัติและตั้งค่าการทำงานได้ด้วยแอพฯ Sony | Headphone Connect รองรับทั้ง Android และ iOS และกันน้ำกับฝุ่นระดับ IPX4 อีกด้วย

สเปคของหูฟังตัวนี้จะรองรับการเชื่อมต่อกับมือถือหรือแท็บเล็ตด้วย Bluetooth 5.2 โดยเชื่อมต่อแยกหูซ้ายขวา รองรับ Google Fast Pair เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน Android และพีซีระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างรวดเร็ว ใช้ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz  รองรับ Google Assistant และ Alexa สามารถฟังเพลงต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 8 ชั่วโมง ถ้าปิดจะใช้ได้ 12 ชั่วโมง รวมวนชาร์จในเคสจะใช้งานได้ 24 ชั่วโมง รองรับชาร์จไว 5 นาทีใช้งานได้ 60 นาที สามารถชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัวหูฟังได้ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สายก็ได้ จัดว่าเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนคุณภาพสูงที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับคนที่ต้องการคุณภาพเสียงแบบจัดเต็ม

สเปคของ Sony WF-1000XM4
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 แบบแยกหูซ้ายขวา รองรับ Google Fast Pair
  • ไดรเวอร์หูฟังขนาด 6 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz มี DSEE Extreme
  • ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Digital ANC ใช้ชิป Integrated Processor V1 เข้ามาช่วยตัดเสียงและปรับเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและมี Bone-conduction
  • ไมโครโฟนมีฟีเจอร์ Speak-to-Chat หยุดเล่นเพลงชั่วคราวเมื่อคุยกับคู่สนทนาและเล่นเพลงต่อเมื่อคุยเสร็จ
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 8 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 12 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชั่วโมง รองรับชาร์จไว 5 นาทีใช้งานได้ 60 นาที
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สาย
  • รองรับ Gesture Control กับ Google Assistant, Alexa
  • ราคา 8,990 บาท (Sony Thailand)

สรุปสเปค 5 หูฟังตัดเสียงรบกวนตัวเด็ด ฟังเพลงเพลินได้ใจไม่มีใครรบกวน

สายฟังเพลงที่กำลังมองหาหูฟังตัดเสียงรบกวนตัวใหม่หรือจะอัพเกรดจากตัวเดิมมาเป็นรุ่นสเปคเด็ด ตัดเสียงเทพสำหรับปี 2022 นี้ ต้องถือว่ามีตัวเลือกให้เลือกมากมายทีเดียว โดยรุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำทั้ง 5 รุ่นถ้าสรุปสเปคแล้วจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟังตัดเสียงรบกวน การเชื่อมต่อ ไดรเวอร์ ไมค์และการตัดเสียง แบตเตอรี่และการชาร์จ ราคา
AUKEY
EP-N6
Bluetooth 5.1
แยกการเชื่อมต่อหูซ้าย, ขวา
ไดนามิค
10 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz

MEMS
100 Hz – 10 kHz

Hybrid Active Noise Cancellation

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
4 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 22 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C

2,290 บาท
Edifier TWS NB2 Pro Bluetooth 5.0

ดีเลย์ต่ำ มี Game Mode

ไดนามิค
10 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz

ไมโครโฟนคู่

มี ANC
แบบ ENC

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 25 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 9 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 32 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C

2,490 บาท
HUAWEI FreeBuds Pro Bluetooth 5.2 ไดนามิค
11 มม.
ไมค์คู่ ปรับแต่งมาเพื่อถ่าย Vlog

ติดไมค์ 3 ตัวเพื่อตัดเสียงรบกวนและมี Bone Sensor

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
4 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 30 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C หรือชาร์จไร้สาย

3,890 บาท
Beats Studio Buds Bluetooth Class 1 ไดอะแฟรมคู่ ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น ไมค์ Beamforming คู่ ใช้สนทนาและตัดเสียงรบกวนได้ในตัว เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
5 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 8 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชม.

ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง

ชาร์จด้วย
USB-C

5,500 บาท
Sony
WF-1000XM4
Bluetooth 5.2

Google
Fast Pair

ไดรเวอร์ 6 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz มี DSEE Extreme

ไมค์พร้อมฟีเจอร์ Speak-to-Chat

Digital ANC ใช้ชิป Integrated Processor V1

Bone-conduction sensor

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
8 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 12 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชม.

ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 60 นาที

ชาร์จด้วย
USB-C หรือชาร์จไร้สาย

8,990 บาท

จะเห็นว่าหูฟัง True Wireless พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนนั้นมีให้เลือกตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนหลักพันปลายและแต่ละรุ่นก็จะมีฟีเจอร์เด่นแตกต่างกันไป ถ้าใครต้องการเปลี่ยนหูฟังใหม่เอามาฟังเพลงตอนทำงานหรือระหว่างเดินทางก็เลือกจากทั้ง  5 รุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำเลยก็ได้ หรือจะดูเป็นแนวทางแล้วไปลองเลือกที่ร้านขายหูฟังโดยเฉพาะแล้วทดลองฟังเพลงก่อนว่าหูฟังรุ่นที่เราสนใจเป็นแนวเสียงแบบที่เราชอบหรือไม่ค่อยตัดสินใจซื้อก็ได้เช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

tws 2 cover

tws cover

from:https://notebookspec.com/web/633343-5-anc-tws-for-music-lover

6 หูฟังไร้สายหลักร้อยถึงพันนิดๆ คุณภาพเกินตัว มีไว้ฟังเพลงบอกเลยฟินแน่!

หูฟังไร้สายหลักร้อยถึงพันนิดๆ ตอนนี้มีตัวเลือกเจ๋งๆ หลายรุ่นให้โดนกัน บอกเลยว่าโดนไปยังไงก็คุ้ม!

TWS budget cover

หูฟังไร้สายแบบ True Wireless ปัจจุบันนี้มีหลากรุ่นหลายราคาจากผู้ผลิตหลากหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อไปฟังเพลงหรือโทรศัพท์ติดต่อคนรอบตัวได้ ไม่มีสายมาเกะกะรบกวนแล้วไปรั้งโดนข้าวของต่างๆ จนลากมือถือของเรากระเด็นตกพื้นให้เสียหายอย่างแน่นอน และด้วยเทคโนโลยีการส่งผ่านไฟล์เสียงด้วย Bluetooth ในตอนนี้ก็ได้รับการอัพเกรดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฟังเพลงได้อรรถรสดีขึ้นใกล้เคียงกับหูฟังแบบต่อสายเลยทีเดียว และหูฟังบางรุ่นก็มี Game mode ที่ลดค่าความหน่วง (Latency) ลง ช่วยให้เวลาเล่นเกม FPS แล้วได้ยินเสียงเร็วและทิศทางแม่นยำอีกด้วย

สำหรับหูฟัง True Wireless กลุ่มนี้ หลายคนอาจจะได้ยินจากคนใกล้ตัวหรือหาข้อมูลเองแล้วเห็นแต่รุ่นราคาหลักพันกลางไปจนหลักหมื่นอยู่เป็นระยะๆ แล้วพลอยรู้สึกว่าหูฟังประเภทนี้อาจจะราคาแพง แต่จริงๆ แล้วรุ่นราคาหลักร้อยไปจนพันต้นๆ หลายๆ รุ่นก็คุณภาพงานประกอบ, ฟีเจอร์, การเชื่อมต่อ ฯลฯ ก็ถือว่าดีไม่แพ้กันเลย แค่อาจจะไม่มีบางฟังก์ชั่นที่ผู้ผลิตเลือกติดตั้งให้รุ่นราคาแพงเท่านั้นหูฟังไร้สาย

ด้านข้อมูลทางเทคนิคและวิธีการเลือกซื้อหูฟังประเภทนี้มาฟังเพลง ผู้เขียนได้แนะนำเอาไว้ในบทความ “5 หูฟัง True Wireless สเปคแจ่มเสียงดี ลงทุนแล้วใช้ได้หลายปี” ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งถ้าใครต้องการแนวทางเลือกซื้อและรายละเอียดของ Qualcomm aptX สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในบทความนั้นได้เลย

6 หูฟังไร้สาย ราคาร้อยถึงพันนิดๆ มีเอาไว้ฟังเพลงบอกเลยว่าฟิน

คนที่กำลังหาหูฟัง True Wireless ราคาไม่แพงมากมาใช้แทนหูฟังแบบสายที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ แต่ไม่อยากซื้อรุ่นราคาแพงมาก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ตอนนี้ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมสมาร์ทโฟนแบรนด์ต่างๆ ก็พากันเปิดตัวหูฟังรุ่นราคาไม่แพงมากมาให้เลือกหลายรุ่นเลย โดยรุ่นที่เลือกมาแนะนำมีดังนี้

  1. Eloop T3 (585 บาท)
  2. 1MORE omthing Airfree (639 บาท)
  3. Defunc TRUE BASIC (990 บาท)
  4. OPPO Enco Buds (999 บาท)
  5. Soundpeats TrueAir2+ (1,099 บาท)
  6. Sabbat X12 Pro (1,290 บาท)
1. Eloop T3 (585 บาท)

Eloop T3 1

ชื่อชั้น Eloop นั้นจะโด่งดังเรื่องสายชาร์จและแบตเตอรี่สำรองเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ผลิตภัณฑ์อย่างหูฟัง True Wireless ให้เลือกซื้อเอาไว้ฟังเพลงด้วย อย่าง Eloop T3 ที่ทั้งราคาไม่แพงแล้ว ก็มีฟีเจอร์ดีๆ ใส่มาให้เพียบไม่ว่าจะรองรับ Touch control, ชาร์จตัวหูฟังแบบไร้สายได้, มีระบบช่วยตัดเสียงรบกวน และตัวหูฟังก็รับส่งข้อมูลเสียงได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เล่นเกมแล้วเสียงไม่ดีเลย์อีกด้วย

หูฟังตัวนี้จะเป็นดีไซน์ In-Ear เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.1 ได้เลย ส่วนแบตเตอรี่สามารถใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 4-6 ชั่วโมง และถ้ารวมเอากลับไปชาร์จในเคสแล้วจะใช้งานได้นานสุด 25 ชั่วโมงทีเดียว รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ได้ 2 แบบ คือ USB-C หรือชาร์จไร้สายก็ได้ และมีจุกยางให้เลือก 3 ขนาด ให้เข้ากับหูของเราที่สุดและไม่หลุดจากหูง่ายๆ และได้เสียงแบบสเตอริโออีกด้วย เรียกว่าเป็นรุ่นเริ่มต้นราคาไม่แพงแต่สเปคดีเกินตัวทีเดียว

สเปคของ Eloop T3
  • หูฟังดีไซน์ In-Ear เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.1 ได้เสียงแบบสเตอริโอ
  • รองรับ Touch control, ชาร์จตัวหูฟังแบบไร้สายได้, มีระบบช่วยตัดเสียงรบกวน, ดีเลย์ต่ำ
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 4-6 ชั่วโมง รวมชาร์จแบตเตอรี่ในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 25 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทางพอร์ต USB-C หรือชาร์จไร้สายก็ได้
  • ราคา 585 บาท (Eloop Official Shopee Mall)
2. 1MORE omthing Airfree (639 บาท)

tg8kja

เชื่อว่าชื่อของ 1MORE omthing Airfree นั้นน่าจะเป็นหูฟัง True Wireless ที่ผู้ใช้หลายๆ คนเลือกมาใช้งานและอาจจะแนะนำคนใกล้ตัวให้ใช้งานด้วย เพราะคุณภาพเสียงที่ใส ฟังเพลงสนุก ราคาไม่แพงมาก, ติดตั้งชิป Qualcomm QCC3020 ให้รองรับ aptX, รองรับ Touch control, มีระบบตัดเสียงรบกวน ENC และมีแอพฯ omthing ให้โหลดมาใช้อัพเดทเฟิร์มแวร์ได้ มีให้โหลดใน Google Play Store หรือ App Store ก็ได้ จัดว่าครบเครื่องระดับหนึ่งเลย

ด้านสเปคหูฟังตัวนี้จะเป็นดีไซน์ In-Ear ติดตั้งไดรเวอร์แบบไดนามิคขนาด 7 มม. มาให้ เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 รองรับโปรไฟล์เสียง AAC, SBC, aptX พร้อมไมโครโฟนตัดเสียงแบบ ENC เป็น cVc 8.0 สามารถฟังเพลงได้นานสุดครั้งละ 5 ชั่วโมง รวมการนำกลับไปชาร์จในเคสแล้วได้ 25 ชั่วโมงสูงสุด และชาร์จแบตเตอรี่ได้ด้วย USB-C ได้เลย เรียกว่าเป็นหูฟังไร้สายราคาไม่แพงแต่คุณภาพดีเกินตัวอีกรุ่นที่ไม่ควรพลาดทีเดียว

สเปคของ 1MORE omthing Airfree
  • หูฟังดีไซน์ In-Ear ไดรเวอร์แบบไดนามิคขนาด 7 มม. เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.0
  • รองรับ Touch control, มีระบบช่วยตัดเสียงรบกวนแบบ ENC เป็น cVc 8.0, รองรับ aptX และโหลดแอพฯ มาติดตั้งเพื่ออัพเดทเฟิร์มแวร์ได้
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 5 ชั่วโมง รวมชาร์จแบตเตอรี่ในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 25 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทางพอร์ต USB-C 
  • ราคา 639 บาท (1MORE Official Shopee Mall)
3. Defunc TRUE BASIC (990 บาท)

True Basic Blk

หูฟังไร้สายที่คุณภาพเสียงและงานประกอบดีน่าสนใจแต่ราคาไม่แพงมาก น่าซื้อมาใช้ฟังเพลง จะมี Defunc TRUE BASIC ให้เลือกด้วย โดยจุดเด่นดีไซน์ของมัน คือตัวหูฟังจะเป็น Earbud แบบเสริมเขี้ยวล็อคเข้าร่องหูให้ตัวหูฟังหลุดยาก สามารถใส่เล่นกีฬาได้เลยรวมทั้งกันน้ำระดับ IPX4 ดีไซน์แบบส่งเสียงเข้ารูหูโดยตรงให้ได้ยินเนื้อเสียงดียิ่งขึ้นและรองรับ Touch control อีกด้วย

ตัวหูฟังจะรองรับการเชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 สามารถดูหนังฟังเพลงได้อรรถรสดีให้รายละเอียดชัดเจน ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 3 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุดรวม 12 ชั่วโมงและชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C ได้ นอกจากนี้ยังรองรับการสั่งงาน Google Assistant กับ Siri ได้ทันที ซึ่งถ้าตัดเรื่องแบตเตอรี่ใช้งานได้ไม่ค่อยนานออกไป ต้องถือว่าเป็นหูฟังที่น่าสนใจรุ่นหนึ่งทีเดียว

สเปคของ defunc true basic
  • หูฟังดีไซน์ Earbud เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.0 ดีไซน์ส่งเสียงเข้ารูหูโดยตรง มีเขี้ยวล็อคร่องหู
  • รองรับ Touch control, กันน้ำและเหงื่อระดับ IPX4, สั่งงาน Google Assistant และ Siri ได้
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 3 ชั่วโมง รวมชาร์จแบตเตอรี่ในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 12 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทางพอร์ต USB-C 
  • ราคา 990 บาท (Vgadz Official Shopee Mall)
4. OPPO Enco Buds (999 บาท)

sec2 img 1024

แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอย่าง OPPO เองก็มีหูฟังไร้สายสเปคดีและราคาไม่แพงเกินไปอย่าง OPPO Enco Buds ให้เลือกซื้อด้วย ซึ่งราคาที่ทางบริษัทตั้งมาก็ถือว่าไม่แพงเกินไป แต่ก็มีฟีเจอร์และจุดเด่นหลากหลายอย่าง ทั้งมีแอพฯ HeyMelody สำหรับอัพเดทเฟิร์มแวร์และดูปริมาณแบตเตอรี่ของหูฟังให้โหลดมาใช้งานได้ทั้งใน Google Play Store และ App Store, เชื่อมต่อแบบแยกหูสองฝั่ง, มี Game mode, ตัดเสียงรบกวนด้วยระบบ DNN, กันน้ำและฝุ่นระดับ IP54, รองรับ Touch control อีกด้วย

ตัวหูฟังติดตั้งไดรเวอร์ไดนามิคขนาด 8 มม. มาในตัว ให้คุณภาพเสียงชัดเจนระดับ HD เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 รองรับโปรไฟล์เสียง AAC, SBC ฟังเพลงต่อเนื่องได้นาน 6 ชั่วโมง ถ้ารวมชาร์จในเคสจะใช้งานได้นานสุด 24 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C ได้เลย ซึ่งจุดเด่นหลักของหูฟังไร้สายรุ่นนี้จะเป็นโหมดความหน่วงต่ำที่ออกแบบมาเพื่อเล่นเกมได้ดีขึ้น เรียกว่าเป็นรุ่นราคาไม่แพงแต่ฟีเจอร์มาครบเครื่องทีเดียว เหมาะกับคนที่เน้นเรื่องความคุ้มค่าและใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงเป็นอย่างมาก

สเปคของ OPPO Enco Buds
  • หูฟังดีไซน์ In-Ear ไดรเวอร์แบบไดนามิคขนาด 8 มม. เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.2
  • รองรับ Touch control, มีระบบช่วยตัดเสียงรบกวนแบบ DNN, กันน้ำและฝุ่นระดับ IP54 และโหลดแอพฯ มาติดตั้งเพื่ออัพเดทเฟิร์มแวร์ได้ และมี Game mode ด้วย
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 6 ชั่วโมง รวมชาร์จแบตเตอรี่ในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 24 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทางพอร์ต USB-C 
  • ราคา 999 บาท (OPPO Official Shopee Mall)
5. Soundpeats TrueAir2+ (1,099 บาท)

soundpeats

ถ้าเน้นเรื่องการฟังเพลง อยากได้หูฟังไร้สายคุณภาพและมีฟีเจอร์อัดแน่นน่าใช้งาน จะมี Soundpeats TrueAir2+ ที่ราคาแตะหลักพันต้นๆ แต่มักมีโปรโมชั่นเซลส์ราคาพิเศษอยู่เป็นระยะๆ ด้วย ซึ่งเรื่องคุณภาพเสียงต้องถือว่าหายห่วงได้เลย แต่ฟีเจอร์เด่นคือหูฟังนี้ติดตั้งชิป Qualcomm QCC3040 มาให้ จึงรองรับ aptX-Adaptive, มี Game mode ลดความหน่วงของเสียงลง, มี Qualcomm TrueWireless Mirroring ให้การเชื่อมต่อดีขึ้น, มีระบบตัดเสียงรบกวน cVc 8.0 และรองรับการชาร์จไร้สายได้อีกด้วย

สเปคของหูฟังนี้ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 14.2 มม. มาให้ในตัว เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 รองรับโปรไฟล์ HSP, HFP, A2DP, AVRCP ส่วนโปรไฟล์เสียงรองรับ SBC, aptX-Adaptive ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้นานสุด 5 ชั่วโมง รวมเวลาชาร์จในเคสได้ 25 ชั่วโมง รองรับการชาร์จผ่านพอร์ต USB-C หรือชาร์จไร้สายก็ได้ เรียกว่าเป็นหูฟังระดับราคาพันนิดๆ ที่น่าสนใจมาก จะเอาไว้ฟังเพลงหรือโทรติดต่องานก็ดีทั้งคู่เลย

สเปคของ Soundpeats TrueAir2+
  • หูฟังดีไซน์ In-Ear ไดรเวอร์ขนาด 14.2 มม. เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.0 รองรับโปรไฟล์ HSP, HFP, A2DP, AVRCP ส่วนโปรไฟล์เสียงรองรับ SBC, aptX-Adaptive 
  • มีชิป Qualcomm QCC3040 รองรับ aptX-Adaptive, Game mode ลดความหน่วงของเสียง, มี Qualcomm TrueWireless Mirroring ให้การเชื่อมต่อดีขึ้น, มีระบบตัดเสียงรบกวน cVc 8.0
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 5 ชั่วโมง รวมชาร์จแบตเตอรี่ในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 25 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทางพอร์ต USB-C หรือชาร์จไร้สาย
  • ราคา 1,099 บาท (Soundpeats Official Shopee Mall)
6. Sabbat X12 Pro (1,290 บาท)

e8c6d18bff686b6bb76be88fe0ffd660

นอกจากสีดำหรือขาวแล้ว หูฟังไร้สายที่สีสันสุดอาร์ตสวยได้ใจ คุณภาพเสียงจัดว่าดีทีเดียวในหลักพันต้น จะมี Sabbat X12 Pro รุ่นนี้ที่ผู้เขียนใช้เป็นหูฟังประจำตัวมาร่วมปีแล้วและคุณภาพเสียงถือว่าน่ประทับใจไม่น้อย สามารถฟังเพลงได้หลากหลายแนวไม่ว่าจะป็อป ร็อค ให้สเตจระดับกลางๆ แต่เก็บรายละเอียดเสียงได้ดี เบสลึกและหนักแต่ไม่บวมเกินไปได้เสียงนักร้องเด่นและเนื้อเสียงหนักแน่นทีเดียว ซึ่งถ้าใครใช้หูฟังรุ่นเดียวกันหรือกำลังจะซื้อ แนะนำว่าให้ปิด Normalize Volume ในแอพฯ ฟังเพลงเช่น Spotify ไปด้วย จะทำให้ฟังเพลงได้อรรถรสยิ่งขึ้น

จุดเด่นหลักๆ ของรุ่น X12 Pro นอกจากมีสีสันให้เลือกหลากหลายสี สวยงามไม่จำเจแล้ว ยังติดตั้งไดรเวอร์ให้เสียงระดับ HD, ระบบตัดเสียง cVc 8.0, รองรับ Google Assistant กับ Siri, กันน้ำและฝุ่นระดับ IPX5 และรองรับ Gesture control โดยกดปุ่มที่หัวหูฟังได้และ Game mode ด้วย

สเปคของหูฟังตัวนี้จะติดตั้งไดรเวอร์ขนาดใหญ่ รองรับ 6D Shocking HD Stereo sound คุณภาพเสียงดี เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 รองรับโปรไฟล์ HSP, HFP, A2DP, AVRCP ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง ถ้ารวมชาร์จในเคสจะใช้งานได้นานสุด 30 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทาง USB-C ได้เลย ซึ่งคุณภาพเสียงนั้นถือว่าน่าประทับใจไม่น้อย รวมทั้งทาง Sabbat Thailand เองก็มักจัดโปรโมชั่นเป็นระยะๆ ทำให้ราคาลดลงมาต่ำกว่าหลักพันบ่อยๆ อีกด้วย

สเปคของ Sabbat X12 Pro
  • หูฟังดีไซน์ Earbud ไดรเวอร์รองรับ 6D Shocking HD Stereo sound เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.0 รองรับโปรไฟล์ HSP, HFP, A2DP, AVRCP 
  • มี Game mode ลดความหน่วงของเสียง, ระบบตัดเสียงรบกวน cVc 8.0, รองรับ Google Assistant กับ Siri, กันน้ำและฝุ่นระดับ IPX5 และรองรับ Gesture control โดยกดปุ่มที่หัวหูฟัง
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 6 ชั่วโมง รวมชาร์จแบตเตอรี่ในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 30 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทางพอร์ต USB-C 
  • ราคา 1,299 บาท (Sabbat Thailand Shopee Mall)

สรุปสเปคหูฟังไร้สาย 6 รุ่น ราคาพันนิดๆ ฟังเพลงดี

จะเห็นว่าหูฟังไร้สายในปัจจุบันนี้ ถึงจะเป็นรุ่นเริ่มต้นราคาไม่แพงมากแต่ก็มีคุณภาพดีน่าสนใจ มีฟีเจอร์เด่นๆ ติดตั้งมาให้เพียบเลยทีเดียว ซึ่งถ้าสรุปสเปคและจุดเด่นจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟังไร้สาย ดีไซน์และการเชื่อมต่อ ฟีเจอร์พิเศษ ระยะเวลาใช้งาน การชาร์จ ราคา
Eloop T3 In-Ear

Bluetooth 5.1

เสียงสเตอริโอ

Touch Control

ระบบตัดเสียงรบกวน

ดีเลย์ต่ำ

4-6 ชั่วโมง

รวมชาร์จแบตเตอรี่ในเคสได้นานสุด 25 ชั่วโมง

USB-C

ชาร์จไร้สาย

585 บาท
1MORE omthing Airfree In-Ear

Bluetooth 5.0

ไดรเวอร์แบบไดนามิค 7 มม. 

Touch Control

ระบบตัดเสียงรบกวน ENC เป็น cVc 8.0

รองรับ aptX

มีแอพฯ ช่วยอัพเดทเฟิร์มแวร์

ราว 5 ชั่วโมง

รวมชาร์จแบตเตอรี่ในเคสได้นานสุด 25 ชั่วโมง

USB-C 639 บาท
Defunc TRUE BASIC Earbud

Bluetooth 5.0

ดีไซน์ส่งเสียงเข้ารูหูโดยตรง มีเขี้ยวล็อคร่องหู

Touch Control

IPX4

สั่งงาน Google Assistant และ Siri ได้

3 ชั่วโมง

รวมชาร์จแบตเตอรี่ในเคสได้นานสุด 12 ชั่วโมง

USB-C 990 บาท
OPPO Enco Buds In-Ear

Bluetooth 5.2

ไดรเวอร์แบบไดนามิค 8 มม.

Touch Control

ระบบช่วยตัดเสียงรบกวนแบบ DNN

IP54

มีแอพฯ ช่วยอัพเดทเฟิร์มแวร์

Game mode

6 ชั่วโมง

รวมชาร์จแบตเตอรี่ในเคสได้นานสุด 24 ชั่วโมง

USB-C 999 บาท
Soundpeats TrueAir2+ In-Ear

Bluetooth 5.0

ไดรเวอร์แบบไดนามิค 14.2 มม.

aptX-Adaptive

Game mode

Qualcomm TrueWireless Mirroring

ระบบตัดเสียงรบกวน cVc 8.0

5 ชั่วโมง

รวมชาร์จแบตเตอรี่ในเคสได้นานสุด 25 ชั่วโมง

USB-C

ชาร์จไร้สาย

1,099 บาท
Sabbat X12 Pro Earbud

Bluetooth 5.0

ไดรเวอร์รองรับ 6D Shocking HD Stereo sound

Game mode

ระบบตัดเสียงรบกวน cVc 8.0

สั่งงาน Google Assistant และ Siri ได้

IPX5

Gesture Control แบบกดปุ่มที่ตัวหูฟัง

6 ชั่วโมง

รวมชาร์จแบตเตอรี่ในเคสได้นานสุด 30 ชั่วโมง

USB-C 1,299 บาท

จะเห็นว่าหูฟังไร้สายราคาไม่เกินหลักพัน ก็มีฟีเจอร์ดีเกินตัวให้เลือกซื้อหลายรุ่นและให้คุณภาพเสียงและประสบการณ์การใช้งานดีอย่างแน่นอน ซึ่งบางรุ่นก็มี Game mode ติดตั้งมาให้ ช่วยลดดีเลย์ของเสียงในเกมลงไป ดังนั้นจึงเล่นเกมได้ดีไม่แพ้หูฟังสายอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ดีกว่าของหูฟังไร้สายแบบนี้ คือนอกจากสายไม่เกะกะไม่พันเป็นรังงูในกระเป๋าแล้ว ก็หยิบออกมาใช้ง่ายและเก็บสะดวกรวมทั้งตัวสายก็ไม่ไปเกะกะผู้อื่นที่อาจจะอยู่ใกล้เราหรือโดยสารรถสาธารณะร่วมกันกับเราอีกด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง

g435 cover

bthead cover

bt headphone cover

from:https://notebookspec.com/web/620718-6-recommended-budget-tws

6 หูฟังไอโฟนไร้สายน่าโดน ฟังเพลงเพลินไม่มีสายมารุงรัง! เริ่มแค่ 1,599 บาทเท่านั้น!

จะซื้อหูฟังไอโฟนใหม่สักตัวไม่ต้องหาแบบมีสายแล้ว ยุคนี้ True Wireless Earphone ดีๆ ราคาไม่แพงมีเยอะเลย!

tws cover

ถ้าใครเป็นแฟนคลับ Apple และใช้ iPhone มาตลอด จะจำได้ว่าตอนซื้อมือถือมาจะได้หูฟังไอโฟนแบบมีสายแถมมาให้ในกล่องด้วย แต่ตอนนี้เมื่อ Apple ไม่แถมหูฟังมาให้ในกล่องแล้วเปิดตัวหูฟัง True Wireless อย่าง AirPods ออกมา ฝั่งผู้ใช้เองก็หันมาใช้หูฟังไร้สายแบบนี้มากขึ้นและค่อยๆ แพร่หลาย ประกอบกับมีผู้ผลิตจากหลายๆ แบรนด์พากันเปิดตัวหูฟังประเภทนี้ออกมาอย่างต่อเนื่องแล้วราคาจับต้องได้อีกด้วย เลยทำให้หูฟังประเภทนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่สำหรับไอโฟน นอกจาก AirPods ของ Apple เองแล้ว ก็มีหูฟังอีกหลายแบรนด์น่าสนใจให้เลือกซื้อไปใช้ฟังเพลงและโทรติดต่องานได้สะดวกขึ้นด้วย และข้อดีของหูฟังแบบ True Wireless คือ หูฟังประเภทนี้เมื่อไม่มีสายไฟเชื่อมต่อระหว่างหูฟังกับสมาร์ทโฟนแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลว่าสายจะรกรุงรังและไม่เกิดอุบัติเหตุอย่างสายไฟไปคล้องโดนข้าวของต่างๆ แล้วดึงมือถือให้หลุดจากกระเป๋าแล้วตกกระทบพื้นเสียหายอีกด้วย

หูฟังไอโฟน

แต่ก่อนจะเลือกซื้อหูฟัง True Wireless ใหม่มาใช้สักตัว นอกจากรู้สเปคของหูฟังแล้วผู้เขียนก็แนะนำให้ดู Codec เสียงที่ไอโฟนรองรับด้วยว่ารองรับตัวไหนบ้าง ซึ่งถ้าอิงตามหน้าสเปคของ iPhone 13 แล้ว Codec ที่มือถือเครื่องนี้รองรับจะเป็นดังนี้

  • Audio Format support รองรับ AAC‑LC, HE‑AAC, HE‑AAC v2, Protected AAC, MP3, Linear PCM, Apple Lossless, FLAC, Dolby Digital (AC‑3), Dolby Digital Plus (E‑AC‑3), Dolby Atmos, and Audible (formats 2, 3, 4, Audible Enhanced Audio, AAX, and AAX+)
  • รองรับ Spatial audio

ถ้าไล่จากรายชื่อ Audio Format ที่ไอโฟนรองรับ จะเห็นว่ารองรับ Codec หลักๆ ครบถ้วน เช่น AAC, MP3, Lossless, FLAC แต่จะเห็นว่ารองรับระบบเสียงของ Dolby หลายตัว รวมไปถึง Dolby Atmos และ Spatial audio อีกด้วย

6 หูฟังไอโฟนไร้สายน่าโดน ฟังเพลงเพลินชัวร์!

ถ้าใครซื้อไอโฟนเครื่องใหม่มาใช้หรือสายหูฟังอันเก่าที่มีอยู่โทรมจนไม่น่าใช้แล้ว ส่วนตัวผู้เขียนก็แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้หูฟัง True Wireless ไปเลย เพราะตอนนี้ราคาของหูฟังไร้สายประเภทนี้ราคาก็ถูกลงเรื่อยๆ และมีรุ่นน่าใช้งานให้เลือกเต็มไปหมดอีกด้วย โดยรุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำจะมีดังนี้

  1. Soundpeats Air3 (1,599 บาท)
  2. Edifier TWS200 Plus (1,990 บาท)
  3. Jabra Elite 3 (2,990 บาท)
  4. Fender Tour (3,690 บาท)
  5. Sony WF-1000XM3 (5,990 บาท)
  6. B&O Beoplay E8 Gen3 (12,900 บาท)
1. Soundpeats Air3 (1,599 บาท)

1a450c4c06e38c4e0121bc524d7c41c1

ถ้าใครหาหูฟังไอโฟนไร้สายคุณภาพดีแต่ราคาเป็นมิตรมาฟังเพลงล่ะก็ Soundpeats Air3 นั้นถือเป็นหูฟังไร้สายที่ดีรุ่นหนึ่ง ซึ่งโทนเสียงจะได้ออกโทนอุ่นฟังสบายและเบสหนักแน่นกว่ารุ่น TrueAir2 จนสื่อต่างประเทศหลายเจ้าชื่นชมและแนะนำว่าถ้าจะซื้อ True Wireless ดีๆ มาใช้แล้วไม่อยากซื้อ AirPods ล่ะก็ จะขยับมาใช้แบรนด์นี้เลยก็ดีเช่นกัน

ดีไซน์หูฟังตัวนี้จะเป็นแบบ Earbuds ใส่ไดรเวอร์ขนาด 14.2 มม. มาให้ในตัว มีชิป Qualcomm QCC3040 รองรับ Codec อย่าง SBC, aptX, aptX Adaptive เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.2 รองรับโปรไฟล์ HSP, HFP, A2DP, AVRCP ครบถ้วน ส่วนค่า Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมงและเอากลับไปชาร์จในเคสจนแบตเตอรี่เต็มได้อีก 2 รอบ ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่กลับให้ตัวเคสและหูฟังจะชาร์จผ่านสาย USB-C

สเปคของ Soundpeats Air3
  • หูฟังดีไซน์ Earbuds ไดรเวอร์ขนาด 14.2 มม. ติดตั้งชิป Qualcomm QCC3040 รองรับ Codec อย่าง SBC, aptX, aptX Adaptive
  • เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.2 รองรับโปรไฟล์ HSP, HFP, A2DP, AVRCP
  • Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz
  • ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสได้อีก 2 รอบ
  • ชาร์จแบตเตอรี่ให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C
  • ราคา 1,599 บาท (Soundpeats Official Shopee Mall)
2. Edifier TWS200 Plus (1,990 บาท)

EDIFIER TWS200 1

ชื่อของ Edifier นั้นจะโด่งดังในฐานะของลำโพงคอมพิวเตอร์ที่ได้เรื่องเสียงดี เบสแน่น แต่เมื่อเร็วๆ นี้ทางบริษัทก็เปิดตัวหูฟัง True Wireless ออกมาให้เลือกซื้อเช่นกัน ซึ่งถ้าใครอยากได้หูฟังไอโฟนเสียงดี โทนเสียงออกบาลานซ์และเบสฟังกำลังเพลินแล้วราคาไม่แพงเกินไป แนะนำให้ดู Edifier TWS200 Plus ตัวนี้เอาไว้ฟังเพลงได้เลย

สเปคของหูฟังไอโฟนรุ่นนี้ดีไซน์เป็น Earbuds กันน้ำระดับ IP54 จึงใส่ออกกำลังกายได้ ใช้ไดรเวอร์ขนาด 13 มม. เคลือบไดอะแฟรมหูฟังด้วย Liquid crystal polymer ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น ติดตั้งชิป Qualcomm QCC3040 รองรับ aptX, aptX Adaptive, SBC เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 ค่า Frequency response 20-20,000 Hz ติดตั้งไมโครโฟนคู่ มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน CVC ติดตั้งมาให้ ช่วยตัดเสียงรบกวนตอนคุยโทรศัพท์ ตัวหูฟังสามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง ส่วนตัวเคสสามารถใช้ชาร์จหูฟังได้อีก 18 ชั่วโมง สรุปแล้ว Edifier TWS200 ตัวนี้สามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้นานสุด 24 ชั่วโมง และชาร์จแบตเตอรี่กลับให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C ได้เลย ซึ่งถ้าใครเคยใช้ลำโพงของแบรนด์นี้มาแล้วประทับใจ จะซื้อหูฟังไร้สายมาใช้จะเริ่มจากตัวนี้ก็ดี

สเปคของ Edifier TWS200 Plus
  • หูฟังดีไซน์ Earbuds ไดรเวอร์ขนาด 13 มม. ติดตั้งชิป Qualcomm QCC3040 รองรับ Codec อย่าง SBC, aptX, aptX Adaptive
  • เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.2 กันน้ำระดับ IP54
  • Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz
  • ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสได้อีก 18 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C
  • ราคา 1,990 บาท (Mercular)
3. Jabra Elite 3 (2,990 บาท)

a53a68d0484090ce6b4f434e5ff6d5d9

คนที่เคยซื้อหูฟังบลูทูธมาต่อมือถือโทรติดต่องานบ่อยๆ น่าจะคุ้นแบรนด์ Jabra ที่เป็นเจ้าตลาดของหูฟังประเภทนี้อย่างแน่นอน และหูฟังไอโฟนรุ่นที่ผู้เขียนแนะนำสำหรับคนที่เน้นใช้งานแนวนี้บ่อยๆ จะแนะนำให้ดูเป็น Jabra Elite 3 ที่ติดตั้งไมโครโฟนมาให้ 4 ตัวพร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน มี Surround sound สำหรับปล่อยเสียงภายนอกเข้ามาให้เราได้ยินโดยไม่ต้องถอดหูฟังได้ และกันน้ำระดับ IP55 แล้วปรับแต่งเสียงได้ด้วยแอพฯ Jabra Sound+ ได้อีกด้วย

ด้านดีไซน์จะเป็นทรง Earbuds จุกซิลิโคน ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 6 มม. รองรับ aptX, SBC เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นด้วย Bluetooth 5.2 รองรับ A2DP, AVRCP, HFP, HSP รองรับ Google Fast Pair ทำให้จับคู่สมาร์ทโฟน Android กับหูฟังนี้ได้อย่างรวดเร็ว ค่า Frequency response 20 – 20,000 Hz ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 7 ชั่วโมง รวมกับแบตเตอรี่ในเคสด้วยจะใช้งานได้นานสุด 28 ชั่วโมง และชาร์จแบตเตอรี่กลับให้หูฟังไอโฟนตัวนี้ได้ด้วย USB-C ซึ่งถ้าใครเน้นเรื่องการโทรติดต่องานมากกว่าฟังเพลงล่ะก็ แนะนำให้ดู Jabra ตัวนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ Jabra Elite 3
  • หูฟังดีไซน์ Earbuds ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. รองรับ Codec อย่าง SBC, aptX
  • เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.2 รองรับ Codec A2DP, AVRCP, HFP, HSP กันน้ำระดับ IP55
  • Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz
  • ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 7 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสได้อีกรวม 28 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C
  • ราคา 2,990 บาท (Munkong Gadget)
4. Fender Tour (3,690 บาท)

a0d81e7147e8861aa9b11f5c6b11477a

ถ้าใครเป็นสายดนตรีน่าจะได้ยินชื่อของผู้ผลิตกีตาร์ชื่อดังอย่าง Fender แน่นอน รวมทั้งหูฟังไอโฟนไร้สายรุ่น Fender Tour ซึ่งคุณภาพเสียงเรียกว่าเหมาะกับสายฟังเพลงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวหูฟังจะได้เบสหนักแน่นแยกเสียงเครื่องดนตรีและเสียงนักร้องชัดเจน เหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลงมาก

สเปคของหูฟังตัวนี้จะทนน้ำระดับ IPX4 ใช้ไดรเวอร์ Dynamic ขนาด 7 มม. รองรับ aptX, AAC, SBC เชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 ค่า Frequency response 20 – 20,000 Hz ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง และถ้าชาร์จด้วยเคสจะใช้งานได้นานสุดรวม 22 ชั่วโมงทีเดียว มีไมโครโฟน 4 ตัว แบ่งข้างละคู่ สามารถโหลดแอพฯ Fender Tour มาตั้งค่าต่างๆ รวมทั้งอัพเดทเฟิร์มแวร์ให้หูฟังได้ด้วย ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่ใช้สาย USB-C เพื่อชาร์จแบตให้กล่องหูฟังตัวนี้ได้เลย เรียกว่าถ้าใครชื่นชอบการฟังเพลงแล้วกำลังจะซื้อหูฟังไอโฟนไร้สายตัวใหม่อาจจะดู Fender Tour ตัวนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ fender Tour
  • หูฟังดีไซน์ Earbuds ไดรเวอร์ Dynamic ขนาด 7 มม. รองรับ Codec อย่าง AAC, SBC, aptX
  • เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.0 กันน้ำระดับ IPX4
  • Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz
  • ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสได้อีกรวม 22 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C
  • ราคา 3,690 บาท (Munkong Gadget)
5. Sony WF-1000XM3 (5,990 บาท)

Screenshot 2021 10 04 at 10 41 44 Sony หูฟังป้องกันเสียงรบกวนแบบไร้สาย WF 1000XM3

เรื่องเสียงและเพลงยังไงก็ต้องมี Sony เป็นหูฟังรุ่นแนะนำที่จะใช้เป็นหูฟังไอโฟนหรือ Android ก็เวิร์คทั้งคู่ โดยหูฟัง True Wireless รุ่นที่แนะนำยังเป็น Sony WF-1000XM3 ที่ถึงจะเปิดตัวมานานแล้วก็ตาม แต่ยังน่าใช้มาก สามารถตัดเสียงรบกวนภายนอกหรือจะดึงเสียงภายนอกเข้ามาก็ได้ด้วยชิป QN1e และมี DSEE HX ฟีเจอร์เพิ่มคุณภาพไฟล์เสียงดิจิตอลให้ดีขึ้นได้และโหลด Sony Headphones Connect มาควบคุมและตั้งค่าต่างๆ ได้อีกด้วย

ด้านดีไซน์หูฟังตัวนี้จะเป็น Earbuds เช่นกัน ใช้ไดรเวอร์แบบ Dynamic ขนาด 6 มม. คอยล์เสียง CCAW กับแม่เหล็กนีโอดิเมียม รองรับ Codec SBC, AAC ส่วนค่า Frequency response 20 – 20,000 Hz เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 โปรไฟล์ A2DP, AVRCP, HFP, HSP ใช้ฟังเพลงได้นานสุด 8 ชั่วโมง และเอาไปชาร์จในเคสด้วยจะอยู่ได้นานรวม 24 ชั่วโมง และชาร์จแบตเตอรี่ได้ผ่านพอร์ต USB-C ที่ตัวเคส ซึ่งโดยรวมแล้วต้องถือว่า Sony WF-1000XM3 ตัวนี้ถึงจะเป็นหูฟังไอโฟนที่ขายมาสักพักแล้ว แต่ก็ยังถือว่าน่าใช้อย่างมากอยู่

สเปคของ Sony WF-1000XM3
  • หูฟังดีไซน์ Earbuds ไดรเวอร์ Dynamic ขนาด 6 มม. รองรับ Codec อย่าง AAC, SBC
  • เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.0 โปรไฟล์ A2DP, AVRCP, HFP, HSP
  • Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz
  • ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 8 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสได้อีกรวม 24 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C
  • ราคา 5,990 บาท (Sony Thailand)
6. B&O Beoplay E8 Gen3 (12,900 บาท)

2c4cdec2916214cb986704b3714b0531

ส่วนหูฟังไอโฟนรุ่นท็อปสุดที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้จะเป็นอีกแบรนด์ที่เป็นคู่แข่งของ Sennheiser อย่าง B&O หรือ Bang & Olufsen จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งรุ่นแนะนำเป็น B&O Beoplay E8 Gen 3 รุ่นล่าสุดที่มิติและคุณภาพเสียงถือว่าสมราคาเพราะโทนเสียงถือว่าสมค่าตัว เบสแน่นเสียงดีและฟังเพลงได้ทุกแนว รวมทั้งมีฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวนและดึงเสียงภายนอกเข้ามาก็ได้โดยไม่ต้องถอดหูฟังออก ส่วนดีไซน์ วัสดุและงานประกอบนั้นจัดว่าอยู่ในระดับหรูหราเลยทีเดียว สามารถควบคุมการทำงานทั้งหมดได้ด้วยแอพฯ ของ Bang & Olufsen และกันน้ำระดับ IP54 อีกด้วย

ดีไซน์ของตัวหูฟังเป็นแบบ In Ear ใช้ไดรเวอร์แบบอีเล็คโทรไดนามิคขนาด 5.7 มม. รองรับ SBC, AAC, aptX ค่า Frequency response 20 – 20,000 Hz เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.1 ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้นานสุด 7 ชั่วโมง ส่วนระยะเวลาใช้งานนานสุดรวมการชาร์จในเคสด้วยจะอยู่ได้ 35 ชั่วโมงทีเดียว ชาร์จแบตเตอรี่กลับให้หูฟังได้ 2 แบบ คือผ่านพอร์ต USB-C หรือชาร์จไร้สายตามมาตรฐาน Qi (ชี่) ก็ได้ ซึ่งถ้าใครอยากได้หูฟัง True Wireless ระดับพรีเมี่ยมคุณภาพดี ลงทุนครั้งเดียวคุ้มค่าและจบในตัวก็แนะนำให้ลงทุนกับ Beoplay E8 Gen 3 ตัวนี้ได้เลย

สเปคของ B&O Beoplay E8 Gen 3
  • หูฟังดีไซน์ In Ear ไดรเวอร์อีเล็คโทรไดนามิคขนาด 5.7 มม. รองรับ Codec อย่าง AAC, SBC, aptX
  • เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.1 กันน้ำระดับ IP54
  • Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz
  • ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 7 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสได้อีกรวม 35 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C หรือชาร์จไร้สายก็ได้
  • ราคา 12,900 บาท (Munkong Gadget)

สรุปสเปคหูฟังไอโฟนไร้สาย 6 รุ่นน่าใช้ ฟังเพลงเพลิน

สำหรับคนที่อ่านฟีเจอร์เด่นของหูฟังไอโฟนที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ทั้ง 6 รุ่นแล้ว จะเห็นว่าหูฟังแต่ละรุ่นจะมีฟีเจอร์และราคาแตกต่างกันไป ซึ่งถ้าสรุปสเปคโดยหลักๆ แล้วจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟังไอโฟน ดีไซน์และ
ไดรเวอร์
Frequency response การเชื่อมต่อ ระยะเวลาใช้งานและ
การชาร์จ
ราคา
Soundpeats Air3 ดีไซน์ Earbuds

ไดรเวอร์ขนาด 14.2 มม.

รองรับ Codec ได้แก่ SBC, aptX, aptX Adaptive

20-20,000 Hz Bluetooth 5.2

รองรับโปรไฟล์ HSP, HFP, A2DP, AVRCP

ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง

ชาร์จในเคสได้อีก 2 รอบ

ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C

1,599 บาท
Edifier TWS200 Plus ดีไซน์ Earbuds

ไดรเวอร์ขนาด 13 มม.

รองรับ Codec ได้แก่ SBC, aptX, aptX Adaptive

20-20,000 Hz Bluetooth 5.2 ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง

ชาร์จในเคสได้อีกรวม 18 ชั่วโมง

ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C

1,990 บาท
Jabra Elite 3 ดีไซน์ Earbuds

ไดรเวอร์ขนาด 6 มม.

รองรับ Codec ได้แก่ SBC, aptX

20-20,000 Hz Bluetooth 5.2

รองรับ Codec A2DP, AVRCP, HFP, HSP

ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 7 ชั่วโมง

ชาร์จในเคสได้อีกรวม 28 ชั่วโมง

ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C

2,990 บาท
Fender Tour ดีไซน์ Earbuds

ไดรเวอร์ Dynamic ขนาด 7 มม.

รองรับ Codec ได้แก่ AAC, SBC, aptX

20-20,000 Hz Bluetooth 5.0 ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง

ชาร์จในเคสได้อีกรวม 22 ชั่วโมง

ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C

3,690 บาท
Sony WF-1000XM3 ดีไซน์ Earbuds

ไดรเวอร์ Dynamic ขนาด 6 มม.

รองรับ Codec ได้แก่ AAC, SBC

20-20,000 Hz Bluetooth 5.0 ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 8 ชั่วโมง

ชาร์จในเคสได้อีกรวม 24 ชั่วโมง

ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C

5,990 บาท
B&O Beoplay E8 Gen 3  ดีไซน์ In Ear

ไดรเวอร์อีเล็คโทรไดนามิคขนาด 5.7 มม.

รองรับ Codec ได้แก่ AAC, SBC, aptX

20-20,000 Hz Bluetooth 5.1 ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 7 ชั่วโมง

ชาร์จในเคสได้อีกรวม 35 ชั่วโมง

ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C หรือชาร์จไร้สาย

12,900 บาท

สุดท้ายสำหรับการเลือกหูฟังไอโฟนเอาไว้ฟังเพลงหรือใช้ติดต่องานสักรุ่นนั้น ส่วนตัวผู้เขียนอยากชี้ให้เห็นว่าถ้าดูแค่สเปคอย่างเดียว จะเห็นว่าสเปคก็ไม่หนีกันมากนัก แต่ในเมื่อหูฟังเป็น Gadget ที่ต้องไปลองฟังเสียงเพลงด้วยตัวเองก่อนซื้อ ว่าเราชอบแนวเสียงของหูฟังรุ่นนั้นๆ หรือเปล่า เพราะไม่อย่างนั้นซื้อมาแบบไม่ได้ลอง พอฟังไปสักพักก็อาจจะรู้สึกไม่ถูกใจ ฟังเพลงไม่สนุกดูหนังไม่สุขเหมือนเดิมจนต้องขายแล้วหาซื้อหูฟังอันใหม่มาลองไปเรื่อยๆ ก็ได้

ทางที่ดีที่ผู้เขียนแนะนำ คือถ้าหาร้านหรือมีเพื่อนที่ใช้หูฟังรุ่นที่เราสนใจอยู่ ก็แนะนำให้ไปขอยืมแล้วลองฟังเพลงที่เราฟังเป็นประจำสัก 2-3 เพลง เพื่อทดลองฟังเสียงดูว่าหูฟังรุ่นที่สนใจได้เสียงเพลงแบบที่เราชอบหรือเปล่า ซึ่งถ้าเสียงเป็นแนวแบบที่ชอบและฟังแล้วถูกใจค่อยซื้อก็ได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

iphone usb cover

ipadcover

usb plug cover new

from:https://notebookspec.com/web/616475-6-iphone-true-wireless-earphone

NEW!! JBL WAVE 100 TWS หูฟัง TRUE WIRELESS IN-EAR ดีไซน์ทันสมัย น้ำหนักเบา ขนาดกระทัดรัดพกพาง่าย

มอบประสบการณ์การฟังเพลงแบบต่อเนื่องไม่มีสะดุดกับ JBL WAVE 100 TWS หูฟังบลูทูธแบบไร้สาย น้ำหนักเบา ขนาดกระทัดรัดพกพาง่าย สวมใส่สบาย ใส่ได้ตลอดทั้งวัน 

ด้วยดีไซน์ใหม่มาพร้อม Magnet Case ทำให้ตัวหูฟังไม่หล่นออกจาก Case แม้ไม่มีฝาปิด ให้เสียงชัด เบสหนัก คุณภาพเสียง Deep Bass Sound เอกลักษณ์เฉพาะของ JBL สามารถฟังเพลง หรือคุยโทรศัพท์ได้อย่างต่อเนื่อง สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 20 ชั่วโมง ใช้งานสูงสุด 5 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และ Case Charging สามารถเก็บแบตเตอรี่ได้ 15 ชั่วโมง

ดีไซน์ทันสมัย การันตีด้วยรางวัล Reddot Award 2021 มอบประสบการณ์การฟังเพลงเสมือนอยู่ในคอนเสิร์ต มาพร้อมเสียงเบสทรงพลัง ด้วยระบบ Dual Connect สามารถทำงานแยกข้างได้อย่างอิสระ ทำให้สามารถฟังเพลง หรือคุยโทรศัพท์ได้โดยไม่สะดุด และยังสามารถเก็บข้างที่ไม่ใช้เพื่อชาร์จแบตในระหว่างใช้งานได้อีกด้วย ควบคุมการใช้งานได้ง่าย ๆ เพียงแค่สัมผัสที่ตัวหูฟัง มีสีให้เลือกถึง  4  สี ได้แก่ Ivory, Black, Blue, Purple

พิเศษราคาเปิดตัว  2,590.-  จากราคาปกติ 3,990.-  

เฉพาะวันที่ 8 สิงหาคมนี้ ที่ Lazada ที่เดียวเท่านั้น!!

JBL

FEATURES

  • หูฟังแบบ In-Ear ดีไซน์ใหม่ หยิบใช้ง่าย ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สะดวกในการพกพา
  • Magnet Case ไม่ต้องกลัวหูฟังหล่นออกจากเคส
  • คุณภาพเสียง Deep Bass Sound เอกลักษณ์เฉพาะของ JBL
  • เชื่อมต่อได้เสถียรมากขึ้นด้วย Bluetooth  5.0
  • ฟังก์ชั่นการโทรแบบไร้สาย Hands-free calls สามารถสั่งการผ่านระบบ Google Assistant
  • ระบบ Dual Connect  ตัวหูฟังสามารถทำงานแยกข้างซ้ายขวาได้อย่างอิสระ
  • ใช้งานได้นานสูงสุด  20  ชั่วโมง (สามารถใช้งานต่อเนื่องสูงสุด   5  ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
    และ Case Charging สามารถเก็บแบตเตอรี่ได้  15   ชั่วโมง)
  • Fast Charge เพียง 2 ชั่วโมง ด้วย USB Type-C
  • มีให้เลือก  4  สี ได้แก่ Ivory, Black, Blue, Purple

มีขายเฉพาะที่ LAZADA และ Store.mahajak.com
Shop Now Lazada : https://bit.ly/3xnjjqR
Store.mahajak : http://www.mahajak.com/th/wave100tws.html

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด

Line Mahajak Store : @mahajakstore

Facebook : MahajakLife

IG : Mahajak Life

Tel: 02-256-0020 Ext: 382 หรือ www.mahajak.com

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/jbl-wave-100-tws/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=jbl-wave-100-tws

รวบตึง 4 เช็คลิสต์ “หูฟังไร้สาย” สวมใส่สบาย แต่คุณภาพเสียงระดับ Hi-Res

ไหนขอทายก่อนเลยว่านอกจากสมาร์ทโฟนแล้ว ปีนี้แกดเจ็ตที่หลายคนปักไว้ในลิสต์เป็นลำดับถัดมาคือ “หูฟัง” สักชิ้นที่จะเอามาใช้คู่กัน บางคนก็คงกดเพิ่มไว้ในรถเข็นรอลดราคากันบ้างแล้ว แต่บอกเลยว่าถ้าทายถูกต้องขอบคุณ Counterpoint Research ที่คาดการณ์ไว้แล้วว่าในปี 2021 นี้ยอดการจัดส่งหูฟังไร้สาย หรือ TWS ทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 33 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (ซึ่งปีที่แล้วยอดก็โตถึง 78 เปอร์เซ็นต์!)

โดยเขาบอกว่ายอดจัดส่งทั่วโลกจะอยู่ที่ราว 310 ล้านชิ้น นี่ทำให้การแข่งขันในตลาดหูฟังไร้สายเข้มข้นและร้อนแรงมากขึ้นทุกที ทุกค่ายก็จัดเต็มปล่อยโปรดักต์ใหม่ๆ ออกมาจนทำให้ทุกวันนี้เราสามารถหาซื้อหูฟังไร้สายคุณภาพดีๆ ได้ในราคาสมเหตุสมผลกันแล้ว เอาละ เชื่อว่าต้องมีหลายคนที่เล็งจะเป็นเจ้าของหูฟัง 1 ใน 310 ล้านชิ้นที่จะขายออกปีนี้ เราเลยมีเช็คลิสต์คุณสมบัติหูฟังไร้สายที่สวมใส่สบายแต่เสียงดีจัดๆ มาแนะนำให้พิจารณากันก่อน

ลองดูดีไซน์แบบ Open-Fit ให้สวมใส่สบาย น้ำหนักเบา ออกแบบตามหลักการยศาสตร์

HUAWEI FreeBuds 4

ประการแรกที่เราต้องตัดสินใจคงหนีไม่พ้นว่าถนัดใส่หูฟังแบบอินเอียร์ที่มีจุกซิลิโคนมาให้ หรือแบบ Open-Fit ที่เน้นความสบายในการสวมใส่ ซึ่งถ้าใครที่ใช้หูฟังบ่อย บอกเลยว่าเลือกแบบ Open-Fit ไว้ก่อนจะดีกว่า เพราะสวมใส่เบาสบายหูตลอดวัน และยังได้ยินสัญญาณแจ้งเตือนสำคัญรอบตัว

นอกจากนี้ การออกแบบตามหลักการยศาสตร์โดยคำนึงถึงประสบการณ์ผู้ใช้ ถือว่าสำคัญมากจริงๆ ในการออกแบบหูฟังสักชิ้น เพราะแน่นอนว่าเราแต่ละคนมีลักษณะใบหูไม่เหมือนกัน ลักษณะการสวมใส่ก็ต่างกัน แถมหูฟังแบบ Open-Fit ไม่มีจุกซิลิโคนที่จะมารับกับสรีระใบหู ดังนั้น การออกแบบจึงต้องอาศัยทีมวิจัยและพัฒนาที่ค้นคว้าอย่างเข้มข้น

ยกตัวอย่างการออกแบบ HUAWEI FreeBuds 4 ทีมวิจัยและพัฒนาต้องรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้จริงในจีนกว่า 10,000 รายที่อายุ เพศ และน้ำหนักส่วนสูงแตกต่างกัน มาวิเคราะห์เพื่อหาจุดร่วมจุดต่าง เพื่อให้ได้ดีไซน์ของหูฟังที่ universal สำหรับผู้ใช้ทุกกลุ่มให้ได้มากที่สุด เป็นไปตามหลักการยศาสตร์ ทำให้ได้หูฟังที่ลดแรงกดบริเวณหูชั้นนอกได้ เพราะปรับองศาให้จุดศูนย์ถ่วงเอียงเข้าด้านในหูไว้แล้ว แถมน้ำหนักเบาเพียงข้างละ 4.1 กรัม ดังนั้นจึงยังสวมใส่กระชับสบายหู แม้ต้องใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน

ลองดูความสามารถการตัดเสียงรบกวนรอบข้าง เพราะต่อให้เป็นหูฟัง Open-Fit สมัยนี้ก็ทำได้แล้ว 

ปัญหาโลกแตกของคนชอบหูฟังที่เสียงแบบ immersive เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของดนตรีโดยปราศจากเสียงรบกวนภายนอก แต่ใส่หูฟังอินเอียร์นานๆ ก็อึดอัด จะเลือกแบบครอบหูก็พกไม่สะดวกนัก นั่นทำให้หัวเว่ยคิดค้นเทคโนโลยีที่เรียกว่า AEM หรือ “Adaptive Ear Matching” ร่วมกับเทคโนโลยี ANC 2.0 มาใช้ในหูฟังแบบ Open-Fit ที่สวมใส่สบาย โดยจะสามารถวิเคราะห์ลักษณะใบหูและลักษณะการสวมใส่หูฟังของผู้ใช้ได้ แล้วปรับจูนการตัดเสียงรบกวนให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคนโดยอัตโนมัติ 

เทคโนโลยีนี้ได้นำมาใช้กับฟังรุ่นล่าสุดของหัวเว่ยอย่าง HUAWEI FreeBuds 4 เป็นรุ่นแรก ทำให้ตัดเสียงรบกวนได้สูงสุด 25 เดซิเบล แม้จะไม่ใช่อินเอียร์ก็ตาม โดยการตัดเสียงรบกวนในระดับนี้จะทำให้ไม่ได้ยินเสียงแอร์ เสียงพัดลม หรือเสียงพูดคุยแบบห่างๆ ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะจบปัญหาโลกแตกของคนที่ต้องการหูฟังตัดเสียงรบกวน แต่ไม่ชอบหูฟังแบบอินเอียร์

ลองดูขนาดไดรเวอร์และวัสดุที่เลือกใช้ในส่วนประกอบหูฟัง

ใครที่ไม่ใช่สายเทคจ๋าๆ อาจจะงงว่าไดรเวอร์คืออะไร แต่ถ้าใครที่พอจะเคยอ่านรีวิวหูฟังหลายๆ แบรนด์มาแล้วคงคุ้นเคยพอสมควร เพราะไดรเวอร์คือตัวขับเสียงสำคัญที่จะตัดสินว่าหูฟังจะให้เสียงที่หนักแน่นทรงพลังได้มากน้อยเท่าใด ไดรเวอร์ขับเสียงในระดับที่แนะนำคือควรจะมีขนาด 10 มิลลิเมตรเป็นอย่างน้อย และถ้าต้องการเสียงเบสที่หนักแน่นทรงพลังขึ้นไปอีกระดับ ก็แนะนำไดรเวอร์ขนาด 14 มิลลิเมตรขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นขนาดใหญ่สำหรับหูฟัง TWS 

นอกจากนี้ อีกประเด็นสำคัญซึ่งเป็นที่ขบคิดของแบรนด์ต่างๆ ก็คือวัสดุที่จะเลือกใช้ในไดอะแฟรม (Diaphragm) ซึ่งโดยธรรมชาติควรใช้วัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อมอบประสบการณ์เสียงที่เต็มคุณภาพ สำหรับรุ่นล่าสุดอย่าง HUAWEI FreeBuds 4 ทีมวิจัยและพัฒนาของหัวเว่ยเลือกใช้ไดอะแฟรมที่มีส่วนประกอบของพอลิเมอร์ผลึกเหลว (LCP) ซึ่งมีความยืดหยุ่นและทนทานสูง รวมถึงรองรับการตอบสนองย่านความถี่สูงสุด 40 kHz

สุดท้ายสำคัญมาก ดูให้ดีว่าเสียงต้องไม่ดีเลย์ หรือถ้าจับคู่กับทั้งสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อปได้พร้อมกัน 2 เครื่องได้ก็ยิ่งดี

อีกหนึ่งความท้าทายของหูฟังไร้สายคือใช้แล้วภาพและเสียงต้องไปด้วยกัน แม้ว่าแวดวงหูฟังไร้สายเราพัฒนามาไกลแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ดีก่อนเลือกซื้อหูฟังสักชิ้น เพราะถ้าลงทุนซื้อของแพงไปแต่เอามาใส่เล่นเกมหรือดูซีรีส์ แล้วภาพกับเสียงเหลื่อมกันเกินรับได้นี่ก็เสียอรรถรสอีก หัวเว่ยคำนึงถึงจุดนี้ดีจึงมีโหมด Low Latency มาให้ ซึ่งจะทำให้ค่าความหน่วงต่ำกว่า 150 มิลลิวินาที หรือแทบไม่ดีเลย์เลยนั่นเอง

ดังนั้น ก่อนเลือกหูฟังอาจต้องลองดูสเปกกันให้ละเอียดว่าค่าความหน่วงของหูฟังอยู่ที่เท่าไหร่ เพื่อสร้างอรรถรสของเราเอง นอกจากนี้ ถ้าหูฟังเชื่อมต่อกับสมาร์ทดีไวซ์ได้มากกว่า 1 อุปกรณ์ในเวลาเดียวกัน เช่น ต่อไว้กับแล็ปท็อปและสมาร์ทโฟนในเวลาเดียวกัน จะทำให้เราไม่ต้องคอยกดสลับอุปกรณ์ให้วุ่นวาย ถ้าเกิดว่านั่งดูคอนเทนต์บันเทิงหรือประชุมอยู่ แล้วมีสายเรียกเข้า หูฟังอย่าง HUAWEI FreeBuds 4 รวมถึงแกดเจ็ตรุ่นล่าสุดอีกหลายชิ้นของหัวเว่ยก็จะสามารถรู้ได้เองว่าจะต้องสลับมารับเสียงจากอุปกรณ์ชิ้นไหนก่อน ข้อนี้จะทำให้เข้าใจได้เลยว่าการมีเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้ไร้รอยต่อนั้นสะดวกสบายแค่ไหน

เล่ามาถึงตรงนี้หวังว่าเช็คลิสต์จะตรงใจกับหูฟังที่หลายคนเลือกไว้ แต่ถ้าหากไม่ตรงเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน หรือหากใครสนใจหูฟัง HUAWEI FreeBuds 4 สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้แล้ววันนี้ที่ HUAWEI Online Store

ข้อมูลอ้างอิง Counterpoint Research https://www.counterpointresearch.com/global-tws-market-2021/

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/tough-4-checklist-wireless-headphones-comfortable-to-wear-but-hi-res-sound-quality/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tough-4-checklist-wireless-headphones-comfortable-to-wear-but-hi-res-sound-quality

เจาะลึกเทคโนโลยีสุดล้ำ “AEM” ก้าวใหม่ของนวัตกรรมตัดเสียงสำหรับหูฟังสไตล์ Open-fit

เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนภายนอก หรือ “Noise Cancellation” ในหูฟัง ถือเป็นฟีเจอร์สำคัญที่วงการเครื่องเสียงและแกดเจ็ตไอทีทั้งหลายใช้เป็นจุดขายมาเนิ่นนานหลายปี อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีตัดเสียงดังกล่าวยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มหูฟังในรูปแบบแบบอินเอียร์ (In-ear) แบบแนบหู (On-ear) และแบบครอบหู (Over-ear) เท่านั้น

เนื่องจากการดีไซน์หูฟังประเภทนี้ช่วยกันเสียงจากภายนอกได้ตั้งแต่วิธีการสวมใส่อยู่แล้ว ขณะเดียวกันหูฟังขนาดเล็กซึ่งเน้นให้สวมใส่สบายหูแบบ “Open-fit” ที่มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนนั้นกลับหาได้ยากมากในตลาด อาจเพราะวิธีการสวมใส่ของหูฟังแบบนี้ไม่ได้กระชับกับใบหูขนาดนั้น ทำให้คนเข้าใจว่าการตัดเสียงนั้นอาจจะทำได้ไม่ดีนัก

หรือหากหูฟัง Open-fit รุ่นไหนที่ลงทุนใส่ฟีเจอร์ Noise Cancellation มาให้ก็อาจส่งมอบงานตัดเสียงได้ไม่ได้ดีถึงขั้นที่สายเล่นหูฟังน่าจะพึงพอใจ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอันใกล้มันอาจจะไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไป เพราะการเข้ามาของเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมการตัดเสียงแบบ ANC อาจทำให้เราได้เห็นหูฟัง Open-fit มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนที่คุณภาพสูงเทียบเท่ากับหูฟังสไตล์อื่นในอีกไม่ช้า

HUAWEI Freebuds 4

ยุคบุกเบิกเทคโนโลยีตัดเสียงในหูฟังแบบ Open-fit

อันที่จริงผลิตภัณฑ์หูฟังสไตล์ Open-fit ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ตัดเสียงอัตโนมัติยังถือเป็นของใหม่สำหรับวงการมากๆ เนื่องจากเมื่อ 2 ปีก่อนนี่เองที่แบรนด์ไอทีชั้นนำระดับโลกอย่าง “หัวเว่ย” ได้เปิดตัว HUAWEI FreeBuds 3 ซึ่งถือเป็นหูฟังแบบ Open-fit ที่มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนตัวแรกของโลก โดยเน้นตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการหูฟังที่สวมใส่สบาย แต่ก็ยังอยากใช้ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนภายนอก เพื่อให้ได้ประสบการณ์การฟังเพลงหรือรับฟังความบันเทิงได้อย่างสุนทรีย์พร้อมกันไปด้วย

ทั้งนี้ ทีมวิศวกรของหัวเว่ยได้ออกแบบโหมด Noise Cancellation ในหูฟังแบบ Open-fit ด้วยการตั้งระดับของการปล่อยคลื่นเสียงเพื่อตัดเสียงภายนอกเอาไว้หลายแบบ ซึ่งผู้ใช้งานจำเป็นต้องปรับระดับการตัดเสียงด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้การตัดเสียงสำหรับการใช้งานของแต่ละคนนั้นเหมาะสมที่สุด

เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกอื่นๆ อีกมากที่ส่งผลต่อการตัดเสียง เช่น ลักษณะใบหูของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ความดังเบาของเสียงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ความแน่นหรือหลวมในการใส่หูฟัง เป็นต้น ซึ่งสุดท้ายก็มักจะจบลงด้วยการที่เจ้าของหูฟังต้องมานั่งเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นเมื่ออยู่ในสถานที่ที่เสียงดัง และลดความดังเสียงเมื่อกลับมาอยู่ในสถานที่ปิด

ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับหูฟังแบบอื่นๆ เนื่องจากหูฟังแบบครอบหูหรืออุดหูจะช่วยกันเสียงภายนอกได้ระดับหนึ่งอยู่แล้ว แค่ตั้งระดับการตัดเสียงไว้เพียงแบบเดียวก็สามารถส่งมอบประสบการณ์การตัดเสียงรบกวนที่มีคุณภาพได้ดีพอแล้ว (แต่ก็ยังต้องแลกมาด้วยความอึดอัดเวลาสวมใส่) 

ความท้าทายของหูฟังแบบ Open-fit จึงเป็นเรื่องการพัฒนาหูฟังให้ทั้งใส่สบายและสามารถตัดเสียงได้ดีโดยไม่ยุ่งยากกับผู้ใช้งานเกินไป ข่าวดีก็คือเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดชื่อว่า “AEM” อาจจะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้

“AEM” เทคโนโลยีใหม่ที่จะมาปฏิวัติระบบตัดเสียงในหูฟังแบบใส่สบาย

เทคโนโลยี AEM มีชื่อเต็มว่า “Adaptive Ear Matching” คือ เทคโนโลยีที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยเสริมฟีเจอร์ตัดเสียงแบบ ANC (Active Noise Cancellation) ให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น หน้าที่คร่าวๆ ของ AEM คือการปรับระดับการตัดเสียงเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะใบหูและวิธีการสวมใส่ของผู้ใช้งานที่สุดโดยอัตโนมัติ ยกระดับคุณภาพงานตัดเสียงรบกวนบนหูฟังแบบ Open-fit ให้ดีจนแทบไม่ต่างจากหูฟังครอบหูระดับ Hi-Fi 

โดยหลักการทำงานพื้นฐานของ AEM คือตัวหูฟังจะปล่อยคลื่นเสียงเข้าไปในหูของผู้ใช้ก่อน หลังจากนั้นคลื่นเสียงดังกล่าวจะสะท้อนกลับเข้ามาสู่ไมโครโฟนในหูฟัง เพื่อให้ AI วิเคราะห์ลักษณะใบหูของเจ้าของว่ามีใบหูขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ รวมถึงวิเคราะห์ว่าผู้ใช้กำลังสวมใส่หูฟังกระชับแค่ไหน

จากนั้นตัวหูฟังจะปรับระดับเสียงเอฟเฟกต์สำหรับการตัดเสียงรบกวน (EQ) ให้เหมาะกับผู้ใช้งานคนนั้นตามสถานการณ์ขณะนั้น นั่นหมายความว่าหูฟังที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ AEM จะมีฟีเจอร์ Noise Cancellation ที่ได้รับการออกแบบให้เข้ากับผู้ใช้งานแต่ละคนโดยเฉพาะ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการส่งมอบคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งานรายนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่มีเสียงรบกวนแค่ไหนและมีลักษณะทางกายภาพหรือพฤติกรรมการใช้งานหูฟังอย่างไร ที่สำคัญยังช่วยตัดรำคาญเรื่องที่เจ้าของหูฟังต้องมานั่งปรับระดับเสียงใหม่ในทุกครั้งที่หยิบหูฟังขึ้นมาใช้ด้วย

ทำความรู้จักหูฟังน้องใหม่ “HUAWEI FreeBuds 4” ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ตัดเสียงปฏิวัติวงการ “AEM”

สำหรับหูฟังแบบ Open-fit ตัวล่าสุดที่จะมาพร้อมกับเทคโนโลยี AEM ที่ว่านี้ก็คือ “HUAWEI FreeBuds 4” หูฟังไร้สาย สไตล์ Open-fit ซึ่งตัวหูฟังจะมาพร้อมกับฟีเจอร์เด่นอื่นๆ ที่จะช่วยดึงศักยภาพของเทคโนโลยี AEM ออกมาได้อย่างเต็มที่ ฟีเจอร์แรกคือระบบตัดเสียง ANC รุ่น 2.0 ที่ได้รับการอัปเกรดให้ส่งมอบงานตัดเสียงรบกวนได้ดีขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยสามารถตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้สูงสุด 25 เดซิเบล โดยสามารถเปิดปิด ANC ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส เพียงแตะค้างที่ก้านหูฟังข้างใดข้างหนึ่ง

HUAWEI FreeBuds 4 ยังมาพร้อมไดรเวอร์ขับเสียงขนาดใหญ่ 14.3 มิลลิเมตร ที่รองรับช่วงเสียงได้สูงถึง 40kHz ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการใช้ควบคู่กับเทคโนโลยี AEM เพราะไดรเวอร์ขับเสียงขนาดใหญ่จะช่วยให้ได้เสียงดนตรีที่หนักแน่นคมชัดยิ่งขึ้น ส่งผลให้ตัวหูฟังสามารถส่งมอบประสบการณ์ตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ดีขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้แบตเตอรี่ของหูฟัง HUAWEI FreeBuds 4 ยังรองรับการใช้งานได้นานถึง 22 ชั่วโมง (พร้อมเคส) และใช้เวลาชาร์จเพียง 15 นาทีก็สามารถนำหูฟังไปใช้ได้นานถึงสองชั่วโมงครึ่ง ถือว่าเป็นโบนัสสำหรับสายเล่นหูฟังที่ไม่อยากเสียเวลารอชาร์จไฟแบบนานจนหลับ

ส่วนใครที่อยากลองนวัตกรรมตัดเสียงรบกวนแบบใหม่บนหูฟังแบบ Open-fit สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหูฟัง HUAWEI FreeBuds 4 ได้ที่นี่ หรือสั่งซื้อได้ที่ HUAWEI Online Store

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/insight-into-the-most-advanced-technology-aem/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=insight-into-the-most-advanced-technology-aem

BANG & OLUFSEN เผยโฉม BEOPLAY EQ สดับเสียงแห่งความเงียบ

Bang & Olufsen ขอเสนอ Beoplay EQ หูฟัง True Wireless รุ่นแรกที่มาพร้อมเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบ Adaptive Active Noise Cancellation ที่ช่วยกำจัดเสียงรบกวนโดยรอบออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้คุณดื่มด่ำกับคุณภาพเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Bang & Olufsen ได้อย่างเต็มอิ่ม

หูฟังสุดหรูรุ่นนี้รังสรรค์มาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ความสบายและความทนทาน ตลอดจนเสียงสนทนาที่คมชัดเหนือกว่าใครจากเทคโนโลยี Beamforming ที่วิเคราะห์และจับเสียงสนทนาได้อย่างแม่นยำ

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำงานจากที่บ้าน เดินทางไปทำงาน หรือท่องเที่ยวพักผ่อน Beoplay EQ จะเป็นเพื่อนคู่หูที่คุณพกพาไปได้ทุกที่ โดยไม่ต้องกังวลกับเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเลย

BeoPlay EQ

“ตอนเราสร้าง Beoplay EQ เราตั้งปณิธานว่าจะมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าพวกเขาจะนำไปใช้งานระหว่างเดินทาง ทำธุรกิจ หรือพักผ่อนหย่อนใจก็ตาม เราจึงออกแบบหูฟังให้รับกับสรีระเพื่อความสบายในการใช้งานและให้เสียงคมชัดทรงพลัง ตอบโจทย์ของคนรักงานออกแบบและเสียงเพลงได้เป็นอย่างดี

และด้วยตลับชาร์จอลูมิเนียมแข็งแรงทนทานและเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบ Adaptive Active Noise Cancellation Beoplay EQ จึงปฏิวัติประสบการณ์ในการฟังได้ทุกที่ทุกเวลาครับ” Christoffer Poulsen รองประธานอาวุโสฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ของ Bang & Olufsen กล่าว

คุณภาพเสียงและเทคโนโลยี ANC ชั้นเลิศ

เพื่อประสิทธิภาพสุดสุดในการตัดเสียงรบกวน Bang&Olufsen เลือกใช้เทคโนโลยี Adaptive ANC ที่ผสานการตัดเสียงรบกวนแบบ Active Noise Cancellation เข้ากับการออกแบบหูฟังที่ตัดเสียงแบบ Passive อันยอดเยี่ยม ทำให้สกัดกั้นเสียงรบกวนจากภายนอกได้อย่างเหนือชั้น 

นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบชิป ANC DSP และไมโครโฟน 6 ตัว ที่ช่วยปรับระดับ ANC โดยอัตโนมัติ เพื่อประสบการณ์ด้านคุณภาพเสียงที่ราบรื่นไร้ที่ติ อีกทั้งไมโครโฟนเหล่านี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี Directional Beamforming ที่จับทิศทางของเสียงพูด แล้วทำให้คมชัดขึ้น ในขณะที่ตัดเสียงรบกวนรอบข้างออก ส่งผลให้การสนทนาชัดเจนยิ่งขึ้น

Beoplay EQ ผ่านการปรับและออกแบบโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงของ Bang & Olufsen จึงมอบประสบการณ์การรับฟังที่เพลิดเพลินและเต็มอิ่มอย่างแท้จริง ผู้ใช้งานสามารถท่องไปกับเสียงดนตรีได้นานสูงสุด 20 ชั่วโมง รวมเวลาใช้งานจากการชาร์จในตลับ และใช้งานได้ 6.5 ชั่วโมงเมื่อเปิดใช้งาน ANC ด้วยฟีเจอร์ชาร์จเร็วของ Bang & Olufsen หูฟัง Beoplay EQ สามารถชาร์จเร็วเพียง 20 นาที และสามารถเล่นเพลงได้นานถึง 2 ชั่วโมง

ดีไซน์หรูหรา

หูฟังมีให้เลือกสองสี ได้แก่ Black Anthracite และ Sand Gold Tone ซึ่งหูฟัง Beoplay EQ ทั้งสองสีมีความสวยหรู ทว่าใช้งานได้จริง เหมาะกับสรีระและสวมใส่สบาย เนื่องจากรูปทรงมีขนาดเล็กและออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ อีกทั้งยังกันเหงื่อและกันน้ำ

โดยมาพร้อมกับปลอกหุ้มหูฟังหลายขนาดที่สามารถถอดเปลี่ยนและเลือกให้เหมาะสมกับหูของผู้สวมใส่ จึงตอบโจทย์สำหรับคนที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา และสวมหูฟังนาน ๆ อีกทั้งตลับชาร์จไร้สายผ่านยังผ่ายการรับรองมาตรฐาน Qi ผลิตจากอลูมิเนียมเกรดที่ใช้กับอากาศยาน มอบความหรูหราและความทนทานให้กับผลิตภัณฑ์ ตัวตลับออกแบบมาให้มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้พกใส่กระเป๋าไปได้ทุกที่

เชื่อมต่อไม่มีสะดุด

สเปคทางเทคนิคอันยอดเยี่ยมของ Beoplay EQ มอบประสบการณ์แบบไร้สายที่ราบรื่นไม่มีสะดุดด้วยเทคโนโลยี aptX Adaptive, Bluetooth 5.2 ใหม่ล่าสุดและมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่น IP54 การตั้งค่าก็ง่ายดาย ไม่ว่าจะบนอุปกรณ์ Android และ Apple  เนื่องจากมีใบอนุญาต Microsoft Swift Pair และ Made for iPhone ในตัว

ราคาและสถานที่จัดจำหน่าย

Beoplay EQ ราคาขายปลีกที่แนะนำ 15,900 บาท จะวางจำหน่ายในร้าน Bang & Olufsen เกสรวิลเลจ, Crystal Veranda, BeTrend Paragon และ ร้านค้าปลีกที่ได้รับอนุญาต Dotlife, Studio7, iStudio by Copperwired, iStudio by SPVI, iBeat by Copperwired, MunkongGadget, Beyond d Box, Power Buy, Power Mall, Banana IT, Discovery Retail/ Digital Lab, Bb Move, AV Value 

และร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการ Mercular.com, 425 Degree, His.in.th, Central Online, JD.co.th, Lazada, Shopee และ Gadgetthai.net และร้านค้าปลีกอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตตั้งแต่วันนี้ 30 กรกฎาคม 2564 

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดตามเราผ่านทาง @bangolufsen บน Instagram, Facebook, Twitter และ YouTube โดยใช้แฮชแท็ก #BeoplayEQ

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/bang-olufsen-unveils-beoplay-eq-listening-to-the-sound-of-silence/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=bang-olufsen-unveils-beoplay-eq-listening-to-the-sound-of-silence

5 ความโดดเด่นของ FreeBuds 4 หูฟังไร้สายที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ปี 2021

HUAWEI FreeBuds 4

HUAWEI FreeBuds 4 หูฟังไร้สายใหม่ล่าสุดจากหัวเว่ย

แรงไม่หยุดหลังเปิดตัวกับ HUAWEI FreeBuds 4 หูฟังไร้สายใหม่ล่าสุดจากหัวเว่ยที่ประกาศวางจำหน่ายในประเทศไทยไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยมาในดีไซน์แบบ Open-Fit ชูความโดดเด่นด้านคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res ตอบสนองต่อย่านความถี่สูงสุด 40 kHz แถมยังมากับเทคโนโลยี Open-Fit ANC 2.0 ลดเสียงรบกวนรอบข้างได้สูงสุด 25 เดซิเบล แถมยังน้ำหนักเบาเพียงข้างละ 4.1 กรัม สวมใส่สบาย พกพาสะดวก แต่แน่นอนว่าคุณสมบัติยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะหัวเว่ยเขาจัดให้แบบไม่มีกั๊ก มาดูกันดีกว่าว่าไฮไลต์ทั้งด้านดีไซน์และความอัจฉริยะที่มัดรวมอยู่ในเจ้าหูฟังขนาดกะทัดรัดถนัดมือตัวใหม่ล่าสุดนี้จะมีอะไรให้น่าตื่นเต้นอีกบ้าง!

2 HUAWEI FreeBuds 4 Silver

1. ปลดล็อกสกินหูทองคำกับไดนามิกไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 14.3 มิลลิเมตร: มอบคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res เก็บรายละเอียดเสียงระดับมืออาชีพ เพราะใช้ไดนามิกไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 14.3 มม. ซึ่งใช้ไดอะแฟรมที่มีส่วนประกอบของพอลิเมอร์ผลึกเหลว (LCP) ซึ่งวิจัยมาแล้วว่าจะมอบคุณภาพเสียงที่ชัดใส และตอบสนองต่อย่านความถี่ได้สูงสุด 40 kHz เหมาะกับยุคแห่งการสตรีมเพลงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น HUAWEI Music, JOOX, Spotify, YouTube Music ศิลปินทำเพลงออกมาคุณภาพอย่างไร เราก็จะได้ดื่มด่ำกับความสุนทรีย์เช่นนั้นโดยที่ไม่สูญเสียรายละเอียดเสียงส่วนใหญ่ไป อินกับเพลงดังจากหนัง-ซีรีส์ได้แบบเต็มอรรถรส

2. ตัดเสียงรบกวนอัจฉริยะ คุยสายชัดใส บันทึกเสียงคุณภาพระดับ HD: ระบบไมโครโฟนประกอบไปด้วยไมโครโฟน 3 ตัวที่ทำหน้าที่รับเสียงระหว่างใช้งานโทรศัพท์ โดยไมโครโฟน 2 ตัวมีระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้าง Open-Fit ANC 2.0 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีชั้นนำของแวดวงอุตสาหกรรม ลดเสียงรบกวนรอบข้างได้สูงสุด 25 เดซิเบล ขณะเดียวกันไมโครโฟนที่มากับหูฟังก็สามารถบันทึกเสียงได้ที่ความละเอียดสูงสุด 48 kHz และคุยสายได้ที่ความละเอียดสูงสุด 32 kHz เหมาะกับยุคแห่งการปรับตัวไปกับไลฟ์สไตล์แบบ New Normal หูฟังต้องพร้อมใช้งานทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะทำงานที่บ้าน เรียนออนไลน์ หรือทำงานที่ต้องสื่อสารอยู่ตลอดเวลา หยิบปุ๊บต้องเชื่อมปั๊บ และที่สำคัญต้องใช้งานได้ดีไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด ดังนั้นไมโครโฟนที่สามารถตัดเสียงรบกวนรอบข้างและการันตีคุณภาพเสียงในการคุยสายได้นั้นจึงเป็นตัวช่วยที่ขาดไปไม่ได้

3. กระชับ สบายหู เพราะผ่านการทดสอบกับหูตัวอย่างมากกว่า 10,000 ตัวอย่าง: กว่าจะออกสู่ตลาด ผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างละเอียดจากห้องแล็บของหัวเว่ย เพื่อหาดีไซน์ที่เป็นไปตามหลัก
การยศาสตร์ และต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า หูฟังต้องมีขนาดและลักษณะแบบใด ผู้ใช้นับล้านทั่วโลกที่มีลักษณะใบหูแตกต่างกันจึงจะสวมใส่สบายได้เหมือนๆ กัน นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบแรงกดบริเวณหูชั้นนอกถึง 8 จุด และปรับองศาให้จุดศูนย์ถ่วงเอียงเข้าด้านในหู ในที่สุดจึงได้เป็นดีไซน์ที่สวมใส่แล้วรู้สึกกระชับ สบายหู แถมน้ำหนักเบาเพียง 4.1 กรัม สามารถสวมใส่ไว้ได้ตลอดวันโดยไม่รู้สึกอึดอัด เหมาะกับชีวิตต้องการความคล่องตัวสูง เคสชาร์จก็มาในดีไซน์กลมจับถนัดมือ พกพาใส่กระเป๋าใบเล็กๆ ได้ให้พร้อมหยิบใช้ทุกเมื่อที่ต้องการ

4. เก็บเธอไว้ได้ทั้งสองคน เพราะหูฟังเราเชื่อมต่อสองอุปกรณ์ได้พร้อมกัน: HUAWEI FreeBuds 4 รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทดีไวซ์ได้พร้อมๆ กัน 2 เครื่อง ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็ปท็อป หรือสมาร์ทวอทช์ โดยรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทดีไวซ์ทุกระบบปฏิบัติการผ่าน Bluetooth 5.2 ไม่ว่าจะเป็น Android, iOS หรือ Windows เช่น หากเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อปไว้พร้อมกัน เมื่อมีสายเรียกเข้าระหว่างกำลังดูหนังดูซีรีส์บนแล็ปท็อป หูฟังก็จะทราบได้เองว่าต้องเปลี่ยนมารับเสียงจากสมาร์ทโฟนโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องสลับการเชื่อมต่อหรือถอดหูฟังออกมารับสายให้วุ่นวาย เรียกได้ว่าใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในปี 2021 นี้ที่เชื่อว่าหลายคนต้องมีสมาร์ทดีไวซ์ในครอบครองมากกว่า 2 ชิ้นขึ้นไป

5. หูฟังไร้สายแล้ว แถมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว: เห็นน้ำหนักเบาอย่างนี้แต่ HUAWEI FreeBuds 4 มาพร้อมแบตเตอรี่ 30 mAh เล่นเพลงและคุยสายได้ต่อเนื่องนานสูงสุด 4 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC และนานสูงสุด 22 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC และใช้ร่วมกับเคสชาร์จที่มีแบตเตอรี่อีก 410 mAh ยามฉุกเฉินแบตเตอรี่ใกล้หมดก็ยังสามารถชาร์จเร็วได้ เพียง 15 นาที จะใช้งานได้ต่ออีก 2.5 ชั่วโมง ในยุคที่อะไรๆ ก็เร่งด่วนไปหมด แน่นอนว่าไม่มีใครอยากมานั่งรอหูฟังชาร์จแบตฯ เป็นเวลาหลายชั่วโมงแน่ๆ

คุณสมบัติอัดแน่น แถมความใส่ใจและการคำนึงถึงผู้ใช้ก็จัดเต็มขนาดนี้ ใครที่กำลังมองหาหูฟังไร้สายคุณภาพเสียงดี ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครอบคลุมทุกสถานการณ์ HUAWEI FreeBuds 4 ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวใหม่ในปี 2021 นี้ แถมมีให้เลือก 2 สี 2 สไตล์ คือ สีเงิน Silver Frost และสีขาว Ceramic White

Preorder NewProduct 3 1

พิเศษสำหรับช่วง Pre-order ระหว่างวันที่ 14 กรกฎาคม 2564 ถึง 22 กรกฎาคม 2564 สามารถเป็นเจ้าของ HUAWEI FrreeBuds 4 ได้ในราคาเพียง 4,499 บาท (จากราคาปกติ 5,999 บาท) พร้อมรับฟรีบริการ HUAWEI Music VIP นาน 3 เดือน รวมมูลค่า 387 บาท เมื่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่หน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่นี่ หรือสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ HUAWEI Online Store , Shopee, Ladaza และ JD Central

from:https://notebookspec.com/web/605322-freebuds-4-truewireless-2021

5 ความโดดเด่นของ HUAWEI FreeBuds 4 หูฟังไร้สายที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ปี 2021

แรงไม่หยุดหลังเปิดตัวกับ HUAWEI FreeBuds 4 หูฟังไร้สายใหม่ล่าสุดจากหัวเว่ยที่ประกาศวางจำหน่ายในประเทศไทยไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยมาในดีไซน์แบบ Open-Fit

ชูความโดดเด่นด้านคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res ตอบสนองต่อย่านความถี่สูงสุด 40 kHz แถมยังมากับเทคโนโลยี Open-Fit ANC 2.0 ลดเสียงรบกวนรอบข้างได้สูงสุด 25 เดซิเบล แถมยังน้ำหนักเบาเพียงข้างละ 4.1 กรัม สวมใส่สบาย พกพาสะดวก

แต่แน่นอนว่าคุณสมบัติของ HUAWEI FreeBuds 4 ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะหัวเว่ยเขาจัดให้แบบไม่มีกั๊ก มาดูกันดีกว่าว่าไฮไลต์ทั้งด้านดีไซน์และความอัจฉริยะที่มัดรวมอยู่ในเจ้าหูฟังขนาดกะทัดรัดถนัดมือตัวใหม่ล่าสุดนี้จะมีอะไรให้น่าตื่นเต้นอีกบ้าง! 

HUAWEI FreeBuds 4

1. ปลดล็อกสกินหูทองคำกับไดนามิกไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 14.3 มิลลิเมตร: HUAWEI FreeBuds 4 มอบคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res เก็บรายละเอียดเสียงระดับมืออาชีพ เพราะใช้ไดนามิกไดรเวอร์ขนาดใหญ่ 14.3 มม. ซึ่งใช้ไดอะแฟรมที่มีส่วนประกอบของพอลิเมอร์ผลึกเหลว (LCP) ซึ่งวิจัยมาแล้วว่าจะมอบคุณภาพเสียงที่ชัดใส และตอบสนองต่อย่านความถี่ได้สูงสุด 40 kHz เหมาะกับยุคแห่งการสตรีมเพลงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น HUAWEI Music, JOOX, Spotify, YouTube Music ศิลปินทำเพลงออกมาคุณภาพอย่างไร เราก็จะได้ดื่มด่ำกับความสุนทรีย์เช่นนั้นโดยที่ไม่สูญเสียรายละเอียดเสียงส่วนใหญ่ไป อินกับเพลงดังจากหนัง-ซีรีส์ได้แบบเต็มอรรถรส

2. ตัดเสียงรบกวนอัจฉริยะ คุยสายชัดใส บันทึกเสียงคุณภาพระดับ HD: ระบบไมโครโฟนของ HUAWEI FreeBuds 4 ประกอบไปด้วยไมโครโฟน 3 ตัวที่ทำหน้าที่รับเสียงระหว่างใช้งานโทรศัพท์ โดยไมโครโฟน 2 ตัวมีระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้าง Open-Fit ANC 2.0 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีชั้นนำของแวดวงอุตสาหกรรม ลดเสียงรบกวนรอบข้างได้สูงสุด 25 เดซิเบล 

ขณะเดียวกันไมโครโฟนที่มากับหูฟังก็สามารถบันทึกเสียงได้ที่ความละเอียดสูงสุด 48 kHz และคุยสายได้ที่ความละเอียดสูงสุด 32 kHz เหมาะกับยุคแห่งการปรับตัวไปกับไลฟ์สไตล์แบบ New Normal หูฟังต้องพร้อมใช้งานทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะทำงานที่บ้าน เรียนออนไลน์ หรือทำงานที่ต้องสื่อสารอยู่ตลอดเวลา หยิบปุ๊บต้องเชื่อมปั๊บ และที่สำคัญต้องใช้งานได้ดีไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด ดังนั้นไมโครโฟนที่สามารถตัดเสียงรบกวนรอบข้างและการันตีคุณภาพเสียงในการคุยสายได้นั้นจึงเป็นตัวช่วยที่ขาดไปไม่ได้

3. กระชับ สบายหู เพราะผ่านการทดสอบกับหูตัวอย่างมากกว่า 10,000 ตัวอย่าง: กว่าจะออกสู่ตลาด HUAWEI FreeBuds 4 ผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างละเอียดจากห้องแล็บของหัวเว่ย เพื่อหาดีไซน์ที่เป็นไปตามหลัก
การยศาสตร์ และต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า หูฟังต้องมีขนาดและลักษณะแบบใด ผู้ใช้นับล้านทั่วโลกที่มีลักษณะใบหูแตกต่างกันจึงจะสวมใส่สบายได้เหมือนๆ กัน

นอกจากนี้ HUAWEI FreeBuds 4 ยังผ่านการทดสอบแรงกดบริเวณหูชั้นนอกถึง 8 จุด และปรับองศาให้จุดศูนย์ถ่วงเอียงเข้าด้านในหู ในที่สุดจึงได้เป็นดีไซน์ที่สวมใส่แล้วรู้สึกกระชับ สบายหู แถมน้ำหนักเบาเพียง 4.1 กรัม สามารถสวมใส่ไว้ได้ตลอดวันโดยไม่รู้สึกอึดอัด เหมาะกับชีวิตต้องการความคล่องตัวสูง เคสชาร์จก็มาในดีไซน์กลมจับถนัดมือ พกพาใส่กระเป๋าใบเล็กๆ ได้ให้พร้อมหยิบใช้ทุกเมื่อที่ต้องการ

4. เก็บเธอไว้ได้ทั้งสองคน เพราะหูฟังเราเชื่อมต่อสองอุปกรณ์ได้พร้อมกัน: HUAWEI FreeBuds 4 รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทดีไวซ์ได้พร้อมๆ กัน 2 เครื่อง ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็ปท็อป หรือสมาร์ทวอทช์ โดยรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทดีไวซ์ทุกระบบปฏิบัติการผ่าน Bluetooth 5.2 ไม่ว่าจะเป็น Android, iOS หรือ Windows เช่น หากเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อปไว้พร้อมกัน เมื่อมีสายเรียกเข้าระหว่างกำลังดูหนังดูซีรีส์บนแล็ปท็อป หูฟังก็จะทราบได้เองว่าต้องเปลี่ยนมารับเสียงจากสมาร์ทโฟนโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องสลับการเชื่อมต่อหรือถอดหูฟังออกมารับสายให้วุ่นวาย เรียกได้ว่าใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในปี 2021 นี้ที่เชื่อว่าหลายคนต้องมีสมาร์ทดีไวซ์ในครอบครองมากกว่า 2 ชิ้นขึ้นไป

5. หูฟังไร้สายแล้ว แถมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว: เห็นน้ำหนักเบาอย่างนี้แต่ HUAWEI FreeBuds 4 มาพร้อมแบตเตอรี่ 30 mAh เล่นเพลงและคุยสายได้ต่อเนื่องนานสูงสุด 4 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC และนานสูงสุด 22 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC และใช้ร่วมกับเคสชาร์จที่มีแบตเตอรี่อีก 410 mAh ยามฉุกเฉินแบตเตอรี่ใกล้หมดก็ยังสามารถชาร์จเร็วได้ เพียง 15 นาที จะใช้งานได้ต่ออีก 2.5 ชั่วโมง ในยุคที่อะไรๆ ก็เร่งด่วนไปหมด แน่นอนว่าไม่มีใครอยากมานั่งรอหูฟังชาร์จแบตฯ เป็นเวลาหลายชั่วโมงแน่ๆ

คุณสมบัติอัดแน่น แถมความใส่ใจและการคำนึงถึงผู้ใช้ก็จัดเต็มขนาดนี้ ใครที่กำลังมองหาหูฟังไร้สายคุณภาพเสียงดี ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครอบคลุมทุกสถานการณ์

HUAWEI FreeBuds 4 ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวใหม่ในปี 2021 นี้ แถมมีให้เลือก 2 สี 2 สไตล์ คือ สีเงิน Silver Frost และสีขาว Ceramic White

พิเศษสำหรับช่วง Pre-order ระหว่างวันที่ 14 กรกฎาคม 2564 ถึง 22 กรกฎาคม 2564 สามารถเป็นเจ้าของ HUAWEI FrreeBuds 4 ได้ในราคาเพียง 4,499 บาท (จากราคาปกติ 5,999 บาท) พร้อมรับฟรีบริการ HUAWEI Music VIP นาน 3 เดือน รวมมูลค่า 387 บาท เมื่อสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่หน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่นี่ หรือสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ HUAWEI Online Store , Shopee, Lazada และ JD Central

คลิกดูรีวิวเต็ม HUAWEI FreeBuds 4 >>> https://www.mobileocta.com/review-huawei-freebuds-4/

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/5-outstanding-features-of-huawei-freebuds-4/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=5-outstanding-features-of-huawei-freebuds-4

เกาะติดเทรนด์มาแรง สมาร์ทดีไวซ์กลุ่ม Wearable โตต่อเนื่องทั่วโลก ใครยังไม่มีในครอบครองต้องลองแล้ว!

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมาวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกต้องปรับเปลี่ยนไปเป็นอย่างมากเพื่อรับมือกับการใช้ชีวิตแบบ New Normal การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ยังรวมไปถึงเทรนด์ด้านพฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีและ “สมาร์ทดีไวซ์” ของผู้บริโภค เรื่องที่น่าสนใจก็คือวิถีใหม่แห่งการใช้ชีวิตนี้ เข้ามาเป็นหนึ่งในปัจจัยเร่งอย่างมีนัยสำคัญในการเติบโตของสมาร์ทดีไวซ์ – ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่สมาร์ทโฟนอีกต่อไป

และสิ่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็คืออุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ หรือ “Wearable” อย่างเช่น สมาร์ทวอทช์หรือหูฟังไร้สาย ที่หลายคนเริ่มหันมาสนใจและใช้งานต่อยอดจากสมาร์ทโฟนคู่ใจ โดยสาเหตุน่าสนใจที่ทำให้อุปกรณ์ Wearable เป็นที่นิยมไปทั่วโลกขณะนี้ก็คือ เทรนด์ที่คนตระหนัก เอาใจใส่ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเองและคนใกล้ชิดมากขึ้น รวมถึงความต้องการใช้นวัตกรรมที่มากับอุปกรณ์เหล่านี้ เป็นเสมือนผู้ช่วยดูแลตัวเองในยุคแห่งการดูแลสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

HUAWEI Watch 3 Series

ตลาด Wearable โลกในปี 2021 โตแตะแสนล้านเหรียญ

ทั้งนี้ บริษัทวิจัยด้านการตลาดอย่าง MarketsandMarkets ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่น่าจับตามองว่าตลาดเทคโนโลยี Wearable ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์สวมใส่ที่ข้อมือ (Wristwear) อุปกรณ์สวมบนศีรษะ (Headwear) อุปกรณ์สวมใส่ที่เท้า (Footwear) รวมไปถึงอุปกรณ์บนเครื่องแต่งกายแบบต่างๆ (Bodywear) จะเติบโตจากมูลค่าตลาด 116,200 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2021 สู่มูลค่า 265,400 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2026 หรือในอีก 5 ปีข้างหน้า 

โดยคาดว่าในปี 2021 นี้ ตลาดของอุปกรณ์สวมใส่ที่ข้อมือจำพวกสมาร์ทวอทช์เพียงอย่างเดียวจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 77,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนนิยมใช้งานสมาร์ทวอทช์มากขึ้นก็เป็นเพราะหน้าจอแสดงผลบนตัวผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัยกว่าเดิม เทรนด์เรื่อง Internet of Things (IoT) ที่ทำให้อุปกรณ์ทั้งหลายเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างไร้รอยต่อมากขึ้น และแอปฯ บนสมาร์ทโฟนที่ได้รับการออกแบบให้ใช้งานผ่านหน้าปัดนาฬิกาได้ แต่อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ก็คือการที่สมาร์ทวอทช์มีเทคโนโลยีด้านสุขภาพและการออกกำลังกายติดตั้งอยู่ในตัว ยิ่งทำให้มีผู้บริโภคจำนวนมากซื้อมาใช้งานในช่วงนี้ เพื่อคอยติดตามดูแลสุขภาพของตัวเอง ประหนึ่งเป็นเกราะป้องกันทางด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้การดูแลสุขภาพทั้งของตนเองและคนใกล้ชิดนั้นสะดวกกายสบายใจยิ่งขึ้น

ฟีเจอร์ดูแลสุขภาพบนอุปกรณ์อัจฉริยะมาแรงแซงโค้ง

เทคโนโลยีสำหรับการดูแลสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ บนอุปกรณ์สมาร์ทวอทช์นั้นรวมไปถึงเซ็นเซอร์สำหรับการวัดอุณหภูมิร่างกาย เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจระหว่างออกกำลังกาย ไปจนถึงการวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ซึ่งต่างก็เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานรู้ว่าตนมีความเสี่ยงใดหรือไม่ ทั้งนี้ บรรดาแบรนด์เทคโนโลยีทั้งในฝั่งตะวันตกและฝั่งเอเชียต่างก็ออกผลิตภัณฑ์สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020 จนถึงปี 2021 ทั้ง Apple Watch Series 6, Samsung Galaxy Watch 3 หรือ Fitbit Versa 3 ซึ่งต่างก็ครบครันทั้งฟีเจอร์ด้านการดูแลสุขภาพและการใช้ทำงานทั่วไป ล

่าสุดหนึ่งในแบรนด์ไอทีระดับโลกอย่างหัวเว่ยก็เพิ่งปล่อย HUAWEI WATCH 3 Series เข้ามาแข่งขันในตลาดอีกรายในปีนี้ แน่นอนว่าพกฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ยุคแห่งการดูแลสุขภาพมาชุดใหญ่ไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับการหกล้มอัตโนมัติ1 พร้อมฟีเจอร์ส่งสัญญาณ SOS ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน การวัดอัตราการเต้นของหัวใจระหว่างออกกำลังกายได้ตลอดวันการวัดอุณหภูมิผิวบริเวณเซ็นเซอร์ตรวจวัด2 และการวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด3 นอกจากนี้ยังรองรับระบบ eSIM4 สามารถรับสาย-โทรออกโดยตรงได้บนข้อมือ รวมถึงจัดการและติดตั้งแอปพลิเคชันได้โดยตรงบนสมาร์ทวอทช์เช่นกัน

พฤติกรรมด้านการออกกำลังกายที่ส่งผลไปถึงการเลือกหูฟัง

นอกจากการใช้งานฟีเจอร์ด้านสุขภาพบนสมาร์ทวอทช์ การใช้งานอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์ควบคู่ไปกับกิจกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างการออกกำลังกายก็ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกหูฟังเพื่อสร้างความสุนทรีผ่านเพลงโปรดให้ตอบโจทย์การออกกำลังกายในหลายรูปแบบ ทั้งการวิ่ง การออกกำลังกายในฟิตเนส หรือแม้แต่การออกกำลังภายในบ้าน ส่งผลให้ช่วงหลังแบรนด์หูฟังออกแบบหูฟังรุ่นใหม่ให้สามารถกันน้ำ กันเหงื่อ หรืออย่างน้อยก็สามารถกันละอองฝนได้ดีขึ้น รวมทั้งมีแบตเตอรี่ที่อึดขึ้น ใช้เวลาชาร์จน้อยลง และมีเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนภายนอกที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือหูฟังตัวใหม่ล่าสุดจากหัวเว่ยกับ HUAWEI FreeBuds 4 ที่นอกจากคุณภาพเสียงดี ราคาสบายกระเป๋าแล้ว ก็พกฟีเจอร์มาตอบโจทย์เทรนด์การใช้งานเหล่านี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 ที่สามารถกันละอองฝนและกันเหงื่อได้สบาย ความอึดแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้นานถึง 22 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC และใช้ร่วมกับเคสชาร์จ และสามารถใช้ได้ต่อเนื่องถึงสองชั่วโมงครึ่งด้วยการชาร์จเพียง 15 นาทีเท่านั้น แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือฟีเจอร์ด้านการตัดเสียงที่ผสมผสานเทคโนโลยีตัดเสียง Active Noise Cancellation (ANC) 2.0 เข้ากับระบบ Adaptive Ear Matching (AEM) ที่จะช่วยปรับการใช้งานระบบตัดเสียงให้เข้ากับรูปทรงใบหูของผู้ใช้ให้มากที่สุด เพื่อให้ได้การตัดเสียงบนหูฟังทรง Open-fit ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แน่นอนว่าตลาดสมาร์ทดีไวซ์ที่ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดในโลกอย่าง “สมาร์ทโฟน” ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2021 ที่ผ่านมา บริษัทวิจัย Gartner เปิดเผยข้อมูลว่ายอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 26% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยหลักมาจากเรื่องที่คนต้องการอัปเกรดมือถือเพื่อตอบรับกับเทรนด์เทคโนโลยี ซึ่งรวมไปถึง การเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดของหัวเว่ยในประเทศไทยกับ HUAWEI Nova 8i หน้าจอขนาด 6.67 นิ้ว ชูฟีเจอร์เด่นเรื่องเทคโนโลยีกล้อง AI 4 เลนส์ ความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว HUAWEI SuperCharge 66W สามารถชาร์จไฟจนเต็มได้ภายใน 38 นาที มาพร้อมสเปก RAM 8GB พร้อมกับความจุข้อมูล ROM 128 GB อีกด้วย

สำหรับใครที่สนใจอยากหาอุปกรณ์ Wearable มาใช้งานตามเทรนด์สักชิ้นสองชิ้นพร้อมกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ดีๆ อีกสักตัว สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ HUAWEI FreeBuds 4HUAWEI WATCH 3 Series และ HUAWEI Nova 8i ซื้อตอนนี้มีโปรโมชันพรีออเดอร์ทั้งลดราคาและแถมของสมนาคุณมากมาย เมื่อซื้อสินค้าที่ HUAWEI Experience Store และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 14 กรกฎาคม 2564 ถึง 22 กรกฎาคม 2564 สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรโมชันได้ที่นี่


ฟีเจอร์นี้จะไม่ได้ถูกตั้งค่าใช้งานตั้งแต่เริ่มใช้งาน และต้องทำการตั้งค่าใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI Health เท่านั้น

HUAWEI WATCH 3 และ HUAWEI WATCH 3 Pro ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัยรักษาหรือป้องกันโรคหรือภาวะใดๆ แต่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการออกกำลังกายโดยทั่วไปเท่านั้น

ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด หมายถึง ส่วนของฮีโมโกลบินที่อิ่มตัวด้วยออกซิเจนโดยเทียบกับฮีโมโกลบินทั้งหมดในเลือด ข้อมูลการตรวจวัดไม่ได้มีเป้าหมายที่จะนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัยรักษาหรือป้องกันโรคหรือภาวะใดๆ แต่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการออกกำลังกายโดยทั่วไปเท่านั้น

โปรดครวจสอบเครือข่ายผู้ให้บริการที่จุดประชาสัมพันธ์ ณ ร้านค้า HUAWEI Experience Stores และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ (สำหรับเครือข่าย TrueMove H พร้อมให้บริการตั้งแต่กรกฏาคม 2564 สำหรับเครือข่าย AIS พร้อมให้บริการตั้งแต่สิงหาคม 2564)

อ้างอิงข้อมูลจาก:

https://www.prnewswire.com/news-releases/wearable-technology-market-worth-265-4-billion-by-2026–exclusive-report-by-marketsandmarkets-301269737.html

https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2021/03/05/the-biggest-wearable-technology-trends-in-2021/?sh=22ff40823092

https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2021-06-07-1q21-smartphone-market-share

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Huawei ที่นี่ >>> http://bit.ly/31ikNUq

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/stick-to-hot-trends-wearable-smart-devices-continue-to-grow-around-the-world/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=stick-to-hot-trends-wearable-smart-devices-continue-to-grow-around-the-world