คลังเก็บป้ายกำกับ: TRADE_WAR

รัฐบาลสหรัฐฯ ใส่ชื่อ SMIC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของจีน เข้าไปไว้ในบัญชีดำ (Entity List) ห้ามค้าขายกับบริษัทสัญชาติอเมริกัน

ตอนแรกดูเหมือนว่า Semiconductor Manufacturing International Corp (SMIC) จะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของ Huawei ในการผลิตชิปเซ็ต แต่สุดท้ายก็ต้องขออุทธรณ์รัฐบาลสหรัฐฯ ก่อน เนื่องจาก SMIC ยังคงต้องพึ่งพาทรัพย์สินทางปัญหาของประเทศสหรัฐฯ อยู่ ล่าสุด…มีข่าวว่าสหรัฐฯ ได้ใส่ชื่อ SMIC เข้าไปไว้ในบัญชีดำ (Entity List) แบบเดียวกับที่ Huawei โดนเมื่อปีที่แล้วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยสื่อรายงานว่า การโดนแบนใส่ชื่อเข้าไปไว้ในบัญชีดำ หรือ Entity List ในครั้งนี้ของ SMIC จะส่งผลกระทบต่อวงการเทคโนโลยีของประเทศจีนเป็นวงกว้าง ซึ่งเหตุผลของการแบนครั้งนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ก็คือ SMIC นั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ แถมสหรัฐฯ ยังมองว่า SMIC อาจจะผลิตอุปกรณ์อะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อใช้ในการทหารอีกด้วย

ทำให้หลังจากนี้ หากบริษัทสัญชาติอเมริกันรายไหน (หรือบริษัทสัญชาติอื่นที่ยังพึ่งพาทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศสหรัฐฯ อยู่) มีความประสงค์ที่จะทำธุรกิจกับ SMIC จะต้องยื่นอุทธรณ์กับทางรัฐบาลก่อน เหมือนกับที่ Qualcomm, MediaTek, Intel หรือ Samsung เคยทำ ตอนกรณีของ Huawei นั่นเอง ห้ามถือวิสาสะไปดีลกันลับหลัง

ซึ่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เพิ่งจะเพิ่มกฎเหล็ก เข้มงวดกับข้อระเบียบการส่งออกสินค้า (Export Rules) ต่างๆ ไปยังประเทศจีนมากขึ้น เนื่องจากส่วนตัวพวกเขามองว่า จีนอาจจะนำสินค้าเหล่านั้นไปใช้เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกองทัพของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ทาง SMIC ก็ออกแถลงการณ์ตอบโต้แล้วว่า พวกเขาผลิตชิปเซ็ต และให้บริการกับผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์และทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ่งกับกองทัพจีน หรือผลิตสินค้าที่สามารถนำไปใช้ในเชิงการทหารเลย

 

ที่มา: The Verge

from:https://droidsans.com/us-ban-smic-entity-list-trade-restrictions/

สื่อจีนจวกซุปเปอร์ดีล TikTok ! ใช้วิธี “สกปรก” และ “ไม่อาจยอมรับได้”

ในขณะที่ดีลร่วมทุนเข้าซื้อกิจการ TikTok Global ของธุรกิจสัญชาติอเมริกันอย่าง Oracle x Walmart นั้นได้รับการอนุมัติโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ฯ ไปแบบงง ๆ ก่อนหน้านี้ และกำลังรอไฟเขียวจากรัฐบาลฝั่งจีนก่อนดำเนินการต่อไปได้นั้น สื่อชื่อดังอย่าง China Daily และ The Global Times ของจีนได้ออกโรงจวกดีลนี้กันตรง ๆ เลยว่า เป็นกลยุทธ์ที่ “สกปรก” และ “ไม่อาจยอมรับได้” พร้อมเรียกร้องให้ชาวจีนร่วมกดดันให้เกิดการล้มดีลนี้เสีย

TikTok Global ว่าที่ซุปเปอร์ดีลจากทรัมป์ที่ได้รับการอนุมัติหลังจากประกาศแบนเพียงแค่ 24 ชั่วโมง !

ก่อนหน้านี้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (เสาร์ที่ 19 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐ​ ฯ) ทางฝั่งรัฐบาลสหรัฐ ฯ นั้นเพิ่งได้มีคำสั่งไฟเขียวอนุมัติให้ TikTok ยังคงสามารถให้บริการในสหรัฐ ฯ ต่อไปได้จากที่ก่อนหน้านี้มีดราม่ากับข้อกล่าวหาเรื่องความปลอดภัยแถมสั่งแบนอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย แต่ก็ใช้เวลาแค่ภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากมีคำสั่งแบนในการอนุมัติซุปเปอร์ดีลแปลงสัญชาติให้ TikTok กลายเป็นบริการสัญชาติอเมริกันได้

โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ เอาไว้ว่าเขาได้อนุมัติดีลจัดตั้งบริษัท TikTok Global ขึ้นเป็นบริษัทใหม่สัญชาติอเมริกันที่จะมี Oracle และ Walmart เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยในเบื้องต้นนั้นทางรัฐบาลสหรัฐ ฯ ไม่ติดขัดอะไรแล้ว เหลือแค่รอกระบวนการดำเนินการจากภาคธุรกิจก็คือ กระบวนการจัดตั้งระหว่าง ByteDance ซึ่งเป็นเจ้าของ TikTok กับผู้ร่วมลงทุนทั้งหลายนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นทางฝั่งรัฐบาลจีนได้ออกคำสั่งชะลอดีลนี้เอาไว้จนกว่าจะได้รับไฟเขียวอนุมัติจากฝั่งรัฐบาลจีนบ้างอย่างเป็นทางการเช่นกัน หลังจากที่รัฐบาลจีนเคยให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างเสรีแต่พวกเขากลับต้องถูกทรัมป์กดดันอย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นดีลนี้ก็ยังคงต้องรอไฟเขียวจากรัฐบาลจีนก่อน จึงจะสามารถดำเนินการจัดตั้ง TikTok Global ขึ้นในสหรัฐ ฯ ต่อไปได้

สื่อหลักของรัฐบาลจีนออกโรงกดดัน ! จวกซุปเปอร์ดีลนี้ว่า “สกปรก” และ “ไม่อาจยอมรับได้”

ล่าสุดสำนักข่าวชื่อดัง 2 ราย อย่าง China Daily และ The Global Times (ซึ่งเป็น 2 สำนักข่าวระดับอินเตอร์แบรนด์ที่ได้เงินสนับสนุนการรัฐบาลจีนโดยตรง 😆 ) ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับดีลนี้อย่างตรงไปตรงมาชนิดที่เรียกได้ว่าอาจจะเป็นกลายชี้นำการตัดสินใจของภาครัฐอยู่กลาย ๆ โดยออกข่าวภาษาอังกฤษไปทั่วโลกตั้งใจโจมตีดีลนี้ว่า เป็นดีลสกปรกที่สร้างความขัดแย้งทางการเมืองเพียงเพราะต้องการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจล้วน ๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความมั่นคงเลยแม้แต่น้อย

สิ่งที่ทางสหรัฐ ฯ ทำได้ลงไปกับ TikTok นั้น แทบไม่ได้ต่างอะไรจากแก๊งอาชญากรที่กำลังปลุกปั้นดีลทางธุรกิจด้วยการข่มขู่คุกคามบริษัทที่ดำเนินกิจการโดยชอบด้วยกฎหมาย นี่เป็นวิธีการที่สกปรก ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่รัฐบาลจีนจะต้องอนุมัติ – China Daily

เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจได้ หากทางการจีนตัดสินใจอนุมัติดีลนี้ในที่สุด การบังคับขู่เข็ญเอากับ TikTok ให้เกิดดีลเช่นนี้เป็นหมากทางการเมืองที่ชาวจีนไม่อาจยอมรับได้ เราไม่ควรปล่อยให้ทางการสหรัฐ ฯ มีอำนาจเหนือพัฒนาการทางเทคโนโลยีของบรรดาธุรกิจสัญชาติจีนที่กำลังบ่มเพาะและเจริญเติบโตได้อีกมากในอนาคต – The Global Times

ระหว่างที่ดีล TikTok Global กำลังรอการพิจารณาจากรัฐบาลจีนนั้น สถานการณ์แรงกดดันมหาศาลจากสื่อจีนและประชาชนก็ถาโถมกลับไปที่ ByteDance โดยตรงเช่นเดียวกันว่า จะยอมเดินตามเกมส์ของทรัมป์กันง่าย ๆ เพียงแค่นี้เลยหรือ ทั้ง ๆ ที่ฝั่งของทรัมป์เองก็ยังไม่เคยออกมาชี้แจงว่า ความไม่ปลอดภัยของแพลตฟอร์ม TikTok ที่เคยอ้างถึงนั้นคือเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งหลายฝ่ายก็ดูทีท่าแล้วเหมือนจะเป็นเพียงข้ออ้างของทรัมป์ในการเรียกคะแนนเสียง แสดงแสงยานุภาพความเป็นมหาอำนาจกดดันสร้างเม็ดเงินลงทุนทางเศรษฐกิจโดยการดึงแบรนด์ TikTok เข้าบ้านก็เท่านั้น

 

อ้างอิง: CNN Business | China Daily | The Global Times

from:https://droidsans.com/chinese-media-calls-out-trumps-deal-on-tiktok-dirty/

Intel ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐให้ทำการค้ากับ Huawei ส่วนบริษัทอื่นๆ เตรียมเข้าคิวรอด้วย

เรียกว่าเป็นช่วงพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรกของ Huawei จริงๆ เพราะนอกจากจะโดนสหรัฐอเมริกาแบนห้ามทำการค้าด้วยจนไม่สามารถเข้าถึง GMS ได้ แถมเมื่อเร็วๆ นี้ก็ยังโดนสั่งห้ามทำการค้ากับบริษัทผลิตชิปต่างๆ จนไม่สามารถผลิตชิป Kirin มาใช้กับมือถือของตัวเอง แต่ล่าสุดดูเหมือนจะมีแสงสว่างรำไรสำหรับ Huawei ออกมาให้ใจชื้นบ้างแล้ว เพราะมีข้อมูลออกมาว่าบริษัทผลิตชิปอย่าง Intel ได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐให้ทำการค้า และส่งออกสินค้าบางชนิดให้กับ Huawei แล้ว รวมถึงยังมีบริษัทอื่นๆ ที่รอต่อคิวอยู่ด้วยเช่นกัน

ข้อมูลดังกล่าวมาจากโฆษกของทาง Intel เอง ว่าตอนนี้ทางบริษัทได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐให้สามารถส่งออกสินค้าบางประเภทให้กับ Huawei ได้แล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะเป็นสินค้าประเภทใดบ้าง นอกจากนี้ทาง Huawei ยังออกมายืนยันเพิ่มเติมอีกด้วยว่า บริษัทผลิตชิป Qualcomm ก็ยื่นเรื่องกับทางรัฐบาลสหรัฐเพื่อขออนุญาตทำการค้ากับ Huawei ด้วยเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการอัปเดตว่าผลจะออกมาเป็นยังไงบ้าง

ยังมีข้อมูลจากหลายๆ สำนักเผยออกมาอีกว่าบริษัท AMD ได้ยื่นเรื่องกับทางรัฐบาลเพื่อขออนุญาตขายชิปให้กับบริษัทจีนทั้งหมด 2 บริษัท ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นบริษัทอะไรบ้าง แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็น Huawei แน่นอน

ก็ต้องมารอลุ้นกันต่อไปครับว่าต่อจากนี้ไป สถานการณ์ของ Huawei จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นรึเปล่า…ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นมือถือแบรนด์นี้ มากับชิปตระกูล Snapdragon, Intel หรืออาจจะ AMD ก็เป็นได้นะ

 

ที่มา : Businessinsider, GSMArena 

from:https://droidsans.com/intel-greenlit-to-work-with-huawei/

Trump กลับคำเฉย ! อนุมัติดีล TikTok ได้ไปต่อในสหรัฐ ฯ Oracle – Walmart ร่วมลงทุน

งานนี้เรียกได้ว่า งงกันทั้งบางไล่ตั้งแต่สาวก TikTok ธุรกิจสายเทค ฯ สัญชาติอเมริกันที่จ้องเข้าซื้อดีลนี้ และแน่นอนที่สุดคือบรรดานักลงทุนทั่วโลกที่ถึงกับออกอาการหัวร้อนกันเป็นแถว หลังจากที่ล่าสุด Trump ประกาศหน้าตาเฉย อนุมัติดีลลงทุนใน TikTok ร่วมกับ ByteDance แล้วโดยจะมีบริษัทสัญชาติอเมริกันอย่าง Oracle และ Walmart ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนอย่าง TikTok Global ต่อไป

สาวก TikTok สุดงง กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ฯ สั่งแบนวันศุกร์ ก่อนรุ่งขึ้นทรัมป์บอกอนุมัติ ได้ไปต่อเฉย

ก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันทำการวันสุดท้ายของทางการสหรัฐ ฯ ในรอบสัปดาห์ กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ ฯ เพิ่งจะมีคำสั่งเป็นทางการให้ TikTok จะต้องถูกแบนออกจากทั้ง Android และ iOS ในวันที่ 20 กันยายนซึ่งถือเป็นเส้นตายที่ Donald Trump เคยขีดเอาไว้สำหรับเจ้าของ TikTok อย่างบริษัท ByteDance จากแดนมังกร ต้องเร่งหานักลงทุนสัญชาติอเมริกันเข้ามาร่วมทุนให้ได้ เป็นเงื่อนไขสำหรับการให้บริการในสหรัฐได้ต่อไป ซึ่งบรรดาสำนักข่าวทั่วโลกไม่รอช้าประโคมข่าวกันไปยกใหญ่เสียหายทั้งแบรนด์ ByteDance และผู้จ่อร่วมลงทุนอย่าง Oracle ว่าดีลนี้ล่มชัวร์

แต่เบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไรไม่ทราบ เช้าตรู่วันถัดมาตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ ฯ ก็เกิดข่าวลือว่าทำเนียบขาวมีคำสั่งแก้อนุมัติเป็นการด่วน ให้ดีลลงทุนร่วมใน TikTok ยังไปต่อได้ แถมอนุญาตให้บริการในสหรัฐ ฯ ได้ต่อไปในทันที โดยทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เล่นให้สัมภาษณ์สั้น ๆ บอก “เบื้องต้น… ผมอนุมัติดีลนี้เรียบร้อยแล้ว” ก่อนจะเดินทางออกจากทำเนียบขาวไปเล่นเอานักข่าวหลายสำนักที่รอสัมภาษณ์งงเป็นไก่ตาแตกไปตาม ๆ กัน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์และทีมงาน Trump Administration นั้น เล่นเคลมใหญ่เอาไว้ว่า บริการ App TikTok ของ ByteDance นั้น ถือเป็นภัยความมั่นคงของสหรัฐ ฯ เพราะอาจมีเอี่ยวโดยตรงกับรัฐบาลจีนในด้านการทำ Big Data กับข้อมูลส่วนบุคคลของชาวอเมริกัน ก็คือกล่าวหากันดื้อ ๆ แบบเดียวกับที่ Huawei โดนเป๊ะ ๆ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าคงจะมีจุดจบในรูปแบบเดียวกันคือโดนแบนแน่ ๆ แล้ว แต่เรื่องกลับออกมาเป็นหนังคนละม้วนภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากประกาศยืนยันการแบนเป็นทางการไปนั่นเอง

กำเนิดดีล TikTok Global จ่อรับสัญชาติอเมริกัน 53% นำโดย Oracle – Walmart ส่วน ByteDance ยังได้ถือหุ้นส่วนใหญ่

ท่ามกลางทุกความงุนงง สำนักข่าวชื่อดังไม่ว่าจะเป็น BBC – The New York Times – Bloomberg ก็พากันเร่งเสาะหารายละเอียดของ Superdeal นี้มาจนได้ ซึ่งอาจนับเป็นหนึ่งในดีลบังคับซื้อ – ขายที่ สุดฉงน-งง-งวง ที่สุดในประวัติศาสตร์ของธุรกิจ Tech ข้ามชาติในยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้ โดยทุกสำนักรายงานตรงกันว่าดีลที่ทางรัฐบาลสหรัฐ ฯ เซ็นอนุมัติชั่วข้ามคืนนั้นคือการร่วมทุนที่ทำให้เกิดบริษัทจัดตั้งใหม่เป็นการเฉพาะชื่อว่า TikTok Global สำนักงานใหญ่ในสหรัฐ ฯ เป็นบริษัทลูกโดยตรงของ ByteDance โดยบริษัท ฯ เหล่าผู้บริหาร พร้อมพนักงานของพวกเขาจากแดนจีนจะถือครองหุ้นส่วนรายใหญ่อยู่ที่สัดส่วน 36% ด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม TikTok Global จะกลายเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันได้ในที่สุด เพราะจากดีลดังกล่าวจะมีผู้ร่วมลงทุนสัญชาติอเมริกันสูงถึง 53% โดยแบ่งออกเป็น Oracle และ Walmart ที่มีข่าวมาโดยตลอดนั้นถือหุ้นอยู่ที่สัดส่วน 12.5% และ 7.5% ตามลำดับ ส่วนที่เหลือเป็นนักลงทุนบุคคลและองค์กรรายย่อยสัญชาติอเมริกันอีกรวม 33% ชัดเจนว่างานนี้ Microsoft ที่เคยตกเป็นข่าวใหญ่นั้น ตกขบวนไม่อยู่ในดีลนี้ และสำหรับอีก 11% ที่เหลือยังมีนักลงทุนหลากสัญชาติจากทวีปยุโรปอีกด้วย

ความน่าสนใจของดีลนี้คือ Trump กำลังอยู่ในช่วงแข่งขันลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 อีกครั้ง ซึ่งดีลนี้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ ฯ กับจีนนั้น มีความสำคัญอย่างมากต่อคะแนนเสียงของเขา แน่นอนว่า Trump จงใจเล่นเกมส์สุดฉงนในช่วงเวลาแบบนี้กับจีน ก็เพื่อแสดงออกถึงศักยภาพของเขาในการสร้างชาติให้กลับมายืนหยัดในฐานะมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกได้จริง ๆ อีกครั้งผ่านกลยุทธ์ของโลกใบใหม่ที่หลาย ๆ ฝ่ายเริ่มมีคำนิยาม (พร้อมกร่นด่า) ว่า “Colonial Capitalism” หรือ “การก่อตัวของวิถีทุนนิยมอาณานิคม” อาจแปลได้ว่า การล่าอาณานิคมผ่านธุรกิจและองค์กรข้ามชาติโดยใช้การเมืองเข้าแทรกแซงเพื่อความเป็นเลิศทางเศรษฐกิจก็ว่าได้ 💡

 

อ้างอิง: The New York Times | BBC | The Guardian

from:https://droidsans.com/trump-says-deal-for-tiktok-is-approved/

กรณี Trade War ระหว่างอเมริกากับ Huawei ส่งผลกระทบต่อบริษัทญี่ปุ่นเช่นกัน รายได้หายไปกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

ใครจะเชื่อว่า กรณีสงครามการค้า (Trade War) ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แบน Huawei ไม่ให้ทำธุรกิจกับบริษัทในประเทศ จะส่งผลกระทบในวงกว้างขนาดนี้ เพราะนอกจากบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ แล้ว ยังส่งผลต่อ Samsung Display และ SMIC ที่ถือสัญชาติเกาหลีใต้ และจีนแท้ๆ ล่าสุดก็มีข่าวว่าเหล่าบริษัทญี่ปุ่นอย่าง Sony, Kioxia, Mitsubishi, Renesas และ Toshiba ก็โดนหางเลขด้วยเหมือนกัน โดยคาดว่าน่าจะรายได้หายไปเกือบๆ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว

หลังจากวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมาเป็นต้นไป หากบริษัทไหนที่ยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ อยู่ไม่ทางไหนก็ทางหนึ่ง มีความประสงค์ที่จะทำการค้าขายกับ Huawei บริษัทนั้นๆ จำเป็นต้องยื่นเอกสารขออนุญาตกับรัฐบาสหรัฐฯ ก่อน ไม่สามารถดีลงานได้แบบมีอิสระเหมือนแต่ก่อน มิเช่นนั้นอาจจะเสี่ยงต่อโดนการถูกห้ามไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีนั้นๆ ได้

SONY ก็โดน ขายเซ็นเซอร์กล้องให้ Huawei ไม่ได้ ต้องขออนุญาตรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อน

ซึ่ง Sony เอง แม้ว่าจะเป็นบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น แต่พวกเขาก็ยังต้องพึ่งเทคโนโลยีบางส่วนของสหรัฐฯ อยู่ดีในการผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ตรงนี้อาจจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในขั้นตอนกระบวนการผลิต หรือชิ้นส่วนบางอย่างที่หากขาดเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ไป จะไม่สามารถสร้างหรือผลิตขึ้นมาได้เลย

สืบเนื่องจากการที่ Huawei โดนรัฐบาลสหรัฐฯ แบน แหล่งข่าวเผยว่า Sony ได้ตัดสินใจออกนโยบายรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่ายในช่วง 3 ปีข้างหน้าลงไปถึง 470 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว ซึ่ง Huawei ถือว่าเป็นลูกค้าคนสำคัญ ของ Sony เลยก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาสามารถขายเซ็นเซอร์กล้องให้กับ Huawei กวาดรายได้มากว่าหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ

ตอนนี้มีข่าวว่า Sony ได้พิจารณาเตรียมยื่นอุทธรณ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ ขอทำธุรกิจกับ Huawei ต่อ แบบเดียวกับที่ MediaTek, Samsung Display และ SMIC ทำนั่นเอง อย่างไรก็ดี พวกเขาเตรียมแผนสำรองเอาไว้หากคำร้องขอถูกปฏิเสธ นั่นก็คือการขยายธุรกิจเซ็นเซอร์กล้องของตัวเองไปยังตลาดอื่นๆ อย่างอุตสาหกรรมรถยนต์ และเครื่องมือในภาคธุรกิจต่างๆ

บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นอื่นๆ ก็ไม่รอด โดนเหมือนกัน

นอกจากนี้ Renesas, Kioxia, Mitsubshi และ Toshiba ก็โดนหางเลขไปด้วยเหมือนกัน ไม่สามารถส่งออกชิ้นส่วนต่างๆ ให้กับ Huawei ได้ ส่งผลให้รายได้หดหายไปตามๆ กัน

ซึ่งผลกระทบของบริษัทดังกล่าวจากการรายงานของ Nikkei Asian Review ก็มีหลากหลายมากๆ ตั้งแต่ต้องหาลูกค้ารายใหม่ ไปจนถึงยุติกระบวนการผลิตชั่วคราวจนกว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนว่าสามารถทำธุรกิจกับ Huawei ต่อได้หรือไม่ เนื่องจากไม่แน่ใจว่าบริษัทของตนเข้าข่ายหรือเปล่า

โดย Omnia บริษัทเก็บสถิติสัญชาติอังกฤษ ได้ออกมาเปิดเผยว่า เมื่อปีที่ผ่านมา Huawei ได้สั่งซื้อชิ้นส่วนต่างๆ จากบริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้ รวมเป็นเงินกว่า 1.1 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.04 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว 

ใครฝ่าฝืนเจารจากับ Huawei โดยไม่ขออนุญาต อาจไม่สามารถเข้าถึงทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ ได้อีก

หากบริษัทไหนฝ่าฝืนไปแอบคุยกับ Huawei แบบลับๆ โดยที่ไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตกับรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อน ก็จะถูกริบสิทธิ์ไม่ให้เข้าถึงทรัพย์สินทางปัญญา หรือเทคโนโลยีต่างๆ ของสหรัฐฯ เลยทันที อีกทั้งยังอาจโดนค่าปรับสูงถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเสี่ยงต่อการถูกจำคุกอีกด้วย

 

ที่มา: Nikkei Asian Review | Gizmochina 

from:https://droidsans.com/trade-war-us-huawei-affect-japanese-firms/

บริษัทจีนขออนุญาตสหรัฐทำธุรกิจกับจีนด้วยกันเอง… เผย SMIC ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ขอค้าขายกับ Huawei ตามเดิม

เป็นข่าวใหญ่เลยเมื่อมีรายงานว่า Semiconductor Manufacturing Internation Corp หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ SMIC บริษัทผลิตชิปเซ็ตที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อที่จะขอทำธุรกิจการค้ากับ Huawei ต่อไป เนื่องจากเทคโนโลยีและกลไลเครื่องมือในการผลิตชิปเซ็ตบางส่วนของ SMIC ยังคงใช้งานทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศสหรัฐฯ อยู่

แม้ว่า SMIC จะมีฐานะเป็นบริษัทผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดของจีน แต่เทคโนโลยีปัจจุบันของพวกเขายังตันอยู่เพียงแค่ 14 นาโนเมตรเท่านั้น ซึ่งหากไปเทียบกับยักษ์ใหญ่ของวงการอย่าง TSMC หรือ Samsung ต้องบอกว่า SMIC ยังห่างไกลมากๆ เพราะสองบริษัทนั้น กำลังจะก้าวข้ามสถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตร ไปขนาดจิ๋ว 5 นาโนเมตรแล้ว แต่ถึงอย่างไร SMIC ก็ยังถือว่าเป็นความหวังสุดท้ายของ Huawei อยู่ดี เพราะตอนนี้ทั้ง TSMC กับ Samsung ต่างต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อยู่ ทำให้ไม่สามารถดีลธุรกิจกับ Huawei ได้

แต่แล้วก็เป็นเรื่องจนได้ เมื่อล่าสุด SMIC ได้ออกมาประกาศผ่านสำนักข่าว Beijing News ว่า พวกเขาได้ติดต่อกับรัฐบาลสหรัฐฯ ขออนุญาตทำการค้าขายส่งออกชิปเซ็ตให้กับ Huawei ตามเดิม เพราะสุดท้ายแล้ว ยังมีเครื่องมือผลิตชิปเซ็ตบางส่วนที่ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศสหรัฐฯ อยู่ดี ดังนั้นหากพวกเขามีความประสงค์ที่จะค้าขายกับ Huawei ต่อ จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนนั่นเอง

โดยรายได้รวมๆ ของ SMIC กว่า 20% ต่างมากับการสั่งผลิตชิป Kirin ของ Huawei ทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่พวกเขาจะยื่นอุทธรณ์แบบนี้ เพราะหากขาด Huawei ไป รายได้ของพวกเขาน่าจะหายไปเยอะอยู่

ซึ่ง SMIC ไม่ได้เป็นบริษัทแรกที่ออกมาทำแบบนี้นะ เพราะก่อนหน้านี้ MediaTek และ Samsung Display ต่างยื่นอุทธรณ์ลักษณะนี้กับรัฐบาลสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน ทำให้ตอนนี้ต้องรอลุ้นกันต่อไปว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีท่าทียังไงต่อ เพราะหากพวกเขาไม่อนุมัติคำร้องพวกนี้ บอกเลย Huawei อ่วมแน่ ไม่มีทั้งชิป, หน้าจอ OLED, หน่วยประมวลผลในส่วนอื่นๆ ทั้ง RAM และหน่วยความจำ รวมถึงเซ็นเซอร์กล้องต่างๆ ด้วย…

 

ที่มา: SCMP

from:https://droidsans.com/smic-asks-permissions-continue-supplying-to-huawei/

WTO ตัดสินให้สหรัฐมีความผิดหลังขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ชี้ละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ

องค์การการค้าโลก วินิจฉัยและตัดสินให้สหรัฐมีความผิดหลังขึ้นทำสงครามการค้ากับจีนในปี 2018 ที่มีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมากถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

Container Port ท่าเรือ
ภาพจาก Shutterstock

องค์การการค้าโลก (WTO) วินิจฉัยและตัดสินให้สหรัฐอเมริกามีความผิดในการละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศหลังจากที่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเป็นมูลค่ามากถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงของสงครามการค้า โดย WTO วินิจฉัยว่าการที่สหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในแต่ละอย่างนั้น สหรัฐจะต้องชี้แจงได้ว่าสินค้าประเภทต่างๆ ได้รับผลประโยชน์จากการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีน เช่น การช่วยเหลือจากรัฐบาลจีนในด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ฯลฯ

ทางด้านของสหรัฐที่ต้องขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนนั้นให้เหตุผลว่า รัฐบาลจีนได้อุดหนุนและให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ผู้ผลิตในจีน นอกจากนี้ยังมีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างไม่เป็นธรรม รวมไปถึงการปฏิบัติด้านการค้าการลงทุนที่ไม่เป็นธรรมจากจีน ทำให้สหรัฐจึงต้องขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน นอกจากนี้คณะกรรมการไต่สวนของ WTO บางส่วนเองมองว่าสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมากเกินอัตราด้วยซ้ำ

ในปี 2018 หลังจากจีนโดนสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าแล้วนั้น จีนได้นำข้อพิพาทดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการของ WTO โดยเรียกร้องว่าสหรัฐเองได้ละเมิดกฎการค้าของ WTO เอง และหลังจากนั้น WTO ได้มีการนัดเจรจาอย่างน้อย 3 ครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคมในปี จนท้ายที่สุดแล้วทำให้ต้องมีการวินิจฉัยและตัดสินข้อพิพาทดังกล่าวนี้ออกมา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน ได้ออกมาแสดงความยินดีในกรณีดังกล่าวว่า WTO เองก็เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ช่วยให้การเจรจาการค้าและแก้ไขข้อพิพาทโดยชอบธรรม ขณะที่สหรัฐเองกลับละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ ทำลายการค้าแบบพหุภาคีและสร้างกำแพงการค้ากับประเทศอื่นๆ นอกจากนี้จีนหวังว่าสหรัฐเคารพในคำวินิจฉัยของ WTO ครั้งนี้ด้วย

โรเบิร์ต ไลท์ไธเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ ได้ให้ความเห็นหลังจากมีคำวินิจฉัยออกมาว่า WTO ไม่ได้ช่วยในเรื่องที่จีนดำเนินด้านการค้าอย่างไม่เป็นธรรมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการขโมยเทคโนโลยีต่างๆ จากสหรัฐที่ทางฝั่งสหรัฐส่งหลักฐานต่างๆ ไปที่ WTO แต่กลับไม่มีการตอบรับ ทำให้สหรัฐเองต้องดำเนินการปกป้องตัวเองในเรื่องที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดีผลการตัดสินและวินิจฉัยของ WTO จะไม่มีผลกระทบกับข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ทำไปในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา และหลังจากนี้สหรัฐจะมีเวลา 60 วันในการโต้แย้งคำตัดสินของ WTO

ที่มา – CBC, The Guardian, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-win-wto-dispute-trade-war-200-billion-usd-with-us-16-sep-2020/

Rueters เผย Samsung เตรียมยื่นอุทธรณ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ ขออนุญาตขายจอ OLED ให้กับ Huawei ต่อเหมือนเดิม

หลังจากเมื่อไม่กี่วันก่อน มีข่าวว่า Samsung Display และ LG Display สองบริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการหน้าจอสมาร์ทโฟน เตรียมจะหยุดผลิตและขายจอ OLED ให้กับ Huawei หลัง 15 กันยายนที่จะถึงนี้ เนื่องจากจำเป็นต้องปฏิบัติกฎระเบียบชุดใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ล่าสุดมีข้อมูลเพิ่มเติมออกมาเผยว่า Samsung Display เตรียมขอยื่นอุทธรณ์กับรัฐบาลของ Donald Trump ขอทำธุรกิจกับ Huawei ต่อไป

พักหลังๆ ต้องบอกว่า Huawei ถือว่าเจอปัญหาแบบรอบด้านเลยก็ว่า เพราะกฎระเบียบใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น แทบจะเป็นการบังคับให้บริษัท Tech Giants อื่นๆ ที่ร่วมธุรกิจกับพวกเขา ต้องถอยหลังยุติความสัมพันธ์ด้วย มิเช่นนั้นบริษัทดังกล่าวอาจจะสูญเสียการเข้าถึงเทคโนโลยีทรัพย์สินทางปัญหาของประเทศสหรัฐฯ ได้ จึงไม่แปลกใจว่าทำไม TSMC, LG Display หรือแม้กระทั่ง Samsung Display ถึงยอมปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นบริษัทของสหรัฐฯ แต่อย่างใด

โดยล่าสุดสำนักข่าว Reuters ได้รายงานว่า ตอนนี้ Samsung Display ได้ยื่นอุทธรณ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ ขออนุญาตทำธุรกิจค้าขายกับ Huawei ต่อหลังจากวันที่ 15 กันยายนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกรณีนี้จะเหมือนๆ กับ MediaTek ที่เคยออกมาเคลื่อนไหวคล้ายๆ กันก่อนหน้านี้

การที่ Samsung Display ออกมาทำแบบนี้ ก็ไม่จัดว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดแต่อย่างใดนะ เพราะ Huawei เองถือเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับที่สามของพวกเขาเลย (อันดับหนึ่งเป็น Samsung สองเป็น Apple) มือถือรุ่นท็อปๆ อย่าง Huawei P40 Series รวมถึง Smart TVs ของ Huawei เอง ก็ต่างเลือกใช้หน้าจอ OLED ของ Samsung Display ด้วยกันทั้งสิ้น ส่วน LG Display กลับไม่มีท่าทีว่าจะออกมายื่นอุทธรณ์แบบบริษัทเพื่อนบ้านเลย ทั้งนี้ก็อาจเป็นเพราะว่า Huawei ไม่ใช่ลูกค้าหลักอะไรของพวกเขานั่นเอง

แน่นอนว่า “การยื่นอุทธรณ์ขออนุญาต” กับ “การได้รับอนุญาต” นั้นความหมายคนละแบบ โดยตอนนี้ Samsung Display ยังอยู่ในขั้นตอนการขออนุญาตเท่านั้น ตอนนี้เหมือนว่าจะมีแต่เวลาเท่านั้นแหละครับที่จะคอยตอบคำถามได้ว่าพวกเขาจะสามารถกลับไปขายจอ OLED ให้กับ Huawei ได้ต่อหรือไม่

 

ที่มา: reuters | sammobile

from:https://droidsans.com/samsung-seeks-licenses-to-continue-supplying-huawei-oled-panels/

นักวิเคราะห์เผย Huawei อาจต้องเว้นวรรคจากวงการสมาร์ทโฟน จากสถานการณ์ Trade War กับรัฐบาลสหรัฐฯ

หากใครยังจำกันได้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวออกมาว่า Huawei เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับระบบ Harmony OS เพื่อที่จะลดการพึ่งพาจากการใช้งานเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐฯ ให้ได้มากที่สุด แต่ล่าสุด CEO ของพวกเขาออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว พร้อมบอกว่าปีนี้ยังไม่มีแพลนเปิดตัว แถมยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์ชื่อดังยังออกมาให้ความเห็นอีกว่า สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของ Huawei อาจจะบังคับให้พวกเขาเว้นวรรคความเคลื่อนไหวในวงการสมาร์ทโฟนไปยาวๆ จนกว่าจะหาทางออกได้เลย

Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์มากฝีมือที่หลายคนน่าจะพอคุ้นๆ ชื่อมาแล้วกับข่าว Apple ต่างๆ (ความน่าเชื่อถือของคนนี้ถือว่าดีเยี่ยมมาก เพราะแทบจะไม่เคยออกมาวิเคราะห์ผิดพลาดเลย) บอกว่าให้ความเห็นว่า ปัญหา Trade War ที่ Huawei กำลังเผชิญหน้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น ถือว่าส่งผลเสียต่อตัวบริษัทสัญชาติจีนนี้มากๆ เพราะการที่โดน Google แบน ไม่ให้เข้าถึงแอป และบริการต่างๆ ของ Google อย่าง Maps, YouTube หรือ Drive จนทำให้ยอดขายในสมาร์ทโฟนทั่วโลกของพวกเขาตกลงไปอย่างมาก จนทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกต้องดันบริการ HMS ของพวกเขามาแทน

แต่ถ้ามองแบบ Worst-Cast Scenario เลย Ming-Chi Kuo ให้ความเห็นว่า Huawei อาจจะต้องเว้นวรรค ยุติการเคลื่อนไหวในวงการสมาร์ทโฟนไปแบบยาวๆ จนกว่าจะหาทางออกได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าหากทุกอย่างออกมาแบบนี้ คนที่ได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ คงหนีไม่พ้น Apple, Samsung, OPPO, Vivo หรือ Xiaomi อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Huawei ทำเงินเฉลี่ยต่อวันมากถึง 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้จะโดน Donald Trump ใส่ชื่อเข้าไว้ในบัญชีดำ

เมื่อไม่นานมานี้ Huawei เพิ่งจะออกมาประกาศผลประกอบการของช่วงครึ่งแรกของปี 2020 ที่ผ่านมา โดยกวาดรายได้ไปมากกว่า 4.5 แสนล้านหยวน มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนถึง 13.67% และถ้าหากคิดเป็นกำไร Huawei จะกวาดไปกว่า 4.31 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 23.49% หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ Huawei นั้นทำกำไรเฉลี่ยวันละกว่า 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตลอดในช่วงครึ่งแรกของปีเลยทีเดียว

Huawei ปฏิเสธ ปีนี้ยังไม่มีมือถือ HarmonyOS มาเปิดตัว ลุ้นปีหน้า

นอกจากนี้ Richard Yu, CEO คนเก่งของ Huawei ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือที่พวกเขาจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ในช่วงปลายปีนี้ โดย Yu บอกว่าตอนนี้พวกเขายังไม่มีแพลนที่จะเปิดตัวมือถือระบบนั้นในเร็ววันนี้ แต่ไม่ปิดประตูว่าไม่แน่ปีหน้า 2021 พวกเขาอาจจะขนมาเปิดตัวก็ได้ 

 

ที่มา: gizchina, huawei central 

 

from:https://droidsans.com/richard-yu-denies-a-harmonyos-smartphone-launch-this-year/

นักวิเคราะห์เผย Huawei อาจต้องเว้นวรรคจากวงการสมาร์ทโฟน จากสถานการณ์ Trade War กับรัฐบาลสหรัฐฯ

หากใครยังจำกันได้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวออกมาว่า Huawei เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับระบบ Harmony OS เพื่อที่จะลดการพึ่งพาจากการใช้งานเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐฯ ให้ได้มากที่สุด แต่ล่าสุด CEO ของพวกเขาออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว พร้อมบอกว่าปีนี้ยังไม่มีแพลนเปิดตัว แถมยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์ชื่อดังยังออกมาให้ความเห็นอีกว่า สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของ Huawei อาจจะบังคับให้พวกเขาเว้นวรรคความเคลื่อนไหวในวงการสมาร์ทโฟนไปยาวๆ จนกว่าจะหาทางออกได้เลย

Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์มากฝีมือที่หลายคนน่าจะพอคุ้นๆ ชื่อมาแล้วกับข่าว Apple ต่างๆ (ความน่าเชื่อถือของคนนี้ถือว่าดีเยี่ยมมาก เพราะแทบจะไม่เคยออกมาวิเคราะห์ผิดพลาดเลย) บอกว่าให้ความเห็นว่า ปัญหา Trade War ที่ Huawei กำลังเผชิญหน้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น ถือว่าส่งผลเสียต่อตัวบริษัทสัญชาติจีนนี้มากๆ เพราะการที่โดน Google แบน ไม่ให้เข้าถึงแอป และบริการต่างๆ ของ Google อย่าง Maps, YouTube หรือ Drive จนทำให้ยอดขายในสมาร์ทโฟนทั่วโลกของพวกเขาตกลงไปอย่างมาก จนทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกต้องดันบริการ HMS ของพวกเขามาแทน

แต่ถ้ามองแบบ Worst-Cast Scenario เลย Ming-Chi Kuo ให้ความเห็นว่า Huawei อาจจะต้องเว้นวรรค ยุติการเคลื่อนไหวในวงการสมาร์ทโฟนไปแบบยาวๆ จนกว่าจะหาทางออกได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าหากทุกอย่างออกมาแบบนี้ คนที่ได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ คงหนีไม่พ้น Apple, Samsung, OPPO, Vivo หรือ Xiaomi อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Huawei ทำเงินเฉลี่ยต่อวันมากถึง 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้จะโดน Donald Trump ใส่ชื่อเข้าไว้ในบัญชีดำ

เมื่อไม่นานมานี้ Huawei เพิ่งจะออกมาประกาศผลประกอบการของช่วงครึ่งแรกของปี 2020 ที่ผ่านมา โดยกวาดรายได้ไปมากกว่า 4.5 แสนล้านหยวน มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนถึง 13.67% และถ้าหากคิดเป็นกำไร Huawei จะกวาดไปกว่า 4.31 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 23.49% หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ Huawei นั้นทำกำไรเฉลี่ยวันละกว่า 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตลอดในช่วงครึ่งแรกของปีเลยทีเดียว

Huawei ปฏิเสธ ปีนี้ยังไม่มีมือถือ HarmonyOS มาเปิดตัว ลุ้นปีหน้า

นอกจากนี้ Richard Yu, CEO คนเก่งของ Huawei ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือที่พวกเขาจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ในช่วงปลายปีนี้ โดย Yu บอกว่าตอนนี้พวกเขายังไม่มีแพลนที่จะเปิดตัวมือถือระบบนั้นในเร็ววันนี้ แต่ไม่ปิดประตูว่าไม่แน่ปีหน้า 2021 พวกเขาอาจจะขนมาเปิดตัวก็ได้ 

 

ที่มา: gizchina, huawei central 

 

from:https://droidsans.com/richard-yu-denies-a-harmonyos-smartphone-launch-this-year-not-closing-the-door-on-next-year-analyst-believes-this-might-be-the-end-for-chinese-tech-giant/