คลังเก็บป้ายกำกับ: TRADE

WTO ตัดสินให้สหรัฐมีความผิดหลังขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ชี้ละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ

องค์การการค้าโลก วินิจฉัยและตัดสินให้สหรัฐมีความผิดหลังขึ้นทำสงครามการค้ากับจีนในปี 2018 ที่มีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมากถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

Container Port ท่าเรือ
ภาพจาก Shutterstock

องค์การการค้าโลก (WTO) วินิจฉัยและตัดสินให้สหรัฐอเมริกามีความผิดในการละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศหลังจากที่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเป็นมูลค่ามากถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงของสงครามการค้า โดย WTO วินิจฉัยว่าการที่สหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในแต่ละอย่างนั้น สหรัฐจะต้องชี้แจงได้ว่าสินค้าประเภทต่างๆ ได้รับผลประโยชน์จากการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีน เช่น การช่วยเหลือจากรัฐบาลจีนในด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ฯลฯ

ทางด้านของสหรัฐที่ต้องขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนนั้นให้เหตุผลว่า รัฐบาลจีนได้อุดหนุนและให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ผู้ผลิตในจีน นอกจากนี้ยังมีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างไม่เป็นธรรม รวมไปถึงการปฏิบัติด้านการค้าการลงทุนที่ไม่เป็นธรรมจากจีน ทำให้สหรัฐจึงต้องขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน นอกจากนี้คณะกรรมการไต่สวนของ WTO บางส่วนเองมองว่าสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมากเกินอัตราด้วยซ้ำ

ในปี 2018 หลังจากจีนโดนสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าแล้วนั้น จีนได้นำข้อพิพาทดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการของ WTO โดยเรียกร้องว่าสหรัฐเองได้ละเมิดกฎการค้าของ WTO เอง และหลังจากนั้น WTO ได้มีการนัดเจรจาอย่างน้อย 3 ครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคมในปี จนท้ายที่สุดแล้วทำให้ต้องมีการวินิจฉัยและตัดสินข้อพิพาทดังกล่าวนี้ออกมา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน ได้ออกมาแสดงความยินดีในกรณีดังกล่าวว่า WTO เองก็เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ช่วยให้การเจรจาการค้าและแก้ไขข้อพิพาทโดยชอบธรรม ขณะที่สหรัฐเองกลับละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ ทำลายการค้าแบบพหุภาคีและสร้างกำแพงการค้ากับประเทศอื่นๆ นอกจากนี้จีนหวังว่าสหรัฐเคารพในคำวินิจฉัยของ WTO ครั้งนี้ด้วย

โรเบิร์ต ไลท์ไธเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ ได้ให้ความเห็นหลังจากมีคำวินิจฉัยออกมาว่า WTO ไม่ได้ช่วยในเรื่องที่จีนดำเนินด้านการค้าอย่างไม่เป็นธรรมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการขโมยเทคโนโลยีต่างๆ จากสหรัฐที่ทางฝั่งสหรัฐส่งหลักฐานต่างๆ ไปที่ WTO แต่กลับไม่มีการตอบรับ ทำให้สหรัฐเองต้องดำเนินการปกป้องตัวเองในเรื่องที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดีผลการตัดสินและวินิจฉัยของ WTO จะไม่มีผลกระทบกับข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ทำไปในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา และหลังจากนี้สหรัฐจะมีเวลา 60 วันในการโต้แย้งคำตัดสินของ WTO

ที่มา – CBC, The Guardian, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-win-wto-dispute-trade-war-200-billion-usd-with-us-16-sep-2020/

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจในเยอรมันชี้ “การค้าโลก ณ ปัจจุบัน ฟื้นตัวไวกว่าสมัยวิกฤติการเงินปี 2008”

นี่อาจเป็นข่าวดีของเศรษฐกิจโลก เมื่อ Kiel Institute สถาบันวิจัยเศรษฐกิจในเยอรมันชี้ว่าการค้าโลกฟื้นตัวได้ไวกว่าคาด และดีกว่าในช่วงปี 2008 จากปริมาณการขนส่งสินค้าทั่วโลกที่กลับมาเริ่มเป็นปกติมากขึ้น

Shipping Container เรือขนส่งสินค้า
ภาพจาก Shutterstock

Kiel Institute สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ตั้งอยู่ในเยอรมัน ได้ออกบทวิเคราะห์ว่าการค้าโลกนั้นฟื้นตัวเป็นรูป V และนอกจากนี้ยังเป็นการฟื้นตัวไวกว่าสมัยวิกฤติทางการเงินปี 2008 ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากปริมาณการขนส่งสินค้าที่กลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

Gabriel Felbermayr ซึ่งเป็นประธานของ Kiel Institute ได้กล่าวว่า “การค้าโลกได้ลดลงมากถึง 15% ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ล่าสุดนั้นตัวเลขในเดือนมิถุนายนกลับมาฟื้นตัวได้รวดเร็ว เป็นการส่งสัญญาณว่าการค้าโลกฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด”

นอกจากนี้ข้อมูลของทางสถาบันยังเสริมว่า ช่วงวิกฤติการเงินปี 2008 นั้นโลกต้องใช้เวลามากถึง 13 เดือนที่ปริมาณการค้าโลกถึงจะฟื้นตัว ไม่เพียงแค่นั้นปริมาณเรือขนส่งสินค้าตามทวีปต่างๆ นั้นเริ่มกลับมาให้บริการเป็นปกติ นอกจากนี้ปริมาณการขนส่งสินค้าในทวีปเอเชียช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมานั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศจีนที่เริ่มมีการส่งออกสินค้าเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดีธนาคารกลางยุโรปนั้นกลับมองว่าการฟื้นตัวอาจใช้เวลายาวนานกว่าที่ทาง Kiel Institute คาดการณ์ด้วยซ้ำแม้ว่าดัชนีภาคการผลิตในทวีปยุโรปจาก IHS Markit จะดูดีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม รวมถึงองค์การการค้าโลกเองก็มองว่าการค้าโลกนั้นฟื้นตัวแบบตัว V ในปี 2021 นั้นเป็นการมองโลกในแง่ดีสุดๆ ด้วยซ้ำ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/world-trade-now-recovery-faster-than-2008-crisis-kiel-institute-reports-3-sep-2020/

เวียดนามเตรียมลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรสหรัฐ หลังโดนติงเรื่องได้ดุลการค้ามากไป

รัฐบาลเวียดนามเตรียมที่จะลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐ หลังจากก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ได้กล่าวถึงว่าเวียดนามได้ดุลการค้าจากสหรัฐมากเกินไป

Port of Los Angeles Container
ภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลเวียดนามกำลังพิจารณาเรื่องการลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เยือนประเทศเวียดนามในช่วงการเดินทางมาประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และได้ขอให้เวียดนามช่วยลดการได้ดุลทางการค้าลง หลังจากที่ในช่วงผ่านมาเวียดนามมีปริมาณการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นจนได้ชื่อว่า “ผู้ชนะทางการค้า”

โดยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเวียดนาม เตรียมที่จะลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น

  • เนื้อไก่ จากภาษีนำเข้า 20% เหลือ 18%
  • องุ่น จากภาษีนำเข้า 10% เหลือ 8%
  • แอปเปิล จากภาษีนำเข้า 10% เหลือ 8%
  • ข้าวสาลี จากภาษีนำเข้า 5% เหลือ 3%
  • เนื้อหมู จากภาษีนำเข้า 25% เหลือ 22%

ส่วนหนึ่งในการลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไข ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ซึ่งเวียดนามอยู่ภายใต้ข้อตกลงนี้ นอกจากนี้เวียดนามเองพยายามที่จะเจรจากับสหรัฐในเรื่องของการค้ามาโดยตลอด รวมไปถึงความพยายามที่จะไม่ให้เวียดนามนั้นเป็นประเทศที่ติดอยู่ในบัญชีดำรายชื่อประเทศที่มีโอกาสควบคุมค่าเงิน ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงการคลังของสหรัฐ

การลดภาษีนำเข้าส่วนหนึ่งนั้นทำเพื่อที่จะลดดุลการค้าที่เป็นบวกของเวียดนามลงมา ข้อมูลจาก US Cencus Bereau ในช่วง 10 เดือนของปี 2019 นี้นั้น เวียดนามได้ดุลทางการค้าจากสหรัฐอเมริกามากถึง 38,400 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าในปี 2018 มากถึง 33.6%

นอกจากนี้สหรัฐยังได้ขอให้เวียดนามยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น องุ่น ข้าวสาลี แอปเปิล ภายในปีถัดไปด้วย ขณะที่สินค้าเกษตรอื่นๆ สหรัฐขอให้เวียดนามยกเลิกภาษีนำเข้าให้หมดภายในปี 2027 ถึง 2028

ที่มา – Reuters, VNexpress

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/vietnam-ministry-may-cut-some-tariffs-such-as-agriculture-products-after-us-commerce-secretary-urged/

หอการค้ากังวลสินค้าจีนทะลักเข้ามาไทย โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ แนะให้เจรจากับจีน

ในงานสัมมนาของหอการค้าจากทั่วประเทศนั้น สิ่งหนึ่งที่มีความกังวลจากผู้ประกอบการไทยคือปัจจุบันสินค้าจีนทะลักเข้ามามาก โดยผู้ประกอบการก็อยากที่จะให้สินค้าไทยสามารถไปขายในต่างประเทศได้ด้วย

Container Shipping
ภาพจาก Shutterstock

ปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก หอการค้าไทย ได้กล่าวถึงเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้กับเอกชนของไทยมากที่สุดเรื่องหนึ่งในงานสัมมนาใหญ่ของหอการค้าทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดลำปาง คือเรื่องของสินค้าจีนที่เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ และขายต่ำกว่าผู้ผลิตของไทย

ปรัชญา ได้กล่าวกับเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจว่า “ปัจจุบันเว็บจีนพัฒนาไปอีกขั้น ผู้ซื้อสามารถสั่งให้พิมพ์โลโก้เฉพาะ และสั่งซื้อได้ครั้งละ 50-100 ชิ้น และส่งให้ถึงบ้านหากสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทไม่ต้องเคลมภาษี ไม่ต้องแสดงว่าเป็นอะไร นำเข้ามาได้เลย รวมถึงรัฐบาลจีนอุดหนุนเรื่องค่าขนส่ง ทุกวันนี้สินค้าเป็นแพ็กเล็ก ๆ ลักษณะเดียวกันนี้บรรจุมาเต็มตู้คอนเทนเนอร์ส่งมาไทย เท่ากับเราเปิดให้ต่างชาติเข้ามาขายสินค้า ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศไทย”

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทยนั้นนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนตุลาคม ไทยนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเป็นอันดับ 1 มีสัดส่วนถึง 20% ของมูลค่าสินค้านำเข้าทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท โดยมุมมองของผู้ประกอบการในประเทศไทยมองว่า สินค้าจีนต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งส่งผลให้ขายได้ราคาถูกกว่า

ท้ายที่สุด รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ยังแนะนำว่าให้ไทยนั้นเจรจากับทางฝั่งของประเทศจีน ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องเข้ามาช่วยผลักดันให้ผู้ผลิตของไทยสามารถนำสินค้าไทยไปขายในต่างประเทศได้โดยตรงเช่นกัน

ที่มา – ประชาชาติธุรกิจ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-chamber-seminar-2019-at-lampang-1-concern-isssue-is-cheap-products-from-china-flows-to-th-rapidly/

ยอดส่งออกเบียร์ญี่ปุ่นไปเกาหลีใต้ลดลง 99.9% สินค้าอื่นๆ ก็กระทบตามด้วย

ยอดส่งออกเบียร์ญี่ปุ่นไปเกาหลีใต้ลดลง 99.9% นอกจากนี้สินค้าอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นส่งออกไปเกาหลีใต้ยังได้รับผลกระทบตามด้วย จากการคว่ำบาตรครั้งนี้

South Korea Boycott Japan แบนญี่ปุ่น
ภาพจาก Shutterstock

กระทรวงการคลังญี่ปุ่นได้รายงานว่ายอดการส่งออกเบียร์ญี่ปุ่นในประเทศเกาหลีใต้ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาลดลงมากถึง 99.9% เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา ซึ่งมียอดการส่งออกมากถึง 800 ล้านเยน เป็นสาเหตุมาจากการบอยคอตสินค้าญี่ปุ่นของชาวเกาหลีใต้

ยอดส่งออกเบียร์ลดลงครั้งนี้เริ่มต้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยยอดการส่งออกตกลงถึง 92% และตกต่ำมาเรื่อยๆ จนถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งญี่ปุ่นนั้นมีการส่งออกเบียร์ไปยังเกาหลีใต้คิดเป็นตัวเลขประมาณ 60% ของยอดส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศทั้งหมดในปี 2018 ที่ผ่านมา

ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตเบียร์ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น Asahi และ Kirin รวมไปถึง Sapporo ต่างได้รับความเดือดร้อนอย่างถ้วนหน้า โดยตัวแทนของ ​Kirin ได้กล่าวว่า “กำลังจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด”

จุดเริ่มต้นความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา เมื่อญี่ปุ่นเดินหน้าตอบโต้ทางเศรษฐกิจโดยลดปริมาณการส่งออกสารตั้งต้นสำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Fluorinated Polyimide ฯลฯ โดยญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตสารเหล่านี้รายใหญ่ของโลก ส่งผลให้ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ในเกาหลีใต้เช่น Samsung และ SK Hynix ฯลฯ เดือดร้อนกับมาตรการตอบโต้ของญี่ปุ่นทันที

โดยญี่ปุ่นได้อ้างว่าการที่ถอดเกาหลีใต้ออกจากสถานะคู่ค้ามีสาเหตุมาจากเรื่องของความมั่นคงเป็นหลัก ไม่ใช่การตอบโต้ทางการเมืองในกรณีความขัดแย้งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะเดียวกันสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการคว่ำบาตรสินค้า ทำให้ความเลวร้ายของความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศย่ำแย่ลงไปอีก

ไม่ใช่แค่เบียร์เท่านั้น แต่สินค้าอื่นๆ ที่ส่งออกจากประเทศญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตร เช่น ร้านเสื้อผ้า Uniqlo ที่ยอดขายลดลง หรือแม้แต่เที่ยวบินระหว่างประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นบางเที่ยวก็มีการยกเลิกด้วย หรือมีราคาถูกลง รวมไปถึงสินค้าอื่นๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็มียอดขายลดลง

อาทิตย์ที่ผ่านมาทั้ง 2 ประเทศได้เจรจาเรื่องของความร่วมมือในหน่วยข่าวกรองทางทหารในวินาทีสุดท้ายก่อนที่สัญญาความร่วมมือจะหมดลง แต่ความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ เช่น ความมั่นคง เรื่องของการค้าที่คาราคาซัง รวมไปถึงการท่องเที่ยว ยังคงเป็นคำถามอยู่เช่นกัน

ที่มา – CNN, Xinhua

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/south-korea-boycott-japan-product-campaign-effect-to-beer-shipments-drop-to-almost-zero/

สภาญี่ปุ่นผ่านร่าง ข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ เรียบร้อยแล้ว เน้นลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร

สภาญี่ปุ่นผ่านร่าง ข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ เรียบร้อยแล้ว โดยข้อตกลงส่วนใหญ่จะเน้นลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร ขณะที่สินค้าหลักอย่างรถยนต์และอะไหล่รถยนต์ยังเป็นคำถามต่อไปว่าจะทั้ง 2 จะเจรจาต่อหรือไม่

สภาล่างญี่ปุ่นผ่านร่าง ข้อตกลงการค้า ญี่ปุ่น สหรัฐ เรียบร้อยแล้ว
ภาพจาก Shutterstock

สภาผู้แทนราษฏรญี่ปุ่น ไฟเขียวผ่านร่างข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ โดยข้อตกลงดังกล่าวมีการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม โดยหลังจากนี้จะส่งร่างให้วุฒิสภาญี่ปุ่นพิจารณาเป็นลำดับต่อไป ก่อนการปิดประชุมสภาญี่ปุ่นในวันที่ 9 ธันวาคม เพื่อที่ข้อตกลงดังกล่าวจะได้มีผลบังคับใช้ในต้นปี 2020 ทันที

ในข้อตกลงดังกล่าว ญี่ปุ่นจะปรับลดภาษีนำเข้าเนื้อวัว ยกเลิกหรืออาจปรับลดภาษีนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐลง ขณะที่ สินค้าอื่นๆ เช่น ข้าวสาลี  ชีส ไวน์ ฯลฯ ก็จะสามารถเข้าถึงตลาดญี่ปุ่นได้มากขึ้น  ส่วนทางด้านของฝั่งสหรัฐนั้น คาดว่าน่าจะมีการยกเลิกหรือปรับลดภาษีอุปกรณ์การผลิตบางประเภทที่นำเข้าจากญี่ปุ่น เช่น ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ และรถไฟ เป็นต้น

ข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฉบับใหม่นี้รัฐบาลญี่ปุ่นคาดว่าน่าจะช่วยเพิ่ม GDP ให้กับประเทศญี่ปุ่นเพิ่มอีก 0.8% ภายในระยะเวลา 10-20 ปีหลังจากนี้ โดย ชินโช อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นได้กล่าวว่า ข้อตกลงการค้านี้เป็นดีลที่ได้ประโยชน์ทั้งสหรัฐและญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดีสำหรับเรื่องของรถยนต์รวมไปถึงอะไหล่รถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1-2 ของประเทศญี่ปุ่นยังมีความไม่แน่นอนว่าสหรัฐและญี่ปุ่นจะเจรจาอย่างไร โดยตัวแทนของรัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งไม่ระบุตัวตนได้กล่าว่า “ไม่รู้ว่าสหรัฐต้องการจริงจังกับการเจรจาครั้งนี้จากฝั่งญี่ปุ่นมากเพียงใด” คาดว่าทั้ง 2 ฝ่ายอาจต้องมีการเจรจากันอีกรอบในเรื่องนี้

ที่มา – Yahoo News, Euro News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japan-lower-house-passes-us-trade-deal-and-try-to-make-effective-1-jan-2020/

ในอีก 10 ปีหลังจากนี้ พนักงานแบงค์ในสหรัฐอเมริกาจะตกงานอีก 200,000 ตำแหน่ง

พนักงานแบงค์จะตกงานมหาศาล เพราะเทคโนโลยี

Bank
Bank Photo: Shutterstock

Wells Fargo & Co รายงานว่า พนักงานธนาคารในสหรัฐอเมริกาจะตกงานจำนวนกว่า 200,000 ตำแหน่งในช่วง 10 ปีหลังจากนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

อุตสาหกรรมสายการเงินในสหรัฐอเมริกาลงเงินไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ในอัตราที่สูงมาก โดยคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี และการพัฒนาที่ก้าวล้ำของเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อแรงงานมนุษย์ในอุตสาหกรรมการเงินโดยตรง

ในรายงานระบุว่า พนักงานธนาคารที่จะตกงานกว่าครึ่งหนึ่งจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ในรายงานใช้คำอธิบายว่าจะลดปริมาณจาก 1 ใน 5 เหลือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น) ได้แก่

  • พนักงานที่ทำงานเป็นกองหนุน (back office) ในธนาคาร เช่น ฝ่ายการตลาด-ส่งเสริมโปรโมชั่น, ฝ่ายบัญชี, ฝ่ายดูแลคุณภาพสินเชื่อ, ฝ่ายวิเคราะห์-วิจัย, ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฯลฯ อาจเรียกรวมๆ ว่าเป็นพนักงานในองค์กรที่ทำงานแบบตายตัว หรือที่เรียกกันว่า “งานรูทีน”
  • พนักงานคอลเซ็นเตอร์ เพราะปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการนำเอา chatbot มาใช้ในการตอบคำถามและแก้ปัญหาให้ลูกค้า จนลูกค้าเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นหุ่นยนต์หรือมนุษย์
  • พนักงานประจำสาขา เนื่องจากอนาคตของธนาคารทั่วโลกคือการลดจำนวนสาขาลง ดังนั้นพนักงานประจำสาขาจะทยอยหายไป

รายงานชิ้นนี้สอดคล้องกับคำทำนายของอดีตผู้บริการ Citigroup ที่เคยบอกไว้ว่าในระหว่างปี 2015 – 2025 พนักงานแบงค์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะตกงานรวมกันถึงเกือบ 2 ล้านตำแหน่ง หรืออีกหนึ่งรายงานที่ระบุว่า พนักงานธนาคารรวมถึงสายเทรดหุ้นอาจตกงานถึง 1.3 ล้านคนภายใน 10 ปีหลังจากนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผู้ที่ทำงานใน Goldman Sach Group ท่านหนึ่ง กล่าวว่า หนทางที่จะอยู่รอดได้ของอุตสาหกรรมการเงินโดยเฉพาะสายหุ้น คือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม แต่แน่นอนมันจะกระทบต่อแรงงานมนุษย์ด้วย ดังนั้น นักเทรดหุ้นที่ต้องการจะประสบความสำเร็จใน Wall Street จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ทักษะการเขียนโค้ด (coding) ให้จงได้

ที่มา – Straitstimes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/robots-cut-us-bank-jobs/

เกาหลีใต้ถอดญี่ปุ่นออกจากสถานะคู่ค้าพิเศษตอบโต้ เชื่อบริษัทเกาหลีได้รับผลน้อยกว่า

รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ถอดญี่ปุ่นออกจากสถานะคู่ค้าพิเศษแล้ว หลังจากที่ญี่ปุ่นได้เดินหน้าตอบโต้ทางเศรษฐกิจกับเกาหลีใต้ในเรื่องของคดีความสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

South Korea Flag
ภาพจาก Shutterstock

เกาหลีใต้ได้ถอดประเทศญี่ปุ่นออกจากสถานะคู่ค้า มีผลในวันนี้ทันที จะทำให้ญี่ปุ่นต้องประสบข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ เช่น ชิ้นส่วนอีเล็กทรอนิคส์สำหรับการทหาร ฯลฯ การกระทำดังกล่าวนี้เป็นการตอบโต้ญี่ปุ่นหลังจากที่ญี่ปุ่นได้ถอดเกาหลีใต้ออกจากสถานะคู่ค้า ทำให้เอกชนเกาหลีใต้ได้รับความเดือดร้อนจากการสั่งวัตถุดิบผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากญี่ปุ่น

บริษัทเกาหลีใต้ที่ส่งออกสินค้าไปยังญี่ปุ่นจะได้รับการอนุมัติโดยใช้เวลากว่า 15 วันจากเดิมใช้เวลาเพียง 5 วัน นอกจากนี้ยังต้องใช้เอกสารเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งวิธีการตอบโต้นั้นคล้ายกับวิธีการที่ญี่ปุ่นทำกับเกาหลีใต้ก่อนหน้า ไม่เพียงแค่นั้น รัฐมนตรีด้านการค้าของเกาหลีใต้ เตรียมที่จะยื่นเอกสารร้องเรียนองค์การการค้าโลก (WTO) ในกรณีที่ญี่ปุ่นได้กีดกันทางการค้าด้วย

ขณะที่ผลการสำรวจบริษัทเอกชนของเกาหลีใต้ บริษัทต่างๆ คาดว่าผลกระทบจากการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลสมเหตุสมผลมากถึง 91% และนอกจากนี้รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นว่าบริษัทเกาหลีใต้จะพบกับปัญหาที่เกิดขึ้นน้อยอีกด้วย

จุดเริ่มต้นในเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาญี่ปุ่นเดินหน้าตอบโต้ทางเศรษฐกิจโดยลดปริมาณการส่งออกสารตั้งต้นสำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Fluorinated Polyimide ฯลฯ โดยญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตสารเหล่านี้รายใหญ่ของโลก ส่งผลให้ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ในเกาหลีใต้เช่น Samsung และ SK Hynix ฯลฯ เดือดร้อนกับมาตรการตอบโต้ของญี่ปุ่นทันที โดยญี่ปุ่นได้อ้างว่าการที่ถอดเกาหลีใต้ออกจากสถานะคู่ค้ามีสาเหตุมาจากเรื่องของความมั่นคงเป็นหลัก ไม่ใช่การตอบโต้ทางการเมืองในกรณีความขัดแย้งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังถอดเกาหลีใต้ออกจากประเทศที่สามารถนำเข้าสินค้าเหล่านี้โดยไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาตเป็นรายครั้ง ทำให้เรื่องนี้ยิ่งสร้างความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นไปอีก แม้ว่าทั้ง 2 จะมีการเปิดเจรจาแต่ก็พบแต่ความล้มเหลว นอกจากนี้ประชาชนเกาหลีใต้ยังออกมาต่อต้านสินค้าและบริการจากญี่ปุ่น ทำให้ความเลวร้ายของความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศย่ำแย่ลงไปอีก

ที่มาABS-CBN, VOA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/south-korea-pull-off-japan-trade-white-list-tit-for-tat-action/

อินเดียประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ 28 รายการ หลังจากสหรัฐถอดสิทธิพิเศษด้านภาษี

อินเดียประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ ตอบโต้หลังจากที่สหรัฐได้ตัดสิทธิพิเศษทางการค้า หรือ GSP ซึ่งทำให้สินค้าเช่น แอปเปิล หรือ อัลมอนด์ในอินเดียราคาสูงขึ้นทันที

India Flag
ภาพจาก Unsplash

อินเดียประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกาทันที 28 รายการ สินค้าที่เกี่ยวข้องประกอบไปด้วยแอปเปิล วอลนัท อัลมอนด์ ฯลฯ โดยภาษีสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวนี้อาจสูงถึง 70% และเริ่มมีผลบังคับใช้ทันที หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศตัดสิทธิพิเศษทางการค้าแก่อินเดียมูลค่ากว่า 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา

ในปี 2018 ที่ผ่านมาอินเดียเป็นประเทศที่นำเข้าอัลมอนด์อันดับ 1 จากสหรัฐอเมริกา มีมูลค่ากว่า 543 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่แอปเปิลนั้นอินเดียนำเข้าเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมูลค่าถึง 156 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มูลค่าการค้าของ 2 ประเทศในปี 2018 อยู่ที่ 142,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7 เท่าจากปี 2001

สหรัฐเคยให้สิทธิพิเศทางการค้า หรือ GSP แก่อินเดีย แต่ประธานาธิบดีของสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสิทธิพิเศษการค้าลง หลังจากที่นโยบายทางการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์คือตั้งเป้าที่จะลดการขาดดุลทางการค้าจากประเทศที่สหรัฐอเมริกาขาดดุลด้วย ซึ่งอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มที่สหรัฐขาดดุลด้วยถึง 24,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทางด้าน ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เตรียมที่จะเยี่ยมเยือนประเทศอินเดียภายในเดือนนี้นั้น คาดว่าจะมีการหยิบประเด็นเจรจาการค้าระหว่าง 2 ประเทศขึ้นมาแก้ปัญหา ขณะที่การประชุมผู้นำ G20 ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น คาดว่าผู้นำอินเดียและสหรัฐจะพูดคุยเรื่องการค้าระหว่างกันด้วย

ก่อนหน้านี้อินเดียได้ตั้งกฎระเบียบการค้าโดยเฉพาะ E-commerce ใหม่ ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Amazon หรือแม้แต่ Walmart ซึ่งถือหุ้นใน Flipkart ประสบปัญหาในการทำธุรกิจในประเทศอินเดียทันที และยังรวมไปถึงบริษัทอื่นๆ เช่น Visa หรือแม้แต่ Mastercard คาดว่าเรื่องนี้ก็อาจเป็นประเด็นที่ทำให้ตัวแทนของสหรัฐเจรจาในเรื่องนี้ด้วย

ที่มาBBC, DW

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/india-will-impose-tariffs-on-28-us-products-including-almonds-and-apples/

ส่งออกไทยเหนื่อย! สภาหอการค้าคาดปีนี้โตได้แค่ 3-5% หลังเดือนมกราติดลบ แถมบาทแข็ง

สภาหอการค้าไทยคาดส่งออกของไทยปีนี้จะโตได้เพียงแค่ 3-5% เท่านั้น โดยปัจจัยสำคัญคือค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น นอกจากนี้ตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนมกราคมที่ผ่านมายังติดลบอีกด้วย

ภาพจาก Pixabay

บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เชิญภาคเอกชนของไทยเข้าร่วมหารือเรื่องการส่งออกของไทย โดยภาคเอกชนได้ประเมินว่าปีนี้สถานการณ์ส่งออกของไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามการค้า การออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ ฯลฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้การส่งออกระหว่างประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนัก

นอกจากนี้ตัวเลขการส่งออกของไทยยังน่าเป็นห่วง ข้อมูลจาก SCB EIC ล่าสุด เดือนมกราคมที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกไทยหดตัวที่ -5.7%YOY หดตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ -1.7%YOY โดยหากหักทองคำ พบว่ามูลค่าส่งออกหดตัวลดลงที่ -4.9%YOY โดยตลาดหลักที่หดตัวลงอย่างเห็นได้ชัดคือประเทศจีน ยุโรป

สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกหดตัวโดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศจีน เช่น หมวดแผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งคาดว่าสินค้าเหล่านี้บางส่วนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่จีนส่งออกต่อไปยังสหรัฐอเมริกาและได้ผลกระทบจากเรื่องสงครามการค้าที่เจรจายังไม่จบ

ขณะเดียวกันกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเตรียมที่จะกระตุ้นการส่งออกสินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น โดยจะเน้นไปที่จีน อินเดีย แอฟริกา ยังรวมไปถึงจะมีการกระตุ้นการส่งออกรายกลุ่มสินค้า คาดจะช่วยผลักดันให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศตั้งเป้าในการส่งออกของไทยปีนี้ที่ 8% ตามเดิม

อย่างไรก็ดีมุมมองของสภาหอการค้าไทยคาดว่าการส่งออกของไทยจะเติบโตเพียงแค่ 3% ถึง 5% เท่านั้น เนื่องจากไทยกำลังประสบปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าคนอื่นในภูมิภาคอีกด้วย ซึ่งสภาหอการค้าอยากที่จะให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าไม่เกิน 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะทางด้านของ SCB EIC คาดว่าภาคการส่งออกของไทยจะเติบโตเพียงแค่ 3.4% เท่านั้น

ที่มาSCB EIC, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/moc-estimates-thai-export-2019-growth-about-3-5-percent-after-jan-decline/