คลังเก็บป้ายกำกับ: Tips

Tips | วิธีตั้งค่าให้ Netflix ดาวน์โหลดหนังหรือซีรีส์ให้อัตโนมัติ ไว้ดูออฟไลน์ และไม่เปลืองเน็ต

Netflix อีกหนึ่งแพลตฟอร์มดูหนังออนไลน์ถูกกฎหมายที่เป็นที่นิยมอย่างมากทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย) ได้ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในชื่อ Download for You โดยฟีเจอร์นี้จะเข้ามาดาวน์โหลดคอนเทนต์ต่างๆ ที่เราสนใจไว้ให้อัตโนมัติ สำหรับเอาไว้ดูเวลามือถือไม่ได้มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเอาไว้

โดยฟีเจอร์ Download for You ตัวใหม่ของ Netflix นี้ จะใช้อัลกอริทึ่มเข้ามาวิเคราะห์ว่าคอนเทนต์ที่เราสนใจเป็นแบบไหน จากนั้นก็จะคอยดาวน์โหลดหนังหรือซีรีส์ต่างๆ เก็บไว้ในเครื่องของเรา เพื่อให้มือถือมีคอนเทนต์ติดเอาไว้ เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เช่น อินเทอร์เน็ตล่ม หรือไปในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าถึง ซึ่งในส่วนนี้เราสามารถตั้งค่าได้ว่าจะอนุญาตให้ Netflix ใช้พื้นที่หน่วยความจำตัวเครื่องของเรากี่ GB สำหรับดาวน์โหลดหนังต่างๆ

และก็ไม่ต้องกังวลว่าฟีเจอร์ Download for You จะทำให้ความจำของมือถือเต็มไวกว่าเดิมหรือไม่ เนื่องจากทาง Netflix ได้เผยว่า พวกเขาจะลบคอนเทนต์นั้นทิ้งไปเลย ทันทีที่เราดูจบ อีกทั้งไม่ต้องกลัวว่าจะเปลืองอินเทอร์เน็ต เนื่องจากฟีเจอร์ Download for You นี้ จะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อมือถือของเรามีการเชื่อมต่อกับ WiFi เอาไว้ 

นอกจากนี้ ภายในฟีเจอร์ Download for You ยังมีตัวเลือก Download Next Episode ให้เลือกอีกด้วย โดยตัวเลือกนี้ถือว่าน่าจะทำให้คอซีรีส์เฮไม่น้อย เพราะมันจะคอยดาวน์โหลดซีรีส์ตอนต่อไปเก็บไว้ให้เราอัตโนมัติ เท่ากับว่ามือถือของเราจะมีคอนเทนต์ดูอย่างน้อยๆ หนึ่งอันแน่ๆ นั่นก็คือตอนต่อไปก็ซีรีส์ที่เราดูนั่นเอง 

วิธีเปิดใช้งานฟีเจอร์ Download for You บน Netflix

  • เข้าไปที่หัวข้อ Downloads
  • เลือก Download for You
  • ระบุว่าจะให้ Netflix ใช้พื้นที่ตัวเครื่องกี่ GB จากนั้นกด Turn On

เบื้องต้น ฟีเจอร์ Download for You ของ Netflix จะใช้งานได้แค่เฉพาะมือถือระบบปฏิบัติการ Android เท่านั้นนะครับ ส่วนฝั่ง iOS ก็คงต้องรอกันอีกนิดนึง เพราะทาง Netflix ก็ออกมาประกาศแล้วว่า เตรียมจะเปิดให้ใช้งานในเร็ววันนี้

 

ที่มา​: Netflix

from:https://droidsans.com/tips-netflix-enable-download-for-you/

Tips | วิธีแชร์เนื้อเพลงบน Spotify ให้เป็นรูปภาพง่ายๆ ลง IG Story

ผมเองเป็นคนนึงที่มักจะแชร์เพลงบน Spotify ลงใน Story ของบัญชี Instagram และ Facebook คือไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่บางทีเนื้อเพลงบางท่อนมันก็ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารได้ดีกว่าคำพูดปกติทั่วๆ ไป ล่าสุดเหมือนว่าตอนนี้ Spotify จะเพิ่มฟีเจอร์แชร์เนื้อเพลงลง IG Story ได้แล้ว ทำง่ายๆ ไม่กี่ขั้นตอน

วิธีทำก็ง่ายๆ คือเลือกเพลงที่เราต้องการจะแชร์ลง IG Story ขึ้นมา

กดไปที่เนื้อเพลงด้านล่าง ให้มันโผล่ขึ้นมาเต็มจอ จากนั้นก็กดไปที่ Share


 

 

 

โดยการแชร์เนื้อเพลงลง IG Story ทาง Spotify จะอนุญาตให้เราเลือกแค่เพียงแค่ 5 ประโยคเท่านั้นนะครับ แต่เท่านี้ก็ถือว่าเพียงพอมากๆ แล้วล่ะ พอเลือกเสร็จแล้วก็กดไปที่ Share ได้เลย

เท่านี้ทาง Spotify ก็จะจัดเตรียมรูปภาพพร้อมเนื้อเพลงสำหรับนำไปแชร์ต่อบน IG Story, FB หรือ Twitter ได้แล้ว

นอกจากนี้ เรายังสามารถปรับมูดแอนด์โทนของภาพได้อีกด้วยนะ เพียงแค่กดไปที่รูป เท่านี้ก็จะได้ภาพหลายโทนหลายอารมณ์ไว้แชร์แทนความรู้สึกแล้ว



 

ว่าแต่เพื่อนๆ ตอนนี้ฟังเพลงอะไรกันอยู่ มาแชร์กัน ~ ไม่จำเป็นต้องใช้ Spotify ก็มาร่วมพูดคุยได้นะ จะ Apple Music, YouTube Muic, JOOX หรืออะไรก็ตามแต่ มาเลย อยากลองฟังเพลงใหม่ๆ ดูบ้าง ฮ่าๆ

from:https://droidsans.com/spotify-share-lyrics-story-tips/

เทียบกล่อง TrueID TV กล่องเก่า-กล่องใหม่ ต่างกันตรงไหน ควรเปลี่ยนหรือไม่ถ้าใช้ตัวเก่า?

สำหรับคลิปวีดีโอนี้ จะเป็นการแนะนำกล่อง TrueID TV หรือกล่อง Android TV ที่เชื่อว่าหลายคนอาจจะมีใช้งานกันอยู่แล้วที่บ้าน และหลายคนอาจจะกำลังพิจารณาหามาใช้งานกันอยู่ ด้วยราคาที่ไม่แพงและมีคอนเทนต์ค่อนข้างเยอะ ทั้งหนัง รายการทีวี และกีฬาฮิต เช่นหลายคนเอาไว้ดูบอลพรีเมียร์ลีก รวมถึงการใช้งานกับแอพพลิเคชั่นของ Android TV ได้ อย่าง Youtube หรือ Netflix เป็นต้น

หลังจากเราเคยรีวิวกล้องรุ่นแรกไปแล้วในบทความรีวิวนี้ แต่ว่าในปัจจุบันกล่อง TrueID TV ได้มีการเปิดจำหน่ายออกมาอย่างน้อยสองรุ่นแล้วครับในตลาด ซึ่งภายนอกของกล่องนั้นถ้าเราเห็นหน้าตาก็จะรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นคนละรุ่นกันแน่นอน และภายในก็มีความแตกต่างกันอยู่ไม่น้อยเช่นกันครับ เปลี่ยนใหม่ในรายละเอียดของหน้าตา UI การใช้งาน มีการเพิ่มการตั้งค่าและฟีเจอร์บางอย่างเข้ามาและปรับเปลี่ยนไป

เรานำกล่องรุ่นที่สองมาเปรียบเทียบกับกล่องรุ่นแรกให้เห็นกันเป็นแบบคลิปวีดีโอ จะมีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง และจำเป็นมั้ยที่เราจะเปลี่ยนกล่องเก่าเป็นกล่องใหม่ถ้าเรามีใช้งานที่บ้านอยู่แล้ว  เรามีคำตอบให้ในคลิปวีดีโอด้านล่างนี้ครับ

 

ข่าว: เทียบกล่อง TrueID TV กล่องเก่า-กล่องใหม่ ต่างกันตรงไหน ควรเปลี่ยนหรือไม่ถ้าใช้ตัวเก่า? มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/18/trueid-tv-2-versions-different.html

วิธีการติดตั้ง Homebridge เพื่อใช้งานอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ Homekit กับ แอพพลิเคชั่น Home

หลังจากที่ Smart Home Guide ตอนที่ 1 นั้นได้พาเพื่อนๆ ไปรู้จักและทำความเข้าใจกับ Homekit Framework ซึ่งเป็นระบบบ้านอัจฉริยะจาก Apple กันแบบละเอียดแล้ว ใน Smart Home Guide ตอนที่ 2 นี้ เราจะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับ Homebridge ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราสามารถใช้งานอุปกรณ์ Smart Device ที่ไม่รองรับ Homekit กับเฟรมเวิร์ค Homekit จาก Apple ได้ ซึ่งจะช่วยให้เราประหยัดเงินในกระเป๋าได้เยอะมาก

เอาล่ะ ใครที่อยากมีบ้านอัจฉริยะบนแพลตฟอร์มของ Apple แต่ยังไม่อยากจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปเสียก่อน ติดตามได้จาก Smart Home Guide EP2 : ทำอุปกรณ์ถูกๆ ให้รองรับ Homekit ด้วย Homebridge Server

ส่วนใครที่ชอบอ่าน ในบทความนี้เพื่อนๆ จะได้รู้จักกับ Homebridge ว่ามันคืออะไร รวมทั้งขั้นตอนการติดตั้ง Homebridge โดยละเอียด และการใช้งาน Homebridge เบื้องต้น แต่หากอ่านแล้วสับสนงงงวย ที่ท้ายบทความเราได้ลงลิงก์เพื่อให้ไปซื้อ Homebridge Hub แบบสำเร็จรูปที่ติดตั้งและตั้งค่าบท Raspberry Pi Zero W แล้วมาใช้งานกันได้เลย จะได้ไม่ต้องลงมือทำเอง

เอาล่ะ ใครพร้อมแล้วก็ไปอ่านกันต่อได้


เฟรมเวิร์คบ้านอัจฉริยะของ Apple อย่าง Homekit นั้นจำเป็นต้องใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อัจฉริยะที่รองรับ Homekit ด้วย โดยสังเกตได้จากข้างกล่องที่จะเขียนว่า “Works with Homekit” นั่นเอง ทั้งนี้เพื่อนๆ ต้องห้ามสับสนกับอีกคำที่หลายๆ ผู้ผลิตใช้ว่า “Works with Siri” เป็นอันขาด เพราะอันหลังนี้ไม่ได้หมายความว่าใช้กับ Homekit ได้ แต่หมายความว่าใช้กับ Siri Shortcuts หรือแอพ “คำสั่งลัด” บน iPhone และ iPad ของเราได้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์อัจฉริยะที่รองรับ Homekit นั้น ในบ้านเรายังถือว่ามีจำหน่ายไม่แพร่หลายนัก แถมยังมีตัวเลือกให้เลือกไม่มากด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องราคาที่โหดเอาเรื่องกันแทบทุกตัวเลย ซึ่งหากใครคิดจะใช้งานบ้านอัจฉริยะบน Homekit Framework จาก Apple และตั้งใจจะใช้อุปกรณ์ที่รองรับ Homekit ทั้งหมดนั้นคงมีหวังกระเป๋าแบนกันไปก่อนแน่ๆ ดังนั้น Homebridge จึงเข้ามาเป็นพระเอกในจุดนี้ ที่จะช่วยเชื่อมอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ Homekit อย่างเป็นทางการทั้งหลายให้สามารถใช้งานบน Homekit Framework ได้ในราคาที่สุดแสนจะสบายกระเป๋านั่นเอง

Homebridge คืออะไร?

Homebridge คือเซิร์ฟเวอร์ NodeJS ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานให้กับอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านของเราให้สามารถเชื่อมต่อกับ Homekit ของ Apple ได้ โดยหน้าที่หลักๆ ของมันนั้นคือการจำลองตัวเองเป็น Bridge (หรือเราอาจเรียกว่า Hub ก็ได้) ให้กับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ Homekit ที่เชื่อมต่อเข้ากับตัวมันเองอีกที และเมื่อเราทำการติดตั้งอุปกรณ์พวกนี้ลงไปบน Homebridge แล้ว มันก็จะไปปรากฏบนแอพพลิเคชั่น Home ใน iPhone, iPad และ Mac ของเราที่ ณ ตอนนี้มีสถานะเป็น Bridge ให้กับ Homekit Framework ในทันที

หากยังนึกภาพไม่ออก ให้ลองจินตนาการถึง Philips Hue ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่รองรับ Homekit ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ในการที่จะทำให้หลอดไฟของ Philips Hue ใช้งานกับ Homekit ได้นั้น เราจำเป็นต้องเชื่อมต่อหลอดไฟเหล่านั้นเข้ากับ Philips Hue Bridge ก่อน จากนั้นก็เอา Philips Hue Bridge ไปเชื่อมเข้ากับ Homekit อีกทีด้วยรหัสการเชื่อมต่อเฉพาะที่มากับตัว Hue Bridge เพียงเท่านี้หลอดไฟ Philips Hue ของเราก็จะปรากฏและควบคุมได้บนแอพพลิเคชั่น Home แล้ว

Homebridge เองก็ทำหน้าที่เหมือนกับ Philips Hue Bridge นั่นล่ะ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เรานำมาเชื่อมต่อกับ Homebridge ผ่านปลั๊กอินของ Homebridge ก็เปรียบเสมือนหลอดไฟในระบบ Philips Hue ที่ไม่ได้เชื่อมต่อตรงไปที่ Homekit แต่เป็นการเชื่อมต่อผ่าน Homebridge ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานอีกที

และเมื่ออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อผ่าน Homebridge เหล่านั้นถูกส่งต่อไปยัง Homekit แล้ว มันก็จะทำหน้าที่ทุกอย่างได้เหมือนอุปกรณ์ Homekit แท้ๆ รวมถึงการสั่งงานด้วยเสียงผ่านทาง Siri และการตั้ง Scene และ Automation ต่างๆ ด้วย

อุปกรณ์ที่ต้องมีในการติดตั้ง Homebridge

ปกวิธีการติดตั้ง Homebridge Server

Homebridge นั้นสามารถติดตั้งได้บนอุปกรณ์หลากหลายมาก (บน PC ก็ได้) แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่า Bridge นั้นต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและเปิดเครื่องอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการติดตั้งบน PC อาจจะไม่ตอบโจทย์นัก ในบทความนี้เราจึงจะมาติดตั้ง Homebridge Server กันบน Raspberry Pi แทน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็ก ไม่กินไฟ และสามารถเปิดใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องบำรุงรักษาอะไรเลย

โดยวิธีการนี้จะเป็นการติดตั้งแบบ Headless ซึ่งหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องมีหน้าจอเชื่อมต่อกับ Raspberry Pi ของเราแต่อย่างใด ขั้นตอนที่ต้องใช้หน้าจอจะเป็นการใช้งานหน้าจอของคอมพิวเตอร์หลักที่เราจะใช้ในขั้นตอนการติดตั้งเท่านั้น และ Homebridge Server ของเราจะสามารถใช้งานได้ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องเสียบหน้าจอมอนิเตอร์ให้เปลืองไฟและเปลืองพื้นที่ตลอดกาล

ถ้าพร้อมแล้ว เรามาจัดหาอุปกรณ์ตามนี้กัน

  1. Raspbery Pi (โมเดลไหนก็ได้ที่สะดวก เน้นที่มีฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อครบทั้ง WiFi และ Bluetooth และสามารถเชื่อมต่อ USB ได้เผื่อต้องการเพิ่มฟังก์ชั่นให้กับ Homebridge ในอนาคต) – สั่งซื้อ Raspberry Pi 4B (2GB RAM) จาก Lazada
  2. การ์ด MicroSD 16GB ขึ้นไป – สั่งซื้อ MicroSD 16GB จาก Lazada
  3. การ์ดรีดเดอร์สำหรับการเชื่อมต่อการ์ด MicroSD กับคอมพิวเตอร์ –  สั่งซื้อการ์ดรีดเดอร์จาก Lazada
  4. คอมพิวเตอร์เครื่องหลักที่จะใช้เป็นตัวกลางในการติดตั้ง Homebridge Server ลงบน Raspberry Pi

ข้อควรระวัง: ปกติแล้ว Raspberry Pi นั้นจะขายเฉพาะตัวบอร์ด สายชาร์จ (USB C หรือ MicroUSB) รวมไปจนถึงเคสของมันนั้นต้องทำการซื้อแยกนะครับ โดยหากซื้อ Raspberry Pi 4B รุ่นที่ลิงก์ไปให้นั้น สามารถซื้ออุปกรณ์เสริมตรงรุ่นนี้ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลย

ขั้นตอนการติดตั้ง Homebridge Server บน Raspberry Pi 4B

  1. ดาวน์โหลด Homebridge Raspberry Pi Image และโปรแกรม Etcher มาเตรียมไว้ในคอมพิวเตอร์ก่อน ไม่จำเป็นต้องแตกไฟล์ .zip ของไฟล์ Image แต่อย่างใด
    ขึ้นตอนการติดตั้ง homebridge server 1
    ต้องมีไฟล์ Image ของ Homebridge และโปรแกรมอัด Image ลงไปใน MicroSD Card ชื่อ Etcher
  2. เปิดโปรแกรม Etcher ขึ้นมา จากนั้นเลือกไฟล์ Homebridge-Raspbian-vX.X.X.zip ที่ดาวน์โหลมา
  3. เลือก MicroSD Card ที่เราเสียบเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับติดตั้ง Homebridge Server จากโปรแกรม Etcher
    ขั้นตอนการติดตั้ง Homebridge Server 2
    หน้าจอโปรแกรม Etcher
  4. กด Flash! เพื่อทำการแฟลช Image ลงบน MicroSD การ์ดที่เตรียมไว้
  5. หลังจากแฟลชเรียบร้อย ให้เอา MicroSD การ์ดดังกล่าวไปใส่เข้า Raspberry Pi ที่เตรียมไว้ อย่าเพิ่งเปิดเครื่องจนกว่าจะอ่านขั้นตอนต่อไป

    – ต้องการเชื่อมต่อ Homebridge Server ผ่านสาย Lan (Ethernet) – แนะนำ
    ก่อนทำการเปิดเจ้า Raspberry Pi ให้คุณเชื่อมต่อสาย Lan เข้าพอร์ต Lan บน Raspberry Pi ให้เรียบร้อยก่อน และตรวจสอบให้แน่ใจว่าอินเตอร์เน็ตสามารถใช้งานได้ปกติ จากนั้นให้ทำการเปิด Raspberry Pi ขึ้นมาได้

    – ต้องการเชื่อมต่อ Homebridge Server ผ่าน WiFi  – ไม่แนะนำ
    1. เปิด Raspberry Pi ขึ้นมา ไม่ต้องเชื่อมต่อสาย Lan เข้า Raspberry Pi จากนั้นรอประมาณ 2 – 3 นาที
    2. เปิด iPhone ขึ้นมาสแกนหาสัญญาณ WiFi ชื่อ Homebridge WiFi Setup แล้วทำการเชื่อมต่อ

    ขั้นตอนการติดตั้ง Homebridge 3
    ในหน้า Captive Portal ให้เลือก SSID ของคุณและใส่รหัสผ่าน WiFi

    3. รอสักครู่ หน้าจอ Captive Portal บนจะปรากฏขึ้นมาบน iPhone ให้เลือกชื่อสัญญาณ WiFi ของคุณและระบุรหัส WiFi (Raspberry Pi บางรุ่นสามารถเชื่อมต่อได้กับคลื่น 2.4Ghz เท่านั้น เช่น Raspberry Pi Zero) เพียงเท่านี้ Homebridge Server ของคุณก็พร้อมใช้งานแล้ว

    หมายเหตุ: จำ IP ที่แสดงในหน้า Captive Protal เอาไว้ เพราะในขั้นตอนต่อไป หากไม่สามารถเข้าใช้งาน Homebridge UI X ผ่าน http://homebridge.local ได้ เราจะต้อเข้าใช้งานด้วย IP ที่ปรากฏแทน

เริ่มต้นใช้งาน Homebridge Server ของเรา

หลังจากติดตั้ง Homebridge Server สำเร็จแล้ว เราจะสามารถเข้าสู่หน้า Homebridge UI X ซึ่งติดตั้งมาพร้อมกับ Image นี้แล้ว (แต่ก่อนการติดตั้งยากกว่านี้เพราะยังไม่มีไฟล์ Homebridge Image) เราสามารถเข้าสู่หน้าล็อกอิน Homebridge Server ของเราได้ที่ http://homebridge.local เมื่อหน้าล็อกอินปรากฏขึ้นมา ให้กรอกชื่อผู้ใช้งานเป็น admin และรหัสผ่านเป็น admin ในครั้งแรกที่เข้าใจงาน

ขั้นตอนการใช้งาน Homebridge 4
หน้าล็อกอิน Homebridge Server ที่เราเพิ่งติดตั้งเสร็จ โดยผู้ใช้งานและรหัสเริ่มต้นเป็น admin/admin

ในกรณีที่ไม่สามารถเข้าหน้าล็อกอินผ่าน http://homebridge.local ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ใช้งาน Windows ให้แก้ปัญหาโดยการหา IP ที่แท้จริงของ Homebridge Server ของเราเพื่อเรียกหน้าเว็บอินเตอร์เฟซสำหรับการล็อกอินออกมาผ่าน IP โดยจะเข้าผ่าน http://<ไอพีของ Homebridge Server ของเรา> ทั้งนี้หากเพื่อนๆ ลืมจด IP ในหน้า Captivate Portal ไว้ และไม่ทราบวิธีการหา IP ของ Homebridge Server นั้น มันสามารถทำได้อย่างง่ายดายโดยการเอา iPhone/iPad มาเปิดไปที่ http://homebridge.local จากนั้นล็อกอินเข้าด้วย admin/admin หลังจากล็อกอินแล้ว IP ของ Homebridge Server จะแสดงให้เห็นในช่อง Server Information ของหน้า UI และเมื่อได้ IP มาแล้วก็ค่อยนำมาเข้าระบบเพื่อใช้งานต่อบนคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนการติดตั้ง Homebridge 5
เลื่อนลงมาที่ไทล์ Server Information ในหน้า Homebridge UI หลังจากเข้าระบบแล้วจะแสดง IP ของเซิร์ฟเวอร์

ในขั้นตอนนี้ APPDISQUS ขอแนะนำให้เราทำการตั้งค่า IP ของ Homebridge Server เราให้เป็น Fixed IP (ไม่ว่าจะเชื่อมต่อแบบ Ethernet หรือ WiFi) เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต ซึ่งเราสามารถเข้าไปตั้งค่า IP ให้กับเซิร์ฟเวอร์ของเราได้โดยการตั้งค่า Reserve DHCP บนเราเตอร์ของเรานั่นเอง




ในหน้า Homebridge UI X นี้เองที่เราจะเห็นบาร์โค๊ดของ Homebridge Server ของเรา ซึ่งเราสามารถเปิดแอพ “บ้าน” หรือ “Home” บน iPhone ของเรามาสแกนบาร์โค๊ดดังกล่าวนี้เพื่อเพิ่ม Homebridge ของเราเข้าสู่ Homekit Framework ได้ในทันที โดยขั้นตอนการเพิ่มนั้นก็เพียงแค่เปิดแอพ Home ขึ้นมา จากนั้นกดเครื่องหมาย + ที่มุมซ้ายบนแล้วเลือก “เพิ่มอุปกรณ์เสริม” แอพ Home จะเด้งขึ้นมาให้เราสแกนบาร์โค๊ด ให้ส่องกล้องไปที่บาร์โค๊ดของ Homebridge Server ของเรา แล้วทำการเพิ่มบริดจ์ใหม่เข้าไปใน Homekit เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

ใน Homebridge UI X นั้น เพื่อนๆ สามารถเลือกติดตั้งปลั๊กอินสำหรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์บ้านอัจฉริยะที่ไม่ได้รองรับ Homekit เช่นอุปกรณ์จาก Tuya Platform ได้โดยการไปที่เมนู “Plugins” ซึ่งในเมนูนี้เพื่อนๆ จะสามารถค้นหาปลั๊กอินที่ต้องการได้โดยการพิมพ์คีย์เวิร์ดลงไป เช่นหากต้องการหาปลั๊กอินสำหรับ Tuya ก็ได้พิมพ์คำว่า Tuya หรือหากต้องการปลั๊กอินเกี่ยวกับ Xiaomi ก็ให้พิมพ์คำว่า Xiaomi ลงไปนั่นเอง ทั้งนี้ APPDISQUS ขอแนะนำให้เลือกติดตั้งปลั๊กอินที่มีแท็ก “Verified” อยู่เพราะปลั๊กอินเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบจากทีมนักพัฒนา Homebridge แล้ว และต้องมาพร้อมกับ Web UI Config ทำให้สามารถตั้งค่าอุปกรณ์เหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย แทบไม่ต้องไปยุ่งกับไฟล์ “config.json” ที่เหมาะกับผู้ใช้งานที่แอดวานซ์ขึ้นมา

วิธีติดตั้ง Homebridge Plugin
หน้าแสดงการติดตั้ง Homebridge Plugin

อัพเดต Homebridge Server และระบบ

Homebridge นั้นจะมีปล่อยอัพเดตมาอยู่เสมอ โดยจะมุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์การใช้งานที่ดีและเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่ง APPDISQUS แนะนำให้เพื่อนๆ อัพเดต Homebridge Server กันอย่างสม่ำเสมอ และนอกจาก Homebridge Server เองแล้ว NodeJS และ NPM ซึ่งเป็นดีเพ็นเดนซี่สำคัญของ Homebridge Server เองก็มีการอัพเดตอยู่เสมอเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานเช่นเดียวกัน โดยเราสามารถเข้าไปทำการอัพเดตอุปกรณ์ของเราได้ตามขั้นตอนดังนี้

1. อัพเดต NodeJS

– กดสัญลักษณ์ไข่ปลาสามจุดที่มุมขวาบนของจอ จากนั้นเลือก “Terminal” เพื่อเรียกหน้าต่าง Terminal ขึ้นมา

– พิมพ์ sudo hb-config แล้วกดเอ็นเตอร์ หน้าต่าง hb-config จะปรากฏขึ้นมา

อัพเดต nodeJS ด้วย hb-config
อัพเดต nodeJS ด้วย hb-config

– กด Upgrade Node.js เพื่อทำการอัพเดต NodeJS เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

– เมื่ออัพเดตเสร็จแล้วให้กลับมาหน้า Terminal และพิมพ์ “sudo hb-service rebuild –all” เพื่อทำการอัพเดต Node Modules ทั้งหมด

ขั้นตอนการอัพเดต Node Modules บน Homebridge
ขั้นตอนการอัพเดต Node Modules บน Homebridge

– รีสตาร์ท Homebridge Server ของเราเพื่อสิ้นสุดการอัพเดต

 

2. อัพเดต Homebridge Server

– เปิดเข้าหน้า Homebridge UI-X จากนั้นดูที่เวอร์ชั่นของ Homebridge กดลงไปที่ตัวเลขเวอร์ชั่นแล้วเลือกอัพเดตเป็นเวอร์ชั่น 1.2.5 หรือ 1.3.0-BetaX โดย 1.2.5 จะรองรับโปรโตคอลการสื่อสารใหม่ที่ชื่อ Ciao และไม่สามารถเลือกเปลี่ยนได้ ในขณะที่ 1.3.0-BetaX นั้นรองรับทั้ง Ciao และ Bonjour-Hap

ขั้นตอนการอัพเดต Homebridge Server
ขั้นตอนการอัพเดต Homebridge Server

– กด Install เพื่อทำการติดตั้ง Homebridge Server เวอร์ชั่นที่เลือก โดยเราสามารถกลับมาเปลี่ยนเวอร์ชั่นได้เสมอตามต้องการ

 

3. อัพเดต Homebridge UI-X

– กดเข้าเมนู Plugins จากนั้นสังเกตว่า Homebridge UI มีอัพเดตหรือไม่ หากมีอัพเดตให้ทำการกดอัพเดตเพื่อให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

ขั้นตอนการอัพเดต Homebridge UI-X
ขั้นตอนการอัพเดต Homebridge UI-X

Smart Home Guide EP2 และบทความน่าจะครอบคลุมทุกสิ่งที่จำเป็นในการติดตั้งและเริ่มต้นใช้งาน Homebridge ของเพื่อนๆ กันแล้ว ในตอนต่อไป เราจะพูดกันถึงแบรนด์และอุปกรณ์อัจฉริยะที่น่าสนใจที่เราควรนำมาใช้กับ Homekit ของเรา ทั้งที่เป็น Homekit แท้ๆ และที่ใช้งานผ่าน Homebridge โดยเราจะมุ่งเน้นที่ความคุ้มค่าของราคาและประสิทธิภาพการทำงานของมัน เช่นเดียวกับความยากง่ายในการหาซื้อมาใช้งาน

ติดตามรายการ Smart Home Guide ได้ทุกวันอาทิตย์ ผ่านทางช่อง APPDISQUS บน Youtube รวมถึงบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในตอนนั้นๆ ทุกสัปดาห์บนหน้าเว็บ Appdisqus.com แล้วอย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ กับติดตามและกระดิ่งแจ้งเตือนกันเอาไว้เพื่อให้ไม่พลาดทุกการอัพเดตในโลก Smart Home ไปด้วยกันนะครับ

บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Smart Home

ข่าว: วิธีการติดตั้ง Homebridge เพื่อใช้งานอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ Homekit กับ แอพพลิเคชั่น Home มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/14/how-to-install-homebridge-on-raspberry-pi.html

Tips | วิธีปลดล็อค iPhone แบบไม่ต้องถอดหน้ากากอนามัยออกด้วย Apple Watch

นับตั้งแต่มีการระบาดของ COVID-19 ทำให้ปัจจุบัน เวลาจะออกไปไหนมาไหน เราทุกคนจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยออกมาด้วย เพื่อป้องกันทั้งตัวเองและคนรอบข้าง ไม่ให้ติดเชื้อไวรัสเจ้าปัญหานี้ ซึ่งการใส่หน้ากากอนามัยถือว่าส่งผลกระทบกับผู้ใช้งาน iPhone บางส่วนกันอย่างจัง เพราะเจ้า Face ID ดันไม่สามารถทำงานร่วมกันกับหน้ากากอนามัยได้ คือถ้าอยากปลดล็อค ต้องดึงหน้ากากลงมาก่อน แต่ล่าสุด Apple ก็ปล่อยอัปเดตมาแก้ไขปัญหานี้เรียบร้อย

วิธีติดตั้ง iOS 14.5 Beta บน iPhone

ก่อนอื่น ต้องบอกว่าแพทช์อัปเดต iOS 14.5 ใหม่นี้ จะยังคงมีสถานะเป็นเพียงแค่เวอร์ชั่น Beta เท่านั้นนะครับ ซึ่งวิธีการดาวน์โหลดติดตั้งก็ตามนี้เลย

  • เข้าไปที่เว็บ Beta.Apple จากนั้นจากนั้นเลื่อนลงมาด้านล่างจะเห็นปุ่ม Sign Up สีฟ้า กดเพื่อเข้าสู่หน้าต่อไป เมื่อกดแล้ว Apple จะยืนยันให้ทำการเข้าระบบ Apple ID กด Continue 

  • หน้าเอกสารคำแนะนำจะปรากฎขึ้นมา เลื่อนลงมาเรื่อย ๆ จนเจอคำว่า “Enroll your iOS Device” กดเข้าไป

  • เลื่อนลงมาเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอคำว่า “Download Profile” กดเข้าไป จะมีหน้าต่างเด้งขึ้นมาบนหน้าจอ กด “Allow” แล้วกดปิดหน้าต่าง

  • หลังจากนั้นเข้าไปในหน้า Setting เลื่อนไปจนบนสุดจะเจอแถบที่ระบุว่า “Profile downloaded” กดเข้าไปแล้วกด Install ที่มุมขวาบนพร้อมใส่รหัสผ่านของตัวเครื่อง

  • หน้าต่าง Terms and Agreement จะโผล่ขึ้นมา อ่านเสร็จแล้วให้กด Agree เพื่อไปต่อ หลังจากนั้น iPhone จะทำการขอ Reset เครื่อง กดตกลง

  • หลังจาก Reset เครื่องเสร็จเรียบร้อยแล้ว เปิดหน้า Settings ขึ้นมาใหม่อีกครั้งแล้วไปที่ General – Software Updates แล้วเราจะเห็นว่า iOS 14.5 พร้อมให้ดาวน์โหลดเรียบร้อยแล้ว กดดาวน์โหลดแล้วรอ

  • หลังจากดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ทำการติดตั้งได้เลย

ติดตั้ง iOS 14.5 เสร็จ ให้ติดตั้ง WatchOS 7.4 Beta ต่อ

พอติดตั้ง iOS 14.5 Beta เสร็จแล้ว เราก็จำเป็นจะต้องติดตั้ง WatchOS เวอร์ชั่นใหม่ตามเข้าไป เพื่อที่จะสามารถปลดล็อค iPhone แบบไม่ต้องถอดหน้ากากได้ผ่าน Apple Watch สุดหรูที่ข้อมือ

เหมือนกันกับ iPhone ให้ผู้ใช้งานเข้า Browser แล้วเข้าไปที่เว็บไซต์ Beta Apple แล้วเลื่อนลงไปหา WatchOS จากนั้นกดที่ “Sign in”

เลื่อนลงมาด้านล่างเพื่อกด “Enroll device”

เลื่อนลงมาด้านล่างแล้วกด “Download Profile” หลังจากนั้นจะมีหน้าต่างขึ้นมาให้เรากด Allow 

กด install ที่มุมขวาบน แล้วใส่ Pin เพื่อยืนยัน หลังจากนั้นจะมีหน้า Terms and Condition โผล่ขึ้นมา ให้กด Install ที่มุมบนขวา แล้ว iPhone จะให้เรายืนยันเพื่อที่จะ Restart เครื่อง

หลังจากที่ Restart เครื่องเป็นที่เรียบร้อย ให้เข้าไปที่แอป WatchOS แล้วไปที่แถบ Software Update แล้วเราก็จะได้เห็น WatchOS 7.4 ให้ดาวน์โหลด แล้วติดตั้งต่อได้เลย

หลังจากติดตั้งทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เหลือเพียงแค่เข้าไปเปิดฟีเจอร์ในหน้า Settings – Face ID & Passcode – Enable Watch Unlock ก็สามารถใช้งานได้แล้วครับ

สรุปการใช้งานฟีเจอร์

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าอันนี้เป็นเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่น Beta เพราะงั้นถ้าเจอ Bug หน่อย ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ซึ่งจากที่ได้ลองใช้งานมาก็ถือว่าทำงานได้ดีเลยทีเดียว เวลาจะเปิด iPhone ตอนที่ใส่มาส์กอยู่ ตัวมือถือจะปลดล็อคให้ทันทีเมื่อมี Apple Watch อยู่ใกล้ ๆ แต่จากการทดลองแล้ว Face ID จะทำงานก็ต้องเมื่อมีหน้าคนส่องอยู่ที่เครื่องถึงจะปลดล็อคได้

ระยะที่ Apple Watch จะต้องอยู่ใกล้ iPhone อยู่ที่ราว ๆ 1.5 เมตรจากที่ทดลอง ซึ่งทุกครั้งที่มีการปลดล็อค ตัว Apple Watch จะทำการสั่นเพื่อเป็นการเตือนว่ามีคนพยายามปลดล็อคมือถือของเรานั่นเอง

อีกเรื่องที่ต้องจำไว้คือฟีเจอร์นี้สามารถใช้งานได้เพียงการปลดล็อคมือถือเท่านั้น การซื้อแอปพลิเคชันใน App Store ยังจำเป็นต้องใช้งาน Face ID ของจริงอยู่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งสำหรับใครที่ใช้งาน iPhone แล้วมี Apple Watch อยู่แล้ว ต้องรีบโหลดฟีเจอร์นี้ไปลองใช้ บอกเลยว่าชีวิตสะดวกสบายขึ้นมากแน่นอนครับ

from:https://droidsans.com/how-to-unlock-iphone-using-apple-watch-ios-14-5/

ทิปเทคนิค : 4 วิธีใส่ไอคอนสวยๆ ในพาวเวอร์พอยต์ของคุณ

หลายคนชอบใช้ภาพใหญ่ๆ ภาพเคลื่อนไหวได้ หรือรูปประกอบที่ดูฉูดฉาด แต่ก็ไม่ควรพลาดการใช้อะไรที่น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ แถมใช้ง่ายกว่าอย่าง “ไอคอน” เพราะการใช้ไอคอนจะช่วยให้คุณทำสไลด์สไตล์มินิมอลที่ช่วยอธิบายประเด็นเนื้อหาที่ซับซ้อนให้ง่ายขึ้นได้

มีไอคอนหลายแบบที่มีความหมายแทนภาพต่างๆ แบบที่เข้าใจกันสากล ทำให้สามารถนำเสนอเนื้อหาได้โดยไม่ต้องพูดข้อความใดๆ เพิ่มเติม ดังนั้นเราจึงมาเจาะลึกเคล็ดลับเกี่ยวกับการนำไอคอนมาใช้ในงานนำเสนอแบบพาวเวอร์พอยต์ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. ใช้ฟีเจอร์ในพาวเวอร์พอยต์เพิ่มไอคอนโดยตรง
พาวเวอร์พอยต์ตอนนี้มีฟีเจอร์ใหม่สำหรับแทรกไอคอนลงในงานนำเสนอแล้ว โดยฟีเจอร์ไอคอนใหม่ในพาวเวอร์พอยต์นี้จะอยู่ในทั้งพาวเวอร์พอยต์และออฟฟิศ 365 เวอร์ชั่นล่าสุด แสดงในรูปของออพชั่นให้เลือกแบบดีฟอลต์สำหรับใส่ไอคอน ซึ่งคุณสามารถใช้พาวเวอร์พอยต์เวอร์ชั่นที่มากับออฟฟิศ 365 ในการเข้าถึงไลบรารีที่รวมไอคอนมากมายให้เลือกใช้ที่เหมาะกับงานของคุณมากที่สุดได้ผ่านแท๊บ Insert ทำให้สไลด์ของคุณอธิบายได้ด้วยตัวมันเองจากความช่วยเหลือของไอคอนเหล่านี้ที่อยู่ในรูปของเวคเตอร์ แน่นอนว่าไอคอนแบบเวคเตอร์นี้สำหรับปรับขนาดเล็กใหญ่ได้โดยไม่ต้องกลัวเสียความละเอียดตามคุณสมบัติของภาพเวคเตอร์

สำหรับวิธีเพิ่มไอคอนในพาวเวอร์พอยต์เวอรชั่นออฟฟิศ 365 นั้น ให้ไปที่ Insert > Icons ซึ่งจะเปิดหน้าต่างใหม่ที่มีไอคอนจำนวนมากให้คุณเลือกตามประเภทหมวดหมู หรือจะค้นหาด้วยการพิมพ์ข้อความคีย์เวิร์ดที่ต้องการก็ได้

นอกจากนี้ยังสามารถใช้แท๊บ Format เพื่อเปลี่ยนสีหรือรูปแบบไอคอนของคุณในพาวเวอร์พอยต์ได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนสีของไอคอนก็ทำได้ง่ายๆ ผ่านออพชั่น Fill โดยเริ่มจากการเลือกที่ตัวไอคอน จากนั้นคลิกขวา เลือก Format > Fill แล้วจึงเลือกสีที่ต้องการ เป็นต้น

ภาพเคลื่อนไหวด้านล่างแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการเพิ่มไอคอนลงในพาวเวอร์พอยต์โดยใช้ออฟฟิศ 365 โดยจะเห็นได้ว่า เราสามารถเลือกไอคอนแบบต่างๆ ที่หลากหลายใส่เข้ามาได้อย่างง่ายดาย เพื่อสร้างสไลด์ที่อธิบายเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ผ่านตัวภาพไอคอนที่ใช้แทนประเด็นเนื้อหาที่เข้าใจตรงกันแบบสากล รวมทั้งคุณอาจจะเอาไอคอนเหล่านี้มาตกแต่งร่วมกับแผนผัง อินโฟกราฟิก แล้วใส่ข้อความอธิบายเพิ่มเล็กน้อยเพื่อให้ดูเป็นพาวเวอร์พอยต์ที่ระดับมือโปรก็ได้

2. NucleoApp
NucleApp เป็นทูลที่ดีมาก (สำหรับใช้งานบนเครื่องแมคและวินโดวส์) มีไอคอนให้เลือกมากกว่า 20,000 ไอคอนที่คุณสามารถนำมาเพิ่มลงในงานนำเสนอพาวเวอร์พอยต์ได้ จุดเด่นที่ดีที่สุดของทูลนี้ที่นอกจากจำนวนไอคอนปริมาณมหาศาลแล้วคือ เมื่อคุณติดตั้งบนเดสก์ท็อปแล้ว ก็สามารถใช้การลากแล้วปล่อยเพื่อใส่ไอคอนจากแอพนี้ลงในสไลด์พาวเวอร์พอยต์ได้โดยตรง

สิ่งที่แตกต่างจากฟีเจอร์ที่มากับพาวเวอร์พอยต์ในออฟฟิศ 365 แบบดีฟอลต์ก็คือ แอพนี้มียูทิลิตี้ในการปรับแต่งหน้าตาไอคอนให้ก่อนที่จะโยนใส่ไปในพาวเวอร์พอยต์ นั่นคือ ถ้าคุณต้องการไอคอนที่ดูแปลกใหม่จากในไลบรารีที่มากับพาวเวอร์พอยต์เดิมแล้ว แอพนี้จะสามารถเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ให้สไลด์ของคุณผ่านไอคอนที่ปรับแต่งใหม่สีสันสวยงามตามต้องการได้

3. IconDrop
IconDrop เป็นทูลโอเพ่นซอร์สที่มีให้โหลดผ่าน Github ที่ถึงแม้จะดูเหมือนเวอร์ชั่นทดลองใช้ยั่วให้คุณอัพเกรดเสียเงินเพิ่มเพื่อเข้าถึงคอลเลกชั่นไอคอนแบบสมบูรณ์ก็ตาม แต่เมื่อคุณติดตั้งแอพครั้งแรก ก็จะได้เข้าถึงไอคอนฟรีจำนวนหนึ่งอยู่แล้วนอกจากคุณจะถูกดึงดูดให้จ่ายเงินอัพเกรด

แอพนี้มีในรูปของปลั๊กอิน Sketch และเอ็กซ์เทนชั่นของ Adobe CC (ทั้ง Photoshop และ Illustrator) ด้วย เพื่อยกระดับงานดีไซน์ของคุณด้วยไอคอนคุณภาพสูงจากบริษัท Iconscount โดยดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://iconscout.com/icondrop

IconDrop มีไอคอนที่หลากหลายกว่าไอคอนระดับพื้นฐาน ที่นำมาใช้สร้างสรรค์สไลด์ให้ดูมีสีสันน่าดึงดูดมากขึ้นได้ รวมทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ออกแบบที่ต้องการดีไซน์เนื้อหาสไลด์บนแอพพลิเคชั่นของอโดบี้อย่างเช่น Adobe PhotoShop หรือ Illustrator ด้วยเช่นกัน

4. SlideModel
SlideModel เป็นอีกหนึ่งแหล่งที่ดีมากสำหรับดาวน์โหลดชุดไอคอนมาใช้สำหรับงานนำเสนอ รวมไปถึงเป็นแหล่งของเท็มเพลตงานนำเสนอจำนวนหลายพันแบบให้เลือกใช้อีกด้วย โดยส่วนใหญ่จะใช้ไอคอนจากพาวเวอร์พอยต์โดยตรง

เพียงสมัครสมาชิก SlideModel คุณก็จะสามารถเข้าถึงแคตตาล็อกขนาดใหญ่มหึมาของเท็มเพลตและดีไซน์ของสไลด์มากมายให้เลือก ที่รวมถึงชุดไอคอนสำหรับพาวเวอร์พอยต์เต็มรูปแบบด้วย โดยเมื่อดาวน์โหลดชุดไอคอนมาแล้ว คุณก็สามารถใช้การ Copy และ Paste ในการใส่ไอคอนไปยังงานนำเสนอพาวเวอร์พอยต์ได้เลย

แม้วิธีต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้จะช่วยให้คุณเพิ่มไอคอนหลากหลายแบบที่อธิบายเนื้อหาบนสไลด์งานนำเสนอให้ง่ายขึ้นมาก ทำให้คุณสร้างสไลด์ด้วยภาษาผ่านรูปภาพที่เข้าใจได้อย่างเป็นสากล แต่ส่วนตัวแล้ว เราชอบไอคอนของ SlideModel มากกว่าในแง่ของการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและความสะดวกในการใช้ ไม่ว่าจะเป็นการคัดลอกไปวางตำแหน่งต่างๆ บนสไลด์ได้ดังใจโดยไม่จำเป็นต้องแอพเธิร์ดปาร์ตี้อื่นที่กินทรัยพยากรระบบ ช่วยให้ออกแบบงานนำเสนอได้เร็วขึ้นมากด้วยการตกแต่งสไลด์ด้วยไอคอนที่สวยงาม

ที่มา : https://www.free-power-point-templates.com/articles/powerpoint-icons-in-presentations

from:https://www.enterpriseitpro.net/powerpoint-icons-in-presentations/

เริ่มต้นกับ Homekit และระบบ Smart Home ของ Apple ง่ายๆ กับ Smart Home Guide

ชาว iOS ทั้งหลายเคยสังเกตเห็นแอพที่เป็นรูปบ้านสีเหลืองที่ชื่อ “Home” หรือ “บ้าน” กันบ้างไหม รู้กันไหมว่าแอพพลิเคชั่นที่ว่านี้มีหน้าที่อะไร และอะไรคือระบบ Homekit จาก Apple ที่เราคุ้นหูกันมานานแสนนาน วันนี้ APPDISQUS จะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับระบบบ้านอัจฉริยะของ Apple ที่จะทำให้บ้านธรรมดาๆ ของเรากลายเป็นบ้านที่ตอบสนองความต้องการเราได้อย่างชาญฉลาดด้วยความช่วยเหลือจาก AI อย่าง Siri

หากใครกำลังมีความคิดอยากเริ่มต้นกับบ้านสมาร์ทโฮมสักหลังด้วยงบประมาณที่ไม่บานปลาย ติดตามรายการ Smart Home Guide ที่จะออนแอร์ทุกสัปดาห์เอาไว้ได้เลย รับรองว่าได้บ้านสมาร์ทอย่างฝันในราคาที่ไม่ทำให้กระเป๋าแบนแฟนทิ้งอย่างแน่นอน ส่วนใครที่ยังไม่ได้รับชมรายการใหม่จากเรา ก็สามารถรับชมได้จากวิดีโอด้านล่างนี้ กับ Smart Home Guide EP1 : เริ่มต้นกับ Homekit และระบบ Smart Home ของ Apple สำหรับคนที่ฟังไม่ทัน หรืออยากเน้นอ่านเป็นบทความก็ตามอ่านกันได้ต่อในบทความนี้ได้เลย


Homekit ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับคนที่กำลังมองวิธีการทำบ้านให้กลายเป็นบ้านอัจฉริยะ โดย Homekit นั้นเป็นแพลตฟอร์มสมาร์ทโฮมจากทางฝั่ง Apple ซึ่งจะใช้ Siri ในการเป็นตัวกลางการสั่งงานด้วยเสียงและช่วยรับและประมวลผลคำสั่งต่างๆ ไปยังอุปกรณ์ที่รองรับ Homekit หรืออยู่ในแอพพลิเคชั่น “Home” หรือ “บ้าน” บน iOS, iPadOS และ macOS ของเรา ซึ่งก็เหมือนกับ Google Assistant และระบบ Home ของ Google และ Amazon Alexa และระบบบ้านอัจฉริยะของ Amazon นั่นเอง

และเนื่องจากระบบอินเตอร์เน็ตของประเทศไทยเราตอนนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลก เราจึงถือว่ามีความพร้อมในการพัฒนาระบบสมาร์ทโฮมได้ไม่ต่างจากประเทศชั้นนำทั้งหลาย และหลายๆ คนเองก็มีการใช้ระบบ Home Automation หรือ Smart Home นี้ในบ้านเช่นเดียวกัน วันนี้ APPDISQUS จึงจะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับ Homekit กันให้มากขึ้นกว่าเดิม

Homekit และแอพพลิเคชั่น Home คืออะไร?

Homekit คือแพลตฟอร์มบ้านอัจริยะของ Apple โดยออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านที่มีตั้งแต่ตัวควบคุมอุณหภูมิภายในบ้าน (Thermostats) ไปจนถึงปลั๊กไฟและหลอดไฟอัจฉริยะ หรือจะเป็นม่านหน้าต่างและประตูบ้านยันโรงรถเองก็สามารถควบคุมผ่าน Homekit ได้เช่นเดียวกันหากขึ้นชื่อว่าเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ

โดย Apple นั้นยังมีแอพพลิเคชั่น Home ที่เขียนขึ้นมาเพื่อรองรับเฟรมเวิร์ค Homekit ของตนเองอีก เช่นเดียวกับแอพพลิเคชั่นจากนักพัฒนาอิสระมากมายที่ก็ใช้ประโยชน์จากเฟรมเวิร์ค Homekit เช่นเดียวกัน อาทิ แอพพลิเคชั่น Eve Home และ Home+ ที่ก็ถือว่าเป็นแอพพลิเคชั่นเด่นที่คนเล่นสมาร์ทโฮมบนแพลตฟอร์ม Homekit นิยมกัน




แอพพลิเคชั่น Home ที่เราเห็นบน iPhone, iPad และ Mac ของเรานั้นเปรียบได้กับหน้าต่างควบคุมบ้านอัจฉริยะของเรานั่นเอง โดยแอพพลิเคชั่น Home นั้นจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของอุปกรณ์ Homekit Compatible ที่เราเชื่อมต่อไว้บน Homekit Framework ของระบบอีโค่ซิสเต็มจาก Apple ทำให้เราสามารถควบคุมอุปกรณ์จากหลากหลายแบรนด์ได้ในแอพพลิเคชั่นเดียว แต่หากต้องการควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้จากระยะไกล เราต้องเชื่อมต่อ Homekit Hub ภายในบ้านของเราก่อนเพื่อให้เจ้า Homekit Hub ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อเราเข้ากับอุปกรณ์อัจฉริยะบน Homekit ของเราอีกทีเวลาที่เราไม่ได้เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตเดียวกันกับบรรดาอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน

Homekit Hub คืออะไร และทำไมเราถึงต้องใช้มัน?

Homekit Hub นั้นเปรียบได้กับสมองอัจฉริยะหากเราต้องการสั่งงานอุปกรณ์ที่เราเชื่อมต่อไว้บน Homekit ในเวลาที่เราไม่ได้อยู่ในบ้าน โดยเจ้า Homekit Hub นั้นจะเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างเรากับอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้าน ซึ่งแนวทางนี้ Apple คิดขึ้นมาเพราะต้องการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานสมาร์ทโฮมนั่นเอง

ที่บอกว่าปลอดภัยก็เพราะอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านคุณที่เป็น Homekit Compatible นั้นจะไม่สามารถทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและรับคำสั่งหรือส่งคำสั่งใดๆ ออกไปได้เองหากคุณใช้งานมันจากแอพพลิเคชั่น Home เท่านั้น (เว้นแต่จะใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นของผู้ผลิตอุปกรณ์แต่ละรายที่อาจมีวิธีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์นั้นๆ แตกต่างกันไป) โดยอุปกรณ์เหล่านั้นจะต้องรอรับคำสั่งและ/หรือสั่งคำสั่งไปที่ Homekit Hub เท่านั้นในกรณีที่เราไม่อยู่บ้าน แล้วเจ้า Homekit Hub ถึงจะทำหน้าที่ส่งต่อคำสั่งนั้นๆ ไปยังอุปกรณ์ที่เราต้องการต่ออีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการรุกรานจากผู้ไม่หวังดีที่หากสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตรงได้อาจใช้มันทำสิ่งที่ไม่สมควร

นั่นหมายความคำสั่งต่างๆ ที่เราสั่งไปยังอุปกรณ์อัจฉริยะของเรานั้นจะไม่ถูกนำไปประมวลผลและเก็บเป็นข้อมูลไว้ในระบบคลาวด์ของผู้ให้บริการรายใด เพราะตัวที่คอยสั่งการแทนคำสั่งที่ได้รับจากเรานั้นคืออุปกรณ์ Homekit Hub ที่ว่ามานี่ล่ะ ซึ่งก็ทำให้เรามั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัย

Homekit Hub Devices

อุปกรณ์ Homekit Hub ในปัจจุบันนี้ที่ Apple อนุญาตให้ใช้งานในการเป็นตัวรับและถ่ายทอดคำสั่งของเราจากระยะไกลไปยังอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้านนั้นประกอบด้วย iPad, Apple TV4K และ Gen 4, Homepod และ Homepod Mini โดยมีข้อกำหนดว่าอุปกรณ์ที่จะมาเป็น Homekit Hub นั้นจะต้องเชื่อมต่อ Internet วงสัญญาณเดียวกับอุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหลายภายในบ้านของเราไว้ตลอดเวลา และต้องมีไฟเลี้ยงเสมอ (จะเปิดหน้าจอหรือจะอยู่ในโหมดพักหน้าจอหรือโหมดสแตนด์บายก็ได้) และด้วยข้อกำหนดนี้เอง iPad จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม “น้อยที่สุด” ในการเป็น Homekit Hub ให้กับบ้านของเรา เพราะหากเมื่อไหร่ Homekit Hub ของเราถูกปิด หรือแบตหมด หรือเชื่อมต่อเน็ตไม่ได้ อุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านเราก็จะไม่สามารถควบคุมจากระยะไกลผ่านทางแอพพลิเคชั่น Home ได้ในทันที

ทั้งนี้ในบ้านหนึ่งหลังเราสามารถมี Homekit Hub ได้มากกว่า 1 ตัว และยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มความเสถียรให้กับระบบ Homekit ของเราได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อไหร่ที่ Homekit Hub ตัวใดตัวหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นระหว่างการใช้งาน ระบบจะสลับไปใช้งาน Homekit Hub ตัวอื่นภายในบ้านของเราในทันที ทำให้ประสบการณ์ใช้งานบ้านอัจฉริยะของเราจากระยะไกลนั้นไม่เกิดการสะดุด

Homekit รองรับอุปกรณ์ประเภทใดบ้าง?

Apple พัฒนา Homekit ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นแผนโร๊ดแมฟพัฒนาในทุกปีที่ ซึ่งก็รวมไปจนถึงการเพิ่มชนิดอุปกรณ์ที่รองรับในระบบ Homekit ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นด้วย โดยในปัจจุบันนี้ Homekit Framework รองรับอุปกรณ์ต่างๆ ตามรายการดังนี้

Homekit Accessory Types

อุปกรณ์ Homekit แต่ละอย่างนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างครอบคลุมความต้องการในชีวิตประจำวันของเรา ยกตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิของที่อยู่อาศัยอย่าง Thermostats ที่ก็เอามาใช้งานร่วมกับอุปกรณ์กลุ่ม Air Conditioners และ Humidifiers ได้เพื่อปรับอุณหภูมิภายในห้องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสบายตัวกับเรา หรืออุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ ที่เมื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์กลุ่มต่างๆ แล้วจะสามารถสร้างสรรค์ Automation หรือการทำงานอัตโนมัติที่น่าสนใจได้ รวมไปจนถึงเมื่อนำมาใช้กับอุปกรณ์กลุ่ม Security ก็จะเอามาช่วยเสริมทัพความปลอดภัยภายในบ้านของเราได้เช่นเดียวกัน




นอกจากนี้ Homekit เองก็ยังรองรับอุปกรณ์ในกลุ่มบันเทิง หรือ Entertainment อย่างครอบคลุม เริ่มตั้งแต่โทรทัศน์ เครื่องเสียง (AVR) และลำโพงที่รองรับ AirPlay 2 และอุปกรณ์ภายนอกบ้านอย่างสปริงเกอร์ลดน้ำอัตโนมัติ หรือภายในครัวอย่างก๊อกน้ำเอง ณ ปัจจุบันนี้ก็มีรุ่นที่เป็นก๊อกน้ำอัจฉริยะที่รองรับ Homekit ออกมาให้เห็นแล้วเช่นเดียวกัน





ทั้งหมดนี้น่าจะพอเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ณ ปัจจุบันนี้ Smart Home หรือบ้านอัจฉริยะนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวของพวกเราเลย ดังจะเห็นได้จากอุปกรณ์ที่รองรับในระบบ Homekit ที่ได้อ่านผ่านตาไปข้างต้น ซึ่งแน่นอนว่ารายการอุปกรณ์ที่รองรับนั้นนับวันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นใครที่กำลังคิดว่า Smart Home บนระบบ Homekit นั้นจะตอบโจทย์และครอบคลุมบ้านอัจฉริยะของตนหรือไม่ อเล็กซ์เองก็ขอยืนยันตอนนี้เลยว่าตอบโจทย์และครอบคลุมอย่างแน่นอน และเมื่อเราประกอบเอาหลายๆ อุปกรณ์เหล่านี้เข้าใช้งานในฟังก์ชั่น “Scene (ฉาก)” และ “Automation (การทำงานอัตโนมัติ)” แล้ว บ้านอัจฉริยะของเราก็จะกลายเป็นบ้านที่อัจฉริยะจริงสมชื่อ สมดังตั้งใจได้อย่างไม่ยาก

Automation และ Scene หมัดเด็ดของระบบบ้านอัจฉริยะ

ทันทีที่เรากดฉาก “เข้านอน” หรือบอก Siri ว่า “เข้านอน” อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราตั้งค่าไว้ในฉาก “เข้านอน” ก็จะเข้าสู่สถานะนั้นๆ ตามที่เราตั้งค่าไว้ในฉากในทันที

บ้านอัจฉริยะนั้นไม่ได้หมายความเพียงแค่เราสามารถสั่งการอุปกรณ์ได้จากภายนอกบ้าน หรือสามารถสั่งการได้ด้วยเสียงเท่านั้น หากแต่หมัดเด็ดที่ทำให้บ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home มีประโยชน์จริงๆ นั้นต้องยกให้กับฟังก์ชั่น Automation และ Scene (ใน Google Assistant เรียกว่า Routine ส่วนใน Amazon Alexa เรียกว่า Skill) ซึ่งทั้งสองฟังก์ชั่นนี้นี่เองที่จะทำให้บ้านอัจฉริยะของเราเป็นบ้านอัจฉริยะสมชื่อและใช้ประโยชน์ได้จริง

  • Scene




Scene หรือ ฉาก นั้นคือการสร้างฉากที่รวบรวมเอาอุปกรณ์อัจฉริยะที่เราต้องการสั่งทำงานพร้อมกันเวลาสั่งงานฉากนั้นๆ เข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราเข้านอน เราอาจต้องการให้ไฟภายในบ้านดับลง พร้อมกับเปิดไฟบริเวณรอบบ้านบางจุด และปรับแอร์ในห้องนอนของเราให้อยู่ที่ 25 องศาเพื่อให้เราหลับสบาย พร้อมกับเปิดเครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน เราสามารถสร้างฉาก “เข้านอน” ขึ้นมาแล้วเลือกเอาอุปกรณ์ทั้งหมดที่ต้องการควบคุมเข้าไปอยู่ในฉากนี้ พร้อมตั้งสถานะอุปกรณ์นั้นๆ ตามที่เราต้องการ ทันทีที่เรากดฉาก “เข้านอน” หรือบอก Siri ว่า “เข้านอน” อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราตั้งค่าไว้ในฉาก “เข้านอน” ก็จะเข้าสู่สถานะนั้นๆ ตามที่เราตั้งค่าไว้ในฉากในทันที

Scene หรือฉากต่างๆ เหล่านี้ยังสามารถนำมาแมฟเพื่อเรียกใช้งานร่วมกับสวิตช์อัจฉริยะในบ้านเราได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ Stateless Switch ของ Aqara ที่เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับ Homekit แล้ว เราจะสามารถตั้งค่าให้การกดปุ่มแต่ละปุ่มนั้นเรียก Scene หรือฉากที่เราตั้งเอาไว้ขึ้นมาใช้งานได้ รวมไปจนถึงการเรียกฉากต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาใช้งานจาก NFC Automation ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

  • Automation



Automation นั้นจะเป็นการตั้งการทำงานของอุปกรณ์ตามเงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นก่อน (Condition) โดยอุปกรณ์นั้นๆ จะไม่ทำงานโดยอัตโนมัติหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่มีการตั้งค่าไว้ ซึ่ง Automation นี้เองที่เอื้อให้เราสามารถใช้งานบ้านอัจฉริยะของเราได้อย่างอิสระเท่าที่เราจะคิดออกว่าต้องการทำอะไร ตัวอย่างเช่น เราอาจตั้งค่าให้เซ็นเซอร์แสงภายในบ้านตรวจวัดค่า Lux ของแสง โดยตั้งเงื่อนไขว่าหากค่า Lux ต่ำกว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง (ที่เรารู้สึกว่าบ้านมืดเกินไปแล้ว) ให้เปิดไฟภายในบ้านและภายนอกบ้านตามจุดที่เราต้องการ ในขณะเดียวกันเมื่อค่า Lux สูงกว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง (ที่เรารู้สึกว่าบ้านสว่างพอแล้ว) ก็ให้ปิดไฟดวงต่างๆ โดยอัตโนมัตินั่นเอง ซึ่งตัวอย่างที่ว่ามานี้จะเอื้อให้บ้านเราสามารถเปิด/ปิดไฟได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์จริง ไม่เหมือนอย่างการตั้งค่าให้ไฟเปิดและปิดตามเวลา เพราะเวลาในแต่ละวันนั้นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกไม่เท่ากัน รวมทั้งสภาพอากาศและฟ้าฝนเองก็ยังเป็นปัจจัยให้ท้องฟ้ามืดครึ้มได้แม้ดวงอาทิตย์จะยังไม่ตกดิน

อย่างไรก็ตาม การตั้ง Automation บนแอพพลิเคชั่น Home นั้นยังสร้างเงื่อนไขได้ไม่หลากหลายนัก ดังนั้นใครที่คิดจะจริงจังกับ Smart Home ในระบบ Homekit และต้องการสร้างเงื่อนไขที่มีความเจาะจงและหลากหลายมากกว่านี้ APPDISQUS เองแนะนำให้ใช้งานแอพพลิเคชั่นจากผู้พัฒนาอิสระที่พัฒนามาสำหรับ Homekit Framework จะดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น Eve Home และ Home+ ซึ่งสามารถตั้งเงื่อนไขของ Automation ได้หลากหลายและละเอียดกว่ามาก รวมทั้งเงื่อนไขทั้งหมดยังทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่น Home ได้อย่างไม่มีปัญหาอีกด้วย ซึ่งเราจะมาพูดถึงประเด็นนี้กันโดยละเอียดกับ Smart Home Guide ในตอนต่อๆ ไป


และนี่คือพื้นฐานที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบบ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home บน iOS อย่าง Homekit และแอพพลิเคชั่น Home ซึ่งหากเพื่อนๆ สนใจและต้องการเริ่มทำความเข้าใจมันให้มากกว่านี้ อย่าลืมติดตาม APPDISQUS และ Smart Home Guide ตอนต่อไป เพราะเราจะมาพร้อมกับเรื่องราวของโลก Smart Home บน Homekit Framework พร้อมเทคนิกดีๆ ในการเริ่มต้นใช้งานที่มากขึ้น เพื่อให้เพื่อนๆ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนบ้านตัวเองให้กลายเป็นบ้านอัจฉริยะตามโลกยุคใหม่นี้ได้โดยไม่ต้องกังวลว่ากระเป๋าจะช้ำอย่างแน่นอน

แล้วพบกันใน Smart Home Guide ตอนที่ 2 อย่าลืมติดตามกันนะครับ =)

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ Smart Home ที่น่าสนใจ

ข่าว: เริ่มต้นกับ Homekit และระบบ Smart Home ของ Apple ง่ายๆ กับ Smart Home Guide มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/09/apple-homekit-smarthome-system-explained.html

Tips | วิธีปิดการแจ้งเตือนของแอปที่เด้งขึ้นมาทุกวันจนเกิดความรำคาญบน Android

เชื่อว่าคนที่ใช้มือถือ Android หลายคนน่าจะประสบปัญหาเดียวกับผมก็คือ ตื่นเช้ามามีการแจ้งเตือนอะไรไม่รู้เด้งเต็มไปหมด จนบางทีมันดันพวกการแจ้งเตือนสำคัญๆ อย่างงานหรือแชทต่างๆ หายไปหมดซะนี่ วันนี้ผมเลยมาแนะนำ Tips ดีๆ วิธีปิดการแจ้งเตือนของแอปที่เด้งขึ้นมาทุกวี้ทุกวันแบบง่ายๆ โดยต้องบอกก่อนว่าใช้ได้แค่เฉพาะ Android เท่านั้นนะครับ

โดยขั้นตอนการปิดแจ้งเตือนก็สามารถทำงานได้แบบง่ายๆ คือไปกดค้างที่แจ้งเตือนที่เราไม่ต้องการให้มันเด้งขึ้นมาครับ สมมติผมไม่อยากให้แอป SF Cinema เด้งมาแล้วกัน (ไม่ต้องสมมติหรอก ฮ่าๆ) ซึ่งพอกดค้างแล้ว มันก็จะมีหน้าแบบนี้เด้งขึ้นมา ตรงนี้ให้กดไปที่ Turn off notifications

จากนั้นติ๊ก All *ชื่อแอปที่เลือก* Notifications แล้วกด Apply

เนี่ย เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วครับ ต่อไปก็จะไม่มีการแจ้งเตือนของแอป SF Cinema เด้งขึ้นมากวนใจอีกต่อไปแล้ว คือไม่ได้อะไรกับแอปนี้นะ แต่ถ้าอยากดูหนัง อยากรู้ว่าโรงไหนกำลังฉายอะไรอยู่ เดี๋ยวเข้าไปเอง ฮ่าๆ

อันนี้แคปมาให้ดูว่าแต่ละวัน มีแอปอะไรบ้างที่ส่งการแจ้งเตือนมา คือบางทีมีอีเมลงานเข้ามา ผมก็พลาดไม่เห็นอะ เพราะแจ้งเตือนพวกนี้มันเด้งทับไปหมด

ดู๊!!! เยอะขนาดไหน

แต่ถ้าใครที่มีแอปติดตั้งในเครื่องเยอะ ก็อาจจะเหนื่อยนิดนึงนะครับ เพราะต้องไปกดปิดแจ้งเตือนแบบ Manual แทบจะทุกแอปที่สร้างความรำคาญ แต่ไม่เป็นไรหรอกเนอะ ลำบากครั้งเดียว ครั้งหน้าก็ไม่ต้องมาทำอะไรแบบนี้แล้ว แถมไม่มีแจ้งเตือนมาทำให้รำคาญ ปสด. อีกแล้วด้วย

 

from:https://droidsans.com/tips-disable-android-notifications/

วิธีใช้ Samsung Galaxy Tab S7 Series เป็นหน้าจอที่สองให้โน๊ตบุ๊ค Windows 10 ได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

เป็นหนึ่งในความสามารถเด็ดของ Samsung Galaxy Tab S7 Series ที่ถูกพูดถึงในวันเปิดตัว สำหรับการใช้งานเป็นหน้าจอที่สองให้กับอุปกรณ์ระบบ Windows 10 ได้โดยไม่จำกัดรุ่นหรือยี่ห้อ

และในตอนนี้ทาง Samsung ก็ได้ทยอยปล่อยอัพเดทล่าสุดให้กับ Galaxy Tab S7+ แล้วครับ เป็นเฟิร์มแวร์ใหม่ One UI 3.1 บนระบบ Android 11 ที่มีความสามารถเพิ่มเติมเข้ามากมายใส่เข้ามาให้ในหน้า UI ตัวใหม่นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเดียว

ส่วนหลักๆ ก็จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ที่ฉลาดมากขึ้น มีประโยชน์มากขึ้น เช่นความสามารถในการสลับการเชื่อมต่อหูฟัง Galaxy Buds ที่เชื่อมต่ออยู่กับอุปกรณ์ในกลุ่ม Samsung Galaxy ด้วยกันอย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ให้สลับมาเชื่อมต่อกับอุปกรณ็ที่กำลังใช้งานอยู่ในปัจจุบันโดยอัตโนมัติ หรือการทำงานเชื่อมต่อกันระหว่างอุปกรณ์เช่น การเปิดเว็บไซด์ในแอพพลิเคชั่นเบราว์เซอร์ Samsung Internet หรือแอพจดบันทึก Samsung Note ก็จะถูกซิงค์ให้ใช้งานได้ต่อเนื่องกันกับอุปกรณ์อื่นๆ แค่เพียงล็อคอินไอดี Samsung Account เดียวกันไว้เท่านั้น


และตัวเด็ดสุดก็จะเป็นความสามารถที่ผมนำมาแนะนำกันในวันนี้ นั้นคือการทำหน้าที่เป็นหน้าจอที่สองให้กับอุปกรณ์ Windows 10 ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ เพิ่มประโยชน์ในการใช้งานได้อย่างมากเลยครับ เพราะหลายคนชอบมีทั้งแท็บเล็ตและโน๊ตบุ๊คเอาไว้ใช้งานส่วนตัว ซึ่งไหนๆ ก็มีแล้ว ถ้ามันจะเอื้อประโยชน์ให้กันได้ ก็จะยอดเยี่ยมมากๆ ครับ

โดยการใช้งานของโหมดหน้าจอแสดงผลที่สองอันใหม่นี่ก็ไม่ธรรมดาซะด้วยครับ มันไม่ใช่แค่การรับภาพมาแสดงเหมือนจอมอนิเตอร์ทั่วไป แต่มันรับการทำงานมาในเชิงของแอพพลิเคชั่น ที่เราสามารถสลับออกจากหน้าแสดงผลของ Windows กลับไปใช้งานระบบ Android ได้ตามปกติ แล้วกดสลับกลับไปกลับมาได้เหมือนการเข้าออกแอพพลิเคชั่นตัวหนึ่งเท่านั้น

และยังมีความสามารถใจการการใช้อุปกรณ์ที่กำลังเชื่อมต่ออยู่กับ Galaxy Tab S7+ ในการอินพุตสั่งงานระบบ Windows ได้ทั้งหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็นปากกา S-Pen, หน้าจอทัชสกรีนของแท็บเล็ตเอง หรือแม้แต่เคสคีย์บอร์ดที่เอามาเชื่อมอยู่กับ Galaxy Tab S7+ ในตอนนั้นก็ตาม มันสามารถใช้สั่งง่ายได้ร่วมกันหมดทุกอย่าง รวมถึงการระบบเสียงของอุปกรณ์ Windows ที่มาเชื่อมต่อ จะมาดังที่ตัวลำโพงของแท็บเล็ตตัวนี้อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าลำโพงของแท็บเล็ตรุ่นนี้ มันเสียงดีมากครับ ^^ ใช้ลำโพง 4 ตัวของ AKG ดังกระหึ่มกว่าโน๊ตบุ๊คของเราส่วนใหญ่แน่นอน 555

ความสามารถจะมีอะไรบ้าง และทำได้แค่ไหน ก็รับชมการใช้งานจริงได้ในคลิปวีดีโอด้านล่างนี้ครับ อย่าลืมกดติดตามและกดไลค์ เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะครับ

ข่าว: วิธีใช้ Samsung Galaxy Tab S7 Series เป็นหน้าจอที่สองให้โน๊ตบุ๊ค Windows 10 ได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/08/tip-samsung-galaxy-tab-s7-series-connect-second-display-windows-10.html

แนะนำ 2 ฟีเจอร์ต้องรู้ไว้จาก Google เก็บข้อความที่เจอไว้ด้วยเลนส์กล้องไม่ต้องพิมพ์ และฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้องด้วยสมาร์ทโฟน

วันนี้ขอแนะนำ 2 ฟีเจอร์ จาก Google  ที่ทุกท่านสามารถนำไปใช้ได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันด้วยสมาร์ทโฟน นั้นคือฟีเจอร์เก็บบันทึกข้อความที่เจอด้วยการถ่ายภาพ แปลเป็นตัวอักษรโดยไม่ต้องพิมพ์เอง และระบบที่ช่วยฝึกให้นักเรียนนักศึกษา ออกเสียงภาษาอังกฤษให้สำเนียงมีความถูกต้อง ทั้งสองฟีเจอร์พร้อมใช้งานได้แล้ว และเรียกใช้งานได้ง่ายๆ ผ่านสมาร์ทโฟนในมือเรา

การบันทึกข้อความไว้ด้วยการถ่ายภาพผ่าน Google Lens

ในบางครั้งเมื่อได้เจอบทความ หรือเนื้อหาในหนังสือที่น่าสนใจ สามารถใช้แอปพลิเคชัน Google Lens หรือฟีเจอร์ Google Lens ที่อยู่ใน Google Photos ในการจดบันทึกข้อความที่เจอในชีวิตประจำวันได้โดยไม่พิมพ์ให้เสียเวลาโดยสามารถทำได้ง่ายๆ โดยหากเป็นการใช้ผ่านแอปพลิเคชัน Google Lens

หรือหากใช้ผ่าน Google Photos ก็ทำได้โดยเปิดรูปบทความหรือหน้าหนังสือที่บันทึกภาพไว้ และกดสัญลักษณ์ Google Lens จากนั้นเลือกข้อความที่ต้องการ และนอกจากนี้ เรายังสามารถส่งข้อความไปบนคอมพิวเตอร์ได้ เพียงแค่เลือกฟังก์ชันคัดลอกไปยังคอมพิวเตอร์ (Copy to computer) จากนั้นเลือกเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้ล๊อกอิน Google Chrome ไว้ ข้อความก็จะไปปรากฏบนแท็บเบราว์เซอร์ใน Google Chrome

การฝึกสำเนียงออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง ด้วย Google Search

และนอกจากฟีเจอร์สำหรับค้นหาข้อมูลต่างๆ บน Google Search แล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่มีประโยชน์ที่เรียกว่า “How to pronounce” เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องการฝึกฝนด้านภาษาอังกฤษเมื่อเจอคำที่อ่านออกเสียงได้ยาก หรือต้องการเรียนรู้การอ่านออกเสียงในแบบที่ถูกต้อง โดยฟีเจอร์นี้เป็นการแนะนำวิธีการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกว่าต้องการให้ระบบอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (American pronounciation) หรืออ่านออกเสียงภาษาอังกฤษแบบบริติช (British pronounciation) และยังสามารถเลือกให้พูดช้าลงได้อีกด้วย และถ้าค้นหาผ่าน Google App จะมีฟีเจอร์สุดพิเศษให้คุณสามารถหัดออกเสียง พร้อมรับฟีดแบ๊คกลับว่าคุณออกเสียงได้ถูกต้องหรือไม่ และควรต้องออกเสียงอย่างไรได้อีกด้วย

ซึ่งขั้นตอนการใช้งานฟีเจอร์ “How to pronounce” ก็ทำได้ง่ายๆ สามารถใช้ได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. เปิดบราวเซอร์  Google Chrome
  2. พิมพ์ how to pronounce ตามด้วยคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ต้องการทราบ เช่น how to pronounce schedule
  3. กดเลือกการออกเสียงที่ต้องการที่มุมบนขวาว่าต้องการฟังการออกเสียงแบบอเมริกันหรือบริติช
  4. กดที่สัญลักษณ์ลำโพงเพื่อฟังการออกเสียง
  5. กดเครื่องหมาย “พูดให้ช้าลง” หากต้องการฟังการออกเสียงที่ช้าลงกว่าปกติ

นอกจากนี้ หากต้องการหาความหมายของภาษาต่างๆ พร้อมกับฟังการออกเสียงไปด้วย สามารถค้นหาด้วยการพิมพ์คำศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่นๆ ตามด้วยคำว่า แปล เช่น Methods แปล ผลการค้นหาจะแสดงความหมายของคำศัพท์ วิธีการออกเสียง และการออกเสียง

ซึ่งคำศัพท์บางประเภทเมื่อผู้ใช้ทำการค้นหา ผลลัพธ์การค้นหาจะแสดงผลรูปภาพประกอบอีกด้วย


นี่คือสองฟีเจอร์ที่อยากให้รู้ว่า Google ทำให้เราได้ ซึ่งน่าจะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ในชีวิตประจำวันกันได้ง่ายขึ้นนะครับ

ข่าว: แนะนำ 2 ฟีเจอร์ต้องรู้ไว้จาก Google เก็บข้อความที่เจอไว้ด้วยเลนส์กล้องไม่ต้องพิมพ์ และฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้องด้วยสมาร์ทโฟน มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/08/google-introduces-2-features-google-lens-and-how-to-pronounce.html