คลังเก็บป้ายกำกับ: THE_ROAD_AHEAD_2019

4 ข้อที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในปี 2019 จากมุมมองของ KTB

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกจากธนาคารกรุงไทย รวมไปถึงมุมมองเศรษฐกิจไทยที่ผู้ประกอบการต้องรู้ และข้อแนะนำจากทีมนักวิเคราะห์ของ KTB แก่ผู้ประกอบการไทย

ภาพจาก Unsplash

Brand Inside รวบรวมสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องรู้ภายในปี 2019 กับ 4 ข้อสำคัญกับเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก รวมไปถึงข้อแนะนำจากทีมงานนักวิเคราะห์ของธนาคารกรุงไทย หรือ KTB

มองภาพรวมปีนี้กันก่อน

KTB มองว่าปีนี้ GDP ของไทยจะโต 4.1% ปรับลดลงจาก 4.3% โดยไตรมาส 1-2 ปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่า 4% เนื่องจากปีที่ผ่านมาได้ผลดีจากสินค้าเกษตรที่มีปริมาณมาก อย่างไรก็ดีแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะแย่กว่าปีที่แล้ว เพราะว่าเรื่องของส่งออกและท่องเที่ยวชะลอตัวลง แต่จะได้การลงทุนจากภาครัฐและเอกชน

ทีมงานนักวิเคราะห์ของ KTB มองว่าเงินเฟ้อของไทยอยู่ประมาณ 1% สำคัญตรงราคาน้ำมันดิบ คาดว่าเฉลี่ยปีนี้ประมาณ 58 เหรียญสหรัฐฯ อาจทำให้เงินเฟ้อต่ำลง เป็นความท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างมาก สินเชื่อคาดว่าโตได้ 5%

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้ที่จะเจอคือการเจริญเติบโตลดลงพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ส่วนยุโรปเรื่องการเมืองวุ่นวายยังกดดันภาพรวมเศรษฐกิจ ทางด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะฟื้นตัวและปลอดภัยมากที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนา สำหรับเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลง แต่รัฐบาลจีนจะประคองตัวให้ได้ นอกจากนี้ความผันผวนของตลาดการเงินยังผันผวนที่สูงขึ้นด้วย

สำหรับเรื่อง 4 คำถามกำหนดทิศทางธุรกิจที่ต้องจับตาได้แก่

ภาพจาก Pixabay

1. สงครามการค้า 

ทีมนักวิเคราะห์ของ KTB มองว่าในปีที่แล้วผลกระทบจากสงครามการค้ายังถือว่าน้อย แต่ปีนี้ทุกประเทศจะได้รับผลกระทบหนักๆ เต็มปี ถ้าหากสหรัฐฯ และประเทศจีนตกลงไม่ได้ภายใน 90 วันแล้ว สหรัฐฯ อาจขึ้นขยับขึ้นภาษีทั้งหมดจากจีน สูงสุดคือ 25% และถ้าจีนตอบโต้อาจขึ้นภาษีทั้งหมดเช่นกัน แต่มูลค่าของจีนจะน้อยกว่า

แต่การเจรจาล่าสุดนั้นมีเรื่องที่ดีบ้าง คือจีนพร้อมจะเจรจาในเรื่องนี้ โดยส่งตัวแทนระดับสูงมา นอกจากนี้จีนให้สัญญาว่าจะซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นด้วย แต่นักวิเคราะห์ของ KTB เองคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะว่าจีนยังเกินดุลสหรัฐฯ สูงสุดในรอบหลายปี ซึ่งสหรัฐฯ ไม่ยอมแน่นอน หวังว่าการเจรจาอีกครั้งคือปลายเดือนนี้ว่าจะมีสัญญาณที่ดี

มุมมองของนักวิเคราะห์ของ KTB คาดว่าวิธีที่ไวที่สุดในการจบสงครามการค้าคือ จีนอาจแข็งค่าเงินหยวนอีกประมาณ​ 15-20% แลกกับสหรัฐฯ ยกเลิกเงื่อนไขขึ้นภาษีจากจีน จะทำให้ผลไวที่สุด (คล้ายกับสมัยพลาซ่าแอคคอร์ดที่ทำกับญี่ปุ่นและเยอรมัน)

คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทย

  • กระจายความเสี่ยง หาตลาดใหม่และคู่ค้าเพิ่มเติม
  • ป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน
  • ผู้ผลิตไทยที่เน้นตลาดจีนจะต้องสร้างความแตกต่าง หลีกเลี่ยงการลดราคาสู้ แต่ต้องเน้นไปด้านอื่นๆ เช่น บริการต่างๆ
ภาพจาก Pixabay

2. เศรษฐกิจโลกจะถดถอยในปี 2020 หรือเปล่า

IMF ได้ปรับประมาณการของ GDP โลกลดลง แถมล่าสุดสหรัฐฯ ยังโดน Inverted Yield Curve ซึ่งปรับลงมาอยู่ที่ 0.18% ถ้าหากต่ำกว่า 0 จะถือว่าเศรษฐกิจใกล้สู่สภาวะถดถอยภายใน 24 เดือน ถ้าหากสหรัฐอเมริกาสะดุดอีกรอบจะทำให้เศรษฐกิจโลกสะดุดไปด้วย โดยเฉพาะช่วงหลังๆ นักวิเคราะห์จาก JPMorgan คาดว่า เศรษฐกิจทั่วโลกมีโอกาสถดถอยจะเกิดถึง 40% ส่วนทางด้าน Goldman Sachs มองสูงถึง 50%

มุมมองของ KTB มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังดูดีอยู่ แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือจีน โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ชะลอตัวลงไวกว่าคาด คาดว่าภาคการผลิตจะชะลอตัวลดลงไปถึงไตรมาส 1 ในปีนี้ ทำให้เกิดความกังวลจากหลายๆ บริษัทไม่ว่าจะเป็น Apple ฯลฯ ในอนาคตอันใกล้นี้ผู้ประกอบการจีนยังมีความเสี่ยงแน่นอน

คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทย

  • ผู้ส่งออกสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องสำอางค์ หรืออัญมณี จะต้องเริ่มหาตลาดใหม่นอกจากจีน
  • ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว ต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง
ภาพจาก Shutterstock

3. ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นได้มากแค่ไหน

แม้ว่าในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว แต่คาดว่าปีนี้จะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกแค่ 1 ครั้ง อีก 0.25% ในช่วงไตรมาส 3 เหตุผลเป็นเพราะว่า “นโยบายควบคุมสินเชื่อบ้านถือว่าบังคับไปในตัวแล้ว ทำให้ KTB มองว่าไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกต่อไป”

ขณะที่ปลายทางดอกเบี้ยระยะยาวของไทย KTB มองว่าจะอยู่ที่ 3% ต่ำกว่าครั้งก่อนๆ ซึ่งคาดว่าจะสุดวัฏจักรดอกเบี้ย ประมาณช่วง 2020-2021

ประเด็นสำคัญที่จับตามองของ กนง. ในช่วงต่อไปคือเรื่องของเงินเฟ้อ คาดว่าเงินเฟ้อสูงสุดจะอยู่แค่ 2% เท่านั้น และเงินเฟ้อของไทยมักจะตามเงินเฟ้อเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันเงินเฟ้อไทยปัจจุบันก็ไม่น่าจะถึงเป้าที่ 2% ซึ่งเป็นความท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทยในอนาคตอีกด้วย

คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทย

  • ผู้ประกอบการจะพบกับต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น
  • ภายในปี 2019 KTB ประเมิน ดอกเบี้ย MLR จะเพิ่มขึ้น 0.16% ถึง 0.24%
  • หลังปี 2019 ดอกเบี้ย MLR เพิ่มขึ้นอีก 0.33% ถึง 0.48%
ภาพจาก Unsplash

4. ภาคอสังหาของไทยหลังจากโดนควบคุม

หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการคุมภาคอสังหาริมทรัพย์ออกมา ทีมนักวิเคราะห์ของ KTB ได้นำกรณีศึกษาของ 3 แห่งคือ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเทียบกับกรณีของไทย คาดว่าท้ายที่สุดจะเหมือนกรณีที่มาเลเซีย ซึ่งพอมีมาตรการออกมาก็จะไม่กระทบต่อสินเชื่อที่อยู่อาศัย และจะไม่กระทบเยอะ เพราะว่าฟองสบู่อสังหาในประเทศไทยไม่เหมือนฮ่องกง และสิงคโปร์ ที่มีความร้อนแรงกว่า

คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทย

  • ผู้ประกอบการอสังหาต้องกระจายความเสี่ยงมากขึ้น เช่น เน้นกลุ่ม First Jobber เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้
  • หาตลาดใหม่ๆ มากขึ้น เช่น สำนักงานให้เช่า โกดังสินค้า หรือเน้นที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ
ภาพจาก Shutterstock

(ของแถม) เรื่องของ LTF

สำหรับคำถามที่สงสัยกันว่าการที่ไม่มี LTF จะกระทบเศรษฐกิจไทยปี 2019 หรือเปล่า ทีมนักวิเคราะห์ KTB มองว่า ภาระภาษีที่ต้องเพิ่มขึ้นเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกองทุนออกมาทดแทน LTF นั้น อาจทำให้ภาคการบริโภคภายในประเทศลดลง ท้ายที่สุดแล้วคาดว่าจะกระทบภาครวมเศรษฐกิจไทยเพียงเล็กน้อย เหตุผลเพราะว่าผู้ลงทุน LTF มีประมาณ 3 แสนคนเองเท่านั้น  อาจกระทบกับภาคการบริโภคเพียงแค่ประมาณ 4,800 ล้านบาท

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ktb-view-thailand-gdp-growth-4-1-percent-and-advise-thai-business-ready-to-adapt/

มุมมองหุ้นไทยปี 2019 จาก Credit Suisse “หุ้นไทยแพงแถมโตนิดเดียว” แนะเลือกรายหุ้น

บทวิเคราะห์หุ้นไทยล่าสุด จากสถาบันการเงินชื่อดังอย่าง Credit Suisse ยังคงแนะนำว่าหุ้นไทยยังแพง แต่ยังแนะนำให้เลือกหุ้นเป็นรายตัวเอา เนื่องจากภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยยังดูไม่โอเค

ภาพจาก Unsplash

Credit Suisse ออกบทวิเคราะห์ล่าสุดเกี่ยวกับกลยุทธ์หุ้นไทยปี 2019 ยังคงมีมุมมองที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักต่อเนื่องจากบทวิเคราะห์หลังงบไตรมาส 3 ออกมา โดยปีที่ผ่านมาของหุ้นไทยทำผลงานได้แย่ที่สุดอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากตลาดหุ้นจีน ขณะเดียวกันเพื่อนร่วมกลุ่มอย่างอินโดนีเซีย รวมไปถึงฟิลิปปินส์กลับทำผลตอบแทนในปีนี้เป็นบวกเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ในบทวิเคราะห์ในไตรมาส 3 ที่มองว่าหุ้นไทยอาจ Rally ขึ้นเนื่องจากได้รับข่าวดีว่าจะมีการเลือกตั้งนั้นกลับไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

Brand Inside รวบรวมสิ่งที่น่าสนใจจากบทวิเคราะห์ของสถาบันการเงินจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์มาฝาก

หุ้นไทยแพงภาพรวมยังไม่ดี

นักวิเคราะห์ของ Credit Suisse มองว่าหุ้นไทยยังมี Valuation ที่แพงมากๆ และยังมองว่านักลงทุนมองในด้านดีของหุ้นไทยมากเกินไปในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังใกล้จะเข้ามาทุกที เนื่องจากระยะเวลาจากปัจจุบันจนถึงระยะเวลาที่จะเลือกตั้งนั้นน้อยเกินไป

ด้านเศรษฐกิจภาพใหญ่ของไทยในปีนี้ยังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่ลดลง นักท่องเที่ยวที่ลดลงโดยเฉพาะจากประเทศจีน ยังรวมไปถึงความต้องการใช้จ่ายในประเทศในประเทศที่ยังดูอ่อนแอจากภาคการเกษตร แต่ยังได้การลงทุนและภาคการบริโภคที่ดูดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความเหลื่อมล้ำที่ Credit Suisse มองว่าผู้มีรายได้สูงกลับสามารถใช้จ่ายเงินได้มากขึ้น โดยเทียบกับการซื้อของคงทน เช่น รถยนต์ แต่ขณะที่ผู้มีรายได้น้อย การซื้อของไม่คงทน เช่น เครื่องใช้ต่างๆ แทบไม่ฟื้นตัวขึ้นด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกันหุ้นไทยในตอนนี้ถือว่ามีมูลค่าแพงกว่าค่าเฉลี่ยไปแล้ว (ดูได้จากกราฟด้านล่าง) ไม่ใช่แค่นั้นตลาดหุ้นไทยยังมีพรีเมี่ยมที่แพงเมื่อเทียบกับในทวีปเอเชียอีกด้วย

ข้อมูลจาก Credit Suisse

กำไรโตน้อย

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัวอยู่อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมาเติบโตได้ดีมาก แต่สภาพแบบนี้กลับไม่สามารถเปลี่ยนให้เป็นกำไรของบริษัทเอกชนต่างๆ ได้ และด้วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเช่นนี้กลับทิ้งคนที่รายได้น้อยไว้อีกด้วย โดยมองจากภาคการเงินของไทยและรวมไปถึงกลุ่มสื่อสารของไทยที่เติบโตช้าลง

Credit Suisse มองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยจะเติบโตได้ประมาณ 5-6% และตลาดหุ้นไทยจะได้ผลดีจากสถาพคล่องที่ล้นเหลือในประเทศ

แต่ถ้าหากเทียบกำไรใน 2018-2019 ตลาดหุ้นไทยถือว่าน่าเป็นห่วง ถ้าเทียบกำไรเฉลี่ยในกลุ่ม TIP แล้วไทยมีกำไรเติบโตรั้งท้ายกลุ่มด้วยซ้ำ ขณะประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม TIP อย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เติบโตกว่าด้วย

ข้อมูลจาก Credit Suisse

แล้วเลือกลงทุนอะไรดี?

Credit Suisse แนะนำให้เลือกหุ้นไทยเป็นรายตัว และให้เลือกกลุ่มที่เน้นความต้องการภายในประเทศ นอกจากนี้ยังให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มวัฏจักร เช่น กลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากเศรษฐกิจภาพใหญ่แย่กว่าคาด และให้เป้าหมายของ SET Index ปลายปี 2019 อยู่ที่ 1,672 จุด

หุ้นไทยที่ Credit Suisse แนะนำได้แก่

  • BDMS
  • LH
  • AP
  • MTC
  • DTAC
  • SCB
  • CPALL

ที่มา – บทวิเคราะห์จาก Credit Suisse

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-stocks-2019-view-from-credit-suisse-pe-still-high-and-low-growth/

วิเคราะห์: ประเด็นการเมืองในประเทศและต่างประเทศที่คุณต้องรู้ในปี 2019

แม้ว่าในปีนี้ประเด็นสำคัญๆ จะคือเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน แต่ในปีหน้ายังมีประเด็นสำคัญการเมืองที่น่าสนใจทั้งไทยและต่างประเทศที่ต้องจับตามองหลายๆ เรื่อง

ภาพจาก Pixabay

ความเข้มข้นทางการเมืองของไทยและต่างประเทศในปี 2018 ถือว่าดุเดือดไม่ใช่น้อย แต่ในปี 2019 ที่จะถึงนี้ยังมีประเด็นสำคัญของการเมืองไทยและต่างประเทศที่ยังต้องจับตามองหลายๆ เรื่อง

Brand Inside ยกประเด็นสำคัญในปี 2018 และ 2019 ที่กำลังจะมาถึง ทั้งการเมืองไทยและประเด็นการเมืองระหว่างประเทศที่ถือว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจและเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองในปีหน้า

ปี 2018 มีประเด็นอะไรสำคัญบ้าง

ประเด็นสำคัญในปีนี้ที่สำคัญเกี่ยวกับการเมืองไทยและต่างประเทศในปี 2018 ที่สำคัญๆ

  • สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และมีทีท่าที่จะยังไม่จบง่ายๆ แม้ว่าจะมีการชะลอเพดานการขึ้นภาษีระหว่าง 2  ประเทศนี้ก็ตาม รวมไปถึงการท้าชิงของจีนที่พยายามจะเป็นผู้นำเทคโนโลยีให้ได้
  • ประเด็นเรื่องของ Brexit ที่ยังมีการต่อรองของสหราชอาณาจักรอยู่
  • อิตาลีกับสหภาพยุโรปในเรื่องของงบประมาณปี 2019 ที่คาราคาซังจนอาจทำให้อิตาลีออกจาก EU แต่ท้ายที่สุดก็สามารถผ่านไปได้
  • การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ ที่ประเทศสิงคโปร์
  • เสถียรภาพในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้นบ้าง หลังจาก IS ได้ร่นถอยไป ซึ่งมีความสัมพันธ์กับราคานำ้มันดิบ
  • การเจรจาเขตการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา แคนานา รวมไปถึง เม็กซิโก ครั้งใหม่ หรือที่เรียกย่อๆ NAFTA 2.0
  • มาเลเซียได้ผู้นำใหม่แต่หน้าเก่าคือ มหาธีร์ มูฮัมหมัด ผู้ที่สามารถเอาชนะนาจิบ ราซัค ได้
  • สิงคโปร์เตรียมวางตัวผู้นำคนใหม่แทนที่ของ ลี เซียนลุง
  • ไทยกำลังจะมีเลือกตั้ง!

แต่ในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึง ยังมีประเด็นสำคัญๆ หลายเรื่องที่ต้องรู้ โดยธีมสำคัญในปีหน้าของไทย คือ การเลือกตั้ง ส่วนประเด็นต่างประเทศคือ เรื่องของการค้า

ภาพจาก Unsplash

เลือกตั้งในไทย

ถ้าหากไม่มีอะไรผิดคาด เราจะได้เห็นไทยได้เลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 โดยเราจะเริ่มเห็นพรรคการเมืองหลายๆ พรรคเริ่มที่จะมีการประชาสัมพันธ์ เดินออกพูดคุยกับประชาชนมากขึ้น หรือไม่เว้นแม้แต่การระดมทุน และหลังจากนี้เราจะเริ่มเห็นการเปิดหน้าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หรือการเปิดตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของแต่ละเขต

แต่หลังจากการเลือกตั้งของไทยแล้วหลังจากนี้ เสถียรภาพของการเมืองไทยจะกลับมาหรือไม่ การยอมรับของนานาชาติในการเลือกตั้งของไทยว่าโปร่งใสจริงๆ ถ้าหากต่างประเทศยอมรับว่าโปร่งใสแล้วก็อาจมีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนเพิ่มทั้งในตลาดหลักทรัพย์ รวมไปถึง FDI กลับเข้ามาที่ไทยอีกรอบ ซึ่งถือว่ามีความท้าทายไม่น้อย

ยังรวมไปถึงว่ารัฐบาลใหม่จะมีนโยบายทางเศรษฐกิจเช่นไรอีกด้วย เนื่องจากนโยบายต่างๆ จะต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญและรวมไปถึงนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอีกด้วย แน่นอนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งสำคัญที่ประชาชนจะกำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วย

ภาพจาก Unsplash

“สงครามการค้า” จีน-สหรัฐ ยังคงดำเนินต่อ

ถึงแม้ว่าจะมีการเจรจาในข้อตกลงถึงเรื่องการไม่เพิ่มเพดานการขึ้นภาษีอีก 90 วันก็ตามในการประชุม G20 ที่ประเทศอาร์เจนตินาในช่วงที่ผ่านมา แต่หลังจากนี้แรงกดดันของทั้ง 2 ประเทศจะเพิ่มขึ้นมากกว่าในปี 2018 นี้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านของสหรัฐอเมริกาที่คาดกันว่าเศรษฐกิจในปีนี้ของสหรัฐจะเติบโตลดลง ทำให้สหรัฐฯ ต้องรีบปิดเกมนี้ให้ได้ ส่วนทางด้านจีนก็ถือว่าเสียหายไปไม่น้อย เนื่องจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของมิติทางสงครามการค้าเท่านั้น เรื่องการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในด้านของการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาก็จะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศต่างๆ ที่ต้องการไปเปิดโรงงานที่ประเทศจีนต่างลุ้นว่าจีนจะสามารถเอาจริงเอาจังได้ขนาดไหนในการจัดการปัญหานี้

นอกจากนี้ยังมีประเด็นย่อยๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกันในมิตินี้อีก เช่น

  • การซื้อกิจการของเอกชนจีนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป
  • เอกชนจีนเริ่มมีพลังอำนาจต่อรองในเรื่องของเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น กรณีของ Huawei

อย่างไรก็ดีในเรื่องของสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศนี้ ทำให้ ASEAN ได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก แต่คำถามที่สำคัญคือว่าขณะที่ธุรกิจกำลังหาประเทศที่เป็นกลางและได้ประโยชน์จากทั้ง 2 มหาอำนาจ ไทยจะสามารถเข้าร่วมเกมนี้ได้หรือไม่

ภาพจาก Unsplash

Brexit จะจบลงยังไง?

เหลือเวลาอีกไม่นานนักที่สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit ขณะเดียวกันความคลุมเครือในการตกลงเงื่อนไขสุดท้ายในการออกจากสหภาพยุโรปนั้นยังคงมีอยู่ นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งภายในพรรคอนุรักษ์นิยมเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย ในเรื่องความพยายามที่จะปลดนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วจะจบลงด้วยมติที่ยังไว้วางใจให้ เทเรซ่า เมย์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

ความพยายามสุดท้ายของทั้งสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรปคือ ทำอย่างไรที่จะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่น้อยที่สุดหลังจากอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปไปแล้ว แต่อย่างไรก็ดีมีความเป็นไปได้เราอาจได้เห็นสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปโดยที่ไม่มีข้อตกลงใดๆ เลย แม้ว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษอยากจะให้ผลออกมาเป็นในรูปแบบของประเทศนอร์เวย์ก็ตาม

แต่หลังจากนี้สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เราจะได้เห็นการเจรจาข้อตกลงทางการค้าใหม่ระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรป ว่าจะผลนั้นจะเป็นเช่นไร และจะคุ้มค่าหรือไม่ที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป รวมไปถึงการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา

ภาพจาก Pixabay

การเจรจาการค้าที่เปลี่ยนไปอีกรอบ

ในช่วงหลังจากนี้เราอาจเห็นการเจรจาการค้าในรูปแบบเดิมๆ คือ การเจรจาการค้าในรูปแบบทวิภาคี หรือ Bilateral Trade Agreement กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง หลังจากที่สหรัฐอเมริกา นำโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ตกลงทำข้อตกลงเจรจาการค้าระหว่าง เม็กซิโก รวมไปถึง แคนาดา ฉบับใหม่ ซึ่งการเจรจาแนวนี้จะกลับมา แทนที่การเจรจาในรูปแบบพหุภาคี หรือ Multilateral Trade Agreement โดยสหรัฐอเมริกามองว่าได้ประโยชน์มากกว่าเดิม

ความท้าทายหลังจากนี้คือการเจรจาการค้าระหว่างหลายๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น EU หรือการสร้างกลุ่มก้อนใหม่ๆ เช่น CPTPP นำโดยญี่ปุ่น หลังจากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกา และกำลังจะมีผลในการลดภาษีนำเข้าสินค้าและส่งออกภายในกลุ่ม ในวันที่ 1 มกราคม 2019  ไม่เว้นแม้แต่ ASEAN เอง การเจรจาแบบกลุ่มก้อนเหล่านี้จะยังทรงพลังในการต่อรองหรือไม่ในอนาคต

ภาพจาก Unsplash

ความสมดุลในเกมภูมิรัฐศาสตร์

เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics เป็นเรื่องที่พูดกันบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในปี 2019 ที่จะถึงนี้เราจะเห็นเกมอำนาจของมหาอำนาจเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และแผ่ขยายไปแทบทุกที่ในโลกด้วย ในปีหน้าเราจะได้เห็นประเทศต่างๆ เริ่มที่จะหาสมดุลของมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย เช่น

  • อินเดีย ที่เริ่มหาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ และ รัสเซีย ผ่านการซื้ออาวุธ
  • เวียดนาม ที่ต้องหาจุดสมดุลใหม่ระหว่างจีนและสหรัฐฯ
  • ศรีลังกา กำลังหาจุดสมดุลใหม่หลังจากพึ่งพิงเงินจากประเทศจีนจากโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง
  • ตุรกี ที่หาจุดสมดุลใหม่ระหว่างสหรัฐ รวมไปถึงความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับรัสเซีย หลังจากระหองระแหงมาสักพัก
  • บราซิล หาจุดสมดุลใหม่หลังผู้นำคนใหม่ เริ่มเป็นห่วงความมั่นคงของประเทศ จากการลงทุนของประเทศจีน
  • ซาอุดิอาระเบีย ที่เริ่มหาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ และ รัสเซีย

นอกจากนี้ในปี 2019 เรายังจะได้เห็นแรงกดดันในหลายๆ พื้นที่ในโลกเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • ตะวันออกกลาง เหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความขัดแย้งนำโดยซาอุดิอาระเบียกับกาตาร์ อิหร่านที่โดนสหรัฐคว่ำบาตร หรือแม้แต่สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากซีเรีย
  • ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ที่อาจเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
  • แรงกดดันในทวีปยุโรป หลังจากการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในโปแลนด์และโรมาเนีย
  • ความกังวลของการแผ่ขยายอำนาจของจีนผ่านนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา รวมไปถึงในมหาสมุทรเอเชียแปซิฟิค เช่น ปาปัวนิวกินี ฯลฯ หรือแม้แต่ในแอฟริกา

เรื่องอื่นๆ ที่ยังต้องติดตาม

นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ยังต้องตาม

  • ความเสี่ยงของนโยบายในประเทศอิตาลี สอดคล้องกับปริมาณหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น
  • การเลือกตั้งในสภาสหภาพยุโรป
  • ปัญหาในประเทศเยอรมันรวมไปถึงประเทศฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้อพยพ นโยบายเศรษฐกิจในฝรั่งเศส
  • ผู้อพยพในเวเนซุเอล่า จะสร้างผลกระทบประเทศต่างๆ ในอเมริกาใต้หรือไม่

ในปี 2019 ที่กำลังจะถึงนี้ยังจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่อาจกระทบกับนักลงทุน รวมไปถึงนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ ฉะนั้นจะต้องติดตามข่าวสารเหล่านี้ให้ดี เพราะว่านโยบายการเมืองรวมไปถึงนโยบายทางต่างประเทศของหลายๆ ประเทศ รวมถึงไทยเอง อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bi-knowledge-2019-politics-policy-in-thailand-and-other-countries/

ผู้ประกอบการควรรู้ มุมมองและทิศทางค่าเงินบาทไทยปี 2019 จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา

มุมมองความเสี่ยงในปีหน้าเรื่องของค่าเงินบาทของไทยยังคงมีความท้าทายจากหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยจากต่างประเทศ เช่น อัตราดอกเบี้ย สงครามการค้า ฯลฯ

ภาพจาก Shutterstock

ใกล้จะหมดปีเข้าไปเรื่อยๆ สภาพตลาดเงินและตลาดทุนในตอนนี้ก็มีความผันผวนเป็นอย่างมาก และในปี 2019 ยังมีความเสี่ยงและความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยควรที่จะรู้เกี่ยวกับมุมมองค่าเงิน โดยเฉพาะค่าเงินบาทไทย ที่ปีหน้ามีปัจจัยต่างๆ อาจเข้ามากระทบ

Brand Inside รวบรวมมุมมองจากทีมงานกรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ถึงมุมมองทิศทางตลาดเงินในปีหน้า

สภาพตลาดในช่วงที่ผ่านมา

กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่าบรรยากาศการลงทุนผันผวน ปัจจัยสำคัญมาจาก “สงครามการค้า” นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังประนามประเทศจีนเรื่องการลดค่าเงินหยวน ส่วนทางด้านจีนทำอะไรไม่ได้มาก โดยอาจพิจารณาลดค่าเงินหยวน รวมไปถึงขายพันธบัตรสหรัฐ ทำให้นักลงทุนและสถาบันการเงินความสับสน เป็นปัจจัยทำให้ตลาดผันผวน ถึงแม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะไม่เพิ่มเพดานภาษีไปอีก 90 วัน แต่ถ้าเส้นตายงวดเข้ามา ตลาดก็มีความกังวลอยู่ดี

ส่วนสถานการณ์ด้านยุโรปยังไม่แน่ไม่นอน เช่น นโยบายเศรษฐกิจของอิตาลี หรือ การเลือกประธานธนาคารกลางยุโรปคนใหม่ แต่จุดเปลี่ยนคือยุโรปขึ้นดอกเบี้ยช้าลง ทำให้นักลงทุนโยกเงินกลับสหรัฐฯ

นอกจากนี้ค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets มักจะสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ ทำให้ธนาคารกลางต้องดำเนินนโยบายขึ้นดอกเบี้ย ส่วนทางด้านค่าเงินบาทไทยก็อ่อนค่าลงเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดีเงินบาทยังอ่อนค่าน้อยกว่าในภูมิภาค และค่าเงินบาทก็ผันผวนมากขึ้น ตอนต้นปีอ่อนค่า กลางปีเริ่มแข็งค่าอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินในปีหน้า

ทิศทางขึ้นดอกสหรัฐปีหน้าน่าจะขึ้นในอัตราที่ช้าลง นอกจากนี้มุมมองที่ว่าสหรัฐน่าจะรับมือกับสงครามการค้าได้ดีนั้นเปลี่ยนไป เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตลดลงจากสาเหตุการค้าทั่วโลกชะลอตัวลง ทำให้ทีมงานกรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์มองว่าปีหน้าธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยเพียงรอบเดียว

ส่วนท่าทีของธนาคารกลางอื่นๆ เช่น ธนาคารกลางยุโรป น่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในปลายปี 2562 และขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ทางด้าน ธนาคารกลางญี่ปุ่น ยังคงรักษานโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป

นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น การเจรจาเรื่องการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศจีน การเจรจา Brexit กับสหภาพยุโรปว่าจะออกไปในทิศทางใด ราคาน้ำมันดิบ และรวมไปถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 2 ปี มีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตร 10 ปี (หรือ Invert) อาจส่งสัญญาณสภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ค่าเงินบาทของไทย

ประเด็นที่ต้องจับตามองในระยะสั้นคือการขึ้นดอกเบี้ยขอคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จาก 1.5% ขึ้นเป็น 1.75% นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จะปรับสมดุลนโยบายการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเน้นไปที่การดูแลความเสี่ยงทางด้านเสถียรภาพการเงิน เนื่องจากความเปราะบางของเสถียรภาพที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยกรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม กนง. ครั้งนี้

นอกจากนี้ในปีหน้าสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องพบเจอคือ ความผันผวนของค่าเงินบาท เนื่องจาก สภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวมากขึ้น จากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาคการส่งออกที่ชะลอตัวลงมากขึ้น ภาคการท่องเที่ยวที่เผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก และรวมไปถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนอีกด้วย

ทิศทางของดอกเบี้ย ดอกเบี้ยของสหรัฐจะอยู่ประมาณ 2.95% ส่วนของไทยคาดว่าปลายปี 2562 จะอยู่ที่ 2%  ส่วนยุโรปและญี่ปุ่นยังคาดว่าจะยังคงนโยบายเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับทิศทางค่าเงินบาทในปีหน้า

  • ไตรมาสแรกค่าเงินบาทจะอยู่ในช่วง 31-33 บาท / ดอลลาร์สหรัฐ
  • ไตรมาสสองค่าเงินบาทจะอยู่ในช่วง 31-32.75 บาท / ดอลลาร์สหรัฐ
  • ไตรมาสสามค่าเงินบาทจะอยู่ในช่วง 30.75-32.50 บาท / ดอลลาร์สหรัฐ
  • ไตรมาสสี่ค่าเงินบาทจะอยู่ในช่วง 30.75-32.50 บาท / ดอลลาร์สหรัฐ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-baht-2019-outlook-from-krungsri-global-markets/

SCBS มอง SET Index ปีหน้า 2,000 จุด ปัจจัยเศรษฐกิจโลกปีหน้าหนุนตลาดเกิดใหม่

SCBS ออกบทวิเคราะห์ของไตรมาส 1 ปีหน้า โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความหวังจากนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมองว่ามีโอกาสที่หุ้นไทยจะทะยานไป 2,000 จุดอีกด้วย

ภาพจาก Shutterstock

มุมมองล่าสุดจากหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ หรือ SCBS มองว่า SET Index ในปลายปี 2019 จะสามารถแตะที่ระดับ 2,000 จุด ได้เนื่องจากปัจจัยของเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ที่ดีขึ้น และรวมไปถึง Valuation ที่น่าสนใจมากๆ โดยหุ้นไทยตอนนี้ค่าเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีแล้วด้วยซ้ำ

Brand Inside รวบรวมมุมมองที่คุณต้องรู้จาก SCBS

มองว่าตลาดเกิดใหม่จะปรับตัวดีขึ้น

SCBS อ้างอิงถึงรายงานของ IMF ที่รายงานสภาพเศรษฐกิจโลกล่าสุดในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มองว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้มากถึง 3.6-3.7% นอกจากนี้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนากำลังจะชะลอตัวลง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ญี่ปุ่น ที่ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ทำให้สถานการณ์ของเศรษฐกิจประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ดูดีมากขึ้น วัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐได้สิ้นสุดลง ความเสี่ยงวิกฤติค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ลดลงด้วย

ท่องเที่ยวไทยยังมีความหวัง

มาดูทางด้านเศรษฐกิจไทยกันบ้าง แม้ว่า GDP ในไตรมาส 3 ของไทยจะต่ำกว่าคาด โดยปัจจัยมากจากการส่งออกที่ต่ำกว่าคาด เนื่องจากประเทศอื่นๆ ที่ความต้องการที่ลดลง อย่างไรก็ดี SCBS มองว่าน่าจะเป็นปัจจัยชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากยอดส่งออกของไทยเดือนตุลาคมกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง

ส่วนเรื่องปัญหานักท่องเที่ยวที่ลดลงนั้น SCBS มองว่าการชะลอตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกิดขึ้นทั่วโลก โดยมองภาพรวมจากนักท่องเที่ยวทั้งหมดยังเป็นขาขึ้นอยู่ ส่วนปัญหานักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยน้อยลง เป็นข้อบ่งชี้ว่าเป็นปัญหาเฉพาะที่ไทยเอง เมื่อเทียบปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนในประเทศอื่นๆ ซึ่งปัญหานี้น่าจะคลี่คลายไปได้

ข้อมูลจาก SCBS

เป้า SET Index ปลายปีหน้า 2,000 จุด

แม้ว่าในปี 2018 นี้สินทรัพย์ทั่วโลกจะให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีก็ตาม แต่ในปีหน้า SCBS มองว่า SET Index สามารถทะยานในปีนี้ได้ เนื่องจากกำไรปกติกำลังจะเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะมีความกังวลว่าเร็วๆ นี้กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยอาจชะลอตัวลงก็ตาม คาดว่ากำไรของปี 2019 จะอยู่ประมาณ 11%

อีกประเด็นหนึ่งคือ GDP ไทยที่เติบโตควรจะทำให้ผลตอบแทนจากตลาดหลักทรัพย์ของไทยเป็นบวกด้วย และมองว่าในปีหน้าผลตอบแทนของหุ้นไทยไม่ควรที่จะติดลบอีกรอบเหมือนผลตอบแทนในปีนี้ โดยมองว่าตลาดน่าจะมีสิทธิ์รีบาวน์ได้มากถึง 20% บนสมมติฐานที่ว่าจะไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในระยะใกล้นี้

นอกจากนี้ในปีหน้าคาดว่า SET Index จะทะยานไปที่ 2,000 จุด จาก Forward P/E และหุ้นไทยซื้อขายกันเหนือค่าเฉลี่ย 1 ส่วนเบี่ยงเบียนมาตรฐาน ทำให้คาดว่าหุ้นไทยจะทะยานไปถึงจุดนั้นได้ นอกจากนี้ไทยยังเป็นประเทศในอาเซียนที่มี FDI ไหลเข้ามากด้วย รวมไปถึงวัฏจักการลงทุนเป็นขาขึ้นของไทยด้วย

หุ้นเด่นไตรมาส 1/2019

SCBS แนะนำหุ้นไตรมาส 1 ของปีหน้าไว้ 6 ตัว โดยมองว่า 2 ปัจจัยที่สำคัญมาจาก วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ซึ่ง FDI ของไทยเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และรวมไปถึง วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ เนื่องจากธนาคารกลางของแต่ละประเทศ รวมถึงไทยกำลังที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้

  • CPF ราคาหมูที่สูงขึ้นในไทยและเวียดนาม จะทำให้กำไรปรับตัวตั้งแต่ไตรมาส 4 ในปีนี้
  • TU ต้นทุนของทูน่ามีระดับต่ำ เงินบาทอ่อนค่า และการปรับราคาขายผลิตภัณฑ์
  • ROJNA บริษัทเริ่มซื้อที่ดินเพิ่มใน EEC นอกจากนี้ยังมี Valuation น่าสนใจ
  • WHA ยอดขายรอรับรู้รายได้สูง ได้ปัจจัยจากจากโรงงานสำเร็จรูปและคลังสินค้า
  • BBL ได้รับปัจจัยจากวัฏจักรการลงทุน สินเชื่อขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
  • KTB การปรับพอร์ตสินเชื่อ กำไรพิเศษจากการขายที่ดินของ AQ

ที่มา – บทวิเคราะห์จาก SCBS

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scbs-view-set-index-will-reach-2000-next-year/

5 เรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยปี 2019 จาก TMB Analytics

ปีหน้าเศรษฐกิจไทยถือว่ามีความท้าทายเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี TMB Analytics มีข้อแนะนำเกี่ยวกับผู้ประกอบการไทยให้รับมือกับเศรษฐกิจปีหน้าด้วย

ภาพจาก Unsplash

ใกล้จะหมดสิ้นปีนี้เข้าไปทุกขณะ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาถือว่าน่าผิดหวังไม่ใช่น้อย ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วก็ตาม อย่างไรก็ดีในปี 2019 ข้างหน้ายังมีความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ไม่น้อย สำหรับในปีหน้า TMB มองว่าเศรษฐกิจไทย GDP จะเติบโตได้ 3.8% แต่ถ้าเป็นในกรณีที่แย่ที่สุดจะอยู่ที่ 3.5%

Brand Inside รวบรวมสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยปีหน้าจาก TMB Analytics

เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณชะลอตัว

TMB Analytics ได้กล่าวถึงราคาน้ำมันล่วงหน้าและดัชนีการผลิต ซึ่ง 2 ดัชนีมักจะไปในทางเดียวกัน ได้ตกลงอย่างหนักในช่วงกลางไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะดัชนีการผลิตที่ตกลงจากจุดสูงสุดมาแล้วถึง 20% เป็นสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่สภาวะชะลอตัวลง นอกจากนี้ดัชนี OECD Leading Indicators ส่งสัญญาณเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่สภาวะชะลอตัว หลังจากผ่านจุดสูงสุดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ในปีหน้าเราจะเห็นเศรษฐกิจของจีนเริ่มที่จะชะลอตัวเช่นกัน โดยปัจจัยสำคัญที่ TMB Analytics เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมาจาก มาตรการที่จีนเริ่มเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนจะยังกดดันเศรษฐกิจจีนต่อไป ยังรวมไปถึงดัชนีหุ้นในประเทศจีนที่ตกลงมาทำให้ความมั่งคั่งของชาวจีนลดลง อาจทำให้กระทบกับการท่องเที่ยวของไทย

เศรษฐกิจจีนอาจชะลอตัวในปีหน้า – ภาพจาก Pixabay

ข้าวและมันสำปะหลังที่ยังรอด ส่วนยางพาราเละเทะ

ความหวังของเศรษฐกิจไทยอีกเรื่องคือหวังว่ากลุ่มภาคเกษตรจะกลับมาโตอีกครั้ง จะทำให้การบริโภคในประเทศนั้นเติบโตขึ้น แต่ TMB มองว่ารายได้จากภาคเกษตรในปีหน้าเติบโตต่ำเพียงแค่ 2.5% โดยสินค้าเกษตรที่ราคาจะดีขึ้นในปีหน้าคือ ข้าว กับ มันสำปะหลัง แต่ยางพารา อ้อย ปาล์ม นั้นไม่ฟื้นแน่นอน 

ความเสี่ยงปีหน้าที่ต้องจับตามองคือ “สินเชื่อรถยนต์”

TMB Analytics มองว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าการบริโภคเอกชนขยายตัวจากสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ ซึ่งทำให้สินเชื่อเติบโตอีกรอบ ถึงแม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะกลัวปัญหาฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง TMB มองว่าในความเป็นจริงนั้นอสังหาฯ กำลังชะลอตัว แต่ TMB มองว่าสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ในปีหน้าคือสินเชื่อรถยนต์ที่กลับมาเติบโตอีกรอบ

โดยในช่วงปี 2012 สินเชื่อรถยนต์เติบโต 210,000 ล้านบาท แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาสินเชื่อรถยนต์เติบโตอีกครั้ง ทำให้ต้องจับตามองอีกรอบ

เมื่อเทียบ NPL ในแต่ละกลุ่ม จะเห็นว่า NPL กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 3.5% NPL ของบัตรเครดิต 2.5% NPL รถ 1.5% อย่างไรก็ดีการชำระหนี้ของรถที่ช้ากว่ากำหนดของรถยนต์สูงถึง 7% ทำให้ TMB มองว่าสินเชื่อรถยนต์น่าเป็นห่วง

ภาพจาก Unsplash

ท่องเที่ยวยังโต ภาครัฐต้องผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน

การลงทุนภาครัฐคิดว่าดีขึ้น แต่ไม่ Active เท่าที่ควร โดยมุมมองของ TMB Analytics มองว่ารัฐต้องการการที่จะให้ภาคการบริโภคเอกชน ภาคการส่งออก รวมไปถึงภาคการลงทุนของเอกชนโต ซึ่งในปีหน้าคาดว่าจะได้เห็นรัฐบาลได้ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าความเร็วสูง 3 สนามบิน ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ฯลฯ อย่างไรก็ดีงบลงทุนรัฐบาลกลางยังถือว่าเบิกจ่ายช้ากว่าที่คาด

ส่วนภาคการท่องเที่ยวในปีนี้คาดว่าเลิกหวังว่าในไตรมาส 4 นักท่องเที่ยวชาวจีนจะมาเพิ่มเติม เพราะว่าผ่านช่วง Golden Week ของชาวจีนไปแล้ว คาดว่าในปีหน้านักท่องเที่ยวชาวจีนจะมาประเทศไทยราวๆ 40.2 ล้านคน

สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องทำ

สำหรับผู้ประกอบการไทยต้องรู้และจับตามองในปีหน้า

  1. ค่าเงินบาทผันผวน TMB Analytics มองว่าช่วงที่ผ่านมาค่าเงินบาทของไทยในแต่ละวันมีความผันผวนสูงขึ้นมาก ผู้ประกอบการไทยควรที่จะหาเครื่องมือใหม่ๆ ในการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาทเพิ่มมากขึ้น
  2. เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องหาตลาดใหม่ๆ เพื่อที่จะกระจายความเสี่ยง
  3. ภาคการท่องเที่ยวไทยอ่อนไหว ผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับท่องเที่ยวในไทยต้องเน้นลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เช่น Non-Group Tour มากขึ้น และเน้นตลาดคุณภาพมากขึ้น
  4. การย้ายฐานการผลิต โดยเป็นปัจจัยจากสงครามการค้า ทำให้มีการย้ายฐานการผลิตมาไทย ต้องมีการพัฒนาทักษะแรงงานมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ยังมีข้อแนะนำอื่นๆ จาก TMB Analytics เช่น การสร้างสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ การผลิตสินค้าที่ตอบสนองต่อตลาดและแตกต่าง รวมไปถึงการใช้สิทธิประโยชน์จากภาครัฐ เช่น BOI เป็นต้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tmb-analytics-thailand-next-year-gdp-growth-maybe-arount-3-8-percent/

5 เรื่องมองไปข้างหน้ากับทิศทางเศรษฐกิจและค่าเงินปี 2019 จากมุมมองธนาคารกสิกรไทย

ใกล้จะหมดปี 2018 เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว ได้เวลาของการมองไปยังภาพรวมของเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งมีความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

ภาพจาก Shutterstock

Brand Inside สรุปจากงานสัมมนา “ส่องทิศทางเศรษฐกิจปีกุน” โดยธนาคารกสิกรไทย ซึ่งได้รวมมุมมองสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งในปี 2018 ที่กำลังใกล้จะหมดปีแล้วนั้น โลกเผชิญกับความท้าทายในด้านเศรษฐกิจไม่น้อย แต่ก็ยังมีการเจริญเติบโตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นภาคการส่งออก เศรษฐกิจของสหรัฐที่แข็งแกร่ง เป็นต้น

ธนาคารกสิกรไทยได้ย้อนมองกลับไปในปี 2018 เศรษฐกิจโลกเจอกับเรื่องอะไรมาบ้าง

  • Brexit
  • การเมืองของประเทศอิตาลี ที่พรรค 5 Star Movement ชนะการเลือกตั้ง
  • การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่ผ่านพ้นไป
  • ความเสี่ยงของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) เช่น ตุรกี
  • สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

ปัจจัยในปี 2019 ที่ต้องติดตาม สำหรับในปีหน้าเศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทายใหม่ๆ สำหรับในประเทศไทยแล้วยังมีปัจจัยภายในที่เสริมขึ้นมาอีก

ภาพจาก Shutterstock

สงครามการค้าเต็มรูปแบบ (End of Global Trade Cycle)

สำหรับภาคการส่งออกของโลก ตั้งแต่ปี 2016 ขยายได้ดีตลอด การค้าของโลกเติบโต 5.2% หลายๆ ประเทศมีการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ เช่น จีน สหภาพยุโรป เป็นต้น แต่ในปีนี้เริ่มมีสัญญาณการส่งออกที่ชะลอตัวจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศไทย

มุมมองของธนาคารกสิกรไทยมองว่าในปี 2019 การค้าโลกน่าจะชะลอตัวลง โดย IMF คาดการณ์ว่าภาคการส่งออกจะเติบโตเหลือแค่ 4.2% ประเด็นสำคัญที่ทำให้การค้าชะลอตัวลงคือ “สงครามการค้า” แบบเต็มรูปแบบในปี 2019 สหรัฐฯ กำลังที่จะเก็บภาษีจากสินค้าจีนอีก 267,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปัจจัยข้างต้นคาดว่าจะทำให้ภาคการส่งออกของไทยก็ชะลอลง

ภาพจาก Unsplash

เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัวลง

เศรษฐกิจจีนกำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยในระดับที่เกิน 6% มาตลอด แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนกำลังจะหมดยุคการใช้แรงงานราคาถูกเป็นหลักแล้ว แถมปัญหาโครงสร้างประชากรจีนที่เน้นนโยบายลูกคนเดียว กำลังจะไม่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากร รวมไปถึงแรงงานจีนในปัจจุบันไม่ตรงกับอุตสาหกรรมซึ่งเป็นแบบเก่า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐาน เช่น การทำเหมืองถ่านหิน โรงงานถลุงเหล็ก ฯลฯ

ทำให้รัฐบาลจีนต้องพาประเทศก้าวไปสู่เศรษฐกิจแบบใหม่ ที่เน้นการผลิตที่เน้นคุณภาพ หรือสินค้าไฮเทค เช่น สนับสนุนอุตสาหกรรมอีเล็กทรอนิคส์มากขึ้น และรวมไปถึงเน้นภาคการบริการมากขึ้น แต่เนื่องด้วยปัญหาโครงสร้างของจีนที่การผลิตที่ยังล้นเกิน ทำให้การบริโภคในจีนบริโภคไม่ทัน ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง แม้ว่าจะลดการส่งออกรวมไปถึงลดกำลังการผลิตสินค้าแล้วก็ตาม

แม้ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจีนจะต้องทำการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น นโยบายปล่อยกู้ SME ให้มากขึ้น ฯลฯ แต่ก็มีความเสี่ยงคือจีนก่อหนี้ได้มากแค่ไหน ปัจจุบันจีนมีหนี้ต่อ GDP อยู่ที่ 266% ถือว่าสูงมาก

ฉะนั้นประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากมูลค่าการค้าที่ไทยซื้อขายกับจีนมีสูงถึง 18% แถมด้วยนักท่องเที่ยวจีนก็มาไทยในช่วงที่ผ่านมามหาศาล การที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงย่อมส่งผลกับเศรษฐกิจไทย

ภาพจาก Unsplash

เศรษฐกิจกับหนี้สาธารณะของสหรัฐ

ในช่วงปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของสหรัฐเข้มแข็งอย่างมาก ปัจจัยอย่างหนึ่งคือการผลักดันนโยบายการปฏิรูปภาษี ของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่หลังจากการเลือกตั้งกลางเทอมทำให้อาจเกิดความยืดเยื้อของนโยบาย นอกจากนี้นโยบายของทรัมป์คือ นโยบายขาดดุลทางการคลังเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัจจุบันสหรัฐขาดดุลทางการคลังสูงถึง 4% และอาจถึง 5% ต่อปี และคาดว่าจะไม่ลดลงด้วย

ทำให้ปัจจุบันหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐอยู่ที่ 21.5 ล้านล้านสหรัฐ คิดเป็นหนี้ต่อ GDP ประมาณ 105% ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องยกเลิกเพดานหนี้

อย่างไรก็ดีคาดว่าในปี 2019 เศรษฐกิจสหรัฐน่าจะเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากปัญหาของหนี้สาธารณะสหรัฐกดดัน

ภาพจาก Shutterstock

สภาพคล่องและค่าเงิน

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed กำลังลดงบดุลลง ธนาคารกลางในหลายๆ ประเทศเริ่มดำเนินนโยบายทางการเงินแบบปกติ เช่น ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB กำลังจะยกเลิกนโยบายผ่อนคลายทางการเงินในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะทำให้เงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ต่อเนื่องในปีนี้ โดยตลาดเกิดใหม่มีการไหลออกของเงินทุนตลอดตั้งแต่ปี 2017 โดยเฉพาะในตลาดหุ้น

นอกจากนี้ถ้าหากถ้าความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น สงครามการค้า ฯลฯ เงินทุนน่าจะไหลออกมากกว่าเดิม ยิ่งทำให้ค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ยิ่งอ่อนค่าลงอีก

แบงค์พัน
ธนบัตรไทยมูลค่า 1,000 บาท // ภาพโดย Peter Hellberg from Stockholm, Sweden (Thai baht) [CC BY-SA 2.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/2.0)%5D, via Wikimedia Commons

มองค่าเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยปีหน้า

ทีมนักวิเคราะห์ของธนาคารกสิกรไทยมองถึงเรื่องอัตราดอกเบี้ยไทยว่า การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน ไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากเงินเฟ้อลดลง การส่งออกชะลอตัวลง รวมไปถึง นักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง โดยคาดว่าถ้าหากมีการขึ้นดอกเบี้ยน่าจะขึ้นไวสุดในเดือนธันวาคม แต่ความเป็นไปได้คาดว่าไตรมาสแรกปี 2019 น่าจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกมากกว่า

สำหรับสาเหตุที่คณะกรรมการนโยบายการเงินต้องขึ้นดอกเบี้ย เพราะว่าถ้าคงอัตราดอกเบี้ยเดิมที่ 1.5% จะถือว่าต่ำเกินไป ทำให้เกิดการหาส่วนต่างทางมูลค่า (Search for Yield) ซึ่งจะสร้างความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทย กับสหรัฐอเมริกา เริ่มกว้างขึ้น เลยทำให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย

สำหรับทิศทางค่าเงินบาทไทย ธนาคารมองว่า ค่าเงินในเอเชียอ่อนค่าลง เนื่องจากดอลลาร์แข็งค่ามากขึ้น เนื่องจากเงินไหลออกกลับไปสู่ดอลลาร์ เช่น ค่าเงินหยวนอ่อนค่าไปมาก เนื่องจากสงครามการค้า ส่วนอินโดอินเดีย เงินไหลออก เนื่องจากกลัวความเสี่ยง

ต้นปีหน้าค่าเงินน่าจะอ่อนค่า คาดว่าค่าเงินบาทของไทยจะอยู่ในกรอบราวๆ 32.5-33.2 มุมมองสิ้นปี 2019 ธนาคารมองว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 34 บาท

สำหรับปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

  • นโยบายดอกเบี้ย ของประเทศอื่นๆ
  • ราคาน้ำมัน
  • การเจรจา Brexit กับสหภาพยุโรป ว่าจะออกไปในทิศทางใด
  • การเลือกตั้งภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ไทย อินโดนีเซีย อินเดีย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/5-things-kbank-analysis-about-economics-in-2019/