คลังเก็บป้ายกำกับ: THAILAND

ค่ายมือถือไทยเตรียมศึกษาตั้งบริษัทให้บริการ Digital ID

ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยทั้ง 5 ราย ได้แก่ CAT, dtac, TOT, True, และ AIS ลงนามบันทึกความร่วมมือศึกษาและพัฒนาการพิสูจน์และยืนยันตัวตนดิจิทัล เปิดทางการใช้โทรศัพท์มือถือยืนยันตัวตน

การใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อยืนยันตัวตนได้รับความนิยมสูงอยู่แล้วในปัจจุบัน จากการที่ประเทศไทยมีหมายเลขโทรศัพท์ใช้งานอยู่ถึง 130 ล้านเลขหมาย แต่ก็มีข่าวถึงการขโมยเบอร์โทรศัพท์มือถือ หรือการออกซิมโดยไม่ได้รับอนุญาตในประเทศไทยอยู่เนืองๆ

นายสืบศักดิ์ สืบภักดี กรรมการสมาคมโทรคมนาคม ระบุว่าบริษัท Mobile National ID (MNID) ที่จะก่อตั้งจากความร่วมมือนี้จะใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างเคร่งครัด โดยอาจใช้โทรศัพท์มือถือร่วมกับการพิสูจน์ตัวตนทางอื่น เช่น ใบหน้าหรือลายนิ้วมือเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด

ที่มา – จดหมายข่าว AIS

5 ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลงนามในบันทึกความร่วมมือการศึกษาและพัฒนาระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลโดยใช้ฐานข้อมูล จากเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และแนวทางการจัดตั้งบริษัท Mobile National ID (MNID)

29 มกราคม 2563: ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 ราย ภายใต้สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกอบไปด้วย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ได้ทำพิธีลงนามในบันทึกความร่วมมือการศึกษาและพัฒนาระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลโดยใช้ฐานข้อมูลจากเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และแนวทางการจัดตั้งบริษัท Mobile National ID (MNID) ซึ่งทุกฝ่ายมีความเห็นร่วมกันว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นนวัตกรรมใหม่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในการเพิ่มช่องทางในการใช้บริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของประชาชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้มีความสะดวก ปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเป็นการส่งเสริมนโยบายรัฐบาลในเรื่องการใช้ดิจิทัลไอดีได้อีกด้วย

ดร.มนต์ชัย หนูสง นายกสมาคมโทรคมนาคมฯ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าว ถือว่าสอดคล้อง ตามนโยบายของภาครัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และยังสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ที่สนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในการให้บริการการพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลด้วยระบบดิจิทัล โดยใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลการลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยระบบอัตลักษณ์ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ในการใช้บริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ประชาชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ สามารถใช้บริการธุรกรรมทางอิเลคทรอนิกส์ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

นายสืบศักดิ์ สืบภักดี กรรมการสมาคมโทรคมนาคมฯ กล่าวว่า ผู้ประกอบการทั้ง 5 รายจะร่วมกันแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ความรู้ และประสบการณ์ โดยอาจมีการทดลองรูปแบบการให้บริการในระบบ Sandbox เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง บริษัท Mobile National ID (MNID) โดยจะมีการศึกษาและกำหนดรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม ตลอดจนมีการร่างแผนธุรกิจร่วมกัน มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การจัดตั้ง บริษัท MNID ไห้ได้โดยเร็ว ทุกฝ่ายให้ความสำคัญและจะใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล โดยทุกฝ่ายจะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายเกี่ยวกับการให้บริการธุรกรรมทางอิเลคทรอนิกส์ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ผู้ประกอบการทั้ง 5 รายจะพัฒนาระบบดังกล่าวในเบื้องต้น โดยที่ “แทนบัตร” หรือการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยรูปแบบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่แทนที่บัตรประจำตัวในรูปแบบปกติ ซึ่งเป็นโครงการที่สำนักงาน กสทช. ได้ริเริ่มขึ้น ก็จะเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 5 รายจะนำไปพิจารณาในการพัฒนาระบบ

ตัวแทนผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 5 ราย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน การสมัคร หรือการเข้าใช้บริการธุรกรรมต่าง ๆ จากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ผู้ขอใช้บริการมักจะต้องเดินทางไปที่สาขาของหน่วยงานนั้นๆ ต้องกรอกข้อมูล และเซ็นรับรองเอกสารต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์และยืนยันตัวตน ทำให้เกิดความไม่สะดวก เสียเวลา และมีความเสี่ยงที่มิจฉาชีพจะใช้เอกสารปลอม ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย การให้บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนโดย บริษัท Mobile National ID (MNID) จะเป็นนวัตกรรมทางเลือก ที่สามารถช่วยลดเวลา ขั้นตอน ค่าใช้จ่าย และช่วยลดความผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตน อีกทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชน สามารถสมัคร และใช้บริการธุรกรรมทางอิเลคทรอนิกส์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และง่ายดาย ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยสามารถใช้เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอัตลักษณ์ เช่นลายนิ้วมือ และใบหน้า ช่วยในการพิสูจน์และยืนยันตัวตน ทำให้ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดต่าง ๆ โดยเห็นว่าในปัจจุบัน ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเป็นเครื่องมือพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่แพร่หลายและเข้าถึงประชาชนได้ดีที่สุด เนื่องจาก ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านโครงข่ายของผู้ประกอบการทั้ง 5 ราย มีจำนวนมากถึง 130 ล้านเลขหมาย ซึ่งจะทำให้เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถใช้รองรับ Digital ID ได้อย่างกว้างขวาง

No Description

from:https://www.blognone.com/node/114383

ส่งออกพอยิ้มได้! ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าแล้ว ล่าสุดอยู่ที่ 30.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ผู้ประกอบการส่งออกยิ้มได้อีกครั้งเมื่อค่าเงินบาทของไทยกลับมาอ่อนค่าในรอบ 4 เดือน โดยสาเหตุหลักๆ มาจากเรื่องของความกังวลจากนักท่องเที่ยวชาวจีนไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้

Thai Baht เงินบาท
ภาพจาก Shutterstock

ค่าเงินบาทของไทยกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง โดยล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ 30.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแล้ว อ่อนค่าสุดในรอบ 4 เดือน หลังจากที่ในช่วงปลายเดือนธันวาคมต่อเนื่องไปในช่วงปีใหม่ของไทย เงินบาทได้แข็งค่าอย่างรวดเร็วจนทำให้ภาคการส่งออกเกิดความกังวล รวมไปถึงรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยต้องตั้งคณะทำงานร่วมขึ้นมา เพื่อออกมาตรการต่างๆ ไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าไปมากเกินไป

ในช่วงที่ผ่านมาค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าเกือบๆ 9% แต่ล่าสุดกลับกลายเป็นว่าตอนนี้นั้นค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าที่สุดไปแล้วในอาเซียน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

สำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานว่า สาเหตุที่ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่า เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวจีนไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้จากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ซึ่งรายได้ที่ได้จากนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็น 30% จากรายได้นักท่องเที่ยวทั้งหมด ส่งผลทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนหายไปทันที นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากเรื่องการประมูลกิจการของ Tesco Lotus ในประเทศไทยและมาเลเซียที่อาจเป็นตัวเร่งทำให้ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่ากว่าเดิม เพราะเม็ดเงินส่วนหนึ่งจะต้องไหลออกไป

ขณะที่มุมมอง กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 30.40-30.80 ต่อดอลลาร์เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 30.54 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 4 เดือน

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้มีมุมมองว่า ความเชื่อมโยงทางด้านสินค้าและบริการระหว่างไทยกับจีนสร้างความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในช่วงเทศกาลตรุษจีนต่อภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท นอกจากนี้ยังมีโอกาสมากขึ้นที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่จุดต่ำสุดครั้งใหม่ในช่วงต้นปีนี้ หากสถานการณ์เลวร้ายลงต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-baht-come-from-appreciation-latest-30-88-thb-per-usd-concern-about-chinese-tourist-corona-virus/

รองนายกฯ สมคิด ขอให้ใจเย็นๆ อย่าแตกตื่นเรื่องหุ้นตก เชื่อจีนคุมไวรัสโคโรนาอยู่หมัด

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตกหนักเมื่อเช้านี้ว่าขอให้ใจเย็นๆ อย่าได้แตกตื่นเรื่องหุ้นตก และเชื่อว่าจีนสามารถควบคุมเรื่องไวรัสโคโรนานี้ได้

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
ภาพจาก เว็บไซต์รัฐบาลไทย

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกรณีตลาดหุ้นไทยที่วันนี้นั้นได้ลดลงไป 45.77 จุด คิดเป็น 2.92% ในวันนี้นั้นเนื่องจากกรณีของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่ระบาดเพิ่มขึ้นในหลายๆ ประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็มีคนไข้ที่ติดเชื้อไวรัสนี้ด้วย ว่า “เป็นภาวะทั่วที่เกิดขึ้นทั่วโลกในทุกประเทศที่มีการพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา ขอให้นักลงทุนใจเย็น หุ้นไทยมีตกก็มีขึ้น เพราะพื้นฐานของเศรษฐกิจดีอยู่แล้ว”

ก่อนหน้านี้นั้น UBS มีมองว่าเศรษฐกิจไทยนั้นเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกือบๆ 10% ของ GDP ไทย และที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมาจากนักท่องเที่ยวจีน แต่สถานการณ์ไวรัสโคโรนาที่เกิดขึ้นส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวกลับไปอ่อนแออีกครั้ง อย่างไรก็ดีหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวของไทยเมื่อคิดเป็นสัดส่วนในดัชนีตลาดหลักรัพย์แห่งประเทศไทยถือว่ายังน้อยมาก

รองนายกรัฐมนตรี ยังได้ออกมากล่าวเสริมด้วยว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่เกิดขึ้นนั้นกระทบกับภาคการท่องเที่ยวของไทยในระยะสั้น อย่างไรก็ดีรองนายกรัฐมนตรียังเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะสามารถควบคุมการแพร่เชื้อไวรัสนี้ได้อย่างแน่นอน พร้อมได้ชักชวนให้คนไทยหันมาเที่ยวในไทยมากขึ้น พร้อมกับดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ มาทดแทนจีนในช่วงนี้

ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินว่า การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ถ้าหากอยู่ในกรอบระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน จากการที่ทางการจีนออกมาตรการขั้นสูงเพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว และไม่มีการแพร่ระบาดในไทยและประเทศอื่นๆ น่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยและการเดินทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติที่เป็นตลาดเป้าหมายของไทย ทำให้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยในปี 2563 น่าจะมีประมาณ 11.10-11.30 ล้านคน แต่ถ้ากรณีแย่สุดอาจลดลงเหลือประมาณ 10.94-10.77 ล้านคน หรือหดตัวประมาณ 0.5%-2.0%

ที่มา – โพสต์ทูเดย์, RYT9

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/vice-pm-somkid-talk-about-set-index-decline-he-said-dont-panic-and-chinese-gov-can-control-coronavirus/

MIT สร้างปัญญาประดิษฐ์ทำแผนที่จากภาพดาวเทียม ชี้น่าใช้กับประเทศไทยเพราะถนนเปลี่ยนบ่อยแถมข้อมูลไม่อัพเดต

ทีมวิจัยจาก MIT Computer Science and Artificial Intelligence Laboratory (CSAIL) และ Qatar Computing Research Institute (QCRI) รายงานความสำเร็จในการสร้างปัญญาประดิษฐ์สร้างข้อมูลแผนที่จากดาวเทียม โดยสามารถอ่านข้อมูลได้แม่นยำแม้ภาพถ่ายดาวเทียมจะมีสิ่งก่อสร้างหรือต้นไม้บังถนนอยู่ก็ตาม

ปัญญาประดิษฐ์ RoadTagger รวมเอาเครือข่ายนิวรอนสองชุด ชุดหนึ่งเป็น Graph Neural Network (GNN) สำหรับการคาดเดาข้อมูลถนนจากเส้นทางที่เชื่อมโยงกัน ส่วน Convolutional Neural Network (CNN) นั้นเป็นตัวอ่านภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อดึงข้อมูลถนนออกมา

ผลวิจัยแสดงความสามารถของ RoadTagger ที่ทนทานต่อสภาพถนนแบบต่างๆ เช่น เส้นแบ่งเลนหายไป, จำนวนเลนบนถนนเปลี่ยน, ภาพเลนถนนถูกบังโดยต้นไม้หรืออาคาร

Favyen Bastani ผู้ร่วมวิจัย ระบุว่าการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่าง RoadTagger จะทำให้สามารถสร้างข้อมูลในฐานข้อมูลขนาดใหญ่อย่าง OpenStreetMap ได้ โดยเฉพาะในประเทศไทยนี่ถนนมีความเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งและไม่มีชุดข้อมูลที่อัพเดต

ที่มา – MIT

No Description

from:https://www.blognone.com/node/114336

โบรกเกอร์ไทย-ต่างชาติ กังวล “งบประมาณปี 63” ล่าช้า ส่งผลกระทบต่อ GDP และหุ้นไทย

Brand Inside รวบรวมมุมมองหลังจากที่ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 มีสิทธิ์ที่จะล่าช้าจากการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในกรณีเสียบบัตรแทนกัน

Thai Parliament รัฐสภาไทย
ภาพจาก Shutterstock

หลังจากที่มีการเปิดเผยว่ามีการเสียบบัตรแทนกันในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 และส่งผลทำให้ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าจะมีการลงนามในหนังสือส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งอาจส่งผลทำให้พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ล่าช้าออกไปอีก

มุมมองล่าสุดของบริษัทหลักทรัพย์และสถาบันการเงินจากต่างประเทศเกี่ยวกับ พ.ร.บ.งบประมาณ

  • บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส มองว่า อย่างไรก็ตามยิ่งงบประมาณล่าช้าเท่าใด คาดกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากเท่านั้น และมีความเสี่ยงเรื่องที่อาจเกิด Government Shutdown คาดว่ากระทบต่อการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2563 วงเงิน  6.6 แสนล้านบาท ซึ่งกระทบต่อการเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังอาจมีการปรับ GDP ของไทยลดลงได้อีก
  • บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ มองว่า ในขณะที่ร่างงบประมาณที่คาดว่าจะล่าช้าไปอย่างน้อย 1 เดือนยังไม่มีมาตรการออกมาชัดเจน ส่งผลทำให้ภาคการบริโภคในประเทศโดนกดดัน และทำให้หุ้นไทยเหลือกลุ่มที่น่าสนใจเพียงแค่กลุ่มโรงพยาบาลและหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจขาลง
  • บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า มองว่า ร่างงบประมาณที่ล่าช้าจะกดดันด้านจิตวิทยาต่อหุ้นรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แต่คาดว่ารัฐบาลยังมีทางออกด้วย พ.ร.ก. เงินกู้ แทน
  • Credit Suisse มองว่า GDP ของไทยในไตรมาส 1 จะได้รับผลกระทบจากเรื่องงบประมาณล่าช้าอย่างมีนัยยะสำคัญ นอกจากนี้สถาบันการเงินจากสวิตเซอร์แลนด์คาดว่าจะมีการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญในเร็วๆ นี้
  • ING มีมุมมองว่า การที่งบประมาณออกมาล่าช้า ยิ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ส่งผลทำให้การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินอาจต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากกว่าเดิมในปีนี้

ขณะที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมหาทางออกไว้แล้วประมาณ 5-6 แนวทาง แต่ยังขอไม่เปิดเผยว่าเป็นช่องทางใด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/view-from-thai-and-foreign-brokerage-view-about-thai-budget-63-delayed-effect-to-thai-economy/

ส่งออกไทยปี 2019 ที่ผ่านมาติดลบ 2.65% นักวิเคราะห์คาดปีนี้อาจโตได้เพียง 0.2% เท่านั้น

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าได้เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ครบปี 2019 นั้นส่งออกไทยติดลบ 2.65% ขณะที่ในปีนี้นักวิเคราะห์คาดว่าจะเติบโตเพียงแค่ 0.2% เท่านั้น

Containers Bangkok Port ท่าเรือกรุงเทพ
ภาพจาก Shutterstock

พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า ยังติดลบที่ 1.28% ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 2019 ติดลบที่ 2.65% แต่ถ้าหักน้ำมันและทองคำจะติดลบ 2.3% ขณะที่ดุลการค้าไทยปีที่ผ่านมาได้ดุลการค้าอยู่ที่ 9,604 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบหลักๆ ของการส่งออกไทยปีที่ผ่านมา เรื่องสำคัญคือสงครามทางการค้า รวมถึงผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากราคาน้ำมัน และทองคำที่มีความผันผวน

สินค้าของไทยในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบหนักๆ ได้แก่

  • เคมีภัณฑ์ ติดลบ 17.3%
  • เม็ดพลาสติก ติดลบ 11%
  • เครื่องจักรกล ติดลบ 10.9%
  • ข้าวไทย ติดลบ 25.9%
  • มันสำปะหลัง ติดลบ 16.4%

อย่างไรก็ดียังมีสินค้าไทยที่ยังสามารถปรับตัวได้ รวมไปถึงสินค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่ส่งออกได้ดีมากกว่า 20 รายการ เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศ ผักสด ผลไม้สด และแช่งแข็ง ไก่สดแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป ฯลฯ นอกจากนี้ข่าวดีของการส่งออกไทยคือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์นั้นกลับมาขยายตัวในรอบ 16 เดือน

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ยังมีมุมมองว่า การส่งออกไทยเริ่มอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ เพราะมีปัจจัยบวกจากการลงนามข้อตกลงการค้าระยะแรกระหว่างสหรัฐและจีน และความชัดเจนจากการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือ Brexit จะช่วยให้บรรยากาศการค้าดีขึ้น

นอกจากนี้ พิมพ์ชนก ยังได้กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนบุกตลาดเป้าหมายในปีนี้ถึง 18 ประเทศ และอยากให้รัฐบาลผลักดันการส่งออกควบคู่กับการลงทุนมาตั้งฐานการผลิตสินค้าในไทยที่จะเป็นโอกาสในการส่งออกเพิ่มเติม

ขณะที่มุมมองจาก SCB EIC นั้นมองว่า ในภาพรวมการส่งออกของไทยส่งสัญญาณกำลังพ้นจุดต่ำสุด สะท้อนจาก สินค้าส่งออกที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของจีนเริ่มกลับมาขยายตัวได้ในช่วง 1-3 เดือนหลัง

อย่างไรก็ดี EIC คงคาดการณ์ส่งออกปี 2020 ขยายตัวต่ำที่ 0.2% แม้ว่าการส่งออกจะมีทิศทางปรับดีขึ้นในระยะถัดไป แต่ยังมีหลายปัจจัยกดดัน เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลักของไทย ภาวะสงครามการค้าที่ยังคงกดดันการค้าโลกแม้จะมีข้อตกลงระยะแรก (Phase 1) รวมไปถึงค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-export-december-is-decline-12-months-2019-th-export-minus-2-65-percent-from-trade-war-problem/

EIC มองธุรกิจขนส่งพัสดุปีนี้ยังโตได้ แม้มีการแข่งขันเรื่องราคาดุเดือด และคู่แข่งเพิ่มขึ้น

SCB EIC ยังมองว่าธุรกิจขนส่งปีนี้ยังเติบโต พร้อมให้ 3 แนวทางธุรกิจที่จะทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้สามารถอยู่รอดได้ในสภาพการแข่งขันที่สูงในขณะนี้

Online Delivery Parcel E-commerce
ภาพจาก Shutterstock

SCB EIC ได้จัดทำบทวิเคราะห์ตลาดธุรกิจขนส่งพัสดุของไทยมีแนวโน้มเติบโตราว 35% ในปี 2020 นี้ เมื่อเทียบกับปี 2019 มาอยู่ที่ประมาณ 66,000 ล้านบาท จากเดิมในปี 2017-2019 เติบโตได้ปีละ 40% ในปีนี้นั้นยังมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการซื้อขายสินค้าผ่าน E-commerce ที่มูลค่าตลาดยังเติบโตต่อเนื่องราว 17% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีขนาดที่ 100,000 ล้านบาท ซึ่งผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่นิยมการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ

ขณะเดียวกันการค้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย (Social Commerce) อย่าง Facebook, Line, Instagram รวมถึงในหน้าเว็บไซต์ของแต่ละร้านค้าเอง ทำให้คาดว่าการขนส่งพัสดุในปี 2020 จะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 4 ล้านชิ้นต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้นการจัดโปรโมชันส่งเสริมการตลาดต่าง ๆ เช่น เทศกาลช้อปปิ้งเอาใจคนโสด 11.11 ของ Lazada, 12.12 Birthday Sale ของ Shopee รวมไปถึง Black Friday จะส่งผลให้ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกกว่า 1 ล้านชิ้นต่อวัน

ปีนี้ยังได้เห็นการแข่งขันสูง

ในด้านการแข่งขันปี 2020 นี้ ธุรกิจขนส่งพัสดุมีแนวโน้มแข่งขันด้านราคารุนแรงยิ่งขึ้น จากการเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่ ในปีนั้น 2018 ตลาดขนส่งพัสดุของไทยประกอบด้วยผู้เล่นในรายใหญ่ 3 ราย ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 80% ได้แก่

  • ไปรษณีย์ไทย
  • เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (Kerry Express)
  • ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส (Lazada Express)

นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นขนาดกลางอื่น ๆ  เอสซีจี เอ็กซ์เพรส (SCG Express) นิ่มเอ็กซ์เพรส (Nim Express) นินจาแวน (Ninja van) รวมไปถึง DHL E-commerce ที่ลงมาเล่นเกมนี้ด้วย

แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้เล่นรายใหญ่หลายรายจากต่างประเทศได้เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดขนส่งพัสดุของไทย เช่น

  • เบสท์ โลจิสติกส์ (Best Logistics) และ แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) ซึ่งมีกลุ่ม Alibaba เป็นหุ้นส่วน
  • เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T Express) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขนส่งอันดับ 1 จากอินโดนีเซีย
  • ซีเจ โลจิสติกส์ (CJ logistics) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่จากเกาหลีใต้ที่ได้ร่วมทุนกับเจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) ของไทย เป็นต้น

ขณะเดียวกันผู้ให้บริการขนส่งพัสดุรายเดิมยังมีโอกาสเผชิญกับการแข่งขันจากผู้ให้บริการรับ-ส่งสินค้าตามความต้องการ (On-Demand Delivery) ซึ่งให้บริการด่วนภายใน 1 ชั่วโมง ตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ลาลามูฟ (Lalamove), ไลน์แมน (Lineman), แกร็บเอ็กซ์เพรส (Grab Express) เป็นต้น อย่างไรก็ดี การขนส่งแบบตามความต้องการนี้จะเน้นกลุ่มผู้ใช้บริการที่ต้องการขนส่งสินค้าทันทีซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับการขนส่งพัสดุแบบเดิม

ศึกตัดราคา แถมต้องไวด้วย

ขณะเดียวกันในรายงานของ EIC ได้กล่าวถึงการที่ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา ทำให้เกิดการตัดราคาอัตราค่าบริการขนส่งพัสดุที่จากเดิมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเริ่มต้นที่ 35 บาท แต่ในปัจจุบันนั้นปรับเป็น 19 บาท อีกทั้งในอนาคตอัตราค่าบริการมีโอกาสปรับลดลงอีก

สำหรับการลดราคาค่าขนส่งจากผู้ประกอบการนั้นนอกจากจะมีส่วนช่วยทำให้ผู้ประกอบการดึงดูดปริมาณขนส่งพัสดุเพิ่มขึ้นและทำให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นแล้ว ปริมาณการขนส่งที่มากขึ้นยังช่วยลดต้นทุนการขนส่งเฉลี่ยของผู้ประกอบการ หรือการประหยัดต่อขนาด (Economies of scale)

อย่างไรก็ดี การแข่งขันที่รุนแรงนี้จะส่งผลบวกต่อผู้ใช้บริการขนส่งพัสดุเนื่องจากจะได้รับประโยชน์จากอัตราค่าบริการขนส่งที่ถูกลง การบริการขนส่งที่ปลอดภัยและรวดเร็วขึ้น และมีผู้ประกอบการให้เลือกใช้หลายราย

นอกจากด้านราคาแล้ว ธุรกิจขนส่งพัสดุยังต้องแข่งขันในด้านบริการทั้งในแง่คุณภาพการบริการและความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า โดยในด้านคุณภาพการบริการผู้ประกอบการควรต้องยกระดับความปลอดภัยในการจัดส่งสินค้าเนื่องจากมูลค่าสินค้าที่สั่งซื้อออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงส่งผลให้การบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน การขนส่งที่ล่าช้า และการละเลยการติดตามปัญหาของผู้ใช้บริการจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาพลักษณ์ของผู้ประกอบการ

3 ปัจจัยที่ผู้ประกอบการจะอยู่รอด

ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มขันนี้ บทวิเคราะห์จาก EIC มองว่า 3 แนวทางหลักในการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในธุรกิจ ได้แก่

  1. การเป็นพันธมิตรกับ Online Platform ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งพัสดุ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ E-commerce ซึ่งต้องการการจัดส่งพัสดุจำนวนมาก เช่น Kerry Express และ DHL ที่ร่วมมือกับทั้ง Lazada, Shopee และ JD Central อีกทั้งผู้ประกอบการอาจพิจารณาเข้าร่วมเป็นเครือข่ายโลจิสติกส์บน e-logistics marketplace เช่น Shippop และ Shipjung ในการช่วยหาลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการใช้งานรถขนส่ง อย่างไรก็ตาม ในอนาคต ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกับแพลตฟอร์มจะต้องเตรียมพร้อมในการบริหารต้นทุนดำเนินการให้เหมาะสมกับค่าคอมมิชชัน (Commission) ที่ถูกหักจากเจ้าของแพลตฟอร์มและค่าใช้จ่ายทั่วไปอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่สิทธิประโยชน์จากเจ้าของแพลตฟอร์มที่ปรับลดลง
  2. การสร้างความแตกต่าง โดยเน้นให้บริการลูกค้าเฉพาะกลุ่มและยกระดับการบริการเพื่อสร้างจุดแข็งให้กับแบรนด์ของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น SCG เห็นโอกาสการเติบโตของบริการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ ส่วน Lalamove และ Deliveree สร้างจุดแข็งโดยการให้บริการขนส่งพัสดุออนดีมานต์ ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือและสามารถตั้งเวลาเรียกใช้บริการขนส่งล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถวางแผนการขนส่งได้ ขณะที่ไปรษณีย์ไทยจัดโปรโมชันสำหรับการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากและการขนส่งต่างประเทศซึ่งมีแนวโน้มซื้อ-ขายทางออนไลน์เพิ่มขึ้น รวมไปถึง SF Express ซึ่งเป็นผู้ให้บริการในจีนเน้นการขนส่งสินมูลค่าสูงอย่างอิเล็กทรอนิกส์และการแพทย์ การขนส่งสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วผ่านทางอากาศ
  3. การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการขนส่งพัสดุด้วยกันเอง ทั้งรูปแบบของการเป็นเครือข่ายธุรกิจและการร่วมทุนกับบริษัทขนส่งต่างชาติที่ต้องการเปิดตลาดในไทย เช่น Best Express ใช้โมเดลการขยายธุรกิจแบบเฟรนไชส์ (franchise) ซึ่งเป็นโมเดลที่นิยมและประสบความสำเร็จในจีน หรือการสร้าง E-Logistics Marketplace อย่างนิ่มซี่เส็ง โลจิสติกส์ ร่วมทุนกับ Flash Express จัดตั้ง Flash Logistics เพื่อเป็นแพลตฟอร์มด้านโลจิสติกส์ในการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการขนส่งเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อเส้นทางการขนส่งระหว่างผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการใช้รถของผู้ประกอบการ และลดต้นทุนค่าขนส่งและลดการวิ่งรถเปล่า เป็นต้น

นอกจากธุรกิจขนส่งพัสดุแล้ว บทวิเคราะห์ EIC ยังได้มองว่า ศูนย์กระจายพัสดุและจุดให้บริการรับพัสดุ เป็นอีกธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของตลาดขนส่งพัสดุและเป็นโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

สาเหตุหลักๆ นั้นคือผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงต้องเปิดเกมรุกตลาดต่างจังหวัดเพื่อเพิ่มความสามารถในการกระจายสินค้าให้รวดเร็ว ซึ่งการลงทุนตั้งศูนย์กระจายพัสดุหรือเปิดจุดให้บริการเองอาจต้องใช้เงินลงทุนที่สูง ดังนั้นผู้ประกอบการขนส่งบางรายจึงยังต้องเลือกใช้โมเดลธุรกิจแบบแฟรนไชส์ในการขยายพื้นที่จุดให้บริการ

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการทำธุรกิจนี้ นอกจากเงื่อนไขการขนส่งและส่วนแบ่งรายได้แล้ว อาจต้องพิจารณาถึงการเติบโตของอุปสงค์ในพื้นที่ ฐานลูกค้าที่ใช้บริการของแบรนด์ขนส่ง และการทับซ้อนของพื้นที่ให้บริการทั้งกับแบรนด์ขนส่งเดียวกันและแบรนด์คู่แข่ง เพื่อความมั่นคงของธุรกิจได้ในระยะยาว

ที่มา – SCB EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-eic-forecasts-2020-th-parcels-delivery-growth-35-percent-mkt-value-66-billion-thb/