คลังเก็บป้ายกำกับ: THAILAND

4 ข้อที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในปี 2019 จากมุมมองของ KTB

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกจากธนาคารกรุงไทย รวมไปถึงมุมมองเศรษฐกิจไทยที่ผู้ประกอบการต้องรู้ และข้อแนะนำจากทีมนักวิเคราะห์ของ KTB แก่ผู้ประกอบการไทย

ภาพจาก Unsplash

Brand Inside รวบรวมสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องรู้ภายในปี 2019 กับ 4 ข้อสำคัญกับเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก รวมไปถึงข้อแนะนำจากทีมงานนักวิเคราะห์ของธนาคารกรุงไทย หรือ KTB

มองภาพรวมปีนี้กันก่อน

KTB มองว่าปีนี้ GDP ของไทยจะโต 4.1% ปรับลดลงจาก 4.3% โดยไตรมาส 1-2 ปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่า 4% เนื่องจากปีที่ผ่านมาได้ผลดีจากสินค้าเกษตรที่มีปริมาณมาก อย่างไรก็ดีแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะแย่กว่าปีที่แล้ว เพราะว่าเรื่องของส่งออกและท่องเที่ยวชะลอตัวลง แต่จะได้การลงทุนจากภาครัฐและเอกชน

ทีมงานนักวิเคราะห์ของ KTB มองว่าเงินเฟ้อของไทยอยู่ประมาณ 1% สำคัญตรงราคาน้ำมันดิบ คาดว่าเฉลี่ยปีนี้ประมาณ 58 เหรียญสหรัฐฯ อาจทำให้เงินเฟ้อต่ำลง เป็นความท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างมาก สินเชื่อคาดว่าโตได้ 5%

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้ที่จะเจอคือการเจริญเติบโตลดลงพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ส่วนยุโรปเรื่องการเมืองวุ่นวายยังกดดันภาพรวมเศรษฐกิจ ทางด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะฟื้นตัวและปลอดภัยมากที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนา สำหรับเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลง แต่รัฐบาลจีนจะประคองตัวให้ได้ นอกจากนี้ความผันผวนของตลาดการเงินยังผันผวนที่สูงขึ้นด้วย

สำหรับเรื่อง 4 คำถามกำหนดทิศทางธุรกิจที่ต้องจับตาได้แก่

ภาพจาก Pixabay

1. สงครามการค้า 

ทีมนักวิเคราะห์ของ KTB มองว่าในปีที่แล้วผลกระทบจากสงครามการค้ายังถือว่าน้อย แต่ปีนี้ทุกประเทศจะได้รับผลกระทบหนักๆ เต็มปี ถ้าหากสหรัฐฯ และประเทศจีนตกลงไม่ได้ภายใน 90 วันแล้ว สหรัฐฯ อาจขึ้นขยับขึ้นภาษีทั้งหมดจากจีน สูงสุดคือ 25% และถ้าจีนตอบโต้อาจขึ้นภาษีทั้งหมดเช่นกัน แต่มูลค่าของจีนจะน้อยกว่า

แต่การเจรจาล่าสุดนั้นมีเรื่องที่ดีบ้าง คือจีนพร้อมจะเจรจาในเรื่องนี้ โดยส่งตัวแทนระดับสูงมา นอกจากนี้จีนให้สัญญาว่าจะซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นด้วย แต่นักวิเคราะห์ของ KTB เองคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะว่าจีนยังเกินดุลสหรัฐฯ สูงสุดในรอบหลายปี ซึ่งสหรัฐฯ ไม่ยอมแน่นอน หวังว่าการเจรจาอีกครั้งคือปลายเดือนนี้ว่าจะมีสัญญาณที่ดี

มุมมองของนักวิเคราะห์ของ KTB คาดว่าวิธีที่ไวที่สุดในการจบสงครามการค้าคือ จีนอาจแข็งค่าเงินหยวนอีกประมาณ​ 15-20% แลกกับสหรัฐฯ ยกเลิกเงื่อนไขขึ้นภาษีจากจีน จะทำให้ผลไวที่สุด (คล้ายกับสมัยพลาซ่าแอคคอร์ดที่ทำกับญี่ปุ่นและเยอรมัน)

คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทย

  • กระจายความเสี่ยง หาตลาดใหม่และคู่ค้าเพิ่มเติม
  • ป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน
  • ผู้ผลิตไทยที่เน้นตลาดจีนจะต้องสร้างความแตกต่าง หลีกเลี่ยงการลดราคาสู้ แต่ต้องเน้นไปด้านอื่นๆ เช่น บริการต่างๆ
ภาพจาก Pixabay

2. เศรษฐกิจโลกจะถดถอยในปี 2020 หรือเปล่า

IMF ได้ปรับประมาณการของ GDP โลกลดลง แถมล่าสุดสหรัฐฯ ยังโดน Inverted Yield Curve ซึ่งปรับลงมาอยู่ที่ 0.18% ถ้าหากต่ำกว่า 0 จะถือว่าเศรษฐกิจใกล้สู่สภาวะถดถอยภายใน 24 เดือน ถ้าหากสหรัฐอเมริกาสะดุดอีกรอบจะทำให้เศรษฐกิจโลกสะดุดไปด้วย โดยเฉพาะช่วงหลังๆ นักวิเคราะห์จาก JPMorgan คาดว่า เศรษฐกิจทั่วโลกมีโอกาสถดถอยจะเกิดถึง 40% ส่วนทางด้าน Goldman Sachs มองสูงถึง 50%

มุมมองของ KTB มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังดูดีอยู่ แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือจีน โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ชะลอตัวลงไวกว่าคาด คาดว่าภาคการผลิตจะชะลอตัวลดลงไปถึงไตรมาส 1 ในปีนี้ ทำให้เกิดความกังวลจากหลายๆ บริษัทไม่ว่าจะเป็น Apple ฯลฯ ในอนาคตอันใกล้นี้ผู้ประกอบการจีนยังมีความเสี่ยงแน่นอน

คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทย

  • ผู้ส่งออกสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องสำอางค์ หรืออัญมณี จะต้องเริ่มหาตลาดใหม่นอกจากจีน
  • ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว ต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง
ภาพจาก Shutterstock

3. ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นได้มากแค่ไหน

แม้ว่าในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว แต่คาดว่าปีนี้จะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกแค่ 1 ครั้ง อีก 0.25% ในช่วงไตรมาส 3 เหตุผลเป็นเพราะว่า “นโยบายควบคุมสินเชื่อบ้านถือว่าบังคับไปในตัวแล้ว ทำให้ KTB มองว่าไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกต่อไป”

ขณะที่ปลายทางดอกเบี้ยระยะยาวของไทย KTB มองว่าจะอยู่ที่ 3% ต่ำกว่าครั้งก่อนๆ ซึ่งคาดว่าจะสุดวัฏจักรดอกเบี้ย ประมาณช่วง 2020-2021

ประเด็นสำคัญที่จับตามองของ กนง. ในช่วงต่อไปคือเรื่องของเงินเฟ้อ คาดว่าเงินเฟ้อสูงสุดจะอยู่แค่ 2% เท่านั้น และเงินเฟ้อของไทยมักจะตามเงินเฟ้อเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันเงินเฟ้อไทยปัจจุบันก็ไม่น่าจะถึงเป้าที่ 2% ซึ่งเป็นความท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทยในอนาคตอีกด้วย

คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทย

  • ผู้ประกอบการจะพบกับต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น
  • ภายในปี 2019 KTB ประเมิน ดอกเบี้ย MLR จะเพิ่มขึ้น 0.16% ถึง 0.24%
  • หลังปี 2019 ดอกเบี้ย MLR เพิ่มขึ้นอีก 0.33% ถึง 0.48%
ภาพจาก Unsplash

4. ภาคอสังหาของไทยหลังจากโดนควบคุม

หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการคุมภาคอสังหาริมทรัพย์ออกมา ทีมนักวิเคราะห์ของ KTB ได้นำกรณีศึกษาของ 3 แห่งคือ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเทียบกับกรณีของไทย คาดว่าท้ายที่สุดจะเหมือนกรณีที่มาเลเซีย ซึ่งพอมีมาตรการออกมาก็จะไม่กระทบต่อสินเชื่อที่อยู่อาศัย และจะไม่กระทบเยอะ เพราะว่าฟองสบู่อสังหาในประเทศไทยไม่เหมือนฮ่องกง และสิงคโปร์ ที่มีความร้อนแรงกว่า

คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทย

  • ผู้ประกอบการอสังหาต้องกระจายความเสี่ยงมากขึ้น เช่น เน้นกลุ่ม First Jobber เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้
  • หาตลาดใหม่ๆ มากขึ้น เช่น สำนักงานให้เช่า โกดังสินค้า หรือเน้นที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ
ภาพจาก Shutterstock

(ของแถม) เรื่องของ LTF

สำหรับคำถามที่สงสัยกันว่าการที่ไม่มี LTF จะกระทบเศรษฐกิจไทยปี 2019 หรือเปล่า ทีมนักวิเคราะห์ KTB มองว่า ภาระภาษีที่ต้องเพิ่มขึ้นเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกองทุนออกมาทดแทน LTF นั้น อาจทำให้ภาคการบริโภคภายในประเทศลดลง ท้ายที่สุดแล้วคาดว่าจะกระทบภาครวมเศรษฐกิจไทยเพียงเล็กน้อย เหตุผลเพราะว่าผู้ลงทุน LTF มีประมาณ 3 แสนคนเองเท่านั้น  อาจกระทบกับภาคการบริโภคเพียงแค่ประมาณ 4,800 ล้านบาท

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ktb-view-thailand-gdp-growth-4-1-percent-and-advise-thai-business-ready-to-adapt/

Advertisements

วันเด็ก 2562 อพวช. จัดงานสนุกวิทย์ พิชิตตารางธาตุ

อพชว. ชวนเยาวชนร่วมสนุกไปกับงาน “ถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562 สนุกวิทย์ พิชิตตารางธาตุ” เปิดประสบการณ์สนุกสนานพร้อมเรียนรู้พื้นฐานของตารางธาตุกับกิจกรรม Hands On ในแต่ละสถานีมากถึง 30 สถานีกว่า 100 กิจกรรม พร้อมของรางวัลต่างๆ มากมายภายในงาน พิเศษกับกิจกรรม “เด็กรักษ์โลก” เพียงสะพายกระเป๋าผ้า หรือกระติกน้ำ เพื่อช่วยลดโลกร้อนมาเที่ยวงานรับของรางวัลกันไปเลย
10 – 12 มกราคม 2562 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ บริเวณถนนโยธีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

from:http://www.9tana.com/node/child-day-2562/

dtac เจ้าแรกในโลก จัดการแพ็คเกจ, เตือนเน็ตหมดบนมือถือไม่พึ่งแอป

เทเลนอร์ บริษัทแม่ของดีแทค ประกาศความร่วมมือกับกูเกิล ในการผสานฟีเจอร์เกี่ยวกับแพ็คเกจมือถือและการใช้งานดาต้าเข้าไปในแอนดรอยด์โดยตรง ไม่ต้องผ่านแอปพลิเคชันของดีแทค

ด้วยฟีเจอร์ Mobile Data Plan ที่มีอยู่บนแอนดรอยด์ ผู้ใช้ดีแทคจะสามารถซื้อและจัดการแพ็คเกจของตนเองได้ทันที โดยไม่ต้องกระทำผ่านแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ หรือวิธีเดิมอื่นๆ รวมทั้งยังสามารถรับการแจ้งเตือน เช่น ปริมาณดาต้าเหลือน้อย ในแบบที่แม่นยำกว่าเดิมได้อีกด้วย

ดีแทค ประเทศไทย และ ดิจิ มาเลเซีย (เป็นบริษัทลูกของเทเลนอร์เช่นกัน) จะเป็นสองเครือข่ายแรกในโลกที่ได้รับฟีเจอร์ใหม่นี้ โดยดีแทคและดิจิเริ่มทยอยปล่อยฟีเจอร์นี้แก่ผู้ใช้ในสองประเทศแล้วตั้งแต่วันนี้ รองรับแอนดรอยด์เวอร์ชัน 4.0 ขึ้นไป

อนึ่ง เมื่อปี 2559 เทเลนอร์ได้ร่วมมือกับกูเกิลในการพัฒนา Mobile Data Plan API มาแล้ว ทำให้ผู้ใช้ในไทยและมาเลเซียได้รับการแจ้งเตือนในแอปพลิเคชัน YouTube เมื่อปริมาณดาต้าหมดลง รวมทั้งยังเปิดให้สามารถซื้อแพ็คเกจได้โดยตรงผ่านแอป YouTube อย่างที่เห็นในปัจจุบันอีกด้วย

ที่มา: Telenor

บทความ dtac เจ้าแรกในโลก จัดการแพ็คเกจ, เตือนเน็ตหมดบนมือถือไม่พึ่งแอป มีต้นฉบับอยู่ที่ Thai App Update.

from:https://thaiappupdate.com/2019/01/12917/

ถ่ายทอดสด Asian Cup 2019 : ไทย VS อินเดีย (ช่อง 7 และ Bugaboo)

คอฟุตบอลทีมชาติไทยห้าพลาด กับศึกใหญ่ต้อนรับต้นปี อย่าง Asian Cup 2019 ซึ่งในนัดแรกรอบแบ่งกลุ่มนี้ ทีมชาติไทย จะดวลกับ ทีมชาติอินเดีย เวลา 20.30 น. สนาม อัล นาห์ยาน สเตเดียม, กรุงอาบูดาบี ถ่ายทอดสดทางช่อง 7HD หมายเลข 35 ,Bugaboo.tv และ Fox Sports

ที่มา – Bugaboo.tv และ ช้างศึก

from:http://www.9tana.com/node/asian-cup-2019-thai-india/

ผู้ประสบภัย พายุปาบึก รับสิทธิ์เล่นเน็ต/โทรฟรี (AIS/Dtac/True)

กสทช. ปนะสานมือกับ 3 ผู้ให้บริการเครือข่ายใหญ่ ร่วมบรรเทาความเดือนร้อนและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพายถปาบึก ด้วยการมอบสิทธิ์ให้โทรฟรีทุกเครือข่ายเป็นเวลา 50 นาที และรับอินเทอร์เน็ตฟรี ปริมาณ 1GB ถึงวันที่ 6 ม.ค. 2561

AIS

รับสิทธิ์ได้ทันทีหลังได้รับ SMS ยืนยัน

dtac

รับสิทธิ์โทรฟรี

  • ลูกค้ารายเดือนกด *212*8#
  • ลูกค้าเติมเงินกด *222*8#

รับสิทธิ์เน็ตฟรี

  • ลูกค้ารายเดือนกด *212*6#
  • ลูกค้าเติมเงินกด *222*6#

Truemove H

ลูกค้ารายเดือนรับสิทธิ์ได้ทันทีหลังได้รับ SMS ยืนยัน

ลูกค้าแบบเติมเงิน

  • รับสิทธิ์โทรฟรีกด *777*810#
  • รับสิทธิ์เน็ตฟรีกด *777*811#

from:http://www.9tana.com/node/pabuk-ais-dtac-true/

ตามติด พายุปาบึก (PABUK) กับแอพฯ กรมอุตุนิยมวิทยา

สำหรับคนที่กำลังติดตามสถานการณ์ของพายุโซนร้อน “ปาบึก” (PABUK) ที่กำลังเคลื่อนลงในอ่าวข่าว และจะเคลื่อนขึ้นฝั่งที่ประเทศไทยบริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี ในช่วงค่ำของวันที่ 4 มกราคม 2562 สามารถติดตามความเคลื่อนของพายุดังกล่าวแบบใกล้ชิดได้จากกรมอุตุนิยมวิทยา หรือผ่านแอพพลิเคชั่นทั้ง 3 ที่ทางกรมฯ ได้จัดเตรียมไว้

แอพ Thai Weather

แอพพลิเคชั่นกรมอุตุนิยมวิทยา : รายงานสภาพอากาศของประเทศไทย ประกอบไปด้วย สภาพอากาศปัจจุบัน, พยากรณ์อากาศล่วงหน้า, เส้นทางพายุ, รายงานแผนดินไหว, การแจ้งข่าวสาร, การเตือนภัย, การแจ้งเตือนสภาพอากาศ, สื่อเผยแพร่, เรดาร์สภาพอากาศ, ภาพถ่ายดาวเทียม, แผนที่อากาศ และการรายงานสภาพอากาศด้วยรูปถ่ายโดยตัวคุณเอง

ดาวน์โหลด : iOS | Android

แอพ TMD Smart Sim

TMD Smart Simulation แอพพลิเคชั่นรายงานข้อมูลพยากรณ์อากาศ จากแบบจำลองด้วยระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (HPC) โดยกรมอุตุนิยมวิทยา

ความสามารถของแอพพลิเคชั่น

  • แสดงข้อมูลพยากรณ์อากาศ จากตำแหน่งปัจจุบันของผู้ใช้แอพพลิเคชั่น
  • ค้นหาข้อมูลพยากรณ์อากาศแบบละเอียดได้ในระดับ จังหวัด อำเภอ ตำบล
  • ค้นหาข้อมูลปฏิทินพยากรณ์อากาศล่วงหน้าได้ 120 วัน
  • แสดงข้อมูลพยากรณ์อากาศแบบ รายชั่วโมง และ รายวัน
  • แสดงข้อมูลพยากรณ์อากาศในรูปแบบ แผนภูมิ, แผนที่
  • แสดงข้อมูลพยากรณ์อากาศตามภูมิภาค
  • บันทึกสถานที่ที่ต้องการทราบข้อมูลพยากรณ์อากาศ ภายในแอพพลิเคชั่น
  • ระบบแจ้งเตือนสภาพอากาศ

ดาวน์โหลด : iOS | Android

แอพ Thai Weather Radio by TMD

แอพพลิเคชั่นฟังวิทยุออนไลน์สำหรับสมาร์ทโฟน รับฟังรายการวิทยุทั้งหมดของ สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา ฟังข่าว ฟังเพลง และรายงานสภาพภูมิอากาศทั่วไทย ด้วยคุณภาพเสียงคมชัดทุกสถานี ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสาร

ดาวน์โหลด : iOS | Android

from:http://www.9tana.com/node/pabuk-strom/

วิเคราะห์: ประเด็นการเมืองในประเทศและต่างประเทศที่คุณต้องรู้ในปี 2019

แม้ว่าในปีนี้ประเด็นสำคัญๆ จะคือเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน แต่ในปีหน้ายังมีประเด็นสำคัญการเมืองที่น่าสนใจทั้งไทยและต่างประเทศที่ต้องจับตามองหลายๆ เรื่อง

ภาพจาก Pixabay

ความเข้มข้นทางการเมืองของไทยและต่างประเทศในปี 2018 ถือว่าดุเดือดไม่ใช่น้อย แต่ในปี 2019 ที่จะถึงนี้ยังมีประเด็นสำคัญของการเมืองไทยและต่างประเทศที่ยังต้องจับตามองหลายๆ เรื่อง

Brand Inside ยกประเด็นสำคัญในปี 2018 และ 2019 ที่กำลังจะมาถึง ทั้งการเมืองไทยและประเด็นการเมืองระหว่างประเทศที่ถือว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจและเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองในปีหน้า

ปี 2018 มีประเด็นอะไรสำคัญบ้าง

ประเด็นสำคัญในปีนี้ที่สำคัญเกี่ยวกับการเมืองไทยและต่างประเทศในปี 2018 ที่สำคัญๆ

  • สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และมีทีท่าที่จะยังไม่จบง่ายๆ แม้ว่าจะมีการชะลอเพดานการขึ้นภาษีระหว่าง 2  ประเทศนี้ก็ตาม รวมไปถึงการท้าชิงของจีนที่พยายามจะเป็นผู้นำเทคโนโลยีให้ได้
  • ประเด็นเรื่องของ Brexit ที่ยังมีการต่อรองของสหราชอาณาจักรอยู่
  • อิตาลีกับสหภาพยุโรปในเรื่องของงบประมาณปี 2019 ที่คาราคาซังจนอาจทำให้อิตาลีออกจาก EU แต่ท้ายที่สุดก็สามารถผ่านไปได้
  • การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือ ที่ประเทศสิงคโปร์
  • เสถียรภาพในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้นบ้าง หลังจาก IS ได้ร่นถอยไป ซึ่งมีความสัมพันธ์กับราคานำ้มันดิบ
  • การเจรจาเขตการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา แคนานา รวมไปถึง เม็กซิโก ครั้งใหม่ หรือที่เรียกย่อๆ NAFTA 2.0
  • มาเลเซียได้ผู้นำใหม่แต่หน้าเก่าคือ มหาธีร์ มูฮัมหมัด ผู้ที่สามารถเอาชนะนาจิบ ราซัค ได้
  • สิงคโปร์เตรียมวางตัวผู้นำคนใหม่แทนที่ของ ลี เซียนลุง
  • ไทยกำลังจะมีเลือกตั้ง!

แต่ในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึง ยังมีประเด็นสำคัญๆ หลายเรื่องที่ต้องรู้ โดยธีมสำคัญในปีหน้าของไทย คือ การเลือกตั้ง ส่วนประเด็นต่างประเทศคือ เรื่องของการค้า

ภาพจาก Unsplash

เลือกตั้งในไทย

ถ้าหากไม่มีอะไรผิดคาด เราจะได้เห็นไทยได้เลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 โดยเราจะเริ่มเห็นพรรคการเมืองหลายๆ พรรคเริ่มที่จะมีการประชาสัมพันธ์ เดินออกพูดคุยกับประชาชนมากขึ้น หรือไม่เว้นแม้แต่การระดมทุน และหลังจากนี้เราจะเริ่มเห็นการเปิดหน้าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หรือการเปิดตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของแต่ละเขต

แต่หลังจากการเลือกตั้งของไทยแล้วหลังจากนี้ เสถียรภาพของการเมืองไทยจะกลับมาหรือไม่ การยอมรับของนานาชาติในการเลือกตั้งของไทยว่าโปร่งใสจริงๆ ถ้าหากต่างประเทศยอมรับว่าโปร่งใสแล้วก็อาจมีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนเพิ่มทั้งในตลาดหลักทรัพย์ รวมไปถึง FDI กลับเข้ามาที่ไทยอีกรอบ ซึ่งถือว่ามีความท้าทายไม่น้อย

ยังรวมไปถึงว่ารัฐบาลใหม่จะมีนโยบายทางเศรษฐกิจเช่นไรอีกด้วย เนื่องจากนโยบายต่างๆ จะต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญและรวมไปถึงนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอีกด้วย แน่นอนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งสำคัญที่ประชาชนจะกำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วย

ภาพจาก Unsplash

“สงครามการค้า” จีน-สหรัฐ ยังคงดำเนินต่อ

ถึงแม้ว่าจะมีการเจรจาในข้อตกลงถึงเรื่องการไม่เพิ่มเพดานการขึ้นภาษีอีก 90 วันก็ตามในการประชุม G20 ที่ประเทศอาร์เจนตินาในช่วงที่ผ่านมา แต่หลังจากนี้แรงกดดันของทั้ง 2 ประเทศจะเพิ่มขึ้นมากกว่าในปี 2018 นี้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านของสหรัฐอเมริกาที่คาดกันว่าเศรษฐกิจในปีนี้ของสหรัฐจะเติบโตลดลง ทำให้สหรัฐฯ ต้องรีบปิดเกมนี้ให้ได้ ส่วนทางด้านจีนก็ถือว่าเสียหายไปไม่น้อย เนื่องจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของมิติทางสงครามการค้าเท่านั้น เรื่องการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในด้านของการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาก็จะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศต่างๆ ที่ต้องการไปเปิดโรงงานที่ประเทศจีนต่างลุ้นว่าจีนจะสามารถเอาจริงเอาจังได้ขนาดไหนในการจัดการปัญหานี้

นอกจากนี้ยังมีประเด็นย่อยๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกันในมิตินี้อีก เช่น

  • การซื้อกิจการของเอกชนจีนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป
  • เอกชนจีนเริ่มมีพลังอำนาจต่อรองในเรื่องของเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น กรณีของ Huawei

อย่างไรก็ดีในเรื่องของสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศนี้ ทำให้ ASEAN ได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก แต่คำถามที่สำคัญคือว่าขณะที่ธุรกิจกำลังหาประเทศที่เป็นกลางและได้ประโยชน์จากทั้ง 2 มหาอำนาจ ไทยจะสามารถเข้าร่วมเกมนี้ได้หรือไม่

ภาพจาก Unsplash

Brexit จะจบลงยังไง?

เหลือเวลาอีกไม่นานนักที่สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit ขณะเดียวกันความคลุมเครือในการตกลงเงื่อนไขสุดท้ายในการออกจากสหภาพยุโรปนั้นยังคงมีอยู่ นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งภายในพรรคอนุรักษ์นิยมเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย ในเรื่องความพยายามที่จะปลดนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วจะจบลงด้วยมติที่ยังไว้วางใจให้ เทเรซ่า เมย์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

ความพยายามสุดท้ายของทั้งสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรปคือ ทำอย่างไรที่จะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่น้อยที่สุดหลังจากอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปไปแล้ว แต่อย่างไรก็ดีมีความเป็นไปได้เราอาจได้เห็นสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปโดยที่ไม่มีข้อตกลงใดๆ เลย แม้ว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษอยากจะให้ผลออกมาเป็นในรูปแบบของประเทศนอร์เวย์ก็ตาม

แต่หลังจากนี้สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เราจะได้เห็นการเจรจาข้อตกลงทางการค้าใหม่ระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรป ว่าจะผลนั้นจะเป็นเช่นไร และจะคุ้มค่าหรือไม่ที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป รวมไปถึงการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา

ภาพจาก Pixabay

การเจรจาการค้าที่เปลี่ยนไปอีกรอบ

ในช่วงหลังจากนี้เราอาจเห็นการเจรจาการค้าในรูปแบบเดิมๆ คือ การเจรจาการค้าในรูปแบบทวิภาคี หรือ Bilateral Trade Agreement กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง หลังจากที่สหรัฐอเมริกา นำโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ตกลงทำข้อตกลงเจรจาการค้าระหว่าง เม็กซิโก รวมไปถึง แคนาดา ฉบับใหม่ ซึ่งการเจรจาแนวนี้จะกลับมา แทนที่การเจรจาในรูปแบบพหุภาคี หรือ Multilateral Trade Agreement โดยสหรัฐอเมริกามองว่าได้ประโยชน์มากกว่าเดิม

ความท้าทายหลังจากนี้คือการเจรจาการค้าระหว่างหลายๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น EU หรือการสร้างกลุ่มก้อนใหม่ๆ เช่น CPTPP นำโดยญี่ปุ่น หลังจากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกา และกำลังจะมีผลในการลดภาษีนำเข้าสินค้าและส่งออกภายในกลุ่ม ในวันที่ 1 มกราคม 2019  ไม่เว้นแม้แต่ ASEAN เอง การเจรจาแบบกลุ่มก้อนเหล่านี้จะยังทรงพลังในการต่อรองหรือไม่ในอนาคต

ภาพจาก Unsplash

ความสมดุลในเกมภูมิรัฐศาสตร์

เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics เป็นเรื่องที่พูดกันบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในปี 2019 ที่จะถึงนี้เราจะเห็นเกมอำนาจของมหาอำนาจเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และแผ่ขยายไปแทบทุกที่ในโลกด้วย ในปีหน้าเราจะได้เห็นประเทศต่างๆ เริ่มที่จะหาสมดุลของมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย เช่น

  • อินเดีย ที่เริ่มหาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ และ รัสเซีย ผ่านการซื้ออาวุธ
  • เวียดนาม ที่ต้องหาจุดสมดุลใหม่ระหว่างจีนและสหรัฐฯ
  • ศรีลังกา กำลังหาจุดสมดุลใหม่หลังจากพึ่งพิงเงินจากประเทศจีนจากโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง
  • ตุรกี ที่หาจุดสมดุลใหม่ระหว่างสหรัฐ รวมไปถึงความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับรัสเซีย หลังจากระหองระแหงมาสักพัก
  • บราซิล หาจุดสมดุลใหม่หลังผู้นำคนใหม่ เริ่มเป็นห่วงความมั่นคงของประเทศ จากการลงทุนของประเทศจีน
  • ซาอุดิอาระเบีย ที่เริ่มหาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ และ รัสเซีย

นอกจากนี้ในปี 2019 เรายังจะได้เห็นแรงกดดันในหลายๆ พื้นที่ในโลกเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • ตะวันออกกลาง เหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความขัดแย้งนำโดยซาอุดิอาระเบียกับกาตาร์ อิหร่านที่โดนสหรัฐคว่ำบาตร หรือแม้แต่สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากซีเรีย
  • ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ที่อาจเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
  • แรงกดดันในทวีปยุโรป หลังจากการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธในโปแลนด์และโรมาเนีย
  • ความกังวลของการแผ่ขยายอำนาจของจีนผ่านนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา รวมไปถึงในมหาสมุทรเอเชียแปซิฟิค เช่น ปาปัวนิวกินี ฯลฯ หรือแม้แต่ในแอฟริกา

เรื่องอื่นๆ ที่ยังต้องติดตาม

นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ยังต้องตาม

  • ความเสี่ยงของนโยบายในประเทศอิตาลี สอดคล้องกับปริมาณหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น
  • การเลือกตั้งในสภาสหภาพยุโรป
  • ปัญหาในประเทศเยอรมันรวมไปถึงประเทศฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้อพยพ นโยบายเศรษฐกิจในฝรั่งเศส
  • ผู้อพยพในเวเนซุเอล่า จะสร้างผลกระทบประเทศต่างๆ ในอเมริกาใต้หรือไม่

ในปี 2019 ที่กำลังจะถึงนี้ยังจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองที่อาจกระทบกับนักลงทุน รวมไปถึงนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ ฉะนั้นจะต้องติดตามข่าวสารเหล่านี้ให้ดี เพราะว่านโยบายการเมืองรวมไปถึงนโยบายทางต่างประเทศของหลายๆ ประเทศ รวมถึงไทยเอง อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bi-knowledge-2019-politics-policy-in-thailand-and-other-countries/