คลังเก็บป้ายกำกับ: THAILAND

เปิดตัว NDID คาดใช้จริงช่วงปลายปีนี้ เริ่มเปิดบัญชีใช้ข้อมูลต่างธนาคารยืนยันตัวตน

ในงาน Bangkok FinTech Fair 2019 มีการเปิดตัว National Digital ID ซึ่งจะสร้างความสะดวกในการยืนยันตัวเองได้ เริ่มต้นที่การเปิดบัญชีเงินฝากโดยสามารถยืนยันตัวตนข้ามธนาคารได้ทันที

ในงาน Bangkok FinTech Fair 2019 ซึ่งจัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการเปิดตัว บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด เพื่อที่จะเป็นตัวกลางของภาครัฐและเอกชนในการเชื่อมต่อข้อมูลในการพิสูจน์และรวมไปถึงการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (National Digital ID) หรือ NDID ซึ่งจะอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในอนาคต

สุทธิรา ศรีไพบูลย์ รักษาการประธานบริษัท และตัวแทน บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด ได้กล่าวว่า NDID มีวัตถุประสงค์ที่จะยกระดับการทำธุรกรรมทางดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือ และได้รับการรองรับทางกฎหมายในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์บนโลกดิจิทัล

สำหรับ NDID จะสร้างประโยชน์ได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือภาคบริการ และช่วยยกระดับของการทำความรู้จักลูกค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-KYC รวมไปถึง NDID ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการที่หลากหลายและได้รับความสะดวก เช่น ธนาคาร ลงทุน ประกันภัย สาธารณะสุข โทรคมนาคม และการศึกษา

บริการของ NDID คาดว่าจะใช้บริการได้ภายในไตรมาส 4 ซึ่งบริการที่จะเปิดใช้จะสามารถทำให้ประชาชนสามารถเปิดบัญชีเงินฝากที่ลูกค้าเคยมีบัญชีธนาคารอื่นอยู่แล้ว สามารถยืนยันตัวตนข้ามธนาคารได้ทันที ในอนาคต NDID สามารถยืนยันจากบุคคลธรรมดาไปสู่นิติบุคคล และชาวต่างชาติในระยะต่อไป

สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA ได้กล่าวว่า โครงการนี้รัฐและเอกชนเข้ามาร่วมมือกันกว่าจะตกผลึกได้ และเชื่อมั่นว่าปลอดภัย ไม่ละเมิด ความเป็นส่วนตัว อยากเชิญให้หน่วยงานรัฐหลายๆ ภาคส่วนมาใช้บริการนี้ด้วยซ้ำ เช่น เรื่องสาธารณสุข หรือ แม้แต่ในด้านความยุติธรรม และมองว่า NDID คือแพลตฟอร์มหลักของประเทศ 

โครงสร้างของ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด เป็นการถือหุ้นมากถึง 60 บริษัท ประกอบไปด้วย ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุนรวม บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย บริษัทผู้ให้ชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัทไปรษณีย์ไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-national-digital-id-open-today-at-thailand-fintech-2019/

โฆษณา

AIS ทดสอบเครือข่าย 5G ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

AIS เริ่มทดสอบเครือข่าย 5G ในภาคใต้ โดยใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ตามนโยบายของ กสทช. ที่ต้องการผลักดันพื้นที่หาดใหญ่เป็นสมาร์ทซิตี้

เครือข่ายที่ทดสอบใช้ความถี่ 28GHz โดยทดลองใช้งานใน 3 use cases คือ

  • Mobile Surveillance นำข้อมูลวิดีโอจากกล้องวงจรปิดบนยานพาหนะส่งต่อผ่านเครือข่าย 5G เพื่อวิเคราะห์ภาพวัตถุรอบคันรถ
  • Object Detection ตรวจจับวัตถุที่เคลื่อนที่ เช่น ตรวจจับรถยนต์หรือบุคคลต้องสงสัย
  • EV Autonomous การสื่อสารระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กับ EV ด้วยกัน (vehicle to vehicle communication) โดยส่งข้อมูลที่มีความหน่วง (latency) ต่ำ และมีเสถียรภาพสูง

ก่อนหน้านี้ AIS ทดสอบเครือข่าย 5G ไปแล้วที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา

ที่มา – AIS

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/110916

มาสเตอร์การ์ดเปิดตัว Pay by Account เปิดทางธนาคารจ่ายแบบ Contactless ผ่านโทรศัพท์มือถือจากแอพตัวเอง

ในงาน Bangkok Fintech Fair ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย มาสเตอร์การ์ดเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ Pay by Account หรือ PbA ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานธนาคารทั่วไปที่แม้ไม่มีบัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ด สามารถจ่ายเงิน ณ จุดรับจ่ายที่รองรับมาสเตอร์การ์ดได้ โดยเงินที่จ่ายก็มาจากบัญชีธนาคารของผู้ใช้เอง

ในการเปิดตัว นางสาวไอลีน ชูว ผู้จัดการประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ อธิบายวิธีการทำงานของ PbA ว่า เมื่อผู้ใช้เข้าแอพพลิเคชั่นธนาคารตัวเอง เลือกบัญชีเงินที่จะจ่าย กดรหัสยืนยันเพื่อจ่ายก็สามารถเอามือถือไปแตะที่เครื่องรับจ่ายได้ หรือจ่ายผ่าน QR Code ได้

No Description

นางสาวไอลีน ระบุว่า นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น และคาดหวังว่าจะมีธนาคาร และพาร์ทเนอร์อุตสาหกรรมต่างๆจะสนใจเข้ามาพูดคุยในการเชื่อมบริการเข้าด้วยกัน และมั่นใจว่าถ้ามีธนาคารเข้าร่วมและมีฟีเจอร์นี้เปิดตัวออกไปก็จะมีคนมาใช้จ่ายช่องทางนี้ เพราะประเทศไทยประสบความสำเร็จมาแล้วในการจ่ายเงินผ่าน QR Code และ พร้อมเพย์ นอกจากนี้ยังสามารถถือแอพไปจ่ายเงินต่างประเทศได้ด้วยเพราะมาสเตอร์การ์ดมีให้บริการทั่วโลก

ด้านค่าธรรมเนียมและการหักเปอร์เซนต์ นางสาวไอลีน บอกว่าเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกับทางธนาคารและพาร์ทเนอร์รายอื่นๆ

Pay by Account เป็นบริการที่เปิดทางให้ธนาคารสามารถเพิ่มฟีเจอร์เข้าไปในแอปธนาคาร ทำให้จ่ายเงินได้เหมือนบัตรเดบิตแบบ contactless โดยไม่ต้องออกบัตร ในงานนี้ยังไม่มีธนาคารใดประกาศว่าจะรองรับ คงต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีธนาคารใดใช้งานกัน

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/110912

ING มองปัญหาการเมืองไทยยังกดดันเศรษฐกิจ คาด GDP โต 3.1% และ กนง. ลดดอก 2 ครั้งในปีนี้

มุมมองของเศรษฐกิจไทยล่าสุดจากบทวิเคราะห์ของ ING ที่มองว่าเรื่องการเมืองจะยังกดดันเศรษฐกิจไทยต่อไป คาดว่า GDP ไทยปีนี้จะเติบโตเพียง 3.1% จากเดิมคาดไว้ที่ 3.8%

Bangkok Thailand
ภาพจาก Unsplash

ING สถาบันการเงินจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการเมืองไทยหลังจากมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีออกมาแล้ว โดยมีมุมมองว่าแม้ว่าไทยจะได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว แต่ไทยเองก็ยังมีประเด็นทางการเมืองกดดันในภาคเศรษฐกิจต่อไป นอกจากนี้ยัง ING มองว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งภายในปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือเพียง 1.25%

ปัญหาการเมืองไทยยังกดดันต่อไป

สถาบันการเงินจากประเทศเนเธอร์แลนด์มองว่าหลังจากการเลือกตั้งถึง 3 เดือนยังไม่มีรัฐบาลอย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีและรอโปรดเกล้าก็ตาม นอกจากนี้เสียงของรัฐบาลที่ค่อนข้างปริ่มน้ำเพียงแค่ 4 เสียง ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ดีเท่าไหร่นัก และจะสร้างความไม่แน่นอนในอนาคต ซึ่งในตอนแรก ING ได้มองว่าหลังจากนี้การเมืองไทยจะกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้งหลังจากรัฐประหารปี 2014 ซึ่ง ING ยอมรับว่าคิดผิด

นอกจากนี้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือการอภิปรายงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะถูกทดสอบโดยฝ่ายค้าน ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลจะรอดจากการอภิปรายงบประมาณครั้งนี้หรือไม่ และถ้าหากรัฐบาลยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่หลังเดือนกรกฏาคมเป็นต้นไป ก็อาจทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อกลไกลของรัฐบาลลดลง

ข้อมูลจาก ING

ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ดี

หลังจากตัวเลข GDP ในไตรมาส 1 ออกมาเพียงแค่ 2.8% แสดงถึงความอ่อนแอในเรื่องของภาคการส่งออกที่ยังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้านอกจากนี้ตัวเลขของการสต็อกสินค้าที่เพิ่มขึ้นยังอาจทำให้ตัวเลข GDP ของไทยในไตรมาสข้างหน้าอาจย่ำแย่ลงไปอีก ยังรวมไปถึงการส่งออกสินค้าหลักของไทย เช่น ยานยนต์ รวมไปถึงอุปกรณ์ Electronics ที่ลดลงจากภาวะสงครามการค้า ยิ่งทำให้ภาคการส่งออกไทยย่ำแย่ไปอีก

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจากจีนยังลดลง นอกจากนี้ปัญหาการเมืองไทยยังส่งผลกระทบกับภาคการท่องเที่ยวของไทยด้วย ซึ่งการส่งออกและท่องเที่ยวได้เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย ING มองว่าได้ลดความคาดหวังลงไป เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ ING ได้มองสัญญาณทางเศรษฐกิจของไทยในหลายๆ ตัว และพบว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะยังอ่อนแอต่อไป นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็ยังไม่สามารถที่จะกลับมาฟื้นตัวในปีนี้ด้วยซ้ำ

ข้อมูลจาก ING

ปรับ GDP ไทยลงมาเหลือ 3.1%

ING ได้ปรับลด GDP ของไทยลงมาเหลือแค่ 3.1% เท่านั้น จากคาดการณ์ในตอนแรกที่ 3.8% โดยมองว่าการเติยโตทางเศรษฐกิจระดับปานกลาง ทำให้เงินเฟ้อค่อนข้างต่ำเสียด้วยซ้ำ และ ING คาดว่าค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อของไทยในปีนี้จะอยู่ประมาณ 1% เท่ากับประมาณของกระทรวงพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทย

ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปีนี้ ING มองว่าจะอยู่ทีประมาณ 4.8% ของ GDP ไทย โดยมองว่าไทยยังเป็นประเทศที่แข็งแกร่งในดุลบัญชีเดินสะพัดเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศในเอเชีย ส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่า 6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ อย่างไรก็ดีค่าเงินบาทที่แข็งมากไปส่งผลให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายน้อยลง เนื่องจากอดีตนั้นไทยเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวนิยม เพราะค่าใช้จ่ายถือว่าถูกมาก ING มองเป้าค่าเงินบาทในปีนี้ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ING ยังมองว่า กนง. จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากมองว่าด้วยสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่กำลังผันผวนอย่างหนักจึงไม่จำเป็นต้องดำเนินนโยบายทางการเงินแบบตึงตัว นอกจากนี้ยังมองว่าสภาพเศรษฐกิจของไทยไม่ได้ดีขึ้นตามหลังจากนโยบายทางการเงินครั้งล่าสุดที่ได้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และยังคาดว่ารัฐบาลใหม่ต้องการนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายมากกว่านี้อีกด้วย คาดว่าจะลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในไตรมาสนี้ และอีกครั้งในไตรมาส 4 ครั้งละ 0.25%

ข้อมูลจาก ING

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ing-analyze-about-thai-politics-pressure-on-economics/

มุมมองผู้ว่าแบงก์ชาติเกี่ยวกับค่าเงินบาทแข็งค่า แนะให้ผู้ประกอบการป้องกันความเสี่ยง

มุมมองจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับเรื่องของค่าเงินบาทไทยที่แข็งค่าอยู่ในขณะนี้

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงประเด็นค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้นในงานสัมมนาวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยผู้ว่าแบงก์ชาติกังวลในเรื่องข่าวที่ว่าถ้าหากค่าเงินบาทแข็งค่า 1 บาทแล้วจะทำให้รายได้การส่งออกหายไปถึง 2 แสนล้านบาท แต่มองว่ารายจ่ายก็ลดลงด้วย เช่น ราคาน้ำมัน หรือราคาเครื่องจักรที่ถูกลง

นอกจากนี้ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าไม่ว่าจะเงินบาทของไทยจะอ่อนหรือแข็งย่อมมีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์เช่นกัน โดยเงินบาทที่แข็งค่าเพิ่มมากขึ้นเกิดจากปัจจัยจากต่างประเทศ และด้วยเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงกัน ทำให้ยากที่จะควบคุม และยากที่จะคาดเดา

โดยประเด็นสำคัญๆ มีดังต่อไปนี้

  • แบงก์ชาติคาดว่าในตอนแรกธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนไป เช่น สงครามการค้า ทำให้ Fed ลดดอกเบี้ย กลายเป็นว่าจากเดิมดอลลาร์ควรจะแข็งขึ้น กลับกลายเป็นอ่อนค่า ส่งผลให้บาทแข็ง นอกจากนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังเป็นบวกค่อนข้างมาก ประมาณ 5 ถึง 6 ของ GDP
  • เงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาพักไว้ในประเทศไทย เช่น เงินร้อน เงินลงทุน แต่ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าไม่ได้มาก เมื่อเทียบกับ GDP โดยเดือนมิถุนายนมากมากสุด เนื่องจากเงินทุนไหลเข้าเนื่องจากการเมืองไทยเป็นประชาธิปไตย
  • ปัจจัยจากการแนะนำของ MSCI ที่เพิ่มน้ำหนักของหุ้นไทย รวมไปถึง JP Morgan ได้แนะนำให้ลงทุนในพันธบัตรของไทย ส่งผลให้เม็ดเงินเข้ามาลงทุนมากขึ้น รวมไปถึงจากสถานการณ์ต่างประเทศ เช่น อิหร่าน ฯลฯ ทำให้ไทยได้รับอานิสสงค์จากเรื่องนี้ อย่างไรก็ดีธนาคารแห่งประเทศไทยไม่สบายใจในเรื่องนี้
  • ค่าเงินบาทของไทยยังถือว่าผันผวนต่ำ เมื่อเทียบกับ เกาหลีไต้ ฯลฯ
  • ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับธนาคารต่างๆ 8 แห่ง ในโครงการประกันช่วยชาติ มีวงเงินให้ผู้ประกอบการรายละ 50,000 บาท ตอนนี้มี E-Learning แล้วด้วย
  • ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เงินท้องถิ่น เช่น ส่งออกไปยุโรปใช้ยูโร ฯลฯ ไม่โดน 2 ต่อ (Direct Quotation) หรือแม้แต่ซื้อขายในรูปแบบเงินบาทด้วยซ้ำ
  • ยังแนะนำให้ผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยงค่าเงิน ยังมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของผู้ประกอบการ

สามารถชมวิดีโอแบบเต็มๆ ได้จากด้านล่าง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/view-from-veerathai-governor-of-the-bank-of-thailand-about-thai-baht-appreciation/

ทำไมค่าเงินบาทแข็ง Goldman Sachs มองสาเหตุส่วนหนึ่งมาจาก “คนไทยซื้อขายทองคำ”

Goldman Sachs ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับสาเหตุที่ค่าเงินบาทไทยแข็งค่า ส่วนหนึ่งมาจากคนไทยซื้อขายทองคำ นอกจากนี้ยังมองถึง 4 แนวทางของธปท. ที่จะแก้ไขค่าเงินบาทแข็ง

Thailand People Buy Gold
ภาพจาก Shutterstock

Goldman Sachs สถาบันการเงินรายใหญ่ของโลก ได้จัดทำบทวิเคราะห์เกี่ยวกับค่าเงินบาทแข็งค่าในขณะนี้ว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นมาจากอะไรบ้าง และพบว่าสาเหตุหนึ่งมาจากคนไทยซื้อขายทองคำ โดยค่าเงินบาทในขณะนี้แข็งค่าอันดับ 1 ของเอเชียนับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา นอกจากนี้ Goldman Sachs มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีทางออก 4 ทางในการทำให้ค่าเงินบาทของไทยไม่แข็งค่าไปมากกว่านี้

เราจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาคนไทยกับการซื้อขายทองคำเป็นสองสิ่งที่แทบคู่กัน โดย Goldman Sachs เผยว่าไทยนั้นเป็นแหล่งซื้อขายทองคำอันดับ 1 ในกลุ่ม Emerging Markets ในเอเชีย โดยในไตรมาส 3 ของปี 2018 มีปริมาณการซื้อขายทองคำคิดมากกว่า 0.6% ของ GDP ไทย ขณะที่ช่วงสูงสุดนั้นในอยู่ในช่วงไตรมาส 2 ของปีที่ผ่านมาซึ่งสูงเกิน 1% ของ GDP ด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ราคาทองคำที่ขึ้นมาถึง 20% ทำให้ Goldman Sachs มองว่าเป็นสาเหตุทำให้บาทแข็งด้วยในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยมองว่าราคาทองลงก็มักจะซื้อเก็บไว้ และขายทำกำไรเมื่อมีราคาดี

ข้อมูลจาก Goldman Sachs

นอกจากนี้ Goldman Sachs ยังมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีทางเลือก 4 ทางในการทำให้ค่าเงินบาทของไทยไม่แข็งค่าไปมากกว่านี้ คือ

  • แทรกแซงค่าเงิน โดย Goldman Sachs มองว่ามีผลดีในระยะสั้นแต่ระยะยาวมีต้นทุนที่สูงมากๆ
  • ควบคุมเงินไหลเข้า เช่น เก็บภาษีกำไรจากพันธบัตร หรือ คุมระยะเวลาที่นำเงินเข้ามา อย่างไรก็ดี Goldman Sachs มองว่าวิธีนี้รัฐบาลจะไม่สามารถแยกแยะระหว่างเงินร้อนกับเงินลงทุนในประเทศไทยได้ และยังกีดกันนักลงทุนจากต่างประเทศอีกด้วย
  • ส่งเสริมให้เงินไหลออก เช่น ให้ต่างชาติสามารถออกพันธบัตรในสกุลเงินบาท หรือแม้แต่นโยบายปัจจุบันของธนาคารแห่งประเทศไทยคือผ่อนคลายให้นำเงินไปลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้น รวมไปถึงการลงทุนต่างๆ โดย Goldman Sachs มองว่าวิธีนี้เป็นวิธีในระยะยาวที่ดีสุด เพราะจะลดส่วนเกินของดุลบัญชีเดินสะพัดได้
  • ใช้นโยบายทางการเงิน เช่น ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ฯลฯ โดย Goldman Sachs มองว่าการใช้นโยบายนี้อาจทำให้เกิดความเสี่ยงในภาคการเงินมากขึ้นถ้าหาก กนง. ลดดอกเบี้ย และไม่คุ้มเสี่ยงกับภาคเศรษฐกิจทั้งหมด

ซึ่งใน 4 ข้อที่กล่าวมาทำให้ Goldman Sachs มุมมองว่า กนง. จะไม่ลดดอกเบี้ยในปีนี้

ที่มา – บทวิเคราะห์จาก Goldman Sachs

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/why-thai-baht-appreciation-goldman-sachs-analyze-the-truth-is-retail-buy-gold/

LINE ประเทศไทย แต่งตั้ง ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา เป็น CEO คนใหม่

LINE ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอคนใหม่ คือ ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป ซึ่งจะขึ้นตรงต่อ อึนจองลี รองประธานกรรมการอาวุโสฯ หน่วยงานพัฒนาธุรกิจสากล 2 บริษัท LINE Plus คอร์ปอเรชั่น

ดร.พิเชษฐ์ ร่วมงานกับ LINE ประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2559 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ มีประสบการณ์เคยเป็นหัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ อยู่ที่ กูเกิล ประเทศไทย จำกัด และเคยเป็นผู้ช่วยและที่ปรึกษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออเร้นจ์ ประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงเพิ่มเติมได้แก่ นายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร เป็นรองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์, นายกณพ ศุภมานพ เป็นรองประธานเจ้าหน้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจคอนเทนท์ และ นายชาญวุฒิ ลือชัยสิทธิ์ เป็นรองประธานเจ้าหน้าที่ ฝ่ายการตลาด

ที่มา: อีเมลประชาสัมพันธ์

alt="LINE ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/110808