คลังเก็บป้ายกำกับ: THAILAND

รมว. DES ระบุการพิจารณาข่าวทำให้หวาดกลัวเป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่, การนำเสนอต้องไม่ใช่มุมลบอย่างเดียว

หลังจากที่ประยุทธ์ออกคำสั่งตัดอินเทอร์เน็ตผู้เสนอข่าว ที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจนกระทบความมั่นคงไป วันนี้ รมว. DES ให้สัมภาษณ์ระบุว่าการตีความว่าข่าวใดที่เข้าข่ายทำให้หวาดกลัวต้องดูที่เจตนา โดยดุลยพินิจเป็นของเจ้าหน้าที่กระทรวง DES กสทช. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการเสนอข่าวแม้จะเป็นความจริงแต่ถ้าเป็นการเสนอข่าวที่ไม่ครบถ้วนที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความเชื่อมั่นก็อาจเข้าข่ายดังกล่าวได้

เมื่อเช้าวันนี้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่าด้วยคำสั่งตาม พรก. ฉุกเฉินฯ โดยระบุว่าข้อ 1 ตามคำสั่งดังกล่าวจะดูจากเจตนาเป็นหลักและผลกระทบที่เกิดขึ้น ครอบคลุมทั้งสื่อมวลชนและบุคคลทั่วไปที่ใช้อินเทอร์เน็ตในการสื่อข่าว แม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าเป็นการเสนอ “ในมุมที่เป็นลบอย่างเดียว มุมบวกไม่ได้ออกมา ทำให้คนเข้าใจผิด” ก็เข้าข่ายผิดข้อดังกล่าว

ต่อข้อคำถามเรื่องการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการทำงานของรัฐบาล (call-out) นั้น รมว. ตอบว่าน่าจะเป็นการแสดงออกทางการเมือง ไม่เข้าข่ายตามคำสั่งดังกล่าว โดยยกตัวอย่างคลิปวีดิโอของดาราต่างๆ ระบุว่ายังไม่เห็นใครถูกดำเนินคดี

No Description

ภาพจาก Facebook กระทรวง DES

เมื่อถามถึงการเสนอภาพผู้ป่วยผู้เสียชีวิตที่ประสบเหตุริมถนน รมว. ตอบว่าต้องดูที่เจตนา ถ้าเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ได้คิดที่จะ discredit ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ถ้าเป็นการ “แกล้งมาถ่ายแล้วเอามาโพสต์” ถือเป็นผิด กระนั้นจะถือว่าทำให้หวาดกลัวหรือไม่ก็ต้องดูเจตนา ไม่อาจจะตอบได้ทันที

ว่าด้วยการเสนอความเห็นทางวิชาการนั้น รมว. กล่าวว่าแม้จะเป็นความเห็นจริง แต่ถ้าเป็นความเห็นคนเดียวแล้วนำมาออกข่าว ทำให้คนไม่กล้ามาฉีด “มีข้อมูลอื่นอีกเยอะ แล้วไม่เอามาพูด” ก็ถือว่าเจตนา discredit เพื่อหวังผลทางการเมือง ควรจะให้ข้อมูลครบถ้วน

เมื่อถูกถามเรื่องดุลยพินิจในการพิจารณานั้น รมว. ตอบว่าโดยหลักการเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่กระทรวง DES กสทช. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยก่อนหน้าก็มีการทำงานร่วมกันตามอำนาจใน พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในการปิดกั้น website อยู่แล้ว การออกคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้สามารถใช้อำนาจของ กสทช. ทำให้กระบวนการดังกล่าวเร็วขึ้นจากเดิมที่ต้องอาศัยกระบวนการทางศาลซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ อาจไม่ทันการที่ข้อมูลอาจเผยแพร่อย่างกว้างขวางในไม่กี่ชั่วโมง

เมื่อถูกถามว่าเจตนาว่าจะรบกับสื่อ ประชาชน หรือใครนั้น รมว. กล่าวว่าเจตนาไม่อยากก่อปัญหากับสื่อมวลชน เพราะไม่ใช่ปัญหาหากเสนออย่างมีจริยธรรม โดยเน้นคำว่าอินเทอร์เน็ตในประกาศ “ก็คือสื่อออนไลน์ สื่อเทียม คนที่ไม่ใช่สื่อแต่ทำตัวเสมือน คนเหล่านี้เค้าไม่มีจรรยาบรรณไม่มีมาตรฐานเหมือนพี่ผู้(ประกาศ)ข่าว และก็มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองด้วย บางทีก็เจตนาแอบแฝงทางธุรกิจ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องเข้าไปกำกับดูแล”

ตอนท้ายของการสัมภาษณ์ เมื่อพิธีกรถามถึงการแถลงของ รมว. หลังการประชุมแก้ไขปัญหา Fake news ที่กล่าวว่าจะมีมาตรการทางปกครองและทางภาษีจัดการ “พวกปั่นข่าว Fake news” นั้น จะมีการตรวจสอบภาษีย้อนหลังของคนที่จะถูกดำเนินการหรือไม่นั้น รมว. กล่าวว่า platform ที่จดทะเบียนอยู่ต่างประเทศไม่ได้เสียภาษีให้ประเทศไทยอยู่แล้ว จะใช้เรื่องนี้เป็นตัวขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาทางภาษี ทั้งนี้ไม่ได้ตอบถึงการดำเนินการตรวจสอบเป็นรายบุคคลโดยชัดแจ้งแต่อย่างใด

ที่มา: รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand (ตั้งแต่เวลา 08:19 – 08:33 น.)

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123971

ประยุทธ์ออกคำสั่งตัดอินเทอร์เน็ตผู้เสนอข่าวที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจนกระทบความมั่นคง

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกข้อกำหนดตามพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉบับที่ 29 ห้ามไม่ให้เสนอข่าว “ที่มีข้อความมอันอาจทำให้ประชำชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนำบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิด ความเข้าใจผิดในสถานกำรณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชำชน ในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน”

คำสั่งระบุให้กสทช. ต้องสั่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายตรวจสอบหมายเลขไอพีผู้เสนอข่าวหรือข้อความดังกล่าว และให้ตัดอินเทอร์เน็ตทันที แล้วจึงแจ้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ที่มา – ราชกิจจานุเบกษา

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123964

กสทช. สนับสนุนแพ็กเกจเน็ตเรียนออนไลน์ จ่ายให้คนละ 79 บาท 2 รอบบิล, เน็ตมือถือใช้แอปเรียนออนไลน์ไม่จำกัด

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประกาศเพิ่มมาตรการ สนับสนุนแพ็กเกจอินเตอร์เน็ต สำหรับนักเรียนระดับอนุบาล ประถมศึกษา ถึงมัธยมศึกษา นักเรียนระดับ ปวช. และการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในวงเงิน 1,200 ล้านบาท ดังนี้

การใช้งานอินเตอร์เน็ตมือถือให้ใช้งานไม่จำกัดสำหรับแอปพลิเคชันเพื่อการเรียน คือ Microsoft Teams, Google Meet, Zoom, Cisco Meeting, Webex และ Line Chat ส่วนอินเตอร์เน็ตบ้าน ทางกสทช.จะสนับสนุนค่าอินเตอร์เน็ตให้เดือนละ 79 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จำนวน 2 รอบบิล

เบื้องต้น กระทรวงศึกษาธิการจะทำรายชื่อนักเรียนและเครือข่ายที่ใช้เรียน ทั้งอินเตอร์เน็ตมือถือหรืออินเตอร์เน็ตบ้าน เพื่อรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง คาดว่าจะมีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 7 ล้านคนทั่วประเทศ

ที่มา – ไทยรัฐ

from:https://www.blognone.com/node/123953

ศาลอาญาวางแนวการปิดเว็บไซต์ ส่งหมายแจ้งผู้ดูแลให้เข้ามาคัดค้านได้ภายใน 7 วัน

นายสิทธิโชค อินนทรวิเศษ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาออก “คำแนะนำอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาว่าด้วยแนวทางการพิจารณาคำร้องขอให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 20” วางแนวทางการไต่สวนคำร้องขอบล็อคเว็บจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อให้เว็บไซต์สามารถเข้ามาโต้แย้งได้ หลังกระทรวงดิจิทัลยื่นคำร้องขอให้ปิด VoiceTV ทุกช่องทางออนไลน์เมื่อปี 2020 ไม่ใช่เพียงแค่ปิดกั้นข้อความที่ผิดกฎหมายเท่านั้น

จากเดิมที่การปิดเว็บไซต์เป็นการไต่สวนจากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัลฝ่ายเดียว แนวทางหลังจากนี้เมื่อกระทรวงดิจิทัลยื่นขอปิดเว็บไซต์ ศาลจะแจ้งผู้รับผิดชอบผ่านทางเว็บไซต์ศาล (e-Notice System) พร้อมกับกระทรวงดิจิทัลแจ้งผ่านช่องทางอื่นๆ เช่นแชตหรืออีเมล โดยให้เวลา 7 วันในการขอคัดค้าน ในกรณีเป็นเหตุฉุกเฉินหรือผู้ถูกกล่าวหาไม่มาคัดค้านก็จะไต่สวนฝ่ายเดียวต่อไป

แนวทางนี้ทำให้รายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกกระทรวงดิจิทัลยื่นคำร้องขอสั่งปิดจะไปปรากฎบนเว็บไซต์ศาล อย่างไรก็ดีตัวประกาศนั้นจะระบุเพียงชื่อหน่วยงานผู้ร้อง, เว็บไซต์ที่ถูกกล่าวหา, และวันที่ไต่สวนเท่านั้น จะไม่ระบุรายละเอียดความผิดแต่อย่างใด

ที่มา – Facebook: สื่อศาล

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123890

Microsoft Azure เริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มวันที่ 1 กันยายนนี้ตามประกาศสรรพากร

วันนี้ไมโครซอฟท์เริ่มส่งเมลหาลูกค้าบริการ Azure แจ้งว่าจะเริ่มคิดภาษีมูลค่าเพิ่มนับแต่วันที่ 1 กันยายนเป็นต้นไปตามกฎหมาย e-Service ของไทย

สำหรับลูกค้าที่เป็นองค์กรธุรกิจ ไมโครซอฟท์ขอให้ลูกค้าทุกรายต้องไปแจ้งหมายเลข VAT ของตัวเอง และหลังจากแจ้งแล้วไมโครซอฟท์จะไม่เก็บค่าบริการเพิ่มอีก 7% ที่เป็น VAT แต่ฝั่งลูกค้าต้องเป็นผู้ยื่น ภ.พ. 36 ด้วยตัวเองไปยังกรมสรรพากรเช่นเดิม

เมนูแจ้งหมายเลขผู้เสียภาษีอยู่ในเมนู Cost Management + Billing > Properties > Manage Tax IDs

ที่มา – อีเมลจาก Microsoft Azure: “Action recommended: Provide your valid Thai VAT registration number”

No Description

from:https://www.blognone.com/node/123864

กลต. สำรวจตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยครึ่งปีแรก มูลค่าซื้อขายรวมราว 808 พันล้านบาท มีบัญชีเทรดรวม 1.17 ล้านบัญชี

เฟสบุ๊กเพจสำนักงาน กลต. เปิดผลสำรวจภาวะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยรายสัปดาห์ ช่วงครึ่งปีแรกจนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม นอกจากเรื่องความผันผวนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับ SET Index แต่มีผลตอบแทนที่สูงกว่า ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจอื่นๆ ดังนี้

มูลค่าการซื้อขายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ช่วงเดือนมกราคมอยู่ที่ 89 พันล้านบาท ก่อนพุ่งเป็น 165 พันล้านในเดือนเมษายน และสูงสุดที่ 218 พันล้านช่วงเดือนพฤษภาคม (คาดว่าเป็นเพราะ[เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงราคาหลายครั้งในรอบเดือน เช่นผลกระทบจาก Tesla และรัฐบาลจีน) ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 85 พันล้าน ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เทียบราคาสินทรัพย์ 5 อันดับแรก บนเว็บ Exchange ไทย 5 เจ้า คือ Bitkub, Zipmex, Satang Pro, Upbit และ Z.com ในวันที่ 19 กรกฎาคม พบมีราคาสูงกว่าราคาอ้างอิงบน coinmarketcap.com ทุกเว็บไซต์ ราคาแตกต่างสูงสุดคือ Z.com ที่ราคา Ethereum หนึ่งเหรียญอยู่ที่ 63,000 บาท และใกล้เคียงที่สุดคือ Satang Pro ที่ 60,255 บาท เทียบกับ 59,733 บาท บน coinmarketcap.com

No Description

มูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์ดิจิทัลในไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึง 19 กรกฎาคม อยู่ที่ราว 808 พันล้านบาท เหรียญ Bitcoin ยังมีมูลค่าซื้อขายสูงสุด รองลงมาเป็น Dogecoin และ Ethereum

  • Bitcoin มูลค่าการซื้อขาย 131.46 พันล้านบาท คิดเป็น 16.26%
  • Dogecoin มูลค่าซื้อขาย 121.87 พันล้านบาท คิดเป็น 15.08%
  • Ethereum มูลค่าซื้อขาย 89.71 พันล้านบาท คิดเป็น 11.1%
  • Tether 69.7 พันล้านบาท คิดเป็น 8.63%
  • XRP 59.52 พันล้านบาท คิดเป็น 7.37%
  • Binance Coin (BNB) มูลค่าซื้อขาย 54.64 พันล้านบาท คิดเป็น 6.74%
  • Cardano 43.79 พันล้านบาท คิดเป็น 5.42%
  • เหรียญอื่นๆ มูลค่าซื้อขาย 237.42 พันล้านบาท คิดเป็น 29.38%

ปัจจุบันบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน มีจำนวนทั้งหมด 1,177,937 บัญชี ส่วนใหญ่เป็นบัญชีของบุคคลธรรมดา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนบัญชีบุคคลธรรมดาต่างชาติ มียอดขายบนตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยมากกว่าซื้อทุกเดือน (ขายสุทธิ) ตั้งแต่ 1 มกราคม จนถึง 19 กรกฎาคม

ที่มา – เพจ สำนักงาน กลต.

from:https://www.blognone.com/node/123863

KKP Research: ปรับลด GDP ไทยเหลือโต 0.5% ถ้าล็อกดาวน์เกิน 3 เดือน เศรษฐกิจอาจแย่ถึงติดลบ

KKP Research ประเมิน การระบาดปัจจุบันของไทยจะต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างน้อย 3 เดือน กระทบต่อการคาดการณ์ GDP ในปี 2021 ที่ปรับลดเหลือโต 0.5%

kkp research thai gdp expected to grow 0.5%

KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ประเมินว่าการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 อาจมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน การระบาดของโควิด-19 ในรอบนี้อาจจะไม่สามารถจบได้เร็วแบบเดียวกับปีก่อน ทั้งจากไวรัสที่ระบาดเป็นสายพันธุ์ใหม่ คือ สายพันธุ์เดลต้าที่มีความสามารถในการระบาดสูงกว่าเดิมมาก ประกอบกับมาตรการล็อกดาวน์ที่เริ่มต้นช้า นโยบายจำนวนการตรวจโรคที่เป็นข้อจำกัดที่อาจทำให้เราประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความจริง และสัดส่วนของคนที่มีภูมิคุ้มมีน้อยมากจากอัตราการฉีดวัคซีนที่ทำได้ช้าและวัคซีนมีประสิทธิผลในการป้องกันต่อเชื้อเดลต้าต่ำ 

โควิดรอบนี้กระทบเศรษฐกิจไทยหนัก จะฟื้นตัวอีกทีอาจต้องรอถึง 2023

KKP Research ประเมินว่าการระบาดระลอกปัจจุบันของไทยจะต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างน้อย 3 เดือน กว่าสถานการณ์จะบรรเทาความรุนแรงลง ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจจากการบริโภคและการลงทุนที่จะลดลงในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งจะส่งผลให้การเติบโตของการบริโภคทั้งปีติดลบ 

และกระทบต่อการคาดการณ์ GDP ในปี 2021 จากการเติบโตที่ 1.5% เหลือเพียง 0.5% แม้ว่าการส่งออกจะสามารถขยายตัวได้ดีขึ้นก็ตาม 

เมื่อนับรวมกับบตัวเลขการคาดการณ์ GDP ในปี 2022 ที่ 4.6% ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้รวมกับปีหน้าที่ระดับ 5.1% ไม่เพียงพอชดเชยการหดตัวของเศรษฐกิจในปี 2020 ที่หดตัวลง 6.1% และเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลาถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2023 ในการกลับเข้าสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด -19 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย หากจำเป็นต้องมีการล็อกดาวน์ที่ยาวนานกว่าสามเดือน หรือต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่มีข้อจำกัดมากขึ้น กระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย KKP Research ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะถูกกระทบเพิ่มเติมอีก -1.3% และทำให้เศรษฐกิจในปีนี้หดตัวลง 0.8% 

การแพร่ระบาดรอบปัจจุบันอาจลากยาว

จากสถิติการระบาดใหญ่ในต่างประเทศ การแพร่ระบาดหนึ่งรอบกินระยะเวลาเฉลี่ย 120-150 วัน สำหรับกรณีประเทศไทย เมื่อพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ อาทิ ประสิทธิผลของวัคซีนที่ลดลงต่อเชื้อสายพันธุ์เดลต้า แผนการจัดหาวัคซีน และสถานการณ์ระบบสาธารณสุขในปัจจุบัน KKP Research ประเมินว่า การแพร่ระบาดอาจจะเกิดขึ้นยาวนานต่อเนื่องในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยแบ่งเป็น 2 กรณี

  1. กรณีฐาน (Base case) มีสมมติฐานว่ามาตรการล็อกดาวน์ในระดับเท่ากับเดือนเมษายน 2020 (Oxford Stringency Index อยู่ในช่วง 60-80) เกิดขึ้นในไตรมาสสาม สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี และสิ้นไตรมาสที่ 3 มีผู้ฉีดวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดสคิดเป็น 30% ของจำนวนประชากร ซึ่งน่าจะสามารถลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอัตราเสียชีวิตลงได้ในระดับหนึ่งแต่อาจไม่สามารถลดการติดเชื้อได้ เนื่องจากวัคซีนส่วนใหญ่ที่ใช้มีประสิทธิผลต่อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าไม่ดีนัก จึงส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อ ถึงจุดสูงสุดภายในกลางไตรมาส 3 และค่อย ๆ ปรับลดลงในไตรมาส 4
  2. กรณีเลวร้าย (Worse case) ภายใต้สมมติฐานว่ามาตรการล็อกดาวน์ในระดับเท่ากับเดือนเมษายน 2020 ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ คาดว่ายอดผู้ติดเชื้อจะถึงจุดสูงสุดภายในปลายไตรมาส 3 และปรับลดลงมาอยู่ในระดับ 2,000 ราย ในช่วงเดือนธันวาคม จนต้องมีการใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้น ในลักษณะเดียวกับประเทศชิลี อินเดีย และมาเลเซีย (Oxford Stringency Index มากกว่า 80) ที่อาจกระทบต่อภาคการผลิตมากขึ้น เช่น การจำกัดจำนวนคนและหรือช่วงเวลาที่สามารถเดินทางออกจากบ้าน การห้ามเดินทางออกจากบ้านที่เข้มข้นขึ้น รวมไปถึงการห้ามการทำงานยกเว้นอุตสาหกรรมที่จำเป็น เป็นต้น

แผนวัคซีนที่ล่าช้าและไม่แน่นอน เพิ่มต้นทุนต่อเศรษฐกิจ

ปัจจุบันมีคนไทยได้รับวัคซีนครบสองโดสแล้วเพียง 3.5 ล้านคน หรือคิดเพียง 5% ของประชากร และเกือบทั้งหมดได้รับวัคซีน Sinovac (3.3 ล้านคน) ที่มีงานวิจัยพบว่ามีประสิทธิผลจำกัดต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้า และมีแนวโน้มที่ภูมิคุ้มกันลดลงเรื่อย ๆ ความไม่แน่นอนในการจัดหาวัคซีนกำลังสร้างความเสี่ยงต่อสร้างภูมิคุ้มกันโดยรวม KKP Research คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ เพียง 35% ของประชากรจะได้รับวัคซีนครบสองโดส

ล็อกดาวน์ต้องทำอย่างเป็นระบบ เพราะประสิทธิผลอยู่ได้ไม่เกิน 2 เดือน

ไทยปิดเมืองมากไปปีที่แล้วและช้าไปในปีนี้ ในการระบาดรอบแรกเมื่อปีที่แล้ว ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่อยู่ในระดับต่ำ (ยอดผู้ติดเชื้อต่อวันสูงสุดเพียง 188 คน) แต่ไทยเลือกที่จะใช้มาตรการอย่างเข้มงวดในการปิดเมืองทั่วประเทศซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

นขณะที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อที่รักษาตัวในโรงพยาบาล (Active case) สูงขึ้นมาก แต่มาตรการกลับมีความผ่อนคลายค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับการระบาดครั้งก่อน จนทำให้สถานการณ์เกิดการระบาดอย่างรุนแรง 

งานศึกษามหาวิทยาลัย Harvard ใน 152 ประเทศชี้ว่ามาตรการล็อกดาวน์ มีข้อจำกัดสำคัญ คือ ผลของมาตรการจะมีประสิทธิผลสูงสุดไม่เกินช่วง 2 เดือนแรก โดยหลังจากบังคับใช้มาตรการผ่านไป 60 วัน ผลที่ได้จะไม่ดีมาก เนื่องจากความร่วมมือต่อมาตรการจะลดลงอย่างมาก (lockdown fatigue)

เพราะด้วยข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและสังคม การทำให้การล็อกดาวน์ให้ประสบผลสำเร็จจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องแข่งกับเวลา และในขณะเดียวกันถึงแม้จะมีการล็อกดาวน์ที่เข้มข้น แต่สิ่งสำคัญต้องทำควบคู่กันไปด้วยเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายได้เร็วยิ่งขึ้น คือ 

  • เร่งเพิ่มศักยภาพในการตรวจหาเชื้อ เช่น การแจกหรือการอุดหนุน rapid antigen test และ facility สำหรับ home isolation 
  • จัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิผลสูงต่อสายพันธุ์เดลต้า

KKP Research ประเมินว่าหากมาตรการที่ไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ มีความเป็นไปได้ที่ต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้น เช่น มาตรการปิดสถานที่ทำงาน แต่มาตรการเหล่านี้ต้องมีการวางแผนและประสานงานเพื่อลดผลกระทบ และความสับสน และทำให้บังคับใช้มาตรการได้อย่างมีประสิทธิผลมากที่สุด

นโยบายรัฐต้องเพียงพอและลดความไม่แน่นอน

KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร มองว่ามีหลายมาตรการที่รัฐบาลควรเร่งปรับปรุงนโยบาย และออกมาตรการเพื่อควบคุมสถานการณ์ ลดผลกระทบ ได้แก่

  • ควรมีการประเมินสถานการณ์และสื่อสารกับประชาชนอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา เพื่ออธิบายถึงสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา และขอความร่วมมือจากประชาชนอย่างชัดเจน
  • ควรจัดทำแผนมาตรการล็อกดาวน์ที่มองไปข้างหน้า สอดคล้องกับสถานการณ์ และสมเหตุสมผล และสื่อสารแผนการบังคับใช้และผ่อนคลายไว้ล่วงหน้า 
  • เร่งเพิ่มศักยภาพในการตรวจหาโรค การสอบสวนโรค การแยกผู้ป่วย และการรักษา และปรับปรุงนโยบายที่เป็นอุปสรรคต่อศักยภาพในการตรวจโรค 
  • เร่งจัดหาวัคซีน mRNA ที่หลักฐานสนับสนุนในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดลต้าให้เร็วที่สุด เพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันของประชาชน
  • จัดเตรียมนโยบายเยียวยาประชาชนและธุรกิจที่เหมาะสมต่อระดับและระยะเวลามาตรการล็อกดาวน์ เพื่อสนับสนุนให้มาตรการใช้ได้ผลจริง ลดผลกระทบต่อประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นถาวรทางเศรษฐกิจ และรักษาเศรษฐกิจให้สามารถฟื้นตัวกลับมาได้โดยเร็วเมื่อสถานการณ์การระบาดปรับตัวดีขึ้น
  • แม้ระดับหนี้สาธารณะมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงทำให้รายจ่ายดอกเบี้ยเป็นภาระต่องบประมาณน้อยลง เราเชื่อว่าประเทศยังมีศักยภาพในการสร้างหนี้เพิ่มหากมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชน โดยจำเป็นต้องมีแผนในการลดการขาดดุลในอนาคต และต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพที่สุด
  • นโยบายการคลังและนโยบายการเงินควรต้องมีการประสานงานและมีบทบาทมากขึ้น เพื่อจัดหามาตรการเพื่อแก้ปัญหาการหยุดชะงักของเศรษฐกิจ กระแสเงินสด และความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจ และรักษาการทำงานของภาคการเงิน และเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ

ในประเด็นเหล่านี้ KKP Research จะทำการศึกษาและเสนอแนะนโยบายต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KKP Research: ปรับลด GDP ไทยเหลือโต 0.5% ถ้าล็อกดาวน์เกิน 3 เดือน เศรษฐกิจอาจแย่ถึงติดลบ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kkp-expect-thai-to-grow-less-than-1-percent/

ส.ส. พรรคก้าวไกล ทำงบประมาณปี 65 ในรูปแบบ Excel ให้ machine อ่านได้ เป็น open data

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส. กทม. พรรคก้าวไกล ทำข้อมูลและเผยแพร่งบประมาณปี 2565 ที่เพิ่งผ่านสภาวาระที่ 1 ในรูปแบบ Excel จากเดิมที่อยู่ในรูปแบบ PDF เพื่อให้ machine นำข้อมูลไปวิเคราะห์และอ่านต่อได้

นายณัฐพงษ์ ระบุว่าเป็นการแปลงข้อมูลงบประมาณปี 65 จากเอกสารหลายหมื่นหน้าให้ในรูปแบบ machine-readable ซึ่งขณะนี้มีข้อมูลใน Excel 5.1 หมื่นบรรทัด และข้อมูลนี้เป็นผลลัพธ์ที่ generated ขึ้นจากโปรแกรมแปลง PDF เป็น CSV โดยใช้เทคนิค OCR คือ Optical Character Recognition ซึ่งมีการเปิดเผย source code ภายใต้ MIT License บน Github ของ KaoGeek

No Description

ที่มา – นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

from:https://www.blognone.com/node/123835

สุภิญญา อดีตบอร์ดกสทช. จี้กระทรวงดีอีควรผลักดันเน็ตเรียนออนไลน์ให้ทั่วถึง แทนที่จะเซนเซอร์ผู้อื่น

จากประเด็นกระทรวงดิอี ออกโรงขู่ดาราที่โพสต์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในช่วงนี้ ล่าสุด นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตบอร์ดกสทช. โพสต์ทวิตเตอร์ถึงกระทรวงดีอี และ กสทช. ว่า สิ่งที่ควรเน้นเป็นวาระแห่งชาติขณะนี้คือผลักดัน #Broadband for All หาเน็ตและอุปกรณ์ให้เด็กๆเรียนออนไลน์ 100% ไม่ใช่คอยเป็น censorship machine

นางสาวสุภิญญาระบุต่อว่า “เด็กจำนวนมากตกขบวน เรียนไม่ได้ ร้อยละ 72 ของผู้ใช้โทรคมนาคมเป็นแบบเติมเงิน ซึ่งไม่พอที่จะเรียนออนไลน์หลายชั่วโมง ประเทศวิกฤตมากแล้ว ควรช่วยกันอุดรูรั่ว อย่าปล่อยให้ชะตากรรมของเด็กๆถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เด็กส่วนมากเรียนออนไลน์ไม่ได้ เป็นงานของ กสทช และกระทรวงดีอี ต้องจับมือช่วยกันกับภาคเอกชนและกระทรวงศึกษาธิการแก้ปัญหา”

“สิ่งที่ กสทช. และกระทรวงดีอีควรเร่งทำคือ มาตรการเยียวยา ไม่ให้ค่ายมือถือตัดสัญญาณถ้าไม่มีเงินเติมในช่วงนี้ คุยกับเอกชนให้บริการซิมเรียนฟรีร่วมกับกระทรวงศึกษา หรือ ทำบริการบริการไวไฟในพื้นที่ชุมชนที่คนอาศัยแออัดหนาแน่น ช่วยหาอุปกรณ์การเรียน และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้เป็นนโยบายสาธารณะ เป็นภารกิจภาครัฐโดยตรงต้องคิดทำเร่งด่วน โดยเฉพาะกระทรวงดีอี และ กสทช ที่มีภารกิจโดยตรง”

ที่มา – สุภิญญา กลางณรงค์

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123834

สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์: ไทยล็อกดาวน์เข้มข้นได้ ถ้ารัฐเยียวยาประชาชน-สื่อสารชัดเจนไม่สับสน

สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ ให้ความเห็นว่าการล็อกดาวน์เข้มข้นช่วยลดการระบาดได้ แต่รัฐบาลจำเป็นต้องเยียวยาประชาชน และต้องสื่อสารอย่างชัดเจนไม่สร้างความสับสนจนประชาชนลำบาก

sasin lockdown thailand

คณาจารย์จาก สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุในบทความถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาจนปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อต่อวันเกิน 1 หมื่นคน และมีผู้เสียชีวิตต่อวันเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายใน 1 สัปดาห์ ว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่แท้จริง โดยมีการเสนอแนวทางในการกำหนดนโยบายว่าให้กับรัฐว่า การล็อกดาวน์เข้มข้นและเข้มงวดสามารถทำได้ภายใต้ 2 เงื่อนไข คือ

  • มีนโยบายช่วยเหลือประชาชนชัดเจน
  • มีการสื่อสารต่อสาธารณชนที่ชัดเจนไม่สร้างความสับสน

ล็อกดาวน์เข้มข้นดีกว่า จากการศึกษาของ IMF

บทความระบุว่าหลายประเทศในโลกเลือกใช้มาตรการล็อกดาวน์อ่อนๆ เพราะไม่อยากสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่บอบช้ำเป็นทุนเดิมและไม่อยากให้ประชาชนได้รับความยากลำบาก แต่ การศึกษาของ IMF แสดงให้เห็นว่าการล็อกดาวน์เข้มงวดดีกว่าการล็อกดาวน์แบบอ่อนๆ ทั้งในแง่ของการควบคุมการระบาดและเศรษฐกิจ เพราะหากให้เทียบกัน การล็อกดาวน์เบาๆ จะทำให้ระดับผู้ติดเชื้อยังคงสูงส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจถูกชะลอ 

แต่การล็อกดาวน์เข้มงวดทำให้การติดเชื้อลดลงอย่างรวดเร็วทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวดีกว่าในขณะที่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจในการบังคับใช้นโยบายที่สูงกว่าเพียงเล็กน้อย 

Bangkok MRT COVID-19 Social Distancing รถไฟฟ้าใต้ดิน
ภาพจาก Shutterstock

แน่นอนว่ารัฐจำเป็นต้องออกมาตรการเยียวยาเพื่อให้ประชาชนอยู่ได้ภายใต้สภาวะล็อกดาวน์ ที่สำคัญต้องสื่อสารอย่างชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ไม่สร้างความสับสนในการเอาชีวิตรอดให้ประชาชนภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นชีวิตประชาชนอยู่แทบทุกวินาที

ถ้าจะล็อกดาวน์ ต้องเยียวยาเต็มที่

สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ กล่าวชัดว่า ก่อนที่จะมีการประกาศล็อกดาวน์ รัฐต้องมีมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจน เพื่อให้การล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพสูงสุด ประชาชนปฏิบัติตามได้และพร้อมให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการในด้านสภาพคล่องของประชาชน รวมทั้งผู้ประกอบการทั้งเล็กและใหญ่ 

นี่คือตัวอย่างมาตรการทางเศรษฐกิจและทำในหลายๆประเทศ อาทิ ประเทศเยอรมนี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศฝรั่งเศส

  • ช่วยผู้ประกอบที่ได้รับผลกระทบจ่ายค่าแรงลูกจ้างในอัตราที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่รอดและไม่ต้องให้พนักงานออก 
  • เสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการทุกขนาดที่ธุรกิจได้รับผลกระทบ เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการบิน และธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ
  • เสริมสภาพคล่องให้ประชาชนในด้านปัจจัย 4 
  • มาตรการพักหนี้โดยไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ
  • พักชำระการจ่ายภาษีของประชาชนและผู้ประกอบการและเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นประชาชนและผู้ประกอบการสามารถจ่ายภาษีของปีที่ผ่านมาแทนในปีถัดไป 
Bangkok Store Mall Closing COVID-19
ภาพจาก Shutterstock

[Opinion] ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายเยียวยาออกมาหลายอย่าง เช่น มาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือน เสริมสภาพคล่องให้ประชาชนผ่านโครงการรัฐ (ม.33 เรารักกัน, คนละครึ่ง, เราชนะ) แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นมาตรการระยะสั้นและยังไม่ครอบคลุมผลกระทบทั้งหมด คนทำงานกลางคืน เช่น ศิลปิน ยังไม่ได้รับการเยียวยาจนต้องมีการเข้ายื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐ ไปจนถึงธุรกิจรายย่อยที่ยังต้องเลิกจ้างพนักงาน

จะสั่งห้าม จะให้ความช่วยเหลือ มีข้อกำหนดอะไรรัฐต้องสื่อสารชัดเจน

ทางสถาบันระบุว่าองค์ประกอบหนึ่งที่หลายๆประเทศที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ชัดเจน คือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จากวิจัยที่ได้ทำการศึกษาและรวบรวมการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในภาวะวิกฤตของรัฐบาล มีสรุปประเด็นหลักๆ ดังนี้

  • สื่อสารอย่างชัดเจนและครบถ้วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและทำให้ประชาชนไม่เกิดความสับสน เช่น สื่อสารว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ และมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อให้ความสนับสนุนแก่ประชาชนที่จะตอบสนองต่อนโยบายต่างๆของรัฐ ในทิศทางที่ชัดเจนและไม่ขัดแย้งกัน โดยเฉพาะข้อมูลที่ออกมาจากหน่วยงานของรัฐต้องเป็นข้อมูลที่ตรงกัน ถูกต้อง ชัดเจน และปราศจากความสับสน 
  • สื่อสารอย่างมีความเห็นอกเห็นใจ จริงใจและซื่อสัตย์ เช่น แสดงออกถึงความเข้าใจถึงปัญหาและสื่อสารออกไปอย่างเห็นอกเห็นใจ และสื่อสารด้วยคำพูดเชิงบวก
  • สื่อสารถึงความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เช่น ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้นความไม่แน่นอนในสิ่งต่างๆอาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และก็ควรสื่อสารออกไป เพื่อสร้างความคาดหวังที่ถูกต้อง
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ภาพจาก ทำเนียบรัฐบาล

[Opinion] เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไทยยังมีปัญหาอย่างมากในเรื่องนี้ แม้แต่ข้อมูลที่สำคัญต่อชีวิตประชาชนจากหน่วยงานของรัฐก็ยังขัดแย้งกันเอง เช่น ในกรณีที่ กรุงเทพมหานคร ประกาศให้นั่งทานอาหารในร้านได้ถึง 1 ทุ่ม แต่ในภายหลังฟากรัฐบาลกลับออกมาประกาศให้นั่งได้ถึง 3 ทุ่ม หรือในกรณีที่รัฐบาลออกมากล่าวว่าไม่มีการล็อกดาวน์ จนธุรกิจร้านอาหารพากันสต็อคของสดเพราะคาดหวังว่าจะได้ประกอบกิจการต่อไป แต่หลังจากนั้นก็มีการประกาศล็อกดาวน์ในวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคมช่วงเย็น ทำให้กิจการต่างๆ ถูกกระทบจากความผิดพลาดของรัฐ

ชัดเจนว่าการสื่อสารของรัฐล้มเหลว ไร้เอกภาพ ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระและตกอยู่ในความเสี่ยง แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศใช้พรก. ฉุกเฉินที่ ‘ควร’ จะทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจสั่งการรวมศูนย์แล้วก็ตาม

ยังไม่นับรวมการสื่อสารที่แสดงให้เห็นท่าทีผลักภาระและกล่าวโทษประชาชนของทางการ และมักโยนความผิดของการระบาดว่าเป็นเพราะความหละหลวมของประชาชน แทนที่จะแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจในฐานะมนุษย์ อย่างที่รัฐบาลในอารยประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ที่ถึงกับต้องออกมาขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่า และรัฐบาลยังไม่ได้แสดงออกถึงความรับผิดชอบในความไร้ประสิทธิภาพในควบคุมการระบาดและความล้มเหลวในการเจรจาจัดซื้อวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจนต้องผลักภาระสู่ประชาชน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์: ไทยล็อกดาวน์เข้มข้นได้ ถ้ารัฐเยียวยาประชาชน-สื่อสารชัดเจนไม่สับสน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/sasin-on-strict-lockdown-in-thailand/