คลังเก็บป้ายกำกับ: THAILAND

สมาคมธนาคารไทยยืนยันปฏิบัติตามข้อกำหนด ปปง. เคร่งครัด หลังจากเอกสาร FinCEN มีแบงก์ไทยติด 4 แห่ง

สมาคมธนาคารไทยได้ออกคำชี้แจงหลังจาก 4 สถาบันการเงินของไทยติดรายชื่อในเอกสารลับ FinCEN ว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดของทาง ปปง. อย่างเคร่งครัด

US dollar ดอลลาร์สหรัฐ
ภาพจาก Shutterstock

หลังจากที่สมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ได้รายงานว่า สถาบันการเงินหลายแห่งในหลายประเทศ มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมโอนเงินต้องสงสัยตั้งแต่ปี 1999 จนถึงปี 2017 ซึ่งรวมไปถึง 4 ธนาคารในประเทศไทยนั้น ทางสมาคมธนาคารไทยได้ชี้แจงว่าได้ให้ความสำคัญในการสร้างมาตรฐานการทำงานของระบบธนาคารรวมไปถึงมาตรการป้องกันการฟอกเงินด้วย

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติของกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ทุกที่ธนาคารได้มีการกำหนดนโยบายและวิธีปฏิบัติที่เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล ซึ่งมีกระบวนการรับลูกค้าและพิสูจน์ทราบตัวตน การตรวจสอบรายชื่อลูกค้าและรายชื่อประเทศที่ห้ามทำธุรกรรม (Sanction)

สมาคมธนาคารไทยยังมีมาตรการบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการตรวจสอบการทำธุรกรรมของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรายงานธุรกรรมที่ผิดปกติหรือที่มีเหตุอันควรสงสัย ไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

ขณะเดียวกัน สมาคมธนาคารไทยได้ให้ความสำคัญในการสร้างมาตรฐานการทำงานของระบบธนาคารตามประกาศ Industry Code of Conduct เพื่อให้ทุกธนาคารนำไปปรับใช้ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวรวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

สำหรับกรณีในเอกสาร FinCEN ที่หลุดออกมาและมีสถาบันการเงินของไทยติดในรายชื่อนั้น ทางสมาคมธนาคารไทย ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ปปง. อย่างใกล้ชิดในการตรวจสอบข้อมูลที่มีการอ้างถึงที่ยังไม่สามารถทราบความถูกต้องและรายละเอียดของเอกสารข้อมูลที่ชัดเจน

โดยสมาคมธนาคารไทยสันนิษฐานว่าหากเป็นข้อมูลที่ได้จาก FinCEN ก็น่าจะเป็นการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยของสถาบันการเงินสหรัฐอเมริกา ภายใต้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกระบวนการดำเนินงานปกติ และไม่ได้หมายความว่าธุรกรรมที่ถูกรายงานจะเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป ตามที่ธปท.ได้ให้รายละเอียดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/the-thai-bankers-association-statement-about-fincen-files-24-sep-2020/

พุทธิพงษ์ แจ้งความ Facebook, Twitter, Instagram ไม่ปิดเนื้อหาตามคำสั่ง

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าแจ้งความกับแพลตฟอร์มสามแพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์, และอินสตาแกรม หลังจากทั้งสามแพลตฟอร์มไม่ปิดกั้น URL ต่างๆ ที่ทางกระทรวงดีอีได้แจ้งให้ปิดกั้นไปแล้วเกิน 15 วัน ขณะที่ยูทูปนั้นได้ปิดกั้นแล้วจนครบ

ก่อนหน้านี้ พุทธิพงษ์ เคยระบุว่าการที่แพลตฟอร์มไม่ทำตามคำสั่งปิดกั้นอาจผิด มาตรา 27 ของ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่มีค่าปรับไม่เกิน 200,000 บาทต่อ URL และค่าปรับรายวันอีก 5,000 บาทต่อ URL โดยรายการที่แพลตฟอร์มยังไม่ได้ปิดกั้น ได้แก่ เฟซบุ๊ก 436 รายการ, ทวิตเตอร์ 64 รายการ, และอินสตาแกรม 1 รายการ

การดำเนินคดีครั้งนี้จะเป็นการดำเนินคดีกับบริษัทแม่ที่สหรัฐฯ โดย พุทธิพงษ์ ระบุว่าการเชื่อมโยงกับบริษัทอื่นเช่นบริษัทลูกในไทยหรือไม่เป็นเรื่องของกระบวนการต่อไป นอกจากนี้วันนี้ยังมีการยื่นปิดเว็บเพิ่มเติมอีกกว่าสามพันรายการ

ที่มา – Facebook: BeePunnakanta

from:https://www.blognone.com/node/118622

RCS บริการส่งข้อความบน Android สามารถใช้บริการในไทยได้แล้ว วันนี้

เทคโนโลยี RCS ถูกกูเกิลผลักดันมาสักระยะหนึ่งแล้ว (ตั้งแต่ปี ค.ศ.2015) หลังกูเกิลเข้าซื้อ Jibe Mobile เพื่อผลักดันการส่งข้อความแบบ RCS บน Android โดยตั้งเป้าหมายจะมาแทน SMS และ MMS พร้อมเพิ่มฟีเจอร์แชทสมัยใหม่เข้าไป

Rich Communication Services (RCS) เป็นมาตรฐานการส่งข้อความแบบใหม่ที่มาแทน SMS โดยมีฟีเจอร์สมัยใหม่อย่างแชทกลุ่ม วิดีโอคอลล์ แชร์ไฟล์ ฯลฯ ความแตกต่างของ RCS กับแอพแชทในปัจจุบันคือ RCS สามารถคุยได้ข้ามโอเปอเรเตอร์-ข้ามค่าย (ถ้าหากโอเปอเรเตอร์รองรับ)

ผู้ใช้ในไทย สามารถใช้บริการ RCS ผ่านการติดตั้งแอป Messages for Android ได้แล้ววันนี้

อัพเดต by mk

ผมลองแล้วบนเครือข่าย AIS โดยพบว่าเมื่อใช้แอป Android Messages จะขึ้นข้อความถามว่าต้องการเปิดใช้ Chat Feature หรือไม่ ถ้าตกลงต้องยืนยันเบอร์ที่จะใช้งาน จากนั้นแอปจะขึ้นสถานะว่า Chat connected ในหน้า Settings ตามภาพ

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/118575

TABBA เรียกร้องรัฐบาลแก้ไขมาตรา 32 โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลายเรื่องคลุมเครือ ไม่ชัดเจน

สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย เรียกร้องรัฐบาลต้องทบทวน-แก้ไขมาตรา 32 เกี่ยวกับโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในประเด็นที่ไม่ชัดเจน คลุมเครือ ไม่เป็นธรรม เอื้อประโยชน์ต่อผู้ชี้เบาะแสและเจ้าหน้าที่

ธนากร คุปตจิตต์ - นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย หรือ TABBA
ธนากร คุปตจิตต์ – นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย หรือ TABBA

สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย หรือ TABBA ได้เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขข้อกฎหมายมาตรา 32 เกี่ยวกับการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ในประเด็นที่ไม่ชัดเจน คลุมเครือ ไม่เป็นธรรม เอื้อประโยชน์ต่อผู้ชี้เบาะแสและเจ้าหน้าที่ เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ พร้อมขอให้ยกเลิกกฎหมายห้ามจำหน่ายแอลกอฮอล์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่งประกาศไปล่าสุด ซึ่งกฎหมายดังกล่าวล้วนส่งผลเสียและกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม เป็นการซ้ำเติมความบอบช้ำจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและจากการระบาดของ COVID-19 ให้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ธนากร คุปตจิตต์ นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย วิเคราะห์ถึงปัญหาของมาตรา 32 ว่า มาตราดังกล่าวมีความล้าสมัยเนื่องจากถูกบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2551 ไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนไป มีความไม่ชัดเจนและคลุมเครือ โดยอาศัยการตีความและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่มีมาตรฐานชัดเจน เปิดช่องให้เกิดการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

ขณะเดียวกันมาตรา 32 ยังคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการสื่อสารและการแสดงความคิดเห็น ขณะที่เรื่องประเด็นเรื่องค่าปรับนั้นก็กำหนดไว้สูงอย่างไม่สมเหตุสมผลตั้งแต่ 5 หมื่นบาท – 5 แสนบาท รวมถึงเรื่องสินบนรางวัลที่เจ้าหน้าที่และผู้แจ้งเบาะแสจะได้ส่วนแบ่งพร้อมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานถึง 80% ของจำนวนค่าปรับ แต่เงินเข้ากระทรวงการคลังเพียง 20% ของค่าปรับเท่านั้น และตัวสินบนรางวัลอาจเป็นเหตุให้เกิดความไม่ชอบธรรมในกระบวนการยุติธรรม

นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ได้ยกตัวอย่างหลายๆ ผู้ประกอบการเช่น โยษิตา บุญเรือง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายไวน์ OTOP ได้ทำแผ่นพับแสดงถึงแหล่งที่มาผลิตไวน์ที่นำไวน์ของกลุ่มไปเข้าประกวด รวมไปถึงการแนะนำให้ดื่มไวน์คู่กับอาหารต่างๆ รวมไปถึงองุ่ที่นำมาผลิต แต่เจ้าหน้าที่ได้ขอดูแผ่นพับก่อนที่จะเธอถูกจับ แม้จะได้รับการลดหย่อนโทษปรับเหลือ 50,000 บาท พร้อมรอลงอาญา 2 ปี ในภายหลัง แต่ความเดือดร้อนในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ และต่อชุมชน ตลอดจนเกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ

ทางด้านผู้ประกอบการบางรายก็เป็นธุรกิจรายเล็กๆ เช่น ร้านลาบลุงยาว ที่เป็นข่าวโด่งดังถึงข้อกฎหมายนี้ ขณะเดียวกันคดีที่ผู้ประกอบการรายหลายๆ ที่โดนมาตรา 32 เองก็โดนเล่นงานจากความคลุมเครือของกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ธนากร ยังได้กล่าวถึงเรื่องของการขายแอลกอฮอล์บนช่องทางออนไลน์ ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้คือ 7 ธันวาคม คือการห้าม เหตุผลในการออกประกาศคือเพื่อเป็นการป้องกันเยาวชนจากการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเขาเองมองว่าตัวของรัฐสามารถควบคุมการขายบนช่องทางออนไลน์ได้ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วหลายๆ เว็บไซต์ต้องกรอกชื่ออายุ หรือแม้แต่ตรวจสอบข้อมูลผู้ซื้อ การทำธุรกรรมซื้อขาย ตลอดจนการจัดส่งสินค้าย้อนหลังได้ ห้ามขายออนไลน์-ส่งมอบในช่วงเวลาไหน ฯลฯ

นอกจากนี้การห้ามซื้อขายออนไลน์เองก็ถือว่าขัดกับรัฐส่งเสริมให้ไม่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั้งๆ ที่รัฐบาลสามารถควบคุม COVID-19 ได้ดี และการขายบนช่องทางออนไลน์นั้นช่วยให้ประชาชนสามารถอยู่ในบ้าน โดยไม่ต้องออกมาซื้อสินค้าในที่พลุกพล่าน

ธนากร ยังชี้ว่ารัฐเองควรที่จะให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเยาวชนยังสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากช่องทางอื่นได้ แม้ไม่มีการจำหน่ายผ่านทางช่องทางออนไลน์ และยังได้กล่าวเสริมว่า “ผู้ประกอบการยินดีจะปฏิบัติตามกฎหมาย หากกฎหมายนั้นเป็นธรรม ชัดเจน และเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยจะเห็นได้ว่าเราให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการปฏิบัติตามนโยบายในช่วงวิกฤตของการแพร่ระบาดช่วง COVID-19 แต่กฎหมายดังกล่าวไม่มีความเป็นธรรม เกินความจำเป็น ไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ และส่งผลเสียต่อหลายฝ่าย”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tabba-urges-thai-gov-reconsider-about-alcohol-law-in-thailand-23-sep-2020/

นายกรัฐมนตรีส่งเสริมการจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ ชี้เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต

รัฐบาลเตรียมจัดงาน Job Expo ในช่วงวันหยุดที่จะถึงนี้โดยมีตำแหน่งงานมากถึง 1 ล้านตำแหน่ง โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวส่งเสริมการจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ว่าเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต

Bangkok Worker กรุงเทพ คนทำงาน
ภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลเตรียมจัดงาน Job Expo Thailand 2020 เพื่อให้นักศึกษาที่จบใหม่ มีงานทำ รวมถึงเปิดตัวแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการหาลูกจ้าง และสำหรับผู้ว่างงานที่ต้องการสมัครงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า รัฐบาลเล็งเห็นปัญหาการว่างงานของนิสิตและนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมทั้งต้องการเปิดโอกาสให้กับประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงแหล่งงานด้วย

สถานการณ์ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นส่งผลทำให้สภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมากระทบต่อผู้ประกอบการหลายราย ส่งผลทำให้หลายธุรกิจจำเป็นต้องมีการพักงานชั่วคราว หรือบางแห่งถึงกับต้องปลดพนักงานออกเพื่อความอยู่รอด ทำให้นักศึกษาจบใหม่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า ในปีนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวน 392,000 คน ไม่เพียงแค่นั้นตลาดแรงงานยังมีแรงกดดันจากการเลิกจ้างงานทำให้มีแรงงานที่กำลังรอเข้าตลาดงานอีกเป็นจำนวนมาก โดยที่ KKP Research คาดว่าแรงงานที่ว่างงานในประเทศไทยล่าสุดอาจมีจำนวนมากถึง 3 ล้านรายด้วยซ้ำ

รัฐบาลคาดว่าการจัดงาน Job Expo Thailand 2020 จะช่วยให้นักศึกษาจบใหม่ได้งานทำ ซึ่งมีตำแหน่งงานเสนอมากถึง 1 ล้านตำแหน่ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวเสริมถึงเรื่องนี้ว่า “เยาวชนและคนรุ่นใหม่ล้วนเป็นอนาคตของชาติ จะต้องช่วยกัน รักษา สืบสาน และส่งต่ออัตลักษณ์ วัฒนธรรมไทย จากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะนิสิตและนักศึกษา ที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ รัฐบาลก็จะต้องสนับสนุนให้มีงานทำ เพื่อร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน มั่นใจประเทศไทยมีจะต้องดีและเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นในอนาคต”

ที่มา – ทำเนียบรัฐบาล [1], [2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-pm-support-new-grad-having-job-by-job-expo-this-week-22-sep-2020/

KKP Research ชี้เศรษฐกิจไทยปีหน้าฟื้นตัวยาก คาด GDP โตแค่ 3.4% เท่านั้น กรณีเลวร้ายสุดคือโตแค่ 1%

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรได้ออกบทวิเคราะห์ฉบับล่าสุดแสดงความกังวลถึงเศรษฐกิจไทยในปีหน้าอาจได้รับผลกระทบจากภาคการท่องเทียวที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยคาดการณ์ว่าจะโตเพียงแค่ 3.4%

Thailand Phuket 2020 ภูเก็ต
ภาพจาก Shutterstock

KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้ออกบทวิเคราะห์ถึง 3 ปัจจัยเศรษฐกิจไทยที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาด แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวแล้วก็ตาม จากปัจจัยสำคัญคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ยังมีประเด็นการเปิดรับนักท่องเที่ยวที่จะใช้รูปแบบใด ทำให้ KKP Research ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยในปีหน้าลงมาเหลือแค่ 3.4% จากเดิมอยู่ที่ 5.2%

ในบทวิเคราะห์ของ KKP Research ยังมองว่าในปี 2021 นี้ไทยจะยังคงเผชิญโจทย์ที่ท้าทายในการเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากข้อจำกัดในการกักตัวและติดตามนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ขณะเดียวกันวัคซีนที่จะป้องกัน COVID-19 เองก็มีทีท่าที่จะใช้ไม่ทันในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 ทำให้ KKP Research ปรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวในปี 2021 จากเดิมที่ 17 ล้านคน ลงมาเหลือ 6.4 ล้านคนเท่านั้น

แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวแล้วก็ตาม แต่บางพื้นที่ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยว
สูงมากๆ นั้นธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจโรงแรมในหลายพื้นที่ยังมีอัตราการเข้าพักน้อยมากๆ เช่น ภูเก็ต พังงา นอกจากนี้คนที่มีกำลังซื้อส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพ ทำให้หลายๆ พื้นที่ไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ ไม่เพียงแค่นั้นหลายๆ พื้นที่นั้นรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้อีกด้วย

ขณะเดียวกัน KKP Research ได้วิเคราะห์ว่า แม้การใช้จ่ายในประเทศและการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวได้แต่จะไม่ช่วยเศรษฐกิจมากนัก เพราะรายรับจากการท่องเท่ียวท่ีลดลงจะยังคงเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ ประกอบกับสภาพของเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลงมาต้ังแต่ก่อนการระบาดของ COVID-19 ทำให้ยากที่เศรษฐกิจในประเทศจะกลับไปขยายตัวได้ในระดับสูงเหมือนในอดีต โดย KKP Research ครึ่งปีแรกของปี 2021 นั้นเศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัวและจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยยังคงพบกับ 3 ความเสี่ยงใหญ่ๆ ที่ต้องจับตามอง ได้แก่

  1. ฐานะการเงินของธุรกิจได้รับผลกระทบรุนแรง ธุรกิจขนาดกลางและเล็กมีความเสี่ยงในการเลิกกิจการ นอกจากนี้ธุรกิจหลายกลุ่มมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้มากขึ้นด้วย
  2. อัตราการว่างงานที่อาจสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการเลิกกิจการของภาคธุรกิจ แม้ว่าตัวเลขอัตราว่างงานของไทยล่าสุดจะอยู่ที่ 1.9% แต่ KKP Research มองว่าไม่ใช่ปัจจัยสะท้อนภาพรวมทั้งหมด ถ้าหากนับการลดเงินเดือนหรือลดชั่วโมงการทำงานแล้วตัวเลขนี้อาจสูงถึง 3 ล้านคนด้วยซ้ำ
  3. มาตรการพักชำระหนี้ที่กำลังจะหมดลง

จาก 3 ความเสี่ยงดังกล่าวทำให้ KKP Research มองว่ารัฐบาลจะต้องมีมาตรการประคับประคองเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า และรองรับแรงงานที่ตกงานจำนวนมากด้วย ขณะเดียวกันแม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาแล้ว แต่การใช้งานจริงๆ ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังถือว่าน้อยมาก

KKP Research คาดว่ากรณีเลวร้ายที่ประเทศไทยไม่สามารถเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวได้เลยในปี 2021 จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อทั้งการจ้างงานและการเลิกกิจการของบริษัทในวงกว้าง การเพิ่มข้ึนของหนี้เสียอย่างมีนัยยะสำคัญจะฉุดร้ังการบริโภคและการลงทุนในประเทศ และจะเป็นความเสี่ยงที่ทาให้เศรษฐกิจจะหดตัวลึกไปกว่าเดิม
ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจโตได้แค่ 0%-1% เท่านั้น

สำหรับบทวิเคราะห์ฉบับเต็มสามารถอ่านได้ที่นี่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-economy-2021-recovery-only-3-4-percent-from-tourism-sector-22-sep-2020/

4 แบงก์ไทยมีรายชื่อติดในเอกสารลับ FinCEN ที่แฉอาชญากรใช้โอนย้ายเงินไปทั่วโลก ฟอกเงิน ฯลฯ

เอกสารที่เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติได้รับเกี่ยวกับข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัยนั้นมี 4 สถาบันทางการเงินของไทยติดอยู่ด้วย ซึ่งธุรกรรมน่าสงสัยหลายๆ อย่างอาจเกี่ยวกับอาชญากรโอนย้ายเงินไปทั่วโลก รวมไปถึงการฟอกเงิน

US dollar ดอลลาร์สหรัฐ
ภาพจาก Shutterstock

เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ได้เผยแพร่เอกสารและข้อมูลระหว่างปี 2543-2560 ที่หลุดออกมาจากหน่วยงานสืบสวนอาชญากรรมทางการเงินสหรัฐฯ หรือ FinCEN ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวนี้มีหน้าที่ต่อต้านการก่ออาชญากรรมทางการเงิน โดยขึ้นตรงกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งเอกสารดังกล่าวนี้เป็นรายงานธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัยมากกว่า 2,000 ฉบับให้กับทาง FinCEN

เอกสารรายงานธุรกรรมทางการเงินมากกว่า 2,000 ฉบับนั้นมีมูลค่ารวมกันราวๆ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จำนวนธุรกรรมที่น่าสงสัยนี้มากกว่า 18,000 ธุรกรรม โดยหลายๆ ธุรกรรมทางการเงินใหญ่ๆ นั้นสถาบันการเงินทั่วโลกปล่อยให้มีธุรกรรมผิดปกติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • JPMorgan ยอมให้มีการโอนเงินระดับ 1,000 ล้านเหรียญโดยไม่ตรวจสอบที่มาก่อน ก่อนที่จะมาพบทีหลังว่าเป็นเงินนั้นมาจากกลุ่มอาชญากรที่ FBI ต้องการตัวมากที่สุด
  • Barclays สถาบันการเงินในอังกฤษกลายเป็นแหล่งโยกย้ายเงินของคนใกล้ตัวประธานาธิบดีปูติน เพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรจากสหรัฐ โดยเม็ดเงินนั้นมาจาก
  • HSBC ยอมให้ธุรกรรมทางการเงินหลายๆ ครั้งที่ผิดปกติผ่านไปอย่างง่ายดาย
  • China Investment Corporation ที่ยอมให้ธุรกรรมแปลกๆ ส่งต่อไปยังสถาบันการเงินในทวีปยุโรป เช่น ลัตเวีย ที่เคยมีข่าวสถาบันการเงินหลายๆ แห่งพัวพันการฟอกเงินของอาชญากรในรัสเซีย

ความหล่ะหลวมของกระบวนการตรวจสอบของสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง ทำให้อาชญากรสามารถโยกย้ายเงินที่มาจากธุรกิจที่ผิดกฎหมายไปใช้ทำอย่างอื่นได้ เช่น การนำเงินจากการค้ายาเสพติด ค้าประเวณี ไปใช้ในธุรกิจอื่นๆ ต่อ หรือนำเงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งไปใช้ในกระบวนการสนับสนุนกระบวนการอื่นๆ เช่น การคอร์รัปชั่น จนไปถึงการสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

สำหรับในประเทศไทยมีสถาบันการเงิน 4 รายที่ติดในเอกสารดังกล่าวมีธุรกรรมส่งเงินออกนอกประเทศไทยอยู่ที่ 31.75 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 985 ล้านบาท ขณะที่เม็ดเงินปริศนาเข้ามาในประเทศไทยอยู่ที่ 9.558 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยธุรกรรมรวมนั้นมีอยู่ 92 ธุรกรรมที่น่าสงสัย

ขณะที่จำนวนธุรกรรมการเงินมากที่สุดในข้อมูลที่หลุดออกมานั้นคือสหราชอาณาจักร มีมากกว่า 3,000 ธุรกรรม รองลงมาคือไซปรัส

ที่มา – BBC, DW

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-banks-also-include-on-icij-fincen-papers-21-sep-2020/

แจกเงิน 3000 บาท www.คนละครึ่ง.com ลงทะเบียน 16 ตุลาคม นี้

รัฐบาลเตรียมเปิดเว็บไซต์ คนละครึ่ง.com ให้ประชาชนเพื่อลงทะเบียน ในการแจกเงิน 3,000 บาท ผ่านทางแอปเป๋าตัง จำนวน 10 ล้านคน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะเป็นในรูปแบบของการช่วยจ่ายเงินในการซื้อสินค้าคนละครึ่ง วันละ 100 บาท รวมไม่เกิน 3,000 บาท ต่อเดือน ไม่รวมการซื้อลอตเตอรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และการบริการ เริ่มลงทะเบียน 16 ตุลาคม นี้ หมดเขต 31 ธันวาคม 2563

 

from:https://www.9tana.com/node/khon-la-kreung/

วิธีย้ายสิทธิบัตรทอง 2563 ออนไลน์ ง่าย ๆ ได้ด้วยตนเอง

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ประชาชน ผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสิทธิบัตรทอง ที่ต้องการเปลี่ยนสถานพยาบาลหรือหน่วยบริการ (ย้ายสิทธิ) เพื่อการรักษา เพราะวันนี้ผู้ใช้สิทธิบัตรทอง สามารถเปลี่ยนหน่วยบริการได้ด้วยตนเองผ่านทางช่องทาง LINE Official Account ได้แล้ว เพียงแค่แอดไลน์ สปสช. พิมพ์ค้นหา Line ID @nhso หรือสแกน QR Code เพิ่มเพื่อนได้ทันที ใช้งานง่าย ๆ เพียงเลือกฟังก์ชั่น “เปลี่ยนหน่วยบริการ” โดยทำตามขั้นตอนของระบบ และรอการอนุมัติ

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ลงทะเบียนย้ายสิทธิผ่านทางไลน์ สปสช. ต้องมีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) หรือมีสิทธิว่าง และต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ทั้งนี้ หากยังไม่สะดวกใช้งานทางโทรศัพท์มือถือ สามารถไปติดต่อที่หน่วยบริการได้เช่นเดิม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สายด่วน สปสช. 1330

from:https://www.9tana.com/node/nhso-online/

CLSA ชี้ 6 อุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยกำไรฟื้นตัวเท่ากับปี 2019 อาจต้องรออย่างต่ำ 2 ปี

บทวิเคราะห์หุ้นไทยจาก CLSA มองว่าหลายๆ อุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยเองอาจต้องรอถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อยที่กำไรจะฟื้นตัวกลับมาเท่ากับในช่วงปี 2019 ได้

Bangkok Thailand กรุงเทพ
ภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ CLSA มองว่า 10 อุตสาหกรรมในไทยต้องรอถึงปี 2021 เป็นอย่างน้อยที่กำไรจะฟื้นตัวเท่ากับช่วงก่อน COVID-19 นอกจากนี้ CLSA ยังมองว่าการฟื้นตัวของกำไรในอุตสาหกรรมหลายๆ แห่งที่จะฟื้นตัวในรูปแบบตัว V ในปี 2021 นั้นเป็นเรื่องที่น่าสงสัย แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวแล้วก็ตาม และรวมไปถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการคลังจากรัฐบาลและทางด้านการเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย

CLSA ยังมองว่าในแต่ละภาคอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยถ้าหากจะรอให้ระดับกำไรกลับมาเท่ากับในช่วงของปี 2019 นั้นอาจต้องรอจนถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อย โดยที่เงื่อนไขคือต้องไม่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 จนทำให้เกิดการล็อกดาวน์อีกครั้ง ได้แก่

  • ภาคการเงิน – CLSA มองว่าต้นทุนการเงินจะเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดในปีนี้และปีหน้า
  • อสังหาริมทรัพย์

ขณะที่ 4 อุตสาหกรรมที่ต้องรอหลังปี 2022 เป็นต้นไปที่ CLSA คาดไว้ ในเงื่อนไขคือไม่มีการแพร่ระบาดเพิ่ม ได้แก่

  • โรงแรม
  • การขนส่ง
  • การแพทย์
  • ธุรกิจสื่อ – เป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างฟื้นตัวได้ช้ากว่าคนอื่น และมีปัจจัยกระทบมาก

นอกจากนี้ยังมีอีก 4 อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะฟื้นในปีหน้า

  • ค้าปลีก
  • ปิโตรเคมี
  • โทรคมนาคม – ปริมาณการใช้ Data เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จะลดผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่หายไป
  • อุตสาหกรรมวัสดุพื้นฐาน – ด้วยราคาน้ำมันที่ทรงตัวในช่วงนี้คาดว่ากำไรจะฟื้นได้ในปีหน้า
  • รับเหมาก่อสร้าง – จากปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในเร็วๆ นี้

แต่หุ้นไทยก็ยังมีข่าวดีเมื่อมี 2 อุตสาหกรรมที่คาดว่ากำไรจะฟื้นในปีนี้ได้แก่

  • โรงไฟฟ้า – ได้ประโยชน์จากการซื้อกิจการ หรือลงทุนในต่างประเทศ
  • ธุรกิจอาหาร

CLSA ยังมองว่ากำไรที่ฟื้นตัวในโมเดลที่วิเคราะห์ไว้นั้นค่อนข้างจะมองแบบอนุรักษ์นิยมมากกว่านักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินอื่นๆ ที่มองกัน ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเองนั้นก็จะช่วยให้หลายๆ ภาคอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยได้รับผลประโยชน์ด้วย เช่น ค้าปลีก ฯลฯ

ขณะที่มุมมองในกลุ่มประเทศใน ASEAN นั้นทาง CLSA มองว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคจะฟื้นตัวไวสุด ท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบมากสุดและฟื้นตัวช้าสุด ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นการสั่งของผ่าน E-commerce เป็นต้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-equities-strategy-from-clsa-17-sep-2020/