คลังเก็บป้ายกำกับ: THAILAND

เปิดมุมมอง บัณฑูร ล่ำซำ หลังลงจากตำแหน่งที่ KBANK กังวลความสามารถในการแข่งขันของคนไทย

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณของธนาคารกสิกรไทย ได้กล่าวถึงเรื่องต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคม แต่ความกังวลใหญ่คือเรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทยหลังจากนี้

Banthoon Lamsam (บัณฑูร ล่ำซำ)

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยมุมมองหลังลาออกจากประธานบอร์ดของธนาคาร โดยหลังจากนี้จะเน้นงานสำคัญคือเรื่องการฟื้นฟูป่าที่จังหวัดน่าน ขณะเดียวกันก็ได้เตือนถึงเรื่องความเสี่ยงที่มีรอบตัวอยู่ตลอดเวลา โดยยกถึงเรื่องวิกฤติ COVID-19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยทันที แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะดีกว่าในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งก็ตาม

นึกถึงอดีตปี 40

ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย ได้กล่าวถึง วิกฤติ COVID-19 ทำให้ย้อนไปถึง 20 ปีที่แล้ว วิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศล่มสลาย แต่ประเทศไทยนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ประทานพระราชดำรัสทั้งประเทศ ในช่วงวันที่ 4 ธันวาคม ที่ทรงประธานพระราชดำรัสถึงเศรษฐกิจพอเพียง และทรงตรัสถึงในเรื่องปัญหา และทางออก รวมไปถึงการเตรียมตัวในการรับมือวิกฤติ

บัณฑูร ยังได้เล่าถึงพายุต่างๆ เช่น ภัยจากเศรษฐกิจ การทะเลาะกันของผู้คน ภัยจากธรรมชาติ พูดถึงเศรษฐกิจขึ้นมาเยอะ ว่าพายุมาได้จากโรคระบาด และยังมีพายุจากเรื่องอื่นๆ ว่าประเทศไทยนั้นสามารถที่จะรับมือจากพายุเหล่านี้ได้หรือเปล่า

เศรษฐกิจไทย

สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น บัณฑูร มองว่า จากที่ดูๆ มาตรการของรัฐบาลที่ใส่ลงไปแล้วก็ถือว่ายังมีมาตรการป้องกันเศรษฐกิจไปแล้ว 1 ชั้น ถือว่าดีกว่าในปี 2540 แต่จะรับมือได้หรือไม่ยังไม่แน่ใจ เพราะต้องรอให้เจอวิกฤติก่อน แต่ต้องรอดูว่า COVID-19 จะลากยาวแค่ไหน ซึ่งบัณฑูรมองว่ายังมีความหวังที่จะสกัดได้

ขณะที่ธุรกิจของธนาคารกสิกรไทยนั้น บัณฑูร ได้กล่าวว่า ธนาคารกลับมาได้ดี แต่จริงๆ ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก ความเสี่ยงมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าความเสี่ยงถ้าหากทำจนเกินตัวอาจทำให้ธนาคารเสียหาย แต่ครั้งนี้ธนาคารพาณิชย์รับมือได้ เพราะมีทุนสำรองไว้

สิ่งที่บัณฑูรกังวลที่สุดคือหลังจากนี้ประชาชนก็ต้องกลับมาทำมาหากิน แต่เรื่องใหญ่ที่สุดคือวิธีทำมาหากินหลังจากนี้ และประเทศไทยจะแข่งขันยังไงหลังจากนี้ ถือว่าเป็นพายุตัวใหม่ เพราะไม่งั้นแล้วธนาคารก็อยู่ไม่ได้ ขณะที่งบวิจัยและพัฒนาก็มีน้อยลงหลังจากนี้ มองว่าบริษัทใหญ่ๆ ยังมีงบที่ทำได้ สำหรับวิกฤติ COVID-19 บัณฑูร มองว่าระบบการเงินจะตึงตัว แต่ยังเชื่อว่ารับมือได้

Banthoon Lamsam (บัณฑูร ล่ำซำ)

น่านโมเดล

เรื่องของการเกษตร บัณฑูร ยังได้กล่าวว่า ต้องหาความรู้ใหม่ในการทำการเกษตร ไม่ใช่แค่เรื่องปลูกป่าอย่างเดียว ป่ากับคนต้องอยู่ให้ด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ต้องหาองค์ความรู้ใหม่ในการแก้ปัญหาจังหวัดน่าน ขณะเดียวกันก็มองว่าหลายๆ ที่ยังใช้วิธีเดิมๆ ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น ทำประกันราคาแบบเดิมๆ เกษตรกรก็ยังจนเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังได้กล่าวเสริมว่าโครงการที่จังหวัดน่านทำได้เพราะรัฐเปิดทางให้ทำ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมองว่าการรักษาป่าที่จังหวัดน่านเป็นงานท้าทายที่สุด

ชีวิตหลังนายธนาคาร

ขณะที่ชีวิตหลังจากก้าวลงจากตำแหน่งประธานบอร์ดนั้น บัณฑูร กล่าวว่า เป็นฉากใหม่ของชีวิตหลังจากเป็นนายธนาคารกว่า 40 ปี ซึ่งพอสมควรแก่เวลา และมั่นใจในทีมงานชุดบริหารตอนนี้ ขณะเดียวกันก็มองธนาคารเป็นผู้สนับสนุนโคตรงการที่เจ้าตัวจะทำหลังจากนี้ นอกจากนี้ยังกล่าวติดตลกว่าก็ยังป้วนเปี้ยนแถวๆ ธนาคารบ้าง มองว่าไม่มีบัณฑูรธนาคารก็ยังบริหารไปได้ มีความสุขที่ส่งต่อตำแหน่งให้

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประธานบอร์ดคนใหม่นั่นก็คือ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร อดีตรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ โดยมองว่ากาญจน์เก่งมาก มีประสบการณ์ด้านเอกชนและรัฐมาแล้ว และมองเรื่องการมีคุณธรรมจริยธรรม

ทางด้านของ ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการคนใหม่นั้น มองว่าเป็นคนใจดี มีคนรัก มีความเฉียบคมในเรื่องการจัดการ และเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะรับบทบาทนี้ นอกจากนี้ยังมองว่าธนาคารกสิกรไทย มีบุคคลากรที่มีคุณภาพ และมองว่าการลงจากตำแหน่งตอนนี้ถือว่าท้าทายมาก เป็นช่วงเวลาที่ได้ทบสอบฝีมือจริงๆ

นอกจากนี้ยังได้ฝาก 4 ข้อให้ผู้บริหารคนใหม่ของธนาคารว่า อย่ามั่ว อย่าไม่คำณวน อย่าชุ่ย อย่าเหยียบเท้ากัน

เรื่องอื่นๆ

  1. บัณฑูร กล่าวว่า ประธานกิตติคุณเป็นแค่ฉายา ไม่ได้มีงานทำ ขอขอบคุณธนาคารที่ยังยกย่อง ถ้าหากธนาคารจะปรึกษาอะไรก็ถามได้ ไม่ได้นั่ง ไม่ได้ไปร่วมนั่งฟัง ให้คนรุ่นใหม่ทำงานไป
  2. เขาเองได้ชี้ถึงรัฐบาลต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ถ้าแก้วิธีเดิมไม่ได้ต้องหาวิธีใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา
  3. บัณฑูร ได้กล่าวว่าไม่เล่นการเมืองแน่นอน แต่ถ้าถามว่าจะทำงานกับภาคการเมืองไหมก็คงทำ
  4. มองว่าสิ่งที่ธนาคารสนับสนุนเรื่ององค์ความรู้ที่ต่อยอดได้คือเรื่องของไอที สามารถไปช่วยเรื่องทำมาหากินได้ในอีกรูปแบบหนึ่งได้
  5. มองข้อด้อยของ KBANK เหมือนสภาบันการเงินอื่นๆ คือ ประมาท ไม่วางแผนไม่รัดกุม ถ้าหากหลงระเริงแต่ความสำเร็จ และทะเลาะเบาะแว้งกัน ก็จะไม่ยั่งยืนในทางธุรกิจ
  6. ขณะที่นิยายเล่มใหม่อาจมีเล่าถึงเรื่องที่ทำในจังหวัดน่าน ความท้าทายบริบทใหม่ของการทำมาหากินของประชาชน เรื่องการแบ่งผลประโยชน์แบบเกลี่ยๆ ไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/banthoon-lamsam-life-after-kasikorn-bank-president-concern-about-competitive-on-thai-economy-also-covid-19/

เราทิ้งโปรแกรมเมอร์ โครงการเงินช่วยเหลือรัฐบาลตัดสิทธิ์โปรแกรมเมอร์ ชี้ไม่ได้รับผลกระทบ COVID-19 โดยตรง

เว็บไซต์ เราไม่ทิ้งกัน.com เผยแพร่เอกสารทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ์เงินช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อเดือน โดยเอกสารมีหลายฉบับ ทั้งอาชีพที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นชุดแรก และอาชีพที่หมดสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ

สำหรับอาชีพที่หมดสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ ได้แก่ ข้าราชการ, เกษตรกร, ผู้ค้าขายออนไลน์, โปรแกรมเมอร์, และคนงานก่อสร้าง โดยมีเงื่อนไขอื่นที่ไม่ใช่อาชีพโดยตรงและไม่ได้สิทธิ์เช่นกัน เช่น เป็นคนว่างงานก่อนเกิด COVID-19, อายุไม่ถึงเกณฑ์ , หรือได้รับชดเชยทางอื่น เช่น เกษตรกร

ข้อมูลระบุว่าโปรแกรมเมอร์ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นอาชีพที่ยังมีความยืดหยุ่น ทำงานที่ใดก็ได้ ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก COVID-19

ถ้าใครได้รับผลกระทบแล้วบ้าง โดยเฉพาะถึงระดับหยุดงาน มาเล่าสู่กันฟังได้ครับ

ที่มา – wedonotleave.appprompt.com ผ่านทาง เราไม่ทิ้งกัน.com

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/115688

ครม. เคาะงบเยียวยา COVID-19 ระยะ 3 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เน้นกู้เงินในประเทศ

ครม. เคาะงบเยียวยา COVID-19 ในเฟสที่ 3 ออกมาแล้ว เป็นเม็ดเงินรวมกันกว่า 1.9 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ยังอนุมัติการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทด้วย

Bangkok Thailand COVID-19 Silent
ภาพจาก Shutterstock

อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการดูแลและเยียวยา COVID-19 ระยะที่ 3 โดยมีวงเงินกว่า 1.9 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้รัฐบาลได้ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ

มาตรการในการเยียวยาประชาชนในระยะที่ 3 ประกอบไปด้วย

  1. ออกพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ วงเงิน 1 ล้านล้านบาท คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน เมษายน 2563 และเริ่มกู้เงินได้เดือน พฤษภาคม 2563 แบ่งเป็น
    • จัดทำแผนงานด้านสาธารณสุขและแผนงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วงเงิน 6 แสนล้านบาท ได้แก่ เยียวยาประชาชน 6 เดือน, เยียวยาเกษตรกร และดูแลด้านสาธารณสุข
    • แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยครอบคลุมโครงการดูแลสนับสนุนเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน และสนับสนุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับพื้นที่
  2. ออกพระราชกำหนดให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยออกสินเชื่อดอกเบี้ยตำ่เพื่อดูแลภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยเฉพาะ วงเงิน 5 แสนล้านบาท
    • สินเชื่อใหม่ 5 แสนล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2% สำหรับ SME ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท
    • ธนาคารพาณิชย์ และ SFls พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือนให้ SME ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท
  3. ออกพระราชกำหนดดูแลเสถียรภาพภาคการเงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยการตั้งกองทุนรวม Corporate Bond และให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนในกองทุนดังกล่าว

นอกจากนี้ในมาตรการการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ วงเงิน 1 ล้านล้านบาทนั้นยังได้เพิ่มการเยียวยาประชาชนผู้ที่ลงทะเบียนเว็บไซต์เราไม่ทิ้งกัน จาก 3 เดือน เพิ่มเป็น 6 เดือนอีกด้วย แต่ยังคงจำนวนผู้รับสิทธิ์อยู่ที่ 9 ล้านคนเช่นเดิม

สำหรับเงินกู้จำนวน 1 ล้านล้านบาทนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า รัฐบาลจะกู้จนถึงช่วงเดือนกันยายน 2564 โดยมีทั้งการกู้เงินในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็มีการเปิดช่องให้สามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้

ที่มา – หนังสือพิมพ์บ้านเมือง, Bangkok Insight

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-cabinet-approve-covid-19-relief-phase-3-amount-1-9-trillion-baht-april-07/

Goldman Sachs มอง กนง. อาจลดดอกเบี้ยนโยบายต่ำสุดจนถึง 0.25%

บทวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ มองว่า กนง. อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายได้ต่ำสุดถึง 0.25% หลังจากที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลดให้ธนาคารพาณิชย์ส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูน้อยลง

Thai Baht Note เงินบาท ธนบัตร
ภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Goldman Sachs มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาได้ต่ำสุดถึง 0.25% โดยคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในไตรมาส 2 ซึ่งมาพร้อมกับงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะมีขนาดใหญ่ถึง 10% ของ GDP ไทย มากกว่าที่คาดไว้ หลังจากที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ที่กำลังแพร่ระบาดในขณะนี้

สาเหตุสำคัญที่ Goldman Sachs มองว่าน่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทย นั้นให้ธนาคารพาณิชย์ลดการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF Fee) จากปัจจุบันอัตรา FIDF Fee อยู่ที่ประมาณ 0.46% ก็ให้ลดเหลือ 0.23% เป็นระยะเวลา 2 ปี คาดว่าการลดเงินส่วนนี้ลงจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยลดดอกเบี้ยลงได้อีก ส่งผลผ่านไปยังเศรษฐกิจไทยได้

อย่างไรก็ดีในบทวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ได้ตั้งขอสงสัยงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะมีขนาดใหญ่ถึง 10% ของ GDP ว่างบดังกล่าวนี้ได้รวมกับงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนหน้า ซึ่งคิดเป็นประมาณ 3.1% ของ GDP ไปแล้ว หรือว่าเป็นงบประมาณก้อนใหม่

ที่มา – บทวิเคราะห์จาก Goldman Sachs

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-mpc-may-cut-policy-rate-to-0-25-percent-on-q2-goldman-says/

กรุงไทยเปิดให้ ยกเลิกเราไม่ทิ้งกัน (รับเงิน 5000 บาท) และแก้ไขข้อมูลได้ หลังรับ SMS

กรุงไทย เปิดให้ขอยกเลิกการลงทะเบียน มาตรการเยียวยา 5,000 บาท (3 เดือน) สำหรับท่านที่มีความประสงค์จะขอยกเลิกการลงทะเบียน สามารถยกเลิกได้ที่ http://www.เราไม่ทิ้งกัน.com ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 63 เป็นต้นไป ย้ำ! ยกเลิกแล้วจะไม่สามารถกลับมาลงทะเบียนใหม่ได้ และสำหรับท่านที่ต้องการแก้ไขข้อมูลให้รอ sms แจ้งลงทะเบียนไม่สำเร็จ ก่อนจึงจะแก้ไขได้เท่านั้น

หน้าเว็บไซต์สำหรับการยกเลิกลงทะเบียน >> คลิก

from:http://www.9tana.com/node/%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/

SCB EIC ปรับลด GDP ไทยปีนี้กรณีแย่สุดที่ –7.2% ต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง

SCB EIC ปรับคาดการณ์ GDP ไทยอีกรอบ โดยล่าสุดคาดว่าเศรษฐกิจถดถอยที่ -5.6% ขณะที่กรณีแย่สุดอาจ -7.2% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง

Bangkok Siam Square COVID-19 Silent
ภาพจาก Shutterstock

SCB EIC ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยล่าสุด โดยปรับลดประมาณการ GDP ไทยปี 2020 เป็นหดตัวที่ -5.6% จากเดิมที่ -0.3% ขณะที่กรณีแย่สุดนั้นอยู่ที่ -7.2% ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำสุดตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง สาเหตุสำคัญมาจาก เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย มาตรการปิดเมืองของไทย และจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มลดลงมากและฟื้นตัวล่าช้าจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในขณะนี้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความอ่อนแอของภาคการส่งออกของไทยที่ได้รับผลจากสภาวะภายนอก

สำหรับมุมมองภาพใหญ่นั้น SCB EIC ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะถดถอย โดยคาดว่าจะหดตัวที่ -2.1% จากผลกระทบหลักคือ COVID-19 ทั้งนี้ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกประกอบกับปัญหาด้านห่วงโซ่การผลิตที่ชะงักไปนั้นจะมีเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทยอีกทาง

ประเด็นหลักๆ ที่ SCB EIC ต้องปรับคาดการณ์ตัวเลข GDP ของไทยอีกครั้งประกอบไปด้วย

  1. เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย จากการหยุดลงแบบฉับพลันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นผลจาก COVID-19 และมาตรการปิดเมืองของหลายประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าของไทยมีแนวโน้มหดตัวมากที่ -12.9% ในปีนี้
  2. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศมีแนวโน้มจะลดลงมากและฟื้นตัวล่าช้ากว่าที่คาด โดยจะลดมาอยู่ที่ 13.1 ล้านคนในปีนี้ หรือหดตัวที่ -67% จากปีก่อนหน้า เป็นผลจากความกังวลของนักท่องเที่ยวต่อการเดินทางระหว่างประเทศตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนและการรักษาโรคที่ได้ผล และจากรายได้ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกในปีนี้
  3. การประกาศปิดเมืองในหลายส่วนของไทย ซึ่งแม้เป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นในการควบคุมการระบาดของโรค แต่จะส่งผลให้การบริโภคสินค้าและบริการของภาคครัวเรือนโดยรวมลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบที่เพิ่มเติมจากความกังวลของผู้บริโภคต่อธุรกรรมที่มีลักษณะ Face-to-face ในช่วงโรคระบาดอยู่แล้ว

นอกจากนี้ SCB EIC ยังมองว่า มาตรการภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการประคับประคองเศรษฐกิจและลดผลกระทบต่อแรงงานและภาคธุรกิจ มาตรการที่ได้จัดทำไปในช่วงก่อนหน้า ทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน ส่วนใหญ่มุ่งเน้นในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ที่ถูกกระทบ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการลดภาษี มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน

อย่างไรก็ดี SCB EIC มองว่าหลังจากนี้ภาครัฐจะเร่งดำเนินการออกมาตรการการคลังเพื่อชดเชยรายได้ให้กับแรงงานและผู้ประกอบการที่ตกงานหรือสูญเสียรายได้จาก COVID-19 ทั้งในส่วนการโอนเงินให้กับผู้ถูกกระทบจำนวน 3 ล้านคนที่ประกาศไปแล้ว และการเพิ่มวงเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกระทบได้มากขึ้น ผ่านการออก พรก. กู้เงินฉุกเฉิน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการอัดฉีดเงินให้ถึงมือของผู้เดือดร้อนได้ตรงจุดและประคับประคองเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วขึ้น

สำหรับตัวเลขคาดการณ์ที่ -5.6% นั้น SCB EIC เพิ่มสมมติฐานของเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากการออก พรก. กู้ฉุกเฉิน จำนวน 200,000 ล้านบาทไว้ในการประมาณรอบนี้ด้วย

ที่มาบทวิเคราะห์จาก SCB EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-eic-cut-forecasts-thai-gdp-growth-worst-case-contraction-7-2-percent-april-3/

AIS, dtac, True กลับมาเปิดศูนย์บริการในห้างตามปกติ หลัง ก.มหาดไทย อนุญาตให้เปิด

จากที่มีประกาศของกรุงเทพมหานครให้ปิดห้างสรรพสินค้า ทำให้ร้านของโอเปอเรเตอร์ต้องปิดตามไปด้วย และอาจกระทบกับการให้บริการของโอเปอเรเตอร์ เช่น การยืนยันตัวตนก่อนเปิดซิม

ภายหลัง กระทรวงมหาดไทยมีประกาศอนุญาตให้ธุรกิจโทรคมนาคมสามารถเปิดศูนย์บริการได้ตามปกติ ด้วยเหตุผลด้านความจำเป็นของการสื่อสาร ทำให้โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 รายใหญ่กลับมาเปิดศูนย์เช่นกัน รายละเอียดของแต่ละรายคือ

  • AIS เปิดศูนย์บริการ AIS Shop ตามปกติ 314 สาขา โดยเริ่มติดตั้งแผงกั้นอะคริลิคใส ในบางสาขาด้วย
  • dtac เปิดศูนย์บริการ 80 สาขา (ยังมีปิดอยู่อีก 175 สาขา) โดยปรับเวลาปิดเป็น 18.00 น. และปิดวันเสาร์-อาทิตย์ ค้นหาศูนย์บริการได้จาก dtac
  • True เปิดศูนย์บริการ True Shop กว่า 300 สาขาตามปกติ

No Description

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/115618