คลังเก็บป้ายกำกับ: THAILAND

Goldman Sachs ชี้หุ้นไทยกำไรแย่สุดในเอเชีย มองเป้า SET Index แค่ 1,250 จุด

Goldman Sachs ออกบทวิเคราะห์ล่าสุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกล่าสุด Brand Inside นำประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการลงทุนในหุ้นไทยมาฝาก

Bangkok กรุงเทพมหานคร
ภาพจาก Shutterstock

Goldman Sachs ได้ออกบทวิเคราะห์เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกล่าสุด หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้มีมาตรการปิดเมืองรวมไปถึง Social Distancing นั้นทำให้ GDP ทั่วโลกลดลงไปประมาณ 8% แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจในเอเชียบางพื้นที่รวมไปถึงในอาเซียนบางส่วนเริ่มกลับมาฟื้นตัวแล้ว และบางประเทศรวมถึงไทยเองก็กำลังมีมาตรการผ่อนคลายบ้างแล้ว

สำหรับหุ้นไทยนั้นสถาบันการเงินจากสหรัฐอเมริการายนี้ได้แนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย และให้เป้า SET Index ปลายปีนี้เพียงแค่ 1,250 เท่านั้น โดยกำไรจดทะเบียนของตลาดหุ้นไทยปีนี้คาดว่าอยู่ที่ -36% แย่ที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทางด้านประเทศอื่นๆ ที่แย่รองลงมาคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ตามลำดับ

ขณะที่กำไรจดทะเบียนของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกดีสุดในปี 2021 คือเกาหลีใต้ รองลงมาคือฟิลิปปินส์ ตามมาด้วยหุ้นไทยที่คาดว่าฟื้นตัวที่ 27%

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจไทย Goldman Sachs คาดว่า GDP ของไทยปีนี้จะถดถอยที่ -6.8% ขณะที่ในปีหน้านั้น GDP ของไทยเองจะกลับมาฟื้นได้ถึง 8%

เรื่องอื่นๆ

  • Goldman Sachs แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นจีนและเกาหลีใต้
  • ในไตรมาส 3 คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาเหลือ 0.25%
  • ทิศทางค่าเงินบาทของไทย 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์
  • Sector ที่แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนคือ กลุ่มการแพทย์ เทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ อินเตอร์เน็ต ค้าปลีก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/gs-apac-econ-outlook-uw-thai-equities-and-set-index-taget-at-1250-7-july-2020/

วิจัยกรุงศรีคาด GDP ไทยปีนี้ถดถอยที่ -10.3% ชี้นโยบายการเงิน-การคลังไม่พอช่วยเศรษฐกิจ

วิจัยกรุงศรีปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้โดยคาดว่า GDP ไทยจะถดถอยถึง -10.3% มากกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง นอกจากนี้ยังมองว่ามาตรการทางการเงินและการคลังจากรัฐบาลไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือเศรษฐกิจไทย

Bangkok COVID-19
ภาพจาก Shutterstock

วิจัยกรุงศรี ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยอีกรอบ โดยล่าสุดคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะถดถอยที่ -10.3% ต่ำกว่าในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง โดยมองว่าความเสี่ยงของการระบาดของ COVID-19 ในรอบ 2 ของหลายๆ ประเทศจะส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างมาก และประเทศไทยยังพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง แม้ว่าไทยเองจะเปิดประเทศด้วยการท่องเที่ยวแบบจับคู่เดินทาง (Travel Bubble) แล้วก็ตาม

นอกจากนี้วิจัยกรุงศรีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยในปีนี้จะลดลงถึง 83% ขณะที่กลางปี 2564 นั้นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังคงน้อยกว่า 1 ล้านคนต่อเดือน

ไม่เพียงแค่นั้นการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในไทยจะยังส่งผลกระทบทางลบไปยังภาคหลายส่วน วิจัยกรุงศรีคาดว่าแรงงานในไทยประมาณ 80% ได้รับผลกระทบในช่วง COVID-19 จากเดิมคาดไว้ที่ 50% ขณะที่ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีจะยังมีผู้ได้รับผลกระทบเหลืออยู่ราวๆ 30% จากเดิมคาดไว้ที่ 10% และส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนและความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชน

ขณะที่นโยบายการเงินและการคลังที่ประกาศออกมาวิจัยกรุงศรีคาดว่าอาจจะไม่เพียงพอในการยับยั้งการถดถอยของเศรษฐกิจ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นอาจไม่มากพอที่จะกระตุ้นให้การเกิดการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชนด้วยซ้ำ

อีกประเด็นที่วิจัยกรุงศรีมองไว้คือหลังจากพ้นช่วงเวลาของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs คาดว่าหนี้สินของภาคธุรกิจและหนี้สินของภาคครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลิกจ้างงานและภาคการเงินของประเทศ

ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้วิจัยกรุงศรีมองว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเปลี่ยนไปเป็นการฟื้นตัวแบบตัวแอล (L-shaped Recovery) แต่ก็ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในรูปแบบตัวยู (U-shaped Recovery) ได้

ขณะที่ในปีหน้าวิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวโดยคาดว่า GDP ไทยจะอยู่ที่ 2.9%

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/krungsri-research-cut-thai-gdp-again-to-contraction-10-3-percent-and-economy-risk-to-l-shape-recovery/

บลจ. ทหารไทย ทยอยจ่ายเงินหลังปิด 4 กองทุนไปแล้ว 34-55% มองตลาดตราสารหนี้ยังไม่คืนสภาวะปกติ

TMBAM Eastspring กำลังทยอยจ่ายเงิน 4 กองทุนตราสารหนี้ที่ปิดตัวไป อย่างไรก็ดีมุมมองตลาดตราสารหนี้ในตอนนี้นั้นยังไม่กลับคืนสู่สภาวะปกติ 100% เท่ากับในช่วงที่ผ่านมา

บุญชัย เกียรติธนาวิทย์
บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด

บลจ. ทหารไทย (TMBAM Eastspring) ได้ทยอยจ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุน 4 กองทุนตราสารหนี้ที่ปิดตัวไป คิดเป็น 34 – 55% ของสินทรัพย์ในแต่ละกองทุน คิดเป็นเงินทั้งสิ้นราวๆ 68,000 ล้านบาท หลังจากที่ TMBAM Eastspring ต้องตัดสินใจปิดตัว 4 กองทุน เนื่องจากมีการไถ่ถอนกองทุนที่สูง และสภาพความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ที่สูงช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

สำหรับ 4 กองทุนตราสารหนี้ที่กำลังอยู่ในช่วงทยอยจ่ายเงินคืน ได้แก่

  • กองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส (TMBTHANAPLUS) จ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุนไปแล้ว 43%
  • กองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล (TMBBF) จ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุนไปแล้ว 34%
  • กองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน (TMBUSB) จ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุนไปแล้ว 46%
  • กองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ (TMBABF) จ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุนไปแล้ว 55%

บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด กล่าวว่า การยกเลิก 4 กองทุนข้างต้นเกิดจาก ความผันผวนของสภาพตลาดที่เกิดขึ้นจากการระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ราคาซื้อขายเกิดส่วนต่างอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมถึงการไถ่ถอนกองทุนที่สูงผิดปกติในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน TMBAM Eastspring ได้ขอยืดกรอบระยะเวลาการจ่ายเงินคืนเพิ่มไปอีก 90 วัน โดยได้รับการอนุมัติแล้วจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จากเดิมครบกำหนดวันชำระบัญชีในวันที่ 9 ก.ค. 2563 เป็นวันที่ 7 ต.ค. 2563 เพื่อให้มั่นใจว่าการขายทรัพย์สินเป็นไปอย่างเรียบร้อยและรักษามูลค่าให้กับผู้ลงทุนอีกด้วย

บุญชัย ยังให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า “การเร่งขายสินทรัพย์ของทั้ง 4 กองทุนซึ่งปัจจุบันยังเหลือรวมกันเกินกว่า 80,000 ล้านบาท โดยไม่สอดคล้องกับจังหวะและสภาพคล่องที่มีอยู่ในตลาด จะทำให้มูลค่าเงินที่จะจ่ายคืนแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนลดลงอย่างมาก แน่นอนว่าจะไม่ส่งผลดีต่อผู้ถือหน่วยลงทุน

สำหรับมุมมองตลาดตราสารหนี้นั้น เขาได้กล่าวว่า “สภาพตลาด ณ ปัจจุบันยังคงไม่คืนสู่สภาวะปกติ 100% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19″

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tmbam-refund-4-bond-fund-34-55-percent-and-bond-market-not-recovery-100-percent/

dtac แจกฟรี iCloud 50 GB นานสามเดือน

ดีแทคแจกสิทธิพิเศษให้ลูกค้าที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ iOS และใช้แพลน iCloud แบบ 5 GB (แพลนฟรี) ให้อัปเกรดเป็นแพลน 50 GB ได้ฟรี เป็นเวลา 3 เดือน

ผู้ที่สนใจสามารถรับสิทธิ์ได้ด้วยการเข้าท่ีลิงก์ https://redeem.apple.com/dtac ผ่านอุปกรณ์ของแอปเปิล เช่น iPhone, iPad หรือ MacBook จากนั้นกดยืนยันตามขั้นตอนบนหน้าจอ

ดีแทคระบุว่าสิทธิ์นี้จะสามารถใช้งานได้จำกัดที่ 1 สิทธิ์ต่อ 1 เบอร์ต่อ 1 Apple ID โดยมีระยะเวลากดรับสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2563 ถึง 31 ม.ค. 2564

หน้าจออัปเกรดเสร็จสิ้น

ตามปกติแล้ว iCloud จะมีการต่ออายุอัตโนมัติ ดังนั้นหากผู้ใช้ไม่ต้องการต่ออายุแพลน 50 GB ต่อเดือน สามารถทำตามขั้นตอนจากเว็บไซต์แอปเปิลเพื่อยกเลิกการต่ออายุได้ โดยจะไม่ถูกคิดค่าบริการหลังจากหมดระยะเวลาสามเดือนของแพลนฟรีจากดีแทคนี้

บทความ dtac แจกฟรี iCloud 50 GB นานสามเดือน มีต้นฉบับอยู่ที่ Thai App Update.

from:https://thaiappupdate.com/2020/07/15812/

รายละเอียด ก่อนลงทะเบียน www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ส่วนลดที่พัก/ค่าตั๋วเครื่องบิน 40%

รัฐบาลเปิดเว็บไซต์ เราเที่ยวด้วยกัน.com โครงการสนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวไทย ด้วยการมอบส่วนลดค่าที่พัก 40% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท, รับคูปองเที่ยว 600 บาท/วัน และส่วนลดค่าตั๋วเครื่องสูงสุด 1,000 บาท เริ่มลงทะเบียน 15 ก.ค. 2563 เงื่อนไขคือ ต้องเป็นคนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป รับสิทธิเมื่อท่องเที่ยว กิน และนอน ในจังหวัดที่ไม่ใช่ทะเบียนบ้านของตนเอง

ระยะเวลาโครงการถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563

สิทธิ์ที่ 1 : ส่วนลดค่าที่พัก 5 คืน รัฐช่วยจ่าย 40% ไม่เกิน 3,000 บาท

สิทธิ์ที่ 2 : คูปองมูลค่า 600 บาท/วัน ใช้เป็นส่วนลดค่าอาหารและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่วมโครงการ โดยชำระเงินเพียง 60% อีก 40% ตัดจากคูปอง

สิทธิ์ที่ 3 : คืนเงินค่าตั๋วเครื่องบิน 40% (cash back) จำกัดห้องพักละ 2 ที่นั่ง ไม่เกิน 1,000 บาทต่อที่นั่ง

เงื่อนไขการลงทะเบียนสำหรับประชาชน

  1. มีบัตรประจำตัวประชาชนและเป็นบุคคลสัญชาติไทย
  2. อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
* ประชาชนจะได้รับสิทธิเมื่อท่องเที่ยว กิน และนอน ในจังหวัดที่ไม่ใช่ทะเบียนบ้านของตนเอง
ประชาชนและร้านค้า สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ที่ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com เท่านั้น ไม่จำกัดจำนวนผู้ลงทะเบียน

ประเภทกิจการ/ร้านค้าที่สามารถร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน

  1. โรงแรม ที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม
  2. ร้านอาหาร
  3. สถานที่ท่องเที่ยวตามรายชื่อจาก ททท.

from:http://www.9tana.com/node/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/

รายละเอียด ก่อนลงทะเบียน www.เราเที่ยวด้วยกัน.com ส่วนลดที่พัก/ค่าตั๋วเครื่องบิน 40%

รัฐบาลเปิดเว็บไซต์ เราเที่ยวด้วยกัน.com โครงการสนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวไทย ด้วยการมอบส่วนลดค่าที่พัก 40% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท, รับคูปองเที่ยว 600 บาท/วัน และส่วนลดค่าตั๋วเครื่องสูงสุด 1,000 บาท เริ่มลงทะเบียน 15 ก.ค. 2563 เงื่อนไขคือ ต้องเป็นคนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป รับสิทธิเมื่อท่องเที่ยว กิน และนอน ในจังหวัดที่ไม่ใช่ทะเบียนบ้านของตนเอง

ระยะเวลาโครงการถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563

สิทธิ์ที่ 1 : ส่วนลดค่าที่พัก 5 คืน รัฐช่วยจ่าย 40% ไม่เกิน 3,000 บาท

สิทธิ์ที่ 2 : คูปองมูลค่า 600 บาท/วัน ใช้เป็นส่วนลดค่าอาหารและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่วมโครงการ โดยชำระเงินเพียง 60% อีก 40% ตัดจากคูปอง

สิทธิ์ที่ 3 : คืนเงินค่าตั๋วเครื่องบิน 40% (cash back) จำกัดห้องพักละ 2 ที่นั่ง ไม่เกิน 1,000 บาทต่อที่นั่ง

เงื่อนไขการลงทะเบียนสำหรับประชาชน

  1. มีบัตรประจำตัวประชาชนและเป็นบุคคลสัญชาติไทย
  2. อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
* ประชาชนจะได้รับสิทธิเมื่อท่องเที่ยว กิน และนอน ในจังหวัดที่ไม่ใช่ทะเบียนบ้านของตนเอง
ประชาชนและร้านค้า สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ที่ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com เท่านั้น ไม่จำกัดจำนวนผู้ลงทะเบียน

ประเภทกิจการ/ร้านค้าที่สามารถร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน

  1. โรงแรม ที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม
  2. ร้านอาหาร
  3. สถานที่ท่องเที่ยวตามรายชื่อจาก ททท.

เรื่องเกี่ยวข้องกัน ที่คุณอาจจะสนใจก็ได้ ?

from:https://www.9tana.com/node/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/

พร้อมเพย์หลายธนาคารมีปัญหาพร้อมกัน มีทั้งโอนต่างธนาคารไม่ได้, เข้าแอปไม่ได้, โอนไม่ถึงปลายทาง

ช่วงเย็นที่ผ่านมาบริการพร้อมเพย์มีปัญหาหลายธนาคาร โดยผมทดสอบทั้งธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกรุงเทพมีปัญหาไม่สามารถโอนต่างธนาคารได้แต่ยังใช้แอปได้ ขณะที่ทางธนาคารกสิกรก็ออกมาระบุว่ามีผู้ใช้ K PLUS มากและแนะนำให้เว้นระยะทำรายการเช่นกัน

ไม่แน่ชัดว่าระบบพร้อมเพย์มีปัญหาจากศูนย์กลางหรือไม่จึงทำให้มีปัญหาเป็นวงกว้าง ผู้ใช้ทวิตเตอร์ Beamtuan_Onni ระบุว่าล่มพร้อมกันถึง 9 ธนาคาร หลายธนาคารขึ้นข้อความว่าไม่สามารถโอนไปยังบางธนาคาร ขณะที่ MyMo ของธนาคารออมสินไม่ได้เข้าแอปแต่แรก หรือผู้ใช้บางรายระบุว่าเงินไม่ถึงปลายทาง

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117255

DHL Express ทดสอบส่งเอกสาร,พัสดุเล็ก ด้วยมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เริ่มใน 5 เขต กทม.

DHL Express ร่วมมือกับ STROM บริษัทผู้ผลิต, ผู้จัดจำหน่ายและผู้ให้บริการโซลูชั่นสำหรับการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า นำมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาให้บริการรับและส่งสินค้าระหว่างประเทศที่มีผู้ส่งหรือผู้รับอยู่ภายในประเทศไทย เริ่มจัดส่งเอกสารและพัสดุขนาดเล็ก ใช้งานใน 5 เขตพื้นที่ี กทม. คือ ย่านดอนเมือง, พระราม 9, พระราม 3 บางแคและบางนา ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป

การเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมปกป้องสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการ GoGreen โดยด๊อยช์โพสต์ ดีเอชแอลกรุ๊ป (DPDHL) มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมลพิษทางอากาศสู่สังคม

ด้านบริษัทSTROM เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทแบตเตอรี่ Oska ที่ได้พัฒนาและผลิตแบตเตอรี่สำหรับอุปกรณ์ไอที อิเล็กทรอนิกส์และการใช้งานทางทหารมาเกือบ 25 ปี

No Description

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117247

สตาร์ตอัพไทยซื้อกันเอง Eko ซื้อ ConvoLab, ตั้งบริษัทแม่แบรนด์ใหม่ Amity

Eko สตาร์ตอัพไทยที่พัฒนาแอพแชทสำหรับตลาดองค์กร (ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งคือ กรวัฒน์ เจียรวนนท์ บุตรชายของศุภชัย เจียรวนนท์ แต่เป็นกิจการส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับเครือ CP) ประกาศซื้อกิจการ ConvoLab บริษัทด้าน AI/NLP ที่ทำผลิตภัณฑ์ด้านแชทบ็อตขององค์กร

การซื้อกิจการ ConvoLab ใช้วิธีผสมทั้งเงินสดและหุ้น คิดเป็นมูลค่าอยู่ใน “หลักสิบล้านดอลลาร์” (8-digit USD) แต่ไม่เปิดเผยแน่ชัด

การซื้อกิจการครั้งนี้ทำให้ Eko ตั้งบริษัทแม่ใหม่ชื่อ Amity มาดูแลผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในเครือ (Eko จะกลายเป็นแบรนด์หนึ่งของ Amity ควบคู่ไปกับ ConvoLab และผลิตภัณฑ์อีกตัวคือ Upstra ที่ใช้สร้างชุมชนภายในแอพ) โดย Amity มีสำนักงานใน 4 เมืองทั่วโลกคือ กรุงเทพ ลอนดอน ออสติน มิลาน

Amity ระบุว่านับตั้งแต่เปิดบริษัทในปี 2012 มีเงินลงทุนในบริษัทแล้วมากกว่า 1 พันล้านบาท (ระดมทุนมาแล้ว 30 ล้านดอลลาร์ มีมูลค่าบริษัทอยู่ในหลัก “ร้อยล้านดอลลาร์”) และเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีไทยรายแรกๆ ที่มีธุรกิจทั่วโลก โดยลูกค้ากระจายอยู่ในเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117229

Kantar: เปิดผลสำรวจแบรนด์ในไทยประจำปี 2020 ใครยอดฮิต-ใครดาวรุ่ง-ใครม้ามืด

Kantar จัดอันดับ “Thailand Brand Footprint 2020” อันดับแบรนด์ที่ผู้บริโภค “เลือกซื้อมากที่สุด” และ “เติบโตสูงที่สุด” ในกลุ่มสินค้า FMCG ประเภทเครื่องดื่ม อาหาร นม สุขภาพและความงาม และดูแลบ้าน ที่ทุกคนต่างรอคอย วิเคราะห์โดยมาตรวัดอัตราการเข้าถึงผู้บริโภค Consumer Reach Points (CRPs) เอกสิทธิ์เฉพาะจาก Kantar เพื่อสะท้อนว่าแบรนด์ใด ชนะ “Moment of Truth” วิเคราะห์จาก 571 แบรนด์ และครอบคลุมผู้บริโภคทั่วทั้งประเทศไทย

แบรนด์ยอดฮิต

5 แบรนด์ ‘ยืนหนึ่ง’ ที่สุดในประเทศไทยได้แก่

  • Dutch Mill ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงถึง 186 ล้านครั้ง สูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทนม
  • Mama (มาม่า) 170 ล้านครั้ง สูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทอาหาร
  • Nescafé 139 ล้านครั้ง สูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่ม
  • Colgate 128 ล้านครั้ง สูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทสุขภาพและความงาม
  • Hygiene 116 ล้านครั้ง สูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทดูแลบ้าน

แบรนด์ดาวรุ่ง

5 แบรนด์ ‘ดาวรุ่ง’ ที่มีอัตราเติบโตสูงสุดในประเทศไทยได้แก่

  • Wall’s ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงถึง 24 ล้านครั้ง สูงขึ้น 3.6 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทนม
  • Mitr Phol (มิตรผล) 53 ล้านครั้ง สูงขึ้น 4.7 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทอาหาร
  • Singha Drinking Water (น้ำดื่มสิงห์) 39 ล้านครั้ง สูงขึ้น 9 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่ม
  • Tepthai (เทพไทย) 10 ล้านครั้ง สูงขึ้น 4.3 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทสุขภาพและความงาม
  • Pro (โปร) 28 ล้านครั้ง สูงขึ้น 4 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทดูแลบ้าน

แบรนด์ม้ามืด

เป็นที่น่าจับตามองสำหรับ 2 แบรนด์ “ม้ามืด” ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงถึง 10 ล้านครั้งเป็นครั้งแรกได้แก่

  • C-vitt ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงถึง 11 ล้านครั้ง สูงขึ้น 5.8 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่ม
  • Tepthai (เทพไทย) 10 ล้านครั้ง สูงขึ้น 4.3 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทสุขภาพและความงาม

3 ปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ

ในบรรดา 571 แบรนด์ กว่า 50% มีอัตรา CRPs ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ โดยมี 3 ประการเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ชนะใจผู้บริโภคมากขึ้นคือ Innovation Healthy และ Convenience ผู้บริโภคมองหาสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาตาม Lifestyle และความต้องการใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในการจับจ่าย อัตราการเติบโตอาจกลายเป็นสิ่งที่ยากขึ้นซึ่งมาพร้อมกับ New Norm ความสำคัญที่สุดคือแบรนด์ต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ให้ดี ให้ลึก

5 สิ่งที่แบรนด์ต้องทำเพื่อการเติบโต

  • New Needs: การตระหนักรู้ถึงความต้องการของผู้บริโภค และสร้างหมวดหมู่สินค้าใหม่
  • More Moments: การสร้างช่วงเวลาหรือโอกาสในการจับจ่ายมากยิ่งขึ้น โดยการทำให้สินค้าพร้อมซื้อและมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค
  • More Categories: การสร้างหมวดหมู่สินค้าที่แตกต่างออกไป เพื่อดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับการตอบสนองจากสินค้าที่มีอยู่เดิมของแบรนด์
  • More Targets: การสร้างสินค้าที่ดึงดูดความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้างขึ้น เพื่อดึงดูดเป้าหมายใหม่
  • More Presence: การเพิ่มจำนวนช่องทางจัดจำหน่าย ที่ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงและจับจ่ายได้

ฮาวเวิร์ด ชาง กรรมการผู้จัดการ ประเทศไทยและมาเลเซีย Kantar (Worldpanel Division) กล่าวว่า “ก่อนที่จะมีผลกระทบจาก COVID-19 การเติบโตของตลาด FMCG ในประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงรูปร่าง ‘L’ จากจุดสูงสุดในปี 2011 ตั้งแต่นั้นมาค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโดยมีอัตราการเติบโตอยู่ระหว่าง -0.4% และ 0.9%

แม้การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคจะต่ำ แต่ก็ยังมีแบรนด์ที่ยังคงชนะใจผู้บริโภคมากขึ้นในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ เรียนรู้จากความสำเร็จจะช่วยให้เราเข้าใจกุญแจสำคัญและต่อยอดจากแบรนด์เหล่านี้ 

ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินสำหรับสินค้าพรีเมี่ยม หากสินค้านั้นมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคและมีคุณค่าสูงกว่าราคา ตลาดอาหารและเครื่องดื่มตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ โดยการเน้นย้ำในเรื่องของสุขภาพ คุณประโยชน์ทางโภชนาการ และรสชาติที่แปลกใหม่”

Photo: Shutterstock

ชีวานนท์ ปิยะพิทักษ์สกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประเทศไทยและมาเลเซีย Kantar (Worldpanel Division) เสริม “แม้กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศไทยจะอ่อนแอลง จากอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น และมาตรการ Movement Control ต่างๆ ที่ส่งผลทำให้เกิดการหยุดชะงักในหลายธุรกิจ หากเรียนรู้จากวิกฤตทางการเงินครั้งก่อนๆ จะแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคมักจะมีวิธีการจัดการค่าใช้จ่ายของพวกเขาเสมอ 

คำถามคือ ‘สินค้าของแบรนด์ไหนมีความจำเป็น’ เมื่อวิกฤตเกิดขึ้น กลยุทธ์การตลาดต้องปรับตัวอย่างไรหากผู้บริโภคมี Price Sensitive มากขึ้น หาก Lifeline Journey ปัจจุบันคือการผสานระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ดังนั้นการสื่อสารแบบ Holistic จะมีความจำเป็นกว่าที่เคย ที่น่าจับตามองคือการแข่งขันของตลาด FMCG ในวันนี้และวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดที่ยากกว่าเดิม

สุดท้ายแล้วแบรนด์ต้องไม่เพียงเข้าใจความต้องการผู้บริโภคแบบผิวเผิน แต่ต้องมองเข้าไปถึงแก่นแท้แบบเชิงลึก ต่อสิ่งที่พวกเขาคิด สิ่งที่พวกเขาซื้อ อะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนใจไปบริโภคอีกแบรนด์ เพื่อแบรนด์จะได้สร้างผลกำไรในระยะยาว สามารถยืนหยัดในตลาดทุกสถานการณ์ และทำให้เกิด ‘Footprint’ อย่างยั่งยืน”

ที่มา – Kantar

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kantar-thailand-brand-footprint-2020/