คลังเก็บป้ายกำกับ: THAI_ECONOMY

กสิกรไทย คาดปีหน้าส่งออกไปเพื่อนบ้านไม่เติบโต แถมเวียดนามไม่ง้อสินค้าไทยเพิ่มขึ้น

มุมมองจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย นั้นมองว่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศกลุ่ม CLMV ในปีหน้าจะยังหดตัวต่อเนื่องจากปีนี้ สาเหตุหลักๆ มาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่กดดันประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้

ท่าเรือแหลมฉบัง Thailand Port Container
ภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย นั้นมองว่า การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ทั้งปี ในปี 2562 จะหดตัว 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่การส่งออกในปีหน้ามีแนวโน้มจะเผชิญความเสี่ยงเชิงลบมากขึ้น​หลังจากที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้หดตัวถึง 6.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนค่าและอุปสงค์ที่ชะลอตัว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า ถ้าหากไม่นับรวมการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปและทองคำ การส่งออกของไทยไปยัง CLMV ในช่วง 9 เดือนแรกของปียังสามารถเติบโตที่ 0.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงอย่างมากจากการเติบโตที่ 10.8% ในปีก่อนหน้า โดยอุปสงค์ที่ชะลอลงใน CLMV ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยไปยัง CLMV นั้นชะลอลงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพม่าและลาวที่เศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนแรงลงอย่างมาก ท่ามกลางปัจจัยรุมเร้าทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศ

ทางด้านของการบริโภคในกัมพูชาและเวียดนามยังคงค่อนข้างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงลงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาและเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกสูง และส่งผลให้การบริโภคในกัมพูชาและเวียดนามเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนที่อ่อนแรงลงใน CLMV ส่งผลให้การส่งออกสินค้าทุนของไทยไปยัง CLMV ชะลอลงตามไปด้วย อีกทั้ง สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านชะงักงันตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังเวียดนามซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสงครามการค้าที่ส่งผลให้การส่งออกของเวียดนามชะลอตัวลง

ยิ่งไปกว่านั้น สงครามการค้าก่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เวียดนามลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ

มองปีหน้ายังแย่อยู่

สำหรับมุมมองปี 2563 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกของไทยไปยัง CLMV ในปี 2563 จะหดตัวต่อเนื่องที่ 2.0% ท่ามกลางอุปสงค์ที่มีแนวโน้มชะลอลง ประกอบกับราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่มีทิศทางลดลง และคาดว่าสงครามการค้าที่น่าจะยืดเยื้อไปจนถึงกลางปี 2564 จะยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งหลักของการค้าโลกและส่งผลกระทบต่ออุปสงค์โลกให้ชะลอตัวลง

นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะยังคงมีโมเมนตัมชะลอลงอย่างต่อเนื่อง และบั่นทอนเศรษฐกิจประเทศในกลุ่มอาเซียนต่อไปโดยอุปสงค์ภายในประเทศอาเซียนที่อ่อนแรงจะส่งผลกระทบให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้ชะงักงัน ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงลบที่เพิ่มสูงขึ้น

การส่งออกของไทยไปยังกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม รวมถึงอินโดนีเซีย น่าจะชะลอลงอย่างต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจของลาว พม่า และอินโดนีเซีย น่าจะมีความเปราะบางมากที่สุด ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มจะหดตัวอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของเวียดนามและกัมพูชาน่าจะยังคงพอมีแรงขับเคลื่อนให้ยังเติบโตไปได้ แต่เศรษฐกิจโลกที่ซบเซาน่าจะยังคงกดดันอุปสงค์ของเวียดนามและกัมพูชาให้ชะลอลงต่อไป

ที่มา – บทวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbank-forecasts-th-export-2020-to-clmv-decline-2-percent-effect-from-slow-growth/

หอการค้ากังวลสินค้าจีนทะลักเข้ามาไทย โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ แนะให้เจรจากับจีน

ในงานสัมมนาของหอการค้าจากทั่วประเทศนั้น สิ่งหนึ่งที่มีความกังวลจากผู้ประกอบการไทยคือปัจจุบันสินค้าจีนทะลักเข้ามามาก โดยผู้ประกอบการก็อยากที่จะให้สินค้าไทยสามารถไปขายในต่างประเทศได้ด้วย

Container Shipping
ภาพจาก Shutterstock

ปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก หอการค้าไทย ได้กล่าวถึงเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้กับเอกชนของไทยมากที่สุดเรื่องหนึ่งในงานสัมมนาใหญ่ของหอการค้าทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดลำปาง คือเรื่องของสินค้าจีนที่เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ และขายต่ำกว่าผู้ผลิตของไทย

ปรัชญา ได้กล่าวกับเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจว่า “ปัจจุบันเว็บจีนพัฒนาไปอีกขั้น ผู้ซื้อสามารถสั่งให้พิมพ์โลโก้เฉพาะ และสั่งซื้อได้ครั้งละ 50-100 ชิ้น และส่งให้ถึงบ้านหากสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทไม่ต้องเคลมภาษี ไม่ต้องแสดงว่าเป็นอะไร นำเข้ามาได้เลย รวมถึงรัฐบาลจีนอุดหนุนเรื่องค่าขนส่ง ทุกวันนี้สินค้าเป็นแพ็กเล็ก ๆ ลักษณะเดียวกันนี้บรรจุมาเต็มตู้คอนเทนเนอร์ส่งมาไทย เท่ากับเราเปิดให้ต่างชาติเข้ามาขายสินค้า ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศไทย”

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทยนั้นนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนตุลาคม ไทยนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเป็นอันดับ 1 มีสัดส่วนถึง 20% ของมูลค่าสินค้านำเข้าทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท โดยมุมมองของผู้ประกอบการในประเทศไทยมองว่า สินค้าจีนต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งส่งผลให้ขายได้ราคาถูกกว่า

ท้ายที่สุด รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ยังแนะนำว่าให้ไทยนั้นเจรจากับทางฝั่งของประเทศจีน ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องเข้ามาช่วยผลักดันให้ผู้ผลิตของไทยสามารถนำสินค้าไทยไปขายในต่างประเทศได้โดยตรงเช่นกัน

ที่มา – ประชาชาติธุรกิจ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-chamber-seminar-2019-at-lampang-1-concern-isssue-is-cheap-products-from-china-flows-to-th-rapidly/

กสิกรฯ มองปีหน้าค่าเงินบาทหลุด 30 บาท คาด GDP โตแค่ 2.7% ปัญหาเชิงโครงสร้างกดดันไทย

Brand Inside รวบรวมประเด็นสำคัญจากงานสัมมนา “ส่องทิศทางเศรษฐกิจปีชวด” จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมองว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะโตอยู่ประมาณ 2.7% ส่วนค่าเงินบาทคาดว่าอาจหลุด 30 บาท

Kasikorn Bank กสิกรไทย
ภาพจาก Shutterstock

ประเด็นสำคัญๆ ของในงานสัมมนานี้ที่จะเน้นคือเรื่องของเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก รวมไปถึงเรื่องปัญหาใหญ่ๆ ที่ไทยกำลังจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในระยะยาว

เชื่อเอเชียยังโตได้ดี ไทยดูไม่ดีเท่าไหร่

ปีหน้าเราน่าจะเห็นเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง ส่งผลให้กลุ่มประเทศพัฒนาอื่นนั้นชะลอตัวตาม แต่ตรงข้ามกับประเทศในเอเชียน่าจะฟื้นตาม เช่น สิงคโปร์ ฯลฯ สาเหตุเพราะว่าภาครัฐมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง เช่น ญี่ปุ่น เริ่มมองว่านโยบายการเงินไปไม่ไหว แต่ประเทศอื่นๆ ยังลดอัตราดอกเบี้ย หรือใช้เครื่องมืออื่นๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้นักลงทุนสนใจลงทุนในเอเชีย

ขณะที่เรื่องสงครามการค้าไม่น่าจะจบในปีนี้ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะบอกว่าระยะ 1 จะใกล้เสร็จแล้วก็ตาม แต่มองว่าจะได้เซ็นจริงๆ ได้หรือเปล่าไม่มีใครทราบได้ ซึ่งตอนนี้ปลายปีแล้ว ขณะถ้าหากเซ็นปีหน้าแล้วจีนอาจรอดูท่าที ซึ่งอาจลากยาวไปถึงปลายปี ขณะเดียวกันจีนส่งออกสินค้ากลับเข้ามาในเอเชีย ส่งผลทำให้ประเทศอื่นๆ ส่งออกหดตัวตามไปด้วย

สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้นในปีหน้าคาดว่าการส่งออกของไทยจะยังไม่ฟื้นตัว คาดว่าจะติดลบ 2% เนื่องจากเรื่องของสงครามการค้า แม้ว่าจะมีการย้ายฐานการผลิตมาแล้วบ้างแต่ก็ยังไม่ส่งผลเท่าไหร่นัก นอกจากนี้ในปีหน้านั้นสิ่งที่ยังพอหวังได้คือเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเม็ดเงินการลงทุนจากภาครัฐ คาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะโตอยู่ที่ 2.7%

Thailand Surplus

ทำไมค่าเงินบาทไทยแข็ง

ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งนั้นธนาคารมองว่าเกิดจากปัจจัยภายในมากกว่า สาเหตุหลักๆ ได้แก่ เมื่อเรานำตัวเลขการนำเข้าหักลบการส่งออกก็ยังได้ดุลการค้าเป็นบวก และในปีที่ผ่านมาเราจะเห็นตัวเลขการนำเข้าสินค้าน้อยลงกว่าเดิมมากๆ นอกจากนี้แรงเสริมจากนักท่องเที่ยวจากจีน ส่งผลทำให้ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่ม ทำให้ภาพรวมของไทยนั้นมีดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดอันดับ 3 ของเอเชีย

ขณะที่เม็ดเงินอีกส่วนไหลเข้ามาลงทุนก็ส่วนหนึ่งจากเรื่องของสงครามการค้าที่มีการย้ายฐานการผลิต นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการลงทุนในหุ้นไทย โดยเฉพาะในปีนี้ทีมี IPO ตัวใหญ่ๆ เข้าตลาด

นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมาที่ต้นทุนการถือครองพันธบัตรของไทยดีกว่าในประเทศอื่นๆ ในเอเชีย พันธบัตร 10 ปีเราให้ผลตอบแทนหักลบต้นทุนแล้วอยู่ที่ 8.3% ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาตรการจำกัดนัดลงทุนที่พักเงินตราสารหนี้ระยะสั้น รวมไปถึงมีมาตรการผ่อนคลายอื่นๆ แล้วก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วแม้จะมีเงินไหลออกและค่าเงินบาทควรจะอ่อนลง แต่บาทกลับแข็งค่าเพราะว่าดุลบัญชีเดินสะพัดเรายังเป็นบวกอยู่ดีนั่นเอง คาดว่าในปลายปีหน้าค่าเงินบาทของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 29.25 บาทต่อดอลลาร์ และผู้ประกอบการควรที่จะทำประกันความเสี่ยงค่าเงินบาทด้วย ถ้าค่าเงินบาทเริ่มหลุดกรอบ 30 บาท

เศรษฐกิจไทยกำลังจะสูญเสียความสามารถ

นอกจากนี้ในงานสัมมนายังได้กล่าวถึงเรื่องของเศรษฐกิจไทยที่กำลังจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น เวียดนาม ฯลฯ โดยเฉพาะการส่งออกของไทยแม้ว่าปีนี้เราจะส่งออกไปสหรัฐได้มากขึ้น อย่างไรก็ดีสัดส่วนเทียบกับประเทศอื่นๆ ไทยมีการส่งออกไปทั่วโลกคิดเป็น 1.38% จากเดิม 1.48% สิ่งที่ไทยต้องทำคือ พยายามทำยังไงไม่ให้เสียสัดส่วนตรงนี้ แต่ที่ผ่านมาเราเสียหมด แถมยังโดนเรื่องของค่าเงินบาทที่แพงกว่าความเป็นจริง 6.7%

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเทศเพื่อนบ้านทำได้ดีกว่าไทย รวมไปถึง Productivity ในการทำงานของประเทศเพื่อนบ้านดีกว่า ขณะเดียวกันไทยกำลังสูญเสียจำนวนแรงงานลงไปเรื่อยๆ ทุกปี สัดส่วนแรงงานเทียบกับประชากรในปี 2008 อยู่ที่ 72.7% ขณะที่ล่าสุดไทยอยู่ที่ 67.8% และจะลดลงไปเรื่อยๆ แถมอัตราค่าจ้างแรงงานจากเติบโต 4% เมื่อกลางปี ล่าสุดเหลือแค่ 1.5% ส่งผลทำให้กำลังซื้อจากฐานรากคือขยายตัวได้ต่ำ

ขณะเดียวกันประเทศไทยเองมีข้อจำกัดหลายอย่างมาก เช่น อสังหาริมทรัพย์เราไม่ให้ถือครอง ขณะที่ประชากรลดลงอย่างมาก 2008 เรามี 66.1 ล้าน ปี 2050 เราเหลือเท่า 2008 ขณะที่อสังหาริมทรัพย์ไทยนั้นมีจำนวนยูนิตที่เพิ่มมากขึ้น ในอนาคตยังมีคาดการณ์ว่าไทยจะมีคนลดลงในอาเซียนเพียงประเทศเดียวถือเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมาก

มุมมองของธนาคารกสิกรไทยมองว่าไทยอาจต้องมีการปฏิรูปหลายๆ เรื่อง เช่น การศึกษา ระบบภาษี หรือแม้แต่ความง่ายในการลงทุน หรือการรับชาวต่างชาติเก่งๆ เข้ามา ​ฯลฯ เพื่อที่จะสอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในอนาคต ซึ่งจะเห็นได้จาก

เรื่องอื่นๆ

  • เงินในระบบหมุนเวียนในระบบของไทยลดลงอย่างมากจากในปี 1999 อยู่ที่ 12 รอบ ตอนนี้เหลือไม่ถึง 6 รอบ
  • ค่าเงินเยนอาจมีสิทธิ์หลุด 28 บาทต่อ 100 เยน และอาจเหวี่ยงลงไปได้ถึง 27.5 บาทต่อ 100 เยน
  • สำหรับเรื่องการลงทุน แนะนำให้ลงทุนต่างประเทศไว้บ้าง แต่หุ้นไทยยังมีภาคอุตสาหกรรมที่น่าสนใจเช่น ท่องเที่ยว โรงพยาบาล
  • แนะนำให้จับตามองตลาดใหม่ 3 ประเทศ อินเดีย บังคลาเทศ กัมพูชา เป็นประเทศที่น่าสนใจ

การเติบโตของความสามารถในการผลิตของแรงงานในแต่ละประเทศ labour productivity growth
การเติบโตของความสามารถในการผลิตของแรงงานในแต่ละประเทศ – ข้อมูลจาก ธนาคารกสิกรไทย
ไทยสูญเสียการส่งออกแก่เพื่อนบ้านไปแล้ว – ข้อมูลจากธนาคารกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kasikorn-thai-forecasts-2020-outlook-thb-lower-30-thb-thai-gdp-range-2-6-to-2-8-percent/

ครม.ไฟเขียวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ เน้นเจาะกลุ่มรากหญ้าเป็นหลัก

คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2562 ตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการไปในตอนแรก

ชาวนา เกษตรกรไทย
ภาพจาก Shutterstock

อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยว่า เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจในปี 2562 มีการเจริญเติบโตและขยายผลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประชาชน เกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2562 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีมีรายละเอียดดังนี้

  1. โครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย ได้แก่
      1. โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับหมู่บ้าน โดยจัดสรรเงินให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับ A B และ C จำนวน 71,742 แห่ง แห่งละไม่เกิน 200,000 บาท ผ่านสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติภายใต้วงเงินรวม 14,348.4 ล้านบาท เพื่อลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กในชุมชน เช่น ยุ้งฉางชุมชน โรงตากพืชผลทางการเกษตร ฯลฯ หรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนที่ชุมชนเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมศักยภาพในการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ในชุมชนให้ดีขึ้น
      2. โครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท ให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สถาบันการเงินประชาชน สถาบันการเงินชุมชน สหกรณ์การเกษตร ฯลฯ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 0.01 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยตามปกติของ ธ.ก.ส. ระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565
      3. โครงการพักชำระหนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองตามความสมัครใจ โดยกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองพักชำระหนี้หรือลดภาระหนี้เงินกู้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้กับสมาชิกที่มีความเดือดร้อนและได้ผ่อนคลายภาระการชำระหนี้ที่มีอยู่ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนและหนี้นอกระบบ
  2. มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผ่านโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2562/63 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร โดยการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวข้าวและปรับปรุงคุณภาพข้าว สำหรับเกษตรกรที่ลงทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2562 จะได้รับคือ
      1. ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวเฉพาะเกษตรกรรายย่อยอัตราไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท
      2. รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาการจ่ายเงินให้เกษตรกรจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562 เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 เมษายน 2563 เนื่องจากมีเกษตรกรที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
  3. มาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย ภายใต้โครงการ “บ้านดีมีดาวน์” เพื่อเป็นการลดภาระและสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไปมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

กระทรวงการคลังยังได้คาดว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2562 จะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 เติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตัวเลขรายได้ของเกษตรกรในช่วงที่ผ่านมาประสบปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะจากปัจจัยภัยแล้ง และมาตรการดังกล่าวที่ว่ามานั้นจะช่วยสร้างแรงส่ง (Momentum) ให้เศรษฐกิจในปี 2563 ขยายตัวอย่างมีศักยภาพ

ขณะเดียวกันมุมมองจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเป็นผลบวกต่อการบริโภค ซึ่งได้แก่หุ้นกลุ่มค้าปลีก ขณะที่มาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย จะส่งผลบวกต่อกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง

ที่มา – กระทรวงการคลัง ผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/3-measures-to-fighting-lower-growth-from-mof-focus-too-grass-root-people-and-benefit-for-farmers/

รมว. คลัง เตรียมส่ง 3 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ยอมรับสู้ภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ง่าย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเตรียมผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก 3 มาตรการ นอกจากนี้ยังยอมรับเป็นการส่วนตัวว่าสู้กับภาวะเศรษฐกิจโลกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

Thailand Bangkok
ภาพจาก Shutterstock

อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเตรียมพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งเป็นมาตรการที่ต่อเนื่องกับชุดกระตุ้นมาตรการกระตุ้นที่ออกไปก่อนหน้านี้ เช่น ชิม ช็อป ใช้ ฯลฯ เพื่อดูแลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และยังคงดำเนินตามแนวทางที่ได้ดำเนินการมาโดยตลอด เช่น กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมให้เกิดการลงทุน ฯลฯ

โดยมาตรการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมไว้ได้แก่

  1. มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร โดยจะมีการจ่ายชดเชยค่าเก็บเกี่ยวให้กับผู้ปลูกข้าว รวมถึงแนวทางการช่วยเหลืออื่นๆ เพิ่มเติม
  2. มาตรการกระตุ้นการลงทุนในระดับพื้นที่และชุมชน เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
  3. มาตรการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยจะเปิดให้ทุกสถาบันการเงินทั้งสถาบันการเงินของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ ให้เข้ามาร่วมปล่อยกู้สินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย เชื่อว่าจะมีแรงจูงใจมากพอที่จะกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย

ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ใน Facebook ในวันนี้ และยอมรับเป็นการส่วนตัวว่า “การต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ใช่เรื่องง่าย และจำเป็นต้องปรับปรุงมาตรการให้ส่งผลสัมฤทธิ์อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นรัฐบาลจึงจะออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้ทันในช่วงเดือนสุดท้ายของปีนี้” และได้กล่าวเสริมว่า “โดยรัฐบาลจะพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้เป็นแรงส่งไปถึงปีหน้า โดยเชื่อว่าปีหน้าการขยายตัวจะต้องดีกว่าปีนี้ จากการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่งบประมาณล่าช้าไประยะหนึ่ง”

อ้างอิงจากแหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์มติชน ว่า สาเหตุที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่มเติมมานั้นเนื่องจากตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ที่ผ่านมานั้นเติบโตเหลือเพียง 2.4% ขณะเดียวกันสภาพัฒน์ก็คาดว่าตัวเลขการเติบโตในปีนี้จะอยู่ที่ 2.6% น้อยกว่าเป้าที่รัฐบาลชุดนี้วางไว้ที่ 3%

ที่มา – โพสต์ทูเดย์, สำนักข่าวไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mof-push-3-measures-to-fighting-lower-growth-and-hope-next-year-is-growth-more-than-this/

สวนดุสิตโพลเผย ประชาชนลดค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่ไม่สามารถประหยัดค่าเดินทางได้

สวนดุสิตโพลได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนตอนนี้ว่าเป็นเช่นไรในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ส่วนใหญ่มองไปที่เรื่องของการประหยัดรายได้ อย่างไรก็ดีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่สามารถประหยัดลดลงได้

สวนดุสิตโพลเผย ประชาชนลดค่าใช้จ่ายมากขึ้น เป็นอันดับ 1  แต่ไม่สามารถประหยัดค่าเดินทางได้
ภาพจาก Shutterstock

สวนดุสิตโพล ได้สำรวจความเห็นเรื่องของชีวิตการเป็นอยู่ของชาวไทยทั่วประเทศจำนวน 1,174 คน ระหว่างในช่วงวันที่ 19-23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนถึงเรื่องของสถานการณ์ของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาที่ประสบปัญหาความซับซ้อนและยุ่งยากทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สำหรับผลสำรวจมีดังต่อไปนี้

จากภาวะเศรษฐกิจ ณ วันนี้ ประชาชนมีวิธีการประหยัดที่เป็นรูปธรรมอะไรบ้าง?

  1. ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ท่องเที่ยว สังสรรค์ ของฟุ่มเฟือย
  2. ไม่ออกนอกบ้าน อยู่บ้านมากขึ้น
  3. วางแผนการเงิน แบ่งเงินเป็นส่วนๆ
  4. ซื้อสินค้าลดราคา
  5. ทำงานพิเศษ หารายได้เสริม

ประชาชนมีวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจําวัน หรือท่ีเรียกว่า ปัจจัย 4 อย่างไร?

  1. ด้านอาหาร – ลดการทานข้าวนอกบ้าน ทำอาหารรับประทานเองมากที่สุด
  2. ที่อยู่อาศัย – ประหยัดน้ำ ไฟ ปิดเมื่อไม่ใช้ มากที่สุด
  3. เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม – ส่วนใหญ่ตอบว่า รอสินค้าลดราคา ช็อปปิ้งน้อยลง
  4. ยารักษาโรค – ส่วนใหญ่ตอบว่า ออกกำลังกายมากขึ้น

สำหรับสิ่งที่ไม่สามารถประหยัดได้

  1. ค่าเดินทาง เช่น ค่ารถเมล์ ค่ารถไฟ ค่าน้ำมัน
  2. ค่ายา ค่ารักษาพยาบาล
  3. ค่าเช่า ค่าผ่อนชำระต่างๆ เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ
  4. ค่าเทอม ค่าเล่าเรียน
  5. ค่าภาษีสังคม เช่น ทำบุญ งานแต่งงาน งานศพ ฯลฯ

ที่มา – สวนดุสิตโพล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/suan-dusit-poll-making-poll-about-how-the-people-living-now-from-economic-situation-right-now/

GDP ไทยไตรมาส 3 โต 2.4% สศช. คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้โตแค่ 2.6%

GDP ของไทยในไตรมาส 3 เติบโตที่ 2.4% ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ นอกจากนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโตแค่ 2.6% เท่านั้น

Thailand Bangkok กรุงเทพ
ภาพจาก Shutterstock

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ได้รายงานตัวเลขการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 เติบโตที่ 2.4% โดยแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 2.7% ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปีนี้ GDP ของไทยเติบโตเพียงแค่ 2.5% เท่านั้น

สำหรับตัวเลขการส่งออกของไทยในไตรมาสนี้เติบโตที่ 0% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเติบโต 4.2% ลดลงจากไตรมาส 2 นอกจากนี้รายได้ของภาคเกษตรนั้นกลับมาเติบโต 3.5% หลังจากที่ไตรมาสที่ 2 นั้นเติบโตติดลบ

ในช่วงที่เหลือของปีนี้นั้น สศช. คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตโดยได้ปัจจัยจากเรื่องดังต่อไปนี้

  • การใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังดีอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น การดูแลภาคเกษตรจากรัฐบาล เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ
  • การลงทุนของภาคเอกชน
  • ภาคการส่งออกครึ่งปีหลังคาดว่าจะเติบโต 3%
  • โครงการลงทุนของรัฐบาลที่เห็นความคืบหน้ามากขึ้น เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
  • นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวไทยในครึ่งปีหลัง คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านคน

ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยนั้น สศช. มองไว้ 3 เรื่องใหญ่ๆ ได้แก่เรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้านั้นเติบโตได้น้อย ขณะเดียวกันเรื่องของภัยแล้งก็เป็นปัจจัยที่ สศช. กังวลด้วยเนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลักๆ ของไทยต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2560

สศช. คาดว่า GDP ของไทยในปีนี้จะเติบโตอยู่ในช่วงประมาณ 2.6% ซึ่งปรับลดลงกว่าเดิมจากไตรมาสที่ 2 ที่คาดว่าจะอยู่ในช่วง 2.7-3.2% ด้วยซ้ำ โดยคาดว่าจะได้ปัจจัยสำคัญคือตัวเลขการลงทุนจากภาครัฐในปีถัดไป หลังจากที่เม็ดเงินของงบประมาณปี 2563 เข้าสู่เศรษฐกิจ

คาดการณ์เศรษฐกิจไทย ปี 2563

 

ที่มา – สคช.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-gdp-q3-2019-growth-2-4-percent-lower-from-consensus/