คลังเก็บป้ายกำกับ: THAI_ECONOMY

วิจัยกรุงศรีคาด GDP ไทยปีนี้ถดถอยที่ -10.3% ชี้นโยบายการเงิน-การคลังไม่พอช่วยเศรษฐกิจ

วิจัยกรุงศรีปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้โดยคาดว่า GDP ไทยจะถดถอยถึง -10.3% มากกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง นอกจากนี้ยังมองว่ามาตรการทางการเงินและการคลังจากรัฐบาลไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือเศรษฐกิจไทย

Bangkok COVID-19
ภาพจาก Shutterstock

วิจัยกรุงศรี ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยอีกรอบ โดยล่าสุดคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะถดถอยที่ -10.3% ต่ำกว่าในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง โดยมองว่าความเสี่ยงของการระบาดของ COVID-19 ในรอบ 2 ของหลายๆ ประเทศจะส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างมาก และประเทศไทยยังพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง แม้ว่าไทยเองจะเปิดประเทศด้วยการท่องเที่ยวแบบจับคู่เดินทาง (Travel Bubble) แล้วก็ตาม

นอกจากนี้วิจัยกรุงศรีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยในปีนี้จะลดลงถึง 83% ขณะที่กลางปี 2564 นั้นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังคงน้อยกว่า 1 ล้านคนต่อเดือน

ไม่เพียงแค่นั้นการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในไทยจะยังส่งผลกระทบทางลบไปยังภาคหลายส่วน วิจัยกรุงศรีคาดว่าแรงงานในไทยประมาณ 80% ได้รับผลกระทบในช่วง COVID-19 จากเดิมคาดไว้ที่ 50% ขณะที่ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีจะยังมีผู้ได้รับผลกระทบเหลืออยู่ราวๆ 30% จากเดิมคาดไว้ที่ 10% และส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนและความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชน

ขณะที่นโยบายการเงินและการคลังที่ประกาศออกมาวิจัยกรุงศรีคาดว่าอาจจะไม่เพียงพอในการยับยั้งการถดถอยของเศรษฐกิจ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นอาจไม่มากพอที่จะกระตุ้นให้การเกิดการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชนด้วยซ้ำ

อีกประเด็นที่วิจัยกรุงศรีมองไว้คือหลังจากพ้นช่วงเวลาของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs คาดว่าหนี้สินของภาคธุรกิจและหนี้สินของภาคครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลิกจ้างงานและภาคการเงินของประเทศ

ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้วิจัยกรุงศรีมองว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเปลี่ยนไปเป็นการฟื้นตัวแบบตัวแอล (L-shaped Recovery) แต่ก็ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในรูปแบบตัวยู (U-shaped Recovery) ได้

ขณะที่ในปีหน้าวิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวโดยคาดว่า GDP ไทยจะอยู่ที่ 2.9%

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/krungsri-research-cut-thai-gdp-again-to-contraction-10-3-percent-and-economy-risk-to-l-shape-recovery/

กนง. คาดการณ์ GDP ไทยปีนี้ถดถอยถึง -8.1% ยังคงอัตราดอกเบี้ย 0.5% เท่าเดิม

ในการประชุม กนง. วันนี้นั้นได้มีการปรับคาดการณ์ GDP ไทยใหม่โดยถดถอยมากกว่าเดิมถึง -8.1% อย่างไรก็ดียังมีการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่าเดิมที่ 0.5%

Bangkok Thailand COVID-19 Empty Road
ภาพจาก Shutterstock

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ต่อปี อย่างไรก็ดีในการประชุมครั้งนี้นั้นทาง กนง. มองภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะถดถอย แม้ว่าตัวเลข GDP ของไทยในไตรมาสแรกจะออกมาดีกว่าคาดก็ตาม โดยคาดว่า GDP ไทยปีนี้จะอยู่ที่ -8.1% และเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวในปีหน้า คาดว่า GDP ไทยจะเติบโตที่ 5%

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ กนง. มีมุมมองเศรษฐกิจไทยนั้นมีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ จากการแพร่ระบาดของ COVID-19รุนแรงกว่าที่คาดไว้และรัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้า ขณะที่อุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหดตัวกว่าที่ประเมินไว้ การจ้างงานและรายได้มีแนวโน้มลดลง

อย่างไรก็ดี กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีสัญญาณปรับดีขึ้นหลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย รวมถึงมาตรการด้านสินเชื่อและการเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังจำเป็นต่อการสนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

กนง. ยังเห็นว่าจะต้องมีนโยบายด้านอุปทานเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการปรับรูปแบบการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลงด้วย

สำหรับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักและเงินสกุลภูมิภาคส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี กนง. กังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินความจำเป็นของการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม

ที่มา – ธนาคารแห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-mpc-forecast-th-economy-contraction-8-1-percent-still-hold-rate-at-0-5-percent-24-june-2020/

ธปท. สั่งให้แบงก์พาณิชย์งดจ่ายปันผล รวมถึงห้ามซื้อหุ้นคืนในปีนี้ รับความเสี่ยงเศรษฐกิจหลัง COVID-19

ธนาคารแห่งประเทศไทยออกคำสั่งใหม่ให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในไทยงดจ่ายปันผลปีนี้ รวมถึงห้ามซื้อหุ้นคืน เพื่อรับความเสี่ยงเศรษฐกิจหลังจากนี้

Bank Of Thailand
ภาพจาก Shutterstock

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด 19) ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป และยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อไป

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนสำหรับระยะ 1-3 ปีข้างหน้า โดยคำนึงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต และศักยภาพของลูกหนี้ในการทำธุรกิจภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลาย

โดยระหว่างที่ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนใหม่นี้ธนาคารแห่งประเทศไทยขอให้ธนาคารพาณิชย์ งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานในปีนี้ รวมถึงงดการซื้อหุ้นคืน เพื่อธนาคารพาณิชย์จะรักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็งและรองรับการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารกลางหลายประเทศได้ดำเนินการแล้ว เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด 19

ที่มา – ธนาคารแห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bank-of-thailand-call-thai-banks-no-pay-dividend-also-shares-buy-back-to-cover-tier-1-fund-19-june-2020/

วิจัยกรุงศรีมองเศรษฐกิจไทยฟื้นแบบตัว U ชี้ต้องใช้เวลา 2 ปีครึ่งถึงเท่าช่วงก่อน COVID-19

มุมมองเศรษฐกิจไทยจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในรูปแบบตัว U แต่ต้องใช้เวลาถึง 2 ปีครึ่งในการฟื้นตัวถึงจะกลับมาเท่ากับช่วงก่อน COVID-19

Bangkok Store Mall Closing COVID-19
ภาพจาก Shutterstock

วิจัยกรุงศรี คาดการณ์เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวในรูปแบบตัวยู (U-shaped Recovery) และอาจต้องใช้เวลาถึง 2 ปีครึ่งกว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดได้ในไตรมาสที่ 4/2565 นอกจากนี้ยังคาดว่าในแต่ละอุตสาหกรรมในไทยจะใช้เวลาในการฟื้นตัวไม่เท่ากัน ขณะเดียวกันก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะถดถอยที่ -5%

สมประวิณ มันประเสิรฐ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยว่า “การแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ขณะเดียวกันภาคธุรกิจต่างๆ จะเริ่มปรับตัวรับเทรนด์ใหม่ๆ ที่จะชัดเจนมากขึ้นในปี 2564”

ขณะเดียวกันวิจัยกรุงศรียังมองว่าผลกระทบของ COVID-19 ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและยาวจาก 4 ปัจจัยหลักคือ

  1. การปิดการดำเนินงานของภาคธุรกิจจากมาตรการล็อกดาวน์
  2. การปรับตัวลดลงของอุปสงค์โดยรวม
  3. การชะงักงันของระบบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
  4. การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค

ปัจจัยข้างต้นนี้จะเป็นตัวกำหนดรูปแบบการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจต่างๆ ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์จะมีการหดตัวมากในช่วงนี้ แต่ฟื้นตัวได้เร็วกว่าธุรกิจอื่นโดยเปรียบเทียบ ขณะที่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภคจะใช้เวลายาวนานกว่าในการปรับตัว

วิจัยกรุงศรี ได้วิเคราะห์ผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ถึง 60 ประเภท พบว่า 

  • ธุรกิจโรงพยาบาลและธุรกิจด้านการผลิตอาหารมีแนวโน้มที่ฟื้นตัวกลับมาสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดได้ในปี 2564
  • ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง พลังงานไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ จะได้รับผลกระทบอย่างหนักแต่จะสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าภาคธุรกิจอื่นๆ
  • ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ อาทิ การขนส่งทางอากาศ และอุตสาหกรรมการบริการ จะใช้เวลาฟื้นตัวยาวนานกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
  • ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสทางกายหรือการรวมตัวกันในที่สาธารณะจะใช้เวลาในการฟื้นตัวยาวนานกว่ากลุ่มอื่นๆ เช่นกัน

ขณะเดียวกัน สมประวิณ ยังได้กล่าวเสริมว่า “สำหรับประเทศไทย คาดว่าเม็ดเงินจากมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจะเข้าสู่ระบบมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่ยังต้องติดตามความชัดเจนของมาตรการต่างๆ ในเรื่องประสิทธิภาพการฟื้นฟูเศรษฐกิจว่าจะสามารถทำให้เกิดการจ้างงานเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ ช่วยหนุนภาคครัวเรือนให้มีรายได้เพียงพอต่อการชำระหนี้ ลดความเสี่ยงแก่ภาคการเงิน และมีมาตรการที่เหมาะกับรูปแบบการฟื้นตัวในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมมากเพียงใด”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/th-economy-recovery-u-shape-and-using-36-months-to-recovery-same-as-before-covid-19-krungsri-research/

ศบค. เห็นชอบหลักการ Travel Bubble กับบางประเทศ เตรียมผ่อนคลายกิจกรรมระยะ 4

ศบค. เตรียมผ่อนคลายระยะ 4 ในบางธุรกิจและกิจกรรม ขณะเดียวกันก็เห็นชอบหลักการ Travel Bubble กับบางประเทศ โดยที่ดูไว้ เช่น เวียดนาม จีน เป็นต้น

กรุงเทพ Bangkok Thailand
ภาพจาก Shutterstock

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ได้เห็นชอบให้มีมาตรการผ่อนคลายระยะ 4 แล้ว ซึ่งจะทำให้กิจกรรมเช่น การสัมมนา การเปิดตัวสินค้า รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่สร้างความเสี่ยงในการรับเชื้อ กลับมาได้แทบจะตามปกติ เหลือเพียงแค่บางสถานที่อย่าง ผับ บาร์ คาราโอเกะ อาบอบนวดที่ยังต้องปิดต่อไป

กิจการและกิจกรรมที่ได้รับอนุญาตให้กลับมาดำเนินการหลัก ๆ ยกตัวอย่าง เช่น

  • การจัดประชุม อบรม สัมมนา จัดเลี้ยง งานอีเวนต์ เปิดตัวสินค้า ประกวด แข่งขันกีฬา งานแสดงดนตรี คอนเสิร์ต นั้นกลับมาจัดกิจกรรมได้แล้ว
    • ประชุม อบรม สัมมนา ต้องจัดให้มีพื้นที่ตามเกณฑ์ 4 ตารางเมตรต่อคน
    • งานอีเวนต์ เปิดตัวสินค้า การประกวด ต้องนั่งหรือยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร
    • งานแสดงดนตรี คอนเสิร์ต ต้องจัดให้มีพื้นที่ตามเกณฑ์ 5 ตารางเมตรต่อคน และไม่แออัดเกินไป
  • โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนไม่มาก โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน กลับมาเปิดการเรียนการสอนได้
  • อนุญาตให้ดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภัตตาคาร สวนอาหาร โรงแรม ร้านอาหารหรือร้านเครื่องดื่มทั่วไปได้ ยกเว้น ผับ บาร์ โรงเบียร์ คาราโอเกะ ยังไม่เปิดให้ดำเนินการ
  • การถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ จะต้องมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทำไม่เกิน 150 คน ผู้เข้าร่วมชมไม่เกิน 50 คน

ขณะเดียวกัน ศบค. ยังได้เห็นชอบหลักการที่จะให้มี Travel Bubble กับบางประเทศแล้ว แนวทางที่ ศบค. มองไว้คือบางประเทศสามารถใช้นโยบายนี้ได้ เช่น จีน เวียดนาม โดย ศบค. ได้ยกกรณีของจีนกับสิงคโปร์ มาเป็นแนวทาง เช่น การซื้อประกันภัยสุขภาพ การตรวจว่ามีเชื้อ COVID-19 หรือไม่ สำหรับรายละเอียดจะมีการหารืออีกครั้ง

สำหรับนโยบาย Travel Bubble นั้นคือ การให้นักท่องเที่ยวจากประเทศที่ควบคุมการระบาดของเชื้อ COVID-19 มีประสิทธิภาพ สามารถเข้ามาในประเทศนั้นๆ ได้ ซึ่งส่งผลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของหลายๆ ประเทศสามารถที่จะพอดำเนินธุรกิจได้ในช่วงวิกฤติ COVID-19 ที่ยังไม่สามารถหาวัคซีน หรือยารักษาได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-gov-approved-travel-bubble-with-some-coutries-also-relaxed-activity-such-as-school/

Standard Chartered มองเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปีถึงจะฟื้นตัวเท่ากับก่อน COVID-19

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด มอง GDP ไทยในไตรมาส 2 อาจถดถอยได้มากถึง -13% อย่างไรก็ดีความกังวลจากสถาบันการเงินรายนี้ต่อเศรษฐกิจไทยนั้นอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวมากกว่า 2 ปี

Suvarnabhumi Airport สนามบินสุวรรณภูมิ
ภาพจาก Shutterstock

Standard Chartered มีมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยล่าสุดว่า ไทยน่าจะใช้เวลาอีกมากกว่า 2 ปีกว่าที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดของ COVID-19 แม้ว่าบรรยากาศเริ่มดีขึ้นในขณะที่ธุรกิจเริ่มกลับมาเปิดทำการ ขณะที่รัฐบาลได้ให้เงินช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่เดือนเมษายนแล้วก็ตาม

ขณะที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 นั้นธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัว -13% ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปี ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ GDP ของไทยปีนี้จะอยู่ที่ -5% ก่อนที่จะฟื้นตัวในปี 2021 กลับมาเติบโตเล็กน้อยที่ 1.8%

เศรษฐกิจไทยในปีนี้นั้น Standard Chartered มองว่ามีความเป็นไปได้ 3 กรณี

  1. กรณีดีที่สุดของปีนี้ GDP ไทยจะถดถอยเพียงแค่ -3%
  2. กรณีฐาน GDP ไทยปีนี้จะอยู่ที่ -5%
  3. กรณีแย่สุดในปีนี้อาจได้เห็น GDP ไทยถดถอยมากถึง -10% ถ้าหากมีการระบาดของ COVID-19 รอบ 2

ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ของ Standard Chartered ได้ให้มุมมองว่า “Sentiment ของนักลงทุนไทยไม่ได้ไปกับสภาพเศรษฐกิจจริงๆ เหมือนทุกอย่างไปข้างหน้า เริ่มเห็นธุรกิจเริ่มเปิดมากขึ้น ดูทุกอย่างเดินหน้า ชีวิตกลับมาเป็นเหมือนปกติทุกอย่างค่อยๆ ดีขึ้น อย่างไรก็ดีในภาพเศรษฐกิจจริงๆ ตัวเขาเองไม่แน่ใจด้วยซ้ำ เพราะไม่มีสัญญาณอะไรยืนยันว่าไตรมาส 2 คือเศรษฐกิจตกต่ำสุดของปีนี้”

เขาเองยังแนะนำให้รอดูตัวเลขการใช้จ่ายเดือนมิถุนายน หลังจากที่เดือนมีนาคมตัวเลขการใช้จ่ายติดลบครั้งแรกในรอบ 4-5 ปี ขณะเดียวกัน เขาอยากเห็นนโยบายการท่องเที่ยวในประเทศจากรัฐบาลในช่วงไตรมาส 3 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ส่วนไตรมาส 4 เขาคาดว่านักท่องเที่ยวชาวจีนหรือเอเชียจะกลับมา

ขณะที่การลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่เป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น ทิม ได้ให้ความเห็นว่า “การลงทุนน่าจะฟื้นตัวในปีหน้าหรือหลังจากนั้น เพราะ COVID-19 น่าจะชะลอการลงทุนและโครงการต่างๆ ของภาครัฐและเอกชนไปอีก ส่งผลให้เศรษฐกิจโตไม่เต็มศักยภาพ” เขาได้เสริมถึงเรื่อง EEC ที่เป็นพระเอกของรัฐบาลนี้ว่า “เงียบเกินไปในช่วงที่ผ่านมา”

ด้านนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น เขาได้ให้ความเห็นว่า ในการประชุม กนง.  เดือนมิถุนายนน่าจะคงดอกเบี้ย เพราะไทยพึ่งลดดอกเบี้ยมาสดๆ ร้อนๆ แต่ในไตรมาส 3 เขาเองคาดว่าจะมีการลดดดอกเบี้ยแน่ๆ เพราะว่าเศรษฐกิจไม่โต เงินเฟ้อไม่โต ซึ่งจะเป็นการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 4 ของปี ทำให้ไทยเหลืออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25%

นโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยหลังจากนี้ไป นักเศรษฐศาสตร์ ของ Standard Chartered ได้ให้มุมมองว่า “นโยบายการเงินของไทยอาจเดินหน้าไปที่ 0% หรืออาจไปถึงติดลบได้ มีความเป็นไปได้” แต่เขาได้ชี้ว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามต่อคือไทยเองจะดำเนินนโยบายการเงินหลังจากนี้คือยังไง เพราะเหลือเครื่องมือทางการเงินไม่มากแล้ว และยังเป็นคำถามต่อหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผู้ว่าคนใหม่

นอกจากนี้เขายังชี้ว่า “ไทยอาจทำ QE ได้ แต่เศรษฐกิจไทยจริงๆ มาจาก SME แต่นโยบายมันไม่ถึง แต่ประเทศอื่นๆ คือทำ QE แล้วมันช่ววยเพราะบริษัทใหญ่ๆ ตอนนี้อยากรู้ว่าเงินลงไปถึงรากหญ้าหรือเปล่า”

สำหรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยเขาได้ชี้ดังนี้

  1. จีนกับสหรัฐมีความขัดแย้งกับจีนที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับไทยเองไม่มีเกราะป้องกันกับเศรษฐกิจไทยอะไรเลย นักท่องเที่ยวยังไม่กลับมา แถมยังมีความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล
  2. เรื่องการเมืองในสภา หรือแม้แต่การเมืองนอกสภา เห็นความไม่แน่นอนมากขึ้น
  3. การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงที่เหลือของปี โดยเขาเองกังวลจากความเสี่ยงจากแรงงานต่างด้าว เขาเองได้ยกกรณีของประเทศสิงคโปร์มา ซึ่งประเทศไทยเองไทยพึ่งพิงแรงงานต่างด้าวเยอะมาก เช่น การก่อสร้าง การผลิต การบริการ ซึ่งรัฐบาลไทยเองต้องให้ความช่วยบเหลืออย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดการระบาด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/standard-chartered-view-about-thai-economy-recovery-more-than-2-years-to-equal-pre-covid-19/

กนง. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.5% มองเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มถดถอยมากกว่าเดิม

กนง. มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% ทำให้ล่าสุดไทยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.5% และยังทำสถิติต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินไทย

Thai Bank Note 50 Baht
ภาพจาก Shutterstock

การประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% ทำให้ล่าสุดไทยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.5% โดยคณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวลงมากกว่าที่คาดไว้ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา เสถียรภาพการเงินเปราะบางมากขึ้นกว่าเดิม

การปรับดอกเบี้ยนโยบายดังกล่าวจะช่วย กรรมการอีก 3 ท่านมองว่าควรจะคงดอกเบี้ย แต่ควรเร่งรัดมาตรการที่ได้จัดทำไปแล้ว นอกจากนี้คณะกรรมการมองว่ามาตรการการเงินและการคลังจะช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจของไทยได้

นอกจากนี้คณะกรรมการยังเป็นห่วงค่าเงินบาท และจับตามองในเรื่องนี้ โดยเฉพาะค่าเงินบาทเริ่มที่จะแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา และยังกังวลถึงเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ด้วย

รายละเอียดอื่นๆ Brand Inside จะอัพเดตเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-mpc-cut-rates-25bps-to-0-5-percent-concern-about-weak-economic-again-20-may-2020/

GDP ไทย ไตรมาส 1/2020 ถดถอยแค่ -1.8% ดีกว่านักวิเคราะห์คาดไว้

ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ของปี 2020 ถดถอยที่ -1.8% ซึ่งดีกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดีในปีนี้นั้นสภาพัฒน์คาดการณ์ว่า GDP ไทยจะติดลบในช่วง 5-6%

Bangkok Palace Thailand 2020
ภาพจาก Shutterstock

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงาน ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ถดถอยที่ -1.8% ดีกว่านักวิเคราะห์คาดไว้อยู่ที่ประมาณ -4% ขณะเดียวกัน สศช. คาดว่า GDP ไทยในปีนี้จะถดถอยอยู่ในช่วง -5 ถึง -6%

สศช. ได้รายงานว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ได้ปัจจัยบวกจากภาคการบริโภคเอกชน ภาคการส่งออกที่ยังเติบโต ขณะที่การลงทุนทั้งรัฐและเอกชน อยู่ในแดนติดลบ สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบในไตรมาส 1 มากที่สุดได้แก่ โรงแรมและภัตตาคาร รวมไปถึงภาคการขนส่ง

อย่างไรก็ดีในรายงานของ สศช. ได้ชี้ว่าภาคการบริโภคเอกชนของไทยกำลังชะลอตัวลงนับตั้งแต่ในไตรมาส 4 ของปี 2019 ที่ผ่านมา

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงปีที่เหลือจาก สศช. นั้นได้รายงานคาดการณ์ไว้ดังนี้

  1. การปรับตัวลดลงรุนแรงของเศรษฐกิจและการค้าโลก
  2. รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติลดลง
  3. เงื่อนไขและการแพร่ระบาดของ COVID-19
  4. ภัยแล้ง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-gdp-q1-2020-contract-1-8-percent-better-than-analyst-forecasts/

รัฐบาลคาดการณ์เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อาจยาวกว่า 3 เดือน

นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรีในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวได้ให้มุมมองว่าเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ยาวกว่า 3 เดือน

Bangkok Siam Square COVID-19
ภาพจาก Shutterstock

ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า เศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ยาวนานกว่าที่คาดไว้ และอาจต้องเตรียมมาตรการไว้รองรับ หลังจากที่ไทยเป็น 1 ประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก COVID-19 ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว จนไปถึงด้านการส่งออกและอุตสาหกรรมจนทำให้สถาบันการเงินต้องปรับลดตัวเลข GDP ของไทยมาก่อนหน้านี้แล้ว

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงสภาวะเศรษฐกิจของไทยว่า “เราคาดการณ์ว่าสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของเราคงมีผลกระทบไปนานพอสมควร คงไม่ใช่แค่ 3 เดือน อาจถึง 6 เดือน ถึง 9 เดือน อาจต้องเตรียมมาตรการไว้รองรับ” นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้ใช้ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อที่จะออกพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการ ชาวบ้าน ฯลฯ เพื่อฟังปัญหาเหล่านี้ด้วย

ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี เตรียมพูดคุยกับสมาคมภาคธุรกิจขนาดกลาง-เล็ก หรือ SME เพื่อทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริง โดยที่ไม่ผ่านคนกลางใดๆ ขณะเดียวกันยังได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงมหาเศรษฐีของไทย เพื่อที่จะทราบความต้องการ รวมไปถึงขอความร่วมมือในการดูแลลูกจ้าง และยังรวมไปถึงภาคเกษตรของไทย

สำหรับบทวิเคราะห์ของ SCB EIC ได้ประเมินในช่วงปลายเดือนเมษายนว่า สำหรับสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจาก COVID-19 คาดว่าจะมีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นสูงถึงราว 3-5 ล้านคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 8%-13% ของกำลังแรงงานรวมปัจจุบัน ถือเป็นระดับที่สูงที่สุดตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลมา ทิ้งห่างอัตราการว่างงานในวิกฤติต้มยำกุ้งที่ 3.4% ในปี 1998 และในวิกฤติการเงินโลกปี 2008-09 ที่ 1.5% ในปี 2009

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-gov-forecasts-th-economy-effect-from-covid-19-more-than-3-months-and-prepare-to-curb-effect-may-5/

ครม. อนุมัติเงินช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว ขยายโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” เป็น 16 ล้านคน

ครม. ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 10 ล้านรายแล้ว ขณะเดียวกันยังขยายโครงการเราไม่ทิ้งกันเป็น 16 ล้านรายด้วย

Bangkok Workers COVID-19 แรงงาน
ภาพจาก Shutterstock

การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้มีมติให้เพิ่มจำนวนผู้ที่ได้รับเงินจากโครงการเราไม่ทิ้งกันที่เป็นอาชีพอิสระให้เป็น 16 ล้านคน จากเดิม 14 ล้านคน ทำให้วงเงินรวมของเม็ดเงินช่วยเหลือจะอยู่ที่ 240,000 ล้านบาท ก่อนหน้านี้นั้นรัฐบาลได้กำหนดจำนวนผู้ที่ได้รับเงินเยียวยาเริ่มต้นที่ 9 ล้านคน

สำหรับผู้ที่จะได้รับเงินเพิ่มจากโครงการเราไม่ทิ้งกัน อ้างอิงจากทวีตของ รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล จะประกอบไปด้วย

  • ลูกจ้าง แรงงาน อาชีพอิสระ เดิมที่ไม่เข้าเกณฑ์ของโครงการเราไม่ทิ้งกัน
  • มีชื่อในฐานข้อมูลเกษตรกร (แต่จะไม่ได้รับสิทธิเยียวยาเกษตรกรอีก)
  • นักเรียน นักศึกษาที่ทำงานพาร์ทไทม์

สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นทบทวนสิทธิ์ในโครงการเราไม่ทิ้งกัน สามารถยื่นทบทวนได้ที่นี่

นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีวันนี้มีมติอนุมัติวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรอีก 10 ล้านราย โดยที่เกษตรกรจะได้รับเงินคนละ 5,000 บาท วงเงินรวมกว่า 150,000 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มทยอยจ่ายเงินในเดือนพฤษภาคมจนไปถึงเดือนกรกฎาคม

โดยเงินเยียวยาจากรัฐบาลนี้เพื่อที่จะช่วยเหลืออาชีพอิสระรวมไปถึงเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชนกลุ่มนี้อย่างมหาศาล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-cabinet-pledges-for-agriculture-10-million-also-rao-mai-ting-gun-16-m/