คลังเก็บป้ายกำกับ: TELECOM

AIS จ่ายค่าคลื่นย่าน 26GHz ให้ กสทช. และเปิดใช้งาน 5G 26GHz แล้ว เน้นใช้ในโรงงาน

วันนี้ (18 ก.พ.) AIS โดยบริษัทลูก แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) ชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 26GHz เป็นเงิน 5.7 พันล้านบาทให้ กสทช. และเปิดบริการ 5G บนคลื่น 26GHz ทันที

คลื่น 26GHz เป็นคลื่นย่านความถี่สูง มีปริมาณแบนด์วิดท์มาก (กรณีของ AIS คือช่วงคลื่นกว้าง 1200 MHz) แต่มีความกว้างคลื่นสั้น เดินทางไม่ไกลมาก จึงเหมาะกับการใช้ในพื้นที่เฉพาะเจาะจง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โดยอาศัยข้อดีด้านสถานีฐานติดตั้งได้ง่าย อุปกรณ์ขนาดเล็ก

ที่ผ่านมา AIS ร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งเริ่มทดลองใช้คลื่น 26GHz แล้ว โดยเน้นไปที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC) เป็นหลัก พาร์ทเนอร์รายล่าสุดที่เข้าร่วมคือ เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) ผู้ผลิตกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

คลื่น 26GHz จัดประมูลขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยมีผู้ได้รับใบอนุญาต 4 รายคือ AIS, TrueMove, TOT, dtac โดย AIS ได้คลื่นไปมากที่สุด 12 ใบอนุญาต (1200 MHz)

การจ่ายเงินค่าคลื่น 26GHz วันนี้ทำให้ AIS มีคลื่น 5G ในมือครบ 3 ย่านคือ 700MHz, 2600MHz, 26GHz ถ้ารวมกับคลื่นย่านอื่นๆ ที่ถือครองอยู่แล้ว (ไม่รวมคลื่นที่เซ็นสัญญากับพันธมิตรธุรกิจ เช่น TOT) จะมีคลื่นทั้งหมดรวมกัน 1,420 MHz ซึ่งถือว่ามากที่สุดในไทย

No Description

No Description

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์ AIS

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121267

คนไทยเล่นเน็ตนานขึ้น 24%, ค้นหาเรื่องเรียนออนไลน์เพิ่มขึ้น 6 เท่า และ VR เพิ่มขึ้น 23 เท่าในปี 2020

เป็นประจำทุกรอบปีที่ Google จะพาพวกเราย้อนกลับไปดูสิ่งที่อยู่ในความสนใจของผู้คนผ่านบริการพวกเขา โดยใช้คำค้นหายอดนิยมบน Google Search เป็นแกนกลางในการรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูล และวันนี้ DroidSans จะพาเพื่อน ๆ ไปดูสรุปสาระสำคัญสำหรับด้านสื่อและบริการดิจิทัลเป็นการเฉพาะ หลังเกิดความเปลี่ยนหลายประการที่น่าสนใจอันเป็นผลกระทบโดยตรงจาก Covid-19 นั่นเอง

Covid-19 ทำให้คนไทยใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์สูงขึ้น 24% ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ความบันเทิงและการศึกษา

ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์โรคระบาด Covid-19 ในประเทศไทยเมื่อช่วงต้นปี 2020 นั้น โดยเฉลี่ยแล้วผู้บริโภคชาวไทยจะใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์ประมาณ 3.7 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งโรคระบาดที่ยังไม่รู้จะจบลงเมื่อไหร่นี้เอง ได้ส่งผลโดยตรงให้ชาวเน็ตใช้เวลาออนไลน์นานขึ้นถึง 24% อยู่ที่ 4.6 ชั่วโมงต่อวันในช่วงล็อกดาวน์และยังคงใช้เวลาเฉลี่ยต่อวันสูงถึง 4.3 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีการผ่อนปรนมาตรการล็อคดาวน์ในช่วงปลายปี 2020 ก่อนที่จะดีแตกกันอีกครั้ง จากการระบาดครั้งใหม่ในช่วงต้นปีนี้นี่เอง

จากจำนวนเวลาเฉลี่ยต่อวันบนโลกออนไลน์ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ Google – Year in Search ยังระบุเอาไว้อีกด้วยว่า ข้อมูลที่ชาวเน็ตไทยค้นหาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเป็นอันดับ 1 คือ การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนออนไลน์ หลังจากที่ทั้งนักเรียน นักศึกษา หรือแม้แต่วัยทำงานอย่างชาวออฟฟิศที่ต้องใช้มาตรการ Work From Home – Study From Home นั้นมีความต้องการที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการเข้าถึงแหล่งการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคอร์สเรียนออนไลน์ที่แจกฟรีในช่วงล็อกดาวน์ โดยคำว่า “เรียนออนไลน์” นั้นถูกค้นหาใน Google สูงขึ้นถึง 6 เท่าจากช่วงเวลาปกติเลยทีเดียว

นอกจากการศึกษาแล้ว สิ่งที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างสูงอีกเรื่องได้แก่การแสวงหาความบันเทิงทุกรูปแบบซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลพวงโดยตรงจากความพยายามจัดการกับความเครียดสะสมที่เกิดจากมาตรการล็อกดาวน์ทั้งหลายนั่นเอง โดยเกมออนไลน์และบริการสตรีมมิ่งเพลงหรือภาพยนตร์ออนไลน์ทั้งหลายนั้น มีการค้นหาต่อคนสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 37% และ 50% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกมส์หรือบริการสตรีมมิ่งที่ว่าฮิตขึ้นมากเพราะโควิดก็ยังไม่สู้ “เวลาในการรับชมเนื้อหาประเภทตลก – เบาสมอง สำหรับผู้บริโภคชาวไทยบน YouTube ที่สูงขึ้นถึง 90%” ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีถึงบรรดาคอนเทนต์ตลก ๆ ที่ก็เกิดไวรัลขึ้นมาบนโลกออนไลน์ให้เป็นที่พูดถึงของชาวโซเชียลกันอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง “ที่ราคาคุ้มค่า” กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้บริโภคอีกครั้งตลอดปี 2020

อีกความสนใจหนึ่งของผู้บริโภคชาวไทยในด้านบริการดิจิทัลที่เรียกได้ว่าแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยเพราะเปรียบเสมือนปัจจัยที่ 1 ของโลกยุคดิจิทัลได้เลยนั่นคือ การให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้เพียงเน้นเฉพาะคุณภาพเท่านั้น แต่ความคุ้มค่าต้องตอบโจทย์ด้วย ซึ่งก็เป็นผลกระทบโดยตรงจากปัญหาความฝืดเคืองด้านเศรษฐกิจอย่างแน่นอนที่ถึงแม้บรรดาผู้บริโภคจะทราบเป็นอย่างดีว่าคุณภาพของบริการอินเทอร์เน็ตจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับยุคดิจิทัลภาคบังคับเช่นนี้แต่ความคุ้มค่านั้นต้องยืนหนึ่งไว้ก่อนด้วย

โดยคำค้นหาอย่างคำว่า เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 37% รายเดือนเป็นเติมเงินเพิ่มขึ้น 35% และการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต (Internet Speed Test) เพิ่มขึ้น 25% โดย Google ยังเผยอีกว่า Keyword ตัวชูโรงที่พวกเขาใช้สรุปความได้ว่าผู้บริโภคมองหาความคุ้มค่าเป็นพิเศษในปี 2020 นี้ได้แก่คำค้นหาว่า โปรเน็ต 200 ซึ่งถูกค้นหาเพิ่มขึ้นถึง 1200% หรือ 12 เท่าเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการค้นหาคำว่าแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตโดยทั่วไปที่ลดลง

นอกจากความสนใจต่อรูปแบบของแพ็กเกจบริการที่เปลี่ยนไปเน้นความคุ้มค่าสูงขึ้นมากแล้วนั้น ผู้บริโภคชาวไทยยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อ การให้บริการของผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบไม่ต้องมีการสัมผัส (Contactless Service) หรือ การรับบริการโทรคมนาคมด้วยแบบช่วยตัวเอง (Self-service) ซึ่งมีอัตราการค้นหาเกี่ยวกับการให้บริการแบบ New Normal เช่นนี้สูงขึ้นถึง 50% เลยทีเดียว

เทคโนโลยี 5G และ VR ที่จะไม่ใช่เพียงการโชว์ออฟทางเทคโนโลยีอีกต่อไป

การจะพูดถึงเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลสำหรับปี 2020 นั้นแน่นอนว่าจะคลาดสิ่งนี้ไปไม่ได้เลย คือ Virtual Reality หรือเทคโนโลยีสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งในปี 2020 ที่เพิ่งผ่านไปนั้นได้ถูกยกขึ้นเป็นเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของใครหลาย ๆ คนโดยเฉพาะบรรดานักท่องเที่ยวหรือผู้คนที่ไม่ชอบอุดอู้อยู่แต่ในบ้านทั้งหลายนั้นต้องพึ่งพาเพื่อการไปท่องโลกเสมือนกันไปพลาง ๆ ก่อนจนกว่าสถานการณ์โรคระบาดจะคลี่คลาย โดยการค้นหาเกี่ยวกับ VR นั้นสูงขึ้นกว่า 23 เท่าเลยทีเดียว

ซึ่งท้ายที่สุดแล้วถึงแม้สถานการณ์โรคระบาดจะจบลง แต่เทคโนโลยีอย่าง VR ก็ไม่น่าจะหายไปไหนอีกแล้ว หลังจากที่ผู้คนเริ่มสร้างความเคยชินกับเทคโนโลยีนี้ได้ และผู้ประกอบการโดยเฉพาะบรรดาผู้ให้บริการด้านโครงสร้างระบบโทรคมนาคม ผู้พัฒนาเกมส์ รวมไปถึงบรรดาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่ต่างเริ่มมองเห็นโอกาสอันยิ่งใหญ่จาก VR กันแล้ว เช่นว่า VR อาจทำให้เกิดความสมบูรณ์ในการให้บริการค้าปลีกทุกชนิดที่จะเข้ามาสร้างสมดุลระหว่างจุดเด่นของห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิมและอีคอมเมิร์ซ เพราะปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากยังชื่นชอบการได้ไปเดินห้างออฟไลน์อยู่เพราะได้รู้ ได้เห็น ได้ประสบการณ์ร่วมที่ดีกว่า แต่ก็เริ่มเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันแล้วด้วยว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซนั้นมอบราคาและโปรโมชั่นที่คุ้มค่ากว่าเสมอนั่นเอง

นอกจากนั้นแล้ว เทคโนโลยีที่จะต้องมาคู่กันหรือเพื่อสร้างการรับรู้ให้กับผู้คนผ่านประสบการณ์กับ Virtual Reality ที่ดีพอนั้น ย่อมต้องอาศัยบทบาทและศักยภาพของเทคโนโลยี 5G ด้วยนั่นเอง ซึ่งบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยของเรา ก็เริ่มให้ความสำคัญกับบริการนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ มาระยะหนึ่งแล้วทั้งสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยในที่สุดสังคมนี้จะก้าวเข้าสู่ยุค 5G อย่างเต็มรูปแบบครอบคลุมคนทุกเพศทุกวัยไม่ทางตรงก็ทางอ้อมในระยะเวลาอันสั้นนี้อย่างแน่นอน

 

อ่านเพิ่มเติม: Google Trends 2020 เผยข่าว เหตุการณ์ และเทรนด์ต่างๆ ของประเทศไทย ที่ถูกค้นหามากที่สุดของทั้งปี 2020

อ้างอิง: Year in Search 2020 – Insights for Brands (Media & Telecom)

from:https://droidsans.com/brief-look-on-google-search-for-media-and-digital-tech-2020/

Xiaomi ปฏิเสธว่าไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับการทหารของจีน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Xiaomi ได้ออกแถลงการณ์ว่า ตนเองไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับทางทหารของประเทศจีนตามที่รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวอ้าง โดยยืนยันว่าไม่ได้ถูกกลาโหมจีนเข้าถือครอง ควบคุม หรือเอื้อประโยชน์ทั้งสิ้น

รวมทั้งยังย้ำว่าตนเองไม่ใช่ “บริษัทของทหารคอมมิวนิสต์จีนที่ทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศไว้ตามกฎหมาย NDAA” ซึ่ง Xiaomi เองดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้อง และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด

นอกจากนี้ยังระบุว่าผลิตภัณฑ์และบริการที่ทำออกมา เพื่อการใช้งานของพลเมืองทั่วไปและเชิงพาณิชย์เท่านั้น ทั้งนี้แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพิ่มชื่อ Xiaomi เข้าในกลุ่มบริษัททหารคอมมิวนิสต์จีน

ซึ่งนอกจาก Xiaomi แล้วยังมีบริษัทจีนอื่นๆ โดนหางเลขไปด้วยได้แก่ Advanced Micro-Fabrication Equipment, Luokong Technology, Beijing Zhongguancun Development Investment Center, Gowin Semiconductor, Grand China Aie, Global Tone Communication, China National Aviation Holding company, และ Commercial Aircraft Corporation of China เป็นต้น

ที่มา : ZDNet

from:https://www.enterpriseitpro.net/xiaomi-denies-any-ties-with-chinese-military/

หุ้น Xiaomi ดิ่งลงกว่า 10% หลังสหรัฐฯ เพิ่มชื่อไปในแบล็กลิสต์

รัฐบาลทรัมป์ได้ตัดสินใจเพิ่มรายชื่อของยักษ์ใหญ่ด้านสมาร์ทโฟนอย่าง Xiaomi ติดบัญชีดำในฐานะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทหารของจีน นั่นหมายความว่า Xiaomi จะตกอยู่ภายใต้คำสั่งบริหารเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงทันที

คำสั่งดังกล่าวเป็นการบังคับให้ผู้ลงทุนของสหรัฐฯ ต้องแบ่งออก หรือขายทิ้งหุ้นของบริษัทใดๆ ที่ติดแบล็กลิสต์ภายในวันที่ 11 พฤศจิกายนปีนี้ ทั้งนี้ Xiaomi ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ปักกิ่งถือเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดอันดับสามของโลกประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2020 อ้างอิงจาก Counterpoint Research

หลังข่าวนี้ออกมา หุ้นของบริษัทสัญชาติจีนรายนี้ในตลาดฮ่องกงก็ร่วงลงกว่า 10.6% หลังเปิดตลาดเมื่อเช้าวันศุกร์ อีกทั้งนักลงทุนอเมริกันก็ไม่สามารถเข้าซื้อหุ้น Xiaomi หรือหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องตามความเห็นของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ด้วย

อย่างไรก็ดี ก็ถือว่าได้ยืดอายุไปเล็กน้อย หลังจากคำสั่งบริหารของทรัมป์ที่เคยประกาศครั้งแรกได้ถูกขยายเวลาให้เริ่มมีผลบังคับภายในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้แทน ทาง Xiaomi เองก็ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ แม้จะมีการติดต่อไปจากสำนักข่าว CNBC

มีข้อสังเกตว่าบริษัท Xiaomi มีซื้อขายหุ้นในตลาดฮ่องกง แต่ไม่ได้มีซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ แต่อย่างใด ทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ให้เหตุผลในประกาศนี้ว่า ต้องการประท้วงยุทธศาสตร์การพัฒนาของจีนที่เอาการทหารมาผูกติดกับภาคประชาชน

ด้วยนโยบายดังกล่าวของสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) เป็นการสนับสนุนเป้าหมายของกองทัพปลดแอกประชาชนของจีนหรือ PLA ที่ต้องการเข้าถึงเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญชั้นสูงต่างๆ ทั้งหมดของคนสัญชาติจีน

ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทใน PRC เอง มหาวิทยาลัยต่างๆ หรือแม้แต่โครงการวิจัยทั้งหลายที่มาจากพลเมืองของตัวเอง ทำให้สุดท้าย Xiaomi ก็ตกอยู่ในรายการ 1 ใน 9 องค์กรที่ถูกระบุว่าเป็น “บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทหารของคอมมิวนิสต์จีน”

ที่มา : CNBC

from:https://www.enterpriseitpro.net/xiaomi-added-to-us-blacklist/

TrueMove H ยังครองแชมป์เน็ตมือถือไทยปี 2020 ของ nPerf, ปัจจัย 5G ส่งผลต่อคะแนน dtac

nPerf บริษัทวัดความเร็วเน็ตจากประเทศฝรั่งเศส ออกรายงานภาพรวมเน็ตมือถือไทยปี 2020 (ข่าวของปี 2019) ผู้ชนะในภาพรวมยังเป็นแชมป์เก่า TrueMove H ที่ได้แชมป์คะแนนรวมติดต่อกันมา 5 ปีแล้ว โดยปี 2020 TrueMove สามารถครองแชมป์แทบทุกหมวดการทดสอบ

TrueMove H ชนะในการทดสอบ 5 หมวดจากทั้งหมด 6 หมวด ได้แก่ success ratio, download bitrate, latency, browsing, streaming YouTube

No Description

อันดับสองคือ AIS ชนะหนึ่งหมวดคือค่าอัพโหลด (upload bitrate) โดย nPerf ชี้ว่าถ้าวัดตัวเลขเฉพาะเครือข่าย 4G กลับได้คะแนน connection rate เป็นอันดับหนึ่ง และภาพรวมของ AIS ก็ด้อยกว่า TrueMove H ไม่มากจากปัจจัย 5G

No Description

ส่วน dtac รอบนี้ไม่ชนะเลยสักหมวด (ปีที่แล้วชนะหมวด success ratio) ซึ่ง nPerf ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะ dtac ยังไม่เปิดบริการโครงข่าย 5G ทำให้ตัวเลขต่างๆ น้อยกว่าคู่แข่งอีก 2 ราย และถ้าดูจากกราฟิกค่าเฉลี่ย download bitrate รายเดือน เราจะเห็นตัวเลขของ TrueMove H กับ AIS พุ่งขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายปี

No Description

No Description

วิธีการทดสอบของ nPerf ดูจากจำนวนผู้ใช้ที่กดทดสอบผ่านแอพ nPerf ตลอดปี 2020 จำนวน 2.9 ล้านครั้ง โดยสัดส่วน 58.24% มาจากเครือข่าย TrueMove H ตามภาพ รายละเอียดของการทดสอบสามารถดูได้จากลิงก์ของ nPerf ในที่มา

No Description

การทดสอบความเร็วเน็ตมี 2 ค่ายใหญ่ๆ คือ nPerf กับ Ookla ซึ่งตัวเลขของ Ookla ประจำปี 2020 ยังไม่ออก (มีเฉพาะตัวเลขไตรมาส 1-2/2020 ที่ AIS เป็นแชมป์](https://www.speedtest.net/awards/thailand/2020/?award_type=carrier&time_period=q1-q2))

ที่มา – nPerf

from:https://www.blognone.com/node/120576

เอไอเอส ยืนยันนำคลื่น 700 MHz สร้างประโยชน์เพื่อคนไทย

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในฐานะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz (723 – 733 / 778 -788 MHz ) ในมูลค่ารวม 15,584 ล้านบาท เป็นตัวแทนชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz งวดที่ 1 เป็นเงินจำนวน 1,881,488,000.00 บาท (หนึ่งพันแปดร้อยแปดสิบเอ็ดล้านสี่แสนแปดหมื่นแปดพันบาทถ้วน) รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยมี พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำส่งเงินเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

นายสมชัย กล่าวว่า “จากวิสัยทัศน์ของเราที่มุ่งมั่นนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่ผ่านมา เอไอเอสจึงตั้งใจอย่างยิ่งในการเข้าประมูลคลื่น 5G แบบเต็ม Block ในทุกย่านความถี่ โดยมีครบทั้งย่านความถี่ต่ำ ย่านความถี่กลาง และย่านความถี่สูง ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ ประกอบด้วย คลื่น 700 MHz จำนวน 30 MHz (2×15 MHz), คลื่น 2600 MHz จำนวน 100 MHz และคลื่น 26 GHz จำนวน 1200 MHz รวมเฉพาะคลื่นความถี่ที่จะนำมาให้บริการ 5G ทั้งหมดอยู่ที่ 1330 MHz และเมื่อรวมกับคลื่นความถี่เดิมที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่แล้ว ส่งผลให้เอไอเอสยังคงยืนหยัด ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการ 3G,4G และ 5G มากที่สุดในอุตสาหกรรม รวม 1420 MHz (ไม่รวมคลื่นที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ)

ปัจจุบันถือได้ว่า เครือข่าย AIS 5G มีความแข็งแกร่งที่สุดในประเทศ เพราะนอกจากจะเป็นเพียงรายเดียวที่มีจำนวนคลื่นมากที่สุดในแต่ละย่านแล้ว ยังเป็นเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรมที่มีปริมาณแบนด์วิดท์ภาพรวมในระดับ World’s Best-In-Class ส่งผลให้เครือข่ายของเอไอเอสมีขีดความสามารถในการสร้างสรรค์ ออกแบบ Solutions , ปรับเปลี่ยน,Tailor Made เพื่อตอบโจทย์แต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะในภาพรวมเครือข่าย AIS 5G จะมีความเร็ว Speed ที่สูงกว่าถึง 24 เท่าและมีขีดความสามารถในการรองรับการใช้งาน Capacity ที่มากกว่าถึง 30 เท่า พร้อม Latency ที่ต่ำกว่าเดิมถึง 10 เท่า ทั้งนี้หมายรวมถึงการยกระดับคุณภาพการให้บริการ 4G ปัจจุบันด้วยเช่นกัน”

“ด้วยมาตรฐานเทคโนโลยี 5G โดย 3GPP ระบุว่า คลื่น 700 MHz จะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ที่จำนวนเต็ม 30 MHz (2×15 MHz) จึงเป็นที่มาของความตั้งใจในการเข้าประมูลย่าน 700 MHz เพิ่มอีก 10 MHz (2×5 MHz) จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 20 MHz (2×10 MHz) รวมเป็น 30 MHz (2×15 MHz) ในขณะที่ คลื่น 2600 MHz ต้องมีจำนวน 100 MHz จึงจะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพเช่นกัน ส่วนคลื่น 26 GHz ต้องมีจำนวน 400 MHz ต่อ 1 Block จึงจะสามารถให้บริการ 5G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการรองรับดิจิทัลโซลูชันส์ให้กับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต จึงเห็นได้ว่าจำนวนคลื่นในทุกย่านความถี่บนเทคโนโลยี 5 G นั่น อยู่ในระดับมาตรฐานการให้บริการทั้งสิ้น”

โดยนายสมชัย ย้ำว่า “เพราะเราตระหนักอยู่เสมอว่า คลื่นความถี่ คือทรัพยากรสาธารณะอันทรงคุณค่า ดังนั้นหลังจากการประมูลได้แต่ละคลื่นมาให้บริการ เอไอเอส จึงเร่งเดินหน้าพัฒนาเครือข่าย เพื่อส่งต่อประโยชน์ไปยังประชาชน และ ทุกภาคส่วนอย่างรวดเร็วที่สุด ทำให้ล่าสุด ได้รับการรับรองจาก กสทช.ว่า เอไอเอส สามารถขยายเครือข่ายในคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz ได้เกินกว่าที่ กสทช.กำหนด (คลื่น 1800 MHz ภายใน 4 ปีแรก ต้องขยายโครงข่ายให้ได้ 40% ของจำนวนประชากร โดยเอไอเอสขยายได้ 88.47% ส่วนคลื่น 900 MHz ภายใน 4 ปีแรก ต้องขยายโครงข่ายให้ได้ 50% ของจำนวนประชากร โดยเอไอเอส ขยายได้ 93.59%) ซึ่งทีมงานจะยังคงเดินหน้านำเทคโนโลยี 5G จากทุกคลื่นความถี่ ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีแตกต่างกัน มาสร้างประโยชน์ทันที ตามเจตนารมณ์ของภาครัฐที่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวสู่ Digital Intelligent Nation อย่างสมบูรณ์”

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-700-mhz/

TOT และ CAT ควบรวมเป็นบริษัทใหม่ National Telecom (NT) มีผลวันนี้ 7 ม.ค. 2564

วันนี้ 7 มกราคม 2564 รัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคม 2 รายคือ TOT และ CAT ควบรวมกันเป็นบริษัทใหม่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (National Telecom Public Company Limited ตัวย่อ NT) ตามที่ประกาศไว้

ในแง่การให้บริการ TOT และ CAT ยังคงเดิมไปก่อน แต่ในแง่นิติบุคคล การออกหนังสือราชการ ที่อยู่ทางกฎหมาย ได้เปลี่ยนเป็นบริษัทใหม่เรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้บริษัทใหม่ NT ยังไม่มีโลโก้อย่างเป็นทางการ (มีแต่โลโก้ชั่วคราว) แต่มีเว็บไซต์ NTPLC.co.th และ เพจ Facebook NTPLC เผื่อใครสนใจติดตาม

No Description

from:https://www.blognone.com/node/120417

ซีอีโอ Ericsson ลั่นถ้า Huawei ถูกแบนในสวีเดนจะย้ายออกจากประเทศ หลังถูกกดดันในจีน

Börje Ekholm ซีอีโอของ Ericsson เริ่มล็อบบี้รัฐบาลสวีเดน เมื่อสื่อของสวีเดน ได้รับข้อความที่ Börje ส่งไปให้รัฐมนตรีพาณิชย์ระบุว่าถ้าหากรัฐบาลออกกฎหมายแบน Huawei และ ZTE ทาง Ericsson ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสวีเดน จะย้ายออกจากประเทศ

สาเหตุของการล็อบบี้ครั้งนี้เกิดจากการที่ Ericsson ถูกรัฐบาลจีนกดดันเนื่องจากแม้จีนจะเป็นประเทศแม่ของ Huawei แต่ก็ถือเป็นตลาดที่ใหญ่สำหรับ Ericsson เช่นกัน และหากรัฐบาลสวีเดนแบน Huawei รัฐบาลจีนก็อาจจะแบน Ericsson เป็นการตอบโต้

ที่มา – Dagens Nyheter via Huawei Central

from:https://www.blognone.com/node/120354

T-Mobile ทำข้อมูลรั่วไหล ทั้งเบอร์โทรศัพท์และประวัติการโทร

T-Mobile ออกมาประกาศถึงเหตุข้อมูลรั่วไหลที่เปิดเผยข้อมูลเครือข่ายจำเพาะของลูกค้าหรือ CPNI อันได้แก่เบอร์โทรศัพท์และประวัติการโทรศัพท์ โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา T-Mobile ได้เริ่มทยอยส่งข้อความหาลูกค้าที่ได้รับผลกระทบแล้ว

โดยบริษัทอธิบายว่า ทีมงานด้านความปลอดภัยของตนเองเพิ่งค้นพบ “การเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต และมีแนวโน้มเป็นอันตราย” ที่เข้ามาในระบบของตน หลังจากนำบริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จากภายนอกเข้ามาสืบสวนแล้ว
ทำให้ T-Mobile พบว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีได้เข้าถึงข้อมูลการสื่อสารโทรคมนาคมที่สร้างขึ้นจากฝั่งของลูกค้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ CPNI ซึ่งข้อมูลนี้ประกอบด้วยเบอร์โทรศัพท์ ประวัติการโทร ไปจนถึงจำนวนการโทรเข้าออกของหมายเลขนั้น

แต่ทั้งนี้ก็ย้ำว่าข้อมูลรั่วไหลดังกล่าวไม่ได้รวมถึงข้อมูลส่วนตัวของเจ้าของเลขหมายอย่างชื่อ ที่อยู่ไปรษณีย์ ที่อยู่อีเมล์ ข้อมูลทางการเงิน เลขบัตรเครดิต เลขประจำตัวประกันสังคม เลขประจำตัวผู้เสียภาษี รหัสผ่าน หรือแม้แต่รหัสพินไปด้วย

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/t-mobile-data-breach-exposed-phone-numbers-call-records/

สถิติจากค่ายมือถือชี้ ปีใหม่ 2564 คนไทยออกต่างจังหวัดน้อยลง 30% เพราะเลี่ยง COVID-19

AIS เผยสถิติการใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือช่วงวันหยุดปีใหม่ 2564 พบว่าประชาชนเดินทางออกต่างจังหวัดน้อยลงกว่า 30% (วัดจากลูกค้าของ AIS เอง) จากสถานการณ์ COVID-19 ระบาดรอบใหม่ ในทางตรงข้าม ปริมาณการใช้ข้อมูลของเน็ตบ้าน AIS Fibre เติบโตขึ้น 70%

ฝั่ง dtac เปิดเผยสถิติว่าช่วงที่มีคนใช้งานข้อมูลสูงสุดคือ 20.00-21.00 ของคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยจังหวัดที่มียอดใช้งานสูงสุดคือกรุงเทพมหานคร ถ้าแยกตามภาคคือ เชียงใหม่ (เหนือ) อุบลราชธานี (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ชลบุรี (ตะวันออก) สมุทรปราการ (ภาคกลาง ไม่รวมกรุงเทพ) ราชบุรี (ตะวันตก) สงขลา (ภาคใต้)

แอพยอดนิยม 5 อันดับแรกคือ Facebook, YouTube, TikTok, Instagram, LINE

ส่วน TrueMove H ให้สถิติที่ต่างไปเล็กน้อย โดยช่วงที่การใช้งานสูงสุดคือ 23.45-00.15 ของคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยปริมาณการใช้งานวิดีโอเติบโตสูงเกือบ 100% ในขณะที่การส่งข้อความ SMS/MMS ลดลงต่อเนื่อง จังหวัดที่ยอดใช้งานสูงสุดแต่ละภาคคือ เชียงใหม่ (เหนือ) นครราชสีมา (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ชลบุรี (ตะวันออก) สมุทรปราการ (ภาคกลาง ไม่รวมกรุงเทพ) ราชบุรี (ตะวันตก) สงขลา (ภาคใต้)

แอพยอดนิยม 6 อันดับแรกคือ Facebook, LINE, YouTube, Instagram, Twitter, TikTok

No Description

ภาพสถานีหัวลำโพง โดย Supanut Arunoprayote / Wikipedia

ที่มา – อีเมลประชาสัมพันธ์ AIS, dtac, mxphone

from:https://www.blognone.com/node/120332