คลังเก็บป้ายกำกับ: TECHNOLOGY

iPhone 11 ขายดีกว่าคาด Apple บอก Supplier เพิ่มกำลังการผลิตอีก 10%

Apple ได้กล่าวกับ Supplier ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต iPhone 11 ว่า ได้ขอเพิ่มกำลังการผลิตอีก 10% หลังจากที่ยอดขาย iPhone 11 นั้นดีกว่าที่คาดไว้

iPhone 11 Advertise Board
ภาพจาก Shutterstock

Nikkei Asian Review ได้รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนว่าตัวแทนของ Apple ได้กล่าวกับ Supplier ที่ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ iPhone 11 ว่า Apple ขอให้เพิ่มกำลังการผลิตอีก 10% หลังจากที่ยอดขาย iPhone รุ่นใหม่นี้ดีกว่าที่บริษัทคาดไว้ ซึ่งปัจจุบัน iPhone ยังเป็นรายได้สำคัญของบริษัท

โดยก่อนหน้านี้มีความกังวลว่าบริษัทอาจทำยอดขาย iPhone ตัวใหม่ไม่ดีนัก เนื่องจากตลาดในประเทศจีนที่เป็นตลาดสำคัญเริ่มชะลอตัวลง ส่งผลทำให้นักวิเคราะห์ต้องออกมาปรับราคาเป้าหมายหุ้น Apple ด้วย รวมไปถึงในปีที่ผ่านมา Apple ได้ปรับเป้าของรายได้บริษัทลง สอดคล้องกับงบการลงทุนของ Foxconn ที่ลดลงด้วยเช่นกัน

แหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนของ Nikkei Asian Review ยังได้คาดว่าปริมาณ iPhone 11 ที่จะเพิ่มหลังจากนี้อยู่ที่ประมาณ 7-8 ล้านเครื่อง และนอกจากนี้เว็บไซต์ GSM Arena ได้คาดว่าถ้าหากสหรัฐยกเลิกหรือชะลอภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนรอบใหม่อาจทำให้ยอดขายของ iPhone 11 เพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Tim Cook ซึ่งเป็น CEO ของ Apple ได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์ Les Echoes ว่าเขามีมุมมองถึงรอบการเจริญเติบโตใหม่อีกครั้งของบริษัท โดยนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาหุ้น Apple ได้ขึ้นมาถึง 40% แล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/apple-tells-suppliers-to-ramp-up-production-10-percent-after-iphone-11-stronger-than-expected-sales/

โฆษณา

SoftBank อาจเตรียมส่ง COO บริษัทเข้าไปกู้วิกฤติ WeWork ในเรื่องการบริหารงาน

วิกฤติของ WeWork อาจทำให้ SoftBank ตัดสินใจส่ง COO เข้าช่วยวิกฤติของ WeWork ในเรื่องของการบริหารงาน เช่น การหาผู้บริหารใหม่ ฯลฯ หลังจากบริษัทได้เลื่อนการ IPO ออกมา

WeWork Co-Working Space
ภาพจาก Shutterstock

SoftBank ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ WeWork เตรียมที่จะส่ง COO มือดีของบริษัทเข้าช่วยกอบกู้ WeWork แล้ว หลังจากสถานการณ์ที่มูลค่าบริษัทตกลงมาจาก 47,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลงมาเหลือไม่ถึง 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเลื่อนการ IPO ออกไปชั่วคราวก่อนเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในบริษัทที่ยุ่งเหยิงในขณะนี้

สำหรับ COO รายนี้มีชื่อว่า Marcelo Claure ซึ่งตัวเขาเองเคยเป็น CEO ของเครือข่ายโทรศัพท์มือถืออย่าง Sprint ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ SoftBank นอกจากนี้ปัจจุบันเขายังดูแลกองทุนของ SoftBank ที่เน้นลงทุนบริษัทในลาตินอเมริกามูลค่ากว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้รายงานว่า Masayoshi Son ซึ่งเป็น CEO ของ SoftBank ได้ถาม Claure ว่า สนใจที่จะรับงานเพิ่มเติมไหม สำหรับหน้าที่ของ Claure ที่ WeWork คาดว่าคือการหาทีมบริหารทีมใหม่ รวมไปถึงการโอกาสลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นของ WeWork ฯลฯ

ปัญหาใหญ่ของ WeWork ที่นักลงทุนเมินเฉยกับบริษัทและไม่สนใจลงทุนจนต้องลดมูลค่าบริษัทลงมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างบริษัทที่ซับซ้อนมากเกินไป เนื่องจากผู้ถือหุ้นต้องการที่จะประหยัดทางด้านภาษี ดังนั้นเมื่อจึงทำให้นักลงทุนไม่สามารถแยกแยะและให้มูลค่าที่ถูกต้องมากที่สุด ดังนั้นนักลงทุนโดยเฉพาะสถาบันการเงินจึงต้องใช้วิธีกดมูลค่าของ WeWork ลงมา

ขณะเดียวกันบริษัทยังโดนตั้งข้อสงสัยเรื่องของธรรมาภิบาลบริษัทในกรณีของ Adam Neumann ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท แต่เจ้าตัวได้นำอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของเข้ามาให้ WeWork เช่าต่อ แม้ว่าเจ้าตัวจะแก้ปัญหานี้โดยการขายสินทรัพย์ให้อีกบริษัทแต่ก็ไม่ได้ทำให้มีความเชื่อมั่นกลับมาด้วยซ้ำ ยังรวมไปถึงสิทธิ์ในการโหวตมากกว่าผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ แม้แต่ SoftBank Vision Fund ที่ถือหุ้นมากกว่าตัวเขา

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามูลค่าของ WeWork ได้ตกลงมาและสร้างผลกระทบให้กับ SoftBank และ SoftBank Vision Fund ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ เนื่องจากมูลค่าบริษัทตกลงมาและทำให้ SoftBank Vision Fund อาจต้องลงบันทึกขาดทุนเนื่องจากมูลค่าของ WeWork ลดลง ส่งผลมาถึงกำไรของ SoftBank ด้วย ซึ่งผู้ลงทุนใน WeWork อย่างเช่น Jefferies ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจรายใหญ่ก็พึ่งลงบันทึกขาดทุนไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

หลังจากที่ต้องเลื่อน IPO ออกไป บอร์ดของ WeWork ก็ได้ตัดสินใจปลด Adam Neumann ออกจาก CEO แต่ได้ให้ตำแหน่งผู้บริหารอาวุโสต่อไป และบอร์ดก็ได้ตั้ง CEO คู่ขึ้นมาคือ Sebastian Gunningham และ Artie Minson นอกจากนี้ผู้บริหารที่สนิทกับอดีต CEO รายนี้ได้ทยอยกันลาออกไปด้วย

นอกจากนี้รายได้บริษัทถึงแม้ว่าจะเติบโตตลอดในช่วงที่ผ่านมา แต่ WeWork ก็ยังมีปัญหาขาดทุนอยู่ ซึ่งการที่ SoftBank พยายามที่จะทำให้ WeWork กลับมามีกำไรนั้นก็เพื่อว่ามูลค่าบริษัทจะได้กลับไปสูงอีกครั้งและ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างไม่มีปัญหา

ที่มา – Gulf News, Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/softbank-maybe-sends-coo-to-turn-wework-to-profit-and-good-management/

ธุรกิจคลาวด์ในไทยเติบโตดี Google จัดงานใหญ่ Google Cloud Summit ครั้งที่ 2 เรียกความเชื่อมั่นจากลูกค้า

Google ประเทศไทย จัดงาน Google Cloud Summit ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจในประเทศไทยได้รับประโยชน์จากระบบคลาวด์มากขึ้น Google Cloud Summit ไม่ได้เป็นเพียงแค่การประชุมสุดยอดด้านคลาวด์เท่านั้น

แต่ยังเป็นการรวมตัวกันขององค์กรธุรกิจชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญด้านระบบคลาวด์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสนทนา การสร้างความร่วมมือ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ลูกค้าของ Google Cloud ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการพลิกโฉมธุรกิจด้วยระบบคลาวด์ นอก จากนี้ยังช่วยให้ Google เข้าใจถึงความต้องการของผู้ประกอบการธุรกิจไทยได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวความสำเร็จของลูกค้า

ทิม ไซแนน ผู้อำนวยการ Google Cloud ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ผมได้พูดคุยกับลูกค้าอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับวิวัฒนาการของคลาวด์ ที่ให้ประโยชน์มากกว่าการช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ ในขณะที่สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีคลาวด์มาใช้

ผู้ประกอบการไทยกำลังให้ความสนใจกับ Google Cloud เพื่อช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ระบุรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ และสร้างความภักดีของลูกค้าด้วยข้อมูลเชิงลึกและการปรับตามความต้องการของลูกค้า 

นอกจากนี้ ลูกค้ายังบอกกับเราอีกว่าพวกเขาต้องการทางเลือกและความยืดหยุ่น และการเปิดกว้างยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ Google Cloud แตกต่างจากแพลตฟอร์มคลาวด์เจ้าอื่นๆ ในตลาด

ตั้งแต่ที่ เราเปิดตัว Anthos ซึ่งเป็นโซลูชันไฮบริดคลาวด์และมัลติคลาวด์ ในงาน Google Cloud Next ’19 โซลูชันนี้ก็ได้ผลตอบรับเชิงบวกอย่างท่วมท้น นั่นเป็นเพราะ Anthos มีการใช้มาตรฐานแบบเปิดและให้ลูกค้าเรียกใช้แอปพลิเคชันของพวกเขาบนระบบเดิมที่มีอยู่ภายในองค์กรหรือในระบบคลาวด์สาธารณะ โดยไม่ต้องทำการปรับแต่งใดๆ

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านดิจิทัลและเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับ Google Cloud ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราได้เห็นถึงความก้าวหน้าอันน่าทึ่งซึ่งเกิดขึ้นได้จริงเมื่อบริษัทและประเทศต่างๆ เดินหน้าสู่อนาคตด้วยแนวทางการเน้นใช้งานระบบคลาวด์ (cloud-first)

ในขณะที่ประเทศไทยยังคงผลิตบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของพวกเขาด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ต่อไปนั้น เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศนี้

ทางด้านของประเทศไทย มีองค์กรธุรกิจทุกขนาดจากทุกอุตสาหกรรมหันมาใช้ Google Cloud เพื่อพลิกโฉมธุรกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ แอร์เอเชีย บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด (มหาชน) บริษัท คอมพิวเตอร์โลจี บริษัท จิตตะ บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป บริษัท โอมิเซะ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท เซอร์ทิส ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป  เป็นต้น

นอกจากนี้ Google Cloud มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Google Cloud ยังเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้อันดับหนึ่งในส่วนของรายรับอื่นๆ ของ Alphabet และเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้อันดับสามสำหรับการเติบโตทางรายได้โดยรวมของ Alphabet 

ในแง่ของผลิตภัณฑ์ จำนวนพนักงานของ Alphabet ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดคือพนักงานในส่วนของ Google Cloud ทั้งในส่วนของตำแหน่งด้านเทคนิคและการขาย ทั้งนี้ Google Cloud มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนพนักงานขายขึ้นเป็นสามเท่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า และกำลังทำการจ้างบุคลากรอย่างต่อเนื่องในตลาดสำคัญๆ ทั่วโลก

 

from:https://www.thumbsup.in.th/google-cloud-summit-in-thailand

ลือ Fitbit กำลังหาคนซื้อกิจการต่อ หลังจากแข่งขันกันสูง เสียส่วนแบ่งทางการตลาด

Fitbit ผู้ผลิตสายรัดเพื่อสุขภาพ แม้ว่าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจแล้วก็ตาม ล่าสุดบริษัทได้ติดต่อวาณิชธนกิจเพื่อหาลู่ทางในการขายกิจการหลังธุรกิจมีการแข่งขันสูงจนเสียส่วนแบ่งทางการตลาด

Fitbit
ภาพจาก Shutterstock

Reuters ได้รายงานจากแหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนว่า ตอนนี้ Fitbit ผู้ผลิตสายรัดเพื่อสุขภาพ ได้เริ่มติดต่อสถาบันการเงินและวาณิชธนกิจในการหาลู่ทางในการขายกิจการ แม้ว่าบริษัทจะได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยการผลิตสมาร์ทวอทช์และเพิ่มกลุ่มสินค้าราคาถูกแล้วก็ตาม

Fitbit นั้นต้องแข่งกับคู่แข่งหลายรายจนเสียความสามารถในการแข่งขันไป โดยข้อมูลจาก Strategy Analytics นั้น Apple ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดใหญ่ที่สุดถึง 46.4% และ Samsung ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด 15.9% ขณะที่ Fitbit มีส่วนแบ่งเหลือแค่ 9.8% ซึ่งในปีที่แล้วผู้สายรัดเพื่อสุขภาพรายนี้มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากถึง 15.2%

ไตรมาส 2 ล่าสุด Fitbit มีรายได้รวม 313.6 ล้านเหรียญสหรัฐ มีผลการดำเนินงานขาดทุน 68.5 ล้านเหรียญสหรัฐ  มูลค่ากิจการปัจจุบันอยู่ที่ 1,059 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ Reuters ยังได้รายงานว่าผู้ที่สนใจที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google อย่างไรก็ดีตัวแทนของ Fitbit และ Alphabet ได้ออกมาปฎิเสธความเป็นไปได้ในการซื้อกิจการแล้ว แต่ราคาหุ้นของ Fitbit ได้วิ่งรับข่าวโดยบวกไปถึง 22%

ที่มา – 9to5 Google

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/fitbit-contact-investment-banking-to-sale-company-reuters-source-says/

Data Driven Marketing กุญแจสำคัญของการตลาดยุค “Marketing 5.0″

เมื่อเทคโนโลยีเติบโตแบบก้าวกระโดด จนทำให้พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่า รูปแบบการเติบโตเช่นนี้จะเกิดขึ้นในระยะเวลาที่สั้นลงเรื่อยๆ สังเกตได้จากแบรนด์ที่ต้องคอยปรับตัวและพยายามสื่อสารกับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ด้วยวิธีการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การทำ Marketing 4.0 ที่เน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เราควรก้าวเข้าสู่ยุค Marketing 5.0 เสียที

นายไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ กรรมการผู้จัดการบริษัท Alchemist

(Disclaimer : Alchemist เป็นบริษัทในเครือ Rabbit Digital Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเว็บ Thumbsup in Thailand)

 

Marketing 5.0 คืออะไร? คุณไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ กรรมการผู้จัดการบริษัท Alchemist จะมาให้คำตอบเรื่องนี้กัน หากจะจำกัดความก็คือ Age of personalized Omni-channel experiences” ซึ่งเป็นเทรนด์การตลาดแบบใหม่ที่มี Data เป็นเครื่องมือหลักอันทรงพลังในการสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจเฉพาะบุคคล และสำหรับการตลาดยุคนี้ “ข้อมูล” ก็เปรียบเสมือนบ่อน้ำมันที่รอให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีความรู้ความเข้าใจขุดเจาะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์นั่นเอง

สำหรับแบรนด์ หากสามารถนำ Data ที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้กับการทำการตลาดได้ถูกที่ถูกทาง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือความเข้าใจลูกค้าที่ไม่ได้เกิดจากการ Survey สอบถามความเห็นเท่านั้น แต่เป็น Fact ที่จับต้องได้จริงโดยมีพฤติกรรมของลูกค้าเป็นเครื่องยืนยันนั่นเอง ทั้งนี้ องค์ประกอบของการทำ Marketing 5.0 ประกอบไปด้วย 4 ส่วน

  • ส่วนแรกคือ Omni-channel คือการใช้ Channel ที่หลากหลายเพื่อสื่อสารกับลูกค้า ลองนึกภาพตามว่าถ้าเราต้องการจะคุยกับคนหนึ่งคน เราสามารถพูดคุยกับเขาผ่านช่องทางใดบ้าง เช่น อีเมล SMS หรือไลน์ เมื่อนึกตามแล้ว จะพบว่าไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งหรือสองช่องทาง หรือจำกัดแค่ในออนไลน์หรืออฟไลน์เท่านั้น และในแต่ละช่องทาง เขาก็มีวิธีการตอบสนองที่แตกต่างกันไปอีกด้วย Channel จึงเป็นส่วนแรกที่แบรนด์จะต้องเข้าใจ
  • ส่วนที่สองคือ Personalized หรือ การเจาะจงเฉพาะบุคคล เพราะในยุค 5.0 รูปแบบการสื่อสารถูกพัฒนาให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น ละเอียดยิ่งขึ้น Message จากแบรนด์จึงต้องถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความต้องการหรือความชอบของคนๆ นั้น แปลว่า ถ้าต้องการสื่อสารกับคนหนึ่งล้านคน แบรนด์อาจจะต้อง Personalize Message ออกมาหนึ่งล้านรูปแบบ เพื่อให้ตรงกับความสนใจของแต่ละคน
  • ส่วนที่สามคือ Automation หมายถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาทำงานทดแทนการใช้ Man Hour (ชั่วโมงการทำงานต่อคน) เป็นจำนวนมากหรือเกินความสามารถที่มนุษย์จะทำได้ ดังเช่น การ Personalize Message ตามตัวอย่างที่กล่าวไป การออกแบบให้มีลักษณะเฉพาะบุคคลและพิมพ์ข้อความ 1 ล้านรูปแบบเพื่อส่งออกไป อาจกลายเป็นต้นทุนมหาศาลทั้งด้านเวลา ราคาและทรัพยากรบุคคล หากไม่มีเครื่องมือรองรับที่ดีและมีประสิทธิภาพมากพอ ส่วนนี้คือ  Automation ที่เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยงานของมนุษย์ให้รวดเร็วขึ้นได้
  • และส่วนสุดท้ายคือ Predictive หมายถึง การทำการตลาดที่ใช้ Intelligence เข้ามาช่วย ทำให้ไม่ใช่แค่เข้าใจลูกค้าเท่านั้น แต่ยังสามารถเรียนรู้และคาดการณ์พฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำp

จะเห็นว่าทั้ง 4 ส่วนดังกล่าวประกอบกันเป็น Marketing 5.0 โดยแต่ละส่วนจะเข้ามาช่วยจัดการและใช้งาน Data ที่แบรนด์มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำการตลาด (Data – Driven Marketing) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดปัจจุบันกำลังมองหาเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ความคิดสร้างสรรค์หรือการสื่อสารที่ทรงพลังก็อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป หากขาดการสร้าง Relationship ในระยะยาวกับลูกค้า การสื่อสารอาจจบในครั้งเดียว ไม่ได้เป็น Authentic Relationship หรือความสัมพันธ์เหนียวแน่นแท้จริงที่จะทำให้ลูกค้าประทับใจ เกิดความภักดีต่อแบรนด์และอยากกลับมาหาแบรนด์อีกครั้ง เพราะฉะนั้นการทำ CRM (Customer Relationship Management) จึงเป็นอีกส่วนสำคัญที่แบรนด์ควรทำควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จาก Data

Alchemist เชื่อมั่นในการทำ Data – Driven Marketing ที่สามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจของลูกค้าได้ เราในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับ Salesforce แพลตฟอร์มการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) อันดับหนึ่งของโลก จึงได้มีโอกาสนำ Tools ที่ชื่อว่า Salesforce Marketing Cloud มาใช้ในการทำ CRM ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คือการเข้ามาสร้าง Personalized Experience ระหว่างแบรนด์และลูกค้าให้มีความพิเศษและเฉพาะเจาะจงในแบบ 1:1 เพื่อให้ Message ที่ส่งออกไปตรงใจและตรงกับความต้องการของลูกค้านั่นเอง

เชื่อว่า อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนอาจจะคิดว่า การทำ Data-driven Marketing เป็นเพียงการนำ Tools ต่าง ๆ เข้ามาใช้ แต่จริง ๆ แล้ว หากขาดความเข้าใจและจุดมุ่งหมายของการใช้ Tools ก็อาจเป็นแค่การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการนำ Tools มาใช้อย่างตรงจุด รู้และเข้าใจ Pain Point ว่าปัญหาคือจุดไหน และเทคโนโลยีนั้น ๆ จะเข้ามาแก้ปัญหาได้อย่างไร การมีที่ปรึกษาอย่าง Alchemist ที่จะดูแลการสื่อสารตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เริ่มต้นตั้งแต่ Data Strategy – Creativity – Implementation และทั้งหมดนี้ จะเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับการทำ Marketing ยุคใหม่ให้มีประสิทธิภาพและสามารถไปถึงเป้าหมายได้อย่างที่แบรนด์ตั้งเป้าไว้นั่นเอง

from:https://www.thumbsup.in.th/data-driven-marketing-from-alchemist

Derrick Xiong Yifang อัปเดทธุรกิจ “แท็กซี่บินได้” มาแน่ในจีน

วันนี้ธุรกิจ “แท็กซี่บินได้” ของจีนยังคงติดขัดขั้นตอนบางอย่างก่อนที่จะเปิดศักราชให้บริการเชิงพาณิชย์ แต่ Derrick Xiong Yifang ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าทีมการตลาดบริษัท Ehang ดาวรุ่งวงการ flying taxi ของจีนก็ยังมั่นใจว่านักเดินทางในจีนกำลังจะได้สัมผัสแท็กซี่บินได้ที่ขับเคลื่อนได้เองในเร็ววันนี้ โดยย้ำว่าแท็กซี่บินได้จะพาทุกคนบินผ่านถนนและอาคารสุดพลุกพล่านได้ง่ายด้วยการกดปุ่มเท่านั้น

สำหรับ Ehang บริษัทจากกวางโจวที่ Derrick Xiong Yifang ก่อตั้งขึ้นนั้นนิยามตัวเองว่าเป็นผู้ผลิตอากาศยานไฟฟ้าขับเคลื่อนตัวเองสำหรับให้บริการผู้โดยสารรายแรกของโลก ซึ่งหลังจากหลายปีที่แท็กซี่บินได้ถูกพูดถึงในประเทศจีน ขณะนี้โดรนโดยสารของ Ehang กำลังกลายเป็น buzz ร้อนแรงหลังจาก Derrick Xiong Yifang ย้ำกับสื่อมวลชนว่าเที่ยวบินเชิงพาณิชย์กำลังใกล้คลอดเต็มที

เริ่มก่อนที่บ้านเกิด

Derrick Xiong Yifang ให้สัมภาษณ์ว่า Ehang จะให้บริการแท็กซี่บินได้เชิงพาณิชย์ในกวางโจวเร็ววันนี้ แต่ยังไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกรอบเวลาการเริ่มเปิดบริการในวงกว้าง รวมถึงจำนวนแท็กซี่บินได้ที่ Ehang เตรียมไว้สำหรับเปิดให้บริการในระยะแรก และราคาค่าโดยสารเริ่มต้นในเที่ยวบิน

ทั้งหมดนี้ Ehang ประกาศเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่าสำนักงานใหญ่ในกวางโจวจะทำหน้าที่เป็นเมืองนำร่องที่เปิดให้บริการ “รถโดยสารทางอากาศ” ซึ่งจะปักหมุดให้กวางโจวเป็นเมืองแรกที่ชาวเมืองจะได้สัมผัสกับรถบินได้ในประเทศจีน

Ehang ถือเป็นสตาร์ทอัปที่ได้รับความสนใจในวันที่ประเทศจีนกำลังผลักดันการนำเทคโนโลยีการขนส่งใหม่มาช่วยจัดการกับถนนที่คับคั่งในเมืองใหญ่ ซึ่งหาก Ehang ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวเชิงพาณิชย์ จีนก็จะกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่มีรถแท็กซี่บินได้อัตโนมัติที่พร้อมให้บริการผู้โดยสารทุกวัน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ Ehang ยังคงเผชิญคือปัญหาเรื่องกฎระเบียบใหม่ และข้อกังวลด้านความปลอดภัยสาธารณะ รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากร และการบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่ Ehang ต้องสร้างมาตรฐานให้ได้ก่อนที่แท็กซี่บินได้จะพร้อมเปิดศักราชเชิงพาณิชย์

ต้องเชื่อและมั่นใจ

Derrick Xiong Yifang ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมาตลอด ถึงความเชื่อมั่นว่าบริษัทจะสามารถเอาชนะความท้าทายพื้นฐาน เพื่อให้บริษัทเปิดตัวแท็กซี่บินได้ในเชิงพาณิชย์ไม่ว่าจะในแง่ของเทคโนโลยีหรือกฎระเบียบ โดยบอกว่าบริษัทกำลังทำงานกับหน่วยงานกำกับดูแลของจีน เพื่อช่วยกำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆได้เหมาะสมในเวลารวดเร็ว

ในเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว Ehang กลายเป็นบริษัทแรกในประเทศจีนที่เริ่มทดสอบโดรนไฟฟ้าระบบอัตโนมัติที่มีผู้โดยสารบนเครื่อง ในกลุ่มผู้ร่วมโดยสารที่มีจำนวนมากกว่า 200 คน มีรองนายกเทศมนตรีเมืองกวางโจวรวมอยู่ด้วย โดยเป็นหนึ่งในผู้โดยสารที่บินเที่ยวไประยะทาง 15 กิโลเมตร โดยมีบางเที่ยวบินที่เดินทางด้วยความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับ Ehang เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้ Aviation Industry Corp of China ของรัฐบาลจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 โดยวิศวกรชาวจีนชื่อ Hu Huazazi บริษัทได้รับการสนับสนุนจาก GGV Capital จน Ehang เปิดตัวรถแท็กซี่บินได้รุ่นแรกคือ 184 ที่งาน Consumer Electronics Show ที่ลาสเวกัสปี 2016 รุ่นล่าสุดคือ Ehang 216 ขนาด 2 ที่นั่ง เปิดตัวแล้วในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

สิ่งสำคัญที่เราได้รับจากข่าวนี้คือสถานที่เปิดตัวของ Ehang สะท้อนจุดยืนของบริษัทที่พร้อมนำเสนอตัวเองต่อโลกตะวันตก ประเด็นนี้เห็นชัดเมื่อมองที่ดีกรีของ Derrick Xiong Yifang ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Duke University หลังจากจบการศึกษาที่ Nanyang Technological University มาก่อน โดย Derrick Xiong Yifang ได้ออกมาชักชวนหัวกะทิของมหาวิทยาลัยดังอย่าง Carnegie Mellon University, Harvard University, Massachusetts Institute of Technology (MIT), Brown University และอีกหลายสถาบันเพื่อหวังเพิ่มศักยภาพให้ทีมงานของ Ehang เกรียงไกรกว่าเดิม.

ที่มา: : TIA

from:https://www.thumbsup.in.th/derrick-xiong-yifang-ehang

ลือ WeWork อาจยกเลิกนำบริษัทเข้า IPO หลังมูลค่ากิจการต่ำกว่าคาด นักลงทุนไม่สนใจ

WeWork ผู้ให้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซ อาจโดน SoftBank กดดันให้ยกเลิกการนำบริษัทเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากนักลงทุนไม่สนใจในกิจการจนต้องปรับลดมูลค่ากิจการลงมาต่ำกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญแล้ว

WeWork
ภาพจาก Shutterstock

WeWork เจ้าของ Co-Working Space รายใหญ่ ได้ถูก SoftBank ขอให้ยกเลิกกระบวนการ IPO หลังจากที่มูลค่าบริษัทนั้นลดลงอย่างมาก ขณะเดียวกันถ้าหาก WeWork ไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็อาจทำให้เป้าหมายที่บริษัทนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปขยายธุรกิจเพิ่มนั้นอาจพังลง แต่ SoftBank อาจใช้วิธีเพิ่มเงินลงทุนและรอโอกาสในการนำ WeWork เข้า IPO ใหม่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา Wall Street Journal ได้รายงานว่า เจ้าของ Co-Working Space รายใหญ่นี้อาจปรับลดมูลค่าบริษัทลงมาต่ำกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อที่นักลงทุนจะได้สนใจในบริษัทมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้บริษัทเริ่มต้นที่จะ IPO ด้วยมูลค่าบริษัท 47,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ได้เงินลงทุนจาก SoftBank Vision Fund

ปัญหาใหญ่ของ WeWork ที่นักลงทุนเมินเฉยกับบริษัทและไม่สนใจลงทุนจนต้องลดมูลค่าบริษัทลงมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างบริษัทที่ซับซ้อนมากเกินไป เนื่องจากผู้ถือหุ้นต้องการที่จะประหยัดทางด้านภาษี ขณะเดียวกันบริษัทยังโดนตั้งข้อสงสัยเรื่องของธรรมาภิบาลบริษัทในกรณีของ Adam Neumann ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท แต่เจ้าตัวได้นำอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของเข้ามาให้ WeWork เช่าต่อ แม้ว่าเจ้าตัวจะแก้ปัญหานี้โดยการขายสินทรัพย์ให้อีกบริษัทแต่ก็ไม่ได้ทำให้มีความเชื่อมั่นกลับมาด้วยซ้ำ ยังรวมไปถึงสิทธิ์ในการโหวตมากกว่าผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ แม้แต่ SoftBank Vision Fund ที่ถือหุ้นมากกว่าตัวเขา

ไม่เพียงแค่นั้น CEO ของ WeWork เองยังได้ขายหุ้นออกมาในช่วงที่บริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอน IPO ยิ่งทำให้นักลงทุนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงต้องขายหุ้นในช่วงนี้ แถมซ้ำร้ายสภาวะตลาดหุ้นที่กลับมาย่ำแย่หลังจากเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ทำให้นักลงทุนต้องการรักษาสินทรัพย์ ยิ่งทำให้ความน่าสนใจของ WeWork ลดลงไปอีก รวมไปถึงว่าในระยะยาวแล้วโมเดลการทำธุรกิจแนวนี้จะไปรอดหรือไม่

หลังจากที่ WeWork ได้พยายามลดมูลค่าบริษัทลงมาเรื่อยๆ ทำให้ SoftBank ตัดสินใจที่อาจนำ Co-Working Space รายใหญ่นี้เข้า IPO และเพิ่มเงินลงทุนไปแทน สาเหตุมาจากถ้าหากมูลค่าของ WeWork ลดลงอาจทำให้ SoftBank มีปัญหาในการระดมทุน SoftBank Vision Fund กองที่ 2 ทันที แถมยังทำให้หุ้นของ SoftBank ได้รับผลกระทบเนื่องจาก SoftBank Vision Fund ต้องรายงานขาดทุนจากมูลค่าบริษัทที่ลดลง

แต่ปัญหาอาจไม่ได้หมดแค่นั้น โดยถ้าหาก WeWork พลาดการ IPO อาจทำให้บริษัทอดได้เงินที่ได้จากการระดมทุน นอกจากก็อาจพลาดในการเข้าถึงเงินกู้ก้อนใหญ่กว่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐจาก 2 จากวาณิชธนกิจอย่าง JP Morgan และ Goldman Sachs รวมไปถึงเงินที่ได้จากการระดมทุนในช่วง IPO ที่บริษัทตั้งไว้สูงสุดประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ล่าสุด WeWork อาจใช้วิธีขายหุ้นกู้เพื่อระดมทุนบางส่วนแทน โดย Bloomberg ได้รายงานอ้างอิงจากผู้บริหารระดับสูงไม่ระบุตัวตนจากสถาบันการเงินว่า WeWork สนใจใช้วิธีนี้ในการระดมทุน ซึ่งบริษัทกำลังหาสัดส่วนที่เหมาะสมว่าจะออกหุ้นกู้มาจำนวนเท่าใด

ปัจจุบัน SoftBank Vision Fund ถือหุ้น WeWork สัดส่วน 29% รายได้ของ WeWork ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ขาดทุน 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ 6 เดือนแรกของปี 2019 รายได้อยู่ที่ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ขาดทุนจากการดำเนินการ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา – Business Insider, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/softbank-wework-cancel-ipo-because-lowering-valuation-and-missed-loan-6-billion/