คลังเก็บป้ายกำกับ: TECHNOLOGY

ออสเตรเลียไฟเขียวกฎหมายเก็บเงิน Facebook และ Google ค่าเผยแพร่คอนเทนต์ข่าวบนแพลตฟอร์ม

วันนี้ (25 ก.พ.) รัฐสภาออสเตรเลียผ่านกฎหมาย (Media Code)ให้ Facebook และ Google จ่ายเงินให้กับสำนักข่าวในออสเตรเลียสำหรับค่าทำคอนเทนต์ข่าวลงบนแพลตฟอร์ม โดยถือเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายดังกล่าว และอาจทำให้ประเทศอื่นๆ ดำเนินรอยตาม

“เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจสื่อจะได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรมในการทำคอนเทนต์ข่าว” Josh Frydenberg รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวในแถลงการณ์

กฎหมายดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงกันมายาวนานหลายเดือน ล่าสุด Facebook และ Google บรรลุข้อตกลงการค้ากับรัฐบาลออสเตรเลียแล้ว

ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กคัดค้านกฎหมายดังกล่าว โดยดำเนินการบล็อกเนื้อหาข่าวสารจากสื่อและหน่วยงานรัฐในออสเตรเลีย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนกูเกิล เคยกล่าวว่าจะเลิกฟังก์ชันสืบค้นข้อมูลในออสเตรเลียหากรัฐบาลออสเตรเลียบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้รัฐบาลออสเตรเลียยินยอมเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายบางประการ

ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่าจะทบทวนกฎหมายดังกล่าวอีกครั้งในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของนโยบายรัฐ

อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่ารัฐบาลทั่วโลกจะดำเนินตามรอยออสเตรเลียหรือไม่ เนื่องจากเป็นการดึงเงินจากแพลตฟอร์มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และสนับสนุนอุตสาหกรรมสื่อในประเทศอีกด้วย

ที่มา

CNN

Cnet

 

from:https://www.thumbsup.in.th/australia-media-code?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=australia-media-code

รวม 7 เว็บไซต์ ใช้ฟรี รู้แล้วชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

การทำงานในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นการอยู่กับเทคโนโลยี จะดีแค่ไหนถ้าเรามีตัวช่วยดีๆ ไม่ว่าจะเป็นการหารูปสวยๆ ฟอนต์สวยๆ ไดคัตรูป ฯลฯ

รวมมาให้แล้ว! 7 เว็บไซต์ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นจากประสบการณ์ตรงของทีมงาน Thumbsup in Thailand

Remove.bg

อยากได้รูปพื้นหลังโปร่งใส (PNG) แต่ไม่มีเวลาไดคัตในโปรแกรมต่างๆ เว็บนี้เป็นอีกทางลัดนึง เพียงแค่อัปโหลดรูปภาพที่ต้องการลงไป จากนั้นระบบจะไดคัตให้โดยอัตโนมัติ เรายังสามารถปรับแต่งส่วนที่ต้องการหรือไม่ต้องการได้เพิ่มเติม แต่หากต้องการภาพความละเอียดสูงอาจจะจ่ายเงินเพื่อเป็นบัญชีพรีเมี่ยม

Unsplash.com

อยากได้รูปสวยๆ ชัดๆ หาใน Google ก็กลัวติดลิขสิทธิ์ นี่เลย! Unsplash สต็อกรูปภาพฟรี สามารถนำไปใช้ได้เลยไม่ติดลิขสิทธิ์

Tordtape.com

เว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อการถอดเทปโดยเฉพาะ เราสามารถเปิดไฟล์เสียง และพิมพ์ได้ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้หากเสียงช้าหรือเร็วไปก็สามารถปรับลดได้ ฟังไม่ทันก็ย้อนกลับได้ด้วยคีย์ลัดในคีบอร์ด โดยไม่จำเป็นต้องใช้เมาส์อีกด้วย

Adobe Color

อยากทำสไลด์ แต่คิดไม่ออกว่าต้องใช้คู่สีไหนถึงจะสวย Adobe มีหน้าเว็บไซต์ที่ให้เราสามารถเข้าไปเลือกสีหลักในวงล้อ จากนั้นระบบจากเลือกคู่สีที่เหมาะโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้เรายังปรับรูปแบบเป็น เลือกเฉดสี สีตรงข้าม หรือโมโนโครมได้อีกด้วย

WhatTheFont

ฟอนต์นี้สวยดี แต่ไม่รู้ว่าคือฟอนต์อะไร เพียงแค่แคปหน้าจอแล้วนำรูปมาอัปโหลดบนเว็บ What The Fonts ระบบของเว็บก็จะค้นหาฟอนต์ในรูปหรือฟอนต์ที่ใกล้เคียงให้ทันที
*ทั้งนี้ ฟอนต์ภาษาไทยอาจจะยังไม่รองรับ

Typethai.co

หมดปัญหาการไปร่วมงานพิธีต่างๆ แล้วไม่รู้ว่าจะใส่ซองเท่าไหร่ดี เว็บไซต์นี้มีระบบคำนวณให้ โดยระบุประเภทงาน ความสนิท ระดับรายได้ เพื่อคำนวณจำนวนเงินมาให้เลย

Tax Planning

ทำงานหาเงินแล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะจ่ายภาษีเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ ในเว็บตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเราสามารถกรอกรายได้ และข้อมูลเพิ่มเติมที่สามารถลดหย่อนภาษี เพื่อคำนวณภาษีโดยรวมที่เราต้องจ่ายแต่ละปีได้เลย

from:https://www.thumbsup.in.th/7-web-easier-life?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=7-web-easier-life

รวม 7 เว็บไซต์ ใช้ฟรี รู้แล้วชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

การทำงานในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นการอยู่กับเทคโนโลยี จะดีแค่ไหนถ้าเรามีตัวช่วยดีๆ ไม่ว่าจะเป็น การหารูปสวยๆ ฟอนต์สวยๆ ไดคัตรูป ฯลฯ มีเว็บไซต์ (website) ไหนบ้าง ไปดูกันเลย

Remove.bg

อยากได้รูปพื้นหลังโปร่งใส (PNG) แต่ไม่มีเวลาไดคัตในโปรแกรมต่างๆ เว็บนี้เป็นอีกทางลัดนึง เพียงแค่อัปโหลดรูปภาพที่ต้องการลงไป จากนั้นระบบจะไดคัตให้โดยอัตโนมัติ เรายังสามารถปรับแต่งส่วนที่ต้องการหรือไม่ต้องการได้เพิ่มเติม แต่หากต้องการภาพความละเอียดสูงอาจจะจ่ายเงินเพื่อเป็นบัญชีพรีเมี่ยม

Unsplash.com

อยากได้รูปสวยๆ ชัดๆ หาใน Google ก็กลัวติดลิขสิทธิ์ นี่เลย! Unsplash สต็อกรูปภาพฟรี สามารถนำไปใช้ได้เลยไม่ติดลิขสิทธิ์

Tordtape.com

เว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อการถอดเทปโดยเฉพาะ เราสามารถเปิดไฟล์เสียง และพิมพ์ได้ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้หากเสียงช้าหรือเร็วไปก็สามารถปรับลดได้ ฟังไม่ทันก็ย้อนกลับได้ด้วยคีย์ลัดในคีบอร์ด โดยไม่จำเป็นต้องใช้เมาส์อีกด้วย

Adobe Color

อยากทำสไลด์ แต่คิดไม่ออกว่าต้องใช้คู่สีไหนถึงจะสวย Adobe มีหน้าเว็บไซต์ที่ให้เราสามารถเข้าไปเลือกสีหลักในวงล้อ จากนั้นระบบจากเลือกคู่สีที่เหมาะโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้เรายังปรับรูปแบบเป็น เลือกเฉดสี สีตรงข้าม หรือโมโนโครมได้อีกด้วย

WhatTheFont

ฟอนต์นี้สวยดี แต่ไม่รู้ว่าคือฟอนต์อะไร เพียงแค่แคปหน้าจอแล้วนำรูปมาอัปโหลดบนเว็บ What The Fonts ระบบของเว็บก็จะค้นหาฟอนต์ในรูปหรือฟอนต์ที่ใกล้เคียงให้ทันที
*ทั้งนี้ ฟอนต์ภาษาไทยอาจจะยังไม่รองรับ

Typethai.co

หมดปัญหาการไปร่วมงานพิธีต่างๆ แล้วไม่รู้ว่าจะใส่ซองเท่าไหร่ดี เว็บไซต์นี้มีระบบคำนวณให้ โดยระบุประเภทงาน ความสนิท ระดับรายได้ เพื่อคำนวณจำนวนเงินมาให้เลย

Tax Planning

ทำงานหาเงินแล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะจ่ายภาษีเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ ในเว็บตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเราสามารถกรอกรายได้ และข้อมูลเพิ่มเติมที่สามารถลดหย่อนภาษี เพื่อคำนวณภาษีโดยรวมที่เราต้องจ่ายแต่ละปีได้เลย

from:https://www.thumbsup.in.th/7-website-easier-life?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=7-website-easier-life

Bitcoin ราคาแกว่งหนัก หลังมูลค่าร่วง 10% สองวันติดต่อกัน

บิตคอยน์ (Bitcoin) สกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในโลก ราคาขึ้นลงแบบโรลเลอร์โคสเตอร์อยู่ในกรอบ 45,000- 50,000 ดอลลาร์ หลังทำสถิติสูงสุดที่ 58,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือราว 1,750,000 บาท

สำนักข่าว CNN รายงานว่าราคาที่ปรับตัวลดลงในระยะสั้นเป็นผลมาจาก Elon Musk ซีอีโอ Tesla, Janet Yellen รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา, และ Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft

หลังจากบิตคอยน์ทำราคาสูงสุดที่ 58,000 ดอลลาร์ในวันอาทิตย์ราคาก็ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง หลัง Elon Musk ทวีตว่า bitcoin และ ethereum สองสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นราคาสูงเกินไป

ต่อมาในวันจันทร์ (21 ก.พ) Janet Yellen ได้กล่าวในงานสัมมนาว่า ‘บิตคอยน์ไม่มีประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมอย่างยิ่ง’ และแสดงความกังวลเกี่ยวกับราคาที่ผันผวนรุนแรง

นอกจากนี้ Bill Gates ได้ออกมาเตือนนักลงทุนว่า ‘หากคุณมีเงินน้อยกว่า Elon Musk คุณควรระมัดระวัง’ เขาออกตัวว่าส่วนตัวไม่ได้สนใจบิตคอยน์เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่มีการเก็งกำไรสูง

อย่างไรก็ตาม ราคาบิตคอยน์เพิ่มขึ้นกว่า 65% นับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2021 ท่ามกลางความกังวลของหลายนักวิเคราะห์หลายรายเกี่ยวกับฟองสบู่ที่กำลังก่อตัวขึ้น

ที่มา

CNN

from:https://www.thumbsup.in.th/bitcoin-tumbling?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=bitcoin-tumbling

Binance coin (BNB) พุ่ง 100% ใน 7 วัน ขึ้นแท่นสกุลเงินดิจิทัลอันดับ 3 ของโลก

ภาพจาก coinpage

Binance coin หรือ BNB ขึ้นแท่นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก หลังราคาพุ่งมากถึง 42% ในรอบ 24 ชั่วโมง และเติบโต 100% ใน 7 วัน

ส่งผลให้ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวม 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้า Tether (USDT) และ Cardano (ADA)

ทั้งนี้ BNB เหรียญที่สร้างขึ้นโดย Binance เว็บไซต์ซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเป็นระบบนิเวศหลักของแพลตฟอร์ม ช่วยลดค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย

เหรียญ BNB เริ่มเปิดให้ซื้อขายในเดือนพฤศจิกายนปี 2017 จนถึงปัจจุบันเทียบสัดส่วนการเติบโตได้มากถึง 475,000% เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผกผันโดยตรงกับจำนวนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นใน Binance Smart Chain

ที่มา

finance magnates

coin telegraph

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/finance-coin-top-3?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=finance-coin-top-3

6 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Clubhouse

มาแรงอย่างต่อเนื่องสำหรับปรากฎการณ์ ‘Clubhouse’ แอปพลิเคชันโซเชียลน้องใหม่ที่สื่อสารกันด้วยเสียงเท่านั้น

แม้ว่ากระแสจะเข้ามาในสังคมออนไลน์ได้หลายอาทิตย์แล้ว แต่ก็ยังมีหลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับแอปฯนี้อยู่ไม่น้อย

ทีมงาน Thumbsup จึงได้ทดลองใช้งานและรวบรวมข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อใครหลายคนไว้แล้ว มีอะไรบ้างไปดูกันเลยครับ

Invite ด้วยเบอร์โทรศัพท์ไม่ใช่ Username

หลายคนโหลดแอปฯ มาแล้ว กรอกชื่อ-สกุล เบอร์โทรศัพท์ และตั้ง Username เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงรอ Invite แต่สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ แชร์ @Username ตามโพสต์หรือกลุ่มต่างๆ เพื่อตามหา Invite ซึ่งความจริงต้องเมมเบอร์โทรศัพท์เพื่อส่ง SMS คำเชิญเท่านั้น ทั้งนี้ การโพสต์เบอร์โทรไว้แบบสาธารณะก็ไม่ปลอดภัย ขอแนะนำให้ inbox นะครับ

อยากเป็น Speaker ต้องมีความรู้

ในช่วงแรกเรามักจะเห็นห้องสนทนาต่างๆ ที่มีหัวข้อน่าเข้าไปหาความรู้ แต่ในระยะหลังห้องสนทนาใน Clubhouse มีความคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ และหลากหลายมากขึ้น อาทิ วิธีรับมือกับการเป็นคนดัง, เราจะแกล้งเสียงหล่อกันแบบไร้เหตุผล, เราจะแกล้งเป็น เป็นต้น

Android ไม่สามารถเล่นได้

จริงอยู่ที่ ณ ปัจจุบัน (17 ก.พ.) แอปฯ Clubhouse รองรับระบบ IOS เท่านั้น แต่ไม่ใช่ว่า Android จะไม่สามารถเล่นได้เลย ใน Townhall ล่าสุดผู้พัฒนาแอปฯ ประกาศว่ากำลังเร่งพัฒนาเพื่อรองรับระบบ Android ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานคงได้รับข่าวดี

เปลี่ยนชื่อและ Username ไม่ได้

คลับเฮาส์ระบุไว้ตอนสมัครว่า เป็นแอปพลิเคชันสำหรับตัวตนจริงๆ ใช้ชื่อ-สกุลจริง เนื่องจากผู้ก่อตั้งต้องการให้เกิดชุมชนที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้ ดังนั้นจึงเปิดโอกาสให้สามารถเปลี่ยนชื่อและ Username ได้ 1 ครั้ง

หนึ่งบัญชีเชิญได้แค่ 2 ครั้งเท่านั้น

เมื่อสร้างบัญชีบน Clubhouse สำเร็จแล้ว ที่ไอค่อนจดหมายเราจะพบว่า Clubhouse อนุญาตให้เราสามารถเชิญคนอื่นๆ ได้ 2 ครั้งแล้วก็จะหมดไป แต่ในบางกรณีเราสามารถกดปุ่ม ‘Let them in’ ซึ่งเป็นการอนุมัติให้คนรู้จักสร้างบัญชีได้โดยไม่เสีย Invite นอกจากนี้เมื่อเล่นไประยะหนึ่งแอปฯ จะแจก Invite เพิ่มอีก 3 ครั้ง

ต้องเป็น CEO หรือ Co-founder เท่านั้น

อย่าตกใจไปถ้าเข้าแอปฯ ไปแล้วเจอแต่ CEO หรือ Co-founder ขององค์กรต่างๆ ภายในแอปฯ ไม่มีนโยบายจำกัดว่าผู้ใช้งานต้องมีตำแหน่งอะไร เพียงแค่คุณได้รับเชิญจากผู้ใช้ในแอปฯ ก็สามารถมีบัญชีใน Clubhouse ได้แล้ว

 

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/misunderstand-clubhouse?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=misunderstand-clubhouse

ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย เป้าหมายของเอสเอ็มอีในปี 2564 โดยซิสโก้

ซิสโก้ ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยี เผยรายงานการศึกษาฉบับล่าสุดว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในประเทศไทยมีความเห็นว่า การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย” (21%) คือเป้าหมายทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดในปีนี้ (อีก 12 เดือนข้างหน้าส่วนเป้าหมายรองลงมาคือ ใช้เทคโนโลยีในการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ๆ (16%)  อย่างไรก็ตาม ปัญหาท้าทายสำคัญที่สุดสำหรับเอสเอ็มอีไทยก็คือ การมองหาช่องทางอื่นๆ ในการขายและจัดส่งสินค้า (59%) ตามด้วย การปรับปรุงประสิทธิภาพของพนักงาน (50%)

ทวีวัฒน์ จันทรเสโน รักษาการกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน บริษัท ซิสโก้ กล่าวว่า “การแพร่ระบาดส่งผลให้วิธีการทำงานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และองค์กรธุรกิจทุกขนาดทั่วโลกต้องปรับเปลี่ยนไปสู่สภาพแวดล้อมการทำงานจากที่บ้าน

ด้วยเหตุนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ไม่แน่นอนในปี 2564 ธุรกิจเอสเอ็มอีในไทยควรพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการเร่งดำเนินการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) การรวมประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี รวมถึงโซลูชั่นคลาวด์ เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย และการใช้ระบบอัตโนมัติ คือแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และเสริมสร้างขีดความสามารถได้อย่างเต็มศักยภาพ”

3 แนวโน้มสำคัญ

การรวมประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ผลการศึกษาเปิดเผยว่า “ประสบการณ์ลูกค้า” (59%) เป็นภารกิจสำคัญสูงสุดในการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล ขณะที่เอสเอ็มอีพัฒนาไปสู่ประสบการณ์ลูกค้าแบบไร้สัมผัส (Contactless) เพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของการเจาะกลุ่มเป้าหมาย การติดต่อสื่อสาร และการเปิดบัญชีลูกค้า บริษัทจำเป็นที่จะต้องคิดหาแนวทางใหม่ๆ ในการบูรณาการประสบการณ์ดิจิทัลเข้ากับการติดต่อสื่อสารทางกายภาพอย่างไร้รอยต่อและเอื้อประโยชน์ต่อกัน เพื่อรองรับประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ที่ราบรื่นและน่าเชื่อถือ 

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี รวมถึงโซลูชั่นคลาวด์ เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายถือเป็นเป้าหมายทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดสำหรับเอสเอ็มอี (18%) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่พัฒนาแล้วในภูมิภาค (ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) ซึ่งกว่าหนึ่งในสี่ (26%) ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด ขณะที่ ตลาดเกิดใหม่ (อินเดีย จีน อินโดนีเซีย และไทย) อยู่ที่ 17%

เปลี่ยนบุคลากรจากการเป็นเสมือนเครื่องมือสู่การสร้างมูลค่า การเปลี่ยนย้ายไปสู่รูปแบบการทำงานจากที่บ้านในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ก่อให้เกิดความท้าทายและภารกิจใหม่ๆ สำหรับเอสเอ็มอี การขยายตัวของระบบงานอัตโนมัติทำให้บุคลากรไม่ต้องทำงานซ้ำๆ ที่น่าเบื่ออีกต่อไป และสามารถทุ่มเทเวลาและความพยายามให้กับกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ  บทบาทที่เปลี่ยนไปของบุคลากรจากเดิมที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องมือในการทำงานไปสู่ การสร้างมูลค่า” ที่จะช่วยให้บุคลากรมีความภาคภูมิใจในการทำงานมากขึ้น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงทักษะและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ 

ทบทวนแผนการปรับใช้เทคโนโลยี

รายงานผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้ธุรกิจเอสเอ็มอีจะยังคงตามหลังองค์กรขนาดใหญ่อยู่มากในเรื่องของการปรับเปลี่ยนโซลูชั่นไซเบอร์ซีเคียวริตี้เพื่อรองรับการทำงานจากที่บ้านในช่วงแพร่ระบาด แต่ยังคงมีโอกาสในการปรับปรุงแนวทางด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ของธุรกิจเอสเอ็มอีในระยะยาว

ปัญหาการดำเนินงานหยุดชะงักที่เกิดขึ้นเนื่องจากการแพร่ระบาด กระตุ้นให้ธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากหันมาให้ความสนใจกับเรื่องของการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้เป็นรูปแบบดิจิทัลกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีที่เอสเอ็มอีจะพัฒนา หรือทบทวนแผนการปรับใช้เทคโนโลยีให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

บริษัทต่างๆ ควรจะตรวจสอบและประเมินเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการลงทุน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานและลูกค้า รวมถึงกระบวนการธุรกิจที่สำคัญ โดยบริษัทจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าโซลูชั่นด้านไอทีที่นำมาใช้มีความปลอดภัยและสามารถปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่นเพื่อรองรับแผนการทำงานในรูปแบบไฮบริดสำหรับอนาคต

จากปัญหาและความท้าทายของเอสเอ็มอี ซิสโก้ได้วิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอพิเศษสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี ดังนี้

เทคโนโลยีคลาวด์สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี ที่สามารถเริ่มต้นจากการสมัครใช้บริการขนาดย่อม และขยายขนาดเพิ่มเติมในอนาคตได้อย่างสะดวกง่ายดาย:

  • Cisco Meraki Fullstack Cloud Manage Network (รองรับการเติบโตของธุรกิจ)
  • Cisco Collaboration Webex and Endpoint (รองรับการทำงานร่วมกัน และ Digital Transformation)
  • Cisco Cloud Security Umbrella, AMP และ DUO (รองรับด้านความปลอดภัย)
  • Cisco SMB Leasing Package เริ่มต้นเพียง 300,000 บาท ผ่อนดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปี

เครื่องมือสำหรับธุรกิจขนาดเล็กประกอบด้วย Cisco Meraki ซึ่งเป็นโซลูชั่นไอทีที่จัดการผ่านระบบคลาวด์ ช่วยให้องค์กรธุรกิจสร้างเน็ตเวิร์คแบบ High-density ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย และสามารถตรวจสอบดูแลจากแดชบอร์ดส่วนกลาง และ Cisco Collaboration Webex and Endpoint ในการรองรับการทำงานร่วมกัน และ Digital Transformation รวมถึง Cisco Secure Collaboration ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถสร้างเครือข่ายที่ปลอดภัยเพื่อรองรับการทำงานภายในองค์กรและนอกสถานที่  เอสเอ็มอีจำนวนมากใช้ Cisco Meraki เพื่อสร้างเครือข่ายที่ปลอดภัย ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และง่ายแก่การบริหารจัดการ

ซิสโก้เชื่อว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ขณะที่เอสเอ็มอีเริ่มตระหนักมากขึ้นว่าการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัลคือ “กุญแจสำคัญ” ที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในโลกวิถีใหม่

 

from:https://www.thumbsup.in.th/business-target-cisco?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=business-target-cisco

Clubhouse คืออะไร แบรนด์และนักการตลาดควรเตรียมพร้อมอะไรบ้าง

Clubhouse แอปโซเชียลมีเดียที่ใครๆ ก็พูดถึงในช่วงนี้ จากจุดเริ่มต้นในกลุ่ม early adopter จนเริ่มแพร่หลายในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ รวมไปถึงบุคคลทั่วไป

แบรนด์ธุรกิจ และนักการตลาดหลายคนที่กำลังมองหาโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคผ่านแอปพลิเคชันนี้ควรเตรียมพร้อมอะไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักกันก่อนว่า Clubhouse คืออะไร ใช้ยังไง แตกต่างจากโซเชียลมีเดียอื่นๆ อย่างไร และสุดท้ายโอกาสทางธุรกิจคืออะไร

Clubhouse คืออะไร?

Clubhouse ก่อตั้งในเดือนเมษายนปี 2020 โดย Paul Davidson และ Rohan Seth จนถึงปัจจุบันระดมทุนได้มากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นภายในระยะเวลาเพียง 8 เดือน

เป็นแอปโซเชียลสำหรับแชทด้วยเสียง โดยผู้ใช้สามารถสร้างห้องเพื่อเป็นพิธีกร (Moderator) และสามารถเข้าร่วมห้องอื่นๆ เพื่อเป็นผู้ฟัง (Audience)  ซึ่งพิธีกรสามารถกำหนดให้ผู้ชมคนไหนก็ได้เพื่อมาเป็นผู้พูด (Speaker)

รูปแบบการใช้งานคือผู้ใช้สามารถเข้าร่วมฟังการสนทนา การสัมภาษณ์ และร่วมพูดคุยได้ในหัวข้อต่างๆ ที่สนใจ หรือตามบุคคลที่เราติดตาม (Follow) กำลังพูดหรือฟังอยู่ได้

Clubhouse ใช้ยังไง?

วิธีสมัครใช้งาน Clubhouse คือ ให้ลงทะเบียน ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ และสร้าง Username เป็นของตัวเอง จากนั้นให้ผู้ที่มีบัญชีอยู่แล้วเชิญ (Invite) ผ่านเบอร์โทรศัพ์และ SMS โดยค่าเริ่มต้น 1 บัญชีสามารถเชิญได้ 2 ครั้งเท่านั้น

ทั้งนี้ปัจจุบัน (15 ก.พ.) Clubhouse ยังไม่รองรับอุปกรณ์ในระบบ Android โดยผู้พัฒนาให้เหตุผลว่าต้องการให้แอปฯ เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป (เหตุผลเดียวกับระบบ Invite)

แตกต่างจากโซเชียลมีเดียอื่นๆ อย่างไร?

ใครจะคาดคิดว่าโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Instagram, Twitter, YouTube ฯลฯ ก็ยังมีจุดที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนได้ ซึ่งก็คือชุมชนการพูดด้วยเสียง

โดยผู้ก่อตั้ง Clubhouse เชื่อว่า เสียงคือสิ่งที่สร้างประสบการณ์ทางสังคม และให้ความรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์มากกว่าที่จะโพสต์ข้อความหรือรูปภาพ

ฟีเจอร์สำคัญของห้องสนทนาคือ เมื่อปิดห้องไปแล้ว บทสนทนาทั้งหมดจะไม่ถูกบันทึกไว้ (ยกเว้นใช้อุปกรณ์เสริม แต่กฎขอแอปฯ คือห้ามบันทึกเสียง) ทำให้เนื้อหาที่เกิดขึ้นภายในห้องกลายเป็นความ Exclusive ทันที เพราะหาฟังย้อนหลังที่ไหนไม่ได้

นอกจากนี้หัวข้อสนทนาล้วนน่าสนใจ เนื่องจากมีเหล่าผู้นำความคิด (Leader Thought) สร้างห้องสนทนาให้เข้าไปฟังอยู่ตลอดทั้งวัน อาทิเช่น ลงทุนอะไรดี, ปูพื้นฐาน BITCOIN, ทำไมต้องทำงาน, ฟุตบอล รวมถึงการพูดคุยเกี่ยวกับแอป Clubhouse เอง

จุดที่น่าสังเกตที่จุดหนึ่งคือ รูปแบบการเติบโตของ Clubhouse ที่ตรงกันข้ามกับแอปฯ โซเชียลอื่นๆ ที่ให้ผู้ใช้สามารถสมัครเข้าใช้งานได้ง่าย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้ใช้ ขณะที่ Clubhouse มีเงื่อนไขในการเข้าใช้แอปพลิเคชันต้องถูกเชิญเท่านั้น ขณะที่เชิญได้จำกัดครั้ง

โอกาสของแบรนด์ใน Clubhouse คืออะไร?

ก่อนที่จะมาพูดถึงสิ่งที่แบรนด์จะได้รับจาก Clubhouse ต้องกำหนดก่อนว่าแบรนด์ต้องการอะไรจากแอปพลิเคชันน้องใหม่นี้

เนื่องจากปัจจุบันการใช้งานของ Clubhouse ยังคงจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้นำความคิดและอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งค่อนข้างเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม

ผู้เขียนได้เข้าไปสังเกตในแอปพลิเคชันแล้วพบว่า หัวสนทนาส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อแบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก สร้างการมีส่วนร่วมบทสนทนาระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง ดังนั้นการจุดประกายหัวข้อที่น่าสนใจแล้วแสดงตัวตนของแบรนด์อาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ Clubhouse ได้กล่าวถึงการพัฒนาช่องทางสร้างรายได้ให้กับผู้ใช้งาน อย่างการสมัครสมาชิกคลับ ทิป หรือเก็บเงินค่าเข้าห้องสนทนา การโฆษณาภายในแอปฯ รวมถึงการติดแท็กสนับสนุนของแบรนด์ (Sponsor)

——————————————————————————————————————-

ข้อสังเกต

  • Facebook และ Twitter ประกาศพัฒนาฟีเจอร์ที่คล้ายกับ Clubhouse
  • Clubhouse ถือเป็นแอปฯ ที่มีศักยภาพ แต่การสร้างรายได้และโฆษณายังไม่ชัดเจน
  • จำนวนผู้ใช้งานไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดด
  • มีข้อจำกัดสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้ระบบ Android

 

from:https://www.thumbsup.in.th/clubhouse-for-brand-and-marketer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=clubhouse-for-brand-and-marketer

ByteDance กำลังหาทางขายธุรกิจของ TikTok ในประเทศอินเดีย หลังจากรัฐบาลยังไม่ปลดแบน

สถานการณ์ของ TikTok ในประเทศอินเดียไม่สู้ดีนัก หลังจากที่รัฐบาลได้แบน TikTok มาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2020  ล่าสุดบริษัทเตรียมหาทางขายธุรกิจในประเทศอินเดีย โดยคู่แข่งในประเทศสนใจที่จะซื้อกิจการต่อ

TikTok ติ๊กต็อก
ภาพจาก Shutterstock

ByteDance เจ้าของแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นชื่อดังอย่าง TikTok เตรียมขายธุรกิจในประเทศอินเดีย หลังจากที่รัฐบาลอินเดียยังเดินหน้าแบนแอปพลิเคชั่นจากประเทศจีนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกรกฏาคมปี 2020 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าคู่แข่งของ TikTok ในประเทศอินเดียสนใจที่จะซื้อธุรกิจต่อจากบริษัทหลังจากนี้

ผู้ที่สนใจซื้อของธุรกิจ TikTok ในอินเดียมีชื่อว่า InMobi เป็นบริษัทแม่ของแอปพลิเคชั่นคู่แข่งของ TikTok อย่าง Roposo โดยดีลดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก SoftBank ซึ่งเป็นผู้ลงทุนใน Glance และยังเป็นผู้ลงทุนใน ByteDance ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าการซื้อขายธุรกิจอาจเกิดได้มากขึ้น

สถานการณ์ของ TikTok ในอินเดียถือว่าไม่สู้ดีนัก ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา TikTok ปลดพนักงานมากถึง 2,000 ราย และบริษัทยังมีจดหมายถึงพนักงานว่าธุรกิจของบริษัทจะกลับมาดำเนินการตามปกติได้เมื่อไหร่ หลังจากที่รัฐบาลได้แบนแอปพลิเคชั่นที่มาจากบริษัทจีนกว่า 58 รายการ หลังจากที่ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับจีนเพิ่มมากขึ้น และทางตัวแทนรัฐบาลจีนก็เคยกล่าวว่าถ้าหากอินเดียแบน TikTok จะส่งข้อพิพาทดังกล่าวไปยังองค์การการค้าโลก

ก่อนหน้าที่จะมีการแบนแอปพลิเคชั่นที่มาจากบริษัทจีนนั้น TikTok มีผู้ใช้งานในอินเดียมากถึง 200 ล้านคน

สำหรับ InMobi นั้นถือว่าเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูง ปัจจุบันมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว และได้รับเงินลงทุนไปมากกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทนั้นมีเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีโฆษณาบนโทรศัพท์มือถือ ตลาดหลักสำคัญที่บริษัทเน้นคือในเอเชียและแอฟริกา

ที่มา – NDTV, GSMArena

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ByteDance กำลังหาทางขายธุรกิจของ TikTok ในประเทศอินเดีย หลังจากรัฐบาลยังไม่ปลดแบน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/bytedance-maybe-sells-tiktok-india-unit-14-feb-2021/

รู้จัก Emotional Marketing การตลาดที่อ้างอิงจากหัวใจลูกค้า

ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหนการตลาดหรือสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อเล่นกับอารมณ์ของลูกค้า ก็มักจะขายได้ดีกว่าสินค้าที่เน้นนำเสนอแค่ข้อมูล สิ่งนี้ในทางการตลาดเรียกว่า Emotional Marketing

คำถามคือ เราจะประยุกต์ใช้ Emotional Marketing ในธุรกิจของเราได้อย่างไร

Emotional Marketing
Emotional Marketing

ก่อนอื่น ทำไมถึงควรทำ Emotional Marketing

นักวิจัยในหลายประเทศทั่วโลกได้ทำการศึกษาสมองของลูกค้าขณะกำลังเลือกซื้อสินค้าต่างๆ แล้วพบว่า ลูกค้าใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซื้อสินค้า มากกว่าใช้เหตุผลหรือข้อมูลที่ร้านให้มา ซึ่งอารมณ์หรือความรู้สึกที่ว่านั้นก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในชีวิตของแต่ละคน

ดังนั้น ถ้าเราขายสินค้าบางอย่างแล้วนำเสนอแต่ข้อมูลของสิ่งนั้นอย่างห้วนๆ เราก็จะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้เท่าที่ควร ลูกค้าจะรู้สึกเบื่อเพราะในแต่ละวันก็มีข้อมูลต่างๆ ถาโถมเข้ามามากพอแล้ว ส่งผลให้ลูกค้าอาจจะไม่ซื้อสินค้าหรือบริการของเรา

ดังนั้น จะทำอย่างไรดีให้ลูกค้ามี ‘อารมณ์ร่วม’ กับสินค้าหรือบริการของเรา

เคล็ดลับการทำ Emotional Marketing แบบเริ่มต้นได้ง่ายๆ

  • ขอความคิดเห็นจากคนหลากหลายแบบก่อนเริ่มทำแคมเปญ

หนังสือแนวบริหารธุรกิจชื่อดังอย่าง Sprint ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาใหญ่ๆ และวิธีทดสอบไอเดียใหม่ในเวลาเพียง 5 วันไว้ว่า ให้เราทุ่มพลังกับการทดลองตลาดมากกว่าการค้นคว้าวิจัยข้อมูลแต่ไม่ได้พูดคุยกับลูกค้าโดยตรงเลย

ผู้เขียนเล่าว่า เมื่อเราจะทำโฆษณาหรือแคมเปญการตลาดอะไรขึ้นมา ขอให้เราลองพูดคุยกับคนหลายๆ แบบ ว่าเขามีคำแนะนำหรือความคิดเห็นต่อไอเดียของเราอย่างไรบ้าง โดยอาจจะเริ่มต้นจากการสอบถามคนในบริษัทแผนกต่างๆ ก่อน 

  • กำหนดเป้าหมายว่าอยากให้ลูกค้าทำอะไรหลังเข้าร่วมแคมเปญหรือดูโฆษณาจบ

แน่นอนว่าเมื่อเราทำแคมเปญการตลาดหรือโฆษณาอะไรก็ตาม เราก็มักหวังว่าลูกค้าจะให้กระแสตอบรับที่ดีกลับมา อย่างไรก็ตาม เราควรตั้งเป้าหมายและกำหนดเวลาชัดเจนว่าอยากให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อหรือลงมือทำอะไรภายในเมื่อไหร่

หลังจากตั้งเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว เราก็จะสามารถวางแผนการตลาดในแต่ละช่วง รวมถึงสามารถเลือกช่องทางที่ถูกต้องในการกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของเรา ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้าได้คือการระบุให้ชัดเจนว่าลูกค้าจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง

Marketing
Marketing Photo: Shutterstock

การตลาดที่เล่นกับอารมณ์ของลูกค้าทำงานอย่างไร

อารมณ์มีส่วนสำคัญมากสำหรับการใช้ชีวิตในแต่ละวันทั้งเวลาตื่นหรือแม้กระทั่งเวลาที่เรานอนหลับแล้วฝัน แต่แม้ว่ามนุษย์จะมีอารมณ์ต่างๆ มากถึง 30 อารมณ์ หากลองจัดประเภทดูแล้วก็จะพบว่าเราสามารถแบ่งอารมณ์หลักๆ ได้เพียง 4 แบบ คือ สุข เศร้า กลัว และโกรธ

ความสุขทำให้คนแชร์มากขึ้น

หลายๆ แบรนด์มักจะนำเสนอโฆษณาที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงกับความสุข ความสนุก ความรัก ความเยาว์วัย เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกดีและแชร์ต่อกันออกไปในวงกว้าง ซึ่งเมื่อลูกค้ารู้สึกมีความสุขพวกเขาก็จะตัดสินใจใช้จ่ายง่ายขึ้นตามไปด้วย 

ตัวอย่างโฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสุขซึ่งโด่งดังมากในช่วงปลายปี 2020 คือโฆษณา Happiness Forward ของ Central Retail นำแสดงโดยญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ ซึ่งถ่ายทำร่วมกับเด็กๆ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ โดยภายในโฆษณาญาญ่าได้ร่วมทำอักษรเบรลล์ (Braille) เพื่อส่งต่อเรื่องราวความสุขให้กับน้องๆ ต้อนรับเทศกาลปีใหม่นั่นเอง

ความเศร้าทำให้คนคลิกมากขึ้น

ในความเป็นจริงแล้วโฆษณาที่ให้ความรู้สึกเศร้าไม่ได้มีจุดประสงค์ทำให้เราร้องไห้ แต่เป้าหมายสำคัญของโฆษณาแนวนี้คือทำให้เราครุ่นคิดบางอย่างในแง่มุมที่ลุ่มลึกขึ้นเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง 

ตัวอย่างแบรนด์ที่เชี่ยวชาญการทำโฆษณาซึ่งมีเนื้อหาเศร้าซึ้งกินใจคือ ไทยประกันชีวิต ล่าสุดในปี 2020 ทางบริษัทก็ได้ทำโฆษณาชื่อ Life Purpose ขึ้นมา เพื่อชวนให้คนหวนกลับมาคิดว่าแท้จริงแล้วชีวิตของเราต้องการอะไรกันแน่ 

ความโกรธทำให้คลิปไวรัล

โฆษณาที่ส่งผลให้ผู้ชมรู้สึกโกรธมักจะทำขึ้นเพื่อกระตุ้นให้คนตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ในสังคม เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการเมือง ปัญหาครอบครัว

เช่นเดียวกับโฆษณา Family Gathering ของ Salmon House ในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับวันรวมญาติที่ลูกหลานมักเจอคำถามทิ่มแท่งจิตใจ เช่น เงินเดือนเท่าไหร่ จะแต่งงานหรือยัง ทำไมยังไม่มีรถเป็นของตัวเอง ซึ่งโฆษณานี้ต้องการสร้างความตระหนักให้กับญาติผู้ใหญ่ว่า ถ้าตนเองถูกถามแบบนี้บ้างจะรู้สึกอย่างไร เพื่อให้พวกเขาหันมาใส่ใจความรู้สึกของคนในครอบครัวมากขึ้น

ความกลัวทำให้คนลดละเลิกพฤติกรรมต่างๆ ได้มากขึ้น

โดยส่วนใหญ่โฆษณาที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกกลัวมักจะมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันหรือลดการทำพฤติกรรมต่างๆ ที่อันตราย ที่เห็นได้บ่อยคือโฆษณารณรงค์ให้ลดการสูบบุหรี่ การใช้ยาเสพติด หรือการเมาแล้วขับ เป็นต้น

ตัวอย่างเช่นโฆษณา คำสารภาพของบุหรี่ ที่แสดงให้เห็นว่าในบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้ามีสารเคมีอะไรได้บ้างที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนเลิกสูบบุหรี่ทั้ง 2 ประเภทนี้นั่นเอง

นอกจากโฆษณาแล้ว หลายๆ แบรนด์ก็เน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยอาศัยกลไกทางจิตวิทยาและอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์เป็นหลักด้วย ที่เห็นได้ชัดคือสินค้าจากบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Apple และสินค้าเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ภายในบ้านจากบริษัท IKEA นั่นเอง

Apple Store
BANGKOK – JUNE 31, 2020 : The first day of Apple company open second store at Central world Shopping in Bangkok Thailand .

Apple เป็นตัวอย่างของบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์จากอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ทำให้มีผู้คนหลงรักสินค้าของแบรนด์นี้กระจายตัวอยู่ทั่วโลก เคล็ดลับเบื้องหลังของการออกแบบสินค้าคือทางบริษัททราบดีว่า ผู้คนต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ดังนั้น ไม่ว่าจะออกสินค้าอะไร Apple จะชูเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอ

นอกจากนั้น ทุกครั้งที่ออกสินค้าใหม่ทางบริษัทก็จะจัดอีเวนท์เปิดตัวสินค้าอย่างยิ่งใหญ่และจำกัดจำนวนผู้เข้างานเพื่อความเอ็กซ์คลูซีฟแทนที่จะส่งแค่ข่าวธรรมดาๆ ให้กับสื่อมวลชน ซึ่งการที่ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความพิเศษนี้ส่งผลให้มีผู้ใช้สินค้าของแบรนด์ Apple เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในแวดวงครีเอทีฟที่มักจะใช้สินค้าอย่าง MacBook เป็นต้น 

หากลองวิเคราะห์ดีๆ แล้ว กลยุทธ์การตลาดทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจาก ทฤษฎีความต้องการพื้นฐานของมาสโลว์ ที่ว่า มนุษย์ทุกคนต้องการความยอมรับจากผู้อื่น และต้องการรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั่นเอง

IKEA
IKEA ที่บางนา ประเทศไทย // ภาพ Shutterstock

ในด้านของ IKEA การดีไซน์ก็ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกและการตัดสินใจซื้อของลูกค้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าที่เราต้องเห็นและใช้งานเป็นประจำทุกวันอย่างเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ภายในบ้าน เพราะโดยปกติตอนจะตัดสินใจซื้ออะไร ลูกค้าก็มักจะจินตนาการก่อนว่าสิ่งนั้นจะทำให้เกิดประสบการณ์ใช้งานอย่างไรบ้างในอนาคต 

Marcus Engman ดีไซน์เนอร์ของ IKEA เล่าว่าเขาใช้เวลากว่า 6 ปีเพื่อออกแบบให้สินค้าแปลกและแตกต่างจากเฟอร์นิเจอร์แบรนด์อื่นๆ เพราะเขาเชื่อว่าถ้าเราออกแบบสินค้าได้ดีและสื่อสารออกไปอย่างตรงจุด เราก็จะสามารถทำการตลาดได้อย่างยอดเยี่ยมโดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินมากเกินความจำเป็น

ผลการศึกษาของ Adobe ในปี 2016 ก็พบว่า บริษัทที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์เป็นหลักจะสามารถซื้อใจของลูกค้าได้มากกว่า ซึ่งถือเป็นเรื่องดีสำหรับยุคปัจจุบันที่ธุรกิจมีการแข่งขันสูงและตัวลูกค้าเองก็มีความคาดหวังมากขึ้นต่อสินค้าหลายๆ ประเภท

โดยสรุป

การตลาดแบบ Emotional Marketing มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับยุคปัจจุบันที่ลูกค้ามีความคาดหวังสูงขึ้นมาก การนำเสนอสินค้าโดยใช้แค่ข้อมูลอย่างเดียวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป ดังนั้น ก่อนออกสินค้า ก่อนทำแคมเปญ หรือก่อนผลิตโฆษณาอะไรออกมา เราจึงควรคำนึงถึงเรื่องอารมณ์ของลูกค้าพ่วงเข้าไปด้วย เพราะอารมณ์ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้ามากๆ นั่นเอง

ที่มา : instapage, referralcandy, cxl, hubspot, dsim

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รู้จัก Emotional Marketing การตลาดที่อ้างอิงจากหัวใจลูกค้า first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/emotional-marketing-ikea-apple/