คลังเก็บป้ายกำกับ: TECHNOLOGY

เปรียบเทียบแพลตฟอร์ม “Spotify-JOOX-YouTube Music-Apple Music” แอปไหนคุ้มค่าที่สุด

ปัจจุบันบริการ Music Streaming เป็นที่นิยมอย่างมาก ทุกคนสามารถฟังเพลงได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งรูปแบบแอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์ มีให้เลือกมากมายทั้งแพ็คเกจฟรีและมีค่าใช้จ่าย

แล้วแอปพลิเคชั่นไหนที่คุ้มค่าที่สุด? วันนี้ผู้เขียนขอพาไปสำรวจรายละเอียดของแต่ละแอปฯ เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่า ไปดูกันเลยครับ

Spotify

แอปฯฟังเพลงยอดนิยม มีระบบ AI อัจฉริยะช่วยประมวลผลแนวเพลงที่ฟังบ่อยเพื่อแนะนำเพลงที่เราน่าจะชอบ จุดเด่นอีกอย่างคือมีครบทุกแนวเพลง ทั้งสากลและไทย รวมถึงพอดแคสต์ โดยสามารถฟังในเวอร์ชั่นฟรีได้แต่จะไม่สามารถเลือกเพลงได้และมีโฆษณาคั่นระหว่างเพลง ทั้งนี้ ในแพ็คเกจพรีเมี่ยมสามารถฟังได้ทุกเพลงในคุณภาพสูง ดาวโหลดไว้ฟังแบบออฟไลน์

แพ็คเกจ

  • Individual ราคา 129 บาทต่อเดือน
  • Duo (2 คน) ราคา 160 บาทต่อเดือน ตกคนละ 80 บาท
  • Family (6 คน) ราคา 199 บาทต่อเดือน ตกคนละ 34 บาท

JOOX

แอปฯฟังเพลงไทยยอดนิยม มีให้เลือกทั้งเพลงเก่าและใหม่ ครบทุกแนวเพลง นอกจากนี้ยังมี Playlist ให้เลือกทุกอารมณ์และสถานการณ์ มีฟังชั่นเด่นคือการร้องคาราโอเกะภายในแอปฯ อีกทั้งยังสามารถดูคอนเสิร์ตศิลปินที่ชอบได้อีกด้วย

แพ็คเกจ

  • VIP ราคา 99 บาทต่อเดือน
  • Family (3 คน) ราคา 139 บาทต่อเดือน ตกคนละ 47 บาท

YouTube Music

แอปฯ YouTube Music เหมาะสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงใน YouTube ซึ่งสามารถฟังได้ทั้งเพลงแบบ Official และเพลง cover สามารถดาวน์โหลดไว้ดูแบบออฟไลน์ได้ทั้งเพลงและมิวสิควิดีโอ มาพร้อมระบบประมวลผลแนวเพลงที่ชอบคล้ายกับการแนะนำวิดีโอใน YouTube อีกด้วย

แพ็คเกจ 

  • Individual ราคา 129 บาทต่อเดือน
  • Family (5 คน) ราคา 199 บาทต่อเดือน ตกคนละ 40 บาท
  • Student ราคา 65 บาทต่อเดือน

Apple Music

แอปฟังเพลงที่มีจำนวนเพลงมากที่สุด ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับระบบ IOS เน้นความเรียบง่าย ฟังได้ทั้งเพลง วิทยุ คอนเสิร์ต ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่อยากฟังรายการภาษาอังกฤษ

แพ็คเกจ 

  • Individual ราคา 129 บาทต่อเดือน
  • Family (6 คน) ราคา 199 บาทต่อเดือน ตกคนละ 34 บาท
  • Student ราคา 69 บาทต่อเดือน

อ้างอิง YouTube, JOOX, Spotify, Apple

from:https://www.thumbsup.in.th/compare-music-streaming-application?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=compare-music-streaming-application

ลุยทุกอุตสาหกรรม! ผู้เชี่ยวชาญฟันธง Amazon จะบุกตลาดสุขภาพเต็มตัวใน 5 ปีนับจากนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กคาดการณ์ว่า Amazon จะเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่เติบโตเร็วที่สุดภายใน ปี 2025

ภาพจาก Shutterstock

Scott Galloway อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงธุรกิจ เพราะเขาเคยทำนายไว้ว่า Amazon จะเข้าซื้อกิจการ Whole Foods Market เชนค้าปลีกที่ขายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคคุณภาพดี แล้วในปี 2017 ก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้จริงๆ ตามมาด้วยปี 2018 ที่งานอีเวนท์ IGNITION จัดโดย Business Insider เขาก็ได้ทำนายไว้อีกว่า ภายในปี 2025 Amazon จะพัฒนาไปเป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก 

อาณาจักรของมหาเศรษฐี Jeff Bezos

Amazon เป็นที่รู้จักกันดีในนามอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของโลก แต่รู้หรือไม่ว่าอาณาจักรของมหาเศรษฐีอย่างซีอีโอ Jeff Bezos ยังประกอบด้วยธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (แพลตฟอร์มคลาวด์) , IMDB และ Box Office Mojo (เว็บให้บริการข้อมูลด้านภาพยนตร์) , Blue Origin (บริการเดินทางไปอวกาศ) , The Washington Post (สื่อสิ่งพิมพ์), Twitch (Live Streaming Video) และ Whole Foods Market (เชนค้าปลีกขายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค) ฯลฯ

ในช่วงโควิดที่ผ่านมา หุ้น Amazon ทำ New High ส่งผลให้ ซีอีโอ Jeff Bezos รวยขึ้นถึง 2 แสนล้านบาท เรียกได้ว่ากระแสเดลิเวอรี่มาแรงจริงๆ ในช่วงเวลานี้ และอีกเทรนด์หนึ่งที่คนให้ความสนใจไม่แพ้กันก็คือการรักษาสุขภาพ ทำให้ Scott Galloway คาดการณ์ว่าช่วงนี้เป็นโอกาสทองที่ Amazon จะบุกตลาดสุขภาพเต็มที่ 

Jeff Bezos
Jeff Bezos ภาพจาก Amazon

เมื่อ Amazon เดินหน้าบุกตลาดสุขภาพ

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Scott Galloway ให้สัมภาษณ์กับ Business Insider ว่าภายในปี 2025 Amazon ต้องหาทางเพิ่มมูลค่าหุ้นให้สูงขึ้นถึง 2 เท่าให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าการเข้าไปในอุตสาหกรรมสุขภาพก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว เพราะในปี 2018 อุตสากรรมนี้มีมูลค่าสูงถึง 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งนับได้ว่าเป็น 18% ของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว อาจารย์ประจำภาคการตลาดท่านนี้ยังแอบกระซิบอีกว่า Apple ก็คงจะเริ่มบุกตลาดสุขภาพเช่นเดียวกัน

ในปี 2018 Amazon ได้เข้าซื้อธุรกิจขายยาออนไลน์ของ PillPack และได้จับมือกับ JPMorgan Chase และ Berkshire Hathaway ก่อตั้งบริษัทที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีสุขภาพ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับพนักงานของ 3 บริษัทข้างต้นกว่า 1.2 ล้านคน 

ในช่วงสถานการณ์ไวรัสระบาดที่ผ่านมา Amazon ก็ได้ลงทุนครั้งใหญ่กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อ ผลิตเครื่องมือทดสอบโควิด 19 ให้แก่พนักงานกว่า 798,000 คน (ตัวเลขจำนวนพนักงานอัพเดทล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2019 โดยในปัจจุบันอาจมีจำนวนสูงกว่านี้ เนื่องจาก Amazon ประกาศรับพนักงานใหม่ในช่วงวิกฤตโควิดไปแล้วไม่ต่ำกว่า 2 แสนราย) ซึ่งถือเป็นผลงานระดับประเทศเลยทีเดียว และทาง Amazon วางแผนว่าจะใช้เครื่องมือเหล่านี้ทดสอบกับพนักงานในคลังสินค้าเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์

ที่มา : Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-jeff-bezos-scott-galloway-health-care-technology/

ปูทางสู่โลกใบใหม่…? SpaceX นำนักบินอวกาศ NASA เข้าสู่สถานีอวกาศนานาชาติได้สำเร็จแล้ว

เรียกได้ว่าเป็นก้าวใหญ่อีกครั้งในประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว สำหรับ SpaceX ภายใต้การนำของ Elon Musk แห่ง Tesla ในฐานะผู้ให้บริการด้านอวกาศยานเป็นเอกชนรายแรกของโลก ที่นำยานแคปซูลอวกาศ “Crew Dragon” พร้อมนักบินอวกาศของ NASA ขึ้นสู่ห้วงอวกาศและเข้าจอดในสถานีอวกาศนานาชาติได้สำเร็จ พร้อมเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางเทคโนโลยีและธุรกิจพาณิชย์เพื่ออวกาศยานที่ตอนนี้มี SpaceX เป็นผู้บุกเบิกอย่างเป็นทางการก่อนใคร

ภารกิจครั้งประวัติศาสตร์ของ SpaceX ที่ Elon Musk แห่งค่ายรถยนต์ไฟฟ้าเบอร์ 1 ของโลกอย่าง Tesla เป็นผู้นำอยู่ด้วยนี้ นับเป็นภารกิจครั้งแรกในรอบ 9 ปีที่สหรัฐอเมริกาสามารถส่งนักบินอวกาศขึ้นสู่ห้วงอวกาศได้เอง หลังจากที่เกิดข้อจำกัดในการวิจัยและพัฒนาอย่างมากมายภายใน NASA จนทำให้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา สหรัฐ ฯ จำต้องพึ่งพาชาติพันธมิตรอย่างรัสเซียในการนำส่งนักบินอวกาศขึ้นสู่อวกาศมาโดยตลอด

จนกระทั่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง (31 พ.ค.) ตามเวลาตี 2 ของไทย ที่ NASA ได้ส่งนักบินอวกาศ 2 รายได้แก่ Robert Behnken และ Douglas Hurley นำยาน “Crew Dragon Capsule” ที่ออกแบบ ผลิต และร่วมควบคุมโดย SpaceX ขึ้นทยานสู่ห้วงอวกาศจากสถานีอวกาศ Kennedy ในมลรัฐฟลอริด้า ใช้เวลาราว 19 ชั่วโมงเข้าสู่ระยะโคจรเดียวกับสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station) ได้สำเร็จ ก่อนที่จะใช้เวลาอีกราว 2 ชั่วโมงเพื่อลงจอดโดยสมบูรณ์ พร้อมปรับสภาพให้นักบินทั้ง 2 เข้าสู่สถานีได้สำเร็จลุล่วงภารกิจในเวลาประมาณ 23:30 น. คืนวันอาทิตย์ที่ 31 พ.ค. 63 ตามเวลาไทย

นับเป็นก้าวสำคัญอย่างมากสำหรับรัฐบาลสหรัฐ ฯ ในทางการเมือง ที่สามารถกลับมาบริหารงานนำส่งนักบิน NASA เข้าสู่สถานีอวกาศได้เองอีกครั้งโดยไม่ต้องพึ่งพาชาติอื่นในฐานะมหาอำนาจโลก (ที่ไม่รู้จะเป็นได้อีกนานแค่ไหนจากสถานการณ์ปัจจุบัน 😆 ) แต่ในอีกมุมนึงที่น่าสนใจและนับเป็นก้าวประวัติศาสตร์ครั้งแรกของโลกเลยก็คือ การออกแบบ ผลิตและร่วมควบคุมครั้งนี้เกิดขึ้นโดย เป็นการว่าจ้างบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจอวกาศยานเชิงพาณิชย์อย่าง SpaceX ให้ดำเนินการให้นั่นเอง

ก่อนหน้านี้ SpaceX ภายใต้ CEO ผู้มีวิสัยทัศน์สุดล้ำโลกอย่าง Elon Musk นั้นได้มีความมุ่งมั่นอย่างมากสำหรับการเข้าสู่ธุรกิจบริการอวกาศยาน ซึ่งใช้เงินลงทุนไปมหาศาลพร้อมการทดลองบินที่ผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะประสบความสำเร็จและได้เซ็นต์สัญญาให้บริการกับทาง NASA ก่อนจะปฏิบัติภารกิจการบินทดสอบนี้ได้สำเร็จในที่สุดนั่นเอง ซึ่งเป็นแค่จุดเริ่มต้นของ SpaceX เท่านั้น เพราะวิสัยทัศน์อันสุดโต่งของ Elon Musk นั้นคือ การนำพามวลมนุษยชาติเดินทางไปยังดาวดวงใหม่ให้ได้ !

 

ที่มา: CNN Tech | SpaceX

from:https://droidsans.com/first-commercial-spaceflight-success-of-spacex-and-nasa/

Apple เป็นบริษัทแรกของสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าบริษัท 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเรียบร้อยแล้ว

Apple กลายเป็นบริษัทแรกในสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าบริษัทแตะ 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน Microsoft เองก็กำลังไล่ตามมาติดๆ

Apple Store Hong Kong
ภาพจาก Shutterstock

มูลค่าบริษัท Apple ล่าสุดนั้นได้ทำลายสถิติ 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเป็นบริษัทแรกของสหรัฐอเมริกา โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 22 เดือน 9 วัน นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมปี 2018 ที่ผ่านมา การทำสถิติใหม่ครั้งนี้ของ Apple ยังทำให้นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ในสหรัฐมองว่า Apple จะสามารถทำสถิติใหม่มีมูลค่าบริษัทที่ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในเร็วๆ นี้ได้ด้วย

สาเหตุที่ทำให้มูลค่าของ Apple เพิ่มขึ้นมีหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นยอดขายผลิตภัณฑ์ที่ยังถือว่าดี แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาบริษัทจะได้รับผลกระทบจากลูกค้าในประเทศจีน ขณะเดียวกันบริษัทเองก็ได้ออกบริการใหม่ๆ ในช่วง 22 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น Apple tv+ บริการสตรีมมิ่งวิดีโอ หรือ Apple Arcade ที่มีเกมหลากหลายให้เล่น ฯลฯ

อีกเรื่องสำคัญไม่แพ้กันคือในช่วงที่ผ่านมานโยบายของ Apple ได้ทำการซื้อหุ้นกลับคืน (Shares buy back) ทำให้มูลค่าของหุ้น Apple เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันหุ้นที่มีอยู่ซื้อขายก็ลดลงไปด้วย วิธีการดังกล่าวนี้ถือเป็นอีกวิธีที่สร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอีกทางหนึ่ง

โดยราคาหุ้นของ Apple ในการซื้อขายก่อนปิดตลาดอยู่ในช่วง 346.09-354.77 เหรียญสหรัฐ ขณะที่หุ้นของ Apple ที่มีซื้อขายนั้นมีอยู่ทั้งหมด 4,300 ล้านหุ้น

ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ยังคาดว่า Apple จะเป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในเร็วๆ นี้อีกด้วยจากกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นจากการหาตลาดใหม่ๆ ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จนถึงนโยบายซื้อหุ้นกลับคืน

ไม่ใช่แค่ Apple เท่านั้นแต่ Microsoft ก็กำลังจะกลายเป็นบริษัทที่ 2 ที่จะมีมูลค่าบริษัท 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในอีกไม่กี่วันนี้ เนื่องจากมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 1.493 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/apple-first-us-company-to-reach-1-5-trillion-usd-and-microsoft-follow-this-path-too-11-june-2020/

ศึก Delivery เตรียมเดือด Just Eat Takeaway.com สนใจซื้อกิจการ Grubhub คู่แข่ง Uber Eats ในสหรัฐ

ศึก Delivery เริ่มดุเดือดมากยิ่งขึ้น เมื่อ Just Eat Takeaway.com บริการส่งอาหารเจ้าใหญ่ในยุโรป สนใจซื้อกิจการ Grubhub คู่แข่ง Uber Eats ในสหรัฐ

Grubhub
ภาพจาก Shutterstock

Just Eat Takeaway.com บริการส่งอาหารรายใหญ่ในทวีปยุโรป ได้ประกาศว่า บริษัทสนใจที่จะซื้อกิจการของ Grubhub บริการส่งอาหารคู่แข่งรายสำคัญของ Uber Eats ในสหรัฐ โดยปัจจุบัน Grubhub มีมูลค่ากิจการอยู่ที่ 5,326 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มูลค่าของ Just Eat Takeaway.com อยู่ที่ 14,300 ล้านเหรียญสหรัฐ

ถ้าหาก Just Eat Takeaway.com ได้กิจการของ Grubhub ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะทำให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจมายังสหรัฐอเมริกาได้ทันที โดยก่อนหน้านี้บริษัทพึ่งได้รับไฟเขียวจากหน่วยงานกำกับดูแลอนุญาตให้ควบรวมกิจการกับ Just Eat บริการส่งอาหารรายใหญ่ในสหราชอาณาจักรมาสดๆ ร้อนๆ

สำหรับ Just Eat Takeaway.com ก่อตั้งโดย Jitse Groen ในปี 2000 ขณะเรียนที่ University of Twente โดยเขาตั้งเป้าว่าจะสร้างกิจการส่งอาหารขนาดใหญ่ขึ้นมาให้ได้ และหลังจากกิจการได้เข้า IPO ในปี 2016 ทำให้เขาเองกลายเป็นมหาเศรษฐีทันที

จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ประชาชนต้องอยู่ในบ้าน ขณะที่ร้านอาหารก็ต้องปิดร้านชั่วคราว แต่ธุรกิจส่งอาหารทั่วโลกมีปริมาณการใช้งานเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้บริการส่งอาหารหลายๆ เจ้ามองว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปหลังจากนี้

ก่อนหน้าที่จะมีข่าวของดีลนี้ Uber นั้นได้ประกาศที่จะควบรวมกิจการ Grubhub มาแล้ว แต่โดนหน่วยงานกำกับดูแลได้สั่งให้ยกเลิกดีลดังกล่าว จากมุมมองที่ว่าถ้าหาก Uber ได้กิจการไป อาจทำให้ค่าส่งอาหารมีราคาที่แพงขึ้น ผู้บริโภคไม่ได้ประโยชน์จากการแข่งขันในธุรกิจส่งอาหาร

ที่มา – Yahoo Finance, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/just-eat-takeaway-com-interesting-to-buy-grubhub-rivals-uber-eats/

เมื่ออินเดียจะเป็นสนามรบใหม่ของ Facebook Google และ Amazon ผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ

Brand Inside วิเคราะห์ เมื่ออินเดียกำลังจะกลายเป็นสนามรบใหม่ของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐอย่าง Facebook Google รวมไปถึง Amazon ที่แต่ละบริษัทสนใจหรือกำลังลงทุนกับค่ายมือถือ 3 ค่ายในอินเดีย

Taj Mahal India อินเดีย ทัชมาฮาล
ภาพจาก Unsplash

Amazon และ Google สนใจที่จะลงทุนในผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศอินเดีย ซึ่งอินเดียเป็นประเทศที่กำลังมีอัตราเติบโตของผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันอินเดียกำลังจะกลายเป็นสมรภูมิใหม่สำหรับบริษัทเทคโนโลยี หลังจากที่ Facebook ได้ลงทุนใน Jio ค่ายมือถือใหญ่ของอินเดียไปแล้ว

ไม่ใช่แค่ Jio เท่านั้น

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานว่า Google สนใจลงทุนในค่ายมือถืออย่าง Vodafone Idea ด้วยสัดส่วนการลงทุนประมาณ 5% โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยต่ออายุของ Vodafone Idea หลังจากที่ยังค้างชำระใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ราวๆ 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบๆ 240,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน Reuters ได้รายงานว่า Amazon ได้สนใจที่จะลงทุนใน Bharti Airtel ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของอินเดีย โดยมูลค่าการลงทุนสูงมากถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนราวๆ 5% อย่างไรก็ดีถ้าหากตกลงในเรื่องมูลค่าลงทุนไม่ได้ ก็อาจเป็นการจับมือเป็นพันธมิตรทดแทน

ไม่เพียงแค่นั้น ล่าสุด Jio ค่ายมือถือที่กลายเป็นเบอร์ 1 ของอินเดียไปแล้ว ได้ Mumbadala กองทุนความมั่งคั่งจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาลงทุนด้วยมูลค่าถึง 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้ Jio ของมหาเศรษฐี Mukesh Ambani ได้เงินไปแล้วเหนาะๆ อย่างน้อย 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Bharti Airtel India
Bharti Airtel อดีตเสือนอนกิน ที่กลายเป็นเสือลำบาก – ภาพจาก Shutterstock

จากเสือนอนกิน และผู้ที่เข้ามาใหม่

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาราคาของค่าบริการของแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตในประเทศอินเดียลดลงมาเรื่อยๆ จนถือว่ามีราคาถูกมาก จากการเข้ามาของ Jio ที่มีโปรโมชั่นเปิดตัวคือสามารถโทรฟรี และมีค่า Data ที่ถูกกว่า 2 เจ้าใหญ่อย่าง Bharti Airtel และ Vodafone และทำให้ 2 เจ้าใหญ่เองในท้ายที่สุดต้องลงมาเล่นเกมลดราคา Data

ก่อนหน้านี้อดีตเบอร์ 1 อย่าง Bharti Airtel และเบอร์ 2 อย่าง Vodafone เองมีค่าบริการและค่า Data ที่ถือว่าแพงกว่าปัจจุบันมาก และทำให้เบอร์ 1-2 ของตลาดอินเดียแทบจะกลายเป็นเสือนอนกิน ขณะเดียวกันค่ายมือถืออันดับรองลงมาก็ไม่สามารทจะต่อสู้กับยักษ์ใหญ่ได้ เนื่องจากสะสมเงินสดไว้ในมือมากกว่า

การเข้ามาของ Jio ทำให้เบอร์ 1-2 ของตลาดอินเดียในขณะนั้นต้องปรับตัวอย่างหนัก เพราะไม่งั้นแล้วลูกค้าจะย้ายไปยังค่ายมือถือน้องใหม่ (แถมเงินหนา) ขณะเดียวกันผลกระทบยังทำให้ค่ายมือถือขนาดกลางๆ อย่างเช่น TATA หรือแม้แต่ Telenor ยังต้องขายกิจการให้กับผู้เล่นที่ใหญ่กว่า

แม้แต่ค่ายใหญ่อย่าง Vodafone ท้ายที่สุดก็ยังต้องควบรวมกิจการกับ Idea เพื่อให้ขนาดใหญ่มากขึ้นเพื่อต่อสู้กับ Jio และ Bharti Airtel

ปัจจุบันสัดส่วนของค่ายมือถือ 3 เจ้านี้ได้ครองตลาดอินเดียไปแล้วกว่า 90% และคาดว่าใช้เวลาไม่นานจะสามารถกินส่วนแบ่งทางการตลาด 95% ได้ และยิ่งทำให้ค่ายมือถือขนาดกลางและเล็กกำลังจะกลายเป็นอดีตไป เนื่องจากการลงทุน 4G และ 5G ในประเทศอินเดียหลังจากนี้จะต้องใช้เงินอย่างมหาศาล และยิ่งทำให้ค่ายมือถือลำบากในการระดมทุนมากกว่าเดิม

Reliance Jio Mobile Phone India
Jio ผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนอุตสาหกรรม และขึ้นเป็นเบอร์ 1 – ภาพจาก Shutterstock

มองหลังจากนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะทำให้อินเดียกลายเป็นสนามรบแห่งใหม่ของบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น Google และ Facebook รวมไปถึง Amazon โดยที่ตัวแทนของบริษัทเหล่านี้คือค่ายมือถือของอินเดียเอง ซึ่งแต่ละรายที่เราจะได้เห็นหลังจากนี้คือมีบริการที่ถูกลงกว่าเดิม หรือแถมบริการของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อหาลูกค้าใหม่ๆ หรือดึงลูกค้าจากอีกค่าย

ขณะที่เม็ดเงินที่หลายๆ บริษัทเทคโนโลยี รวมไปถึง Private Equity ต่างๆ ที่เติมเงินลงมาในผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศอินเดีย โดยแลกเป็นหุ้นในขณะนี้ถือเป็นเวลาที่ดี เนื่องจากสภาวะสงครามของการแข่งขันของค่ายมือถือในประเทศอินเดียนั้นเรียกได้ว่าแทบจะจบสิ้นแล้ว อย่างไรก็ดีสิ่งที่ตามมาคือหนี้ของค่ายมือถือต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ฉะนั้นการลงทุนตอนนี้ถือว่าเป็นการต่ออายุให้กับค่ายมือถือไปในตัวด้วย

อย่างไรก็ดีโอกาสใหม่ๆ ในโลกดิจิทัลของอินเดียยังเปิดกว้างอีกมาก และเมื่อมองจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีของประเทศจีนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จะลงทุนในอินเดีย เนื่องจากอินเดียยังมีศักยภาพ เช่น GDP ในระยะยาวที่เติบโตสูง ประชากรจำนวนมากแต่ยังเข้าถึงอินเตอร์เน็ตน้อยอยู่ การใช้ Data ยังถือว่าต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bi-analysis-india-is-the-new-place-of-war-from-google-facebook-amazon-in-the-future/

Facebook และ PayPal ลงทุนใน GoJek มองโอกาสเติบโตในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย

Facebook และ PayPal สองบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐ ได้ลงทุนใน Gojek แพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศอินโดนีเซีย ชี้ว่ายังมีโอกาสเติบโตจากผู้ประกอบการรายย่อย รวมไปถึงการเข้าถึงบริการทางการเงิน

Gojek Indonesia
ภาพจาก Shutterstock

Facebook และ PayPal ได้ประกาศลงทุนใน Gojek บริษัทเทคโนโลยีจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีแพลตฟอร์มบริการไม่ว่าจะเป็นบริการเรียกรถ การส่งอาหาร ฯลฯ และยังเป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตไว ที่กำลังขยายธุรกิจไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทย

สำหรับผู้ให้บริการ Social Network รายใหญ่ของโลกได้ให้เหตุผลในการลงทุนกับ Gojek ว่า การลงทุนครั้งนี้จะช่วยให้เข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อยในอินโดนีเซีย ผ่านแพลตฟอร์ม Whatsapp และยังช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเหล่านี้สามารถเข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ 2 บริษัทเทคโนโลยีได้มองตรงกันว่า การเข้าถึงด้านการเงินของประชากรอินโดนีเซียยังถือว่าน้อยมาก และในตัวแพลตฟอร์มของ Gojek เองก็ยังมีบริการด้านการเงิน เช่น บริการจ่ายเงิน บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Wallet ในชื่อ GoPay ให้ลูกค้าของ Gojek สามารถซื้อสินค้าจากผู้ให้บริการอื่นๆ ได้ทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ Facebook เองพึ่งจะลงทุนใน Jio ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของอินเดีย และยังเป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น ค้าปลีก บริการทางด้านความบันเทิง ฯลฯ

Andre Soelistyo ซึ่งเป็น CEO ของ Gojek ได้กล่าวว่า การลงทุนของ 2 บริษัทช่วยทำให้เพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายของบริษัท นั่นคือการทำให้ธุรกิจเข้าถึงโลกดิจิทัลได้มากขึ้น และยังทำให้ลูกค้าของ Gojek หลายล้านคนเข้าถึงบริการและประโยชน์ต่างๆ ที่ได้จากเศรษฐกิจดิจิทัล

อย่างไรก็ดีการลงทุนของ 2 บริษัทครั้งนี้ไม่ได้บอกมูลค่าของการลงทุนแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้ Gojek มีผู้ลงทุนรายใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Alphabet บริษัทแม่ของ Google และ Tencent รวมไปถึงสถาบันการเงินจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง Mitsubishi UFJ เป็นต้น

ที่มา – Facebook, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/facebook-and-paypal-investment-on-gojek-indonesia-and-view-about-small-business-and-financial-services/

บริษัทไต้หวันย้ายฐานการผลิตจากจีนกลับบ้าน หลังความขัดแย้งสหรัฐ-จีนกลับมารุนแรง แถมรัฐบาลจูงใจ

บริษัทไต้หวันที่เน้นผลิตสินค้าไฮเทค เริ่มทยอยย้ายฐานการผลิตจากจีนกลับถิ่นเก่า หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนมากขึ้น ขณะเดียวกันข้อเสนอจูงใจของรัฐบาลไต้หวันเองก็ทำให้บริษัทเหล่านี้อยากย้ายกลับมาเพิ่มขึ้นด้วย

Taipei Taiwan
ภาพจาก Unsplash

บริษัทในไต้หวัน เริ่มย้ายกำลังการผลิตจากจีนแผ่นดินใหญ่กลับบ้านเกิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนกลับมาปะทุอีกครั้ง ขณะเดียวกันผลกระทบจาก COVID-19 ในจีนเองก็ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่การผลิตทั่วโลก ซึ่งไต้หวันเองก็ได้รับผลกระทบนี้ ยิ่งเป็นตัวเร่งทำให้บริษัทต่างๆ เหล่านี้ย้ายฐานกลับไต้วันไวกว่าเดิม

ความขัดแย้งของสหรัฐและจีนกลับมาปะทุอีกครั้งหลังจากที่สหรัฐมีท่าทีฉีกสัญญาข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกที่ทำกับจีน ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้กล่าวว่ากำลังจับตามองจีนว่าจะทำตามสัญญาว่าจะซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐหรือไม่ ไม่เพียงแค่นั้นทรัมป์เองยังได้ขู่จีนว่าอาจขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน ถ้าหากไม่ทำตามสัญญา

ท่าทีของความขัดแย้งที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกรอบทำให้บริษัทไต้หวันเองทยอยย้ายฐานการผลิตกลับไต้หวัน เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เช่น Quanta ผู้ผลิตเซิฟเวอร์และโน๊ตบุ๊ครายใหญ่ได้ลงทุนโรงงานการผลิตในไต้หวันด้วยงบลงทุนมากถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ หรือราวๆ 15,914 ล้านบาท แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 บริษัทก็ยังเดินหน้าก่อสร้างโรงงานอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมในไต้หวันและประเทศต่างๆ ได้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศจีน เช่น Foxconn ฯลฯ เนื่องจากค่าแรงในประเทศจีนมีราคาถูก

Barry Lam ประธานของ Quanta ได้กล่าวกับ Nikkei Asian Review ว่า “ลูกค้าของบริษัทต้องการสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เราต้องเพิ่มงบลงทุนในไต้หวัน” ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีหลายๆ แห่งเองได้รับความต้องการสินค้าที่ไม่มีส่วนประกอบจากประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น

หรือแม้แต่ Giant ผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ในไต้หวัน ก็ได้ลงทุนโรงงานใหม่ในไต้หวันมากถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ หรือประมาณ 5,308 ล้านบาท เพื่อที่จะส่งออกจักรยานไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งไต้หวันเองไม่ได้รับผลกระทบจากสหรัฐได้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเหมือนกับในจีนแผ่นดินใหญ่

ขณะเดียวกันความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของรัฐบาลไต้หวันที่เชิญให้บริษัทที่มีฐานการผลิตในประเทศจีน เช่น บริษัทผลิตชิป หรือแม้แต่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีฐานการผลิตในประเทศจีน ให้ย้ายฐานการผลิตกลับมาที่ไต้หวัน โดยรัฐบาลมีเม็ดเงินสนับสนุนให้ รวมไปถึงจัดสร้างพื้นที่ใหม่ และเพิ่มพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ละแวกเมืองไถ่หนาน เพื่อรองรับการพัฒนาและวิจัย

ข้อมูลล่าสุดจาก Taipei Times นั้น 473 บริษัทได้รับปากรัฐบาลไต้หวันที่จะกลับมาลงทุนที่บ้านเกิด ซึ่งมีมูลค่ามากถึง 989,100 ล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ และอีก 56 บริษัทกำลังรอการอนุมัติจากรัฐบาลไต้หวัน นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมางบพัฒนาและวิจัยของไต้หวันยังทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 5 ปี อยู่ที่ 7.9% ของ GDP

เป้าหมายของรัฐบาลไต้หวันหลังจากนี้คือการปรับยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าไฮเทคแบบพรีเมี่ยม ขณะเดียวกันยังเน้นไปที่อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น พลังงานสะอาด รวมไปถึงการพัฒนาการอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยรัฐบาลได้เตรียมพื้นที่ในละแวกภาคใต้ของไต้หวัน เป็นฐานการผลิตแห่งใหม่

ไม่ใช่แค่การย้ายฐานการผลิตกลับไต้หวันเท่านั้น แต่บริษัทไต้หวันเองก็ได้ย้ายกำลังการผลิตออกจากจีนไปที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของไต้หวัน ได้ประกาศแผนการลงทุนในสหรัฐ มากถึง 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือแม้แต่ Apple เองก็เริ่มคุยกับผู้ประกอบชิ้นส่วนโดยเฉพาะ Foxconn ของไต้หวันให้ทยอยย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปที่อื่นๆ เช่น อินเดีย ฯลฯ

ที่มา – Tech Node, South China Morning Post, Taipei Times [1][2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/taiwan-high-tech-firm-moving-shift-from-mainland-china-after-covid-19-and-us-cn-tensions/

SCB ชี้ หยวนดิจิทัลเป็นนวัตกรรมการเงินครั้งสำคัญที่สุด แนะธุรกิจไทยต้องจับตามองในระยะยาว

มุมมองจากธนาคารไทยพาณิชย์เกี่ยวกับการทดสอบหยวนดิจิทัล โดย SCB มองว่าเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่สำคัญหลังจากนี้ และแนะนำให้ภาคธุรกิจไทยต้องจับตามองในระยะยาว

China Payment QR Code
ภาพจาก Shutterstock

มาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน China Business ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การประกาศเริ่มใช้เงินหยวนดิจิทัลน่าจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่สำคัญที่สุดหลังจากเหตุการณ์โรค COVID-19 โดยเงินหยวนดิจิทัลนี้ไม่ใช่สกุลใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนปกติ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายการเงิน ตลอดจนมีส่วนช่วยในการปราบปรามการทุจริต ในระยะยาวอาจเป็นตัวเสริมความเป็นสากลของเงินหยวน

สำหรับหยวนดิจิทัลนั้น ธนาคารกลางจีน หรือ PBoC ได้ศึกษาแนวทางมาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว การนำเงินหยวนดิจิทัลออกมาใช้ในช่วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งเพื่อการป้องกันการติดโรคระบาดผ่านธนบัตร ถึงแม้ประเทศจีนเป็นสังคมไร้เงินสดเกือบทั้งหมด แต่เบื้องหลังของกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ยังมีส่วนที่เป็นธนบัตรกระดาษอยู่ อาทิ การจัดเก็บธนบัตรที่ธนาคารพาณิชย์ ส่วนเงินหยวนดิจิทัลจะไม่มีขั้นตอนของธนบัตรกระดาษแต่อย่างใด

มาณพ ยังชี้ว่า เงินหยวนดิจิทัลมีคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ที่ตรงกันข้ามกับ Cryptocurrency โดยสิ้นเชิง และรัฐบาลจีนไม่ได้มีสัญญาณที่จะส่งเสริมการใช้ Cryptocurrency แต่อย่างใด และธนาคารกลางจีน น่าจะสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินได้แบบคล่องตัวและตรงจุดมากขึ้นในระยะต่อไปเมื่อมีการใช้เงินหยวนดิจิทัลในวงกว้าง เนื่องจากคุณสมบัติด้านการรวมศูนย์ที่ทำให้ติดตามสถานะของผู้ถือเงินได้

แนวคิดของเงินหยวนดิจิทัลนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับ Cryptocurrency เช่น Bitcoin และโดยนัยยะของหยวนดิจิทัลนั้นยังเป็นการสกัดกั้น Cryptocurrency เนื่องจากเงินหยวนดิจิทัลมีลักษณะ 3 ประการ

  1. มีกฎหมายรองรับและไม่ใช่เงินสกุลใหม่ เงินหยวนดิจิทัลเป็นเงินที่มีกฎหมายและความน่าเชื่อถือของประเทศรองรับ ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ หากแต่เป็นเงินหยวนในรูปแบบดิจิทัล (แทนที่จะเป็นกระดาษ) ดังนั้น ไม่ต้องมีการอิงราคากับสกุลเงินหรือสินทรัพย์ใด ๆ ไม่ต้องมีการกำหนดราคาเป็นของตัวเองเพิ่มขึ้น เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินหยวนที่มีใช้อยู่แล้ว
  2. มีลักษณะรวมศูนย์ เงินหยวนดิจิทัลไม่อิงกับเทคโนโลยี Blockchain มีลักษณะการจัดเก็บแบบรวมศูนย์มาที่ธนาคารกลาง คือธนาคารกลางสามารถรู้ข้อมูลการเคลื่อนไหวตลอดจนสถานะของผู้ถือว่าเป็นบุคคลธรรมดา หรือบริษัท SME หรือรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น โดยแนวคิดเรื่องการรวมศูนย์นั้นตรงข้ามกับ Cryptocurrency ที่เน้นการกระจายการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่มีตัวกลาง
  3. มีดอกเบี้ย ธนาคารกลางสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้กับเงินหยวนดิจิทัลได้โดยตรง คุณสมบัติข้อนี้เป็นจุดแตกต่างจากเงิน Cryptocurrency โดยทั่วไป แต่ในขั้นทดลองนี้ยังไม่มีการกำหนดดอกเบี้ย

มาณพ ยังได้กล่าวเสริมว่า ธนาคารกลางจีน อาจกำหนดหรือปรับอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่างกันสำหรับกลุ่มผู้ถือเงินแต่ละกลุ่มโดยตรง ไม่ต้องผ่านกลไกของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธนาคารกลางสามารถบริหารสภาพคล่องในแต่ละภาคเศรษฐกิจโดยตรงได้มากขึ้น นอกจากนี้ประโยชน์อื่น ๆ ของเงินดิจิทัล ได้แก่ ต้นทุนการผลิตเงินที่ต่ำกว่า การป้องกันการคดโกงและการฟอกเงินที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า หรือแม้กระทั่งการจ่ายเงินอุดหนุนในเหตุวิกฤติที่ทำได้แบบตรงตัวกว่า เป็นต้น

ปัจจุบัน ธนาคารกลางจีน กำลังทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลที่มีชื่อทางการว่า Digital Currency/Electronic Payment (DCEP) โดยกำหนดทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลนี้ใน 4 เมือง ได้แก่ เซิ่นเจิ้น ซูโจว เฉิงตู และสงอัน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในเมืองซูโจว รัฐบาลจะจ่ายค่าเดินทางให้กับข้าราชการครึ่งหนึ่งเป็นเงินหยวนดิจิทัล

ขณะที่การทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลในเมืองสงอัน จะเน้นทดลองใช้กับธุรกิจค้าปลีกและการจัดเลี้ยง เช่น ฟิตเนส ซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น โดยมีบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ เช่น Starbucks McDonald’s และ Subway เข้าร่วมโครงการทดลองในครั้งนี้ด้วย

มาณพยังได้แนะนำภาคธุรกิจไทยควรจับตาแนวโน้มระยะยาวว่าความคล่องตัวของเงินหยวนดิจิทัลจะมีส่วนผลักดันให้เงินหยวนมีความเป็นสากลมากขึ้นหรือไม่เพียงใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขั้นตอนการโอนเงินเข้าออกประเทศจีนเพื่อชำระสินค้าค่าบริการและการลงทุน การเพิ่มน้ำหนักของเงินหยวนในทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่าง ๆ
ซึ่งมีผลต่อเนื่องกับอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ดี มาณพ ชี้ว่า เงินหยวนดิจิทัลนี้คงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมการปฏิรูปเงินหยวนให้มีความเสรีมากขึ้น จึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการเปิดเสรีบัญชีทุนของประเทศจีนด้วย สำหรับในระยะสั้นเขาไม่คิดว่าการใช้เงินหยวนดิจิทัลจะมีผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจไทยแต่อย่างใด

Digital Yuan หยวนดิจิทัล SCB

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-view-about-digital-yuan-is-innovative-and-th-business-should-follow-up/

ธนาคารกลางจีนกำลังพัฒนาและทดสอบ “หยวนดิจิทัล” ในบางเมืองของประเทศแล้ว

ธนาคารกลางจีน (PBoC) ได้เริ่มมีการทดสอบหยวนดิจิทัลแล้วใน 4 เมืองหลัก นอกจากนี้อดีตประธานธนาคารกลางจีนยังเชื่อว่าหยวนดิจิทัลจะสามารถทดแทนเงินหยวนได้

Chinese Payment Mobile Payment
ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารกลางจีน ได้เริ่มพัฒนาและล่าสุดนั้นเริ่มมีการทดสอบ “หยวนดิจิทัล” ในบางเมืองของประเทศจีน โดยมี 1 ใน 4 สถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจของจีน อย่าง Agricultural Bank of China เข้าร่วมการทดสอบนี้ด้วย และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้การจ่ายเงินผ่านแอพลิเคชั่นต่างๆ เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลทำให้มีการเร่งพัฒนาโครงการนี้ไวกว่าเดิม

สำหรับ 4 เมืองที่มีการทดสอบได้แก่ สงอัน ซูโจว เฉิงตู รวมไปถึง เชินเจิ้น ซึ่งจะมีผู้ใช้งานบางส่วนได้รับการเชิญให้ทดสอบระบบครั้งนี้ เป้าหมายของธนาคารกลางจีนที่ทดสอบแยกเป็นการใช้ชำระเงินสำหรับร้านค้าปลีก และร้านอาหาร ส่วนอีกการทดสอบเพื่อใช้บริการขนส่งสาธารณะ

โดย Application ไว้ทดสอบหยวนดิจิทัลของธนาคาร Agricultural Bank of China ที่เป็นข่าวฮือฮานั้น มีบนทั้งแพลตฟอร์ม iOS และ Android ฟังก์ชั่นในการทำงานคือจ่ายเงินผ่าน QR Code สามารถรับเงินและส่งเงินให้ผู้ใช้รายอื่นๆ นอกจากนี้ในการรับและโอนเงินยังมีเลขของธนบัตรเหมือนกับธนบัตรจริงๆ ด้วย

ความพยายามของจีนในการผลักดันสกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นเมื่อช่วงราวๆ ปี 2014 เมื่อรัฐบาลจีนต้องการที่จะลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ และก่อนหน้านี้มีการทดสอบภายในมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นการทดสอบภายในเท่านั้น ก่อนที่รัฐบาลจีนจะออกมาประกาศอย่างไม่เป็นทางการในเดือนตุลาคมปี 2019 ว่าจะเริ่มมีการทดลองใช้งานในปี 2020

Zhou Xuedong โฆษกของธนาคารกลางจีนได้กล่าวว่า “ปัจจุบันมากกว่า 95% ของธุรกรรมในชีวิตประจำวันนั้นชาวจีนทำผ่าน Mobile Payment หรือไม่ก็ผ่าน Internet Payment และถ้าหากสังคมเข้าสู่โลกของดิจิทัลมากขึ้นสกุลเงินดิจิทัลก็ย่อมเป็นที่ย่อมรับสูงมากขึ้นตามลำดับ”

Li Lihui อดีตประธานธนาคารกลางจีน กล่าวว่า หยวนดิจิทัล จะสามารถใช้ทดแทนเงินหยวนได้เต็มรูปแบบ โดย 4 ข้อที่เขาเชื่อว่าสามารถทดแทนได้คือ ประชาชนเชื่อถือ มีประสิทธิภาพในการใช้จ่าย ต้นทุนทางธุรกรรมที่ถูก รวมไปถึงสามารถมีขนาดใหญ่พอที่รองรับกับการเติบโตของเศรษฐกิจได้

ในบทวิเคราะห์ของ Deutsche Bank เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมามองว่า ขณะที่จีนรวมไปถึงประเทศอย่างอินเดียกำลังสนใจพัฒนาสกุลเงินท้องถิ่นแบบดิจิทัล มีการพัฒนาเทคโนโลยีเบื้องหลัง เช่น Peer-to-Peer หรือ Blockchain ฯลฯ รวมไปถึงธนาคารกลางจีนกำลังพัฒนาหยวนดิจิทัลอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้สามารถจะเป็นการใช้อำนาจในด้าน Soft Power รวมไปถึง Hard Power ทางเศรษฐกิจ และถ้าหากบริษัทต่างประเทศที่ทำธุรกิจในจีนใช้หยวนดิจิทัลมากขึ้น ยิ่งทำให้ดอลลาร์สหรัฐโดนลดบทบาททางการเงินระหว่างประเทศลง

ถ้าหากการทดสอบของธนาคารกลางจีนและ 4 สถาบันการเงินเป็นที่น่าพอใจ ก็อาจทำให้การผลักดันของรัฐบาลจีนที่ต้องการใช้หยวนดิจิทัลนั้นรวดเร็วมากกว่าเดิม และเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลรวมถึงธนาคารกลางต่างๆ ต้องรีบพัฒนาสกุลเงินท้องถิ่นให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น

ที่มา – Bitcoin.com, Asia Times, Coindesk

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-pboc-now-testing-digital-yuan-ex-pboc-chief-believe-its-can-replace-rmb/