คลังเก็บป้ายกำกับ: TECHNOLOGY

เปิดตัว NDID คาดใช้จริงช่วงปลายปีนี้ เริ่มเปิดบัญชีใช้ข้อมูลต่างธนาคารยืนยันตัวตน

ในงาน Bangkok FinTech Fair 2019 มีการเปิดตัว National Digital ID ซึ่งจะสร้างความสะดวกในการยืนยันตัวเองได้ เริ่มต้นที่การเปิดบัญชีเงินฝากโดยสามารถยืนยันตัวตนข้ามธนาคารได้ทันที

ในงาน Bangkok FinTech Fair 2019 ซึ่งจัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการเปิดตัว บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด เพื่อที่จะเป็นตัวกลางของภาครัฐและเอกชนในการเชื่อมต่อข้อมูลในการพิสูจน์และรวมไปถึงการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (National Digital ID) หรือ NDID ซึ่งจะอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในอนาคต

สุทธิรา ศรีไพบูลย์ รักษาการประธานบริษัท และตัวแทน บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด ได้กล่าวว่า NDID มีวัตถุประสงค์ที่จะยกระดับการทำธุรกรรมทางดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือ และได้รับการรองรับทางกฎหมายในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์บนโลกดิจิทัล

สำหรับ NDID จะสร้างประโยชน์ได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือภาคบริการ และช่วยยกระดับของการทำความรู้จักลูกค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-KYC รวมไปถึง NDID ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการที่หลากหลายและได้รับความสะดวก เช่น ธนาคาร ลงทุน ประกันภัย สาธารณะสุข โทรคมนาคม และการศึกษา

บริการของ NDID คาดว่าจะใช้บริการได้ภายในไตรมาส 4 ซึ่งบริการที่จะเปิดใช้จะสามารถทำให้ประชาชนสามารถเปิดบัญชีเงินฝากที่ลูกค้าเคยมีบัญชีธนาคารอื่นอยู่แล้ว สามารถยืนยันตัวตนข้ามธนาคารได้ทันที ในอนาคต NDID สามารถยืนยันจากบุคคลธรรมดาไปสู่นิติบุคคล และชาวต่างชาติในระยะต่อไป

สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA ได้กล่าวว่า โครงการนี้รัฐและเอกชนเข้ามาร่วมมือกันกว่าจะตกผลึกได้ และเชื่อมั่นว่าปลอดภัย ไม่ละเมิด ความเป็นส่วนตัว อยากเชิญให้หน่วยงานรัฐหลายๆ ภาคส่วนมาใช้บริการนี้ด้วยซ้ำ เช่น เรื่องสาธารณสุข หรือ แม้แต่ในด้านความยุติธรรม และมองว่า NDID คือแพลตฟอร์มหลักของประเทศ 

โครงสร้างของ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด เป็นการถือหุ้นมากถึง 60 บริษัท ประกอบไปด้วย ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุนรวม บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย บริษัทผู้ให้ชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัทไปรษณีย์ไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-national-digital-id-open-today-at-thailand-fintech-2019/

โฆษณา

Facebook ยอมถอยเรื่อง Libra พร้อมแก้และรอหน่วยงานกำกับดูแลอนุมัติ หลังหลายฝ่ายกังวล

เดวิด มาร์คัส หัวหน้าฝ่าย Blockchain ของ Facebook เตรียมถอยเรื่อง Libra และกล่าวว่าจะแก้ไขปัญหาที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินกังวล รวมไปถึงรอการอนุมัติจากหน่วยงานเหล่านี้ด้วย

Facebook Libra
ภาพจาก Shutterstock

เดวิด มาร์คัส หัวหน้าฝ่าย Blockchain ของ Facebook เองได้กล่าวว่าบริษัทจะยอมถอยเรื่องของสกุลเงิน Libra หลังจากที่คณะกรรมาธิการด้านการเงินของสหรัฐ ก็ได้ออกมาแสดงความกังวล และพยายามขอให้ ​Facebook ระงับการพัฒนาสกุลเงินตัวใหม่นี้ด้วย

อีกรายที่ออกมาแสดงความคิดเห็นล่าสุดคือ สตีเว่น มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าสกุลเงินใหม่อย่าง Libra นั้นอาจกลายเป็นเครื่องมือสำหรับการทำผิดกฎหมายได้ โดยเฉพาะเรื่องของการฟอกเงิน รวมไปถึงด้านการก่อการร้าย

การแสดงความคิดเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้แสดงความคิดเห็นว่า Cryptocurrency ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานต่างๆ และยังสามารถนำมาใช้ในเรื่องที่ผิดกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังมองว่าสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐก็ใช้อย่างแพร่หลายอยู่แล้วด้วย แต่ถ้า Facebook อยากออกสกุลเงินมาก็ต้องอยู่ในการกำกับดูแล

ขณะที่ เจอโรม พาเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ก็กังวลถึงสกุลเงินใหม่ Libra เช่นกัน โดยกังวลถึงเสถียรภาพของภาคการเงิน ความเป็นส่วนตัว เรื่องของการป้องกันการฟอกเงินและใช้ในการก่อการร้าย

ในสัปดาห์นี้ เดวิด มาร์คัส เตรียมที่จะเข้าให้การแถลงต่อคณะกรรมการด้านการเงินในเรื่องนี้แล้ว โดยเขาบอกว่าจะแก้ไขปัญหาของ Libra ตามที่หน่วยงานกำกับดูแลมีความกังวล และจะไม่ออกสกุลใหม่นี้มาจนกว่าจะแก้เรื่องของความกังวลนี้ออกไป

เขาเองได้กล่าวว่า Facebook ไม่ได้ต้องการที่จะหากำไรในสกุลเงินดิจิทัลใหม่ตัวนี้ในช่วงเริ่มต้น และเขาเองยังยืนยันว่าข้อมูลต่างๆ จะไม่เชื่อมต่อกับ Facebook เด็ดขาด นอกจากนี้เขายังได้กล่าวว่าถ้าหากสหรัฐยังขวางในเรื่องนี้ ท้ายที่สุดสหรัฐก็จะกลายเป็นประเทศที่ไม่ใช่ผู้นำนวัตกรรมของอนาคต และประเทศอื่นๆ ก็จะนำวิธีการนี้ไปใช้อยู่ดี

อัพเดตล่าสุด – เขาเองได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้ด้วย

ที่มา – Euronews, Business Insider, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/david-marcus-facebook-libra-currency-will-wait-for-approval-from-regulator/

อธิบาย ญี่ปุ่น vs เกาหลีใต้… ความขัดแย้งที่สะเทือนอุตสาหกรรมไอทีทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่จีน

ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ ฯ กับ จีนยังไม่ทันได้ข้อสรุปดี ดันมีประเด็นใหม่ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ระดับโลก” ให้ติดตามกันอีกคู่สำหรับข้อพิพาทระหว่างญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นได้ออกมาประกาศมาตราการควบคุมการส่งออกวัตถุดิบสำคัญสำหรับธุรกิจเทคโนโลยี โดยดึงเกาหลีใต้ออกจากลิสต์สิทธิประโยชน์ เล่นเอาบริษัทเทค ฯ ชั้นนำอย่าง Samsung | LG | Sony ออกอาการนั่งไม่ติดไปตาม ๆ กัน

ความขัดแย้งเรื่องการเยียวยาแรงงานทาส ยุคสงครามโลก เป็นชนวน

งานนี้ต้องต้องเท้าความกันเบา ๆ ไปถึงความขัดแย้งของ 2 ชาตินี้ ที่พวกเราอาจนึกไม่ถึงหรือลืมไปแล้ว หากมองภาพปัจจุบันที่ต่างก็เป็นชาติระดับพัฒนาแล้วอันเป็นที่เชิดหน้าชูตาของทวีปเอเชียกันทั้งคู่ แต่ความขัดแย้งนั้นมีมาช้านานตั้งแต่สมัยสงครามโลกทั้งครั้งที่ 1 และ 2 กินเวลายาวนานกว่า 30 ปีที่เกาหลีใต้อยู่ภายใต้อาณานิคมของญี่ปุ่นในยุคต้นของศตวรรษที่ 19 (1910 – 1945) และเกิดข้อครหามากมายว่ากลุ่มชนชั้นแรงงานของเกาหลีใต้ ถูกใช้งานเยี่ยงทาสถึงขั้นเจ็บป่วยล้มตาย เพื่อเป็นกำลังการผลิตสำคัญให้อุตสาหกรรมหนัก-เบาทั้งหลายของญี่ปุ่นในสมัยนั้น

จึงเป็นที่มาให้ทางเกาหลีใต้มีการรื้อคดีความเรื่อง ค่าชดเชยของแรงงานในสมัยสงครามโลกที่ญี่ปุ่นต้องจ่ายให้กับครอบครัวปัจจุบันของผู้ได้รับผลกระทบในสมัยนั้น ถึงแม้ทางรัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมาประกาศชัดว่า ได้ทำการเยียวยากันไปแล้วตั้งแต่จบสงครามโลกกว่า 800 ล้านเหรียญ (ราวๆ 24,660 ล้านบาท) แต่เกาหลีใต้เองก็ตอบโต้ทันควันว่า ข้อตกลงระหว่างรัฐไม่ได้ช่วยเยียวยาให้กับประชาชนของพวกเขาได้ดีพอ โดยเฉพาะในรายบุคคล

ซึ่งเมื่อช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมาคดีกลุ่มนี้จึงถูกรื้อกลับเข้ามาพิจารณากันอีกครั้ง โดยมีคดีของแรงงานของบริษัท Nippon Steel & Sumitomo Metal Corporation ในประเทศเกาหลีใต้ช่วงสงครามโลกเป็นคดีตัวอย่าง ตามมาด้วยบริษัทอีกจำนวนมากมายของญี่ปุ่นที่กำลังถูกกดดันให้จ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศเริ่มออกอาการไม่ดีอีกครั้งนึง ตั้งแต่เข้าสู่ปี 2019 เป็นต้นมา

ญี่ปุ่นดึงเกาหลีใต้ออกจาก Whitelist ยกเลิกสิทธิประโยชน์ส่งออกวัตถุดิบไฮเทคสำคัญหลายชนิด

อาการทรง ๆ กันมาได้ร่วมครึ่งปี รัฐบาลญี่ปุ่นก็ออกมาแจกเซอร์ไพรส์เบอร์ใหญ่เวอร์ (เซอร์ไพรส์กว่าทรัมป์เข้าพบท่านผู้นำคิมจองอึนเสียอีก) ณ วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยประกาศดึงเอาเกาหลีใต้ออกจากบัญชีขาว (Whitelist – รายการบัญชีประเทศคู่ค้าสำคัญที่ได้รับการผ่อนปรนระดับสูงสุดในการนำเข้า-ส่งออกสินค้าและวัตถุดิบสำคัญกับญี่ปุ่น) ส่งผลให้มาตรการควบคุมตามปกติจะถูกนำมาบังคับใช้กับบริษัทในเกาหลีใต้ด้วย

ผลกระทบของมาตรการควบคุมการส่งออก (Export Controls)

  • สารเคมีสำคัญ 3 ชนิด ตกไปอยู่ในรายการส่งออกแบบเข้มงวด | ต้องมีการขออนุญาตทุกครั้งที่มีการส่งออก และใช้เวลา 90 วัน
    1. Fluorinated Polyimide (หน้าจอแสดงผล)
    2. Photosensitising Agent Resist (ชิปประมวลผล)
    3. Hydrogen Fluoride (สารกึ่งตัวนำ)
  • กำลังพิจารณาขยายขอบเขตรายการควบคุมไปยัง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูปอื่นๆ รวมไปถึงวัตถุดิบที่อาจใช้ได้กับเทคโนโลยีทางการทหาร

ทางรัฐบาลญี่ปุ่่นให้เหตุผลของการออกมาตรการนี้ว่า ความน่าเชื่อถือของเกาหลีใต้ต่อนานาชาตินั้นลดลง พร้อมยอมรับชัดเจนว่า นี่คือมาตรการตอบโต้ทางการทูตต่อข้อเรียกร้องของเกาหลีใต้ที่มีต่อบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นในประเด็นของแรงงานจากยุคสงครามโลก พร้อมเผยอีกว่าความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั้นถูกคุกคามอย่างชัดเจน และต้องเกิดการทบทวนกันใหม่อีกครั้งนึง

จากการวิเคราะห์ของสำนักข่าว Reuters นั้นพบว่า บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น และร่วมทุนญี่ปุ่น นั้นถือครองสารเคมีสำคัญทั้ง 3 ชนิดของโลกอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมี Fluorinated Polyimide และ Photosensitising Agent Resist อยู่ชนิดละ 90% ของโลก นอกจากนั้นแล้วบริษัท Stella Chemifa Corp ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นผู้ผลิต Hydrogen Fluoride รายใหญ่ที่สุดอยู่ที่ 70% ของทั้งตลาดเลยทีเดียว

บริษัทเทค ฯ เกาหลี (Samsung อีกแล้ว) งานเกิด! ส่วนของญี่ปุ่นอาจเจอ Boycott

ฝั่งเกาหลีคือเดือดร้อนสุด ๆ โดยเพราะสารกึ่งตัวนำ หรือ Semiconductor นั้นนับเป็นมูลค่ากว่า 20% ของมูลค่าการส่งออกรวมของทั้งประเทศ ซึ่งทั้ง Samsung และ SK Hynix ต่างก็เป็นผู้ผลิตอันดับต้น ๆ ของโลก ส่วนชิปประมวลผลนั้นแค่ Samsung ลำพังก็ครองส่วนแบ่งการตลาดของทั้งโลกกว่า 40% แล้ว แถมในกลุ่มสินค้าประเภทหน้าจอแสดงผลนั้น ชื่อแรก ๆ ที่ต้องนึกถึงก็จะมี Samsung กับ LG นี่แหละ งานนี้แน่นอนเลยว่าพี่ใหญ่ของเรา Samsung Electronics เจ็บตัวมากที่สุดทั้งขึ้นทั้งล่อง ล่าสุดหุ้นก็ร่วงนำไปก่อนแล้วเกือบ 1% ในวันเดียวให้หลังจากการออกมาตรการนี้ของญี่ปุ่น

ส่วนญี่ปุ่นเองก็ใช่ว่าจะลอยตัว เพราะว่าผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำหลายรายก็ต้องใช้ซัพพลายชิ้นส่วนจากฝั่งเกาหลีเช่นกัน เห็นภาพง่าย ๆ สุดก็ Sony | Sharp ที่ต่างก็ต้องใช้ผลิตภัณฑ์เช่น Memory Chip | Semiconductor ซึ่งเคสแบบนี้อาจทำให้ราคาแพงขึ้นเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วอาจเดือดร้อนไปถึงการถูกบอยคอตต์โดยผู้บริโภคชาวเกาหลีอีกด้วย โดยล่าสุดมีรายงานว่าเกิดการเข้าชื่อกันในแคมเปญจ์บอยคอตต์งดบริโภคสินค้าสัญชาติญี่ปุ่น เช่น Mitsubishi | Sony | Toyota เกินกว่า 17,000 รายแล้ว

ทางรัฐบาลเกาหลีใต้เองได้ออกมาให้ความเห็นตอบโต้เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า “การกระทำของญี่ปุ่นนั้น ไม่เป็นธรรมและขัดต่อข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO)” พร้อมประกาศจะนำเรื่องนี้ขึ้นเสนอต่อ WTO ให้เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยต่อไป อย่างไรก็ดี ทางเกาหลีใต้เองกำลังพิจารณาถึงมาตรการตอบโต้อยู่เช่นกัน เพราะหากต้องรอพึ่ง WTO เองอาจใช้เวลานานและไม่ทัน งานนี้ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า จะจบไม่ลงแบบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับ จีนหรือไม่…

อ้างอิง: Reuters | Nikkei Asian | Japan Today

from:https://droidsans.com/japans-export-control-on-south-korea-puts-chipmakers-through-risks/

ทิศทางของ 5G จะเป็นอย่างไร ลองฟังแนวคิดจาก Ericsson กัน

Ericsson ได้สรุปข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ 5G ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคไทยพร้อมจะย้ายค่ายไปหาผู้ให้บริการที่มี 5G และยินดีจะจ่ายเงินเพิ่ม 30% เพื่อให้ได้ใช้งาน 5G ที่ตอบโจทย์ความต้องการจริงๆ รวมทั้งปริมาณการใช้ข้อมูลในไทยจะเพิ่มขึ้น 10 เท่า บนอุปกรณ์ที่รองรับ 5G

รายงานวิจัยผู้บริโภคฉบับล่าสุดเรื่อง ศักยภาพของผู้บริโภค 5G พร้อมข้อมูลเชิงลึกในไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง 5G ที่หลายอุตสาหกรรมยังตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้บริโภคจะได้รับและโอกาสทางธุรกิจ

ทิศทางของ 5G

จากรายงานพบว่า ครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคคนไทยจะเปลี่ยนผู้ให้บริการภายใน 6 เดือน หากผู้ให้บริการปัจจุบันที่พวกเขาใช้งานอยู่ไม่เปิดให้บริการ 5G

นอกจากนี้ ผู้บริโภคในประเทศไทยยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่ม 30 เปอร์เซ็นต์สำหรับบริการ 5G ที่ตอบโจทย์ความต้องการอันดับแรก ๆ และจากการคาดการณ์รูปแบบการใช้งานในอนาคตของผู้บริโภคในประเทศไทย พบว่า ปริมาณการใช้งานข้อมูลบนมือถือที่รองรับ 5G โดยเฉลี่ยจะเพิ่มมากขึ้นถึง 10 เท่า ไปเป็น 70 กิกกะไบท์ต่อเดือน

โดยผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างจริงจังจะมีการใช้งานข้อมูลบนเครือข่าย 5G มากถึง 130 กิกกะไบท์ต่อเดือนภายในปี 2568

5G กำลังจะเข้ามายกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่สร้างความกลมกลืมระหว่างโลกความจริงกับโลกดิจิทัลอย่าง AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality)

จากผลวิจัยประมาณ 76 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทยที่ให้สัมภาษณ์เชื่อว่า แว่น AR จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายภายในปี 2568 และคาดการณ์ว่าผู้บริโภคจะใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นประมาณ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อดูวิดีโอบนมือถือและอุปกรณ์พกพา ซึ่ง 1 ใน3 ชั่วโมงนี้ จะเป็นการใช้งานผ่านอุปกรณ์แว่น AR และ VR นั่นเอง

นอกจากนี้ ประมาณ 88 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนเชื่อว่าพวกเขาจะสื่อสารทางโทรศัพท์ในแบบโฮโลแกรม 3 มิติ เป็นประจำทุกสัปดาห์ ขณะที่ราว 13 เปอร์เซ็นต์คาดว่าการโทรศัพท์สนทนาแบบเห็นหน้ากัน หรือ Video call จะถูกแทนที่อย่างสิ้นเชิงด้วยการสื่อสารแบบโฮโลแกรม 3 มิติ และ 86 เปอร์เซ็นต์ชี้ให้เห็นว่าเกมคอนโซลจะล้าสมัย สมาร์ทโฟนจะมาแทนที่ในไม่ช้าและกลายมาเป็นเกมคอนโซลใหม่ในที่สุด

นายวุฒิชัย วุฒิอุดมเลิศ รองประธานและหัวหน้าฝ่ายเน็ตเวิร์คโซลูชั่นส์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด

“บริการ 5G จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน เทคโนโลยีมือถือรุ่นใหม่จะให้บริการแก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ยกระดับคุณภาพการเชื่อมโยงในทุกอุปกรณ์ด้วยอินเทอร์เน็ต (หรือ Internet of Things) ไปสู่อีกระดับที่รวดเร็วกว่า อย่างไรก็ตาม คนไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดจาก 5G ก็ต่อเมื่อเรามีระบบนิเวศทางด้านเทคโนโลยีที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องของกฏระเบียบ ความปลอดภัย และพันธมิตรทางอุตสาหกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ประเทศไทย”

5G ทั่วโลกจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดคิด

จากข้อมูล รายงาน Ericson Mobility ฉบับเดือนมิถุนายน ปี 2562 ระบุว่า 5G ทั่วโลกจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด ซึ่งคาดการณ์ว่า ปริมาณข้อมูลมือถือรวมทั้งหมดต่อเดือนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกจะเติบโต 7 เท่าจาก 2.3 เอ็กซะไบท์ในปีพ.ศ. 2561 เป็น 16 เอ็กซะไบท์ในปีพ.ศ. 2567 และการสมัครใช้บริการ 5G ในภูมิภาคนี้จะเติบโตเกือบ 12 เปอร์เซ็นต์ ภายในปีพ.ศ. 2567

ในขณะเดียวกัน ปริมาณการใช้ข้อมูลบนมือถือทั้งหมดทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตรา 82 เปอรเซ็นต์ต่อปี ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 131 เอ็กซะไบท์ต่อเดือนภายในปีพ.ศ. 2567 และประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์อยู่บนเครือข่าย 5G

ปัจจุบันผู้ให้บริการในประเทศต่าง ๆ พร้อมให้บริการ 5G แล้ว หลังจากการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือที่รองรับ 5G ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ให้บริการในบางประเทศได้ตั้งเป้าว่าจะสามารถให้บริการ 5G ครอบคลุมมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรในประเทศภายในปีแรก

ความมุ่งมั่นของผู้ผลิตชิปและชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ถือเป็นกุญแจสำคัญช่วยเร่งให้เกิดการใช้งาน 5G อย่างแพร่หลาย พร้อมทั้งสมาร์ทโฟนที่รองรับทุกคลื่นความถี่หลักมีกำหนดที่จะเปิดตัวออกสู่ตลาดภายในปีนี้ อุปกรณ์ที่รองรับ 5G รวมถึงการเปิดให้บริการเครือข่าย 5G ที่กำลังเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้คาดการณ์ได้ว่าจะมีจำนวนการสมัครใช้งาน 5G ทั่วโลกมากกว่า 10 ล้านราย ภายในปีพ.ศ. 2562

ทั้งนี้ภายในสิ้นปีพ.ศ. 2567 คาดการณ์ว่าเครือข่าย 5G จะครอบคลุมประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งโลก ซึ่งตัวเลขนี้สามารถเพิ่มได้ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเทคโนโลยีแบ่งปันคลื่นความถี่ (spectrum sharing technology) ซึ่งจะทำให้สามารถให้บริการ 5G บนย่านความถี่แบบ LTE ได้อย่างง่ายดาย

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/ericsson-5g-for-business/

ไม่ยอม! ทรัมป์เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากฝรั่งเศส ตอบโต้หลังมีแผนเก็บภาษีบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐ

สหรัฐอาจขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากฝรั่งเศส ตอบโต้รัฐบาลฝรั่งเศสที่เตรียมนำนโยบายการเก็บภาษี 3% ของรายได้บริษัทเทคโนโลยี

Technology Application iPhone Screen
ภาพจาก Shutterstock

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐเตรียมที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากฝรั่งเศส ตอบโต้หลังจากที่รัฐบาลฝรั่งเศสเตรียมที่จะเก็บภาษีจากรายได้บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น Google และ Facebook ในอัตรา 3% หลังจากรัฐบาลฝรั่งเศสกล่าวหาว่าบริษัทไอที 2 บริษัทพยายามที่จะหลีกเลี่ยงภาษี โดยใช้บริษัทที่ตั้งในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าเก็บรายได้จากในฝรั่งเศส เช่น ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก

รัฐบาลฝรั่งเศสคาดว่า ถ้าหากกฎหมายการเก็บภาษีดิจิทัล ด้วยอัตราภาษี 3% ออกมา จะทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสมีรายได้ต่อปีประมาณ 400 ล้านยูโร โดยกฎหมายนี้จะเก็บภาษีบริษัทที่มีรายได้อย่างน้อย 25 ล้านยูโรในประเทศฝรั่งเศส และรัฐบาลฝรั่งเศสได้กล่าวว่า บริษัทไอทีไหนๆ ก็ไม่สามารถหนีภาษีเหล่านี้ไปได้ โดยคาดว่ามี 30 บริษัททั่วโลกที่เข้าเกณฑ์นี้ทันที ทั้งจาก สหรัฐอเมริกา จีน เยอรมัน สเปน สหราชอาณาจักร ฯลฯ

หลังจากฝรั่งเศลได้กล่าวถึงเรื่องนี้ทำให้ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไอทีของสหรัฐ หรือ ITI ได้ออกแถลงการให้รัฐบาลสหรัฐเตรียมตอบโต้ในเรื่องนี้ แต่ได้ขอร้องไม่ให้มีการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าตอบโต้แต่อย่างใด โดยขอให้มีการเจรจาระหว่างกันมากกว่า

โรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนทางการค้าของสหรัฐ ได้กล่าวว่าความพยายามดังกล่าวพยายามที่จะทำให้บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐเกิดความอ่อนแอลง และยังได้มองว่าภาษีนี้กระทบกับการจ้างงานของชาวอเมริกันในบริษัทเทคโนโลยีด้วย

โดยสหรัฐนั้นเตรียมที่จะใช้วิธีการเดียวในการขึ้นภาษีกับจีน ซึ่งสหรัฐมีมาตรา 301 ไว้ตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ และถ้าหากสหรัฐเอาจริงในการขึ้นภาษีการค้าจะทำให้สินค้าของฝรั่งเศสได้รับความเดือดร้อนทันที โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสหรัฐเตรียมที่จะหาทางขึ้นภาษีสินค้าจากฝรั่งเศส เช่น ไวน์ ฯลฯ มาแล้ว

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างยุโรปกับสหรัฐนั้นย่ำแย่ลงเรื่อยๆ หลังจากก่อนหน้านี้สหรัฐเตรียมมีแผนขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรป โดยเฉพาะเครื่องบินจาก Airbus โดยกล่าวหาว่าสหภาพยุโรปให้เงินอุดหนุน ขณะที่ยุโรปก็เตรียมตอบโต้กับสหรัฐในการขึ้นภาษีนำเข้าเครื่องบิน Boeing ในข้อกล่าวอ้างเช่นเดียวกัน นอกจากนี้สหรัฐยังมีแผนที่จะขึ้นภาษีรถยนต์จากยุโรปมาแล้วด้วย โดยมองว่าภาษีนำเข้าไม่เท่ากัน ทำให้สหรัฐเสียเปรียบมากกว่า

ที่มาXinhua, Aljazeera, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/trump-plan-impose-tariff-after-french-plan-to-tax-tech-companies/

รัฐบาลสหรัฐเตรียมออกใบอนุญาตให้บริษัทเอกชนสามารถซื้อขายผลิตภัณฑ์กับ Huawei ได้

รัฐบาลสหรัฐเตรียมที่จะออกใบอนุญาตให้บริษัทในสหรัฐสามารถขายสินค้าให้กับ Huawei ได้ โดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องของความมั่นคง หลังจากที่ผู้นำสหรัฐได้กล่าวในการประชุม G20 ว่าให้บริษัทเอกชนขายสินค้าได้

Huawei หัวเว่ย
ภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลสหรัฐเตรียมที่จะออกใบอนุญาตให้เอกชนของสหรัฐสามารถที่จะซื้อขายผลิตภัณฑ์กับ Huawei ได้ โดยไม่กระทบกับเรื่องของความมั่นคงที่รัฐบาลสหรัฐกังวลอยู่ หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐได้กล่าวกับสื่อในช่วงการประชุม G20 ว่าบริษัทเอกชนของสหรัฐสามารถซื้อขายสินค้ากับ Huawei ได้

โดยกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐจะออกใบอนุญาตให้บริษัทต่างๆ สามารถซื้อขายสินค้ากับยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมของจีนได้ แต่ต้องสอดคล้องกับเรื่องของความมั่นคงของสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐได้ยืดเวลาให้ Huawei สามารถซื้อสินค้ากับบริษัทในสหรัฐได้จนถึงวันที่ 19 สิงหาคมนี้ และคาดว่าน่าจะมีการต่อเวลาออกไป ในเงื่อนไขที่ว่าสินค้าเป็นสินค้าปัจจุบันไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ใหม่

Huawei ในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐนั้นถือว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เนื่องจากกรณีของการที่ไม่เคารพเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในอดีตหลายกรณี และล่าสุดรวมไปถึงกรณีที่บริษัทละเมิดการคว่ำบาตรของสหรัฐในการขายสินค้าให้กับประเทศอิหร่าน ซึ่งทำให้ CFO และลูกสาวของผู้ก่อตั้ง Huawei อย่าง เหมิง หวันโจว โดนควบคุมตัวที่ประเทศแคนาดา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อในช่วงถามตอบในการประชุม G20 เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในเรื่องของ Huawei ว่า เขาให้บริษัทสหรัฐสามารถขายสินค้าให้กับ Huawei ได้ด้วย ประธานาธิบดีสหรัฐยังได้กล่าวว่า เขาชอบที่จะให้บริษัทสหรัฐขายของให้กับลูกค้ารายอื่นๆ แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและไม่ง่ายก็ตาม

สำหรับในช่วงที่ผ่านมา Huawei อยู่ในบัญชีดำของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ทำให้บริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ต้องงดซื้อขายสินค้ากับ Huawei ไม่ว่าจะเป็น Qualcomm หรือแม้แต่ Google ทำให้บริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ในสหรัฐเรียกร้องให้ทรัมป์ยกเลิกการขึ้นบัญชีดำ เนื่องจากไม่สามารถขายสินค้าให้ได้ นอกจากนี้ในระยะยาวถ้าหาก Huawei พัฒนาไม่ว่าจะเป็นชิป หรือระบบปฏิบัติการเองแล้วจะกลายเป็นว่าบริษัทสหรัฐเดือดร้อนเอง

ที่มาCNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-government-to-approve-sales-it-deems-safe-to-blacklisted-huawei/

Tech 2019 – ระบบจดจำใบหน้าจะเติบโตขึ้น 2 เท่าภายใน 5 ปี คาดว่านำไปใช้ในทุกภาคส่วน

ระบบจดจำใบหน้าคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะอุตสาหกรรมภายในทศวรรษหน้า ซึ่งคาดว่าตลาดจะมีมูลค่าถึง 3.2พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 98 ล้านบาท) ถึงอย่างนั้นก็คาดว่าจะเติบโตขึ้นอีกเป็น 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ(ประมาณ 215 ล้านบาท) ภายในปี 2024

ระบบจดจำใบหน้าในขณะนี้คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 3.2พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 98 ล้านบาท) อย่างไรก็ตามคาดว่ามูลค่าอาจเติบโตขึ้นเป็น 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ(ประมาณ215ล้านบาท) ภายในปี 2024 ซึ่งคำนวนเป็นอัตราเติบโตที่ 16.6% ใน 5ปี จากการวิจัยล่าสุดบ่งชี้ว่าเหตุการณ์จะเป็นไปตามคาด เนื่องด้วยความสำคัญในด้านความปลอดภัยทั้งทางพลเรือนและทางทหาร

ระบบนี้ได้รับความนิยมบนสมาร์ทโฟน โดยสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเทคโนโลยียืนยันตัวตนคือ automated security, การอ่านลายนิ้วมือ และการจัดการ checkpoint  สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของระบบใหม่เช่น เมืองอัจฉริยะ, การบังคับใช้กฎหมาย และการเฝ้าระวังทางทหาร

นอกจากนี้การจดจำใบหน้าแบบ 3D นั้นต้องการมีส่วนแบ่งมากขึ้นภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งถูกมองว่าในด้านความถูกต้อง ความละเอียด และประสิทธิภาพในที่แสงน้อยนั้นเหนือกว่าแบบ 2D ซึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นจะกลายเป็นพื้นที่ที่โดดเด่นที่สุดในตลาด แต่ถึงอย่างไรจากรายงานเกี่ยวกับระบบจดจำใบหน้านั้นจะไม่หยุดที่แค่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/the-facial-recognition-market-is-set-to-roughly-double-in-the-next-5-years/487753/