คลังเก็บป้ายกำกับ: TECHNOLOGY

แจ็ค หม่า วิพากย์กฎระเบียบกำกับดูแลด้านการเงินเป็นตัวฉุดรั้งนวัตกรรม ชี้สกุลเงินดิจิทัลจะเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต

แจ็ค หม่า ได้กล่าวถึงกฎระเบียบกำกับดูแลด้านการเงินเป็นตัวฉุดรั้งนวัตกรรม นอกจากนี้เขายังชี้ว่าสกุลเงินดิจิทัลจะเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต และเขาเองอยากเห็นธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงบริการทางการเงินมากกว่านี้

แจ็ค หม่า Jack Ma
ภาพจาก Shutterstock

Jack Ma ผู้ก่อตั้ง Alibaba รวมไปถึง Ant Group ได้กล่าวในงาน Bund Summit ณ กรุงเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยกล่าวว่าหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินทั่วโลกนั้นเป็นตัวฉุดรั้งนวัตกรรมทางการเงิน และเขายังได้กล่าวว่าในอนาคตเขาเองอยากเห็นธุรกิจขนาดเล็กสามารถที่จะเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเทียบกับในอดีต

ผู้ก่อตั้ง Alibaba ยังได้กล่าวว่า หลังจากวิกฤติการเงินในทวีปเอเชีย หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินได้เน้นเรื่องการควบคุมความเสี่ยงด้านการเงินมากยิ่งขึ้น (โดยเฉพาะการเน้นไปที่หลักเกณฑ์ Basel ที่จะต้องมีเงินกองทุนขั้นที่ 1 ของสถาบันการเงินที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ) ขณะเดียวกันในการพัฒนาเองกลับไม่ได้มีเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังไม่คำนึงถึงโอกาสของคนรุ่นใหม่ และประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เขายังได้กล่าวถึงข้อตกลง Basel ว่าเปรียบได้กับสโมสรที่รวมแต่คนแก่ไว้แก้ปัญหาด้านระบบการเงินที่มีอายุยาวนานหลายสิบปี แต่ Jack Ma เองมองว่าในประเทศจีนนั้นด้านการเงินกลับเป็นเหมือนหนุ่มสาวที่ต้องการ
นวัตกรรมเพื่อพัฒนาให้ระบบนิเวศด้านการเงินดีขึ้น เพื่อส่งเสริมแก่อุตสาหกรรมในจีน

ไม่เพียงแค่นั้นเขาเองยังได้กล่าวว่าสกุลเงินดิจิทัลเองจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับระบบการเงินหลังจากนี้ไปอีก 30 ปี โดยเขามองว่า สกุลเงินดิจิทัลสามารถที่จะสร้างมูลค่าได้ ขณะเดียวกันเขายังได้เสริมว่าเราก็ต้องคิดหาวิธีสร้างระบบการเงินรูปแบบใหม่ผ่านสกุลเงินดิจิทัลด้วย

นอกจากนี้เขายังได้กล่าวว่าเขาชอบที่จะเห็นระบบการเงินในรูปแบบใหม่ที่ให้สินเชื่อกับธุรกิจขนาดเล็กและลูกค้าทั่วไปโดยใช้ข้อมูลจาก Big Data ที่รวบรวมได้ ซึ่งจะทำให้คนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

สำหรับ Ant Group ที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มอย่าง Alipay ซึ่งเขาเองเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั้นเตรียมที่จะเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ รวมไปถึงตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง คาดว่าจะเป็น IPO ใหญ่อันดับ 1 ของโลก มูลค่าการระดมทุนสูงถึง 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา –  PYMNTS, Hindustan Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ant-group-jack-ma-talks-about-regulator-with-basel-rules-and-digital-currency-26-oct-2020/

หมดยุคบริษัทพลังงาน บริษัทเทคโนโลยีและโทรคมนาคม ครองสัดส่วนในดัชนี S&P 500 เกือบ 40% แล้ว

กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเริ่มมีน้ำหนักในดัชนี S&P 500 เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากบทบาทที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มพลังงานเองก็ลดบทบาทในดัชนีตัวนี้ลงไปเหลือเพียงแค่ 2% เท่านั้น

iPhone Screen หน้าจอ ไอโฟน
ภาพจาก Shutterstock

บริษัทเทคโนโลยีและบริษัทด้านโทรคมนาคมในสหรัฐกำลังมีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นในดัชนี S&P 500 ซึ่งล่าสุดทั้ง 2 กลุ่มอุตสาหกรรมเองมีสัดส่วนมากถึงเกือบๆ 40% แล้ว จากผู้ใช้งานที่มีอยู่ทั่วโลก และรายได้ของบริษัทเหล่านี้เองก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมพลังงานในสหรัฐเองก็มีน้ำหนักในดัชนีน้อยลงเรื่อยๆ เหลือเพียงแค่ประมาณ 2% เท่านั้น

กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น E-commerce จนถึงความบันเทิงบนโลกออนไลน์ ที่มีบทบาทเป็นอย่างมาก และเพิ่มบทบาทมากขึ้นในช่วงของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลายๆ ตัวนั้นทำราคาสูงสุดใหม่ รวมไปถึงมูลค่าบริษัทที่ทำสถิติใหม่ เช่น กรณีของ Apple ที่มูลค่าบริษัทสูงถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว

แม้ว่าสัดส่วนของหุ้นกลุ่มบริษัทสื่อสาร รวมไปถึงบริษัทเทคโนโลยีจะเพิ่มสัดส่วนในดัชนี S&P 500 จะทำลายสถิติเก่าในสมัยยุคฟองสบู่ดอทคอมไปแล้ว แต่ความแตกต่างกับสมัยยุคดอทคอมคือกำไรของบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ถือว่าสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เทียบกับสมัยยุคฟองสบู่ดอทคอมที่หลายๆ บริษัทนั้นกลับไม่มีกำไรเลยด้วยซ้ำ นอกจากนี้จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกของบริษัทอย่าง Google Amazon Netflix กลับมีผู้ใช้งานจริงๆ เมื่อเทียบกับในอดีต

บทวิเคราะห์หลายๆ แห่งเริ่มมองว่ากลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากช่วงของ COVID-19 และไม่ได้มองว่ากลุ่มบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ จะมีปัญหาเรื่องฟองสบู่แต่อย่างใด แต่มองว่า Valuation ของหุ้นหลายๆ ตัวในกลุ่มเทคโนโลยีบางตัวอาจแพงเกินไปมากกว่า ไม่เพียงแค่นั้นนักลงทุนเองก็เริ่มสอดส่องหุ้นเทคโนโลยีว่ามีกำไรที่จับต้องได้มากขึ้นหรือเปล่าอีกด้วย

แม้ว่ากลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น แต่กลุ่มที่ลดบทบาทในดัชนี S&P 500 ลงไปในช่วงที่ผ่านมาคือกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ ที่ประสบปัญหาราคาหุ้นลดลงจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจากผลของความต้องการพลังงานที่ลดลง ซึ่ง IEA คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันจะลดลงกว่าในปีที่แล้วเป็นอย่างมาก

ไม่เพียงแค่นั้นบทบาทของพลังงานในอนาคตเองก็กำลังจะเปลี่ยนไปจากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ ไปสู่เรื่องของพลังงานสะอาดที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นด้วยเช่นกัน

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ไม่ใช่มีแค่ผลกระทบต่อราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ผลกระทบในด้านของเศรษฐกิจเองก็กระทบกับกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินในสหรัฐเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน จากปัญหาเรื่องของ NPL ที่กดดัน และสภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ยิ่งทำให้ราคาของสถาบันการเงินใหญ่ลดลงอย่างมาก ส่งผลต่อเรื่องทำให้สัดส่วนในดัชนี S&P 500 ลดลง

สำหรับดัชนี S&P 500 จะใช้มูลค่าบริษัทเป็นหลักในการถ่วงน้ำหนักดัชนี ถ้าหากบริษัทมีมูลค่าสูงมาก สัดส่วนในดัชนีก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วยเช่นกัน เช่น ในกรณีของ Apple นั้นมีสัดส่วนในดัชนีนี้ถึงเกือบ 8% แล้ว เราจะเห็นว่าสัดส่วนของบริษัทโทรคมนาคมและเทคโนโลยี กับกลุ่มพลังงานรวมไปถึงธนาคาร ยิ่งแตกต่างและถ่างเพิ่มมากขึ้นหลังจากนี้

ที่มา – Siblis Research

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/technology-sector-weight-on-s-p-500-index-more-than-fourth-25-oct-2020/

PayPal เตรียมเปิดบริการให้ลูกค้าซื้อขาย รวมถึงเก็บ Cryptocurrency ได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 2021

PayPal เตรียมเปิดบริการให้ลูกค้าสามารถซื้อขาย รวมถึงเก็บ Cryptocurrency ได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 2021 ในบางประเทศ ขณะที่ผู้ใช้งานในสหรัฐเตรียมเปิดใช้งานได้อีกภายใน 2-3 อาทิตย์ข้างหน้านี้

PayPal Cryptocurrency

PayPal ผู้ให้บริการระบบชำระเงิน ได้แจ้งว่าลูกค้าในสหรัฐจะได้ใช้งานระบบซื้อขาย รวมไปถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล สำหรับ Cryptocurrency ในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า หลังจากที่บริษัทได้รับใบอนุญาตจาก NYDFS เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทมองว่าความนิยมในการซื้อขายหรือเก็บ Cryptocurrency นั้นเป็นที่นิยมในช่วงหลัง

Dan Schulman ประธานและ CEO ของ PayPal ชี้ว่า บริษัทพร้อมร่วมมือกับธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของประเทศต่างๆ เพื่อที่จะทำกำหนดบทบาทของสกุลเงินดิจิทัลที่มีต่อด้านการเงินและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่ง PayPal เองมีความเชี่ยวชาญในการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัล

โดยภายในไม่กี่อาทิตย์นี้ลูกค้าของ PayPal ในสหรัฐอเมริกาสามารถซื้อ-ขายหรือเก็บสกุลเงินดิจิทัลไม่ว่าจะเป็น Bitcoin Ethereum Bitcoin Cash รวมไปถึง Litecoin ซึ่ง 4 สกุลเงินดิจิทัลนี้มีสัดส่วนในตลาดเกิน 85% ของตลาด Cryptocurrency นอกจากนี้ลูกค้าในสหรัฐอเมริกาจะยังมีโปรโมชั่นไม่เสียค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายจนถึงสิ้นปี 2020 นี้

ขณะที่ลูกค้าในประเทศอื่นๆ จะเริ่มใช้งานได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 อย่างไรก็ดีทาง PayPal ยังไม่ได้ระบุประเทศว่าจะมีประเทศไหนบ้าง ขณะที่ PayPal ได้แจ้งว่าจะมีร้านค้าที่รองรับการใช้จ่ายด้วย Cryptocurrency มากถึง 26 ล้านร้านค้าทั่วโลก

สำหรับ PayPal ในประเทศไทยนั้นในเว็บไซต์ได้ประกาศว่าจะเปิดให้บริการอีกครั้งในปี 2021

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/paypal-open-new-service-cryptocurrency-for-international-1h-2021-22-oct-2020/

บิทคอยน์ราคาพุ่ง 1,000 ดอลลาร์ หลัง Paypal ประกาศให้ลูกค้าซื้อขายผ่านเว็บไซต์

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่าผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทางการเงินระดับโลกอย่าง Paypal ได้เข้ามาในตลาดคริปโตเเคอเรนซี่ (Cryptocurrency) อย่างเต็มตัว โดยประกาศให้ลูกค้าสามารถซื้อขายบิทคอยท์ (Bitcoin) ผ่านเว็บไซต์ได้แล้ว

ภายในคืนเดียวราคาของบิทคอยน์เพิ่มสูงขึ้นถึง 1,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ แตะระดับ 13,200 ดอลลาร์สหรัฐหรือราว 410,000 บาท

CEO ของบริษัท Paypal นาย Dan Schulman ได้ออกมากล่าวว่า การเปิดตัวบริการด้านคริปโตของ PayPal นั้นจะถือเป็นการส่งเสริมการใช้งานเหรียญบิทคอยน์และเหรียญคริปโตอื่นๆทั่วโลกและถือเป็นการเตรียมตัวสำหรับเหรียญใหม่ที่ธนาคารกลางจะออกในอนาคต

นอกจากนี้นักลงทุนยังตอบรับในเชิงบวกต่อการตัดสินใจของ PayPal เนื่องจากราคาหุ้นทะยานแตะระดับ 215.87 ดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล 

ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ อาทิ Etheruem (ETH), Litecoin (LTC) และ Bitcoin Cash (BCH ) ฯลฯ จะถูกนำมาซื้อขายภายในแพลตฟอร์มของ PayPal เช่นกัน

ทั้งนี้ คริปโตเคอเรนซี่คือเงินดิจิทัลที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม และไม่เกี่ยวข้องกับธนาคาร รวมถึงไม่อยู่การกำกับดูแลโดยรัฐบาลของประเทศใด

ที่มา CNN, Reuters

from:https://www.thumbsup.in.th/bitcoin-paypal-surge?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=bitcoin-paypal-surge

อนาคตของของบริการทางการเงิน และการเข้ามาของสกุลเงินดิจิทัล

วิวัฒนาการของบริการทางการเงินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการมาของสมาร์ทโฟนที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึง Mobile Banking ได้ทุกที่ ทุกเวลา

โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปทำธุรกิจกรรม ถอน-โอน-จ่าย ที่สาขาของธนาคาร ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จึงทำให้ธนาคารต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาและนำมาสู่ยุคชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless)

รวมถึงประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำด้านบริการทางการเงิน พร้อมๆ กับกลายเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก เทคโนโลยีทางการเงินทั่วโลกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด อาทิ การชำระเงินผ่าน QR Code เริ่มนิยมในไทยมากขึ้น เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวชาวจีน

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถือเป็นก้าวสำคัญของบริการทางการเงินในไทยคือ ‘พร้อมเพย์’ บริการโอนเงินโดยใช้เบอร์โทรศัพท์/เลขบัตรประจำตัวประชาชน อีกทั้งยังมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำหรือแทบไม่เสียเลยก็ว่าได้

เมื่อบริการทางการเงินสะดวกสบายมากขึ้น เร็วขึ้น ราคาถูกลง จำนวนธุรกรรมจึงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินให้กับเพื่อน ร้านค้า รวมถึงการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

ก้าวต่อไปของบริการทางการเงิน

นวัตกรรมที่ถูกพูดถึงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินหลายคนกล่าวว่า สกุลเงินดิจิทัลหรือ Cryptocurrency เป็นสิ่งที่จะมาพลิกโฉมบริการทางการเงิน

คำถามแรกที่เกิดขึ้นคือ สกุลเงินดิจิทัลคืออะไร? เงินบาท ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร ปอนด์ ค่าเงินเหล่านี้ถูกรับรองมูลค่าโดยรัฐบาลของแต่ละประเทศ แล้วสกุลเงินที่สร้างขึ้นมาในอากาศจะพิเศษกว่าสกุลอื่นๆ อย่างไร

สกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นด้วยเทคโนโลยี Blockchain หัวใจสำคัญคือความโปร่งใส ปลอดภัย และตรวจสอบได้ ไม่มีตัวกลางมารับรองอย่างธนาคารหรือรัฐบาล สามารถรักษาความลับของข้อมูลได้อย่าปลอดภัย

ทำให้สามารถโอนเงินได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และตรวจสอบได้ ที่สำคัญค่าธรรมเนียมยิ่งลดลงไปอีก สะท้อนให้เห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลก็สามารถเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนได้เหมือนๆ กับ Mobile Banking เลย

แต่ด้วยความที่ไม่มีศูนย์กลางคอยควบคุม รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกจึงกังวลเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล อีกทั้งอาจกลายเป็นพื้นที่สำหรับการฟอกเงินและการทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ได้

ท้ายที่สุดการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กับการเงินต้องมีการศึกษา ตรวจสอบ และออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลอบ่างชัดเจนเพื่อให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย จึงเป็นความท้าทายของธนาคารกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับตัวให้ทันกับพัฒนาการทางการเงินใหม่ๆ ในอนาคต

from:https://www.thumbsup.in.th/future-of-banking?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=future-of-banking

รวมไฮไลท์งาน Adobe Max 2020 อัปเดตฟีเจอร์ใหม่ Photoshop, Illustrator รวมถึง Premiere Pro

เริ่มต้นแล้วสำหรับงาน Adobe Max 2020 งานประชุมประจำปีของ Adobe พร้อมประกาศฟีเจอร์ใหม่สำหรับซอฟแวร์ยอดนิยมอย่าง Photoshop, Illustrator, Lightroom และ Premiere Pro

โดยงานในปีนี้มาในรูปแบบไลฟ์สตรีมต่อเนื่อง 56 ชั่วโมง มากกว่า 360 Sessions และที่สำคัญทุกคนสามารถเข้าร่วมชมได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ทีมงาน Thumbsup ขอยกไฮท์ไลต์อัปเดตที่น่าสนใจของงาน Adobe Max 2020 มาให้ทุกคนได้ทราบกันครับ

สลับการทำงานได้อย่างอิสระทุกอุปกรณ์

Adobe Creative Cloud โดยทุกโปรแกรมจะได้รับการอัปเดตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Photoshop, Lightroom, Premiere Pro, Fresco สามารถเซฟงานไว้ใน Creative Cloud ทำให้สามารถสลับการใช้งานระหว่าง Mobile, iPad และ Desktop ได้อย่างราบรื่น

Photoshop ปรับเปลี่ยนหน้าตาคนได้อย่างอิสระ

ฟีเจอร์ใหม่ใน Photoshop ใช้ AI ในการสร้าง ‘Neural Filters’ โดยเครื่องมือ Smart Portraits ที่ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนหน้าตาของคนได้อย่างอิสระ อาทิ ตา จมูก ปาก ปรับให้เด็กลง แก่ขึ้นหรือแม้แต่อารมณ์สีหน้า  พร้อมมี Real Time Preview ให้สามารถปรับแต่งได้ง่ายขึ้น

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจ ‘Sky Replacement’ ผู้ใช้สามารถตกแต่งหรือออกแบบท้องฟ้าได้ตามใจชอบทั้งการเพิ่มก้อนเมฆ สี และแสง มีท้องฟ้าให้เลือก 25 แบบหรือสามารถอัปโหลดท้องฟ้าต้นแบบได้เพิ่มเติมอีกด้วย

Illustrator เวอร์ชั่น iPad

โปรแกรมออกแบบยอดนิยมสำหรับงานด้านกราฟิก ในเวอร์ชั่นล่าสุดได้อัปเดตให้สามารถใช้งานใน iPad ได้แล้ว แน่นอนว่ารองรับ Apple Pencil มาพร้อมชุดเครื่องมือหลักและฟีเจอร์ต่างๆ โดยมีฟอนต์อักษรให้เลือกใช้มากถึง 18,000 แบบ และมีฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างเช่น Radial, Grid และ Mirror Repeat

อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ ‘Recolor Artwork’ ที่นักออกแบบสามารถเปลี่ยนสีหรือธีมของงานสร้างสรรค์ได้จากรูปภาพที่มีอยู่ โดยใช้เครื่องมือ eyedropper คล้ายกับการดูดสีแต่เป็นการดูดธีมแทน

Premiere Pro รองรับการถอดเสียงมาเป็นคำบรรยาย

โปรแกรมสร้างสรรค์วิดีโอยอดนิยมอย่าง Adobe Premiere Pro ที่ถูกใช้ทั้งในระดับผู้เริ่มต้นไปจนถึงมืออาชีพ ซึ่งขั้นตอนในการตัดต่อที่ใช้เวลานานคงหนีไม่พ้นการถอดเสียงมาเป็นข้อความ และใน Premiere Pro เวอร์ชั่นล่าสุด มาพร้อมกับฟีเจอร์ ‘Speech to Test’ สามารถถอดเสียงในวีดีโอมาเป็นคำบรรยายหรือข้อความได้โดยอัตโนมัติ แต่ในระยะเริ่มต้นฟีเจอร์นี้รองรับเพียงไม่กี่ภาษาเท่านั้น

Lightroom ปรับสีได้ละเอียดยิ่งกว่าเดิม

โปรแกรมแต่งสีภาพและวิดีโอ อัปเดตฟีเจอร์ ‘Advanced Color Grading’ ให้ผู้ใช้สามารถปรับสีได้ละเอียดยิ่งกว่าเดิม พร้อมความสามารถในการบันทึกไฟล์เวอร์ชั่นต่างๆ ขณะที่แก้ไขภาพ และการปรับปรุงประสิทธิภาพใน Lightroom Classic นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ ‘Best Photo’ ให้ AI ช่วยเลือกรูปที่ดีที่สุด ผ่านองค์ประกอบต่างๆ อาทิ คนหลับตา ความสว่าง ความคมชัด

สามารถรับชมงาน Adobe Max 2020 แบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ Adobe Max

from:https://www.thumbsup.in.th/adobe-max-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=adobe-max-2020

ทำความรู้จัก Telegram แอปแชทที่ชูจุดเด่นด้านความปลอดภัย

ในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันแชทมากมายให้เลือกใช้ อาทิ LINE, WeChat, รวมถึง Telegram ที่กำลังพูดถึงอย่างมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา 

Telegram คืออะไร?

แพลตฟอร์ทแชทส่งข้อความแบบเข้ารหัส ก่อตั้งเมื่อปี 2013 ปัจจุบันมีผู้ใช้กว่า 400 ล้านบัญชีต่อเดือน

จุดเด่น

  • ไม่ระบุตัวตนผู้ใช้งาน
  • แชทลับที่สามารถส่งข้อความแบบเข้ารหัส ไม่สามารถส่งต่อข้อความได้
  • รองรับสมาชิกภายในแชทสูงสุด 200,000 คน
  • ข้อความสามารถตั้งเวลาลบเองได้อัตโนมัติ
  • รองรับไฟล์ขนาดใหญ่ถึง 2GB
  • ปรับแต่ง User Interface ได้ตามใจชอบ

จุดด้อย

  • ไม่สามารถวิดีโอคอลได้
  • ไม่สามารถซ่อนสถานะออนไลน์/ออฟไลน์ได้
  • การแจ้งเตือนเข้าร่วมแชทของผู้ติดต่อ

ทั้งนี้ Telegram เป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ชุมนุมในการประท้วงต่างๆ อาทิ ฮ่องกง เปอเตอร์ริโก้ รวมถึงประเทศไทย

from:https://www.thumbsup.in.th/telegram-private-chat?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=telegram-private-chat

เว็บไซต์นิยายจีนใช้ AI แปลนิยายส่งออก เร็วกว่าและต้นทุนต่ำกว่านักแปลมืออาชีพ

Funstory.ai เว็บไซต์นิยายออนไลน์ในจีนใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) แปลนิยายเป็นภาษาอังกฤษ โดยใช้เวลาน้อยกว่าและต้นทุนต่ำกว่าใช้คนแปล

นักแปลมืออาชีพใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการแปล 1,000 คำ ขณะที่ AI ใช้เวลาเพียง 1 วินาที

ความต้องการนิยายเติบโต

นิยายออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศจีน ประชากรมากกว่าครึ่งนึงหรือราว 455 ล้านคนอ่านหนังสือออนไลน์ มีนักเขียนนิยายออนไลน์ชาวจีนมากถึง 17 ล้านคน และมีผู้อ่านนิยายจีนทั่วโลก 31 ล้านคน

โดย Funstory.ai ทำงานร่วมกับเว็บไซต์นิยายกว่า 60 แห่งในการแปลและเผยแพร่เนื้อหาทั่วโลก รวมถึงแพลตฟอร์มอย่าง Amazon, Kindle, และ Apple Books

การใช้ AI อาจเกิดปัญหาด้านไวยากรณ์ แต่หนึ่งในผู้ใช้งานได้กล่าวว่า “แทบจะไม่เห็นปัญหาด้านไวยากรณ์ใดๆ เลย แต่วลีจะรู้สึกเหมือนเขียนโดยผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของภาษา”

Tony Brief ซีอีโอของ Funstory.ai ระบุว่า “กว่า 90% ของนิยายถูกแปลโดย AI และสำหรับอีก 10% มนุษย์จะเป็นผู้ตรวจทานความถูกต้องก่อนที่จะเผยแพร่”

ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวและความต้องการนิยายออนไลน์ทั่วโลก บริษัทต้องการเผยแพร่วัฒนธรรมของจีนไปทั่วโลก และตั้งเป้าในการเป็น Marvel ในเวอร์ชั่นจีน

ที่มา scmp

from:https://www.thumbsup.in.th/chinese-online-novel?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=chinese-online-novel

IPO ใหญ่ที่สุดในโลก Ant Group เป้าระดมทุนเพิ่มขึ้นเป็น 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังนักลงทุนสนใจล้นหลาม

Ant Group เป้าระดมทุนเพิ่มขึ้นเป็น 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังนักลงทุนสนใจล้นหลาม และยังทำให้มูลค่าบริษัทสูงเพิ่มขึ้นเป็น 280,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Alipay Ant Group อาลีเปย์ แอนท์ กรุ๊ป
ภาพจาก Shutterstock

Ant Group เปลี่ยนเป้าการระดมทุนเพิ่มเติมและจะกลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ทิ้งห่างบริษัทอย่าง Saudi Aramco ทันที สาเหตุสำคัญคือความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการหุ้นเจ้าของแพลตฟอร์มชำระเงินและ FinTech ชื่อดังอย่าง Alipay ที่สูงมาก ส่งผลทำให้บริษัทเพิ่มเป้าการระดมทุนจากเดิมที่อยู่ราวๆ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มาเป็น 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

และเมื่อ Ant Group เพิ่มเป้าการระดมทุนของบริษัท จะส่งผลทำให้มูลค่าบริษัทจะสูงมากถึง 280,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถ้าหากเข้าตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ด้วยมูลค่านี้ จะทำให้ Ant Group มีขนาดบริษัทใหญ่กว่า Citi สถาบันการเงินในสหรัฐมากกว่า 3 เท่าเลยทีเดียว

ในเอกสารไฟลิ่งได้รายงานว่า Alipay นั้นมีผู้ใช้งานในประเทศจีนกว่า 900 ล้านคน ขณะที่ผลประกอบการในปี 2019 ที่ผ่านมามีรายได้รวม 72,500 ล้านหยวน กำไรจากการดำเนินงาน 21,900 ล้านหยวน โดย Alibaba ถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 33% สัดส่วนหุ้นที่ Ant Group นำมา IPO คราวนี้คือ 12.5%

นอกจากนี้สำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่ที่ได้ประกาศซื้อหุ้นของ Ant Group ในรอบการจองหุ้นสำหรับสถาบันนั้นมีกองทุนที่มีชื่อเสียง เช่น Temasek และ GIC กองทุนความมั่งคั่งจากประเทศสิงคโปร์ รวมไปถึงกองทุนประกันสังคมของประเทศจีน

สำหรับ Ant Group คาดว่าจะทราบวันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ซื้อขายวันแรกในช่วง 1-2 อาทิตย์ที่จะถึงนี้

ที่มา – Taipei Times, Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/biggest-ipo-ant-group-owner-of-alipay-raise-35-billion-usd-17-oct-2020/

คุณกระทิง พูนผล กับการผลักดัน KBTG ให้ไปไกลระดับเอเชีย และการปลดปล่อยศักยภาพของทีมงาน

Brand Inside จะพาไปพบกับเรื่องของ KBTG ที่ต้องการจะเป็น 1 ในบริษัทเทคโนโลยีของไทยที่ต้องนึกถึง
ซึ่งมีผลงานต่างๆ ออกมามากมาย เช่น ขุนทอง (KhunThong) เมค (MAKE) และ อีทเทเบิ้ล (Eatable) ฯลฯ ขณะเดียวกันเรื่องสำคัญที่ KBTG เน้นย้ำมากที่สุดคือเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน ซึ่งเราจะมาดูกันว่า ประธานของ KBTG ได้กล่าวถึงเรื่องการพัฒนาศักยภาพของ KBTG อย่างไร เพื่อที่จะให้ศักยภาพของพนักงาน KBTG ออกมามากที่สุด

เรืองโรจน์ (กระทิง) พูนผล – ประธานกสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG

เรืองโรจน์ (กระทิง) พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ได้กล่าวถึง การดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ทุกอย่างเร่งเครื่องมากขึ้นจาก 2 ปี เหลือ 2 เดือน และในช่วงที่ผ่านมาลูกค้าก็มีการใช้บริการต่างๆ ของธนาคารกสิกรไทยเป็นอย่างมาก เช่น ธุรกรรมของ K+ นั้นถึง 2 หมื่นล้านธุรกรรมในปีนี้ไปแล้ว รวมถึงผู้ใช้งาน K+ ก็เพิ่มมากถึง 14 ล้านคนและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนเปลี่ยนเป็น Cashless Society ขณะเดียวกันธนาคารกสิกรไทยก็ติด 1 ใน 20 ธนาคารที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก แต่เขาเองก็มองว่าธนาคารก็ต้องเร่ง Transformation ธนาคารเองด้วย นอกจากนี้ธนาคารกสิกรไทยเองก็ต้องมองไปไกลกว่าอนาคตที่เราเห็นในช่วง 1-2 ปีนี้อย่างมากในหลายๆ เรื่อง

กระทิงยังกล่าวถึง KBTG มีสำนักงานใหม่ K+ ที่สามย่านนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของ K+ สามย่านคือจิตวิญญาณ วัฒนธรรมของคนที่มาอยู่ด้วยกัน และทำยังไงที่จะหาทางให้พนักงานสามารถปลดปล่อยนวัตกรรมออกมาจากคนในตึกนี้มากที่สุด และมองว่า KBTG มีจุดมุ่งมั่นที่จะเอาจริงเอาจังด้านนวัตกรรม ขณะเดียวกัน KBTG ยังได้เปิดสำนักงานใหม่ K-TECH ที่เซินเจิ้นมีทุนจดทะเบียน 300 ล้านหยวน จีนกำลังจะมีการพัฒนาด้านฟินเทคอีกมหาศาล ทำให้ KBTG จึงต้องออกไปหานวัตกรรมใหม่ๆ ในประเทศจีน โดยปี 2030 นี้ K-TECH จะมีพนักงานมากถึง 300 คน

ปัจจุบัน KBTG มีนวัตกรรมออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น KhunThong, MAKE และ Eatable หรือแม้แต่ Make แต่กระทิงมองว่านวัตกรรมต่อไปที่จะต้องมีคือ “AI as a Product” เขามองว่าอนาคต AI จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของ Product ต่างๆ นอกจากนี้กระทิงยังชี้ว่าถ้าหากมีโรงงานสำหรับ AI จะช่วยทำให้ AI เองมีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 10 เท่า ซึ่งถ้าจะออกแอปพลิเคชันใหม่ๆ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ตัว AI ที่สนับสนุนตัวแอปพลิเคชันเองก็จะต้องเร็วด้วยเช่นกัน

KBTG ยังมีทีมงานที่เกี่ยวข้องในด้าน Natural Language Processing หรือ NLP เพื่อพัฒนานวัตกรรมการประมวลผลภาษาไทย โดยมีผลงานของทีมนี้คือการนำนวัตกรรมไปใช้ในแชทบอทของธนาคารกสิกรไทยที่นำมาใช้ในช่วง COVID-19 ซึ่งสามารถลดปริมาณการโทรศัพท์เข้ามาที่ Call Center ได้เป็นจำนวนมาก ไม่เพียงแค่นั้นทาง KBTG ยังได้พัฒนานวัตกรรมอื่นๆ อยู่ภายใน เช่น เรื่องของ Blockchain หรือแม้แต่ Quantum Computing ที่คาดว่าจะเข้ามาเป็นอนาคตอีกขั้นของการประมวลผล ซึ่งอาจเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

สำหรับเรื่องพันธมิตรที่ปัจจุบัน KBTG มีพันธมิตรไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลสมิติเวช บุญเติม หรือแม้แต่ร้านกาแฟอย่างแบล็กแคนยอน ที่ทาง KBTG ได้เข้าไปร่วมพัฒนานวัตกรรมด้วย รวมไปถึงล่าสุดได้จับมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการเปิดตัวแพลตฟอร์มลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย (Thailand Digital Asset Platform) โดยกระทิงได้กล่าวว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวนี้เป็นผลงานของทีม Deep Tech Research ขณะเดียวกันกระทิงยังได้กล่าวเสริมว่า KBTG เองก็จะต้องช่วยพันธมิตรทางธุรกิจในการทำ Digital Transformation ด้วยเช่นกัน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า รวมไปถึงอยู่ใน Ecosystem ต่างๆ ของลูกค้า หลังจากที่หลายๆ อุตสาหกรรมเองพบกับการดิสรัปจากเทคโนโลยี

แต่ทุกนวัตกรรมของ KBTG จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากไม่มีพนักงานที่มีศักยภาพสูง กระทิงมองว่าโครงสร้างองค์กรที่ดีจะช่วยผลักดันศักยภาพของพนักงานให้ไปได้ไกลกว่าเดิม “หลายๆ ครั้ง โครงสร้างขององค์กรเองที่ฉุดรั้งศักยภาพของพนักงาน ทำให้ KBTG เองก็ต้องปรับโครงสร้างองค์กร รวมถึงทำ Transformation เหมือนกันในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าจะเหนื่อยและยากก็ตาม” เขากล่าวเสริมว่าการ Transformation องค์กรภายใต้แนวคิด “วัน เคบีทีจี” (One KBTG) จะทำให้พนักงานเองทำงานได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันเขาเองก็พยายามที่จะทำให้พนักงานสามารถผลักดันความสามารถออกมาด้วย โดยเน้นย้ำเรื่องการรับฟังพนักงานไม่ว่าจะอยู่ระดับไหนก็ตาม และต้องมีเรื่องความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งกระทิงเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ

ขณะเดียวกัน KBTG เองก็ได้วางเรื่องของ Career Path ให้กับพนักงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นการส่งพนักงานออกไปทำงานที่สำนักงานในต่างประเทศ เช่น จีน เวียดนาม หรือประเทศอื่นๆใน AEC ที่ธนาคารกสิกรไทยถือหุ้น ซึ่งลูกค้าของธนาคารกสิกรไทยในอนาคตดอาจรวมๆ กันมีถึง 100 ล้านคน รวมไปถึงความจริงจังในการวาง Career Path ที่มากกว่าเดิม เพื่อที่จะทำให้พนักงานมองเห็นเป้าหมายของตัวเขาในอนาคต

ส่วนเรื่องการพัฒนาศักยภาพของพนักงานทุกคนก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ Re-Skill หรือ Up-Skill ของพนักงาน การเพิ่มทักษะของพนักงาน เช่น ทักษะบริหารจัดการให้กับพนักงาน เนื่องจากหลายๆ ครั้งมีการทำงานจากที่บ้านมากขึ้น เพื่อที่จะทำงานได้มากขึ้น ไวขึ้น รวมไปถึงการเริ่มคุยกับมหาวิทยาลัยในการแทรกหลักสูตรในโครงการ Talent Ecosystem

คุณกระทิงยังได้เล่าถึง KBTG ในปีนี้จะมีพนักงานเพิ่มเข้ามาอีกเป็น 1,500 คน ขณะที่เป้าในปี 2025 คือ KBTG จะมีพนักงาน 1,900 คน และตั้งเป้าว่าจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีพนักงานมากที่สุดในประเทศไทย มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นมหาศาล และต้องการที่จะเป็น Talent Hub ของประเทศไทย และท้ายที่สุดสิ่งที่ KBTG ต้องการคือหากคิดถึงบริษัทเทคโนโลยีในประเทศไทยจะต้องมอง KBTG เป็น One of The Best Tech Company in Thailand

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbtg-beyond-the-future-day-2020-unleash-innovation/