คลังเก็บป้ายกำกับ: TCP

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง TCP และ UDP

ถ้าคุณเคยตั้งค่าไฟร์วอลล์ ติดตั้งเราเตอร์ หรือแม้แต่การเลือกวีพีเอ็นที่ดีที่สุดสำหรับคอมพิวเตอร์ของคุณมาแล้ว ก็ย่อมมีโอกาสที่เคยได้ยินเกี่ยวกับโปรโตคอล TCP และ UDP กันมาบ้าง แต่ถ้าคุณต้องมาเปิดอ่านข้อมูลอย่างบทความนี้แล้ว แสดงว่าก็ยังแอบสับสนอยู่ไม่ว่าจะเป็นตัวตนที่แท้จริง วัตถุประสงค์ หรือแม้แต่ลักษณะสำคัญของทั้งสองโปรโตคอลนี้

เราจึงมาเจาะลึกความแตกต่างระหว่าง TCP และ UDP รวมทั้งศึกษาถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีโปรโตคอลในเลเยอร์ Transport ถึงสองตัวกัน

Transport Protocol คืออะไร?

ก่อนที่เราจะพูดไปถึงความแตกต่างระหว่าง TCP และ UDP ในรายละเอียด คุณควรจะทราบก่อนถึงลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าโปรโตคอลสำหรับขนส่งข้อมูล (Transport Protocol) โดยทั้ง User Datagram Protocol (UDP) และ Transport Control Protocol (TCP) ต่างเป็นกลไกที่แอพพลิเคชั่นและซอฟต์แวร์ใช้ในการขนส่งแพ็กเก็ตข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น

ถ้าอธิบายง่ายๆ แล้ว เวลาที่คุณส่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (เช่น การส่งไฟล์ผ่าน Skype หรือ Facebook หรือแค่ส่งเมล์ก็ตาม) โปรโตคอลขนส่งนี้ก็จะเหมือนบุรุษไปรษณีย์ที่ส่งข้อมูลไปยังปลายทางด้วยการแบ่งออกเป็นพัสดุย่อยๆ (ซึ่งก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า แพ็กเก็ต)

ทั้งสองโปรโตคอลนี้ทำงานบนโปรโตคอล IP อีกทีหนึ่ง ซึ่งคุณน่าจะเคยได้เห็นคำว่า TCP/IP และ UDP/IP กันมาแล้ว ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีความหมายเดียวกัน แต่หลายคนมักเรียกสั้นๆ ว่า TCP และ UDP เพื่อให้ง่ายขึ้น แต่ถึงทั้งสองโปรโตคอลจะได้รับความนิยมมากที่สุด แต่ทั้ง TCP และ UDP ก็ไม่ใช่แค่สองโปรโตคอลที่ทำงานบน IP เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น โปรโตคอลสำหรับทำวีพีเอ็นมากมายที่ใช้ในการซ่อนและเข้ารหัสข้อมูล เป็นต้น

แล้ว TCP คืออะไร?

TCP เป็นโปรโตคอลที่อาศัยการสร้างการเชื่อมต่อ ที่ส่งแพ็กเก็ตไปกลับระหว่างผู้ส่งและปลายทาง โดยมีการตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกแพ็กเก็ตที่จัดส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์นั้นเป็นไปตามลำดับที่ถูกต้องตามที่ต้นทางส่งออกมา ด้วยการสร้างการเชื่อมต่อระหว่างสองฝั่ง ทั้งผู้ส่งและผู้รับ

รวมทั้งยังมีการใช้กลไกควบคุมทิศทางการไหลข้อมูลด้วยการจัดเก็บข้อมูลในบัฟเฟอร์ ทำให้แอพพลิเคชั่นจะมีการส่งข้อมูลเฉพาะต่อเมื่อพร้อมที่จะรับข้อมูลตอบกลับแล้วเท่านั้น ป้องกันไม่ให้ผู้ส่งยิงข้อมูลออกมามากเกินไป และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดคอขวดได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยหน้าที่มากมายที่มากกว่าแค่ส่งข้อมูลนี้ทำให้ TCP มักทำงานได้ช้ากว่า

เมื่อไรถึงเหมาะสมที่จะใช้ TCP ส่งข้อมูล?

TCP เป็นโปรโตคอลส่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูง ที่มีการตรวจสอบทั้งความถูกต้องของลำดับการส่ง และตรวจหาความผิดพลาดของข้อมูลอยู่ตลอดเวลา การที่แพ็กเก็ตข้อมูลได้รับการติดตามและตรวจสอบทำให้ข้อมูลจะไม่สูญหายระหว่างทางแม้จะเกิดปัญหาบนเครือข่าย

ดังนั้น TCP จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดถ้าคุณเปิดเว็บไซต์ หรือต้องการสร้างความมั่นใจว่าข้อมูลถูกส่งอย่างถูกต้อง ไม่มีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะเสียหาย อย่างไรก็ตาม คุณก็จำเป็นต้องทำให้ทั้งสองฝั่งออนไลน์อยู่เสมอมิฉะนั้นจะไม่สามารถสร้างการเชื่อมต่อได้

ข้อดีของ TCP
• มีความน่าเชื่อถือสูง
• ตัดปัญหาเรื่องข้อมูลสูญหายได้
• รับประกันว่าข้อมูลส่งถึงที่แน่นอน
• มีการตรวจสอบหาความผิดพลาดหรือความเสียหายของแพ็กเก็ต

ข้อเสียของ TCP
• ทั้งสองฝั่งจำเป็นต้องออนไลน์ตลอดกระบวนการส่งข้อมูล
• ช้ากว่า UDP
• ไม่ทำงานถ้าออฟไลน์

แล้ว UDP คืออะไร?

อ้างอิงจากที่ระบุไว้บนเอกสารมาตรฐาน RFC768 นั้น UDP ถือเป็นโปรโตคอลที่เรียบง่ายที่สุด รวมทั้งรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด แพ็กเก็ตข้อมูลจะมีขนาดเล็กเนื่องจากมีส่วนเฮดเดอร์น้อย และไม่ต้องสร้างการเชื่อมต่อก่อนที่จะส่งข้อมูลหรือดาต้าแกรมออกไป (ทำให้เราเรียกว่า Connectionless) ที่จริงแล้ว UDP เป็นเครื่องมือหลักในการส่งอีเมล์ เนื่องจากคุณสามารถส่งออกไปหาผู้รับได้ตลอดแม้จะออฟไลน์อยู่ก็ตาม

ในการทำให้เรียบง่ายกว่า (และเร็วกว่า) นั้น จึงไม่มีระบบกู้ข้อมูล นั่นคือแพ็กเก็ตที่เสียหายหรือสูญหายทั้งหมดจะถูกมองข้ามทั้งหมดโดยไม่มีการร้องขอข้อมูลแก้ไขใหม่ ผู้ส่งเพียงแต่พยายามส่งแพ็กเก็ตข้อมูลอย่างต่อเนื่องโดยไม่สนใจว่าผู้รับจะได้รับหรือไม่

แพ็กเก็ตข้อมูลจะถูกส่งออกมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการควบคุมทิศทาง นั่นหมายความว่าข้อมูลถูกส่งออกมาด้วยความรวดเร็วมากกว่า TCP แต่ถ้าเกิดปัญหาเน็ตเวิร์คแล้วแพ็คเก็ตข้อมูลทุกแพ็กเก็ตจะถูกตัดทิ้ง

เมื่อไหร่เราถึงควรใช้ UDP?

พูดง่ายๆ ก็คือ UDP นั้นดีกว่า TCP ในกรณีที่คุณต้องการความเร็วมากกว่าความน่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น การเล่นเกมออนไลน์ที่คุณให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรียลไทม์เท่านั้น

ถ้าคุณทำแพ็กเก็ตข้อมูลสูญหายระหว่างส่งไปหาคนอื่น ก็จะเป็นกรณีที่ไม่มีหมายที่จะส่งข้อมูลดังกล่าวไปอีกครั้งหนึ่ง อีกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ การใช้แอพพลิเคชั่นหรือการประยุกต์ใช้ที่ต้องการความเร็วและประสิทธิภาพ เช่น บนแพลตฟอร์มถ่ายทอดสด หรือบนเครือข่ายสตรีมมิ่ง นอกจากนี้แล้ว UDP ยังเป็นที่นิยมในการใช้สำหรับจัดการบันทึก Log เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่มักเกิดกับ TCP อย่างเช่นไทม์เอาต์หรือปัญหาด้านการเชื่อมต่อ

ข้อดีของ UDP
• รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก
• ลดทราฟิกบนเครือข่ายได้
• ไม่จำเป็นว่าทั้งสองฝั่งจะต้องมีการเชื่อมต่อ

ข้อเสียของ UDP
• ไม่มีการรับประกันว่าจะส่งถึงปลายทาง
• ข้อมูลอาจสูญหายหรือเสียหายได้
• ข้อมูลที่ส่งออกมาอาจไม่ได้ถูกจัดตามลำดับ

บทสรุป

ทั้งโปรโตคอล TCP และ UDP ตั้งมีข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบในตัวมันเอง ซึ่งคุณอาจชอบตัวใดตัวหนึ่งแล้วแต่ความต้องการคุณ ซึ่งแม้แต่ปัจจุบัน ก็ยังมีเทคโนโลยีมากมายอย่างเช่นอีเมล์หรือเกมออนไลน์ที่ต้องการกลไกการส่งแบบ Connectionless มากกว่าเราต้องขอที่ต้องอาศัยการสร้างการเชื่อมต่อ โดยไม่สนใจทั้งโอเวอร์เฮด ความน่าเชื่อถือ หรือความเร็ว

ที่มา : GBHackers

from:https://www.enterpriseitpro.net/understanding-the-difference-tcp-udp/

TCP ผู้ปั้นกระทิงแดง ผุดโครงการใหญ่ TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย มุ่งสู่การใช้น้ำอย่างยั่งยืน

กลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิตแบรนด์เครื่องดื่มที่คนไทยรู้จักดีอย่าง กระทิงแดง เรดดี้ โสมพลัส สปอนเซอร์ แมนซั่ม เพียวริคุ และซันสแนค ในฐานะที่ทางบริษัทใช้น้ำเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเครื่องดื่ม

กลุ่มธุรกิจ TCP จึงเริ่มทำโครงการ TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย เน้นเรื่องบริหารจัดการน้ำให้มีกินมีใช้อย่างยั่งยืนใน 2 ลุ่มน้ำสำคัญคือ ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำปราจีน ซึ่งครอบคลุม 6 จังหวัดคือ แพร่ สุโขทัย พิจิตร นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว

เป้าหมายของโครงการคือ พัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อสิ่งแวดล้อม และชุมชน ให้ชุมชนได้มีแหล่งน้ำไว้ใช้ในการอุปโภค บริโภค และการเกษตรอย่างเพียงพอพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน และทางกลุ่ม TCP ยังตั้งเป้าใหญ่ว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการจะสามารถพัฒนาแหล่งน้ำให้กับชุมชนได้มีน้ำใช้เพิ่มขึ้นกว่า 12 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือกว่า 3 เท่าของปริมาณน้ำที่กลุ่มธุรกิจ TCP ใช้ในตลอดกระบวนการ

ปัจจุบันพื้นที่ลุ่มน้ำยมแต่ละปีจะมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยประมาณ 4,900 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้เพียง 400 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น สวนทางกับความต้องการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ ที่สูงถึงปีละ 2,200 ล้านลูกบาศก์เมตร

ลุ่มน้ำยมจึงเป็นลุ่มน้ำที่ยังมีปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซาก เพราะไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำที่สามารถเก็บน้ำได้มากเพียงพอที่จะใช้ในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลุ่มธุกิจ TCP ไม่สามารถทำโครงการน้ำโดยลำพังได้ จึงได้ร่วมมือกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อพ.) และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.)  พร้อมด้วยเครือข่ายชุมชนบ้านแม่ขมิง จ.แพร่ และจิตอาสาภายในของกลุ่มธุรกิจ TCP ทำ “แตต๊าง” หรือกิจกรรมปรับปรุงระบบส่งน้ำ อันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านล้านนา ที่ใช้ผันน้ำจากแหล่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม

มูลนิธิอุทกพัฒน์ จะเชี่ยวชาญทำงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามแนวพระราชดำริ ส่วนสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ จะเชี่ยวชาญในการผสมสานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับหลักสังคมศาสตร์ ถ่ายทอดให้ชุมชนได้เรียนรู้วิธีการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งจากภาพถ่ายจากดาวเทียม โปรแกรมแผนที่ และเครื่องจับพิกัดจุด เพื่อนำมาจัดทำแผนที่น้ำของชุมชน รู้ระดับสูงต่ำของพื้นที่ แสดงเส้นทางท่อส่งน้ำตั้งแต่จุดตั้งต้นจนถึงพื้นที่เกษตรของสมาชิกผู้ใช้น้ำ รวมถึงวิเคราะห์สมดุลน้ำหาความสัมพันธ์ระหว่างน้ำฝน น้ำที่เก็บในอ่าง และความต้องการน้ำของพืชที่ปลูก เพื่อบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้ครบวงจรในแต่ละปี

ภาพรวมการทำงานของโครงการ TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย เป็นรูปแบบของสามเหลี่ยมความร่วมมือ คือ

  • 1) หน่วยงานที่มีองค์ความรู้ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จให้กับโครงการ
  • 2) ชุมชน ที่พร้อมให้ความร่วมมือ จึงจะส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำแบบพึ่งพาตนเองมีความยั่งยืน
  • 3) กลุ่มธุรกิจ TCP องค์กรที่พร้อมสนับสนุนและส่งต่อพลังความดี  โดยมีกลุ่มอาสาสมัครที่ภายในองค์กรจะมาช่วยกันเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการดูแลน้ำ

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ของเรานั้นใช้น้ำเป็นวัตถุดิบสำคัญ ดังนั้น เราจึงกำหนดนโยบายทั้งภายในและภายนอกในเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำตามแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน มุ่งสร้างกระบวนการทำงาน กระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมปลูกจิตสำนึกให้พนักงานเห็นความสำคัญของการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสุงสุด

ในขณะเดียวกัน เรายังมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายนอกที่เกี่ยวข้องกับน้ำบนดิน และน้ำใต้ดิน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี จนเกิดเป็น โครงการ TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย  ที่ได้ทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำที่หลากหลาย อาทิ อพ. สสน. และสถาบันวิจัยทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนให้กับแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำปราจีนบุรี ก่อนขยายไปสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศ” นายสราวุฒิ กล่าวเสริม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tcp-csr/

อธิบายโพรโทคอล HTTP/3 แตกต่างจาก HTTP/1, HTTP/2, SPDY, QUIC อย่างไร

ข่าวเทคนิคที่น่าสนใจในช่วงไม่นานนี้คือ Cloudflare, Chrome, Firefox ร่วมมือกันรองรับ HTTP/3 หรือที่เราเคยรู้จักกันในชื่อ QUIC ที่กูเกิลเคยเสนอมาตั้งแต่ปี 2015

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้ว HTTP/1, HTTP/2 (หรือ SPDY) และ HTTP/3 (QUIC) แตกต่างกันอย่างไร บทความนี้จะอธิบายวิวัฒนาการของเทคโนโลยี HTTP ให้เข้าใจกันแบบง่ายๆ ครับ

No Description

HTTP/1.0

โพรโทคอล HTTP/1.0 เกิดมาในยุคแรกๆ ของเว็บที่สร้างโดย Tim Berners-Lee และเพื่อนร่วมงานอีกจำนวนหนึ่ง โดยออกเป็นสเปกกลางในปี 1996 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ HTTP ในปัจจุบัน

หลักการสำคัญของ HTTP คือเป็นการกำหนดวิธีการสื่อสารระหว่างเซิร์ฟเวอร์กับไคลเอนต์ ว่าจะส่งข้อมูลกันอย่างไร โดยเป็นการสื่อสารอยู่บนชั้นของโพรโทคอลเครือข่าย TCP อีกทีหนึ่ง

HTTP ยุคแรกเป็นการสื่อสารแบบไม่เข้ารหัส (unencrypted) โดยหลังจากนั้นไม่นานก็มีทีมงานของ Netscape สร้างโพรโทคอลสื่อสารแบบเข้ารหัส Secure Sockets Layer หรือ SSL ขึ้นมาใช้งานคู่กัน ซึ่งปัจจุบันมันเปลี่ยนชื่อเป็น Transport Layer Security (TLS) มาตั้งแต่ปี 1999

ภาพด้านล่างคือวิธีการทำงานของ HTTP/1.0 แบบเข้ารหัสด้วย TLS ซึ่งเราจะเห็นว่ากว่าสองฝั่งจะเจรจาเพื่อส่งข้อมูลกันสำเร็จ มีกระบวนการที่ “เยอะ” มากก่อนเริ่มส่งตัวข้อมูลจริงๆ (HTTP Response)

ภาพจาก Cloudflare

HTTP/1.1

ขั้นตอนการเจรจา (handshake) ที่เรื่องมากนี้ถูกเรียกว่า slow start เป็นผลให้ HTTP ทำงานช้ากว่าที่ควรจะเป็น ในปี 1997 จึงมีการพัฒนาโพรโทคอลเวอร์ชัน HTTP/1.1 ที่แก้ปัญหานี้ไป (บางส่วน)

ของใหม่ที่เพิ่มมาใน HTTP/1.1 คือเทคนิค “keep alive” (บ้างก็เรียก persistent connection) หรือการเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างไคลเอนต์กับเซิร์ฟเวอร์ทิ้งไว้หลังส่งข้อมูลเสร็จแล้ว เพื่อว่าหากมีการเรียกข้อมูลซ้ำอีกครั้ง (เช่น กดเปลี่ยนหน้าเพจหรือรีโหลดเพจ) จะได้ส่งข้อมูลผ่านท่อเดิม โดยไม่ต้องมาเริ่มเจรจากันใหม่อีกครั้ง

No Description

ภาพจาก Wikipedia

HTTP/2

HTTP/1.1 อยู่กับเรามานานถึง 18 ปี วงการเว็บพัฒนาไปจากเดิมมาก สิ่งสำคัญคือ HTTP/1.1 เกิดขึ้นในยุคที่เว็บเพจมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่กิโลไบต์ มีรูปภาพเพียงเล็กน้อย แต่เว็บในช่วงหลังเพิ่มไฟล์ประเภทใหม่ๆ เข้ามาอีกหลายอย่าง ทั้งรูปภาพที่มีจำนวนและขนาดเยอะขึ้น, ไฟล์ประเภท CSS และ JavaScript ที่มักมีอีกหลายไฟล์

จำนวนไฟล์ที่มากขึ้นทำให้การส่งข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์มายังไคลเอนต์ แต่โพรโทคอล HTTP/1.1 อนุญาตให้เราส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 ไฟล์เท่านั้น การดาวน์โหลดจึงต้องต่อคิวกันเพื่อให้ดาวน์โหลดไฟล์ได้ครบตามต้องการ

เบราว์เซอร์จึงแก้ปัญหาด้วยการเปิดการเชื่อมต่อพร้อมกันหลายๆ อันเพื่อดาวน์โหลดไฟล์ขนานกันไป ซึ่งก็มีข้อเสียคือต้องมีกระบวนการเจรจาเริ่มส่งข้อมูลกันทุกครั้งไป ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการเปิดท่อค้างไว้ (keep-alive) อย่างที่ควรจะเป็น

ปัญหานี้ถูกแก้ไขในอีกสิบกว่าปีให้หลัง โดยกูเกิลเสนอโพรโทคอลชื่อ SPDY ในปี 2009 (อ่านว่า สปีดดี้) โดยมีเว็บเบราว์เซอร์รายอื่นเข้าร่วมสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ และภายหลังก็ผลักดันเป็นมาตรฐาน HTTP/2 ในปี 2012 และ ทำสำเร็จในปี 2015

หลักการสำคัญของ SPDY หรือ HTTP/2 คือการยอมให้การเชื่อมต่อผ่าน HTTP หนึ่งท่อ สามารถส่งไฟล์ได้พร้อมกันหลายไฟล์ (ชื่อทางเทคนิคเรียกว่า stream หรือกระแสน้ำ) ช่วยให้เราเปิดการเชื่อมต่อ HTTP เพียงครั้งเดียวแล้วสบายไปตลอด

No Description

ภาพจาก Cloudflare

HTTP/3

มาตรฐาน HTTP/2 ดูจะแก้ปัญหาสำคัญของการส่งข้อมูลผ่าน HTTP ไปทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ที่ระดับเลเยอร์ต่ำลงไป นั่นคือการส่งข้อมูลแบบ TCP (Transmission Control Protocol)

สมาชิก Blognone ที่เคยเรียนวิชาด้านเน็ตเวิร์คมาบ้าง คงพอทราบความแตกต่างของ TCP และ UDP (User Datagram Protocol) ถึงเรื่องความน่าเชื่อถือ (reliability) ของวิธีการส่งข้อมูลทั้งสองแบบ

  • TCP น่าเชื่อถือกว่า ข้อมูลไม่หาย แต่ช้ากว่า เพราะต้องยืนยันข้อมูลกลับไปยังต้นทางว่าได้ข้อมูลครบ
  • UDP กลับกันคือไม่มีกระบวนการยืนยันข้อมูลกลับไปยังต้นทาง ทำให้การเชื่อมต่อเร็วกว่ามาก

อย่างที่เขียนไปข้างต้นว่าเว็บยุคหลังมีชนิดของข้อมูลเพิ่มขึ้นจากในอดีตมาก เช่น รูปภาพ คลิปวิดีโอ ฯลฯ แต่เมื่อเราส่งทุกอย่างผ่านโพรโทคอล TCP เหมือนกัน อาจไม่ตอบโจทย์ของข้อมูลต่างชนิดกัน (เช่น ข้อมูลประเภทวิดีโออาจยอมให้สูญเสียข้อมูลได้บ้าง)

ในปี 2015 กูเกิล (อีกแล้ว) จึงเสนอโพรโทคอลใหม่ชื่อ QUIC (อ่านว่า “ควิก”) ซึ่งเป็นการตั้งชื่อล้อกับ SPDY นั่นเอง

ภาพจาก Google

ชื่อ QUIC ย่อมาจาก Quick UDP Internet Connections ซึ่งจากชื่อเต็มคงพอนึกออกว่ามันเปลี่ยนมาใช้ UDP ช่วยส่งข้อมูลแทน TCP

นอกจากนั้น QUIC ยังปรับแก้ปัญหาเรื่องกระบวนการ handshake ที่ล่าช้าของ HTTP (โดยเฉพาะถ้ารวมการเข้ารหัส TLS อีกชั้น) ด้วยการออกแบบกระบวนการ handshake ใหม่ให้รวม TLS 1.3 มาด้วยเลย (แปลว่า QUIC เข้ารหัสทุกกรณีเสมอ) ผลคือ QUIC ทำงานได้รวดเร็วขึ้นทั้งในขั้นตอนเจรจา (handshake) และการส่งตัวข้อมูลจริงๆ

ภาพจาก Cloudflare

QUIC ถูกเสนอเข้าเป็นมาตรฐาน HTTP/3 ในที่ประชุมของ IETF ซึ่งวนมาจัดที่กรุงเทพเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 ซึ่งก็สามารถพูดได้เต็มปากว่า HTTP/3 เกิดขึ้นที่กรุงเทพ (สถานที่จัดงานแบบเจาะจงคือ Marriott Marquis Queen’s Park ข้างสวนเบญจกิติ)

สถานะของ HTTP/3 ในโลกจริงยังถือว่าเพิ่งเริ่มต้น ขณะที่เขียนบทความนี้

  • Chrome รองรับแล้วที่เวอร์ชัน Canary
  • Firefox Nightly จะเริ่มรองรับช่วงปลายปี 2019 นี้
  • curl เพิ่งรองรับในฐานะฟีเจอร์ทดลอง (experimental) ต้องดาวน์โหลด curl เวอร์ชันล่าสุดจาก GitHub มาเอง
  • ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ Cloudflare รองรับผ่านซอฟต์แวร์ที่เขียนเองชื่อ Quiche
  • Nginx เพิ่งประกาศวางแผนรองรับ HTTP/3 เมื่อเดือน พ.ค. 2019

ภาพประกอบทั้งหมดที่ระบุว่ามาจาก Cloudflare มาจาก Cloudflare Blog

from:https://www.blognone.com/node/112422

กระทิงแดงรุกหนักอาเซียน นำร่องเปิด “เรดบลู พลัส” สูตรไร้น้ำตาลในสิงคโปร์

กระทิงแดงโดยกลุ่มธุรกิจ TCP เดินหน้าบุกตลาดอาเซียน ทุ่มงบ 3,000 ล้านบาท เจาะตลาดสิงคโปร์ด้วยเรดบลู พลัสสูตรไร้น้ำตาล ปั้นรายได้แตะ 60,000 ล้านภายใน 3 ปี

ทุ่ม 3,000 ล้าน ลงทุนในอาเซียน

ลุยหนักในการสร้างแบรนด์จนแข็งแกร่งในโซนยุโรปแล้ว ถึงเวลาที่กระทิงแดงจะกลับมารุกหนักในการทำตลาดที่บ้านเกิดแถบอาเซียน หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปีนี้ได้ใช้งบลงทุน 3,000 ล้านบาท ในการลงทุนครั้งใหญ่ในหลายประเทศ

โดยที่มีการลงทุนทั้งเรื่องสินค้า การตลาด และทีมงาน มีการฟอร์มทีมงาน Global Marketing และทีมการตลาดประจำประเทศต่างๆ รวมกว่า 100 คนเพื่อดูแลการตลาดของกระทิงแดงทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งทีมงานในแต่ละประเทศต้องปรับเปลี่ยนทิศทางการทำงานให้เข้ากับพฤติกรรมการบริโภควัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของผู้บริโภคและบริบทในประเทศนั้นๆ

กระทิงแดงใช้จุดแข็งด้วยการเป็นแบรนด์ที่มีสินค้าในพอร์ทโฟลิโอหลากหลายมากที่สุดถึง 10 ผลิตภัณฑ์ โดยทุกผลิตภัณฑ์ถูกพัฒนามาจากการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกเซ็กเม้นท์

มีเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็น Top 2 ของผู้นำตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานทุกประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้ามีรายได้ 60,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี หรือมีการเติบโต 2 เท่า

ศุภชัย จุนเกียรติ ผู้อำนวยการสายงานการตลาดโกลเบิล กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า

กระทิงแดง มีส่วนแบ่งการตลาด 40% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และติดอันดับ 1 ใน 3 ในตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานของทุกประเทศที่ได้เข้าไปบุกตลาด สำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP จะบุกตลาดและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กระทิงแดงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2562 คาดว่าจะมียอดขายโดยรวมสูงขึ้นจากปี 2561 ถึง 15%”

ลุยตลาดสิงคโปร์ด้วยสูตรพรีเมี่ยม

ศุภชัย เสริมว่า กระทิงแดงได้เห็นถึงศักยภาพของตลาดกลุ่มอาเซียนที่มีการเติบโตสูง โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจในระดับนานาชาติ ประกอบกับผู้บริโภคเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องการควบคุมการบริโภคน้ำตาล               

กระทิงแดงจึงนำร่องเปิดตัวเครื่องดื่มให้พลังงานเรดบูล พลัสในสิงคโปร์เป็นประเทศแรกเป็นเครื่องดื่มให้พลังงานสูตรพรีเมี่ยมปราศจากน้ำตาลมาพร้อมกับแพ็คเกจจิ้งในรูปแบบสลิมแคน

เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และภาพลักษณ์ โดยจะเริ่มจำหน่ายในปลายเดือนมิถุนายนที่ประเทศสิงคโปร์ และตั้งเป้าจะขยายสู่ตลาดในประเทศอื่นๆ ต่อไป

เปิดกระทิงแดง เอ็กซ์ตร้าแพ็คเกจจิ้งใหม่ในไทย

สำหรับตลาดในประเทศไทยปี 2562 นี้ ได้เปิดตัวกระทิงแดง เอ็กซ์ตร้าสูตรใหม่ พร้อมแพ็คเกจจิ้งรูปแบบใหม่ ถือเป็นการพลิกโฉมแบรนด์ใหม่ เน้นจับกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่นักศึกษา จนถึงคนทำงานทั่วไป อายุระหว่าง 18 – 35 ปี

โดยการพลิกโฉมครั้งนี้มาจากการศึกษาพฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่ให้ความสำคัญในเรื่องรสชาติ และบรรจุภัณฑ์ส่งผลให้แบรนด์กระทิงแดงดูทันสมัยมากขึ้นเหมาะกับคนรุ่นใหม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/red-bull-tcp-asean/

กระทิงแดงรุกหนักอาเซียน นำร่องเปิด “เรดบูล พลัส” สูตรไร้น้ำตาลในสิงคโปร์

กระทิงแดงโดยกลุ่มธุรกิจ TCP เดินหน้าบุกตลาดอาเซียน ทุ่มงบ 3,000 ล้านบาท เจาะตลาดสิงคโปร์ด้วยเรดบูล พลัส (Red Bull Plus) สูตรไร้น้ำตาล ปั้นรายได้แตะ 60,000 ล้านภายใน 3 ปี

ทุ่ม 3,000 ล้าน ลงทุนในอาเซียน

ลุยหนักในการสร้างแบรนด์จนแข็งแกร่งในโซนยุโรปแล้ว ถึงเวลาที่กระทิงแดงจะกลับมารุกหนักในการทำตลาดที่บ้านเกิดแถบอาเซียน หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปีนี้ได้ใช้งบลงทุน 3,000 ล้านบาท ในการลงทุนครั้งใหญ่ในหลายประเทศ

โดยที่มีการลงทุนทั้งเรื่องสินค้า การตลาด และทีมงาน มีการฟอร์มทีมงาน Global Marketing และทีมการตลาดประจำประเทศต่างๆ รวมกว่า 100 คนเพื่อดูแลการตลาดของกระทิงแดงทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งทีมงานในแต่ละประเทศต้องปรับเปลี่ยนทิศทางการทำงานให้เข้ากับพฤติกรรมการบริโภควัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของผู้บริโภคและบริบทในประเทศนั้นๆ

กระทิงแดงใช้จุดแข็งด้วยการเป็นแบรนด์ที่มีสินค้าในพอร์ทโฟลิโอหลากหลายมากที่สุดถึง 10 ผลิตภัณฑ์ โดยทุกผลิตภัณฑ์ถูกพัฒนามาจากการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกเซ็กเม้นท์

มีเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็น Top 2 ของผู้นำตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานทุกประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้ามีรายได้ 60,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี หรือมีการเติบโต 2 เท่า

ศุภชัย จุนเกียรติ ผู้อำนวยการสายงานการตลาดโกลเบิล กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า

กระทิงแดง มีส่วนแบ่งการตลาด 40% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และติดอันดับ 1 ใน 3 ในตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานของทุกประเทศที่ได้เข้าไปบุกตลาด สำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP จะบุกตลาดและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กระทิงแดงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2562 คาดว่าจะมียอดขายโดยรวมสูงขึ้นจากปี 2561 ถึง 15%”

ลุยตลาดสิงคโปร์ด้วยสูตรพรีเมี่ยม

ศุภชัย เสริมว่า กระทิงแดงได้เห็นถึงศักยภาพของตลาดกลุ่มอาเซียนที่มีการเติบโตสูง โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจในระดับนานาชาติ ประกอบกับผู้บริโภคเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องการควบคุมการบริโภคน้ำตาล               

กระทิงแดงจึงนำร่องเปิดตัวเครื่องดื่มให้พลังงานเรดบูล พลัสในสิงคโปร์เป็นประเทศแรกเป็นเครื่องดื่มให้พลังงานสูตรพรีเมี่ยมปราศจากน้ำตาลมาพร้อมกับแพ็คเกจจิ้งในรูปแบบสลิมแคน

เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และภาพลักษณ์ โดยจะเริ่มจำหน่ายในปลายเดือนมิถุนายนที่ประเทศสิงคโปร์ และตั้งเป้าจะขยายสู่ตลาดในประเทศอื่นๆ ต่อไป

เปิดกระทิงแดง เอ็กซ์ตร้าแพ็คเกจจิ้งใหม่ในไทย

สำหรับตลาดในประเทศไทยปี 2562 นี้ ได้เปิดตัวกระทิงแดง เอ็กซ์ตร้าสูตรใหม่ พร้อมแพ็คเกจจิ้งรูปแบบใหม่ ถือเป็นการพลิกโฉมแบรนด์ใหม่ เน้นจับกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่นักศึกษา จนถึงคนทำงานทั่วไป อายุระหว่าง 18–35 ปี

โดยการพลิกโฉมครั้งนี้มาจากการศึกษาพฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่ให้ความสำคัญในเรื่องรสชาติ และบรรจุภัณฑ์ส่งผลให้แบรนด์กระทิงแดงดูทันสมัยมากขึ้นเหมาะกับคนรุ่นใหม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/red-bull-plus-asean/

TCP สยายปีกเปิดออฟฟิศที่เวียดนาม รองรับการเติบโตตลาดชูกำลัง

กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดสำนักงานที่ประเทศเวียดนามเป็นสำนักงานในต่างประเทศแห่งแรก เพื่อรองรับศักยภาพในการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง และต้องการมีทีมเพื่อเข้าใจคนท้องถิ่นเต็มที่

ลงทุน 4,000 ล้านใน 3 ปี หวังเข้าใจคนเวียดนามให้มากที่สุด

ถือเป็นก้าวสำคัญของธุรกิจต่างประเทศของกลุ่มธุรกิจ TCP ในการปักหลักเปิดสำนักงานที่เวียดนาม ซึ่ง TCP เป็นที่รู้จักกันในนามของผู้ผลิต และจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแบรนด์กระทิงแดง (เรดบูล) เรดดี้ โสมพลัส สปอนเซอร์ แมนซั่ม เพียวริคุ ซันสแนค และวอริเออร์

การเปิดบริษัท TCPVN และสำนักงานที่เวียดนามครั้งนี้ ถือเป็นสำนักงานแห่งแรกในต่างประเทศของ TCP ที่เข้าถือหุ้น 100% ได้เลือกโลเคชั่นที่นครโฮจิมินห์ที่เป็นเมือศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่ประเทศอื่นมีเพียงการทำตลาด หรือมีโรงงาน แต่ดูเหมือนเวียดนามจะมีมนต์ขลังอะไรที่ทำให้ TCP เลือกปักหลักที่นี่ได้

TCP ได้เริ่มเปิดสำนักงานได้ประมาณ 4 เดือน พร้อมกับวางแผนการลงทุนในช่วง 3 ปีข้างหน้านี้ว่าใช้งบลงทุน 4,000 ล้านบาท โดยใช้ครอบคลุมทั้งในการการพัฒนาสินค้า โดยตั้งเป้ามีออกสินค้าใหม่อย่างน้อย 1 แบรนด์ ลงทุนด้านการตลาด และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคคนเวียดนามให้มากที่สุด

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า

“การเปิดสำนักงานที่เวียดนามถือเป็นไปตามแผนธุรกิจของกลุ่มที่ต้องการให้ธุรกิจโตขึ้น 3 เท่า มียอกขายแสนล้านภายใน 5 ปี รวมถึงอยากเปิดสำนักงาน หรือโรงงานในต่างประเทศอย่างน้อย 1 แห่งต่อปี เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายสู่ House of Brand หรือองค์กรที่มีหลายแบรนด์สินค้าครอบคลุมทุกกลุ่ม

เพราะฉะนั้นการที่จะเป็นไปตามแผนให้ได้จำเป็นต้องมีสำนักงาน และทีมงานในต่างประเทศ เพื่อให้เข้าจพฤติกรรมของคนท้องถิ่น และตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละตลาดได้”

ทำไม TCP ต้องเปิดสำนักงานที่เวียดนาม

จริงๆ แล้ว TCP ได้เข้ามาลงทุน และทำตลาดที่เวียดนามได้ 30 ปีแล้ว โดยจำหน่ายสินค้า “กระทิงแดง” เริ่มต้นจากการเทรดดิ้งก่อน หลังจากนั้นจึงได้เปิดโรงงานผลิตได้ 18 ปี และได้เห็นแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

ความสำคัญของประเทศเวียดนามคือตลาดเครื่องดื่มชูกำลังใหญ่มาก มูลค่า 25,000 ล้านบาท เป็นรองเพียงแค่ตลาดน้ำอัดลม อีกทั้งพฤติกรรมของคนเวียดนามในการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังก็แตกต่างจากคนไทย มีศักยภาพในการเติบโตสูง

สราวุฒิบอกว่า ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่เวียดนามใหญ่มาก และแข่งขันกันสูงมาก มีแบรนด์เกิดใหม่ทุกไตรมาส เกิดใหม่และตาย คิดว่าจะทำงานแบบเดิมไม่เวิร์ก จะต้องมีทีมที่นี่ มีทีมวางแผนตลอดเวลา เข้าใจผู้บริโภคในท้องถิ่น

เหตุผลที่เลือกเปิดสำนักงานที่เวียดนามนั้น มีอยุ่ 5 ข้อใหญ่ๆ ได้แก่

  1. ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคคนเวียดนามในการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังไม่เหมือนคนไทยภาพลักษณ์ของที่นี่คือ ดื่มเพื่อดับกระหาย บางคนดื่มพร้อมอาหาร คนที่นี่เป็นวัยหนุ่มสาวเยอะ และเป็นคนทำงานหนัก ต้องการพลังงานมาช่วย เครื่องดื่มชูกำลังจึงเข้ามาตอบโจทย์

2. ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่เวียดนามเป็นตลาดใหญ่มากเป็นอันดับ 2 ในเอเชียรองจากจีน และในประเทศมีการลงทุนอุตสาหกรรมมีการเติบโตด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ ประชากรมีการเติบโตสูงโดยเฉพาะคนชั้นกลาง แนวโน้มการบริโภคสูงขึ้น เลือกสินค้ามีคุณภาพ ปัจจัยราคาเป็นปัจจัยรอง

3. สินค้าที่จำหน่ายที่นี่มียอดขายเติบโตขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละ 25% เป็นการเติบโตมากกว่าตลาด

4. ตลาดเวียดนามให้การยอมรับสินค้าไทยว่าเป็นสินค้ามีคุณภาพ รวมถึงแพ้คเกจจิ้งของที่นี่มีแต่กระป๋อง เพราะเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเวียดนาม มีความทันสมัยและพรีเมี่ยม

5. มีการทำตลาดมานานกว่า 30 ปี มีการเติบโตมาโดยตลอด จึงถึงเวลาที่ตั้งทีมงานที่นี่เพื่อศึกษาพฤติกรรมที่แท้จริง กระทิงแดงอยู่มาสามสิบปีได้รับการเติบโตมาตลอดถึงเวลามาตั้งทีมงานที่นี่

ศักยภาพของเวียดนามมีอะไรบ้าง

เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่หลายชาติต้องการเข้ามาลงทุน เพราะด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ และประชากร เมื่อดูจากข้อมูลสถิติแล้วก็พบว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย

– เวียดนามมีประชากร 96 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 14 ของโลก

– อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ที่อันดับที่ 34 อัตราความเร็วของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอยู่ที่อันดับ 5 ในอาเซียน

– จากจำนวนประชากรทั้งหมด 96 ล้านคน มีอายุเฉลี่ย 30 ปีเท่านั้น เรียกว่าอยู่ในวัยหนุ่มสาวทั้งสิ้น มีอัตราอ่านออกเชียนได้ 95% มีรายได้เฉลี่ย 6,432 ดอลลาร์สหรัฐ

– ในแง่ของตลาดกลุ่มเครื่องดื่มเป็นกลุ่มใหญ่ในตลาดสินค้า FMCG (สินค้าอุปโภคบริโภค) มีสัดส่วน 37.3% เติบโต 5.1%

ดันแบรนด์น้องใหม่ “วอริเออร์” ขายเฉพาะที่นี่

นอกจากมีการทำตลาดของแบรนด์กระทิงแดงแล้ว TCP ยังได้ส่งผลงานชิ้นโบว์แดงอย่าง “วอริเออร์” เครื่องดื่มชูกำลังน้องใหม่ที่ลงชิมลางตลาดได้ตั้งแต่ปี 2558 เป็นการพัฒนาสินค้าที่เฉพาะตลาดเวียดนามโดยเฉพาะ

ถ้ากระทิงแดงวางจุดยืนเป็นเครื่องดื่ชูกำลังที่เน้นฟังก์ชันนอลแล้ว วอริเวอร์เป็นเหมือนเครื่องดื่มไฮบริดระหว่างเครื่องดื่มชูกำลังกับน้ำอัดลม ได้ทำมาตีตลาดคนรุ่นใหม่สามารถดื่มแทนน้ำอัดลมได้

หลังจากทำตลาดมาได้ไม่นานก็สามารถมีส่วนแบ่งตลาด 5% ได้แล้ว ติดท็อป 5 ในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังได้ ส่วนกระทิงแดงมีส่วนแบ่งตลาด 40% เป็นเบอร์ 1 ของตลาด เป้าหมายต้องการกินส่วนแบ่งตลาดให้ได้ 50%

สรุป

เป็นทิศทางที่ดีของแบรนด์ไทยที่สยายปีกในการลงทุนในต่างประเทศ โดยที่แบรนด์กระทิงแดง หรือเรดบูลก็เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในต่างประเทศอยู่แล้ว การที่ตัดสินใจเปิดสำนักงานเพื่อทำตลาดยอ่างจริงจังในแต่ละประเทศถือเป็นกลยุทธ์ที่ดี ช่วยสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tcp-open-tcpvn-in-vietnam/

Google Cloud Platform เปิดให้บริการ QUIC ผ่านทาง HTTPS Load Balancer แล้ว

หลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อของ QUIC ในฐานะของเทคโนโลยีที่ Google ใช้งานเป็นการภายในทดแทน TCP + TLS เพื่อให้การเชื่อมต่อต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ตอนนี้ทาง Google ได้นำ QUIC มาให้เราใช้งานกันได้แล้วบน HTTPS Load Balancer ของ Google Cloud Platform (GCP)

 

Credit: Google

 

QUIC นี้เป็น UDP-based Encrypted Transport Protocol ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อลด Latency ในการเชื่อมต่อ HTTPS ลงด้วยการตัดขั้นตอนต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในการใช้ TCP และ TLS ลง ซึ่งบริการต่างๆ ของ Google อย่างเช่น Web Search, YouTube หรือ Blog ของ Google เองก็ใช้ QUIC ด้วย และผู้ใช้งาน Google Chrome เองก็อาจเชื่อมต่อไปยังบริการเหล่านี้ผ่านทาง QUIC โดยไม่รู้ตัวอยู่ก็เป็นได้

Google ระบุว่า QUIC นี้ช่วยลด Mean Page Load Time ลงได้ 8% ในขณะที่บางพื้นที่ที่มี Latency สูง ก็สามารถช่วยลด Load Time ลงได้ถึง 13% เลยทีเดียว โดยภายใน QUIC มีการเข้ารหัสโดยการใช้อัลกอริธึม AEAD อย่างเช่น AES-GCM และ ChaCha20 รวมถึงยังมีการ Multiplex ข้อมูลหลาย Stream เข้าด้วยกันใน Connection เดียว เพื่อให้สามารถรองรับ HTTP Request จำนวนมากพร้อมกันได้ ซึ่งทาง Google ก็ระบุว่า QUIC นี้เหนือกว่า HTTP/2 ตรงที่ HTTP/2 นั้นทำงานบน TCP และหากมี Packet Loss เกิดขึ้นแม้เพียง Packet เดียวก็จะหยุดทำการส่งข้อมูลทั้งหมดทันที ในขณะที่ QUIC นี้ใช้ UDP ดังนั้น Packet Loss จึงส่งผลกระทบน้อยกว่ามาก

ปัจจุบันนี้ Google กำลังทำงานร่วมกับ IETF เพื่อผลักดัน QUIC ให้กลายเป็นมาตรฐานเหมือนกับที่เคยผลักดัน HTTP/2 ซึ่งทาง IETF ก็ได้ตั้งทีมสำหรับ QUIC ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2016 และมีกำหนดการว่าจะมีร่างมาตรฐานรุ่น v1 ภายในเดือนพฤศจิกายน 2018 นี้

สำหรับผู้ที่ต้องการเปิดใช้งาน QUIC สามารถเข้าไปทำการตั้งค่าที่ GCP Console ได้ทันทีครับ และผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://cloud.google.com/compute/docs/load-balancing/http/#QUIC

 

Credit: Google

 

ที่มา: https://cloudplatform.googleblog.com/2018/06/Introducing-QUIC-support-for-HTTPS-load-balancing.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-platform-supports-quic-via-https-load-balancer/

พบช่องโหว่บน Memcached Servers อาจทำให้ตกเป็นฐานซอมบี้ DDoS

ทางผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยอย่าง Arbor Networks, Akamai, รวมทั้งตัวแทนผู้ให้บริการเครือข่ายแคชคอนเทนต์ชื่อดังอย่าง Cloudflare ได้ออกมาเตือนว่า การตั้งค่าโปรโตคอล UDP เซิร์ฟเวอร์แคชเว็บ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Memcached อาจเกิดช่องโหว่ที่ทำให้ตกกลายเป็นเครื่องมือของอาชญากรไซเบอร์ในการโจมตีแบบ DDoS ได้

ไอเดียง่ายๆ คือ UDP เป็นโปรโตคอลที่ส่งง่ายรับง่ายกระจายง่ายไม่ต้องแฮนด์เช็คเช็คยุ่งยากก่อนสร้างการเชื่อมต่อเหมือน TCP จนทำให้ตรวจสอบความปลอดภัยไล่ตามไม่ค่อยทัน เมื่อรวมกับความสามารถในการแคชคัดลอกข้อมูลอันมหาศาล ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือทวีความรุนแรงของ DDoS ได้มากถึง 51 – 200 เท่าเลยทีเดียว

เซิร์ฟเวอร์ Memcached เป็นระบบแคชหน่วยความจำบนเว็บที่มีขนาดใหญ่มาก สำหรับเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองต่อคำร้องขอข้อมูลเว็บไซต์ โดยเฉพาะที่ดึงจากฐานข้อมูล ซึ่งมักจะแคชข้อมูลที่มีการร้องขอบ่อยก่อน

ทางผู้ให้บริการทั้งสามค่ายต่างระบุว่า พวก Memcached โอเพ่นซอร์สไม่ได้รับการพัฒนาโดยคำนึงถึงหลักความปลอดภัยมากเพียงพอ จนทำให้ที่ผ่านมามีการโจมตี DDoS ผ่านเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเซิร์ฟเวอร์ที่ปล่อยการตั้งค่าตามดีฟอลต์ที่ไม่ได้ปลอดภัยเพียงพอ

ที่มา : Hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/ddos-memcached-servers/

เลิกถอยหลังทีละครึ่ง กูเกิลเปลี่ยนระบบควบคุมแบนวิดท์สำหรับ TCP เป็น TCP BBR

การเชื่อมต่อแบบ TCP เป็นพื้นฐานสำคัญของโครงสร้างอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ นอกจากมันจะรับประกันว่าข้อมูลจะไม่สูญหายระหว่างทางแล้ว ยังมีระบบควบคุมแบนวิดท์เพื่อไม่ให้คอมพิวเตอร์ส่งข้อมูลหากันเร็วเกินไป ระบบดั้งเดิม เช่น TCP Slow Start มักสัญญาณว่าแบนด์วิดท์เต็มจากการข้อมูลสูญหายระหว่างทาง จากนั้นระบบควบคุมจะลดความเร็วลงแล้วค่อยๆ เพิ่มกลับขึ้นไป แนวคิดเช่นนี้ทำให้มีแบนวิดท์ที่ไม่ได้ใช้งานเพราะการคาดเดาแบนด์วิดท์ของ TCP ไม่แม่นยำ ทำให้ความเร็วรวมต่ำกว่าความเป็นจริง ตอนนี้กูเกิลก็เลือกเปลี่ยนกระบวนการมาเป็น TCP BBR (Bottleneck Bandwidth and Round-trip propagation time) ที่คำนวณแบนวิดท์อย่างแม่นยำกว่า

TCP BBR อาศัยค่าเวลาหน่วง (latency) ของแพ็กเก็ตไปกลับ (round trip time – RTT) ควบคู่กับการหาค่าแบนวิดท์สูงสุด จากนั้นพยายามเติมข้อมูลให้เต็มแบนวิดท์

ตอนนี้กูเกิลใช้ TCP BBR กับบริการของตัวเองเช่น YouTube ขณะที่ Google Cloud ก็ใช้งานในหลายบริการ เช่นบริการภายในคลาวด์อย่าง BigTable, Cloud Spanner, Cloud Storage หรือบริการที่เชื่อมต่อผู้ใช้ภายนอกอย่าง Cloud Load Balancing, และ Cloud CDN

โค้ดของ TCP BBR ถูกส่งเข้าลินุกซ์แล้ว ตัวมาตรฐานกำลังเป็นร่างมาตรฐานของ IETF

ที่มา – Google Cloud Platform

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/94186

พบช่องโหว่บน Linux TCP เสี่ยงถูกไฮแจ็คการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต

นักวิจัยจาก University of California ที่ Riverside ออกมาเปิดเผยถึงช่องโหว่บน Transmission Control Protocol (TCP) ที่ถูกใช้บน Linux ตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถไฮแจ็คการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้จากระยะไกลได้ ไม่ว่าจะเป็น ติดตามการใช้งานออนไลน์ บังคับจบการเชื่อมต่อ แอบดูข้อมูลการสนทนา หรือลดระดับ Privacy ของ Anomity Network เช่น TOR ได้ ที่แย่กว่านั้นคือ สามารถส่งมัลแวร์เข้าไปยังช่องทางสื่อสารที่ไม่ได้เข้ารหัสระหว่างเครื่อง 2 เครื่องได้ด้วยเช่นกัน

Credit: BoBaa22/ShutterStock
Credit: BoBaa22/ShutterStock

ช่องโหว่ระดับ Design และ Implementation บน RFC

ช่องโหว่บน Linux TCP นี้ มีรหัส CVE-2016-5696 เป็นช่องโหว่ในระดับการ Design และ Implementation บน RFC 5961 ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างใหม่ โดยมาตรฐานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้โปรโตคอล TCP ได้อย่างมั่นคงปลอดภัยและถูกแฮ็คได้ยากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ TCP เป็นโปรโตคอลหัวใจสำคัญที่แอพพลิเคชันใช้ติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น HTTP, FTP, SSH, Telnet, DNS และ SNMP

ทีมนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัย 6 คนจาก University of California และห้องแล็บวิจัยทางทหารของสหรัฐฯ ได้แสดงการ POC ช่องโหว่ดังกล่าวในงานประชุม USENIX Security Symposium โดยสามารถตรวจจับการติดต่อสื่อสาร TCP ระหว่างโฮสต์ 2 เครื่อง และโจมตีทราฟฟิคที่ส่งหากันได้

ช่องโหว่ Side Channels Attack ช่วยให้ได้ Sequence Number ของ TCP Packet ภายในไม่กี่วินาที

โดยปกติแล้ว โปรโตคอล TCP จะทำการตัดข้อมูลออกเป็นชิ้นเล็กๆ เรียกว่า Packet แล้วส่งไปยังผู้รับ เมื่อผู้รับได้รับ Packet ก็จะทำการประกอบกลับให้กลายเป็นข้อมูลต้นฉบับเหมือนเดิมตามหมายเลข Sequence Number ตรงจุดนี้เองที่นักวิจัยค้นพบช่องโหว่ Side Channels Attack ที่ช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถคาดเดา Sequence Number ของ TCP Packet ได้อย่างแม่นยำภายในเวลาไม่ถึง 10 วินาที ที่สำคัญคือ พวกเขาใช้เพียงข้อมูลจากหมายเลข IP ของฝั่งผู้รับและผู้ส่งเท่านั้น

linux_tcp_vulnerability

นั่นหมายความว่า แฮ็คเกอร์สามารถปลอมหมายเลข IP ของตนและใช้หมายเลข Sequence Number ที่ได้มาเพื่อทำการดักจับข้อมูลที่ส่งหากันระหว่างผู้ส่งกับผู้รับได้ รวมไปถึงสามารถลอบส่ง TCP Packet แปลกปลอมไปยังช่องทางการสื่อสารของทั้ง 2 เครื่องโดยไม่จำเป็นต้องโจมตีแบบ Man-in-the-Middle Attack แต่อย่างใด

วิดีโอด้านล่างแสดงตัวอย่างการโจมตีเว็บไซต์ USA Today โดยการลอบส่ง Phishing Form เข้าไปยังเว็บไซต์ดังกล่าว

โจมตีเพื่อกำหนดเส้นทางบนเครือข่าย TOR ได้

นอกจากการลอบส่งมัลแวร์เข้าไปยังช่องทางสื่อสารแล้ว ทีมนักวิจัยยังได้แสดงการเจาะช่องโหว่เพื่อโจมตี SSH และ Anomity Network อย่างเครือข่าย TOR ด้วยเช่นกัน โดยพวกเขาระบุในเอกสารงานวิจัยว่า “โดยทั่วไปแล้ว เราเชื่อว่าการโจมตีแบบ DoS บนการเชื่อมต่อผ่าน TOR จะส่งผลกระทบต่อทั้งความต่อเนื่องในการให้บริการ (Availability) และ Privacy ที่บริการรับประกันให้ … โดยพื้นฐานแล้ว เมื่อการเชื่อมต่อระหว่าง Relay Nodes 2 nodes ล่ม (Middle Relay และ Exit Relay) ไม่สามารถให้บริการได้ Middle Relay จะทำการเลือก Exit Relay ใหม่เพื่อกระโดดไปยัง Node ถัดไป ถ้าแฮ็คเกอร์สามารถบงการได้ว่า การเชื่อมต่อไหนจะล่ม (ผ่านทาง Reset Attack) นั่นหมายความว่า แฮ็คเกอร์ก็จะสามารถบังคับให้ข้อมูลส่งไปยัง Exit Relays ที่ตนต้องการได้ทันที”

รับมือกับช่องโหว่ได้อย่างไร

ในขณะที่แพทช์สำหรับอุดช่องโหว่กำลังถูกพัฒนาอยู่ในขณะนี้ ผู้ใช้ Linux สามารถป้องกันช่องโหว่นี้ชั่วคราวได้ด้วยการเพิ่มอัตราสูงสุดของ ACK ให้มีค่าสูงๆ เพื่อให้ตัวเลขไม่สามารถรันไปถึงได้ โดยไปที่ /etc/sysctl.conf

net.ipv4.tcp_challenge_ack_limit = 999999999

จากนั้นให้ใช้ sysctl -p เพื่อเริ่มใช้งานการตั้งค่าดังกล่าว (จำเป็นต้องล็อกอินเป็น Root)

เชื่อว่าส่งผลกระทบต่อระบบปฏิบัติการ Linux เท่านั้น

ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างแก่ผู้ใช้ทั่วโลก เนื่องจาก Linux นับได้ว่าเป็นระบบปฏิบัติการสำคัญที่เป็นพื้นฐานของอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Web Servers, สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต Android และสมาร์ททีวี โดยเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบคือ Linux 3.6 เป็นต้นไป ในขณะที่ Windows และ Mac OS X ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ดังกล่าว เนื่องจากระบบปฏิบัติการเหล่านั้นยังไม่ได้ใช้งาน RFC 5961

อ่านรายงานการวิจัยฉบับเต็มหัวข้อ Off-Path TCP Exploits: Global Rate Limit Considered Dangerous [PDF]

ที่มา: http://thehackernews.com/2016/08/linux-tcp-packet-hacking.html

from:https://www.techtalkthai.com/linux-tcp-vulnerability/