คลังเก็บป้ายกำกับ: TABLET

เปิดตัวแล้ว!! Samsung Galaxy Tab S5e ดีไซน์โลหะบางเฉียบ จอคมชัดสูง 10.5 นิ้ว ลำโพง 4 ตัว ราคาน่าสนใจ

Samsung เปิดตัวแท็บเล็ตรุ่นใหม่ Galaxy Tab S5e มากับดีไซน์พรีเมี่ยม บอดี้โลหะ ขอบบางเฉียบ 5.5 มิลลิเมตร น้ำหนัก 400 กรัม ใช้จอแสดงผล Super AMOLED (2560 x 1600 พิกเซล) ขนาด 10.5 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 16:10 ให้สัดส่วนจอแสดงผล 81.8% เมื่อเทียบกับบอดี้

Samsung Galaxy Tab S5e ติดตั้งลำโพงจาก AKG มาให้ 4 ตัว พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos รองรับฟีเจอร์ Samsung DeX และเป็นแท็บเล็ตรุ่นแรกที่สนับสนุน Bixby 2.0

Samsung Galaxy Tab S5e ทำงานบน Android 9.0 Pie ใช้ชิปประมวลผล 64bit Octa-core (2×2.0 GHz + 6×1.7 GHz) ความจำ RAM 4GB จับคู่กับ ROM 64GB หรือ RAM 6GB จับคู่กับ ROM 128GB รองรับการ์ด microSD สูงสุด 512GB กล้องดิจิตอล 13 ล้านพิกเซล กล้องเซลฟี่ 8 ล้านพิกเซล ความจุแบตเตอรี่ 7,040mAh ให้พลังงานนานสูงสุด 14.5 ชั่วโมง รองรับชาร์จเร็วผ่านพอร์ต USB Type C

Samsung Galaxy Tab S5e จะเริ่มวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 2 ราคา 399.99 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 12,510 บาท มีให้เลือก 3 สี คือ สีเงิน, สีดำ และ สีทอง

ที่มา – Samsung
https://www.flashfly.net/wp/242112

from:https://www.flashfly.net/wp/242112

โฆษณา

ซัมซุงเปิดตัว Galaxy Tab 5e แท็บเล็ตจอ 10.5″ น้ำหนักเบา 400 กรัม

ซัมซุงชิงเปิดตัวแท็บเล็ตใหม่ Galaxy Tab 5e ออกมาก่อนงานเปิดตัว Galaxy S10 ในสัปดาห์หน้า

Galaxy Tab 5e เป็นแท็บเล็ตขนาดหน้าจอ 10.5″ WQXGA ใช้หน้าจอ Super AMOLED, จุดเด่นคือความเบาเพียง 400 กรัม (เทียบกับ Galaxy Tab S4 หนัก 482 กรัม หรือ iPad 9.7 ที่หนัก 469 กรัม) และแบตเตอรี่ใหญ่ 7,040 mAh ใช้งานได้นาน 14.5 ชั่วโมง พร้อมระบบชาร์จเร็ว

Galaxy Tab S5e ยังเป็นแท็บเล็ตตัวแรกของซัมซุงที่ได้ฟีเจอร์ระดับสูงของมือถือเรือธง ทั้งผู้ช่วยส่วนตัว Bixby เวอร์ชัน 2.0, Samsung DeX ไว้แปลงเป็นโน้ตบุ๊ก (มีคีย์บอร์ดขายแยก), สามารถรับสาย-ข้อความจากมือถือของซัมซุงได้

No Description

No Description

No Description

สเปก

  • หน้าจอ 10.5″ WQXGA Super AMOLED
  • ซีพียู 8 คอร์ Snapdragon 670 (2×2.0GHz + 6×1.7GHz)
  • กล้องหน้า 8MP, กล้องหลัง 13MP
  • USB Type-C 3.1
  • Android 9.0 พร้อม One UI
  • ลำโพง 4 ตัวโดย AKG, รองรับ Dolby Atmos
  • ตัวสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่ม Power

Galaxy Tab S5e แยกเป็น 2 รุ่นย่อยคือ แรม 4GB + ความจุ 64GB และแรม 6GB + ความจุ 128GB ราคาเริ่มต้นที่ 399 ดอลลาร์ วางขายในไตรมาสที่สองของปี 2019

สิ่งที่น่าสนใจคือ Tab S5e ไม่รองรับปากกาแบบเดียวกับแท็บเล็ตรุ่นท็อปตัวก่อนๆ (ทั้ง Tab S3 และ Tab S4) และด้วยการตั้งชื่อรุ่นที่มี e ห้อยท้าย ที่บ่งชี้ว่าเป็นรุ่นราคาถูกลงกว่าปกติ (ตามในข่าวลือ Galaxy S10e) ก็เป็นไปได้สูงว่าซัมซุงจะออก Tab S5 รุ่นรองรับปากกาตามมาในภายหลัง

ที่มา – Samsung

from:https://www.blognone.com/node/108168

ชมคอนเซ็ปต์ iPad พับได้ พกพาสะดวก พร้อมที่เก็บ Apple Pencil ในตัว

นี่คือ iPad ในฝันของใครหลายคน iPad ที่ต้องการพื้นที่เพียงครึ่งเดียวเมื่อต้องการพกพาหรือไม่ได้ใช้งาน น่าเสียดายที่มันยังเป็นเพียงคอนเซ็ปต์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะอุปกรณ์พับได้กำลังจะเกิดขึ้นแล้วในปี 2019 โดยมี Samsung, Huawei และ Xiaomi เข้าร่วมในการแข่งขันอย่างแน่นอน

ความจริงแล้วคอนเซ็ปต์นี้ไม่ได้อ้างว่าเป็น iPad แต่ดีไซน์มีส่วนคล้ายแท็บเล็ตของ Apple อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะปากกา Apple Pencil ที่แนบไว้ด้านข้าง โดยออกแบบมาให้พกพาได้ง่ายเหมือนสมุดโน้ต และใช้จอแสดงผลแบบพับได้เหมือนกระดาษ

คอนเซ็ปต์ iPad พับได้ เป็นผลงานการออกแบบของบริษัทในญี่ปุ่น โดยออกแบบแท็บเล็ตให้มีขนาดจอแสดงผล 9.7 นิ้ว ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าสมุดโน้ต 23% และเมื่อพับเก็บ จะมีขนาดเล็กกว่า 31% มาพร้อมเคสที่เลียนแบบปกของสมุดโน้ต และมีที่เก็บปากกาในตัว

ที่มา – Spect
https://www.flashfly.net/wp/241630

from:https://www.flashfly.net/wp/241630

Huawei เปิดตัวแท็บเล็ต MediaPad T5 10″ และนาฬิกา Watch GT ในไทย เริ่มขายแล้ววันนี้

Huawei เปิดตัวแท็บเล็ต MediaPad T5 10″ ในไทย ราคาเริ่มต้น 5,990 บาท และนาฬิกา Huawei Watch GT ราคา 5,990 บาท วางขายแล้ววันนี้

Huawei MediaPad T5 10″ มีหน้าจอขนาด 10.1 นิ้ว ความละเอียด Full HD, ชิป Kirin 659, ระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo, กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล, กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล, รองรับ microSD Card ความจุสูงสุด 256 GB, พอร์ท microUSB, แบตเตอรี่ความจุ 5100 mAh มีสองสี ได้แก่ สีดำ และสีทอง, มีรุ่นให้เลือก คือ

  • รุ่นแรม 2 GB, สตอเรจ 16 GB, รองรับเฉพาะ Wi-Fi ราคา 5,990 บาท
  • รุ่นแรม 3 GB, สตอเรจ 32 GB, รองรับ Wi-Fi+Cellular ราคา 8,990 บาท

นาฬิกา Huawei Watch GT หน้าจอนาฬิกาขนาด 1.39 นิ้ว AMOLED ระบบทัชสกรีน ความละเอียด 454 x 454 พิกเซล, บาง 10.6 มม., หากใช้งานใน GPS Mode จะใช้งานได้นาน 22 ชั่วโมง (นานกว่า Apple Watch S4 ที่ใช้งานได้นาน 6 ชั่วโมง) ราคา 5,990 บาท

ที่มา : อีเมลข่าวประชาสัมพันธ์, Huawei

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/107991

รีวิว iPad Pro 2018: ทำงานได้ แต่จะใช้แทนคอมฯ ได้ไหม

ในตลาดแท็บเล็ตปัจจุบัน คงเห็นกันชัดเจนว่า iPad จากแอปเปิลเป็นผู้ครอบครองตลาดอย่างเหนียวแน่น แม้จะมีผู้เล่นอื่นอย่างซัมซุงและหัวเหว่ยก็ตาม แต่ในกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการทำงานบนแท็บเล็ตแล้ว ยังไม่มีใครสามารถชิงบัลลังก์แชมป์โดยรวมอย่าง iPad ไปได้

จากการใช้งานมาเกือบสองเดือน ก็ขอรีวิว iPad Pro 2018 รุ่น 11 นิ้ว ไว้ดังนี้ครับ

ดีไซน์

iPad Pro 2018 มาพร้อมหน้าตาใหม่ ตัวเครื่องเป็นสี่เหลี่ยมแบนราบทั้งหกด้าน โดยมีส่วนโค้งมนที่มุมเครื่องทั้งสี่ ด้วยความที่มันเรียบและสมมาตรกันนี้ ทำให้เราสามารถตั้ง iPad Pro 2018 ในมุมฉากได้ (เพื่ออะไรก็ตามแต่)

ด้านหน้าเป็นหน้าจอขนาด 11 นิ้ว ไม่มีปุ่มโฮมเหมือนรุ่นก่อนแล้ว ด้านขวามีปุ่มปรับเสียงและแถบแม่เหล็กสำหรับชาร์จ Apple Pencil 2 ด้านบนมีปุ่มพาวเวอร์และไมโครโฟนสองตัว พร้อมด้วยลำโพงสองช่อง ด้านล่างมีช่อง USB Type-C และลำโพงสองช่อง

ในด้านน้ำหนักนั้น ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าหนักในขณะถือด้วยมือ สามารถถือเป็นระยะเวลานานได้อย่างสบาย

หน้าจอ

iPad Pro 2018 รุ่น 11 นิ้ว มาพร้อมหน้าจอแบบ IPS ที่มีอัตราการรีเฟรชหน้าจอสูงสุดที่ 120 เฮิร์ตซ หรือที่แอปเปิลเรียกว่า ProMotion Display โดยจะปรับอัตราการรีเฟรชตามเนื้อหาที่แสดงผล เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ ผลลัพธ์คือหน้าจอที่ใช้งานได้ลื่นตาอย่างมาก

iPad Pro 2018 ยังมาพร้อมกับหน้าจอทรูโทน ที่สามารถปรับอุณหภูมิสีให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เพื่อความสบายตาในการใช้งาน ซึ่งในการใช้งานจริงแล้วเป็นประโยชน์อย่างมาก เช่น ในที่แสงน้อยหรือแสงอุ่นๆ หน้าจอก็จะปรับไปในโทนอุ่น เป็นต้น

หน้าจอของ iPad Pro 2018 ยังรองรับการแตะเพื่อเปิดหน้าจอ (tap-to-wake) เวลาที่หน้าจอดับอยู่ด้วย

เสียง

นอกจากจะมีหน้าจอที่ดีแล้ว iPad Pro 11” ก็มีลำโพงคุณภาพดีด้วยเช่นกัน โดยมีลำโพงถึงสี่ตัวด้วยกัน สามารถให้เสียงที่ดัง และมีลักษณะมารอบทิศทางหรือเซอร์ราวนด์เล็กน้อย แต่ใครที่ใช้ Galaxy Note9 มาจะสัมผัสได้ว่า Note9 สามารถให้ความรู้สึกเซอร์ราวนด์ได้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม iPad Pro รุ่นนี้ก็สามารถให้เสียงที่ดีและมีมิติ เหมาะกับการฟังเพลงและดูวิดีโอ

ประสิทธิภาพ

iPad Pro 2018 รุ่น 11” ใช้หน่วยประมวลผล A12X Bionic ตัวล่าสุดจากแอปเปิล ซึ่งมาพร้อมกับตัวประมวลผลกราฟฟิกแบบ 7 แกนประมวผล อัปเกรดขึ้นจากรุ่นก่อนอย่างมาก ซึ่งแอปเปิลโฆษณาว่าประสิทธิภาพกราฟิกนั้นเทียบชั้นกับ Xbox One S เลยทีเดียว

หากใครไม่ได้ใช้งานหนักๆ ก็คงไม่ต้องการประสิทธิภาพระดับนี้

การใช้งานก็ลื่นตามแบบฉบับของ iOS แอนิเมชันต่างๆ ลื่นไหล เข้าแอป ออกแอป สลับแอปได้อย่างรวดเร็วและไม่สะดุด ด้วยแรมขนาด 4 GB ก็ทำให้สามารถเปิดได้หลายแอปพลิเคชันมากขึ้นโดยที่เวลาสลับไปแล้ว ตัวแอปไม่โดนโหลดใหม่ บางทีเปิดไว้เมื่อวันสองวันก่อนแล้วยังอยู่ในแรมก็ยังมี ทั้งนี้ก็แล้วแต่การใช้งานของแต่ละคน

หากใครไม่ได้ใช้งานด้านการตัดต่อวิดีโอหรือเล่นเกมหนักๆ ก็คงไม่ต้องการประสิทธิภาพระดับนี้เพราะยังไม่ได้มีแอปที่รีดประสิทธิภาพมากมายเท่าไร ควรซื้อ iPad Pro รุ่นก่อนหน้าจะคุ้มกว่า หรือถ้าไม่ได้ใช้งานหนักเลย iPad 2018 (ตัวธรรมดา) ก็ยังอาจจะคุ้มค่ากว่า

การใช้งานทั่วไปและการทำงาน

การใช้งานก็คงจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยปกติแล้วผมจะยุ่งกับงานเอกสารเป็นหลักถ้าใช้งานบน iPad ส่วนงานเขียนโค้ดจริงจังอย่างไรก็ไปทำบนคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว

การทำงานเอกสารบน iPad ถือว่าทำได้ดี ขึ้นอยู่กับแอปพลิเคชันที่ใช้ อย่างถ้าใช้งานในแอป Pages ก็จะมีฟีเจอร์ค่อนข้างคล้ายกับบนแมค ในขณะที่แอปพลิเคชัน Word ก็จะมีบางฟีเจอร์ที่ถูกตัดทอนลงจากเวอร์ชันคอมพิวเตอร์บ้าง เช่นสร้าง paragraph style ไม่ได้ แต่โดยรวมแล้วถือว่าสามารถใช้ทำงานได้

นอกจากการทำงานเอกสารแล้ว ผมก็ยังใช้ iPad Pro พิมพ์ข่าวเป็นบางครั้งอีกด้วย โดยจะเปิดแอปพลิเคชัน WordPress และ Safari แบ่งหน้าจอคนละครึ่งกันไป ทำให้หาข้อมูลระหว่างพิมพ์ข่าวสะดวกขึ้น

ปัญหาเดียวเกี่ยวกับการพิมพ์งานคือคีย์บอร์ดบนหน้าจอที่ผมพบว่าพิมพ์ผิดอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลากดลบก็มักจะไปกดพลาดโดนแป้นข้างเคียงแทน ดังนั้นถ้าใครจะเน้นพิมพ์งานบ่อยๆ ก็แนะนำให้ใช้คีย์บอร์ดภายนอกหรือเคสคีย์บอร์ดไปเลยจะดีกว่า

สำหรับใครที่ต้องการเขียน ไฮไลท์ หรือเซ็นชื่อในไฟล์ PDF ก็มีแอปให้เลือกเยอะมาก แอปที่ผมใช้คือ PDF Max Pro ก็สามารถขีดเขียน ไฮไลท์ ใส่ลายเซ็น เพิ่มข้อความ และกรอกฟอร์มได้

แอปที่ผมใช้จัดการไฟล์หลักๆ เลยคือ Documents by Readdle สามารถเชื่อมต่อกับบริการคลาวด์ต่างๆ อย่าง Google Drive ได้ สามารถแตกไฟล์ Zip ได้ ไฮไลท์ไฟล์ PDF ได้ โอนไฟล์ข้ามเครื่องรวมทั้งส่งไฟล์ไปยังคอมพิวเตอร์ได้

สายงานครีเอทีฟน่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้ iPad Pro อยู่ไม่น้อย ใครที่ทำงานด้านกราฟิก ก็มีแอปให้เลือกอยู่จำนวนหนึ่ง เช่นงานด้านเวกเตอร์ก็จะมี Affinity Designer และ Vectornator เป็นต้น งานด้านการแก้ไขภาพก็จะมีแอปอย่าง Affinity Photo และ Pixelmator (Photoshop ก็กำลังมาด้วย) ส่วนการวาดรูปนั้นมีแอปหลากหลาย ทั้ง Procreate, Infinity Painter, Medibang Paint และ Tayasui Sketches เป็นต้น ซึ่งแอปกราฟิกเหล่านี้ก็มีคุณสมบัติครบครันไม่ต่างจากแอปที่คล้ายกันบนคอมพิวเตอร์เลย

แอปกราฟิกมีคุณสมบัติครบครันคล้ายบนคอมฯ

จากการใช้งาน สิ่งหนึ่งที่ทำให้การใช้งานแอปจำพวกกราฟิกทำได้ไม่ลื่นไหลนัก ก็คือการที่ iOS ไม่รองรับการเชื่อมต่อกับเมาส์ ทำให้บางทีการหมุน ย้าย หรือแก้ไขวัตถุไม่สะดวกเท่าไร แต่ Apple Pencil ก็ยังพอช่วยได้บ้างในการเลือกจุดเล็กๆ ซึ่งก็คงแล้วแต่คนว่าจะสะดวกหรือไม่ ใครที่จะทำงานกราฟิกบน iPad Pro จริงๆ อย่างน้อยก็แนะนำให้ใช้รุ่น 12.9 นิ้วจะสะดวกกว่ามากเพราะมีพื้นที่ทำงานมากกว่า

บน iOS นั้น เบราว์เซอร์ทุกตัวจะใช้เอนจิ้น (ระบบแสดงผลหน้าเว็บ) เดียวกับ Safari หมดเลย ไม่ว่าคุณจะดาวน์โหลด Chrome, Firefox หรือเบราว์เซอร์ใดมาใช้ก็ตาม ทำให้เมื่อเจอปัญหากับเว็บไซต์หนึ่ง เช่น กดปุ่มไม่ได้ ก็ไม่สามารถไปใช้เบราว์เซอร์อื่นเพื่อแก้ปัญหาได้เพราะทุกเบราว์เซอร์จะมีปัญหาหมด ต่างจากบนแอนดรอยด์และคอมพิวเตอร์ ที่แต่ละเบราว์เซอร์สามารถใช้เอนจิ้นของตัวเองได้

USB Type-C ทำให้ใช้สายเดียวกับแมคและมือถือได้เลย

USB Type-C คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยความที่ iPad Pro 2018 นั้นเปลี่ยนจากพอร์ต Lightning มาเป็น USB Type-C แล้ว ทำให้ใช้สายชาร์จเดียวกับแมคบุ๊กและมือถือได้เลย ตอนต่อโปรเจ็กเตอร์พรีเซนต์งานก็ใช้อแดปเตอร์เดียวกับแมคและมือถือได้เช่นเดียวกัน

และด้วยพอร์ต USB Type-C นี้ ก็ทำให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่นกล้องและที่อ่านการ์ดได้โดยไม่ต้องใช้อแดปเตอร์แปลงเป็น Lightning อีกที อย่างไรก็ตาม เรายังไม่สามารถเสียบฮาร์ดดิสก์ภายนอกเพื่อใช้งานได้

ฟีเจอร์ Continuity ที่มีมาตั้งแต่ iOS 8 ก็ทำให้การแชร์ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ iOS และแมคทำได้สะดวก เช่น เมื่อเปิด Safari บน iPad อยู่ ก็จะมีไอคอน Safari ปรากฏใน Dock ของแมคด้วยเพื่อไปใช้งานต่อได้ทันที หรือจะก๊อปปี้ข้อความข้ามเครื่องก็ทำได้เลยเพียงเปิดบลูทูธทิ้งไว้

Apple Pencil 2

คงมีคนไม่มากนักที่จะใช้ iPad Pro โดยไม่ใช้ดินสอด้ามนี้ ใน Apple Pencil รุ่นที่ 2 นั้นมีการปรับปรุงจากรุ่นก่อนหลายอย่าง ทั้งวิธีการชาร์จแบบแม่เหล็กที่ไม่โดนเพื่อนแซวเหมือนก่อน ผิวที่ด้านกว่าเดิม และยังรองรับการแตะสองทีเพื่อเปลี่ยนเครื่องมืออีกด้วย

Apple Pencil 2 สามารถเขียนได้อย่างแม่นยำ แยกแยะแรงกดได้ สามารถเอียงได้เหมือดินสอจริง ถือว่าเป็นสไตลัสด้ามหนึ่งที่จะช่วยให้รังสรรค์งานศิลป์ที่ประณีตได้อย่างแม่นยำจริงๆ

ฟีเจอร์การแตะสองทีบน Apple Pencil 2 ถือเป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์อย่างมาก ในแอปจดโน้ตหรือวาดรูป จะสามารถแตะสองทีเพื่อสลับไปมาระหว่างดินสอและยางลบได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องเอื้อมมือไปแตะหน้าจอ

Face ID

สิ่งใหม่ที่เพิ่มเข้ามาแทนที่ระบบสแกนลายนิ้วมือ Touch ID ที่ถูกถอดออกไปก็คือระบบสแกนใบหน้า Face ID ที่สามารถใช้งานในที่มืดได้ และทำงานได้ค่อนข้างเร็ว แต่ก็ไม่ได้เร็วถึงกับว่าสแกนได้ทันที เพราะรวมเวลาแอนิเมชันแล้วก็ประมาณหนึ่งวินาที

ด้วย Face ID การจะยืนยันตัวตนต่างๆ เช่น ซื้อแอป เข้าแอป กรอกรหัสผ่าน สามารถทำได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเอื้อมนิ้วไปวางบนปุ่มโฮมเหมือนรุ่นก่อน เราแค่มองไปที่ iPad ตามปกติได้เลย ซึ่งในการใช้งานเราก็มองหน้าจออยู่แล้ว สรุปคือไม่ต้องทำอะไรเลยนั่นเอง

แบตเตอรี่

แท็บเล็ตอย่าง iPad มีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานอยู่แล้ว iPad Pro 2018 รุ่น 11 นิ้วตัวนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง จากการใช้งานปกติทั้งวัน เช่น จดโน้ตระหว่างเรียน ท่องเว็บ สามารถใช้งานได้ทั้งวันและยังมีแบตเหลือไปใช้อีกวันด้วย แต่หากวันไหนใช้น้อย ก็อยู่ได้สามสี่วันสบายๆ

การชาร์จด้วยที่ชาร์จในกล่องนั้นทำได้ช้า แต่ถ้าเปลี่ยนไปใช้หัวชาร์จของแมคบุ๊กหรือหัวชาร์จอื่นที่รองรับการชาร์จเร็วกับ iPad Pro ก็จะใช้เวลาชาร์จจาก 15 – 100% ในเวลาประมาณสามชั่วโมง ซึ่งก็ยังไม่ได้เรียกว่าเร็วเท่าไรนัก

คุณสมบัติใหม่ที่เพิ่มมาใน iPad Pro 2018 ก็คือสามารถชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์อื่นได้ด้วย เช่น iPhone, พาวเวอร์แบงก์ หรือมือถือยี่ห้ออื่น เพียงเสียบสายชาร์จเข้าทั้งสองเครื่อง จากการใช้งาน แม้อุปกรณ์อีกฝั่งไม่ใช่ USB Type-C ก็สามารถชาร์จได้

ใช้แทนคอมพิวเตอร์ได้ไหม

มาถึงคำถามที่ใครหลายคนอยากได้คำตอบกัน (หรือเปล่า) ว่าสรุปแล้วจะสามารถซื้อ iPad Pro (หรือ iPad รุ่นอื่นๆ) มาใช้แทนคอมพิวเตอร์ได้หรือไม่ คำตอบก็คือ “ได้” สำหรับบางคน และ “ไม่ได้” สำหรับบางคนเช่นกัน

คนที่จะใช้ iPad แทนคอมพิวเตอร์ได้ ก็จะเป็นคนที่ทำงานเอกสารเป็นหลัก ใช้เพื่อความบันเทิง ดูหนังฟังเพลง อ่านหนังสือ เล่นเกม (ที่ไม่ใช่เกมบนคอม) เช็คอีเมล ตัดต่อวิดีโอธรรมดา วาดรูปด้วยปากกา หรือถ้าเป็นนักเรียน ก็สามารถทำงานบน iPad ได้ แต่หากใครจะใช้ iPad แทนคอมพิวเตอร์แล้ว ก็ควรเลือกรุ่นที่มีความจุสูงๆ เพราะแต่ละแอปก็มีขนาดเป็นร้อย MB และข้อมูลของเราก็อาจจะเยอะเช่นเดียวกัน

สำหรับคนที่ไม่เหมาะจะใช้ iPad แทนคอมพิวเตอร์นั้น ก็คือคนที่ทำงานแบบมืออาชีพ ทำงานกราฟิกจริงจัง ตัดต่อวิดีโอซับซ้อน แต่งภาพเป็นอาชีพ เขียนโปรแกรมและทำงานสายไอทีต่างๆ รวมทั้งคนที่ต้องใช้งานอุปกรณ์ต่อพ่วงมากมาย คนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้อาจใช้ iPad ช่วยในการทำงาน เช่นแก้งานระหว่างเดินทาง แต่สุดท้ายก็ยังต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์อยู่ดี

สรุป

iPad Pro 2018 เป็น iPad และแท็บเล็ตรุ่นที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งประสิทธิภาพที่ล้นเหลือ แอปที่ครอบคลุมแทบทุกความต้องการ และการชาร์จ Apple Pencil ที่ไม่พิสดารเหมือนรุ่นก่อน

iPad Pro ทำให้การทำงานสะดวกขึ้น สามารถทำงานระหว่างเดินทางได้ หรือจะนำติดตัวไปใช้แทนแล็ปท็อปก็ยังมีน้ำหนักเบาอีก ไม่ต้องแบกแล็ปท็อปให้หนัก รวมทั้งยังอาจได้งานอดิเรกใหม่ เช่นอ่านหนังสือ หรือวาดรูปอีกด้วย แต่ด้วยข้อจำกัดของ iOS ก็ทำให้หลายคนยังใช้ iPad แทนคอมพิวเตอร์ไม่ได้ และคนที่ไม่เคยใช้ iOS มาก่อนก็จะต้องมาปรับตัวกับระบบจัดการไฟล์ที่ไม่คุ้นชิน

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็แลกมาด้วยราคาที่สูงเกือบสามหมื่นบาท ใครที่อยากประหยัด ลองมอง iPad Pro รุ่นก่อนหน้า หรือ iPad 2018 รุ่นธรรมดาดูได้ และถ้าหากใช้งานเพียงเพื่อความบันเทิง แท็บเล็ตแอนดรอยด์ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

บทความ รีวิว iPad Pro 2018: ทำงานได้ แต่จะใช้แทนคอมฯ ได้ไหม มีต้นฉบับอยู่ที่ Thai App Update.

from:https://thaiappupdate.com/2019/02/13129/

หัวเว่ยเตรียมเปิดตัว HUAWEI MediaPad T5 10” แท็บเล็ตราคาสุดคุ้ม จอ Full HD 10.1 นิ้ว พร้อมวางจำหน่าย 7 ก.พ.นี้

 

HUAWEI MediaPad T5 10” หน้าจอความละเอียด 1080p Full HD ขนาด 10.1 นิ้ว และลำโพงคู่ระบบสเตอริโอ ช่วยให้ผู้ใช้งานรับชมความบันเทิงบนที่สุดแห่งภาพและเสียงได้อย่างไร้ขีดจำกัด สามารถทำงานหลากหลายแอพพลิเคชั่นได้พร้อมกัน ทั้งยังรองรับ microSD Card ความจุสูงสุด 256 GB มาพร้อมกับดีไซน์โฉมใหม่ระดับพรีเมี่ยมด้วยวัสดุแบบเมทัลลิค เครื่องขนาดเล็ก พกพาง่าย จับถนัดกระชับมือ 

HUAWEI MediaPad T5 10” มีให้เลือก รุ่น ได้แก่ รุ่น WiFi (RAM 2 GB และ ความจุ 16 GB) และ WiFi+Cellular (RAM 3 GB และ ความจุ 32 GB) โดยจะวางจำหน่าย สี ได้แก่ สี Black และ สีChampagne Gold พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป

HUAWEI MediaPad T5 10”

ความบันเทิงจุใจผ่านภาพและเสียง

HUAWEI MediaPad T5 10” มาพร้อมหน้าจอ IPS FHD+ ขนาด 10.1 นิ้ว เพื่อการแสดงผลภาพที่สมจริงที่จัดเต็มด้วยสีสันสดใส อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องถึงร้อยละ 76.4 สัดส่วนบนหน้าจอแบบ 16:10 รวมไปถึงแนวคิดการออกแบบหน้าจอที่ใช้งานแบบแนวนอนได้อย่างสะดวกทำให้แท็บแล็ตนี้รองรับการเล่นวิดีโอความละเอียด Full HD ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ HUAWEI MediaPad T5 10” ยังมาพร้อมลำโพงคู่พร้อม HUAWEI Histen 5.0 ซึ่งสามารถสร้างระบบเสียงแบบสเตอริโอได้อย่างสมอารมณ์เสมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์ นอกจากนี้ระบบเสียงของแท็บแล็ตรุ่นล่าสุดนี้ยังมีระบบแอมพลิฟลายเออร์เพื่อขยายสัญญาณเสียงให้ดังและคมชัดยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในย่านความถี่ต่ำ อีกยังช่วยแก้ปัญหารายละเอียดของเสียงถูกลดทอนอีกด้วย

ดีไซน์เรียบหรูเพรียวบาง น้ำหนักเบามือ

HUAWEI MediaPad T5 10” ทำมาจากอลูมิเนียมที่มาพร้อมดีไซน์สุดพรีเมี่ยม ขอบด้านข้างโค้งมน นอกจากจะช่วยให้การจับถือง่ายกระชับมือแล้ว ยังช่วยปกป้องตัวแท็บแล็ตในกรณีที่ตกกระแทกพื้นด้วยการเคลือบ Tempered glass บริเวณด้านหน้า ในน้ำหนักเบาเพียง 460 กรัม รวมไปถึงปุ่มต่างๆ ที่ได้รับการทดสอบความทนทานภายในแล็บของหัวเว่ยมาแล้วอย่างดี ไม่ว่าจะปุ่มพาวเวอร์ที่ทดสอบมากว่า 200,000 ครั้ง ปุ่มเพิ่มลดเสียงกว่า 250,000 ครั้ง หรือทดสอบเสียบสายผ่านพอร์ต USB กว่า 10,000 ครั้ง ช่วยสร้างความมั่นใจถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานของ HUAWEI MediaPad T5 10”

ประสิทธิภาพเหนือชั้น

HUAWEI MediaPad T5 10” ใช้ขุมพลัง Hisilicon Kirin 659 หน่วยประมวลผลกลางแบบ แกนที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยให้ใช้งานได้หลากหลายแอพพลิเคชั่นในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีช่องเสียบ microSD Card เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลเพื่อความบันเทิงตลอดการใช้งาน ทั้งยังมีระบบจัดการไฟล์ที่ยอดเยี่ยม HUAWEI MediaPad T5 10” รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายกับสมาร์ทโฟนของหัวเว่ย รวมไปถึงคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทั้งระบบปฏิบัติการ Windows หรือ Mac และแบตเตอรี่สุดอึดความจุมากถึง 5,100 mAh

มุมสำหรับเด็ก

หัวเว่ยให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานที่เป็นเด็ก รวมไปถึงผลกระทบของหน้าจอที่มีผลต่อสายตาด้วย โหมด Children’s Cornerช่วยให้ผู้ปกครองสามารถจำกัดเวลาการใช้งานและควบคุมเนื้อหาที่จะปรากฎขึ้น
ในแท็บแล็ตได้ นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติที่ปกป้องดวงตาของเด็ก อันได้แก่คุณสมบัติการแจ้งเตือนท่าสำหรับการใช้งานที่เหมาะสม
,Blue Ray Filter และสามารถจำกัดเวลาการใช้งานได้

HUAWEI MediaPad T5 10” มีให้เลือก รุ่น ได้แก่ รุ่น WiFi (RAM 2 GB และ ความจุ 16 GB) และ WiFi+Cellular (RAM 3 GB และ ความจุ 32 GB) โดยจะวางจำหน่าย สี ได้แก่ สี Black และ สี Champagne Gold พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 7กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Huawei ที่นี่ >>> http://bit.ly/2CwxAIL

 

from:http://mobileocta.com/huawei-is-preparing-to-launch-the-huawei-mediapad-t5-10-tablet-worth-the-price/

Dell อัพเกรด Inspiron 7000 2-in-1 เป็น Black Edition เพิ่มช่องเสียบปากกาตรงบานพับจอ

Dell อัพเกรดโน้ตบุ๊กพับจอได้ Inspiron 7000 2-in-1 ทั้งเวอร์ชันหน้าจอ 13 และ 15 นิ้วเป็น Black Edition สีดำรับปี 2019

นอกจากการอัพเกรดซีพียูเป็น Core 8th Gen ตามรอบปกติแล้ว ของใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ “ที่เสียบปากกา” ตรงบานพับเหนือคีย์บอร์ด ช่วยให้การพกพาปากกาสะดวกขึ้นมาก สามารถเอื้อมหยิบปากกาได้สะดวกไม่ว่าพับเครื่องไปอยู่ในโหมดไหน และไม่มีปัญหาเรื่องความร้อน เพราะออกแบบรูระบายอากาศร้อนไปไว้ด้านหลังของบานพับแทน

Dell บอกว่าต้องออกแบบการวางสายไฟภายในบานพับใหม่หมด เพื่อนำพื้นที่ตรงนี้ไปไว้เสียบปากกา ผลที่ได้คือการเพิ่มพื้นที่เก็บปากกา และช่วยให้บานพับดูสวนขึ้นด้วย

ของใหม่อย่างอื่นได้แก่ปุ่ม Power เพิ่มตัวสแกนลายนิ้วมือ, ตัวตรวจจับโหมดการใช้งานเพื่อปรับวิธีการระบายความร้อน (ตอนพับเป็นแท็บเล็ต ประสิทธิภาพจะลดลงเพื่อลดความร้อน เมื่อเทียบกับการวางบนโต๊ะเป็นเดสก์ท็อป), พอร์ต USB Type-C พร้อม DP/PD สำหรับชาร์จอุปกรณ์อื่น

Inspiron 7000 2-in-1 จะเริ่มขายในเดือนพฤษภาคม 2019 โดยจะมีรุ่นสีเงินตามปกติ ที่ไม่มีช่องเสียบปากกามาวางขายด้วย (รุ่นสีดำจะมาพร้อมปากกาในตัวเลย) ราคายังไม่ระบุ

ที่มา – Dell

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/107451