คลังเก็บป้ายกำกับ: SYNOLOGY

รีวิว Synology DS920+ สุดยอดเทคโนโลยี NAS แห่งยุค

เทคโนโลยีในการจัดเก็บและการปกป้องข้อมูล กลายเป็นประเด็นที่เราไม่ควรจะละเลยแต่อย่างใด เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรืออุบัติเหตุทางดิจิตอล อาจทำให้ข้อมูลสำคัญของเราหายวับไปกับตาได้ เทคโนโลยีด้านสตอเรจต่างๆ จึงได้พัฒนาออกมาให้มีประสิทธิภาพในการจัดการและเก็บข้อมูลที่ทำได้อย่างง่ายดายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NAS (Nettwork attached Storage) เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่ช่วยให้คุณป้องกันข้อมูลอันมีค่าได้อย่างง่ายดาย

Synology นับเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีด้านสตอเรจที่มีชื่อเสียง มากไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย แพลตฟอร์มที่ทำงานได้อย่างง่ายดายและให้ประโยชน์ขั้นสูง พวกเขามีผลิตภัณฑ์ NAS ให้ได้เลือกใช้งาน ไล่ตั้งแต่เล็กไปจนถึงระดับใหญ่ ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งได้เปิดตัว NAS ในตระกูล 20 อันประกอบด้วย DS220+, DS720+, DS420+ และ DS920+

และครั้งนี้เราได้ผลิตภัณฑ์มารีวิวโดยเป็นรุ่น Synology DS920+ ซึ่งเป็นโซลูชันที่เก็บข้อมูลแบบ 4-Bay มีสล็อต M.2 SSD สองสล็อตในตัวเพื่อให้คุณได้รับประโยชน์จากฟังก์ชันการทำงานของแคช SSD ของ Synology ได้อย่างสมบูรณ์ เพิ่มแคช SSD เพื่อให้ตอบสนองได้เร็วขึ้นสูงสุด 20 เท่า รองรับที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายที่เหมาะสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูลได้อย่างดี

 

คุณสมบัติของ Synology DS920+

– CPU ขุมพลังจากทาง Intel ในรุ่น Intel Celeron J4125 4-core 2.0-2.7 GHz
– หน่วยความจำ 4 GB DDR4
– รองรับ 4 x 3.5″ or 2.5″ SATA HDD/SSD
– 2 x M.2 2280 NVMe SSD
– 2 x USB 3.0 port
– 1 x eSATA port
– 2 x Gigabit (RJ-45) LAN
– 166 x 199 x 223 mm
– BTRFS หรือ EXT4
– สนับสนุน SHR

ส่วนตัว Harddisk นั้น เราได้ผลิตภัณฑ์จากค่าย Seagate รุ่น IronWolf ขนาด 4TB เป็น แบบ SATA ขนาด 3.5 นิ้ว จำนวน 2 ตัว และขนาด 2.5 นิ้วขนาด 960 GB อีกหนึ่งตัว จากนั้นผมก็มาทำการสร้างระบบ RAID แบบ SHR ช่วยในการทำรีดันแดนซ์ข้อมูลระหว่างกัน โดยใช้ไฟล์ System แบบ BTRF เป็นระบบจากทาง Synology เอง

Seagate IronWolf นี้เป็นรุ่นที่รองรับการใช้งาน NAS โดยเฉพาะ มันถูกออกแบบมาให้รองรับกับการทำงานของสตอเรจแบบ NAS โดยเฉพาะ ซึ่งสตอเรจในลักษณะนี้จะต้องรองรับงานที่เป็น Workload หนักๆ ดังนั้นดิสก์ที่มาใช้งานจำเป็นต้องมีความเสถียรภาพและไว้ใจได้ และ Seagate Ironwolf ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำๆ อย่างเช่น AgileArray ในการจัดการเรื่องความเสถียรเป็นต้น ใครที่อยากรู้รายละเอียดของ Seagate IronWolf ลองเข้าไปดูที่นี่ครับ https://www.seagate.com/as/en/internal-hard-drives/hdd/ironwolf/ 

Synology DS920+ ยังคงใช้ระบบในการบริหารจัดการผ่านทาง DSM หรือ Disk System Management โดยช่วยให้คุณทำงานต่างๆ ทั้งเรื่องของการทำแบ็กอัพผ่านทางระบบ Hyper Backup, การจัดการมัลติมีเดีย, การสำรองข้อมูลจากเดสก์ท็อป, การทำสแนปช็อต, การบริหารจัดการตัว Virtual Machine Manager

สิ่งที่ผมชื่นชอบ Synology มาโดยตลอดในหลายๆ รุ่น ก็คือเรื่องของแอพพลิเคชั่นที่มาพร้อมให้ใช้งานภายใต้ฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Package Center” โดยเปรียบเสมือนคลังแอพพลิเคชั่นขนาดใหญ่ในการจัดการเกี่ยวกับข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น

– การเพิ่มประสิทธิภาพขการทำงาน
– การป้องกันด้านความปลอดภัยให้กับข้อมูล
– การจัดการเรื่องมัลติมีเดีย
– การสำรองและกู้คืนข้อมูล
– การทำงานร่วมกับส่วนงานด้านการพัฒนาและ Developer
– และอื่นๆ อีกมากมาย

โดดเด่นด้วย Active Backup Suite

จุดเด่นของ Synology นอกจากเรื่องของ DSM แล้ว ก็ยังมีระบบการแบ็กอัพที่ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ภายใต้ชื่อว่า Active Backup Suite (เป็นซอฟต์แวร์ฟรี ที่ทาง Synology ให้มาพร้อมกับแพลตฟอร์ม) คุณสามารถติดตั้งตัว Manager ที่ตัว NAS Server และติดตั้งตัว Agent ที่ตัวดีไวซ์ได้ ไม่ว่าจะเป็น PC, VM, Physical Server, และ File Server โดยจะทำการแบ็กอัพให้คุณแบบอัตโนมัติตามเวลาที่คุณระบุ

Active Backup Suite นั้นประกอบไปด้วย Active Backup for Business (ติดตามดูการรีวิวการใช้งานได้ในคลิป VDO), Active Backup for G Suite และ Active Backup for Office 365 เป็นซอฟต์แวร์ฟรีที่มากับ DS920+ โดยในครั้งนี้เราได้มีโอกาสรีวิว Active Backup for Business ซึ่งเหมาะสำหรับการแบ็กอัพดีไวซ์สำหรับองค์กรตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (บางทีอาจจะถึงขนาดใหญ่เลยก็ได้ – ทั้งนี้เนื่องจาก DS920+ สามารถเพิ่มความจุได้สูงสุดถึง 144 TB ก็เรียกได้ว่ามากพอที่จะเก็บข้อมูลองค์กรใหญ่ๆ ได้พอตัว)

ทดลองใช้งานจริง

จากการที่ใช้งานจริงๆ โดยเริ่มลงมือตั้งแต่ประกอบ ตั้งค่าคอนฟิกระบบ การแบ็กอัพ การติดตั้งแอพพลิเคชั่นต่างๆ พบว่า Synology ให้ความง่ายในการทำงานเป็นอย่างมาก ช่วยให้คุณสร้างระบบสำรองข้อมูลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี สามารถทำระบบแชร์ไฟล์ ให้แก่ยูสเซอร์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น มีแอพพลิเคชั่นการสำรองข้อมูล (อย่างเช่น Active Backup Suite) ช่วยเป็นการรวมศูนย์ข้อมูลของทั้ง Microsoft Windows PC , Windows Server , และ VM เช่น VMware vSphere หรือ Microsoft Hyper-V และ Microsoft 365 และ G Suite ได้อย่างฟรี ! ในขณะที่มีความสามารถเทียบเท่ากับแอพพลิเคชั่นที่ต้องจ่ายเงิน ทำให้มันกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ครบถ้วนอย่างที่สุด

ส่วนตัวผลิตภัณฑ์ DS920+ ซึ่งเป็นรุ่นใหม่นี้ ให้ความสามารถที่มากมาย มันตอบสนองต่อเว็บไซต์เร็วขึ้น 133% และประมวลผลดีขึ้นกว่า 15% ซีรี่ส์ Plus รุ่นใหม่ช่วยในการทำงานต่างๆ ได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมก็ลองเข้าไปดูได้ที่ www.synology.com ครับ

เพื่อให้คุณไม่พลาดการติดต่อและรับข่าวสารจาก Synology กรุณาคลิกลิงค์และกรอกข้อมูลของท่าน http://sy.to/driveleadgenenterpriseitpro

from:https://www.enterpriseitpro.net/synology-ds920-review/

Review – Synology DiskStation DS220+ NAS รุ่นอัพเกรดสำหรับใช้ในบ้าน พร้อม 1Gb LAN คู่ ให้แบนด์วิธแรงกว่าเดิม

สำหรับบ้านที่มีคอมพิวเตอร์หรือมือถือหลายเครื่อง หนึ่งในความไม่สะดวกที่น่าจะเคยพบกันบ้างก็คือเรื่องของการแชร์ไฟล์ขนาดใหญ่ข้ามเครื่องกัน บางสถานการณ์ก็อาจจะไม่สะดวกกับการหา USB drive มาถ่ายโอนไฟล์ ส่วนการอัพโหลดขึ้น cloud ก็อาจจะต้องใช้เวลานาน ขึ้นอยู่กับความเร็วอินเตอร์เน็ตและความสามารถของตัวระบบ cloud เองด้วย จึงทำให้อุปกรณ์ประเภท NAS ที่สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการเก็บไฟล์และแชร์ไฟล์ในบ้านได้ กลายเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ได้จำกัดแต่เพียงการใช้งานในองค์กรอีกต่อไป โดยในรอบนี้เราก็มี NAS จาก Synology รุ่นใหม่มารีวิวให้ชมกันครับ นั่นคือ Synology DiskStation DS220+

ซึ่ง Synology เองก็เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ขึ้นชื่อในด้านของ NAS อยู่แล้ว ทั้งในแง่ของคุณภาพและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ โดย DS220+ ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานภายในบ้านเป็นหลัก ทำให้พวกฟังก์ชันระดับองค์กรต่าง ๆ ถูกปรับลดลงไปบ้างบางส่วน แต่ก็มีการทำ UI ออกมาให้สามารถใช้งานและตั้งค่าได้ง่ายด้วย เหมือนกับในรุ่นก่อนหน้าอย่าง Synology DiskStation DS220+ เลย

มาเริ่มตั้งแต่แกะกล่องเลยครับ Synology DiskStation DS220+ มาในกล่องสีน้ำตาลแข็งแรง โดยหน้ากล่องก็จะมีสติกเกอร์ระบุคุณสมบัติไว้ให้เรียบร้อย

ซึ่งจุดเด่นหลักของ Synology DiskStation DS220+ ก็มีดังนี้ครับ

  • มี 2 bay สำหรับติดตั้ง HDD/SSD
  • ชิปประมวลผล 2 คอร์ รองรับการเข้ารหัสแบบ AES-NI
  • มีระบบช่วยปกป้องข้อมูลด้วยฟอร์แมตแบบ Btrfs
  • สามารถติดตั้งแรมเพิ่มได้
  • มีพอร์ต LAN มาให้ 2 ช่อง รองรับการทำ Link Aggregation สำหรับรวมแบนด์วิธ

ส่วนด้านของสเปคเชิงเทคนิคที่น่าสนใจก็เช่น

  • ชิปประมวลผล Intel® Celeron® Processor J4025 แบบ dual-core ความเร็วสูงสุด 2.9 GHz
  • แรม DDR4 2 GB สามารถเพิ่มได้สูงสุดเป็น 6 GB (มีช่องใส่แรมโน้ตบุ๊กเพิ่ม 1 ช่อง)
  • พอร์ต LAN รองรับระดับ 1 Gb ให้มา 2 ช่อง
  • ประหยัดพลังงาน (ขณะใช้งาน 14.96W และขณะ hibernate 4.41W)
  • รองรับ HDD SATA ได้ใหญ่สุดขนาด 3.5″ ทั้ง 2 bay โดยสามารถติดตั้งได้ความจุรวมสูงสุดช่องละ 16 TB
  • รองรับการฟอร์แมตทั้งแบบ Btrfs, EXT4, EXT3, FAT, NTFS, HFS+ และ exFAT
  • มีช่อง USB 3.0 ด้านหน้าและด้านหลังอย่างละ 1 ช่อง รองรับการคัดลอกไฟล์โดยตรงจาก USB drive และ SD card ได้
  • น้ำหนัก 1.3 กิโลกรัม

เมื่อแกะกล่องออกมา นอกจากตัวเครื่อง Synology DiskStation DS220+ แล้ว อุปกรณ์อื่นที่ให้มาในกล่องก็ได้แก่

  • สายไฟ AC
  • สาย LAN CAT5e ให้มา 2 เส้น
  • อะแดปเตอร์ 60W
  • น็อตช่วยยึด HDD/SSD ขนาด 2.5″ เข้ากับถาด
  • เอกสารคู่มือการใช้งานเบื้องต้น

ด้านหน้าของ Synology DiskStation DS220+ ก็จะค่อนข้างคล้ายคลึงกับรุ่นก่อนหน้าครับ คือมีหน้ากากปิดด้านหน้าไว้ ตรงแถบด้านข้างจะเป็นกลุ่มไฟ LED แสดงสถานะ ที่ไล่มาเป็นไฟสถานะของตัวเครื่อง ไฟสถานะของการเชื่อมต่อ LAN และก็ไฟสถานะการทำงานของ HDD แต่ละลูกที่ติดตั้งในเครื่อง

ถัดลงมาด้านล่างก็จะเป็นช่อง USB 3.0 แบบเต็ม ซึ่งเมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถนำ USB drive หรือ SD card (ที่เสียบกับ card reader แบบ USB) มาเสียบที่ช่อง USB นี้ แล้วกดปุ่ม C ที่อยู่ถัดลงมาเพื่อคัดลอกไฟล์ลงใน NAS ได้ทันที ส่วนด้านล่างสุดก็เป็นปุ่มเปิด/ปิด ซึ่งการจะปิดก็ให้ใช้การกดปุ่มค้างครับ

ด้านหลังก็จะเห็นพัดลมขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ โดยตามสเปคก็คือจะเป็นพัดลมขนาด 92 x 92 mm. สามารถปรับรอบความเร็วให้เหมาะสมกับความร้อนสะสมภายในได้ ซึ่งในระหว่างการใช้งานธรรมดา ๆ ก็ต้องบอกว่าเงียบมากครับ

ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็จะมาวางไว้รวมกันด้านล่าง ทั้งพอร์ต LAN 2 ช่อง พอร์ต USB 3.0 ช่องเสียบสายอะแดปเตอร์ นอกจากนี้ยังมีช่องสำหรับจิ้มเพื่อรีเซ็ตได้ และยังมีช่องติดตั้งตัวล็อกแบบ Kensington Lock ได้ด้วย

สำหรับด้านข้างทั้ง 2 ฝั่งก็จะมีชื่อแบรนด์ Synology อยู่ครับ

พลิกมาด้านล่างก็จะมีสติกเกอร์ระบุ MAC address และ serial number มาให้ ส่วนบริเวณขาตั้งก็จะมียางรองให้ทั้ง 4 จุด

การติดตั้ง HDD/SSD ก็สามารถทำได้โดยแกะฝาครอบด้านหน้าออก ก็จะมองเห็นถาดติดตั้งอยู่ภายใน 2 ถาดครับ สามารถกดที่ไกด้านบนแล้วดึงทั้งถาดออกมาได้ทันที

ตัวถาดจะเป็นพลาสติก ถ้าใช้งานร่วมกับ HDD ขนาด 3.5″ ก็สามารถใช้แถบล็อกด้านข้างในการล็อก HDD ให้ติดกับถาดได้ทันทีโดยไม่ต้องขันน็อต ส่วนถ้าต้องการติดตั้ง HDD หรือ SSD ขนาด 2.5″ ก็ให้ใช้น็อตที่แถมมาในกล่องของ Synology DiskStation DS220+ ขันถาดติดเข้ากับด้านล่างของ HDD/SSD แทน

นอกจากภายในจะมีถาดติดตั้ง HDD/SSD แล้ว ยังมีช่องติดตั้งแรมเพิ่มได้อีก 1 แถวด้วย ซึ่งช่องนี้จะรองรับแรมแบบที่ใส่ในโน้ตบุ๊ก (SODIMM) DDR4 ความจุสูงสุด 4GB ส่วนเรื่องบัส อันนี้ทาง Synology ไม่ได้ระบุไว้ครับ แต่ผมลองทดสอบด้วยแรม DDR4 บัส 2666Mhz แล้ว พบว่าสามารถใช้งานได้สบาย ได้ความจุแรมรวมเป็น 6GB ตามสเปคสูงสุดที่รองรับ

ซึ่งการเพิ่มแรมจะช่วยให้ Synology DiskStation DS220+ รองรับการรับส่งไฟล์ให้กับผู้ใช้งานหลาย ๆ คนพร้อมกันได้ดีขึ้น รวมถึงยังช่วยให้การใช้งานแอปต่าง ๆ ของระบบทำได้คล่องตัวขึ้นด้วย แต่ถ้าจุดประสงค์หลักคือเพื่อเอามาใช้งานทั่วไปภายในบ้าน ไม่ได้ใช้แอปอะไรหนัก ๆ แรมเดิม 2GB ก็เพียงพอครับ

เมื่อเปิดใช้งานเครื่องเรียบร้อยแล้ว ไฟสถานะตรงกลุ่มบนก็จะติดเป็นสีเขียวทั้งหมดครับ แต่ถ้ามีขึ้นเป็นสีส้มที่ Status ก็แสดง กำลังอยู่ในระหว่างการตั้งค่า ซึ่งต้องมาจัดการต่อผ่านหน้าเว็บเบราเซอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อ Network เดียวกันกับตัว NAS Synology DiskStation DS220+ ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องที่ต่อสาย LAN หรือจะเป็น Wi-Fi ก็ได้ ขอแค่อยู่ในวงเดียวกันก็เป็นพอ

การใช้งาน Synology DiskStation DS220+

แน่นอนว่าก็ต้องจัดการติดตั้ง HDD/SSD ให้เรียบร้อย จากนั้นเสียบสายแลน (1 หรือ 2 เส้นก็ได้) เสียบปลั๊ก แล้วก็กดปุ่มเปิดได้เลย

ตัวเครื่อง Synology DiskStation DS220+ ที่แกะกล่องออกมาจะยังไม่ได้รับการติดตั้งระบบปฏิบัติการมาให้ครับ ซึ่งขั้นตอนแรกของการตั้งค่าคือให้เปิดเว็บเบราเซอร์ขึ้นมา แล้วไปที่ find.synology.com เพื่อค้นหา NAS ใหม่ที่ติดตั้งอยู่ในเน็ตเวิร์คเดียวกัน ถ้าพบก็จะแสดงรายละเอียดขึ้นมา พร้อมกับปุ่ม Connect เพื่อเริ่มทำการตั้งค่าได้เลย

เมื่อพบ Synology DiskStation DS220+ ในเน็ตเวิร์คแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนการติดตั้งระบบปฏิบัติการ ซึ่ง Synology จะใช้ชื่อเรียกว่า DiskStation Manager (DSM) โดยสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้จากหน้าดาวน์โหลดของผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นที่อยู่บนเว็บไซต์ Synology เอง ตัวไฟล์จะมีนามสกุลเป็น .pat ครับ

หลังจากดาวน์โหลดมาเรียบร้อยแล้ว ก็กด Browse เพื่อค้นหาไฟล์ DSM แล้วกดปุ่ม Install Now ได้เลย กระบวนการติดตั้ง DSM จะกินเวลาซักพักหนึ่ง เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว ตัว NAS ก็จะ restart 1 รอบ

เมื่อกลับมาที่หน้าตั้งค่า ก็จะมีหน้าจอมาให้ผู้ใช้ตั้งชื่อ ชื่อผู้ใช้งาน รหัสผ่านต่าง ๆ ก็จัดการได้ตามต้องการ

ต่อมาก็เป็นเรื่องการตั้งค่าบัญชี QuickConnect ซึ่งระบบจะไม่บังคับนะครับ แต่ส่วนตัวผมว่าสมัครและตั้งค่าเอาไว้ด้วยดีกว่า เพราะบัญชี QuickConnect จะทำให้เราสามารถเข้าถึงไฟล์ใน NAS ที่ล็อกอินด้วยบัญชี QuickConnect ได้ง่ายมาก สามารถเข้าถึงไฟล์ได้แม้จะอยู่นอกบ้าน หรือจะใช้งาน 4G/5G ก็ตาม โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเปิดพอร์ต หรือตั้งค่าเน็ตเวิร์คใด ๆ ที่ router และ modem เลย อันนี้มีประโยชน์มากจริง ๆ

ส่วนการเข้าใช้งานแบบง่าย ๆ ก็ทำได้ด้วยการเข้าเว็บ quickconnect.to/ แล้วตามด้วยชื่อ NAS ที่ตั้งค่าไว้ในช่วงแรกครับ จากนั้นก็กรอกชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านที่ตั้งค่าไว้ ก็สามารถล็อกอินเข้าถึงและจัดการไฟล์ได้เลย

เมื่อตั้งค่าทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้ามาที่หน้าเดสก์ท็อปของ Synology DiskStation DS220+ ซึ่งตอนนี้ก็ถือว่าเกือบจะใช้งานเป็น NAS ได้แล้ว เหลือเพียงการฟอร์แมต HDD เท่านั้นเอง โดยให้เข้าไปที่ปุ่ม Start ตรงมุมซ้ายบน แล้วคลิกที่ Storage Manager ครับ

เข้ามาแล้วก็คลิกที่หัวข้อ Volume แล้วก็เลือกรูปแบบของการจัดการ HDD ที่ต้องการ ถ้าเน้นง่าย ๆ ไม่ต้องการตั้งค่าเชิงลึกมากนักก็เลือก Quick ถ้าต้องการตั้งค่าจุกจิกนิดหน่อยก็เลือก Custom เมื่อเลือกแล้วก็จะเป็นการเลือกรูปแบบ Pool ของ HDD ที่ต้องการใช้งานว่าจะเน้นด้านประสิทธิภาพ หรือเน้นด้านความยืดหยุ่นในการใช้งาน ซึ่งถ้าเลือกแบบเน้นความยืดหยุ่น จะมีรูปแบบของ Pool ให้เลือกมากกว่าครับ

โดยรูปแบบ Pool ที่ผมเลือกในการรีวิว Synology DiskStation DS220+ ครั้งนี้จะใช้เป็น SHR ซึ่งเป็นรูปแบบของทาง Synology เองที่เน้นด้านความปลอดภัยของข้อมูลมากขึ้น ด้วยการใช้ 1 drive เก็บข้อมูล ส่วนอีก drive จะช่วยเก็บข้อมูลที่ใช้สำหรับป้องกันและรักษาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับข้อมูลในกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝันได้  ซึ่งก็จะไม่ได้เหมือน RAID  1 ซะทีเดียวจุดแตกต่างที่สำคัญคือ SHR สามารถใช้งาน HDD ที่ต่างขนาดกันได้ด้วย

เมื่อเลือกประเภท Pool เรียบร้อยก็จะเป็นขั้นตอนการเลือกฟอร์แมตที่ต้องการ โดยมีให้เลือก 2 แบบคือ Btrfs ที่จะรองรับกับฟังก์ชันต่าง ๆ ของ Synology DiskStation DS220+ มากกว่า เช่น การทำ snapshot การแชร์ข้อมูล เป็นต้น ส่วนอีกแบบก็คือ ext4 ซึ่งจะเหมาะสำหรับการนำไปใช้งานร่วมกับ NAS จาก Synology ที่ใช้ DSM รุ่นเก่า ๆ มากกว่า ดังนั้น ถ้าคุณซื้อ Synology DiskStation DS220+ มาใช้งานเครื่องเดียว ก็เลือก Btrfs จะดีที่สุดครับ

สำหรับในการทดสอบครั้งนี้ ตามที่ระบุไปข้างต้นว่าผมเลือกใช้แบบ SHR ส่วน HDD ก็เป็น WD Red ความจุ 2TB 2 ลูก ทำให้พื้นที่เก็บข้อมูลที่ผมใช้งานบน Synology DiskStation DS220+ ได้จริงจะอยู่ที่ราว ๆ 1.84TB ซึ่งก็เท่ากับว่าใช้ HDD เก็บข้อมูล 1 ลูก ส่วนอีกลูกไว้ใช้ทำ data protection ไป

หนึ่งในวิธีการเข้าถึงไฟล์บน NAS ที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้ใช้ Windows ก็คือการติดตั้งเป็น Network drive ในเครื่อง ซึ่ง Synology DiskStation DS220+ ก็รองรับด้วยเช่นเดียวกันครับ แต่ก่อนจะใช้ได้ แอดมินต้องไปสร้าง shared folder ซะก่อน โดยเข้าไปที่ Control Panel แล้วดูที่หัวข้อ Shared Folder เพื่อสร้างโฟลเดอร์กลางขึ้นมา ซึ่งสามารถกำหนดชื่อ กำหนดการเข้ารหัสข้อมูล กำหนดโควต้าการแชร์ไฟล์ของแต่ละโฟลเดอร์ได้ นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนสิทธิ์การใช้งาน (Permissions) ให้กับผู้ใช้แต่ละคนได้ด้วย

เมื่อสร้างโฟลเดอร์เรียบร้อยแล้ว ก็จัดการเพิ่ม network drive ใน Windows ต่อได้เลยครับ

อีกหนึ่งการตั้งค่าที่น่าสนใจก็คือเรื่องเน็ตเวิร์ค เพราะตัวของ Synology DiskStation DS220+ รองรับการเสียบสายแลน 2 เส้นเพื่อทำเป็น Link Aggregation ที่จุดประสงค์หลักคือเพื่อขยายแบนด์วิธ และรับประกันความเสถียรของการเชื่อมต่อเครือข่าย ซึ่งเมื่อลองเข้ามาตรวจสอบประเภทของการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์คจะพบว่ามันแยกออกเป็น 2 อินเตอร์เฟสอยู่ครับคือแบ่งเป็น LAN 1 กับ LAN 2 ที่สามารถใช้งานได้ไม่มีปัญหาอะไร

แต่สำหรับใครที่อยากรวมอินเตอร์เฟสให้เป็นอันเดียวกัน อาจจะเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ รวมถึงเพื่อใช้งานความสามารถ Link Aggregation ให้ได้เต็มที่ ก็สามารถรวมเข้าเป็น Bond เดียวกันได้ง่ายมาก ๆ แต่ทั้งนี้ก็จะมีโหมดให้เลือกใช้หลายแบบอยู่เหมือนกัน

  • Adaptive Load Balancing: ระบบจัดการให้ ผู้ใช้ไม่ต้องวุ่นวาย
  • IEEE 802.3ad Dynamic Link Aggragation: เป็นโหมดที่เหมาะสำหรับใช้งานร่วมกับ  switch ที่รองรับ IEEE 802.3ad LACP ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเจอกับ switch ที่ใช้ทั่วไปในบ้านซักเท่าไหร่
  • Balance XOR: ค่อนข้างคล้ายกับแบบข้างต้น แต่เหมาะกับ switch ที่รองรับการทำ Link Aggregation แบบ static
  • Active/Standby: ตั้งให้เส้นหนึ่งทำงาน ส่วนอีกเส้นไว้สำรอง

ส่วนตัวผมเลือกใช้แบบข้อแรกสุดครับ ง่ายสุด ประกอบกับที่บ้านไม่ได้มี switch ที่รองรับ Link agg. ด้วย

ประสิทธิภาพการถ่ายโอนไฟล์ ผมทดสอบด้วยการ copy ไฟล์ .psd ขนาด 874.3 MB พบว่าใช้เวลาประมาณ 6-7 วินาที ทั้งขาไปและขากลับเลย ความเร็วในการถ่ายโอนอยู่ที่ระดับไม่ 100-110 MB/s เท่ากันทั้งแบบตอนที่แยก LAN 1/LAN 2 และแบบที่สร้างเป็น Bond แล้ว

อ้อ! เครื่องที่ใช้ทดสอบคือ Desktop พอร์ต GbE สายแลน CAT6 ส่วน AP ก็เป็น TP-Link Archer AX10 พอร์ตแลนแบบ GbE ทั้งหมดครับ

ส่วนการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นที่เชื่อมต่อ WiFi ในบ้านก็ทำได้เช่นกัน อย่างของผมมี MacBook Pro อีกเครื่อง ก็สามารถเชื่อมต่อ NAS เป็น network drive และใช้งาน shared folder เดียวกันได้เหมือนกับบน Windows 10 เลย ไม่ต้องมาตั้งค่าแยกอะไรให้วุ่นวาย

หน้าตาของระบบจัดการไฟล์จากไอคอน File Station ครับ สามารถใช้งานได้ง่ายมาก เพราะมันคล้ายกับอินเตอร์เฟสของ Windows เลย

ฟังก์ชันต่อมาที่น่าสนใจก็คือผู้ใช้สามารถติดตั้งแอปเสริมการทำงานของ Synology DiskStation DS220+ ได้จากไอคอน Package Center ซึ่งก็จะมีทั้งแอปที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล แอปเพื่อความบันเทิง แอปด้านความปลอดภัย เป็นต้น

ซึ่งแอปที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานภายในบ้านก็จะเป็นพวกกลุ่ม Photo Station, Video Station และ Audio Station ที่ช่วยให้สามารถเข้าถึง/ซิงค์ไฟล์รูป วิดีโอ เพลงข้ามอุปกรณ์ได้ เป็นต้น

โดยแอปเหล่านี้ก็มีให้ติดตั้งบนสมาร์ตโฟนด้วยเช่นกันครับ ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android เลย

ด้านบนนี้เป็นตัวอย่างหน้าจอของแอป Photo Station ใน NAS ที่ทำงานร่วมกับแอป DS Photo ในมือถือ ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถซิงค์รูปจากในมือถือเข้าไปใน Synology DiskStation DS220+ ได้ ส่วนการล็อกอินก็สามารถใช้ QuickConnect ID ได้เลย ส่วนแอปอย่าง Video Station และ Audio Station ก็จะมีรูปแบบการใช้งานคล้าย ๆ กันครับ

อีกแอปเสริมเกี่ยวกับรูปภาพก็คือ Moments ที่จะช่วยให้ผู้ใช้จัดหมวดหมู่รูปภาพเข้าด้วยกันแบบอัตโนมัติได้ง่าย ซึ่งอาจจะเลือกจากภาพที่ถ่ายในสถานที่เดียวกัน ไปจนถึงเลือกจากภาพที่มีใบหน้าของบุคคลเดียวกันก็ยังได้ แน่นอนว่าก็ย่อมมีแอปในมือถือให้ใช้งานด้วยเช่นกัน

ส่วนถ้าต้องการเข้าถึงไฟล์ใน shared folder บน Synology DiskStation DS220+ จากในมือถือ ก็สามารถติดตั้งแอป DS file แล้วล็อกอินในลักษณะเดียวกันกับข้างต้นได้เลย จะใช้งานจากใน WiFi บ้าน หรือจะเป็นตอนใช้ 4G ก็ได้หมด

ฟังก์ชันต่อมาที่ค่อนข้างเหมาะกับการทำงาน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กร SME ขนาดเล็กได้เลยนั่นคือ Synology Drive ที่จะเป็นการสร้างระบบคลาวด์ย่อยขึ้นมาในตัว Synology DiskStation DS220+ ทำให้ผู้ใช้หลาย ๆ คนสามารถแชร์ไฟล์ เข้าถึงข้อมูลจากคลาวด์กลางเพื่อการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพได้ ซึ่งน่าจะช่วยให้หลายองค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาระบบคลาวด์ไปได้พอสมควรทีเดียว นอกจากนี้ระบบยังมีฟังก์ชัน version control ที่จะช่วยบันทึกไฟล์ไว้หลาย ๆ เวอร์ชัน เพื่อให้สามารถกู้ข้อมูลในไฟล์ย้อนกลับมาได้ด้วย ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่เทียบเท่าได้กับที่มีในระบบคลาวด์ของหลาย ๆ ที่เลย

ซึ่งก่อนจะใช้งานได้ก็ต้องติดตั้งแอป Synology Drive จากใน Package Center ก่อน จากนั้นเข้าไปตั้งค่าใน Synology Drive Admin Console เพื่อสร้างโฟลเดอร์ที่จะใช้เป็นคลาวด์กลาง เมื่อเรียบร้อยแล้วก็สามารถใช้งานได้ทันทีครับ ส่วนถ้าต้องการเข้าถึงไฟล์จากในมือถือก็ให้ติดตั้งแอป Synology Drive แล้วล็อกอินเพื่อใช้งานครับ

อีกหนึ่งฟังก์ชันที่น่าสนใจบน Synology DiskStation DS220+ ก็คือการทำ snapshot ให้กับแต่ละไฟล์ ซึ่งก็คือการสำรองไฟล์ไว้เป็นหลาย ๆ เวอร์ชัน เพื่อให้สามารถกู้ไฟล์คืนมาได้สะดวกนั่นเอง โดยก่อนใช้งานก็เช่นเดิมครับ คือดาวน์โหลดแอป Snapshot Replication จากใน Package Center มาก่อน จากนั้นก็จัดการตั้งค่าได้เลย จะตั้งให้บันทึกทุก ๆ รอบกี่วันก็ได้ตามสะดวก

ปิดท้ายด้วยเรื่องประสิทธิภาพของ Synology DiskStation DS220+ ซักเล็กน้อย โดยตัว DSM ก็จะมีแอป Resource Monitor ที่สามารถเปิดมาดูการใช้งานทรัพยากรต่าง ๆ ของตัวเครื่องเองได้ เช่น ดูว่าใช้งาน CPU RAM Network อยู่เท่าไหร่บ้าง อย่างในภาพข้างบนนี้เป็นภาพระหว่างการถ่ายโอนไฟล์ .psd ตามที่ทดสอบในข้างต้นครับ เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว เท่ากับว่ายังเหลือ CPU RAM ให้ใช้งานได้เหลือเฟือเลย ดังนั้นถ้าคาดว่าลักษณะการใช้งานน่าจะไม่หนักมาก ก็ใช้สเปคเดิมได้สบายแบบไม่ต้องเสริมแรมเข้าไปอีกก็ได้

ประสิทธิภาพอีกด้านที่ได้รับการพัฒนาของ Synology DiskStation DS220+ เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง DS218+ ก็คือการประมวลผลและการใช้งานแอปพลิเคชันที่ดีขึ้น โดยในชาร์ตด้านบนก็เป็นการเปรียบเทียบด้านการประมวลผล Web PHP ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ส่วนอีก 2 หัวข้ออย่าง Drive และ Moments ที่เป็นการวัดความสามารถในการถ่ายโอนและการทำดัชนีไฟล์ภาพ ตัว DS220+ ก็ทำได้ดีกว่า DS218+ พอสมควร

ซึ่งสาเหตุก็คือเรื่องการขยับมาใช้ชิป Intel Celeron J4025 ที่ออกในปี 2019 (DS218+ ใช้ Celeron J3355 ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2016) รวมถึงความเร็วการประมวลผลสูงสุดที่สูงขึ้นด้วย จึงทำให้ประสิทธิภาพหลาย ๆ ด้านดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมนั่นเอง

ปิดท้ายรีวิว

Synology DiskStation DS220+ ก็ต้องนับว่าเป็น NAS ที่ลงตัวมาก ๆ สำหรับการใช้งานภายในบ้าน หรืออาจจะพอประยุกต์ไปใช้งานในองค์กร SMB ขนาดเล็กก็ยังพอไหว ด้วยประสิทธิภาพที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า ฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุมการใช้งานหลากหลายรูปแบบ การรองรับการติดตั้งแอปเสริมซึ่งสามารถทำงานร่วมกับสมาร์ตโฟนได้อย่างราบรื่น และที่สำคัญคือ UI ที่ออกแบบมาให้ยังคงง่ายต่อการใช้งานเหมือนเดิม

ส่วนข้อจำกัดที่พบอยู่บ้าง หลัก ๆ แล้วก็จะเป็นด้านของฮาร์ดแวร์เองครับ หนึ่งเลยคือการมี bay มาแค่ 2 ช่อง (ซึ่งถ้าอยากได้มากกว่านี้ ก็ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อขยับเป็นรุ่นอื่น) ดังนั้นถ้าต้องการติดตั้ง HDD ก็คงต้องลงทุนซื้อ HDD ความจุสูง ๆ มาทีเดียวเลย จะได้ไม่ต้องวุ่นวายในอนาคต ส่วนอีกประเด็นก็คือความสามารถ Link Aggregation นี้ต้องใช้งานร่วมกับ switch ที่รองรับด้วย ซึ่งอุปกรณ์ทั่วไปตามบ้านมักจะไม่ค่อยรองรับกัน เลยอาจจะทำให้ไม่สามารถใช้งาน Synology DiskStation DS220+ ได้เต็มประสิทธิภาพ

แต่ถึงแม้ว่าจะมีข้อจำกัดดังกล่าว แต่ถ้าพูดถึงในการทำงานทั่วไป Synology DiskStation DS220+ ก็สามารถทำได้ดีอยู่แล้ว กับการสามารถถ่ายโอนไฟล์ราว ๆ 800 MB ได้ใน 6-7 วินาที รวมถึงความยืดหยุ่นที่พร้อมตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบันได้ค่อนข้างครบถ้วน ดังนั้น หากคุณกำลังมองหา NAS มาใช้งานในบ้านซักเครื่อง Synology DiskStation DS220+ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจทีเดียวครับ สนนราคาเปิดตัวอยู่ที่ 11,299 บาท

from:https://notebookspec.com/review-synology-diskstation-ds220-plus-nas/523406/

Synology ประกาศเปิดไลน์การผลิต SSD แล้ว

Synology ผู้ผลิตอุปกรณ์ NAS ชั้นนำได้ประกาศเพิ่มไลน์การผลิต SSD ของตัวเองแล้ว

แน่นอนว่า SSD เป็นสิ่งจำเป็นที่มีความต้องการสูงข้นเรื่อยๆ และเริ่มมีราคาถูกลง ล่าสุด Synology ได้ลงแข่งขันในตลาดนี้แล้ว สำหรับผลิตภัณฑ์เปิดตัวมี 2 รูปแบบคือ

  • SAT5200 – 2.5” (SFF) ซึ่งเชื่อมต่อผ่าน SATA 6 Gbps และมีขนาดให้เลือกคือ 480/960/1,920 GB
  • SNV3400 และ SNV3500 – M.2 2280 และ M.2 22110 ความจุ 400 GB 

สเป็คของ SSD ทั้ง 2 รูปแบบสรุปได้ตามตารางด้านล่าง

credit : Synology

นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ใช้อุปกรณ์ Synology แต่ไม่มี M.2 ก็มีทางเลือกคือใช้ Adapter M2D20 และ E10M20-T1 เพื่อใช้ประโยชน์จากไดร์ฟแบบ M.2 อย่าง SNV3400 และ SNV3500 ได้ โดยรุ่น E10M20-T1 จะรองรับการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายที่มาพร้อมกับพอร์ท 10GbE Rj45 และรองรับการเชื่อมต่อมาตรฐาน 5/2.5 GbE ด้วย

Synology M2D20, Credit : Storagereview

ที่มา :  https://www.synology.com/en-us/company/news/article/SSD/ และ  https://www.storagereview.com/news/synology-ssd-line-all-flash-nas-released

from:https://www.techtalkthai.com/synology-has-own-ssd-product-line/

Synology เปิดตัว All-Flash รุ่นใหม่ FS3600

Synology ได้ประกาศเปิดตัว All-Flash Storage รุ่น FS3600 เพื่อรองรับ Low-Latency Workload

credit : Synology

โดยภาพรวมนั้น FS3600 เลือกใช้ Intel Xeon 12 คอร์และรองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายถึง 56 GbE ทั้งนี้เหมาะสำหรับงานที่ต้องการ Latency ต่ำๆ เช่น Big Data, Deep Learning, AI Training หรือวีดีโอความละเอียดสูง สเป็คคร่าวๆ มีดังนี้

Scalability: Up to 72 drives

  • Scalability: Up to 72 drives
  • 10GbE built-in: 2 x 10GbE and 4 x 1GbE ports
  • Up to 56GbE support: Supports 10/25/40/56GbE add-in-cards
  • Performance: Over 195,000 iSCSI 4K random write IOPS

ผู้สนใจสามารถอ่าน Datasheet เพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา :  https://www.synology.com/en-us/company/news/article/FS3600

from:https://www.techtalkthai.com/synology-launches-new-all-flash-storage-fs3600/

5 เหตุผล ที่ควรเปลี่ยนจาก External HDD และ Cloud Storage เป็น Synology NAS

ในช่วงวิกฤต COVID-19 หลายภาคธุรกิจเองก็หันมาใช้วิธีการ Work From Home กันมากขึ้น ทำให้เวลาจัดส่งไฟล์ต่างๆ จากปกติใช้ External HDD ก๊อปส่งให้กัน เริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cloud Storage กันมากขึ้น ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรายเดือนและข้อมูลที่ฝากไว้จะไม่เป็นส่วนตัวเพราะถูกบันทึกในพื้นที่จัดเก็บของบุคคลอื่น โดยในบทความนี้เองทีมงานจะมาอธิบายและแนะนำเหตุผลที่ควรเก็บไฟล์ไว้บน NAS กัน จะมีอะไรบ้างไปดูกันครับ

NAS คืออะไร

NAS หรือ Network Attach Storage คือ อุปกรณ์ตัวกลางที่ไว้จัดเก็บข้อมูลต่างๆ โดยเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายที่บ้านหรือสำนักงาน ซึ่งสามารถจัดเก็บไฟล์ได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสาร ภาพถ่าย เพลง และวิดีโอ ส่วนวิธีการเข้าถึงไฟล์นั้นสามารถเข้าไปดาวน์โหลดหรืออัปโหลดผ่านเว็บเบราว์เซอร์หรือแอปมือถือได้โดยตรง หรือจะต่อผ่านสาย Lan หรือ USB เหมือนเครื่องคอมปกติเลยก็ได้เลยเช่นกัน

5 เหตุผลที่ควรใช้ Synology NAS แทน Ext. HDD และ Cloud Storage

1. สามารถเก็บไฟล์ในพื้นที่ส่วนตัวและดาวน์โหลดที่ไหนก็ได้

เรียกได้ว่าเอาข้อดีของ External HDD และ Cloud Storage มารวมกันเป็นอันเดียว ซึ่งสามารถเก็บไฟล์ในพื้นที่ส่วนตัวได้ขนาดหลาย TB และสามารถดาวน์โหลดหรืออัปโหลดจากที่ไหนก็ได้ทั่วทุกมุมโลก ผ่าน QuickConnect ซึ่งช่วยเข้าถึง NAS ของได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องยุ่งยากกับการตั้งค่า DNS, IP หรือ Port forwarding

2. ช่วยสำรองข้อมูลของเครื่อง PC และ Mac โดยอัตโนมัติ

หากใช้ Synology NAS ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลหาย เพราะมีโปรแกรม Drive ซึ่งจะช่วยซิงค์ไฟล์ระหว่าง NAS กับเครื่อง PC หรือ Mac โดยโปรแกรม Drive นั้นจะรองรับทั้งการกู้คืนไฟล์เวอร์ชันก่อนหน้าได้ตลอด รวมถึงรองรับการแชร์ไฟล์โดยตรงจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่จำเป็นต้องฝากไฟล์ไว้ที่ Storage ก่อนได้อีกด้วย

3. รองรับการสำรองข้อมูลทั้ง iOS และ Android

ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องกลัวเมมมือถือเต็มอีกเพราะทาง Synology NAS มีโปรแกรม Moment ที่จะช่วยสำรองภาพถ่ายและวิดีโอให้โดยอัตโนมัติผ่าน WiFi โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าภาพถ่ายเราจะไปหลุดที่ไหน แถมภาพถ่ายต่างๆ จะได้รับการจัดกลุ่มเข้าไว้ด้วยกันโดยแบบอัตโนมัติด้วย ไม่ต้องกลัวสูญหาย โดยเรียงตามภาพใบหน้า สถานที่ และหัวเรื่องที่คล้ายกัน จากควาสามารถของเทคโนโลยี AI

4. สามารถสตรีมวิดีโอผ่าน NAS ได้เต็มสปีด พร้อมหาซับไตเติ้ลให้อัตโนมัติ

ปกติแล้วเวลาเราจะดูหนังกันภายในบ้านผ่าน External HDD ที่ต่อออกทีวีนั้น จำเป็นต้องไปดาวน์โหลดจากเว็บและคัดลอกไฟล์เข้า External HDD ผ่านคอม ซึ่งเปลืองทั้งพื้นที่และเสียเวลา แน่นอนว่าหากเรามี Synology NAS แล้วต้องการดูวิดีโอ สามารถดูได้ทั้งผ่านคอม, อุปกรณ์มือถือ, Apple TV และ Android TV โดยไม่ต้องคัดลอกไปมาระหว่างอุปกรณ์ผ่านแอป Video Station พร้อมช่วยหาโปสเตอร์และทำการค้นหาซับไตเติ้ลได้อัตโนมัติอีกด้วย

5. ลงทุนครั้งเดียวใช้ได้ยาวๆ

ปกติเวลาเราจะใช้พื้นที่เยอะบน Cloud Storage ยังไงก็ต้องเงินเป็นรายเดือน จะกี่บาทก็ว่ากันไป แต่จะคุ้มกว่าไหมหากเรามี NAS อยู่ที่บ้าน จ่ายเงินก้อนเดียวจบ ไม่ต้องเสียเงิยรายเดือนให้วุ่นวาย แถมสามารถดึงข้อมูลออกมาแบบออฟไลน์ความเร็วสูงผ่านสาย LAN หรือ USB ได้อีกด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วใช้การใช้ NAS เพียง 3 ปีก็คุ้มทุนกว่าใช้ Cloud แบบปกติแล้วนั่นเองครับ

สรุปแล้วหากใครที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเยอะๆ และมีการแชร์ไฟล์หากันอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือบริษัทขนาดเล็ก การใช้ NAS ก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าลงทุน เพราะช่วยเราเก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัย และสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา รวมถึงสามารถ Back Up ไฟล์สำคัญๆ ให้เราเสมอๆ ไม่ต้องกังวลว่าไฟล์จะสูญหายนั่นเองครับ

from:https://droidsans.com/5-reason-nas-synology-why-use/

Synology® ขอแนะนำ DiskStation DS220j

Synology Inc. ได้เปิดตัว DiskStation DS220j ที่เก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย (NAS) ระดับเริ่มต้นขนาด 2 Bay ซึ่งสร้างมาเพื่อการรวบรวมและการจัดการข้อมูล

“การถ่ายภาพและวิดีโอที่ง่ายดายช่วยให้ทุกคนเป็นผู้สร้างเนื้อหาได้ การจัดการที่มีประสิทธิภาพและการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิตอลอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานส่วนตัวหรือการแชร์กับผู้อื่น ได้กลายเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน” Michael Wang ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Synology Inc. กล่าว “DS220j ที่มีความคุ้มค่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถติดตั้งคลาวด์ส่วนตัวเพื่อจัดเก็บและจัดการข้อมูลของตนเองจากอุปกรณ์อื่นได้อย่างง่ายดาย”

DS220j รันบน DiskStation Manager แพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งสำหรับการจัดการข้อมูล ซึ่งโดดเด่นด้วยการรักษาความปลอดภัยข้อมูลและประสิทธิภาพการทำงาน Synology ได้รับรางวัลจากสื่อหลายค่าย ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของหมวดหมู่ NAS ระดับกลางในการสำรวจโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลของ TechTarget และชนะรางวัล PCMag Business Choice เป็นครั้งที่หก

from:https://www.enterpriseitpro.net/synology-diskstation-ds220j/

TechTalk Webinar: รู้จักกับ Synology Collaboration Suite สำหรับการทำงานแบบ Remote โดย Synology ลุ้นรับ NAS ไปใช้งานฟรี

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ CTO, IT Manager, ผู้ดูแลระบบ IT , ผู้ที่ต้องทำงานจากที่บ้าน และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “รู้จักกับ Synology Collaboration Suite สำหรับการทำงานแบบ Remote โดย Synology” เพื่อทำความรู้จักกับความสามารถของ Synology ที่ผู้ใช้งานสามารถเปิดใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับรับมือกับการทำงานจากที่บ้านหรือ Work พร้อมสิทธิ์ลุ้นรับ Synology NAS รุ่นใหม่อย่าง DS220j จากการตอบแบบสอบถามภายใน Webinar ในวันพุธที่ 8 เมษายน 2020 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: รู้จักกับ Synology Collaboration Suite สำหรับการทำงานแบบ Remote โดย Synology
ผู้บรรยาย: คุณ Thachawan Chinchanakarn, Sales Account Manager, Synology Inc.
วันเวลา: วันพุธที่ 8 เมษายน 2020 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

จากภัยโรคระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนนโยบายการทำงานจากที่บ้านหรือ Work from Home ด้วยความเชื่อว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ในสภาวะเช่นนี้

โซลูชัน File Server ของ Synology ถูกออกแบบมาให้มีความสะดวกและง่ายดายในระดับเดียวกับ Public Cloud ในขณะที่ยังคงควบคุมการเข้าถึงและจัดการข้อมูลได้ในแบบ On-Premise นอกจากนั้น Synology Drive App ที่มีให้ใช้งานได้ภายในระบบที่ต่อยอดให้เหนือจากการเข้าถึงไฟล์ได้ผ่าน Network Drive นั้น ก็ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำการ Sync ไฟล์ได้ผ่าน Client รวมถึงยังเข้าถึงไฟล์งานได้ผ่าน Web Portal และ Mobile App โดยไม่ต้องวุ่นวายกับการเชื่อมต่อ VPN แต่อย่างใด อีกทั้งยังมีความสามารถ On Demand Sync ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานประหยัดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลของตนเองได้อีกด้วย

ใน Webinar นี้ วิทยากรจะเล่าถึงความสามารถของ Synology Collaboration Suites ซึ่งเป็นโซลูชันที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทำงานจากที่บ้านหรือ Work from Home นอกจากนี้ คุณยังจะได้มีสิทธิ์ลุ้นรับ Synology NAS รุ่นใหม่อย่าง DS220j จากการตอบแบบสอบถามภายใน Webinar ด้วย

คุณจะยังรออะไรอีก? ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ทันทีด้านล่างนี้

กำหนดการ

  • About remote work- 3W1H
  • ปัจจัยหลักเมื่อต้องการ Remote Work
  • Synology Collaboration Suites
  • Synology Drive Admin Console
  • ประโยชน์ต่อองค์กรของคุณ

การเข้าร่วมฟัง Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน Synology ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_eGxgx1pCS2W3xRF036QKYg โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-synology-collaboration-suite-for-remote-working-by-synology/

[Guest Post] COVID-19 : ถึงเวลาของการ Work From Home ?

เนื่องจากปัญหา COVID-19 ในในประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อโปรโมทแนวทางให้พนักงานทำงานที่บ้าน (Work From Home) โดยเชื่อว่าเป็นวิธีดำเนินธุรกิจที่เหมาะสมท่ามกลางการระบาดของ Covid-19 ขณะนี้

จากงานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2018 แสดงให้เห็นว่าพนักงานในสหรัฐอเมริกา 70% มีประสบการณ์การทำงานระยะไกล ผลสำรวจความคิดเห็นของพนักงานยังพบว่า Cloud-based software เอื้อต่อพนักงานในการทำงานจากที่ใดก็ได้ และช่วยลดปัญหาอื่นๆ เช่น ลดเวลาการเดินทาง และปัญหาครอบครัว ผลสำรวจความคิดเห็นของของธุรกิจชี้ว่า การใช้งาน Network Attach Storage (NAS) ใน IT infrastructure ที่มีอยู่เพิ่มความมั่นใจและความสะดวกสบายในการแชร์และซิงค์ไฟล์จากภายนอก ความเป็นเจ้าของข้อมูลและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ยกระดับการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม รวมไปถึงส่งเสริม Productivity การทำงานระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น

ไฟล์เซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิมที่ใช้ โปรโตคอล Windows SMB มีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลระยะไกล (Remote access) ส่งผลให้ธุรกิจไม่พร้อมรับมือกับแนวโน้มการทำงานระยะไกลที่เพิ่มขึ้น เพราะต้องอาศัยความไดนามิคในการทำงานร่วมกันของทีมที่ทำงานระยะไกล และการแชร์ไฟล์ ซึ่งไฟล์เซิร์ฟเวอร์แบบเดิมยังมีข้อจำกัดอยู่ ในทางกลับกันโมเดล SaaS ที่ทำงานบนคลาวด์แม้จะข้ามข้อจำกัดที่กล่าวมาได้ แต่กลับเผชิญกับความท้าทายอื่นๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการใช้งานที่ต้องจ่ายเรื่อยๆ การรั่วไหลของข้อมูลและความปลอดภัยของข้อมูล และอีกปัจจัยคือ Ransomware ที่คุกคามข้อมูลของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและบล็อกการเข้าถึงผ่านโปรโตคอล Windows SMB ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบไอทีทั้งของรัฐบาลและองค์กรต่างๆทั่วโลก ดังนั้นโซลูชั่นที่ยืดหยุ่นและไดนามิคที่สามารถผนวกจุดดีของการใช้งานทั้งไฟล์เซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิมและโมเดล SaaS มาใช้อย่าง Network Attach Storage (NAS) จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม

เซิร์ฟเวอร์ไฟล์ยุคใหม่ในอุดมคติ นอกจากสามารถเข้าถึง File service จากระยะไกล หรือ มีเครื่องมือช่วยเสริมการทำงานร่วมกันของทีมแบบไดนามิกแล้ว ควรมีความสามารถในการซิงโครไนซ์ข้ามออฟฟิศ, ไอทีแบบบริการตนเอง และเข้ากันได้กับอุปกรณ์ต่างๆ เมื่อบริษัทเติบโตไปพร้อมกับแนวโน้ม BYOD (Bring Your OWn Device) และ Enterprise mobility ที่เป็นที่นิยมมากขึ้น รวมไปถึงเมื่อสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันและภัยพิบัติต่างๆอุบัติขึ้น น้อยบริษัทที่จะเตรียมทรัพยากรไอที และสภาพแวดล้อมด้านไอทีให้พร้อมรับกับความยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้นนี้

โซลูชันที่เหมาะสมควรช่วยให้พนักงานรับมือปัญหาต่างๆจากการจัดเก็บข้อมูลได้เองอย่างปลอดภัย เช่น การเปลี่ยนรหัสผ่านหรือกู้คืนไฟล์ที่สูญหายผ่านข้อูลที่ backupไว้ เข้าถึงไฟล์ที่ซิงค์จากออฟฟิศจากทั่วทุกมุมโลกและให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงไฟล์จากที่ใดหรือจากอุปกรณ์ใดก็ได้ ด้วยวิธีนี้พนักงานสามารถเข้าถึงหรือแชร์ไฟล์จากนอกออฟฟิศได้อย่างง่ายดายและยังช่วยป้องกันข้อมูลที่สำคัญในอุปกรณ์ของบริษัท โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบุคลากรด้านไอทีอย่างเดียว

แม้จะเสี่ยงต่อความปลอดภัยของข้อมูลและกระทบกับประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว ธุรกิจจำนวนมากยังลังเลที่จะปรับปรุงไฟล์เซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิมที่ใช้อยู่ แต่ด้วยภัยคุกคามทั่วโลกขณะนี้ การหันมาปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานไฟล์เซิร์ฟเวอร์ยุคใหม่ที่มีไดนามิคมากขึ้นแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น และสร้างกฎการจัดการไฟล์และการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สะดุดและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา

from:https://www.techtalkthai.com/is-it-time-to-work-from-home-by-synology/

[Guest Post] Synology® ขอแนะนำ DiskStation DS220j การสำรองข้อมูลและการสตรีมมัลติมีเดียที่ง่ายดาย

ไทเป ไต้หวัน—12 มีนาคม 2020—วันนี้ Synology Inc. ได้เปิดตัว DiskStation DS220j ที่เก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย (NAS) ระดับเริ่มต้นขนาด 2 Bay ซึ่งสร้างมาเพื่อการรวบรวมและการจัดการข้อมูล

เริ่มต้นการสำรองข้อมูลของคุณ

เปิดใช้งานการสำรองข้อมูลอัตโนมัติบนอุปกรณ์มือถือของคุณเพื่อการจัดการเนื้อหาที่ง่ายดาย โซลูชันการจัดการภาพถ่ายส่วนบุคคล Synology Moments จะช่วยให้คุณดูคอลเลกชันภาพถ่ายและวิดีโอทั้งหมดได้ในระหว่างการเดินทาง พร้อมเพิ่มพื้นที่ว่างอันมีค่าบนอุปกรณ์มือถือของคุณ

สร้างคลาวด์ส่วนตัวของคุณด้วย Synology Drive สำหรับการสำรองข้อมูลไฟล์บนคอมพิวเตอร์ของคุณแบบหลายเวอร์ชัน แชร์และซิงโครไนซ์ไฟล์กับผู้อื่นและข้ามอุปกรณ์ได้อย่างง่ายดาย

ขับเคลื่อนโดย Synology DiskStation Manager

DS220j รันบน DiskStation Manager แพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งสำหรับการจัดการข้อมูล ซึ่งโดดเด่นด้วยการรักษาความปลอดภัยข้อมูลและประสิทธิภาพการทำงาน Synology ได้รับรางวัลจากสื่อหลายค่าย ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของหมวดหมู่ NAS ระดับกลางในการสำรวจโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลของ TechTarget และชนะรางวัล PCMag Business Choice เป็นครั้งที่หก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DS220j โปรดไปที่ https://www.synology.com/en-global/products/DS220j

ทำความรู้จักกับ Synology

Synology เป็นบริษัทแถวหน้าด้านการจัดการข้อมูล มีนวัตกรรมและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีต่างๆ ที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา และนำเสนอความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะโซลูชันที่จัดเก็บข้อมูลและการสำรองข้อมูล การทำงานร่วมกันในไฟล์ การจัดการวิดีโอ และโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับการออกแบบด้วยเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือการนำเสนอแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์เพื่อช่วยให้การดูแลระบบ IT เป็นเรื่องง่ายดาย พร้อมกับช่วยให้ธุรกิจทั่วโลกสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอล

from:https://www.techtalkthai.com/synology-launches-diskstation-ds220j/

[Guest Post] โซลูชั่นใหม่เพื่อจัดการไฟล์ในยุคดิจิทัล ดึงจุดแข็ง Windows File Server และคลาวด์สาธารณะ ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 80%

การบริหารจัดการไฟล์ด้วย Windows File Server และคลาวด์สาธารณะ หรือบางธุรกิจใช้ทั้งสองโซลูชั่นควบคู่กัน เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีหลากหลายตัวเลือกการใช้งาน อย่างไรก็ตาม การใช้งานโซลูชั่นทั้งสองอย่างนี้ในการจัดการไฟล์ อาจส่งผลถึงความปลอดภัยของข้อมูล มีราคาสูง และความท้าทายอื่น ๆ ที่องค์กรจะต้องประสบตลอดการใช้งาน

Windows File Server เป็นเซิร์ฟเวอร์กลางในการจัดเก็บไฟล์ที่สามารถแชร์ข้อมูลไปยังผู้ใช้งานอื่น ๆ ที่อยู่ในภายใต้เน็ตเวิร์คเดียวกัน แต่การเข้าถึง Windows File Server แบบรีโมทหรือจากโทรศัพท์มือถือจำเป็นต้องใช้ VPN ซึ่งเป็นการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทั้งยังอาจเกิดปัญหาขึ้นได้สำหรับธุรกิจที่ต้องเดินทางตลอดเวลา เมื่อไม่มี VPN หลายองค์กรต้องใช้วิธีแชร์ไฟล์ให้กับลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ผ่านแอคเคาท์ที่ตั้งอยู่บนคลาวด์สาธารณะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญ นอกจากนี้ ผู้ใช้งาน Windows File Server ยังต้องมี Client Access License ซึ่งมีมูลค่าในการติดตั้งสูงและเป็นค่าใช้จ่ายเสริมหลังจากที่ติดตั้งซอฟท์แวร์ Windows File Server ซึ่งมีราคาสูงอยู่แล้ว

คลาวด์สาธารณะ คือ คลาวด์ที่อยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยผู้ให้บริการอาจเปิดให้ใช้โดยมีค่าใช้จ่ายตามลักษณะการใช้งานและแบบที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งบริการคลาวด์สาธารณะส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน ซึ่งบางครั้งทำให้สมาชิกต้องจ่ายเงินในจำนวนที่มากขึ้นในระยะยาว ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้คลาวด์อาจต้องเจอกับอุปสรรค เช่น ความช้าในการถ่ายโอนข้อมูล ความปลอดภัย และโอกาสเกิดความขัดข้องทางเทคนิคอีกด้วย

บางบริษัทเลือกใช้ทั้ง Windows File Server และคลาวด์สาธารณะไปพร้อมกัน เพื่อสร้างโซลูชั่นที่ครอบคลุมและอำนวยความสะดวกให้ตรงกับความต้องการหลักของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การใช้งานลักษณะนี้ ไม่มีการบูรณาการการจัดการไฟล์ที่เหมาะสมให้กับทั้งสองโซลูชั่น ทำให้เกิดการจัดเก็บไฟล์ซ้ำซ้อน เปลืองพื้นที่ และไม่มีศูนย์กลางการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

โซลูชั่นเพื่อการจัดการไฟล์ที่ดีขึ้นไปอีกขั้น

Synology Drive ได้นำจุดแข็งของโซลูชั่นการจัดการไฟล์ทั้ง Windows File Server และคลาวด์สาธารณะ มารวมเข้าไว้ใน NAS เพื่อให้การจัดการไฟล์มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

ประหยัดได้สูงสุดถึง 91%

  • ได้ไลเซนส์แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย
    เพียงซื้อฮาร์ดแวร์เครื่องเดียว
  • สำหรับธุรกิจที่มีพนักงาน
    100 – 300 คน สามารถประหยัดได้สูงสุด 80%
    เมื่อใช้ Synology Drive ควบคู่กับ
    Synology NAS เมื่อเทียบกับการใช้ Windows File Server (รูปภาพเปรียบเทียบดูได้ในตาราง)
  • สำหรับธุรกิจที่มีพนักงาน 100 คน สามารถประหยัดได้สูงสุด 91% เมื่อใช้ Synology Drive ควบคู่กับ Synology NAS เมื่อเทียบกับการใช้ Google Drive (รูปภาพเปรียบเทียบดูได้ในตาราง)

เข้าถึงไฟล์ได้ทุกที่ทุกเวลา

  • ซัพพอร์ตการเข้าถึงไฟล์ได้ครอบคลุมจากทุกแพลตฟอร์ม – SMB/CIFS, AFP, NFS, FTP, WebDAV; พอร์ทัลเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นบนมือถือ
  • มีฟีเจอร์ On-demand Sync ให้ผู้ใช้งานสามารถดูและเข้าถึงไฟล์บน NAS โดยไม่เปลืองพื้นที่ของคอมพิวเตอร์ ไฟล์จะถูกดาวน์โหลดลงเครื่องเมื่อผู้ใช้งานอนุมัติเท่านั้น

การแชร์และจัดการไฟล์

  • คลิ้กขวาบนไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการ
    แล้วเลือก Share File Links เพื่อให้ระบบสร้างลิงค์และคิวอาร์โค้ด
    ซึ่งสามารถแชร์ไปยังเพื่อนหรือผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ได้ โดยผู้ใช้งานที่แชร์สามารถตั้งรหัสพาสเวิร์ด
    ระยะเวลาที่สามารถเข้าถึง รวมถึงการอนุญาตให้ดาวน์โหลดและก๊อปปี้ไฟล์ได้
  • ผู้ใช้งานสามารถค้นหาไฟล์ได้อย่างง่ายดาย
    ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ชื่อไฟล์ เพราะ Drive สามารถค้นหาได้ถึงตัวคอนเทนท์ภายในไฟล์เลยทีเดียว

จัดการคอนเทนท์ร่วมกันด้วย Synology Office

  • จัดการคอนเทนท์ร่วมกันแบบเรียลไทม์ด้วย Synology Office
  • ผู้ใช้งานหลายคนสามารถแก้ไข และคอมเมนต์ในไฟล์เดียวกันได้พร้อมกัน
  • เซฟเวอร์ชั่นเก่าของคุณแบบไม่จำกัด
  • สามารถ import/export ไปยัง Microsoft Office หรือ OpenOffice ได้อย่างง่ายดาย

การแชร์ไฟล์ข้ามออฟฟิศ

  • ด้วย Synology Drive ShareSync โฟลเดอร์ที่ถูกเลือกผ่าน NAS ต่างเครื่องกันก็สามารถซิงค์กันได้อัตโนมัติ ช่วยลดความยุ่งยากในการจัดการไฟล์ที่อยู่กระจัดกระจายและเป็นเวอร์ชันที่แตกต่างกัน
  • One-way sync จะช่วยสำนักงานใหญ่ในการกระจายไฟล์ และเก็บไฟล์จากออฟฟิศสาขาย่อยได้ง่ายขึ้น

คุณสมบัติที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ดูแลระบบ

  • ลดเวลาการทำซ้ำข้อมูลแอคเคาท์ เมื่อใช้ Synology Drive ร่วมกับ Windows AD/LDAP
  • Synology Drive Admin Console เป็นตัวช่วยบริหารจัดการลักษณะ/ขนาดของไฟล์ที่ผู้ใช้งานหรือกลุ่มผู้ใช้งานสามารถซิงค์กันได้ นอกจากนี้ผู้ดูแลระบบยังสามารถคอนโทรลผู้ใช้งานในองค์กรหากต้องการเชิญผู้ใช้งานใหม่เข้ามาในระบบ หรือแม้กระทั่งการบริหารจัดการไฟล์ร่วมกันกับบุคคลภายนอก

ในยุคที่เทคโนโลยีและโซลูชั่นการจัดการไฟล์เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้งานต่างมองหาโซลูชั่นที่ครอบคลุม ไม่เพียงแค่จัดการกับความท้าทาย แต่สิ่งสำคัญคือยังต้องเสริมประสิทธิภาพให้กับการแชร์ข้อมูล พื้นที่การจัดเก็บ และการถ่ายโอนให้ดียิ่งขึ้น ผู้ประกอบการธุรกิจควรลงทุนเพื่อการเข้าถึงและจัดการไฟล์ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยในระยะยาวมากกว่าความสะดวกสบายเพียงระยะสั้น เพื่อก้าวสู่การทำงานในยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ

คลิกลิงค์และกรอกข้อมูลของท่าน เพื่อติดต่อรับข่าวสารจาก Synology http://sy.to/feb2020drivetechtalkthai

เกี่ยวกับ Synology

Synology สร้างอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย โซลูชั่น IP Surveillance และอุปกรณ์เครือข่ายที่ปฏิวัติการเก็บข้อมูล Surveillance และการจัดการเครือข่ายในระบบคลาวด์ Synology นำเทคโนโลยีล่าสุดมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานรวบรวม จัดเก็บข้อมูล แบ็คอัพข้อมูล แชร์ไฟล์ได้อย่างง่ายดาย ใช้งานโซลูชัน Surveillance อย่างมืออาชีพ และสามารถจัดการเครือข่ายที่เชื่อถือได้ในราคาย่อมเยาว์ Synology มุ่งมั่นที่จะมอบสินค้าที่มีฟีเจอร์ที่รองรับกับความต้องการในอนาคตและการบริการลูกค้าที่ดีที่สุด

from:https://www.techtalkthai.com/synology-file-share-reduce-cost-over-80-percents/