คลังเก็บป้ายกำกับ: SWITCH_AND_ROUTER

เชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Cisco Live Virtual Event APJC

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันด้านเครือข่ายและ Data Center ชั้นนำของโลก เตรียมจัดงานสัมมนาออนไลน์ Cisco Live Virtual Event APJC ประจำปี 2020 ในวันที่ 1 – 2 เมษายนนี้ ผู้ที่สนใจอัปเดตโซลูชันล่าสุดของ Cisco ไม่ว่าจะเป็น Networking, Cybersecurity, Data Center, Collaboration หรือ Service Provider สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าฟังบรรยายได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

ชื่องาน: Cisco Live Virtual Event APJC
วัน: วันพุธที่ 1 และพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2020
เวลา: 8:00 – 17:15 น. ตามเวลาประเทศไทย
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
กำหนดการ: https://www.cisco.com/c/m/en_sg/ciscolive/index.html

งานสัมมนานี้จะเป็นการอัปเดตภาพรวมเทคโนโลยีและโซลูชันล่าสุดของทาง Cisco ซึ่งครอบคลุมทั้งทางด้าน Networking, Cybersecurity, Data Center, Collaboration และ Service Provider โดยเซสชันส่วนใหญ่จะบรรยายเชิงเทคนิคและมีการสาธิตการใช้งานให้ได้รับชม ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อจองวันเวลาและรับฟังบรรยายออนไลน์ที่ cisco.com/sg/ciscolive

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-live-virtual-event-apjc-2020/

Gartner ประกาศผลรางวัล Gartner Peer Insights Customers’ Choice ทางด้าน Wired and Wireless LAN Access Infrastructure ประจำปี 2020

Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐฯ ประกาศผลรางวัล Gartner Peer Insights Customers’ Choice ทางด้าน Wired and Wireless LAN Access Infrastructure ประจำปี 2020 ซึ่งพิจารณาจากผลการรีวิวผลิตภัณฑ์และคะแนนรวมจากผู้ใช้งาน โดยขั้นต่ำต้องมี 50 รีวิวและคะแนนระดับ 4.2 ดาวขึ้นไป ซึ่งมีเจ้าของผลิตภัณฑ์รวม 7 รายที่ได้รับรางวัลในปีนี้

Credit: Gartner.com

Gartner Peer Insights Customers’ Choice ช่วยให้ผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้าน IT สามารถตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ด้าน Wired and Wireless LAN Access Infrastructure ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยการนำทั้งความรู้และข้อเสนอแนะมาจากผู้ที่ใช้งานจริง ซึ่ง Gartner พยายามอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่า ในแต่ละรีวิวที่ส่งมา จะต้องมาจากผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้าน IT ที่มีประสบการณ์และมีประโยชน์ต่อการพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ที่สำคัญคือต้องปราศจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์

Gartner จะมอบรางวัลแก่เจ้าของผลิตภัณฑ์สูงสุดจำนวน 7 รายเท่านั้น โดยต้องผ่านเกณฑ์ดังนี้

  • ภายในระยะเวลา 12 เดือนของช่วงการเปิดให้มีการส่งรีวิว เจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องมี Publish Reviews จำนวนอย่างน้อย 50 หรือมากกว่า และมีคะแนน Rating เฉลี่ยอย่างน้อย 4.2 ดาวขึ้นไป
  • หากในตลาดมีเจ้าของผลิตภัณฑ์มากกว่า 7 รายที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ Gartner จะเลือกเจ้าของผลิตภัณฑ์เพียง 7 รายที่มีจำนวน Publish Reviews สูงสุดเท่านั้น
  • เจ้าของผลิตภัณฑ์จะต้องมีผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 1 อย่างที่ผ่านทดสอบและวิเคราะห์จาก Gartner

สำหรับเจ้าของผลิตภัณฑ์ด้าน Endpoint Protection Platforms ที่ได้รับเลือกประจำปี 2020 มีทั้งหมด 7 ราย ได้แก่ Cisco, CommScope, Extreme, Fortinet, HPE Aruba, Huawei, Juniper Networks และ Ubiquiti Networks

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรีวิวการใช้งานของทั้ง 7 ผลิตภัณฑ์ได้ที่: https://www.gartner.com/reviews/customers-choice/wired-wireless-lan-access-infrastructure

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-peer-insights-wired-and-wireless-lan-2020/

Cisco ผ่านการรับรองมาตรฐาน IEC 62443 สำหรับการใช้งานในโรงงาน

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันด้านเครือข่ายและ Data Center ชั้นนำของโลก ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน IEC 62443 จำนวน 2 รายการสำหรับอุปกรณ์ Industrial Switch ที่ใช้ในโรงงาน นับเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์เครือข่ายรายแรกที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานดังกล่าว

Cisco Catalyst IE3x00 Rugged Switches / Credit: Cisco.com

ISA99/IEC 62443 เป็นมาตรฐานที่ทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมการผลิต การขนส่ง และสาธารณูปโภค ต่างยึดมั่นเพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญขององค์กรของตนมีความมั่นคงปลอดภัย ซึ่ง Cisco นอกจากจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการนิยามมาตรฐานดังกล่าวนี้แล้ว ยังเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโซลูชันเครือข่ายรายแรกที่ได้รับการรับรอง IEC 62443 ถึง 2 รายการ

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง คือ Cisco Catalyst IE3x00 Rugged Series Switches ซึ่งเป็น Switch สำหรับใช้งานในโรงงานที่มีทั้งความทันสมัย ความยืดหยุ่น และความมั่นคงปลอดภัย โดย Switch ดังกล่าวผ่านมาตรฐาน IEC 62443-4-2 และ IEC 62443-4-1 ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยของตัวผลิตภัณฑ์เอง และความต้องการในส่วนของ Secure Development Life-cycle ทำให้มั่นใจว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะสอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อบังคับของโรงงาน รวมไปถึงไม่มี Backdoor ให้แฮ็กเกอร์ใช้โจมตีอีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.cisco.com/c/en/us/products/switches/industrial-ethernet-switches/catalyst-IE3000-rugged-switches.html

ที่มา: https://blogs.cisco.com/internet-of-things/cisco-one-of-first-networking-companies-to-receive-two-iec-62443-certifications-for-industrial-switches

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-recieves-two-iec-62443-certifications-for-industrial-switch/

Case Study: UIH มั่นใจใช้ Juniper Networks วางระบบเครือข่าย Data Center และให้บริการลูกค้าทุกอุตสาหกรรม

ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์คุณสันติ เมธาวิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) เกี่ยวกับการนำโซลูชันของ Juniper Networks มาวางระบบเครือข่าย Data Center และให้บริการลูกค้าที่ต้องการยกระดับการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายในยุคดิจิทัล ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

UIH ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโซลูชัน

บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโซลูชัน (Digital Infrastructure and Solution Provider) ที่มีโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติกความเร็วระดับเทราบิตครอบคลุมทั่วประเทศไทย ทั้งยังขยายโครงข่ายสื่อสารต่อไปยังชายแดนของประเทศ เชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน รวมไปถึงมีการจัดตั้ง PoP (Point of Presence) ที่ประเทศสิงคโปร์และฮ่องกงเพื่อเป็นจุดศูนย์กลางการสื่อสารระดับภูมิภาค นอกจากนี้ UIH ยังให้บริการ Managed Services อย่างครบวงจร ทั้งการดูแลบริหารจัดการเครือข่าย ศูนย์ข้อมูล คลาวด์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และโซลูชันบนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ครอบคลุมทั้งลูกค้าภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรธุรกิจชั้นนำ

“ในช่วง 2 – 3 ปีมานี้ ลูกค้ามีความต้องการทำ Digital Transformation มากขึ้น จึงเสาะหาบริการดิจิทัลที่เหมาะกับตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการแบบ End-to-end ที่สามารถจบได้ในที่เดียว UIH จึงขยายการให้บริการจากแค่ Data Center และ Network ไปสู่ Cloud, Security และโซลูชัน ICT อื่นๆ แบบครบวงจร เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้า” – คุณสันติกล่าวถึงแนวโน้มความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน

เลือก Juniper Networks วางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและ Data Center

เพื่อให้สามารถบริการโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและ Data Center ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตอบสนองต่อความต้องการขององค์กรในยุคดิจิทัลที่ต้องการความเสถียรและแบนด์วิดท์ที่สูง UIH ได้เลือกใช้โซลูชัน Switching & Routing ของ Juniper Networks ในการวางระบบเครือข่าย MPLS หลักของ UIH และทำหน้าที่เป็น Core Switches ภายใน Data Center ของตนสำหรับให้บริการลูกค้าตั้งแต่ธุรกิจ SME ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ทุกอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

“Juniper Networks ครองตำแหน่ง Leader บน Gartner Magic Quadrant ทางด้าน Data Center Networking ทำให้เรามั่นใจที่จะใช้โซลูชันของ Vendor รายนี้ ที่สำคัญคือเราเชื่อมั่นใน Roadmap ของ Juniper Networks ที่มีการพัฒนาฮาร์ดแวร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และซอฟต์แวร์ให้มีฟีเจอร์หลากหลาย ครอบคลุมความต้องการของเรา เช่น การนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ปัญหาและเพิ่มความเร็วในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้น” — คุณสันติให้ความเห็นเกี่ยวกับการนำโซลูชัน Juniper Networks มาใช้ในเครือข่ายและ Data Center ของ UIH

Gartner ระบุในรายงาน Magic Quadrant ปี 2019 เกี่ยวกับ Juniper QFX Switch และซอฟต์แวร์ Junos สำหรับให้บริการ Data Center Networking ว่า มีฮาร์ดแวร์ให้บริการหลากหลายและมีซอฟต์แวร์ที่มีฟีเจอร์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรได้เกือบทั้งหมด ที่สำคัญคือ Roadmap ของ Juniper Networks ที่ต้องการนำเสนอคุณสมบัติ Self-healing จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานบนระบบเครือข่ายได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการใช้บนสภาพแวดล้อมขนาดใหญ่ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงอย่างผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและองค์กรขนาดใหญ่

อ่านรายงานของ Gartner ฉบับเต็มได้ที่: https://www.juniper.net/us/en/forms/2019-gartner-magic-quadrant-datacenter-networking-leader/

ให้บริการ Juniper SRX Series ในการวางระบบเครือข่ายแก่ลูกค้า

สำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้บริการ Managed Services สำหรับการดูแลระบบเครือข่ายภายในองค์กรและระหว่างสำนักงานสาขา UIH ได้เลือกใช้ Juniper SRX Series ซึ่งเป็น Secured Router แบบ All-in-one ที่รองรับฟังก์ชัน Next-generation Firewall, Full Routing, Switiching Service และ SD-WAN ภายในอุปกรณ์เดียว ตอบโจทย์ทั้งด้านการเชื่อมต่อและความมั่นคงปลอดภัย เหมาะสำหรับองค์กรที่มีสำนักงานสาขาเป็นจำนวนมากและมีการเชื่อมต่อกับระบบ Cloud

“ในการให้บริการ Managed Services แก่ลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องมี 2 ปัจจัยหลัก หนึ่งคือระบบหรืออุปกรณ์ต้องมีความเสถียรและดูแลได้ง่าย ซึ่ง Juniper SRX ตอบโจทย์ตรงจุดนี้ คุณสมบัติ Orchestration และ Automation ช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการและติดตามการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระของผู้ดูแลระบบและช่วยให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกตั้งค่าและทำงานอย่างถูกต้อง อีกปัจจัยหนึ่งคือ บุคลากรต้องมีความเชี่ยวชาญ ซึ่ง UIH มีทีมวิศวกรที่ผ่านการอบรมและได้รับใบรับรองจาก Juniper Networks เป็นจำนวนมาก พร้อมทำงานร่วมกับทีม Juniper Networks ประเทศไทยในการสนับสนุนลูกค้าอย่างสุดความสามารถ” — คุณสันติกล่าว

วางรากฐานการทำ Digital Transformation ให้องค์กรทั่วไทย

แน่นอนว่ารากฐานสำคัญของการทำ Digital Transformation ยังคงหนีไม่พ้นการมี Infrastructure และ Data Center ที่พร้อมรับส่งและประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล UIH จึงได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Juniper Networks เพื่อให้บริการ Managed Network & Security Services อย่างครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา วิเคราะห์ความต้องการเชิงธุรกิจ ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงดูแลรักษาระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยอย่างครบวงจร ที่สำคัญคือลูกค้าสามารถต่อยอดการใช้โซลูชันดิจิทัลอื่นๆ เช่น Data Analytics, Robotics Process Automation (RPA) หรือ Face Recognition กับทาง UIH ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องไปเสาะหาผู้ให้บริการรายอื่นๆ การใช้บริการแบบ One-stop Service นี้ นอกจากจะช่วยให้สามารถส่งบริการใหม่ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังช่วยให้ค้นหาต้นตอและตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพออีกด้วย

“UIH ค้นหาโซลูชันดิจิทัลใหม่ๆ และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้าง Ecosystem ที่ครอบคลุมความต้องการลูกค้า ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ๆ ในยุคดิจิทัล ลูกค้าสามารถเริ่มต้นที่เรา และจบที่เรา ตั้งแต่การวางรากฐานไปสู่การนำเทคโนโลยีล่าสุดมาประยุกต์ใช้เพื่อพลิกโฉมธุรกิจ” — คุณสันติกล่าวปิดท้าย

สนับสนุนโดยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะของ UIH

บริการของ UIH ทั้งหมดพัฒนาอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ (Intelligent Digital Infrastructure) ซึ่งทางบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับพันธมิตรด้าน IT จากทั่วโลกในการสร้างโครงข่ายระดับ Terabit ที่พร้อมรองรับทราฟฟิกปริมาณมหาศาล ครอบคลุมการใช้งานทั่วประเทศ ตอบโจทย์การใช้แบนด์วิดท์แบบก้าวกระโดดของลูกค้า ทั้งยังเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกหลายรายเพื่อให้บริการลูกค้าในรูปแบบ Multicloud ช่วยให้ลูกค้าสามารถพลิกโฉมธุรกิจตนเองสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอิจฉริยะของ UIH ยังมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ และสามารถต่อยอดบริการใหม่ๆ ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในการทำ Digital Transformation ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็น โซลูชันดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัย การวิเคราะห์และนำข้อมูลไปใช้ ไปจนถึง AI และ Machine Learning ช่วยให้การใช้งานโซลูชันดิจิทัลและแอปพลิเคชันของลูกค้าเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างผลกำไรคืนได้อย่างรวดเร็ว

from:https://www.techtalkthai.com/case-study-uih-chooses-juniper-networks-for-data-center-networking/

ขอเชิญร่วมสัมมนาฟรี HPE Intelligence Datacenter ณ Novotel Chiangmai 17 ม.ค. 2020

Hewlett Packard Enterprise ร่วมกับ VMware ขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมงาน HPE Intelligence Datacenter ภายในงานทุกท่านจะได้รับทราบเนื้อหาของผลิตภัณฑ์ของ HPE ในกลุ่ม HPE ProLiant Server, HPE Nimble และ HPE Aruba รวมถึงเทคโนโลยีทางด้านซอฟแวร์ของ VMware ซึ่งเนื้อหาภายในงาน จะช่วยให้การทำงานของท่านสะดวกมากขึ้นและเกิดประโยชน์ต่อองค์กรของท่านอย่างสูงสุด ณ Novotel Chiangmai Nimman Journeyhub ในวันที่ 17 มกราคม 2020 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

HPE Intelligence Datacenter

วันที่ 17 มกราคม 2020
เวลา 09.00 – 16.00
สถานที่ Meeting Room 2 – 3, Lower Lobby Level, Novotel Chiangmai Nimman Journeyhub

กำหนดการ

09.00 – 09.30: Registration
09.30 – 10.30: Virtualization & HCI
10.30 – 11.00 Live Demo
11.00 – 11.15: Coffee Break
11.15 – 12.30: HPE ProLiant Gen10 Server: the world’s most intelligent and secure industry standard servers.
12.30 – 13.30: Lunch
13.30 – 15.00: Intelligent Cloud Platform for Modernize workload by HPE Nimble dHCI
15.00 – 15.15: Coffee Break
15.15 – 16.15: HPE Aruba: Enterprise Security and Access Wireless Network
16.15 – 16.30: Q&A, Closing seminar

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที

ลงทะเบียนและสอบถามข้อมูลเพิ่ม :
คุณพลอยนภัส
Contact Number: 02-678-8660 / 103
Email: support@wareerak.com

from:https://www.techtalkthai.com/free-hpe-intelligence-datacenter-seminar-at-novotel-chiangmai-invitation/

รวมอัปเดตใหม่ในงาน Dell Technologies Forum 2019 เมื่อเทคโนโลยีกกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์

Dell Technologies จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปี Dell Technologies Forum 2019 ภายใต้ธีม Real Transformation พร้อมอัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อสนับสนุนการพลิกโฉมธุรกิจของทุกอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัล รวมไปถึงแนะนำโซลูชันใหม่จาก Dell Technologies ซึ่งช่วยให้ทุกองค์กรสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมั่นใจ สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

Gartner และ IDC ยก Dell Technologies เป็นผู้ในด้าน Server/Storage, Virtualization, Cloud และ Security

คุณอโนทัย เวทยากร รองประธานของ Dell EMC ได้ออกมาอัปเดตตลาด IT ล่าสุด โดยยกรายงานจาก Gartner และ IDC ล่าสุดมา ระบุว่า ปัจจุบันนี้ Dell Technologies ยังคงเป็นครองตำแหน่งผู้นำในตลาด IT อย่างเหนียวแน่น โดยถูกจัดอันดับเป็น Leader บน Magic Quadrant ของ Gartner ถึง 11 รายการ ในขณะที่ IDC ยกให้ Dell Technologies เป็นอันดับ 1 ด้าน Storage, Client, Servers และ Virtualization

ในการย่างเข้าสู่ปี 2020 นี้ Dell Technologies จะโฟกัสที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพลิกโฉมการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในสังคมที่มีความยุ่งยากและซับซ้อน ที่สำคัญคือ Dell Technologies ยึดหลักความเป็นส่วนบุคคล (Privacy) ในการช่วยผลักดันลูกค้าไปข้างหน้าเพื่อทำ Digital Transformation นอกจากนี้ Dell Technologies ยังตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและได้ออกโปรแกรมเพื่อดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมากมาย เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เป็นต้น

5 Emerging Technologies ที่จะมาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราในปี 2030

Pang Yee Beng, Senior Vice-president, Sales, South Asia ของ Dell Technologies ระบุว่า เทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยผลักดันการพัฒนาของมนุษยชาติ คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าเทคโนโลยีจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอย่างแท้จริง โดย 5G, Internet of Things (IoT) และ AI จะเป็นเทคโนโลยีบุกเบิกไปยังจุดนั้น ดังที่เราได้เริ่มเห็นกันแล้วในปัจจุบัน เช่น ตู้เย็นอัจฉริยะสามารถสั่งซื้อของออนไลน์ได้โดยอัตโนมัติเมื่อเห็นว่าของกำลังจะหมด, ระบบ IoT ในอุตสาหกรรมการผลิตสามารถตรวจสอบสายการผลิตได้ด้วยตนเองและผลิตสิ่งของให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ณ ขณะนั้น หรือสนามบิน Shangi ใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในการให้บริการนักท่องเที่ยวหรือผู้ใช้บริการสนามบิน เป็นต้น เหล่านี้ต้องขอบคุณเทคโนโลยี IoT, Data Analytics และ AI ที่เข้ามาสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ

Pang Yee Beng ยังได้กล่าวถึงเทคโนโลยียุคใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงบริบทหรือปฏิรูปรูปแบบของการดำรงชีวิตของเราในปี 2030 รวม 5 รายการ ดังนี้

1. Networked Reality

Networked Reality หรือเครือข่ายของระบบเสมือนจริง กล่าวคือ ในอีก 10 ปีข้างหน้า โลกเสมือนจริง (Virtual Reality) หรือโลกไซเบอร์ (Cyberspace) จะซ้อนทับกันกับโลกแห่งความเป็นจริงที่มนุษย์อาศัยอยู่ โดยมีสาเหตุมาจากการที่สภาพแวดล้อมดิจิทัลขยายออกไปเกินกว่าโทรทัศน์ สมาร์ตโฟน หรืออุปกรณ์ในการแสดงผลอื่นๆ ทำให้มนุษย์สามารถก้าวข้ามไปมาในแต่ละโลกได้อย่างอิสระและไร้รอยต่อ

2. Connected Mobility and Networked Matter

ยานยนต์จะเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย อาจกล่าวได้ว่าในอนาคตยานยนต์จะกลายเป็นคอมพิวเตอร์ที่เคลื่อนที่ได้ และมีความชาญฉลาด มนุษย์สามารถวางใจให้ยานยนต์เหล่านี้พาไปส่งถึงจุดหมายปลายทางโดยไม่ต้องกังวลว่าจะชนอะไร เพราะยานยนต์สามารถสื่อสารและทราบตำแหน่งของกันทั้งหมด รวมไปถึงสามารถรู้ได้ด้วยตนเองว่าเมื่อไหร่จะต้องเข้าศูนย์เพื่อตรวจสภาพ

3. From Digital Cities to Sentient Cities

เมืองดิจิทัลในปัจจุบันจะพัฒนาสู่เมืองที่รับรู้ความรู้สึกได้ โดยอาศัย Smart Objects และอุปกรณ์ IoT รวมไปถึงมีระบบรายงานผลด้วยตนเอง ส่งผลให้เมืองรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการจราจรหรือมลภาวะ ทั้งยังสามารถสื่อสารกันเพื่อบริหารจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้

4. Agents and Algorithms

มนุษย์จะได้รับการดูแลจาก “ระบบปฏิบัติการเพื่อการดำรงชีวิต (Operating System of Living)” ที่เป็นของตัวเอง ที่สามารถคาดเดาถึงความต้องการของเราและให้การสนับสนุนภาระกิจต่างๆ ในแต่ละวันได้แบบเชิงรุก อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์จะมีผู้ช่วนส่วนตัวในอนาคตที่จะทำให้มีเวลาว่างไปทำอย่างอื่นได้มากขึ้น

5. Robot with Social Lives

หุ่นยนต์จะกลายมาเป็นหุ้นส่วนในชีวิตของมนุษย์ ช่วยเพิ่มทักษะและขยายขีดความสามารถด้านต่างๆ ทั้งยังแบ่งปันความรู้ใหม่ที่ได้รับไปยัง Social Robot Network เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมและความก้าวหน้าแบบเรียลไทม์

ไม่ใช่แค่นำเสนอโซลูชันดิจิทัล แต่เป็นการสร้าง DX Journey ไปพร้อมกับลูกค้า

สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน Kris Day, Vice President, Modern Data Center APAC จาก Dell Technologies ระบุว่า ข้อมูลจะกลายเป็นสิ่งล้ำค่าในยุคดิจิทัล เนื่องจากเราสามารถนำมาใช้สร้างมูลค่าหรือต่อยอดธุรกิจต่อไปได้ และเมื่อเรามีข้อมูลเพียงพอ AI ก็จะสามารถแสดงความสามารถออกมาได้เต็มที่ กลายเป็นหุ่นยนต์ที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของเรา คาดการณ์ว่าข้อมูลดิจิทัลจะมีปริมาณพุ่งสูงถึง 163 Zetabytes ภายในปี 2025 นี้

Day ยังได้อัปเดตเทคโนโลยีสำคัญ 5 ประการที่กำลังเข้ามาสนับสนุนการทำ Digital Transformation ในขณะนี้ ได้แก่

  • AI: เทคโนโลยี AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมานานกว่า 50 ปีแล้ว แต่เราเพิ่งเริ่มนำมาใช้อย่างจริงจังไม่กี่ปีมานี้เนื่องจากเรามีข้อมูลมากเพียงพอที่จะทำให้ AI สามารถแสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่
  • Hybrid & Multi-cloud: แนวคิดเรื่อง Hybrid Cloud และ Multi-cloud ช่วยให้เราสามารถประมวลผลงานสเกลขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนเพื่อตอบโจทย์ความต้องการรูปแบบใหม่ๆ ได้
  • Edge Computing: งานบางประเภทต้องประมวลผลใกล้กับอุปกรณ์ปลายทาง เพราะต้องการ Latency ต่ำ เช่น Self-driving Car
  • Software-defined: ใช้ซอฟต์แวร์ในการควบคุมการทำงานของระบบ IT และเชื่อมโยงแต่ละระบบเข้าหากันด้วย API เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างอัตโนมัติและไร้รอยต่อ
  • Workforce Modernization: ปรับเปลี่ยนประสบการณ์ของพนักงานให้มีความทันสมัย ตระหนักถึงความเป็นดิจิทัล เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนยุคปัจจุบันกับคนยุคใหม่

นอกจากนี้ Day ยังกล่าวอีกว่า การทำ Digital Transformation ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลในยุค Multicloud ซึ่ง Dell Technologies พร้อมสนับสนุนการทำ Digital Transformation ให้แก่ทุกองค์กร ไม่ใช่เพียงแค่นำเสนอโซลูชันดิจิทัลในรูปของโปรเจ็กต์แล้วจบไป แต่เป็นการสร้าง Journey ไปพร้อมกับลูกค้าโดยยึดเป้าประสงค์เชิงธุรกิจเป็นสำคัญ แล้วก้าวเดินไปสู่จุดหมายด้วยกัน

Dell Technologies นำเสนอการทำ Digital Transformation ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ IT Infrastructure, Digital Workforce, Cybersecurity และ Application โดยมีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา แนะนำแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด รวมไปถึงวางแผนกลยุทธ์เพื่อให้การทำ Digital Transformation ประสบความสำเร็จตามเป้าประสงค์เชิงธุรกิจที่ได้ตั้งเอาไว้

Technicolor และ Dell Technologies เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์ The Lion King (2019)

Biren Ghose, Country Head India จาก Technicolor ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์และโฆษณาระดับโลกมากมาย ได้ออกมาเล่าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใช้ในงานเบื้องหลังของการถ่ายทำภาพยนตร์และโฆษณา รวมถึงวิเคราะห์ทิศทางของเทคโนโลยีในอนาคตที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมผู้ผลิตสื่อ พร้อมแสดงเทคโนโลยีด้าน Imagery และการทำ Simulation ของ Technicolor สำหรับการสร้าง Footage ให้กับโฆษณาของ Jaguar และภาพยนตร์อย่าง The Lion King (2019) ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนได้เห็นนั้น “ไม่มีของจริงเลย”

นอกจากนี้ Ghose ยังได้กล่าวถึงความร่วมมือกับ Dell Technologies ที่ช่วยส่งมอบขุมพลังของเทคโนโลยีด้าน Computer Graphics และเครื่องมือระบบ Virtual Production ที่ทำให้สามารถสร้างภาพจำลองของสิ่งต่างๆ ทั้งรถยนต์ สัตว์ และสิ่งอื่นๆ ได้อย่างสมจริง ส่งผลให้ Technicolor สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานได้อย่างไร้ขีดจำกัดด้วยเทคโนโลยีล่าสุด

5 เทคโนโลยีเด่นที่น่าสนใจในงาน Dell Technologies Forum 2019

ภายในงาน Dell Technologies Forum 2019 ยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และโซลูชันใหม่ที่น่าสนใจ ที่เข้ามาตอบโจทย์การใช้งานด้าน IT ในยุคที่ข้อมูลมีความสำคัญ ทั้งการจับเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การปกป้องข้อมูลให้มั่นคงปลอดภัย ไปจนถึงการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง รวมไปถึงแนะนำ Desktop ยุคใหม่ที่นอกจากจะมีขนาดเล็ก ประหยัดพื้นที่แล้ว ยังช่วยประหยัดไฟอีกด้วย

1. Dell EMC PowerMax 2000

Dell EMC PowerMax 2000 เป็นโซลูชัน End-to-end NVMe Storage ระดับ High-end ถูกออกแบบมาให้มีสถาปัตยกรรมแบบ Multi-controller, Active/Active Scale-out Architecture รองรับเทคโนโลยี End-to-end NVMe และ Storage Class Memory (SCM) ซึ่งช่วยลด Latency ในการเข้าถึงและจัดเก็บข้อมูลลงได้สูงสุดถึง 50% รวมไปถึงมีเทคโนโลยี AI/ML สำหรับจัดเก็บข้อมูลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีความต่อเนื่องในการใช้งานถึงระดับ 99.9999% เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการความเสถียรและสมรรถนะในการทำงานระดับสูง

2. Dell EMC Integrated Data Protection Appliance DP4400

Dell EMC Integrated Data Protection Appliance (IDPA) DP4400 เป็นอุปกรณ์สำหรับการปกป้องและสำรองข้อมูลแบบ All-in-one กล่าวคือมี Backup Server, Backup Storage และ Backup Software มาให้พร้อมใช้งานภายในตัว รองรับความจุเริ่มต้นที่ 8 TB และสูงสุดที่ 96 TB บนฮาร์ดแวร์ขนาด 2U ที่สำคัญคือมีอัตราส่วนการ Deduplication เฉลี่ยสูงถึง 55:1 และรองรับ Hypervisor ที่หลากหลาย เช่น VMware, Hyper-V หรือ KVM

3. Dell EMC Isilon F810

Dell EMC Isilon F810 เป็นโซลูชัน Scale-out NAS แบบ All-flash ล่าสุดที่ถูกออกแบบมาสำหรับทำ Data Lake โดยเฉพาะ เหมาะสำหรับ Workload ประเภท EDA, Data Analytics และ AI/ML มีจุดเด่นที่ความสามารถการทำ Data Compression และ Deduplication แบบ In-line เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพหรือ Throughput ที่สูง นอกจากนี้ยังช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ Unstructured Data ได้ง่ายยิ่งขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลลงได้อีกด้วย

4. Next-generation Data Access with Dell Networking

Next-generation Data Access with Dell Networking ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก คือ SD-WAN และ High-speed Bandwidth Switch โดยโซลูชัน SD-WAN ของ Dell นั้นถูกใช้สำหรับการเชื่อมต่อ WAN ระหว่างสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขา รวมไปถึงระบบ Cloud โดยรองรับการเชื่อมต่อทั้ง MPLS, FTTx และ 3G/4G มี Throughput เริ่มต้นตั้งแต่ 350 Mbps ไปจนถึงระดับ 10 Gbps ส่วน High-speed Bandwidth Switch นั้นถูกใช้สำหรับการเชื่อมต่อใน Data Center รองรับอินเทอร์เฟซแบบ 10/25G และ Uplink ขนาด 40G หรือ 100G นอกจากนี้ Dell EMC ยังเตรียมเปิดตัว Switch รุ่นใหม่ขนาด 1U 32 พอร์ต ที่รองรับการเชื่อมต่อได้ถึงระดับ 400G เร็วๆ นี้อีกด้วย

5. Dell Optiplex 7070 Ultra

Dell Optiplex 7070 Ultra เป็นเทคโนโลยี PC ใหม่สำหรับใช้ในองค์กร ตอบโจทย์เทรนด์การใช้งานในปัจจุบันที่เน้นการประหยัดพื้นที่ ประหยัดไฟ แต่ยังคงได้ประสิทธิภาพในการใช้งานที่สูง Dell Optiplex 7070 Ultra เป็น Mini PC ที่มีขนาดเล็กที่สุดของ Dell ซึ่งสามารถประกอบให้ซ่อนอยู่ภายในขาตั้งหน้าจอมอนิเตอร์ได้ นั่นหมายความว่า เพียงแค่ติดตั้งจอมอนิเเตอร์เข้ากับขาตั้งก็จะพร้อมใช้งานเป็น PC ทันที

เปิดตัว Dell Technologies Cloud Management Platform

นอกจากเทคโนโลยีเด่นทั้ง 5 รายการแล้ว ภายในงาน Dell Technologies ยังได้เปิดตัว Dell Technologies Cloud Management Platform ที่ต่อยอดเทคโนโลยี VMware Cloud Foundation ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ VMware Cloud Workload ทั้งบน On-premise Data Center, Private Cloud และ Public Cloud ไม่ว่าจะเป็น AWS, Microsoft Azure หรือ Google Cloud Platform ได้อย่างสอดคล้องกัน พร้อมรองรับการใช้งานร่วมกับ Dell EMC VxRail, Dell EMC Unity และ Dell EMC PowerMax Data Storage ได้อย่างไร้รอยต่อ ช่วยให้องค์กรก้าวเข้าสู่การใช้งานแบบ Hybrid Cloud ได้อย่างเต็มตัว

Dell Technologies Cloud Management Platform นอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการโยกย้าย Workload ไปมาระหว่าง On-premises และ Cloud ได้อย่างอิสระแล้ว ยังช่วยให้ Cloud Workload สามารถแสดงประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุดจากการทำงานภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดอีกด้วย ที่สำคัญยังช่วยยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กร และสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เช่น GDPR เป็นต้น

from:https://www.techtalkthai.com/new-updates-from-dell-technologies-forum-2019/

Broadcom เริ่มส่งมอบชิป Network ประสิทธิภาพระดับ 25.6Tbps แล้ว ตอบโจทย์ระบบเครือข่ายแบบ Single Tier

Broadcom ได้เริ่มส่งมองชิป Broadcom Tomahawk 4 ซึ่งเป็นชิปประมวลผลสำหรับอุปกรณ์เครือข่ายล่าสุดที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 25.6Tbps สำหรับรองรับอุปกรณ์ Switch ที่มีพอร์ต 400GbE จำนวน 64 พอร์ตหรือ 100GbE จำนวน 256 พอร์ตแล้ว

Credit: Broadcom

ภายในชิปนี้ได้ใช้ Transistor ที่ผลิตโดยเทคโนโลยี 7nm ของ TSMC จำนวน 31,000 ล้านชุดอยู่ภายใน โดย Broadcom ระบุว่าชิปนี้จะใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าชิปคู่แข่งถึง 75% อีกทั้งยังมีความสามารถอย่างเช่นการทำ Load Balance ระดับสูงภายใน และยังมีการเปิด Switch API ให้เป็น Open Source Software ภายใต้ชื่อ Broadcom Open Network Switch APIs (OpenNSA) ด้วย

Credit: Broadcom

แนวทางหนึ่งที่ Broadcom นำเสนอเพื่อใช้ในการออกแบบ Data Center Networking สำหรับอนาคตนี้ก็คือการออกแบบ Switch ให้มีเพียงชั้นเดียว ลดจาก Spine-Leaf ซึ่งใช้ 2 Tier ช่วยลดจำนวน Hop ในการเชื่อมต่อระหว่าง Application Server และ NVMe Storage จาก 3 Hop บน Switch ให้เหลือเพียง 1 Hop เท่านั้น ซึ่งจะสามารถช่วยลด Latency ที่เกิดขึ้นภายในระบบเครือข่ายลงได้ถึง 60%

สำหรับลูกค้ารายแรกๆ ของ Broadcom ที่จะได้เริ่มใช้ชิปดังกล่าวนี้ก็คือ Alibaba, Microsoft, Tencent และ Uber

เป้าหมายในอนาคตของ Broadcom นั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง คือการนำชิปที่มีประสิทธิภาพในการทำ Switching ที่สูงขึ้นกว่าเดิม 2 เท่าออกสู่ตลาดให้ทันทุกๆ 2 ปีนั่นเอง

ที่มา: https://www.tomshardware.com/news/broadcom-ships-first-256tbps-switch-on-7nm

from:https://www.techtalkthai.com/broadcom-starts-shipping-its-tomahawk-4-chip/