คลังเก็บป้ายกำกับ: STORAGE

สรุปงานสัมมนาออนไลน์ VMware vSAN 101: Back to the Future

เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายนที่ผ่านทาง VMware ได้จัดสัมมนาออนไลน์ขึ้นในหัวข้อ “VMware vSAN 101: Back to the Future” โดยสำหรับท่านที่พลาดเข้าชมในเวลานั้น ทางทีมงาน TechTalkThai จึงได้สรุปเนื้อหาใจความสำคัญของการสัมมนามาให้ได้ติดตามกันครับ

credit : vmware

ผู้ดูแลระบบไอทีมือเก๋าทุกท่านคงพอนึกภาพได้ว่าระบบไอทีจะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ Compute, Storage และ Network รวมไปถึงอุปกรณ์ด้าน Security อย่างไรก็ดีหากเจาะลึกลงไปถึงส่วนของ Storage อย่าง NAS หรือ SAN จะพบว่าสมัยก่อนนั้น ผู้ดูแลต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ อย่างโชกโชนเช่น

  • Storage แต่ละชุดมีข้อจำกัดจาก Controller เพราะเมื่อใช้ไปเรื่อยๆ CPU/Memory จะเต็ม จนทำให้ต้องมีการอัปเกรตอุปกรณ์
  • หากใช้ดิสก์คนละประเภทกันจะทำให้เกิดปัญหาคอขวดที่ Controller
  • ปัญหาการบริหารจัดการ RAID Type ซึ่งมีขั้นตอนยุ่งยากและใช้เวลานาน
  • ต้องใช้ SAN Switch เพื่อทำการเชื่อมต่อ ซึ่งมีขั้นตอนยุ่งยาก
  • ความไม่เข้ากันของ Storage แต่ละยี่ห้อหรือข้ามรุ่นที่ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้

จากปัญหาเหล่านี้พบว่า Storage ในอดีตไม่มีความยืดหยุ่นเลย เพราะหากต้องการขยายก็ต้องลงทุนสูงมาก รวมถึงยังเป็นภาระให้แก่ทีมไอที ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเทคโนโลยีที่ยุบรวมระหว่าง Compute, Storage และ Network เข้าด้วยกัน เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า Hyper-converge Infrastructure (HCI)

การเปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญนี้ ทำให้ทีมงานไอทีและองค์กรมีความคล่องตัวมากกว่าเดิมอย่างน้อยที่สุดก็คือในเรื่องของขนาดของ Storage ที่เปลี่ยนโฉมใช้พื้นที่แร็กแค่ไม่กี่ยูนิตก็สามารถให้บริการแอปพลิเคชันขนาดใหญ่ได้ รวมถึงสามารถบริหารจัดการทั้ง 3 องค์ประกอบได้ด้วยเครื่องมือชุดเดียวกันลดความยุ่งยากและความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นเพราะมีเครื่องมือหลากหลายเกินไป

อย่างไรก็ดีแม้ภาพรวมของ Hardware จะเปลี่ยนไปแต่ Storage ยังไม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ VMware ผู้นำตลาดซอฟต์แวร์ด้าน Virtualization จึงได้คิดค้นโซลูชันในการผสานรวม Storage ที่อยู่ใแต่ละเครื่องให้เป็นผืนเดียวกัน ผ่านโซลูชันที่ชื่อว่า vSAN นั่นเอง

การใช้งาน VMware vSAN ดีอย่างไร?

credit : VMware

VMware เป็นผู้นำในด้านของซอฟต์แวร์มานานแล้ว นั่นหมายความว่าผู้ใช้งานจะเลือกใช้ Hardware จาก Vendor รายต่างๆ ได้ เพียงแค่นำซอฟต์แวร์จาก VMware ไปติดตั้งก็สามารถเริ่มโซลูชัน HCI ได้ทันที โดยโซลูชัน VMware บน DELL Technologies จะใช้ชื่อว่า VXRail ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสองค่าย อย่างไรก็ดีสำหรับโซลูชันกับ Vendor รายอื่นๆ ซึ่งมีการรับรองจาก VMware จะใช้ชื่อว่า Ready Node นอกจากเรื่องความอิสระของฮาร์ดแวร์แล้ว vSAN ยังมีประโยชน์อีกหลายประการดังนี้

1.) ติดตั้งง่าย

สำหรับผู้สนใจใช้งาน vSAN สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ โดยมีความต้องการเบื้องต้นดังนี้

  • ใช้ฮาร์ดแวร์ที่ได้การรับรองจาก VMware ซึ่งมีอยู่อย่างมากมาย โดยสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่นี่ 
  • มีโฮสต์อย่างน้อย 3 เครื่อง
  • ติดตั้ง vSphere เวอร์ชัน 6.0 ขึ้นไปจากนั้นเข้าไปเปิดฟีเจอร์ vSAN

ซึ่งทีมงาน VMware ได้สาธิตให้ผู้ชมทุกคนเห็นว่าสามารถเปิดฟีเจอร์ vSAN ทำได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น ก็พร้อมใช้งานแล้ว

2.) ทำ RAID ระดับ VM ได้

ด้วยความสามารถของซอฟต์แวร์ผู้ใช้งาน vSAN จะสามารถกำหนด RAID Policy และบังคับใช้ที่ระดับ VM ได้  ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการอย่างมากตัวอย่างเช่น เราสามารถทำ RAID 1 ให้กับไดร์ฟ D และทำ RAID 5 ให้ไดร์ฟ C เพราะมีความสำคัญของข้อมูลไม่เท่ากันได้

3.) รองรับการทำ Scale up และ Scale Out

จากเดิมที่องค์กรจะประสบปัญหาข้อจำกัดของ Traditional Storage ซึ่งขยายทรัพยากรได้ยาก แต่ด้วยความสามารถของ vSAN ผู้ใช้งานจะสามารถทลายข้อจำกัดของดิสก์ต่างยี่ห้อกัน ซึ่ง 1 Cluster ของ vSAN สามารถเพิ่มได้ถึง 64 โหนด รวมถึงสามารถใส่ดิสก์ที่มีความจุต่างกันได้ด้วย

4.) พร้อมต่อยอดไป Hybrid หรือ Multi-Cloud

VMware มียังมีโซลูชันที่ชื่อว่า VMware Cloud Foundation (VCF) ซึ่งมีส่วนประกอบที่สามารถตอบโจทย์การทำงานกับ Containerized ที่ชื่อว่า Tanzu แถมยังมีความร่วมมือกับผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่โดยการนำ VCF ไปติดตั้งเพื่อให้บริการบน AWS, Google และ Microsoft Azure ทำให้องค์กรสามารถจัดการ Workload ได้ข้ามทุกคลาวด์ด้วยเครื่องมือเดิมอย่างไร้รอยต่อ

5.) ให้บริการ File Share และ Cloud Native Storage

ผู้ใช้งาน vSAN สามารถเปิดให้บริการ File Share ได้ทันที โดยรองรับโปรโตคอล NFS 4.1 และ 3 นอกจากนี้ยังสามารถบริหารจัดการการทำ ACL, Quota และมีระบบ HA ด้วย ด้วยเหตุนี้องค์กรไม่ต้องไปแสวงหาต่อ External Storage มาให้ยุ่งยากอีกต่อไป ไม่เพียงเท่านั้นvSAN ยังสนับสนุนการใช้งานเป็น Persistent Volume ให้กับ Kubernetes Cluster บน VMware ได้ด้วย จึงทำให้องค์กรสามารถให้บริการแอปพลิเคชันแบบดั้งเดิมและแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native ได้

อันที่จริงแล้ว VMware ยังมีโซลูชันต่อยอดอื่นๆ ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครอบคลุมทั้งในแง่ของ Security ด้วย NSX หรือติดตามประสิทธิภาพของระบบด้วย vRealize ซึ่งทั้งหมดร้อยเรียงกันด้วยเทคโนโลยี Software-defined data center นั่นเอง ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ VMware vSAN

from:https://www.techtalkthai.com/summary-webinar-vmware-vsan-101-back-to-the-future/

HPE GreenLake with Cohesity (Pay-as-you-go Data Management) Cohesity โดย HPE GreenLake ให้คุณจ่ายค่าการจัดการข้อมูลตามการใช้งานจริง

“Cohesity โดย HPE GreenLake จะช่วยคุณแก้ปัญหาของข้อมูลจำนวนมากที่กระจัดกระจาย ลดเวลาในการกู้คืน
และนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น”

HPE GreenLake with Cohensity (Pay-as-you-go Data Management)

ในปัจจุบันผู้นำทางธุรกิจได้ปรับเปลี่ยนความคาดหวังจากการใช้งานระบบไอทีขององค์กร ผ่านประสบการณ์การใช้งานระบบคลาวด์ ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงของ Digital Transformation ส่งผลให้ปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล เกิดความท้าทายในการบริหารจัดการข้อมูล องค์กรของท่านจะตอบสนองต่อความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นในการเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและยืดหยุ่นกว่าเดิมได้อย่างไร โดยยังคงงบค่าใช้จ่ายไว้และสามารถควบคุมการบริหารจัดการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของโซลูชั่น Cohesity-HPE

  • Eliminate multiple point solutions
    ลดจุดซ้ำซ้อนจากหลากหลายโซลูชั่น ด้วยแพลตฟอร์มข้อมูลเดียวระดับองค์กร
  • Safeguard your data
    ปกป้องข้อมูลของคุณ ด้วยฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยที่ built-in มาในตัวและการป้องกัน Ransomware
  • Simplify management
    ลดความซับซ้อนในการจัดการ ด้วยอินเตอร์เฟซผู้ใช้งานระบบเดียวทุกการเชื่อมต่อ Core, Cloud และ Edge
  • Accelerate hybrid/multi-cloud
    เพิ่มความเร็วในการใช้ ไฮบริดคลาวด์ /มัลติคลาวด์ รองรับคลาวด์สาธารณะชั้นนำ
  • Do more with your backup and unstructured data
    ใช้ประโยชน์เพิ่มเติมจากข้อมูลสำรองและข้อมูล Unstructured สำหรับข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ

Credit: Hewlett Packard Enterprise (HPE)

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ

ติดต่อทีมงาน G-Able เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HPE GREENLAKE หรือขอทดสอบใช้งานระบบได้ทันทีที่ บริษัท จีเอเบิล จำกัด (Email : inquiry@g-able.com)

Credit: Hewlett Packard Enterprise (HPE)

เกี่ยวกับ G-Able

G-Able คือบริษัทผู้พัฒนา, ติดตั้งจนถึงให้บริการด้านระบบ IT และ Digital ในไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำระดับโลกในด้าน Modern Digital Solutions, Enterprise Business Solutions และ IT Infrastructure Solutions โดยมีกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำในภาคเอกชน

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่
บริษัท จีเอเบิล จำกัด
โทร : 065-719-3899
Email : inquiry@g-able.com
หรือสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ G-Able ได้ที่ https://www.g-able.com/contact-us/

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-greenlake-with-cohesity-pay-as-you-go-data-management-cohesity-by-g-able/

[Guest Post] Stream ผู้นำด้านที่ปรึกษาธุรกิจดิจิทัล จับมือ Huawei ผนึกจุดแข็ง ลุยตลาด Enterprise Networking, Storage และ Cloud

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ – คุณกนกวิภา วิริยประไพกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สตรีมฯ ไอ.ที. คอนซัลติ้ง จำกัด ได้รับเกียรติจากทาง บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด เชิญมาร่วมเป็นวิทยากรรับเชิญ ขึ้นพูดในหัวข้อ​ “FSI Digital​ Ready” ช่วง Finance Session กับโจทย์ “ICT Enables the Financial Industry Digital Transformation” ในงาน​ Powering Digital Thailand 2021 ณ วันนี้ สตรีมฯ เป็นคู่ค้าในระดับ Gold Partner ของหัวเว่ย เราจับมือกันเพื่อนำเสนอบริการให้กับสถาบันการเงิน รวมถึงองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนที่สำคัญของไทย 

 

ภายในงาน คุณกนกวิภา ได้พูดถึง Roadmap ของธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่อง Payment Systems ที่มีองค์ประกอบหลัก ๆ 5 คำ คือ Interoperable, Innovation, Inclusion, Immunity และ Information ว่า ในการชำระเงินมีทั้งส่วนการโอนเงินทันทีให้กับบุคคลและโอนเงินระหว่างประเทศในมุมของธุรกิจ แต่ละแบบก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้นระบบจึงต้องมีความพร้อมในการเชื่อมต่อและมีความเสถียร นอกจากนี้ กรอบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยวางไว้นั้นมีความเชื่อมโยงกันอยู่ เมื่อเรานำไปปฏิบัติในการออกแบบระบบ สตรีมฯ ก็ยึดมั่นในความเชื่อมโยง เพื่อให้ทั้ง Ecosystem ทำงานได้ราบรื่นมากที่สุด

 

 

ด้วยความที่สตรีมฯ โลดแล่นอยู่บนเส้นทางการเป็นที่ปรึกษาโซลูชันให้กับบริษัท Enterprise ​มากว่า 20 ปี จนมาเป็น Digital Provider ในวันนี้ เรามั่นใจในประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในภาคการเงินการธนาคาร

โซลูชันด้านการเงินที่เราทำเริ่มตั้งแต่ด้าน Payments เราอยู่เบื้องหลังการวางระบบ infrastructure ให้กับสถาบันการเงินไทยมากว่า 2 ทศวรรษ เช่น การทำ Debit & Credit Card การร่วมวางระบบ PromptPay ไปจนถึงการทำ QR code เพื่อรองรับการชำระเงิน ที่มี transaction มหาศาลในปัจจุบัน การวางระบบ Payment Hub ทั้งส่วนของรายย่อยและธุรกิจให้ธนาคารต่าง ๆ รวมไปถึงการออกแบบระบบด้านความปลอดภัยที่ใช้ตรวจสอบการฉ้อโกง การป้องกันการฟอกเงิน และการโจมตีทางไซเบอร์ เป็นต้น

ปัจจุบันเราทำโครงการเพื่อเชื่อมต่อระบบไปยังหน่วยงานของกรมสรรพากร และภาคพื้นอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการทำระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ระบบจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice and e-Receipt) ระบบการชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสำหรับตราสาร อิเล็กทรอนิกส์ (e-Stamp) และมาตรฐานข้อความที่ใช้สื่อสารในอุตสากรรมการเงินสากล ISO20022

จุดแข็งของสตรีมฯ คือการมีโซลูชันในกลุ่มอุตสาหกรรมทางการเงินที่ครบวงจร ระบบมีความเสถียร และวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัล คอยสนับสนุนการเติบโตของภาคการเงินการธนาคารตลอดมา เรามองเห็นเทรนด์เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด และสรรหาพาร์ทเนอร์อันดับต้น ๆ ในแต่ละด้านมาร่วมวางระบบ

วันนี้หัวเว่ยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่ทรงพลัง ทำให้เรามั่นใจว่าเป็นพาร์ทเนอร์ที่เรามองหา อีกทั้งหัวเว่ยมีชื่อเสียงทั้งในตลาด Consumer อย่างสมาร์ทโฟน หรือในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมไปถึงอุปกรณ์อัจฉริยะ โดยผลิตภัณฑ์แบ่งเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ คือ เครือข่ายโทรคมนาคม ไอที อุปกรณ์อัจฉริยะ และบริการ Cloud

ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครือข่ายโทรคมนาคมนั้น หัวเว่ยนับเป็นผู้นำของแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวกับ Data Center โดยมี Software-Defined Networking ซึ่งติดอันดับใน Gartner มีข้อดีคือ ลดงานของทีม Network Operation การ Config ทั้งหมดจะกลายเป็นแบบอัตโนมัติ จึงช่วยลดความผิดพลาดในการ Configure ลง ทั้งยังสามารถตรวจสอบการทำงานที่ผิดปกติในระบบเครือข่าย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ Application ต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุม รวมถึงการบริหารจัดการระบบเครือข่ายสำหรับ Cloud ที่มีอุปกรณ์ Switch จำนวนนับพันนับหมื่นตัว จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนผลิตภัณฑ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของหัวเว่ยนั้น Storage นับเป็นส่วนที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เช่น All-Flash Storage ที่เป็นเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบใหม่ เร็วกว่าเดิม ประหยัดกว่าเดิม ตอบสนองในการใช้งาน Application ระดับหลายล้าน Transaction ทำให้กระบวนการทางธุรกิจมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น แล้วยังช่วยตรวจจับสิ่งผิดปกติหรือข้อบกพร่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าด้วย นั่นทำให้เมื่อนับส่วนแบ่งตลาด Storage กว่า 50% ของธนาคารหลักใช้โซลูชัน Huawei All-Flash Storage ซึ่งดูแลโดยสตรีมฯ

นอกจากนี้ ทางหัวเว่ยเองก็ผลักดันบริการ Cloud ในไทยสำหรับธุรกิจในระดับองค์กร โดยพัฒนา Public Cloud ที่มี Data Center อยู่ในประเทศไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหลไปต่างประเทศ อีกทั้งยังหมดปัญหาเรื่องความล่าช้าในการส่งข้อมูล

หัวเว่ยไม่เพียงแต่มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ เมื่อมองในมุมของการลงทุนในความรู้ด้านเทคโนโลยี บุคลากร การทำตลาด โมเดลธุรกิจที่หัวเว่ยวางไว้ และการมุ่งมั่นพยายามเข้าถึงความต้องการของลูกค้าอย่างจริงจัง ล้วนเอื้อหนุนให้ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกัน

สตรีมฯ ได้ร่วมกับหัวเหว่ยในในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น โครงการระบบการนำเข้าและคัดแยกข้อมูลการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้ National e-Payment ของกรมสรรพากร โครงการตรวจสอบตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Know Your Customer: e-KYC) และโครงการบริการยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (National Digital ID: NDID) ในหลายธนาคาร

นอกเหนือไปจากภาคธนาคาร เรามีสนใจโซลูชันที่เหมาะสำหรับหลายหลายกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มรัฐ โรงพยาบาล ประกัน ค้าปลีก หลักทรัพย์ โทรคมนาคม ฯลฯ สนใจสอบถามโซลูชันด้านดิจิทัลขององค์กรคุณ ติดต่อได้ที่ ฝ่ายการตลาด บริษัท สตรีม ไอ.ที. คอนซัลติ้ง จำกัด ที่อีเมล Marketing@stream.co.th หรือโทร. 02-679-2233

from:https://www.techtalkthai.com/stream-huawei-enterprise-networking-storage-cloud/

[Guest Post] ทำไงดี!? พื้นที่ฟรี Google Photos จะไม่ฟรีแล้ว!

วันพุธที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา Google Photos ประกาศว่าจะหยุดให้บริการพื้นที่เก็บข้อมูลฟรีไม่จำกัด สำหรับรูปภาพ High Resolution ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2021 เป็นต้นไป รูปภาพที่อัปโหลดหลังจากวันนั้นจะถูกนับรวมในพื้นที่ฟรี 15GB และหากบัญชีของคุณไม่มีการเข้าใช้งานหรือจัดเก็บเกินขีดจำกัด 15GB เป็นเวลา 2 ปี คุณอาจถูก Google ลบรูปภาพหลังจากส่งคำเตือน คำถามคือถ้าคุณใช้งานพื้นที่ฟรีจนเต็มแล้วหละ?

คราวนี้ถึงเวลาที่คุณต้องเลือกว่าจะยอมจ่ายค่าธรรมเนียมรายเดือน หรือมองหาตัวตายตัวแทนระยะยาวอื่นๆ

เมื่อได้ยินข่าวนโยบายใหม่นี้ ไม่ใช่เพียงแค่คุณคนเดียว แต่ผู้ใช้มากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกคงเริ่มสงสัยว่าควรจะวางแผนจัดเก็บรูปภาพอย่างไรดี ทั้งรูปภาพเดิมที่เก็บไว้และรูปภาพอื่น ๆ ในอนาคต เราได้รวบรวมตัวเลือกในตลาด พร้อมสิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงไว้แล้ว เรามาดูกัน!

คลาวด์สาธารณะอื่น? พื้นที่เก็บฟรีไม่จำกัด ไม่มีในโลก

หากคุณไม่อยากเสียเงินและเริ่มคิดจะย้ายไปเก็บที่คลาวด์ฟรีเจ้าอื่น คุณอาจต้องคิดใหม่เพราะแม้ผู้ให้บริการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ tier-1 ส่วนใหญ่ อย่าง OneDrive, Amazon Drive, Dropbox หรือ iCloud จะให้บริการพื้นที่เก็บฟรี แต่ก็ไม่มีเจ้าไหนที่ให้ขนาดพื้นที่จัดเก็บมากกว่า 15GB ของ Google ซึ่งหมายความว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะโยกย้ายไปที่คลาวด์สาธารณะเจ้าไหน เมื่อถึงจุดหนึ่งคุณก็จำเป็นต้องเสียเงินอัปเกรดพื้นที่นั้นอยู่ดี
ทั้งนี้สำหรับ Google Drive เอง ดูเหมือนว่าจะมีการแผนอัปเกรดให้เลือกหลายแผน แต่ถ้าคุณใช้งาน Laptop ที่ใช้ SSD เช่น Macbook หรือสมาร์ทโฟนที่รองรับการจัดเก็บ 256GB แล้วนั้นก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 120 เหรียญสหรัฐต่อปี (~3,700 บาท) เพื่อจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดของคุณบนคลาวด์ เมื่อคำนวณค่าธรรมเนียมสะสมรายปีแล้วนั้นก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง

กลับไปใช้ External Hard Drive? แต่ก็เสี่ยงและยุ่งยาก

หากคุณไม่อยากง้อคลาวด์สาธารณะที่มีค่าใช้จ่ายสะสมแล้ว คงหนีไม่พ้นวิธีการเก็บข้อมูลรูปแบบเดิม ๆ อย่าง External Hard Drive แต่เพราะความไม่สะดวกสบายหลาย ๆ อย่าง ทั้งข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลพร้อม ๆ กันเหมือนระบบคลาวด์ ความยากให้การค้นหาไฟล์ข้อมูลเมื่อต้องการ ความเสี่ยงของข้อมูลสูญหาย ทั้งต้องกังวลเรื่องไวรัสและอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากผู้ใช้งาน แถมการโยกย้ายรูปภาพทั้งหมดที่เก็บไว้บนระบบคลาวด์สาธารณะไปยัง External Hard Drive หลายๆ ตัวนั้นก็มีความยุ่งยากอยู่ไม่น้อยทีเดียว

รูปภาพเยอะ? NAS อาจเป็นทางออกในระยะยาวของคุณ

เพราะทั้ง 2 ทางเลือกข้างต้นอาจยังไม่ตอบโจทย์ในการจัดเก็บรูปภาพของคุณในระยะยาว การเป็นเจ้าของคลาวด์ส่วนตัวโดยการใช้ Network-Attached Storage (NAS) ก็เป็นอีกหนึ่งทางออกที่น่าสนใจ สิ่งนี้คือ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเทราไบต์ (TB) ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายในบ้านหรือสำนักงานที่มีความปลอดภัยสูง เพราะคุณมีสิทธิ์ความเป็นเจ้าของข้อมูลของคุณ 100 เปอร์เซ็นต์ แถมมาพร้อมคุณสมบัติการปกป้องและกู้คืนข้อมูลในตัว และยังครอบคลุมของการเข้าถึงข้อมูลของคุณไม่ต่างจากคลาวด์สาธารณะที่คุณใช้อยู่ มาดู 3 เหตุผลหลักที่คุณควรมี NAS ในครอบครอง!

ข้อมูลปลอดภัย ด้วยฟีเจอร์การปกป้องและกู้คืนข้อมูลที่ยืดหยุ่น

คุณเคยเผลอลบไฟล์โดยไม่ตั้งใจ ฮาร์ดแวร์อยู่ ๆ ก็ล้มเหลว หรือโดนไวรัสโจมตีหรือไม่ หากคุณไม่อยากเสี่ยงให้รูปภาพที่เก็บไว้รั่วไหลเหมือนข่าวคนดัง หรือเป็นผู้โชคร้ายโดนแฮคข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะเหมือนข่าวครึกโครมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริการคลาวด์สาธารณะที่ปลอดภัยสูงนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด การหันมาใช้โซลูชันใหม่อย่าง NAS นั้นคือคำตอบของคุณ เพราะผู้ให้บริการ NAS หลายเจ้า เช่น Synology มีแอปพลิเคชันสำรองและกู้คืนข้อมูลที่ครอบคลุมแถมมาด้วย ซึ่งช่วยให้คุณสามารถตั้งค่าการปกป้องรูปภาพและข้อมูลต่าง ๆ ของคุณได้ตามต้องการ หมดกังวลเรื่องรูปภาพสูญหายหรือเสียหายไปได้เลย

ไม่ต้องจ่ายแพง ลงทุนครั้งเดียวไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

คำนวณคร่าว ๆ ว่าหากคุณต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 2TB คุณอาจต้องเสียค่าใช้จ่าย 120 เหรียญสหรัฐต่อปี (~ 3,700 บาท) สำหรับแผนพื้นที่บน Google Drive 2 TB เพื่อความคุ้มค่าและรักษาคุณภาพของรูปภาพทั้งหมดของคุณ แต่ถ้าหากคำนวณค่าใช้จ่ายสะสมทั้งหมด 5 ปีเพื่อคงสภาพพื้นที่จัดเก็บของคุณแล้ว คุณอาจต้องจ่ายถึง 600 เหรียญสหรัฐ (~18,100 บาท) ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลย

แต่หากคุณเปลี่ยนมาใช้งาน NAS คุณเพียงลงทุนเพียงค่าฮาร์ดแวร์เริ่มต้นเท่านั้น โดยราคาของอุปกรณ์ NAS แบบ 2 ช่อง พร้อมไดร์ฟความจุ 2 TB อีก 2 ตัวเพื่อการทำ RAID (การป้องกันข้อมูลสูญหายด้วยไดร์ฟ) รวม ๆ กันแล้ว ราคาเพียงไม่ถึง 450 เหรียญสหรัฐ (~ 13,000 บาท) ซึ่งถือว่าถูกกว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียให้กับคลาวด์สาธารณะในระยะยาวอยู่มาก ไม่นับรวมกับการรับประกันของอุปกรณ์ NAS ที่แถมมา 2 ถึง 5 ปี ทำให้ NAS เป็นฮีโร่ที่น่าจับตามองและเป็นการลุงทุนที่คุ้มค่า

มาพร้อมฟีเจอร์การจัดการภาพถ่ายที่ครอบคลุม

ไม่ต่างจากคลาวด์สาธารณะอย่าง Google Photos เพราะผู้จำหน่าย NAS บางรายมีให้บริการแอพมือถือและอุปกรณ์จัดการรูปภาพที่ไม่เพียงช่วยให้คุณจัดการรูปภาพต่าง ๆ แต่ยังสามารถแชร์และเข้าถึงรูปภาพที่เก็บไว้ได้จากทุกที่ พร้อมกัน ๆ หลายคน สามารถเรียกดูและอัปโหลดรูปภาพในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ NAS ยังมีฟีเจอร์จดจำภาพและการวิเคราะห์เชิงลึกที่ช่วยจัดกลุ่มรูปภาพของคุณตามหมวดหมู่และหัวข้อที่คล้ายคลึงกันได้

สรุปง่าย ๆ ได้ว่า อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่ยืดหยุ่นปรับขนาดได้และมีประสิทธิภาพสูงอย่าง NAS นั้น ตอบโจทย์โซลูชันการจัดการภาพถ่ายทั้งหมดของคุณในเครื่องเดียว คุณไม่ต้องกังวลใจว่าผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะเจ้าไหนจะเริ่มเรียกเก็บเงินค่าบริการเพิ่มเติม หรือจะต้องโยกย้ายรูปภาพหรือข้อมูลของคุณไปที่อื่น รวมถึงปัญหายิบย่อยเรื่องรูปภาพสูญหายกระจัดกระจายหลายช่องทาง หรือค่าธรรมเนียมในระยะยาวอีกต่อไป

นอกจากประโยชน์ทั้งหมดข้างต้นแล้ว ผู้จำหน่าย NAS อย่าง Synology ได้พัฒนาและออกแบบระบบปฏิบัติการให้คุณสามารถใช้งานง่าย เช่นเดียวกับการใช้งานพีซีของคุณ ดังนั้นถึงเวลาบอกลากลลวงพื้นที่จัดเก็บข้อมูลฟรี และสร้างที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัวของคุณเองด้วย NAS

from:https://www.techtalkthai.com/synology-nas-the-exit-of-google-photos-which-is-no-more-free/

NetApp ออกโซลูชัน ‘Spot Storage’ ตอบโจทย์การใช้งาน Container

NetApp ได้ประกาศออกโซลูชันใหม่ ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่ได้มาจากการเข้าซื้อกิจการ Spot ผู้ให้บริการด้าน Cloud Storage Automation

Credit: NetApp

Spot Storage ถูกนิยามว่าเป็น Storageless ที่ตอบโจทย์ผู้ดูแลองค์กรที่มีแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native และ Container หรือกล่าวว่าดูแลเรื่อง Storage ให้แอปพลิเคชันประเภท Serverless ก็ว่าได้ โดย Jonathan Cohen, director of alliances ของ NetApp กล่าวว่า “เมื่อ Storage ถูกจองอย่างชาญฉลาด ตามความต้องการของแอปพลิเคชันแล้ว จะมีการ Optimize ทำ Deduplication และ Compression ด้วยเทคโนโลยีของ NetApp ให้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้อีกที”

อย่างไรก็ตามยังมีอีกองค์ประกอบหนึ่งนั่นก็คือ Spot Ocean ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้บริหารจัดการให้ Container บน Kubernetes มีทรัพยากรตรงตามความต้องการ ทั้งนี้ Spot พร้อมให้บริการแล้วบน AWS, Google Cloud และ Azure โดยใช้เทคโนโลยี ONTAP จาก NetApp

ในวาระเดียวกันนี้ NetApp ยังได้เปิดตัว Cloud Manager หรือ OnCommand Cloud Manager ซึ่งใช้บริหารจัดการ NetApp Storage ไม่ว่าจะอยู่บน On-premise, Multi-cloud หรือบริการด้านข้อมูลที่ใดก็ตาม ซึ่งช่วยให้ซิงค์โครไนซ์ข้อมูล แบ็กอัพ หรือแคชข้อมูล ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการเปิดตัวเทคโนโลยีด้าน Windows VDI Deployment ซึ่งได้มาจากการซื้อกิจการ CloudJumper เมื่อเมษายนที่ผ่านมา

ที่มา : https://www.networkworld.com/article/3596430/netapp-launches-cloud-native-storage-solution-for-containers.html

from:https://www.techtalkthai.com/netapp-spot-storage-for-container-workload/

All-Flash Data Protection: ปกป้องข้อมูลอย่างมั่นใจ กู้คืนระบบได้อย่างรวดเร็ว ด้วย Pure Storage

เมื่อธุรกิจต้องขับเคลื่อนด้วยระบบ IT และข้อมูล การออกแบบระบบสำรองข้อมูลและระบบเหล่านี้ให้สามารถปกป้องระบบงานสำคัญของธุรกิจองค์กรได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ และแนวโน้มของปี 2020 – 2021 นี้ หนึ่งในโซลูชันที่มาแรงมากในตลาดธุรกิจองค์กรเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้โดยเฉพาะก็คือ All-Flash Data Protection นั่นเอง

ความเร็วของ Storage คือคอขวดสำคัญของการสำรองข้อมูล

สำหรับธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลปริมาณมากมายจากระบบ Business Application ที่หลากหลาย และมีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ข้อมูลที่เกิดขึ้นใหม่ในแต่ละวันนั้นถือว่ามีไม่น้อย และเมื่อนับรวมเข้ากับปริมาณผู้ใช้งานในองค์กรที่สร้างข้อมูลใหม่ๆ สำหรับใช้ในการทำงานเพิ่มอย่างต่อเนื่องแล้ว ขนาดของข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นความท้าทายสำคัญของการออกแบบระบบสำรองข้อมูล

ที่ผ่านมานั้นความเร็วของระบบ Storage ถือเป็นคอขวดสำคัญในการสำรองข้อมูล เนื่องจากในการออกแบบระบบสำรองข้อมูลที่ดีนั้น จะต้องมีการคำนึงถึงความเร็วในการสำรองข้อมูลและความเร็วในการกู้คืนข้อมูลด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลสำคัญทางธุรกิจนั้นจะทำการสำรองได้ทันเวลาตามกำหนดการที่ต้องการ และสามารถกู้คืนได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินให้ต้องใช้ข้อมูลที่สำรองเอาไว้อยู่นี้ เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจให้เหลือน้อยที่สุด

ระบบ Storage แบบเดิมที่ให้ Hard Disk Drive (HDD) ล้วนๆ หรือระบบ Hybrid Storage ที่มีการเสริม Solid State Drive (SSD) เข้าไปช่วยเพิ่มความเร็วนั้น ถึงแม้จะมีความคุ้มค่าในแง่ของความจุที่มาก ทำให้สามารถสำรองข้อมูลระบบได้หลากหลาย แต่ก็มีจุดอ่อนเรื่องความเร็วที่ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถสำรองข้อมูลได้ถี่ๆ ส่งผลให้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันจนข้อมูลของระบบงานสำคัญสูญหาย การกู้คืนระบบหรือข้อมูลเหล่านี้ก็เป็นไปได้อย่างเชื่องช้า และอาจมีข้อมูลที่สูญหายไปค่อนข้างมากจากการที่ระบบไม่สามารถทำการสำรองข้อมูลได้รวดเร็วและบ่อยเพียงพอ

ตอบโจทย์การสำรองข้อมูลด้วย All-Flash Storage ที่ออกแบบมาให้ทำงานได้อย่างคุ้มค่ากว่าที่เคย

ด้วยคอขวดของระบบ Storage แบบเดิมที่ส่งผลให้การสำรองและกู้คืนข้อมูลนั้นยังไม่สามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจองค์กรจึงเริ่มมองหาแนวทางในการนำ All-Flash Storage มาใช้เพื่อสำรองข้อมูล แต่แนวคิดนี้ก็ถือว่าปฏิบัติจริงได้ยากในอดีต เพราะ All-Flash Storage นั้นมักมีราคาที่สูง

อย่างไรก็ดี เหล่าผู้ผลิตโซลูชัน All-Flash Storage นั้นล้วนเห็นแนวทางนี้เป็นอนาคตของการสำรองข้อมูลทั้งสิ้น จึงได้มีการพัฒนาแนวทางใหม่ๆ ในการใช้งาน All-Flash Storage เพื่อให้สามารถนำ All-Flash Storage มาใช้ในการสำรองข้อมูลได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เช่น

  • การพัฒนาเทคโนโลยีการทำ Data Reduction ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้การสำรองข้อมูลนั้นเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลจริงน้อยที่สุด
  • การพัฒนาเทคโนโลยี Snapshot ให้ทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้นทั้งในการสำรองข้อมูลและการนำมาใช้งานจริง เพื่อให้สามารถทำการสำรองข้อมูลได้โดยไม่กินพื้นที่มาก และทำได้บ่อยๆ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบ Application
  • การทำงานร่วมกับโซลูชัน Backup และ Disaster Recovery จากผู้ผลิตที่หลากหลายได้ เพื่อให้เกิดการใช้งาน Storage แต่ละประเภทให้เหมาะสมกับงาน และใช้พื้นที่การเก็บข้อมูลสำรองบน All-Flash Storage เฉพาะส่วนที่จำเป็นที่สุดเท่านั้น
  • การพัฒนาเทคโนโลยีป้องกัน Ransomware บน All-Flash Storage โดยตรง ทำให้องค์กรมั่นใจมากขึ้นได้กับการสำรองข้อมูล
  • การเสริมเทคโนโลยีในการ Replicate ข้อมูลและการทำ Active-Active Cluster มาให้ในตัว เพื่อให้รองรับกรณีของการทำ DR Site ได้อย่างคุ้มค่า
  • การพัฒนา QLC Flash เพื่อให้มี Flash ที่มีความเร็วสูง ในขณะที่มีความจุใกล้เคียงกับ HDD ในการลงทุนที่เท่ากัน

เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนวัตกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อให้การใช้งาน All-Flash Storage ในการสำรองข้อมูลเป็นจริงขึ้นมาได้เท่านั้น และในผู้ผลิตแต่ละรายก็จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ทุกวันนี้การนำ All-Flash Storage มาใช้ในการสำรองข้อมูลเริ่มเป็นจริงขึ้นมาได้แล้ว

All-Flash Data Protection รู้จักกับทุกโซลูชันการสำรองข้อมูลบน All-Flash Array จาก Pure Storage

Pure Storage ในฐานะของผู้นำทางด้านเทคโนโลยี All-Flash Array สำหรับธุรกิจองค์กร ก็ได้มีการพัฒนาโซลูชันการสำรองข้อมูลบน All-Flash Array มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้งานได้อย่างหลากหลาย ดังนี้

1.) ความเร็วสูง ทำการสำรองข้อมูล, Snapshot และกู้คืนข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง

ด้วยความเร็วจาก All-Flash Array นั้นทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถมั่นใจได้ว่าการสำรองข้อมูลและกู้คืนข้อมูลจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่การทำ Snapshot บน Storage เองนั้นก็จะทำให้สามารถสำรองข้อมูลเอาไว้ได้ทันทีที่ต้องการโดยไม่กระทบกับการทำงานของระบบ Production แต่อย่างใด ก็ช่วยให้ธุรกิจมีทางเลือกในการสำรองข้อมูลมากขึ้น รวมถึงยังทำการสำรองข้อมูลให้กับระบบ Backup อีกชั้นหนึ่งได้

สำหรับธุรกิจที่ต้องการสำรองข้อมูลสำหรับระบบที่มีข้อมูลปริมาณมหาศาลนั้น Pure Storage เองก็ได้มีการทดสอบความเร็วในการกู้คืนข้อมูลจากระบบ Pure Storage FlashBlade ซึ่งเป็นระบบ All-Flash Scale-Out File/Object Storage มาแล้ว และพบว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้ด้วยความเร็วถึง 270TB ต่อชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งก็ถือว่าเป็นความเร็วที่เพียงพอต่อการกู้คืนระบบที่มีข้อมูลขนาดหลายสิบ TB ได้อย่างมั่นใจ

2.) Pure Storage FlashArray//C ระบบ All-Flash Array สำหรับการสำรองข้อมูลโดยเฉพาะด้วย QLC ในราคาที่เท่ากับ Storage แบบเดิมๆ

สำหรับธุรกิจองค์กรที่กำลังมองหา SAN Storage ชุดใหม่สำหรับงาน Backup โดยเฉพาะนั้น ทาง Pure Storage ก็มีโซลูชัน Pure Storage FlashArray//C ที่ใช้ QLC Flash ซึ่งมีคุณสมบัติคือมีความจุเยอะในความเร็วที่สูงระดับ Flash และมีราคาต่อความจุที่เทียบเท่าได้กับ HDD ทำให้สามารถนำโซลูชันนี้มาใช้ในการสำรองข้อมูลได้อย่างมั่นใจ

Pure Storage FlashArray//C นี้สามารถมีความจุแบบ Effective Capacity เริ่มต้นที่มากถึง 1.3PB ในขนาดเพียงแค่ 3U และสามารถเพิ่มขยายเป็น 5.2PB ในขนาดเพียง 9U ได้เลยทีเดียว

3.) ผสานระบบทำงานร่วมกับผู้ผลิตระบบ Backup ชั้นนำได้หลากหลาย

Pure Storage ได้ทำงานร่วมกับผู้ผลิตระบบ Backup ชั้นนำหลากหลายเพื่อ Integrate ระบบเหล่านั้นเข้ากับโซลูชันของ Pure Storage ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอัตโนมัติ และบริหารจัดการร่วมกันได้อย่างง่ายดาย โดยรองรับการทำงานร่วมกับ Actifio, Cohesity, Commvault, Veeam และ Veritas

4.) ปกป้องข้อมูล Snapshot จาก Ransomware ด้วย FlashBlade SafeMode

นอกเหนือจากการทำ Snapshot บน Storage เพื่อสำรองข้อมูลในระดับ Storage ทั่วไปแล้ว Pure Storage เองก็ยังมีการออกแบบความสามารถเพิ่มเติมเพื่อเสริมการปกป้องข้อมูลสำคัญของธุรกิจจาก Ransomware ได้ ด้วยความสามารถที่ชื่อว่า SafeMode บน Pure Storage FlashBlade

SafeMode นี้เป็นความสามารถที่เปิดใช้งานได้ทันที โดยเมื่อเปิดใช้งานแล้ว ผู้ดูแลระบบจะสามารถเลือกกำหนดให้ระบบทำการสร้าง Snapshot โดยอัตโนมัติในได้ในเวลาที่ต้องการ และทำการเก็บข้อมูล Snapshot เหล่านั้นเอาไว้จนถึงอายุที่กำหนดแล้วจึงทำการลบทิ้งให้โดยอัตโนมัติ

จุดเด่นของการใช้ความสามารถ SafeMode นี้คือข้อมูล Snapshot ที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะไม่สามารถถูกลบหรือแก้ไขได้แม้ว่าจะเป็นสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบเอง โดยเงื่อนไขเดียวที่ข้อมูล Snapshot นี้จะถูกลบได้คือการที่ข้อมูลถูกเก็บเอาไว้จนอายุครบกำหนดแล้วเท่านั้น ทำให้มั่นใจได้ว่าแม้จะมี Ransomware โจมตีเข้ามา หรือมีบุคคลภายนอกที่เข้าถึงสิทธิ์ Admin บน Pure Storage FlashBlade ก็ไม่อาจลบข้อมูลเหล่านี้ออกไปได้

SafeMode นี้จึงเป็นความสามารถที่ใช้ได้ทั้งสำหรับการสำรองข้อมูลบนระบบ Production และการสำรองข้อมูลให้กับระบบ Backup อีกชั้นหนึ่งได้อย่างมั่นใจ

5.) สามารถทำ Asynchronous Replication สำหรับสำเนาข้อมูลข้ามอุปกรณ์ได้ทันที รองรับการวางระบบ DR Site

สำหรับธุรกิจองค์กรที่กำลังมองหาแนวทางการสำรองข้อมูลข้ามสาขา Pure Storage สามารถทำ Asynchronous Replication ได้ในตัว ดังนั้นจึงสามารถวาง Pure Storage เอาไว้ที่สองสาขาและเปิดให้มีการ Synchronize ข้อมูลระหว่างกันได้อย่างต่อเนื่อง ทำ DR Site ได้โดยไม่ต้องมีการจัดซื้อลิขสิทธิ์ Software สำหรับการทำ Replication เพิ่มเติม และจัดการกับการเกิด Traffic ระหว่างสาขาได้ตามต้องการ

6.) ออกแบบระบบ Active-Active Cluster รองรับการทำงานทดแทนกันได้ทั้งภายในสาขาเดียวกันและต่างสาขา

Pure Storage นั้นมาพร้อมกับความสามารถ ActiveCluster ที่เปิดใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม โดยอุปกรณ์ของ Pure Storage นั้นจะสามารถทำ Active-Active Cluster ร่วมกันได้ทั้งภายในสาขาเดียวกัน หรือต่างสาขาในรูปแบบ Metro Cluster ได้ ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถมีระบบ Business Application ที่ทำงานแบบ Active-Active พร้อมกันได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการข้อมูลในแต่ละระบบให้ตรงกัน

โซลูชันนี้ถือว่าได้รับความนิยมมากในธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการความมั่นคงทนทานของระบบ Business Application ในระดับสูงสุด ซึ่ง Pure Storage นอกจากจะมีความคุ้มค่าที่ผู้ใช้งานสามารถเปิดใช้ความสามารถนี้ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแล้ว การตั้งค่าของระบบก็ยังสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ต่างจากประสบการณ์การตั้งค่าระบบ Storage Cluster อื่นๆ ที่มักยุ่งยากและซับซ้อน

7.) สำรองข้อมูลสู่ระบบ Cloud ด้วยแนวคิดแบบ Hybrid Cloud Storage

ในการสำรองข้อมูลสำหรับ Cloud นั้น Pure Storage มีโซลูชันที่เกี่ยวข้องด้วยกัน 2 ส่วน

Pure Cloud Block Storage คือโซลูชัน Cloud Storage สำหรับติดตั้งใช้งานบนบริการ Public Cloud ชั้นนำ เพื่อให้ธุรกิจสามารถทำการ Replicate ข้อมูลจาก Pure Storage ที่มีอยู่ไปยัง Cloud ได้อย่างง่ายดาย และมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ การเปิดใช้งานความสามารถต่างๆ และการเชื่อมต่อใช้งานข้อมูลในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด รวมถึงยังสามารถติดตั้งใช้งานบนบริการ Public Cloud ที่หลากหลายเพื่อทำ Multi-Cloud Storage ให้ง่ายต่อการย้ายข้อมูลระหว่าง Cloud ได้อีกด้วย

Purity CloudSnap คือความสามารถบนโซลูชันของ Pure Storage ที่จะช่วยนำข้อมูล Snapshot ไปบันทึกเอาไว้บนบริการ Public Cloud ชั้นนำได้ ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้เอาไว้ภายนอกองค์กร และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันใดๆ ขึ้นก็สามารถนำข้อมูลส่วนนี้มากู้คืนบนระบบได้ทันทีที่ต้องการอย่างง่ายดาย

ร่วมตอบแบบสอบถามกับ Pure Storage และรับ Voucher/Gift Card มูลค่า 300 บาททันที

Pure Storage มีกิจกรรมให้ทุกท่านร่วมสนุกได้ง่ายๆ เพียงแค่ตอบแบบสอบถามที่ https://forms.gle/wQ3fsyM1XVHBPH2eA ก็สามารถรับ Voucher/Gift Card มูลค่า 300 บาทได้ทันที

ติดต่อทีมงาน Pure Storage ประจำประเทศไทยได้ทันที

การออกแบบระบบ Data Protection นั้นก็มีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงด้วยกันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการให้บริการข้อมูลอย่างเช่น Block/File/Object ที่เหมาะสมกับการสำรองและกู้คืนข้อมูล, วิธีการที่ต้องการในการกู้คืนข้อมูลให้รวดเร็วที่สุด, การสำรองข้อมูลด้วยความสามารถของระบบ Storage เองเพื่อเพิ่มทางเลือกและความมั่นใจในการจัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงการออกแบบระบบ Backup นี้ให้อยู่บน Storage ชุดเดียวกับระบบ Production เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน ดังนั้นหากธุรกิจองค์กรใดสนใจโซลูชันเหล่านี้ ก็สามารถติดต่อทีมงาน Pure Storage ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อทีมงาน Pure Storage ประจำประเทศไทยได้ที่ Email jkunasinkjja@purestorage.com หรือติดตามข่าวสารจาก Facebook Fan Page ได้ที่ https://www.facebook.com/PureStorageTH

from:https://www.techtalkthai.com/all-flash-data-protection-by-pure-storage/

Samsung จับมือ Xilinx เปิดตัว Samsung SmartSSD CSD เสริม FPGA ใน SSD เพื่อประมวลผลอย่างรวดเร็วโดยตรง

Xilinx ได้ร่วมมือกับ Samsung Electronics เปิดตัว Samsung SmartSSD Computational Storage Drive (CSD) ที่ได้นำหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูงจาก Xilinx ติดตั้งเข้าไปบน SSD โดยตรงเพื่อให้การรับส่งข้อมูลมีประสิทธิภาพสูง และสามารถทำการประมวลผลข้อมูลบน SSD แต่ละขุดได้แบบกระจายตัว

Credit: Samsung

ในปี 2019 เราอาจเคยเห็นแนวคิด Computational Storage บนอุปกรณ์ NAS Storage ที่ได้นำ GPU ไปติดตั้งสำหรับประมวลผลบน NAS Storage โดยตรงกันมาบ้างแล้ว และในการเปิดตัวครั้งนี้ร่วมกันระหว่าง Xilinx และ Samsung ก็ถือเป็นอีกก้าวกับการฝัง FPGA เข้าไปบน SSD เพื่อทำการประมวลผลโดยตรงเช่นกัน

Xilinx และ Samsung ระบุว่า Samsung SmartSSD CSD นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลข้อมูลให้มากกว่าเดิมถึง 10 เท่าสำหรับ Application เฉพาะทางอย่างเช่น Database Management, Video Processing, Artificial Intelligence Layer, Complex Search และ Virtualization โดย SSD เหล่านี้จะถูกนับเป็น Programmable Storage Platform ที่มีความยืดหยุ่นสามารถถูกปรับการทำงานได้ตามความต้องการของนักพัฒนาซอฟต์แวร์

การนำหน่วยประมวลผลไปติดตั้งโดยตรงบน SSD นี้จะช่วยให้การประมวลผลข้อมูลนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้จากการที่มีการรับส่งข้อมูลน้อยลง, ใช้ CPU ของระบบ Application น้อยลง และประหยัดพลังงานภายใน Data Center มากขึ้น ช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ในหลายแง่มุม

Samsung SmartSSD CSD รุ่นแรกที่เปิดตัวออกมานี้จะอยู่ในรูปแบบ U.2 Form Factor และมีความจุ Raw Capacity สูงสุดถึง 4TB และสามารถจัดเก็บข้อมูลจริงได้สูงสุดถึง 12TB เพื่อเปิดใช้ความสามารถ Transparent Compression บนตัว SSD เอง โดยผลิตภัณฑ์นี้จะเปิดวางจำหน่ายภายในช่วงเดือนมกราคม 2021

ที่มา: https://www.storagereview.com/news/xilinx-samsung-smartssd-csd-announced

from:https://www.techtalkthai.com/samsung-and-xilinx-launches-samsung-smartssd-csd/

[Guest Post] เวสเทิร์น ดิจิตอล เพิ่มผลิตภัณฑ์กลุ่มแฟลชสตอเรจเพื่อรองรับการปรับขยายของสถาปัตยกรรม Data-Centric ในยุคที่ข้อมูลก้าวสู่ระดับเซตตะไบต์

พร้อมเปิดตัวสามโซลูชันใหม่ในงาน FMS 2020 ตั้งแต่การออกสำหรับอุตสาหกรรมที่มีการใช้ข้อมูลจำนวนมากและประมวลผลที่ Edge ไปจนถึงการขับเคลื่อนสถาปัตยกรรม Data Center ที่มีประสิทธิภาพโดยใช้มาตราฐาน ZNS SSD แบบใหม่

เวสเทิร์น ดิจิตอล (NASDAQ: WDC) เปิดตัว NVMe SSD ชุดใหม่สำหรับการใช้งานในสถาปัตยกรรม Data-Centric ยุคใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ นวัตกรรม industrial IoT อุตสาหกรรมยานยนต์ และไคลเอนต์แอปพลิเคชัน ที่พัฒนาต่อยอดจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สร้างจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และหลากหลายครอบคลุมทั้งฮาร์ดดิสก์และแฟลช ซึ่งประกอบด้วย Ultrastar® DC ZN540 ZNS NVMe™ SSD ผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูลแฟลชสตอเรจเพื่อการออกแบบเทียร์สตอเรจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของระยะยาว (TCO) Western Digital® IX SN530 Industrial SSD สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่มีสภาพแวดล้อมที่รุนแรงของการใช้งานในอุตสาหกรรมและยานยนต์ และ WD Blue™ NVMe SSD ความจุ 2TB เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคอมพิวเตอร์ การนำสมรรถะของกระบวนการทำงานอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเวสเทิร์น ดิจิตอล ที่สอดคล้องกันทั้งองค์กรแบบเต็มรูปแบบมาใช้ประโชน์ โดยเริ่มตั้งแต่เวสเทิร์น ดิจตอล ทำการออกแบบและผลิต NAND Flash ไปจนถึงการพัฒนาคอนโทรลเลอร์และเฟิร์มแวร์ของ SSD เอง ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ล่าสุดที่ออกสู่ตลาดนี้ตอกย้ำจุดแข็งและความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมสตอเรจสำหรับโครงสร้างของระบบแบบใหม่ แอปพลิเคชัน และยูสเคสใหม่ ๆ สำหรับลูกค้าทั่วโลก โดยครอบคลุมตลาดระบบคลาวด์ OEM องค์กร ตลาดลูกค้ากลุ่มช่องทาง (Channel) และผู้ใช้ปลายทาง

การทำให้สถาปัตยกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ให้มีประสิทธิภาพ – IDC รายงานว่าจำนวนข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงสามปีข้างหน้าจะมีจำนวนมากกว่าข้อมูลที่สร้างขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ระบบแบบเชื่อมต่อหลายพันล้านชุดจะสร้างชุดข้อมูลตามบริบทจำนวนมากมาย ตั้งแต่วิดีโออัจฉริยะไปจนถึงผู้บริโภคและดาต้าเซ็นเซอร์ ซึ่งจะต้องถูกจับ เปลี่ยน และวิเคราะห์ เพื่อสร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรม ธุรกิจ และผู้คน สถาปัตยกรรมแบบเดิมไม่สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่มีการใช้ข้อมูลจำนวนมากในปัจจุบันได้ ความท้าทายคือวิธีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าให้สามารถตอบสนองความต้องการในยุคที่ข้อมูลก้าวสู่ระดับเซตตะไบต์ พื้นที่จัดเก็บมีความสำคัญและเป็นพื้นฐานในการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่เหล่านี้และนำเอามูลค่าจากข้อมูลออกมา

 

สถาปัตยกรรมแบบ Zoned Storage คือ สถาปัตยกรรมการจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ระดับองค์กรยุคใหม่ นอกเหนือจากความเป็นเลิศในการริเริ่มในเรื่อง Zoned Storage และ ZoneStorage.io และส่งเสริมการทำงานของ NVMe Working Group ZNS และชุมชนโอเพ่นซอร์สของ Linux® เพื่อการพัฒนาระบบนิเวศของการทำงานต่อไป ทางเวสเทิร์น ดิจิตอล กำลังทำการสุ่มตัวอย่างโดยการนำ Ultrastar DC ZN540 ZNS NVMe SSD ใหม่ไปยังลูกค้าที่เวสเทิร์น ดิจิตอลเลือกขึ้นมา ฮาร์ดดิสก์ Ultrastar DC ZN540 ZNS SSD ประกอบด้วย NVMe คอนโทรลเลอร์แบบ vertical integrated สองพอร์ตที่มีระบบ high-availability มาพร้อมกับความจุสูงสุดถึง 8TB ในมาตราฐาน U.2 form factor ฮาร์ดดิสก์ DC ZN540 ใหม่เป็น SSD รุ่นใหม่ที่ได้นำเอาคุณสมบัติของ ZNS ซึ่งเป็นคุณสมบัติมาตรฐานของอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพแวดล้อมการใช้งานที่ให้บริการกะบผู้ใช้หลาย ๆ คน (multi-tenancy environments) และแอปพลิเคชันที่มีการใช้ข้อมูลจำนวนมาก เช่น การประมวลผลในการสตรีมมิ่ง เมื่อเทียบกับ SSD ทั่วไปฮาร์ดดิสก์ตัวนี้มีสมรจรถะในการทำงานที่มากขึ้น 4 เท่า และประสิทธิภาพการจัดการช่องทางแบนด์วิธของระบบเครือข่าย (QoS) ที่ดีขึ้นถึง 2.5 เท่า รวมถึงประสิทธิภาพ การใช้งาน และขนาดที่ดีขึ้นในขณะที่ช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สาธารณะและส่วนตัว เวสเทิร์น ดิจิตอล มุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบนิเวศของ Zoned Storage ให้ครอบคลุมทั้งระบบและการสนับสนุนการทำงานแอปพลิเคชัน ซึ่งรวมถึงการจัดการการทำงานร่วมกันของฮาร์ดดิสก์แบบ SMR ความจุสูงและ ZNS SSD ภายใต้กรอบการจัดเก็บข้อมูลมาตราฐานแบบ Zoned Storage

การเพิ่มขีดความสามารถของ IoT ในอุตสาหกรรมที่และการออกแบบยานยนต์ที่มีการใช้ข้อมูลเป็นจำนวนมาก – IX SN530 ใหม่ของเวสเทิร์น ดิจิตอล เป็น NVMe SSD ระดับอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแอปพลิเคชันสำหรับยานยนต์และอุตสาหกรรม ในเรื่องการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง สมรรถะสูง ทนทานและน่าเชื่อถือ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับระบบอัตโนมัติในโรงงาน การขนส่ง การแพทย์ หุ่นยนต์ โดรน การป้องกัน การค้าปลีกและสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ที่สมบุกสมบัน IX SN530 NVMe SSD สามารถทำงานได้ในอุณหภูมิตั้งแต่ -40°C ไปจนถึง +85°C และสามารถทนต่อแรงกดดันได้ถึง 20G พร้อมประสิทธิภาพความเร็วในการอ่านสูงถึง 2,400 MB/s ดังนั้นจึงเป็นโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับ OEM ที่ออกแบบแอปพลิเคชันใหม่หรือการเปลี่ยนการมช้งานจาก SATA SSD มีจำหน่ายในทั้งแบบ M.2 2230 และ M.2 2280 form factor พร้อมความจุตั้งแต่ 85GB ถึง 2TB* สำหรับผลิตภัณฑ์ตระกูล IX SN530 TLC กำลังทำการสุ่มตัวอย่างส่งไปยังลูกค้า เวอร์ชัน SLC จะวางจำหน่ายในเดือนมกราคม 2564

 

 

นำเสนอพื้นที่ความจุที่มากถึง 2TB และความเร็วให้กับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ – กลุ่มผลิตภัณฑ์ WD Blue ที่การันตีด้วยรับรางวัล ได้นำเสนอ WD Blue SN550 NVMe SSD ขนาด 2TB ที่เป็นที่นิยม พร้อมโซลูชัน NVMe ที่มีความจุสูงขึ้นตอบโจทย์คนทำงานกลุ่มคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อย่าง กราฟฟิค ดีไซน์เนอร์ นักออกแบบแอนิเมชั่น ช่างภาพวิดีโอ สถาปนิก และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยสื่อดิจิทัล โดยใช้ซอฟต์แวร์ CAD หรือในขั้นตอนตัดต่อหลังการผลิต WD Blue SN550 NVMe SSD ให้ความเร็วมากกว่าไดรฟ์แบบ SATA ที่จัดว่าเร็วที่สุดของเวสเทิร์น ดิจิตอลถึง 4 เท่า WD Blue SN550 ขนาด 2TB พร้อมวางจำหน่ายในเดือนธันวาคม 2563 ที่ร้านค้า IT และช่องทางการจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ WD ในราคา 8,990 บาท

“บริษัทต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมหลักและตลาดที่ผู้ประกอบการทำการผลิตและการจัดจำหน่ายโดยบริษัทเดียวกันต่างก็ใช้เทคโนโลยีแฟลชเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงธุรกิจของตน อนาคตของสตอเรจจะเป็นแบบแอปพลิเคชันเป็นส่วนกลางและเหมาะสำหรับธุรกิจเหล่านั้น” โรเบิร์ต โซเดอร์เบอรี่ รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจแฟลชของเวสเทิร์น ดิจิตอล กล่าว “วันนี้เราได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ SSD ใหม่สำหรับระบบคลาวด์ พื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำหรับองค์กร แอปพลิเคชันคอมพิวติ้งสำหรับอุตสาหกรรมและลูกค้า สำหรับ SSD ตัวใหม่เหล่านี้จะเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับโลกดิจิทัลของเรา ด้วยสถาปัตยกรรมใหม่ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิมและเป็นตัวเลือกที่ทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่าข้อมูลจะรวดเร็ว ปลอดภัย และได้รับการปกป้องอย่างแน่นอน”

 

บทความของเวสเทิร์น ดิจิตอล ที่เกี่ยวข้อง:

สามารถติดตามข่าวสารของเวสเทิร์น ดิจิตอลได้ที่  TwitterLinkedInBlogFacebookYouTube

 

เกี่ยวกับเวสเทิร์น ดิจิตอล

เวสเทิร์น ดิจิตอลสร้างผลิตภัณฑ์และการบริการเพื่อรองรับข้อมูลที่มีการเติบโต บริษัทได้ผลักดันนวัตกรรมที่จำเป็นเพื่อช่วยทำให้ลูกค้าสามารถจับข้อมูล รักษาข้อมูล เข้าถึงและแปลงความหลากหลายของข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น ข้อมูลนั้นมีอยู่ทุกที่ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลขั้นสูงไปจนเซ็นเซอร์ในโทรศัพท์จนถึงอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนตัว โซลูชันที่เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมของเรานำเสนอความเป็นไปได้ของข้อมูล โซลูชันที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลางของเวสเทิร์น ดิจิตอล วางตลาดภายใต้แบรนด์ G-Technology™ HGST™ SanDisk® Tegile™ Upthere™ และแบรนด์ WD

อัตราหน่วยความจุ 1 กิกะไบต์ (GB) = หนึ่งพันล้านไบต์ ความจุทั้งหมดที่สามารถเข้าถึงได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน

เวสเทิร์น ดิจิตอล, โลโก้ Western Digital, WD, WD Blue และ Ultrastar เป็นเครื่องหมายจดทะเบียนหรือเป็นเครื่องหมายการค้าของเวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่น หรือ บริษัทในเครือในประเทศสหรัฐอเมริกาและ/หรือประเทศอื่นๆ เครื่องหมายคำ NVMe และ NVMe-oF เป็นเครื่องหมายการค้าของ NVM Express, Inc. เครื่องหมายอื่นทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า รูปภาพที่แสดงอาจแตกต่างจากผลิตภัณฑ์จริง ผลิตภัณฑ์บางชนิดนั้นอาจไม่มีจำหน่ายในทุกภูมิภาคทั่วโลก  

© 2020 เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่นหรือบริษัทในเครือ ทางเวสเทิร์น ดิจิตอลขอสงวนลิขสิทธิ์

 

แถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้อาจมีแถลงการณ์เชิงคาดการณ์ล่วงหน้าที่เกี่ยวข้องการคาดการณ์เรื่องการจัดจำหน่าย ประโยชน์ คุณสมบัติ ราคา และประสิทธิภาพการทำงานของโซลูชันประเภทแฟลชตัวใหม่ มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลายประการที่อาจทำให้ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้แตกต่างไปจากเดิม รวมถึงคำตอบและผลกระทบในอนาคตของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก ผลกระทบของธุรกิจ และสภาวะตลาด ผลกระทบของผลิตภัณฑ์และราคาที่แข่งขันได้ การพัฒนาและการแนะนำผลิตภัณฑ์ของเราโดยใช้เทคโนโลยีใหม่และการขยายไปสู่ตลาดการจัดเก็บข้อมูลใหม่ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการริเริ่มการประหยัดต้นทุนการปรับโครงสร้างการเข้าซื้อกิจการการขายกิจการการควบรวมกิจการการร่วมทุนและความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ของเรา ปัญหาหรือความล่าช้าในการผลิตหรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอื่น ๆ การจ้างและการรักษาพนักงานที่สำคัญ หนี้ในระดับสูงและภาระผูกพันทางการเงินอื่น ๆ ของเรา การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของเรากับลูกค้ารายสำคัญ การหยุดชะงักในการดำเนินการจากการโจมตีทางไซเบอร์หรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของระบบอื่น ๆ การกระทำของคู่แข่ง ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงและผลของการดำเนินการทางกฎหมาย และความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอื่น ๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารที่ บริษัท ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (“ ก.ล.ต. ”) รวมถึงแบบฟอร์ม 10-K ของบริษัทฯ ที่ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2563 ซึ่งคุณจะได้รับความสนใจ ผู้อ่านควรระมัดระวังไม่เชื่อมั่นในข้อความที่มองไปยังอนาคตเหล่านี้มากเกินไป และเราไม่มีข้อผูกมัดที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อความที่มองไปยังอนาคตเหล่านี้ตามเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง

 

from:https://www.techtalkthai.com/western-digital-data-centric/

เวสเทิร์น ดิจิตอล เปิดตัว NVMe SSD ชุดใหม่สำหรับการใช้งานในสถาปัตยกรรม Data-Centric

เวสเทิร์น ดิจิตอล เปิดตัว NVMe SSD ชุดใหม่สำหรับการใช้งานในสถาปัตยกรรม Data-Centric ยุคใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ นวัตกรรม industrial IoT อุตสาหกรรมยานยนต์ และไคลเอนต์แอปพลิเคชัน ที่พัฒนาต่อยอดจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สร้างจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และหลากหลายครอบคลุมทั้งฮาร์ดดิสก์และแฟลช ซึ่งประกอบด้วย Ultrastar® DC ZN540 ZNS NVMe™ SSD ผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูลแฟลชสตอเรจเพื่อการออกแบบเทียร์สตอเรจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของระยะยาว (TCO)

Western Digital® IX SN530 Industrial SSD สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่มีสภาพแวดล้อมที่รุนแรงของการใช้งานในอุตสาหกรรมและยานยนต์ และ WD Blue™ NVMe SSD ความจุ 2TB เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคอมพิวเตอร์ การนำสมรรถะของกระบวนการทำงานอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเวสเทิร์น ดิจิตอล ที่สอดคล้องกันทั้งองค์กรแบบเต็มรูปแบบมาใช้ประโชน์

โดยเริ่มตั้งแต่เวสเทิร์น ดิจตอล ทำการออกแบบและผลิต NAND Flash ไปจนถึงการพัฒนาคอนโทรลเลอร์และเฟิร์มแวร์ของ SSD เอง ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ล่าสุดที่ออกสู่ตลาดนี้ตอกย้ำจุดแข็งและความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมสตอเรจสำหรับโครงสร้างของระบบแบบใหม่ แอปพลิเคชัน และยูสเคสใหม่ ๆ สำหรับลูกค้าทั่วโลก โดยครอบคลุมตลาดระบบคลาวด์ OEM องค์กร ตลาดลูกค้ากลุ่มช่องทาง (Channel) และผู้ใช้ปลายทาง

from:https://www.enterpriseitpro.net/nvme-ssd/

รายงาน 7 อันดับผู้นำด้าน File Storage ของโลก – Dell, IBM, NetApp ติดโผ

Coldago Research ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์และวิจัยตลาดอิสระนั้น ได้ออกแผนภาพการครองตลาดของผลิตภัณฑ์ด้าน File Storage ประจำปี 2020 ที่ใช้ประเมินภาพรวมของตลาดสตอเรจอย่างเจาะลึก ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

นอกจากรายงานในซีรี่ย์ Magic Quadrant ของทาง Gartner Research โดยในรายงานฉบับนี้ได้วิเคราะห์ตลาดและผู้เล่นรายสำคัญตั้งแต่ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีผู้จำหน่ายอยู่ในรายการ 31 เจ้า พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้วเล็กน้อย

โดยเน้นไปที่ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ HPC (high-performance computing) เปรียบเทียบกันระหว่างบริษัท แยกเป็น 4 ด้านได้แก่ ด้านความเป็นผู้นำ ด้านคู่แข่ง ด้านความเชี่ยวชาญ และด้านความได้เปรียบพิเศษเฉพาะด้าน

อิงตามเกณฑ์ที่รวมเอาทั้งยอดขายและค่าทางสถิติที่เกี่ยวกับด้านการตลาดอื่นๆ ไว้ด้วย โดยสรุปผู้นำตลาดเรียงตามลำดับอยู่ 7 บริษัท ได้แก่ Dell EMC, DDN, IBM, NetApp, Pure Storage, Qumulo, และ VAST Data

สามารถดูรายละเอียดของรายงานเพิ่มเติมได้ที่นี่ – File Storage 2020

from:https://www.enterpriseitpro.net/7-file-storage/