คลังเก็บป้ายกำกับ: SSD

Nimbus ExaDrive อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบ SSD ความจุ 100TB เคาะราคาราว 1.2 ล้านบาท

SSD หรือ Solid State Drive ในปัจจุบันนับว่ามีราคาที่ถูกลงมากแล้ว ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มเปลี่ยนมาใช้แทนฮาร์ดดิสค์จานหมุนมากขึ้น เรื่องจากมันมีความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูลเร็วกว่าหลายเท่า โดยเมื่อปี 2019 Samsung ได้ผลิต SSD มีความจุมากสุดถึง 60TB แต่ล่าสุดก็ได้โดน Nimbus Data เปิดตัว SSD ที่มีความจุมากที่สุดในโลกถึง 100TB เคาะราคาเบา ๆ แค่ราว 1.2 ล้านบาทเท่านั้นเอง

ปกติ SSD สำหรับใช้งานทั่วไปจะตกอยู่ที่ประมาณ 7,000 บาทต่อ 1TB ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว Nimbus ExaDrive นั้นแพงกว่ากันเกือบ 2 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งทาง Nimbus ก็ได้ให้เหตุผลว่า Exadrive SSD ไม่ได้ผลิตมาเพื่อการใช้งานทั่วไป แต่เหมาะกับการเอาไปใช้ในงานประเภท Server, Cloud Storage, IoT หรือ Big data มากกว่า

Nimbus ExaDrive เป็น SSD แบบ SATA ขนาด 3.5 นิ้ว มีความสามารถในการอ่าน-เขียนข้อมูลแบบ Sequential ที่ความเร็ว 500 MB/s แบบ Random อยู่ที่ 100000 IO/s ใช้พลังงาน 1oW ในโหมด Idle และ 14W เมื่อทำงานแบบเต็มกำลัง

ส่วนฟีเจอร์อื่น ๆ ของ Nimbus ExaDrive ก็คือ…

  • เขียนข้อมูลได้แบบไม่จำกัดครั้งเป็นเวลา 5 ปี (รับประกัน 5 ปี)
  • ค่า MBTF (ระยะเวลาเฉลี่ยในการใช้งานจนกว่า SSD จะพัง) มากถึง 2.5 ล้านชม.
  • มีระบบป้องกันไฟกระชากในตัว
  • มี ECC Engine หลายตัวเพื่อประสิทธิภาพในการอ่าน-เขียนข้อมูล
  • มีระบบเข้ารหัสข้อมูล และระบบป้องกันการลบข้อมูล

Nimbus ExaDrive มีวางจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่น คือรุ่น 50TB ราคอยู่ที่ 12,500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 391,500 บาท และรุ่นท็อป 100TB อยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,253,000 บาท

สำหรับเหล่าผู้ใช้งานทั่วไปอย่างเรา ๆ ก็คงต้องรอไปอีกซักพักใหญ่ ๆ กว่าที่ SSD ความจุมากขนาดนี้ จะมีราคาลงมาจนพอเอื้อมถึงได้นะครับ…แต่เอาจริง ๆ ความจุมากขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรถึงจะหมดนะ 555

 

Source:Nimbusdata, Anandtech

from:https://droidsans.com/nimbus-exadrive-ssd100tb-starts-ar-1-2-million-baht/

Nimbus ExaDrive อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบ SSD ความจุ 100TB เคาะราคาราว 1.2 ล้านบาท

SSD หรือ Solid State Drive ในปัจจุบันนับว่ามีราคาที่ถูกลงมากแล้ว ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มเปลี่ยนมาใช้แทนฮาร์ดดิสค์จานหมุนมากขึ้น เรื่องจากมันมีความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูลเร็วกว่าหลายเท่า โดยเมื่อปี 2019 Samsung ได้ผลิต SSD มีความจุมากสุดถึง 60TB แต่ล่าสุดก็ได้โดน Nimbus Data เปิดตัว SSD ที่มีความจุมากที่สุดในโลกถึง 100TB เคาะราคาเบา ๆ แค่ราว 1.2 ล้านบาทเท่านั้นเอง

ปกติ SSD สำหรับใช้งานทั่วไปจะตกอยู่ที่ประมาณ 7,000 บาทต่อ 1TB ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว Nimbus ExaDrive นั้นแพงกว่ากันเกือบ 2 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งทาง Nimbus ก็ได้ให้เหตุผลว่า Exadrive SSD ไม่ได้ผลิตมาเพื่อการใช้งานทั่วไป แต่เหมาะกับการเอาไปใช้ในงานประเภท Server, Cloud Storage, IoT หรือ Big data มากกว่า

Nimbus ExaDrive เป็น SSD แบบ SATA ขนาด 3.5 นิ้ว มีความสามารถในการอ่าน-เขียนข้อมูลแบบ Sequential ที่ความเร็ว 500 MB/s แบบ Random อยู่ที่ 100000 IO/s ใช้พลังงาน 1oW ในโหมด Idle และ 14W เมื่อทำงานแบบเต็มกำลัง

ส่วนฟีเจอร์อื่น ๆ ของ Nimbus ExaDrive ก็คือ…

  • เขียนข้อมูลได้แบบไม่จำกัดครั้งเป็นเวลา 5 ปี (รับประกัน 5 ปี)
  • ค่า MBTF (ระยะเวลาเฉลี่ยในการใช้งานจนกว่า SSD จะพัง) มากถึง 2.5 ล้านชม.
  • มีระบบป้องกันไฟกระชากในตัว
  • มี ECC Engine หลายตัวเพื่อประสิทธิภาพในการอ่าน-เขียนข้อมูล
  • มีระบบเข้ารหัสข้อมูล และระบบป้องกันการลบข้อมูล

Nimbus ExaDrive มีวางจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่น คือรุ่น 50TB ราคอยู่ที่ 12,500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 391,500 บาท และรุ่นท็อป 100TB อยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,253,000 บาท

สำหรับเหล่าผู้ใช้งานทั่วไปอย่างเรา ๆ ก็คงต้องรอไปอีกซักพักใหญ่ ๆ กว่าที่ SSD ความจุมากขนาดนี้ จะมีราคาลงมาจนพอเอื้อมถึงได้นะครับ…แต่เอาจริง ๆ ความจุมากขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรถึงจะหมดนะ 555

 

Source:Nimbusdata, Anandtech

from:https://droidsans.com/nimbus-exadrive-ssd100tb-starts-at-1-2-million-baht/

Nimbus Data … วางจำหน่ายแหล่งเก็บข้อมูลแบบ SATA 2.5” ความจุสูงถึง 100 TB แต่ราคา 1,250,000 บาท

หลังจาดที่เราเห็นทาง Seagate ปล่อยแหล่งเก็บข้อมูลแบบ SSD SATA 2.5″ ออกมาที่ความจุ 60 TB เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมานั้นเราก็ไม่เคยเห็นแหล่งเก็บข้อมูลแบบ SSD SATA 2.5″ ความจุสูงกว่านี้ออกวางจำหน่ายในตลาดอีกเลย สิ่งที่ทางผู้ผลิตได้ให้ข้อมูลถึงการเลื่อนการวางจำหน่าย SSD SATA 2.5″ ความจุสูงมากนั้นก็เนื่องมาจากว่ามันยังมีความต้องการไม่มากนักในตลาดในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นดูเหมือนผู้ผลิตอย่าง Nimbus Data เชื่อว่าความต้องการแปล่งเก็บข้อมูลแบบ SSD SATA 2.5″ ความจุสูงมากๆ นั้นได้มาถึงแล้วจึงได้มีการเปิดตัวและวางจำหน่ายแหล่งเก็บข้อมูลในซีรีส์ DC ออกมาอย่างเป็นทางการ

สำหรับแหล่งเก็บข้อมูลในซีรีส์ DC ของทาง Nimbus Data ที่วางจำหน่ายออกมานั้นจะแบ่งออกเป็น 2 รุ่น 2 ขนาดดังต่อไปนี้

  • ขนาดความจุ 50 TB มีราคาอยู่ที่ $12,500 หรือประมาณ 391,000 บาท
  • ขนาดความจุ 100 TB มีราคาอยู่ที่ $40,000 หรือประมาณ 1,250,000 บาท

แหล่งเก็บข้อมูลทั้ง 2 โมเดลนั้นจะใช้ชิปหน่วยความจำเทคโนโลยี MLC 3D NAND ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับที่ใช้ในตลาดแหล่งเก็บข้อมูลระดับองค์กร ทั้ง 2 โมเดลนั้นจะมีความเร็วในการเขียนข้อมูลแบบลำดับสูงสุดอยู่ที่ 460 MB/s และความเร็วในการอ่านข้อมูลแบบลำดับสูงสุดอยู่ที่ 500 MB/s ส่วนความเร็วในการเขียนและอ่านข้อมูลแบบซุ่มสูงสุดอยู่ที่ 114,000 / 105,000 MTBF อายุการใช้งานสุงสุดนั้นจะอยู่ที่ราวๆ 2.5 ล้านชั่วโมงโดยทาง Nimbus Data เองได้ให้ประกันมาสำหรับผู้ซื้อถึง 5 ปีด้วยกัน สำหรับท่านใดสนใจนั้นคงต้องงบหนากันหน่อยและต้องออกแรงในการหาซื้อมาใช้งานนิดนึงเนื่องจากในไทยนั้นไม่มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

from:https://notebookspec.com/nimbus-data-first-to-release-100-tb-ssds-but-prices-are-way-too-high/528103/

ซัมซุงเปิดตัว SSD 870 QVC รุ่นใหม่ชิป QLC อินเทอร์เฟส SATA III ความจุสูงสุด 8TB

ซัมซุงเปิดตัว SSD 870 QVO ใหม่เป็นชิป QLC (4-bit) อินเทอร์เฟส SATA III ฟอร์มแฟ็คเตอร์ขนาด 2.5 นิ้ว มี 4 ความจุคือ 1TB, 2TB, 4TB และ 8TB

ความเร็วอ่านเขียนแบบลำดับอยู่ที่สูงสุด 560/530 MB/s แบบสุ่มอยู่ที่สูงสุด 98K/88K IOPS ประกัน 3 ปีค่า TBW อยู่ที่ 360TB (1TB), 720TB (2TB), 1,440TB (4TB) และ 2,880TB (8TB) เริ่มขายแล้ว ราคารุ่น 1TB เริ่มที่ 129.99 หรือราว 4,000 บาท

ที่มา – Samsung

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117271

How to – ทำให้ Lenovo L340 Gaming ใส่ฮาร์ดดิสค์ 2.5 นิ้วได้ ทำเองไม่ยาก

เรื่องขัดในอย่างหนึ่งของผู้ใช้โน้ตบุ๊คเกมมิ่งอย่าง Lenovo Ideapad L340 Gaming นั่นก็คือไม่สามารถเพิ่มฮาร์ดดิสค์หรือ SSD แบบ 2.5 นิ้วเข้าไปได้ บางรุ่นมีสายแถม บางรุ่นไม่มีมาให้ก็ไม่รู้จะเพิ่มอย่างไร ทำให้ใช้หน่วยความจำได้แต่เพียง SSD M.2 ที่บูธวินโดวส์อยู่นั่นเอง วันนี้ทีมงาน NBS เลยจะขอแนะนำวิธีการเพิ่มช่องฮาร์ดดิสค์ 2.5 นิ้ว ให้เจ้า Lenovo Ideapad L340 Gaming ด้วยตัวท่านเอง

โดยโครงสร้างตัวเครื่องของ Lenovo Ideapad L340 Gaming นั้นจะมีพื้นที่ให้ติดตั้งฮาร์ดดิสค์แบบ 2.5 นิ้วได้ โดยล๊อตแรกๆเองก็มีรุ่นที่เป็นฮาร์ดดิสค์เข้ามาขายในบ้านเรา แต่ล๊อตหลังๆจะเป็นหน่วยความจำแบบ SSD M.2 ทั้งหมด บางรุ่นก็ตัดสายแพร และบล๊อคยึดฮาร์ดดิสค์ออกไป หรือถ้ารุ่นที่ท่านซื้อมีอุปกรณ์แถมมาให้แล้ว ดูง่ายๆคือมีตัวสายแพร์แถมมาให้ ก็ข้ามไปขั้นตอนการอัพเกรทได้เลย

โดยอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการเพิ่มฮาร์ดดิสค์ 2.5 นิ้ว จะมี 2 ชิ้นคือสายแพรที่ต่อจากเมนบอร์ดแปลงเป็น SATA และบล๊อคสำหรับยึดฮาร์ดดิสค์กับตัวบอดี้ของ Lenovo Ideapad L340 Gaming ซึ่งอุปกรณ์ทั้ง 2 ชิ้นนี้สามารถสั่งซื้อได้ใน AliExpress เลย แค่ค้นหาว่า L340 Gaming ก็มีให้เลือกหลายร้าน

โดยก่อนการสั่งซื้อผมแนะนำให้ลองเปิดตัวเครื่องมาดูก่อนว่ามีบล๊อคยึดฮาร์ดดิสค์มาไหม เพราะถ้ามีมาจะได้ซื้อแค่สาย หรือถ้าไม่มีบล๊อคก็ซื้อมาทั้งสายและบล๊อคเลยจากร้านเดียวกันจะประหยัดค่าส่งได้ หรือบางร้านอาจจะฟรีค่าส่งให้เลย โดยราคาแยกชิ้นจะอยู่ที่ราว $10 – $12 (ประมาณ 320 – 380 บาท) แต่ถ้าซื้อทั้ง 2 ชิ้นจะอยู่ที่ราว $23 – $26 (ประมาณ 740 – 840 บาท) ไม่รวมค่าฮาร์ดดิสค์หรือ SSD แบบ 2.5 นิ้วที่สั่งในบ้านเราได้เลย มีตั้งแต่ไม่ถึงพันจนหลายพันบาท

โดยทีมงานสั่งไปเมื่อวันที่ และสุดท้ายของก็มาส่งถึงออฟฟิตในวันนี้ รวมๆเกือบ 2 เดือนเลย ช่วงนี้นานมากก ถ้าของใครมีแถมสายต่อมาให้ก็ข้ามไปตอนอัพเกรทได้เลย

จากนั้นก็ได้เวลาติดตั้งลงในโน้ตบุ๊ค Lenovo Ideapad L340 Gaming โดยแต่ละขั้นง่ายๆ

  • เตรียมอุปกรณ์ ไขควง 4 แฉก ที่เซาะขอบ และฮาร์ดดิสค์ 2.5 นิ้ว ที่อยากใส่เข้าไป
  • ปิดเครื่อง ถอด Adapter

  • ไขน๊อตทั้งหมด 11 จุด
  • เซอะขอบด้วยอุปกรณ์หรือบัตรแข็ง

  • ถอดกรอบฮาร์ดดิสค์ออกมาในกรณีมีมาให้แล้ว
  • ถอด SSD M.2 ออกมาก่อน เพราะจุดติดตั้งสายแพร์อยู่ด้านใน
  • ติดตั้งสายแพร์โดยเขียตัวล๊อคออก สอดสายแพร์เข้าไป จากนั้นกดล๊อค

  • ติดตั้งกรอบไปที่ฮาร์ดดิสค์
  • ต่อสาย SATA และเอาฮาร์ดดิสค์ใส่ไปตรงล๊อค
  • ใส่ SSD M.2 คืนเข้าไป

  • จากนั้นเช็คความเรียบร้อย สายน๊อตต่างๆ
  • ปิดฝาเครื่อง กดตามขอบให้สนิท จากนั้นไขน๊อตเป็นอันเรียบร้อย

อัพเกรทเสร็จแล้วไหนลองทดสอบกันหน่อยว่าใช้งานได้ปรกติไหม โดยเข้า Bios จะเห็นตัวฮาร์ดดิสค์ หรือ SSD ที่เราใส่เข้าไปเลย จากนั้นเข้าวินโดวส์ สร้างพาร์ทิชั่น ฟอร์แม็ท เป็นอันเรียบร้อยใช้งานได้แล้ว

ใครที่ใช้ Lenovo Ideapad L340 Gaming และอยากใช้ฮาร์ดดิสค์เพิ่มก็ตามไปจัดกันได้ครับ ติดตั้งง่าย ไม่ยุ่งยาก เพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้อีกเยอะ ทำให้ Lenovo Ideapad L340 Gaming เป็นโน้ตบุ๊คเกมมิ่งที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นเลยทีเดียว

from:https://notebookspec.com/how-to-upgrade-harddisk-to-lenovo-l340-gaming/518822/

How to – ทำให้ Lenovo L340 Gaming ใส่ฮาร์ดดิสค์ 2.5 นิ้วได้ ทำเองไม่ยาก

เรื่องขัดในอย่างหนึ่งของผู้ใช้โน้ตบุ๊คเกมมิ่งอย่าง Lenovo Ideapad L340 Gaming นั่นก็คือไม่สามารถเพิ่มฮาร์ดดิสค์หรือ SSD แบบ 2.5 นิ้วเข้าไปได้ บางรุ่นมีสายแถม บางรุ่นไม่มีมาให้ก็ไม่รู้จะเพิ่มอย่างไร ทำให้ใช้หน่วยความจำได้แต่เพียง SSD M.2 ที่บูธวินโดวส์อยู่นั่นเอง วันนี้ทีมงาน NBS เลยจะขอแนะนำวิธีการเพิ่มช่องฮาร์ดดิสค์ 2.5 นิ้ว ให้เจ้า Lenovo Ideapad L340 Gaming ด้วยตัวท่านเอง

โดยโครงสร้างตัวเครื่องของ Lenovo Ideapad L340 Gaming นั้นจะมีพื้นที่ให้ติดตั้งฮาร์ดดิสค์แบบ 2.5 นิ้วได้ โดยล๊อตแรกๆเองก็มีรุ่นที่เป็นฮาร์ดดิสค์เข้ามาขายในบ้านเรา แต่ล๊อตหลังๆจะเป็นหน่วยความจำแบบ SSD M.2 ทั้งหมด บางรุ่นก็ตัดสายแพร และบล๊อคยึดฮาร์ดดิสค์ออกไป หรือถ้ารุ่นที่ท่านซื้อมีอุปกรณ์แถมมาให้แล้ว ดูง่ายๆคือมีตัวสายแพร์แถมมาให้ ก็ข้ามไปขั้นตอนการอัพเกรทได้เลย

โดยอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการเพิ่มฮาร์ดดิสค์ 2.5 นิ้ว จะมี 2 ชิ้นคือสายแพรที่ต่อจากเมนบอร์ดแปลงเป็น SATA และบล๊อคสำหรับยึดฮาร์ดดิสค์กับตัวบอดี้ของ Lenovo Ideapad L340 Gaming ซึ่งอุปกรณ์ทั้ง 2 ชิ้นนี้สามารถสั่งซื้อได้ใน AliExpress เลย แค่ค้นหาว่า L340 Gaming ก็มีให้เลือกหลายร้าน

โดยก่อนการสั่งซื้อผมแนะนำให้ลองเปิดตัวเครื่องมาดูก่อนว่ามีบล๊อคยึดฮาร์ดดิสค์มาไหม เพราะถ้ามีมาจะได้ซื้อแค่สาย หรือถ้าไม่มีบล๊อคก็ซื้อมาทั้งสายและบล๊อคเลยจากร้านเดียวกันจะประหยัดค่าส่งได้ หรือบางร้านอาจจะฟรีค่าส่งให้เลย โดยราคาแยกชิ้นจะอยู่ที่ราว $10 – $12 (ประมาณ 320 – 380 บาท) แต่ถ้าซื้อทั้ง 2 ชิ้นจะอยู่ที่ราว $23 – $26 (ประมาณ 740 – 840 บาท) ไม่รวมค่าฮาร์ดดิสค์หรือ SSD แบบ 2.5 นิ้วที่สั่งในบ้านเราได้เลย มีตั้งแต่ไม่ถึงพันจนหลายพันบาท

โดยทีมงานสั่งไปเมื่อวันที่ และสุดท้ายของก็มาส่งถึงออฟฟิตในวันนี้ รวมๆเกือบ 2 เดือนเลย ช่วงนี้นานมากก ถ้าของใครมีแถมสายต่อมาให้ก็ข้ามไปตอนอัพเกรทได้เลย

จากนั้นก็ได้เวลาติดตั้งลงในโน้ตบุ๊ค Lenovo Ideapad L340 Gaming โดยแต่ละขั้นง่ายๆ

  • เตรียมอุปกรณ์ ไขควง 4 แฉก ที่เซาะขอบ และฮาร์ดดิสค์ 2.5 นิ้ว ที่อยากใส่เข้าไป
  • ปิดเครื่อง ถอด Adapter

  • ไขน๊อตทั้งหมด 11 จุด
  • เซอะขอบด้วยอุปกรณ์หรือบัตรแข็ง

  • ถอดกรอบฮาร์ดดิสค์ออกมาในกรณีมีมาให้แล้ว
  • ถอด SSD M.2 ออกมาก่อน เพราะจุดติดตั้งสายแพร์อยู่ด้านใน
  • ติดตั้งสายแพร์โดยเขียตัวล๊อคออก สอดสายแพร์เข้าไป จากนั้นกดล๊อค

  • ติดตั้งกรอบไปที่ฮาร์ดดิสค์
  • ต่อสาย SATA และเอาฮาร์ดดิสค์ใส่ไปตรงล๊อค
  • ใส่ SSD M.2 คืนเข้าไป

  • จากนั้นเช็คความเรียบร้อย สายน๊อตต่างๆ
  • ปิดฝาเครื่อง กดตามขอบให้สนิท จากนั้นไขน๊อตเป็นอันเรียบร้อย

อัพเกรทเสร็จแล้วไหนลองทดสอบกันหน่อยว่าใช้งานได้ปรกติไหม โดยเข้า Bios จะเห็นตัวฮาร์ดดิสค์ หรือ SSD ที่เราใส่เข้าไปเลย จากนั้นเข้าวินโดวส์ สร้างพาร์ทิชั่น ฟอร์แม็ท เป็นอันเรียบร้อยใช้งานได้แล้ว

ใครที่ใช้ Lenovo Ideapad L340 Gaming และอยากใช้ฮาร์ดดิสค์เพิ่มก็ตามไปจัดกันได้ครับ ติดตั้งง่าย ไม่ยุ่งยาก เพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้อีกเยอะ ทำให้ Lenovo Ideapad L340 Gaming เป็นโน้ตบุ๊คเกมมิ่งที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นเลยทีเดียว

from:https://notebookspec.com/how-to-upgrade-harddisk-to-lenovo-ideapad-l340-gaming/518822/

หัวเว่ย : Next Gen All-Flash ก้าวต่อไปสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

William Brian Arthur นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เขียนใน The Nature of Technology “ในโลกแห่งความเป็นจริง เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนอย่างสูง เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่คงที่ ไม่สิ้นสุด และไม่สมบูรณ์แบบ” รวมถึงเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลก็ไม่มีข้อยกเว้น
โดยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้นสำหรับการตอบสนองรูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายองค์กรมองหาสถาปัตยกรรมไอทีแบบใหม่ ที่นำพาทุกคนเข้าสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช
คำถาม : อะไรเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชอย่างรวดเร็ว?

ในปี 2558 Gartner ทำนายการถือกำเนิดของยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช ที่ซึ่ง Solid State Drive (SSD) จะมาแทนที่ Hard disk Drive (HDD) ในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กร ซึ่งอันที่จริงแล้ว SSD ที่มีประสิทธิภาพสูงพร้อม All-Flash Array (AFAs) คาดว่าจะแทนที่ 50% ของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ HDD แบบเดิมในศูนย์ข้อมูลภายในปี 2563

ปริมาณมหาศาลของข้อมูลที่หลากหลายนั้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Internet Of Thing (IoT) และ 5G ซึ่งหัวเว่ยประเมินว่าภายในปี 2568 ข้อมูลทั่วโลกจะมีปริมาณกว่า 180 ZB นั้นจะมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) เช่น ข้อความ รูปภาพ ไฟล์เสียง และไฟล์วิดีโอ จะทำให้การประมวลผลข้อมูลมีความซับซ้อนและต้องการรูปแบบการจัดเก็บใหม่ ดังนั้นระบบจัดเก็บข้อมูลจะต้องจัดการกับสภาพแวดล้อมของการปรับใช้ เพื่อตอบสนองการใช้งานของแอปพลิเคชัน และข้อกำหนดด้านมูลค่าต่าง ๆ

เทคโนโลยี SSD กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยระดับความจุที่เพิ่มขึ้นจากหลายร้อยกิกะไบต์ไปจนถึงหลายสิบ เทราไบต์ เทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อเครือข่ายกำลังเริ่มใช้งาน SSD สำหรับพื้นที่จัดเก็บแบบ Block, File และ Object เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลรุ่นต่อไปที่ได้รับการแนะนำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชและ SSD ซึ่งกำลังเข้าแทนที่อย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี SAS และ SATA ซึ่งมีอายุกว่าสองทศวรรษในตลาดระบบจัดเก็บข้อมูล

SSD ทำงานได้ดีเป็นพิเศษสามารถประมวลผล IOPS นับล้าน จึงทำให้เหมาะสำหรับอินเทอร์เน็ตที่ต้องการประสิทธิภาพ คลาวด์คอมพิวติ้ง และแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลการตลาดแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการเงินสร้างรายได้จาก AFA มากที่สุด โดยที่รัฐบาล การสื่อสารโทรคมนาคม และผู้ผลิตมีความพึงพอใจต่อ AFA มากขึ้น

คำถาม: ลูกค้าอุตสาหกรรมจะใช้ประโยชน์จากการท่วมของข้อมูลได้อย่างไร?

Big Data กำลังเปลี่ยนแปลงหลายอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลของธนาคาร มีลูกค้าจำนวนมากดำเนินการผ่านออนไลน์หรือผ่านมือถือ ซึ่งย่อมมีความต้องการให้ระบบธนาคารทำงานได้อยู่ตลอดเวลา การเกิดขึ้นของกิจกรรมด้านไอทีที่ให้บริการทางการเงินทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้น วิธีการเข้าถึงที่คาดเดาไม่ได้ และปริมาณบริการยังคงมีการทดสอบขีดจำกัดของระบบต่าง ๆ ปริมาณธุรกรรม ดังเช่น ในวันที่ 11 พฤศจิกายนหรือวันคนโสดเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า โดยมีการประมวลผลธุรกรรมหลายสิบล้านครั้งทุกวินาที ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณงานขนาดใหญ่ให้กับโครงสร้างพื้นฐาน

หัวเว่ยได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างแข็งขันในการให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ธนาคารที่ให้บริการลูกค้าหลายๆประเทศพบว่าลูกค้าไม่พอใจเนื่องจากโซลูชั่นดั้งเดิมไม่สามารถรับมือกับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ หัวเว่ยสามารถแก้ไขปัญหาให้ด้วยการเปลี่ยนระบบจัดเก็บข้อมูลดั้งเดิมด้วย OceanStor Dorado, AFAs เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์จากการใช้งานที่ราบรื่นตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวัน ตัวอย่างถัดมา เช่น ผู้คนจำนวนมากยื่นแบบภาษีคืนและชำระเงินออนไลน์ทั่วโลก

ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันมหาศาลต่อระบบการชำระเงิน หน่วยงานด้านภาษีของประเทศหนึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นและความปลอดภัยของข้อมูลหลังจากการเสนอบริการตลอด 24 ชั่วโมงใหม่ให้กับประชาชน ซึ่งรวมถึงการให้บริการ e-taxation และ e-invoice ในการนี้ระบบ OceanStor Dorado ขั้นสูงทั้งสองระบบได้รับการปรับใช้ให้กับระบบ gateway-free สำหรับ Metro Cluster เพื่อให้บริการที่ปลอดภัยและไม่ทำให้ยุ่งยากสำหรับผู้เสียภาษี

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ มีการใช้งานหลักเรื่องการเปลี่ยนแปลงการผลิต การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เป็นกระบวนการที่น่าเบื่อหน่ายและห่วงโซ่การตลาดที่กว้างขวางครอบคลุมผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการไหลของข้อมูลหลายระดับและการจัดทำรายงานเป็นประจำ ปัญหาใด ๆ ระหว่างการผลิตรถยนต์ล่าช้า ยอดขายลด และในที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันขององค์กร ระบบ ERP แบบเก่าของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำนั้นต้องใช้เวลาเจ็ดนาทีในการตอบคำถามการผลิตและการสั่งซื้อ และใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการรายงานยอดขายแบตเตอรี่รายเดือน ซึ่งในการนี้ Huawei AFA สามารถช่วยลดลดเวลาตอบสนองต่อข้อมูลเหล่านี้ลงให้เหลือเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า AFAs สามารถทำอะไรได้บ้าง ผู้เล่นในอุตสาหกรรมเลือก AFAs เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ต่ำ ลง และความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น โดยมี หัวเว่ย เป็นผู้จัดจำหน่ายที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการเหล่านี้

นวัตกรรมและความมุ่งมั่นทำให้ หัวเว่ย เป็นผู้ให้บริการ AFA ชั้นนำ

บริษัทเป็นผู้บุกเบิก AFA มานานนับตั้งแต่เปิดตัว SSD รุ่นแรกในปี 2548 ด้วยความเชี่ยวชาญ 15 ปี หัวเว่ยได้ กลายเป็นผู้จัดจำหน่ายระบบจัดเก็บข้อมูลชั้นนำที่มี SSD ตัวชิปควบคุมและระบบปฏิบัติการสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

หัวเว่ย AFAs มีการพัฒนาแพลตฟอร์มชิป end-to-end ช่วยให้สามารถดำเนินการ vertical consolidation สำหรับการส่ง การประมวลผล ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การจัดเก็บและการจัดการ ชิปเหล่านี้รวมถึงชิปอินเตอร์เฟซมัลติโปรโตคอลอัจฉริยะ Hi1822, หน่วยประมวลผล Kunpeng 920, AI ชิป Ascend 310, ชิปควบคุม SSD Hi1812e และชิปจัดการ BMC Hi1710 จุดเด่น คือ ชิป Kunpeng 920 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดและเมื่อรวมกับเทคโนโลยีแบบมัลติคอร์จึงมีประสิทธิภาพสูงเป็นสองเท่า

เทคโนโลยีชิปที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นมา 5 ตัวนี้ สามารถกำจัดปัญหาคอขวดที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่สมดุลของ CPU สื่อและเครือข่าย ซึ่งจะทำให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับการท่วมของข้อมูลที่เกิดใหม่ขึ้นเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร

เรื่องราวความสำเร็จระดับโลกยืนยันความเชี่ยวชาญของ หัวเว่ย

ในปี 2562 รายงานของ IDC คาดการณ์การเจริญเติบโต 1.3% ปีต่อปี ในการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูล OEM ภายนอกขององค์กรทั่วโลก โดยในไตรมาสที่สามการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 60.1% การเติบโตอย่างรวดเร็วดังกล่าวได้รับแรงผลักดันจากการยอมรับของอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีสัญญาณของการลดน้อยลง โดยมี AFAs เป็นสายผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดของระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ย

ในปี 2561 Magic Quadrant รายงานการวิจัยตลาดที่เผยแพร่โดย บริษัท ที่ปรึกษาด้านไอทีของ Gartner รายงานว่า Disk Arrays สำหรับ General-Purpose ของหัวเว่ยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในปีที่สามติดต่อ และต่อมาในปี 2062 Magic Quadrant โดย หัวเว่ย ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการปรับปรุงความสมบูรณ์ของกลยุทธ์และการดำเนินการ หัวเว่ยยังคงคิดค้นและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรและระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคของการกระหายข้อมูล

หัวเว่ยได้เปิดตัวโปรแกรม “Flash Only +” เพื่อให้ลูกค้าได้มีการใช้งานสเตอเรจอย่างเต็มที่กับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดของ AFAs ในราคาเท่ากันของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบไฮบริดที่มีความจุเท่ากัน โปรแกรมดังกล่าวสามารถใช้ได้จนถึง 31 ธันวาคม 2563

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b9%87%e0%b8%b5huawei-next-gen-all-flash/

หัวเว่ย : Next Gen All-Flash ก้าวต่อไปสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

William Brian Arthur นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เขียนใน The Nature of Technology “ในโลกแห่งความเป็นจริง เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนอย่างสูง เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่คงที่ ไม่สิ้นสุด และไม่สมบูรณ์แบบ” รวมถึงเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลก็ไม่มีข้อยกเว้น
โดยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้นสำหรับการตอบสนองรูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายองค์กรมองหาสถาปัตยกรรมไอทีแบบใหม่ ที่นำพาทุกคนเข้าสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช
คำถาม : อะไรเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชอย่างรวดเร็ว?

ในปี 2558 Gartner ทำนายการถือกำเนิดของยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช ที่ซึ่ง Solid State Drive (SSD) จะมาแทนที่ Hard disk Drive (HDD) ในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กร ซึ่งอันที่จริงแล้ว SSD ที่มีประสิทธิภาพสูงพร้อม All-Flash Array (AFAs) คาดว่าจะแทนที่ 50% ของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ HDD แบบเดิมในศูนย์ข้อมูลภายในปี 2563

ปริมาณมหาศาลของข้อมูลที่หลากหลายนั้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Internet Of Thing (IoT) และ 5G ซึ่งหัวเว่ยประเมินว่าภายในปี 2568 ข้อมูลทั่วโลกจะมีปริมาณกว่า 180 ZB นั้นจะมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) เช่น ข้อความ รูปภาพ ไฟล์เสียง และไฟล์วิดีโอ จะทำให้การประมวลผลข้อมูลมีความซับซ้อนและต้องการรูปแบบการจัดเก็บใหม่ ดังนั้นระบบจัดเก็บข้อมูลจะต้องจัดการกับสภาพแวดล้อมของการปรับใช้ เพื่อตอบสนองการใช้งานของแอปพลิเคชัน และข้อกำหนดด้านมูลค่าต่าง ๆ

เทคโนโลยี SSD กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยระดับความจุที่เพิ่มขึ้นจากหลายร้อยกิกะไบต์ไปจนถึงหลายสิบ เทราไบต์ เทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อเครือข่ายกำลังเริ่มใช้งาน SSD สำหรับพื้นที่จัดเก็บแบบ Block, File และ Object เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลรุ่นต่อไปที่ได้รับการแนะนำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชและ SSD ซึ่งกำลังเข้าแทนที่อย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี SAS และ SATA ซึ่งมีอายุกว่าสองทศวรรษในตลาดระบบจัดเก็บข้อมูล

SSD ทำงานได้ดีเป็นพิเศษสามารถประมวลผล IOPS นับล้าน จึงทำให้เหมาะสำหรับอินเทอร์เน็ตที่ต้องการประสิทธิภาพ คลาวด์คอมพิวติ้ง และแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลการตลาดแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการเงินสร้างรายได้จาก AFA มากที่สุด โดยที่รัฐบาล การสื่อสารโทรคมนาคม และผู้ผลิตมีความพึงพอใจต่อ AFA มากขึ้น

คำถาม: ลูกค้าอุตสาหกรรมจะใช้ประโยชน์จากการท่วมของข้อมูลได้อย่างไร?

Big Data กำลังเปลี่ยนแปลงหลายอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลของธนาคาร มีลูกค้าจำนวนมากดำเนินการผ่านออนไลน์หรือผ่านมือถือ ซึ่งย่อมมีความต้องการให้ระบบธนาคารทำงานได้อยู่ตลอดเวลา การเกิดขึ้นของกิจกรรมด้านไอทีที่ให้บริการทางการเงินทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้น วิธีการเข้าถึงที่คาดเดาไม่ได้ และปริมาณบริการยังคงมีการทดสอบขีดจำกัดของระบบต่าง ๆ ปริมาณธุรกรรม ดังเช่น ในวันที่ 11 พฤศจิกายนหรือวันคนโสดเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า โดยมีการประมวลผลธุรกรรมหลายสิบล้านครั้งทุกวินาที ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณงานขนาดใหญ่ให้กับโครงสร้างพื้นฐาน

หัวเว่ยได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างแข็งขันในการให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ธนาคารที่ให้บริการลูกค้าหลายๆประเทศพบว่าลูกค้าไม่พอใจเนื่องจากโซลูชั่นดั้งเดิมไม่สามารถรับมือกับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ หัวเว่ยสามารถแก้ไขปัญหาให้ด้วยการเปลี่ยนระบบจัดเก็บข้อมูลดั้งเดิมด้วย OceanStor Dorado, AFAs เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์จากการใช้งานที่ราบรื่นตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวัน ตัวอย่างถัดมา เช่น ผู้คนจำนวนมากยื่นแบบภาษีคืนและชำระเงินออนไลน์ทั่วโลก

ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันมหาศาลต่อระบบการชำระเงิน หน่วยงานด้านภาษีของประเทศหนึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นและความปลอดภัยของข้อมูลหลังจากการเสนอบริการตลอด 24 ชั่วโมงใหม่ให้กับประชาชน ซึ่งรวมถึงการให้บริการ e-taxation และ e-invoice ในการนี้ระบบ OceanStor Dorado ขั้นสูงทั้งสองระบบได้รับการปรับใช้ให้กับระบบ gateway-free สำหรับ Metro Cluster เพื่อให้บริการที่ปลอดภัยและไม่ทำให้ยุ่งยากสำหรับผู้เสียภาษี

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ มีการใช้งานหลักเรื่องการเปลี่ยนแปลงการผลิต การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เป็นกระบวนการที่น่าเบื่อหน่ายและห่วงโซ่การตลาดที่กว้างขวางครอบคลุมผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการไหลของข้อมูลหลายระดับและการจัดทำรายงานเป็นประจำ ปัญหาใด ๆ ระหว่างการผลิตรถยนต์ล่าช้า ยอดขายลด และในที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันขององค์กร ระบบ ERP แบบเก่าของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำนั้นต้องใช้เวลาเจ็ดนาทีในการตอบคำถามการผลิตและการสั่งซื้อ และใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการรายงานยอดขายแบตเตอรี่รายเดือน ซึ่งในการนี้ Huawei AFA สามารถช่วยลดลดเวลาตอบสนองต่อข้อมูลเหล่านี้ลงให้เหลือเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า AFAs สามารถทำอะไรได้บ้าง ผู้เล่นในอุตสาหกรรมเลือก AFAs เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ต่ำ ลง และความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น โดยมี หัวเว่ย เป็นผู้จัดจำหน่ายที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการเหล่านี้

นวัตกรรมและความมุ่งมั่นทำให้ หัวเว่ย เป็นผู้ให้บริการ AFA ชั้นนำ

บริษัทเป็นผู้บุกเบิก AFA มานานนับตั้งแต่เปิดตัว SSD รุ่นแรกในปี 2548 ด้วยความเชี่ยวชาญ 15 ปี หัวเว่ยได้ กลายเป็นผู้จัดจำหน่ายระบบจัดเก็บข้อมูลชั้นนำที่มี SSD ตัวชิปควบคุมและระบบปฏิบัติการสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

หัวเว่ย AFAs มีการพัฒนาแพลตฟอร์มชิป end-to-end ช่วยให้สามารถดำเนินการ vertical consolidation สำหรับการส่ง การประมวลผล ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การจัดเก็บและการจัดการ ชิปเหล่านี้รวมถึงชิปอินเตอร์เฟซมัลติโปรโตคอลอัจฉริยะ Hi1822, หน่วยประมวลผล Kunpeng 920, AI ชิป Ascend 310, ชิปควบคุม SSD Hi1812e และชิปจัดการ BMC Hi1710 จุดเด่น คือ ชิป Kunpeng 920 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดและเมื่อรวมกับเทคโนโลยีแบบมัลติคอร์จึงมีประสิทธิภาพสูงเป็นสองเท่า

เทคโนโลยีชิปที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นมา 5 ตัวนี้ สามารถกำจัดปัญหาคอขวดที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่สมดุลของ CPU สื่อและเครือข่าย ซึ่งจะทำให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับการท่วมของข้อมูลที่เกิดใหม่ขึ้นเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร

เรื่องราวความสำเร็จระดับโลกยืนยันความเชี่ยวชาญของ หัวเว่ย

ในปี 2562 รายงานของ IDC คาดการณ์การเจริญเติบโต 1.3% ปีต่อปี ในการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูล OEM ภายนอกขององค์กรทั่วโลก โดยในไตรมาสที่สามการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 60.1% การเติบโตอย่างรวดเร็วดังกล่าวได้รับแรงผลักดันจากการยอมรับของอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีสัญญาณของการลดน้อยลง โดยมี AFAs เป็นสายผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดของระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ย

ในปี 2561 Magic Quadrant รายงานการวิจัยตลาดที่เผยแพร่โดย บริษัท ที่ปรึกษาด้านไอทีของ Gartner รายงานว่า Disk Arrays สำหรับ General-Purpose ของหัวเว่ยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในปีที่สามติดต่อ และต่อมาในปี 2062 Magic Quadrant โดย หัวเว่ย ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการปรับปรุงความสมบูรณ์ของกลยุทธ์และการดำเนินการ หัวเว่ยยังคงคิดค้นและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรและระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคของการกระหายข้อมูล

หัวเว่ยได้เปิดตัวโปรแกรม “Flash Only +” เพื่อให้ลูกค้าได้มีการใช้งานสเตอเรจอย่างเต็มที่กับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดของ AFAs ในราคาเท่ากันของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบไฮบริดที่มีความจุเท่ากัน โปรแกรมดังกล่าวสามารถใช้ได้จนถึง 31 ธันวาคม 2563

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-next-gen-all-flash/

Kioxia เปิดตัว 24G SAS SSD รุ่นแรกของโลกสำหรับ Server และ Storage

Kioxia (เมื่อก่อนคือ Toshiba) ได้เปิดตัว 24G SAS SSD รุ่นแรกของโลกสำหรับ Server และ Storage

Credit: Kioxia

Kioxiia PM6 มี Interface แบบ SAS 24G เมื่อใช้กับ PCIe 4.0 ใช้ Flash Memory แบบ 96-layer BiCS FLASH™ 3D TLC มีความเร็วของ sequential read ที่ 4,300MB/s มีให้เลือกหลากหลายตามประเภทการใช้งาน read-intensive (1 DWPD3), mixed-use (3 DWPD) and write-intensive (10 DWPD) และมี Capacity สูงสุดในตลาดที่ 30.72TB ต่อ Disk

Credit: https://business.kioxia.com/en-us/news/2020/ssd-20200616-1.html

from:https://www.techtalkthai.com/kioxia-24g-sas-ssd/

Intel เปิดตัว PCIe SSD รุ่น D7-P5500 และ D7-P5600

Intel SSD D7-P5500 และ Intel SSD D7-P5600 Interface แบบ PCIe Gen4 NVMe ขนาด U.2 15mm

Credit: Intel

ใช้ NAND แบบ 96-layer TLC, Intel® 3D NAND Technology รุ่น D7-P5500 มีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 1.92 TB, 3.84 TB, and 7.68 TB ที่ 1 Drive Write per Day (DWPD) และรุ่น D7-P5600 มีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 1.6 TB, 3.2 TB, and 6.4 TB ที่ 3 DWPD.

Credit: Intel

Credit: https://www.intel.com/content/www/us/en/products/docs/memory-storage/solid-state-drives/data-center-ssds/d7-p5600-p5500-series-brief.html

from:https://www.techtalkthai.com/intel-pcie-ssd-d7-p5500-d7-p5600/