คลังเก็บป้ายกำกับ: SPECIAL_STORY

Preview – ConceptD 7 Ezel สุดยอด Notebook สาย Digital Content Creator ขั้นเทพสุด มีปากกา EMR ในตัว

ConceptD 7 Ezel นี้เป็นการต่อยอดมาจาก ConceptD 7 ซึ่งเป็น Notebook สายทำงาน Digital Content Creator จากทาง Acer มาในรูปแบบ 2-in-1 Notebook พลิกหน้าจอไปมาได้ด้วยบานพับของ Ezel ที่ได้จดสิทธิบัตร (คล้ายกับรุ่นพี่อย่าง ConceptD 9 แต่คนละแบบ) จัดเต็มด้วยสเปกประสิทธิภาพสูงอย่างชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 H และการ์ดจอรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce RTX (รอเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกที) ส่งผลให้มีความแรงเทียบกับ Deskto PC สบายๆ ภายใต้ตัวเครื่องที่เบา 2.1 กิโลกรัม และบางเฉียบเพียง 17.9 มิลลิเมตร โดดเด่นสุดๆ ด้วยการที่มีปากกา Wacom EMR ในตัวพร้อมที่เก็บเนียนไปกับตัวเครื่อง

ConceptD 7 Ezel มีหน้าจอขนาดใหญ่ 15.6″ แต่กลับมีความเล็กลงจากมิติตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดจากการที่ขอบจอบาง (ใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ยุคก่อนๆ) ผนวกกับหน้าจอ IPS เกรดสูง มีความละเอียดหน้าจอ 4K UHD (3840 x 2160 พิกเซล) พร้อมได้ PANTONE® Validated มาตรฐาน Adobe RGB ได้ 100% มีค่าความผิดเพี้ยนของสี delta-E น้อยกว่า 2 ส่วนกระจกเป็น Gorilla Glass 6 ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการมอบประสบการณ์ใหม่ๆในการเล่นเกมแบบเต็มประสิทธิภาพให้กับผู้ใช้งานได้อย่างแน่นอน ในส่วนของดีไซน์ภายนอกก็ดูเรียบหรู วัสดุเป็นอลูมิเนียมสีขาวตลอดทั้งตัวเครื่องแซมด้วยสีส้มตามสไตล์ ConceptD สนนราคาที่ 2,699 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 80,000 บาท

ซึ่งหลักๆ แล้ว ConceptD 7 Ezel จะแบ่งออกเป็นรุ่นปกติ ใช้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 H และการ์ดจอรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce RTX Series ส่วนอีกรุ่นอีกสเปกจะเป็นชิปประมวลผล Intel Xeon ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอระดับสตูดิโออย่าง NVIDIA Quadro RTX Series โดยชื่อจะตอกย้ำความเป็นมืออาชีพยิ่งกว่าในชื่อ ConceptD 7 Ezel Pro

ส่วนรายละเอียดต่างๆ ก็จะเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแรมเป็นแบบ ECC ขนาด 32GB และ SSD M.2 NVMe ความจุ 2TB และติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro นับได้ว่าทาง Acer มีความตั้งใจเป็นอย่างมากในการนำเสนอ Notebook ที่เน้นการใช้งานเรื่องงานสร้างสรรค์ที่ปัจจุบันมีการขยายตัวเป็นอย่างมาก อีกทั้งมีความหลากหลายกว่าเดิม ทำให้ในส่วนของ ConceptD มีให้เลือกมากมายนั่นเอง

  

ที่สำคัญนอกจากความเป็นที่สุดยอด 2-in-1 Notebook ตัวแรงระดับมืออาชีพแล้วก็คือ ConceptD 7 Ezel มีโหมดหน้าจอให้เลือกถึง 5 โหมด จากการที่บานพับมีคสามพิเศษที่สามารถพับพลิกไปมาได้อิสระ ซึ่งแบ่งออกเป็นโหมดต่างๆ ได้แก่ Sharing Mode, Floating Mode, Stand Mode, 2 Pad Mode และ Display Mode ที่ต้องยอมรับว่ามันดีจริงๆ ในเรื่องของมุมมองการใช้งานต่างๆ นับได้เหนือชั้นกว่า Notebook ทั่วไปแน่นอน แม้ราคาดูสูงแต่จัดเต็มทุกฟีเจอร์จริงๆ อย่างที่โน้ตบุ๊คปกติทั่วไปไม่สามารถให้ได้ง่ายๆ

ConceptD 7 Ezelใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยพัดลมแบบพิเศษ AeroBlade 3D Gen 4 ใช้พัดลม 2 ตัว ตัวละ 59 ใบพัดขนาด 0.1 มิลลิเมตร ออกแบบพิเศษได้รับแรงบันดาลใจจากกลไกการบินที่เงียบสนิทและทรงพลังของนกฮูก ปลายใบพัดลมของเราจึงมีรอยหยักเพื่อให้อากาศผ่านได้มากขึ้น ซึ่งมีช่องระบายอากาศถึง 4 จุด อยู่ทางด้านหลังและด้านข้างของตัวเครื่อง เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและการ์ดจอด้วยฮีทไปป์รวมกันถึงหลายเส้น ที่ใหญ่กว่าทุกๆ รุ่นหายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม

  

เรื่องของการดีไซน์ออกแบบ หลักๆ ConceptD 7 Ezel ยังมีทรงคล้ายๆ กับ ConceptD 7 เรียกได้ว่าถอดแบบกันมาเลยดีกว่า ซึ่งจากการที่ใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมตลอทั้งตัวเครื่องทำให้ดูแข็งแรงทนทานและหรูหรา รวมไปถึงการพกพาก็สะดวก ด้วยหน้าจอขอบบางทำให้แม้จะเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอขนาด 15.6″ แต่ขอบหน้าจอบางเฉียบให้มิติโดยรวมตัวเครื่องทั้งหมดมีขนาดที่เล็กกระชับ มีความบางที่ 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น นับว่ามีความบางเบากว่ารุ่นก่อนมาก รวมไปถึงการพกพาก็สะดวกยิ่งขึ้น กับน้ำหนักเบาเพียง 2.1 กิโลกรัม

สีสันก็ยังคงเอกลักษณ์สีขาวสว่างทั้งตัวเครื่อง ทำให้ดูเรียบง่ายเรียบเนียนสวยงาม พร้อมความพิเศษจากการที่ การใช้เทคโนโลยี Micro-Arc Oxidation เป็นการใช้ไฟฟ้าแรงสูงเผาวัสดุอลูมิเนียมก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีถึงระดับจุลภาค กำเนิดเป็น Magnesium-Lithium พื้นผิวเซรามิคเคลือบทับวัสดุอีกที ทำให้ตัวเครื่องทนทานต่อรอยขีดข่วนเรียบหรูคงทน พร้อมความหรูหราและสวยงาม

โดยฝาหลังของ ConceptD 7 Ezel เป็นอลูมิเนียมดูสวยงามดุดันซึ่งไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลย นอกจากขอบฝาด้านบนจะเป็นคำว่า ConceptD ส่วนด้านในเหนือคีย์บอร์ดก็เป็นอีกจุกที่มีความว่า ConceptD เรียกได้ว่าไม่มีคำว่า Acer อยู่เป็นตัวเครื่องเลย ทำให้แตกต่างจากโน้ตบุ๊คของทาง Acer ที่เป็นรุ่นอื่นๆ ชัดเจนทีเดียว

  

ConceptD 7 Ezel  มีตัวเครื่องที่มาพร้อมกับหน้าจอใหญ่ถึง 15.6”ขอบหน้าจอบางก็จริง แต่ก็ยังสามารถที่จะติดตั้งคีย์บอร์ดแบบ Full Size มาให้ผู้ใช้งานได้ใช้กันได้อย่างสบายๆ โดยเลือกตัดคีย์ตัวเลข (Numpad) ออกไป โดยตัวปุ่มจะเป็นสีขาวเข้ากับตัวเครื่อง มีฟอนต์เป็นสีเทารวมไปถึงแป้นปุ่มตรงตัวอักษร WASD และปุ่มทิศทาง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไฟ Backlit สีส้มที่ดูแล้วโดดเด่นและแตต่าง (ปรับแสงได้ 5 ระดับ) ที่ให้ความสว่างพอสมควร ใช้งานในที่แสงน้อยหรือกลางคืนสบายๆ อีกทั้งเรื่องการกดการสัมผัสบนคีย์บอร์ดที่ปุ่มมีความนุ่มติดมือ รู้สึกได้เลยว่าดีกว่าโน้ตบุ๊คธรรมดาทั่วไปแน่นอน

ในส่วนทัชแพดนั้นจะมีขนาดกลางๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ออกแบบปุ่มมาเป็นแบบชิ้นเดียวซ่อนปุ่มตามสมัยนิยมทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา มีขอบเป็นสีเงินสวยงาม ให้ความลื่นไหลในการใช้งานเป็นอย่างดี ซึ่งตัวทัชแพดจะวางตัวไปทางด้านซ้ายของเครื่องเล็กน้อยไม่ได้อยู่ตรงกลางหน้าจอเป๊ะๆ โดยรวมก็สามารถใช้งานได้ดีไม่ปัญหาแต่อย่างใด

  

หน้าจอของ ConceptD 7 Ezel มีขนาด 15.6″ แบบ Screen-to-Body เป็น 81% ด้วยขอบจอบางเฉียบบนความละเอียด 4K UHD ที่ 3840 x 2160 พิกเซล ให้ทั้งความเรียบเนียนตาหรือพื้นที่ในการใช้งานมากกว่า Full HD หลายเท่าตัว กับพาเนล IPS แบบ 60Hz เกรดสูง มาตรฐาน PANTONE® Validated ให้ค่าความสีคลาดเคลื่อนเพียง Delta E < 2 พร้อมขอบเขตสีระดับ 100% Adobe RGB ให้สีสันที่สวยงามเที่ยงตรงแบบสุดๆ เหนือกว่าโน้ตบุ๊คปกติทั่วไป ที่สำคัญมีความสว่างมากๆ ที่ 400-nit ทำให้ใช้งานนอกสถานที่หรือตามสตูดิโอได้สบายๆ อีกทั้งยังปรับโปรไฟล์สีและมอนิเตอร์โหลดของระบบได้ผ่านโปรแกรม ConceptD Palette ได้ด้วย

ซึ่งตรงนี้ทำให้รองรับการทำงานระดับมืออาชีพได้สมบูรณ์แบบทีเดียว เหมาะกับงานที่จริงจังเรื่องสีสันและความละเอียดของหน้าจอ รวมไปถึงเมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีทั้งทำงานแบบจริงจัง ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่าอื่นๆ พร้อมกางได้ถึง 145 องศา ซึ่งมียางรองพิเศษที่ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้น ทำให้ระบายความร้อนดียิ่งกว่า พร้อมติดตั้งกล้องเว็บแคมแบบ 720p และไมโครโฟนไว้ขอบตัวเเครื่องด้านบน ให้ความแตกต่างจากมาตรฐานของโน้ตบุ๊คทั่วไป

  

สำหรับปากกาสไตลัสที่ติดตั้งบนตัวเครื่องของ ConceptD 7 Ezel เป็นของแบรนด์ Wacom ที่ทุกคนมั่นใจได้ กับการใช้งานระดับมืออาชีพ คือความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ พร้อมด้วยเทคโนโลยี EMR (Electro-Magnetic Resonance) ปากกาที่ไร้แบตเตอรี่พร้อมความไวต่อแรงกด 4,096 ระดับจึงมอบประสบการณ์การวาดภาพที่เป็นธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอดการใช้งาน นอกจากนั้นยังมอบความสะดวกสบายด้วยการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์และน้ำหนักที่เบาเพื่อนำเสนอความแม่นยำและการควบคุมให้แก่เรา โดยปากกาถูกติดั้งไว้ที่ขอบหน้าจอด้านขวาของตัวเครื่อง

  

ConceptD 7 Ezel จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานสร้างสรรค์ระดับมืออาชีพขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 2 x USB 3.1 Type-A, 2 x Thunderbolt 3 (USB 3.1 Type-C, mini DisplayPort, USB-PD), HDMI, RJ45 และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo เรียกได้ว่าพอเพียงกับการใช้งานทั่วไปอย่างแน่นอน ที่สำคัญยังเลือกติดตั้งช่อง SD(XC/HC) Card reader ไว้ที่ขอบของด้านหน้าตัวเครื่องด้วย ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายมาตรฐาน Wi-Fi 6 AX ที่เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดดีที่สุด พร้อมมีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน

  

สำหรับแนวคิดของ ConceptD 7 Ezel จะถูกว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่เน้นการใช้งานประมวลผลสูง ๆ เป็นเวลานาน สเปคภายในใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 H หรือ Intel Xeon รุ่นล่าสุด โดยทำงานร่วมกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX / Quadro RTX รุ่นใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมใช้งานโปรแกรมต่างๆ ประเภท VR, AI และการประมวลผล Big Data รวมไปถึงงานสร้างสรรค์ต่างๆ อย่างตระกูลของ Adobe

สนับสนุน Ray-Tracing  รองรับงานประมวลผลหนักๆ ไม่ว่าจะเป็น AI/deep learning, การจำลองทางวิศวกรรม และสตูดิโออนิเมชั่น ที่อยู่บนแพลตฟอร์ม Nvidia Studio ซึ่งจะมาพร้อมกับ SDKs และ APIs ที่ถูกเพิ่มเข้ามาช่วยให้ผู้ที่ทำงานทางด้านกราฟิกซึ่งใช้ฮาร์ดแวร์ของทาง NVIDIA สามารถใช้งานในการสร้างสรรค์งานได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งจัดเต็มด้วยแรม ECC ขนาด 32GB และ SSD M.2 NVMe ที่ 2TB

สำหรับ ConceptD 7 Ezel มาในรูปแบบของ 2-in-1 Notebook ซึ่งมีดีไซน์ตัวเครื่องมาในทิศทางของ ConceptD 7 รุ่นปกติ โดยตัวเครื่องนั้นจะมาพร้อมกับแกนยึดหน้าจอที่สามารถปรับแต่งรูปแบบสำหรับการใช้งานได้ พร้อมหน้าจอทัชสกรีนขนาด 15.6″ 4K ด้วยมาตรฐาน AdobeRGB ที่ 100% (Delta E น้อยกว่า 2) ใช้กระจก Gorilla Glass 6 เรียกได้เป็นหน้าจอที่เทพมากๆ ทั้งความละเอียด คุณภาพ ค่าสี และขอบเขตสี ที่หาได้ยากในโน้ตบุ๊คปกติทั่วไป

สำหรับตัวหน้าจอยังรองรับการทำงานร่วมกับปากกาสไตลัสที่ทาง Acer ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้นมากับทาง Wacom EMR ไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่และมีที่เก็บในตัวที่เรียบเนียน โดยตัวสไตลัสสามารถรองรับแรงกดได้ต่างกันถึง 4,096 ระดับ ใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การจดโน้ตหรือไฮไลต์ ไปจนถึงการวาดภาพ เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการใช้ปากกาจริงๆ อย่างที่สุด เมื่อใช้งานร่วมกับหน้าจอที่ปรับหมุนไปมาได้ ทำให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายอย่างที่สุด ไว้มีโอกาสแอดมินโป้งจะมารีวิวตัวจริงกันอีกทีของ ConceptD 7 Ezel นะครับ

from:https://notebookspec.com/preview-conceptd-7-ezel-digital-content-creator/510904/

ตู้ออกบัตร MRT รุ่นใหม่เติมเงินได้แล้ว (สักที)

สิ่งขัดใจของผู้ใช้รถไฟฟ้าบ้านเราก็คือตู้ออกบัตรโดยสาร ทำได้แค่ออกบัตรหรือเหรียญเป็นรายเที่ยวไม่สามารถเติมเงิน หรือเช็คยอดเงินคงเหลือ หรือเช็คอะไรในบัตรเติมเงินไม่ได้เลย ต้องไปเคาเตอร์พนักงานเท่านั้น แต่ตอนนี้ตู้ออกบัตรโดยสาร MRT รุ่นใหม่โคตรแจ่ม เติมเงินบัตรโดยสารได้แล้ว (สักที)

หลายท่านที่เคยเดินทางในต่างประเทศ เอาแค่ในโซนเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สิงค์โปร์ หรือไต้หวัน ตู้ซื้อบัตรรถไฟฟ้านอกจากซื้อเป็นรายเที่ยวได้แล้ว ยังสามารถเติมเงินเข้าบัตรได้ด้วย โดยไม่ต้องไปเคาเตอร์ติดต่อพนักงานเพื่อเติมตั้ง ซึ่งช่วยลดการแออัดตรงทางเข้าไปได้เยอะ และยังเพิ่มความสะดวกในการเดินทางได้อีก ซึ่งในบ้านเราไม่มีตู้แบบนี้มาสักที จนในที่สุด MRT ก็ได้ทยอยเปลี่ยนตู้ออกบัตรโดยสารเป็นรุ่นใหม่ซึ่งสามารถเติมเงินในบัตรโดยสารได้แล้ว

 

ใครเจอตู้หน้าตาแบบนี้สามารถใช้บริการได้เลยนะครับ นอกจากซื้อตั๋วรายเที่ยวได้แล้ว ยังสามารถเติมเงินในบัตร รวมไปถึงเช็คเที่ยวเดินทางได้ด้วย สามารถเติมได้ทั้งแบงค์ และเหรียญเลย ใครเหรียญเยอะ เอามาเติมละลายเหรียญกันได้ครับ

การซื้อตั๋วรายเที่ยวสามารถจิ้มจอและซื้อได้ปรกติเลย ส่วนเติมเงินเข้าบัตร ก่อนอื่นเสียบตั๋วเข้าช่องทางด้านขวาก่อนเลย ใครใส่ซองใส หรือกระเป๋าบัตรที่ไม่หนาสามารถใส่ได้โดยไม่ต้องถอดซองออก โดยเมื่อเสียบบัตรไปและพร้อมใช้ ตรงรูปลูกศรไฟจะดับลง

เมื่อเสียบบัตรเข้าไปแล้ว จะโชว์ยอดเงินคงเหลือ ยอดเงินที่เติมแสดงออกมา พร้อมวันหมดอายุบัตร และประเภทบัตร รวมไปถึง วันที่ เวลา สถานนี จำนวนเงินที่ใช้ และยอดเงินคงเหลือที่โชว์รายละเอียดครบมาก เอาไปทำเบิกของบริษัทกันได้เลย

จากนั้นถ้าต้องการเติมเงินก็หยอดเหรียญ หรือใส่แบงค์ ธนบัตรได้เลย

โดยหน้าจอจะโชว์ยอดเงินคงเหลือในบัตร และยอดเงินที่เติมเข้าไป เมื่อเสร็จแล้วก็กดปุ่ม “เติมเงิน” ที่หน้าจอ รอจนรูปลูกศรที่ช่องบัตรมีไฟสีเขียวติดขึ้นมาก็สามารถเอาบัตรเติมเงินออกได้เลย

ท่านใดอยากลองตอนนี้เท่าที่สอบถามมาจะมีแค่ที่สถานีลาดพร้าวที่ทีมงานใช้บริการ ,สถานีสุขุมวิท และสถานีหัวลำโพง โดยจะเริ่มทยอยเปลี่ยนของสถานี MRT ให้หมดภายในปีนี้ ใครลองใช้บริการแล้วเป็นอย่างไรก็มาแชร์กันได้นะครับ

เท่าที่ทีมงานลองใช้บอกเลยว่าสะดวกขึ้นเยอะ แต่ถ้าต้องการใช้บัตรเครดิตเติมเงินก็ยังต้องติดต่อเคาเตอร์พนักงานเหมือนเดิมนะครับ แต่ก็ช่วยให้แถวเติมเงินพนักงานลดความแออัดไปได้เยอะเลย

from:https://notebookspec.com/new-mrt-card-issuing-machines-can-top-up/511056/

จัดอันดับ 5 อุปกรณ์เสริม Xiaomi ที่ควรมีไว้ใช้งานกับ Notebook ราคาดีเริ่มไม่ถึง 500 บาท ฟีเจอร์คุ้ม

การซื้อ Notebook มาใช้งานซักเครื่องไม่ว่าจะกี่บาทก็ตาม แน่นอนว่าไม่จบอย่างแน่นอน เพราะถ้าให้ดีที่สุด เราควรมีอุปกรณ์เสริม (Accessories) ช่วยให้เราทำงานให้ง่ายขึ้นด้วย ที่ผ่านมาเราน่าจะเห็นสินค้าหลากหลายยี่ห้อมากมาย โดยอีกหนึ่งแบรนด์ที่มาแรงมากๆ ก็คงต้องเป็น Xiaomi ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นแบรนด์ชื่ดังที่มาจาก Smartphone ราคาดีฟีเจอร์คุ้ม แต่ล่าสุดได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ออกมามากมายในตลาด ที่ทำทุกๆ อย่าง (ทุกๆ อย่างจริงๆ นะ) จนมีคนแซวว่า “พระเจ้าสร้างโลก แต่ที่เหลือเป็น Xiaomi” ถือว่าเป็นมุขขำๆ กันในโซเซียล (ฮา)

ในบทความนี้เราก็เลยจะมาแนะนำอุปกรณ์เสริม (Accessories) จากทาง Xiaomi ที่ควรมีไว้ใช้งานกับ Notebook ราคาเริ่มไม่ถึง 500 บาท ไม่ว่าจะเป็น เมาส์ไร้สาย / ที่รองเครื่อง / หูฟังไร้สาย / ลำโพงไร้สาย / Hub ขยายการเชื่อมต่อ ที่บอกได้เลยว่ามาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยงามพรีเมียมดูดีเกินราคา ไม่ว่าเราจะนำไปใช้กับ Notebook รุ่นไหนก็ลงตัวตามสไตล์ของ Xiaomi โดยจะมีอะไรบ้าง ไปชมกันต่อเลย

Xiaomi Wireless Mouse ราคา 268 – 428 บาท

เมาส์ถือว่าเป็นอุปกรณ์แรกๆ ที่คนใช้งาน Notebook หาซื้อมาใช้งานกัน แม้ว่าบนตัว Notebook จะมีทัชแพดอยู่แล้ว แต่การใช้งานเมาส์ก็นับได้ว่ามีความสะดวกมากกว่าอยู่ ซึ่งปกติแล้วเมาส์ก็จะมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ มีสายกับไร้สาย สำหรับการใช้งาน Notebook แนะนำว่าควรเป็นไร้สาย เพราะจะคล่องตัวมากกว่า อีกทั้งมีดีไซน์ที่เล็กกระทัดรัดพกพาไปใช้านนอกสถานที้ได้สะดวก

ซึ่งที่เราจะมาแนะนำเป็น Xiaomi Millet Lite Wireless Mouse กับราคาประมาณ 268 บาท หรือ Xiaomi Wireless Mouse Youth Version ราคาประมาณ 428 บาท (ราคาขายขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน) เรียกได้ว่าเมาส์ไร้สายดีๆ ราคาไม่แพงจาก Xiaomi  นับว่าโอเคเลย ซึ่งมาพร้อมกับตัวรับสัญญาณและใช้งานพลังงานจากถ่าน AAA รองรับการทำงาน DPI ที่ 1200 เพียงพอกับทุกๆ การใช้งานพื้นฐานทั้งหมด

Xiaomi iQunix L – Stand ราคา 458 บาท

ที่รองเครื่อง Notebook หรือ Cooling Pad ก็จัดว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของเราเป็นอย่างมาก เพราะช่วยยกตัวเครื่องให้เอียงและสูงยิ่งขึ้น ส่งผลให้เราพิมพ์ง่ายขึ้น มุมมองดีขึ้น พร้อมทั้งยังช่วยเครื่องของระบบระบายความร้อนที่มีพื้นที่มากขึ้นด้วย ที่ไม่ว่าเราจะใช้งาน Notebook ทั่วไป บางเบา หรือ Gaming Notebook ก็ควรหามาใช้งานกัน

โดย Xiaomi iQunix L – Stand เป็นที่รอง Notebook ที่มีดีไซน์เรียบง่ายใช้งานได้จริง มุมองศาเอียงที่ 16 องศา วัสดุหลักเป็นอลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทาน มีทั้งสีเงินและสีดำให้เลือก สนนราคาประมาณ 458 บาท (ราคาขายขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน) จัดว่ามีความคุ้มค่าสุดๆ แม้รุ่นนี้จะไม่มีพัดลมช่วยระบายความร้อนแบบแบรนด์อื่นๆ แต่โดยรวมก็ถือว่าดีเยี่ยมมากแล้ว

Xiaomi Redmi AirDots ราคา 539 บาท

หูฟังเป็นอะไรที่ใช้งานคู่กับ Notebook ไม่แพ้อุปกรณ์อื่นๆ เพราะกรณีที่เราใช้งานนอกสถานที่ เช่นตามร้านกาแฟ หรือที่ทำงาน จากการที่ต้องฟังเพลงหรือดูหนังรวมไปถึงทำงาน ทำให้เราไม่สามารถเปิดลำโพงที่ติดเครื่องมาได้ ซึ่งได้ได้ไร้สายด้วยก็ดี สำหรับ Xiaomi Redmi AirDots หรือ หูฟังบูลทูธ Redmi AirDots มาพร้อมกับเทคโนโลยี TWS (ชื่อคุ้นๆ เหมือนแบรนด์หูฟัง True Wireless ตัวถูก) กับราคาประมาณ 536 บาท

ออกแบบหูฟังแบบไร้สายพร้อมกล่องเก็บหูฟังที่สามารถชาร์จและปิดการทำงานอัตโนมัติ ขณะที่จัดเก็บอยู่ และเมื่อนำหูฟังออกจากกล่อง หูฟังจะทำงานและเชื่อมต่ออัตโนมัติ และบูลทูธ 5.0 ที่รองรับการคุยแบบสเตอริโอ, ลดเสียงรบกวนอัจฉริยะ, เชื่อมต่ออัตโนมัติ ใช้พลังงานที่ต่ำมาก เน้นกลุ่มตลาดที่ต้องการ True Wireless ในราคาประหยัด แน่นอนว่าจึงทำให้เป็นอีกอุปกรณ์ที่เสริม Notebook ที่เราแนะนำกัน

Xiaomi Bluetooth Computer Speaker ราคา 2,190 บาท

อีกหนึ่งอุปกรณ์ด้านเสียงที่เรานำมาแนะนำกันก็คือลำโพง แน่นอนว่ารองรับทั้งการต่อสายสัญญาณปกติ รวมไปถึงเชื่อมต่อไร้สาผ่านทาง Bluetooth ตามสมัยนิยมด้วย โดย Xiaomi Bluetooth Computer Speaker จัดว่าเป็นลำโพงบูลทูธ/สายสำหรับพีซี ตัวจริงจากทาง Xiaomi ด้วยดีไซน์พรีเมียมสวยงามลงตัว วัสดุลำโพงใช้วัสดุอลูมิเนียมอัลลอยด์คุณภาพสูง ที่ผ่านกระบวนการ CNC พร้อมเคลือบด้วยอโนไดซ์ ออกไซด์ และยิงทราย ทำให้ทนทาน และทนต่อรอยขีดข่วน

รูปแบบการใช้งานเป็นลำโพงระบบ Hi-Fi ขนาด 2 นิ้ว 2 ตัว 2.0 (สเตอริโอ) ที่ให้เสียงทุกช่วงความถี่ (HiFi full-frequency) ระบบเสียง DSP ที่มีคุณภาพสูง เพื่อรองรับรูปแบบเสียงคุณภาพสูง (Lossless) ผ่านบูลทูธ และชิปบูลทูธ CSR ที่รองรับรูปแบบเสียงที่หลากหลาย แล้วยังสามารถเชื่อมต่อผ่านบูลทูธ หรือสาย AUX 3.5mm. กับ Notebook / PC/ Smartphone ได้อย่างลงตัวที่สุด ในราคาแค่ 2,190 บาท โดยประมาณ

Xiaomi HAGIBIS Multi-Port Type-C Hub ราคา 1,190 บาท

ปิดท้ายกับอีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมที่ควรนำมาใช้คู่กัน Notebook ตัวเก่งของเราก็คือ USB-C Hub จากการที่ตัวเครื่อง Notebook ในปัจจุบันยิ่งบางลงและพอร์ตเชื่อมต่อก็น้อยลงไปเรื่อยๆ บางรุ่นมีแค่พอร์ต USB-C เท่านั้น แน่นอนว่าการที่ USB-C Hub ไว้เป็นตัวช่วยจึงสำคัญ โดย Xiaomi HAGIBIS Multi-Port Type-C Hub เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่เป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับผู้ใช้งานโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ ในราคาเพียง 1,190 บาทเท่านั้น

ซึ่งอุปกรณ์นี้จะเชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB-C (หรือ Thunderbolt 3) ขยายออกมาให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้อีกหลากหลาย และถ้ารุ่นไหนรองรับ PD Charge ก็สามารถชาร์ตไฟให้โน้ตบุ๊คเราได้ด้วย ด้วยพรอร์ตเชื่อมต่อที่มาครบครันไม่ว่าจะเป็น USB 3.0 2 พอร์ต ,HDMI ,RJ45 ,SD Card Reader และ USB-C ที่ชาร์ตไฟเข้าได้ด้วย พร้อมขนาดที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ วัสดุดี โดดเด่นด้วยการใช้ชิปเซ็ตที่มีประสิทธิภาพสูง PS176, VL102, VL817, AU84612 ที่ทำสามารถใช้งาน 3 พอร์ตต่างๆพร้อมกันได้

เรียกได้ว่าอุปกรณ์เสริม (Accessories) จากแบรนด์ Xiaomi มีให้เลือกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าเป้, อแดปเตอร์, Power Bank, คีย์บอร์ดแยก, แผ่นรองเมาส์ และอื่นๆ ให้เราได้เลือกซื้อกัน โดยบทความนี้เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แนวทางการเลือกอุปกรณ์ไว้ใช้ร่วมกับ Notebook ของเพื่อนๆ กันได้ ในส่วนของราคาแต่ละอุปกรณ์ที่แจ้งไปก็เป็นราคาโดยประมาณเพราะแต่ละร้านก็ขายไม่เท่ากัน รวมไปถึงเงื่อนไขการรับประกันก็แตกต่างกันด้วย ซึ่งคนไหนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ Xiaomi กันอยู่แล้ว ลองมาแชร์ประสบการณ์กันหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง และถ้าแอดมินโป้งมีโอกาสก็จะหาอุปกรณ์เสริมที่แนะนำนี้มารีวิวให้ได้ชมกันอีกทีก็แล้วกันนะครับ

from:https://notebookspec.com/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a-5-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1-xiaomi/510788/

ไวรัส Corona (Covid-19) กับผลกระทบต่อวงการไอที

ต้องยอมรับจริงๆครับว่าไวรัส Corona หรือชื่ออย่างเป็นทางการ Covid-19 ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างมาก ไม่ใช่แค่เฉพาะที่จีนเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก และไม่ใช่แค่ด้านสาธารณสุข แต่ยังส่งผลกระทบแม้กระทั่งวงการไอที ซึ่งทีมงานเองได้รวบรวมผลของไวรัส ต่อวงการไอทีมาให้ทราบกันว่ามันมากกว่าแค่เรื่องไวรัส

อย่างแรกที่ชัดเจนสุดก็คือการยกเลิกงาน MWC 2020 หรือ Mobile World Congress 2020 อันเนื่องมาจากปัญหากลัวการระบาดของไวรัส Coronavirus ในงาน และหลายแบรนด์ได้ถอนตัวยกเลิกการร่วมงานจนสุดท้ายผู้จัดงานต้องประกาศยกเลิกการจัดงานในสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งแทบจะเกือบนาทีสุดท้ายก่อนงานในสัปดาห์นี้ ซึ่งทำให้หลายแบรนด์ที่วางแพลนเปิดตัวสินค้าต้องปรับตัวโดยการเปิดตัวแยกนอกงาน หรือเลือกที่จะเปิดตัวแบบออนไลด์แทน และยังส่งผลความกังวลต่องานใหญ่หลายปีอย่าง Computex 2020 ที่ไต้หวันในช่วงเดือน 6 ว่าจะได้รับผลกระทบจนต้องเลิกจัดงานไหม

ต่อมาก็คือเรื่องของการผลิตสินค้าที่หลายท่านน่าจะทราบกันว่าจีนคือโรงงานของโลกโดยเฉพาะสินค้าไอทีที่เรียกได้ว่ากำลังการผลิตกว่าครึ่งอยู่ที่จีนก็ว่าได้ และด้วยการที่รัฐบาลกลางประกาศหยุดงานเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัส ก็ทำให้โรงงานหลายแห่งต้องหยุดการผลิตสินค้าไปด้วย ทำให้ตั้งแต่ท่านที่สั่งสินค้าจากจีนได้รับสินค้าช้าลง ไปจนถึงผู้ผลิตสินค้าไอทีหลายแบรนด์ก็ต้องเลื่อนการส่งมอบสินค้า อย่างที่ทีมงานทราบมาผู้ผลิตโน้ตบุ๊คบางแบรนด์ตอนนี้สินค้าเริ่มขาดแล้ว ซึ่งคิดว่าจะเริ่มกลับมาผลิตได้ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ถ้าใครเล็งตัวไหนไว้แล้วของขาดอาจจะต้องรอหน่อยนะครับ

เมื่อพูดถึงเรื่องการผลิตก็ต้องพูดถึงสินค้าใหม่ที่เตรียมการผลิตซึ่งทีมงานขอเน้นไปที่ AMD Ryzen 4000 Series บนโน้ตบุ๊คซึ่งกำหนดการเดิมจะเริ่มผลิตและวางจำหน่ายในช่วงปลายเดือน 3 ต้นเดือน 4 แต่จากการสอบถามหลายแบรนด์แล้ว แม้จะยืนยันกำกดการวางจำหน่ายเดิม แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่ดีกว่าอาจจะเลื่อนการวางจำหน่ายออกไปอีกราว 15-30 วัน ขึ้นอยู่กับกำหนดการเปิดของโรงงานและกำลังการผลิตด้วย แม้หลายแบรนด์จะมีโรงงานอยู่นอกประเทศจีนก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่ากำลังการผลิตของโรงงานในจีนสูงที่สุด

สุดท้ายก็สืบเนื่องมาจากการเลื่อนเปิดตัวของสินค้า ทำให้หลายแบรนด์เลื่อนเปิดตัวสินค้าในบ้านเราไปด้วย และยังรวมไปถึงการดึงงบการตลาดกลับ หรือตัดงบประมาณการตลาดที่สบัยสนุนงานเปิดตัว ส่งรีวิว ไปจนถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆที่อาจจะหยุดชะงักในช่วงนี้ และน่าจะกลับมาเต็มที่ในช่วงไตรมาสที่สองของปี เพราะฉะนั้นช่วงนี้อาจจะมีรีวิวโน้ตบุ๊ครุ่นเก่า หรืออาจจะยังไม่มีรุ่นใหม่มามากนักนะครับ

สุดท้ายเราก็คงได้แค่รอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เพราะดูจากจำนวนผู้ติดเชื่อก็เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ผู้ติดเชื้อน้อยลง จำกัดวงระบาดได้มากขึ้น และเราก็สามารถไปใช้ชีวิตทำงานได้มากขึ้น แต่ก็ยังคงต้องระวังโดยเฉพาะท่านที่ต้องเดินทางไปจีน หรือกลับมาจากจีนที่ต้องระวังตัวเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และคอมมาร์ทนี้ยังจัดงานอยู่ ซึ่งอาจจะยังไม่ได้เห็นของใหม่กันในงาน แต่มีของเก่าราคาพิเศษมาเทกันหนักทุกแบรนด์แน่นอนครับ

สุดท้ายนี้แนะนำการป้องกันไวรัส Corona หรือ Covid-19 กันหน่อย

  • เชื้อไวรัสนี้ติดต่อผ่านทางลมหายใจ สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน
  • เชื้อไวรัสโคโรน่าติดต่อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ควรทานแบบสุกเท่านั้น
  • ควรทานอาหารที่สุกแล้ว งดอาหารดิบ และเนื้อสัตว์ป่า
  • หมั่นล้างมือหรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์
  • ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่ไอ จาม
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และมีมลภาวะเป็นพิษ
  • งดเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด
  • ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก ถ้าไม่จำเป็น
  • ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ฯลฯ
  • ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์ทันที!!!

อาการเบื้องต้นที่สังเกตได้จากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ “โรคอู่ฮั่น” มีดังนี้

  • มีไข้สูง > 37.5 องศา
  • ไอ
  • เจ็บคอ
  • น้ำมูกไหล
  • หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก

from:https://notebookspec.com/coronavirus-covid-19-virus-and-its-effect-on-it/510336/

5 สิ่งสุดเจ๋ง!!! ของ ASUS ROG Zephyrus G GA502 ที่ควรมีใน Gaming Notebook ปี 2020

การเลือกซื้อ Gaming Notebook ในปี 2020 นั้น ต้องยอมรับว่ามีตัวเลือกให้เราซื้อหลากหลายมากๆ ทั้งในส่วนของสเปกที่นำเสนอสิ่งใหม่อยู่ตลอด รวมไปถึงแต่ละแบรนด์เองก็มีรุ่นให้เลือกที่มากมาย ซึ่งในบทความนี้เราจะมาว่ากันถึง 5 สิ่งสุดเจ๋ง ที่ควรมีใน Gaming Notebook ปี 2020 ซึ่งบอกได้เลยในส่วนของ ASUS ROG Zephyrus G GA502 ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด

สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3750H จับคู่มากับ NVIDIA GeForce GTX 1660 Ti Max-Q ได้ RAM 16GB และ SSD 512GB พร้อมจอ IPS 240Hz กับราคาเพียง 39,990 บาท มีการรับประกัน 2 ปี ส่งเคลม 7-11 และที่สำคัญเมื่อเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS จะได้รับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกจากทาง ASUS อีกด้วย อุ่นใจจัดเต็ม

สำหรับ 5 สิ่งสุดเจ๋งของ ASUS ROG Zephyrus G GA502 ที่สมกับเป็น Gaming Notebook ปี 2020 ว่ามีสิ่งไหนบ้าง ไปชมกันต่อเลย

1. CPU แรงเร็ว GPU ลื่นไหล หน้าจอไหลลื่น

ASUS ROG Zephyrus G GA502 มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3750H แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen ตระกูล U  พอตัว สถาปัตยกรรม Zen+ มาพร้อมกับสถาปัตยกรรม 12 nm ความเร็ว 2.3 – 4.0 GHz แบบ 4 Core/ 8 Thread ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดที่เป็น Radeon RX Vega 10 สำหรับใช้งานพื้นฐาน

ส่วนการ์ดจอแยกจะเป็น NVIDIA GeForce GTX 1660 Ti Max-Q ที่ใช้สถาปัตยกรรมกับ RTX ที่เย็นกว่า GTX 10 Series พร้อมตัดพวกฟีเจอร์อื่นๆ ออกไปเน้นความแรงเป็นหลัก เน้นเย็นและประหยัดพลังงานเข้ากับตัวเครื่องที่บางเบา โดย NVIDIA GeForce GTX GTX 1660 Ti Max-Q ที่ต้องบอกว่าแรงกว่า GTX 1060 รุ่นก่อนหน้า แต่ก็ร้อนน้อยกว่า GTX 1660 Ti รุ่นปกติ เพราะเป็นรุ่น Max-Q เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook บางเบา แต่ก็แรงไม่แพ้กัน

โดยทาง ASUS เค้า Overclock มาให้จากโรงงานแล้ว พร้อมด้วย ROG Boost ที่ดันให้สุดถึง 1435 เมกะเฮิร์ตซ์ ที่ 60 วัตต์ในโหมดเทอร์โบ ทำให้มีพลังเหลือเฟือสำหรับเกมยอดนิยมไปจนถึงประสบการณ์ VR แบบเต็มรูปแบบ เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

มาพร้อมแรมภายในแบบฝังบอร์ดขนาด 16GB DDR4 (8GB จำนวน 2 แถว Bus 2400 MHz) และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ซึ่งเพียงพอในการใช้งาน ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ โดยโดดเด่นกว่ารุ่นก่อนที่ได้เป็นหน้าจอ 15.6″ พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 240Hz ซึ่งนับได้ว่าลื่นไหลกว่า  ทั้งเล่นเกมและทำงานแบบเห็นได้ชัดเจน

2. ดีไซน์สวยเด่น เล่นเกมก็ได้มันส์ทำงานก็ดีเยี่ยม

สำหรับการดีไซน์และออกแบบตัวเครื่องของ ASUS ROG Zephyrus G GA502ต้องบอกว่า ASUS ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ด้วยวัสดุคุณภาพสูงและสวยงามน่าประทับใจ ประกอบกับการดีไซน์ที่ตอบสนองความต้องการของเกมเมอร์ที่ต้องการ Gaming Notebook บางเบาได้อย่างลงตัว ส่งผลให้เสริมประสบการณ์ใช้งานยิ่งขึ้นไปอีก จากแต่ก่อนแทบเป็นไปไม่ได้ที่ความแรงระดับนี้ จะอยู่บนตัวเครื่องที่บางและเบาแบบนี้ แต่ตอนนี้ทาง ASUS ทำออกมาได้แล้ว ในราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

ASUS ROG Zephyrus G GA502 จะอยู่บนพื้นฐานการออกแบบของตระกูล ROG ที่เน้นสายเกมเมอร์เป็นหลักด้วยการ์ดจอ GeForce GTX 1660Ti Max-Q ที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ใครจะเอาไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงล้ำกว่า GTX 10 Series ที่เคยมีมาทั้งหมด รวมไปถึงหน้าจอก็ใหญ่ที่ 15.6″ ซึ่งมีขอบหน้าจอที่บางเฉียบ ส่งผลให้ตัวเครื่องเทียบเท่า 14″ พร้อมทั้งใช้งานได้เต็มตามากขึ้น

ตัวเครื่อง ASUS ROG Zephyrus G GA502 นั้นเป็นทรงแบบเหลี่ยมมุมตลอดทั้งตัวเครื่อง เรียกได้ว่าแทบไม่มีความโค้งเว้าใดๆ ซึ่งดูแล้วมีความสมมาตรลงตัว มาพร้อมกับวัสดุผสมระหว่างอะลูมิเนียมและแมกนีเซียม มาในโทนดำตัดกับสีเทาเข้ม (Armor Titanium) ขอบของตัวเครื่องรวมไปถึงขอบด้านหลังนั้นถูกออกแบบมุมมาเป็นอย่างดีมีคำว่า ZEPHYRUS เรียกได้ว่าจะเอาไปเล่นเกมก็มีความดุดันตามสไตล์ของ ROG หรือทำงานก็มีความเรียบหรูดูดี พรีเมียมเกินราคาไปอีก ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานหรือนักเรียนนักศึกษาก็ตอบโจทย์ได้หมด

3. ตัวเครื่องบางเบา พกพาสะดวก พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน

ASUS ROG Zephyrus G GA502 เป็นซีรีส์ ROG ที่เน้นความบาง ที่ 19.9 – 2.04 มิลลิเมตร  มาพร้อมน้ำหนักเบาที่ 2.1 กิโลกรัม พร้อมหน้าจอขอบบางที่ 6.2 มิลลิเมตร ขนาด 15.6″ สัดส่วนเป็น 81% ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 240Hz และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ชาร์จไฟขนาด 180 W เข้าไปด้วยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 2.5 กิโลกรัมเท่านั้น พอแบกพกพาไปไหนมาไหนได้อยู่ไม่หนักมาก ถือมือเดียวก็สบายๆ หยิบจับไปไหนก็สะดวกทีเดียว

ดีไซน์โดยรวมเน้นความดุดัน แข็งแกร่งสไตล์ ROG ด้วยวัสดุเป็นโลหะพร้อมลวดลายแบบปัดเสี้ยนคล้ายกับ ROG ในหลายๆ รุ่น แต่ดูแล้วมีความสดใหม่กว่า เรียกได้ว่าดูเป็น Gamer สายจริงจังยิ่งขึ้นไปอีกกว่าพวก TUF Gaming Series โดยเลือกใช้วัสดุตัวเครื่องเป็นโลหะส่วนของชิ้นฝาหลัง ส่วนด้านในเป็นพลาสติกคุณภาพสูง มีความแข็งแรงทนทาน โดยยังคงไว้ซึ่งการออกแบบที่สวยงาม ด้วยเส้นสายที่ทันสมัยและการตกแต่งเสริมความพรีเมียม ระบบระบายความร้อนที่มีความล้ำหน้าทำให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ยอดเยี่ยมของทุกชิ้นส่วน ด้วยการออกแบบและวิศวกรรมที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพของ Zephyrus series

มาดูทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง ASUS ROG Zephyrus G GA502 กันบ้าง ซึ่งเครื่องนี้จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีพอร์ตเชื่อมต่อมาให้ครบครับใช้ได้เลยทีเดียว โดยตัวพอร์ตจะอยู่ด้านซ้ายมือตัวเครื่องทั้งหมด มีทั้ง USB 3.1 Type-A (Gen 1) จำนวน 3 พอร์ต, USB 3.1 Gen2 Type-C with DisplayPort 1.4 พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร 1 ช่อง, LAN RJ45 และ HDMI ส่วน Kensington จะอยู่ที่ด้านขวสในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.0 และ Wireless แบบ 802.11 ac หรือเรียกว่ามาตราฐาน Wi-Fi 5 ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้มีความสเถียรมากยิ่งขึ้น

4. ร้อนน้อยกว่า + แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาว

เรื่องอุณหภูมิในการใช้งานนั้น ASUS ROG Zephyrus G GA502 เมื่อใช้งานแบบปกติชิปประมวลผลจะอยู่ที่ประมาณ 30 – 40 องศาเซลเซียส ส่วนกราฟิกการ์ดจะอยู่ที่ 35 – 45 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 28 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัดสุด ด้วยการเปิดโหมด Turbo

ที่ดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของตัวเครื่องอยู่ที่ไม่เกิน 85 – 91 องศาเซลเซียส ส่วนกราฟิกการ์ดจะอยู่ที่ 75 – 81 องศาเซลเซียสโดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้เป็นอย่างดีมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้กลับมา แน่นอนว่ามากกว่า Gaming Notebook ในสเปกเดียวกัน สำหรับเสียงรบกวนในเวลาทำงานนั้นถือว่าดังประมาณนึง จากการที่เราสามารถเพิ่มรอบสูงสุดได้ด้วยซอฟต์แวร์จากปกติที่จะเป็นแบบ Balance ก็สามารถทำได้

ที่สำคัญคือ แม้อุณหภูมิในการประมวลผลหนักๆ จะได้ตัวเลขอุณหภูมิที่ค่อนข้างสูง แต่ประสิทธิภาพ (Performance) มีความเสถียรไม่มีอาการแกว่ง นอกจากนี้ในการทำงานอุณหภูมิผิวสัมผัสบริเวณที่ใช้งานจริง ไม่เกิน 35 องศาเซลเซียส ทำให้การใช้งานจริงไม่รู้สึกร้อนมือหรือรบกวนการใช้งานเลย ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน ASUS ROG Zephyrus G GA502 ครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ความจุ 4800mAh ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 9 ชั่วโมงโดยประมาณ เรียกได้ว่าน่าประทับใจทีเดียวกับการที่ Gaming Notebook จอ 15.6″ ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขนาดนี้

5. ฟีเจอร์เด็ดๆ จัดเต็ม ในราคาคุ้มค่าที่สุด

ASUS ROG Zephyrus G GA502 เป็นคีย์บอร์ดมีไฟ LED สีขาวสีเดียว ให้ความสะดวกด้วยปุ่ม Spacebar ด้านมุมล่างซ้ายก็ทำแหว่งออกมานิดหนึ่งเพื่อให้ใช้นิ้วโป้งซ้ายกดง่ายขึ้น แต่ละปุ่มมีมุมโค้งขนาด 0.25 มิลลิเมตร เข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปสุดๆ โดยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.8 มิลลิเมตร พร้อมเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key rollover & anti-ghosting และอายุคีย์บอร์ดที่สามารถกดได้ 20 ล้านครั้ง รวมถึงสามารถมีฟังก์ชั่นเพิ่มลดเสียง เปิดปิดไมค์ และ  ซึ่งตัวปุ่มต่างๆ ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์

ทัชแพดเองขนาดใหญ่แบบซ้อนปุ่ม ซึ่งการใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นสะดวกสบาย ปุ่มนุ่มกดง่าย การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี ฟีเจอร์ Multi-touch หรือ Smart Gesture ที่สามารถใช้งานควบคู่กับ Windows 10 ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมีในส่วนของปุ่มลัดบนคีย์บอร์ดอย่าง F5 ทำให้ผู้ใช้สามารถสลับเปลี่ยนโหมดการใช้งานระหว่าง Overboost mode สำหรับประสิทธิภาพในการเล่นเกมระดับสูงสุด, Silent mode สำหรับเสียงรบกวนที่น้อยที่สุด, และ Balanced mode เพื่อความสมดุลในการใช้งาน

ASUS ROG Zephyrus G GA502 ยังมี Armory Crate ซอฟต์แวร์ Utility ที่ยกมาจาก ROG รุ่นอื่นๆ ซึ่งรวบรวมเอาฮาร์ดแวร์ต่างๆของ ROG มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆ ของระบบร อาทิ ผู้ใช้สามารถบันทึกการตั้งค่าต่างๆตามความชอบเป็นรูปแบบได้หลายโปรไฟล์ ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ Armoury Crate ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Mobile Dashboard สำหรับ Android และ iOS รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นจากการอัพเดทในอนาคต

สรุปปิดท้ายสำหรับ ASUS ROG Zephyrus G GA502 ราคา 39,990 บาท ที่เก่งครบจบรอบด้านอย่างที่หาไม่ได้ใน Gaming Notebook ทั่วไป คุ้มค่าไม่แพ้ในส่วนของ Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ในตลาด จากการรวมตัวของ AMD และ NVIDIA ผ่านทาง ASUS ที่แบรนด์อื่นสามารถทำตามได้ยาก หรือพูดง่ายๆ Gaming Notebook ในตลาดที่เป็น AMD + NVIDIA มีเพียง ASUS เป็นเจ้าแรงที่ทำก่อนใครเพื่อน พร้อมมีตัวเลือกให้มากมาย

โดยถ้าเน้นคุ้มค่าไปเลยจะเป็นในส่วนของ TUF Gaming FX505 Series โดย ASUS ROG Zephyrus G GA502 จะเน้นที่ประสบการณ์ใช้งานที่รอบด้านมากกว่า สมกับเป็น Gaming Notebook ปี 2020 ที่รองรับทุกๆ การใช้งานจริงๆ แบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 9 ชั่วโมง แถมยังเครื่องยังร้อนน้อยอีกด้วย

ซึ่งจุดเด่นของ ASUS ROG Zephyrus G GA502 ก็คือ ได้ความเป็น ROG ที่พรีเมียม ตัวเครื่องบางเบา แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ประสิทธิภาพดีลื่นไหล พอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน อย่างที่หาใน Gaming Notebook ราคาถูกกว่าอย่าง TUF Gaming ไม่ได้ ในส่วนของประสิทธิภาพการเล่นเกมก็ดีเยี่ยมถึงแม้จะไม่ใช่การ์ดจอ GTX 1660 Ti ตัวปกติ แต่ทาง ASUS ก็ทำการ Overclock มาให้แล้ว ทำให้ความแรงใกล้เคียงทีเดียว พร้อมได้แรมมาเลยขนาด 16GB ทำให้ลื่นไหลทันทีไม่ต้องเสียเวลาไปอัพเกรดเพิ่มภายหลัง และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ก็มีความลื่นไหลในขนาดที่เพียงพอต่อการใช้งานอยู่แล้ว นอกจากนี้หน้าจอยังได้มาตรฐานที่สูงกว่าก็คือ Refresh Rate ที่ 240Hz อีกด้วย

from:https://notebookspec.com/5-cool-things-from-asus-rog-zephyrus-g-ga502/509028/

Lenovo – พร้อมขาย Gaming Notebook สเปก i5-9300HF + GTX 1050/1650 ราคาถูกกว่า ที่ 17,990 บาท

อีกหนึ่งแบรนด์ Gaming Notebook ที่มีสเปกใหม่ล่าสุดมานำเสนอกัน โดยเมื่อไม่นานมานี้แอดมินโป้งได้ไปงานเปิดตัวมา  สำหรับ Lenovo ที่จะพร้อมขาย Lenovo IdeaPad L340 Gaming แบะ Lenovo Legion Y540 ที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-9300HF ซึ่งมีความพิเศษตรงที่มีการตัดการ์ดจอออนชิปออกไป เพื่อเพื่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมไปถึงช่วยลดอุณหภูมิในการทำงานด้วย

ที่สำคัญทำให้ตัวเครื่องเองมีราคาที่ถูกลง เริ่มต้นเพียง 17,990 บาทสำหรับ Lenovo IdeaPad L340 Gaming สเปก Core i5-9300HF + GTX 1050 และ 25,990 บาทกับ Lenovo Legion Y540 สเปก Core i5-9300HF + GTX 1650 พร้อมได้ของแถมโปรโมชั่นจัดเต็มอีกด้วย พร้อมขายอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 8 ก.พ.นี้ ตามหน้าร้านไอทีชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น Advice, JIB

Lenovo IdeaPad L340 Gaming ราคา 17,990 บาท

มาดูในส่วนของโปรโมชั่น Lenovo IdeaPad L340 Gaming และ Lenovo Legion Y540 ที่ถือว่าเป็น Gaming Notebook ชิปประมวลผล Intel Core i5-9300HF รุ่นแรกในตลาดที่พร้อมขายจริงๆ มาพร้อมกับราคาที่คุ้มค่า โดย Lenovo IdeaPad L340 Gaming เป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมถูกที่สุดด้วยราคา 17,990 บาท ได้สเปกเป็น i5-9300HF + GTX 1050 ได้สเปกอื่นๆ เป็นแรมขนาด 8GB + SSD 512GB ซึ่งหน้าจอเป็นพาเนล IPS ความละเอียด Full HD ซึ่งดีกว่ารุ่นก่อนหน้า โดดเด่นด้วยการรับประกันเป็น 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน มีของแถมเป็น Legion Card มูลค่า 500 บาท (Rabbit Card)

Lenovo Legion Y540 ราคา 25,990 บาท

อีกหนึ่งรุ่นคือ Lenovo Legion Y540 โน้ตบุ๊คเล่นเกมที่ให้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือกว่า ในราคา 25,990 บาท สเปกเป็น  i5-9300HF + GTX 1650 สเปกอื่นๆ เป็นแรมขนาด 8GB + SSD 512GB ซึ่งหน้าจอเป็นพาเนล IPS ความละเอียด Full HD รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ความสว่าง 300 Nits  ซึ่งดีกว่ารุ่นก่อนหน้า มีการรับประกันเป็น 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ส่วนของแถมมากมาย ประกอบไปด้วย แรมขนาด 8GB อีก 1 แถว (แลกรับ), Legion Card มูลค่า 500 บาท (Rabbit Card), กระเป๋าเป้พรีเมียม Legion

สำหรับ Lenovo IdeaPad L340 Gaming เป็น Gaming Notebook เน้นความคุ้มค่า เป็นโน้ตบุ๊คสเปกแรงที่สามารถเอาไปเล่นเกมได้สบายๆ โดดเด่นด้วยสเปกเองก็แรงชิปประมวลผล Intel Core i Gen 9 รุ่นล่าสุด อย่าง Core i5-9300HF พร้อมด้วยการ์ดจอระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1050 (3GB DDR5) อีกทั้งได้ดีไซน์ขอบจอที่บางและน้ำหนักเครื่องที่เบา รวมๆ มีความเรียบง่าย จากการที่ทาง Lenovo ก็มีการนำเสนอสิ่งใหม่อยู่ตลอด ทำให้เราสามารถซื้อโน้ตบุ๊คแรงๆ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อ Gaming Notebook เพียงอย่างเดียว

หน้าจอขนาด 15.6″ แบบด้านลดแสงสะท้อน ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพดีให้สีสันสวยงามและมุมมองที่กว้างเพียงพอกับการใช้งาน เหมาะกับการทำงานหรือเล่นเกม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอลในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB 3.1 Type-C, HDMI, 3 x USB 3.1 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45 , Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 5 AC

Lenovo IdeaPad L340 Gaming นั้นเรียกได้ว่ามาครบเครื่องเป็นโน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วที่ครบครัน ลงตัวอย่าง จะสร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมหรือทำงานกับผู้ใช้งานได้อย่างสบายๆที่เด็ดที่สุด ความคุ้มค่าราคาไม่แพง เริ่มต้นที่ 17,990 บาท ติดตั้งระบบปฎิบัติการเป็น Windows 10 พร้อมใช้งานตั้งแต่เปิดเครื่องครั้งแรก

Lenovo Legion Y540 หนึ่งใน Gaming Notebook อีกรุ่นในตลาด ที่หลายคนให้ความสนใจ ดีไซน์เน้นความเรียบง่ายกว่าโน้ตบุ๊คเล่นเกมทั่วไป โดยเป็นการต่อยอดมาจาก Lenovo Legion Y530 ซึ่งมีการอัพเกรดใหม่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 9 รุ่นปรับสเปกตัดการ์ดจอออนชิป อย่าง Core i5-9300HF พร้อมการ์ดจอตัวแรงลื่นกว่าอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 ด้วย ขอบจอที่บางเฉียบตามที่ควรจะเป็น เทียบแล้วมิติตัวเครื่องเหมือนจะเป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ แต่ความเป็นจริงคือ 15.6″ ที่ได้เป็นพาเนล IPS 144Hz ด้วย ส่งผลให้พกพาสะดวกยิ่งขึ้น แถมยังลื่นไหล

Lenovo Legion Y540 วัสดุที่ใช้ในการประกอบตัวเครื่องนั้นจะเป็นพลาสติกทั้งหมดก็จริง โดยเลือกใช้พลาสติกเกรดสูงที่ให้สัมผัสที่ดีอีกทั้งยังทนทานไม่เป็นรอยง่ายๆ งานประกอบรวมก็มีคุณภาพมาตรฐาน สำหรับฝาหลังให้ความรู้สึกถึงพื้นผิวที่ไม่เรียบมีความันวาวเล็กน้อยพร้อมไฟ LED ที่ขาวบริเวณโลโก้ Legion พร้อมโลโก้ Y อยู่ด้านในอีกที โดยบานพับเป็นแบบแกนเดียวที่มีความมันวาว พร้อมโลโก้ Y ซ่อนอยู่ตรงขอบแกน

สำหรับ Lenovo Legion Y540  นั้นเรียกได้ว่ามาครบเครื่องเป็นโน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วที่ครบครัน เน้นทั้งคนทำงานระดับมืออาชีพ พร้อมกับเล่นเกมได้ในเครื่องเดียวแบบลื่นๆ สร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมแบบใหม่ให้กับผู้ใช้งานได้อย่างสบายๆ รองรับทั้งการทำงานที่ต้องการประสิทธิภาพที่สูง อย่างตัดต่อวีดีโอ หรือเรนเดอร์ 3 มิติ ก็เอาอยู่ สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 25,990 ได้ประกัน 3 ปี On-site ซ่อมฟรีถึงบ้าน

ไว้มีโอกาสแอดมินโป้งจะมารีวิว Lenovo IdeaPad L340 Gaming แบะ Lenovo Legion Y540 รุ่นใหม่ใช้สเปก i5-9300HF + GTX 1050/1650 กันอีกที (ตอนนี้ได้เครื่องแล้ว) ​เพื่อมาดูว่าจะได้ความแรงที่มากกว่าเดิมแค่ไหน ร้อนน้อยลงกว่าเดิมหรือเปล่า ถือว่าเป็น Gaming Notebook รุ่นใหม่ล่าสุดของทาง Lenovo ที่ออกมาขยี้ก่อนที่ Gaming Notebook รุ่นใหม่ๆ ที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 H และ AMD Ryzen 4000 H ออกมาอีกที สำหรับคนไหนที่ต้องการโน้ตบุ๊คเล่นเกมตัวใหม่ และไม่อยากรอนานก็สามารถไปซื้อใช้งานกันได้เลย

from:https://notebookspec.com/lenovo-ideapad-l340-gaming-lenovo-legion-y540-spec-i5-9300hf-gtx-10501650/509467/

เปรียบเทียบหูฟังแบบ TWS … ราคาแพงไม่ได้หมายความว่าจะเสียงดีกว่าราคาถูกเสมอไป

หากย้อนเวลากลับไปในช่วงตอนที่ทาง Apple เปิดตัว AirPods ออกมานั้นเชื่อได้ว่าหลายๆ ท่านต่างก็มีความสงสัยในเรื่องของการใช้งานจริงไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพของเสียงหรือความทนทานของตัวชุดหูฟัง ฯลฯ อีกมากมาย ทว่าเวลาผ่านไปแล้วนั้นคงต้องยอมรับว่าในการเปิดตัว AirPods ของทาง Apple นั้นได้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างกระแสให้ผู้ผลิตอื่นๆ ผลิตชุดหูฟังในรูปแบบเดียวกันหรือที่เรียกว่า True Wireless Headsets(TWS) ที่ไม่มีสายสายฟังมาให้รบกวนการใช้งานอีกต่อไปตามออกมากันอย่างมากมาย อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้นั้นชุดหูฟังแบบไว้สายมีราคาวางจำหน่ายที่แตกต่างกันไป วันนี้เราจะนำเอาผลการทดสอบชุดหูฟัง TWS ที่มีราคาไม่แพงมากจนเกินไปนักจำนวน 3 รุ่น ใน 3 ระดับราคาให้ทุกท่านได้เอาไว้พิจารณาในการซื้อกัน

สำหรับชุดหูฟังแบบ TWS ที่ทาง Notebookcheck ได้ทำการเลือกมาเปรียบเทียบกันทั้ง 3 นั้นจะประกอบไปด้วย Huawei FreeBuds 3, Samsung Galaxy Buds และ Xiaomi Redmi AirDots ซึ่งแต่ละรุ่นนั้นจะมีสเปคอย่างเป็นทางการดังต่อไปนี้

ในส่วนของราคาวางจำหน่ายในบ้านเราที่พอจะหาได้นั้นจะประกอบไปด้วย

  • Huawei FreeBuds 3 มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 4,990 บาท
  • Samsung Galaxy Buds มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 4,090 บาท
  • Xiaomi Redmi AirDots มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 569 บาท

หมายเหตุ – ราคาที่ระบุนี้นั้นหากลองหาดูดีๆ ในร้านค้าออนไลน์แล้วจะมีราคาที่ถูกลงมากกว่านี้และหากซื้อในช่วงโปรโมชันของสินค้าอาจจะได้ราคาที่ถูกมากกว่าเดิมถึง 50%

ว่าแล้วก็ไม่เป็นการรอให้เสียเวลาเริ่มดูกันเลยดีกว่าที่ในแต่ละแบรนด์นั้นจะมีความแตกต่างกันไปอย่างไรบ้าง

Case, Ergonomics and Getting Started

ในส่วนของรูปทรงทั้งของตัวหูฟังและเคสที่เอาไว้ใช้สำหรับการชาร์จนั้น ทั้ง 3 แบรนด์ค่อนข้างจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยส่วนที่หลายๆ ท่านอาจจะให้ความสนใจเป็นอย่างมากก็คือเรื่องของการออกแบบและวัสดุที่ใช้ซึ่ง ณ จุดๆ นี้คงต้องยอมรับเลยว่า Xiaomi Redmi AirDots นั้นไม่สามารถที่จะสู้กับชุดหูฟังที่เอามาเปรียบเทียบทั้ง 2 ได้เลย ทว่าราคาของมันนั้นก็เรียกได้ว่าต่างกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

โดยในส่วนของตัวหูฟังนั้น Huawei FreeBuds 3 นั้นค่อนข้างที่จะมีความคล้ายคลึงกับ AirPods ของทาง Apple อยู่เล็กน้อย ทว่าในส่วนของเคสสำหรับการชาร์จนันจะมีความแตกต่างที่เห็นได้อย่างขัดเจน การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนสำหรับ Huawei FreeBuds 3 นั้นทำได้ค่อนข้างง่ายโดยหากท่านใช้สมาร์ทโฟนของทาง Huawei อยู่แล้วนั้นท่านจะสามารถทำการเชื่อมต่อได้ทันทีตั้งแต่ทำการเปิดตัวกล่องเคสออกมา ทว่าหากต้องการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนระบบปฎิบัติการ Android นั้นท่านมีความจำเป็นที่จะต้องทำการลงแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า AI Life ซึ่งสามารถโหลดได้จาก Google Play Store มาเอาไว้บนตัวเครื่องก่อน

ตามมาด้วย Samsung Galaxy Buds ที่ตัวหูฟังนั้นค่อนข้างจะมีความแตกต่างไปจากแบรนด์อื่นพอสมควรแถมยังมีในส่วนของสีตัวชุดหูฟังที่หลากหลายมากกว่าในการเลือกซื้อ ตัวเคสของ Samsung Galaxy Buds นั้นก็จะมีความแตกต่างไปจากแบรนด์อื่นๆ ที่เอามาเปรียบเทียบเช่นเดียวกันโดยจะเห้นได้ว่าตัวเคสนั้นจะมีลักษณะที่เป็นวงรีแบนราบมากกว่า ในการเชื่อมต่อนั้นท่านมีความจำเป็นที่จะต้องทำการลงแอปพลิเคชัน Galaxy Wearable บนตัวเครื่องสมาร์ทโฟนของท่านเพื่อทำการเชื่อมต่อชุดหูฟังก่อน โดยตัวแอปนั้นค่อนข้างที่จะมีความละเอียดในการอธิบายวิธีการเชื่อมต่อเป้นอย่างมากพร้อมกันแล้วนั้นท่านยังสามารถที่จะเชื่อมต่อผ่านตัวแอปได้ทันที

ปิดท้ายกับ Xiaomi Redmi AirDots ที่โดยรวมแล้วนั้นก็มีความแตกต่างไปจากผู้ผลิตรายอื่นๆ โดยมีลักษณะค่อนอ้วนกลมอยู่ไม่น้อย ส่วนตัวเคสนั้นก็ค่อนข่อนข้างที่จะอ้วนป้อมมองดูแล้วจะคล้ายๆ กับเคสของ Samsung มากกว่า สำหรับการเชื่อมต่อนั้นในกลุ่มชุดหูฟังแบบไร้สายนี้ Xiaomi Redmi AirDots ถือได้ว่าทำการเชื่อมต่อได้ยากที่สุดในกลุ่ม โดยในการเชื่อมต่อนั้นคุณจะต้องนำเอาตัวหูฟังออกมาเพื่อทำการกดปุ่มที่หูฟังค้างเอาไว้ให้อยู่ในโหมดค้นหา จากนั้นใช้สมาร์ทโฟนของคุณค้นหาเจ้า Xiaomi Redmi AirDots เมื่อเจอและทำการเชื่อมต่อแล้วนั้นให้นำเอาหูฟังอีกข้างหนึ่งออกมาก็จะถือว่าเป็นอันเสร็จพิธี

หมายเหตุ – จุดที่น่าสังเกตเล็กน้อยของ Xiaomi Redmi AirDots นั้นก็คือเวลาที่เอาตัวหูฟังใส่ลงไปในเคสแล้วปิดฝาเคสจากนั้นลองทำการเขย่าดูจะได้ยินเสียงของตัวหูฟังกระทบกับขอบของตัวเคส แต่ว่าเวลาที่เปิดฝาออกมาแล้วนั้นถึงแม้ว่าจะเขย่าตัวหูฟังก็ไม่ได้หลุดออกมาจากตัวเคสง่ายๆ

FreeBuds

Galaxy Buds

AirDots

ลักษณะในการสวมตัวหูฟังเข้ากับหูนั้นจะเป็นดังเช่นรูปทางด้านบน ซึ่ง ณ จุดๆ นี้นั้นบอกได้ยากว่าชุดหูฟังตัวไหนที่เมื่อใส่เข้าไปแล้วนั้นสะดวกสบายมากกว่ากันเนื่องจากว่ารูปใบหูของผู้ใช้รวมถึงขนาดหูของผู้ใชแต่ละคนนั้นจะไม่เหมือนกัน ทว่าหากจะให้สรุปนั้นเมื่อทำการใส่ชุดหูฟังเอาไว้ทั้งวันจะพบว่า Huawei FreeBuds 3 นั้นจะทำให้ใบหูเมื่อล้าได้ง่ายมากกว่ชุดหูฟังอื่นๆ แต่ก็เชื่อว่าคงไม่มีใครใส่เจ้าหูฟังแบบ TWS นี้ตลอดทั้งวันอยู่แล้วเพราะหากจะเอามาใช้งานเพื่อการฟังเพลงหรือใช้คุยจริงๆ แบตเตอรี่ของตัวชุดหูฟังก็จะหมดไปจนคุณต้องถอดออกมาชาร์จกับตัวเคสในเวลาอย่างมากสุดก็ 5 ชั่วโมง

ทั้งนี้ยังมีข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือลักษณะการออกแบบของ Samsung Galaxy Buds และ Xiaomi Redmi AirDots จะอยู่ในรูปแบบของหูฟังแบบ In-ear ซึ่งส่วนที่เอาไว้สำหรับเสียบเข้าไปในใบหูนั้นจะมาพร้อมกับจุดยางที่ผู้ใช้สามารถทำการเปลี่ยนขนาดให้เหมาะสมกับใบหูของตัวเองได้ ในทางกลับกันแล้วนั้น Huawei FreeBuds 3 ที่มีดีไซน์แบบคงตัวอาจจะทำให้มันไม่เหมาะกับใบหูของผู้ใช้บางคนมากเท่าไรนักและอาจจะเกิดความล้าขึ้นมาได้ง่ายตามลักษณะของใบหูของแต่ละท่าน

อย่างไรก็ตามแล้วนั้นคงต้องขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่ใช้อุปกรณ์ iOS ของทาง Apple ทั้งหมดด้วยเนื่องจากว่าชุดหูฟังทั้ง 3 รุ่นนั้นไม่ได้รองรับการใช้งานกับอุปกรณ์ระบบปฎิบัติการ iOS อย่างเป็นทางการ โดยในส่วนของ Huawei และ Samsung เองนั้นไม่มีแอปพลิเคชันสำหรับการเชื่อมต่อมาให้เหมือนกับบน Android อย่างไรก็ตามใช่ว่าท่านจะไม่สามารถใช้งานตัวชุดหูฟังนี้ได้เลยโดยในส่วนของ Samsung Galaxy Buds และ Xiaomi Redmi AirDots นั้นการเชื่อมต่อกับระบบปฎิบัติการ iOS จะต้องทำการกดปุ่มที่ตัวหูฟังค้างเอาไว้เพื่อที่จะทำการเชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth ตามปกติ

Features

สำหรับฟีเจอร์นั้นคงต้องบอกก่อนเลยว่าทาง Huawei จะได้เปรียบกว่าชุดหูฟังของผู้ผลิตรายอื่นๆ เนื่องจากว่ามันรองรับการเชื่อมต่อแบบใหม่สุด(ในปัจจุบัน) อย่าง Bluetooth 5.1 อย่างเป็นทางการ กลับกันแล้วนั้น Samsung Galaxy Buds และ Xiaomi Redmi AirDots ยังคงรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 เท่านั้น อีกจุดหนึ่งที่มีความแตกต่างกันก็คือ Huawei FreeBuds 3 นั้นจะรองรับการตัดเสียงสัญญาณรบกวนแบบ active noise cancelling (ANC) ในขณะที่ Samsung Galaxy Buds และ Xiaomi Redmi AirDots นั้นรองรับการตัดเสียงรบกวนแบบ passive noise cancelling เท่านั้น

สำหรับฟีเจอร์ที่เจ๋งสุดๆ ที่ Huawei FreeBuds 3 และ Samsung Galaxy Buds มีให้มาในด้านการชาร์จนั้น นอกจากที่ตัวเคสจะมาพร้อมกับพอร์ต USB Type-C แล้ว ตัวชุดหูฟังยังรองรับการชาร์จแบบไร้สายตามมาตรฐาน Qi ด้วยอีกต่างหากทำให้ในจุดนี้นั้น Huawei FreeBuds 3 และ Samsung Galaxy Buds ได้เปรียบ Xiaomi Redmi AirDots แต่ด้วยราคาที่ต่างกันแบบสุดๆ นั้นจะว่าไปแล้วการที่ Xiaomi ไม่ได้ใส่ฟีเจอร์นี้เข้ามาให้ก็ดูเหมือนกับว่าจะไม่มีผลอะไรมากเท่าไรนักในการใช้งาน

Handling

ในการใช้งานจริงนั้นก่อนอื่นเลยคงต้องทำการตัด Xiaomi Redmi AirDots ออกไปก่อนเพื่อนเนื่องจากว่ามันไม่ได้มาพร้อมกับแอปพลิเคชันในการควบคุมใดๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าท่านไม่สามารถที่จะทำการปรับแต่งเสียงต่างๆ ให้เป็นไปตามความต้องการของท่านได้และเมื่อไม่มีแอปพลิเคชันแล้วด้วยนั้นแน่นอนว่า Xiaomi Redmi AirDots ก็จะไม่รองรับการอัพเกรดเฟิร์มแวร์แต่อย่างใด การใช้งาน Xiaomi Redmi AirDots นั้นจะคล้ายๆ หูฟัง Bluetooth ทั่วไปที่เวลาใช้งานนั้นจะทำการสั่งการผ่านทางการกดปุ่มบนตัวหูฟังทั้งหมด ทว่าเมื่อใช้งานจริงดูแล้วนั้นการกดปุ่มเพื่อทำการใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ก็เป็นไปด้วยดี(การทำงานของปุ่มนั้นก็จะทำได้แค่เริ่มต้นฟังเพลงหรือหยุดเพลง, กดเพื่อรับสายวางสายและการกดเพื่อเรียกใช้งานผู้ช่วยดิจิทัล)

การใช้งาน Samsung Galaxy Buds นั้นดูจะง่ายกว่าเมื่อใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Galaxy Buds โดยในแอปพลิเคชันนั้นสามารถที่จะใช้เพื่อทำการควบคุมตัวชุดหูฟังได้หลายๆ อย่างเช่นการปรับแต่ง equalizer รวมไปถึงการตั้งค่าการกดปุ่มบนตัวหูฟัง(จริงๆ แล้วเป็นแผ่นสัมผัสมากกว่าไม่ใช่กดแล้วเป็นปุ่ม) ว่าหากกด 2 ครั้งแล้วจะให้ตัวเครื่องใช้งานอย่างไรเป็นต้น ตัวแอปพลิเคชันนั้นยังรองรับการอัพเดทเฟิร์มแวร์ให้กับตัวชุดหูฟังเองด้วยอีกต่างหากซึ่ง ณ จุดๆ นี้นั้นสามารถที่จะทำออกมาได้ดีเป็นอย่างมาก

การใช้งาน Huawei FreeBuds 3 นั้นจะสามารถทำการตั้งค่าต่างๆ ได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน AI Life ซึ่งในตัวแอปพลิเคชันเองนั้นก็จะไม่ค่อยมีส่วนที่แตกต่างในการใช้งานไปจากแอปพลิเคชันของทาง Samsung มากเท่าไรนัก

Range

สำหรับการทดสอบด้านระยะห่างจากสมาร์ทโฟนสูงสุดที่แต่ละชุดหูฟังสามารถที่จะทำได้นั้นทาง Notebookcheck ได้ทำการทดสอบตัวชุดหูฟังแยกกันออกไปตามยี่ห้อของตัวชุดหูฟังเองดังนี้

  • Redmi AirDots จับคู่ร่วมกับ Xiaomi Mi 9 (BT 5.0)
  • Galaxy Buds จับคู่ร่วมกับ Galaxy Note 10+ (BT 5.0)
  • FreeBuds 3 จับคู่ร่วมกับ Huawei Mate 30 Pro (BT 5.1)

การทดสอบนั้นจะทำการวางเครื่องเอาไว้ที่ชั้นหนึ่งจากนั้นเดินขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งโดยไม่นำตัวสมาร์ทโฟนไปด้วย โดยผลการทดสอบนั้นพบว่า Huawei FreeBuds 3 สามารถจะจะไปได้ไกลสุด รองลงมาจะเป็น Xiaomi Redmi AirDots และ Samsung Galaxy Buds ตามลำดับ

Voice Quality & Noise Cancelling

ในการทดสอบเรื่องของการใช้งานชุดหูฟังเพื่อทำการสนทนานั้นว่า Xiaomi Redmi AirDots ให้คุณภาพไม่ดีอย่างเห็นได้ชัดโดยจะมีเสียงสะท้อนเกิดขึ้นมาถึงแม้ว่าคุณจะอยู่ในสถานที่ที่เงียบไม่มีเสียงรบกวนก็ตาม ดังนั้นไม่ต้องถามถึงการใช้งานในสถานที่ที่มีเสียงสิ่งแวดล้อมมากเลย ตรงจุดนี้นั้นน่าจะเป็นเพราะว่า Xiaomi Redmi AirDots นั้นไม่ได้มาพร้อมกับตัวกรองสัญญาณรบกวนรอบข้าง ผิดกันกับ Samsung Galaxy Buds ที่ในจุดนี้นั้นสามารถใช้งานได้ดีกว่าเป็นอย่างมาก โดยในการทดสอบนั้นพบว่า Samsung Galaxy Buds สามารถตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้เป็นอย่างดีแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นดีนักอย่างเช่นถ้าคุณอยู่ในระยะที่ใกล้กับแหล่งกำเนิดเสียงเอามากๆ Samsung Galaxy Buds ก็ไม่สามารถที่จะทำการตัดเสียงรบกวนนั้นไปได้หมด

Huawei FreeBuds 3 ที่มาพร้อมกับ active noise cancelling เพียงรุ่นเดียวใน 3 ชุดหูฟังที่นำมาทำการทดสอบถือว่าสอบตกอย่างเหลือเชื่อเนื่องจากในการทดสอบนั้นไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลแหล่งกำเนิดเสียงรบกวนก็พบว่ามันไม่สามารถที่จะตัดเสียงรบกวนนั้นออกไปได้เลย แต่ทว่าถ้าหากอยู่ในสถานที่ที่เงียบแล้วนั้นจะพบได้ว่า Huawei FreeBuds 3 สามารถที่จะใช้ในการสนทนาได้ดีมากกว่าคู่แข่งทั้ง 2 ที่นำมาทดสอบร่วมกันนี้

Audio Quality

ตามมาติดๆ กับการทดสอบด้านคุณภาพของเสียงที่ได้รับจากการฟังเพลงหรือสื่ออื่นๆ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าในการทดสอบนี้นั้นชุดหูฟังทั้ง 3 รุ่นสามารถที่จะให้เสียงออกมาได้ดีเป็นอย่างมากไม่มีปัญหาทางด้านคุณภาพของเสียงที่ได้ยินแม้แต่น้อย ทว่าด้วยคงามที่ Samsung Galaxy Buds ได้รับการปรับแต่งทางด้านเสียงจาก AKG มารวมถึงยังสามารถที่จะปรับเปลี่ยน equalizer ได้จากแอปพลิเคชันอีกต่างหากทำให้ Samsung Galaxy Buds นั้นถือว่าเป็นชุดหูฟังแบบ TWS ที่ดีที่สุดในการทดสอบครั้งนี้

สำหรับ Huawei FreeBuds 3 นั้นก็สามารถทำงานของมันได้ดีเช่นเดียวกันโดยความรู้สึกสัมผัสของเสียงนั้นจะแตกต่างไปจาก Samsung Galaxy Buds เพียงเล็กน้อย ที่น่าแปลกใจมากที่สุดจริงๆ ต้องยกให้ Xiaomi Redmi AirDots ที่ให้เสียงเบสที่โดดเด่นมากและเสียงสูงที่แสดงถึงค่าเสียงกลางก็ทำได้ดี อย่างไรก็ตามชุดหูฟังทั้ง 3 นั้นมาตกม้าตายที่ระดับเสียงสูงสุดซึ่งเสียงที่ออกมานั้นเรียกได้ว่าแทบจะไม่ดีเลยโดยเฉพาะกับ Xiaomi Redmi AirDots นั้นเมื่อเร่งเสียงให้มีความดังมากขึ้นเรื่อยๆ จะพบได้เลยว่าคุณภาพของเสียงนั้นเริ่มตกลงมาอย่างห็นได้ชัดเจนในขณะที่อีก 2 ชุดนั้นจะเริ่มมาตกม้าตายเข้าก็คือตอนที่เร่งความดังของเสียงเข้าไปใกล้ๆ กับจุดสูงสุดแล้ว

Battery Life

สำหรับการทดสอบสุดท้ายอย่างการทดสอบทางด้านอายุการใช้งานที่เชื่อว่าหลายท่านรอคอยอยู่นั้นพบว่า Samsung Galaxy Buds สามารถที่จะใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 5 ชั่วโมง 50 นาที ตามมาแบบห่างๆ หน่อยกับ Huawei FreeBuds 3 ที่ใช้ได้ยาวนานต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง 47 นาที ปิดท้ายด้วย Xiaomi Redmi AirDots ที่ทำเวลาไปได้เพียง 2 ชั่วโมง 17 นาทีเท่านั้น

สรุป

คงต้องยอมรับว่า Samsung Galaxy Buds และ Huawei FreeBuds 3 นั้นให้ประสบการณ์โดยรวมในการใช้งานที่ดีโดยที่แต่ละยี่ห้อนั้นก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ซึ่งหากเทียบแล้วจะพบว่าในการใช้งานฟังเพลงหรือสื่อต่างๆ นั้น Samsung Galaxy Buds จะมีคุณภาพดีกว่าแถมด้วยการที่มีตัวแอปพลิเคชันที่ให้โอกาสผู้ใช้ทำการปรับแต่งหลายๆ ส่วนได้เองด้วยนั้นก็ทำให้ Samsung Galaxy Buds น่าสนใจมากขึ้นไปอีก ส่วนที่น่าเสียดายของ Samsung Galaxy Buds นั้นก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการที่มันไม่ได้มาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวนแบบ active noise cancelling เท่านั้น

ส่วน Xiaomi Redmi AirDots นั้นเรียกได้ว่าได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่แล้วและพบว่ามันสามารถที่จะใช้งานได้ดีเป็นอย่างมากสำหรับการฟังเพลงหรือดูสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ชอบเสียง Bass หนักๆ แล้วนั้น Xiaomi Redmi AirDots ถือได้ว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว อีกจุดหนึ่งที่จะลืมไปไม่ได้เลยนั้นก็คือราคาของ  Xiaomi Redmi AirDots ที่เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วนั้นต่างกันมากถึง 8 เท่าตัวเลยทีเดียว ดังนั้นแล้ว Xiaomi Redmi AirDots นั้นถือได้ว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งหากคุณต้องการชุดหูฟัง TWS ที่มีราคาไม่ฉีกกระเป๋าเงินให้ขาด

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นสำหรับผู้ใช้ iOS อยู่ถึงแม้ว่าตัวชุดหูฟังทั้ง 3 จะสามารถจับคู่เพื่อใช้งานกับ iOS ได้ ทว่าในส่วนของ Samsung Galaxy Buds และ Huawei FreeBuds 3 เมื่อขาดแอปพลิเคชันที่รองรับไปแล้วนั้นกับราคาของมัน AirPods ก็ดูเหมือนกับว่าน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับท่านมากกว่าชุดหูฟังทั้ง 3 ในการทดสอบนี้อยู่ดี

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/three-true-wireless-headsets-in-comparison-more-expensive-is-not-necessarily-better/508951/