คลังเก็บป้ายกำกับ: SONY

เทียบสเปค Galaxy Note 10, S10, P30 และรุ่นท็อป Note 10+, S10+, P30 Pro, OnePlus 7 Pro, Xperia 1 และ OPPO Reno 10x Zoom

มือถือเรือธงตัวเทพอย่าง Galaxy Note 10 ทั้ง 2 รุ่น เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสเปคและฟีเจอร์ต่างๆ จัดมาให้แบบเต็มเอี้ยดตามเคย.. แต่ถ้าจะเอาสเปคเหล่านั้นไปเปรียบเทียบกับมือถือระดับเรือธงรุ่นอื่นๆ ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ทั้งซีรีส์ Galaxy S10, Huawei P30 และ OnePlus 7 แต่ละรุ่นจะแตกต่างกันแค่ไหน และใครจะมีฟีเจอร์อะไรเด็ดกว่ากันบ้าง

Galaxy Note 10 และ Note 10+ มีฟีเจอร์เด่นสุดๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ก็คือปากกา S Pen นั่นเอง ซึ่งฟีเจอร์นี้มือถือรุ่นอื่นๆ ไม่สามารถเอามาเทียบกันได้อยู่แล้ว เพราะว่าไม่มีรุ่นไหนที่รองรับการใช้งานกับปากกาแบบนี้ได้นั่นเอง เราก็เลยขอเทียบเฉพาะสเปคเครื่อง, กล้อง และฟีเจอร์อื่นๆ นะครับ

สเปค Gaalxy Note 10 Galaxy S10 Huawei P30
หน้าจอ Dynamic AMOLED ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับการแสดงผล HDR10+ Dynamic AMOLED ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 2K รองรับการแสดงผล HDR10+ OLED ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับการแสดงผล HDR10

CPU

 Exynos 9825 Exynos 9820 Kirin 980

GPU

Mali-G76 Mali-G76 Mali-G76

RAM

8GB 8GB 6/8GB
ความจุ 256GB UFS 3.0 128/512GB รองรับ MicroSD Card 128GB รองรับ Nano Memory Card

กล้องหลัง

เลนส์หลัก 12MP (f/1.5, 2.4), OIS

เลนส์ Ultra wide 16MP (f/2.2)

เลนส์ซูม 2X 12MP (f/2.1), OIS

เลนส์หลัก 12MP (f/1.5, f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2)

เลนส์ซูม 2X 12 MP (f/2.4), OIS

เลนส์หลัก 40MP (f/1.8)

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2)

เลนส์ซูม 3X 8MP (f/2.4) OIS

กล้องหน้า 10MP (f/2.2), Night Shot 10MP (f/1.9) 32MP (f/2.0)

แบตเตอรี่

3600 mAh รองรับชาร์จไว 25W 3400 mAh รองรับชาร์จไว 15W 3,650 mAh รองรับชาร์จไว 22.5W

สแกนลายนิ้วมือ

บนหน้าจอแบบ Ultrasonic บนหน้าจอแบบ Ultrasonic บนหน้าจอแบบ Optical

ระบบเสียง

ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, มีรูหูฟัง ลำโพงเดี่ยว, Dolby Atmos, มีรูหูฟัง

ระบบปฏิบัติการ

Android 9 ครอบด้วย One UI Android 9 ครอบด้วย One UI Android 9 ครอบด้วย EMUI 9.1

สำหรับมือถือเรือธงรุ่นเริ่มต้นของแต่ละซีรีส์ ถึงแม้ว่าจะโดนลดสเปค+ฟีเจอร์ลงไปจากรุ่นท็อปบ้าง แต่ก็ยังถือว่าเป็นมือถือในระดับไฮเอนด์ที่ใช้งานได้สบายๆ ทุกด้าน ส่วนทั้ง 3 รุ่นนี้จะมีอะไรแตกต่างกันบ้าง..

Galaxy Note 10 จะได้เปรียบกว่าใครในมือถือระดับเดียวกัน (ในตาราง) ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอที่มีขนาดใหญ่สุด แถมยังใช้ชิปรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Exynos 9825, มีหน่วยความจำแบบ UFS 3.0 ที่เร็วกว่ารุ่นอื่น แต่จะเสียเปรียบในเรื่องที่ไม่รองรับ MicroSD Card (แต่ความจุในตัว 256GB ก็น่าจะเหลือๆ แล้ว) และรูหูฟัง 3.5 มม. ที่โดนตัดออกไปแล้ว, แบตเตอรี่ของรุ่นนี้ถึงจะไม่ได้เยอะที่สุด แต่ก็รองรับการชาร์จไวมากที่สุดถึง 25W, กล้องหลัง 3 ตัว เป็นสเปคแทบจะแบบเดียวกับ Galaxy S10 มีระบบกันสั่น OIS ทั้งเลนส์หลัก และเลนส์ซูม ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียดเท่ากับ S10 แต่ถูกลดขนาดรูรับแสงลงไปเพื่อให้กล้องมีขนาดเล็กลง ซึ่ง Samsung ก็ได้ใส่โหมด Night Shot เข้ามาทดแทนสำหรับการถ่ายเซลฟี่ในที่แสงน้อย

Galaxy S10 ถึงจะใช้ชิป Exynos 9820 ที่เก่ากว่านิดเดียว แต่ประสิทธิภาพการใช้งานโดยรวมก็เร็วปรู๊ดปร๊าดแทบจะไม่เห็นความแตกต่าง แต่ความเร็วการเขียน-อ่านข้อมูลอาจจะสู้ Note 10 ไม่ได้เพราะยังเป็น UFS 2.1 อยู่, หน้าจอได้ความละเอียดมากที่สุดถึงระดับ 2K, ยังเป็นมือถือที่มีความครบครันทั้งรูหูฟัง 3.5 มม. และรองรับ MicroSD Card อยู่เหมือนเดิม จะเสียเปรียบที่สุดก็ตรงระบบชาร์จที่รองรับแค่ 15W เท่านั้น

Huawei P30 เสียเปรียบรุ่นอื่นที่ชิป Kirin 980 ที่อาจจะแรงน้อยไปหน่อยถ้าเทียบกับชิป Exynos 2 รุ่นบน แต่ถ้าเทียบการใช้งานโดยรวมแล้วก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาเพราะใช้งานได้ลื่นๆ ตามประสามือถือระดับไฮเอนด์, กล้องหลัง 3 ตัว จะได้เปรียบที่เลนส์ซูมเพราะมีระยะไกลที่สุดคือ 3 เท่า และยังมีกล้องเซลฟี่ที่ความละเอียดสูงถึง 32MP อีกด้วย, แบตเตอรี่ให้มามากที่สุดถึง 3650 mAh และยังรองรับระบบชาร์จไวที่ 22.5W อีกต่างหาก ส่วนเรื่องระบบเสียงจะเสียเปรียบตรงที่ให้ลำโพงมาแค่ตัวเดียว แต่ก็ยังดีที่มีรูหูฟัง 3.5 มม. อยู่

สเปค Gaalxy Note 10+ Galaxy S10+ Huawei P30 Pro
หน้าจอ Dynamic AMOLED ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียด 2K รองรับการแสดงผล HDR10+ Dynamic AMOLED ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 2K รองรับการแสดงผล HDR10+ OLED ขนาด 6.47 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับการแสดงผล HDR10

CPU

 Exynos 9825 Exynos 9820 Kirin 980

GPU

Mali-G76 Mali-G76 Mali-G76

RAM

12GB 8/12GB 6/8GB
ความจุ 256GB UFS 3.0 รองรับ MicroSD Card 128/512GB รองรับ MicroSD Card 128/256/512GB รองรับ Nano Memory Card

กล้องหลัง

เลนส์หลัก 12MP (f/1.5, 2.4), OIS

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2)

เลนส์ซูม 2X 12MP (f/2.1), OIS

Depth Vision

เลนส์หลัก 12MP (f/1.5, f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra Wide 16MP (f/2.2)

เลนส์ซูม 2X 12 MP (f/2.4), OIS

เลนส์ซูม 5X 8MP (f/3.4), OIS

เลนส์ Wide 40MP (f/1.6), OIS

เลนส์ Ultra Wide 20MP (f/2.2)

เซ็นเซอร์ ToF

กล้องหน้า 10MP (f/2.2), Night Shot 10MP (f/1.9) + 8MP (f/2.2) 32MP (f/2.0)

แบตเตอรี่

4300 mAh รองรับชาร์จไว 45W 4100 mAh รองรับชาร์จไว 15W 4,200 mAh รองรับชาร์จไว 40W

สแกนลายนิ้วมือ

บนหน้าจอแบบ Ultrasonic บนหน้าจอแบบ Ultrasonic บนหน้าจอแบบ Optical

ระบบเสียง

ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, มีรูหูฟัง ลำโพงเดี่ยว, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง

ระบบปฏิบัติการ

Android 9 ครอบด้วย One UI Android 9 ครอบด้วย One UI Android 9 ครอบด้วย EMUI 9.1

 

สเปค OnePlus 7 Pro Xperia 1 OPPO Reno 10x Zoom
หน้าจอ Fluid AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 2K รีเฟรชเรท 90Hz รองรับการแสดงผล HDR10+ OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 4K อัตราส่วน 21:9 รองรับการแสดงผล HDR AMOLED ขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด FHD+

CPU

Snapdragon 855 Snapdragon 855 Snapdragon 855

GPU

Adreno 640 Adreno 640 Adreno 640

RAM

6/8/12GB 6GB 8GB
ความจุ 128/256GB UFS 3.0 128GB รองรับ MicroSD Card 256GB รองรับ MicroSD Card

กล้องหลัง

เลนส์หลัก 48MP (f/1.6), OIS

เลนส์ซูม 3x 8MP (f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra-wide 16MP (f/2.2)

เลนส์หลัก 12MP (f/1.6), OIS

เลนส์ซูม 2X 12MP (f/2.4), OIS

เลนส์ Ultra-wide 12MP (f/2.4)

เลนส์หลัก 48MP (f/1.7), OIS

เลนส์ซูม 5X 13MP (f/3.0), OIS

เลนส์ Ultra-wide 8MP (f/2.2)

กล้องหน้า 16MP (f/2.0) 8MP (f/2.0) 16MP (f/2.0)

แบตเตอรี่

4000 mAh รองรับ Warp Charge 30W 3330 mAh รองรับชาร์จเร็ว 18W 4065 mAh รองรับ VOOC 3.0 20W

สแกนลายนิ้วมือ

บนหน้าจอแบบ Optical ด้านข้าง บนหน้าจอแบบ Optical

ระบบเสียง

ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Atmos, ไม่มีรูหูฟัง ลำโพงสเตอรีโอ, Dolby Audio, ไม่มีรูหูฟัง

ระบบปฏิบัติการ

Android 9 ครอบด้วย Oxygen OS Android 9 Android 9 ครอบด้วย ColorOS 6

สำหรับมือถือในระดับท็อปจะเริ่มมีตัวเปรียบเทียบขึ้นมาเป็น 5 รุ่น เลยทีเดียว ซึ่งแต่ละรุ่นก็ขนสเปค+ฟีเจอร์เด็ดๆ มากันเยอะแยะไปหมด

Galaxy Note 10+ เป็นมือถือเรือธงระดับท็อปที่ใช้ชิป Exynos 9825 ซึ่งก็แรงอยู่ในระดับเดียวกับ Snapdragon 855, หน้าจอมีขนาดใหญ่ยักษ์ที่สุด ด้วยขนาดถึง 6.8 นิ้ว แถมด้วยความละเอียดที่สูงถึง 2K, RAM อัดมาให้แบบเต็มที่ถึง 12GB, ความจุมีมาให้ 256GB แบบ UFS 3.0 ที่มีความเร็วปรื๊ดกว่า UFS 2.1 ในมือถือรุ่นอื่นๆ แถมยังสามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้อีกด้วย, กล้องหลังแทบจะสเปคเดียวกันกับ S10+ แต่เพิ่มเซ็นเซอร์ 3 มิติ Depth Vision เข้ามาให้สำหรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอที่เนียนกว่า จนสามารถขึ้นครองบัลลังค์จากเว็บไซท์ DxOMark ไปได้ด้วยคะแนนรวม 113 คะแนน , แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สุดถึง 4300 mAh และยังรองรับการชาร์จไวสุดๆ ถึง 45W, มีลำโพงคู่สเตอรีโอมาให้ด้วย แต่โดนตัดรูหูฟังทิ้งไปแล้ว

Galaxy S10+ ใช้ชิป Exynos 9820 ซึ่งมีความแรงไม่หนีไปจากชิปไฮเอนด์รุ่นอื่นเท่าไหร่, มี RAM ให้เลือกทั้ง 8GB และ 12GB, ความจุสูงสุดถึง 512GB และยังรองรับ MicroSD Card ได้อีก 1TB ทำให้ S10+ อัดความจุได้สูงสุดถึง 1.5TB เลยทีเดียว, กล้องหลัง 3 ตัว การันตีประสิทธิภาพด้วยคะแนนรวมจาก DxOMark ได้ถึง 109 คะแนน และเป็นรุ่นเดียวที่มีกล้องหน้ามาให้ 2 ตัว, ยังคงเป็นมือถือเรือธงระดับท็อปที่มีรูหูฟัง 3.5 มม. อยู่ แต่เสียเปรียบรุ่นอื่นตรงระบบชาร์จไวที่ยังกั๊กไว้แค่ 15W เท่านั้น

Huawei P30 Pro เสียเปรียบที่ชิป Kirin 980 ที่อาจจะแรงสู้คนอื่นไม่ได้ แต่มีกล้องหลัง 3 ตัว + เซ็นเซอร์ ToF ระดับเทพที่ทำคะแนนจาก DxOMark ไปได้ถึง 112 คะแนน (โดน Note 10+ โค่นไปด้วยคะแนนเดียว) และยังเป็นมือถือที่มีกล้องซูมดันระยะไปได้ถึง 50 เท่าเลยทีเดียว ส่วนกล้องหน้าก็อัดความละเอียดมาให้ถึง 32MP, แบตเตอรี่ให้มาเยอะเป็นอันดับ 2 ที่ 4200 mAh และยังรองรับชาร์จไว 40W อีกด้วย, เรื่องระบบเสียงยังคงเสียเปรียบด้วยลำโพงที่มีแค่ตัวเดียว แถมยังไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม. อีกต่างหาก

OnePlus 7 Pro ใช้ชิปตัวแรง Snapdragon 855 ที่หายห่วงทั้งเรื่องการใช้งานและการเล่นเกม, เหนือกว่าใครด้วยหน้าจอ 2K ขนาด 6.67 นิ้ว ที่มีรีเฟรชเรทสูงถึง 90Hz, RAM มีให้เลือกสูงสุดถึง 12GB, หน่วยความจำแบบ UFS 3.0 สุดเร็วแรง แต่เสียตรงที่ไม่รองรับ MicroSD Card, กล้องหลังที่ได้รับการพัฒนาจากรุ่นก่อนๆ แบบก้าวกระโดดจนทำคะแนนจาก DxoMark ไปได้ถึง 111 คะแนน เป็นรองเพียง Note 10+ และ P30 Pro เท่านั้น, แบตเตอรี่ 4000 mAh ที่รองรับ Warp Charge ถึงระดับ 30W เลยทีเดียว

Xperia 1 มีข่าวว่ากำลังจะเข้ามาขายในบ้านเราแล้ว (แต่ก็ยังไม่ขายซักที) สำหรับมือถือระดับเรือธงที่มีสเปคแรงตามประสามือถือไฮเอนด์ แต่ไม่เหมือนใครด้วยหน้าจอยาวอัตราส่วน 21:9 ที่มีความละเอียดมากที่สุดในตลาดถึงระดับ 4K, กล้องหลัง 3 ตัว ที่มีโหมดถ่ายวิดีโอระดับโปรมาให้เลือกปรับแต่งได้, แบตเตอรี่ให้มาน้อยไปหน่อยที่ 3330 mAh และยังรองรับชาร์จเร็วที่ 18W (แต่ก็ยังเร็วกว่า S10+ ล่ะนะ..)

OPPO Reno 10X Zoom มากับสเปคระดับไฮเอนด์ที่สู้กับรุ่นอื่นได้สบายๆ, มีดีไซน์ไม่เหมือนใครด้วยกล้องหน้าแบบ Pivot Rising Camera เลื่อนขึ้นลง, กล้องหลัง 3 ตัวที่มีจุดเด่นตรงเลนส์ซูม 5X ที่ซูมแบบ Hybrid ได้ถึง 10X และสามารถดันระยะซูมดิจิตอลออกไปได้ถึง 60X, มีแบตเตอรี่ขนาด 4065 mAh ที่รองรับระบบชาร์จไว VOOC 3.0 20W

และทั้งหมดนั่นก็คือบรรดามือถือระดับเรือธงที่อยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ทีนี้ก็จะอยู่ที่เราแล้ว ว่าจะเลือกซื้อรุ่นไหนที่มีฟีเจอร์โดนใจเราที่สุด เพราะการใช้งานทั่วไปก็แทบจะไม่ต่างกันด้วยสเปคที่อัดมาให้เต็มที่กันขนาดนี้

 


from:https://droidsans.com/galaxy-note-10-flagship-phones-comparison/

โฆษณา

Samsung Galaxy Note 10+ | Note 10 ชาร์จไวขึ้นแค่ไหน (25W) เมื่อเทียบกับเรือธงรุ่นที่ผ่านมาของทางค่าย และค่ายอื่นๆ

ในที่สุดสมาร์ทโฟนซีรีส์เรือธงของ Samsung ที่จะมีระบบชาร์จไวที่ทัดเทียมกับเรือธงค่ายอื่นๆ สักที หลังจากก่อนหน้านี้ Galaxy S10+ 5G ได้ชาร์จไวไปแล้ว 25W แต่ก็วางจำหน่ายเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น (เพราะ 5G ยังไม่แพร่หลาย) โดยทั้งสองรุ่นไม่ว่าจะเป็น Note 10+ และ Note 10 ต่างมาพร้อมกับหม้อแปลง 25W แถมมาในกล่องแล้ว ว่าแต่จะชาร์จเต็ม 100% ไวแค่ไหน และเมื่อเทียบกับค่ายอื่นแล้วจะเป็นยังไง มาลองดูกันเลยดีกว่าครับ

โทรศัพท์ที่จะนำเอามาเปรียบเทียบ 

  • Samsung Galaxy Note 10+
  • Samsung Galaxy Note 10
  • Samsung Galaxy Note 9
  • Samsung Galaxy S10+
  • Huawei P30 Pro
  • OnePlus 7 Pro
  • OPPO Reno 10x Zoom
  • SONY Xperia 1
  • Xiaomi Mi 9

พอแค่นี้ก่อนแล้วกันเนอะ.. มากกว่านี้เดี๋ยวจะตาลายอ่านกันไม่ไหว (จริงๆ คนเขียนขี้เกียจเขียนเองมากกว่ามั้ง ฮ่าๆ)

ผลการทดสอบชาร์จไว 0% – 100% ของเรือธงแต่ละรุ่นใช้เวลากี่นาที 

โทรศัพท์ ความจุแบตเตอรี่ ไฟหม้อแปลง (ที่แถมมาในกล่อง) ชาร์จกี่นาทีเต็ม 
Galaxy Note 10+ 4,300 mAh  25W 65 นาที
Galaxy Note 10  3,500 mAh 25W 89 นาที
Galaxy Note 9  4,000 mAh 15W ~100 นาที
Galaxy S10+  4,000 mAh 18W ~99 นาที
Huawei P30 Pro 4,200 mAh 40W ~60 นาที
OnePlus 7 Pro 4,000 mAh 30W ~80 นาที
OPPO Reno 10x Zoom 4,065 mAh 20W ~90 นาที
SONY Xperia 1 3,330 mAh 18W ~105 นาที
Xiaomi Mi 9 3,300 mAh  20W ~90 นาที

จากตารางจะเห็นได้ว่าแม้ Galaxy Note 10+ จะมีความจุแบตที่เยอะที่สุดในบรรดาโทรศัพท์ที่นำมาเปรียบเทียบ และความเร็วในการชาร์จไม่ได้เยอะที่สุด ทว่ากลับทำเวลาในการชาร์จ 0% – 100% ไวที่สุดกว่าชาวบ้านเลยที่ 65 นาที* (จะแพ้เพียงแต่ P30 Pro เท่านั้นที่ให้ความไวในการชาร์จมามากถึง 40W เรียกได้ว่ามากกว่ากันเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว) แต่ทั้งนี้หากใครอยากได้ความเร็วที่ไวแบบทะลุนรก Note 10+ สามารถรองรับการชาร์จไวได้มากสุดถึง 45W เลยนะ แต่ในกล่องจะแถมมาให้แค่ 25W เท่านั้น อยากได้ต้องหาซื้อเพิ่มเองนะครับ

 

*ตรงนี้หลายคนอาจเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่าทำไม Note 10+ ที่มีความจุแบตมากกว่า Note 10 (4,300 mAh vs 3,500 mAh) กลับทำเวลาการชาร์จไวได้เร็วกว่า ทาง Samsung เองก็ออกมาชี้แจงว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะตัวกลไกอัลกอริทึ่มต่างๆ ของ Note 10+ ที่มีประสิทธิภาพและฉลาดกว่านั่นเอง

 

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องความไวในการชาร์จแล้ว เรามาพูดถึงความไวในการชาร์จแบบไร้สาย (Wireless Charging) กันบ้างดีกว่า ซึ่งรอบนี้ Galaxy Note 10+ และ Note 10 ก็มีความไวในการชาร์จแบบไร้สายมากถึง 15W และ 12W ตามลำดับเลย ไวพอๆ กับ Note 9 แบบมีสายเลย พัฒนาการก้าวกระโดดมากๆ

  • Note 10+ ใช้เวลาในการชาร์จแบบไร้สาย 0% – 100% = 90 นาที
  • Note 10 ใช้เวลาในการชาร์จแบบไร้สาย 0% – 100% = 107 นาที

โดยทั้งคู่ หากชาร์จแบบไร้สายเป็นเวลา 30 นาที จะได้ความจุแบตเท่ากันที่ 34% ส่วนแบบมีสาย Note 10+ จะทำความจุได้ทั้งหมด 65% ขณะที่ Note 10 ตัวธรรมดาจะได้ไป 50% ด้วยกันครับ ซึ่งทาง Samsung เคลมว่าสามารถใช้งานได้ทั้งวันเลย

อย่างไรก็ดี ปกติแล้วเทคโนโลยีการชาร์จไวเนี่ย มันจะไวแบบเต็มสปีดเฉพาะตอนแรกๆ เท่านั้น หลายค่ายเลือกที่จะใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น โดยเมื่อมีกระแสไฟฟ้าเข้าแบตเป็นจำนวนหนึ่งแล้ว ระบบจะทำการลดสปีดลง ทั้งหมดนี้ก็เพราะป้องกันไม่ให้โทรศัพท์เกิดความร้อนจนเกินไปนั่นเองครับ ดังนั้นหากเราจะดูว่าตัวไหนชาร์จไวกว่ากัน การเลือกดูจาก 0% – 30% ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าจะนำมาพิจารณาด้วยอีกตัวหนึ่งครับ

 

from:https://droidsans.com/galaxy-note-10-note-10-plus-charging-speed-and-time/

Sony ไทยบุกตลาดกลุ่มหูฟังไร้สายแบบ Truly Wireless ตัดเสียงรบกวนระดับเรือธงในรุ่น WF-1000XM3 เล็ก กะทัดรัด

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ฟังเพลงคุณภาพให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวไลน์อัพผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงรุ่นใหม่ล่าสุดบุกตลาด นำทัพโดยกลุ่มหูฟังไร้สายแบบ Truly Wireless ระดับเรือธงในตระกูล 1000X รุ่น “WF-1000XM3” หูฟังไร้สายแบบอินเอียร์ที่โดดเด่นด้วยระบบตัดเสียงรบกวนระดับไฮเอนด์ พร้อมฟีเจอร์การใช้งานสุดไฮเทคครบครันเป็นหัวหอกในการทำตลาด รวมทั้งเพิ่มไลน์อัพในกลุ่มหูฟังและลำโพงไร้สายระดับพรีเมี่ยมในตระกูล Extra Bass ที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ในการฟังเพลงให้กับนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่หลงใหลในพลังเบสและเสียงที่สมจริงเสมือนราวกับฟังดนตรีสดโดยเฉพาะ พร้อมกับแนะนำลำโพงแก้วไร้สาย LSPX-S2 รุ่นใหม่ รวมทั้งลำโพง Sound Bar และชุดเครื่องเสียงขนาดกะทัดรัด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเสียงอันล้ำสมัยและฟังก์ชั่นการทำงานอันชาญฉลาด เพื่อเติมเต็มความต้องการของนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์และต้องการฟังเพลงคุณภาพสูงในทุกที่ทุกเวลาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มยิ่งขึ้น

มร. มาซากิ มัทซูมาเอะ (Mr. Masaki Matsumae) กรรมการผู้จัดการ โซนี่ ไทย จ.ก. (Managing Director – Sony Thai Co., Ltd.) เปิดเผยว่า“โซนี่มุ่งมั่นให้ความสำคัญในการพัฒนาและสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้านเสียงอย่างไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้เราคิดค้นวัตกรรมที่ถ่ายทอดเสียงที่มีคุณภาพสูงสุดตอบรับการฟังเพลง และรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงการใช้งานที่สะดวกสบายสอดรับกับพฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้อย่างลงตัว เช่นเดียวกับเทคโนโลยี Noise Canceling หรือระบบตัดเสียงรบกวนที่โซนี่ได้พัฒนาขึ้น และนำมาใช้ในหูฟังของโซนี่ จนได้รับการยอมรับอย่างดียิ่งทั้งจากสื่อมวลชน และผู้ใช้ทั่วโลก และส่งผลให้ธุรกิจหูฟังของโซนี่จากปี 2015 ถึงปัจจุบันมีการเติบโตขึ้น  3 เท่า โดยเฉพาะหลังจากการเปิดตัวหูฟังไร้สาย Noise Canceling แบบครอบหูรุ่น WH-1000XM3 ส่งผลให้โซนี่ขึ้นแท่นผู้นำในตลาดหูฟังแบบครอบหูด้วยส่วนแบ่งการตลาด 34% (เชิงมูลค่า) และครองส่วนแบ่งถึง 70% ในตลาดหูฟังแบบ Noise Cancelling ในวันนี้ โซนี่จึงพร้อมแนะนำหูฟังตัดเสียงรบกวนแบบไร้สายระดับพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุดคือ WF-1000XM3 ที่มีขนาดเล็ก กะทัดรัด แต่อัดแน่นด้วยคุณภาพเสียง และสุดยอดเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนที่ได้รับการถ่ายทอดคุณสมบัติจากรุ่นพี่ WH-1000XM3 มาอย่างครบถ้วน โซนี่มั่นใจว่า WF-1000XM3 จะตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในเรื่องของคุณภาพ และการใช้งาน และคาดว่าจะส่งผลให้โซนี่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจผลิตภัณฑ์หูฟังไร้สายให้เติบโตขึ้นอีก 3 เท่าภายในปีนี้”

ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องเสียงจากโซนี่ ประกอบด้วย

ผลิตภัณฑ์หูฟังไร้สายในตระกูล 1000X

  • WF-1000XM3

เป็นสุดยอดหูฟังไร้สายระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Truly Wireless รุ่นแรกที่มีการนำเทคโนโลยีการนำเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบ HD Noise Cancelling Processor QN1e ซึ่งบรรจุอยู่ในหูฟังรุ่นพี่อย่าง  WH-1000Xm3 มาใช้งานกับหูฟัง Truly Wireless ขนาดเล็ก เพื่อมอบประสบการณ์ฟังเพลงที่เหนือระดับยิ่งกว่าเดิม ผสานกับจุดเด่นของเทคโนโลยี Dual Noise Sensor ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยกรองเสียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ดีกว่าเดิม ทั้งตัดเสียงรบกวนบนท้องถนน และเสียงสนทนารอบข้างได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผู้ใช้เพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวได้อย่างเต็มอรรถรสและปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงรองรับการประมวลสัญญาณเสียงดิจิทัลแบบ 24 bit พร้อมเทคโนโลยีเสียง DSEE HX Digital Sound Enhancement Engine ที่จะยกระดับปรับปรุงคุณภาพของสัญญาณที่ถูกบีบอัดมาจากต้นฉบับ ให้มีคุณภาพเสียงใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด

นอกจากนี้ WF-1000XM3 ยังมาพร้อมฟังก์ชั่น Adaptive Sound Control คุณสมบัติที่ช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานและตั้งค่าเสียงการตัดเสียงรบกวน และการรับเสียงจากภายนอกอัตโนมัติเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในสถานการณ์นั้นๆ ทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยโหมด Quick Attention สำหรับควบคุมการรับเสียงจากภายนอกด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้นิ้วสัมผัสไปที่หูฟังด้านซ้าย ความดังของเสียงเพลงจะถูกลดระดับลงมาทันทีเพื่อให้คุณได้ยินเสียงจากภายนอกผ่านเข้าไปในหูฟัง รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านสัญญาณ Bluetooth® เวอร์ชั่น 5.0 และ NFC ซึ่งได้รับการปรับปรุงขึ้นใหม่เพื่อให้หูฟังทั้งสองข้างสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้โดยตรง ขณะที่ตัวหูฟังมีขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบาเพียงข้างละ  8.5  กรัม สวมใส่สบาย แถมพกพาสะดวกด้วยกล่องบรรจุเพื่อจัดเก็บ และชาร์จไฟพร้อมกันในตัว เมื่อตัวหูฟังถูกเสียบกลับลงในกล่องเคส โดยหูฟังสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 6 ชั่วโมงเมื่อเปิด Noise Cancelling และสามารถชาร์จได้อีก 3 ครั้งเพียงเก็บลงในกล่องเคส ทำให้ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีระบบ Quick Charge ที่สามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้นานถึง 90 นาที เมื่อชาร์จไฟเพียง 10 นาทีเท่านั้น โดยสายชาร์จจะเป็นแบบ USB Type C พร้อมวางจำหน่ายในราคา  8,990 บาท โดยจะมี 2 สีให้เลือกคือสีดำ และสีเงิน

ผลิตภัณฑ์หูฟังในตระกูล Extra Bass

  • WH-XB700

หูฟังครอบหูแบบไร้สายในตระกูล Extra Bass ที่จะทำให้คนรักเสียงเพลงสามารถเพลิดเพลินกับการฟังเสียงดนตรีสุดโปรดได้อย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลา ด้วยการออกแบบที่เพรียวบาง มีน้ำหนักเบาอยู่ที่ 195 กรัม และยังหมุนพับเก็บได้ง่าย ทำให้สวมใส่สบายและสามารถจะพกพาไปฟังเพลงได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ตัวแพดหูฟังบุด้วยฟองน้ำหุ้มด้วยหนังเทียม จึงช่วยกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี พร้อมมีไมโครโฟนบิวท์อิน และ Voice Assistance ทำให้สามารถสลับการฟังเพลงและคุยโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องถอดหูฟัง นอกจากนี้      ยังโดดเด่นในเรื่องคุณภาพเสียงจากไดร์เวอร์ขับเสียงขนาด 30 ม.ม. รวมถึงให้เบสทรงพลังสัมผัสถึงความลึกและความชัดเจนของเสียงร้องได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังมีระบบ Quick Charge ที่ทำให้คนรักเสียงดนตรีสามารถฟังเพลงได้นานต่อเนื่องถึง 90 นาที เพียงชาร์จไฟแค่ 10 นาที จึงไม่ต้องกัวลว่าแบตเตอรี่จะหมดแม้ขณะเดินทาง พร้อมรองรับการใช้งาน Google Assistance และ Amazon Alexa อีกด้วย เพื่อให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเล่นเพลงที่ชอบได้อย่างสนุกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันตัวหูฟังยังรองการปรับแต่ง EQ ผ่านแอพพลิเคชั่น Sony Headphones Connect โดยสามารถฟังเพลงได้ยาวนานถึง 30 ชั่วโมง พร้อมวางจำหน่าย ในราคา 4,990 บาท โดยจะมี 2 สีให้เลือกคือ สีดำ และสีน้ำเงิน

  • WH-XB900N

เป็นผลิตภัณฑ์หูฟังครอบหูแบบไร้สายระดับพรีเมี่ยมในตระกูล Extra Bass ที่ได้รับการอัพเกรดคุณสมบัติใหม่เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงได้โดดเด่นเต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีระบบตัดเสียงรบกวนที่อยู่ในหูฟังรุ่นยอดนิยมอย่าง WH-1000XM3 มาผสานเข้ากับจุดเด่นของเสียงเบสที่หนักแน่นทรงพลัง ช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในการฟังเพลงอย่างเต็มอรรถรสยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยโหมด Quick Attention สำหรับควบคุมการรับเสียงจากภายนอกด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้นิ้วสัมผัสไปที่หูฟังด้านขวา ความดังของเสียงเพลงจะถูกลดระดับลงมาทันทีเพื่อให้คุณได้ยินเสียงจากภายนอกผ่านเข้าไปในหูฟัง รวมถึงสามารถหยุดเล่นเพลงชั่วคราวและปรับระดับเสียงให้เหมาะกับการใช้งานระหว่างเดินทาง ทั้งยังรองรับการใช้งาน Google Assistance และ Amazon Alexa อีกด้วย เพื่อให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเล่นเพลงที่ชอบได้อย่างสนุกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ตัวหูฟังยังได้การออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยวัสดุอย่างดีให้สัมผัสนุ่มใส่สบาย ทำให้คุณสามารถฟังเพลงได้ต่อเนื่องยาวนาน โดยใช้งานได้ต่อเนื่องนานถึง 30 ชั่วโมง และชาร์จเพียง 10 นาทีสามารถใช้งานได้ถึง 60 นาที รองรับระบบเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านสัญญาณ Bluetooth และ NFC รวมถึงมีไมค์ในตัว ควบคุมด้วยระบบสัมผัส และแอปพลิเคชั่นปรับแต่งเสียงอย่าง Sony Headphones Connect ที่ให้คุณเลือกปรับแต่งเสียงได้เพื่อฟังเพลงในแนวเสียงที่ตามที่ต้องการ พร้อมวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม ศกนี้ ในราคา7,990 บาท โดยมี 2 สีให้เลือกคือสีดำ และสีน้ำเงิน

นอกจากนี้ โซนี่ยังมีหูฟังไร้สายรุ่นใหม่มาเสริมทัพเอาใจผู้บริโภคชื่นชอบการฟังเพลงได้ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีอย่างเต็มอิ่มในราคาย่อมเยาว์ แต่ยังได้คุณภาพสียงที่ดีและรองรับการใช้งานที่ยาวนานอีกด้วย ทั้ง WI-C200 เป็นหูฟังแบบ in-ear ไร้สายที่จะทำให้คนรักดนตรีได้เพลิดเพลินกับการฟังเสียงเพลงอย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลาด้วยน้ำหนักที่เบาและใช้งานง่าย พร้อมมีไมโครโฟนในตัว แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 15 ช.ม. ราคาประหยัดเพียง 1,590 บาท มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำและสีขาว นอกจากนี้ยังมีรุ่น WI-C310 ที่มาพร้อมการออกแบบด้วยวัสดุเมทาลิคพร้อมสายแบบแบน ด้วยราคาเพียง1,790 บาท มีให้เลือก 4 สี ได้แก่สีดำ สีขาว สีน้ำเงิน และสีทอง

ผลิตภัณฑ์ลำโพงไร้สายแบบพกพาตระกูล Extra Bass

  • SRS-XB12

ลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดกะทัดรัดที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยการออกแบบมาในรูปทรงกระบอกกลมมน น้ำหนักเบา พร้อมกับสายคล้องแบบถอดได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการพกพาไปแฮงเอ้าท์นอกสถานที่กับเพื่อนได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ตัวลำโพงยังผลิตจากวัสดุชั้นเยี่ยมทำให้แข็งแรงทนทาน แถมยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีเสียงชั้นยอดมากมาย อาทิ EXTRA BASS ที่จะทำให้คุณดื่มด่ำกับเบสที่ทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยีป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 ซึ่งจะช่วยให้คุณสนุกสุดเหวี่ยงกับปาร์ตี้ริมสระอย่างเต็มอิ่มยิ่งขึ้นโดยไร้กังวลแม้ลำโพงคู่ใจจะเปียกน้ำ และยังรองรับระบบเชื่อมต่อแบบไร้สาย ผ่านเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง Bluetooth เพื่อความสะดวกในการจับคู่ลำโพงสองตัวเข้าด้วยกันสามารถเลือกฟังเป็นเสียงแบบสเตอริโอเพื่อฟังเพลงอย่างมีอรรถรสยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ ตัวลำโพงยังสามารถควบคุมการทำงานทั้งการรับสายโทรศัพท์ เพิ่มและลดเสียง โดยสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 16 ชั่วโมง มีให้เลือกด้วยกัน 6 สี คือ สีดำ แดง น้ำเงิน เขียว เทา และม่วง วางจำหน่ายแล้วในราคา 1,990 บาท

  • SRS-XB22

ลำโพงไร้สายแบบพกพาที่ได้รับการออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัดและผลิตจากวัสดุยางซิลิโคนชั้นเยี่ยมให้ความแข็งแรงทนทานจับถนัดไม่หลุดมือเพื่อตอบโจทย์คนรักเสียงเพลงแนว EDM ที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมหนัก ๆ ได้เพลินไปกับงานปาร์ตี้ได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องกลัวว่าลำโพงคู่ใจจะเสียหายจากแรงกระแทก แถมอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีเสียงชั้นยอด อาทิ EXTRA BASS และ DSP ที่จะทำให้คุณสร้างบรรยากาศงานปาร์ตี้ให้สนุกสุดเหวี่ยงยิ่งขึ้นด้วยเสียงเบสหนักแน่นทรงพลัง พร้อมรองรับระบบเชื่อมต่อ NFC One-touch และ Bluetooth สำหรับการเชื่อมต่อใช้งานกับอุปกรณ์อื่น ๆ อาทิ สมาร์ทโฟน เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยไฟ LED เพิ่มบรรยากาศความสนุกสนานในระหว่างการเล่นเพลงอีกด้วย รวมถึงมีซาวด์เอฟเฟกต์ และ Party Booster ที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนลำโพงเป็นเครื่องเคาะให้เสียงเครื่องดนตรีได้มันส์สะใจมากขึ้น แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 12 ชั่วโมงโดยมีให้เลือกด้วยกัน สีคือ สีดำ แดง น้ำเงิน เขียว และเทา วางจำหน่ายแล้วในราคา 3,990 บาท

  • SRS-XB32

ลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดกลางที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับคนชอบปาร์ตี้และรักในเสียงดนตรีได้สนุกสุดมันส์ยิ่งกว่าเดิม ด้วยไฟหลากสีสันที่มาพร้อมลำโพงซึ่งสามารถซิงค์เข้ากับจังหวะเสียงเพลงที่กำลังเล่น ทำให้คุณสามารถเปลี่ยนสีของไฟที่ออกมารอบลำโพงให้เข้ากับเสียงเพลงและบรรยากาศในงานปาร์ตี้ของคุณได้ ทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี EXTRA BASS และ Live Sound ที่จะให้พลังเบสสุดกระหึ่มและเสียงที่มีความสมจริงเหมือนกับการฟังดนตรีสดเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย ผ่านเทคโนโลยีอย่าง NFC และ SongPal ( Music Center) ที่จะช่วยเชี่อมต่อและควบคุมความบันเทิงแบบไร้สาย รวมถึงมี Party Chain เพื่อเชื่อมต่อลำโพงเข้าด้วยกันมากถึง 100 ตัวเพื่อทำเป็น Stereo Sound ด้วยเทคโนโลยี Bluetooth โดยสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง แต่หากเปิดไฟใช้งานได้ยาวนานถึง 14 ชั่วโมง และยังสามารถชาร์จอุปกรณ์พกพาได้อีกด้วย มีให้เลือก 5 สี คือสีดำ แดง น้ำเงิน เขียว และเทา วางจำหน่ายแล้วในราคา 5,490 บาท

ผลิตภัณฑ์ Premium ในตระกูล Extra Bass

Life Space UX – Glass Sound Speakers

  • LSPX-S2

ลำโพงแก้วไร้สายรุ่นล่าสุดจากโซนี่ ที่มาพร้อมดีไซน์เรียบหรูขนาดกะทัดรัดเพื่อการฟังเพลงอย่างสไตล์ ด้วยการออกแบบให้เป็นโคมไฟทรงกระบอกที่ให้แสงสว่างภายในห้องด้วยหลอดฟิลาเมนท์ LED ทำให้คุณสามารถปรับแสงสว่างให้เข้ากับพื้นที่ได้มากถึง 32 ระดับทีเดียว และหากต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายคุณก็สามารถจะแปลงบ้านให้เป็นพื้นที่ที่ผ่อนคลายได้อย่างง่ายดายด้วยโหมดแสงเทียนซึ่งจะให้แสงกะพริบได้เหมือนแสงเทียนจริงอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศา (Advanced Vertical Drive Technology) และมี Actuator ซึ่งจะช่วยสร้างแรงสั่นสะเทือนออกมาเป็นเสียงรอบทิศทาง เพื่อสร้างสุนทรีย์ภาพทางเสียงให้รอบบ้าน รวมถึงมีวูฟเฟอร์และมิดเรนจ์ขนาดเล็ก ทำให้ได้เสียงที่แม่นยำ ชัดใสเต็มอรรถรสจากทุกมุมของบ้าน พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านเทคโนโลยีอย่าง NFC และ Bluetooth รวมถึงสามารถใช้ Wireless Multi-Room เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสียงอื่น ๆ ได้มากถึง 10 เครื่อง พร้อมรองรับการใช้งาน Spotify Connect เพียงกดปุ่ม Push & Play คุณก็สามารถเข้าถึงเพลงโปรดได้อย่างง่ายดาย โดยใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง       8 ชั่วโมง วางจำหน่ายแล้วในราคา 17,990 บาท

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Home Entertainment

  • HT-X8500

นับเป็นลำโพง Sound Bar ที่มีเอกลักษณ์ในแบบบาร์เดี่ยวมาพร้อม built-in subwoofer ในตัวโดดเด่นด้วยดีไซน์อันเพรียวบางขนาดกะทัดรัดเพื่อมอบความหรูหราเข้ากับด้านหน้าทีวีในห้องนั่งเล่นของคุณได้อย่างลงตัว โดยมาพร้อมกับคุณภาพเสียงเซอร์ราวด์สุดกระหึ่มราวกับยกโรงภาพนตร์มาไว้ในห้องนั่งเล่นเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีเสียง Dolby Atmos 2.1/DTS:X ทำให้สามารถเพลิดเพลินไปกับเสียง Deep Bass และเทคโนโลยี Vertical Surround Engine ที่จะช่วยให้คุณเพลิดเพลินไปกับเสียงคุณภาพแบบสามมิติรอบทิศทางเลยทีเดียว  

ยิ่งไปกว่านั้น ยังรองรับ HDMI eARC เพื่อใช้ในการรับสัญญาณเสียงระดับสูงจากทีวี ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับทีวีผ่านเทคโนโลยีอย่าง Bluetooth เพื่อให้คุณรับความบันเทิงได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ในราคา 14,990 บาท

ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียง High Power Audio System

  • V Series

นับเป็นสุดยอดชุดเครื่องเสียงรุ่นล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจผู้ที่ชื่นชอบการจัดงานปาร์ตี้หรือความบันเทิงแบบสุดเหวี่ยงภายในบ้าน โดยมาพร้อมกับสุดยอดเทคโนโลยีเสียงอันทรงพลัง Jet Bass Booster ซึ่งจะให้เสียงเบสที่แน่นและระยะไกลยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยกระจายเสียงเพลงให้ดังกระหึ่มครอบคลุมพื้นที่งานปาร์ตี้อีกด้วย ทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับเพลงที่ทรงพลังทั่วสถานที่ยิ่งขึ้น พร้อมกับมี Vertical Gesture Control ที่พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้คุณสามารถเปลี่ยนโทนเสียงของเสียงไมค์ได้อย่างสนุกสนานและง่ายดายผ่านการควบคุมด้วยท่าทางสนุก ๆ และโบกมือตามแนวตั้งแค่ครั้งเดียว ทั้งยังเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นด้วย Party Light ผ่าน Fiestable ซึ่งจะช่วยสร้างสีสัน และความมันสะใจให้งานปาร์ตี้คุณแน่นอน ในระดับราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 4,990 บาท ถึง 15,990 บาท

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร 02-715-6100 หรือเยี่ยมชม www.sony.co.th และทดลองประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ได้ที่โชว์รูมโซนี่ สโตร์ ทุกสาขา ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ และร้านค้าผู้แทนจำหน่ายที่เลือกสรร

from:https://www.flashfly.net/wp/261768

โซนี่ไทย ส่ง WF-1000XM3 ปลุกกระแสตลาดหูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวนคุณภาพสูง พร้อมกองทัพผลิตภัณฑ์เสียงเพื่อความบันเทิงครบครัน

 

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ฟังเพลงคุณภาพให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวไลน์อัพผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงรุ่นใหม่ล่าสุดบุกตลาด

นำทัพโดยกลุ่มหูฟังไร้สายแบบ Truly Wireless ระดับเรือธงในตระกูล 1000รุ่น “WF-1000XM3” หูฟังไร้สายแบบอินเอียร์ที่โดดเด่นด้วยระบบตัดเสียงรบกวนระดับไฮเอนด์ พร้อมฟีเจอร์การใช้งานสุดไฮเทคครบครันเป็นหัวหอกในการทำตลาด

รวมทั้งเพิ่มไลน์อัพในกลุ่มหูฟังและลำโพงไร้สายระดับพรีเมี่ยมในตระกูล Extra Bass ที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ในการฟังเพลงให้กับนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่หลงใหลในพลังเบสและเสียงที่สมจริงเสมือนราวกับฟังดนตรีสดโดยเฉพาะ

พร้อมกับแนะนำลำโพงแก้วไร้สาย LSPX-S2 รุ่นใหม่ รวมทั้งลำโพง Sound Bar และชุดเครื่องเสียงขนาดกะทัดรัด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเสียงอันล้ำสมัยและฟังก์ชั่นการทำงานอันชาญฉลาด เพื่อเติมเต็มความต้องการของนักฟังเพลงรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์และต้องการฟังเพลงคุณภาพสูงในทุกที่ทุกเวลาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มยิ่งขึ้น

 

Sony

มร. มาซากิ มัทซูมาเอะ (Mr. Masaki Matsumae) กรรมการผู้จัดการ โซนี่ ไทย จ.ก. (Managing Director – Sony Thai Co., Ltd.) เปิดเผยว่า “โซนี่มุ่งมั่นให้ความสำคัญในการพัฒนาและสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้านเสียงอย่างไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้เราคิดค้นวัตกรรมที่ถ่ายทอดเสียงที่มีคุณภาพสูงสุดตอบรับการฟังเพลง และรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย

โดยคำนึงถึงการใช้งานที่สะดวกสบายสอดรับกับพฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้อย่างลงตัว เช่นเดียวกับเทคโนโลยี Noise Canceling หรือระบบตัดเสียงรบกวนที่โซนี่ได้พัฒนาขึ้น และนำมาใช้ในหูฟังของโซนี่ จนได้รับการยอมรับอย่างดียิ่งทั้งจากสื่อมวลชน และผู้ใช้ทั่วโลก

และส่งผลให้ธุรกิจหูฟังของโซนี่จากปี 2015 ถึงปัจจุบันมีการเติบโตขึ้น  3 เท่า โดยเฉพาะหลังจากการเปิดตัวหูฟังไร้สาย Noise Canceling แบบครอบหูรุ่น WH-1000XM3 ส่งผลให้โซนี่ขึ้นแท่นผู้นำในตลาดหูฟังแบบครอบหูด้วยส่วนแบ่งการตลาด 34% (เชิงมูลค่า) และครองส่วนแบ่งถึง 70% ในตลาดหูฟังแบบ Noise Cancelling

ในวันนี้ โซนี่จึงพร้อมแนะนำหูฟังตัดเสียงรบกวนแบบไร้สายระดับพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุดคือ  WF-1000XM3 ที่มีขนาดเล็ก กะทัดรัด แต่อัดแน่นด้วยคุณภาพเสียง และสุดยอดเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนที่ได้รับการถ่ายทอดคุณสมบัติจากรุ่นพี่ WH-1000XM3 มาอย่างครบถ้วน

โซนี่มั่นใจว่า WF-1000XM3 จะตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในเรื่องของคุณภาพ และการใช้งาน และคาดว่าจะส่งผลให้โซนี่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจผลิตภัณฑ์หูฟังไร้สายให้เติบโตขึ้นอีก 3 เท่าภายในปีนี้”

ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องเสียงจากโซนี่ ประกอบด้วย

ผลิตภัณฑ์หูฟังไร้สายในตระกูล 1000X

  • WF-1000XM3

เป็นสุดยอดหูฟังไร้สายระบบตัดเสียงรบกวนแบบ Truly Wireless รุ่นแรกที่มีการนำเทคโนโลยีการนำเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบ HD Noise Cancelling Processor QN1e ซึ่งบรรจุอยู่ในหูฟังรุ่นพี่อย่าง  WH-1000Xm3 มาใช้งานกับหูฟัง Truly Wireless ขนาดเล็ก เพื่อมอบประสบการณ์ฟังเพลงที่เหนือระดับยิ่งกว่าเดิม ผสานกับจุดเด่นของเทคโนโลยี Dual Noise Sensor ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งจะช่วยกรองเสียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ดีกว่าเดิม ทั้งตัดเสียงรบกวนบนท้องถนน และเสียงสนทนารอบข้างได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผู้ใช้เพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวได้อย่างเต็มอรรถรสและปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงรองรับการประมวลสัญญาณเสียงดิจิทัลแบบ 24 bit พร้อมเทคโนโลยีเสียง DSEE HX Digital Sound Enhancement Engine ที่จะยกระดับปรับปรุงคุณภาพของสัญญาณที่ถูกบีบอัดมาจากต้นฉบับ ให้มีคุณภาพเสียงใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด

นอกจากนี้ WF-1000XM3 ยังมาพร้อมฟังก์ชั่น Adaptive Sound Control คุณสมบัติที่ช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานและตั้งค่าเสียงการตัดเสียงรบกวน และการรับเสียงจากภายนอกอัตโนมัติเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในสถานการณ์นั้นๆ ทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยโหมด Quick Attention สำหรับควบคุมการรับเสียงจากภายนอกด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้นิ้วสัมผัสไปที่หูฟังด้านซ้าย ความดังของเสียงเพลงจะถูกลดระดับลงมาทันทีเพื่อให้คุณได้ยินเสียงจากภายนอกผ่านเข้าไปในหูฟัง

รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านสัญญาณ Bluetooth® เวอร์ชั่น 5.0 และ NFC ซึ่งได้รับการปรับปรุงขึ้นใหม่เพื่อให้หูฟังทั้งสองข้างสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้โดยตรง ขณะที่ตัวหูฟังมีขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบาเพียงข้างละ  8.5  กรัม สวมใส่สบาย แถมพกพาสะดวกด้วยกล่องบรรจุเพื่อจัดเก็บ และชาร์จไฟพร้อมกันในตัว เมื่อตัวหูฟังถูกเสียบกลับลงในกล่องเคส

โดยหูฟังสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 6 ชั่วโมงเมื่อเปิด Noise Cancelling และสามารถชาร์จได้อีก 3 ครั้งเพียงเก็บลงในกล่องเคส ทำให้ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีระบบ Quick Charge ที่สามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้นานถึง 90 นาที เมื่อชาร์จไฟเพียง 10 นาทีเท่านั้น โดยสายชาร์จจะเป็นแบบ USB Type C พร้อมวางจำหน่ายในราคา  8,990 บาท โดยจะมี 2 สีให้เลือกคือสีดำ และสีเงิน

ผลิตภัณฑ์หูฟังในตระกูล Extra Bass

  • WH-XB700

หูฟังครอบหูแบบไร้สายในตระกูล Extra Bass ที่จะทำให้คนรักเสียงเพลงสามารถเพลิดเพลินกับการฟังเสียงดนตรีสุดโปรดได้อย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลา ด้วยการออกแบบที่เพรียวบาง มีน้ำหนักเบาอยู่ที่ 195 กรัม และยังหมุนพับเก็บได้ง่าย ทำให้สวมใส่สบายและสามารถจะพกพาไปฟังเพลงได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ตัวแพดหูฟังบุด้วยฟองน้ำหุ้มด้วยหนังเทียม จึงช่วยกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้เป็นอย่างดี พร้อมมีไมโครโฟนบิวท์อิน และ Voice Assistance ทำให้สามารถสลับการฟังเพลงและคุยโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องถอดหูฟัง

นอกจากนี้ ยังโดดเด่นในเรื่องคุณภาพเสียงจากไดร์เวอร์ขับเสียงขนาด 30 ม.ม. รวมถึงให้เบสทรงพลังสัมผัสถึงความลึกและความชัดเจนของเสียงร้องได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังมีระบบ Quick Charge ที่ทำให้คนรักเสียงดนตรีสามารถฟังเพลงได้นานต่อเนื่องถึง 90 นาที เพียงชาร์จไฟแค่ 10 นาที จึงไม่ต้องกัวลว่าแบตเตอรี่จะหมดแม้ขณะเดินทาง พร้อมรองรับการใช้งาน Google Assistance และ Amazon Alexa อีกด้วย เพื่อให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเล่นเพลงที่ชอบได้อย่างสนุกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันตัวหูฟังยังรองการปรับแต่ง EQ ผ่านแอพพลิเคชั่น Sony Headphones Connect โดยสามารถฟังเพลงได้ยาวนานถึง 30 ชั่วโมง พร้อมวางจำหน่าย ในราคา 4,990 บาท โดยจะมี 2 สีให้เลือกคือ สีดำ และสีน้ำเงิน

  • WH-XB900N

เป็นผลิตภัณฑ์หูฟังครอบหูแบบไร้สายระดับพรีเมี่ยมในตระกูล Extra Bass ที่ได้รับการอัพเกรดคุณสมบัติใหม่เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงได้โดดเด่นเต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีระบบตัดเสียงรบกวนที่อยู่ในหูฟังรุ่นยอดนิยมอย่าง WH-1000XM3 มาผสานเข้ากับจุดเด่นของเสียงเบสที่หนักแน่นทรงพลัง ช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในการฟังเพลงอย่างเต็มอรรถรสยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยโหมด Quick Attention สำหรับควบคุมการรับเสียงจากภายนอกด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้นิ้วสัมผัสไปที่หูฟังด้านขวา ความดังของเสียงเพลงจะถูกลดระดับลงมาทันทีเพื่อให้คุณได้ยินเสียงจากภายนอกผ่านเข้าไปในหูฟัง รวมถึงสามารถหยุดเล่นเพลงชั่วคราวและปรับระดับเสียงให้เหมาะกับการใช้งานระหว่างเดินทาง ทั้งยังรองรับการใช้งาน Google Assistance และ Amazon Alexa อีกด้วย เพื่อให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเล่นเพลงที่ชอบได้อย่างสนุกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ตัวหูฟังยังได้การออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยวัสดุอย่างดีให้สัมผัสนุ่มใส่สบาย ทำให้คุณสามารถฟังเพลงได้ต่อเนื่องยาวนาน โดยใช้งานได้ต่อเนื่องนานถึง 30 ชั่วโมง และชาร์จเพียง 10 นาทีสามารถใช้งานได้ถึง 60 นาที รองรับระบบเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านสัญญาณ Bluetooth และ NFC รวมถึงมีไมค์ในตัว ควบคุมด้วยระบบสัมผัส และแอปพลิเคชั่นปรับแต่งเสียงอย่าง Sony Headphones Connect ที่ให้คุณเลือกปรับแต่งเสียงได้เพื่อฟังเพลงในแนวเสียงที่ตามที่ต้องการ พร้อมวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม ศกนี้ ในราคา 7,990 บาท โดยมี 2 สีให้เลือกคือ สีดำ และสีน้ำเงิน

นอกจากนี้ โซนี่ยังมีหูฟังไร้สายรุ่นใหม่มาเสริมทัพเอาใจผู้บริโภคชื่นชอบการฟังเพลงได้ดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีอย่างเต็มอิ่มในราคาย่อมเยาว์ แต่ยังได้คุณภาพสียงที่ดีและรองรับการใช้งานที่ยาวนานอีกด้วย ทั้ง WI-C200 เป็นหูฟังแบบ in-ear ไร้สายที่จะทำให้คนรักดนตรีได้เพลิดเพลินกับการฟังเสียงเพลงอย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลาด้วยน้ำหนักที่เบาและใช้งานง่าย พร้อมมีไมโครโฟนในตัว แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 15 ช.ม. ราคาประหยัดเพียง 1,590 บาท มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำและสีขาว นอกจากนี้ยังมีรุ่น WI-C310 ที่มาพร้อมการออกแบบด้วยวัสดุเมทาลิคพร้อมสายแบบแบน ด้วยราคาเพียง 1,790 บาท มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว สีน้ำเงิน และสีทอง

ผลิตภัณฑ์ลำโพงไร้สายแบบพกพาตระกูล Extra Bass

  • SRS-XB12

ลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดกะทัดรัดที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยการออกแบบมาในรูปทรงกระบอกกลมมน น้ำหนักเบา พร้อมกับสายคล้องแบบถอดได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการพกพาไปแฮงเอ้าท์นอกสถานที่กับเพื่อนได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ตัวลำโพงยังผลิตจากวัสดุชั้นเยี่ยมทำให้แข็งแรงทนทาน แถมยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีเสียงชั้นยอดมากมาย อาทิ EXTRA BASS ที่จะทำให้คุณดื่มด่ำกับเบสที่ทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยีป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 ซึ่งจะช่วยให้คุณสนุกสุดเหวี่ยงกับปาร์ตี้ริมสระอย่างเต็มอิ่มยิ่งขึ้นโดยไร้กังวลแม้ลำโพงคู่ใจจะเปียกน้ำ

และยังรองรับระบบเชื่อมต่อแบบไร้สาย ผ่านเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง Bluetooth เพื่อความสะดวกในการจับคู่ลำโพงสองตัวเข้าด้วยกันสามารถเลือกฟังเป็นเสียงแบบสเตอริโอเพื่อฟังเพลงอย่างมีอรรถรสยิ่งกว่าเดิม

นอกจากนี้ ตัวลำโพงยังสามารถควบคุมการทำงานทั้งการรับสายโทรศัพท์ เพิ่มและลดเสียง โดยสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 16 ชั่วโมง มีให้เลือกด้วยกัน 6 สี คือ สีดำ แดง น้ำเงิน เขียว เทา และม่วง วางจำหน่ายแล้วในราคา 1,990 บาท

  • SRS-XB22

ลำโพงไร้สายแบบพกพาที่ได้รับการออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัดและผลิตจากวัสดุยางซิลิโคนชั้นเยี่ยมให้ความแข็งแรงทนทานจับถนัดไม่หลุดมือเพื่อตอบโจทย์คนรักเสียงเพลงแนว EDM ที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมหนัก ๆ ได้เพลินไปกับงานปาร์ตี้ได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องกลัวว่าลำโพงคู่ใจจะเสียหายจากแรงกระแทก แถมอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีเสียงชั้นยอด อาทิ EXTRA BASS และ DSP ที่จะทำให้คุณสร้างบรรยากาศงานปาร์ตี้ให้สนุกสุดเหวี่ยงยิ่งขึ้นด้วยเสียงเบสหนักแน่นทรงพลัง

พร้อมรองรับระบบเชื่อมต่อ NFC One-touch และ Bluetooth สำหรับการเชื่อมต่อใช้งานกับอุปกรณ์อื่น ๆ อาทิ สมาร์ทโฟน เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยไฟ LED เพิ่มบรรยากาศความสนุกสนานในระหว่างการเล่นเพลงอีกด้วย รวมถึงมีซาวด์เอฟเฟกต์ และ Party Booster ที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนลำโพงเป็นเครื่องเคาะให้เสียงเครื่องดนตรีได้มันส์สะใจมากขึ้น แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 12 ชั่วโมง โดยมีให้เลือกด้วยกัน สีคือ สีดำ แดง น้ำเงิน เขียว และเทา วางจำหน่ายแล้วในราคา 3,990 บาท

  • SRS-XB32

ลำโพงไร้สายแบบพกพาขนาดกลางที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับคนชอบปาร์ตี้และรักในเสียงดนตรีได้สนุกสุดมันส์ยิ่งกว่าเดิม ด้วยไฟหลากสีสันที่มาพร้อมลำโพงซึ่งสามารถซิงค์เข้ากับจังหวะเสียงเพลงที่กำลังเล่น ทำให้คุณสามารถเปลี่ยนสีของไฟที่ออกมารอบลำโพงให้เข้ากับเสียงเพลงและบรรยากาศในงานปาร์ตี้ของคุณได้ ทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี EXTRA BASS และ Live Sound ที่จะให้พลังเบสสุดกระหึ่มและเสียงที่มีความสมจริงเหมือนกับการฟังดนตรีสดเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย ผ่านเทคโนโลยีอย่าง NFC และ SongPal ( Music Center) ที่จะช่วยเชี่อมต่อและควบคุมความบันเทิงแบบไร้สาย รวมถึงมี Party Chain เพื่อเชื่อมต่อลำโพงเข้าด้วยกันมากถึง 100 ตัวเพื่อทำเป็น Stereo Sound ด้วยเทคโนโลยี Bluetooth โดยสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง แต่หากเปิดไฟใช้งานได้ยาวนานถึง 14 ชั่วโมง และยังสามารถชาร์จอุปกรณ์พกพาได้อีกด้วย มีให้เลือก 5 สี คือสีดำ แดง น้ำเงิน เขียว และเทา วางจำหน่ายแล้วในราคา 5,490 บาท

ผลิตภัณฑ์ Premium ในตระกูล Extra Bass

Life Space UX – Glass Sound Speakers

  • LSPX-S2

ลำโพงแก้วไร้สายรุ่นล่าสุดจากโซนี่ ที่มาพร้อมดีไซน์เรียบหรูขนาดกะทัดรัดเพื่อการฟังเพลงอย่างสไตล์ ด้วยการออกแบบให้เป็นโคมไฟทรงกระบอกที่ให้แสงสว่างภายในห้องด้วยหลอดฟิลาเมนท์ LED ทำให้คุณสามารถปรับแสงสว่างให้เข้ากับพื้นที่ได้มากถึง 32 ระดับทีเดียว และหากต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายคุณก็สามารถจะแปลงบ้านให้เป็นพื้นที่ที่ผ่อนคลายได้อย่างง่ายดายด้วยโหมดแสงเทียนซึ่งจะให้แสงกะพริบได้เหมือนแสงเทียนจริงอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศา (Advanced Vertical Drive Technology) และมี Actuator ซึ่งจะช่วยสร้างแรงสั่นสะเทือนออกมาเป็นเสียงรอบทิศทาง เพื่อสร้างสุนทรีย์ภาพทางเสียงให้รอบบ้าน รวมถึงมีวูฟเฟอร์และมิดเรนจ์ขนาดเล็ก ทำให้ได้เสียงที่แม่นยำ ชัดใสเต็มอรรถรสจากทุกมุมของบ้าน

พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านเทคโนโลยีอย่าง NFC และ Bluetooth รวมถึงสามารถใช้ Wireless Multi-Room เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสียงอื่น ๆ ได้มากถึง 10 เครื่อง พร้อมรองรับการใช้งาน Spotify Connect เพียงกดปุ่ม Push & Play คุณก็สามารถเข้าถึงเพลงโปรดได้อย่างง่ายดาย โดยใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 8 ชั่วโมง วางจำหน่ายแล้วในราคา 17,990 บาท

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Home Entertainment

  • HT-X8500

นับเป็นลำโพง Sound Bar ที่มีเอกลักษณ์ในแบบบาร์เดี่ยวมาพร้อม built-in subwoofer ในตัวโดดเด่นด้วยดีไซน์อันเพรียวบางขนาดกะทัดรัดเพื่อมอบความหรูหราเข้ากับด้านหน้าทีวีในห้องนั่งเล่นของคุณได้อย่างลงตัว โดยมาพร้อมกับคุณภาพเสียงเซอร์ราวด์สุดกระหึ่มราวกับยกโรงภาพนตร์มาไว้ในห้องนั่งเล่นเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีเสียง Dolby Atmos 2.1/DTS:X ทำให้สามารถเพลิดเพลินไปกับเสียง Deep Bass และเทคโนโลยี Vertical Surround Engine ที่จะช่วยให้คุณเพลิดเพลินไปกับเสียงคุณภาพแบบสามมิติรอบทิศทางเลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ยังรองรับ HDMI eARC เพื่อใช้ในการรับสัญญาณเสียงระดับสูงจากทีวี ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับทีวีผ่านเทคโนโลยีอย่าง Bluetooth เพื่อให้คุณรับความบันเทิงได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ในราคา 14,990 บาท

ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียง High Power Audio System

  • V Series

นับเป็นสุดยอดชุดเครื่องเสียงรุ่นล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจผู้ที่ชื่นชอบการจัดงานปาร์ตี้หรือความบันเทิงแบบสุดเหวี่ยงภายในบ้าน โดยมาพร้อมกับสุดยอดเทคโนโลยีเสียงอันทรงพลัง Jet Bass Booster ซึ่งจะให้เสียงเบสที่แน่นและระยะไกลยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยกระจายเสียงเพลงให้ดังกระหึ่มครอบคลุมพื้นที่งานปาร์ตี้อีกด้วย ทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับเพลงที่ทรงพลังทั่วสถานที่ยิ่งขึ้น

พร้อมกับมี Vertical Gesture Control ที่พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้คุณสามารถเปลี่ยนโทนเสียงของเสียงไมค์ได้อย่างสนุกสนานและง่ายดายผ่านการควบคุมด้วยท่าทางสนุก ๆ และโบกมือตามแนวตั้งแค่ครั้งเดียว ทั้งยังเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นด้วย Party Light ผ่าน Fiestable ซึ่งจะช่วยสร้างสีสัน และความมันสะใจให้งานปาร์ตี้คุณแน่นอน ในระดับราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 4,990 บาท ถึง 15,990 บาท

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร 02-715-6100 หรือเยี่ยมชม www.sony.co.th และทดลองประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ได้ที่โชว์รูมโซนี่ สโตร์ ทุกสาขา ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ และร้านค้าผู้แทนจำหน่ายที่เลือกสรร

 

from:http://mobileocta.com/sony-thailand-delivered-wf-1000xm3-to-wake-the-market-of-high-quality-noise-canceling-wireless-headphones/

Sony Thai ขนกองทัพเครื่องเสียงเอาใจเหล่าแฟนๆ อารยธรรมด้วยหูฟังไร้สาย, หูฟัง Extra Bass, ลำโพงไร้สาย และสินค้าอื่นๆ อีกเพียบ

หลังจากที่ Sony ได้เปิดตัวหูฟังไร้สายระดับพรีเมี่ยมอย่าง WF-1000XM3 ออกมา ให้เหล่านักฟังทั้งหลายเกิดกิเลสจนกระเป๋าตังค์สั่นงั่กๆ เพราะความเทพกันมาแล้ว แต่ก็ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะ Sony Thai ยังได้นำเอากองทัพสินค้าเครื่องเสียงเด็ดๆ ที่เรียกได้ว่าตอบโจทย์นักฟังทุกระดับเข้ามาให้ได้เลือกซื้อไปเป็นเจ้าของกันอีกด้วย

หูฟังไร้สาย

WF-1000XM3

เริ่มกันด้วยสินค้าประเภทหูฟังไร้สายซีรีส์ 1000x รุ่นล่าสุด WF-1000XM3 ที่พึ่งเปิดตัวและวางจำหน่ายในบ้านเราแบบสดๆ ร้อนๆ ไปไม่นานนี้ โดยหูฟังนี้เป็นหูฟังแบบ True Wireless ระดับไฮเอนด์ที่มีทั้งเทคโนโลยีตัดเสียง HD Noise Cancelling Processor QN1e พร้อมกับเทคโนโลยีเสียง DSEE HX Digital Sound Enhancement Engine ที่จะปรับปรุงคุณภาพเสียงที่ถูกบีบอัดให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด

WF-1000XM3 วางจำหน่ายแล้วในราคา 8,990 บาท โดยมีให้เลือก 2 สี คือสีดำ และสีเงิน

 

WH-XB700

ต่อด้วยหูฟังซีรีส์ Extra Bass รุ่น WH-XB700 ซึ่งเป็นหูฟังครอบหูแบบไร้สายน้ำหนักเบาแค่ 195 กรัม แถมยังพับเก็บได้ เพิ่มความสะดวกสบายในการพกพาเข้าไปอีก ส่วนเรื่องพลังเสียงก็หายห่วง เพราะมากับไดรเวอร์ขนาด 30 มม. และเบสอันแสนทรงพลัง เรื่องแบตเตอรี่ก็ฟังกันจนลืมชาร์จไปเลย เพราะ WH-XB700 สามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 30 ชม. และยังมีระบบชาร์จไวที่แค่ชาร์จเพียง 10 นาที ก็ใช้งานต่อได้ถึง 90 นาที

WH-XB700 วางจำหน่ายแล้วในราคา 4,990 บาท มีให้เลือก 2 สี คือสีดำ และสีน้ำเงิน

 

WH-XB900N

หูฟังครอบหูไร้สายซีรีส์ Extra Bass อีกหนึ่งรุ่น โดยรุ่นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การใช้เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบเดียวกับที่ใช้ในหูฟังรุ่นใหญ่อย่าง WH-1000XM3 บวกกับเสียงเบสอันทรงพลัง เพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงให้มากขึ้นไปอีก และยังมีระบบ Quick Attention สำหรับรับเสียงจากภายนอกแค่ใช้นิ้วแตะไปที่หูฟังด้านขวา ทำให้ไม่ต้องคอยถอดหูฟังออกเมื่อต้องการจะคุยกับใคร WH-XB900N สามารถฟังเพลงได้ต่อเนื่องถึง 30 ชม. และยังมีระบบชาร์จไวเพียง 10 นาที ก็ใช้งานต่อได้ถึง 60 นาที

WH-XB900N จะวางจำหน่ายภายในเดือนสิงหาคมนี้ ราคา 7,990 บาท มี 2 สีให้เลือกคือ สีดำ และสีน้ำเงิน

 

ลำโพงไร้สาย

SRS-XB12

ใครที่ไม่อยากฟังเพลงคนเดียว แต่อยากให้คนอื่นได้ฟังเพลงสนุกๆ ด้วย ก็ต้องหันมาทางลำโพงไร้สายอย่าง SRS-XB12 ด้วยดีไซน์แบบทรงกระบอก น้ำหนักเบา และมีสายคล้องที่ถอดได้ ทำให้สามารถพกพาเจ้าลำโพงตัวนี้ออกไปไหนมาไหนได้อย่างง่ายดาย แถมตัวลำโพงยังผลิตจากวัสดุที่แข็งแรงทนทาน และกันน้ำกันฝุ่นได้ในระดับ IP67 อีกต่างหาก เรื่องเสียงก็หายห่วงเพราะได้เทคโนโลยี Extra Bass เข้ามาช่วยให้พลังเสียงของลำโพงพกพาตัวนี้กระหึ่มกว่าเดิมอีกด้วย ส่วนแบตเตอรี่ก็อยู่ได้ยาวๆ ถึง 16 ชั่วโมง เรียกว่าปาร์ตี้กันได้ทั้งวันแบตก็ไม่หมด

SRS-XB12 วางจำหน่ายแล้วในราคา 1,990 บาท โดยมีให้เลือกถึง 6 สี คือ สีดำ สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว สีเทา และสีม่วง

 

SRS-XB22

ขยับมาเป็นรุ่นใหญ่ขึ้นอีกหน่อย สำหรับคนที่ต้องการพลังเสียงที่กระหึ่มกว่าเดิม กับ SRS-XB22 ซึ่งตอบโจทย์คนรักเพลงแนวเบสตึ้บๆ อย่าง EDM ด้วยเทคโนโลยีเสียง Extra Bass และ DSP ทำให้พลังเบสที่ออกมาทั้งแน่น ทั้งตึ้บ และทรงพลังสุดๆ แถมยังมีไฟ LED, Sound Effect และ Party Booster มาช่วยเพิ่มบรรยากาศงานปาร์ตี้ให้มันขึ้นไปอีกระดับ ส่วนแบตเตอรี่ของ SRS-XB22 สามารถเล่นเพลงต่อเนื่องได้ยาวๆ ถึง 12 ชม. เลยทีเดียว

SRS-XB22 วางจำหน่ายแล้วในราคา 3,990 บาท มีสีให้เลือกทั้งหมด 5 สี คือ สีดำ สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว และสีเทา

 

SRS-XB32

แต่ถ้าลำโพงไร้สาย 2 รุ่นด้านบนยังไม่กระหึ่มพอ หรือยังสร้างสีสันให้งานปาร์ตี้ไม่พอ ก็ต้องเจอกับ SRS-XB32 ที่มากับเทคโนโลยีเสียง Extrabass และ Live Sound ช่วยเร่งเบสให้กระหึ่มกว่าเดิม และยังให้เสียงที่สมจริงยังกับไปนั่งฟังดนตรีสดกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับงานปาร์ตี้ด้วยระบบไฟหลากสีที่จะกระพริบเข้ากับจังหวะเสียงเพลงที่กำลังเล่นอยู่ด้วย สำหรับแบตเตอรี่ของ SRS-XB32 สามารถเล่นเพลงต่อเนื่องได้ถึง 14 ชม. แถมยังชาร์จไฟให้อุปกรณ์อื่นๆ ได้อีกต่างหาก

SRS-XB32 วางจำหน่ายแล้วในราคา 5,490 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี คือ สีดำ สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว และสีเทา

 

LSPX-S2

สำหรับคนที่ไม่ใช่สายตื๊ด สายปาร์ตี้ Sony ก็ยังมี LSPX-S2 ลำโพงไร้สายดีไซน์เรียบหรูที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนตะเกียงแก้ว เหมาะสุดๆ สำหรับการวางประดับในห้อง เพราะมันสามารถให้ได้ทั้งแสงสว่างจากหลอด LED ที่ปรับแสงได้ถึง 32 ระดับ และยังมีโหมดแสงเทียนที่จะเลียนแบบแสงที่มาจากเปลวเทียนจริงๆ ได้อีกด้วย

เรื่องเสียงก็หายห่วงด้วยระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 360 องศา Advance Vertical Drive Technology แถมด้วยระบบ Actuator ที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนออกมาแบบรอบทิศทาง รวมทั้งยังมีวูฟเฟอร์และมิดเรนจ์ขนาดเล็กอีกด้วย ส่วนแบตเตอรี่ก็สามารถใช้งานได้ยาวๆ แบบต่อเนื่องได้ถึง 8 ชม.

LSPX-S2 วางจำหน่ายแล้วในราคา 17,990 บาท

 

เครื่องเสียง Home Entertainment 

HT-X8500

ลำโพง Sound Bar ที่มี Subwoofer ในตัว และยังมีเทคโนโลยี Dolby Atmos 2.1/DTS:X และ Vertical Surround Engine ที่จะให้เสียงได้สมจริง รอบทิศทางแบบ 3 มิติ แถมยังรองรับ HDMI eARC เพื่อรับสัญญาณเสียงระดับสูงจาก TV ทำให้เสียงที่ออกมาจากลำโพงได้คุณภาพที่ดีที่สุด

HT-X8500 วางจำหน่ายแล้วในราคา 14,990 บาท

 

ใครที่สนใจเครื่องเสียงระดับเทพจากแบรนด์ Sony รุ่นไหน ก็สามารถแวะเวียนเข้าไปทดลองกันได้ตามโชว์รูม Sony Store ทุกสาขา หรือร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายของ Sony ที่ร่วมรายการทั่วประเทศไทย

from:https://droidsans.com/sony-thai-new-entertainment-products/

Sony – มียอดการวางจำหน่าย PlayStation 4 ได้เกิน 100 ล้านเครื่องทั่วโลกแล้ว ต้อนรับการมาของ PS5

ถือว่าเป็นข่าวดีของทาง Sony เลยก็ว่าได้ครับเพราะล่าสุดนั้นได้มีการรายงานออกมาว่าทาง Sony นั้นสามารถที่จะทำยอดการวางจำหน่ายเครื่องเล่นเกมคอนโซลอย่าง PlayStation 4 ได้มากกว่า 100 ล้านเครื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยยอดการจำหน่ายที่เกิดขึ้นนั้นถือได้ว่าแข็งเกร่งมากครับเนื่องจากว่าในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมานั้นทาง Sony ได้ออกมาบอกว่าสามารถที่จะจำหน่าย PS4 รวมไปได้ที่ 96.8 ล้านเครื่อง พอมาถึงไตรมาสที่ 2 นี้ยังสามารถที่จะจำหน่ายได้ดีอย่างต่อเนื่องโดยใน 3 เดือนที่ผ่านมานั้นทาง Sony สามารถทำยอดจำหน่าย PS4 ได้เพิ่มอีก 3.2 ล้านเครื่องเลยทีเดียวครับ

หากอ้างอิงจากคุณ  Daniel Ahmad จากทาง Niko Partners นั้นจะพบว่า Sony เองได้ทำการวางจำหน่าย PS4 มาได้เป็นระยะเวลา 5 ปีกับอีก 7 เดือนครับ ซึ่งด้วยเวลาดังกล่าวนี้เองนั้นทำให้ทาง Sony สามารถที่จะทำยอดการจำหน่ายเครื่องได้มากกว่า PS2 และ Wii มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าในช่อง 2 ปีครึ่งแรกที่เริ่มวางจำหน่ายนั้นทาง Sony จะทำยอดการจำหน่ายไปได้ที่ราวๆ 50 ล้านเครื่องมากก่อนหน้าแล้วก็ตาม

ซึ่งนั่นทำให้มีคนคาดการณ์เอาไว้ว่าทาง Sony เองอาจจะวางจำหน่าย PS4 ไม่ได้เพิ่มมากเท่าไรนัก ทว่าหลังจากที่ทาง Sony เปิดตัว PS4 Slim และ Pro ออกมานั้นกลับกลายเป็นว่ายอดการจำหน่ายของเครื่อง PS4 ทั้งหมดยังสามารถที่จะทำได้ดีอยู่เช่นเดิมครับ

ถึงแม้ว่าในปี 2020 ที่จะถึงนี้ทาง Sony มีแผนการที่จะเปิดตัวเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่อย่าง PS5 ที่มาพร้อมกับสเปคสุดเทพก็ตาม แต่ทว่าก็มีการคาดการณ์กันเอาไว้ครับว่ายอดจำหน่าย PS4 นั้นจะยังคงสามารถทำได้ดีอยู่ งานนี้นั้นก็ต้องแสดงความยินดีกับทาง Sony เขาด้วยล่ะครับ

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/sonys-playstation-4-is-the-fastest-selling-console-to-100-million-global-sales/490461/

เกม “Concrete Genie” พร้อมรองรับภาษาไทยบนเครื่องเกมคอนโซล PlayStation®4 วางจำหน่ายวันที่ 9 ตุลาคม ศกนี้

 

โซนี่ เอนเตอร์เทนเมนต์ สิงคโปร์ ประกาศวันวางจำหน่ายเกม “Concrete Genie” พร้อมรองรับภาษาไทย ในวันที่ 9 ตุลาคม ศกนี้ ราคาแบบแผ่นบลูเรย์ Standard Edition และดิจิทัล Standard Digital Edition ราคา 1,090 บาท และดิจิทัลดาวน์โหลด Digital Deluxe Edition ราคา 1,390 บาท

เกี่ยวกับเกม Concrete Genie

Concrete Genie เป็นเกมแนวแอ็คชั่นผจญภัยจากทีมพัฒนา Pixelopus ของบริษัทโซนี่ อินเตอร์แอคทีฟ เอนเตอร์เทนเมนต์ เกมConcrete Genie ให้คุณได้ติดตามการเดินทางอันแสนอบอุ่นของเด็กหนุ่มที่มักถูกกลั่นแกล้งนามว่า แอช (Ash) ที่ใช้การวาดภาพทิวทัศน์ที่สวยงามและภาพสิ่งมีชีวิตแสนซุกซนที่เรียกว่า Genie เพื่อหลบหนีจากปัญหาชีวิตที่ผ่านพ้นเข้ามา ในเมืองบ้านเกิดของเขาที่มีชื่อว่า Denska ซึ่งเป็นเมืองที่เคยเป็นเมืองชายทะเลอันจอแจแต่ปัจจุบันไม่ได้รับการดูแลรักษา และถูกครอบงำด้วยความมืด

เมื่อแอชลงมือวาดภาพอันแสนงดงาม เขาค้นพบว่าการวาดภาพสามารถทำให้กำแพงเมืองกลับมาสว่างสดใสได้อีกครั้ง มาร่วมค้นพบไปกับแอชว่าเขาจะสามารถผ่านพ้นปัญหาชีวิตไปได้ด้วยการวาดภาพเมืองเกิดของเขาให้กลับมาน่าอยู่อีกครั้งได้หรือไม่

โบนัสสำหรับผู้สั่งจอง และผู้ซื้อล่วงหน้า

Concrete Genie

ผู้สั่งจองผ่านระบบดิจิทัลสามารถเริ่มต้นสั่งจองได้ตั้งแต่วันนี้ ผู้สั่งจองรูปแบบ Standard Digital Edition, Digital Deluxe Edition หรือผู้ซื้อแผ่นดิสก์ระยะแรกๆ จะได้รับเนื้อหาระดับพรีเมี่ยมในรูปแบบดิจิทัล

ทั้งนี้ผู้สั่งจองระบบดิจิทัลและผู้ซื้อระยะแรกๆ เมื่อชำระเงินแล้ว (check out) จะได้รับโบนัสคือ

  • Concrete Genie – Denska Dynamic Theme

ส่วนผู้สั่งจองระบบดิจิทัลยังจะได้รับ

  • Concrete Genie Avatar Set

โบนัสสำหรับผู้สั่งจองล่วงหน้าจะรวมอยู่ในโบนัสของผู้ซื้อระบบดิสก์ด้วยเช่นกัน

สำหรับผู้ซื้อ The Digital Deluxe Edition จะได้รับเกมเต็มรูปแบบ และดิจิทัลโบนัสดังต่อไปนี้:

  • Concrete Genie – Pond Design Pack
  • The Music of Concrete Genie – Digital Soundtrack
  • Concrete Genie Digital Art Book
  • Concrete Genie – Lighthouse Dynamic Theme

เพื่อความสนุกสนานในการเล่นเกม ท่านสามารถติดตามความคืบหน้าการอัพเดทเกมต่างๆ ส่วนลด และของรางวัลในPlayStation®Store ได้ใน PlayStation® Asia’s Facebook page (www.facebook.com/PlayStationAsia)

SEIS ยังคงมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องที่จะนำเสนอช่วงเวลาในการเล่นเกมที่ดีที่สุดผ่าน PS4™ ไปยังผู้เล่นของเรา และผู้เล่นใหม่ๆ ต่อไป

 

from:http://mobileocta.com/concrete-genie-game-on-the-console-game-playstation4-released-on-october-9-this-year/