คลังเก็บป้ายกำกับ: SOFTWARE_DEVELOPMENT

Sponsored Webinar: Automate DevOps & SecOps deployments with CI/CD Pipeline Integration

F5 Networks ขอเรียนเชิญเหล่า IT Manager, System Engineer, IT Admin และ DevOps Engineer เข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “Automate DevOps & SecOps deployments with CI/CD Pipeline Integration” โดยทีมวิศวกรจาก F5 Networks ประเทศไทย พร้อมเรียนรู้การผสาน F5 BIG-IP เข้าสู่กระบวนการ CI/CD เพื่อพัฒนาและส่งมอบแอปพลิเคชันออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็วโดยอัตโนมัติ ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด ในวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2019 ผ่านช่องทาง Live Webinar ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

หัวข้อและกำหนดการ

กระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันโดยใช้ CI/CD (Continuous Integration/Continuous Delivery) ช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างทีม Developers กับทีม Operation เข้าด้วยกัน โดยทำให้การสร้าง การทดสอบ และการวางระบบแอปพลิเคชันเป็นไปได้โดยอัตโนมัติ CI/CD เป็นโมเดลที่ครอบคลุมการทำงานเพื่อเพิ่มความเร็วในการส่งมอบแอปพลิเคชันออกสู่ตลาด ซึ่งนับเป็นแกนหลักสำคัญของกระบวนการ DevOps ที่ทันสมัย นอกจากนี้ การมีระบบอัตโนมัติยังเป็นตัวช่วยที่ทำให้ทีม Developers สามารถปรับ เพิ่ม หรือเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์ต่างๆ บนแอปพลิเคชันได้ตามความต้องการ ในขณะที่ทีม Operation ยังคงสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีเสถียรภาพอีกด้วย

ใน Webinar ภายใต้ซีรีย์ Automation และ Orchestration นี้ ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโมเดล CI/CD และการผสาน F5 BIG IP เข้ากับโมเดลดังกล่าวโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น GitLab CI หรือ Jenkins เพื่อให้สามารถส่งมอบแอปพลิเคชันสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วโดยอัตโนมัติ โดยที่แอปพลิเคชันยังคงความมั่นคงปลอดภัย พร้อมใช้งาน และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้พบกับ

  • CI/CD คืออะไร มีความสำคัญต่อการพัฒนาแอปพลิเคชันอย่างไร
  • แนะนำเครื่องมือสำคัญของ CI/CD เช่น Source Control, Orchestration, Webhooks
  • Tool Chain ของ F5 Automation และ Orchestration
  • สาธิตการตั้งค่า F5 BIG-IP โดยใช้เครื่องมือ CI/CD เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและส่งมอบแอปพลิเคชัน
  • ถามตอบข้อสงสัยกับผู้เชี่ยวชาญจาก F5 Networks

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วม Sponsored Webinar: Automate DevOps & SecOps deployments with CI/CD Pipeline Integration ได้ฟรี โดยทีมงาน TechTalkThai ขอสงวนสิทธิ์ให้ผู้เข้าร่วม TechTalk Webinar 100 ท่านแรกเข้าฟังบรรยายโดยไม่คำนึงถึงอันดับการลงทะเบียนก่อนหลัง

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/374910339833713/

from:https://www.techtalkthai.com/sponsored-webinar-automate-devops-secops-deployments-with-ci-cd-pipeline-integration/

โฆษณา

GitHub เปิดให้สนับสนุนเงินแก่นักพัฒนาได้แล้ว

GitHub ได้ประกาศเปิดช่องทางสนับสนุนเงินให้แก่นักพัฒนาได้แล้วผ่านทางเครื่องมือที่เรียกว่า ‘Sponsors’ ซึ่งกำหนดจ่ายเป็นรายเดือน

credit : Techcrunch

ถึงแม้ว่ามีนักพัฒนาหลายคนที่ไม่ต้องการเรื่องเงินเพราะยึดมั่นในเรื่องโอเพ่นซอร์สจริงๆ ทำด้วยใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปิดช่องทางนี้จะช่วยเป็นแรงกระตุ้นเพื่อขับเคลื่อนสังคมโอเพ่นซอร์สให้พัฒนาได้ เช่น โปรเจ็คที่ยากไม่ค่อยมีคนเข้าใจแต่เป็นเรื่องที่ท้าทายและน่าสนใจจึงหาผู้สนับสนุนยาก (ลองนึกดูว่างานวิจัยดีๆ แต่คนไม่ค่อยรู้จะได้รับเงินสนับสนุน) นอกจากนี้ไม่ใช่แค่เรื่องนักพัฒนาแต่ยังประโยชน์ไปถึงคนทำเอกสารหรือ Mentor ของนักพัฒนาหน้าใหม่ (GitHub ไม่ได้เก็บแค่โค้ดอย่างเดียว) ที่ยังสามารถเข้าถึงเงินทุนส่วนนี้ได้เพียงแค่มีโปรไฟล์ GitHub

สำหรับนักพัฒนาจะสามารถใช้ปุ่ม ‘Sponsor Me’ ใน GitHub เพื่อกำหนดโมเดลการสนับสนุนได้เลยที่ทำเป็นหลาย Tier ได้ด้วยซึ่งในปีแรก GitHub จะไม่เก็บค่าใช้จ่ายและจะรองรับการสนับสนุนนักพัฒนาแต่ละรายได้มากสุด 5,000 เหรียญสหรัฐฯเท่านั้น รวมถึงการจ่ายเงินจะทำได้ในทุกประเทศที่ GitHub ประกอบธุรกิจ อย่างไรก็ตาม GitHub ยังได้จัดทำ Hovercard ตามรูปด้านล่างคือการบอกว่าโค้ดที่เราใช้ต่อยอดว่าใครคือผู้เขียน (แบบว่าดึงดูดให้น่าจ่ายเงิน)

นอกจากนี้ GitHub ยังมีการประกาศเพิ่มฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยหลายตัว เช่น Dependabot หรือเครื่องมือที่ทำให้แน่ใจว่าโปรเจ็คที่ใช้มีไลบรารี่อัปเดตล่าสุด และ Token Scanning เพื่อป้องกันไม่ให้นักพัฒนาทำ Credential หลุดผ่านบริการจาก Alibaba, AWS, Azure, Google Cloud, Slack, Mailgun เป็นต้น

สำหรับผู้สนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา :  https://techcrunch.com/2019/05/23/github-launches-sponsors-lets-you-pay-your-favorite-open-source-contributors/

from:https://www.techtalkthai.com/github-open-sponsors-feature-to-support-developer/

จาก Mobile Banking สู่ Open Banking: เมื่อธนาคารทั่วโลกต้องให้บริการทางการเงินผ่าน API ตอบโจทย์ธุรกิจในยุค Digital

ทุกวันนี้เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจธนาคารกันอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาของ Mobile Banking ที่เรียกได้ว่าเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ทำให้เหล่าธนาคารนั้นได้ก้าวสู่การเป็น Digital Banking กันมากขึ้น และลูกค้าทุกคนนั้นก็สามารถเข้าถึงบริการทั้งหมดของธนาคารได้ผ่าน Smartphone หรือ Tablet ที่ตนเองมีอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องไปทำธุรกรรมต่างๆ ที่สาขาของธนาคารกันอีกต่อไป และส่งผลต่อให้ธนาคารนั้นเริ่มทยอยปิดสาขาของตนเองลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นผลจากการทำ Digital Transformation ครั้งใหญ่ของธนาคารนั่นเอง

แต่การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจธนาคารเองนั้นจะยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะก้าวถัดไปที่เหล่าธนาคารต้องปรับตัวกันต่อไปนั้นก็คือการก้าวสู่ API Economy ที่จะทำให้บริการทางด้านการเงินของธนาคารนั้นสามารถเชื่อมต่อกับ Digital Product อื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น Web Application, Mobile Application หรือบริการรูปแบบใดๆ ก็ตาม เพื่อให้ผู้ใช้งานของ Digital Product นั้นๆ สามารถเรียกใช้งานบริการทางด้านการเงินได้อย่างสะดวกและง่ายดายยิ่งกว่าเดิม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็มีชื่อเรียกกันว่า Open Banking นั่นเอง และบทความนี้เราก็จะพาผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับ Open Banking กันครับ

ทำไม Mobile Banking ถึงยังไม่เพียงพอต่อการตอบโจทย์ของธุรกิจ?

Credit: ShutterStock.com

ถึงแม้ Mobile Banking นั้นจะสร้างความสะดวกสบายแก่ลูกค้าของธนาคารเสมือนได้ยกธนาคารไปอยู่ในฝ่ามือของทุกคน และกลายเป็นกระแสใหม่ในการเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารไปแล้ว แต่ Mobile Banking นั้นก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์ภาคธุรกิจต่างๆ ได้เป็นอย่างดีนัก

แน่นอนว่าด้วยแนวโน้มการทำ Digital Transformation ที่กำลังเกิดขึ้นกับธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมในทุกวันนี้ ธุรกิจต่างๆ เองก็กำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองไปอย่างรวดเร็ว แนวโน้มต่างๆ ทั้งการทำ Artificial Intelligence, Automation, Data Analytics และอื่นๆ กำลังเกิดขึ้นทุกๆ วัน ทั้งหมดนี้ก็ทำให้เหล่าธุรกิจต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่การเป็น Digital Business กันมากขึ้น และระบบ IT เบื้องหลังธุรกิจเหล่านั้นเองก็ต้องการที่จะเชื่อมต่อกับระบบทางด้านการเงินของธนาคาร เพื่อให้การทำธุรกรรมต่างๆ ในธุรกิจนั้นๆ เกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการนั้นก็คือระบบที่จะช่วยให้ระบบ IT ของตนเองสามารถเชื่อมต่อกับระบบของธนาคารได้ และนี่เองที่ Mobile Banking ซึ่งเป็นช่องทางการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับธนาคารนั้นไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

หากจะนึกถึงตัวอย่างที่ทำให้เข้าใจง่ายที่สุด ก็คือการยกตัวอย่างของระบบ Online Marketplace หรือร้านค้าออนไลน์ ที่ต้องการเปิดให้ลูกค้าสามารถทำการจ่ายเงินจากบัญชีของตนเองเพื่อซื้อสินค้าได้โดยที่ไม่ต้องออกจาก Web Application หรือ Mobile Application ของร้านค้าออนไลน์นั้นๆ เลย เพื่อให้ประสบการณ์การซื้อขายสินค้าเป็นไปได้อย่างราบรื่นที่สุด การที่ธุรกิจใดๆ จะสร้างระบบเหล่านี้ได้นั้น Mobile Banking ไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างแน่นอน

สิ่งที่จะเข้ามาตอบโจทย์นี้ได้เป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป และแนวคิดในการตอบโจทย์นี้ก็มีชื่อเรียกรวมๆ ว่า Open Banking นั่นเอง

ก่อนจะไปรู้จักกับ Open Banking มารู้จักกับ API กันก่อน

Credit: ShutterStock.com

ก่อนจะเล่าถึงเรื่องราวของ Open Banking นั้น ท่านผู้อ่านอาจจะต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า API ซึ่งย่อมาจากคำว่า Application Programming Interface กันเสียก่อน โดยถึงแม้ชื่อเต็มของ API นั้นจะฟังดูเหมือนเป็นคำที่เฉพาะคน IT ควรจะต้องรู้เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว API นั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจง่ายมากๆ

ตรงนี้ขอให้ผู้อ่านทุกท่านลองจินตนาการกันก่อนว่าทุกวันนี้ เวลาเราจะใช้ Application ใดๆ ไม่ว่าจะบนเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ Smartphone ของเราก็ตาม สิ่งที่เราจะต้องทำนั้นก็คือการออกคำสั่งให้กับ Application เหล่านั้นด้วยการคลิกหรือกดที่ปุ่มใดๆ, การป้อนข้อมูลด้วยการพิมพ์เนื้อหาต่างๆ หรือบาง Application ก็อาจจะรับคำสั่งด้วยเสียงแล้ว ช่องทางที่เราสามารถใช้สั่งงาน Application เหล่านี้เรียกกันว่า Interface นั่นเอง และ Interface นี้ก็คือตัว I ที่อยู่ในชื่อของ API ด้วย

อย่างไรก็ดี วิธีการรับคำสั่งด้วยแนวทางเหล่านี้คือช่องทางที่ถูกออกแบบมาให้มนุษย์ใช้เพื่อสื่อสารกับระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ถ้าเราต้องการให้ระบบ Application ในธุรกิจของเรา เชื่อมต่อและสั่งคำสั่งต่างๆ ไปยังระบบของธนาคาร เราจะทำอย่างไร? ตรงนี้เองที่ทำให้ API ถือกำเนิดขึ้นมา

API หรือ Application Programming Interface นี้ก็คือช่องทางที่จะทำให้ Application ต่างๆ ของเราสามารถคุยกับระบบ IT อื่นๆ ได้ โดยหากยกตัวอย่างในกรณีของระบบธนาคารนี้ ก็คือการที่ธนาคารจะต้องสร้างชุดคำสั่งต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเปิดให้ธุรกิจอื่นๆ สามารถเรียกใช้คำสั่งเหล่านี้ผ่านระบบ Application ของตนเองมายังระบบ IT ของธนาคาร และทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน หรือทำธุรกรรมต่างๆ ได้ผ่านคำสั่งเหล่านี้เสมือนกำลังใช้งาน Mobile Application หรือไปทำธุรกรรมตามสาขาของธนาคารเลย

ในทุกวันนี้ API ไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการ IT อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปีแล้ว และเบื้องหลังของ Application ชั้นนำทั่วโลกที่เราใช้งานกันอยู่นั้นก็มีการใช้งาน API กันอย่างกว้างขวาง ในขณะที่หลายบริษัทเองก็สามารถทำเงินได้จากการเปิด API เหล่านี้ให้ผู้ใช้งานหรือธุรกิจอื่นๆ เข้าถึงได้ และตอนนี้ก็ถึงเวลาของธนาคารที่จะต้องเริ่มสร้าง API ของตนเองออกมาให้บริการแล้ว

Open Banking: สู่ยุคที่ธนาคารต้องก้าวสู่ API Economy ตอบโจทย์ธุรกิจแห่งอนาคต

Open Banking นี้คือคำที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เรียกเทคโนโลยีด้านการเปิด API ของธนาคาร โดยใน Wikipedia นั้นมีการสรุปคุณลักษณะของการเป็น Open Banking เอาไว้ด้วยกัน 3 ประการหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่

  1. การมี API แบบเปิดเพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ภายนอกสามารถสร้าง Application หรือบริการของตนเองที่เชื่อมต่อกับบริการทางการเงินของสถาบันการเงินได้
  2. การสร้างทางเลือกทางด้านความโปร่งใสให้กับเจ้าของบัญชีธนาคาร โดยมีตั้งแต่การเปิดข้อมูลทางการเงินของบัญชีให้เข้าถึงได้โดยสาธารณะ ไปจนถึงการเข้าถึงและใช้งานข้อมูลทางการเงินเหล่านั้นได้โดยส่วนตัวเท่านั้น
  3. การใช้งานเทคโนโลยี Open Source ในการสร้างระบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 2 ข้อข้างต้น

โดยเดิมทีนั้น API เกิดขึ้นจากแรงผลักดันด้วยกันสองส่วนหลัก ได้แก่ นโยบายของทางยุโรปที่มีชื่อว่า Payment Services Directive หรือ PSD2 ที่ต้องการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านการจ่ายเงินบนโลกออนไลน์และผ่านอุปกรณ์พกพา โดยนอกจากยุโรปเองแล้วก็ยังมีญี่ปุ่นที่มีนโยบายในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย ในขณะที่ภาคธุรกิจเองที่มี Digital Business เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ วัน ก็ต้องการใช้งานบริการลักษณะนี้อยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ Open Banking จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทิศทางสำคัญของเหล่าธนาคารทั่วโลก ที่จะต้องมีการพัฒนา API ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้ภาคธุรกิจสามารถเชื่อมต่อบริการทางการเงินและสร้างการทำงานแบบอัตโนมัติขึ้นมาให้ได้ ซึ่งในมุมของธนาคารนั้น การเปิด API ให้ธุรกิจอื่นๆ เข้ามาใช้งานได้นี้จะกลายเป็นจุดโดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่งในช่วงแรกๆ ที่จะทำให้ธนาคารสามารถสร้างรายได้เพิ่มและสร้างฐานลูกค้าธุรกิจให้เติบโตมากขึ้นได้ และในระยะยาว Open Banking ก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่ธนาคารส่วนมากต้องมีไปในที่สุด

API ของธนาคารนี้จะทำให้ภาคธุรกิจสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่องด้วยการเชื่อมต่อระบบต่างๆ เข้ากับบริการของธนาคารและสร้างความสะดวกสบายต่อผู้ใช้งานหรือการทำ Automation ในรูปแบบใหม่ๆ ให้กับธุรกิจได้อย่างมากมาย ทำให้ธนาคารสามารถมีลูกค้าในกลุ่ม Digital Business ได้ทันที ในขณะเดียวกันหากธุรกิจจำนวนมากหันมาใช้งาน API ของธนาคาร ทางธนาคารเองก็จะสามารถขยายบริการให้เติบโตมากขึ้นได้เรื่อยๆ โดยการใช้ทรัพยากรบุคคลน้อยลง เพราะระบบทั้งหมดทำงานด้วยระบบ IT นั่นเอง

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ธุรกิจต่างๆ ภายนอกธนาคารเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ แต่การสร้างนวัตกรรมต่างๆ ภายในธนาคารเองก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้นไปด้วยเช่นกัน รวมถึงการเปิดความร่วมมือกับภาคธุรกิจต่างๆ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกันและมี API ที่ถูกสร้างขึันมาตอบโจทย์เฉพาะทางรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ความเป็นไปได้เหล่านี้เองที่ทำให้แนวคิด Open Banking นั้นกลายเป็นทิศทางสำคัญของหลายธนาคารทั่วโลก

ในงานวิจัยของ Boston University นั้นพบว่ามีการทำนายว่า API จะช่วยให้ธนาคารมีตลาดที่ใหญ่ขึ้นถึง 10.3% ในขณะที่การทำนายสำหรับปี 2025 นั้นก็ระบุว่ารายรับทั่วโลกกว่า 30% นั้นจะเกิดขึ้นผ่าน API ถือเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนทางด้าน Red Hat นั้นก็เคยมีประสบการณ์ในการเป็นส่วนหนึ่งของ Digital Platform ของ BBVA และทำให้ช่องทาง Digital ของธนาคารนั้นมีสัดส่วนที่สูงถึง 37.5% มาแล้ว

4 ตัวชี้วัดสำคัญของ Open Banking ที่ดี

อย่างไรก็ดี การพัฒนาระบบ Open Banking นี้ สิ่งที่ธนาคารต่างๆ จะต้องมองให้ออกก่อนนั้นก็คือเป้าหมายปลายทางของเทคโนโลยีนี้ และการชี้วัดที่ชัดเจนว่าระบบ Open Banking นี้ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ซึ่งทาง Red Hat ที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการ Open Banking ในหลากหลายธนาคาร ก็ได้จำแนกตัวชี้วัดเอาไว้ 4 ประการด้วยกัน ดังนี้

  1. รายรับที่เกิดขึ้นจาก Open Banking API ที่ประสบความสำเร็จนั้นจะสามารถสร้างรายได้ให้กับธนาคารและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
  2. นวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจาก Open Banking API นั้นจะช่วยให้ธุรกิจอื่นๆ สามารถสร้างนวัตกรรมของตนเองเพื่อตอบโจทย์ตลาดได้ในหลากหลายแง่มุม ดังนั้นธนาคารเองก็จะต้องพัฒนาความสามารถใหม่ๆ ให้กับ API อย่างต่อเนื่องเพื่อให้บริการ Open Banking นี้เติบโตต่อไปได้
  3. Key Performance Indicator (KPI) ภายในระบบ Open Banking ไม่ว่าจะเป็นสถิติการเรียกใช้งาน API ต่างๆ, ความเร็วในการออกแบบและสร้าง API ใหม่ๆ โดยต่อยอดจาก API ที่มีอยู่เดิม ไปจนถึงการปรับแต่งระบบเพื่อให้ลดการใช้งานทรัพยากรทางด้าน IT ให้น้อยลง เป็นต้น
  4. การเติบโตของ Ecosystem ที่เกิดขึ้นจาก Open Banking API ที่ดีนั้นจะช่วยสร้าง Ecosystem ของธนาคารให้เติบโต มีธุรกิจชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรมมาร่วมใช้งานและพัฒนาความสามารถใหม่ๆ ร่วมกัน ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็กจำนวนมากก็สามารถนำ API ไปใช้งานได้อย่างสะดวกและง่ายดาย

ตอบโจทย์ธุรกิจได้นั้นยังไม่เพียงพอ แต่ต้องมีความมั่นคงปลอดภัยด้วย

เมื่อบริการ Open Banking นั้นเกิดขึ้นในช่องทางออนไลน์ ประเด็นเรื่อง Security หรือความมั่นคงปลอดภัยจึงเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ธนาคารต้องใส่ใจในการออกแบบระบบ Open Banking เพื่อให้บริการนี้มีความน่าเชื่อถือ ลดความเสี่ยงที่ระบบของธนาคารจะถูกโจมตีผ่านช่องทางนี้ลงได้

Red Hat จะช่วยธนาคารทั่วโลกให้ก้าวสู่การเป็น Open Banking ได้อย่างไร?

Credit: Red Hat

ในเชิงเทคโนโลยีนั้น Red Hat ถือเป็นผู้ที่มีเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การทำ Open Banking ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Red Hat 3scale API Management สำหรับใช้ในการบริหารจัดการและรักษาความปลอดภัยให้กับ API, Red Hat OpenShift Application Runtimes รองรับการพัฒนา API, Red Hat Fuse สำหรับการผสานระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน และ Red Hat OpenShift Container Platform เพื่อใช้เป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับระบบ API ที่สามารถเพิ่มขยายได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

โหลด E-Book ฟรี “API Best Practice” จาก Red Hat 3scale

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดด้านการทำธุรกิจโดยมี API เป็นหัวใจหลัก Red Hat มี E-Book ฟรีให้สามารถนำไปศึกษาได้อยู่ที่ https://go.techtalkthai.com/2019/05/red-hat-free-api-owner-best-practice-manual-for-businesses/ ซึ่งได้รวมเอาหัวใจสำคัญ 7 ประการในการออกแบบ API และตัวอย่างของธุรกิจจริงทั่วโลกที่สร้างรายได้ผ่าน API

from:https://www.techtalkthai.com/open-banking-strategy-with-banking-api-by-red-hat/

Microsoft เปิดให้ทดสอบ Visual Studio App Center Auth

เมื่อสัปดาห์ก่อน Microsoft ได้เปิดให้ทดสอบ Visual Studio App Center Auth ที่ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างกระบวนการทำ Authentication ภายในแอปพลิเคชันของตนได้

credit : devblogs.microsoft.com

สำหรับ Visual Studio App Center นั้นคือโซลูชันที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถบริการจัดการการสร้างแอปพลิเคชันบน Android, iOS, macOS และ Windows ได้ตั้งแต่การ Build, Test, Deploy และ Monitor ซึ่งก่อนหน้านี้รู้จักกันในชื่อ ‘Mobile Center’ 

ความสามารถใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาอย่าง Auth ได้อาศัย Azure AD B2C (บริการ Azure AD ระดับ Business to customer ที่ทำให้ใช้บัญชี Social Media ลงทะเบียนได้) เพื่อตอบโจทย์การ Scale รวมถึงยังได้ใช้ Microsoft Identity Platform 2.0 ที่เพิ่งประกาศออกมาเพื่อแทน Azure AD Directory 1.0 ด้วย โดย Auth จะใช้ Microsoft Authentication Library (MSAL) หรือโอเพ่นซอร์สที่รองรับเรื่อง Single Sign-on และ Passwordless Authentication ซึ่ง MSAL ได้เข้ามาแทน Azure AD Library (ADAL) ดูรูปประกอบได้ตามด้านบน

อย่างไรก็ตามผู้ต้องการใช้งาน Visual Studio App Center Auth ต้องมี Azure Subscription และใช้งาน Azure AD B2C ด้วย โดยขั้นตอนตั้งค่ามี Wizard ช่วยง่ายๆ เพียง 5 ขั้นเท่านั้น สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา :  https://redmondmag.com/articles/2019/05/13/visual-studio-app-center-auth.aspx

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-releases-preview-for-visual-studio-app-center-auth/

เชิญร่วมงานสัมมนา Step Up Your Business Speed with Cloud Native Application โดย G-ABLE

G-Able หนึ่งในผู้นำด้าน Digital Transformation Agent เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะช่วยเหล่า Application Developer และ IT Operation เตรียมพร้อมก้าวสู่โลกยุคดิจิทัลอย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงได้จับมือร่วมกับ VMware ผู้นำด้านเทคโนโลยี Virtualization จัดงานสัมมนา “Step Up Your Business Speed with Could Native Application” ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

หัวข้อ: Step Up Your Business Speed with Cloud Native Application
วัน: วันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2019
เวลา: 08:30-12:25 น.
สถานที่: Grande Centre Point Terminal 21 (BTS อโศก / MRT สุขุมวิท)
ลิงค์ลงทะเบียน: https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdmN4XNQyFBTc8N2oT0qIPUCF8ff_BhKMCQBQECvZPe-G2vCA/viewform

from:https://www.techtalkthai.com/step-up-your-business-speed-with-cloud-native-application-by-g-able/

Mojobot หุ่นยนต์และบอร์ดเกมสอนแนวคิดโปรแกรมมิ่งสำหรับเด็ก โปรเจกต์ฝีมือคนไทยใน Kickstarter

การเขียนโปรแกรมนั้นมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแยกไม่ออก มีการคาดการณ์จากหลายฝ่ายว่าต่อไปในอนาคตการเขียนโค้ดจะเป็นทักษะพื้นฐานดังเช่นที่เราได้เรียนรู้การคำนวณทางคณิตศาสตร์ การใช้ภาษา หรือการใช้โปรแกรม Word Processing ในห้องเรียน จึงไม่น่าแปลกใจอะไรว่าเราจะได้เห็นวิธีการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมรูปแบบใหม่ๆกันมากขึ้น ในวันนี้ ทีมงานจะขอพาผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับ Mojobot โปรเจกต์หุ่นยนต์และเกมสอนเขียนโปรแกรมฝีมือคนไทยที่น่าสนใจไม่น้อย

โจทย์คือการสอนโค้ดดิ้งที่น่าสนใจและจับต้องได้

สำหรับผู้อ่านที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่แล้ว การเรียนโค้ดดิ้งแบบที่เราคุ้นเคยอาจเป็นการซื้อหนังสือเขียนโปรแกรมสักเล่มมาอ่าน การเปิด youtube หรือการลองลงเรียนในเว็บไซต์ออนไลน์ที่เปิดสอน วิธีเหล่านี้เป็นการเรียนรู้ที่ตรงไปตรงมาและได้ผลดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าในบางครั้งก็ออกจะน่าเบื่อไปบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆ

สนุก น่าสนใจ ลงมือทำแล้วมีผลงานออกมาให้เห็นจริง หากลองให้ออกแบบแนวทางการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับเด็กๆ คำตอบยอดนิยมที่ผู้คนคิดก็น่าจะหนีไม่พ้น 3 สิ่งข้างต้น สามสิ่งนี้ได้กลายมาเป็นโจทย์หลักให้กับทีม Project Lab ได้พัฒนาโปรเจกต์ Mojobot ขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนให้การเรียนโปรแกรมมิ่งดึงดูดใจเด็กๆได้มากกว่าที่เคย

รู้จักกับ Mojobot

ถ้าผู้อ่านพอจะคุ้นเคยกับบอร์ดเกมมาอยู่บ้างคงนึกภาพตามไม่ยาก Mojobot นั้นเป็นหุ่นยนต์ Smart Robot ที่มาพร้อมกับแผงคำสั่งไร้สาย แผนที่เกม และคู่มือภารกิจ ในการเล่นเกมนี้ ผู้เล่นรับหน้าที่ควบคุมเจ้าหุ่น Mojobot ด้วยชุดคำสั่ง เพื่อให้หุ่นยนต์ปฏิบัติตัวได้ตามที่ภารกิจกำหนดไว้ เช่น เดินไปยังจุดที่กำหนด หยิบของจากตำแหน่งหนึ่งในแผนที่ไปวางบนอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยคำสั่งที่ว่าก็ประกอบขึ้นมาจาก Coding Logic Tags หลายๆชิ้น ดังนั้นระหว่างที่ผู้เล่นทำภารกิจ ก็จะได้เรียนรู้แนวคิดการแก้ปัญหาด้วยชุดคำสั่ง ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานของการเขียนโปรแกรมนั่นเอง

ภาพ: Mojobot

ภายในตัวของ Mojobot หุ่นยนต์ทรงลูกบากศ์นั้นประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์และมอเตอร์ต่างๆที่จะตอบสนองกับคำสั่งที่ผู้เล่นป้อนเข้าไป เช่น หลอดไฟที่เปิดปิดได้ มอเตอร์ในการเคลื่อนที่ หยิบจับของ และเซ็นเซอร์รับเสียง ซึ่งการตอบสนองออกมาเป็นการแสดงออกทางกายภาพที่มองเห็นได้นี้เองที่เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความน่าสนใจและความสนุกให้กับผู้เล่น

Coding Logic Tags ประกอบไปด้วยคำสั่งหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่คำสั่งพื้นฐานที่เข้าใจและจับต้องได้ง่ายอย่างคำสั่งให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ เปิดปิดสวิตช์ไฟ หมุนตัว ไปจนถึงคำสั่งขั้นสูง เช่น การกำหนดเงื่อนไขแบบ If-Then และการวนลูป เมื่อนำ Logic Tags มาวางเรียงกันบนแผงคำสั่ง แผงคำสั่งก็จะทำการประมวลผล และส่งสัญญาณให้หุ่นยนต์ทำตามคำสั่งเหล่านั้น

และนอกจากการเล่นเกมตามภารกิจ หรือแข่งขันกันระหว่างผู้เล่น 4 คนแล้ว ผู้เล่นยังสามารถตั้งคำสั่งให้ Mojobot เป็นหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่อื่นๆได้อย่างอิสระ เช่น เป็นโคมไฟที่เปิดปิดด้วยเสียงปรบมือ หรือเป็นหุ่นยนต์สำหรับต้อนรับแขก

Mojobot นั้นเป็นเกมโค้ดดิ้งที่เหมาะกับเด็กอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป แต่แม้ Mojobot นี้จะถูกออกแบบมาโดยมีเด็กๆเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก แต่ทางทีมผู้พัฒนาก็ยืนยันว่าผู้ใหญ่ที่สนใจเรียนโค้ดดิ้งก็สามารถเล่นกับมันได้อย่างสนุกสนานแน่นอน โดยอาจมีการตั้งเป้าหมายในภารกิจให้สูงขึ้น รวมหลายๆภารกิจเข้าด้วยกันเพื่อความท้าทาย และอาจจัดการแข่งขันนับคะแนนเหมือนการเล่นบอร์ดเกมที่เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้

สร้างความแตกต่างด้วยเกม

ปัจจุบันเครื่องมือการเรียนโค้ดดิ้งแบบบล็อก (Block-based Coding) นั้นมีจำนวนไม่น้อยเลยในตลาด แต่ Mojobot ก็สร้างความแตกต่างให้ตัวเองด้วยเกมกระดาน ซึ่งมีเคล็ดลับข้อเล็กๆอย่างการพัฒนาให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ตามแผนที่แบบเป็นช่อง ซึ่งการเคลื่อนที่บนแผนที่ด้วยระยะที่คาดเดาได้นี้ผ่านการศึกษามาแล้วว่าช่วยให้เด็กๆเข้าใจในการควบคุมหุ่นยนต์และก่อให้เกิดความรู้สึกของการเล่นเกมมากกว่า โดยแผนที่ที่ว่าสามารถนำมาวางต่อกันไปได้เรื่อยๆ เช่นเดียวกับแผงคำสั่งที่สามารถต่อยาวไปได้ถึง 8 ชุดเรียงกัน ขอบเขตของ Mojobot จึงไม่ถูกจำกัดอยู่ที่แผนที่สี่เหลี่ยมเล็กๆหรือชุดคำสั่ง 8 Tags เท่านั้น

Coding and Beyond

Mojobot จะสอนแนวคิดของการเขียนโปรแกรมให้กับเด็กๆโดยเริ่มตั้งแต่การจัดเรียงลำดับคำสั่ง การควบคุมหุ่นยนต์ให้แสดงออกในแบบทางๆ ไปจนถึงการทำงานที่มีเงื่อนไข การทำงานซ้ำๆ หรือ Sub-routine ซึ่งเมื่อเด็กๆเข้าใจพื้นฐานทั้งหมดนี้แล้วก็สามารถนำทักษะไปต่อยอดบนแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น การเขียนโค้ดแบบวางบล็อก (Block-based coding) หรืออาจเริ่มเรียนรู้ Syntax ของภาษาโปรแกรมมิ่งเลยก็ได้

ภาพ: Mojobot

นอกจากการสอน Coding ซึ่งเป็นเป้าประสงค์หลักของโปรเจกต์นี้แล้ว ทางทีมผู้พัฒนายังแนะนำว่า Mojobot นั้นสามารถนำไปประยุกต์บูรณาการณ์กับการเรียนรู้วิชาอื่นๆด้วย เช่น สร้างเป็นเกมคำนวณในวิชาคณิตศาสตร์ สอนการให้เหตุผลและการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งการให้เด็กๆสร้างสรรค์แผนที่และเนื้อเรื่องใหม่ๆขึ้นมาในวิชาศิลปะ ซึ่งก็นับว่าเป็นแนวทางการเรียนรู้แบบผสมผสานที่น่าสนใจ

และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สำคัญไม่แพ้ทักษะการเขียนโปรแกรมหรือความรู้วิชาการในห้องเรียนที่ Mojobot และการเรียนโปรแกรมมิ่งสามารถมอบให้ได้ ก็คือทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และการจัดลำดับของสิ่งที่ควรทำ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะชอบโปรแกรมมิ่งหรือไม่ หรือประกอบอาชีพใดก็ตาม

————————

โปรเจกต์ Mojobot นี้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2017 โดยทีม Project Lab ที่นำโดยดร. ภู เอี่ยมเจริญยิ่ง พวกเขามุ่งตอบโจทย์พัฒนาสื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมที่น่าสนใจ สนุกสนาน และจับต้องได้จริง เห็นภาพว่าการเขียนโปรแกรมนั้นจะสร้างให้เกิดอะไรได้บ้าง โดยกว่าจะได้เป็น Mojobot และตัวเกมออกมาเป็นรูปร่าง ก็ผ่านการพัฒนา ทดลอง และทดสอบเพื่อรับ Feedback จากกลุ่มเด็กๆมาแล้วกว่า 10 Prototypes

หากท่านใดสนใจอยากศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งมาทดลองเล่นสักชุดหนึ่ง ตอนนี้ Mojobot เปิดระดมทุนอยู่ในเว็บไซต์ Kickstarter จนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม โดยสามารถสั่งซื้อชุด Mojobot เริ่มต้นได้ในราคา 130 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4125 บาท) และมีกำหนดการณ์ส่งของในช่วงเดือนกรฎาคม

from:https://www.techtalkthai.com/mojobot-coding-board-game-robot/

Low-code Development Platform คืออะไร?

Low-code นั้นจะช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนา Application ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น  ทดลองใช้งานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายด้วยตัวคุณได้ได้ทันทีกับ OutSystems

Low-code นี้คือแนวคิดใหม่ที่จะช่วยให้การออกแบบและพัฒนา Software Application เป็นไปได้อย่างรวดเร็วโดยมีการเขียนโค้ดเองเกิดขึ้นน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้เหล่าผู้ที่มีทักษะความชำนาญในเทคโนโลยีนี้สามารถสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับธุรกิจและองค์กรได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงยิ่งขึ้น และสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของ Business ได้อย่างรวดเร็วกว่าการพัฒนาแบบเดิมอย่างมาก ด้วยระบบหน้าจอการใช้งาน Visual Modeling สำหรับใช้ในการสร้างและกำหนดค่าการทำงานให้กับ Application ก็ทำให้เหล่านักพัฒนาสามารถข้ามขั้นตอนการวางระบบ Infrastructure พื้นฐานและการพัฒนาโมดูลพื้นฐานที่ซ้ำๆ ในแต่ละ Application ลงได้ และนำเวลาที่ได้กลับคืนมานี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาส่วนสำคัญของ Application ซึ่งเป็นงาน 10% ที่สำคัญที่สุดในแต่ละโครงการพัฒนา Application ได้ทันที

ในโลกของ Software นั้น เรามักต้องอาศัยการใช้งาน Library, API และระบบต่างๆ จากผู้ให้บริการภภายนอกเพื่อให้เราสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาส่วนที่สำคัญที่ธุรกิจให้เร็วและโดดเด่นซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อนได้ แต่แนวทางดังกล่าวนั้นก็ยังไม่เพียงพอและมักทำให้เหล่านักพัฒนาต้องเสียเวลามากอยู่ดีในการพัฒนาแบบเดิมๆ

Low-code นั้นคือกลุ่มของเครื่องมือจำนวนมากที่จะช่วยให้เหล่านักพัฒนาสามารถสร้าง Application ขึ้นมาให้พร้อมใช้งานได้ด้วยหน้าจอการทำงานแบบ Drag-and-Drop ดังนั้นแทนที่เหล่านักพัฒนาจะต้องทำงานกับโค้ดที่มีความซับซ้อนและ Syntax ต่างๆ นับหลายพันบรรทัดในแต่ละงานนั้น Low-code จะช่วยให้นักพัฒนาเหล่านี้สามารถสร้าง Application ที่มีหน้าตาทันสมัย, ทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย, จัดการกับข้อมูลและลำดับการทำงานของระบบได้อย่างรวดเร็วและมองเห็นผลลัพธ์ของการพัฒนาได้ทันที

โดยทั่วไปแล้ว Low-code Development Platform จะมีคุณลักษณะพื้นฐานดังนี้:

  • ระบบ Visual IDE เพื่อให้นักพัฒนาสามารถกำหนด UI, Workflow และ Data Model ของ Application ได้ รวมถึงยังสามารถแทรกโค้ดที่พัฒนาขึ้นมาเองเข้าไปได้หากต้องการ
  • เชื่อมต่อกับระบบหรือบริการเบื้องหลังได้หลากหลาย โดยจัดการกับ Data Structure, Storage และการรับส่งข้อมูลให้ทั้งหมด
  • สามารถบริหารจัดการ Application Lifecycle ได้ โดยมีเครื่องมือในการ Build, Debug, Deploy และ Maintain ระบบได้โดยอัตโนมัติทั้งในขั้นตอนของการ Test, การขึ้น Staging และการขึ้น Production

นอกเหนือไปจากความสามารถพื้นฐานเหล่านี้แล้ว ระบบ Low-code นั้นก็มักมีความแตกต่างออกไปในหลากหลายประเด็น บางระบบนั้นก็มีความสามารถที่จำกัดและสามารถทำได้เป็นเพียงแค่การนำข้อมูลในฐานข้อมูลออกมาแสดงหรือจัดการเท่านั้น ในขณะที่บางระบบนั้นอาจถูกออกแบบมารองรับธุรกิจเฉพาะทางอย่างเช่นการทำ Case Management ในขณะที่บางระบบนั้นอาจตีความคำว่า Low-code ในฐานะของเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมาเฉพาะทางและแทบไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา Application เลยก็เป็นได้

OutSystems นี้คือระบบ Low-code ที่มีความสามารถเพื่อช่วยให้คุณสร้าง Mobile Application และ Web Application ที่ทันสมัยและรองรับการใช้งานได้บนระบบที่หลากหลายสำหรับองค์กร พร้อมให้นำไปใช้งานได้ในทีมพัฒนาภายในองค์กรที่มีอยู่ได้ทันที โดยสามารถนำ Low-code Platform ไปพัฒนา Application ที่สนับสนุนการทำงานภายในองค์กร หรือ สร้าง Application ที่เชื่อมธุรกิจกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และยังสามารถทำการพัฒนา Application ให้กับระบบสำคัญต่างๆ ได้มากมาย

คุณสามารถทดลองใช้งาน Low-code ได้ด้วยตัวคุณเองกับ OutSystems ทันทีโดยไม่มีค่าจ่าย โดย OutSystems ได้เตรียมระบบ Tutorial สำหรับการพัฒนา Web และ Cross-Platform Mobile Application ที่ใช้เวลาสั้นๆ ในการพัฒนาขึ้นมาเอาไว้ เพื่อให้คุณเข้าใจแนวคิดของ Low-code อย่างชัดเจนและนำไปอธิบายต่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้อีกด้วย

Low-code เหมาะกับงานแบบไหน?

โดยทั่วไปแล้ว การพัฒนา Software แบบ Low-code นี้ก็เหมือนกับการพัฒนา Software ด้วยวิธีการอื่นๆ ยกเว้นว่าคุณจะเป็นคนที่ชอบเขียน Machine Code ขึ้นมาเองเท่านั้น ดังนั้นถ้าคุณไม่ใช่นักพัฒนาสายนั้น คุณก็ต้องเคยใช้สิ่งที่คนอื่นพัฒนาขึ้นมาก่อนเพื่อช่วยให้ทำงานเสร็จเร็วขึ้นมาบ้างอยู่แล้ว

ด้วยการใช้ Low-code นั้น ก็จะมีงานหลายส่วนที่คุณไม่ต้องทำเองเพิ่มขึ้นมามากมาย ตัวอย่างเช่น แทนที่คุณจะต้องพัฒนาระบบ User Management ซึ่งคุณต้องทำในทุกๆ โครงการอยู่แล้ว หรือต้องคอยรับมือกับความเฉพาะทางของ Programming Framework ล่าสุดที่เลือกใช้ทุกครั้ง หรือต้องเขียน Test 10 ชุดสำหรับแต่ละบรรทัดในโค้ดของคุณ คุณก็สามารถข้ามขั้นตอนเหล่านี้และมุ่งพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ที่จะสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ ขึ้นมาได้ทันที ทำไมคุณต้องเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้งในเมื่อมันเป็นปัญหาที่เคยมีคนแก้มาก่อนแล้วและมีรูปแบบที่ตายตัวชัดเจนด้วยล่ะ?

มาลองเปรียบเทียบกันดูว่า Application หนึ่งๆ ที่ใช้ Web Framework ทั่วๆ ไปในการพัฒนา กับการใช้ Low-code ในการพัฒนานั้นจะมีขั้นตอนหรือกระบวนการที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

กระบวนการในการพัฒนา Application แบบดั้งเดิม ไม่ว่าคุณจะใช้ .NET MVC, Spring Boot หรือ Ruby on Rails คุณและทีมงานของคุณก็ต้องผ่านขั้นตอนดังนี้:

  1. ทำความเข้าใจกับ Requirement ของระบบ
  2. ออกแบบสถาปัตยกรรมของระบบ
  3. เลือกใช้ Back-end Framework, Library, Data Store และ Third-party API
  4. เลือกใช้ Front-end Framework และหวังว่ามันจะไม่ตกรุ่นจนเลิกสนับสนุนก่อนที่คุณจะพัฒนาเสร็จ
  5. เลือก Deployment Stack, ตั้งระบบ CI และกำหนดแผนการทำงาน
  6. สร้าง Wireframe และ Prototype
  7. เขียนโค้ดในส่วนของ UI ด้วย JavaScript Framwork ที่เลือกมา
  8. เขียน Test จำนวนมหาศาล
  9. กำหนด Model และผูกโมเดลเหล่านั้นเข้ากับ Data Store
  10. กำหนด Business Logic ที่ต้องการและโค้ดมันขึ้นมา
  11. สร้าง View สำหรับให้ส่งและรับข้อมูลแบบ JSON ที่จำเป็นเพื่อเชื่อมต่อกับ Front-end ที่พัฒนาขึ้นมา
  12. พัฒนา Workflow และ UI ที่ต้องการขึ้นมาบน Front-end Framework
  13. ผสานระบบเข้ากับ Third-party API ด้วย Interface ที่มีให้หรือถ้าโชคดีก็อาจมี Library ให้พร้อมใช้ได้ทันทีในภาษาที่คุณเลือกใช้
  14. ทำขั้นตอนเหล่านี้ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะ Test ผ่าน
  15. ทำการทดสอบด้านความมั่นคงปลอดภัย, ประสิทธิภาพ, คุณภาพ และทำ User Acceptance
  16. ติดตั้งใช้งาน, อัปเดตแก้ไข, ดูแลรักษา และอัปเดตความสามารถใหม่ๆ จนกระทั่ง Application ถูกสั่งให้เลิกพัฒนา

กระบวนการในการพัฒนาแบ Low-code ด้วยระบบ Low-code ขั้นตอนในการพัฒนาจะเป็นดังนี้:

  1. พิจารณาความต้องการของระบบ
  2. เลือก Third-party API ที่ต้องการใช้งาน
  3. วาด Workflow, Data Model และ User Interface ด้วยระบบ Visual IDE
  4. เชื่อมต่อ API ซึ่งโดยมากมักจะมาพร้อมกับการค้นหาความสามารถของ API โดยอัตโนมัติ
  5. ถ้าต้องการ ก็สามารถเพิ่มโค้ดที่พัฒนาขึ้นเองเข้าไปยัง Front-End หรือจัดการแก้ไข SQL Query ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยอัตโนมัติเองได้
  6. ทดสอบ User Acceptance
  7. ติดตั้งใช้งานระบบ และทำการอัปเดตใหม่ๆ ด้วยการคลืกเพียงครั้งเดียว

จะเห็นได้ว่าขั้นตอนในการพัฒนาด้วย Low-code นั้นเหลือเพียงแค่ 7 ขั้นตอนเท่านั้นจากเดิมที่มีมากถึง 16 ขั้นตอน

ระบบ Low-code นั้นเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเวลาส่วนใหญ่ที่ใช้ในการพัฒนาโปรแกรมสำหรับ Web และ Mobile Application นั้นก็มักเป็นการแก้ไขโจทย์เดิมซ้ำๆ ซึ่งคุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องแก้โจทย์เดิมๆ ทุกครั้งที่เริ่มต้นโครงการใหม่ๆ เนื่องจาก Low-code นั้นจะช่วยให้เราสร้าง Application ขึ้นมาได้อย่างง่ายดายด้วยระบบพื้นฐานที่ผ่านการทดสอบมาแล้วเป็นอย่างดี และทำให้เราโฟกัสไปกับการสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับโลกใบนี้ได้แทน

Low-code จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในปลายทางแล้ว Low-code นั้นคือแนวทางที่จะทำให้นักพัฒนาสามารถทำงานได้มากขึ้น ด้วยระบบ Low-code คุณสามารถใช้เวลาในการสร้างและทำงานซ้ำๆ ได้โดยใช้เวลาน้อยลง ซึ่งถึงจะเป็นที่รู้กันดีว่าการได้เรียนรู้ JavaScript Framework ล่าสุดหรือการได้ใช้ NoSQL ล่าสุดนั้นเป็นเรื่องที่สนุก แต่ในระหว่างที่คุณต้องใช้เวลาในการแก้ไขบั๊กบนโค้ดที่คุณไม่คุ้นเคยอยู่นั้น คู่แข่งของคุณก็อาจแย่งลูกค้าของคุณไปแล้วก็เป็นได้

Low-code นั้นไม่ได้ทำให้คุณค่าของเหล่านักพัฒนาลดน้อยลงแต่อย่างใด แต่ Low-code นั้นจะช่วยให้ทีมของเหล่านักพัฒนาสามารถสร้างคุณค่าใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ยังคงสามารถสร้างสรรค์ Web และ Mobile Application ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพสูงขึ้นมาได้ด้วย

ผู้ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Low-code และ OutSystems สามารถติดต่อที่ปรึกษาของ Outsystems ในประเทศไทยได้ที่คุณ Penny penny.khaonongbua@outsystems.com, Mobile/Line: 0896626597 หรือ Certified Partner ในประเทศไทยทั้งหกรายประกอบด้วย SSC Integration Co., Ltd., G-ABLE Co., Ltd., Virtual Link Solutions (VLink), Datapro Computer Systems Co.Ltd., CTC Global (Thailand) Ltd., Stream I.T. Consulting Ltd. หรือ ทดลองใช้งาน OutSystems ด้วยตัวคุณเองได้ฟรีๆ

from:https://www.techtalkthai.com/what-is-low-code-development-platform-by-outsystems/