คลังเก็บป้ายกำกับ: SOFTWARE_DEVELOPMENT

NVIDIA เปิดตัวชิป CPU ในดาต้าเซ็นเตอร์ตัวแรก พร้อมนวัตกรรมใหม่ๆในงาน GTC 2021

ที่งาน Graphics Technology Conference (GTC) 2021 ของ Nvidia มีข่าวใหม่น่าตื่นตาตื่นใจจาก Nvidiaหลายอย่าง โดยไฮไลต์คือการประกาศเปิดตัว CPU ระดับดาต้าเซ็นเตอร์ตัวแรก รวมถึง Data Processing Unit (DPU) รุ่นใหม่ แพลตฟอร์มด้าน Autonomous Driving และ Framework สำหรับงานด้าน Quantum Computing และ Cybersecurity เราจึงขอสรุปไฮไลต์เหล่านั้นมาให้ได้ติดตามกันครับ

credit : zdnet.com

1.) GRACE – CPU ในดาต้าเซ็นเตอร์ตัวแรกจาก Nvidia

เมื่อปีก่อนเราคงได้ยินข่าวการเข้าซื้อ ARM ของ Nvidiaแล้ว (ติดตามข่าวเก่าได้จาก TechTalkthai https://www.techtalkthai.com/nvidia-to-acquire-arm-about-40-billions-from-softbank/) โดยผลงานจากวันนั้นคือการเปิดตัวชิปบนสถาปัตยกรรม ARM สำหรับงานด้าน AI หรือที่ต้องการประมวลผลแรงสูงอย่าง HPC ภายใต้ชื่อ ‘GRACE’

CPU ตัวใหม่นี้ทาง Nvidia คุยว่าสามารถเทรนพารามิเตอร์ในงาน Natural Language Processing (NLP) หลักล้านล้านตัวได้เร็วกว่าระบบ Nvidia DGX บน x86 ถึง 10 เท่า นอกจากนี้ด้วยเทคโนโลยี NVLink interconnect 4th ยังเร่งเร้าการเชื่อมต่อระหว่าง GRACE และ Nvidia GPU ได้ถึง 900 GB/s ซึ่งสูงกว่าแบนด์วิดท์ที่ทำได้ในเซิร์ฟเวอร์ทุกวันนี้กว่า 30 เท่า ไม่เพียงเท่านั้นยังรองรับ LPDDR5x ที่ให้แบนด์วิดท์สูงกว่า DDR4 2 เท่าและมีประสิทธิภาพด้านพลังงานดีกว่า 10 เท่า รวมถึงสถาปัตยกรรมแบบใหม่ยังสามารถบูรณาการ Cache เข้าด้วยกันใน Memory Address Space เป็นผืนเดียวกันง่ายต่อการโปรแกรมเข้าไปอีก

โดย Nvidia ประมาณการว่า GRACE จะออกสู่ตลาดได้ราวปี 2023 ซึ่งมีลูกค้าอย่าง Swiss National Supercomputing Centre (CSCS) และ the US Department of Energy’s Los Alamos National Laboratory มารอแล้วใน Supercomputer ที่จะถูกผลิตโดย HPE ในปี 2023

2.) Ominiverse Enterprise

Ominiverse Design เป็นโซลูชันที่ถูกเปิดตัวมาตั้งแต่ธันวาคมปีก่อน โดยสามารถบูรณาการ GPU เข้าด้วยกันเพื่อสร้างระบบ Simulation ประกอบกับรวบรวมแพลตฟอร์มที่จำเป็นกับการทำงาน 3D สำหรับ Omniverse Enterprise ก็เป็น License สำหรับองค์กรที่มาพร้อมกับ เซิร์ฟเวอร์ Nucleus สำหรับการปฏิบัติงานตอบโจทย์ทุกสเกลของงาน โดยปัจจุบัน Ominiverse มีลูกค้าแล้วกว่า 400 บริษัทอย่าง BMW ในโรงงานแบบ Digital Twin สำหรับการผลิตรถยนต์หรือผู้ผลิตเกมต่างๆ

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://developer.nvidia.com/nvidia-omniverse-platform

3.) DPU BLUEFIELD-3 

credit : Zdnet.com

Data Processing Unit (DPU) รุ่นใหม่ของ Nvidia หรือ BlueField-3 โดย DPU เป็นแนวคิดแยกส่วนประมวลผลเพื่อเร่งเร้าประสิทธิภาพของการทำงานให้ SDN, Storage หรือ Cybersecurity โดยชิปรุ่นใหม่ BlueField-3 มาพร้อมกับ Arm A78 16 คอร์ ซึ่งสามารถยกระดับการประมวลผลทราฟฟิคด้านเครือข่ายได้ถึง 400 Gbps หากเมื่อเทียบกับ DPU รุ่นก่อน BlueField-3 มีประสิทธิภาพด้านการเข้ารหัสได้ดีว่าถึง 4 เท่าและมีพลังการประมวลผลได้ดีกว่า 10 เท่า นอกจากนั้นยังรองรับกับ PCIe 5

โดย Nvidia เตรียมความพร้อมในการโปรแกรม BlueField ให้ผ่าน DOCA 1.0 SDK ปัจจุบันมีเสียงตอบรับแล้วจากพาร์ทเนอร์อย่าง Dell Technologies, Inspur, Lenovo และ Supermicro รวมถึงผู้ให้บริการคลาวด์อย่าง Baidu, JD.com, UCloud และแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Canonical, Red Hat และ VMware ในด้านตลาด Cybersecurity และ Storage ตัว BlueField ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เล่นชั้นนำด้านนี้อย่าง Fortinet, Guardicore, DDN, NetApp, Cloudflare, F5 และ Juniper Networks คาดว่า BlueField-3 จะพร้อมลงสนามได้ราว Q1 ปี 2022

4.) CUQUANTUM SDK

ถึงแม้ Nvidia จะไม่ใช้ผู้ผลิต Quantum Computer แต่ก็มีส่วนในการพัฒนางานนี้ สำหรับการใช้ Classical เพื่อทำ Quantum Simulation ที่อาศัย GPU ตัว cuQuantum SDK ที่ Nvidia ประกาศออกมานี้ จะช่วยให้นักวิจัยเข้าไปดึงความสามารถจาก GPU มาใช้ตอบโจทย์นั้น โดยนักวิจัยจาก Caltech ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการใช้ cuQuantum กับ Google Sycamore circuit ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 9 เท่าต่อ GPU

5.) EGX AI Platform for Enterprise

ไอเดียคือการทำ Certified ให้การใช้งานระหว่างแพลตฟอร์มระดับองค์กร โดยมีการทำ Certified 2 ส่วนคือแพลตฟอร์ม NVIDIA EGX กับ Atos, Dell Technologies, GIGABYTE, H3C, Inspur, Lenovo, QCT และ Supermicro อีกส่วนคือ Nvidia A10 และ A30 แพลตฟอร์มอย่าง VMware vSphere ซึ่งแพลฟอร์มเหล่านี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในแอปพลิเคชันขององค์กรอยู่แล้ว เมื่อเพิ่ม Nvidia เข้ามาก็เพิ่มความสามารถด้าน AI Workload เข้ามาด้วย หรือกล่าวคือเพิ่มความสามารถ AI จากโซลูชัน Nvidia ให้แอปพลิเคชันขององค์กรนั่นเอง ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://nvidianews.nvidia.com/news/nvidia-and-global-computer-makers-launch-industry-standard-enterprise-server-platforms-for-ai

6.) Data Center Security Framework ‘Morpheus’ 

Morpheus เป็น AI Framework ด้าน Cybersecurity ที่ Nvidia แนะว่าจะสามารถดึงเข้าความสามารถ AI ของตนและ BlueFiled-3 ซึ่งอย่างหลังอาจวางอยู่บน Edge อยู่แล้ว โดย Morpheus จะช่วยให้สามารถประมวลผลแพ็กเก็ตที่วิ่งผ่าน Data Center ได้แบบเรียลไทม์ หลังจากนั้นจะส่งข้อมูลต่อไปยัง EGX Server เพื่อวิเคราะห์เชิงลึกต่อไป ทั้งหมดนี้พาร์ทเนอร์อย่าง ARIA Cybersecurity Solutions, Cloudflare, F5, Fortinet, Guardicore, Canonical, Red Hat และ VMware  ได้ขานรับ Framework นี้เพื่อทำงานร่วมกันกับ Nvidia แล้ว

7.)  Jarvis conversational AI framework

Nvidia ได้ประกาศพร้อมใช้งาน Javis หรือ conversational AI framework ให้นักพัฒนาได้นำไปเทรนโมเดล Deep Learning เพื่อสร้าง AI ในการสนทนาแล้ว โดย Framework มีจุดเด่นอย่างการทำ Speech Recognition ได้อย่างแม่นยำ มีความสามารถในการแปลได้หลายภาษาในระดับเรียลไทม์ รวมถึง Text-to-Speech ยิ่งเมื่อรวมกับปัจจัยจาก Nvidia GPU จะยิ่งแสดงศักยภาพได้ดีขึ้น

8.) Autonomous Platform

ในมุมของพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ Nvidia ได้ประกาศนวัตกรรมใหม่คือ Atlas หรือแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพของโปรเซสเซอร์ถึง 1000 TOPS ซึ่งแรงกว่ารุ่นก่อนหน้า 4 เท่า โดย System-on-chip (SOC) อาศัยสถาปัตยกรรม GPU และ Arm CPU ใหม่ผสานพลังกับ BlueField ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ช่วยป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ชนกับแพลตฟอร์มรุ่นก่อนอย่าง Orin (254 TOPS) ที่กำหนดเริ่มปี 2022 ทาง Nvidia ได้ประกาศแผนของ Atlas ในปี 2025

โดยผลงานของ Orin ทาง Nvidia คุยว่าลูกค้าอย่าง Volvo ได้เตรียมนำไปใช้ในรถยนต์อัตโนมัติรุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่ารุ่นแรกน่าจะเป็น Volvo XC90 อย่างไรก็ดี Autonomous Platform เป็นสิ่งที่ควบคู่กันไปกับ Omniverse ในการทำเทรนโมเดลในระบบ Perception ในงานด้านนี้เพื่อจำลองกระบวนการตัดสินใจได้

9.) DGX Superpod

DGX superPOD เป็น Cloud-Native Supercomputer (https://www.nvidia.com/en-us/data-center/dgx-superpod/) ซึ่งในรุ่นต่อไปจะมีการพัฒนาไปใช้ DGX A100 มากกว่า 20 ตัวที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Nvidia InfiniBand HDR networking โดยย้อนไปที่รุ่นปัจจุบันของ superPOD มีการใช้งาน BlueField-2 อย่างไรก็ดีคาดว่า superPOD ใหม่จะสามารถให้บริการผ่านทางพาร์ทเนอร์ได้ใน Q2 ปีนี้ ในวาระเดียวกัน Nvidia ยังได้ประกาศถึง DGX Station A100 หรือเดสก์ท็อปสำหรับงาน AI สนนราคา Subscription ที่ 9,000 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือน 

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/everything-announced-at-nvidias-gtc-2021-a-data-center-cpu-a-new-autonomous-driving-soc-an-sdk-for-quantum-circuit-simulations-and-more/

from:https://www.techtalkthai.com/nvidia-launches-first-cpu-grace-omniverse-enterprise-bluefield3-morpheus-cuquantum-sdk-and-more-in-gtc-2021/

Microsoft เปิดให้ทดสอบ Microsoft Build of OpenJDK แล้ว

Microsoft ได้เปิดให้ผู้สนใจได้ทดสอบ Java ใน Distribution ของตัวเองที่คุยว่ารองรับได้ทั้ง macOS, Windows และ Linux

Microsoft ถือเป็นหนึ่งในผู้ใช้งาน Java รายใหญ่ เห็นได้จากการ Deploy JVM กว่า 500,000 ตัวใน Back-end ส่วน microservice, big data, message broker, streaming และ gaming ทั้งนี้กว่า 140,000 เครื่องใช้งาน Microsoft Build of OpenJDK ที่เปิดตัวให้ทดลองได้แล้วในวันนี้ โดย Microsoft คุยว่า Microsoft Build of OpenJDK binaries for Java 11 ต่อยอดมาจากโค้ดของ OpenJDK 11.0.10+9 ที่รองรับได้ทั้ง macOS, Windows และ Linux ทั้งนี้ผู้ใช้งาน Microsoft Build of OpenJDK จะได้รับการดูแลแบบ Long-term-support จากทีมงานของ Microsoft โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 

นอกจากนั้น Microsoft ยังได้มี Binary สำหรับ Java 16 (เวอร์ชันล่าสุด) สำหรับ Windows บน ARM ซึ่งพื้นฐานคือ OpenJDK 16+36 release โดยทั้งหมดนี้ Microsoft เชื่อว่าจะจูงใจให้นักพัฒนา Java มีทางเลือกในการต่อยอดบริการของตนซึ่งภายในเป็น Java เช่น Azure, SQL Server, Minecraft และ LinkedIn แม้กระทั่งนักพัฒนาแอปบนแอนดรอยด์อีกมากที่ใช้ Java สำหรับผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.microsoft.com/openjdk

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/microsoft-rolls-out-its-openjdk-preview-release/ และ https://betanews.com/2021/04/07/microsoft-build-of-openjdk-preview/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-previews-own-build-of-openjdk/

Forrester ยก Microsoft ขึ้นแท่นผู้นำในแพลตฟอร์ม Function-as-a-Service

Forrester ได้ประกาศให้ Microsoft รั้งอันดับหนึ่งในแพลตฟอร์ม Function-as-a-Service ช่วง Q1 ปีนี้

credit : microsoft

Forrester ได้พิจารณาเหตุผลในหลายแง่มุมเช่น

  • ประสบการณ์ในการใช้งานตั้งแต่การเริ่มใช้งาน เครื่องมือในการพัฒนา รองรับการพัฒนาและ Debug ภายในเครื่องตนเอง
  • มี Durable Function ช่วยสร้างความสามารถ Stateful และบูรณาการร่วมกับ Event Hub และ Event Grid
  • เป็นเครื่องมือตอบโจทย์ระดับองค์กรได้อย่างแท้จริงเพราะรองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะใน Infrastructure ขององค์กรเอง ใน Kubernetes Cluster รวมถึงให้ผู้ใช้ติดตามการทำงานได้ผ่านทาง Azure Application Insights และ Azure Monitor

สนใจอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://reprints2.forrester.com/#/assets/2/108/RES161673/report

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/microsoft-named-a-leader-in-forrester-wave-functionasaservice-platforms/

from:https://www.techtalkthai.com/forrester-puts-microsoft-as-a-leader-of-function-as-a-service-q1-2021/

ทีมนักพัฒนา PHP เผยแฮ็กเกอร์ลอบ Commit อันตรายโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ของตน

ทีมนักพัฒนาของ PHP ได้เผยถึงเหตุการณ์การโจมตีของแฮ็กเกอร์ ซึ่งสามารถแทรกซึมเข้ามาและอัปเดตโค้ดในโปรเจ็ค แต่เคราะห์ดีที่ทีมงานไหวตัวก่อนจึงยังไม่ทันได้ส่งผลกระทบร้ายแรง

เรื่องราวคือเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมาทีมงานของ PHP ได้พบกับการ Commit อันตรายเข้ามาใน php-src repository ภายใต้ชื่อของผู้พัฒนา โดยภายในโค้ดอันตรายมีการแอบแผง Backdoor เอาไว้ ทั้งนี้หลักจากสืบสวนทีมงานชี้ว่าไม่ได้เป็นเพราะบัญชีถูกแฮ็ก แต่เพราะเซิร์ฟเวอร์ git.php.net มีช่องโหว่ ด้วยเหตุนี้เองปัจจุบันทีมงานได้ย้ายโค้ดไปยัง GitHub ก่อนเพื่อความปลอดภัยและแนะนำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงผ่านทางนั้น ในกรณีนี้ถือว่าทีมงานของ PHP โชคดีกว่าการโจมตีคล้ายกันกับ SolarWinds เป็นอย่างมากเพราะรู้ตัวไว จึงแก้ปัญหาได้ก่อนปล่อยโค้ดจริงออกมา

โค้ด Backdoor ที่ถูก Commit- credit : Bleepingcomputer

ที่มา : https://www.helpnetsecurity.com/2021/03/29/backdoor-php/ และ https://www.bleepingcomputer.com/news/security/phps-git-server-hacked-to-add-backdoors-to-php-source-code/

from:https://www.techtalkthai.com/php-git-server-was-attacked-to-add-backdoor/

ขอเชิญเข้าร่วม Quantum Computing Workshop หัดเขียนโปรแกรมบน Quantum Computer ในงาน IBM Innovation Lab [23 มี.ค. 2021]

IBM และ TechTalkThai ขอเรียนเชิญ Software Developer, นักวิจัยสาขาต่างๆ และผู้ที่สนใจในศาสตร์ด้าน Quantum Computer เข้าร่วม Workshop เพื่อเป็นก้าวแรกสู่การต่อยอดในการเรียนรู้เทคโนโลยี Quantum Computing ด้วยการทดลองเขียนโปรแกรมบน Quantum Computer ในงาน IBM Innovation Lab วันที่ 23 มีนาคม 2021 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

Qiskit Workshop: Quantum Computing Basics and Programming โดย IBM

วันที่ 23 มีนาคม 2021
เวลา 16.30น. – 17.30น.
รูปแบบ Online Workshop

ร่วมทำ Hands-on Workshop พัฒนาโปรแกรมบน Quantum Computer ด้วย Qiskit โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกรุณาเตรียมพื้นที่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำ Workshop ตามวิทยากรผู้บรรยาย

การเตรียมตัวก่อนเข้าร่วม Workshop

  1. เตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าร่วม Workshop โดยอาจใช้โทรศัพท์มือถือหรือ Tablet ในการเข้าร่วม Session Zoom Webinar และใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการเขียนโปรแกรม
  2. ลงทะเบียน IBM Quantum ที่ http://quantum-computing.ibm.com/ โดยต้องใช้ IBMid ในการลงทะเบียน หากยังไม่มี IBMid มาก่อน สามารถสร้างได้ที่ปุ่ม Create an IBMid Account ด้านขวาล่างของหน้าจอ แล้วเลือก Create an IBMid
  3. สำหรับผู้ที่มีเวลา กรุณารับชมคลิปนี้และคลิปอื่นๆ ใน Playlist เพื่อสร้างความคุ้นเคยต่อแนวคิดและเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง https://www.youtube.com/watch?v=R9FjVUIZeY8&list=PLOFEBzvs-VvrhKYASly1BXo1AdPyoCsor

การลงทะเบียนเข้าร่วม Workshop

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วม Workshop ได้ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_klV6_8mBTLKfaVkH-wVKNw โดย Workshop และ IBM Innovation Lab ในครั้งนี้จัดร่วมกับ TTT Virtual Summit 2021 จึงสามารถลงทะเบียนร่วมกันได้ทันที และสามารถเข้าร่วมห้องประชุมในเวลา 16.30น. ของวันที่ 23 มีนาคม 2021 เพื่อเข้าร่วม Workshop เท่านั้นได้ (อาจเข้าร่วมห้องประชุมก่อนนั้นเล็กน้อยเพื่อเตรียมตัวก็ได้เช่นกัน)

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับชมเนื้อหาส่วนอื่น ของ IBM Innovation Lab สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ https://www.techtalkthai.com/ibm-innovation-lab-2021-online-seminar-invitation/ และสำหรับผู้ที่สนใจรับชมเนื้อหาส่วนอื่นๆ ของ TechTalkThai Virtual Summit 2021 ด้วย กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://conf.techtalkthai.com/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-quantum-computing-online-workshop-ibm-innovation-lab-invitation/

GitHub ดีดผู้ใช้งานจากระบบ เพื่อแพตช์แก้ไขปัญหาบั๊กร้ายแรง

เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมาผู้ใช้งาน GitHub อาจจะหลุดออกจากการใช้งาน ซึ่งล่าสุดมีการเปิดเผยจากทีมงาน GitHub แล้วว่าเป็นการดีดผู้ใช้งาน เพื่อแก้ไขปัญหาบั๊กร้ายแรงที่ทำให้ผู้ใช้บางรายเข้าถึงบัญชีผู้อื่นได้

Credit: GitHub

เหตุการณ์คือก่อนหน้านี้ทีมงาน GitHub ได้รับแจ้งเกี่ยวกับพฤติกรรมผิดปกติเกี่ยวการใช้งาน GitHib.com ด้วยเหตุนี้เองหลังจากสืบสวนทีมงานพบว่ามีบั๊กที่สามารถทำให้ Session การใช้งานถูกเราต์ไปยังบราวน์เซอร์ของผู้ใช้งานรายอื่นได้ ซึ่งเป็นปัญหาจาก Race Condition ที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก และคาดว่ามีผลกระทบเพียง 0.001% ของ Session การใช้งานทั้งหมด โดยทีมงานอธิบายว่านี่เป็นเพียงบั๊กจากความผิดพลาดเท่านั้นไม่ได้เป็นการถูกแฮ็กหรือแทรกแซงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดีทีมงานเชื่อว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 8 กุมภาาพันธ์ถึง 5 มีนาคม ซึ่งหลังจากที่แก้ไขระบบเบื้องต้นแล้ว ในวันที่ 8 ที่ผ่านมาจึงมีการตัดสินใจดีดผู้ใช้งานออกเพื่อทำการแพตช์ระบบขั้นสุดท้าย ดังนั้นสำหรับผู้ใช้งานที่อยู่ในเหตุการณ์ ณ ตอนนั้น จึงขอให้ทราบไว้ว่าเป็นการแก้ไขแพตช์ไม่ได้เป็นเหตุการณ์น่ากังวลแต่อย่างใด

ที่มา : https://www.securityweek.com/github-informs-users-potentially-serious-authentication-bug และ https://www.bleepingcomputer.com/news/security/github-fixes-bug-causing-users-to-log-into-other-accounts/

from:https://www.techtalkthai.com/github-invalidate-user-to-patch-serious-login-bug/

Google เปิดตัว Flutter 2 รองรับการพัฒนาแอปบนทั้ง Web และ Desktop

Google ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Flutter 2 โครงการ Open Source Framework สำหรับช่วยพัฒนา Application ที่สามารถทำงานได้บนหลาย Platform โดยเสริมความสามารถในการรองรับการพัฒนาแอปบน Web และ Desktop เข้ามาในเวอร์ชันนี้

Credit: Google

Google ระบุว่าเป้าหมายของ Flutter 2 คือการเปลี่ยนแนวคิดของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้มุ่งเน้นไปที่การนำเสนอประสบการณ์การใช้งานที่ดี แทนที่จะต้องเสียเวลามาจัดการกับประเด็นเรื่องความแตกต่างของแต่ละ Platform

Flutter 2 นี้รองรับการพัฒนา Web Application ในระดับ Production ได้แล้ว และยังสามารถเชื่อมต่อ API เพื่อทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น การใช้ Hardware Acceleration สำหรับการประมวลผลภาพ 2 มิติและ 3 มิติ หรือการกำหนด Layout ของหน้าเว็บได้อย่างยืดหยุ่น โดย Google ระบุว่า Flutter 2 จะรองรับการพัฒนา Web Application หลักๆ 3 รูปแบบ ดังนี้

  • Progressive Web App ที่ผสมผสานความสามารถของ Desktop App ร่วมกับการเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ผ่าน Internet
  • Single Page App ที่ทำการโหลดหน้าเว็บขึ้นมาเพียงครั้งเดียว แล้วทำการรับส่งข้อมูลกับ Web Service อื่นๆ
  • Flutter Mobile App ที่เคยพัฒนาอยู่เดิมและต้องการแปลงให้มาทำงานบนเว็บได้

Google ระบุว่าปัจจุบันนี้บน Google Play มี App ที่พัฒนาด้วย Flutter มากกว่า 150,000 รายการแล้ว และหลังจากนี้การมาของ Flutter 2 ก็จะทำให้ App เหล่านี้สามารถใช้งานเป็น Web App ได้ด้วยโดยไม่ต้องแก้ไขโค้ดแต่อย่างใด ซึ่งความสามารถเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาได้ด้วยการพัฒนาของภาษา Dart ที่เพิ่งเปิดตัวเวอร์ชัน 2.12 ไปนั่นเอง

นอกจากนี้ Google ยังได้เปิดตัว Google Mobile Ads for Flutter ซึ่งเป็น SDK ใหม่ที่ใช้ทำงานร่วมกับ Google AdMob และ Google AdManager สำหรับใช้ในการนำเสนอโฆษณารูปแบบต่างๆ ภายใน Flutter App และยังมีการเปิดตัว Flutter Fix ความสามารถใหม่ที่จะช่วยให้แปลงโค้ดเดิมให้ไปใช้ Flutter API รุ่นใหม่ให้ได้ด้วย

ที่มา: https://siliconangle.com/2021/03/03/google-announces-flutter-2-support-web-desktop-apps/

from:https://www.techtalkthai.com/google-flutter-2-is-released-with-web-app-support/

ผลสำรวจชี้ องค์กรทำ DevOps เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าใน 5 ปีที่ผ่านมา

RedGate Software ผู้เชี่ยวชาญทางด้านข้อมูลได้ออกมาเผยถึงรายงาน 2021 State of Database DevOps ที่ได้ทำการสำรวจข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 8,000 คนใน 3,200 องค์กรถึงประเด็นด้านการทำ DevOps ในองค์กร, ผลกระทบจาก COVID-19 ต่อฝ่าย IT และ DevOps และแนวโน้มการใช้เทคโลยีสำหรับ Database DevOps พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

Credit: ShutterStock.com
  • 74% ของธุรกิจองค์กรมีการใช้ DevOps ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยมีการใช้ Cross-Platform Database เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน และเติบโตจากผลสำรวจเมื่อ 5 ปีก่อนที่มีองค์กรใช้งาน DevOps เพียงแค่ 47%
  • วิกฤต COVID-19 ไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของฝ่าย IT มากนัก เพราะฝ่าย IT ยังคงทำงานอย่าง Remote ได้มีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากเดิมนัก โดยธุรกิจของผู้ตอบแบบสอบถามนี้ 43% ที่เติบโตมากขึ้นกว่าที่คาด, 13% ยังคงตัว และ 9% ที่หดตัว
  • ผู้ตอบแบบสอบถาม 80% ระบุว่าการทำงานแบบ Remote Working จะยังคงดำเนินต่อไปอีกยาวนาน ในขณะที่ 63% ระบุว่าการทำงานแบบ Remote Working นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น
  • อุปสรรคใหญ่ในการทำ DevOps ให้มีประสิทธิภาพของธุรกิจนั้นได้แก่การขาดทักษะที่จำเป็นของทีม, การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจที่มีอยู่เดิม และการขาดความร่วมมือระหว่างทีมพัฒนาและทีมดูแลรักษาระบบ
  • ความท้าทายในการปรับปรุงกระบวนการพัฒนา Software หลักๆ นั้นได้แก่ การขาดระบบ Automation สำหรับ Release Process (41%) และการที่โค้ดของระบบที่มีอยู่ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม (39%) ในขณะที่การขาดแคลนงบประมาณหรือปัญหาด้านการเปลี่ยนวัฒนธรรมนั้นเป็นปัญหาที่เล็กน้อยมาก
  • Database DevOps สามารถช่ยให้การทำ DevOps มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นได้ โดยจากผลสำรวจพบว่าไม่มีธุรกิจใดเลยที่ใช้เพียงแค่ Oracle DB หรือ MS SQL Server เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป และมีการใช้งาน Open Source Database กันมากขึ้น
  • มากกว่า 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ามีการใช้ NoSQL Database
  • มีเพียง 30% เท่านั้นที่ใช้ Database Platform เพียงค่ายเดียว ในขณะที่ปีก่อนหน้ายังมีถึง 38%
  • มี 22% ที่ใช้ Database 2 ยี่ห้อ และเกือบครึ่งของผู้ที่ตอบแบบสอบถามใช้ Database ตั้งแต่ 3 ยี่ห้อขึ้นไป

ผู้ที่สนใจรายงานฉบับเต็มสามารถโหลดได้ที่ https://www.red-gate.com/solutions/database-devops/report-2021 ครับ

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/devops-adoption-almost-doubles-in-five-years-covid-crisis-accelerates/

from:https://www.techtalkthai.com/devops-in-enterprises-grows-almost-2-times-in-past-5-years/

สรุป Red Hat Webinar: พัฒนา Kubernetes Native Application ด้วย Java สำหรับ Spring Developer

อีกหนึ่งความท้าทายของการนำ Java Application มาทำงานบน Kubernetes ก็คือข้อจำกัดเรื่องการใช้งานหน่วยความจำ (Memory) ที่ค่อนข้างสูง และเวลาที่ใช้ในการ start จนพร้อมที่จะทำงาน (Startup Time) ที่ค่อนข้างนานเมื่อเปรียบเทียบกับ Framework อื่นๆ เช่น Node.js หรือ Go

ใน Webinar นี้ขอนำเสนอ Quarkus ที่จะมาตอบโจทย์การพัฒนา Java Application บน Kubernetes ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งคุณสมบัติที่อำนวยความสะดวกนักพัฒนา ให้การพัฒนา Application เป็นไปได้อย่างสะดวก

โดย Webinar ในครั้งนี้ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญหลายท่านจากทีมงาน Red Hat ได้แก่คุณวรวิทย์ เลิศกิติพงศ์พันธ์ , คุณฉัตรชัย กองมณี และคุณเฟื่องวิชญ์ โสภารัตน์

Credit: Quarkus

ปัญหาของ Java กับประเด็นด้านประสิทธิภาพสำหรับการใช้ Application ในระดับธุรกิจองค์กร

โดยทั่วไปเวลาเราพูดถึง Java Application หลายๆ คนก็คงนึกถึงระบบที่มีขนาดใหญ่ มี Stack ที่ซับซ้อน มีการใช้งานหน่วยความจำ (Memory) ที่ค่อนข้างมาก และใช้เวลาในการ start ( Startup Time) ที่ค่อนข้างมากกว่า Framework อื่นๆ เช่น NodeJS หรือ Go ทำให้การย้ายมาใช้งานบน Kubernates ทำได้ค่อนข้างยาก หรือไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ใช่จุดที่ผิดในเชิงของการออกแบบ เพราะเดิมที Java นั้นถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานในสมัยอดีตก่อนที่จะมี cloud หรือ microservice

อย่างไรก็ดีหากอ้างอิงจากข้อมูลเชิงสถิติ ธุรกิจองค์กรเองก็ยังมีการใช้งาน Java อยู่ค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะในส่วนของระบบ Backend ดังนั้นถ้าหากต้องการใช้ Java ให้ตอบโจทย์ต่อธุรกิจในปัจจุบัน การใช้ Java จึงต้องถูกย้ายมาทำงานบน Container เป็นหลัก และเปลี่ยนรูปแบบของเทคโนโลยีที่ใช้เบื้องหลังไปบ้าง เพราะหากใช้รูปแบบ หรือ Framework เดิมๆ กับ Container ก็จะทำให้ Container ที่ได้มีขนาดใหญ่ และไม่สามารถใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าอย่างเต็มที่มากนักเมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆ

หากอ้างอิงสถิติจากการใช้ AWS Lambda ในการทำ Serverless นั้น Java เองก็ยังมีสัดส่วนการใช้งานเพียงแค่ 6% เท่านั้น ในขณะที่ Node.js มีสัดส่วนมากถึง 51% และ Python ก็ยังมีมากถึง 38% ทำให้ที่ผ่านมาหากภาคธุรกิจองค์กรต้องการใช้ Serverless นั้น ก็มักเลือกแนวทางในการพัฒนาระบบ Serverless ด้วยภาษาอื่นๆ กันมากกว่า

Quarkus โซลูชันสำหรับการพัฒนาและใช้งาน Java บน Container ได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ Red Hat ได้นำมาตอบโจทย์นี้ก็คือ Quarkus ที่มี Tagline คือ Supersonic,Subatomic, Java หรือก็คือการทำให้ Java ขนาดที่เล็กลง (Subatomic) มี Startup time ได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม (Supersonic) ซึ่งทั้งสองคุณสมบัติ เป็นปัจจัยหลักที่ Application บน Kubernetes ต้องการ

สำหรับ นักพัฒนาที่จะเริ่มต้นเรียนรู้ Quarkus สามารถเข้าไปที่ https://quarkus.io/ โดย quarkus ได้เตรียม Initializer ที่เป็นเครื่องมือในการช่วยให้นักพัฒนาสามารถเริ่มต้นเรียนรู้และใช้งาน Quarkus ได้ง่ายขึ้นที่เข้าไปที่ https://code.quarkus.io/ ซึ่งผู้นักพัฒนา สามารถเลือก Extension ที่ตนเองต้องการใช้งานใน Application และสามารถเลือก Build Tool ที่ต้องการได้ ก่อนจะทำการ Download ไฟล์ต่างๆ ที่ถูกเตรียมเอาไว้สำหรับสร้าง Application หรือ Push ไปยัง GitHub โดยตรงเลยก็ได้

เมื่อได้ไฟล์มาแล้วก็สามารถนำไปพัฒนาต่อ ด้วย IDE ที่ถนัด ไม่ว่าจะเป็น VS Code, Eclipse หรือ Intellij และด้วย Build Tool อย่างเช่น Maven หรือ Gradle ที่ Quarkus ได้เตรียมไว้ให้ใช้งาน จึงทำให้นักพัฒนาพร้อมใช้งานได้ทันที

Quarkus มี features สำหรับช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้นักพัฒนามากมาย ยกตัวอย่างเช่น Quarkus Dev Console ซึ่งเป็น Web GUI ที่สามารถแสดง Plugin ต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน Application ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบภาพรวมสำหรับแต่ละโครงการพัฒนา Java Application ความสามารถเด่น ๆ เช่น สามารถสั่ง Build Container Image ขึ้นมาด้วยตนเองได้ผ่าน WebUI ได้ทันที โดยสามารถเลือกได้ว่าจะสร้าง เป็น container สำหรับ jar file หรือ สำหรับ native

อีกความสามารถที่น่าสนใจของ Quarkus ก็คือการแปลงโค้ดให้ทำงานแบบ Native ได้ ซึ่งเมื่อทำการ build quarkus เป็น native ในส่วนของการ start application นั้น จะเร็วกว่าแบบ ที่ทำงานบน JVM ถึง 20x และใช้ resource เช่น memory น้อยกว่าแบบ JVM ถึง 10x เลยทีเดียว

ใน Quarkus จะมี Developer Mode ให้ ซึ่งจะมีความสามารถที่ช่วยให้การพัฒนา Application เป็นไปได้ง่ายขึ้น เช่น การทำ Live Code ที่สามารถแก้ไขโค้ดและทำ Hot Code Replace และ Live Reload ให้เราเห็นผลลัพธ์ได้ง่ายๆ ในระหว่างพัฒนาเลย ทำให้ขั้นตอนพัฒนามีความรวดเร็วกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ไม่ต้องเสียเวลา Build มา Debug เรื่อยๆ รวมถึงยังเปลี่ยน Library หรือ Dependency on the fly ได้เช่นเดียวกัน

โดยสรุปแล้ว Quarkus จึงเหมาะกับการพัฒนา Container/Kubernetes Application, Microservices ไปจนถึง Serverless ซึ่งมาจากการใช้ทรัพยากรน้อย มี Developer Mode เพื่อช่วยให้นักพัฒนาทำงานได้ง่าย สามารถพัฒนา App ได้ทั้งแบบ Imperative และ Reactive พร้อมทั้งยังมี Framework ต่างๆ สำหรับให้หยิบนำมาใช้ในงานที่เหมาะสมได้ รวมถึงยังทำงานร่วมกับ IDE ชั้นนำในสาย Java ได้อย่างครบถ้วน และมี Extension สำหรับใช้งานใน Kubernetes และ Red Hat OpenShift ได้ ช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการจัดการไฟล์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการ Deploy ระบบได้โดยอัตโนมัติ

Spring Developer จะย้ายมาใช้ Quarkus ได้อย่างไรบ้าง?

ใน Webinar ครั้งนี้ได้มีการแสดงถึงการนำ Spring Boot มาใช้งานบน Quarkus ได้อย่างไร เนื่องจากในประเทศไทยนั้น Spring boot มันเป็น framework ตัวเลือกหลัก ๆ ของ java developer ในเมืองไทย โดยใน Application ตัวอย่างที่เตรียมมานั้น แสดงให้เห็นถึง feature โดยทั่วไปของ Spring Boot ไม่ว่าจะเป็น Spring DI, Spring Rest, Spring Data JPA

Quarkus ได้เตรียม extension ที่รองรับการนำ Spring Boot เดิม ๆ ที่มีอยู่ มาเปลี่ยนเป็น Quarkus ได้ เพียงปรับเฉพาะในส่วนของ library (เช่น แก้ maven dependency ใน pom.xml) และ properties เท่านั้น เพียงแค่นี้ นักพัฒนา ก็จะสามารถนำ spring boot application เดิม มาเปลี่ยนเป็น quarkus เพื่อใช้ประโยชน์จาก feature ต่าง ๆ ของ Quarkus ได้ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถเรื่องของ native, live code เป็นต้น และ Quarkus เอง ก็ยัง extenstion ต่าง ๆ เพื่อรองรับ feature ที่ spring boot มี ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ health, swagger, tracing หรือแม้แต่การ support monitoring tool อย่าง prometheus

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หลังจากเปลี่ยนมาใช้ spring extenstion ของ quarkus ในส่วนของ การ statup application เร็วกว่าเดิมถึง 50% และใช้ memory น้อยกว่า 50% และยิ่ง build เป็น native แล้วนั้น เร็วกว่า spring boot เดิม ถึง 7x และใช้ memory น้อยกว่า 10x เลยทีเดียว

โดยสรุปแล้วการ Migrate ระบบบน Spring Boot มาสู่ Quarkus นั้นสามารถทำได้ด้วยการแก้ไขเฉพาะในส่วนของ depency/extension ที่ Quarkus ได้เตรียมเอาไว้ให้ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้ Spring Developer สามารถ upgrade ระบบงาน หรือ application ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงรองรับ Container/Kubernetes ได้ ด้วย Quarkus นอกจากนี้ Red Hat ยังมีเครื่องมืออย่าง Migration toolkit for Application ที่สามารถช่วยตรวจสอบว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไร หรืออย่างไรบ้าง และมีระบบแนะนำด้วยว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการปรับเปลี่ยนแต่ละส่วน

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Quarkus

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ Quarkus เพิ่มเติม ทีมงาน Red Hat ก็ได้ชี้เป้าแนะนำทั้งเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์ และ E-Book สำหรับนำไปศึกษาได้ฟรีๆ ดังนี้

สนใจติดต่อ Red Hat ได้ทันที

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.openshift.com/ และ https://quarkus.io/ หรือติดต่อทีมงาน Red Hat ประจำประเทศไทยได้ที่ Email rchemae@redhat.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-webinar-kubernetes-native-application-with-java-for-spring-developer-summary/

Gartner ชี้ Low-code กำลังจะเกิดในอนาคตอันใกล้

Gartner ได้เผยถึงผลวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มของเทคโนโลยีพบว่า Low-code Development กำลังเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆแล้ว

Low-code Development เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันได้ด้วยการคลิกและลากวางแทนการเขียนโค้ดมหาศาล ซึ่งหลายคนจะเริ่มได้ยินคำว่า Low-code และ no-code เมื่อไม่นานมานี้ โดย Gartner ได้ประมาณการเติบโตของเทคโนโลยี Low-code Application Platform ว่าในปี 2021 จะมีรายได้เพิ่มสูงถึง 30% ไปแตะที่ 5,800 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้สาเหตุเบื้องหลังของการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดก็คือเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัส ที่ทำให้องค์กรแสวงหาการ Transformation ตัวเองให้สามารถเร่งขั้นตอนการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ทันใจ และเพื่อตอบสนองความต้องการนั้นการขยายขอบเขตการพัฒนาให้เข้าถึงผู้อยู่นอกสายไอทีจึงเกิดขึ้น โดย Gartner ยังทำนายว่าภายในปี 2025 ลูกค้าของผลิตภัณฑ์ Low-code จะมาจากผู้ใช้ที่ไม่ใช่ไอที

อีกหนึ่งปัจจัยก็คือ SaaS และ Hyperautomation ได้ช่วยดันการเกิดขึ้นของ Low-code ซึ่งผู้เล่นรายใหญ่ด้าน SaaS มีการเพิ่มความสามารถด้าน Low-code เข้ามาในบริการแล้ว

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/low-code-development-has-become-a-technological-movement-says-gartner/ และ https://www.itproportal.com/news/gartner-forecasts-surge-in-low-code-adoption/

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-predicts-low-code-is-coming-soon/