คลังเก็บป้ายกำกับ: Software

เตือนภัย – อย่าเล่น !!! FaceApp แอปสุดฮิตขณะนี้ (ปรับรูปให้หน้าดูแก่) เพราะจะโดนดึงข้อมูลไปใช้งานได้

ยังไม่คนอีกจำนวนมากที่ไม่รู้ถึงการใช้งานต่างๆ บนโลกออนไลน์ ว่าจริงๆ แล้วไม่เคยมีอะไรฟรี เราจะต้องแลกกับอะไรบางอย่างเสมอ ล่าสุดสำหรับ FaceApp แอปพลิเคชั่นสุดฮิตขณะนี้ ซึ่งหลักๆ เห็นกันบ่อยที่สุดในโลก Social Media ก็คือ การปรับรูปให้หน้าดูแก่ขึ้น (ปรับให้เด็กลงก็ได้) โดยในตอนนี้ทางสื่อต่างๆ ทั่วโลกได้ออกมาเตือนถึงความอันตรายที่หลายคนอาจจะไม่ทราบได้กันแล้ว

โดย FaceApp เป็นแอปพลิเคชั่นที่เราสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ผ่านทาง App Store หรือ Google บนมือถือของเราไม่ว่าจะเป็น iPhone หรือ Android ซึ่งจริงๆ แล้ว FaceApp เป็นของบริษัท Big Data ยักษ์ใหญ่ที่จะนำไปใช้พัฒนา AI ของนักพัฒนาชาวรัสเซีย ซึ่งจากข้อมูลที่ทราบคือใช้งานกันแค่ไม่กี่วัน ก็มีกว่า 150 ล้านบัญชีไปแล้ว ที่สำคัญคือไม่เกี่ยวข้องกับ Facebook ที่เราเล่นๆ กันแต่อย่างใดเลยด้วย (เผื่อบางคนเข้าใจผิดติดเองไปเองอีก)

ความอันตรายก็คือ คนที่ใช้งานแอปนี้จะโดดดูดข้อมูลไปเก็บไว้ที่ Server ของทางนักพัฒนา ซึ่งมีสิทธิที่จะทำอะไรกับข้อมูลของเราก็ได้ และแม้จะลบโพสต์หรือแอปไปแล้ว แต่ต้นทางน่าจะยังติดตามหรือมีข้อมูลโปรไฟล์ของเราได้อยู่ก็เพราะเราได้ให้สิทธิเขาไปแล้วนั่นเอง ส่งผลให้อาจจะมีโฆษณาตามมาให้กวนใจ หรือเอาข้อมูลของเราอย่างเช่นใบหน้าไปใช้งานเกี่ยวกับ AI แบบฟรีๆ พูดง่ายๆ ก็คือนำข้อมูลของเราไปสร้างรายได้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินใดๆ ให้กับเราหรือไม่ต้องบอกเราด้วยซ้ำ กรณีที่เราเสียหายขึ้นมาก็เรียกร้องอะไรไม่ได้ด้วย

สำหรับบริษัทที่พัฒนาแอปนี้ขึ้นมามีชื่อว่า Wireless Lab โดยทำงานร่วมกับบริษัทที่ทำ Big Data อีกบริษัทหนึ่งชื่อ Yendex ซึ่ง Yendex นี้เองเป็นบริษัทไฮเทคระดับที่ว่าเป็น “Google แห่งรัสเซีย” ก็ได้ พร้อมมีบริการหลายอย่างที่ Google มี ส่วนตัว Server ก็แยกใช้อีกบริษัทหนึ่ง…ฟังดูน่ากลัวไหมล่ะ ยังไงก็มีเพื่อนคนไหนเล่นก็เตือนๆ กันหน่อยก็แล้วกัน เดี่ยวจะได้แค่ความบันเทิงแล้วไม่คุ้มเสียเอา ???

 

ที่มา : businessinsiderappleinsider

from:https://notebookspec.com/dont-use-faceapp-if-you-want-to-keep-the-rights-to-your-photos/488620/

โฆษณา

เชิญร่วมงานสัมมนา “Digital Transformation is NOW ทลายขีดจำกัดทางธุรกิจด้วยกลยุทธ์ดิจิทัล”

The VIABLE สื่อและเครือข่าย (Media and Community) ด้านการทำ Digital Transformation รวบรวมเหล่ากูรูด้านการตลาด, Big Data, และนวัตกรรมดิจิทัล ร่วมบรรยายและเสวนาเข้มข้นจากเหล่าวิทยากรด้านเทคโนโลยีชั้นนำ 6 ท่าน ทั้งจากไทยและต่างชาติ โดยงานนี้เป็นครั้งแรกที่ทาง The VIABLE ได้รับเกียรติร่วมพาร์ทเนอร์กับทาง HubSpot บริษัท CRM & Marketing Automation ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ทาง HubSpot ได้รับรางวัล Magic Quadrant จาก Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นนำของโลก โดยผลรางวัลรวบรวมมาจากประสบการณ์และข้อเสนอแนะของผู้ใช้งานจริง ซึ่งจะต้องมาจากผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้าน IT ที่มีประสบการณ์เท่านั้น งานนี้ถือได้ว่าผู้ร่วมงานมีแต่คุ้มกับคุ้ม

เวที Digital Transformation is NOW ถูกจัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้ในเชิงบริหารจัดการและการวางกลยุทธ์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้คุณสามารถวางกลยุทธ์ ปรับเปลี่ยนแต่ละฟังก์ชั่นหลักในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น Marketing, Sales, HR และ Operations เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจให้พร้อมในสนามแข่งขัน พร้อมด้วยการถ่ายทอดประสบการณ์ธุรกิจจากเคสจริงที่ประสบความสำเร็จ ผ่านการผนวกเอาแบรนด์คอนเซ็ปต์ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการใช้ช่องทางดิจิทัลอย่างชาญฉลาดมาทำให้ธุรกิจก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว

What to Expect  สิ่งที่คุณจะได้รับ: 

Inspiration

การสร้างให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย ให้งานนี้เป็นคำสัญญาจากเราที่จะนำนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้คุณเดินหมากธุรกิจได้อย่างมืออาชีพ 

Strategy 

แรงบันดาลใจเป็นเรื่องที่ดี แต่การมีกลยุทธ์ที่ดีจะช่วยให้คุณทะยานไปได้เหนือกว่า งานนี้เรารวบรวมสุดยอดกลยุทธ์ในยุคดิจิตอล ร่วมกำหนดทิศทาง วางกลยุทธ์ ขับเคลื่อนองค์กรของคุณสู่เป้าหมาย   

Actionable Advice 

เราร่วมมือกับดิจิทัล Guru ชั้นนำ และพิเศษด้วย Session จาก Speakers ตัวจริง Import มาจากทาง HubSpot Singapore ที่จะมาแนะนำการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจคุณในทุกช่องทาง ให้คุณกลับจากงานด้วยกลยุทธ์ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม 

Professional Networking 

ร่วมพบปะกับนักธุรกิจผู้เข้าร่วมงานที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี เปิดโอกาสให้ตัวคุณเองได้พบปะกับบุคคลภายนอกที่เปรียบเสมือนเป็น Sounding Board แลกเปลี่ยนมุมมอง ท้าทายความคิด และร่วมแชร์ความสำเร็จไปด้วยกันกับคุณ 

มาร่วมติดอาวุธทางความคิด เพิ่มศักยภาพให้สามารถก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลด้วยความมั่นใจ ให้คุณมองภาพกว้างและเข้าใจในธุรกิจ เข้าใจ End Customer โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาเป็นตัวขับเคลื่อนองค์กร ให้ทุกมิติของเป้าหมายทั้งการเงิน การผลิต และการบริการ มีศักยภาพพร้อมแข่งขันในระดับสากล 

//////////// SAVE THE DATE //////////// 

วัน: ศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2019
เวลา: 13.00 – 17.30 น.
สถานที่: อาคาร Knowledge Exchange (KX) ชั้น 10 (BTS วงเวียนใหญ่, แผนที่)
รถยนต์ส่วนตัว: จอดรถที่อาคาร Knowledge Exchange บริการจอดรถฟรีสำหรับผู้เข้าร่วมงาน 

งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 094-545-6001 (คุณไอซ์)

from:https://www.techtalkthai.com/digital-transformation-is-now-by-the-viable/

Arm ขอเชิญร่วมงานสัมมนา Arm IoT Workshop 2019: The Smart Way to IoT 30 ก.ค. 2019

Arm ขอเรียนเชิญผู้บริหารทางด้าน IT, ผู้จัดการทางด้าน IT, ผู้ดูแลระบบ IT และนักพัฒนา Software เข้าร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Arm IoT Workshop 2019: The Smart Way to IoT เพื่ออัปเดตแนวโน้มด้านการนำเทคโนโลยี IoT มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำ Digital Transformation เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมรับชมและสัมผัสกับโซลูชัน Arm Pelion IoT Platform ที่จะช่วยให้ทุกการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT และการบริหารจัดการวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT นั้นกลายเป็นเรื่องง่าย ให้คุณเร่งสร้างนวัตกรรมด้าน IoT ให้แก่ธุรกิจได้ ในวันอังคารที่ 30 กรกฎาคม 2019 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานดังนี้

Arm IoT Workshop 2019: The Smart Way to IoT

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม 2019
เวลา 13.30 – 17.15
สถานที่ โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร ห้องแกรนด์ บอลรูม 3
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี http://myseminar.co.kr/arm/iotworkshop/Thai/

ขณะนี้เรากำลังเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ซึ่งสร้างขึ้นด้วยพลังของข้อมูล ขณะที่ Internet of Things (IoT) เองนั้นก็กำลังแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ บริษัทต่างๆ กำลังเผชิญกับข้อมูลปริมาณมหาศาล และการรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์จำนวนมากที่มีความแตกต่างหลากหลายก็ถือเป็นอุปสรรคที่หลายธุรกิจกำลังต้องเผชิญ

ด้วยเหตุนี้ Arm ในฐานะของผู้นำด้านเทคโนโลยีหน่วยประมวลผลและโซลูชัน IoT ครบวงจร จึงได้จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการสำหรับ IoT Solutions ขึ้นในวันอังคารที่ 30 กรกฎาคม 2019 นี้ โดยมีหัวข้อที่หลากหลายครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการอุปกรณ์ IoT, ระบบ IoT Platform, การบริหารจัดการการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT และการบริหารจัดการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ้ IoT รวมถึงเคล็ดลับในการเอาชนะการแข่งขันด้านเทคโนโลยี IoT พร้อมด้วยการแบ่งปันกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ได้เรียนรู้

หากคุณกำลังทำงานภายในโครงการ IoT ใดๆ หรือสนใจในโซลูชันทางด้าน IoT ล่าสุด ต้องไม่พลาดโอกาสในการเข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้

กำหนดการ

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที

ผู้ที่สนใจสามารถทำการลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันทีที่ http://myseminar.co.kr/arm/iotworkshop/Thai/

from:https://www.techtalkthai.com/arm-iot-workshop-2019-the-smart-way-to-iot-free-seminar-invitation/

เปิดตัว Elastic SIEM โซลูชัน SIEM บนเทคโนโลยีของ Elastic

Elastic ได้ออกมาประกาศเปิดตัวโซลูชันทางด้าน Security ล่าสุดอย่าง Elastic SIEM แล้วอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เหล่าธุรกิจองค์กรต่างๆ นั้นมีอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนระบบ SIEM ที่พัฒนาด้วย Open Source Software ชั้นนำจาก Elastic ในการทำงาน

Credit: Elastic

เดิมทีนั้น Elastic Stack เองก็มักถูกนำไปใช้ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบ IT Infrastructure และระบบอื่นๆ อยู่แล้ว ทำให้ทีมพัฒนา Elastic นั้นเห็นโอกาสตรงจุดนี้ และทำการพัฒนาโซลูชันต่อยอดเพื่อให้สามารถใช้งาน Elastic Stack ทำหน้าที่เป็นระบบ SIEM ได้อย่างง่ายดายด้วย Elastic SIEM นี้เอง

Credit: Elastic

Elastic SIEM นี้คือระบบ SIEM ที่ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นมาจาก Elastic Stack ด้วยการเสริมความสามารถใหม่ๆ ดังต่อไปนี้เข้ามา

  • พัฒนา SIEM App สำหรับรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Host Security และ Network Security โดยเฉพาะ
  • มีระบบ Host Security Event Analysis และ Network Security Event Analysis เพิ่มเข้ามาภายใน Kibana
  • สามารถรวบรวมข้อมูลจาก Sysmon ได้
  • สามารถรวบรมข้อมูลจาก Cisco ASA และ Palo Alto Networks Firewall ได้
  • มีระบบ Timeline Event Viewer สำหรับใช้ตรวจสอบเหตุการณ์ภัยคุกคามและเจาะลึกในรายละเอียดที่ต้องการได้
  • สามารถทำการ Pin เหตุการณ์หรือข้อมูลส่วนที่ต้องสงสัย และทำการบันทึก Note เพื่อจดรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติมในแต่ละขั้นตอนได้
  • สามารถบันทึกข้อมูลเพื่อส่งต่อไปยัง Incident Response Team ให้ทำงานต่อได้โดยง่าย

ผู้ที่สนใจสามารถทดลองใช้งาน Cluster บน https://www.elastic.co/cloud/elasticsearch-service หรือติดตั้ง Elastic Stack รุ่นล่าสุดได้ที่ https://www.elastic.co/downloads และทำการติดตั้ง SIEM App เพื่อใช้งานได้ทันที สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Elastic SIEM สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.elastic.co/solutions/siem และ https://www.elastic.co/guide/en/siem/guide/current/index.html

ติดต่อ SCorporation

ผู้ที่สนใจโซลูชันของ Elastic สามารถติดต่อ SCorporation ตัวแทนจำหน่ายได้ที่ http://www.scorporation.co.th/contact-us/

from:https://www.techtalkthai.com/elastic-siem-is-announced/

TechTalk Webinar: เคล็ดลับความสำเร็จในการขึ้นระบบ ERP สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต โดย FMS

FMS ขอเรียนเชิญเจ้าของกิจการ, ผู้บริหารธุรกิจ และผู้จัดการ IT ในอุตสาหกรรมโรงงานและการผลิต, ค้าปลีก รวมถึง Logistics เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “เคล็ดลับความสำเร็จในการขึ้นระบบ ERP สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต โดย FMS” เพื่อรับฟังประสบการณ์การวางระบบ ERP ให้กับเหล่าธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตที่มีมายาวนานกว่า 25 ปีของ FMS ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: 25 Days of Successful Implementation : Best Practice for Implementing ERP for your Manufacturing Business เคล็ดลับความสำเร็จในการขึ้นระบบ ERP สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต โดย FMS
ผู้บรรยาย: ทีมงาน Forward Management Service
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

การขึ้นระบบ ERP นั้นถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับเหล่าธุรกิจโรงงานและการผลิตที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการในการทำงานให้เป็นระบบระเบียบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมรองรับต่อการเติบโตของธุรกิจในอนาคตได้อย่างมั่นคง

ใน Webinar ครั้งนี้ ทีมงาน FMS ที่ดำเนินธุรกิจด้านการวางระบบบัญชี, การเงิน และ ERP ให้กับเหล่าธุรกิจไทยมายาวนานกว่า 25 ปี จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ในการขึ้นระบบ ERP ให้กับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตจากทีมงาน ERP Consultant ของบริษัทฟอร์เวิร์ด แมเน้จเม้นท์ เซอร์วิส โดยตรง พร้อมแนะนำแนวทางการคัดเลือก ERP ที่เหมาะสมกับองค์กร การนำไปประยุกต์ เชื่อมต่อกับโปรแกรมอื่นๆในองค์กร ปัญหาที่พบบ่อยและทางแก้ไข เคล็ดลับการขึ้นระบบภายใน 25 วัน

พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านการขึ้นระบบ ERP โดยตรงใน Webinar ครั้งนี้ พร้อมสอบถามคำถามหรือประเด็นปัญหาได้ทันที

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_JdZpdI-HTk29ko2wLCP56Q โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-erp-for-manufacturing-best-practices-by-fms/

FMS ขอเชิญเข้าร่วม Free Workshop “เจาะลึกระบบริหารจัดการสินค้าคงคลังด้วย SAP Business One” 8 ส.ค. 2019

FMS และ A-Plus Software จาก Hongkong ร่วมกับ SAP Thailand ขอเชิญบริษัทที่สนใจเข้าร่วม Workshop ฟรี “เจาะลึกระบบริหารจัดการสินค้าคงคลังด้วย SAP Business One” : Inventory Control, Warehouse Solution, และ Barcode System วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พศ. 2562 เวลา 8.30 – 12.30 น. ที่ SAP Thailand , ตึก Liberty สีลม BTS ศาลาแดง โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

เจาะลึกระบบริหารจัดการสินค้าคงคลังด้วย SAP Business One” : Inventory Control, Warehouse Solution, และ Barcode System โดย FMS Consulting

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พศ. 2562
เวลา 8.30 – 12.30 น.
สถานที่ SAP Thailand , ตึก Liberty สีลม BTS ศาลาแดง

เจาะลึกและทดลองจริง การทำงานของระบบ ERP : SAP Business One สำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิต วางแผนการผลิต และเชื่อมต่อกับระบบบริหารสินค้าคงคลัง ( Barcode & Warehouse System)

พิเศษ !!! Free Workshop การออกแบบระบบสินค้าคงคลัง สอนโดยทีมผู้เชี่ยวชาญระบบ Manufacturing จาก A Plus Solution, ฮ่องกง และ ทีม SAP Business One Consultant จาก FMS และ SAP Thailand

กำหนดการ

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันทีที่ http://www.fmsconsult.com/en/news-event/seminar/upcoming-event/inventory-control-warehouse-solution-barcode-system.html

from:https://www.techtalkthai.com/fms-free-workshop-warehouse-management-with-sap-business-one-2019-08/

AIS โชว์ความแกร่งโซลูชัน IoT สำหรับธุรกิจ คว้ารางวัล Thailand IoT Services Provider of the Year 2019 จาก Frost & Sullivan

หลังจากที่ AIS ได้คว้ารางวัล 2019 Frost & Sullivan Thailand IOT Services Provider of the Year และเป็นข่าวใหญ่กันไปนั้น ทางทีมงาน TechTalkThai ก็ได้มีโอกาสพูดคุยเจาะลึกกับทีมงานของ AIS ในประเด็นเรื่องโซลูชันทางด้าน IoT ที่ AIS ได้นำเสนอและให้บริการแก่ภาคธุรกิจจำนวนมากในประเทศไทยจนได้รับรางวัลในครั้งนี้ ว่าเบื้องหลังนั้นมีเทคโนโลยีใดของ AIS บ้างที่พร้อมให้บริการแล้วแก่ภาคธุรกิจในไทย นอกเหนือไปจากระบบโครงข่ายที่เคยเป็นข่าวมาหลายต่อหลายครั้งก่อนหน้านี้

AIS คว้ารางวัล Thailand IoT Services Provider of the Year ปี 2019 จาก Frost & Sullivan ด้วยคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจน

ในการประกาศผลรางวัลประจำปีนี้ AIS ได้รับรางวัล 2019 Frost & Sullivan Thailand IOT Services Provider of the Year จากการแจกรางวัล Asia Pacific Best Practices Awards เนื่องในฐานะที่ AIS ได้มีความสำเร็จในโครงการทางด้าน IoT อย่างหลากหลายในประเทศไทย และสามารถตอบโจทย์ความท้าทายของการเริ่มต้นนำ IoT ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างดีเยี่ยมนั่นเอง

ในรายงานของ Frost & Sullivan ได้ทำการสำรวจทั้งในแง่มุมของนวัตกรรมและเทคโนโลยี, ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ และเสียงตอบรับจากลูกค้าที่ใช้งานจริง ซึ่งคะแนนของ AIS นั้นก็สูงกว่าคู่แข่งที่ไม่เปิดเผยชื่ออย่างชัดเจนในทุกหมวดหมู่ของเกณฑ์การตัดสิน พร้อมทั้งยังได้มีการวิเคราะห์ในภาพรวมถึงจุดเด่นของโซลูชันทางด้าน IoT จาก AIS ด้วย

ตอบโจทย์ความท้าทาย IoT สำหรับธุรกิจไทย: ความครอบคลุม, ความมั่นคงปลอดภัย, การนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้ และความชัดเจนของโครงการ

สำหรับประเด็นสำคัญที่ทำให้ AIS ได้รับรางวัลในครั้งนี้มานั้นก็คือการที่ AIS สามารถตอบโจทย์ความท้าทายที่ทุกๆ ธุรกิจต้องเผชิญในการริเริ่มโครงการทางด้าน IoT ขึ้นมาได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

AIS ตอบโจทย์ความต้องการด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความต้องการด้าน IoT นี้ได้ด้วยโครงข่าย 4G ที่มีอยู่ในมือ อีกทั้งยังมีการออกแบบระบบโครงข่ายเหล่านี้ให้มีความมั่นคงปลอดภัย มีการแยกการเชื่อมต่อออกจากระบบโครงข่ายทั่วไป ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่เชื่อมต่อผ่านระบบโครงข่ายของ AIS นั้นจะได้รับสัญญาณคมชัดทั่วไทย และข้อมูลจะไม่รั่วไหลออกไปสู่ภายนอกอย่างแน่นอน

ไม่เพียงแต่ในแง่มุมของระบบโครงข่ายเท่านั้น แต่ AIS ได้ให้บริการทางด้าน IoT แบบ End-to-End อย่างแท้จริงด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนโซลูชันทางด้าน IoT เข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการริเริ่มนำ e-SIM เข้ามาใช้เพื่อให้อุปกรณ์ IoT มีขนาดเล็กลงเป็นอย่างมาก, การพัฒนา IoT Platform ต่างๆ เพื่อให้เริ่มต้นใช้งาน IoT ได้ง่าย, การนำบริการ Cloud ของตนเองเข้ามาช่วยในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ไปจนถึงการนำบอร์ดสำหรับพัฒนามาเพื่อให้ธุรกิจต่างๆ ได้เริ่มต้นพัฒนาโซลูชันด้าน IoT ของตนเองได้อย่างง่ายดาย

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและหลายคนอาจคิดไม่ถึงก็คือ IoT นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ AIS แต่เป็นโซลูชันที่เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ยุค 2G แล้ว เพราะที่ผ่านมาธุรกิจในเมืองไทยหลากหลายนั้นก็มีความต้องการในลักษณะนี้มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นตู้ ATM, ตู้บัตรเติมเงิน, เครื่องอ่านบัตรเครดิต, ระบบติดตามยานพาหนะ และอื่นๆ ทำให้ทีมงานของ AIS นั้นมีประสบการณ์กับการออกแบบระบบในลักษณะคล้ายคลึงกันมาแล้วเป็นเวลายาวนานกว่า 10 ปี ทำให้ทีมงานของ AIS สามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่มี เข้ามาให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจองค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่อาจยังใหม่กับเรื่องของ IoT ได้เป็นอย่างดี และทำให้ทุกโครงการมีความชัดเจน ประเมินข้อดีข้อเสียและความเสี่ยงได้อย่างรอบด้าน

5 องค์ประกอบหลักของ AIS IoT: ไม่ได้มีแค่ระบบเครือข่าย แต่มีทุกอย่างให้ภาคธุรกิจพร้อมนำไปใช้งาน

โดยทั่วไปหากพูดถึงเรื่องของ IoT กับ Mobile Operator นั้นเรามักนึกถึงแต่ภาพของการให้บริการระบบโครงข่าย 4G กันเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วในอุตสาหกรรมนี้การที่จะทำให้โครงการด้าน IoT เป็นจริงขึ้นมาได้นั้นยังต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนกันมากขึ้นว่าโซลูชันด้าน IoT ของ AIS นั้นมีอะไรให้ใช้งานกันบ้าง ทางทีมงาน TechTalkThai จึงได้พูดคุยกับทีมงานของ AIS และสรุปองค์ประกอบหลักๆ 5 ส่วนของ AIS IoT ออกมาได้ดังนี้

1. Network: โครงข่ายครอบคลุมทั่วไทย พร้อมขยายระบบตอบรับภาคธุรกิจ มีให้เลือกใช้ทั้ง NB-IoT และ eMTC

การให้บริการโครงข่ายของ AIS เพื่อตอบรับต่อความต้องการด้านการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT นั้นถือว่ามีความครอบคลุมเป็นอย่างมาก โดยทาง AIS นั้นได้มีการนำโครงข่ายทั้ง NB-IoT และ eMTC เข้ามาให้บริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันออกไป โดย NB-IoT และ eMTC นั้นมีจุดเด่นที่แตกต่างกันดังนี้

NB-IoT

  • ใช้พลังงานต่ำ ทำให้บางอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อนั้นอาจมีอายุการใช้งานได้ยาวนานถึง 10 ปี
  • รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาล อาจมากถึง 100,000 อุปกรณ์ต่อ Base Station ได้เลยทีเดียว
  • มีระยะไกลเกินกว่า 10 กิโลเมตรจาก Base Station และสัญญาณยังคงชัดเจนแม้อยู่ในอาคาร
  • เริ่มต้นใช้งานได้ง่าย บนมาตรฐานเดียวกันจาก 3GPP เหมือนเครือข่าย 4G

eMTC

  • เหมาะสำหรับระบบ IoT ที่เน้นการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ด้วยกันเอง เช่น ระบบ Connected Car หรือระบบ Tracking ต่างๆ
  • รองรับการรับส่งข้อมูลเสียงจากอุปกรณ์ IoT สมัยใหม่ได้
  • สามารถรับส่งข้อมูลปริมาณมหาศาล เช่น ภาพ, วิดีโอ หรืออื่นๆ ที่เกินกว่าขีดความสามารถของ NB-IoT ได้
  • ใช้พลังงานต่ำกว่าการใช้งาน 3G หรือ 4G ในการรับส่งข้อมูลทั่วไป

ปัจจุบันนี้ระบบโครงข่ายแบบ NB-IoT นั้นพร้อมให้บริการทั่วประเทศไทยแล้ว ส่วน eMTC นั้นสามารถพูดคุยกับทีมงาน AIS เพื่อเพิ่มจุดให้บริการตามความต้องการในการใช้งานได้ในอนาคต โดยภายในระบบโครงข่ายเหล่านี้จะใช้ IPv6 ทั้งหมด เพื่อให้รองรับอุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาลได้ในอนาคต

ทั้งนี้บริการในการเชื่อมต่อเครือข่ายเหล่านี้ก็จะมีวิธีการคิดค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล และมีราคาต่ำกว่าการใช้งาน Package โทรศัพท์มือถือในทุกวันนี้เป็นอย่างมาก เพราะโดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์ IoT มักจะไม่ได้รับส่งข้อมูลปริมาณมากนักแต่เน้นการเชื่อมต่อที่เสถียรและประหยัดพลังงานเสียมากกว่า ดังนั้นค่าใช้จ่ายต่อปีต่ออุปกรณ์นั้นก็อาจต่ำถึงหลักร้อยบาทได้เลยทีเดียว

นอกจากนี้ภาคธุรกิจเองก็ยังสามารถพูดคุยกับทีมงาน AIS เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานได้ เช่น ช่วงที่ทำ QC/QA อุปกรณ์ในขั้นตอนการผลิตและต้องมีการทดสอบการเชื่อมต่อโครงข่ายนั้นจะไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ และเริ่มคิดค่าใช้จ่ายจริงหลังจากที่มีลูกค้าซื้ออุปกรณ์นั้นๆ ไปใช้งานจริงแล้ว โดยค่าใช้จ่ายด้านการเชื่อมต่อโครงข่ายนี้ก็ถูกเหมารวมอยู่ในราคาสินค้าเลย และมีอายุการใช้งานตามจำนวนปีที่ต้องการได้

สำหรับในแง่ของความมั่นคงปลอดภัย ระบบโครงข่ายเหล่านี้สามารถแยกการใช้งานของแต่ละธุรกิจออกจากกันได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการที่อุปกรณ์ IoT ของตนเองจะถูกเข้าถึงจากบุคคลภายนอก หรือถูกโจมตีผ่านระบบ Internet ทั่วๆ ไป

2. Device: ผลักดัน IoT บอร์ด สร้าง Prototype/Pilot Project ได้จริง

สำหรับประเด็นนี้น่าจะเคยผ่านหูผ่านตาหลายคนมาแล้วจากการที่ AIS ประกาศเปิดตัว IoT Board เพื่อให้นักพัฒนาสามารถนำไปทดลองพัฒนาโซลูชันต่างๆ ด้วยตนเองได้ ซึ่งบอร์ดเหล่านี้มีชื่อว่า DEVIO Series โดยมีทั้งรุ่น DEVIO NB-SHIELD I และ DEVIO NB-XBEE I ให้เลือกนำไปใช้งานได้ตามความต้องการ

จุดเด่นหนึ่งก็คือการที่ AIS ได้เริ่มนำ Embedded SIM หรือ eSIM เข้ามาใช้งานในตัวบอร์ดเหล่านี้เพื่อลดขนาดของบอร์ดให้เล็กลง และเพื่อให้นักพัฒนาเริ่มมีความคุ้นเคยกับ eSIM ที่ต่อไปจะกลายเป็นทางเลือกหลักสำหรับอุปกรณ์ IoT ในอนาคตกันด้วย

นอกจากนี้ AIS เองก็ยังได้มีการพัฒนา AIS Library for Developers ขึ้นมาเพื่อให้นักพัฒนาสามารถเรียกใช้งานความสามารถต่างๆ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายของ AIS ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชม GitHub ของโครงการนี้ได้ที่ https://github.com/AIS-DeviceInnovation ทันที

ทั้งนี้ทาง AIS เองก็ได้มีการนำ Hardware ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะในแต่ละโครงการที่ AIS ได้เข้าไปมีส่วนร่วมนั้น ทาง AIS เองก็ต้องสรรหา Hardware ที่จะตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางรูปแบบต่างๆ มาใช้งานนั่นเอง

3. Platform: พัฒนา IoT Platform ช่วยให้การทดสอบ ติดตั้ง และใช้งานระบบ IoT รวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น

ถัดจากตัวอุปกรณ์ IoT แล้ว ทาง AIS เองก็ยังได้มีการพัฒนา Platform ขึ้นมาเพื่อรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ได้อย่างมั่นคงปลอดภัยด้วยการยืนยันตัวตนอุปกรณ์และการเข้ารหัสข้อมูล ไปจนถึงการทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวม, วิเคราะห์ข้อมูล และแสดงผลข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์ IoT เหล่านั้นด้วย

Platform ดังกล่าวนี้มีชื่อว่า MAGELLAN ที่ได้รวมเอาทั้งความสามารถในการลงทะเบียนอุปกรณ์, การเชื่อมต่อกับ AIS Library for Developers, การรองรับ CoAP, ระบบ Dashboard สำหรับแสดงผลเบื้องต้น และ API เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปเชื่อมต่อกับ Business Application อื่นๆ ที่ภาคธุรกิจต้องการ

MAGELLAN นี้เปิดให้ใช้งานได้ฟรี เนื่องจากทาง AIS นั้นมองว่า MAGELLAN นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถเริ่มต้นทดสอบโครงการด้าน IoT ได้โดยที่มีค่าใช้จ่ายแรกเริ่มน้อยมาก และสามารถเริ่มนำข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์ IoT นั้นไปสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ และขยายผลต่อเป็นโครงการที่จริงจังมากขึ้นได้ในภายภาคหน้า

ส่วนธุรกิจที่ต้องการระบบ Platform ขนาดใหญ่เพื่อใช้งานในโซลูชันทางด้าน IoT อย่างจริงจังนั้น AIS ก็มีบริการ AIS Business Cloud สำหรับรองรับระบบขนาดใหญ่อยู่ด้วย โดยภายในบริการนี้จะใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud สำหรับธุรกิจองค์กรทั้งหมด ทำให้ธุรกิจต่างๆ ได้ใช้งาน Software ที่มีความมั่นคงปลอดภัยและทนทานสูง, ผ่านการรับรองมาตรฐานต่างๆ อย่างเข้มข้น และมีทีมงานในไทยคอยดูแลแก้ไขปัญหาให้ตลอด 24 ชั่วโมง

4. Solutions: มีโซลูชัน IoT สำเร็จรูปให้พร้อมใช้งาน ตอบโจทย์มาตรฐานที่ธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมต้องเผชิญ

สำหรับธุรกิจที่มีโจทย์ความต้องการที่ชัดเจนอยู่แล้ว และต้องการโซลูชันที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายอยู่แล้วในปัจจุบัน ทาง AIS เองก็ได้มีการพัฒนาโซลูชันต่างๆ รวมถึงมีการร่วมมือกับผู้พัฒนาโซลูชันรายอื่นๆ เพื่อสร้างบริการในส่วนนี้ขึ้นมา ให้ภาคธุรกิจสามารถเริ่มต้นนำโซลูชันทางด้าน IoT เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้งานกับธุรกิจของตนเองได้เลย ไม่ต้องพัฒนาเองตั้งแต่ศูนย์ ตัวอย่างดังต่อไปนี้

  • NB-IoT Motor Tracker โซลูชันสำหรับติดตามยานพาหนะด้วยอุปกรณ์ระบุตำแหน่ง GPS ที่มีขนาดเล็กและทนทาน พร้อม Web และ Mobile Application ให้พร้อมใช้งานได้ทันที
  • Personal Tracking โซลูชันสำหรับติดตามตัวบุคคลหรืออุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ โดยจะเป็น Tag ขนาดเล็กที่มีปุ่ม Emergency Alarm ให้กดได้ รวมถึงยังมี Web และ Mobile Application ให้ติดตามข้อมูลตำแหน่งและการกดปุ่ม Emergency Alarm ได้ด้วย
  • Energy Monitor โซลูชันสำหรับติดตามการใช้พลังงานอย่างปลอดภัย ทำให้สามารถติดตามการใช้พลังงานไฟฟ้าของอุปกรณ์ที่ต้องการได้แบบ Real-time และประเมินค่าไฟได้ทันที

ทาง AIS เองนั้นก็ยังมีโซลูชันอื่นๆ นอกเหนือจากตัวอย่างดังกล่าวอีกมากมาย เช่น ระบบ Face Recognition, License Plate Recognition, Cold Chain Management, Home Automation, Smart Lighting, Smart Parking, Smart Building ไปจนถึง Smart Factory และ Smart Environment เลยทีเดียว

5. Ecosystems: สร้างชุมชน AIAP ร่วมพัฒนาโซลูชัน IoT กับภาคอุตสาหกรรมและนักพัฒนาอย่างใกล้ชิด

สุดท้ายก็คือการสร้างชุมชน AIS IoT Alliance Program หรือ AIAP ที่ได้รวมเอาทั้งเหล่านักพัฒนาที่มีโซลูชันด้าน IoT เป็นของตัวเอง และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้าน IoT ไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเอง เพื่อให้ความต้องการที่แท้จริงทางธุรกิจและทิศทางในการพัฒนาเทคโนโลยีนั้นสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน รวมถึงทาง AIS เองก็จะได้สามารถกระจายข้อมูลข่าวสารอัปเดตต่างๆ ทางด้าน IoT ให้กับชุมชน และจัดอบรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับสมาชิกใน AIAP ได้อย่างง่ายดายด้วย

ปัจจุบันภายใน AIAP นี้มีสมาชิกทั้งแบบบุคคลและองค์กรวมกันมากกว่า 1,300 รายแล้ว และมีคอร์สต่างๆ มากกว่า 12 คอร์ส, มี Workgroup ทำงานร่วมกันในอุตสาหกรรมต่างๆ กว่า 16 กลุ่ม และยังมีการนำเสนอความต้องการเชิงธุรกิจสำหรับนำไปใช้งานจริงแล้วกว่า 52 โครงการ เพื่อให้เหล่านักพัฒนาได้ทำความเข้าใจและพัฒนาโซลูชันมาตอบโจทย์ธุรกิจไทยและนำไปใช้งานจริงได้

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมใน AIAP สามารถสมัครได้ที่ https://aiap.ais.co.th/

อนาคต 5G จะทำให้ภาพของ IoT พลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือ และ AIS พร้อมทดสอบร่วมกับภาคธุรกิจแล้ว

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากในอนาคต ก็คือการมาของ 5G ที่จะถือว่าพลิกโฉมวงการ IoT ไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว การมาของ 5G นั้นอาจหมายถึงเพียงแค่การที่เราจะมี Bandwidth บน Smartphone มากขึ้น และทำให้ใช้งาน Application ใหม่ๆ อย่าง Augmented Reality (AR) หรือ Virtual Reality (VR) ได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่สำหรับการนำมาใช้งานในเชิง IoT นั้น มาตรฐาน 5G ได้มีการออกแบบความสามารถเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะอยู่มากมาย ทำให้ในอนาคตการนำ IoT มาใช้งานนั้นจะมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นไปอีก

ที่ผ่านมา AIS นั้นได้เคยมีการทดสอบ 5G ร่วมกับภาคธุรกิจหรือสถาบันต่างๆ มาบ้างแล้ว ดังนั้นหากธุรกิจใดมีแผนที่จะนำ IoT Application ที่ต้องการระบบเครือข่ายที่มีขีดความสามารถเหนือยิ่งกว่า 4G ไปใช้ ก็สามารถติดต่อ AIS เพื่อทำการทดสอบได้ทันที

ติดต่อทีมงาน AIS ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันต่างๆ ทางด้าน IoT ของ AIS สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://business.ais.co.th/iot/ หรือลงทะเบียนเพื่อติดตามข่าวสารและเข้าร่วมชุนชน AIAP ได้ทันทีที่ https://aiap.ais.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/ais-iot-won-thailand-iot-services-provider-of-the-year-2019-from-frost-sullivan/