คลังเก็บป้ายกำกับ: Software

รีบสมัครด่วน ! โครงการฝึกอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์โดย Generation Thailand หมดเขตรับสมัครสิ้นเดือนนี้

สำหรับใครที่อยากจะ Reskill ผันตัวมาเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) อาชีพที่เรียกได้ว่ามีความต้องการสูงมากในปัจจุบัน ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว โดย Generation Thailand  ได้เปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการฝึกอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ หลักสูตรเร่งรัดที่ช่วยเสริมทักษะต่าง ๆ สำหรับการเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเข้มข้น ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย และเมื่อจบหลักสูตรได้แล้วยังช่วยหางานให้ทันทีด้วย

โครงการฝึกอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Junior Software Developer) เป็นหลักสูตรเข้มข้นแบบเต็มเวลา (Full-time bootcamp) ที่จะมีการเรียนการสอนกันแบบเต็มวันตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นเป็นเวลายาวถึง 12 สัปดาห์เลยทีเดียว

ภายในโครงการจะทำให้คุณได้เรียนรู้ทักษะต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง

  • การเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ด้วยภาษาและเครื่องมือยอดนิยมมากมาย เช่น HTML, JavaScript, NodeJS, MongoDB, Git 
  • ทักษะการทํางานร่วมกันอย่างเช่นรูปแบบ Agile หรือ Scrum การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ
  • ทัศนคติที่ควรจะมีในการทำงานอย่างเช่น Lifelong Learning การรับมือกับปัญหาต่าง ๆ 

ทั้งหมดนี้ เรียกได้ว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีมาก่อน ก็จะได้มาเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นทุกอย่างในการเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และเมื่อจบโครงการแล้วก็พร้อมเริ่มงานได้ทันที ซึ่งทาง Generation Thailand ได้เริ่มเปิดรับสมัครเพื่อคัดเลือกเข้าร่วมโครงการแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2564 เท่านั้น และโครงการก็จะเริ่มต้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ที่จะถึงนี้เลย 

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงอยากจะสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว รีบสมัครกันได้เลยตามลิงก์นี้ โดยสำหรับรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมสามารถดูได้ในเว็บไซต์ https://thailand.generation.org/programs/tmca-software-developer/ และหากใครมีข้อสงสัยใด ๆ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ผ่านทาง Inbox บน Facebook ของ Generation Thailand (https://www.facebook.com/GenerationTH) หรือส่งอีเมลไปที่ contact-th@generation.org เพื่อคุยรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลย 

ที่มา: https://thailand.generation.org/programs/tmca-software-developer/

from:https://www.techtalkthai.com/junior-software-developer-bootcamp-by-generation-thailand/

วิธีดาวน์โหลด Windows 11 ตัวเต็ม สำหรับนำไปติดตั้งเอง (แบบไฟล์ ISO)

เปิดตัวกันอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ สำหรับ Windows 11 ระบบปฏิบัติการตัวใหม่ล่าสุดจากค่ายไมโครซอฟท์ โดยตอนนี้ได้เปิดให้ผู้ใช้ Windows 10 สามารถอัพเกรดได้ฟรีจากระบบ Windows Update หรือสามารถดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้ง Windows 11 ISO ไปติดตั้งบน PC เองด้วยก็ได้ และสำหรับใครยังไม่รู้ว่า Windows 11 มีอะไรใหม่บ้าง คลิกอ่านกันก่อนได้ครับ >> Windows 11 มีอะไรใหม่ เราสรุปมาให้แล้ว

วิธีดาวน์โหลด Windows 11 แบบไฟล์ ISO

1. เข้าเว็บไซต์ https://www.microsoft.com/th-th/software-download/windows11

2.เลือก ดาวน์โหลดดิสก์อิมเมจ Windows 11 (ISO) จากนั้นเลือกภาษา (แนะนำให้เลือกภาษาอังกฤษ แบบสากล ไว้ก่อนนะครับ) แล้วกดปุ่ม ยืนยัน

3. จากนั้นจะมีปุ่มให้เรากดดาวน์โหลดไฟล์ได้ ซึ่ง Windows 11 ISO ก็มีขนาดที่ 5.1 GB ครับ

เมื่อได้ Windows 11 ISO มาแล้ว ก็นำไฟล์นี้ไปเขียนลงแผ่น หรือทำใส่แฟลชไดรว์ เพื่อนำไปติดตั้งได้เลยครับ

ดาวน์โหลด Windows 11 >> คลิกที่นี่

from:https://www.9tana.com/node/windows-11-iso/

รีวิว EaseUS OS2Go เปลี่ยนแฟลชไดรฟ์ให้ต่อแล้วใช้ Windows 10 ได้ง่ายๆ รองรับหลาย OS จ่าย 988 บาทใช้ได้ตลอดชีพ!

EaseUS OS2Go ช่วยให้คนที่อยากใช้ windows 10 แต่ไม่อยากติดตั้งลงเครื่องให้ชีวิตสะดวกขึ้นหลายเท่า!

easeus cover

EaseUS OS2Go ซอฟท์แวร์ใหม่ที่ใช้ทำแฟลชไดรฟ์ใส่ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ให้ใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้ง OS เข้าไปในเครื่อง เรียกว่าเป็นซอฟท์แวร์ที่เป็นทางออกของผู้ใช้ MacBook หรือ iMac เป็นระบบปฏิบัติการหลัก แต่ก็ต้องวนไปใช้โปรแกรมในระบบปฏิบัติการ Windows อยู่บ้าง ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างอยู่หมัด ตัดปัญหาเรื่องเคลียร์ฮาร์ดดิสก์ไว้ติดตั้งระบบปฏิบัติการไปได้หมดจด เพียงแค่เสียบแฟลชไดรฟ์แล้วใช้งานได้เลย

ซึ่งข้อดีของการที่มีแฟลชไดรฟ์ตัวนี้ที่ติดตั้ง Windows 10 เอาไว้เสร็จสรรพพร้อมใช้งานแล้ว ก็สามารถใช้มันเล่นเกม, ทำงาน ฯลฯ รวมทั้งติดตั้ง Windows 11 ให้กับคอมพิวเตอร์เครื่องที่ยังไม่รองรับระบบปฏิบัติการนี้ได้ด้วย และใช้กับระบบปฏิบัติการอื่นอย่าง macOS, Linux, Chrome OS ได้ทันทีเพียงต่อไดรฟ์, รีบูตแล้วเลือกไดรฟ์นั้นมาใช้งานได้ทันที

ส่วนใครที่สงสัยว่า Windows 11 นั้นมีฟีเจอร์อะไรน่าสนใจบ้าง ผู้เขียนได้สรุปเป็นบทความแนะนำฟีเจอร์ให้ผู้สนใจได้อ่านไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยจะมี 2 ลิ้งค์ให้เลือกอ่าน ได้แก่

  1. ส่อง 8 ฟีเจอร์ใหม่ Windows 11 สวยและเก็บรายละเอียดดีขึ้น
  2. อัพเดท 5 ฟีเจอร์ Windows 11 สุดว้าวจากงานของ Microsoft

EaseUS OS2Go

อย่างไรก็ตาม คนที่อยากทำแฟลชไดรฟ์ Windows 10 ด้วย OS2Go เอาไว้ใช้งานควรหาซื้อแฟลชไดรฟ์ที่มีความจุ 128GB เตรียมเอาไว้ด้วย เนื่องจาก Windows 10 Home (Single Language) นั้นกินพื้นที่ถึง 68.38GB เลยทีเดียว และถ้าให้ดีควรเป็นแฟลชไดรฟ์ที่เป็น USB 3.0 ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นประจำหรือซื้อมาใหม่เพื่อใช้งานกับซอฟท์แวร์นี้โดยเฉพาะเลยจะดีที่สุด จะได้ไม่ต้องคอยล้างและติดตั้งกันใหม่ให้เสียเวลา

วิธีสร้างแฟลชไดรฟ์ด้วย EaseUS OS2Go

pricing

ด้านผู้ที่ต้องการทำแฟลชไดรฟ์ Windows 10 แบบพกพานั้น ตัว EaseUS OS2Go จะเป็นซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ที่ซื้อครั้งเดียวแล้วใช้งานได้ตลอดไป เป็น Lifetime Upgrades ไม่ต้องชำระเงินค่าใช้งานรายปีแล้วไม่ต้องเสี่ยงกับมัลแวร์ที่อาจจะแฝงมากับตัว Crack ที่โหลดมาจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าไว้ใจได้อีกด้วย ซึ่งราคาเต็มของซอฟท์แวร์อยู่ที่ 1,976.96 บาท แต่ถ้าสั่งซื้อผ่านลิ้งค์นี้ ราคาจะเหลือเพียง 988.48 บาทเท่านั้น ซึ่งสามารถสั่งซื้อได้ที่นี่

activation page

พอสั่งซื้อและโหลดซอฟท์แวร์มาติดตั้งจนเสร็จ เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาครั้งแรกให้นำ License code มากรอกที่หน้าเริ่มต้นของโปรแกรมนี้ได้เลย แล้วกด Activate now เพื่อเริ่มใช้งานซอฟท์แวร์ได้ทันที โดยส่วนตัวแนะนำให้เอาแฟลชไดรฟ์ตัวที่ต้องการทำเป็นตัวบูต Windows 10 Home มาต่อกับพีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องที่ติดตั้งโปรแกรมนี้ให้เรียบร้อยก่อน ค่อยกดไปยังหน้าต่อไป

1

สำหรับระบบปฏิบัติการที่ OS2Go Pro จะนำมาติดตั้งในแฟลชไดรฟ์ของเรานั้น จะเป็น Windows 10 Home (Single Language) หรือ Windows 10 Home แบบที่ภาษาของ User Interface เป็นภาษาเดียวและไม่สามารถเปลี่ยนเป็นภาษาอื่นได้ (ซึ่งปกติเป็นภาษาอังกฤษ) และมุมขวาล่างเป็นแฟลชไดรฟ์ตัวที่ต่อเข้ากับเครื่องอยู่และสามารถคลิกเปลี่ยนแฟลชไดรฟ์ที่ต้องการติดตั้งได้ด้วย

โดยตัวระบบปฏิบัติการจะกินพื้นที่ 68.38GB ซึ่งถือว่าใช้พื้นที่เยอะทีเดียว จึงต้องใช้แฟลไดรฟ์ที่มีความจุ 128GB ขึ้นไป ไม่อย่างนั้นซอฟท์แวร์จะไม่ยอมเขียนระบบปฏิบัติการให้ ซึ่งในตอนแรกผู้เขียนเห็นว่าความจุก็ไล่เลี่ยกันก็น่าจะพอติดตั้ง OS เข้าไปได้ แต่ตัวซอฟท์แวร์จะปฏิเสธตลอดจนกว่าจะมีแฟลชไดรฟ์ที่มีความจุเพียงพอมาให้เขียน

3 setting language

ในส่วนของการตั้งค่า จะอยู่มุมบนขวามือข้างปุ่ม Minimize โดยมีตัวเลือกหลักๆ อย่าง Language ที่เลือกภาษาของโปรแกรมได้ทั้งอังกฤษ, สเปน, ดัทช์, อิตาลี, ญี่ปุ่น, เกาหลี จีน เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีส่วนสำหรับใช้อัพเดทซอฟท์แวร์ (check for updates), รับความช่วยเหลือทางออนไลน์ (Online Help) และ About ให้เลือก

2

พอเลือกแฟลชไดรฟ์ที่ต้องการติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home Single Language เสร็จแล้ว ตัว OS2Go Pro จะแจ้งเตือนเราว่าตัวโปรแกรมจะฟอร์แมตแฟลชไดรฟ์ทิ้งก่อนติดตั้งระบบปฏิบัติการ ซึ่งถ้าเป็นแฟลชไดรฟ์ที่ไม่ได้ใช้งานอยู่แล้วก็กด Continue เพื่อให้โปรแกรมทำงานต่อไปได้เลย

4 source layout

ถัดมาจะเป็นหน้า Source disk layout ที่โชว์พื้นที่แฟลชไดรฟ์ที่จะติตดั้ง Windows 10 Home ลงไป ส่วนช่อง Target layout after copy จะเป็นตัวแฟลชไดรฟ์ปลายทางที่โปรแกรมนี้จะเขียน Windows ลงไป ถ้าทุกอย่างถูกต้องสามารถกด Proceed ได้เลย

5 installing

จากนั้น ตัว OS2Go จะเริ่มเขียน Windows 10 Home ลงไปในแฟลชไดรฟ์ที่เราต้องการ โดยมีหลอดแสดงให้เราเห็นว่าตัวโปรแกรมเขียนเสร็จไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อเขียนเสร็จแล้ว กรอบ Cancel ตรงมุมขวาล่างจะเปลี่ยนเป็น Finished ซึ่งในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาทำงานนานมากร่วมชั่วโมง แนะนำว่าถ้าสั่งเขียนไปแล้วก็ปล่อยให้โปรแกรมทำงานไปยาวๆ แล้วสลับไปทำงานอื่นรอได้เลย

ทดลองใช้งานแฟลชไดรฟ์ Windows 10 ที่สร้างโดย EaseUS OS2Go

ในบทความนี้ ผู้เขียนจะทดสอบการใช้งานโดยนำแฟลชไดรฟ์นี้ไปต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบปฏิบัติการ macOS ของทาง Apple เพื่อทดสอบว่าโปรแกรม EaseUS OS2Go ที่เปลี่ยนแฟลชไดรฟ์ให้กลายเป็นไดรฟ์ C:\ ให้โน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้ใช้ Windows แบบพกพาไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องติดตั้งลงกับเครื่องนั้นๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง

ด้านเครื่องที่นำมาทดสอบ จะมี Mac mini ซีพียู Apple M1 กับ MacBook Pro รุ่นซีพียู Intel Core Series เพื่อทดสอบดูว่าตัวซอฟท์แวร์นี้จะรองรับ MacBook รุ่นใหม่ๆ ที่เริ่มย้ายมาใช้สถาปัตยกรรม ARM แล้วหรือยัง

windows ssd

เมื่อเอาแฟลชไดรฟ์ที่เขียนระบบปฏิบัติการ Windows มาเชื่อมต่อกับโน๊ตบุ๊คหรือพีซีที่เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 10 เหมือนกัน ตัวเครื่องจะเห็นเป็น USB Drive หนึ่งที่ชื่อ Windows-SSD เท่านั้น และไม่สามารถใช้งานอย่างอื่นได้

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าในไดรฟ์นั้นมีโฟลเดอร์และ Directory ที่เป็นของ Windows 10 อยู่อย่างครบถ้วน ทั้ง Program Files, Program File (x86), Users และอื่นๆ อยู่ครบถ้วน ราวกับเป็นไดรฟ์ C:\ ของคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเลยทีเดียว

m1

เริ่มต้น ผู้เขียนได้ทดลองนำไปต่อกับเครื่อง Mac mini ซีพียู Apple M1 ก่อน ซึ่งถ้าต่อตอนที่เครื่องยังเปิดจะเห็นเป็นแฟลชไดรฟ์ธรรมดาที่มีไฟล์อยู่ แต่พอรีสตาร์ทเครื่องแล้วกดปุ่ม option ค้างเพื่อเปลี่ยน Startup disk ตัว Mac mini ที่เป็นซีพียู Apple M1 ไม่เปิดหน้าเลือก Startup disk เหมือนปกติ แต่จะบูตข้ามเข้าตัว macOS ไปเลย

ดังนั้นถ้าใครใช้พีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องที่ใช้ซีพียู Apple M1 อยู่ จะไม่สามารถใช้ Windows 10 ในแฟลชไดรฟ์ที่ทำด้วย EaseUS OS2Go ได้ หรือถ้าพูดโดยรวมคือ พีซีเครื่องไหนที่ใช้ซีพียูสถาปัตยกรรม ARM จะใช้แฟลชไดรฟ์ Windows 10 อันนี้ที่ทำมาเพื่อโน๊ตบุ๊คที่ใช้ซีพียูสถาปัตยกรรม x86 ไม่ได้ ดังนั้นใครที่คิดว่าจะเอาซอฟท์แวร์นี้มาใช้งานกับซีพียูรุ่นนี้เป็นอันต้องพับเก็บไป

drive

กลับกัน เมื่อนำแฟลชไดรฟ์ OS2Go ไปต่อกับ MacBook Pro ซีพียู Intel แล้วกดปุ่ม option ค้างไว้ ตัวเครื่องจะเข้าสู่หน้าเลือก Startup disk ได้ตามปกติ โดยไดรฟ์ Macintosh HD – Data จะเป็นไดรฟ์ภายใน MacBook ที่ติดตั้ง macOS เอาไว้ ส่วน EFI Boot เป็นแฟลชไดรฟ์ Windows 10 ที่เสียบเอาไว้ที่พอร์ต USB-A ถ้าต้องการใช้ Windows 10 ก็กดเลือกไดรฟ์นี้เพื่อเลือกบูตได้ทันที

windows online
preparing

เมื่อเลือก EFI Boot แล้ว ตัวเครื่องจะตัดบูตเข้า Windows 10 เหมือนติดตั้ง Windows 10 เป็น Parallel เอาไว้ แต่จะกินเวลาบูตและโหลดการตั้งค่าก่อนเริ่มใช้งานนิดหน่อย ซึ่งความเร็วตอนทำงานจะเท่ากับความเร็วรับส่งข้อมูลของแฟลชไดรฟ์และพอร์ต USB-A ที่กำลังเชื่อมต่ออยู่ ซึ่งผู้เขียนแนะนำว่าถ้าต้องการทำแฟลชไดรฟ์ตัวนี้ไว้ใช้งานจริงจัง ควรหาไดรฟ์ที่เป็น USB 3.0 ไปเลยจะดีที่สุด

use

เมื่อตั้งค่าเสร็จทั้งหมดแล้ว MacBook เครื่องนี้จะบูตเข้าสู่ Windows 10 โดยอัตโนมัติ และเราสามารถเปิดเครื่องใช้งานได้ทันที แต่จุดสังเกตคือ โปรแกรม EaseUS OS2Go จะไม่ได้ทำแฟลชไดรฟ์ Windows 10 มาแบบ Clean install (ดึงมาแต่ตัว Windows 10) แต่โคลนตัว Windows 10 จากเครื่องต้นทางมาทั้งหมด ซึ่งตอนเปิดใช้งานในตอนแรก ตัวเครื่องก็ขึ้น User ในแฟลชไดรฟ์เป็น User ของผู้เขียนในโน๊ตบุ๊คเครื่องต้นทางที่ใช้โปรแกรมนี้เขียน OS ลงไปทั้งที่ยังไม่ได้ตั้งค่าอะไรแม้แต่น้อย แต่ข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือเมื่อไม่ต้องการใช้งานก็สั่ง Shutdown แล้วปล่อยให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นบูตเข้าระบบปฏิบัติการตามปกติแล้วถอดแฟลชไดรฟ์ EaseUS ออกได้เลย

นอกจากนี้ ถ้าสังเกตตรงขอบบนของหน้าจอใต้ Webcam จะเห็นไอคอนของ Windows Hello ที่ใช้สแกนใบหน้าติดขึ้นมาด้วย และถ้าเครื่องไหนล็อค PIN ของ Windows 10 เอาไว้ จะต้องตั้งค่า PIN แล้วปรับแต่งเครื่องในส่วนอื่นด้วย ดังนั้นผู้เขียนแนะนำว่าถ้าใช้ EaseUS OS2Go ควรเอาไปใช้กับโน๊ตบุ๊ค Windows 10 เครื่องที่เพิ่งล้างมาใหม่ๆ จะตั้งค่าได้ง่ายและเริ่มใช้งานได้สะดวกที่สุด

cover windows 11

สรุปแล้ว จะเห็นว่า EaseUS OS2Go จะมีข้อดีที่ทำให้แฟลชไดรฟ์เป็นไดรฟ์ C:\ แล้วเอาไปใช้กับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้ทันที และใช้เวลาตั้งค่าเพียงไม่กี่นาทีก็พร้อมใช้งานได้เลย และทาง EaseUS ผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ก็ได้เคลมประสิทธิภาพเอาไว้ว่าซอฟท์แวร์นี้รองรับทั้ง Chrome OS, Linux, macOS ทั้งหมด ซึ่งถ้าพูดให้ชัดเจน คือ โน๊ตบุ๊คที่ใช้ซีพียูสถาปัตยกรรม x86 เช่น AMD, Intel นั่นเอง และยังติดตั้งซอฟท์แวร์หรือเกมเข้าไปได้เหมือนมันเป็นฮาร์ดดิสก์ที่ติดตั้งในโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นอันหนึ่งเลย

ถ้ารับจุดสังเกตหลักๆ ที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงได้ ก็ต้องถือว่ามันเป็นโปรแกรมที่ทำให้ผู้ใช้ที่จำเป็นต้องใช้ซอฟท์แวร์หรือ Environment บางอย่างของ Windows ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งระบบปฏิบัติการเข้าไปเพิ่มในโน๊ตบุ๊คหรือพีซีเครื่องนั้นๆ ให้เสียเวลาและพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ไป ยิ่งถ้าใช้แบบฉาบฉวยในบางโอกาสล่ะก็ การทำแฟลชไดรฟ์ Windows 10 ด้วย EaseUS OS2Go ตัวนี้ยิ่งตอบโจทย์การใช้งานได้ดีอย่างแน่นอน ซึ่งมูลค่าซอฟท์แวร์แท้ที่จ่ายเพียง 988.48 บาท และใช้งานได้ตลอดไปพร้อมได้ Lifetime update ด้วย ก็ต้องถือว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

lenovo ideapad cover

tab cover

from:https://notebookspec.com/web/614507-review-easeus-os2go

วิธี ใช้กล้องมือถือเป็น webcam ง่ายๆ ทั้ง iOS และ Android ฟรี !

แนะนำโปรแกรม/แอพฟรีๆ ที่น่าจะมีประโยชน์ในช่วงนี้ครับ เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้เราสามารถ ใช้กล้องมือถือเป็น webcam ได้ง่ายๆ รองรับทั้งมือถือระบบ iOS และ Android ใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ Windows และ Mac ได้เลย แบบฟรีๆ ไม่ต้องซื้อแอพหรือโปรแกรมแบบเสียเงินครับ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการประชุมหรือเรียนออนไลน์ผ่าน PC แต่ไม่มีกล้องเว็บแคม ก็สามารถใช้กล้องมือถือเป็น webcam ได้

โปรแกรมที่ว่านี้ก็คือ iriun ซึ่งการใช้งานนั้นก็ง่ายๆ ครับ ให้เราติดตั้งแอพพลิเคชั่น iriun ลงในมือถือที่จะใช้เป็น webcam ก่อน จากนั้นก็ต้องติดตั้งโปรแกรม iriun บนฝั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราด้วย

ดาวน์โหลด iriun

อ้อ ลืมบอกไป สิ่งนี้สำคัญมาก การจะใช้กล้องมือถือเป็น webcam เราจะต้องมีการเชื่อมต่อผ่านระบบ WiFi ทั้ง 2 เครื่อง หรือหากคอมเสียบสายแลนก็ต้องอยู่ในวงแลนเดียวกัน ไม่เช่นนั้น iriun webcam มันจะเชื่อมต่อไม่ได้นะครับ

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ในโทรศัพท์ให้เข้าแอพ iriun ไว้ ส่วนในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราก็ให้เปิดโปรแกรมหรือระบบที่ต้องการใช้กล้องเลยครับ อย่างในตัวอย่างผมจะใช้กับ Google Meet ก็ให้เข้าไปที่หน้าการตั้งค่าของ Google Meet เพื่อเลือกกล้องวิดีโอให้เป็นชื่อ iriun webcam เพียงเท่านี้ภาพจากกล้องมือถือของเราก็จะมาปรากฏในคอมพิวเตอร์ทันที

โดยวิธีการนี้สามารถใช้ได้กับโปรแกรมหรือระบบอื่นๆ ที่ใช้ webcam ได้ทั้งหมดครับ ไม่ว่าจะเป็น Zoom, WebeX, Facebook Messenger, OBS เป็นต้น

ดาวน์โหลด iriun

from:https://www.9tana.com/node/iriun-webcam/

วิธีส่งไฟล์แบบ Airdrop จาก iPhone/iPad ให้คอม Windows ง่ายๆ ด้วย Snapdrop

สำหรับคนที่มี iPhone, iPad หรือเครื่อง Mac น่าจะทราบกันดีว่าทาง Apple มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Airdrop” ให้อุปกรณ์เหล่านี้สามารถส่งไฟล์หากันได้แบบไร้สายได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับคนที่ใช้กับเครื่อง PC หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เป็นระบบปฏิบัติการ Windows วันนี้ผมมีเครื่องมือที่จะช่วยให้สามารถรับส่งไฟล์กับ iPhone/iPad หรือ Mac แบบไร้สายได้คล้ายๆ Airdrop เลยครับ นั่นก็คือ Snapdrop , ไม่ว่าจะส่งไฟล์จาก iPhone เข้า Windows หรือจะส่งไฟล์จาก Windows เข้า iPhone ก็สามารถทำได้

Snapdrop ใช้ยังไง ?

วิธีใช้ Snapdrop ก็ง่ายๆ ครับ ทั้ง 2 เครื่องที่จะส่งไฟล์ให้กันจะต้องเข้าโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ (Chrome, Safari, Edge, Firefox) จากนั้นเข้าเว็บไซต์ Snapdrop.net ไว้ทั้ง 2 เครื่อง โดยจะต้องอยู่ในวง WiFi เดียวกัน จากนั้นทั้ง 2 เครื่องจะมองเห็นกัน เราสามารถเตะที่ไอค่อนเครื่องเพื่อเลือกส่งไฟล์หากันได้ทันที

ลองใช้กันได้ครับง่ายๆ (ฟรี ไม่ต้องโหลด ไม่ต้อติดตั้งแอพ) คลิก >> Snapdrop

เรื่องเกี่ยวข้องกัน ที่คุณอาจจะสนใจก็ได้ ?

from:https://www.9tana.com/node/snapdrop/

ใช้ Google Meet หลายอีเมลพร้อมกัน ง่ายๆ ด้วยโปรแกรม MeetInOne

สำหรับคนที่ใช้ Google Meet บ่อยๆ ไม่ว่าจะเรียนออนไลน์ หรือประชุมออนไลน์ ที่ต้องเข้า Google Meet ทุกวัน วันนี้ผมมีโปรแกรมมาแนะนำครับ เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้การใช้ Google Meet ได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ต้องเปิดเข้าโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ หรือมีฟีเจอร์เสริมอื่นๆ อาทิ การล็อกอินพร้อมกันหลายบัญชี สลับแต่ละบัญชีได้ง่ายๆ เพียงไม่กี่คลิก ไม่ต้องล็อกอินใหม่ หรือฟีเจอร์ Picture in Picture ช่วยให้การประชุมพร้อมกับทำงานอื่นๆ ไปด้วยได้อย่างราบลื่น ชื่อโปรแกรมว่า MeetInOne มีให้ดาวน์โหลดทั้งในระบบ Windows และ Mac OS

ดาวน์โหลดโปรแกรม MeetInOne ได้ที่ >> คลิก

from:https://www.9tana.com/node/meetinone/

9 โปรแกรมแตกไฟล์โหลดใช้ฟรี ควรมีติดเครื่อง!

โปรแกรมแตกไฟล์ตัวไหนน่าโหลดมาใช้กันบ้างนะ? วันนี้เราคัดมาให้คุณแล้ว!

zip cover

โปรแกรมแตกไฟล์เป็นโปรแกรมสำคัญที่ควรมีติดพีซีทุกเครื่องเอาไว้เลย แม้บางคนจะคิดว่าตอนนี้ใช้ Windows 10 อยู่ก็มีคำสั่งบีบอัดและคลายไฟล์ Zip อยู่แล้ว แต่ซอฟท์แวร์เหล่านี้ก็จำเป็นอยู่ดี เพราะมีฟีเจอร์สำคัญอย่างการตั้งรหัสผ่าน, ใส่ฟีเจอรรักษาความปลอดภัยเช่น AES-256 และคลายไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว หลายคนเลยติดตั้งโปรแกรมเหล่านี้เอาไวเพื่อให้ทำงานได้สะดวกขึ้นเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คิดว่าแค่โหลดโปรแกรมสายหลักอย่าง WinRAR, WinZIP และอีกสองสามโปรแกรมเอาไว้ก็เพียงพอแล้ว แต่นอกจากโปรแกรมที่รู้จักกันอยู่แล้วก็มีซอฟท์แวร์อื่นให้เลือกโหลดมาใช้งานได้ฟรีและทำงานได้รวดเร็วกว่าระบบแตกไฟล์ของ Windows 10 อย่างแน่นอน

โปรแกรมแตกไฟล์

ส่วนของผู้ใช้ที่สนใจว่า Windows 10 ถ้าอยากรวมและแตกไฟล์ Zip จะต้องทำอย่างไรบ้าง จะมีวิธีดังนี้

zip with windows e1627530290246

สำหรับวิธีรวมไฟล์ให้เป็นไฟล์ Zip ด้วยระบบของ Windows เอง ให้กดเลือกไฟล์ที่ต้องการใส่ไว้ใน Zip file เดียวกัน จากนั้นคลิกขวา เลือกที่ Send to แล้วกด Compressed (zipped) folder แล้วรอ Windows 10 รวมไฟล์สักครู่ จากนั้นจะออกมาเป็นไฟล์ Zip พร้อมใช้หรือส่งให้ผู้รับปลายทางได้เลย

extract e1627530318864

ส่วนคนที่ได้ไฟล์ Zip มาแล้วต้องการใช้ไฟล์ในนั้นแต่ยังไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมสำหรับแตกไฟล์ล่ะก็ ให้คลิกขวาที่ไฟล์ Zip ที่อยากแตกไฟล์ แล้วก็เลือกคำว่า Extract All… หรือจะดับเบิ้ลคลิกเปิดไฟล์ Zip แล้วตรงเข้าไปเลือกไฟล์ที่ต้องการโดยตรงก็ได้เหมือนกัน

9 โปรแกรมแตกไฟล์แนะนำให้โหลดติดเครื่องไว้

สำหรับโปรแกรมแตกไฟล์ที่ควรมีติดเครื่องเอาไว้นั้น ถ้ารวมกับโปรแกรมหลักที่เลือกใช้กันเป็นประจำนั้น จะมีทั้งหมด 9 โปรแกรมแนะนำให้โหลดมาใช้กัน ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งโปรแกรมที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ ได้แก่

  1. WinRAR
  2. PeaZip
  3. 7-Zip
  4. RAR File Extractor
  5. CAM UnZip
  6. Zipeg
  7. IZarc
  8. Ashampoo Zip Free
  9. Zip Archiver 4
1. WinRAR

rar

สำหรับโปรแกรมแรกที่ควรมีติดเครื่องไว้แตกและรวมไฟล์ ยังไงก็แนะนำให้โหลด WinRAR มาติดเครื่องเอาไว้ เพราะนอกจากเป็นโปรแกรมพื้นฐานที่รองรับไฟล์หลายฟอร์แมต ทั้ง RAR, ZIP, CAP, GZip ฯลฯ แล้ว ตัวซอฟท์แวร์ก็เป็นโปรแกรมแบบ 32 และ 64-bit เลือกใช้งานได้ตามต้องการและมีการอัพเดทอัลกอริธึ่มสำหรับบีบอัดไฟล์ประเภทต่าง ๆ เอาไวด้วย นอกจากนี้ยังเข้ารหัสแบบ AES-256 อีกด้วย และถึงตัวโปรแกรมจะขึ้นแจ้งเสมอ ๆ ว่าสามารถใช้งานฟรีได้ 40 วันก็ตาม แต่ก็ยังใช้งานได้เรื่อย ๆ ไม่มีการหยุดให้บริการหรือจำกัดฟีเจอร์ใด ๆ อีกด้วย

2. PeaZip

peazip

ส่วนของโปรแกรมใช้แตกไฟล์ตัวที่สองน่าโหลดติดเครื่องเอาไว้เป็น PeaZip ซึ่งรองรับไฟล์หลากหลายแบบไม่แพ้กัน ทั้ง 7Z, ISO, ZIP, RAR, WIM, ZST ฯลฯ และเป็นซอฟท์แวร์ประเภท Opensource ที่นอกจากโหลดมาใช้งานได้ฟรีแล้ว ใครที่มีความสามารถด้านโปรแกรมมิ่งก็ร่วมพัฒนาและส่ง Source code เข้าไปใน GitHub หรือ SourceForge เพื่อให้ซอฟท์แวร์มีประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ข้อดีของ PeaZip คือจะมีทั้งเวอร์ชั่น 32 และ 64-bit ให้เลือกโหลดไปใช้งาน หรือถ้าไม่อยากติดตั้งไว้ในเครื่อง ก็โหลดแบบ Portable มาใช้งานและใส่แฟลชไดรฟ์แทนก็ได้เหมือนกัน รวมทั้งมีไฟล์เวอร์ชั่น Linux ให้โหลดไปติดตั้งได้ด้วย

3. 7-Zip

7 Zip for pc

7-Zip เองก็เป็นซอฟท์แวร์แตกไฟล์อีกตัวที่หลาย ๆ คนเลือกโหลดมาติดตั้งในเครื่อง เพราะแตกไฟล์ได้หลายนามสกุล ตัวอย่างเช่น 7z, XZ, BZIP2, GZIP, ZIP, TAR ฯลฯ และบีบอัดไฟล์กลับเป็นนามสกุล 7z, XZ, BZIP2, GZIP, TAR, ZIP และ WIM ได้ด้วย รวมทั้งรองรับ Plugin จาก FAR manager ที่เป็นซอฟท์แวร์จัดการไฟล์ที่บีบอัดมาได้ มีฟีเจอร์เข้ารหัสไฟล์ที่บีบอัดด้วย AES-256 แล้วใช้งานร่วมกับ Windows Shell ได้อีกด้วย จัดว่าใช้ทำงานได้สะดวกมาก และมีเวอร์ชั่นติดตั้งใน Linux อีกด้วย ส่วนคนที่มีความสามารถด้านโปรแกรมมิ่งก็ปรับแต่งซอฟท์แวร์นี้เองได้เลย เพราะเป็น Opensource ที่โค้ดต่าง ๆ เป็น GNU LGPL รวมทั้งไฟล์มีขนาดเล็กมากเพียง 1.2 MB ในเวอร์ชั่น 32-bit และ 64-bit ที่ 1.4 MB เท่านั้น ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนมองว่าถ้าใครอยากได้โปรแกรมแตกไฟล์ที่ตัวเล็กประสิทธิภาพดีสักตัว จะโหลด 7-Zip ไปติดตั้งแล้วใช้งานได้เลย

4. RAR File Extractor

rarfile

RAR File Extractor จะเป็นโปรแกรมแตกไฟล์ RAR อย่างเดียว ซึ่งเมื่อแตกไฟล์ก็สามารถเลือกโฟลเดอร์ปลายทางที่ต้องการให้ไฟล์ใน RAR แตกไปลงได้ รวมทั้งเลือกคำสั่ง Overwrite ที่เมื่อแตกไฟล์แล้วถ้าเจอไฟล์เดียวกันก็จะเขียนทับลงไปโดยอัตโนมัติ แล้วสั่งเปิดแฟ้มที่แตกไฟล์ลงไปออกมาให้ใช้ได้ทันที  ไม่ต้องเสียเวลาเปิดแฟ้มนั้น ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ถ้ามีไฟล์ที่เป็นขนาดใหญ่มาก ๆ ตัวโปรแกรมก็จะแยกออกมาเป็นไฟล์แยกเล็ก ๆ ให้ด้วย แต่โปรแกรมนี้จะใช้งานได้เฉพาะใน Windows เท่านั้น ไม่มีเวอร์ชั่นสำหรับ Linux หรือระบบปฏิบัติการอื่นเหมือนกับโปรแกรมก่อนหน้านี้

5. CAM UnZip

cam

CAM UnZip อาจจะเป็นโปรแกรมแตกไฟล์ที่ไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไหร่ แต่ฟีเจอร์เรียกว่าเยอะและล้ำทีเดียว เพราะว่าอัพเดทล่าสุดนี้นอกจากติดตั้งใน Windows XP ถึง 10 ได้เลย รวมทั้งแตกและรวมไฟล์ Zip ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังถอดไฟล์ใน Zip ได้ง่าย รวมทั้งรองรับการทำงานผ่านทาง Command line ของ Windows ได้ นอกจากนี้เวอร์ชั่น Portable นอกจากไม่ต้องติดตั้งใน Windows แล้ว ยังรันการทำงานผ่านทางที่เก็บไฟล์ออนไลน์อย่าง Google Drive, Dropbox ฯลฯ ได้โดยตรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นใช้งานได้ฟรีไม่ต้องเสียเงิน และถ้าอยากสนับสนุนผู้พัฒนาก็บริจาคเงินได้อีกด้วย

6. Zipeg

zipeg

Zipeg เป็นโปรแกรมแตกไฟล์อีกตัวทรองรับไฟล์หลากหลายนามสกุลไม่แพ้โปรแกรมอื่น ๆ ที่แนะนำไปก่อนหน้านี้ โดยรองรับนามสกุลหลักทั้ง ZIP, RAR, ARJ, 7z, TAR, GZ, TGZ ฯลฯ ได้เหมือนกัน และมีหน้าต่างเลือกปรับแต่งการทำงานซอฟท์แวร์ได้หลากหลายแบบ เช่น เลือกที่แตกไฟล์, เลือกการ encode ไฟล์ที่ต้องการบีบอัดก็ได้ นอกจากนี้หน้า Interface ก็ใช้งานไม่ยาก ส่วนจุดเด่นที่โปรแกรมอื่นไม่มี คือ Zipeg จะมีฟีเจอร์ดูไฟล์ที่อยู่ในตัว Zip นั้นอีกทีว่าไฟล์นั้น ๆ ที่เราบีบอัดเอาไว้มีไฟล์อะไรอยู่บ้าง โดยขึ้นเป็นภาพ Thumbnail ที่หน้าโปรแกรมเลย แต่ต้องรอตัวโปรแกรมโหลดหน้าตาไฟล์ขึ้นมาให้เสร็จก่อน ซึ่งกินเวลาอยู่บ้างแต่ก็สะดวกกว่าโปรแกรมแตกไฟล์ตัวอื่น ๆ ที่ต้องเลือก Extract File ก่อนถึงจะเห็นไฟล์ที่บีบเอาไว้ ดังนั้นถ้าใครมีไฟล์ที่บีบเอาไว้เยอะ ก็ใช้โปรแกรมนี้เปิดดูได้เช่นกัน

7. IZarc

IZArc zip fix freeware for everyone 2

สำหรับซอฟท์แวร์แตกไฟล์ IZarc นั้น ถึงจะมีฟีเจอร์หลัก ๆ อย่างบีบอัดหรือคลายไฟล์ได้หลายนามสกุลก็ตาม แต่จุดเด่นที่น่าสนใจเลย คือซอฟท์แวร์ตัวนี้มีฟีเจอร์เรื่องการซ่อมไฟล์ที่ถูกไวรัสทำลายจนเสียหายแล้วเปิดใช้งานไม่ได้ รวมทั้งสั่งสแกนไฟล์ที่เข้ารหัสเอาไว้ว่ามีไวรัสหรือไม่ก่อนคลายไฟล์ได้อีกด้วย พอติดตั้งไว้ในเครื่องแล้วก็สามารถเรียกใช้งานด้วยการคลิกขวาที่ไฟล์ที่ต้องการแล้วสั่งทำงานได้เหมือน WinRAR เลย รวมทั้งการเข้ารหัสไฟล์ที่บีบอัดแล้วก็ใช้เป็น AES-256 เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมทั้งมีส่วนเสริมที่ทำให้เรียกใช้ IZarc จาก Command line ของ Windows ได้ด้วย ถ้าใครต้องการเซฟเครื่องของเราให้ปลอดภัยจากไวรัสมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็แนะนำให้โหลด IZarc ตัวนี้ไปเป็นซอฟท์แวร์แตกไฟล์ประจำเครื่องได้เลย

8. Ashampoo Zip Free

zipfree

ถ้าใครใช้คอมพิวเตอร์มาสักพักแล้ว อาจจะคุ้นเคยชื่อของ Ashampoo ที่เป็นบริษัททำซอฟท์แวร์มาอย่างยาวนานแล้ว และมีโปรแกรมสำหรับแตกไฟล์ให้โหลดไปใช้งานได้ฟรีด้วย ชื่อ Ashampoo Zip Free ซึ่งออกแบบมาใช้งานกับ Windows 7 ขึ้นไป มีทั้งแบบ 32 และ 64-bit ให้เลือกติดตั้ง รวมทั้งบีบและคลายไฟล์ได้หลายนามสกุล ซึ่งนามสกุลหลักอย่าง ZIP, 7z, CAB, TAR ฯลฯ สามารถบีบอัดและคลายไฟล์ได้ทั้งหมด แต่ RAR จะคลายไฟล์ได้อย่างเดียวแต่รองรับฟอร์แมตของ RAR ถึงเวอร์ชั่น 5.x แล้ว และเข้ารหัส AES-256 เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล รวมทั้งซ่อมไฟล์ ZIP ที่เสียหายแล้วใช้งานไม่ได้ให้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม นอกจากนี้ยังแยกไฟล์ ZIP ออกเป็นหลาย Volume ในกรณีที่ไฟล์นั้นมีขนาดใหญ่เกินไป จะได้บีบอัดและแก้ไฟล์ได้สะดวกขึ้น ซึ่งทางผู้พัฒนาเองก็เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรีอีกด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากได้โปรแกรมดีและฟรีแนะนำให้โหลดเอาไว้ใช้งานได้เลย

9. Zip Archiver 4

hamster

สำหรับโปรแกรมใช้แตกไฟล์ตัวสุดท้ายที่เลือกมาแนะนำก็เป็นซอฟท์แวร์ใช้งานได้ฟรีอย่าง Zip Archiver 4 ที่นอกจากใช้งานได้สะดวก, ทำงานเร็วรวมทั้งบีบอัดหรือคลายไฟล์ได้ไวทันใจ รองรับไฟล์นามสกุลต่าง ๆ หลากหลายแบบทั้ง Zip, 7z, RAR, TAR, WIM, JAR, CAB ฯลฯ แล้ว  จุดเด่นของโปรแกรมนี้ คือเราสามารถแชร์ไฟล์ที่บีบอัดเอาไว้ให้กับเพื่อนที่ใช้โปรแกรมเดียวกันได้ผ่านทางระบบ Cloud อีกด้วย โดยซอฟท์แวร์นี้จะใช้งานร่วมกับ Google Drive, Dropbox, Yandex และอื่น ๆ ได้ด้วย ทำให้รับส่งไฟล์ที่บีบอัดไว้เสร็จแล้วให้เพื่อนได้สะดวกขึ้นมาก ๆ ดังนั้นถ้าใครรับส่งไฟล์กับคนใกล้ตัวหรือเพื่อนร่วมงานจะใช้ Zip Archiver 4 ตัวนี้เลย ก็ช่วยให้ทำงานได้สะดวกขึ้นอย่างแน่นอน

zip files 765x404 1

จะเห็นว่าโปรแกรมแตกไฟล์และบีบอัดไฟล์นั้น นอกจาก WinRAR, WinZIP และอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคยกันนั้น จะมีโปรแกรมดี ๆ ให้เลือกใช้งานกันอีกหลายตัว รวมทั้งมีฟีเจอร์แตกต่างกันไปหลายแบบ ช่วยให้ผู้ใช้ทำงานได้สะดวกขึ้น และยิ่งใครที่ต้องการรับส่งไฟล์ไปมาระหว่างเพื่อนร่วมงานได้รวดเร็วขึ้นมาก ดังนั้นใครที่กำลังหาซอฟท์แวร์ประเภทนี้เอาไว้ใช้ ผู้เขียนแนะนำให้ลองเลือกหาตามฟีเจอร์พิเศษที่มีเฉพาะซอฟท์แวร์นั้น ๆ ไปเลย จะช่วยให้เลือกซอฟท์แวร์แบบใหม่ ๆ มาทดลองใช้งานได้สนุกยิ่งขึ้น และไม่แน่ว่าโปรแกรมใหม่ที่ลองโหลดมาใช้ดูอาจจะตอบโจทย์กว่าที่คิดก็ได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

wifi new cover

mixer cover

rpg cover

from:https://notebookspec.com/web/606891-9-recommend-file-extractor-programs

7 โปรแกรม Mixer ปรับเสียงน่าใช้ มิกซ์เพลงแต่งเสียงได้ตามใจ มีทั้งฟรีและเสียเงินให้เลือก

โปรแกรม Mixer ปรับเสียงน่าใช้ทั้งฟรีทั้งเสียเงิน สำหรับคนอยากมิกซ์เพลงทำเสียงมาโหลดกันตรงนี้!

mixer cover

คนที่มีดนตรีในหัวใจแล้วอยากเริ่มทำเพลงของตัวเองมาอัพโหลดขึ้น YouTube ดู ก็น่าจะอยากได้โปรแกรม Mixer ปรับเสียงดี ๆ เอาไว้จูนเสียงทำเพลงกันแน่ ๆ ซึ่งตอนนี้โปรแกรมกลุ่มนี้มีทั้งแบบฟรีที่โหลดมาใช้งานได้เลยและมีฟีเจอร์หลัก ๆ อย่างการตั้งไลน์เสียง, แต่งทำนองและใส่เอฟเฟคพื้นฐานต่าง ๆ ไปจนถึงเวอร์ชั่นเสียเงินแล้วเอาไปทำเพลงหาเงินได้เลยทีเดียว

ซึ่งโปรแกรมกลุ่มนี้แค่ติดตั้งเอาไว้ในเครื่องก็เริ่มแต่งเพลงกันได้เลย แล้วถ้าเพลงเริ่มติดตลาดจะเติมมิกเซอร์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ เข้ามาเสริมให้คุณภาพของเสียงและเพลงดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็ได้ แต่ศิลปินชื่อดังบางคนแค่มีโปรแกรม Mixer ปรับเสียงที่ฟีเจอร์เยอะและโน๊ตบุ๊คสเปคแรงสักหน่อยก็เรียกว่าเหลือเฟือและใช้ทำเพลงได้แล้ว ดังนั้นถ้าใครสนใจจะมิกซ์เพลงเองสักครั้งหนึ่ง ผู้เขียนก็ได้รวบรวมข้อมูลและซอฟท์แวร์น่าใช้มาให้เลือกกันในบทความนี้แล้ว

โปรแกรม Mixer ปรับเสียงอยากเติมเอาไว้ใช้มิกซ์เพลงได้เทพขึ้น จะมาจัดทีหลังก็ได้นะ

ก่อนโหลดโปรแกรม Mixer ปรับเสียงมาใช้ ต้องใช้พีซีสเปคประมาณไหน?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าถ้าจะเริ่มมิกซ์เพลงสักเพลง พีซีหรือโน๊ตบุ๊คที่มีอยู่ที่บ้านของเราจะเอามาใช้มิกซ์เพลงไหวไหม ทำงานได้ลื่นหรือเปล่า? ในส่วนนี้ต้องเข้าใจกันก่อนว่าโปรแกรมกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้การ์ดจอที่มีประสิทธิภาพสูงเหมือนกับโปรแกรมแต่งภาพที่ผู้เขียนเคยแนะนำไปก่อนหน้านี้ เพราะโปรแกรมกลุ่มนั้นต้องใช้การ์ดจอช่วยเรนเดอร์เรื่องภาพและสีสันเป็นหลัก

กลับกันโปรแกรม Mixer ที่ทำงานกับเสียงเพลงจะเน้นเรื่องซีพียูเป็นหลักว่าต้องเป็นซีพียูที่มีคอร์เยอะเพื่อช่วยประมวลผลเรื่อง Codec ไฟล์เสียงต่าง ๆ กับหน้าจอที่ใหญ่สักหน่อยจะได้เห็นไลน์เสียงกว้างที่สุดแบบเกือบหรือครบทั้งเพลง โดยสเปคขั้นต่ำที่แนะนำสำหรับใช้กับโปรแกรม Mixer ปรับเสียงต่าง ๆ คือ

สเปคของพีซีสำหรับโปรแกรม Mixer ปรับเสียง ขั้นต่ำ
ซีพียู ซีพียูแบบ 4 คอร์ขึ้นไป ความเร็ว 2.2 GHz
แรม 4GB หรือมากกว่า
ฮาร์ดดิสก์ ความจุขั้นต่ำ 256GB เป็นฮาร์ดดิสก์ก็ได้หรือ SSD ยิ่งดี
ระบบปฏิบัติการ 64-bit 
ขนาดหน้าจอ 15 นิ้วขึ้นไป

จะเห็นว่าโปรแกรม Mixer นั้นไม่ได้กินสเปคมากอย่างที่คิดแล้ว และโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันแทบทุกรุ่นสามารถมิกซ์เพลงได้สบาย ๆ อย่างแน่นอน แต่ถ้าสเปคดีกว่าที่แนะนำเอาไว้ก็จะสามารถประมวลผลไฟล์เพลงให้เสร็จได้เร็วขึ้น

และนอกจากโน๊ตบุ๊คหรือพีซีแล้วใครที่จะร้องเพลงแล้วเอามามิกซ์ในโปรแกรมนี้ด้วย ผู้เขียนก็แนะนำให้ลงทุนกับไมโครโฟนสำหรับร้องเพลงโดยเฉพาะเอาไว้ใช้สักตัว เช่น RODE, SHURE หรือ Sony แล้วหา Pop Filter ที่เป็นแผ่นกันเสียงรบกวนจากอากาศเข้าไมค์มาติดด้วย จะช่วยให้มิกซ์ทำนองและเสียงร้องเพลงของเราได้เพราะขึ้นมากอย่างแน่นอน

7 โปรแกรม Mixer ปรับเสียงแนะนำให้ใช้

สำหรับโปรแกรม Mixer ปรับเสียงแต่งเพลงที่น่าใช้จะมีทั้งโปรแกรมฟรีที่โหลดมาใช้งานได้เลยและมีฟีเจอร์หลัก ๆ อยู่ค่อนข้างครบถ้วนกับโปรแกรมจ่ายเงินที่มีให้เลือกหลายแพ็คเกจ แต่ก็มีฟีเจอร์เสริม, Plugin และฟังก์ชั่นเยอะขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้ง 6 โปรแกรมมี

  1. GarageBand กับ Logic Pro (Apple MacBook)
  2. FL Studio (199 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาท)
  3. Audacity (ฟรี)
  4. Adobe Audition (748 บาท/เดือน)
  5. MixPad Multitrack Mixer (ฟรี)
  6. Vocaloid (360.36 ดอลลาร์ หรือราว 12,000 บาท)
  7. SoundAtion (6.99 ดอลลาร์ หรือราว 230 บาท/เดือน)
1. GarageBand กับ Logic Pro (Apple MacBook)

garageband

สำหรับคนที่อยากมิกซ์เพลงสักเพลง หลายคนอาจจะคิดถึง Apple MacBook กันเป็นเครื่องแรก ๆ เพราะว่าประสิทธิภาพดี และมีซอฟท์แวร์ครบเครื่องรวมไปถึง GarageBand ที่เป็นโปรแกรม Mixer ที่ติดมากับ macOS ที่พร้อมใช้งานได้เลย ซึ่งตัวซอฟท์แวร์นั้นสามารถมิกซ์ไลน์เสียงจากเครื่องดนตรีต่าง ๆ ทั้งกีตาร์, คีย์บอร์ดและใส่ไลน์เสียงที่อัดจากไมโครโฟนของเราเพิ่มเข้าไปได้ง่าย ๆ รวมทั้งซินธิไซเซอร์เอาไว้คุมการเปลี่ยนโทนเสียงเพลงให้เป็น EDM แนวต่าง ๆ ได้มากมาย หรือจะเปลี่ยนไปทำเพลงแนวคลาสสิคก็ได้ นอกจากนี้ถ้าใครใช้ iPhone, iPad ร่วมกับ MacBook ก็ใช้ประโยชน์จาก Apple Ecosystem ที่แต่งในอุปกรณ์ iOS แล้วเอาเพลงมาทำต่อใน MacBook จนเสร็จก็ได้เรียกว่าถึงเป็นซอฟท์แวร์ติดเครื่องมาแต่ก็ครบเครื่องสุด ๆ เช่นกัน

logicpro

ส่วนใครที่เริ่มเป็นมือโปรเป็นดีเจที่มิกซ์เพลงแล้วอยากให้มีเอฟเฟคและลูกเล่นตอนมิกซ์เพลงเยอะขึ้น อย่างทำลูปเสียงเพลง, ใช้ iPhone หรือ iPad เป็นรีโมตคุมเพลงที่มิกซ์เสร็จแล้วและใส่เอฟเฟคใหม่ ๆ เข้าไปในเพลงของตัวเองให้จัดเต็มกว่าเดิม แนะนำให้ขยับมาเป็น Logic Pro ที่เป็นซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นอัพเกรดจาก GarageBand ได้เลย โดยตอนแรกทาง Apple จะให้ลูกค้าผลิตภัณฑ์ได้ใช้งานซอฟท์แวร์นี้ฟรี 90 วันก่อน แล้วถ้าชอบหรือมีประโยชน์กับการมิกซ์เพลงของเราก็จ่ายอีก 199.99 ดอลลาร์ หรือราว 6,600 บาท เพื่อซื้อเวอร์ชั่นเต็มที่ใช้งานได้ตลอดไปแล้วติดกับ Apple ID ของเราไปได้เลย แต่ GarageBand กับ Logic Pro จะใช้ได้เฉพาะระบบปฏิบัติการ macOS เท่านั้น ดังนั้นถ้าใครอยากใช้ซอฟท์แวร์นี้ก็ต้องซื้อ MacBook ก่อนถึงจะใช้งานได้

Format ของไฟล์เสียงที่ Export ออกมาได้จะได้คุณภาพสูงถึงระดับไฟล์ประเภท AIFF, WAV, CAF, PCM, ALAC, AAC, MP3 และอื่น ๆ จัดว่าถ้าใครใช้ macOS แนะนำให้ลองเริ่มจากซอฟท์แวร์นี้ได้เลย

2. FL Studio (199 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาท)

flstudio

โปรแกรม Mixer เอาไว้แต่งเสียงทำเพลงที่น่าใช้และฟีเจอร์ล้นไม่แพ้กับพี่น้อง GarageBand และ Logic Pro ของ Apple สำหรับสาย Windows และ Android จะเป็น FL Studio ที่สร้างเอฟเฟคเสียงและปรับ Equalizer ได้ละเอียด, ปรับแต่งไฟล์เสียง, ใส่เอฟเฟคให้กับเพลงได้มากมายหลายแบบ รวมทั้งอัดเสียงเพิ่มเข้าไปในแทร็กที่กำลังมิกซ์เพลงอยู่ได้ด้วย และข้อดีคือติดตั้งได้ใน Windows, macOS, iOS และ Android และซอฟท์แวร์ก็เป็นแบบซื้อขาด จ่ายครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีวิตไม่ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนและได้รับอัพเดทแพทช์และเวอร์ชั่นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งดีเจต่างประเทศชื่อดังหลาย ๆ คนก็เลือกใช้งานกัน เช่น Martin Garrix หรือ Avicii ก็ซื้อซอฟท์แวร์นี้มาใช้งานเช่นกัน

จุดเด่นของโปรแกรมนี้ คือเป็นซอฟท์แวร์ที่เน้นการมิกซ์เพลงโดยเฉพาะ, ให้ฟีเจอร์หลักครบเครื่องและรองรับ Plugin เสริมที่โหลดมาเพิ่มเติมได้มากมายหลายแบบ แต่หน้าตาซอฟท์แวร์จะดูพื้น ๆ และต้องใช้เวลาเรียนรู้สักระยะถึงจะใช้งานได้คล่อง ส่วนไฟล์เสียงที่ Export ออกมาได้ มีทั้ง AIFF, DS, MP3, OGG, WAV ฯลฯ ซึ่งผู้ใช้ที่สนใจอยากลองซอฟท์แวร์นี้ดูว่าตอบโจทย์ของเราหรือเปล่า ก็โหลดเวอร์ชั่นฟรีที่หน้าเว็บไซต์ไปลองก่อนได้แล้วค่อยจ่ายเงินซื้อซอฟท์แวร์มาใช้งานก็ได้ แต่ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำว่าถ้าจะซื้อมาใช้งาน แนะนำให้เริ่มที่ตัว FL Studio Producer Edition ราคา 199 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาทไปเลย เพราะว่ามีฟีเจอร์ Audio recording เอาไว้อัดเสียงเพิ่มเติมเข้าไปได้ด้วย แล้วถ้าอัพเกรดก็ขยับมาตัวสูงสุดอย่าง FL Studio All Plugins Edition ราคา 499 ดอลลาร์ หรือราว 16,000 บาทภายหลังให้ฟีเจอร์มาครบเครื่องก็ได้เช่นกัน

3. Audacity (ฟรี)

Theme Dark

สำหรับสายฟรีที่หาโปรแกรม Mixer ปรับเสียงแบบง่าย ๆ ทั้งจูนเสียง ตัดต่อ ใส่เอฟเฟคต่าง ๆ ได้ แถมยังใช้ Shortcut คีย์บอร์ดคุมแบบง่าย ๆ ได้ด้วย แนะนำให้ลองโหลด Audacity มาลองก่อนได้เลยและจะใช้ไปจนเป็นมือโปรด้วยซอฟท์แวร์นี้ก็ได้ แค่หน้าตาซอฟท์แวร์จะดูเก่าไปบ้างก็ตาม ติดตั้งได้ทั้ง Windows, macOS และ Linux เลยทีเดียว ซึ่งข้อดีนอกจากฟรีคือ บันทึกไฟล์เสียงแยกจากอุปกรณ์ต่อเสริมภายนอกอย่างไมโครโฟนหรือเครื่องดนตรีอื่น ๆ ได้, ตัดต่อไฟล์เสียงหรือจะโหลด Plugin มาเติมมาเสริมให้ซอฟท์แวร์ทำงานได้ดีขึ้นได้ด้วย ส่วนไฟล์เสียงก็ Export เป็นนามสกุล AIFF, OGG, WAV, FLAC, MP3 ฯลฯ รวมทั้งผู้พัฒนาแอพฯ ก็อัพเดทแพทช์ให้กับซอฟท์แวร์อย่างต่อเนื่อง และตอนนี้ซอฟท์แวร์ก็เป็นเวอร์ชั่น 64-bit แล้ว และถ้าใครมีความสามารถด้านโปรแกรมมิ่งก็ช่วยพัฒนาซอฟท์แวร์นี้ให้ดีขึ้นได้ด้วย

4. Adobe Audition (748 บาท/เดือน)

audition

ถ้าเป็นงานสายครีเอเตอร์แบบต่าง ๆ เชื่อว่าใครก็คิดถึงโปรแกรมสาย Adobe อย่างแน่นอน ซึ่งสายโปรแกรม Mixer ก็มี Adobe Audition ให้เลือกใช้ โดยทดลองเล่นฟรีได้ 7 วันแล้วจะจ่ายค่าบริการรายเดือนก็ได้ ซึ่งจุดเด่นคือตัวซอฟท์แวร์มีฟีเจอร์ปรับแต่งเสียงให้ใช้งานได้หลากหลายแบบและเหมาะกับงานสายมิกซ์กับพากย์เสียงเป็นพิเศษ รวมทั้งตัดต่อไฟล์เสียงหลายแทร็กพร้อมกันได้ ติดตั้งได้ทั้ง Windows และ macOS อีกด้วย แต่ทางสื่อต่างประเทศที่รีวิวโปรแกรมสายเพลงและตัดต่อเสียงแนะนำว่า Adobe Audition จะเหมาะกับการมิกซ์เสียงประเภทงานพากย์เสียงแบบ Voice Over หรือดึงเสียงพูดให้ตรงกับที่ปากขยับเป็นหลัก ไม่ค่อยเหมาะกับการมิกซ์เพลงเท่าไหร่แถมยังต้องจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือน ไม่ได้ขายขาดเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว ส่วนไฟล์ที่ Export ออกมาได้จะมีนามสกุลหลายแบบทั้ง AIFF, MP3, WMA, WAV, AC-3, PCM, AIFC ฯลฯ 

5. MixPad Multitrack Mixer (ฟรี)

main multiwindow large transparent

ถ้าอยากได้โปรแกรม Mixer ปรับเสียงที่ฟีเจอร์ครบ ใช้งานได้เยอะเหมือนโปรแกรมจ่ายเงินแต่โหลดได้ฟรี MixPad Multitrack Mixer ก็น่าสนใจเช่นกัน เพราะใช้ทำไฟล์เพลง, อัดเสียงต่าง ๆ ทำโฆษณาหรือดีเจมือใหม่อยากเอาไว้อัดเสียงไว้เปิดในงานก็ได้ มี Equalizer และฟีเจอร์ต่าง ๆ ทั้งใส่เสียงบีตที่เหมาะกับเพลงของเราหรือจะใส่เอฟเฟคเสียงต่าง ๆ เข้าไปก็ได้ ซึ่งมีให้ใช้ในซอฟท์แวร์แบบครบเครื่อง และจะโหลด VST Plugin เข้ามาติดตั้งเพิ่มก็ได้ ใช้ได้ทั้ง Windows, iOS, macOS, Android จัดว่าฟรีแล้วฟีเจอร์เยอะใช้ได้หลากหลายระบบปฏิบัติการอีกด้วย ส่วนไฟล์เสียงที่ Export ออกมาได้ถือว่าเยอะจัดเต็มทั้ง AIF, OGG, WAV, WMA, MP3, AMR, FLAC ฯลฯ แต่จุดสังเกตที่ทางสื่อต่างประเทศพูดถึง คือตัวโปรแกรมใช้เวลาโหลดนานมากและบางครั้งทำงานอยู่ก็อาจจะมีปัญหาโปรแกรม Crash แล้วหยุดการทำงานเอาดื้อ ๆ เหมือนกัน แต่เชื่อว่าผู้พัฒนาก็จะออกแพทช์แก้ไขโปรแกรมนี้ออกมาจัดการเรื่อย ๆ แน่นอน

6. Vocaloid (360.36 ดอลลาร์ หรือราว 12,000 บาท)

สำหรับศิลปินที่อยากมิกซ์เพลงแบบจัดเต็ม มีทำนองและเนื้อเพลงแต่งเอาไว้ครบหมดแล้วแต่หานักร้องมาร้องด้วยไม่ได้สักที หรือต้องการทำเพลงแบบสำเร็จเอาไว้ไกด์ให้นักร้องเอาไว้ร้องตามจังหวะและทำนองที่ทำเอาไว้ จะแนะนำให้ลองใช้โปรแกรมชื่อดังจาก YAMAHA บริษัทด้านดนตรีชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง VOCALOID5 ซึ่งเหมาะกับศิลปินเดี่ยวมาก ซึ่งฟีเจอร์หลักอย่างตัดต่อแต่งเติมและจูนเสียงหรือทำมิกซ์เพลง EDM และอื่น ๆ ก็ทำได้เหมือนโปรแกรม Mixer ปรับเสียงตัวอื่น ๆ แต่จะจำกัดแทร็คที่ใช้มิกซ์ใช้ได้สูงสุด 32 แทร็คเท่านั้น

แต่จุดเด่นของ VOCALOID คือซอฟท์แวร์นี้จะสร้างเสียงนักร้องได้จากในตัวซอฟท์แวร์แบบ Real-time คู่กับทำนองที่แต่งแล้วอัดมาใช้งานหรือตัดต่อมาใช้ในซอฟท์แวร์นี้ได้เลย สำหรับเวอร์ชั่น 5 จะมีเสียงนักร้องให้ใช้ตั้งแต่ติดตั้งซอฟท์แวร์เลยที่ 4 คนในเวอร์ชั่น Standard ถ้าเป็น Premium จะเพิ่มเป็น 8 คน ซึ่งเป็นเสียงที่อัดจากมนุษย์เพื่อเอามาใช้เป็นเสียงนักร้องในเพลงที่แต่งเอาไว้ได้เลย โดยมีตัวประโยคสำเร็จรูปให้ใช้เกิน 2,000 แบบ, รูปแบบการร้องเพลงกว่า 100 แบบ และ Audio effect อีก 11 เวอร์ชั่น ติดตั้งใน Windows หรือ macOS ก็ได้ ซึ่งถ้าใครมิกซ์เสียงแต่งเพลงจนเสร็จแล้วอยากได้เสียงร้องภาษาอังกฤษก็ทำในซอฟท์แวร์นี้ได้ทันที ส่วนคนที่มีความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นก็ซื้อ VOICEBANK เพื่อเอาเสียงคาร์แรกเตอร์ญี่ปุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้ซอฟท์แวร์นี้อย่างฮัตสึเนะ มิกุและคนอื่น ๆ มาติดตั้งเพิ่มเติมได้อีกด้วย ส่วนไฟล์เสียงที่ Export ออกมาจะเป็นไฟล์ WAV คุณภาพสูงที่เอาไปใช้งานได้เลย

อย่างไรก็ตาม ราคาของ VOCALOID5 นั้นเรียกว่าค่อนข้างสูง ถ้าเป็นเวอร์ชั่น Standard ที่มีเสียงนักร้องเพียง 4 คน จะอยู่ที่ 225.23 ดอลลาร์ หรือราว 7,400 บาท ส่วนเวอร์ชั่น Premium เสียงนักร้อง 8 คนอยู่ที่ 360.36 ดอลลาร์ หรือราว 12,000 บาท และยังไม่รวม VOICEBANK ที่ซื้อเพิ่มเติมด้วย แต่สำหรับคนที่ต้องการใช้เป็นโปรแกรม Mixer ปรับเสียงอย่างเดียวอาจจะเริ่มแค่ตัว Standard แล้วจะซื้อ VOICEBANK เพิ่มเติมทีหลังก็ได้เช่นกัน

7. SoundAtion (6.99 ดอลลาร์ หรือราว 230 บาท/เดือน)

soundation

SoundAtion เป็นโปรแกรม Mixer ปรับเสียงที่ทำงานผ่านเบราเซอร์ที่เราใช้งานอยู่ โดยข้อดีคือนอกจากฟีเจอร์หลักอย่างเสียงเครื่องดนตรีสังเคราะห์หรือการใส่ Audio Effect ต่าง ๆ จะมีให้ใช้และยังปรับเสียงโหลดโปรเจคต่าง ๆ เหมาะเอาไว้ทำเพลงหรือ Podcast ก็ได้สบาย ๆ เพราะว่าตัวซอฟท์แวร์ใช้งานง่ายและทำงานบนออนไลน์เต็มระบบ และจุดเด่น คือ มีฟีเจอร์ digital audio Workstation (DAW) ที่ใช้เซฟไฟล์เสียงและเพลงที่ทำเอาไว้แบบออนไลน์ได้และโหลดมาใช้งานได้ทันที รวมทั้งใช้ได้ทุกระบบปฏิบัติการเพราะทำงานผ่านทางเบราเซอร์นั่นเอง

โดยไฟล์ที่ Export ออกมาได้จะออกมาได้จะขึ้นอยู่กับแพ็คเกจที่เราสมัครเอาไว้ โดยแบบฟรีจะใช้ได้แต่เครื่องดนตรีสังเคราะห์, ทำโปรเจคไฟล์เสียงคนเดียวได้ 10 โปรเจคและใช้งานร่วมกับเพื่อนได้เพียง 1 โปรเจค ส่วนไฟล์ที่ Export ออกมาจะเป็นแค่ MP3 เท่านั้น แต่ถ้าจ่ายค่าบริการเดือนละ 1.99 ดอลลาร์ หรือราว 65 บาท จะทำโปรเจคไฟล์เสียงคนเดียวได้ไม่จำกัด, ทำโปรเจคร่วมกับเพื่อนได้ 3 งาน, บันทึกเสียงสด, เพิ่มฟีเจอร์ External MIDI Controller และ Import ไฟล์เสียงได้ 100MB และไฟล์จะ Export ออกมาเป็น WAV ส่วนถ้าจ่ายค่าบริการเดือนละ 6.99 ดอลลาร์ หรือ 230 บาท จะใช้ฟีเจอร์ทั้งหมดได้เต็มที่ เพิ่ม Parametric EQ และ Soundset มาให้อีก 20 แบบด้วย ซึ่งถ้าใครสนใจแล้วอยากอ่านฟีเจอร์แบบละเอียดสามารถอ่านได้ที่นี่

apple laptop macbook pro notebook

จะเห็นว่าตอนนี้โปรแกรม Mixer ปรับเสียงนั้นมีหลากหลายแบบ ทั้งฟรีและเสียเงินซื้อและมีฟีเจอร์หลากหลายแบบ ทั้งออกแบบมาเพื่อทำเพลงและบางโปรแกรมก็มีเสียงนักร้องสังเคราะห์ให้ใช้ในซอฟท์แวร์เลย จัดว่าโปรแกรม Mixer ในปัจจุบันนี้พัฒนากันไปไกลมากกว่าจะเป็นแค่ซอฟท์แวร์ตัดต่อแต่งเสียงทั่ว ๆ ไปที่เรารู้จักกันเลยทีเดียว ยิ่งถ้าใครมีความเป็นศิลปินมิกซ์เสียงเพลงได้ดีและชอบด้านนี้อยู่แล้วอาจจะเริ่มต้นจากลองโหลดซอฟท์แวร์ฟรีมาซ้อมมือทำเพลงแบบเป็นงานอดิเรกสนุก ๆ ก่อน แล้วค่อยไปซื้อซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์มาใช้งานให้ตรงกับสไตล์ของเราในภายหลังก็ได้ ว่าจะเป็นสายมิกซ์เพลงที่มีอยู่แล้วหรือจะทำเป็นเพลงแบบสำเร็จและมีเสียงนักร้องสังเคราะห์ในเพลงก็ได้เช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

pdf cover

firefox cover

chrome faster cover

from:https://notebookspec.com/web/606679-7-recommend-sound-mixer-program

[Guest Post] บีเอสเอเดินหน้าโครงการรณรงค์กระตุ้นองค์กรธุรกิจใช้ซอฟต์แวร์ถูกกฎหมาย มุ่งเป้าบริษัทด้านวิศวกรรมและการออกแบบกว่า 20,000 แห่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โครงการลงทุนใหม่ของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติเรียกร้องให้ภาคเอกชนใช้งานซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายและมีความปลอดภัยทางไซเบอร์ในการออกแบบ พร้อมยุติพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายที่มีมานานหลายทศวรรษ 

ด้วยโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้งบประมาณหลายพันล้านสหรัฐฯ วันนี้ บีเอสเอ พันธมิตรซอฟต์แวร์จึงเปิดตัวแคมเปญรณรงค์ให้องค์กรด้านวิศวกรรมและการออกแบบใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (ไลเซ่นส์) ในการพัฒนาถนน สะพาน ท่าเรือ และโครงข่ายด้านการสื่อสารที่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าหลายปี เพื่อเสริมกลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับชาติ

โครงการรณรงค์นี้เป็นการต่อยอดจากโครงการ Legalize and Protect ซึ่งบีเอสเอริเริ่มขึ้นและประสบความสำเร็จอย่างมากในระดับภูมิภาคตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยแคมเปญนี้ได้ช่วยธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการติดตั้งซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายและมีความปลอดภัยทางไซเบอร์แก่คอมพิวเตอร์กว่า 1 ล้านเครื่อง

 

“ก้าวใหม่ของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีการใช้งานซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้เต็มรูปแบบมีประสิทธิผลสูงสุด ปลอดภัย และถูกกฎหมาย ถือเป็นสัญญาณที่น่าเกรงขามของความแข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นายดรุณ ซอว์เนย์ ผู้อำนวยการอาวุโส บีเอสเอ I พันธมิตรซอฟต์แวร์ ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก กล่าว “บีเอสเอต้องการช่วยให้องค์กรด้านวิศวกรรมและการออกแบบชั้นนำในภูมิภาคเปลี่ยนจากการใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีความเสี่ยงและไม่ถูกกฎหมาย สู่การใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (ไลเซ่นส์) ซึ่งสามารถปลดล็อกศักยภาพของเหล่าผู้ออกแบบชั้นนำของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง”

ในการทำงานร่วมกับบริษัทซอฟต์แวร์อย่างออโตเดสก์ (Autodesk, Inc.) บีเอสเอตั้งเป้าที่จะเข้าถึงบริษัทด้านวิศวกรรมและการออกแบบกว่า 20,000 แห่งทั่วภูมิภาค แบ่งเป็น ในประเทศไทย 5,000 บริษัท อินโดนีเซีย 5,000 บริษัท ฟิลิปปินส์ 5,000 บริษัท และมาเลเซีย 5,000 บริษัท ทั้งนี้นอกจากบริษัทด้านวิศวกรรมและการออกแบบ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักแล้ว กลุ่มเป้าหมายในแคมเปญนี้ยังรวมถึงบริษัทการผลิตและสตูดิโอแอนิเมชันด้วย

กิจกรรมของบีเอสเอยังรวมถึงการบริการให้คำปรึกษาแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชีสำหรับองค์กรภาคเอกชนที่กำลังต้องการคำแนะนำถึงขั้นตอนการใช้ซอฟต์แวร์ที่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (ไลเซ่นส์) โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ผ่านการติดต่อโดยตรงกับบริษัทเป้าหมายทั้ง 20,000 แห่ง และสำหรับองค์กรที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ที่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (ไลเซ่นส์) บีเอสเอสนับสนุนให้กลุ่มผู้นำองค์กรได้ทำการตรวจสอบบัญชีภายในเพื่อระบุช่องว่างของลิขสิทธิ์ที่อาจเกิดขึ้นภายในบริษัท

ภายใต้แคมเปญนี้ บีเอสเอยังวางแผนที่จะร่วมงานกับหน่วยงานภาครัฐทั่วภูมิภาคเพื่อสนับสนุนแคมเปญและกระตุ้นให้ภาคเอกชนหันมาใช้งานซอฟต์แวร์ที่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (ไลเซ่นส์) ซึ่งประกอบด้วย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในประเทศไทย กระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ministry of Communication and Informatics) ในประเทศอินโดนีเซีย ออปติคอล มีเดีย บอร์ด (Optical Media Board) ในประเทศฟิลิปปินส์ และกระทรวงการค้าภายในและกิจการผู้บริโภค (Ministry of Domestic Trade and Consumer Affairs) ในประเทศมาเลเซีย 

“กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจต้องการให้บริษัทต่างๆ ในประเทศไทยใช้งานซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ เพราะซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์เป็นด่านแรกในการป้องกันการถูกโจมตี โดยเราเล็งเห็นถึงความตั้งใจของบีเอสเอ และพร้อมให้การสนับสนุน ตลอดจนช่วยเหลือบริษัทต่างๆ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายระดับประเทศอย่างเต็มที่ ด้วยความมุ่งมั่นนี้ จะช่วยเพิ่มพื้นที่ความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ในประเทศของเรามายิ่งขึ้น” พ.ต.อ.เกรียงศักดิ์ จิตต์สอาด  ผู้กำกับการ (สอบสวน) กองบังคับการปราบปราม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กล่าว

บีเอสเอคาดว่ามีบริษัทด้านวิศวกรรมและการออกแบบกว่า 100,000 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังใช้งานซอฟต์แวร์ที่ไม่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (ไลเซ่นส์) ในปัจจุบัน

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาคเอกชนที่ดำเนินกิจการด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม และการออกแบบถูกปรับหรือได้รับโทษจากการใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (ไลเซ่นส์) เกือบทุกสัปดาห์ ดังนั้น แคมเปญนี้จึงถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้นำองค์กรธุรกิจเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการใช้งานซอฟต์แวร์ที่ไม่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (ไลเซ่นส์) และประโยชน์ของการใช้ซอฟต์แวร์ที่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (ไลเซ่นส์) อย่างถูกต้องครบถ้วน

“เป็นที่ชัดเจนว่า องค์กรวิศวกรรมและการออกแบบชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความต้องการใช้ซอฟต์แวร์ที่มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (ไลเซ่นส์) เพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้นในการปฏิบัติงานและป้องกันคอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัยจากการโจมตีทางไซเบอร์” นายดรุณ ซอว์เนย์ กล่าว “แต่ความท้าทายที่เกิดขึ้นคือมีผู้บริหารธุรกิจจำนวนไม่มากที่พร้อมลงทุนในความจำเป็นนี้”

 

เกี่ยวกับบีเอสเอ พันธมิตรซอฟต์แวร์

บีเอสเอ | พันธมิตรซอฟต์แวร์ (www.bsa.org) คือ สมาคมชั้นนำทำหน้าที่รณรงค์ ส่งเสริม และสนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โลก โดยทำงานกับรัฐบาลในประเทศต่างๆ และมีบทบาทสำคัญในตลาดการค้าสากล  สมาชิกของบีเอสเอ คือ บริษัทผู้สร้างสรรค์งานนวัตกรรมชั้นนำที่สุดของโลก สร้างสรรค์งานซอฟต์แวร์ที่จุดประกายการเติบโตทางเศรษฐกิจ และพัฒนาชีวิตผู้คนในโลกสมัยใหม่  บีเอสเอมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี และมีหน่วยปฏิบัติการในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก  บีเอสเอเป็นผู้บุกเบิกโครงการส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสนับสนุนนโยบายสาธารณะที่ส่งเสริมนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-bsa-private-sector-designers/

แนะนำ โปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรี บน PC อัพเดทปี 2021

คอนเทนต์วีดีโอกลายเป็นสื่อที่เข้ามามีบทบาทกับชีวิตผู้คนทั้งกับการใช้ในสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวและใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ เราได้เห็นครีเอเตอร์สายวีดีโอมากมายแจ้งเกิดในชั่วข้ามคืน ซึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างสรรค์วีดีโอก็คือโปรแกรมและแอพพลิเคชั่นต่างๆ โดยในบทความนี้เราจะมาแนะนำ โปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรี บน PC อัพเดทปี 2021 ให้คุณได้เลือกใช้งานกัน

Lightworks

Lightworks โปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรี ที่จะช่วยให้คุณสร้างวีดีโอราวกับมืออาชีพแต่ไม่ต้องเสียเงินแพงๆ ความสามารถนั้นก็ไม่ธรรมดาเพราะมีเครื่องมือให้เลือกใช้เยอะมาก ตัดต่อได้ทั้งภาพและเสียง ฟีเจอร์และ Effect ก็มีให้ใช้เพียบ โหลด Plug-in เพิ่มเติมได้ พัฒนามาให้ใช้ได้กับ GPU ของ NVDIA และ AMD หน้าต่างการค้นหาไฟล์จัดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ ปรับแก้สีงานได้สะดวกแม่นยำ รองรับรับการเรนเดอร์ไฟล์ได้ถึงระดับ QHD รองรับประเภทไฟล์หลากหลาย และเมื่อตัดต่อเสร็จยังแชร์ไปที่ Vimeo, Facebook, Instagram หรือ YouTube ได้ทันทีอีกด้วย เป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรีที่เราอยากให้คุณลองดาวน์โหลดมาใช้งานกันดู

Movie Maker

Movie Maker โปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรี ที่แม้แต่คนไม่เคยทำมาก่อนก็สามารถใช้งานได้ไม่ยาก เป็นโปรแกรมที่อยู่คู่กับระบบปฏิบัติการ Windows มาอย่างยาวนานและเป็นโปรแกรมตัดต่อวีดีโอที่หลายคนน่าจะผ่านการใช้งานกันมาบ้าง จุดเด่นนั้นก็คือใช้งานง่าย มีลูกเล่นเยอะ ตัดต่อได้ทั้งวีดีโอ ภาพ เสียง ใส่ Effect เพิ่มความน่าสนใจ สามารถเรนเดอร์เป็นไฟล์ MP4 หรือไฟล์ .MOV ได้ สามารถเลือกฟิลเตอร์หรือธีมของงานได้หลายแบบเช่น Sepia, Negative, Mirror, ฟองสบู่, หิมะตก ทำเสร็จสามารถแชร์ไปยังโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้ทันที

VSDC Free Video Editor

VSDC Free Video Editor โปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรี อีกตัวที่มีผู้นิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก จุดเด่นนั้นนอกจากจะใช้งานได้ฟรีแล้วยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นที่ใช้งานง่ายมีลูกเล่นในการตัดต่อมากมายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือคลิปวีดีโอ ก็สามารถทำได้ในเวลาอันรวดเร็ว แม้จะเป็นมือใหม่หัดทำก็ได้งานระดับมืออาชีพเอาไว้อวดลงในโลกออนไลน์หรือจะต่อยอดไปเพื่อสร้างรายได้ก็ยังไหว นอกจากนี้ยังรองรับการแปลงไฟล์นามสกุลต่างๆ อีกด้วย ส่วนการเรนเดอร์ไปใช้งานก็เลือกนามสกุลได้ตามต้องการ เรียกว่าฟรีและดียังมีอยู่

Shotcut

ต่อกันเลยกับ โปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรี อย่าง Shotcut ที่ออกแบบมาเพื่อคนที่อาจจะยังไม่เคยตัดต่อวีดีโอมาก่อนและอยากสร้างผลงานของตัวเองเอาไว้ใช้งานส่วนตัวหรือเพื่อลงในสื่อต่างๆ โดยเป็นโปรแกรมที่ใช้ง่ายแต่คุณภาพสูง ให้ความละเอียดเพียงพอสำหรับการนำไฟล์ไปใช้ สูงสุดที่ระดับ 4K รองรับการนำเข่าและส่งออกไฟล์หลายนามสกุล ทั้งไฟล์ภาพ วีดีโอและไฟล์เสียง สามารถปรับระดับความสว่าง สีสัน และฟิลเตอร์ได้มากมาย เป็นอีกทางเลือกที่คนเริ่มต้นทำงานวีดีโอน่าลองใช้

GoPro Quik

ส่งท้ายรายชื่อ โปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรี กันด้วย GoPro Quik ซึ่งดูจากชื่อแล้วน่าจะเดากันออกว่าพัฒนาโดยทาง GoPro นั่นเอง เป็นโปรแกรมที่ฟรีและดีอีกตัวที่ไม่ควรพลาด มาพร้อม UI ที่เรียบง่ายใช้งานสะดวก และฟังก์ชั่นการตัดต่ออีกมากมายให้เลือกใช้งานกัน โดยเฉพาะกับครีเอเตอร์สายผจญภัยด้วยแล้วถือว่าเหมาะมาก สามารถตัดต่อ ย้อมสี ทำวีดีโอ slow motion ใส่ดนตรีประกอบ พร้อมส่งไปอวดในโลกออนไลน์ได้ทุกช็อตเด็ดของคุณ

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรี คือผู้ช่วยที่ปัจจุบันยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคอนเทนต์วีดีโอนั้นเข้าถึงผู้ใช้ได้ง่ายกว่าคอนเทนต์ประเภทตัวอักษร โดยจะเห็นได้จากการที่มีเหล่า YouTuber และ Vloger เกิดขึ้นมากมาย สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ใครมองหาโปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรีเอาไว้ใช้งานทั้ง 5 โปรแกรมนี้ถือว่าน่าใช้มากลองดาวน์โหลดมาลงเครื่องและทดสอบการใช้งานกันดูได้เลย

The post แนะนำ โปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรี บน PC อัพเดทปี 2021 first appeared on 9TANA : Tech Channel !!.
from:https://www.9tana.com/node/video-editor-pc-free/