คลังเก็บป้ายกำกับ: Software

แนะนำ Windows 11 แบบ OEM / FPP / ESD ต่างกันอย่างไร ซื้อแบบไหนเหมาะ

เปลี่ยนมาใช้ Windows 11 ของแท้ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องจากไมโครซอฟท์ดีกว่า ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวมีปัญหาและไม่มีความเสี่ยง มี 3 แบบให้เลือกระหว่าง OEM, FPP และ ESD สะดวกแบบไหน เลือกใช้แบบนั้น

  • แบบ OEM ต้องใช้กับเครื่องใหม่ ใช้กับเครื่องใดแล้วต้องใช้ไปตลอดเปลี่ยนหรือย้ายไปใช้กับเครื่องอื่นไม่ได้ แต่ดาวน์เกรดได้และมีราคาประหยัดที่สุด
  • แบบ FPP และ ESD ใช้กับเครื่องใหม่หรือเครื่องเก่าก็ได้ เปลี่ยนและย้ายไปใช้กับเครื่องใดก็ได้ แต่ต้อง Activate ใช้งานเครื่องเดียว ดาวน์เกรดไม่ได้ ซื้อ Windows มาเป็นเวอร์ชันอะไร ต้องใช้อย่างนั้น
    FPP กับ ESD ใช้งานแบบเดียวกัน แต่จะต่างกันตรงที่ FPP วางจำหน่ายในลักษณะของกล่องบรรจุภัณฑ์ และผู้ใช้จะต้องเก็บกล่องไว้ใช้ยืนยันลิขสิทธิ์ แต่ ESD จะเป็นการจำหน่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยรับคีย์ผ่านอีเมล์

แต่ละแบบมีข้อดีข้อด้อยต่างกัน อยู่ที่การใช้งานและความสะดวกของแต่ละคน

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไปของ Microsoft เพิ่มเติมได้ที่ >> https://www.synnex.co.th/th/community_details.aspx?category_id=13&detail_id=20220617001&ispdf=

ที่มา – Synnex Thailand

from:https://www.9tana.com/node/windows-11-oem-fpp-esd/

NVIDIA วาดฝันอนาคตเติบโตฝั่งซอฟต์แวร์ เน้น AI และ Omniverse สำหรับลูกค้าองค์กร

เมื่อพูดถึง NVIDIA ทุกคนคงนึกถึงภาพลักษณ์บริษัทด้านฮาร์ดแวร์เป็นหลัก แต่ล่าสุด NVIDIA ออกมาเล่าแผนให้นักลงทุนฟังว่าการเติบโตของบริษัทในอนาคตจะเพิ่มการทำรายได้จากซอฟต์แวร์มากขึ้น โดยใช้โมเดลหารายได้แบบ subscription เพื่อการันตีรายได้สม่ำเสมอในระยะยาว

ซอฟต์แวร์ที่ NVIDIA ต้องการขายไม่เกี่ยวกับเกมมิ่ง แต่เป็นซอฟต์แวร์ด้าน Enterprise ทั้งฝั่งของ AI และ Omniverse (เป็นศัพท์เรียกของ NVIDIA เองที่พูดถึงสายงานด้านกราฟิกทั้งหมด)

ปัจจุบัน NVIDIA มีซอฟต์แวร์ตระกูล Omniverse Enterprise ขายอยู่สักพักแล้ว ค่าไลเซนส์เริ่มต้นที่ 9,000 ดอลลาร์ต่อปี เน้นกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องการทำซิมูเลชั่นบนเซิร์ฟเวอร์ของ NVIDIA ตัวอย่างคือบริษัทรถยนต์ BMW, Bentley หรือบริษัทภาพยนตร์ ILM

No Description

No Description

ส่วนซอฟต์แวร์ NVIDIA AI Enterprise ก็คล้ายกันคือเป็นชุดซอฟต์แวร์ช่วยประมวลผล AI บนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทที่เป็นเจ้าตลาดในด้านนี้ ค่าซอฟต์แวร์เริ่มต้นที่ 2,000 ดอลลาร์ต่อซ็อคเก็ต

No Description

Colette Kress ซีเอฟโอของ NVIDIA ให้มุมมองว่า ธุรกิจซอฟต์แวร์มีโอกาสตลาดที่กว้างถึง 300 พันล้านดอลลาร์ (AI 150 พันล้านดอลลาร์ + Omniverse 150 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งจะช่วยดันให้รายได้ของบริษัทในอนาคตเติบโตไปถึงระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ (1 trillion)

ที่มา – The Register, NVIDIA

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/127814

6 โน๊ตบุ๊คมี Microsoft Office ฟรี ราคาน่าคบ แล้วเครื่องไม่มี Office แท้ทำยังไง? ฉบับอัพเดทปี 2022

Microsoft Office ฟรีหามาใช้ยังไงได้บ้าง? แล้วโน๊ตบุ๊คพร้อมโปรแกรมนี้มีรุ่นไหนน่าใช้?

office freecover

Microsoft Office ฟรีเป็นโปรแกรมที่หลายๆ คนคอยหาทางว่าจะใช้ฟรีได้อย่างไรบ้าง? ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนที่ผู้ใช้หลายๆ คนยังไม่ยี่หระเรื่องลิขสิทธิ์การใช้งานและผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คหลายเจ้ายังติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows มาให้เพียงไม่กี่รุ่นในไลน์อัพสินค้าของตัวเองก็ทำให้ผู้ใช้หลายคนหันไปใช้ Microsoft Office ละเมิดลิขสิทธิ์กันเยอะมาก แต่เมื่อมาถึงปี 2022 ที่โน๊ตบุ๊คแทบทุกเครื่องติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10~11 มาให้อย่างแพร่หลายแล้ว หลายๆ เครื่องก็ติดตั้ง Microsoft Office Home & Student 2019~2021 และ Microsoft 365 มาให้ใช้งานก็ช่วยให้ผู้ใช้ได้ใช้โปรแกรมถูกลิขสิทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

Advertisementavw

อย่างไรก็ตาม ถ้าใครใช้พีซีทั้งแบบประกอบเองหรือเครื่องแบรนด์หลายๆ เครื่องก็อาจจะซื้อหรือได้เครื่องที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 มาเท่านั้น  ไม่ได้ Microsoft Office ฟรีติดมาด้วย ปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ของเถื่อนแบบนั้น เพราะปัจจุบันนี้ก็มีเครื่องมือสำหรับทำงานที่ทดแทนโปรแกรมนี้ได้เช่นกัน

Microsoft Office ฟรี

หากยกยอดเรื่องที่ macOS ของ iMac, MacBook ทั้งหลายที่มีโปรแกรมตระกูล iWork ที่มี Pages, Numbers และ Keynote ที่ใช้ทดแทน Microsoft Word, Excel, PowerPoint ได้สมบูรณ์ (แต่ยังมีปัญหาเรื่อง Layout และอื่นๆ เมื่อเซฟเอกสารข้ามตระกูลกัน เนื่องจากไฟล์ถูกเซฟเป็นไฟล์ Zip ประเภทหนึ่งและมี Format แตกต่างกัน) ทำให้เจ้าของ MacBook บางคนก็ต้องย้ายมาใช้ Microsoft Office โดยจำเป็น

สำหรับ Microsoft Office ฟรีรวมทั้งเครื่องมือทางเลือกที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำในบทความนี้จะมีดังนี้

freeoffice2

  1. ใช้บริการ Microsoft Office ฟรี ออนไลน์ – หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าตอนนี้ Microsoft ได้เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้ Microsoft Office ได้ฟรีออนไลน์ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของ Microsoft เอง เพียงแค่ Sign in Microsoft ID (อีเมล์ Outlook ของเรา) เข้าไป จากนั้นก็ใช้งานได้ตามปกติเลย ผู้ที่สนใจอยากทดลองใช้งานคลิกที่นี่
  2. ใช้แอพฯ Microsoft Office ฟรี – แอพฯ Microsoft Office ในตอนนี้มีให้โหลดทั้งฝั่ง Android และ iOS ครบถ้วนทั้งสองฝั่ง ซึ่งมี Word, Excel, PowerPoint ให้ใช้งานครบถ้วน แต่เวอร์ชั่นฟรีจะมีฟีเจอร์ใช้งานจำกัดพอควร ต้องใช้ Microsoft 365 อยู่ถึงจะได้ใช้ครบทุกฟีเจอร์รวมไปถึงฟีเจอร์แชร์และร่วมแก้ไขเอกสารได้แบบ Real-time ร่วมกับผู้ใช้คนอื่น และข้อดีของ Microsoft 365 คือได้โปรแกรมและฟีเจอร์อื่นๆ ที่เอื้อการทำงานแบบเป็นทีมเยอะขึ้นอีกด้วย
  3. ใช้ Microsoft 365 ฟรีก่อน 1 เดือน แล้วต่อด้วย Office 365 ProPlus – เชื่อว่าหลายๆ คนเห็น Microsoft 365 ผ่านตากันมาเรื่อยๆ ทั้งแบบติดมากับโน๊ตบุ๊คหรือโหลดใช้งานฟรีก็ตาม ซึ่งวิธีนี้เริ่มต้นคือเมื่อ Sign Up เพื่อใช้งาน Microsoft 365 จะได้ใช้ฟรี 30 วัน พร้อม OneDrive ความจุ 1TB ฟรีด้วย จากนั้นเมื่อใช้ครบ 30 วันแล้ว ก็ยกเลิกอันเก่าแล้วสมัครใช้บริการ Microsoft Office 365 ProPlus Trial ต่อจะได้ใช้ Microsoft Office 2019 ฟรีอีก 30 วันด้วย
  4. เสนอองค์กรซื้อ Microsoft 365 มาใช้ – หากออฟฟิศมีผู้ใช้หลายคนและต้องทำงานเอกสารร่วมกันบ่อยๆ ไม่อยากเสียเวลาเซฟงานส่งไฟล์ไปมาเรื่อยๆ ก็แนะนำให้ใช้บริการ Microsoft 365 Business Standard ดีกว่า เนื่องจากค่าบริการตกคนละ 10 ดอลลาร์ หรือราว 330 บาท/คน แต่สามารถ Sign in ได้พร้อมกันจาก Windows/macOS 5 เครื่อง, แท็บเล็ต 5 เครื่องและสมาร์ทโฟน 5 เครื่อง ช่วยให้ทำงานได้สะดวกไม่ใช่น้อย และได้ใช้งานฟรี 1 เดือนแรกอีกด้วย
  5. ใช้ Google Docs แทนก็ดีนะ – ในเมื่อยุคนี้ทุกอย่างใช้งานบนออนไลน์ได้แล้ว ก็ใช้ของฟรีที่มีออนไลน์ไปเลยก็ดี อย่าง Google Drive ที่ปัจจุบันนี้ผู้ใช้หลายคนนิยมใช้งานเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อเปิด Google Drive ขึ้นมาแล้ว ก็มี Google Docs, Google Sheets, Google Slide, Google Form ให้ใช้งานครบถ้วน แต่ก็มีข้อจำกัดว่าทาง Google จัดการรวมบริการทั้งหมดของ 1 Gmail ให้มีพื้นที่ใช้บริการเพียง 15GB เท่านั้น จึงควรบริหารพื้นที่ใช้งานให้ดีด้วย และถ้าใครอยากทราบว่าจะจัดการพื้นที่ Google Drive อย่างไรบ้าง สามารถอ่านในบทความนี้ได้ที่นี่

จะเห็นว่าเมื่อมาถึงปี 2022 แล้ว เราก็อาจจะไม่ต้องยึดติดกับการหา Microsoft Office ฟรีมาใช้เสมอไปแล้ว เพราะแต่ละบริษัทก็มีบริการที่ใช้ทดแทนโปรแกรมนี้ได้รวมไปถึงโปรแกรม Word Processing จากบริษัทอื่นที่ไม่ใช่ Microsoft ให้โหลดไปใช้งานได้ฟรีและหารายได้หล่อเลี้ยงบริษัทแบบรับ Donate ก็มีเช่นกัน ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ก็ถือว่าใช้งานได้ดีไม่แพ้กันอีกด้วย

แนะนำโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรี 6 รุ่นน่าใช้

ส่วนอีกวิธีนอกจากการซื้อโปรแกรม Microsoft Office Home & Business 2021 ราคา 10,999 บาทต่อแพ็คเกจมาใช้งานแล้วคิดว่าจะเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเป็นเครื่องใหม่อยู่แล้ว ก็ซื้อโน๊ตบุ๊คที่ติดตั้งโปรแกรม Microsoft Office มาด้วยกันเลยจะง่ายกว่ามาก ซึ่งรุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำในบทความนี้จะมีทั้งหมด 6 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. DELL Inspiron 5515 (23,490 บาท)
  2. ASUS VivoBook 15 OLED S513EA (25,990 บาท)
  3. Acer Swift 3 SF314 (25,990 บาท)
  4. Lenovo IdeaPad 5 Pro 14ACN6 (27,390 บาท)
  5. HP Pavilion 15-eg1049TX (28,790 บาท)
  6. HP Pavilion x360 14-dy0121TU (28,990 บาท)
1. DELL Inspiron 5515 (23,490 บาท)

dell

DELL Inspiron 5515 เป็นรุ่นปรับดีไซน์ใหม่จากทาง DELL ที่ได้ Microsoft Office ฟรีติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานในตัว ออกแบบให้เมื่อกางหน้าจอแล้วขอบล่างตัวเครื่องจะดันแป้นคีย์บอร์ดให้เฉียงขึ้นเล็กน้อย ทำให้เจ้าของเครื่องพิมพ์งานด้วยแป้นคีย์บอร์ดของโน๊ตบุ๊คได้สะดวกขึ้น

โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ติดตั้งซีพียู AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1-4.0GHz มาให้และใช้การ์ดจอ AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์เพื่อเรนเดอร์ภาพขึ้นจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้อย่างไหลลื่น มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้ มีแรม 8GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery, HDMI x 1, Audio Combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 และหนักเพียง 1.63 กิโลกรัมเท่านั้น ถือเป็นโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรีจาก DELL ที่น่าสนใจ

สเปคของ DELL Inspiron 5515
  • CPU : AMD Ryzen 5 5500U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.1-4.0GHz
  • GPU : AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery, HDMI x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.63 กิโลกรัม
  • Price : 23,490 บาท (BaNANA)
2. ASUS VivoBook 15 OLED S513EA (25,990 บาท)

asus

ASUS VivoBook 15 OLED S513EA เครื่องนี้ก็มี Microsoft Office ฟรีติดตั้งมาให้ตั้งแต่เปิดใช้งาน และจุดเด่นของ ASUS VivoBook เครื่องนี้ใช้หน้าจอพาเนล OLED ทำให้สีสันบนหน้าจอสวยสดและสว่างมาก หากใครสนใจโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้สามารถอ่านรีวิวได้ที่นี่

สเปคของเครื่องนี้ติดตั้งซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz ใช้การ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics เรนเดอร์ภาพขึ้นจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล OLED ได้อย่างไหลลื่น มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 กับแรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200MHz มาให้ ส่วนพอร์ตมี USB 2.0 x 2 ส่วน USB-C 3.2, USB-A 3.2, HDMI, Audio Combo, MicroSD Card Reader มีติดตั้งมาอย่างละ 1 ช่อง เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0 และหนัก 1.8 กิโลกรัม ซึ่งถ้าใครชอบหน้าจอสีสันสดใสเป็นพิเศษแนะนำให้ดูรุ่นนี้ไว้ได้เลย

สเปคของ ASUS Vivobook 15 OLED S513EA
  • CPU : Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : ออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล OLED
  • Ports : USB 2.0 x 2 ส่วน USB-C 3.2, USB-A 3.2, HDMI, Audio Combo, MicroSD Card Reader มีติดตั้งมาอย่างละ 1 ช่อง
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.8 กิโลกรัม
  • Price : 25,990 บาท (BaNANA)
3. Acer Swift 3 SF314 (25,990 บาท)

swift

Acer Swift 3 SF314 ก็เป็นโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรีที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำเป็นระยะๆ เนื่องจากราคาสมเหตุผล, มีพอร์ต USB-C รองรับ Thunderbolt, มีจุดสแกนลายนิ้วมือปลดล็อคเครื่องติดตั้งมาให้และน้ำหนักเบาอีกด้วย

สเปคเครื่องนี้ตอบโจทย์คนทำงานแน่นอนเพราะติดตั้งซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz ใช้การ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics เช่นเดียวกับ ASUS ในข้อที่แล้ว แต่หน้าจอเล็กลงเหลือ 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 และแรมออนบอร์ด 8GB LPDDR4x บัส 4266MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 รองรับ Thunderbolt, HDMI, Audio Combo อย่างละ 1 ช่อง เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 และเบาแค่ 1.2 กิโลกรัม จัดเป็นโน๊ตบุ๊คที่มี Microsoft Office ฟรีที่สเปคน่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง

สเปคของ Acer Swift 3 SF314
  • CPU : Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : ออนบอร์ด 8GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 รองรับ Thunderbolt, HDMI, Audio Combo อย่างละ 1 ช่อง
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.2 กิโลกรัม
  • Price : 25,990 บาท (TopValue)
4. Lenovo IdeaPad 5 Pro 14ACN6 (27,390 บาท)

lenovo laptops ideapad 500 series 5 pro gen 6 14 amd gallery 1

 

ด้าน Lenovo IdeaPad 5 Pro 14ACN6 เครื่องนี้ก็เป็นโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรีที่คุ้มค่าตัวมากและสเปคแรงอีกด้วย จุดเด่นคือเครื่องนี้ติดตั้งกล้อง IR สำหรับสแกนหน้าปลดล็อคเครื่องมาให้และตัวเบาเพียง 1.41 กิโลกรัมและหน้าจอความละเอียดสูงเป็นพิเศษอีกด้วย

ซีพียูในเครื่องที่ติดตั้งมาให้เป็น AMD Ryzen 7 5800U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.9-4.4GHz ใช้การ์ดจอ AMD Radeon Graphics 8 คอร์ กับหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด 2.2K (2240×1400) พาเนล IPS ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มีแรมออนบอร์ดติดตั้งมา 16GB DDR4 บัส 3200MHz ส่วนพอร์ตมี USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 2 มีช่องหนึ่งรองรับ Power Delivery, HDMI x 1, Audio Combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ด้วย ซึ่งจุดเด่นของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เด่นเรื่องหน้าจอความละเอียดสูงเป็นพิเศษและที่สแกนใบหน้าด้วย

สเปคของ Lenovo IdeaPad 5 Pro 14ACN6
  • CPU : AMD Ryzen 7 5800U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.9-4.4GHz
  • GPU : AMD Radeon Graphics 8 คอร์
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2.2K (2240×1400) พาเนล IPS ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 2 มีช่องหนึ่งรองรับ Power Delivery, HDMI x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : HD Camera with IR function
  • Software : Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.41 กิโลกรัม
  • Price : 27,390 บาท (Advice)

lenovo discount

5. HP Pavilion 15-eg1049TX (28,790 บาท)

hp01

 

 

HP Pavilion 15-eg1049TX เครื่องนี้อาจจะราคาสูงสักหน่อยแต่ข้อดีคือ HP ติดตั้งการ์ดจอแยก NVIDIA เอาไว้ช่วยประมวลผลตอนแต่งภาพและตัดคลิปได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมีขนาด 15.6 นิ้วพร้อม Numpad ให้นักบัญชีพิมพ์ตัวเลขได้สะดวก เวลาเปิด Microsoft Office ฟรีในเครื่องขึ้นมาใช้ Excel ก็ทำได้สบายๆ 

ซีพียูในเครื่องเป็น Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5GHz ใช้การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 แรม 2GB GDDR5 ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เรื่องงานตัดต่อแต่งภาพใช้ดีสบายใจแน่นอน มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft office Home & Student 2019 มากับแรม 8GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, Audio Combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 และหนัก 1.74 กิโลกรัม ซึ่งเครื่องนี้เด่นที่เป็นซีพียู Intel รุ่นพิเศษที่ประสิทธิภาพดีกว่ารุ่นทั่วไปนั่นเอง

สเปคของ HP Pavilion 15-eg1049TX
  • CPU : Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce MX450 แรม 2GB GDDR5
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : HD Camera
  • Software : Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.74 กิโลกรัม
  • Price : 28,790 บาท (Advice)
6. HP Pavilion x360 14-dy0121TU (28,990 บาท)

hp02

โน๊ตบุ๊คได้ Microsoft Office ฟรี เครื่องสุดท้ายเป็น HP Pavilion x360 14-dy0121TU ที่นอกจากโปรแกรมฟรีแล้ว ยังได้ปากกาสไตลัสเอาไว้เขียนวาดบนหน้าจอ, ดีไซน์ตัวเครื่องพับกลับเป็นแท็บเล็ตได้, สเปคแรงทำงานสะดวกไม่ต้องอัพเกรดอีกด้วย ถือว่าคุ้มค่าเหมือนซื้อ 1 ได้ถึง 2 อุปกรณ์พร้อมกัน

ซีพียูในเครื่องเป็น Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz กับการ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics แสดงผลขึ้นหน้าจอทัชขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้อย่างไหลลื่น ส่วน SSD แบบ M.2 NVMe มีความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้กับแรม 16GB DDR4 บัส 3200MHz เรียกว่าสเปคนี้ไม่ต้องอัพเกรดต่อก็ทำงานได้สบายๆ มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort 1.4 กับ Power Delivery, HDMI x 1, Audio Combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 และหนัก 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งเครื่องนี้นอกจาก Microsoft Office ฟรีแล้ว ปากกาสไตลัสที่ได้มาพร้อมเครื่องก็ช่วยให้เขียนและวาดสิ่งที่ต้องการได้สะดวกยบิ่งขึ้น ไม่ต้องใช้เมาส์ปากกาต่อแยก จะเสียดายอย่างเดียวคือเครื่องนี้ไม่มีสแกนลายนิ้วมือหรือกล้องสแกนใบหน้าเท่านั้น

สเปคของ HP Pavilion x360 14-dy0121TU
  • CPU : Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : จอทัชขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort 1.4 กับ Power Delivery, HDMI x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : HD Camera
  • Software : Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.5 กิโลกรัม
  • Price : 28,990 บาท (ราคากลาง)

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรี 6 รุ่น มีเครื่องไหนบ้าง?

ถ้าใครเลือกทางซื้อโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรี จะเห็นว่าตอนนี้มีโน๊ตบุ๊คสายทำงานหลายรุ่นแถมโปรแกรมนี้มาให้ใช้ด้วย โดยสรุปสเปคได้ดังนี้

สเปคโน๊ตบุ๊คพร้อม Microsoft Office ฟรี CPU, GPU RAM, SSD, Software หน้าจอ, น้ำหนัก การเชื่อมต่อ ราคา
DELL Inspiron 5515 AMD Ryzen 5 5500U

AMD Radeon Graphics

M.2 NVMe
256GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

15.6″ FHD IPS

1.63 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery

HDMI x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

23,490 บาท
ASUS VivoBook 15 OLED S513EA Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

15.6″ FHD OLED

1.8 กก.

USB 2.0 x 2

USB-C 3.2 x 1

USB-A 3.2 x 1

HDMI x 1

Audio Combo x 1

MicroSD Card Reader x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

25,990 บาท
Acer Swift 3 SF314 Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

14″ FHD IPS

1.2 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 รองรับ Thunderbolt x 1

HDMI x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

25,990 บาท
Lenovo IdeaPad 5 Pro 14ACN6 AMD Ryzen 7 5800U

AMD Radeon Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

14″ 2.2K IPS

100% sRGB

1.41 กก.

SB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 2 มีช่องหนึ่งรองรับ Power Delivery

HDMI x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

27,390 บาท
HP Pavilion 15-eg1049TX Intel Core
i5-1155G7

NVIDIA GeForce MX450

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

15.6″ FHD IPS

1.74 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

28,790 บาท
HP Pavilion x360 14-dy0121TU Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

จอทัช 14″ FHD IPS

1.5 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort 1.4 กับ Power Delivery

HDMI x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

28,990 บาท

นาทีนี้ใครจะหา Microsoft Office ฟรีเอาไว้ทำงานด้วย วิธีเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คใหม่สักเครื่องก็โอเคเช่นกัน เพราะถ้าเทียบกันแล้ว Microsoft Office Home & Student 2019 อย่างเดียวก็ราคา 4,299 บาทเข้าไปแล้ว และถ้าใครมีแผนเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่มาใช้งานก็ถือเสียว่าได้เปลี่ยนเครื่องใหม่พร้อมโปรแกรมที่ต้องใช้ทำงานไปพร้อมกันเลยแล้วยกเครื่องเก่าให้คนใกล้ตัวหรือขายทิ้งก็ดีทั้งคู่

ด้านผู้ใช้ที่ใช้พีซีสำเร็จรูปหรือประกอบเองจะใช้วิธีการอย่างที่แนะนำไปข้างต้นหรือจะลงทุนซื้อโปรแกรมแท้เอาไว้ทำงานสักโปรแกรม, แชร์กับเพื่อนเพื่อซื้อของแท้มาใช้ก็เป็นทางเลือกที่ดี อย่าหันไปใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์ดีกว่า เนื่องจากถ้ามีปัญหาในภายหลังอย่างตัวระบบตรวจเจอหรือถูกฟ้องเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์จะไม่คุ้มกันกับเงินค่าโปรแกรมอย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

printer cover

laptop2022 cover

zenbookcover

from:https://notebookspec.com/web/642284-6-laptop-with-free-microsoft-office

รัสเซีย สั่งแบนแอป Walkie-Talkie Zello

Picture Credit : Zello

แอป Walkie-Talkie ของ Zello กลายเป็นแอปล่าสุดที่ถูกทางการรัสเซียสั่งแบน เพื่อหยุดส่งข้อความที่มีข้อมูลเท็จถึงผู้ใช้งาน เกี่ยวกับการรุกรานของยูเครน

สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม 2565 ทางหน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารมวลชนของสหพันธรัฐรัสเซีย หรือที่รู้จักกันในนาม Roskomnadzor มีประกาศคำสั่งห้าม Zello ให้หยุดบริการส่งข้อความถึงผู้ใช้งาน เนื่องจากมีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ เกี่ยวกับการรุกรานของยูเครน

ประกาศของ Roskomnadzor ยังมีเนื้อหาสาระสำคัญทางด้านกฏหมาย ที่ทาง Zollo มีการบริหารทรัพยากรอินเตอร์เน็ตไม่ได้ปฏิบัติให้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่มีการระบุเอาไว้ ซึ่งจะทำให้การเข้าถึงแอป Zollo ภายในรัสเซีย จะถูกจำกัดลง ซึ่งจะมีผลทันทีภายใน 24 ชั่วโมงหลังการประกาศ

เมื่อวันศุกร์ก่อนการประกาศสั่งแบน Zello ทาง Roskomnadzor ได้มีประกาศว่าจะทำการบล็อกการเข้าถึง Facebook โดยได้กล่าวหาตามข้อเท็จจริงว่า บริษัทด้านโซเชียลยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เลือกปฏิบัติต่อสื่อและแหล่งข่าวของรัสเซีย โดยจะเป็นการ “ลดระดับ” เนื้อหาจากสื่อที่รัสเซียหนุนหลังอยู่บน Facebook และ Instagram เพื่อให้พลเรือนในรัสเซียเห็นเนื้อหาบางอย่างได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ BBC และสื่อต่างประเทศต่างๆ ก็ไม่รอดพ้นจากการถูกบล็อกจากสหพันธรัฐรัสเซียเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม รัสเซีย เองก็ถูกตอบโต้จากการถูกแบนการบริการหรือยุติธุรกิจภายในประเทศโดยบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง อาทิเช่น Google, Microsoft และ Apple

ภายหลังจากการแบน Zello ที่มีผลทันทีภายใน 24 ชั่วโมงหลังประกาศนั้น ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวเพื่อแสดงถึงการตอบโต้ใดๆ แต่ความนิยมในการเข้าใช้งานแอป Zello ในยูเครน กลับมียอดที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ที่มา : Russia bans walkie-talkie app Zello | ZDNet

from:https://www.techtalkthai.com/russia-bans-walkie-talkie-zello/

5 ขั้นตอนและ 4 โปรแกรมย้าย Windows ไป SSD ด้วยตัวเอง ไม่ต้องง้อ IT ทำได้ทันที ฉบับอัพเดทปี 2022

ย้าย Windows ไป SSD ด้วยตัวเองง่ายๆ ไม่ต้องง้อ IT ให้เสียเวลา บอกเลยทำได้ง่ายไม่ต้องคิดมาก

windows ssd cover

ก่อนหน้านี้การย้าย Windows ไป SSD นั้นถ้าไม่ได้ยกไปให้ร้านคอมพิวเตอร์ทำก็เป็นเรื่องยากจนหลายคนที่ไม่เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์คงจะคิดว่าต้องถอดไดรฟ์เก่าออกแล้วใส่ SSD ลูกใหม่ลงไป ค่อยลง Windows ใน SSD ค่อยไล่ลงโปรแกรมและเซ็ตตั้งค่าตัวเครื่องกันให้วุ่นวายจนอาจจะกลายเป็นฝันร้ายของคนที่ไม่เก่งไม่ถนัดคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว

Advertisementavw

อันที่จริงปัญหานี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อย่างที่คิด เนื่องจากปัจจุบันนี้ผู้พัฒนาหลายๆ เจ้าได้พากันออกซอฟท์แวร์ประเภท Windows Migration Assistant เปิดตัวออกมามาให้ใช้งานกันทั้งแบบโหลดมาใช้งานได้เลยหรือแถมมาให้ใช้ใน SSD อีกด้วย เรียกว่าไม่ต้องนั่งกลุ้มเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไปแล้ว

ย้าย Windows ไป SSD

ก่อนย้าย Windows ไป SSD เตรียมตัวกันก่อน จะได้ไม่กลุ้มใจ

nikolai chernichenko 4DLzZXyC8 k unsplash

เชื่อว่าหลายๆ คนที่ได้ SSD ลูกใหม่มาก็อยากจะย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรมที่เลือกมาแนะนำกันแล้วถอดเปลี่ยนใส่เครื่องไปเลย ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าจะทำก็ทำได้ แต่ผู้เขียนก็ไม่แนะนำนักหาก SSD ที่ซื้อมาและฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าขนาดมันแตกต่างกันเกินไป เพราะนอกจากจะย้ายช้ากินเวลา ยังได้ไฟล์อื่นๆ ที่ไม่ได้จำเป็นนักไปใส่ไดรฟ์อีกด้วย ดังนั้นขั้นตอนง่ายๆ ก่อนย้าย Windows ไป SSD ที่ผู้เขียนลิสท์ขั้นตอนการเช็คและเตรียมเครื่องแบบง่ายๆ มาให้ผู้ใช้ได้ลองทำตามกันดังนี้

Screenshot 2022 02 23 142850อันที่เขียนว่า Solid state drive อย่า Defrag นะ ส่วน Hard disk drive ก็จัดไป

  1. Defragment จำเป็นนะ – โดยเฉพาะคนที่ใช้ฮาร์ดดิสก์เป็น C:\ มาเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะคนที่ใช้โน๊ตบุ๊ครุ่นเก่าๆ เมื่อเขียนไฟล์ใช้งานมาเยอะๆ ไดรฟ์ก็จะกระจายไฟล์ไปหลายจุด ดังนั้นก่อนเริ่มย้ายวินโดวส์จากไดรฟ์เก่าไป SSD แนะนำให้ Defrag ฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าของเราก่อน เริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่กดปุ่ม Windows บนคีย์บอร์ด จากนั้นพิมพ์คำว่า Defragment แล้วกด Enter ได้เลย แต่ขั้นตอนนี้ถ้าเครื่องใครเป็น SSD ไม่ว่าจะเป็น SATA III หรือ M.2 SATA ที่จะย้ายไป M.2 NVMe ห้ามทำ เพื่อไม่ให้ไดรฟ์เสื่อมสภาพเร็ว ให้ข้ามขั้นตอนนี้ได้เลย แล้วไปทำขั้นตอนต่อไปแทน
  2. ลบไฟล์ไม่จำเป็นหรือย้ายไปใส่ External Harddisk – ในฐานะเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ย่อมมีไฟล์งานและไฟล์อื่นๆ อยู่มากมาย ดังนั้นถ้ามีไฟล์งานหรือไฟล์ภาพค้างอยู่ส่วนไหนของเครื่องบ้าง ก็ควรย้ายไฟล์พวกนั้นออกจากเครื่องไปเก็บใน External Harddisk หรือ External SSD ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปยังขั้นตอนต่อไป
  3. เริ่มใช้โปรแกรมย้ายวินโดวส์ได้เลย – เมื่อย้ายและจัดระเบียบไฟล์ในเครื่องเสร็จแล้ว จุดนี้ก็เริ่มใช้โปรแกรมย้าย Windows ไป SSD ได้เลย ซึ่งในขั้นตอนนี้ผู้เขียนแนะนำให้เอากล่อง SSD มาใส่ไดรฟ์ใหม่ที่ต้องการใช้งานแล้วย้ายข้อมูลจากไดรฟ์เก่ามาได้เลย ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลาโอนย้ายไฟล์สักพัก ดังนั้นเคลียร์เวลาให้ว่างพอค่อยทำจะดีสุด
  4. ล้างไดรฟ์เก่า ใช้ไดรฟ์ใหม่ – ขั้นตอนนี้เมื่อย้ายข้อมูลเสร็จแล้ว จะมี C:\ ของคอมพิวเตอร์ของเรา 2 อันด้วยกัน คืออันเก่าที่ใช้งานมาก่อนหน้านี้กับอันใหม่ที่เตรียมเปลี่ยนมาใช้งาน ตอนนี้ก็ได้เวลาใส่ไดรฟ์ใหม่เข้าไปแล้ว Format ไดรฟ์เก่าทิ้งได้เลย
  5. ดึงแบ็คอัพจากจุดต่างๆ กลับมา – ในตอนนี้เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ คนจะมีแบ็คอัพไฟล์งานและอื่นๆ เก็บเอาไว้ตามที่ต่างๆ ดังนั้นเมื่อย้ายข้อมูลเข้ามาแล้วก็ดึงแบ็คอัพจากไดรฟ์ที่แบ็คอัพกลับมาแล้วทำงานต่อได้เลย

artiom vallat 1GntEP783rI unsplash

พอย้ายข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์หรือ SATA III SSD ลูกเก่าเสร็จแล้ว ตอนนี้เชื่อว่าผู้ใช้หลายคนก็น่าจะได้ใช้งานโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าที่โหลดงานเร็วกว่าเดิมอย่างแน่นอน และตอนนี้ SSD แต่ละประเภทก็ราคาถูกลงเรื่อยๆ ทำให้หาซื้อมาอัพเกรดพีซีและโน๊ตบุ๊คได้สะดวกกว่าเดิม ดังนั้นในปี 2022 นี้ใครยังใช้ฮาร์ดดิสก์แบบเก่าอยู่ ก็แนะนำให้อัพเกรดเปลี่ยนไดรฟ์ได้เลย

4 โปรแกรมย้าย Windows ไป SSD ฉบับง่ายมาก ไม่ต้องลงโปรแกรมใหม่ให้เสียเวลา

ถ้าใครมี SSD ลูกใหม่ที่จะเอามาอัพเกรดแล้ว แต่หาโปรแกรมสำหรับย้ายมาใช้งานไม่ได้หรือไม่แน่ใจว่าจะใช้อันไหนดี ผู้เขียนเองมีโปรแกรมน่าใช้เชื่อถือได้มาแนะนำเช่นกัน โดยทั้ง 4 โปรแกรมหลักที่น่าใช้งานมีดังนี้

  1. EaseUS Todo PC Trans
  2. Acronis True Image
  3. MiniTool Partition Wizard
  4. Paragon Drive Copy
1. EaseUS Todo PC Trans

easeus

เริ่มต้นด้วยโปรแกรม EaseUS Todo PC Trans โปรแกรมย้าย Windows จากฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไปใส่ SSD ที่ใช้งานง่าย โดยซอฟท์แวร์จะย้ายไปทั้งเครื่องไม่ว่าจะ Windows Account, Domain Account รวมทั้งการตั้งค่าต่างๆ ของตัวเครื่อง รวมทั้งใช้ Backup & Restore ตัวเครื่องได้สะดวก และจุดเด่นของ EaseUS Todo PC Trans คือซอฟท์แวร์นี้จะเซฟตัวระบบและ Product Keys ของ Windows เอาไว้ให้เราด้วย ดังนั้นเปลี่ยนไดรฟ์แล้วก็ไม่ต้องกังวลหารหัสตัวเครื่องให้วุ่นวายเลย เพราะซอฟท์แวร์ตัวนี้จัดการโคลนเอาไว้ให้เราหมดแล้ว

แต่จุดต้องพิจารณา คือ ซอฟท์แวร์นี้คิดค่าบริการเป็นรายปี ตกปีละ 59.95 ดอลลาร์ หรือราว 1,900 บาท ดังนั้นถ้าใครใช้งานเป็นส่วนตัวอาจจะราคาสูงอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นฝ่าย IT หรือคนที่ต้องรับหน้าที่จัดการคอมพิวเตอร์บ่อยๆ ก็คุ้มจะซื้อมาใช้งานเช่นกัน

หรือถ้าเป็นผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการแค่ย้าย Windows อย่างเดียวและครั้งเดียวด้วย จะมี Tool อย่าง EaseUS Todo Backup ให้โหลดไปใช้งานได้ฟรีเช่นกัน โดยโปรแกรมตัวนี้รองรับตั้งแต่ Windows 7 เป็นต้นไป และนอกจาก Clone เครื่องได้แล้ว ยังเอาไว้ใช้ Backup & Restore ตัวเครื่อง ระบบปฏิบัติการและ Data file สำคัญต่างๆ ได้, รองรับการทำ WinPE Disk ในรูปแบบของ USB หรือ CD เพื่อใช้เป็น Recovery Disk เวลาเครื่องเกิดปัญหาจนบูตขึ้นมาใช้งานไม่ได้อีกด้วย ซึ่งถ้าใครต้องการสามารถโหลดได้ที่นี่

2. Acronis True Image

cf83c51342393734348eb1d42b9d727c

ด้าน Acronis True Image ก็เป็นโปรแกรมย้าย Windows ไป SSD ที่ใช้งานง่ายเช่นกัน และมักได้แถมมากับ SSD หลากหลายรุ่น ซึ่งผู้เขียนก็ใช้โปรแกรมนี้ย้าย Windows จากโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่ามาใส่ SSD ลูกใหม่เช่นกัน โดยนอกจาก Acronis True Image จะใช้ย้ายระบบปฏิบัติการได้สมบูรณ์แบบแล้ว เวลาย้ายข้อมูลเสร็จตัวซอฟท์แวร์จะจัดการล้างไฟล์อิมเมจที่ใช้ย้ายข้อมูลทิ้งให้โดยอัตโนมัติ รวมทั้งเอามาทำแบ็คอัพให้พีซี, สมาร์ทโฟนที่เป็น Android 6.0 หรือ iOS 10.13 เป็นต้นไปได้อีกด้วย ซึ่งซอฟท์แวร์นี้มักแถมมากับ SSD ของ Western Digital, Kingston หลายๆ รุ่นให้ใช้งานได้ฟรี แต่ถ้าต้องการซื้อมาใช้งานเดี่ยวๆ จะมีค่าบริการรายปีที่ 49.99 ดอลลาร์หรือราวน 1,600 บาท หากใช้ชั่วคราวสามารถโหลดเวอร์ชั่นทดลองใช้งานฟรีมาใช้ได้ 30 วัน แต่ส่วนตัวถ้าใครอยากย้าย Windows ไปใส่ใน SSD แนะนำให้ใช้โปรแกรมนี้ เพราะประสิทธิภาพการย้ายถือว่าสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังรองรับการแบ็คอัพ macOS ตั้งแต่ High Sierra 10.13 ได้ด้วย

3. MiniTool Partition Wizard

minitool

MiniTool Partition Wizard เป็นโปรแกรมย้ายเครื่องที่น่าใช้ไม่แพ้สองโปรแกรมบน เนื่องจากมันออกแบบมารองรับ Windows 11 รวมทั้งปรับแต่งการกู้ไฟล์ในพาร์ทิชั่น FAT32 คืนได้ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ถ้าใครเป็นคนที่ลง Windows เองมาก่อนแล้วต้องการแปลงรูปแบบของไดรฟ์จาก MBR เป็น GPT ก็ไม่ต้องพิมรันใน Command Prompt เวลาติดตั้ง Windows ใหม่อีกด้วย เนื่องจากตัวโปรแกรมมีฟังก์ชั่นดังกล่าวให้ใช้งานในตัว และยังใช้แปลงระหว่าง NTFS, FAT32 ได้เช่นกัน จัดว่ามันเหมาะจะใช้งานกับทั้งผู้ใช้ทั่วไปหรือจะเป็นกลุ่มธุรกิจก็ใช้งานได้สะดวกมาก

อย่างไรก็ตามตัวโปรแกรมจะมีให้ใช้ฟรีแค่ MiniTool Partition Wizard Free 12.6 ที่ใช้แค่จัดการ Partition ในเครื่องและวิเคราะห์การใช้งานไดรฟ์เท่านั้น ถ้าต้องการใช้งานแบบเต็มระบบจะมีค่าซอฟท์แวร์ 159 ดอลลาร์ หรือราว 5,000 บาท แต่ได้การอัพเกรดตลอดชีพและเอาไปใช้กับพีซีได้รวม 5 เครื่องด้วยกัน ดังนั้นถ้าต้องการย้าย Windows ไป SSD แล้วมีเพื่อนร่วมหาร ก็แนะนำให้ซื้อโปรแกรมนี้ไปใช้งานได้เลย

หรือผู้ใช้คนไหนไม่ต้องการเสียเงินก็มี MiniTool Drive Copy ให้โหลดไปใช้งานใน Windows ได้ฟรีๆ ด้วย และรองรับตั้งแต่ Windows XP ขึ้นไป โดยใช้งานได้ 2 ฟังก์ชั่นคือ Disk to Disk copy ที่ถ่ายโอนไฟล์จากฮาร์ดดิสก์ต้นทางไป SSD ปลายทางได้เลย แต่เมื่อโอนไฟล์แล้วข้อมูลในไดรฟ์ต้นทางจะหายไปหมด ดังนั้นควรแบ็คอัพข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน และ Partition to Partition copy ที่เลือกสำเนา Partition ที่ต้องการไปยังพื้นที่ที่ยังไม่ได้กำหนดไดรฟ์ใน SSD, HDD ปลายทางได้ด้วย ดังนั้นถ้าใครต้องการใช้งานเพียงครั้งเดียวหรือชั่วคราวก็โหลดโปรแกรมนี้ไปใช้งานได้เช่นกัน

4. Paragon Drive Copy

paragon

ตัว Paragon Drive Copy ตัวนี้ก็เป็นโปรแกรมย้าย Windows ไป SSD อีกโปรแกรมที่ผู้ใช้หลายคนเลือกใช้งานกัน ซึ่งนอกจากเอาไว้ย้ายไดรฟ์ C:\ จากฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไป SSD ลูกใหม่ไม่พอ ยังจัดการ Sector ของไฟล์ในไดรฟ์ใหม่รวมทั้งทำ Backup & Restore ให้ไดรฟ์นั้นได้และยังเลือกไม่เอาไฟล์ที่ไม่ต้องการย้ายไปยัง SSD ลูกใหม่ได้อีกด้วย ถือว่าจัดการได้ค่อนข้างละเอียดทีเดียว ส่วนค่าซอฟท์แวร์อยู่ที่ 2,852.35 บาท แต่ใช้กับพีซีได้ทั้งหมด 3 เครื่องด้วยกัน ถ้าหารเฉลี่ยแล้วต้องถือว่าราคาไม่สูงมาก ถ้าใครมีเพื่อนต้องการแชร์โปรแกรมย้าย Windows นี้ก็ถือว่าคุ้มน่าซื้อมาใช้งานเช่นกัน

ด้าน Paragon Software ก็มีโปรแกรมเวอร์ชั่นใช้ฟรีด้วยในชื่อ Paragon Hard Disk Manager ซึ่งเวอร์ชั่นฟรีใช้งานฟรีได้ 30 วัน มีฟีเจอร์เช่น แบ็คอัพข้อมูลสำรองไว้กรณีที่เกิดปัญหาแล้วต้องกู้ไฟล์กลับมาใช้งาน ถ้านำไปใช้งานในเซิร์ฟเวอร์จะรองรับ Hyper-V ได้ด้วย, ใช้ Optimize ไดรฟ์ต่างๆ ในเซิร์ฟเวอร์ให้ทำงานได้ดีขึ้นและใช้ Clone Windows จากฮาร์ดดิสก์ลูกเก่าไปยังลูกใหม่ได้ด้วย ซึ่งถ้าใครต้องการใช้โปรแกรมนี้ฟรีๆ ก็โหลดไปใช้งานได้เลย

elisa ventur bmJAXAz6ads unsplash

จะเห็นว่าการย้าย Windows ไป SSD จะมีทั้งขั้นตอนการเตรียมตัวรวมทั้งโปรแกรมย้ายจากบริษัทชั้นนำให้เลือกโหลดไปใช้งานแต่ก็ทำได้ไม่ยาก มือใหม่ก็ทำได้ด้วยตัวเองไม่กี่ขั้นตอน และซอฟท์แวร์ที่เลือกมาแนะนำจะเน้นไปทางโปรแกรมที่หน้าตาใช้งานง่าย เน้นผู้ใช้ทั่วไปเป็นหลัก แต่ไม่ได้รวมซอฟท์แวร์บางประเภทที่หน้าตาดูใช้งานลำบากไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้เอาไว้ หากรวมก็อาจจะได้มากกว่านี้อีกหลายโปรแกรมทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีซอฟท์แวร์ที่ผู้เชี่ยวชาญทาง IT จะเลือกมาใช้ย้าย Windows ไปยัง SSD ใหม่ ซึ่งสเกลจะรองรับระดับองค์กรหรือเอาไว้ปรับแต่งพีซีลูกข่ายได้ง่ายๆ ซึ่งในส่วนนั้นจะมีฟังก์ชั่นปรับแต่งตัวเครื่องได้หลากหลายทีเดียว แต่ก็ขอยกยอดเอาไว้เนื่องจากไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการแค่ย้ายไฟล์ไปไดรฟ์ใหม่แล้วจบเช่นในบทความนี้นั่นเอง


บทความที่เกี่ยวข้อง

msi prestige 15 A11SC 038th Cover

headphonecover

anaucover

from:https://notebookspec.com/web/640150-5-software-to-move-windows-to-ssd

คีย์ลัด AutoCAD ประหยัดเวลา ออกแบบไว คำสั่งไหนก็สบาย อัพเดต 2022

รวมคีย์ลัด AutoCAD ใช้ง่าย ประหยัดเวลา คำสั่งไหนก็สบาย อัพเดต 2022

คีย์ลัด AutoCAD, คำสั่งลัด AutoCAD

สำหรับใครที่ทำงานเขียนแบบ แล้วใช้งานโปรแกรมตระกูล CAD ทั้งหลายนั้น หลายๆ ครั้งงานก็ด่วน ต้องการความรวดเร็ว คงจะดีกว่ามากๆ ถ้าเรามีคีย์ลัดสำหรับการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโปรแกรม AutoCAD ที่นักเขียนแบบหลายๆ คนนิยมใช้งานกัน วันนี้ทีมงาน NotebookSPEC ก็จะมานำเสนอคีย์ลัด AutoCAD ที่จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น สะดวก รวดเร็ว คำสั่งไหนก็สบาย


ทำความรู้จักโปรแกรม AutoCAD

AutoCAD Logo

ก่อนที่เราจะไปดูคีย์ลัด คำสั่งลัดต่างๆ ในโปรแกรม AutoCAD นั้น เรามาทำความรู้จักตัวโปรแกรมคร่าวๆ กันก่อนดีกว่า สำหรับโปรแกรม AutoCAD ก็เป็นโปรแกรมาสำหรับการใช้งานเขียนแบบ ที่ได้รับความนิยมใช้งานกันทั่วโลก ตัวโปรแกรมถูกพัฒนาโดยบริษัท Autodesk ของสหรัฐอเมริกา โปรแกรม AutoCAD มีฟังก์ชันที่ตอบสนองกับการเขียนเขียนแบบที่ครบครัน และมีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพที่สูง เป็นที่ไว้วางใจของอาชีพนักออกแบบ เขียนแบบมากมาย โดยตัวโปรแกรมนี้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 มาจนถึงปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของโปรแกรมนั้น ก็เพื่อ การเขียนแบบ ออกแบบ รวมไปถึงผลิตงานที่เกี่ยวข้องได้ทั้งในรูปแบบของ 2D และ 3D ไม่ว่าจะเป็นงานแผนผังขนาดเล็ก ไปจนถึงโปรเจคโครงสร้างอาคารขนาดใหญ่

Advertisementavw

ฟังก์ชั่น/ฟีเจอร์ ที่น่าสนใจของ AutoCAD

  • มีเครื่องมือทั้งสำหรับการดราฟงาน ออกแบบงาน หรือแก้ไขสิ่งต่างๆ ในด้านงานเขียนแบบ
  • สร้างผลงานทั้ง 2D และ 3D ได้ตามต้องการ
  • มีภาพพรีวิวจำลองสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างสมจริง
  •  Smart Dimensioning วัดมุมองศา และตำแหน่งระยะทางของวัตถุต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ
  • รองรับการทำงานทั้งทั้ง Web App และ Windows Apps
  • มีระบบ Cloud ทำให้การจัดเก็บข้อมูลเป็นไปอย่างสะดวก
  • สร้างแผนผัง โครงสร้าง และงานเขียนแบบได้อย่างละเอียด รวดเร็ว
  • Surface analysis สำหรับวิเคราะห์และคำนวณความละเอียด ความสมจริงของพื้นผิววัตถุต่างๆ
  • รองรับการ Import/Export ไฟล์ PDF DGN และ DW 
  • รองรับการใส่ข้อมูลตำแหน่งพิกัดเชิงภูมิศาสตร์ หรือ Geographic Location ลงในงานเขียนแบบก่อสร้าง และสามารถเรียกดูแผนที่ได้โดยตรงจากหน้างานออกแบบ ผ่านบริการแผนที่ออนไลน์
  • รองรับการใช้งานทั้ง ระบบปฏิบัติการ Windows และ macOS

คีย์ลัด AutoCAD

คีย์ลัด AutoCAD
  • วิธีการใช้งานคีย์ลัด AutoCAD หรือ คำสั่งลัด AutoCAD นั้น ก็คือการพิมพ์ตัวอักษรบนแป้นพิมพ์ หรือ คีย์บอร์ดลงไปตรงๆ ซึ่งตัวอักษรก็จะแทนคำสั่งหรือคีย์ลัด ไม่ต้องเสียเวลาไปกดคลิกที่เมนู หรือไอคอน ให้เสียเวลาเลย ถ้าเราจดจำคำสั่งลัดได้แล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มความรวดเร็วในการเขียนแบบของเรานั่นเอง ทั้งนี้ในส่วนของคำสั่งหรือคีย์ลัดนั้น ก็สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้
    • โดยไปที่เมนู Manage >> เลือก Edit Aliases >> จากนั้นก็จะปรากฏหน้าต่างที่มีข้อมูลของคีย์ลัด AutoCAD ที่ใช้ในโปรแกรมขึ้นมามากมาย ให้เราเลื่อนลงไปที่ด้านล่างก็จะเห็นคีย์ลัดต่างๆ โดยตัวอักษรด้านซ้าย จะแทนคำสั่งลัด, ตัวอักษรด้านขวา จะแทนชื่อคำสั่ง
    • โดยเมื่อเราพิมพ์ตัวอักษรซึ่งเป็นคีย์ลัด ก็จะมีไกด์คำสั่งมาให้ จากนั้นให้เราคลิกคำสั่งที่เราต้องการ แล้วกด Enter (หรือ Spacebar) ตัวโปรแกรมก็จะทำตามคำสั่งที่เราเลือกนั่นเอง
    • ในการแก้ไขคำสั่งให้เป็นตัวอักษรที่เราต้องการ สำหรับใน AutoCAD นั้น เราสามารถแก้ไขตัวอักษรที่อยู่ในหน้าต่าง (คล้ายๆ Notepad) ได้เลย โดยเมื่อปิดหน้าต่างก็จะมีคำสั่งขึ้นว่ามาต้องการให้บันทึกการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ (การแก้ไขคีย์ลัด เราต้องดูให้แน่ใจว่าตัวอักษรที่เราจะใช้นั้นจะไม่ซ้ำกับคำสั่งอื่นๆ ), ส่ววนใน GstarCAD นั้น ในเมนู Edit Aliases จะมีหน้าต่างของคำสั่งลัดขึ้นมา ให้เราเลือกคำสั่งที่ต้องการแก้ไข แล้วกดที่ปุ่ม Edit แล้วใส่ตัวอักษรที่เราต้องการแก้ไขได้เลย แล้วจากนั้นก็กดบันทึก
คีย์ลัด AutoCAD คำสั่ง
AR ARRAY (ในแบบกำหนดจำนวนและระยะห่างจากจุดอ้างอิง)
A ARC (เขียนเส้นโค้ง)
AA AREA
หาพื้นที่
ADC DESIGN CENTER
B BLOCK
สร้าง Block ใหม่ในงานที่เขียนขึ้นแล้ว
BO BOUNDARY
สร้างกรอบในพื้นที่ปิด (Pick Point)
BR BREAK
ตัดเส้นที่ต่อเนื่องกัน ณ จุดที่เราทำการ break
CO,CP COPY
ทำชิ้นส่วนภาพที่เราเลือกไว้ให้สร้างขึ้นมาใหม่ ในลักษณะ เหมือนเดิมทุกประการ
C CIRCLE
เขียนวงกลม
C1 COLOR 1
เปลี่ยนเป็นสีแดง
C2 COLOR 2
เปลี่ยนเป็นสีเหลือง
C3 COLOR 3
เปลี่ยนเป็นสีเขียว
C4 COLOR 4
เปลี่ยนเป็นสีฟ้า
C5 COLOR 5
เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน
C6  COLOR 6
เปลี่ยนเป็นสีชมพู(บานเย็น)
C7 COLOR 7
เปลี่ยนเป็นสีขาว
CH  CHCOLOR
เปลี่ยนสี
CHA CHAMFER
ตัดมุมของรูปเหลี่ยมต่างๆ
CTRL + C CANCEL
CTRL + N สร้างไฟล์ใหม่
CTRL + O เปิดไฟล์
CTRL + P พล็อตไฟล์
CTRL + S บันทึกไฟล์
CHSPACE CHANGE SPACE
โยน Object ข้ามไปมาระหว่าง Model Space และ Paper Space
DI ระยะห่างระหว่างจุด 2 จุด
DT DTEXT
เขียนตัวหนังสือ
DB  DIM VASELINE
ให้ dimension แบบต่อเนื่องในแนวเส้นแรก
DC DIM CONTINUE
ให้ dimension แบบต่อเนื่องในแนวและระดับเดียวกันหมด
DV DIM HORIZONTAL
ให้ dimension แบบอยู่ในแนวเส้นราบ
DD DIM DIAMETER
ให้ dimension แบบเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลม
DS DIM SCALE
ตัวคูณ factor ของขนาดสเกลของ dimension
DN DIM NEWTEXT
เปลี่ยน text
DM DIM MOVE
การขยับ text ไปมา
DAN DIM ANGULAR
วิธีการให้ dimension แบบเส้นโค้งเพื่อแสดงขนาดของมุม
DL DIM LEADER
วิธีการให้dimension แบบชี่จุดตำแห่งที่เราต้องการชี้แจงรายละเอียด
DR DIM ROTATE
วิธีการให้ dimension แบบป้อนมุมองศาได้
DU DIM UPDATE
คำสั่งที่ใช้ในการ update dimension
DHO  DIM HOME
การขยับ text กลับจุดปกติของ text
DAA DIM OBLIQUE
วิธีการให้ dimension แบบเอียงจากแนวปกติเพื่อหลียกเลี่ยงการทับซ้อน
DRR  DIM RADIUS
วิธีการให้ dimension แบบรัศมีของวงกลมหรือส่วนโค้ง
E ERASE
การลบ
EC ERASE+CROSS
การลบ + cross
EE ERASE SINGLE
การลบครั้งเดียว
EL ELLIPSE
การเขียนวงรี
EP EXPLODE
การระเบิด
ET EXTEND
การต่อเส้น
EW ERASS+WINDOW
การลบ+window
F FILLET
การลบมุมโค้ง
CL LAYER CONTROL
การควบคุมเปลี่ยนแปลง layer
D DIMSTYLE
ใส่ระยะ
DI DIVIDE
การแบ่งแบบวงเวียน
DO DONUT
การเขียนรูปโดนัท
I INSERT
การเรียก block หรือรูปต่าง ๆ เข้ามาในชิ้นงานเรา
ID IDENTIFY
บอกตำแหน่งที่เราต้องการ
J JOINT
การต่อเส้น
L  LINE
การเขียนเส้นตรง
LA LAYER MANAGER
LI LIST
แสดงข้อมูลพื้นฐานของส่วนของภาพที่ได้เขียนไปแล้ว
LS LTSCALE
ขนาดของเส้นต่าง ๆ
M MOVE
การขยับรูปไปยังตำแหน่งที่ต้องการ
MA MATCHPROPERTIES
Copy Properties ของวัตถุอื่น
MI MIRROR
MR MIRROR
การ copy รูปในลักษณะกลับหลัง จะคล้ายกับรูปที่มองเห็นในกระจก
MN MENU
คำสั่งที่ทำการเปลี่ยน menu
N NON
ไม่ต้องมีตัวช่วยจับ
O OFFSET
คำสั่ง copy ที่กำหนดขนาดทิศทางในลักษณะขนาด กับรูปที่มีอยู่
OI OSNAP+INT
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จุดตัด
OC OSNAP+CEN
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จุดศูนย์กลางของวงกลมเส้นโค้ง
OE OSNAP+END
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป เส้นปลาย
OQ OSNAP+QUA
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป สี่จุดรอบวงกลม
OT OSNAP+TAN
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป ส่วนผิวสุดของวงกลม
OP OSNAP+PER
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จุดไปตั้งฉากกับเส้น
OA OSNAP+NEAR
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป ตรงไหนก็ได้ที่ไฟดับ
ON OSNAP+NOD
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จับที่โหนด(node)
OS OSNAP+INS
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จับตัวอักษร
OM OSNAP+MID
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จับจุดกึ่งกลางของเส้น
OVERKILL ลบเส้นที่ซ้ำ/ซ้อนทับกันอยู่ (ใช้ทำความสะอาดไฟล์)
P PAN
การเปลี่ยนมุมมองแบบเลื่อนไปในทิศทางต่าง ๆ
PE PEDIT
PL POLYLINE
PLAN PLAN
(ใช้คู่กับ UCS ในตอนที่ปรับพิกัดคืน )
PO POLYGON
การเขียนรูปเหลี่ยมต่าง ๆ
PR PROPERTIES
PT POINT
การย่อขนาดส่วนวัตถุ
PU PURGE
ลบขยะ/ Layer ที่ไม่ใช้
RE REGEN
REC สี่เหลี่ยม
RO ROTATE
S STRETCH
SC SCALE
SO SOLID
การสร้างวัตถุที่มีความทึบ
SPL SPLINE
STY STYLE
การเปลี่ยน style ตัวหนังสือ
T TRIM
การตัดเส้น
T1 PLMTIX ON
ตัวเลขจะอยู่นอกแนวเส้น dimension
TO PLMTIX OFF
ตัวเลขจะอยู่ในแนวเส้น dimension
TR TRIM
(กด Shift ค้างจะเป็นคำสั่ง Extend ถ้าปล่อย Shift จะเป็นคำสั่ง Trim )
U UNDO
ยกเลิกคำสั่งที่เราได้ทำไปแล้วและเราสามารถ undo ย้อนกลับไปได้เรื่อย
UE การทำให้ curser เอียง
UW การทำให้ curser ตรง
UN UNIT CONTROL
การควบคุมเปลี่ยนแปลง units
UCS UCS
ตั้งองศา พิกัดของไฟล์
W BLOCK
สร้าง Block ในไฟล์ใหม่
WB WBLOCK
การทำ wblock
X EXPLODE
XR XREF
Z ZOOM
การเปลี่ยนมุมมองแบบเดียวกับ zoom window
ZA ZOOM-ALL
การเปลี่ยนมุมมองแบบโชว์ภาพทั้งหมด
ZC ZOOM-CENTER
การเปลี่ยนมุมมองแบบเลือกจุดที่เราสนใจไว้กลางจอ
ZD ZOOM-DYNAMIC
การเปลี่ยนมุมมองแบบเคลื่อนไหว
ZE ZOOM-EXTENT
การเปลี่ยนมุมมองแบบใหญ่ที่สุด
ZP ZOOM-PREVIOUS
การเปลี่ยนมุมมองแบบย้อนไปมุมมองที่ผ่านมาแล้ว
ZV ZOOM-VMAS
การเปลี่ยนมุมมองแบบเล็กลง 0.2 เท่า
ZW ZOOM-WINDOW
การเปลี่ยนมุมมองแบบใช้ window ครอบ
ZX ZOOM-SCALE
การเปลี่ยนมุมมองแบบใส่ scale
F2 คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จุดตัด+ปลาย
F3 SNAP
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จุดตัด+ปลาย
F4 3DOSNAP
คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่างๆ ของรูป สี่จุดรอบวงกลม + จุดตั้งฉากกับเส้น
F5 คำสั่งช่วยในการจับส่วนต่าง ๆ ของรูป จับที่โหนด+จับตัวอักษร
F6 DUCS
F7 GRID
F8 ORTHO
F9 OSNAP
F10 POLAR
F11 ZOOM WINDOW
F12 ZOOM PREVIOUS

และทั้งหมดนี้ก็คือ คีย์ลัด AutoCAD หรือคำสั่งลัด AutoCAD ที่ทีมงานได้รวบรวมและนำมาฝากกัน สำหรับใครที่กำลังทำงานเขียนแบบอยู่ หรือเพิ่มเริ่มใช้งานโปรแกรม AutoCAD ก็สามารถนำคีย์ลัด คำสั่งลัดเหล่านี้ไปใช้งานกันได้เลย เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการทำงาน ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการกดเพิ่มคำสั่ง


อ่านบทความเพิ่มเติม / เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เปลี่ยนแบตไอโฟน, เปลี่ยนแบต iPhone
โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ ฟรี
ปรับภาพให้ชัด ออนไลน์
เปรียบเทียบ iPhone 12 กับ 13
เปรียบเทียบ iPhone 13
ตัวอักษรพิเศษไทย, ตัวอักษรพิเศษ เกม, ตัวอักษรพิเศษ ปีกนก, ตัวอักษรพิเศาฟีฟาย
โหลดวิดีโอ TikTok ไม่มีลายน้ำ, โหลดคลิป TikTok, โหลดวิดีโอ TikTok ไม่ติดลายน้ำ

from:https://notebookspec.com/web/636050-shortcut-key-autocad-suggestion

8 โปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ใช้ง่ายและฟรี ไม่ง้อ Premiere Pro

สำหรับมือใหม่ที่พึ่งหัดตัดต่อวิดีโอ มักพบเจอปัญหาไม่รู้ใช้โปรแกรมตัดต่อวิดีโออะไรดี ครั้นจะไปใช้โปรแกรมตระกูล Adobe อย่าง Premiere Pro ก็ต้องเสียเงินใช้เป็นรายเดือน เดือนละหลายบาท จะใช้ของก็อปก็ผิดกฎหมาย เสี่ยงโดนค่าปรับที่ไม่คุ้มกันอีก วันนี้เราเลยจะมาแนะนำโปรแกรมตัดต่อเบื้องต้นแบบที่ใช้ง่าย ฟังก์ชั่นหลากหลาย ได้ภาพสวยคมชัด และที่สำคัญคือ ใช้ฟรี! จนไม่ต้องง้อ Premiere Pro ก็ได้ ถ้าอยากรู้แล้วว่ามีโปรแกรมอะไรบ้างมาเริ่มที่โปรแกรมแรกกันเลย

สำหรับกลุ่มเริ่มต้น (Best for beginners)

1. Adobe Creative Cloud Express (ชื่อเดิม Adobe Spark)

Adobe Creative Cloud Express จัดเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่เหมาะอย่างมากสำหรับมือใหม่ เนื่องจากลักษณะโปรแกรมจะเป็นแบบสำเร็จรูป เบื้องต้นใช้ตัดต่อวิดีโอ ปรับสีตามได้ตามใจชอบ และที่สำคัญเราสามารถเลือก ธีม (Theme) เพื่อปรับแต่งนิดหน่อยก็ได้เป็นวิดีโอชิ้นหนึ่งแล้ว ซึ่งช่วยประหยัดเวลาเราได้มากทีเดียว นอกจากการใช้งานที่ง่ายแล้ว เรายังสามารถ Save เพื่อฝากไฟล์ได้อีกด้วย

แม้จะเป็นโปรแกรมที่รวมเครื่องมือทั้งหมดไว้ในโปรแกรมขนาดเล็กสุดกะทัดรัด แต่ก็มีข้อจำกัดที่ความล่าช้าในบางที หรือตัวอักษรและเครื่องมือมีให้เลือกน้อย จึงเหมาะสำหรับออกแบบวิดีโอเล่น ๆ ทั่วไป

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows, Mac และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

2. VideoPad

VideoPad จัดเป็นโปรแกรมทางเลือกที่ดีตัวหนึ่งสำหรับตัดต่อวิดีโอคุณภาพสูงสักชิ้นหนึ่งในแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องปรับค่าอะไรมากมาย เนื่องจาก User Interface ของโปรแกรมได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่าย จึงหมดปัญหามือใหม่ที่กำลังหัดตัดแต่งวิดีโอ ส่วนฟีเจอร์ที่สามารถใช้งานได้ในขั้นพื้นฐานอย่างเช่น การใส่ Special Effect การใส่ตัวอักษรเข้าไป การ Transition ในรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกับการสามารถปรับสีวิดีโอให้ได้สีสันตามใจต้องการ พร้อม Export ไฟล์ไปยัง Social Media อย่าง YouTube, Facebook, Google Drive หรืออุปกรณ์สมาร์ทโฟนที่ทั้งง่ายและรวดเร็ว

นอกจากนี้ VideoPad ยังสามารถใช้ตัดต่อวิดีโอแบบ 3D หรือจะเป็นการจัดเก็บ Sound Effect ต่าง ๆ เพื่อเรียกใช้ปรับแต่งวิดีโอของเราให้ได้สไตล์ที่เรากำหนดในระดับเบื้องต้นได้ แต่สำหรับใครที่ต้องการความละเอียดของวิดีโอในระดับสูงกว่า 4K ตัวนี้ยังไม่ตอบโจทย์นัก 

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows และ Mac
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

สำหรับผู้ใช้ระดับปานกลาง (Best for intermediate editors)

3. OpenShot

สำหรับผู้ใช้ที่พอมีประสบการณ์มาบ้าง OpenShot เป็นตัวหนึ่งที่ตอบโจทย์การใช้ได้พอสมควร ซึ่งนอกจากจะใช้ตัดต่อวิดีโอพื้นฐานแล้ว ยังแถมเครื่องมือสำหรับใช้งานในระดับที่ซับซ้อนขึ้น ด้วย Interface ที่ได้รับการดีไซน์แบบง่าย ๆ แต่ครบเครื่องแบบสุด ๆ ซึ่งเหมาะอย่างมากกับธุรกิจเล็ก ๆ ที่ใช้สำหรับปรับขนาด ตัดต่อหัวท้ายทั้งภาพและเสียงหรือจะขยายสั้นยาวก็ใช้ได้ พร้อมด้วยฟีเจอร์ Preview เพื่อดูวิดีโอและแก้ไขแบบ Real-time โดยสามารถส่งไฟล์ที่มีความละเอียดระดับ 4K UHD 60fps และนอกจากนี้ยังสามารถใช้ออกแบบวิดีโออนิเมชั่นได้อีกด้วย แต่ภาพที่ได้อาจไม่ละเอียดนัก หากใช้สำหรับอนิเมชั่นที่ฉายในโรงหนัง

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows, Mac และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

4. WeVideo

ตัวที่สามที่เหมาะจะใช้ตัดต่อเพื่อลงสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, IG, Line, TikTok คือ WeVideo ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปแทบทุกกลุ่ม มีฟังก์ชั่นสำหรับตัดต่อวิดีโอที่ใช้ง่าย และสะดวกในการลงแชร์บนโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถเก็บไฟล์วิดีโอไว้ในโปรแกรมบนระบบ Cloud ได้ไม่จำกัด รวมทั้งสามารถแชร์ไฟล์ให้กับทีมได้สะดวกไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม

รองรับระบบปฏิบัติการ : Chromebook, Mac, Windows, iOS และ Android
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : $4.99 หรือตกเฉลี่ย 167 บาท/เดือน

No Description

สำหรับผู้ชำนาญและกลุ่มมืออาชีพ (Best for advanced Editors)

5. Blender (เหมาะกับ 3D)

Blender จัดเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ใช้ฟรี ซึ่งทำมาเพื่อใช้ออกแบบ 3D โดยเฉพาะ เหมาะอย่างมากสำหรับใครที่ต้องการใช้สร้างและเรนเดอร์อนิเมชั่นแบบ 3 มิติ โดยตัวซอฟต์แวร์ได้รับการออกแบบร่วมกับนักพัฒนาหลายร้อยคนจากทั่วโลกทีเดียว

ส่วนฟังก์ชั่นการใช้งานนั้นครอบคลุมทั้งระดับพื้นฐานและระดับมืออาชีพ ซึ่งเหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และผู้มีประสบการณ์ใช้งานในระดับหนึ่ง  

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows, Mac และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

6. Kadenlive

Kadenlive เป็นโปรแกรมตัดต่อแบบ opensource อีกตัวที่ใช้งานได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพดี แม้ตัว UI จะดูไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้เท่าไร อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้พอสมควร แต่ในหน้าเว็บไซต์ก็มีคู่มือผู้ใช้ เป็นภาษาอังกฤษสำหรับมือใหม่อยู่

หลังใช้จนคล่องมือแล้ว ผู้ใช้จะพบว่าความสามารถของ Kadenlive ก็ไม่ด้อยไปกว่าโปรแกรมอื่น อีกทั้งความสามารถในการจัดการทรัพยากรเครื่องเมื่อเปิดไฟล์ใหญ่ๆ อาจดีกว่าหลายๆ โปรแกรมฟรีอื่นด้วย แถมยังสามารถปรับแต่ง UI รวมถึงคีย์ลัดเพิ่มเติมได้เอง รวมถึงมีระบบแบ็คอัพไฟล์อัตโนมัติ และมีเครื่องมืออย่าง Audio Meter, Histogram, Waveform, Vectorscope และ RGB Parade มาให้อย่างครบครัน ถือเป็นอีกโปรแกรมฟรีที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้งานระดับสูงขึ้นมาอีกนิด

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows, Mac และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

7. Davinci Resolve

Davinci Resolve จัดเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอตัวถัดมาที่ใช้ได้เหมือนกับ Adobe Premiere Pro โดยสามารถหยิบเครื่องมือมาใช้ได้ง่ายและสะดวก อีกทั้งได้รับการใช้อย่างแพร่หลายใน Youtuber จนกระทั่งถึงวงการภาพยนตร์ระดับโลกเลยทีเดียว เหมาะอย่างมากสำหรับทำภาพยนตร์หรือทำหนังสั้นส่งประกวด หรือโอกาสต่าง ๆ จุดเด่นคือ สามารถใช้ปรับ Color Grading สีของวิดีโอให้สวยและได้ความคมชัดระดับ Ultra-HD และหากใครต้องการใช้ทำงานในระดับสูงขึ้น ไร้ลายน้ำไร้สะดุด ก็สามารถอัพเดตเป็นแบบ Pro ได้ เพียง 8,987 บาท

เพื่อประสิทธิภาพของภาพที่ใช้ตัตต่อวิดีโอ หากใช้คู่กับคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก หรือแลปท็อปที่มีเกรดซีพียู ตั้งแต่ Inter Core i5, i7 ถึง i9 กับการ์ดจอที่ให้ความละเอียดสูง ตรงตามค่าคาริเบท เมื่อทดลองใช้ถ่ายทอดวิดีโอกับอุปกรณ์ตัวอื่น เช่น สมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ เป็นต้น โดยสามารถเข้าไปอ่านบทความ 

“แนะนำ 5 โน๊ตบุ๊คทำงาน ราคาไม่เกิน 20,000 บาท ประจำปี 2022 เสปกครบ จอชัด เชื่อมต่อดี เพิ่มเติมได้เลยครับ

รองรับระบบปฏิบัติการ : Mac, Windows และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : $269 หรือตกเฉลี่ย 8,987 บาท เมื่ออัพเดตเพื่อใช้งานแบบ Full Studio Version

No Description

8. HitFilm Express

HitFilm จัดเป็นโปรแกรมตัดต่อภาพระดับท็อปในวงการศิลปินและชาว Video Editor ในระดับโลก แต่สามารถหยิบมาใช้ได้ฟรีอย่างจุใจ ด้วยรูปแบบการจัดวางแถบคู่มือฟังก์ชั่นได้ดี (User Interface) ทำให้ผู้ใช้เรียนรู้การใช้งานได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว ตัดต่อลื่นไหลไร้สะดุด และหากใครต้องการใช้โปรแกรมตัดต่อวิดีโอสำหรับรีวิวสินค้า ใช้ประกอบการทำบล็อก หรือใช้ลงสื่อโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊คให้คนรู้จัก การใช้เวอร์ชั่นฟรีถือว่าเพียงพอระดับหนึ่งเลย โดยเครื่องมือพื้นฐานที่เราจะได้ใช้มีหลากหลายตัวอย่าง เครื่องมือสำหรับตัดต่อภาพและเสียงจวบจนกระทั่งสร้างงาน 3D หรือ 4K ที่มีความซับซ้อนได้ เรียกได้ว่าครบจบในหนึ่งเดียว

นอกจากนี้หากใครสนใจใช้งานในระดับสูงกว่านี้ ก็สามารถซื้อการใช้งานแบบ Pro ได้ในราคา $369 หรือตกราคา 11,660 บาท/เดือน ซึ่งเหมาะกับงานอนิเมชั่น หรือผู้รับงานตัดต่อระดับสูงอย่างภาพยนตร์ระดับ High-end แน่นอนว่าคุณจะได้เครื่องมือปรับค่าแสงสีที่ละเอียดพอสำหรับการแสดงผลของมิติ ภาพ สี และความสว่างที่มีความละเอียดระดับที่มากกว่า 8K

รองรับระบบปฏิบัติการ : Mac และ Windows
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : $349 หรือตกเฉลี่ย 11,660 บาท

No Description

อ้างอิง: Edit Videos Like a Pro : The 13 Best Free Video Editing Software for 2022

from:https://www.blognone.com/node/126633

สอนใช้โปรแกรม ดาวน์โหลด YouTube ฟรี ทำได้ง่ายๆ ใน 1 นาที

How To ใช้งานโปรแกรม ดาวน์โหลด Youtube ฟรี ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง อัพเดพ 2021

ปรแกรม ดาวน์โหลด YouTube ฟรี

เราเคยได้นำเสนอ โปรแกรมสำหรับดาวน์โหลด YouTube ที่น่าสนใจกันไปแล้ว ครั้งนี้เราจะมาลงลึกกันเพิ่ม ด้วยการสอนใช้งานโปรแกรม ดาวน์โหลด Youtube ฟรี ที่เราเลือกมาแนะนำ มาดูกันเลยว่าโปรแกรมที่เรานำมาแนะนำนั้น มีวิธีการใช้งานกันอย่างไรบ้าง

  1. Freemake Video Downloader
  2. 4K Video Downloader
  3. Free Studio
  4. aTube Catcher
  5. Viddly YouTube Downloader

1. Freemake Video Downloader

โปรแกรม Youtube Download
Cr: Freemake Video Downloader

โปรแกรม ดาวน์โหลด YouTube ฟรี ตัวนี้มีชื่อว่า Freemake Video Downloader สามารถโหลดคลิปจากยูทูปได้ง่าย ๆ มีฟีเจอร์มารองรับการดาวน์โหลดมากมายใน Youtube ไม่ว่าจะเป็นเพลง, รายการโทรทัศน์, ข่าว, ภาพยนตร์ ฯลฯ ตัวโปรแกรมยังมีหน้าตาการใช้งานที่ง่ายมากๆ ไม่ซับซ้อน ทำให้แม้แต่ผู้ใช้งานมือใหม่ก็สามารถทำได้อย่างแน่นอน และทีเด็ดของโปรแกรมนี้เลยก็คือ สามารถดาวน์โหลดวิดีโอจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ Youtube ได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น Vimeo , MTV , Live Leak แถมยังสามารถป้องกันการดาวน์โหลดวิดีโอสำหรับผู้ใหญ่ได้ด้วย เหล่าผู้ปกครองที่ไม่อยากให้บุตรหลานแอบดาวน์โหลดวิดีโอผู้ใหญ่ก็มั่นใจได้อย่างแน่นอน

Advertisementavw
  • โปรแกรม Freemake Video Downloader เปิดให้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดกันได้อย่าง ฟรี ๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • สามารถดาวน์โหลดคลิปได้จากหลายเว็บไซต์ เช่น Facebook, Vimeo, Dailymotion, Vevo เป็นต้น
  • สามารถแปลงไฟล์วิดีโอที่ดาวน์โหลดให้อยู่ในรูปแบบของนามสกุลไฟล์ได้หลากหลาย เช่น AVI, MKV, 3GP, MP3 ฯลฯ
  • รองรับคุณภาพวิดีโอความละเอียดสูงและความละเอียดต่ำ ไม่ว่าจะเป็น
    • 4K 4096p
    • HD 1080p
    • HD 720p
    • 480p
    • 360p
    • 240p
  • ตัวโปรแกรมมีระบบที่สามารถลบโฆษณาที่แฝงมากับ Youtube ได้โดยอัตโนมัติ

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: Free YouTube Video Downloader

การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น

y1
  • เมื่อเราเปิดเข้ามายังเว็บไซต์ ก็จะพบกับข้อความแจ้งเตือนว่า ‘Youtube music & protected clips are note support for download’ ก็หมายความว่า สำหรับคลิปที่มีการป้องกันและ YouTube Music นั้น ไม่รองรับการดาวน์โหลดนั่นเอง >> ให้เรากด OK แล้วกดดาวน์โหลดโปรแกรมได้เลย โดยโปรแกรมนี้ รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Windows และ macOS เลย
  • เมื่อเราดาวน์โหลดโปรแกรมมาเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการติดตั้ง โดยทำตามขั้นตอนการติดตั้งเหมือนโปรแกรมโดยทั่วไปเลย >> เมื่อติดตั้งโปรแกรม ดาวน์โหลด YouTube ฟรี โปรแกรมนี้เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถใช้งานได้เลยทันที
  • ขั้นตอนการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจาก YouTube ก็สามารถทำได้ง่ายมากๆ เพียงแค่เราเปิดโปรแกรม >> จากนั้น ให้เราทำการ “คัดลอกลิงก์” ของคลิปวิดีโอที่เราต้องการดาวน์โหลด >> จากนั้น ให้เรากดที่ ‘Paste URL’ ที่โปรแกรม
y2
  • ระบบก็จะดึงลิงก์ที่เราได้คัดลอกมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะมีรายละเอียดต่างๆ ให้เราเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของไฟล์ เช่น MP4, MP3, AVI, WMV, MPEG เป็นต้น, ความละเอียดของวิดีโอที่เราต้องการดาวน์โหลด ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้หลากหลาย ตั้งแต่ 240p ไปจนถึง 1080p เลย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความละเอียดของวิดีโอต้นฉบับด้วย >> จากนั้นในส่วนของ Save to… ก็จะเป็นที่อยู่ของไฟล์ที่เราต้องการบันทึกนั่นเอง เราสามารถปรับเปลี่ยนได้เลย และเมื่อได้ที่ต้องการแล้ว ก็กด Download ได้เลย >> โปรแกรมจะขึ้นหน้าต่างมาว่าเราต้องการดาวน์โหลดคลิปแบบที่มี Logo หรือไม่ (ในส่วนนี้เราสามารถเลือกได้ แต่ในเวอร์ชันฟรีนั้นก็จะติดโลโก้ เพราะถ้าเราต้องการแบบไม่มีโลโก้ จะต้องเสียค่าใช้จ่าย) เพียงเท่านี้คลิปวิดีโอจาก YouTube ก็จะมาอยู่ในเครื่องของเราเรียบร้อยแล้ว

ตัวอย่างวิดีโอที่ได้จากการใช้โปรแกรม Freemake Video Downloader ในการดาวน์โหลด

y4

 2. 4K Video Downloader

y3

โปรแกรม ดาวน์โหลด YouTube ฟรี ตัวนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่ต้องการดาวน์โหลดวิดีโอที่มีความละเอียดสูง และมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะกับมัลแวร์ที่มักจะมาพร้อมกับโฆษณาแบบ Pop up ที่มักจะเด้งขึ้นมาบนเว็บไซต์ ซึ่งโปรแกรมตัวนี้ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้จำนวนมาก และมีรีวิวออกมาแล้วว่าใช้งานได้ดี ปลอดภัย แถมได้วิดีโอที่มีความละเอียดสูงอีกด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่จะสามารถโหลดคลิปจาก YouTube ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถโหลดคลิปจากสื่อโซเชียลอื่นๆ ได้อีกด้วย 

  • สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้ ฟรี
  • ดาวน์โหลดได้ง่าย เพียงแค่คัดลอกลิงก์วิดีโอจากเว็บเบราว์เซอร์ที่ต้องการ แล้วจากนั้นก็ทำการวาง URL ลงไป
  • รองรับการดาวน์โหลดวิดีโอความละเอียดหลายระดับ ตั้งแต่ความละเอียด 240p ไปจนถึงระดับ 4K
  • ลงโปรแกรมง่าย ใช้เวลาติดตั้งไม่นาน
  • สามารถเลือกบันทึกเฉพาะไฟล์ MP3 ได้
  • สามารถนำไฟล์ที่ดาวน์โหลดแปลงลงในสมาร์ทโฟนได้

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: 4K Video Downloader

การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น

โปรแกรม Download Youtube
Cr: 4K Video Downloader
  • เริ่มต้นให้เราเข้าไปที่เว็บไซต์ 4K Video Downloader จากนั้นเลือก Get 4K Video Downloader เพื่อดาวน์โหลดตัวโปรแกรม >> ทำตามขั้นตอนการติดตั้งเหมือนโปรแกรมทั่วๆ ไปเลย
  • เมื่อติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว การดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจาก YouTube นั้นก็ทำได้ง่ายมากๆ เพียงแค่เราเปิดโปรแกรม จากนั้น ให้เราทำการ ‘คัดลอกลิงก์’ ของคลิปวิดีโอที่เราต้องการดาวน์โหลด >> จากนั้นให้เรากลับมาที่โปรแกรม แล้วเลือก ‘Paste Link’
y5
  • ระบบจะทำการประมวลผลโดยอัตโนมัติ แล้วก็จะปรากฏหน้าต่างรายละเอียดในการดาวน์โหลด ไม่ว่าจะเป็นประเภทของไฟล์, ความละเอียดของวิดีโอ, ที่อยู่ของไฟล์ที่เราต้องการดาวน์โหลด ฯลฯ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ตามต้องการเลย และเมื่อได้ที่ต้องการแล้ว เราก็เพียงแค่กด Download >> โปรแกรมก็จะทำการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอให้เรา เพียงเท่านี้เราก็จะได้วิดีโอจาก YouTube มาดูแบบออฟไลน์กันแล้ว

ตัวอย่างวิดีโอที่ได้จากการใช้โปรแกรม 4K Video Downloader ในการดาวน์โหลด

y6

3. Free Studio

โปรแกรม Download Youtube
Cr: Free Studio

โปรแกรม Download Youtube Free Studio ตัวนี้เป็นโปรแกรมดาวน์โหลด Youtube ที่มากความสามารถ สามารถดาวน์โหลดแถมยังตัดต่อวิดีโอได้ด้วย รองรับการแปลงไฟล์หลากหลาย เรียกว่าเป็นโปรแกรม All-In-One ที่น่าใช้งานมากๆ 

  • สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้ ฟรี
  • รองรับการแปลงไฟล์วิดีโอเป็นไฟล์ MP3, MP4 ฯลฯ
  • รองรับการบันทึกภาพหน้าจอหรืออัดวิดิโอ จาก Desktop
  • รองรับการบันทึกวิดีโอและเสียงจาก Skype
  • มีฟีเจอร์การตัดต่อวิดีโอ
  • รองรับการอัพโหลดไฟล์วิดีโอขึ้นไปยัง Youtube และ Facebook
  • สามารถดาวน์โหลดวิดีโอได้จาก YouTube, Instagram, Dailymotion, Niconico และ Coub

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: Free Studio

การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น

y7
  • เริ่มต้นนั้น ให้เราเข้าไปที่เว็บไซต์ แล้วกดดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้ง สามารถทำตามขั้นตอนการติดตั้งแบบโปรแกรมทั่วไปได้เลย
  • เมื่อติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจาก YouTube นั้น ทำได้ง่ายมากๆ คือ เมื่อเราเปิดโปรแกรมขึ้นมา >> ดูที่แถบเมนูด้านบน เลือก YouTube >> จากนั้นจะมีข้อความขึ้นมา ให้เลือก >> Launch app ก็จะปรากฏหน้าต่างสำหรับการดาวน์โหลดคลิป YouTube ขึ้นมา
  • การดาวน์โหลดคลิปนั้นง่ายมากๆ เพียงแค่เรา ‘คัดลอกลิงก์’ ของวิดีโอที่เราต้องการดาวน์โหลด จาก YouTube >> จากนั้นกลับมาที่โปรแกรม เลือกที่ ‘+ Paste’ >> โปรแกรมก็จะทำการดึงลิงก์วิดีโอที่เราคัดลอกไว้ มาที่โปรแกรมโดยอัตโนมัติ โดยที่เราสามารถเลือกรูปแบบของไฟล์วิดีโอที่เราต้องการดาวน์โหลดได้ เช่น MP4, MP3, MOV ฯลฯ >> จากนั้นให้เรากด Download
  • สำหรับการดาวน์โหลดนั้น ถ้าเป็นในเวอร์ชันฟรี จะมีการจำกัดความเร็วในการดาวน์โหลด แต่ถ้าเป็นเวอร์ชัน Premium หรือรูปแบบที่เสียค่าใช้จ่ายนั้น เราสามารถดาวน์โหลดได้เต็มความเร็วโดยไม่มีการจำกัดเลย

** หมายเหตุ ** ในเวอร์ชันฟรีนั้น สามารถดาวน์โหลดคลิปวิดีโอได้วันละ 1 ครั้ง เท่านั้น


4. aTube Catcher

โปรแกรม Download Youtube
Cr: aTube Catcher

โปรแกรม Download Youtube ตัวนี้มีชื่อว่า aTube Catcher สามารถดาวน์โหลดคลิปวิดีโอได้ทั้งใน Youtube และเว็บไซต์อื่นๆ เช่น Dailymotion ตัวโปรแกรมมาพร้อมกับหน้าตาและการใช้งานที่สามารถทำได้ง่ายๆ 

  • สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมไปใช้งานกันได้แบบ ฟรี ๆ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • รองรับการแปลงไฟล์โดยไม่จำเป็นต้องหาโปรแกรมแปลงไฟล์อื่นๆ ให้ยุ่งยาก
  • สามารถแปลงไฟล์ได้หลายนามสกุล เช่น  MPEG , DVD , VCD , WMV , XVID , AVI 
  • มีฟีเจอร์บันทึกเสียง

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: aTube Catcher

การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น

y8
  • สำหรับโปรแกรม aTube Catcher นั้น ก็มีการดาวน์โหลดและติดตั้งเหมือนๆ กับโปรแกรมอื่นเลย คือ เมื่อเข้าไปที่เว็บไซต์ ให้กดที่ลิงก์ดาวน์โหลด จากนั้นก็ทำการติดตั้งโปรแกรม
  • จากนั้น ก็เข้าสู่วิธีการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจาก YouTube ซึ่งก็สามารถทำได้ง่ายๆ คล้ายๆ กับโปรแกรมอื่นๆ เลย คือให้เรา ‘คัดลอกลิงก์’ ของคลิปวิดีโอจาก YouTube >> จากนั้นก็กลับมาที่โปรแกรม แล้ว ‘วางลิงก์ ลงในช่อง URL del Video’ แล้วกด Download ได้เลย >> ในส่วนนี้เราสามารถเลือกที่อยู่ของไฟล์วิดีโอ ได้ด้วยการกดที่ Save T จากนั้นก็เลือก Change my output folder
  • เมื่อเรากด Download ก็จะปรากฏรายการดาวน์โหลดมาให้เราเลือก ซึ่งเราก็สามารถเลือกประเภทของไฟล์, ความละเอียด ได้เลย >> จากนั้นก็กด Download อีกครั้ง วิดีโอของเราก็จะถูกดาวน์โหลดเรียบร้อย

5. Viddly YouTube Downloader

y9

สำหรับโปรแกรม ดาวน์โหลด Youtube ฟรีตัวนี้ เราสามารถดาวน์โหลดวิดีโอและแปลงไฟล์มาเป็นไฟล์ MP4 ได้เลยทันที ตัวโปรแกรมออกมาแบบให้สามารถใช้งานได้ง่าย ติดตั้งง่าย ไม่หนักเครื่องอีกด้วย

  • สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้ ฟรี แต่หากต้องการเวอร์ชั่นสมบูรณ์แบบก็อาจต้องมีการอัพเกรดโดยเสียค่าใช้จ่าย
  • รองรับไฟล์วิดีโอคุณภาพสูง เช่น Full HD, 4K , 8K ที่ 60 fps
  • กินพื้นที่หน่วยความจำน้อย เครื่องที่พื้นที่เหลือจำกัดก็สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้อย่างสบายๆ 
  • รองรับ Youtube Live Video
  • สามารถแปลงไฟล์ได้เป็น MP3, MP4, AAC เป็นต้น

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: Viddly – Free YouTube Downloader and Converter for Windows

การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น

y10
  • สำหรับโปรแกรม Free YouTube Downloader หรือ Viddly นั้น ก็มีการดาวน์โหลดและติดตั้งเหมือนๆ กับโปรแกรมอื่นเลย คือ เมื่อเข้าไปที่เว็บไซต์ ให้กดที่ลิงก์ดาวน์โหลด จากนั้นก็ทำการติดตั้งโปรแกรม
  • จากนั้น ก็เข้าสู่วิธีการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจาก YouTube ซึ่งก็สามารถทำได้ง่ายๆ คล้ายๆ กับโปรแกรมอื่นๆ เลย คือให้เรา ‘คัดลอกลิงก์’ ของคลิปวิดีโอจาก YouTube >> จากนั้นก็กลับมาที่โปรแกรม จะเห็นว่าโปรแกรมดึงลิงก์ที่เราคัดลอกเมื่อสักครู่มาโดยอัตโนมัติ
  • โดยหลักๆ ก็จะมีให้ดาวน์โหลดในรูปแบบไฟล์ MP4 และ MP3 แต่ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดอื่นๆ ก็สามารถคลิกเลือกที่สัญลักษร์ลูกศรชี้ลง ตรงเมนูรูปแบบไฟล์ได้เลย เช่น ใน Download MP4 (HD 1080p) ก็จะมีเมนูย่อย เป็นไฟล์อื่นๆ เช่น MP4, WebM และ AVI ซึ่งแยกย่อยออกเป็นความละเอียดต่างๆ ได้อีก
  • เมื่อเราได้ความละเอียด และรูปแบบไฟล์ที่เราต้องการแล้ว ก็ให้กดที่ Download MP3/ Download MP4 ตามที่เราได้เลือกได้เลย >> เพียงเท่านี้วิดีโอก็จะถูกดาวน์โหลดมายังอุปกรณ์ของเราเรียบร้อยแล้ว

และทั้งหมดนี้ก็คือการสอนใช้งาน โปรแกรม ดาวน์โหลด YouTube ฟรี ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ผ่านขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ที่ทีมงานได้นำมาฝากกัน ซึ่งถ้าใครที่กำลังมองหาตัวช่วยในการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจาก YouTube อยู่ ก็สามารถไปดาวน์โหลดโปรแกรมมาใช้งาน และนำวิธีการดาวน์โหลดที่ทีมงานนำมาฝาก ไปใช้งานกันได้เลย


อ่านบทความเพิ่มเติม / เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ปรับภาพให้ชัด ออนไลน์
แบตไอโฟน
ปรับขนาดรูป Photoshop
ปรับแสงหน้าจอคอม Windows 10, ปรับแสงหน้าจอคอมไม่ได้
แอพทำโปสเตอร์ iPad
เทมเพลต ppt ฟรี, template ppt free

from:https://notebookspec.com/web/626504-how-to-download-free-youtube-clips

โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด ที่ผู้ใช้ Windows นิยม โหลดไว ใช้งานง่าย อัพเดต 2021

แนะนำโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดสำหรับ Windows ใช้งานง่าย ดาวน์โหลดไว กี่ไฟล์ก็ไม่หวั่น

โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด

ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า ทุกวันนี้เว็บเบราว์เซอร์แต่ละตัว ล้วนมีตัวช่วยสำหรับการดาวน์โหลดในตัวเองอยู่แล้ว แต่สำหรับใครที่รู้สึกว่าอยากได้ตัวช่วยในการดาวน์โหลดที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นไปอีก ทีมงานก็อยากจะมาแนะนำ โปรแกรมช่วยในการดาวน์โหลด สำหรับช่วยให้การดาวน์โหลดโปรแกรมและไฟล์ต่างๆ ให้เราดาวน์โหลดได้รวมเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จะมีอะไรบ้างนั้น เรามาดูไปพร้อมกัน


สำหรับโปรแกรมที่เราอยากแนะนำ รวมไปถึงวิธีการใช้งานต่างๆ ในเบื้องต้นนั้น ก็คือ โปรแกรมที่ช่วยดาวน์โหลดยอดนิยมอย่าง IDM หรือ Internet Download Manager ต้องบอกก่อนว่า ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ทาง IDM ก็ได้มีข่าวออกมา ว่าโปรแกรม IDM ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ราวปี 2001 นั้น บัดนี้ได้เวลาปรับเปลี่ยนโฉมแล้ว แต่การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 20 ปี ก็เป็นการปรับเปลี่ยนเพียงหน้าเว็บไซต์เท่านั้น ในส่วนของโปรแกรมก็ยังคงเป็นรูปแบบเดิม คลาสสิกสุดๆ แต่ถึงจะเป็นรูปแบบเดิม แต่การทำงานนั้น ก็ยังถือว่าเป็นโปรแกรมที่ช่วยในการดาวน์โหลดที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมอยู่ดี โปรแกรมที่เราจะเน้นในวันนี้จึงเป็นโปรกรม IDM นั่นเอง และนอกจากนี้ก็ยังมีโปรแกรมที่ช่วยดาวน์โหลดอื่นๆ ที่เราจะมาแนะนำกันด้วย

Advertisementavw

Internet Download Manager

IDM หรือ Internet Download Manager นั้น เป็นโปรแกรมช่วยในการดาวน์โหลดที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้ใช้งาน คอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการ Windows ทำให้ตัวโปรแกรมได้รับรางวัลการันตีมากมาย สำหรับ IDM นั้น เป็นโปรแกรมที่เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพในการทำงานสูง มีความสามารถในการจัดแบ่งไฟล์ที่ดี ทำให้การดาวน์โหดลไฟล์ต่างๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในสภาวะอินเทอร์เน็ตไม่เสถียรก็ตาม โดยตัวโปรแกรมยังรองรับการทำงานที่ควบคู่ไปกับเว็บเบราว์เซอร์ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Google Chrome, Mozilla Firefox, Microsoft Edge Chromium ฯลฯ ทำให้ง่ายต่อการดาวน์โหลดไฟล์ยิ่งขึ้นไปอีก สามารถสั่งงานดาวน์โหลดไฟล์ได้โดยตรงจากบนเบราว์เซอร์ ไม่ต้องยุ่งยากเปิดโปรแกรมขึ้นมา แถมในปัจจุบันยังมีส่วนขยาย หรือที่เรียกว่า Extension สำหรับใช้บนเบราว์เซอร์ ทั้ง Chrome และ Microsoft Edge เลย

นอกการจากการดาวน์โหลดไฟล์ ที่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย และมีประสิทธิภาพแล้ว โปรแกรมยังมีความสามารถในการดาวน์โหลดไฟล์หลายไฟล์ได้พร้อมรับ รองรับการดาวน์โหลดไฟล์หลากหลาย ผู้ใช้งานเอง สามารถที่จะตั้งค่าความเร็วในการดาวน์โหลดได้ด้วย อีกทั้ง ภายหลังการดาวน์โหลด ตัวโปรแกรมก็จะมีบอกรายละเอียดต่างๆ ของไฟล์ด้วย

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมฟรีได้ที่: IDM ฟรี หรือ IDM Download

ฟีเจอร์ของ IDM ที่น่าสนใจ

  • ไฟล์ของโปรแกรมมีขนาดเล็ก ทำให้ไม่สิ้นเปลืองพื้นที่และไม่กินทรัพยากรในเครื่อง
  • มีหน้าตาของโปรแกรมที่เรียบง่าย ใช้งานง่าย สะดวก
  • รองรับการดาวน์โหลดผ่านเว็บเบราว์เซอร์หลากหลายเว็บไซต์ เช่น Chrome, Microsoft Edge Chromium เป็นต้น
  • สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้หลากหลาย รองรับไฟล์แทบทุกนามสกุล
  • สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้หลายไฟล์พร้อมกัน
  • สามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมสแกนไวรัสได้
  • สามารถปรับความเร็วในการดาวน์โหลดได้

การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น

IDM

ภายหลังจากที่ดาวน์โหลดโปรแกรมมาเรียบร้อยแล้ว เรามาดูเครื่องมือและการใช้งานโปรแกรมในเบื้องต้นกันเลย

  • Add URL: ปุ่มสำหรับใส่ URL (ที่อยู่) ของไฟล์ที่ต้องการจะดาวน์โหลด
  • Resume: ใช้สำหรับการดำเนินการดาวน์โหลดไฟล์ที่ค้างไว้ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุอินเทอร์เน็ตขัดข้อง เน็ตหลุด ฯลฯ ถ้าเราต้องการดาวน์โหลดต่อก็สามารถเลือกที่ไฟล์ แล้วกดปุ่มนี้ได้เลย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับต้นทางด้วยว่ายินยอมให้เราดาวน์โหลดได้ต่อหรือไม่ เพราะหากต้นทางปฏิเสธ เราก็ต้องดาวน์โหลดไฟล์ใหม่
  • Stop: หยุดดาวน์โหลดไฟล์เฉพาะไฟล์ที่เลือก
  • Stop All: หยุดดาวน์โหลดไฟล์ที่กำลังดาวน์โหลดอยู่ทั้งหมด
  • Delete: เป็นปุ่มที่ใช้ลบรายการดาวน์โหลดไฟล์ โดยจะเป็นการลบออกจากรายการดาวน์โหลด ไม่ส่งผลต่อไฟล์ที่เราดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อยแล้ว
  • Delete Completed Files: ลบรายการไฟล์จากในลิสต์ดาวน์โหลดของโปรแกรม IDM ซึ่งจะรวมไปถึงไฟล์ที่ดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย
  • Options: ตัวเลือกในการปรับแต่งการทำงานของโปรแกรม
  • Scheduler: กำหนดตารางเวลาที่จะใช้ดาวน์โหลดไฟล์ที่ยังอยู่ในคิว
  • Start Queue: คำสั่งให้โปรแกรมดาวน์โหลดไฟล์ที่อยู่ในคิว
  • Stop Queue: คำสั่งให้โปรแกรมหยุดการดาวน์โหลดไฟล์ที่อยู่ในคิว
  • Tell a Friend: แนะนำโปรแกรม IDM ให้กับเพื่อนทราบ ผ่านทาง E-mail

วิธีการดาวน์โหลดไฟล์เบื้องต้น

IDM

การดาวน์โหลดไฟล์โดยปกติแล้ว หลังจากที่ติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว ก็มันจะทำงานโดยอัตโนมัติ หรือบนเว็บเบราว์เซอร์นั้น เราก็สามารถเลือกคลิกขวาที่ปุ่มสำหรับดาวน์โหลด หรือคลิกขวาที่ไฟล์ หรือรูปภาพ แล้วเลือกดาวน์โหลดผ่านโปรแกรม Internet Download Manager ได้เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บางครั้งโปรแกรมก็อาจไม่ได้ทำงานโดยอัติโนมัติ ในส่วนนี้ เราสามารถทำได้ดังนี้

  • ทำการดาวน์โหลดไฟล์ได้จากการ ‘Copy URL’ ของโปรแกรมหรือไฟล์นั้นๆ ที่เราต้องการดาวน์โหลด >> โดยเพียงแค่เรา Copy URL ของลิงก์สำหรับดาน์โหลด >> จากนั้นเลือกที่ ‘Add URL’ ซึ่งเป็นเครื่องมือในโปรแกรม IDM >> ทำการ Past หรือวาง URL ของไฟล์นั้นๆ ลงไปในช่อง Address >> จากนั้นกด OK
  • ในกรณีที่เราทำการดาวน์โหลดผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (ใน Chrome และ Microsoft Edge Chromium จะต้องทำการตั้งค่าส่วนขยายให้รองรับฟีเจอร์ของโปรแกรมเสียก่อน) >> สามารถคลิกขวาที่ลิงก์ที่เราต้องการดาวน์โหลด แล้วเลือก ‘Download with IDM’ ได้เลย

วิธีการตั้งค่าให้โปรแกรมเป็นภาษาไทย

IDM
  • ตัวโปรแกรมรองรับภาษาไทย โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ View >> Language >> Thai

การตั้งค่าให้โปรแกรมรองรับการดาวน์โหลดบนเว็บเบราว์เซอร์

อย่างที่ได้บอกไปว่า โปรแกรม IDM นั้น รองรับการทำงานร่วมกับเว็บเบราว์เซอร์ ทั้ง Chrome และ Microsoft Edge รวมไปถึงเบราว์เซอร์อื่นๆ ด้วย แต่เราจะมาดูการตั้งค่าบนเบราว์เซอร์ยอดนิยมอย่าง Chrome และ Microsoft Edge กัน ว่าจะตั้งค่าอย่างไรให้ตัวเบราว์เซอร์รองรับการดาวน์โหลดผ่านโปรแกรม IDM โดย IDM นั้น มีส่วนขยาย หรือ Extension สำหรับใช้งานบนเบราว์เซอร์อยู่แล้ว การตั้งค่าหรือติดตั้งส่วนขยายนี้ ก็สามารถที่จะทำได้ดังนี้เลย

ตั้งค่าใน Google Chrome

IDM
Cr: IDM

ใน Google Chrome นั้นเราสามารถเข้าไปเพิ่ม Extension (ส่วนขยาย) เพื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์ช่วยดาวน์โหลด โดยไปที่ ‘More (เพิ่มเติม)’ (จุดสามจุดเรียงกันที่มุมบนด้านขวาของเบราว์เซอร์) >> เลือก More tools >> จากนั้นเลือก Extensions จะปรากฏหน้าต่างรายการ Extensions (ส่วนขยาย) ของเว็บเบราว์เซอร์ขึ้นมา >> ดูที่รายการของโปรแกรม Internet Download Manager >> จากนั้นให้เลือก Enable >> เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ Google Chrome ได้แล้ว

ตั้งค่าใน Microsoft Edge Chromium

IDM
Cr: IDM

ใน Microsoft Edge Chromium นั้นเราสามารถเข้าไปเพิ่ม Extension (ส่วนขยาย) เพื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์ช่วยดาวน์โหลดได้ดังนี้

  • ไปที่ เพิ่มเติม (จุดสามจุดเรียงกันที่มุมบนด้านขวาของเบราว์เซอร์) >> เลือก Extensions
  • จะปรากฏหน้าต่างรายการ Extensions (ส่วนขยาย) ของเว็บเบราว์เซอร์ขึ้นมา >> ดูที่รายการของโปรแกรม Internet Download Manager >> จากนั้นให้เลือก Enable

เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ Microsoft Edge Chromium ได้แล้ว

การตั้งค่าโปรแกรมให้งานบนเว็บเบราว์เซอร์ตามต้องการ

IDM

เมื่อเราเพิ่มส่วนขยายลงไปในเว็บเบราว์เซอร์แล้ว เพียงแค่เรากดดาวน์โหลดไฟล์ ตัวโปรแกรมจะทำหน้าที่ช่วยดาวน์โหลดไฟล์ให้เราโดยอัติโนมัติ แต่หากใครที่ต้องการให้โปรแกรมทำงานตามที่เราต้องการเท่านั้น ไม่ได้ต้องการให้โปรแกรมดาวน์โหลดไฟล์ทุกไฟล์โดยอัติโนมัติก็สามารถตั้งค่าได้ ดังนี้

  • เปิดโปรแกรมช่วยดาวน์โหลด Internet Download Manager >> เลือกที่ ‘Options’ >> เลือก ‘General’ >> ดูในส่วน ‘Capture downloads from the following browser’
  • เลือกเบราเซอร์ที่เราต้องการให้ Internet Download Manager ทำงานแทนที่ระบบดาวน์โหลดเดิมของเบราเซอร์นั้น ๆ ได้ตามต้องการ >> จากนั้นกด ‘OK’

วิธีเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลดผ่านโปรแกรม

idm114
  • เปิดโปรแกรมช่วยดาวน์โหลด Internet Download Manager >> เลือกที่ ‘Options’ >> เลือก ‘Connection’ >> ดูในส่วน ‘Max, connections number’ ในส่วนนี้จะเป็นการเลือกการเชื่อมต่อในการดาวน์โหลดสูงสุด
  • เราสามารถเลือกการเชื่อมต่อสูงสุดได้ตั้งแต่ 8-32 ช่องทาง (Threading) ได้ตามต้องการ โดย 32 จะเป็นค่าสูงสุด ซึ่งจะทำให้การดาวน์โหลดไฟล์ของเราทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น >> จากนั้นกด ‘OK’
  • เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่ารวดเร็วทันใจแน่นอน

โปรแกรมที่ช่วยในการดาวน์โหลดอื่นๆ ที่น่าสนใจ

1. Free Download Manager

free download manager

สำหรับโปรแกรมช่วยในการดาวน์โหลดไฟล์ตัวนี้ อย่าง Free Download Manager นั้น มีความน่าสนใจไม่แพ้โปรแกรม IDM เลย แถมชื่อยังคล้ายกันด้วย แต่ต้องบอกก่อนว่า โปรแกรมตัวนี้นั้นเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี ตัวโปรแกรมนั้นถูกพัฒนาขึ้นในปี 2004 จากผู้พัฒนาชาวสเปน ที่มีประสบการณ์มานานพอสมควร ทำให้ผู้ใช้งานอย่างเราๆ มั่นใจในประสิทธิภาพได้เลย ตัวโปรแกรมสามารถทำงานร่วมกับเว็บเบราว์เซอร์ได้อย่างราบรื่น มีฟีเจอร์ที่สามารถปรับความเร็วของการรับ – ส่ง ข้อมูลได้ด้วย การดาวน์โหลดไฟล์นั้นก็ครอบคลุมมากๆ โดยสามารถสามารถดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ได้ รวมไปถึง ไฟล์ Flash Video จาก YouTube หรือ Google Video ด้วย โดยเราสามารถที่จะเซฟไฟล์มาในรูปของไฟล์นามสกุล .FLV หรือไฟล์วิดีโออื่นๆ ได้เลย

การใช้งานเบื้องต้น

สำหรับการใช้งานเบื้องต้นนั้น ก็สามารถทำได้ไม่ยาก และไม่ซับซ้อนเลย โดยเมื่อเราดาวน์โหลดโปรแกรมมาใช้งานและติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่เราเปิดโปรแกรมขึ้นมา ก็จะเจอกับหน้า ‘Drag & Drop URL or torrent here’ ที่เราสามารถลากลิงก์ที่ต้องการดาวน์โหลดไปในช่องนี้ได้เลย

นอกจากนี้แล้ว ตัวโปรแกรมยังมีส่วนขยายหรือ Extension สำหรับเว็บเบราว์เวณออย่าง Google Chrome ที่เราสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ฟรีเลยด้วย การดาวน์โหลดไฟล์ก็ทำได้ง่ายๆ เมื่อเราติดตั้งส่วนขยายแล้ว เราก็เพียงแค่คลิกขวาที่ไฟล์ รูป ฯลฯ ที่เราต้องการ จากนั้นก็เลือกดาวน์โหลดผ่าน Free Download Manager ได้เลย


2. Ninja Download Manager

ndm pro grid 1400 1024x543 1
cr: ninjadownloadmanager

สำหรับโปรแกรมช่วยในการดาวน์โหลดตัวต่อมา ที่น่าสนใจเช่นกัน ก็คือ Ninja Download Manager นั่นเอง โดยโปรแกรมนี้จะเป็นโปรแกรมจากผู้พัฒนา Knockoutsoft ที่เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้ฟรีในเวอร์ชันทั่วไป และแบบ Pro ที่ต้องมีค่าใช้จ่าย โปรแกรมรองรับระบบปฏิบัติกาารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Windows หรือ macOS ตัวโปรแกรมมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจและใช้งานง่ายมากๆ ทางผู้พัฒนาเคลมว่า สามารถช่วยเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลดได้สูงสุดถึง 500% เลยทีเดียว โดยสามารถแยกไฟล์ออกเป็น Part ได้, สามารถที่จะหยุดชั่วคราวและเริ่มดาวน์โหลดต่อเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ แถมยังสามารถจัดลำดับคิดหรือความสำคัญในการดาวน์โหลดก่อนและหลังได้เป็นอย่างดี

การใช้งานเบื้องต้น

สำหรับโปรแกรม Ninja Download Manager นั้น ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า ในปัจจุบัน ถ้าเราดาวน์โหลดจากทางเว็บไซต์โดยตรงนั้น ก็จะมีเพียงแค่เวอร์ชันโปร ที่จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 19$ สำหรับคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง, $29 สำหรับคอมพิวเตอร์ 3 เครื่อง และ $29 สำหรับคอมพิวเตอร์ 6 เครื่อง และในส่วนของการทำงานเบื้องต้นนั้น โปรแกรมมีการใช้งานที่ง่ายมากๆ คล้ายกับ Free Download Manager เลย นั่นก็คือการ ‘Drag & Drop’ คือเมื่อเราติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว และต้องการดาวน์โหลดไฟล์ รูปภาพ เอกสาร ฯลฯ ไฟล์ไหน ก็เพียงแค่ลากลิ้งก์มาวางบนหน้าต่างของโปรแกรม เพียงเท่านี้โปรแกรมก็จะดาวน์โหลดไฟล์ให้เราเรียบร้อยแล้ว


และทั้งหมดนี้ก็คือ โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด ที่ทีมงานอยากจะมาแนะนำ อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นแล้วว่า ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเว็บเบราว์หรือ หรือแพลตฟอร์มสำหรับการดาวน์โหลดเกม ก็มักจะเครื่องมือในการช่วยดาวน์โหลดไฟล์ของตัวเองอยู่แล้ว ทำให้โปรแกรมที่ช่วยในการดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ นั้น ถูกลดความสำคัญลง แต่กระนั้น ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังคงชอบใช้งานและต้องการโปรแกรมเหล่านี้อยู่ ทั้งหมดนี้จึงเป็นโปรแกรมที่ช่วยในการดาวน์โหลด ที่ทีมงานอยากนำเสนอนั่นเอง ทั้งนี้ ใครที่มองหาตัวช่วยดาวน์โหลดโปรแกรม ดาวน์โหลดไฟล์อยู่ ก็สามารถไปหาดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้เลย


อ่านบทความเพิ่มเติม / เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แอพ VPN
อัดหน้าจอคอม อัดวิดีโอหน้าจอ
YouTube Download ดาวน์โหลด youtube
Chrome Remote Desktop ควบคุมคอมระยะไกล Win10
โปรแกรม Auto Click
ออกแบบโลโก้ฟรี

from:https://notebookspec.com/web/620801-downloader-program-suggest-for-you

รีบสมัครด่วน ! โครงการฝึกอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์โดย Generation Thailand หมดเขตรับสมัครสิ้นเดือนนี้

สำหรับใครที่อยากจะ Reskill ผันตัวมาเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) อาชีพที่เรียกได้ว่ามีความต้องการสูงมากในปัจจุบัน ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว โดย Generation Thailand  ได้เปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการฝึกอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ หลักสูตรเร่งรัดที่ช่วยเสริมทักษะต่าง ๆ สำหรับการเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเข้มข้น ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย และเมื่อจบหลักสูตรได้แล้วยังช่วยหางานให้ทันทีด้วย

โครงการฝึกอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Junior Software Developer) เป็นหลักสูตรเข้มข้นแบบเต็มเวลา (Full-time bootcamp) ที่จะมีการเรียนการสอนกันแบบเต็มวันตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นเป็นเวลายาวถึง 12 สัปดาห์เลยทีเดียว

ภายในโครงการจะทำให้คุณได้เรียนรู้ทักษะต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง

  • การเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ด้วยภาษาและเครื่องมือยอดนิยมมากมาย เช่น HTML, JavaScript, NodeJS, MongoDB, Git 
  • ทักษะการทํางานร่วมกันอย่างเช่นรูปแบบ Agile หรือ Scrum การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ
  • ทัศนคติที่ควรจะมีในการทำงานอย่างเช่น Lifelong Learning การรับมือกับปัญหาต่าง ๆ 

ทั้งหมดนี้ เรียกได้ว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีมาก่อน ก็จะได้มาเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นทุกอย่างในการเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และเมื่อจบโครงการแล้วก็พร้อมเริ่มงานได้ทันที ซึ่งทาง Generation Thailand ได้เริ่มเปิดรับสมัครเพื่อคัดเลือกเข้าร่วมโครงการแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2564 เท่านั้น และโครงการก็จะเริ่มต้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ที่จะถึงนี้เลย 

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงอยากจะสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว รีบสมัครกันได้เลยตามลิงก์นี้ โดยสำหรับรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมสามารถดูได้ในเว็บไซต์ https://thailand.generation.org/programs/tmca-software-developer/ และหากใครมีข้อสงสัยใด ๆ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ผ่านทาง Inbox บน Facebook ของ Generation Thailand (https://www.facebook.com/GenerationTH) หรือส่งอีเมลไปที่ contact-th@generation.org เพื่อคุยรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลย 

ที่มา: https://thailand.generation.org/programs/tmca-software-developer/

from:https://www.techtalkthai.com/junior-software-developer-bootcamp-by-generation-thailand/