คลังเก็บป้ายกำกับ: Software

8 โปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ใช้ง่ายและฟรี ไม่ง้อ Premiere Pro

สำหรับมือใหม่ที่พึ่งหัดตัดต่อวิดีโอ มักพบเจอปัญหาไม่รู้ใช้โปรแกรมตัดต่อวิดีโออะไรดี ครั้นจะไปใช้โปรแกรมตระกูล Adobe อย่าง Premiere Pro ก็ต้องเสียเงินใช้เป็นรายเดือน เดือนละหลายบาท จะใช้ของก็อปก็ผิดกฎหมาย เสี่ยงโดนค่าปรับที่ไม่คุ้มกันอีก วันนี้เราเลยจะมาแนะนำโปรแกรมตัดต่อเบื้องต้นแบบที่ใช้ง่าย ฟังก์ชั่นหลากหลาย ได้ภาพสวยคมชัด และที่สำคัญคือ ใช้ฟรี! จนไม่ต้องง้อ Premiere Pro ก็ได้ ถ้าอยากรู้แล้วว่ามีโปรแกรมอะไรบ้างมาเริ่มที่โปรแกรมแรกกันเลย

สำหรับกลุ่มเริ่มต้น (Best for beginners)

1. Adobe Creative Cloud Express (ชื่อเดิม Adobe Spark)

Adobe Creative Cloud Express จัดเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่เหมาะอย่างมากสำหรับมือใหม่ เนื่องจากลักษณะโปรแกรมจะเป็นแบบสำเร็จรูป เบื้องต้นใช้ตัดต่อวิดีโอ ปรับสีตามได้ตามใจชอบ และที่สำคัญเราสามารถเลือก ธีม (Theme) เพื่อปรับแต่งนิดหน่อยก็ได้เป็นวิดีโอชิ้นหนึ่งแล้ว ซึ่งช่วยประหยัดเวลาเราได้มากทีเดียว นอกจากการใช้งานที่ง่ายแล้ว เรายังสามารถ Save เพื่อฝากไฟล์ได้อีกด้วย

แม้จะเป็นโปรแกรมที่รวมเครื่องมือทั้งหมดไว้ในโปรแกรมขนาดเล็กสุดกะทัดรัด แต่ก็มีข้อจำกัดที่ความล่าช้าในบางที หรือตัวอักษรและเครื่องมือมีให้เลือกน้อย จึงเหมาะสำหรับออกแบบวิดีโอเล่น ๆ ทั่วไป

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows, Mac และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

2. VideoPad

VideoPad จัดเป็นโปรแกรมทางเลือกที่ดีตัวหนึ่งสำหรับตัดต่อวิดีโอคุณภาพสูงสักชิ้นหนึ่งในแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องปรับค่าอะไรมากมาย เนื่องจาก User Interface ของโปรแกรมได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่าย จึงหมดปัญหามือใหม่ที่กำลังหัดตัดแต่งวิดีโอ ส่วนฟีเจอร์ที่สามารถใช้งานได้ในขั้นพื้นฐานอย่างเช่น การใส่ Special Effect การใส่ตัวอักษรเข้าไป การ Transition ในรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกับการสามารถปรับสีวิดีโอให้ได้สีสันตามใจต้องการ พร้อม Export ไฟล์ไปยัง Social Media อย่าง YouTube, Facebook, Google Drive หรืออุปกรณ์สมาร์ทโฟนที่ทั้งง่ายและรวดเร็ว

นอกจากนี้ VideoPad ยังสามารถใช้ตัดต่อวิดีโอแบบ 3D หรือจะเป็นการจัดเก็บ Sound Effect ต่าง ๆ เพื่อเรียกใช้ปรับแต่งวิดีโอของเราให้ได้สไตล์ที่เรากำหนดในระดับเบื้องต้นได้ แต่สำหรับใครที่ต้องการความละเอียดของวิดีโอในระดับสูงกว่า 4K ตัวนี้ยังไม่ตอบโจทย์นัก 

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows และ Mac
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

สำหรับผู้ใช้ระดับปานกลาง (Best for intermediate editors)

3. OpenShot

สำหรับผู้ใช้ที่พอมีประสบการณ์มาบ้าง OpenShot เป็นตัวหนึ่งที่ตอบโจทย์การใช้ได้พอสมควร ซึ่งนอกจากจะใช้ตัดต่อวิดีโอพื้นฐานแล้ว ยังแถมเครื่องมือสำหรับใช้งานในระดับที่ซับซ้อนขึ้น ด้วย Interface ที่ได้รับการดีไซน์แบบง่าย ๆ แต่ครบเครื่องแบบสุด ๆ ซึ่งเหมาะอย่างมากกับธุรกิจเล็ก ๆ ที่ใช้สำหรับปรับขนาด ตัดต่อหัวท้ายทั้งภาพและเสียงหรือจะขยายสั้นยาวก็ใช้ได้ พร้อมด้วยฟีเจอร์ Preview เพื่อดูวิดีโอและแก้ไขแบบ Real-time โดยสามารถส่งไฟล์ที่มีความละเอียดระดับ 4K UHD 60fps และนอกจากนี้ยังสามารถใช้ออกแบบวิดีโออนิเมชั่นได้อีกด้วย แต่ภาพที่ได้อาจไม่ละเอียดนัก หากใช้สำหรับอนิเมชั่นที่ฉายในโรงหนัง

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows, Mac และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

4. WeVideo

ตัวที่สามที่เหมาะจะใช้ตัดต่อเพื่อลงสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, IG, Line, TikTok คือ WeVideo ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปแทบทุกกลุ่ม มีฟังก์ชั่นสำหรับตัดต่อวิดีโอที่ใช้ง่าย และสะดวกในการลงแชร์บนโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถเก็บไฟล์วิดีโอไว้ในโปรแกรมบนระบบ Cloud ได้ไม่จำกัด รวมทั้งสามารถแชร์ไฟล์ให้กับทีมได้สะดวกไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม

รองรับระบบปฏิบัติการ : Chromebook, Mac, Windows, iOS และ Android
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : $4.99 หรือตกเฉลี่ย 167 บาท/เดือน

No Description

สำหรับผู้ชำนาญและกลุ่มมืออาชีพ (Best for advanced Editors)

5. Blender (เหมาะกับ 3D)

Blender จัดเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ใช้ฟรี ซึ่งทำมาเพื่อใช้ออกแบบ 3D โดยเฉพาะ เหมาะอย่างมากสำหรับใครที่ต้องการใช้สร้างและเรนเดอร์อนิเมชั่นแบบ 3 มิติ โดยตัวซอฟต์แวร์ได้รับการออกแบบร่วมกับนักพัฒนาหลายร้อยคนจากทั่วโลกทีเดียว

ส่วนฟังก์ชั่นการใช้งานนั้นครอบคลุมทั้งระดับพื้นฐานและระดับมืออาชีพ ซึ่งเหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และผู้มีประสบการณ์ใช้งานในระดับหนึ่ง  

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows, Mac และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

6. Kadenlive

Kadenlive เป็นโปรแกรมตัดต่อแบบ opensource อีกตัวที่ใช้งานได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพดี แม้ตัว UI จะดูไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้เท่าไร อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้พอสมควร แต่ในหน้าเว็บไซต์ก็มีคู่มือผู้ใช้ เป็นภาษาอังกฤษสำหรับมือใหม่อยู่

หลังใช้จนคล่องมือแล้ว ผู้ใช้จะพบว่าความสามารถของ Kadenlive ก็ไม่ด้อยไปกว่าโปรแกรมอื่น อีกทั้งความสามารถในการจัดการทรัพยากรเครื่องเมื่อเปิดไฟล์ใหญ่ๆ อาจดีกว่าหลายๆ โปรแกรมฟรีอื่นด้วย แถมยังสามารถปรับแต่ง UI รวมถึงคีย์ลัดเพิ่มเติมได้เอง รวมถึงมีระบบแบ็คอัพไฟล์อัตโนมัติ และมีเครื่องมืออย่าง Audio Meter, Histogram, Waveform, Vectorscope และ RGB Parade มาให้อย่างครบครัน ถือเป็นอีกโปรแกรมฟรีที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้งานระดับสูงขึ้นมาอีกนิด

รองรับระบบปฏิบัติการ : Windows, Mac และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : ใช้ฟรี

No Description

7. Davinci Resolve

Davinci Resolve จัดเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอตัวถัดมาที่ใช้ได้เหมือนกับ Adobe Premiere Pro โดยสามารถหยิบเครื่องมือมาใช้ได้ง่ายและสะดวก อีกทั้งได้รับการใช้อย่างแพร่หลายใน Youtuber จนกระทั่งถึงวงการภาพยนตร์ระดับโลกเลยทีเดียว เหมาะอย่างมากสำหรับทำภาพยนตร์หรือทำหนังสั้นส่งประกวด หรือโอกาสต่าง ๆ จุดเด่นคือ สามารถใช้ปรับ Color Grading สีของวิดีโอให้สวยและได้ความคมชัดระดับ Ultra-HD และหากใครต้องการใช้ทำงานในระดับสูงขึ้น ไร้ลายน้ำไร้สะดุด ก็สามารถอัพเดตเป็นแบบ Pro ได้ เพียง 8,987 บาท

เพื่อประสิทธิภาพของภาพที่ใช้ตัตต่อวิดีโอ หากใช้คู่กับคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก หรือแลปท็อปที่มีเกรดซีพียู ตั้งแต่ Inter Core i5, i7 ถึง i9 กับการ์ดจอที่ให้ความละเอียดสูง ตรงตามค่าคาริเบท เมื่อทดลองใช้ถ่ายทอดวิดีโอกับอุปกรณ์ตัวอื่น เช่น สมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ เป็นต้น โดยสามารถเข้าไปอ่านบทความ 

“แนะนำ 5 โน๊ตบุ๊คทำงาน ราคาไม่เกิน 20,000 บาท ประจำปี 2022 เสปกครบ จอชัด เชื่อมต่อดี เพิ่มเติมได้เลยครับ

รองรับระบบปฏิบัติการ : Mac, Windows และ Linux
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : $269 หรือตกเฉลี่ย 8,987 บาท เมื่ออัพเดตเพื่อใช้งานแบบ Full Studio Version

No Description

8. HitFilm Express

HitFilm จัดเป็นโปรแกรมตัดต่อภาพระดับท็อปในวงการศิลปินและชาว Video Editor ในระดับโลก แต่สามารถหยิบมาใช้ได้ฟรีอย่างจุใจ ด้วยรูปแบบการจัดวางแถบคู่มือฟังก์ชั่นได้ดี (User Interface) ทำให้ผู้ใช้เรียนรู้การใช้งานได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว ตัดต่อลื่นไหลไร้สะดุด และหากใครต้องการใช้โปรแกรมตัดต่อวิดีโอสำหรับรีวิวสินค้า ใช้ประกอบการทำบล็อก หรือใช้ลงสื่อโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊คให้คนรู้จัก การใช้เวอร์ชั่นฟรีถือว่าเพียงพอระดับหนึ่งเลย โดยเครื่องมือพื้นฐานที่เราจะได้ใช้มีหลากหลายตัวอย่าง เครื่องมือสำหรับตัดต่อภาพและเสียงจวบจนกระทั่งสร้างงาน 3D หรือ 4K ที่มีความซับซ้อนได้ เรียกได้ว่าครบจบในหนึ่งเดียว

นอกจากนี้หากใครสนใจใช้งานในระดับสูงกว่านี้ ก็สามารถซื้อการใช้งานแบบ Pro ได้ในราคา $369 หรือตกราคา 11,660 บาท/เดือน ซึ่งเหมาะกับงานอนิเมชั่น หรือผู้รับงานตัดต่อระดับสูงอย่างภาพยนตร์ระดับ High-end แน่นอนว่าคุณจะได้เครื่องมือปรับค่าแสงสีที่ละเอียดพอสำหรับการแสดงผลของมิติ ภาพ สี และความสว่างที่มีความละเอียดระดับที่มากกว่า 8K

รองรับระบบปฏิบัติการ : Mac และ Windows
ราคาเมื่ออัพเดตเป็น Pro : $349 หรือตกเฉลี่ย 11,660 บาท

No Description

อ้างอิง: Edit Videos Like a Pro : The 13 Best Free Video Editing Software for 2022

from:https://www.blognone.com/node/126633

สอนใช้โปรแกรม ดาวน์โหลด YouTube ฟรี ทำได้ง่ายๆ ใน 1 นาที

How To ใช้งานโปรแกรม ดาวน์โหลด Youtube ฟรี ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง อัพเดพ 2021

ปรแกรม ดาวน์โหลด YouTube ฟรี

เราเคยได้นำเสนอ โปรแกรมสำหรับดาวน์โหลด YouTube ที่น่าสนใจกันไปแล้ว ครั้งนี้เราจะมาลงลึกกันเพิ่ม ด้วยการสอนใช้งานโปรแกรม ดาวน์โหลด Youtube ฟรี ที่เราเลือกมาแนะนำ มาดูกันเลยว่าโปรแกรมที่เรานำมาแนะนำนั้น มีวิธีการใช้งานกันอย่างไรบ้าง

  1. Freemake Video Downloader
  2. 4K Video Downloader
  3. Free Studio
  4. aTube Catcher
  5. Viddly YouTube Downloader

1. Freemake Video Downloader

โปรแกรม Youtube Download
Cr: Freemake Video Downloader

โปรแกรม ดาวน์โหลด YouTube ฟรี ตัวนี้มีชื่อว่า Freemake Video Downloader สามารถโหลดคลิปจากยูทูปได้ง่าย ๆ มีฟีเจอร์มารองรับการดาวน์โหลดมากมายใน Youtube ไม่ว่าจะเป็นเพลง, รายการโทรทัศน์, ข่าว, ภาพยนตร์ ฯลฯ ตัวโปรแกรมยังมีหน้าตาการใช้งานที่ง่ายมากๆ ไม่ซับซ้อน ทำให้แม้แต่ผู้ใช้งานมือใหม่ก็สามารถทำได้อย่างแน่นอน และทีเด็ดของโปรแกรมนี้เลยก็คือ สามารถดาวน์โหลดวิดีโอจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ Youtube ได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น Vimeo , MTV , Live Leak แถมยังสามารถป้องกันการดาวน์โหลดวิดีโอสำหรับผู้ใหญ่ได้ด้วย เหล่าผู้ปกครองที่ไม่อยากให้บุตรหลานแอบดาวน์โหลดวิดีโอผู้ใหญ่ก็มั่นใจได้อย่างแน่นอน

Advertisementavw
  • โปรแกรม Freemake Video Downloader เปิดให้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดกันได้อย่าง ฟรี ๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • สามารถดาวน์โหลดคลิปได้จากหลายเว็บไซต์ เช่น Facebook, Vimeo, Dailymotion, Vevo เป็นต้น
  • สามารถแปลงไฟล์วิดีโอที่ดาวน์โหลดให้อยู่ในรูปแบบของนามสกุลไฟล์ได้หลากหลาย เช่น AVI, MKV, 3GP, MP3 ฯลฯ
  • รองรับคุณภาพวิดีโอความละเอียดสูงและความละเอียดต่ำ ไม่ว่าจะเป็น
    • 4K 4096p
    • HD 1080p
    • HD 720p
    • 480p
    • 360p
    • 240p
  • ตัวโปรแกรมมีระบบที่สามารถลบโฆษณาที่แฝงมากับ Youtube ได้โดยอัตโนมัติ

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: Free YouTube Video Downloader

การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น

y1
  • เมื่อเราเปิดเข้ามายังเว็บไซต์ ก็จะพบกับข้อความแจ้งเตือนว่า ‘Youtube music & protected clips are note support for download’ ก็หมายความว่า สำหรับคลิปที่มีการป้องกันและ YouTube Music นั้น ไม่รองรับการดาวน์โหลดนั่นเอง >> ให้เรากด OK แล้วกดดาวน์โหลดโปรแกรมได้เลย โดยโปรแกรมนี้ รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Windows และ macOS เลย
  • เมื่อเราดาวน์โหลดโปรแกรมมาเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการติดตั้ง โดยทำตามขั้นตอนการติดตั้งเหมือนโปรแกรมโดยทั่วไปเลย >> เมื่อติดตั้งโปรแกรม ดาวน์โหลด YouTube ฟรี โปรแกรมนี้เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถใช้งานได้เลยทันที
  • ขั้นตอนการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจาก YouTube ก็สามารถทำได้ง่ายมากๆ เพียงแค่เราเปิดโปรแกรม >> จากนั้น ให้เราทำการ “คัดลอกลิงก์” ของคลิปวิดีโอที่เราต้องการดาวน์โหลด >> จากนั้น ให้เรากดที่ ‘Paste URL’ ที่โปรแกรม
y2
  • ระบบก็จะดึงลิงก์ที่เราได้คัดลอกมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะมีรายละเอียดต่างๆ ให้เราเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของไฟล์ เช่น MP4, MP3, AVI, WMV, MPEG เป็นต้น, ความละเอียดของวิดีโอที่เราต้องการดาวน์โหลด ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้หลากหลาย ตั้งแต่ 240p ไปจนถึง 1080p เลย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความละเอียดของวิดีโอต้นฉบับด้วย >> จากนั้นในส่วนของ Save to… ก็จะเป็นที่อยู่ของไฟล์ที่เราต้องการบันทึกนั่นเอง เราสามารถปรับเปลี่ยนได้เลย และเมื่อได้ที่ต้องการแล้ว ก็กด Download ได้เลย >> โปรแกรมจะขึ้นหน้าต่างมาว่าเราต้องการดาวน์โหลดคลิปแบบที่มี Logo หรือไม่ (ในส่วนนี้เราสามารถเลือกได้ แต่ในเวอร์ชันฟรีนั้นก็จะติดโลโก้ เพราะถ้าเราต้องการแบบไม่มีโลโก้ จะต้องเสียค่าใช้จ่าย) เพียงเท่านี้คลิปวิดีโอจาก YouTube ก็จะมาอยู่ในเครื่องของเราเรียบร้อยแล้ว

ตัวอย่างวิดีโอที่ได้จากการใช้โปรแกรม Freemake Video Downloader ในการดาวน์โหลด

y4

 2. 4K Video Downloader

y3

โปรแกรม ดาวน์โหลด YouTube ฟรี ตัวนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่ต้องการดาวน์โหลดวิดีโอที่มีความละเอียดสูง และมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะกับมัลแวร์ที่มักจะมาพร้อมกับโฆษณาแบบ Pop up ที่มักจะเด้งขึ้นมาบนเว็บไซต์ ซึ่งโปรแกรมตัวนี้ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้จำนวนมาก และมีรีวิวออกมาแล้วว่าใช้งานได้ดี ปลอดภัย แถมได้วิดีโอที่มีความละเอียดสูงอีกด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่จะสามารถโหลดคลิปจาก YouTube ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถโหลดคลิปจากสื่อโซเชียลอื่นๆ ได้อีกด้วย 

  • สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้ ฟรี
  • ดาวน์โหลดได้ง่าย เพียงแค่คัดลอกลิงก์วิดีโอจากเว็บเบราว์เซอร์ที่ต้องการ แล้วจากนั้นก็ทำการวาง URL ลงไป
  • รองรับการดาวน์โหลดวิดีโอความละเอียดหลายระดับ ตั้งแต่ความละเอียด 240p ไปจนถึงระดับ 4K
  • ลงโปรแกรมง่าย ใช้เวลาติดตั้งไม่นาน
  • สามารถเลือกบันทึกเฉพาะไฟล์ MP3 ได้
  • สามารถนำไฟล์ที่ดาวน์โหลดแปลงลงในสมาร์ทโฟนได้

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: 4K Video Downloader

การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น

โปรแกรม Download Youtube
Cr: 4K Video Downloader
  • เริ่มต้นให้เราเข้าไปที่เว็บไซต์ 4K Video Downloader จากนั้นเลือก Get 4K Video Downloader เพื่อดาวน์โหลดตัวโปรแกรม >> ทำตามขั้นตอนการติดตั้งเหมือนโปรแกรมทั่วๆ ไปเลย
  • เมื่อติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว การดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจาก YouTube นั้นก็ทำได้ง่ายมากๆ เพียงแค่เราเปิดโปรแกรม จากนั้น ให้เราทำการ ‘คัดลอกลิงก์’ ของคลิปวิดีโอที่เราต้องการดาวน์โหลด >> จากนั้นให้เรากลับมาที่โปรแกรม แล้วเลือก ‘Paste Link’
y5
  • ระบบจะทำการประมวลผลโดยอัตโนมัติ แล้วก็จะปรากฏหน้าต่างรายละเอียดในการดาวน์โหลด ไม่ว่าจะเป็นประเภทของไฟล์, ความละเอียดของวิดีโอ, ที่อยู่ของไฟล์ที่เราต้องการดาวน์โหลด ฯลฯ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ตามต้องการเลย และเมื่อได้ที่ต้องการแล้ว เราก็เพียงแค่กด Download >> โปรแกรมก็จะทำการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอให้เรา เพียงเท่านี้เราก็จะได้วิดีโอจาก YouTube มาดูแบบออฟไลน์กันแล้ว

ตัวอย่างวิดีโอที่ได้จากการใช้โปรแกรม 4K Video Downloader ในการดาวน์โหลด

y6

3. Free Studio

โปรแกรม Download Youtube
Cr: Free Studio

โปรแกรม Download Youtube Free Studio ตัวนี้เป็นโปรแกรมดาวน์โหลด Youtube ที่มากความสามารถ สามารถดาวน์โหลดแถมยังตัดต่อวิดีโอได้ด้วย รองรับการแปลงไฟล์หลากหลาย เรียกว่าเป็นโปรแกรม All-In-One ที่น่าใช้งานมากๆ 

  • สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้ ฟรี
  • รองรับการแปลงไฟล์วิดีโอเป็นไฟล์ MP3, MP4 ฯลฯ
  • รองรับการบันทึกภาพหน้าจอหรืออัดวิดิโอ จาก Desktop
  • รองรับการบันทึกวิดีโอและเสียงจาก Skype
  • มีฟีเจอร์การตัดต่อวิดีโอ
  • รองรับการอัพโหลดไฟล์วิดีโอขึ้นไปยัง Youtube และ Facebook
  • สามารถดาวน์โหลดวิดีโอได้จาก YouTube, Instagram, Dailymotion, Niconico และ Coub

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: Free Studio

การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น

y7
  • เริ่มต้นนั้น ให้เราเข้าไปที่เว็บไซต์ แล้วกดดาวน์โหลดโปรแกรมมาติดตั้ง สามารถทำตามขั้นตอนการติดตั้งแบบโปรแกรมทั่วไปได้เลย
  • เมื่อติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจาก YouTube นั้น ทำได้ง่ายมากๆ คือ เมื่อเราเปิดโปรแกรมขึ้นมา >> ดูที่แถบเมนูด้านบน เลือก YouTube >> จากนั้นจะมีข้อความขึ้นมา ให้เลือก >> Launch app ก็จะปรากฏหน้าต่างสำหรับการดาวน์โหลดคลิป YouTube ขึ้นมา
  • การดาวน์โหลดคลิปนั้นง่ายมากๆ เพียงแค่เรา ‘คัดลอกลิงก์’ ของวิดีโอที่เราต้องการดาวน์โหลด จาก YouTube >> จากนั้นกลับมาที่โปรแกรม เลือกที่ ‘+ Paste’ >> โปรแกรมก็จะทำการดึงลิงก์วิดีโอที่เราคัดลอกไว้ มาที่โปรแกรมโดยอัตโนมัติ โดยที่เราสามารถเลือกรูปแบบของไฟล์วิดีโอที่เราต้องการดาวน์โหลดได้ เช่น MP4, MP3, MOV ฯลฯ >> จากนั้นให้เรากด Download
  • สำหรับการดาวน์โหลดนั้น ถ้าเป็นในเวอร์ชันฟรี จะมีการจำกัดความเร็วในการดาวน์โหลด แต่ถ้าเป็นเวอร์ชัน Premium หรือรูปแบบที่เสียค่าใช้จ่ายนั้น เราสามารถดาวน์โหลดได้เต็มความเร็วโดยไม่มีการจำกัดเลย

** หมายเหตุ ** ในเวอร์ชันฟรีนั้น สามารถดาวน์โหลดคลิปวิดีโอได้วันละ 1 ครั้ง เท่านั้น


4. aTube Catcher

โปรแกรม Download Youtube
Cr: aTube Catcher

โปรแกรม Download Youtube ตัวนี้มีชื่อว่า aTube Catcher สามารถดาวน์โหลดคลิปวิดีโอได้ทั้งใน Youtube และเว็บไซต์อื่นๆ เช่น Dailymotion ตัวโปรแกรมมาพร้อมกับหน้าตาและการใช้งานที่สามารถทำได้ง่ายๆ 

  • สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมไปใช้งานกันได้แบบ ฟรี ๆ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • รองรับการแปลงไฟล์โดยไม่จำเป็นต้องหาโปรแกรมแปลงไฟล์อื่นๆ ให้ยุ่งยาก
  • สามารถแปลงไฟล์ได้หลายนามสกุล เช่น  MPEG , DVD , VCD , WMV , XVID , AVI 
  • มีฟีเจอร์บันทึกเสียง

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: aTube Catcher

การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น

y8
  • สำหรับโปรแกรม aTube Catcher นั้น ก็มีการดาวน์โหลดและติดตั้งเหมือนๆ กับโปรแกรมอื่นเลย คือ เมื่อเข้าไปที่เว็บไซต์ ให้กดที่ลิงก์ดาวน์โหลด จากนั้นก็ทำการติดตั้งโปรแกรม
  • จากนั้น ก็เข้าสู่วิธีการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจาก YouTube ซึ่งก็สามารถทำได้ง่ายๆ คล้ายๆ กับโปรแกรมอื่นๆ เลย คือให้เรา ‘คัดลอกลิงก์’ ของคลิปวิดีโอจาก YouTube >> จากนั้นก็กลับมาที่โปรแกรม แล้ว ‘วางลิงก์ ลงในช่อง URL del Video’ แล้วกด Download ได้เลย >> ในส่วนนี้เราสามารถเลือกที่อยู่ของไฟล์วิดีโอ ได้ด้วยการกดที่ Save T จากนั้นก็เลือก Change my output folder
  • เมื่อเรากด Download ก็จะปรากฏรายการดาวน์โหลดมาให้เราเลือก ซึ่งเราก็สามารถเลือกประเภทของไฟล์, ความละเอียด ได้เลย >> จากนั้นก็กด Download อีกครั้ง วิดีโอของเราก็จะถูกดาวน์โหลดเรียบร้อย

5. Viddly YouTube Downloader

y9

สำหรับโปรแกรม ดาวน์โหลด Youtube ฟรีตัวนี้ เราสามารถดาวน์โหลดวิดีโอและแปลงไฟล์มาเป็นไฟล์ MP4 ได้เลยทันที ตัวโปรแกรมออกมาแบบให้สามารถใช้งานได้ง่าย ติดตั้งง่าย ไม่หนักเครื่องอีกด้วย

  • สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้ ฟรี แต่หากต้องการเวอร์ชั่นสมบูรณ์แบบก็อาจต้องมีการอัพเกรดโดยเสียค่าใช้จ่าย
  • รองรับไฟล์วิดีโอคุณภาพสูง เช่น Full HD, 4K , 8K ที่ 60 fps
  • กินพื้นที่หน่วยความจำน้อย เครื่องที่พื้นที่เหลือจำกัดก็สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้อย่างสบายๆ 
  • รองรับ Youtube Live Video
  • สามารถแปลงไฟล์ได้เป็น MP3, MP4, AAC เป็นต้น

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่: Viddly – Free YouTube Downloader and Converter for Windows

การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น

y10
  • สำหรับโปรแกรม Free YouTube Downloader หรือ Viddly นั้น ก็มีการดาวน์โหลดและติดตั้งเหมือนๆ กับโปรแกรมอื่นเลย คือ เมื่อเข้าไปที่เว็บไซต์ ให้กดที่ลิงก์ดาวน์โหลด จากนั้นก็ทำการติดตั้งโปรแกรม
  • จากนั้น ก็เข้าสู่วิธีการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจาก YouTube ซึ่งก็สามารถทำได้ง่ายๆ คล้ายๆ กับโปรแกรมอื่นๆ เลย คือให้เรา ‘คัดลอกลิงก์’ ของคลิปวิดีโอจาก YouTube >> จากนั้นก็กลับมาที่โปรแกรม จะเห็นว่าโปรแกรมดึงลิงก์ที่เราคัดลอกเมื่อสักครู่มาโดยอัตโนมัติ
  • โดยหลักๆ ก็จะมีให้ดาวน์โหลดในรูปแบบไฟล์ MP4 และ MP3 แต่ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดอื่นๆ ก็สามารถคลิกเลือกที่สัญลักษร์ลูกศรชี้ลง ตรงเมนูรูปแบบไฟล์ได้เลย เช่น ใน Download MP4 (HD 1080p) ก็จะมีเมนูย่อย เป็นไฟล์อื่นๆ เช่น MP4, WebM และ AVI ซึ่งแยกย่อยออกเป็นความละเอียดต่างๆ ได้อีก
  • เมื่อเราได้ความละเอียด และรูปแบบไฟล์ที่เราต้องการแล้ว ก็ให้กดที่ Download MP3/ Download MP4 ตามที่เราได้เลือกได้เลย >> เพียงเท่านี้วิดีโอก็จะถูกดาวน์โหลดมายังอุปกรณ์ของเราเรียบร้อยแล้ว

และทั้งหมดนี้ก็คือการสอนใช้งาน โปรแกรม ดาวน์โหลด YouTube ฟรี ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ผ่านขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ที่ทีมงานได้นำมาฝากกัน ซึ่งถ้าใครที่กำลังมองหาตัวช่วยในการดาวน์โหลดคลิปวิดีโอจาก YouTube อยู่ ก็สามารถไปดาวน์โหลดโปรแกรมมาใช้งาน และนำวิธีการดาวน์โหลดที่ทีมงานนำมาฝาก ไปใช้งานกันได้เลย


อ่านบทความเพิ่มเติม / เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ปรับภาพให้ชัด ออนไลน์
แบตไอโฟน
ปรับขนาดรูป Photoshop
ปรับแสงหน้าจอคอม Windows 10, ปรับแสงหน้าจอคอมไม่ได้
แอพทำโปสเตอร์ iPad
เทมเพลต ppt ฟรี, template ppt free

from:https://notebookspec.com/web/626504-how-to-download-free-youtube-clips

โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด ที่ผู้ใช้ Windows นิยม โหลดไว ใช้งานง่าย อัพเดต 2021

แนะนำโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดสำหรับ Windows ใช้งานง่าย ดาวน์โหลดไว กี่ไฟล์ก็ไม่หวั่น

โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด

ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า ทุกวันนี้เว็บเบราว์เซอร์แต่ละตัว ล้วนมีตัวช่วยสำหรับการดาวน์โหลดในตัวเองอยู่แล้ว แต่สำหรับใครที่รู้สึกว่าอยากได้ตัวช่วยในการดาวน์โหลดที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นไปอีก ทีมงานก็อยากจะมาแนะนำ โปรแกรมช่วยในการดาวน์โหลด สำหรับช่วยให้การดาวน์โหลดโปรแกรมและไฟล์ต่างๆ ให้เราดาวน์โหลดได้รวมเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จะมีอะไรบ้างนั้น เรามาดูไปพร้อมกัน


สำหรับโปรแกรมที่เราอยากแนะนำ รวมไปถึงวิธีการใช้งานต่างๆ ในเบื้องต้นนั้น ก็คือ โปรแกรมที่ช่วยดาวน์โหลดยอดนิยมอย่าง IDM หรือ Internet Download Manager ต้องบอกก่อนว่า ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ทาง IDM ก็ได้มีข่าวออกมา ว่าโปรแกรม IDM ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ราวปี 2001 นั้น บัดนี้ได้เวลาปรับเปลี่ยนโฉมแล้ว แต่การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 20 ปี ก็เป็นการปรับเปลี่ยนเพียงหน้าเว็บไซต์เท่านั้น ในส่วนของโปรแกรมก็ยังคงเป็นรูปแบบเดิม คลาสสิกสุดๆ แต่ถึงจะเป็นรูปแบบเดิม แต่การทำงานนั้น ก็ยังถือว่าเป็นโปรแกรมที่ช่วยในการดาวน์โหลดที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมอยู่ดี โปรแกรมที่เราจะเน้นในวันนี้จึงเป็นโปรกรม IDM นั่นเอง และนอกจากนี้ก็ยังมีโปรแกรมที่ช่วยดาวน์โหลดอื่นๆ ที่เราจะมาแนะนำกันด้วย

Advertisementavw

Internet Download Manager

IDM หรือ Internet Download Manager นั้น เป็นโปรแกรมช่วยในการดาวน์โหลดที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้ใช้งาน คอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการ Windows ทำให้ตัวโปรแกรมได้รับรางวัลการันตีมากมาย สำหรับ IDM นั้น เป็นโปรแกรมที่เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพในการทำงานสูง มีความสามารถในการจัดแบ่งไฟล์ที่ดี ทำให้การดาวน์โหดลไฟล์ต่างๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในสภาวะอินเทอร์เน็ตไม่เสถียรก็ตาม โดยตัวโปรแกรมยังรองรับการทำงานที่ควบคู่ไปกับเว็บเบราว์เซอร์ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Google Chrome, Mozilla Firefox, Microsoft Edge Chromium ฯลฯ ทำให้ง่ายต่อการดาวน์โหลดไฟล์ยิ่งขึ้นไปอีก สามารถสั่งงานดาวน์โหลดไฟล์ได้โดยตรงจากบนเบราว์เซอร์ ไม่ต้องยุ่งยากเปิดโปรแกรมขึ้นมา แถมในปัจจุบันยังมีส่วนขยาย หรือที่เรียกว่า Extension สำหรับใช้บนเบราว์เซอร์ ทั้ง Chrome และ Microsoft Edge เลย

นอกการจากการดาวน์โหลดไฟล์ ที่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย และมีประสิทธิภาพแล้ว โปรแกรมยังมีความสามารถในการดาวน์โหลดไฟล์หลายไฟล์ได้พร้อมรับ รองรับการดาวน์โหลดไฟล์หลากหลาย ผู้ใช้งานเอง สามารถที่จะตั้งค่าความเร็วในการดาวน์โหลดได้ด้วย อีกทั้ง ภายหลังการดาวน์โหลด ตัวโปรแกรมก็จะมีบอกรายละเอียดต่างๆ ของไฟล์ด้วย

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมฟรีได้ที่: IDM ฟรี หรือ IDM Download

ฟีเจอร์ของ IDM ที่น่าสนใจ

  • ไฟล์ของโปรแกรมมีขนาดเล็ก ทำให้ไม่สิ้นเปลืองพื้นที่และไม่กินทรัพยากรในเครื่อง
  • มีหน้าตาของโปรแกรมที่เรียบง่าย ใช้งานง่าย สะดวก
  • รองรับการดาวน์โหลดผ่านเว็บเบราว์เซอร์หลากหลายเว็บไซต์ เช่น Chrome, Microsoft Edge Chromium เป็นต้น
  • สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้หลากหลาย รองรับไฟล์แทบทุกนามสกุล
  • สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้หลายไฟล์พร้อมกัน
  • สามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมสแกนไวรัสได้
  • สามารถปรับความเร็วในการดาวน์โหลดได้

การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น

IDM

ภายหลังจากที่ดาวน์โหลดโปรแกรมมาเรียบร้อยแล้ว เรามาดูเครื่องมือและการใช้งานโปรแกรมในเบื้องต้นกันเลย

  • Add URL: ปุ่มสำหรับใส่ URL (ที่อยู่) ของไฟล์ที่ต้องการจะดาวน์โหลด
  • Resume: ใช้สำหรับการดำเนินการดาวน์โหลดไฟล์ที่ค้างไว้ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุอินเทอร์เน็ตขัดข้อง เน็ตหลุด ฯลฯ ถ้าเราต้องการดาวน์โหลดต่อก็สามารถเลือกที่ไฟล์ แล้วกดปุ่มนี้ได้เลย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับต้นทางด้วยว่ายินยอมให้เราดาวน์โหลดได้ต่อหรือไม่ เพราะหากต้นทางปฏิเสธ เราก็ต้องดาวน์โหลดไฟล์ใหม่
  • Stop: หยุดดาวน์โหลดไฟล์เฉพาะไฟล์ที่เลือก
  • Stop All: หยุดดาวน์โหลดไฟล์ที่กำลังดาวน์โหลดอยู่ทั้งหมด
  • Delete: เป็นปุ่มที่ใช้ลบรายการดาวน์โหลดไฟล์ โดยจะเป็นการลบออกจากรายการดาวน์โหลด ไม่ส่งผลต่อไฟล์ที่เราดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อยแล้ว
  • Delete Completed Files: ลบรายการไฟล์จากในลิสต์ดาวน์โหลดของโปรแกรม IDM ซึ่งจะรวมไปถึงไฟล์ที่ดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย
  • Options: ตัวเลือกในการปรับแต่งการทำงานของโปรแกรม
  • Scheduler: กำหนดตารางเวลาที่จะใช้ดาวน์โหลดไฟล์ที่ยังอยู่ในคิว
  • Start Queue: คำสั่งให้โปรแกรมดาวน์โหลดไฟล์ที่อยู่ในคิว
  • Stop Queue: คำสั่งให้โปรแกรมหยุดการดาวน์โหลดไฟล์ที่อยู่ในคิว
  • Tell a Friend: แนะนำโปรแกรม IDM ให้กับเพื่อนทราบ ผ่านทาง E-mail

วิธีการดาวน์โหลดไฟล์เบื้องต้น

IDM

การดาวน์โหลดไฟล์โดยปกติแล้ว หลังจากที่ติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว ก็มันจะทำงานโดยอัตโนมัติ หรือบนเว็บเบราว์เซอร์นั้น เราก็สามารถเลือกคลิกขวาที่ปุ่มสำหรับดาวน์โหลด หรือคลิกขวาที่ไฟล์ หรือรูปภาพ แล้วเลือกดาวน์โหลดผ่านโปรแกรม Internet Download Manager ได้เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บางครั้งโปรแกรมก็อาจไม่ได้ทำงานโดยอัติโนมัติ ในส่วนนี้ เราสามารถทำได้ดังนี้

  • ทำการดาวน์โหลดไฟล์ได้จากการ ‘Copy URL’ ของโปรแกรมหรือไฟล์นั้นๆ ที่เราต้องการดาวน์โหลด >> โดยเพียงแค่เรา Copy URL ของลิงก์สำหรับดาน์โหลด >> จากนั้นเลือกที่ ‘Add URL’ ซึ่งเป็นเครื่องมือในโปรแกรม IDM >> ทำการ Past หรือวาง URL ของไฟล์นั้นๆ ลงไปในช่อง Address >> จากนั้นกด OK
  • ในกรณีที่เราทำการดาวน์โหลดผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (ใน Chrome และ Microsoft Edge Chromium จะต้องทำการตั้งค่าส่วนขยายให้รองรับฟีเจอร์ของโปรแกรมเสียก่อน) >> สามารถคลิกขวาที่ลิงก์ที่เราต้องการดาวน์โหลด แล้วเลือก ‘Download with IDM’ ได้เลย

วิธีการตั้งค่าให้โปรแกรมเป็นภาษาไทย

IDM
  • ตัวโปรแกรมรองรับภาษาไทย โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ View >> Language >> Thai

การตั้งค่าให้โปรแกรมรองรับการดาวน์โหลดบนเว็บเบราว์เซอร์

อย่างที่ได้บอกไปว่า โปรแกรม IDM นั้น รองรับการทำงานร่วมกับเว็บเบราว์เซอร์ ทั้ง Chrome และ Microsoft Edge รวมไปถึงเบราว์เซอร์อื่นๆ ด้วย แต่เราจะมาดูการตั้งค่าบนเบราว์เซอร์ยอดนิยมอย่าง Chrome และ Microsoft Edge กัน ว่าจะตั้งค่าอย่างไรให้ตัวเบราว์เซอร์รองรับการดาวน์โหลดผ่านโปรแกรม IDM โดย IDM นั้น มีส่วนขยาย หรือ Extension สำหรับใช้งานบนเบราว์เซอร์อยู่แล้ว การตั้งค่าหรือติดตั้งส่วนขยายนี้ ก็สามารถที่จะทำได้ดังนี้เลย

ตั้งค่าใน Google Chrome

IDM
Cr: IDM

ใน Google Chrome นั้นเราสามารถเข้าไปเพิ่ม Extension (ส่วนขยาย) เพื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์ช่วยดาวน์โหลด โดยไปที่ ‘More (เพิ่มเติม)’ (จุดสามจุดเรียงกันที่มุมบนด้านขวาของเบราว์เซอร์) >> เลือก More tools >> จากนั้นเลือก Extensions จะปรากฏหน้าต่างรายการ Extensions (ส่วนขยาย) ของเว็บเบราว์เซอร์ขึ้นมา >> ดูที่รายการของโปรแกรม Internet Download Manager >> จากนั้นให้เลือก Enable >> เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ Google Chrome ได้แล้ว

ตั้งค่าใน Microsoft Edge Chromium

IDM
Cr: IDM

ใน Microsoft Edge Chromium นั้นเราสามารถเข้าไปเพิ่ม Extension (ส่วนขยาย) เพื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์ช่วยดาวน์โหลดได้ดังนี้

  • ไปที่ เพิ่มเติม (จุดสามจุดเรียงกันที่มุมบนด้านขวาของเบราว์เซอร์) >> เลือก Extensions
  • จะปรากฏหน้าต่างรายการ Extensions (ส่วนขยาย) ของเว็บเบราว์เซอร์ขึ้นมา >> ดูที่รายการของโปรแกรม Internet Download Manager >> จากนั้นให้เลือก Enable

เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ Microsoft Edge Chromium ได้แล้ว

การตั้งค่าโปรแกรมให้งานบนเว็บเบราว์เซอร์ตามต้องการ

IDM

เมื่อเราเพิ่มส่วนขยายลงไปในเว็บเบราว์เซอร์แล้ว เพียงแค่เรากดดาวน์โหลดไฟล์ ตัวโปรแกรมจะทำหน้าที่ช่วยดาวน์โหลดไฟล์ให้เราโดยอัติโนมัติ แต่หากใครที่ต้องการให้โปรแกรมทำงานตามที่เราต้องการเท่านั้น ไม่ได้ต้องการให้โปรแกรมดาวน์โหลดไฟล์ทุกไฟล์โดยอัติโนมัติก็สามารถตั้งค่าได้ ดังนี้

  • เปิดโปรแกรมช่วยดาวน์โหลด Internet Download Manager >> เลือกที่ ‘Options’ >> เลือก ‘General’ >> ดูในส่วน ‘Capture downloads from the following browser’
  • เลือกเบราเซอร์ที่เราต้องการให้ Internet Download Manager ทำงานแทนที่ระบบดาวน์โหลดเดิมของเบราเซอร์นั้น ๆ ได้ตามต้องการ >> จากนั้นกด ‘OK’

วิธีเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลดผ่านโปรแกรม

idm114
  • เปิดโปรแกรมช่วยดาวน์โหลด Internet Download Manager >> เลือกที่ ‘Options’ >> เลือก ‘Connection’ >> ดูในส่วน ‘Max, connections number’ ในส่วนนี้จะเป็นการเลือกการเชื่อมต่อในการดาวน์โหลดสูงสุด
  • เราสามารถเลือกการเชื่อมต่อสูงสุดได้ตั้งแต่ 8-32 ช่องทาง (Threading) ได้ตามต้องการ โดย 32 จะเป็นค่าสูงสุด ซึ่งจะทำให้การดาวน์โหลดไฟล์ของเราทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น >> จากนั้นกด ‘OK’
  • เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่ารวดเร็วทันใจแน่นอน

โปรแกรมที่ช่วยในการดาวน์โหลดอื่นๆ ที่น่าสนใจ

1. Free Download Manager

free download manager

สำหรับโปรแกรมช่วยในการดาวน์โหลดไฟล์ตัวนี้ อย่าง Free Download Manager นั้น มีความน่าสนใจไม่แพ้โปรแกรม IDM เลย แถมชื่อยังคล้ายกันด้วย แต่ต้องบอกก่อนว่า โปรแกรมตัวนี้นั้นเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี ตัวโปรแกรมนั้นถูกพัฒนาขึ้นในปี 2004 จากผู้พัฒนาชาวสเปน ที่มีประสบการณ์มานานพอสมควร ทำให้ผู้ใช้งานอย่างเราๆ มั่นใจในประสิทธิภาพได้เลย ตัวโปรแกรมสามารถทำงานร่วมกับเว็บเบราว์เซอร์ได้อย่างราบรื่น มีฟีเจอร์ที่สามารถปรับความเร็วของการรับ – ส่ง ข้อมูลได้ด้วย การดาวน์โหลดไฟล์นั้นก็ครอบคลุมมากๆ โดยสามารถสามารถดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ได้ รวมไปถึง ไฟล์ Flash Video จาก YouTube หรือ Google Video ด้วย โดยเราสามารถที่จะเซฟไฟล์มาในรูปของไฟล์นามสกุล .FLV หรือไฟล์วิดีโออื่นๆ ได้เลย

การใช้งานเบื้องต้น

สำหรับการใช้งานเบื้องต้นนั้น ก็สามารถทำได้ไม่ยาก และไม่ซับซ้อนเลย โดยเมื่อเราดาวน์โหลดโปรแกรมมาใช้งานและติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่เราเปิดโปรแกรมขึ้นมา ก็จะเจอกับหน้า ‘Drag & Drop URL or torrent here’ ที่เราสามารถลากลิงก์ที่ต้องการดาวน์โหลดไปในช่องนี้ได้เลย

นอกจากนี้แล้ว ตัวโปรแกรมยังมีส่วนขยายหรือ Extension สำหรับเว็บเบราว์เวณออย่าง Google Chrome ที่เราสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ฟรีเลยด้วย การดาวน์โหลดไฟล์ก็ทำได้ง่ายๆ เมื่อเราติดตั้งส่วนขยายแล้ว เราก็เพียงแค่คลิกขวาที่ไฟล์ รูป ฯลฯ ที่เราต้องการ จากนั้นก็เลือกดาวน์โหลดผ่าน Free Download Manager ได้เลย


2. Ninja Download Manager

ndm pro grid 1400 1024x543 1
cr: ninjadownloadmanager

สำหรับโปรแกรมช่วยในการดาวน์โหลดตัวต่อมา ที่น่าสนใจเช่นกัน ก็คือ Ninja Download Manager นั่นเอง โดยโปรแกรมนี้จะเป็นโปรแกรมจากผู้พัฒนา Knockoutsoft ที่เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้ฟรีในเวอร์ชันทั่วไป และแบบ Pro ที่ต้องมีค่าใช้จ่าย โปรแกรมรองรับระบบปฏิบัติกาารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Windows หรือ macOS ตัวโปรแกรมมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจและใช้งานง่ายมากๆ ทางผู้พัฒนาเคลมว่า สามารถช่วยเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลดได้สูงสุดถึง 500% เลยทีเดียว โดยสามารถแยกไฟล์ออกเป็น Part ได้, สามารถที่จะหยุดชั่วคราวและเริ่มดาวน์โหลดต่อเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ แถมยังสามารถจัดลำดับคิดหรือความสำคัญในการดาวน์โหลดก่อนและหลังได้เป็นอย่างดี

การใช้งานเบื้องต้น

สำหรับโปรแกรม Ninja Download Manager นั้น ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า ในปัจจุบัน ถ้าเราดาวน์โหลดจากทางเว็บไซต์โดยตรงนั้น ก็จะมีเพียงแค่เวอร์ชันโปร ที่จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 19$ สำหรับคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง, $29 สำหรับคอมพิวเตอร์ 3 เครื่อง และ $29 สำหรับคอมพิวเตอร์ 6 เครื่อง และในส่วนของการทำงานเบื้องต้นนั้น โปรแกรมมีการใช้งานที่ง่ายมากๆ คล้ายกับ Free Download Manager เลย นั่นก็คือการ ‘Drag & Drop’ คือเมื่อเราติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว และต้องการดาวน์โหลดไฟล์ รูปภาพ เอกสาร ฯลฯ ไฟล์ไหน ก็เพียงแค่ลากลิ้งก์มาวางบนหน้าต่างของโปรแกรม เพียงเท่านี้โปรแกรมก็จะดาวน์โหลดไฟล์ให้เราเรียบร้อยแล้ว


และทั้งหมดนี้ก็คือ โปรแกรมช่วยดาวน์โหลด ที่ทีมงานอยากจะมาแนะนำ อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นแล้วว่า ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเว็บเบราว์หรือ หรือแพลตฟอร์มสำหรับการดาวน์โหลดเกม ก็มักจะเครื่องมือในการช่วยดาวน์โหลดไฟล์ของตัวเองอยู่แล้ว ทำให้โปรแกรมที่ช่วยในการดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ นั้น ถูกลดความสำคัญลง แต่กระนั้น ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังคงชอบใช้งานและต้องการโปรแกรมเหล่านี้อยู่ ทั้งหมดนี้จึงเป็นโปรแกรมที่ช่วยในการดาวน์โหลด ที่ทีมงานอยากนำเสนอนั่นเอง ทั้งนี้ ใครที่มองหาตัวช่วยดาวน์โหลดโปรแกรม ดาวน์โหลดไฟล์อยู่ ก็สามารถไปหาดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้เลย


อ่านบทความเพิ่มเติม / เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

แอพ VPN
อัดหน้าจอคอม อัดวิดีโอหน้าจอ
YouTube Download ดาวน์โหลด youtube
Chrome Remote Desktop ควบคุมคอมระยะไกล Win10
โปรแกรม Auto Click
ออกแบบโลโก้ฟรี

from:https://notebookspec.com/web/620801-downloader-program-suggest-for-you

รีบสมัครด่วน ! โครงการฝึกอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์โดย Generation Thailand หมดเขตรับสมัครสิ้นเดือนนี้

สำหรับใครที่อยากจะ Reskill ผันตัวมาเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) อาชีพที่เรียกได้ว่ามีความต้องการสูงมากในปัจจุบัน ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว โดย Generation Thailand  ได้เปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการฝึกอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ หลักสูตรเร่งรัดที่ช่วยเสริมทักษะต่าง ๆ สำหรับการเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเข้มข้น ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย และเมื่อจบหลักสูตรได้แล้วยังช่วยหางานให้ทันทีด้วย

โครงการฝึกอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Junior Software Developer) เป็นหลักสูตรเข้มข้นแบบเต็มเวลา (Full-time bootcamp) ที่จะมีการเรียนการสอนกันแบบเต็มวันตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นเป็นเวลายาวถึง 12 สัปดาห์เลยทีเดียว

ภายในโครงการจะทำให้คุณได้เรียนรู้ทักษะต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง

  • การเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ด้วยภาษาและเครื่องมือยอดนิยมมากมาย เช่น HTML, JavaScript, NodeJS, MongoDB, Git 
  • ทักษะการทํางานร่วมกันอย่างเช่นรูปแบบ Agile หรือ Scrum การสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ
  • ทัศนคติที่ควรจะมีในการทำงานอย่างเช่น Lifelong Learning การรับมือกับปัญหาต่าง ๆ 

ทั้งหมดนี้ เรียกได้ว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีมาก่อน ก็จะได้มาเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นทุกอย่างในการเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และเมื่อจบโครงการแล้วก็พร้อมเริ่มงานได้ทันที ซึ่งทาง Generation Thailand ได้เริ่มเปิดรับสมัครเพื่อคัดเลือกเข้าร่วมโครงการแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2564 เท่านั้น และโครงการก็จะเริ่มต้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ที่จะถึงนี้เลย 

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงอยากจะสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว รีบสมัครกันได้เลยตามลิงก์นี้ โดยสำหรับรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมสามารถดูได้ในเว็บไซต์ https://thailand.generation.org/programs/tmca-software-developer/ และหากใครมีข้อสงสัยใด ๆ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ผ่านทาง Inbox บน Facebook ของ Generation Thailand (https://www.facebook.com/GenerationTH) หรือส่งอีเมลไปที่ contact-th@generation.org เพื่อคุยรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลย 

ที่มา: https://thailand.generation.org/programs/tmca-software-developer/

from:https://www.techtalkthai.com/junior-software-developer-bootcamp-by-generation-thailand/

วิธีดาวน์โหลด Windows 11 ตัวเต็ม สำหรับนำไปติดตั้งเอง (แบบไฟล์ ISO)

เปิดตัวกันอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ สำหรับ Windows 11 ระบบปฏิบัติการตัวใหม่ล่าสุดจากค่ายไมโครซอฟท์ โดยตอนนี้ได้เปิดให้ผู้ใช้ Windows 10 สามารถอัพเกรดได้ฟรีจากระบบ Windows Update หรือสามารถดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้ง Windows 11 ISO ไปติดตั้งบน PC เองด้วยก็ได้ และสำหรับใครยังไม่รู้ว่า Windows 11 มีอะไรใหม่บ้าง คลิกอ่านกันก่อนได้ครับ >> Windows 11 มีอะไรใหม่ เราสรุปมาให้แล้ว

วิธีดาวน์โหลด Windows 11 แบบไฟล์ ISO

1. เข้าเว็บไซต์ https://www.microsoft.com/th-th/software-download/windows11

2.เลือก ดาวน์โหลดดิสก์อิมเมจ Windows 11 (ISO) จากนั้นเลือกภาษา (แนะนำให้เลือกภาษาอังกฤษ แบบสากล ไว้ก่อนนะครับ) แล้วกดปุ่ม ยืนยัน

3. จากนั้นจะมีปุ่มให้เรากดดาวน์โหลดไฟล์ได้ ซึ่ง Windows 11 ISO ก็มีขนาดที่ 5.1 GB ครับ

เมื่อได้ Windows 11 ISO มาแล้ว ก็นำไฟล์นี้ไปเขียนลงแผ่น หรือทำใส่แฟลชไดรว์ เพื่อนำไปติดตั้งได้เลยครับ

ดาวน์โหลด Windows 11 >> คลิกที่นี่

from:https://www.9tana.com/node/windows-11-iso/

รีวิว EaseUS OS2Go เปลี่ยนแฟลชไดรฟ์ให้ต่อแล้วใช้ Windows 10 ได้ง่ายๆ รองรับหลาย OS จ่าย 988 บาทใช้ได้ตลอดชีพ!

EaseUS OS2Go ช่วยให้คนที่อยากใช้ windows 10 แต่ไม่อยากติดตั้งลงเครื่องให้ชีวิตสะดวกขึ้นหลายเท่า!

easeus cover

EaseUS OS2Go ซอฟท์แวร์ใหม่ที่ใช้ทำแฟลชไดรฟ์ใส่ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ให้ใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้ง OS เข้าไปในเครื่อง เรียกว่าเป็นซอฟท์แวร์ที่เป็นทางออกของผู้ใช้ MacBook หรือ iMac เป็นระบบปฏิบัติการหลัก แต่ก็ต้องวนไปใช้โปรแกรมในระบบปฏิบัติการ Windows อยู่บ้าง ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างอยู่หมัด ตัดปัญหาเรื่องเคลียร์ฮาร์ดดิสก์ไว้ติดตั้งระบบปฏิบัติการไปได้หมดจด เพียงแค่เสียบแฟลชไดรฟ์แล้วใช้งานได้เลย

ซึ่งข้อดีของการที่มีแฟลชไดรฟ์ตัวนี้ที่ติดตั้ง Windows 10 เอาไว้เสร็จสรรพพร้อมใช้งานแล้ว ก็สามารถใช้มันเล่นเกม, ทำงาน ฯลฯ รวมทั้งติดตั้ง Windows 11 ให้กับคอมพิวเตอร์เครื่องที่ยังไม่รองรับระบบปฏิบัติการนี้ได้ด้วย และใช้กับระบบปฏิบัติการอื่นอย่าง macOS, Linux, Chrome OS ได้ทันทีเพียงต่อไดรฟ์, รีบูตแล้วเลือกไดรฟ์นั้นมาใช้งานได้ทันที

ส่วนใครที่สงสัยว่า Windows 11 นั้นมีฟีเจอร์อะไรน่าสนใจบ้าง ผู้เขียนได้สรุปเป็นบทความแนะนำฟีเจอร์ให้ผู้สนใจได้อ่านไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยจะมี 2 ลิ้งค์ให้เลือกอ่าน ได้แก่

  1. ส่อง 8 ฟีเจอร์ใหม่ Windows 11 สวยและเก็บรายละเอียดดีขึ้น
  2. อัพเดท 5 ฟีเจอร์ Windows 11 สุดว้าวจากงานของ Microsoft

EaseUS OS2Go

อย่างไรก็ตาม คนที่อยากทำแฟลชไดรฟ์ Windows 10 ด้วย OS2Go เอาไว้ใช้งานควรหาซื้อแฟลชไดรฟ์ที่มีความจุ 128GB เตรียมเอาไว้ด้วย เนื่องจาก Windows 10 Home (Single Language) นั้นกินพื้นที่ถึง 68.38GB เลยทีเดียว และถ้าให้ดีควรเป็นแฟลชไดรฟ์ที่เป็น USB 3.0 ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นประจำหรือซื้อมาใหม่เพื่อใช้งานกับซอฟท์แวร์นี้โดยเฉพาะเลยจะดีที่สุด จะได้ไม่ต้องคอยล้างและติดตั้งกันใหม่ให้เสียเวลา

วิธีสร้างแฟลชไดรฟ์ด้วย EaseUS OS2Go

pricing

ด้านผู้ที่ต้องการทำแฟลชไดรฟ์ Windows 10 แบบพกพานั้น ตัว EaseUS OS2Go จะเป็นซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ที่ซื้อครั้งเดียวแล้วใช้งานได้ตลอดไป เป็น Lifetime Upgrades ไม่ต้องชำระเงินค่าใช้งานรายปีแล้วไม่ต้องเสี่ยงกับมัลแวร์ที่อาจจะแฝงมากับตัว Crack ที่โหลดมาจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าไว้ใจได้อีกด้วย ซึ่งราคาเต็มของซอฟท์แวร์อยู่ที่ 1,976.96 บาท แต่ถ้าสั่งซื้อผ่านลิ้งค์นี้ ราคาจะเหลือเพียง 988.48 บาทเท่านั้น ซึ่งสามารถสั่งซื้อได้ที่นี่

activation page

พอสั่งซื้อและโหลดซอฟท์แวร์มาติดตั้งจนเสร็จ เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาครั้งแรกให้นำ License code มากรอกที่หน้าเริ่มต้นของโปรแกรมนี้ได้เลย แล้วกด Activate now เพื่อเริ่มใช้งานซอฟท์แวร์ได้ทันที โดยส่วนตัวแนะนำให้เอาแฟลชไดรฟ์ตัวที่ต้องการทำเป็นตัวบูต Windows 10 Home มาต่อกับพีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องที่ติดตั้งโปรแกรมนี้ให้เรียบร้อยก่อน ค่อยกดไปยังหน้าต่อไป

1

สำหรับระบบปฏิบัติการที่ OS2Go Pro จะนำมาติดตั้งในแฟลชไดรฟ์ของเรานั้น จะเป็น Windows 10 Home (Single Language) หรือ Windows 10 Home แบบที่ภาษาของ User Interface เป็นภาษาเดียวและไม่สามารถเปลี่ยนเป็นภาษาอื่นได้ (ซึ่งปกติเป็นภาษาอังกฤษ) และมุมขวาล่างเป็นแฟลชไดรฟ์ตัวที่ต่อเข้ากับเครื่องอยู่และสามารถคลิกเปลี่ยนแฟลชไดรฟ์ที่ต้องการติดตั้งได้ด้วย

โดยตัวระบบปฏิบัติการจะกินพื้นที่ 68.38GB ซึ่งถือว่าใช้พื้นที่เยอะทีเดียว จึงต้องใช้แฟลไดรฟ์ที่มีความจุ 128GB ขึ้นไป ไม่อย่างนั้นซอฟท์แวร์จะไม่ยอมเขียนระบบปฏิบัติการให้ ซึ่งในตอนแรกผู้เขียนเห็นว่าความจุก็ไล่เลี่ยกันก็น่าจะพอติดตั้ง OS เข้าไปได้ แต่ตัวซอฟท์แวร์จะปฏิเสธตลอดจนกว่าจะมีแฟลชไดรฟ์ที่มีความจุเพียงพอมาให้เขียน

3 setting language

ในส่วนของการตั้งค่า จะอยู่มุมบนขวามือข้างปุ่ม Minimize โดยมีตัวเลือกหลักๆ อย่าง Language ที่เลือกภาษาของโปรแกรมได้ทั้งอังกฤษ, สเปน, ดัทช์, อิตาลี, ญี่ปุ่น, เกาหลี จีน เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีส่วนสำหรับใช้อัพเดทซอฟท์แวร์ (check for updates), รับความช่วยเหลือทางออนไลน์ (Online Help) และ About ให้เลือก

2

พอเลือกแฟลชไดรฟ์ที่ต้องการติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home Single Language เสร็จแล้ว ตัว OS2Go Pro จะแจ้งเตือนเราว่าตัวโปรแกรมจะฟอร์แมตแฟลชไดรฟ์ทิ้งก่อนติดตั้งระบบปฏิบัติการ ซึ่งถ้าเป็นแฟลชไดรฟ์ที่ไม่ได้ใช้งานอยู่แล้วก็กด Continue เพื่อให้โปรแกรมทำงานต่อไปได้เลย

4 source layout

ถัดมาจะเป็นหน้า Source disk layout ที่โชว์พื้นที่แฟลชไดรฟ์ที่จะติตดั้ง Windows 10 Home ลงไป ส่วนช่อง Target layout after copy จะเป็นตัวแฟลชไดรฟ์ปลายทางที่โปรแกรมนี้จะเขียน Windows ลงไป ถ้าทุกอย่างถูกต้องสามารถกด Proceed ได้เลย

5 installing

จากนั้น ตัว OS2Go จะเริ่มเขียน Windows 10 Home ลงไปในแฟลชไดรฟ์ที่เราต้องการ โดยมีหลอดแสดงให้เราเห็นว่าตัวโปรแกรมเขียนเสร็จไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อเขียนเสร็จแล้ว กรอบ Cancel ตรงมุมขวาล่างจะเปลี่ยนเป็น Finished ซึ่งในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาทำงานนานมากร่วมชั่วโมง แนะนำว่าถ้าสั่งเขียนไปแล้วก็ปล่อยให้โปรแกรมทำงานไปยาวๆ แล้วสลับไปทำงานอื่นรอได้เลย

ทดลองใช้งานแฟลชไดรฟ์ Windows 10 ที่สร้างโดย EaseUS OS2Go

ในบทความนี้ ผู้เขียนจะทดสอบการใช้งานโดยนำแฟลชไดรฟ์นี้ไปต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบปฏิบัติการ macOS ของทาง Apple เพื่อทดสอบว่าโปรแกรม EaseUS OS2Go ที่เปลี่ยนแฟลชไดรฟ์ให้กลายเป็นไดรฟ์ C:\ ให้โน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้ใช้ Windows แบบพกพาไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องติดตั้งลงกับเครื่องนั้นๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง

ด้านเครื่องที่นำมาทดสอบ จะมี Mac mini ซีพียู Apple M1 กับ MacBook Pro รุ่นซีพียู Intel Core Series เพื่อทดสอบดูว่าตัวซอฟท์แวร์นี้จะรองรับ MacBook รุ่นใหม่ๆ ที่เริ่มย้ายมาใช้สถาปัตยกรรม ARM แล้วหรือยัง

windows ssd

เมื่อเอาแฟลชไดรฟ์ที่เขียนระบบปฏิบัติการ Windows มาเชื่อมต่อกับโน๊ตบุ๊คหรือพีซีที่เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 10 เหมือนกัน ตัวเครื่องจะเห็นเป็น USB Drive หนึ่งที่ชื่อ Windows-SSD เท่านั้น และไม่สามารถใช้งานอย่างอื่นได้

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าในไดรฟ์นั้นมีโฟลเดอร์และ Directory ที่เป็นของ Windows 10 อยู่อย่างครบถ้วน ทั้ง Program Files, Program File (x86), Users และอื่นๆ อยู่ครบถ้วน ราวกับเป็นไดรฟ์ C:\ ของคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเลยทีเดียว

m1

เริ่มต้น ผู้เขียนได้ทดลองนำไปต่อกับเครื่อง Mac mini ซีพียู Apple M1 ก่อน ซึ่งถ้าต่อตอนที่เครื่องยังเปิดจะเห็นเป็นแฟลชไดรฟ์ธรรมดาที่มีไฟล์อยู่ แต่พอรีสตาร์ทเครื่องแล้วกดปุ่ม option ค้างเพื่อเปลี่ยน Startup disk ตัว Mac mini ที่เป็นซีพียู Apple M1 ไม่เปิดหน้าเลือก Startup disk เหมือนปกติ แต่จะบูตข้ามเข้าตัว macOS ไปเลย

ดังนั้นถ้าใครใช้พีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องที่ใช้ซีพียู Apple M1 อยู่ จะไม่สามารถใช้ Windows 10 ในแฟลชไดรฟ์ที่ทำด้วย EaseUS OS2Go ได้ หรือถ้าพูดโดยรวมคือ พีซีเครื่องไหนที่ใช้ซีพียูสถาปัตยกรรม ARM จะใช้แฟลชไดรฟ์ Windows 10 อันนี้ที่ทำมาเพื่อโน๊ตบุ๊คที่ใช้ซีพียูสถาปัตยกรรม x86 ไม่ได้ ดังนั้นใครที่คิดว่าจะเอาซอฟท์แวร์นี้มาใช้งานกับซีพียูรุ่นนี้เป็นอันต้องพับเก็บไป

drive

กลับกัน เมื่อนำแฟลชไดรฟ์ OS2Go ไปต่อกับ MacBook Pro ซีพียู Intel แล้วกดปุ่ม option ค้างไว้ ตัวเครื่องจะเข้าสู่หน้าเลือก Startup disk ได้ตามปกติ โดยไดรฟ์ Macintosh HD – Data จะเป็นไดรฟ์ภายใน MacBook ที่ติดตั้ง macOS เอาไว้ ส่วน EFI Boot เป็นแฟลชไดรฟ์ Windows 10 ที่เสียบเอาไว้ที่พอร์ต USB-A ถ้าต้องการใช้ Windows 10 ก็กดเลือกไดรฟ์นี้เพื่อเลือกบูตได้ทันที

windows online
preparing

เมื่อเลือก EFI Boot แล้ว ตัวเครื่องจะตัดบูตเข้า Windows 10 เหมือนติดตั้ง Windows 10 เป็น Parallel เอาไว้ แต่จะกินเวลาบูตและโหลดการตั้งค่าก่อนเริ่มใช้งานนิดหน่อย ซึ่งความเร็วตอนทำงานจะเท่ากับความเร็วรับส่งข้อมูลของแฟลชไดรฟ์และพอร์ต USB-A ที่กำลังเชื่อมต่ออยู่ ซึ่งผู้เขียนแนะนำว่าถ้าต้องการทำแฟลชไดรฟ์ตัวนี้ไว้ใช้งานจริงจัง ควรหาไดรฟ์ที่เป็น USB 3.0 ไปเลยจะดีที่สุด

use

เมื่อตั้งค่าเสร็จทั้งหมดแล้ว MacBook เครื่องนี้จะบูตเข้าสู่ Windows 10 โดยอัตโนมัติ และเราสามารถเปิดเครื่องใช้งานได้ทันที แต่จุดสังเกตคือ โปรแกรม EaseUS OS2Go จะไม่ได้ทำแฟลชไดรฟ์ Windows 10 มาแบบ Clean install (ดึงมาแต่ตัว Windows 10) แต่โคลนตัว Windows 10 จากเครื่องต้นทางมาทั้งหมด ซึ่งตอนเปิดใช้งานในตอนแรก ตัวเครื่องก็ขึ้น User ในแฟลชไดรฟ์เป็น User ของผู้เขียนในโน๊ตบุ๊คเครื่องต้นทางที่ใช้โปรแกรมนี้เขียน OS ลงไปทั้งที่ยังไม่ได้ตั้งค่าอะไรแม้แต่น้อย แต่ข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือเมื่อไม่ต้องการใช้งานก็สั่ง Shutdown แล้วปล่อยให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นบูตเข้าระบบปฏิบัติการตามปกติแล้วถอดแฟลชไดรฟ์ EaseUS ออกได้เลย

นอกจากนี้ ถ้าสังเกตตรงขอบบนของหน้าจอใต้ Webcam จะเห็นไอคอนของ Windows Hello ที่ใช้สแกนใบหน้าติดขึ้นมาด้วย และถ้าเครื่องไหนล็อค PIN ของ Windows 10 เอาไว้ จะต้องตั้งค่า PIN แล้วปรับแต่งเครื่องในส่วนอื่นด้วย ดังนั้นผู้เขียนแนะนำว่าถ้าใช้ EaseUS OS2Go ควรเอาไปใช้กับโน๊ตบุ๊ค Windows 10 เครื่องที่เพิ่งล้างมาใหม่ๆ จะตั้งค่าได้ง่ายและเริ่มใช้งานได้สะดวกที่สุด

cover windows 11

สรุปแล้ว จะเห็นว่า EaseUS OS2Go จะมีข้อดีที่ทำให้แฟลชไดรฟ์เป็นไดรฟ์ C:\ แล้วเอาไปใช้กับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้ทันที และใช้เวลาตั้งค่าเพียงไม่กี่นาทีก็พร้อมใช้งานได้เลย และทาง EaseUS ผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ก็ได้เคลมประสิทธิภาพเอาไว้ว่าซอฟท์แวร์นี้รองรับทั้ง Chrome OS, Linux, macOS ทั้งหมด ซึ่งถ้าพูดให้ชัดเจน คือ โน๊ตบุ๊คที่ใช้ซีพียูสถาปัตยกรรม x86 เช่น AMD, Intel นั่นเอง และยังติดตั้งซอฟท์แวร์หรือเกมเข้าไปได้เหมือนมันเป็นฮาร์ดดิสก์ที่ติดตั้งในโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นอันหนึ่งเลย

ถ้ารับจุดสังเกตหลักๆ ที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงได้ ก็ต้องถือว่ามันเป็นโปรแกรมที่ทำให้ผู้ใช้ที่จำเป็นต้องใช้ซอฟท์แวร์หรือ Environment บางอย่างของ Windows ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งระบบปฏิบัติการเข้าไปเพิ่มในโน๊ตบุ๊คหรือพีซีเครื่องนั้นๆ ให้เสียเวลาและพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ไป ยิ่งถ้าใช้แบบฉาบฉวยในบางโอกาสล่ะก็ การทำแฟลชไดรฟ์ Windows 10 ด้วย EaseUS OS2Go ตัวนี้ยิ่งตอบโจทย์การใช้งานได้ดีอย่างแน่นอน ซึ่งมูลค่าซอฟท์แวร์แท้ที่จ่ายเพียง 988.48 บาท และใช้งานได้ตลอดไปพร้อมได้ Lifetime update ด้วย ก็ต้องถือว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

lenovo ideapad cover

tab cover

from:https://notebookspec.com/web/614507-review-easeus-os2go

วิธี ใช้กล้องมือถือเป็น webcam ง่ายๆ ทั้ง iOS และ Android ฟรี !

แนะนำโปรแกรม/แอพฟรีๆ ที่น่าจะมีประโยชน์ในช่วงนี้ครับ เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้เราสามารถ ใช้กล้องมือถือเป็น webcam ได้ง่ายๆ รองรับทั้งมือถือระบบ iOS และ Android ใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ Windows และ Mac ได้เลย แบบฟรีๆ ไม่ต้องซื้อแอพหรือโปรแกรมแบบเสียเงินครับ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการประชุมหรือเรียนออนไลน์ผ่าน PC แต่ไม่มีกล้องเว็บแคม ก็สามารถใช้กล้องมือถือเป็น webcam ได้

โปรแกรมที่ว่านี้ก็คือ iriun ซึ่งการใช้งานนั้นก็ง่ายๆ ครับ ให้เราติดตั้งแอพพลิเคชั่น iriun ลงในมือถือที่จะใช้เป็น webcam ก่อน จากนั้นก็ต้องติดตั้งโปรแกรม iriun บนฝั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราด้วย

ดาวน์โหลด iriun

อ้อ ลืมบอกไป สิ่งนี้สำคัญมาก การจะใช้กล้องมือถือเป็น webcam เราจะต้องมีการเชื่อมต่อผ่านระบบ WiFi ทั้ง 2 เครื่อง หรือหากคอมเสียบสายแลนก็ต้องอยู่ในวงแลนเดียวกัน ไม่เช่นนั้น iriun webcam มันจะเชื่อมต่อไม่ได้นะครับ

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ในโทรศัพท์ให้เข้าแอพ iriun ไว้ ส่วนในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราก็ให้เปิดโปรแกรมหรือระบบที่ต้องการใช้กล้องเลยครับ อย่างในตัวอย่างผมจะใช้กับ Google Meet ก็ให้เข้าไปที่หน้าการตั้งค่าของ Google Meet เพื่อเลือกกล้องวิดีโอให้เป็นชื่อ iriun webcam เพียงเท่านี้ภาพจากกล้องมือถือของเราก็จะมาปรากฏในคอมพิวเตอร์ทันที

โดยวิธีการนี้สามารถใช้ได้กับโปรแกรมหรือระบบอื่นๆ ที่ใช้ webcam ได้ทั้งหมดครับ ไม่ว่าจะเป็น Zoom, WebeX, Facebook Messenger, OBS เป็นต้น

ดาวน์โหลด iriun

from:https://www.9tana.com/node/iriun-webcam/

วิธีส่งไฟล์แบบ Airdrop จาก iPhone/iPad ให้คอม Windows ง่ายๆ ด้วย Snapdrop

สำหรับคนที่มี iPhone, iPad หรือเครื่อง Mac น่าจะทราบกันดีว่าทาง Apple มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Airdrop” ให้อุปกรณ์เหล่านี้สามารถส่งไฟล์หากันได้แบบไร้สายได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับคนที่ใช้กับเครื่อง PC หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เป็นระบบปฏิบัติการ Windows วันนี้ผมมีเครื่องมือที่จะช่วยให้สามารถรับส่งไฟล์กับ iPhone/iPad หรือ Mac แบบไร้สายได้คล้ายๆ Airdrop เลยครับ นั่นก็คือ Snapdrop , ไม่ว่าจะส่งไฟล์จาก iPhone เข้า Windows หรือจะส่งไฟล์จาก Windows เข้า iPhone ก็สามารถทำได้

Snapdrop ใช้ยังไง ?

วิธีใช้ Snapdrop ก็ง่ายๆ ครับ ทั้ง 2 เครื่องที่จะส่งไฟล์ให้กันจะต้องเข้าโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ (Chrome, Safari, Edge, Firefox) จากนั้นเข้าเว็บไซต์ Snapdrop.net ไว้ทั้ง 2 เครื่อง โดยจะต้องอยู่ในวง WiFi เดียวกัน จากนั้นทั้ง 2 เครื่องจะมองเห็นกัน เราสามารถเตะที่ไอค่อนเครื่องเพื่อเลือกส่งไฟล์หากันได้ทันที

ลองใช้กันได้ครับง่ายๆ (ฟรี ไม่ต้องโหลด ไม่ต้อติดตั้งแอพ) คลิก >> Snapdrop

เรื่องเกี่ยวข้องกัน ที่คุณอาจจะสนใจก็ได้ ?

from:https://www.9tana.com/node/snapdrop/

ใช้ Google Meet หลายอีเมลพร้อมกัน ง่ายๆ ด้วยโปรแกรม MeetInOne

สำหรับคนที่ใช้ Google Meet บ่อยๆ ไม่ว่าจะเรียนออนไลน์ หรือประชุมออนไลน์ ที่ต้องเข้า Google Meet ทุกวัน วันนี้ผมมีโปรแกรมมาแนะนำครับ เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้การใช้ Google Meet ได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ต้องเปิดเข้าโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ หรือมีฟีเจอร์เสริมอื่นๆ อาทิ การล็อกอินพร้อมกันหลายบัญชี สลับแต่ละบัญชีได้ง่ายๆ เพียงไม่กี่คลิก ไม่ต้องล็อกอินใหม่ หรือฟีเจอร์ Picture in Picture ช่วยให้การประชุมพร้อมกับทำงานอื่นๆ ไปด้วยได้อย่างราบลื่น ชื่อโปรแกรมว่า MeetInOne มีให้ดาวน์โหลดทั้งในระบบ Windows และ Mac OS

ดาวน์โหลดโปรแกรม MeetInOne ได้ที่ >> คลิก

from:https://www.9tana.com/node/meetinone/

9 โปรแกรมแตกไฟล์โหลดใช้ฟรี ควรมีติดเครื่อง!

โปรแกรมแตกไฟล์ตัวไหนน่าโหลดมาใช้กันบ้างนะ? วันนี้เราคัดมาให้คุณแล้ว!

zip cover

โปรแกรมแตกไฟล์เป็นโปรแกรมสำคัญที่ควรมีติดพีซีทุกเครื่องเอาไว้เลย แม้บางคนจะคิดว่าตอนนี้ใช้ Windows 10 อยู่ก็มีคำสั่งบีบอัดและคลายไฟล์ Zip อยู่แล้ว แต่ซอฟท์แวร์เหล่านี้ก็จำเป็นอยู่ดี เพราะมีฟีเจอร์สำคัญอย่างการตั้งรหัสผ่าน, ใส่ฟีเจอรรักษาความปลอดภัยเช่น AES-256 และคลายไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว หลายคนเลยติดตั้งโปรแกรมเหล่านี้เอาไวเพื่อให้ทำงานได้สะดวกขึ้นเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คิดว่าแค่โหลดโปรแกรมสายหลักอย่าง WinRAR, WinZIP และอีกสองสามโปรแกรมเอาไว้ก็เพียงพอแล้ว แต่นอกจากโปรแกรมที่รู้จักกันอยู่แล้วก็มีซอฟท์แวร์อื่นให้เลือกโหลดมาใช้งานได้ฟรีและทำงานได้รวดเร็วกว่าระบบแตกไฟล์ของ Windows 10 อย่างแน่นอน

โปรแกรมแตกไฟล์

ส่วนของผู้ใช้ที่สนใจว่า Windows 10 ถ้าอยากรวมและแตกไฟล์ Zip จะต้องทำอย่างไรบ้าง จะมีวิธีดังนี้

zip with windows e1627530290246

สำหรับวิธีรวมไฟล์ให้เป็นไฟล์ Zip ด้วยระบบของ Windows เอง ให้กดเลือกไฟล์ที่ต้องการใส่ไว้ใน Zip file เดียวกัน จากนั้นคลิกขวา เลือกที่ Send to แล้วกด Compressed (zipped) folder แล้วรอ Windows 10 รวมไฟล์สักครู่ จากนั้นจะออกมาเป็นไฟล์ Zip พร้อมใช้หรือส่งให้ผู้รับปลายทางได้เลย

extract e1627530318864

ส่วนคนที่ได้ไฟล์ Zip มาแล้วต้องการใช้ไฟล์ในนั้นแต่ยังไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมสำหรับแตกไฟล์ล่ะก็ ให้คลิกขวาที่ไฟล์ Zip ที่อยากแตกไฟล์ แล้วก็เลือกคำว่า Extract All… หรือจะดับเบิ้ลคลิกเปิดไฟล์ Zip แล้วตรงเข้าไปเลือกไฟล์ที่ต้องการโดยตรงก็ได้เหมือนกัน

9 โปรแกรมแตกไฟล์แนะนำให้โหลดติดเครื่องไว้

สำหรับโปรแกรมแตกไฟล์ที่ควรมีติดเครื่องเอาไว้นั้น ถ้ารวมกับโปรแกรมหลักที่เลือกใช้กันเป็นประจำนั้น จะมีทั้งหมด 9 โปรแกรมแนะนำให้โหลดมาใช้กัน ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งโปรแกรมที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ ได้แก่

  1. WinRAR
  2. PeaZip
  3. 7-Zip
  4. RAR File Extractor
  5. CAM UnZip
  6. Zipeg
  7. IZarc
  8. Ashampoo Zip Free
  9. Zip Archiver 4
1. WinRAR

rar

สำหรับโปรแกรมแรกที่ควรมีติดเครื่องไว้แตกและรวมไฟล์ ยังไงก็แนะนำให้โหลด WinRAR มาติดเครื่องเอาไว้ เพราะนอกจากเป็นโปรแกรมพื้นฐานที่รองรับไฟล์หลายฟอร์แมต ทั้ง RAR, ZIP, CAP, GZip ฯลฯ แล้ว ตัวซอฟท์แวร์ก็เป็นโปรแกรมแบบ 32 และ 64-bit เลือกใช้งานได้ตามต้องการและมีการอัพเดทอัลกอริธึ่มสำหรับบีบอัดไฟล์ประเภทต่าง ๆ เอาไวด้วย นอกจากนี้ยังเข้ารหัสแบบ AES-256 อีกด้วย และถึงตัวโปรแกรมจะขึ้นแจ้งเสมอ ๆ ว่าสามารถใช้งานฟรีได้ 40 วันก็ตาม แต่ก็ยังใช้งานได้เรื่อย ๆ ไม่มีการหยุดให้บริการหรือจำกัดฟีเจอร์ใด ๆ อีกด้วย

2. PeaZip

peazip

ส่วนของโปรแกรมใช้แตกไฟล์ตัวที่สองน่าโหลดติดเครื่องเอาไว้เป็น PeaZip ซึ่งรองรับไฟล์หลากหลายแบบไม่แพ้กัน ทั้ง 7Z, ISO, ZIP, RAR, WIM, ZST ฯลฯ และเป็นซอฟท์แวร์ประเภท Opensource ที่นอกจากโหลดมาใช้งานได้ฟรีแล้ว ใครที่มีความสามารถด้านโปรแกรมมิ่งก็ร่วมพัฒนาและส่ง Source code เข้าไปใน GitHub หรือ SourceForge เพื่อให้ซอฟท์แวร์มีประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ข้อดีของ PeaZip คือจะมีทั้งเวอร์ชั่น 32 และ 64-bit ให้เลือกโหลดไปใช้งาน หรือถ้าไม่อยากติดตั้งไว้ในเครื่อง ก็โหลดแบบ Portable มาใช้งานและใส่แฟลชไดรฟ์แทนก็ได้เหมือนกัน รวมทั้งมีไฟล์เวอร์ชั่น Linux ให้โหลดไปติดตั้งได้ด้วย

3. 7-Zip

7 Zip for pc

7-Zip เองก็เป็นซอฟท์แวร์แตกไฟล์อีกตัวที่หลาย ๆ คนเลือกโหลดมาติดตั้งในเครื่อง เพราะแตกไฟล์ได้หลายนามสกุล ตัวอย่างเช่น 7z, XZ, BZIP2, GZIP, ZIP, TAR ฯลฯ และบีบอัดไฟล์กลับเป็นนามสกุล 7z, XZ, BZIP2, GZIP, TAR, ZIP และ WIM ได้ด้วย รวมทั้งรองรับ Plugin จาก FAR manager ที่เป็นซอฟท์แวร์จัดการไฟล์ที่บีบอัดมาได้ มีฟีเจอร์เข้ารหัสไฟล์ที่บีบอัดด้วย AES-256 แล้วใช้งานร่วมกับ Windows Shell ได้อีกด้วย จัดว่าใช้ทำงานได้สะดวกมาก และมีเวอร์ชั่นติดตั้งใน Linux อีกด้วย ส่วนคนที่มีความสามารถด้านโปรแกรมมิ่งก็ปรับแต่งซอฟท์แวร์นี้เองได้เลย เพราะเป็น Opensource ที่โค้ดต่าง ๆ เป็น GNU LGPL รวมทั้งไฟล์มีขนาดเล็กมากเพียง 1.2 MB ในเวอร์ชั่น 32-bit และ 64-bit ที่ 1.4 MB เท่านั้น ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนมองว่าถ้าใครอยากได้โปรแกรมแตกไฟล์ที่ตัวเล็กประสิทธิภาพดีสักตัว จะโหลด 7-Zip ไปติดตั้งแล้วใช้งานได้เลย

4. RAR File Extractor

rarfile

RAR File Extractor จะเป็นโปรแกรมแตกไฟล์ RAR อย่างเดียว ซึ่งเมื่อแตกไฟล์ก็สามารถเลือกโฟลเดอร์ปลายทางที่ต้องการให้ไฟล์ใน RAR แตกไปลงได้ รวมทั้งเลือกคำสั่ง Overwrite ที่เมื่อแตกไฟล์แล้วถ้าเจอไฟล์เดียวกันก็จะเขียนทับลงไปโดยอัตโนมัติ แล้วสั่งเปิดแฟ้มที่แตกไฟล์ลงไปออกมาให้ใช้ได้ทันที  ไม่ต้องเสียเวลาเปิดแฟ้มนั้น ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ถ้ามีไฟล์ที่เป็นขนาดใหญ่มาก ๆ ตัวโปรแกรมก็จะแยกออกมาเป็นไฟล์แยกเล็ก ๆ ให้ด้วย แต่โปรแกรมนี้จะใช้งานได้เฉพาะใน Windows เท่านั้น ไม่มีเวอร์ชั่นสำหรับ Linux หรือระบบปฏิบัติการอื่นเหมือนกับโปรแกรมก่อนหน้านี้

5. CAM UnZip

cam

CAM UnZip อาจจะเป็นโปรแกรมแตกไฟล์ที่ไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไหร่ แต่ฟีเจอร์เรียกว่าเยอะและล้ำทีเดียว เพราะว่าอัพเดทล่าสุดนี้นอกจากติดตั้งใน Windows XP ถึง 10 ได้เลย รวมทั้งแตกและรวมไฟล์ Zip ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังถอดไฟล์ใน Zip ได้ง่าย รวมทั้งรองรับการทำงานผ่านทาง Command line ของ Windows ได้ นอกจากนี้เวอร์ชั่น Portable นอกจากไม่ต้องติดตั้งใน Windows แล้ว ยังรันการทำงานผ่านทางที่เก็บไฟล์ออนไลน์อย่าง Google Drive, Dropbox ฯลฯ ได้โดยตรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นใช้งานได้ฟรีไม่ต้องเสียเงิน และถ้าอยากสนับสนุนผู้พัฒนาก็บริจาคเงินได้อีกด้วย

6. Zipeg

zipeg

Zipeg เป็นโปรแกรมแตกไฟล์อีกตัวทรองรับไฟล์หลากหลายนามสกุลไม่แพ้โปรแกรมอื่น ๆ ที่แนะนำไปก่อนหน้านี้ โดยรองรับนามสกุลหลักทั้ง ZIP, RAR, ARJ, 7z, TAR, GZ, TGZ ฯลฯ ได้เหมือนกัน และมีหน้าต่างเลือกปรับแต่งการทำงานซอฟท์แวร์ได้หลากหลายแบบ เช่น เลือกที่แตกไฟล์, เลือกการ encode ไฟล์ที่ต้องการบีบอัดก็ได้ นอกจากนี้หน้า Interface ก็ใช้งานไม่ยาก ส่วนจุดเด่นที่โปรแกรมอื่นไม่มี คือ Zipeg จะมีฟีเจอร์ดูไฟล์ที่อยู่ในตัว Zip นั้นอีกทีว่าไฟล์นั้น ๆ ที่เราบีบอัดเอาไว้มีไฟล์อะไรอยู่บ้าง โดยขึ้นเป็นภาพ Thumbnail ที่หน้าโปรแกรมเลย แต่ต้องรอตัวโปรแกรมโหลดหน้าตาไฟล์ขึ้นมาให้เสร็จก่อน ซึ่งกินเวลาอยู่บ้างแต่ก็สะดวกกว่าโปรแกรมแตกไฟล์ตัวอื่น ๆ ที่ต้องเลือก Extract File ก่อนถึงจะเห็นไฟล์ที่บีบเอาไว้ ดังนั้นถ้าใครมีไฟล์ที่บีบเอาไว้เยอะ ก็ใช้โปรแกรมนี้เปิดดูได้เช่นกัน

7. IZarc

IZArc zip fix freeware for everyone 2

สำหรับซอฟท์แวร์แตกไฟล์ IZarc นั้น ถึงจะมีฟีเจอร์หลัก ๆ อย่างบีบอัดหรือคลายไฟล์ได้หลายนามสกุลก็ตาม แต่จุดเด่นที่น่าสนใจเลย คือซอฟท์แวร์ตัวนี้มีฟีเจอร์เรื่องการซ่อมไฟล์ที่ถูกไวรัสทำลายจนเสียหายแล้วเปิดใช้งานไม่ได้ รวมทั้งสั่งสแกนไฟล์ที่เข้ารหัสเอาไว้ว่ามีไวรัสหรือไม่ก่อนคลายไฟล์ได้อีกด้วย พอติดตั้งไว้ในเครื่องแล้วก็สามารถเรียกใช้งานด้วยการคลิกขวาที่ไฟล์ที่ต้องการแล้วสั่งทำงานได้เหมือน WinRAR เลย รวมทั้งการเข้ารหัสไฟล์ที่บีบอัดแล้วก็ใช้เป็น AES-256 เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมทั้งมีส่วนเสริมที่ทำให้เรียกใช้ IZarc จาก Command line ของ Windows ได้ด้วย ถ้าใครต้องการเซฟเครื่องของเราให้ปลอดภัยจากไวรัสมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็แนะนำให้โหลด IZarc ตัวนี้ไปเป็นซอฟท์แวร์แตกไฟล์ประจำเครื่องได้เลย

8. Ashampoo Zip Free

zipfree

ถ้าใครใช้คอมพิวเตอร์มาสักพักแล้ว อาจจะคุ้นเคยชื่อของ Ashampoo ที่เป็นบริษัททำซอฟท์แวร์มาอย่างยาวนานแล้ว และมีโปรแกรมสำหรับแตกไฟล์ให้โหลดไปใช้งานได้ฟรีด้วย ชื่อ Ashampoo Zip Free ซึ่งออกแบบมาใช้งานกับ Windows 7 ขึ้นไป มีทั้งแบบ 32 และ 64-bit ให้เลือกติดตั้ง รวมทั้งบีบและคลายไฟล์ได้หลายนามสกุล ซึ่งนามสกุลหลักอย่าง ZIP, 7z, CAB, TAR ฯลฯ สามารถบีบอัดและคลายไฟล์ได้ทั้งหมด แต่ RAR จะคลายไฟล์ได้อย่างเดียวแต่รองรับฟอร์แมตของ RAR ถึงเวอร์ชั่น 5.x แล้ว และเข้ารหัส AES-256 เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล รวมทั้งซ่อมไฟล์ ZIP ที่เสียหายแล้วใช้งานไม่ได้ให้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม นอกจากนี้ยังแยกไฟล์ ZIP ออกเป็นหลาย Volume ในกรณีที่ไฟล์นั้นมีขนาดใหญ่เกินไป จะได้บีบอัดและแก้ไฟล์ได้สะดวกขึ้น ซึ่งทางผู้พัฒนาเองก็เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรีอีกด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากได้โปรแกรมดีและฟรีแนะนำให้โหลดเอาไว้ใช้งานได้เลย

9. Zip Archiver 4

hamster

สำหรับโปรแกรมใช้แตกไฟล์ตัวสุดท้ายที่เลือกมาแนะนำก็เป็นซอฟท์แวร์ใช้งานได้ฟรีอย่าง Zip Archiver 4 ที่นอกจากใช้งานได้สะดวก, ทำงานเร็วรวมทั้งบีบอัดหรือคลายไฟล์ได้ไวทันใจ รองรับไฟล์นามสกุลต่าง ๆ หลากหลายแบบทั้ง Zip, 7z, RAR, TAR, WIM, JAR, CAB ฯลฯ แล้ว  จุดเด่นของโปรแกรมนี้ คือเราสามารถแชร์ไฟล์ที่บีบอัดเอาไว้ให้กับเพื่อนที่ใช้โปรแกรมเดียวกันได้ผ่านทางระบบ Cloud อีกด้วย โดยซอฟท์แวร์นี้จะใช้งานร่วมกับ Google Drive, Dropbox, Yandex และอื่น ๆ ได้ด้วย ทำให้รับส่งไฟล์ที่บีบอัดไว้เสร็จแล้วให้เพื่อนได้สะดวกขึ้นมาก ๆ ดังนั้นถ้าใครรับส่งไฟล์กับคนใกล้ตัวหรือเพื่อนร่วมงานจะใช้ Zip Archiver 4 ตัวนี้เลย ก็ช่วยให้ทำงานได้สะดวกขึ้นอย่างแน่นอน

zip files 765x404 1

จะเห็นว่าโปรแกรมแตกไฟล์และบีบอัดไฟล์นั้น นอกจาก WinRAR, WinZIP และอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคยกันนั้น จะมีโปรแกรมดี ๆ ให้เลือกใช้งานกันอีกหลายตัว รวมทั้งมีฟีเจอร์แตกต่างกันไปหลายแบบ ช่วยให้ผู้ใช้ทำงานได้สะดวกขึ้น และยิ่งใครที่ต้องการรับส่งไฟล์ไปมาระหว่างเพื่อนร่วมงานได้รวดเร็วขึ้นมาก ดังนั้นใครที่กำลังหาซอฟท์แวร์ประเภทนี้เอาไว้ใช้ ผู้เขียนแนะนำให้ลองเลือกหาตามฟีเจอร์พิเศษที่มีเฉพาะซอฟท์แวร์นั้น ๆ ไปเลย จะช่วยให้เลือกซอฟท์แวร์แบบใหม่ ๆ มาทดลองใช้งานได้สนุกยิ่งขึ้น และไม่แน่ว่าโปรแกรมใหม่ที่ลองโหลดมาใช้ดูอาจจะตอบโจทย์กว่าที่คิดก็ได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

wifi new cover

mixer cover

rpg cover

from:https://notebookspec.com/web/606891-9-recommend-file-extractor-programs