คลังเก็บป้ายกำกับ: Software

สอนใช้โปรแกรม Auto Click ช่วยคลิกเมาส์ ไม่ต้องกดเอง ฟรี!

โปรแกรมช่วยคลิกเมาส์ Auto Click

โปรแกรม Auto Click

หลาย ๆ ครั้งเวลาที่เราใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อทำอะไรสักอย่าง เช่น การเล่นเกมส์ ที่ต้องคอยกดเมาส์ซ้ำ ๆ ก็อาจต้องการตัวช่วย ซึ่งทีมงาน Notebookspec ก็อยากนำเสนอตัวช่วยในการคลิกเมาส์ที่จะทำให้ผู้ใช้งาได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ต้องคอยกดคอยคลิกเมาส์ให้เมื่อยนิ้ว แถมยังมีเวลาไปทำอย่างอื่นระหว่างช่วงเวลานั้นอีกด้วย สำหรับโปรแกรม Auto Click ช่วยคลิกเมาส์ที่จะมาแนะนำกันนั้นมีด้วยกัน 2 โปรแกรม นั่นก็คือ AutoClicker และโปรแกรม Auto Mouse Clicker จะเป็นอย่างไรนั้น ไปดูกันเลย


โปรแกรมช่วยคลิกเมาส์ AutoClicker

AutoClicker เป็นโปรแกรมคลิกเมาส์เอง แบบ Open Source ที่เขียนด้วยภาษา C# จากผู้พัฒนา mousetool ที่อยู่บนเว็บไซต์ Source Forge โดยตัวโปรแกรมนั้นได้เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานและพัฒนาต่อกันได้อย่างฟรี ๆ ไม่เสียค่าใช้จ่ายตามข้อตกลง Creative Commons Attribution Non-Commercial License V2.0 คือ ห้ามนำไปพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์

โปรแกรมมีความสามารถที่เด่น ๆ เลยก็คือการตั้งค่าการคลิกเมาส์โดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้ใช้สามารถกำหนดตำแหน่งบริเวณที่ต้องการคลิกได้ผ่านการใช้แกน X และแกน Y เป็นตัวกำหนด นอกจากนี้โปรแกรมยังสามารถตั้งค่ากำหนดปุ่มบนคีย์บอร์ดที่ใช้ในการเริ่ม/หยุดการทำงานของโปรแกรมได้อีกด้วย

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจของโปรแกรม

  • Auto Clicker เป็นโปรแกรมช่วยคลิกเมาส์ ที่เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานและพัฒนาต่อยอดได้ฟรี
  • สามารถเลือกตำแหน่งในการคลิกเมาส์ได้ตามต้องการ
  • สามารถตั้งค่าได้ ว่าต้องการจะให้เมาส์คลิกซ้ายหรือคลิกขวา
  • ตั้งค่าได้ว่าต้องการให้เป็นการคลิกแบบทีเดียวหรือดับเบิลคลิก
  • สามารถตั้ง Hotkey (ปุ่มลัด) ที่ใช้ในการทำงาน/หยุดทำงานของโปรแกรมได้
  • บันทึกการตั้งค่าไปใช้ในครั้งต่อไปได้
  • โปรแกรม Auto Clicker เป็นโปรแกรมคลิกเมาส์เอง ที่มีขนาดไฟล์ที่เล็ก ทำให้ไม่กินพื้นที่และทรัพยากรภายในเครื่อง
  • ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรม สามารถใช้งานได้ทันที

ข้อมูลอ้างอิง: Thaiware

Auto Clicker Download

การดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรม AutoClicker

Auto Click โปรแกรมช่วยคลิกเมาส์

โปรแกรม AutoClicker นั้นเป็นโปรแกรม Auto click คลิกเมาส์เอง เปิดให้เราดาวน์โหลดมาใช้งานได้อย่างฟรี ๆ และเมื่อดาวน์โหลดมาแล้วก็ไม่ต้องทำการติดตั้งโปรแกรมก็สามารถใช้งานได้ทันที

ดาวน์โหลดโปรแกรม AutoClicker

การใช้งานโปรแกรมช่วยคลิกเมาส์ AutoClicker เบื้องต้น

สำหรับการใช้งานเริ่มต้นนั้น เมื่อเราทำการดาวน์โหลดโปรแกรมมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถใช้งานได้ทันทีโดยการกดที่ ‘Start’ (โดยปุ่มเริ่ม/หยุดนั้น ค่าเริ่มต้นจะเป็น F6 ซึ่งเราสามารถกำหนดได้ว่าจะให้เป็นปุ่มใด โดยการกดเลือกที่ ‘Hotkey setting’)

  • Click interval: เมนูส่วนนี้จะเป็นการตั้งค่าความหน่วงของการคลิก ช่วงเวลาในการคลิกซ้ำ โดยเราสามารถกำหนดได้ว่าต้องการให้คลิกในระยะเวลาชั่วโมง กี่นาที กี่วินาที หรือมิลลิวินาที โดยค่าเริ่มต้นจะให้มาที่ 100 milliseconds (มิลลิวินาที) ถ้าหากเราต้องการให้การคลิกมีความช้าลดก็สามารถตั้งค่าได้
  • Click Options: จะเป็นการเลือกว่าให้โปรแกรมทำงานเป็นการคลิกซ้ายหรือคลิกขวา คลิกครั้งเดียวหรือดับเบิลคลิก
  • Click repeat: เป็นการตั้งค่าการทำซ้ำของการคลิกโดยเราสามารถเลือกจำนวนได้ว่าจะให้โปรแกรมคลิกกี่ครั้ง หรือทำซ้ำเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะกดหยุด
  • Click Position: ส่วนนี้จะเป็นการตั้งค่าตำแหน่งขอ

โปรแกรม Auto Mouse Clicker

Auto Mouse Clicker เป็นโปรแกรมสำหรับคลิกเมาส์อัตโนมัติบนหน้าจอได้แบบไม่จำกัดจำนวน เปิดให้สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้ฟรี ๆ (สามารถดาวน์โหลดเวอร์ชัน Standard ไปใช้งานได้ฟรี แต่หากต้องการฟังก์ชันเต็มรูปแบบก็อาจมีการเสียค่าใช้จ่าย) โปรแกรม Auto Mouse Clicker ยังเป็นโปรแกรมที่มีขนาดไฟล์เล็ก ทำให้ไม่กินพื้นที่และทรัพยากรภายในเครื่อง มีหน้าตาการใช้งานที่เรียบง่าย แม้จะเป็นผู้เริ่มต้นก็สามารถใช้งานโปรแกรมนี้ได้ง่าย ๆ

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจของโปรแกรม

  • เป็นโปรแกรมที่เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี
  • ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน
  • สามารถตั้ง Hotkey ที่ใช้ในการทำงาน/หยุดทำงานของโปรแกรมได้
  • สามารภทำงานได้อย่างรวดเร็ว
  • ตั้งค่าความหน่วงในการคลิกได้
  • ตั้งค่าให้โปรแกรมคลิกซ้ำ ๆ ได้ตามต้องการ
  • เป็นโปรแกรมมีขนาดไฟล์ที่เล็ก ทำให้ไม่กินพื้นที่และทรัพยากรภายในเครื่อง
  • ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรม สามารถใช้งานได้ทันที

ขอมูลอ้างอิง: Thaiware

การดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรมคลิกเมาส์เอง Auto Mouse Clicker

Auto Mouse Clicker

โปรแกรม Auto Mouse Clicker นั้นเป็นโปรแกรมคลิกเมาส์อัตโนมัติ เปิดให้เราดาวน์โหลดมาใช้งานได้อย่างฟรี ๆ และเมื่อดาวน์โหลดมาแล้วก็ไม่ต้องทำการติดตั้งโปรแกรมก็สามารถใช้งานได้ทันที

ดาวน์โหลดโปรแกรม Auto Mouse Clicker 2.0

การใช้งานเบื้องต้น

สำหรับการใช้งานเริ่มต้นนั้น เมื่อเราทำการดาวน์โหลดโปรแกรมมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถใช้งานได้ทันทีโดยการเลือกปุ่ม Hotkey ที่จะมีให้เราตั้งค่าเป็นปุ่มเริ่ม/หยุดการทำงานของโปรแกรม โดยสามารถเลือกตั้งค่าได้ในช่อง ‘Start/Stop Hotkey’ และในช่อง ‘Play Hotkey’ นอกจากนี้ในส่วนด้านล่างก็จะมี

  • การทำซ้ำของการคลิกโดยเราสามารถเลือกจำนวนได้ว่าจะให้โปรแกรมคลิกกี่ครั้ง หรือทำซ้ำเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะกดหยุด
  • การตั้งค่าความหน่วงของการคลิก ช่วงเวลาในการคลิกซ้ำ โดยค่าเริ่มต้นจะให้มาที่ 300 milliseconds (มิลลิวินาที) ถ้าหากเราต้องการให้การคลิกมีความช้าลดก็สามารถตั้งค่าได้

วิธีปรับความไวเมาส์ Windows 10

สำหรับใครที่เพิ่งจะซื้อเมาส์มาใหม่ หรือเปลี่ยนเมาส์สลับมาจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ก็จะพบกับปัญหาเมาส์เลื่อนช้าไปหรือไวเกินไป ซึ่งปัญหานี้มาจากค่า DPI (ค่าความไวในการขยับเมาส์) ของเมาส์ โดยเมาส์แต่ละตัวนั้นจะมีค่า DPI เฉพาะตัว ทำให้ใครที่เคยชินกับเมาส์ที่ใช้อยู่ พอเปลี่ยนเมาส์ก็จะทำให้รู้สึกว่าเมาส์ตัวใหม่นี้ช้าเกินไป หรือไวเกินไป มาดูวิธีที่ง่ายที่สุดในการปรับความไวเมาส์ Windows 10

เริ่มต้นให้เราเปิด Control Panel >> คลิกเลือก Hardware and Sound

ปรับความไวเมาส์

เมื่อเข้ามาในหน้า Hardware and Sound ให้ดูที่หัวข้อ Devices and Printers >> เลือก Mouse

ปรับความไวเมาส์

จากนั้นจะปรากฏหน้าต่าง Mouse Properties ขึ้นมา ให้เลือกที่แถบเมนู Pointer Options >> สามารถเลือกปรับความช้า – ไว ของเมาส์ได้ที่ Motion

ปรับความไวเมาส์

เพียงเท่านี้เราก็สามารถ ปรับความไวเมาส์ แก้ปัญหาเมาส์เลื่อนช้า/เร็วเกินไป ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด ใน Windows 10 ได้เรียบร้อยแล้ว


แนะนำเมาส์ไร้สายยอดนิยม อัพเดต 2021

Logitech MX Anywhere 2S

Logitech MX Anywhere 2S
Credit : Lazada

Logitech MX Anywhere 2S เป็นเมาส์ขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพนั้นไม่เล้กตาม สะดวกต่อการพกพาไปทำงานได้ทุกที่ มาพร้อมเทคโนโลยี Logitech Flow ที่ช่วยให้สามารถทำงานได้หลายเครื่อง สลับสับเปลี่ยนไปมาได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้งานได้ดีแม้จะเป็นพื้นผิวกระจกเพราะมีเซ็นเซอร์ Darkfield 4000 dpi ในด้านแบตเตอร์รี่นั้นชาร์จเพียง 3 นาทีก็สามารถใช้ได้ทั้งวัน และเมื่อชาร์จแบตเต็มก็จะสามารถใช้งานได้นานประมาณ 70 วันเลยทีเดียว ในส่วนของการเชื่อมต่อ จะเป็นแบบ Logitech Unifying หรือ Bluetooth สามารถสลับเมาส์ไปมาระหว่างเครื่องได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย Easy-Switch เชื่อมต่อได้มากที่สุด 3 เครื่อง นอกจากนี้ยังมีศูนย์บริการ และการรับประกันที่ดีเยี่ยม เหมาะกับคนที่ชอบเมาส์ขนาดเล็ก แต่ฟังชันการใช้งานยอดเยี่ยม และสามารถใช้ได้ยาวนาน


 Logitech MX Master 2S

Logitech MX Master 2S
Credit : nerdtechy

Logitech MX Master 2S เมาส์ไร้สายที่มีชนาดใหญ่กว่าตัว MX Anywhere 2S อยู่พอสมควร มาพร้อมรูปทรงที่ปรับให้เข้ากับรูปมือ มีส่วนที่รองรับให้เข้ากับหัวแม่มือ ในส่วนของการใช้งานนั้นก็จะมีความคล้ายคลึงกับ MX Anywhere 2S เช่น เทคโนโลยี Logitech Flow ที่สามารถทำให้เมาส์รุ่นนี้ สลับเปลี่ยนเครื่องได้อย่างง่ายดาย ด้วยการกดแค่ปุ่มเดียว สามารถใช้งานได้ดีแม้จะเป็นพื้นกระจก หรือบนผ้าด้วยเซ็นเซอร์ 4000 dpi รวมไปถึงเรื่องของแบตเตอรี่ด้วย ที่ชาร์จเพียง 3 นาทีก็จะใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 8 ชั่วโมง และหากชาร์จเต็มแล้วจะใช้ได้มากถึง 70 วัน (ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน) เชื่อมต่อด้วย wireless 2.4 Ghz แบบ Logitech Unifying หรือ Bluetooth เหมาะกับใครที่ต้องใช้งานคอมพิวเตอร์นาน ๆ เพราะเมาส์ตัวนี้ออกแบบมาเพื่อ รองรับการใช้งานได้อย่างสบายข้อมือมากยิ่งขึ้น


HP S1000 Plus

HP S1000 Plus

เมาส์ไร้สาย HP S1000 Plus นี้ จะเป็นเมาส์ที่มีเสียงเบา แทบจะไม่มีเสียงรบกวนขณะที่ใช้งาน เหมาะกับการทำงานทั่วไป หรือทำงานในออฟฟิศที่ต้องใช้งานบ่อย ๆ และในที่ที่มีคนเยอะ โดยรูปทรงของตัวนี้ จะเป็นแนวเรียบ ๆ ไม่ได้มีลวดลายหรือรูปทรงที่ต่างจากแบบทั่วไปมากนัก แต่มีฟังก์ชันมาให้ครบครัน สามารถเชื่อมต่อได้แบบไร้สาย wireless 2.4 Ghz ไกลสูงสุด 10 เมตร หรือจะใช้ USB ต่อก็ได้เช่นกัน dpi ปรับได้หลากหลาย ตั้งแต่ 800/1200/1600 มีน้ำหนักเบา และใช้ถ่าน AA ในการทำงาน เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนถ่านด้วย ไม่ต้องคอยเสียบชาร์จแบต ความคุ้มของตัวนี้อยู่ตรงราคา ที่ไม่ได้แพงมากนัก เหมาะกับนักเรียน หรือคนทั่วไปก็ใช้งานได้


Apple Magic Mouse 2

Apple Magic Mouse 2

มาทางฝั่ง Apple กันบ้างซึ่ง Apple นั้นก็ยังคงเป็นอีกยี่ห้อนึงที่มีอุปกรณ์ทั้งคีย์บอร์ด และเมาส์มาให้ใช้งานควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์ของ Apple แต่ถึงจะไม่ได้ใช้ MacBook หรือ iMac ก็ตาม เราก็ยังสามารถใช้เมาส์ของ Apple ได้อยู่ดี ซึ่งรูปทรงของเมาส์รุ่นนี้ ก็ออกแบบมาตามสไตล์ของ Apple เลย ที่เน้นความเรียบง่าย ไร้รอยต่อ ดูพรีเมียม และสามารถจับได้ถนัดมือ เหมือนกับการวางมือไปบนโต๊ะเลย เมาส์ไร้สายตัวนี้ จะใช้การชาร์จแบบสาย Lightning ถ้าชาร์จเต็มสามารถใช้ได้หลายเดือนเลย ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเราด้วย การเชื่อมต่อนั้นจะเชื่อมผ่าน Bluetooth หรือจะเชื่อมสายต่อก็ได้ แล้วแต่ความถนัด ซึ่งตัวนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นความชอบเฉพาะกลุ่ม แต่ก็ยังติดอันดับคนใช้งานเยอะอยู่ดี ด้วยความคุ้มค่าของตัวเมาส์ และการดีไซน์ที่ยังดูใหม่อยู่เสมอ


Microsoft Wireless Mouse 1850

Microsoft Wireless Mouse 1850

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ก็ได้ทำเมาส์ออกมาวางขายอยู่หลายรุ่นอยู่เหมือนกัน และส่วนใหญ่ก็จะเป็นเมาส์ที่ดีมาก ๆ เสียด้วย ซึ่งเมาส์ตัวที่เรานำมาแนะนำตัวนี้ เป็นเมาส์ที่มีขนาดเล็ก ง่ายต่อการพกพาไปทำงานหลาย ๆ สถานที่ กระชับมือแม้ว่าจะเป็นคนที่ถนัดมือซ้ายก็ตาม เพราะตัวนี้ได้ออกแบบมาสำหับการใช้งาน ที่ไม่ว่าจะเป็นคนถนัดข้างไหน ก็สามารถใช้งานได้ปกติ การเชื่อต่อเป็นแบบ RF แบบ 2.4 GHz มีน้ำหนักที่เบา เซ็นเซอร์มีค่า 800 dpi กำลังดี มีราคาที่ไม่แพงมากนัก แบตเตอรี่นั้นจะใช้เป็นถ่าน AA 1 ก้อน สามารถเปลี่ยนได้เองเลย และไม่ต้องติดตั้ง หรือตั้งค่าอะไรเลย เพียงเชื่อมต่อกับเครื่องก็สามารถใช้งานได้เลย มีหลายสีให้เลือกเพื่อเป็นตัวเลือกให้มากขึ้น เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่อาจจะต้องเคลื่อนที่ย้ายอยู่บ่อย ๆ หรือคนที่ต้องทำงานนอกสถานที่ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน

อ่านบทความ ‘แนะนำเมาส์ไร้สายยอดนิยม 10 รุ่น ฟังก์ชันครบ ใช้งานได้ทุกสถานการณ์’ ได้ที่นี่


และทั้งหมดนี้ก็คือการแนะนำ ดาวน์โหลด และการใช้งานเบื้องต้น สำหรับโปรแกรมช่วยคลิกเมาส์ Auto Click ที่ทีมงานได้นำมาแนะนำกัน สำหรับใครที่มองหาตัวช่วยในการคลิกเมาส์ ที่ทำให้เราไม่ต้องเมื่อยมือเวลากด โดยเฉพาะกับการเล่นเกมที่ต้องคลิกรัว ๆ นั้น ก็สามารถลองดาวน์โหลด และใช้งานโปรแกรมได้จากวิธีที่ทีมงานได้เขียนไว้เลย รับรองว่ามือใหม่ก็สามารถทำตามได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน


อ่านบทความเพิ่มเติม/บทความที่เกี่ยวข้อง

Format Factory
Adobe Acrobat Reader
IDM
winrar
LINE TV
โปร iPhone 12
โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ อัพเดต 2020
แคปภาพหน้าจอ
ลบไฟล์ขยะ

from:https://notebookspec.com/web/552924-auto-click-auto-mouse-clicker

10 โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ โหลดฟรี ใช้งานง่าย เป็นมือใหม่ก็สบาย

ปัจจุบันในการทำงานนั้นเสื่อมีเดียได้เข้าถึงไปแทบทุกรูปแบบงานแล้ว เรียกได้ว่าน้อยมากที่เราจะไม่เห็นการใช้งานสื่อ ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง หรือวิดีโอ ล้วนมีเข้ามีไปบทบาทในการทำงานแทบทุก ๆ ด้าน ทีมงาน Notebookspec จึงมาแนะนำ 10 โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ ที่สามารถโหลดไปใช้งานได้ฟรี แถมยังใช้งานง่ายแม้ว่าจะเป็นมือใหม่ก็สามารถใช้ได้อย่างสบาย

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ

ก่อนจะไปดูโปรแกรมที่ทีมงานจะมาแนะนำกันนั้น อยากพูดถึงการทำงานด้าน Video Marketing กันก่อน โดยปัจจุบันนั้น เราก็จะเห็นได้ว่าในโลกของธุรกิจ การทำงาน ไม่ว่าจะด้านใด ๆ วิดีโอเข้ามามีบทบาทกันแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทสินค้า นำเสนอคอนเทนต์ แนะนำการใช้งาน ฯลฯ แถมยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากอีกด้วย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย เห็นภาพชัดเจน ในต้นปี 2020 รายงานของ Breadnbeyond ได้ระบุว่า

  • กว่า 78% ของผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานนั้น ดูวิดีโอทุกสัปดาห์ และมีกว่า 55% ที่ดูทุกวัน
  • 72% ของผู้บริโภคนั้น ชอบดูข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่าง ๆ ผ่านทางวิดีโอมากกว่าคอนเทนต์ ในรูปแบบอื่น ๆ
  • ผู้บริโภคนั้นสามารถที่จะ จดจำเนื้อหาที่อยู่ในวิดีโอได้ถึง 95% เลยทีเดียว
  • 81% ของกลุ่มธุรกิจนั้นใช้วิดีโอเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาด เพิ่มขึ้นกว่า 95% จากปีก่อนหน้า

จากข้อมูลเหล่านี้เราจะเห็นได้ถึงความสำคัญของวิดีโอที่มีเพิ่มมากขึ้น และการเราจะมีวิดีโอดี ๆ ที่จะนำมาใช้งานนั้น โปรแกรมตัดต่อวิดีโอก็เป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน

ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า โปรแกรมที่ฟรีนั้น หลาย ๆ ตัวก็อาจจะต้องแลกมาด้วยการจำกัดฟังก์ชันการใช้งาน ซึ่งถ้าเราต้องการที่จะใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็อาจจะต้องยอมเสียค่าใช้จ่ายเพื่อแลกมากับโปรแกรมที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ซึ่ง 10 โปรแกรมฟรีที่ดีและใช้ง่ายนั้นจะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย


1. Lightworks Free Edition

Lightworks เป็นโปรแกรมสำหรับตัดต่อวิดีโอที่มีความสามารถเทียบเท่ากับโปรแกรมระดับสูงที่ต้องเสียเงินซื้อเลยทีเดียว มาพร้อมเครื่องมือมากมาย สามารถตัดต่อได้ทั้งงาน Video, Audio ได้อย่างรวดเร็ว มาพร้อมเครื่องมือและลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย นอกจากนี้ยังรองรับการทำงานร่วมกันกับการ์ดจอทั้ง AMD และ NVIDIA โปรแกรมนี้ยังมาพร้อมกับการทำงานแบบ Real-Time ที่สามารถอัพโหลดวิดีโอของขึ้น Youtube, Facebook, Twiiter และอื่น ๆ ได้ทันที

รองรับระบบปฏิบัติการ: Windows, macOS, Linux

ใครที่สนใจดาวน์โหลด โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : Lightworks

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ
Cr: lwks

2. Openshot

Openshot เป็นโปรแกรมที่ถูกพัฒนาโดยทีมงานจากบริษัท OpenShot Studios ออกแบบมาเพื่อใช้เป็นโปรแกรมสำหรับตัดต่อวิดีโอ มีรูปแบบการใช้ที่หลากหลาย มีเครื่องมือครบครัน และสามารถใช้งานได้ง่าย ตัวโปรแกรมมีฟังก์ชั่นในการแทรกไฟล์เสียง (Audio files) เข้าไปในตัววิดีโอได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมกับมีฟีเจอร์การ Preview เพื่อดูวิดีโอก่อนที่จะแก้ไขวิดีโอได้แบบ Real-Time สามารถส่งออกไฟล์เป็น 4K UHD 60fps ได้ โปรแกรม Openshot ยังสามารถตกแต่งแสงและสีของวิดีโอผ่านการใช้ Effect ที่มีให้เลือกมากมาย และยังสามารถใส่ตัวอักษรทั้งแบบธรรมดาและแบบสามมิติลงไปในวิดีโอได้ด้วย แต่มีข้อที่น่าสังเกตของเจ้าโปรแกรมตัวนี้ก็คือค่อนข้างที่จะมีอาการ Bug บ่อย ๆ แต่อย่างไรก็ตาม Openshot นั้นเป็นโปรแกรมประเภท Open Source จึงเปิดโอกาสให้เหล่าผู้พัฒนาโปรแกรมคนอื่น ๆ สามารถนำโปรแกรมนี้ไปพัฒนาต่อได้ ส่งผลให้ตัวโปรแกรมมีการอัพเดทอย่างต่อเนื่อง

รองรับระบบปฏิบัติการ: Windows, macOS, Linux

ใครที่สนใจดาวน์โหลด โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: Openshot

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ
Cr: openshot

3. Shotcut

Shotcut เป็นโปรแกรมสำหรับตัดต่อวิดีโอ Open Source ที่ฟรี มีคุณสมบัติมากมายและใกล้เคียงกับโปรแกรมสำหรับตัดต่อวิดีโอระดับมืออาชีพ เหมาะมาก ๆ สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นเรียนรู้การตัดต่อวิดีโอ หรือมือสมัครเล่นที่ต้องการตัดต่อวิดีโอให้ออกมาได้อย่างมืออาชีพ มาพร้อมเครื่องมือมากมายและครบครัน รองรับการแปลงไฟล์ ทั้งภาพ เสียง วิดีโอ ได้หลากหลาย โปรแกรมยังสามารถตัดต่อได้ตั้งแต่ไฟล์ได้ตั้งแต่ความละเอียดแบบ SD, HD, 2K และสูงสุดอย่าง 4K

รองรับระบบปฏิบัติการ: Windows, macOS, Linux

ใครที่สนใจดาวน์โหลด โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: Shotcut

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ
Cr: shotcut

4. Davinci Resolve 16

โปรแกรม Davinci Resolve 16 เป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่เหมาะกับทั้งมือใหม่และมืออาชีพ ที่กำลังมองหาโปรแกรมสำหรับแก้ไขสีของวีดีโอ ตัดต่อวิดีโอ ทำภาพยนตร์ หนังสั้น ฯลฯ โปรแกรมยังมาพร้อมเครื่องมือสำหรับ Color grading ที่ให้คุณภาพสูงระดับ 32-bit และสามารถแก้ไขสีสันเฉดต่าง ๆ ได้มากมาย แถมตัวโปรแกรมทำงานค่อนข้างไว แต่ในเวอร์ชันที่เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานกันอย่างฟรี ๆ นั้น ในบางเครื่องมือก็จะถูกจำกัดไว้ หรือบางฟิลเตอร์ก็จะมีลายน้ำติดอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม โปรแกรม Davinci Resolve 16 ก็เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่ดีมีประสิทธิภาพและน่าใช้งาน

รองรับระบบปฏิบัติการ: Windows, macOS, Linux

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: Blackmagicdesign

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ
Cr: blackmagicdesign

5. HitFilm Express

Hitfilm Express โปรแกรมสำหรับตัดต่อวิดีโอที่ฟรี มีครบเครื่องทั้งเรื่องตัดต่อ แก้ไข (Editor) และการใส่ VFX (Visual Effects) ทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ ลงบนวิดีโอประเภทต่าง ๆ โปรแกรมนี้ถูกพัฒนาโดยทีมผู้พัฒนา FXhome ที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดกันได้แบบฟรี ๆ แต่มีการจำกัดบางฟีเจอร์ไว้ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานโดยรวมแต่อย่างใด รูปแบบหน้าตาการใช้งานของโปรแกรมนี้นั้นดูเรียบหรู เข้าใจง่าย มีการจัดเรียงเครื่องมือต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบ ฟังก์ชันหลัก ๆ ที่อยู่ในเวอร์ชันฟรีนั้นก็ได้แก่ การครอบวิดีโอ, รวมวิดีโอ, เพิ่มเพลง, เพิ่ม Transition/Credit, เพิ่มมาสก์ (Mask), เพิ่มเอฟเฟคท์ (Effect) ที่เราสามารถสร้างเองก็ได้, และปรับสีของวิดีโอได้ตามต้องการ

รองรับระบบปฏิบัติการ: Windows, macOS

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: HitFilm Express

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ
Cr: fxhome

6. Videopad

Videopad เป็นโปรแกรมมสำหรับการตัดต่อวิดีโอที่เหมาะมาก ๆ สำหรับมือใหม่ ตัวโปรแกรมมีการสอนการตัดต่อให้กับผู้เริ่มต้นฟรีด้วย ตัวโปรแกรมถูกออกแบบมาให้เน้นการใช้งานง่ายเป็นหลัก เน้นการใช้หลักการลากแล้ววาง (Drag-and-Drop) มาพร้อมกับ Effect ไม่ว่าจะเป็นการสลับหน้าจอ, เปลี่ยนฉาก (Transition Effects) และลูกเล่นอื่น ๆ กว่า 50 แบบให้ได้เลือกใช้งาน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์การปรับความช้า-เร็วของวิดีโอได้ด้วย เผื่อให้งานที่ออกมานั้นมีความเป็นมืออาชีพมากที่สุด นอกจากนี้ยังรอบรับไฟล์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น avi, mpeg, wmv, divX, Xvid, mpeg, mp4, mov, gif, jpg, png, tif ฯลฯ

รองรับระบบปฏิบัติการ: Windows, macOS

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: Videopad

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ
Cr: nchsoftware

7. Movavi Video Editor

โปรแกรม Movavi Video Editor มีเครื่องมือการใช้งานที่จำเป็นทุกอย่างสำหรับการตัดต่อไฟล์มัลติมีเดีย มีเครื่องมือสำหรับการสร้างวิดีโอที่สวยงาม มีความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพในการแสดงผลกราฟฟิกทั้ง AMD และ NVIDIA ในระหว่างการเรนเดอร์วิดีโอ มีเครื่องมือการประมวลไฟล์เสียงที่ดีโดยผู้ใช้สามารถเพิ่ม Soundtrack, เสียงจากไมโครโฟน หรืออุปกรณ์ดนตรีต่าง ๆ ลงไปในวิดีโอได้ นอกจากนี้เครื่องมือยังมีความเรียบง่าย แม้ว่าจะเป็นมือใหม่ก็สามารถใช้งานได้สบาย

รองรับระบบปฏิบัติการ: Windows, macOS

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: Movavi Video Editor

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ
Cr: movavi

8. VSDC Free Video Editor

VSDC เป็นโปรแกรมตัดต่อวีดีโอแบบ non-linear ที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี ใช้งานง่าย รองรับไฟล์หลากหลาย มีเครื่องมือให้ใช้มากมายและครบกันไม่ว่าจะเป็น ความสามารถใส่เอฟเฟค (Effect) ให้กับไฟล์ Video หรือไฟล์ Audio เช่น Color Correction, Object Transformation, Object Filters, Transition Effects ฯลฯ โปรแกรมยังสนับสนุนการตัดต่อวิดีโอแบบ HD ในระดับ 30fps และ 1080p ซึ่งให้ความคมชัดสูงสุด สามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวเป็นวิดีโอในรูปแบบวัตถุเคลื่อนไหว (Animated Object) ได้จากภาพนิ่งที่มีอยู่ในเครื่อง ทั้งนี้ VSDC จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมาก ๆ สำหรับโปรแกรมสำหรับตัดต่อวิดีโอในปัจจุบัน

รองรับระบบปฏิบัติการ: Windows

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: VSDC

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ
Cr: videosoftdev

9. Kdenlive

โปรแกรม Kdenlive (โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ KDE แบบ Non-Linear) สามารถสร้างผลงานด้านวิดีโอได้ตั้งแต่ระดับเบสิคไปจนถึงระดับมืออาชีพ รองรับการใช้งานร่วมกับไฟล์มัลติมีเดียได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ไฟล์วิดีโอ (Video Files) ไฟล์เสียง (Audio Files) หรือ ไฟล์รูปภาพ (Image Files) โปรแกรมมีเอฟเฟคสำหรับแต่งวิดีโอและเสียงให้เลือกมากมาย ทั้งยังสามารถย้าย, บล็อก, และเปิดหรือปิดไฟล์ที่ต้องการได้ และที่สำคัญผู้ใช้สามารถ import ไฟล์วิดีโอและไฟล์เสียงได้เกือบทุกประเภทโดยไม่ต้องแปลงไฟล์ก่อน

รองรับระบบปฏิบัติการ: Windows, macOS, Linux

ใครที่สนใจดาวน์โหลด โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: Kdenlive

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ
Cr: kdenlive

10. Adobe Premiere Pro

โปรแกรมสำหรับตัดต่อวิดีโอที่เรียกได้ว่ายอดฮิต ยอดนิยม และเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงมืออาชีพ เพราะโปรแกรม Adobe Premiere Pro สามารถรองรับการตัดต่อที่มีความละเอียดต่ำไปจนถึงความละเอียดสูง ไฟล์ขนาดเล็กไปจนถึงไฟล์ขนาดใหญ่ รวมไปถึงไฟล์วิดีโอความละเอียด 4K, 5K และ 6K เลยทีเดียว แถมยังใช้งานร่วมกันกับโปรแกรมอื่น ๆ ในตระกูล Adobe ไม่ว่าจะเป็น Photoshop, Illustrator, After effect ฯลฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย 

รองรับระบบปฏิบัติการ: Windows, macOS

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: Adobe Premiere Pro

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ
Cr: blog.adobe

จบกันไปแล้วสำหรับ 10 โปรแกรมตัดต่อวิดีโอน่าใช้งาน และมีประสิทธิภาพดี แต่ขอแถมอีก 2 โปรแกรมที่ใช้ตัดวิดีโอด้วยแล้วกัน นั่นก็คือ

11. Vegas Pro

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอตัวนี้จะเน้นไปที่การตัดต่อวิดีโอระดับมืออาชีพและความละเอียดสูง รองรับไฟล์หลากหลายรูปแบบ เหมาะกับงานหลากหลายไม่ว่า่จะเป็น ตัดต่อหนังสั้นไปจนถึงทำงานระดับโปรดักซ์ชันโฆษณา ภาพยนตร์ หรือสื่อบันเทิงอื่น ๆ ตัวโปรแกรมมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น Motion tracking, World-class Video Stabilization (ปรับภาพสั่นให้นิ่งได้), HLG HDR Support (ปรับแต่งแสงละสีให้ดูสดใส) เป็นต้น รองรับการตัดต่อไฟล์หลายคุณภาพตั้งแต่ SD, HD, 2K, 4K ไปจนถึง 8K

โปรแกรม Vegas Pro เป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอระดับมืออาชีพที่ต้องซื้อมาใช้งาน แต่กระนั้นก็มีเวอร์ชันฟรีให้ทดลองใช้ได้ 30 วัน

รองรับระบบปฏิบัติการ: Windows

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: Vegas Pro Free Trial

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ
Cr: vegascreativesoftware

12. VideoStudio Pro

VideoStudio Pro ตัวนี้เป็นโปรแกรมที่เอาไว้ใช้ในการตัดต่อวิดีโอ คลิปวิดีโอต่าง ๆ ที่สามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว มีเครื่องมือให้เลือกใช้งานมากมาย รองรับวิดีโอระดับ Ultra HD และล่าสุด 4K สามารถ export วิดีโอเป็นไฟล์ได้หลากหลายนามสกุล เช่น ไฟล์ AVI, ไฟล์ MPEG-2, ไฟล์ MPEG-4, ไฟล์ WebM, ไฟล์ WMA, HTML5 เป็นต้น

รองรับระบบปฏิบัติการ: Windows

โปรแกรม VideoStudio เป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่ต้องซื้อมาใช้งาน แต่กระนั้นก็มีเวอร์ชันฟรีให้ทดลองใช้ได้ 30 วัน

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่: VideoStudio Free Trial

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ
Cr: videostudiopro

และทั้งหมดนี้คือโปรแกรมสำหรับการตัดต่อวิดีโอที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้ฟรี และมีฟังก์ชันการใช้งานที่ดี ประสิทธิภาพการตัดต่องานวิดีโอก็ทำได้เยี่ยม แม้จะเป็นมือใหม่หัดใช้ก็สามารถใช้ได้ไม่ยากจนเกินไป ทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับโปรแกรมตัดต่อวิดีโอบางตัวที่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้ฟังก์ชันที่ครบครันนั้น ทีมงานเองมีความคิดเห็นว่า คงจะคุ้มค่าไม่น้อยหากเรายอมเสียเงินไปเพื่อคุณภาพงานที่ดีเยี่ยมและเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: Thaiware


อ่านบทความเพิ่มเติม/บทความที่เกี่ยวข้อง

สมัคร Gmail
โหลดคลิปจากยูทูป
แคปหน้าจอคอม
เว็บทำเรซูเม่
เว็บอ่านนิยายฟรี

from:https://notebookspec.com/web/534464-10-video-editor-programs

[Guest Post] ICS ชี้ในสถานการณ์โควิด 19 ธุรกิจจะต้องปรับตัว ขับเคลื่อนด้วยโซลูชันดิจิทัล ทั้งวางแผนการผลิต บริหารวัตถุดิบ ขนส่งสินค้า และบริหารการขาย

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท อินโนเวชั่น คอนซัลท์ติ้ง เซอร์วิส จำกัด หรือ ICS ผู้ให้บริการที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญโซลูชัน ERP และ Digital Technology & Innovation จาก SAP มีประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษายาวนานกว่า 17 ปี ได้เปิดเผยว่าในปี 2564 ธุรกิจของไทยต้องเผชิญกับปัญหาที่ท้าทาย โดยเฉพาะจากสถานการณ์โควิด 19  รอบใหม่ ทำให้หลายอุตสาหกรรมและองค์กรต่างๆ ถูก Disrupt อย่างรุนแรงททำให้ทุกองค์กรต้องปรับแผนงานซึ่งเป็นผลกระทบจากการจำกัดสถานที่ในการเข้าทำงาน พนักงานที่ขาดหายไปจากเหตุสุดวิสัย การขาดแคลนวัตถุดิบ และอื่นๆ ดังนั้นการหาเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงโซลูชันดิจิทัล เข้ามาช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้แก่องค์กร สามารถปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย ท่ามกลางวิกฤตที่รุนแรงซึ่งคาดว่าจะยังคงอยู่ไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี

 

โดยปี 2564 นี้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับการแข่งขันและวิกฤตใหม่ๆ องค์กรควรจะประยุกต์ใช้โซลูชันดิจิทัลด้านการบริหารจัดการต่างๆ ประกอบด้วย

  • ระบบบริหารทรัพยากรขององค์กร Enterprise Resource Planning หรือ ERP ที่ครอบคลุมระบบงานด้านต่างๆ ตั้งแต่การผลิต การจัดหาทรัพยากร การขาย ระบบบัญชี การบริหารคลังสินค้า เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันแบบ Real Time อัพเดทข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ทุกมิติเพื่อใช้ในการตัดสินใจที่แม่นยำ ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็ว
  • ระบบวางแผน และบริหารจัดการด้าน Supply Chain, Integrated Business Planning หรือ IBP เพื่อช่วยบริหารจัดการด้าน Supply Planning บริหารจัดการสต็อกสินค้า การพยากรณ์การขาย เพื่อให้ระบบซัพพลายเชนต่างๆสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยความคล่องตัว ช่วยลดเวลาการผลิต และตอบความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ทันท่วงทีและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
  • การนำเทคโนโลยีอัตโนมัติอย่างระบบ RPA (Robotic Process Automation) เข้ามาสร้างกระบวนการทำงานอัตโนมัติ เพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการทำงานที่ต้องทำซ้ำๆ เพื่อช่วยรวบรวม เชื่อมโยง และส่งต่อข้อมูลไปสู่ระบบต่างๆ เพิ่มความรวดเร็ว และลดความผิดพลาดในการทำงาน
  • การนำโซลูชันเพื่ออุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Manufacturing Solution) ที่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มสำหรับอุตสาหกรรมยุคดิจิทัลจาก Savigent ผสานเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) และระบบปฏิบัติการในกระบวนการผลิต (Manufacturing Execution System : MES) เข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการควบคุม บริหารจัดการด้านการผลิตให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ช่วยเหลือผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค

โดยจากสถานการณ์โควิดรอบแรกที่ผ่านมา ทำให้ผู้ผลิตสินค้าต้องปรับตัวในด้านการวางแผน Demand & Supply ที่มีความผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งทาง ICS ได้เข้าไปช่วยวางระบบให้ลูกค้าในกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในการปรับกระบวนการผลิตสินค้า เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านความสะอาด ให้ได้ตามความต้องการของตลาดอย่างทันท่วงที โดยอาศัยข้อมูลการวิเคราะห์และตัดสินใจ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องการความรวดเร็ว แม่นยำ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันที  ซึ่งได้ทำให้บริษัทฯ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส สามารถสร้างรายได้ให้องค์กรได้มากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน โดยการนำเอาโซลูชัน SAP Integrated Business Planning หรือ IBP เข้ามาช่วยบริหารจัดการด้าน supply chain และ SAP S/4 HANA  เข้ามาช่วยวิเคราะห์ทั้งระบบตั้งแต่การวางแผนผลิตสินค้า การบริหารวัตถุดิบ ขนส่ง สต็อคสินค้า และระบบการขาย โดยเฉพาะช่วงวิกฤตที่วัตถุดิบมีจำนวนจำกัด การขนส่งสินค้าใช้เวลาที่ไม่แน่นอน ทำให้การดำเนินงานไม่สะดุด มีการวางแผนรองรับปัญหาเฉพาะหน้า ใช้ระบบข้อมูลวิเคราะห์แบบ Real time ปรับสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาดได้ทันที  

 

ช่วยเหลือธุรกิจแปรรูปและสินค้าการเกษตร

การผลิตสินค้าแปรรูปและสินค้าด้านการเกษตร เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์อย่างมาก เพราะพืชผลการเกษตรแต่ละชนิดมีข้อมูลรายละเอียดต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือทางภาคปศุสัตว์ ซึ่งทาง ICS ก็ได้เข้าไปช่วยลูกค้ากลุ่มนี้วางระบบได้ตั้งแต่ต้นน้ำของผู้ปลูก การวางระบบจัดการลงทะเบียนเกษตรกร วางแผนเก็บเกี่ยว คัดสรรเกรดของผลผลิต การนำผลผลิตเข้าโรงงาน รวมจนถึงการแปรรูป และนำสินค้าเข้าสู่ตลาด ซึ่งผู้บริโภคหรือผู้ซื้อปลายทางจะสามารถเช็คข้อมูลย้อนหลังได้

โดย ICS เป็นบริษัทฯ ที่มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาในการขึ้นระบบ และนำเทคโนโลยีและโซลูชันที่ตอบโจทย์ในแต่ละธุรกิจ ด้วยการนำความเชี่ยวชาญในระบบ SAP S/4 HANA, SAP Integrated Business Planning, SAP iRPA Robotic Process Automation Robotic และ Savigent Platform เข้ามาช่วยแก้ไขในจุดอ่อนและอุปสรรคของธุรกิจ นอกจากนี้จากประสบการณ์ในธุรกิจที่ ICS ได้เคยวางระบบให้กับหลากหลายประเภทธุรกิจ จึงทำให้สามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดให้กับลูกค้า เพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพในระยะเวลาอันสั้น และลดการลงทุนได้อีกด้วย

ซึ่งที่ผ่านมา ICS ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทฯ ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูปอาหารสัตว์ปีก สัตว์น้ำ กลุ่มผู้ผลิตสินค้า consumer product และกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจเหล็กและอื่นๆ

โดยบริษัทฯ ที่สนใจขอคำปรึกษาด้าน Digital supply planning, Robotic Process Automation, Smart Manufacturing Solution และ SAP S/4 HANA สามารถติดต่อมาที่บริษัท อินโนเวชั่น คอนซัลท์ติ้ง เซอร์วิส จำกัด โทรศัพท์ 02-1293382 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-innovation-consulting-service/

รวมวิธีแชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวีแบบไร้สาย ง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

แต่เดิมการเชื่อมต่อหรือแชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวีนั้น ในรุ่นเก่า ๆ ก็จะต้องอาศัยการเชื่อมต่อผ่านสายหรือพอร์ทเชื่อมต่อเป็นตัวกลาง โดยในปัจจุบันนั้นทีวีก็ได้มีเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สาย หรือ Wi-Fi รวมไปถึงฟีเจอร์อื่น ๆ ทำให้รองรับการเชื่อมต่อกับมือถือแบบไร้สายด้วย

การต่อมือถือเข้าทีวีไร้สาย หรือการแชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวีนั้น มีอยู่หลากหลายวิธี ทั้งการต่อกับ Software ของมือถือโดยตรง หรืออาจจะต้องใช้แอพ ในการเชื่อมต่อด้วย รวมไปถึงการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการเข้ามาช่วยเชื่อมต่อสัญญาณ ให้สามารถส่งไปยังหน้าจอทีวีได้ ตอนนี้ทั้งระบบ Android และ iOS ส่วนการเชื่อมต่อแบบทีต้องใช้สาย เดี๋ยวเราก็จะนำมาฝากกันเล็กน้อยด้วย เผื่อใครไม่สามารถเชื่อมต่อได้อาจจะลองใช้สายแทน

แชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวี

การเชื่อมต่อมือถือเข้ากับทีวี อาจจะดูเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่เคยใช้งานเป็นประจำ แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลาย ๆ คนที่ยังไม่รู้ว่า การเชื่อมต่อมือถือเข้าทีวีนั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ บางรุ่นไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อะไรด้วยซ้ำ มีแค่เพียงมือถือกับทีวี ที่รองรับการใช้งานแบบ Smart TV ก็ใช้ได้แล้ว หรือบางทีอาจจะมีกล่อง ที่ได้จากการใช้งานอย่างพวก True ID TV อยู่แล้วก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทีวีทุกเครื่องจะทำได้หมดนะ อย่าลืมว่าต้องเป็นทีวี ที่รองรับ All Shared หรือพวก Smart TV ที่สามารถเชื่อมต่อได้ด้วย ไม่งั้นได้เชื่อมต่อกันทั้งวัน และในวันนี้ทาง Notebookspec ก็จะมาแนะนำ วิธีต่อมือถือเข้าทีวีไร้สาย หรือวิธีแชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวีแบบง่าย ๆ ทำเองได้ไม่จำเป็นต้องให้ช่าง หรือร้านไหนมาทำให้เลย มาดูกันเลยว่ามีวิธีทำอย่างไรบ้าง


การต่อมือถือเข้าทีวีผ่านการใช้สาย

แชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวี

โดยทั่วไปแล้วการเชื่อมต่อเข้าทีวี ด้วยการใช้สายเพื่อเชื่อมต่อนั้น จะใช้สายที่มีหัวเชื่อมต่อเป็นแบบ HDMI ทั้งหมดต่างจาก ต่อมือถือเข้าทีวีไร้สาย ที่ไม่ต้องใช้อะไรเลย แต่จะเป็นสายที่แปลงมาจากอะไรก็ต้องแยกกันไปอีกที ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็คงหนีไม่พ้น พวกพอร์ทเชื่อมต่อจากมือถือที่เราใช้งานกันอยู่ไม่กี่พอร์ท แตกต่างกันไปตามยี่ห้อ และแต่ละรุ่นที่ไม่เหมือนกันด้วย การเชื่อมต่อแบบมีสายก็มีข้อดีคือ เหมาะกับมือถือที่ไม่ได้รองรับ All Shared หรือพวกมือถือที่ไม่มี Chromecast กับ Screen Mirroring มือถือเหล่านี้จะต้องใช้สายในการเชื่อมต่อทั้งหมด แต่ก็มีข้อเสียเล็กน้อยคือ ชาร์จแบตไปด้วยไม่ได้ (แต่ถ้าชาร์จแบบไร้สาย หรือใช้สาย Converter ได้ก็ทำได้) เราจะมาแนะนำกันเบื้องต้น กันว่ามีสายแบบไหนบ้าง

อย่างแรกเลยก็คือสายแบบ USB-C to HDMI Adapter และ USB-C to HDMI Converter ทั้งสองแบบนี้จะทำหน้าที่คล้ายกัน แต่มีข้อแตกต่างเล็กน้อยในด้านการใช้งาน ถ้าให้เข้าใจแบบง่าย ๆ เลยก็คือ USB-C to HDMI Adapter จะหาง่ายสุด ราคาไม่แพงมาก เพราะใช้การเชื่อมต่อแบบจากมือถือ ไปยังหน้าจอทีวีโดยตรง เป็นสายเดียวไปเลยไม่สามารถทำอะไรได้อีกนอกจากการเชื่อมต่อปกติ กับอีกแบบที่เป็น USB-C to HDMI Converter จะเป็นหัวแปลงที่สามารถชาร์จได้ด้วย ก็คือเชื่อมต่อทีวีไปด้วย และมีพอร์ท USB-C เอาไว้ชาร์จแบตไปในตัว ข้อเสียอย่างเดียวคือมีราคาแพงกว่าสาย USB-C to HDMI Adapter ปกติ 1-2 เท่าเลย แล้วแต่ยี่ห้อ

แชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวี

ส่วนอีกแบบก็คือ Micro USB to HDMI Adapter และ Micro USB to HDMI Converter สองแบบนี้ต่างจากข้างบนอย่างไรนั้น ก็คือเหมือนกันเลยนั่นแหละ แค่เปลี่ยนจากพอร์ท USB-C มาเป็นแบบ Micro USB สำหรับมือถือที่ใช้งานแบบ Micro USB อยู่ ซึ่งการทำงานก็เหมือนกันเลยคือ Micro USB to HDMI Adapter สามารถเชื่อมต่อได้อย่างเดียว และมีราคาถูกมาก บางที่ขายไม่ถึง 100 บาทด้วย ส่วนอีกแบบที่เป็น Micro USB to HDMI Converter ก็คือชาร์จแบตไปด้วยในตัว ซึ่งมีราคาแพงขึ้นมาอีกนิด แต่ยังอยู่ในราคาที่ไม่ถึง 1000 บาท


วิธีต่อมือถือเข้าทีวีไร้สาย หรือแชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวี

สำหรับการเชื่อมต่อมือถือเข้าทีวีไร้สาย หรือการแชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวี จะมีอยู่ด้วยกัน 5 แบบ แล้วแต่ยี่ห้อ และการใช้งานของแต่ละรุ่นด้วย ส่วนใหญ่แล้วจะสามารถทำได้ ถ้าเป็นมือถือระดับเรือธง ส่วนใหญ่จะมี Software ติดเครื่องมาให้ สามารถเชื่อมต่อได้ในทันทีอยู่แล้ว แต่อาจจะต่างกันที่วิธีทำ หรือวิธีเชื่อมต่อที่มีชื่อเรียกต่างกันออกไป ส่วนวิธีที่เราจะมาบอกกันก็จะมีทั้งระบบ Android และ iOS ส่วนวิธีต่าง ๆ จะทำอย่างไรบ้าง ตามมาดูกันได้เลย

1. Airplay / Screen Mirroring

แชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวี

วิธีต่อมือถือเข้าทีวีไร้สายอย่างแรก ที่เราจะมาบอกกันเลยก็คือมือถือ iPhone, iPod Touch, Mac หรือ iPad ที่มีการรองรับการเชื่อมต่อในเครื่องมาอยู่แล้ว ทั้งการเชื่อมต่อไปยัง Apple TV หรือ Smart Tv ทั่วไปก็สามารถเชื่อมต่อได้เหมือนกัน ส่วนวิธีทำนั้นก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่เปิด Smart TV เอาไว้ก่อน (เปิดการเชื่อมต่อ Screen Mirroring ไว้ด้วยนะ) หลังจากนั้นก็เลื่อนเมนูลัดของ iPhone หรืออุปกรณ์ขึ้นมา แล้วเลือก Screen Mirroring จากนั้นปล่อยให้เครื่องค้นหาสัญญาณ (อย่าลืมว่าต้องใช้ Wi-Fi เดียวกับ Smart TV หรือ Apple TV ด้วย) เมื่อค้นหาเจอแล้ว ก็กดเชื่อมต่อได้เลยทันที ถ้ามีให้ใส่รหัสก็ใส่รหัสตามที่ใช้อยู่ได้เลย เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเชื่อมต่อมือถือเข้าทีวีไร้สายได้แล้ว อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่


2. Android Screen Mirroring

แชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวี

มาถึงวิธีต่อมือถือเข้าทีวีไร้สายต่อมา สำหรับเครื่อง Android ตั้งแต่ยุค Android 5.0 ขึ้นไป (น่าจะเกินกันหมดแล้ว) จะมี Software ที่ติดมากับเครื่องอยู่แล้ว นั่นก็คือ Android Screen Mirroring ที่สามารถกดผ่านเมนูลัดได้ในทันที หรือเข้าไปตั้งค่าในระบบก็ได้ จะบอกว่าเป็นวิธีที่ง่ายพอ ๆ กับการเปิดใช้งาน Screen Mirroring ของ Apple เลยก็ว่าได้ อย่างแรกเลยก็คือต้องเปิดการเชื่อมต่อ Screen Mirroring บน TV ก่อนทุกครั้ง จากนั้นจึงเปิดเมนูลัดขึ้นมาแล้วเลือกเมนู Screen Mirroring จากนั้นจึงเปิดการค้นหา Smart TV และกดเชื่อมต่อได้ทันที สำหรับในมือถือบางรุ่นอาจจะไม่ได้มีชื่อนี้ อย่างตัวอย่างภาพที่เรานำมาแนะนำเป็นของ Huawei จะเป็นเมนู Wireless Projection เมื่อกดแล้วจะค้นหาสัญญาณได้เหมือนกัน หรือถ้าไม่เจอก็สามารถเข้าไปที่ Settings และหาเมนูที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อ จากนั้นก็เปิดการใช้งาน Screen Mirroring / Wireless Projection และค้นหาสัญญาณจาก Smart TV ก็จะเชื่อมต่อได้แล้ว


3. Chromecast

แชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวี

วิธีต่อมือถือเข้าทีวีไร้สายที่ง่ายที่สุด และเป็นวิธีที่คนนิยมใช้งานมากที่สุดแล้ว เนื่องจากการใช้งาน Chromecast นั้น ส่วนใหญ่จะมีอยู่กับแอพ พวก Youtube, Netflix, HBO, Google Photo และอีกหลายอย่างที่รองรับการใช้งาน ซึ่งจะสังเกตได้ง่าย ๆ จากตัวแอพ เองที่จะมีไอคอน Chromecast ขึ้นให้เปิดใช้งาน อย่างแรกที่ต้องมีเลยก็คือ Chromecast ของ Google หรือ True ID TV ที่มีติดมากับเครื่องอยู่แล้ว และต้องเปิดการใช้งาน Wi-Fi อันเดียวกันเท่านั้น ถึงจะใช้งานได้ เมื่อเชื่อมต่อ Chromecast กับทีวี และ Wi-Fi เรียบร้อยแล้ว ก็ให้เข้าไปยังแอพ ที่มีการใช้งาน Chromecast อยู่แล้ว (อย่าลืมว่าต้องเชื่อมต่อ Wi-Fi อันเดียวกัน) จากนั้นจึงมองหาไอคอน Chromecast และกดเพื่อเปิดการใช้งานได้เลย ระบบจะเชื่อมต่อขึ้นไปบน TV ให้ทันที เพียงเท่านี้ก็จะเชื่อมต่อมือถือเข้าทีวีไร้สายได้แล้ว ดูข้อมูล Chromecast ได้ที่นี่


4. Samsung DeX

วิธีแชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวี

สำหรับมือถือของตระกูล Samsung จะมีแอพ อย่าง Samsung Galaxy Smart View เพื่อให้เชื่อมต่อกับ TV อยู่แล้ว แต่ถ้าหากไม่มี Samsung ก็มี Samsung Dex เพื่อเชื่อมต่อได้เช่นกัน จากเมื่อก่อนนั้นที่ต้องใช้ DeX Pad ที่เป็นสายในการเชื่อมต่อ แต่เดี๋ยวนี้ก็มี Wireless DeX ในมือถือระดับเรือธงของ Samsung อย่างเช่น Galaxy Note20 และ Note20 Ultra ขึ้นไปก็สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายได้แล้ว อย่างแรกที่ต้องมีเลยก็คือ Smart TV ที่รองรับ Miracast เท่านั้น และเปิด Screen Mirroring บนทีวีไว้ก่อน จากนั้นจึงเปิดเมนูลัดของ Samsung และเลือกเมนู DeX และรอให้ระบบค้นหา Smart TV ให้เจอ จากนั้นจึงกดเชื่อมต่อ ก็จะสามารถแชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวีได้เลยเป็นวิธีที่ง่ายอยู่เหมือนกัน แต่ก็จะมีข้อจำกัดตรงที่ต้องใช้ Samsung และ Samsung DeX ดูข้อมูลเพิ่มเติม ที่นี่


5. HUAWEI EMUI Desktop Mode / Easy Projection

แชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวี

มาถึงวิธีสุดท้ายที่เราจะมาแนะนำกันแล้ว ซึ่งวิธีนี้จะสามารถใช้ได้แค่เพียงมือถือของ Huawei เท่านั้น แต่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถเชื่อมต่อมือถือเข้าทีวีไร้สาย ได้อีกหนึ่งวิธี จากแต่ก่อนที่ต้องเชื่อมต่อโดยการใช้สาย USB Type-C กับสาย DisplayPort/HDMI เพื่อที่จะเชื่อมต่อกับทีวีโดยตรง แต่ในมือถือระดับเรือธงตั้งแต่ EMUI 9 และ EMUI 10 ขึ้นไป ก็จะมีฟีเจอร์ที่เปิดการใช้งานแบบไร้สายได้แล้ว วิธีการทำก็คือ ต้องมีทีวีที่รองรับ Miracast และเปิดการใช้งาน Wi-Fi ตัวเดียวกัน ทั้งทีวีและมือถือ จากนั้นเข้าไปที่ Settings > More connections > Easy Projection จากนั้นก็กดเปิดการใช้งาน และหาสัญญาณการเชื่อมต่อ เมื่อเจอแล้วก็จะเชื่อมต่อ และแชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวีได้เลย ดูข้อมูลเพิ่มเติม ที่นี่


แล้วทั้งหมดนี้ ก็เป็นวิธีการเชื่อมต่อมือถือเข้าทีวีไร้สาย และแชร์หน้าจอมือถือเข้าทีวีทั้ง 5 วิธี ที่เราได้เอามาแนะนำกันในวันนี้ ซึ่งแต่ละวิธีก็จะมีความแตกต่างกันไป ตามยี่ห้อของแต่ละยี่ห้อ แต่ส่วนใหญ่ในยี่ห้อใหญ่ ๆ ก็จะมีเครื่องมือที่จะสามารถเชื่อมต่อได้มาขายเสริมกันอีกที แต่ถ้าใครที่ไม่ได้ใช้งานยี่ห้อตามที่มีจะซื้อ Chromecast มาใช้ก็เป็นวิธีที่ง่ายมาก ๆ หรือง่ายกว่านั้นก็คือ Android Screen Mirroring และ Airplay / Screen Mirroring ที่ทั้งสองระบบสามารถเชื่อมต่อได้ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอะไรเลย เพียงแค่มี Smart TV ที่เชื่อมต่อ Wi-Fi ก็จะทำได้แล้ว เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องเรียกช่างหรือร้านไหนทำให้เลย


อ่านบทความเพิ่มเติม/บทความที่เกี่ยวข้อง

ตัวอักษรพิเศษ
แอพฟังเพลง โหลดเพลง
แอพสั่งอาหาร
แอพจราจร
เน็ตบ้าน อัพเดตมกราคม 2021

from:https://notebookspec.com/web/579831-6-ways-to-share-phone-screen

[Guest Post] Muze ผลักดันธุรกิจค้าปลีกสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล

  • ธุรกิจค้าปลีกเพิ่มยอดขายและการซื้อซ้ำของลูกค้าด้วยกลยุทธ์ช่องทางขายหลากหลายช่องทาง

 

 

Muze ผู้นำด้านการพัฒนาซอฟท์แวร์เว็บไซต์และโซลูชั่นด้านแอปพลิเคชันสัญชาติไทยแบบครบวงจรให้กับธุรกิจ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบค้าปลีกหลากลายช่องทางให้กับธุรกิจในไทยในการผสานช่องทางการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ ไปพร้อมๆกับที่ธุรกิจกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ของการค้าปลีก Muze ได้ช่วยธุรกิจค้าปลีกชั้นนำของไทยมากมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้า การรักษาฐานลูกค้าเก่า และเสริมประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการด้วย inCart โซลูชั่นที่พัฒนาและถือกรรมสิทธิ์โดยบริษัท Muze 

ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกหลายรายต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิดที่ส่งผลให้จำนวนลูกค้าหน้าร้านลดลง ช่องทางการขายออนไลน์ได้กลายเป็นช่องทางสำคัญสำหรับแบรนด์ในการสร้างยอดขายเนื่องจากลูกค้าหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้รายได้ในตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยในปีที่ผ่านมาสูงขึ้นกว่า 22.1%[1].  โดยแบรนด์ที่ได้ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีรวมถึงแพลตฟอร์มการขายของตัวเองมีธุรกิจที่เติบโตและประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าช่องทางการขายออนไลน์จะยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่องแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดจะดีขึ้น เนื่องจากลูกค้ามีการปรับตัวและต้องการการมีปฏิสัมพันธ์กับร้านค้า รวมถึงการมีประสบการณ์การซื้อสินค้าที่หลากหลายต่างกันและเป็นแบบเฉพาะตัวมากขึ้น[2].

Muze ร่วมมือกับธุรกิจค้าปลีกมากมายในการปรับตัวมาขายช่องทางออนไลน์ ผ่านโซลูชั่น web-based ที่ Muze พัฒนาขึ้น โดยการผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการจัดการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและประสบการผู้ใช้งาน (User Experience) ที่มาพร้อมกับระบบชำระเงินความปลอดภัยสูง รวมถึงระบบหลังบ้านทรงประสิทธิภาพ โดย Muze ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อสร้างความสำเร็จในช่องทางขายออนไลน์ให้กับธุรกิจค้าปลีก  

[1] https://www.statista.com/outlook/243/126/ecommerce/thailand
[2] https://www.statista.com/outlook/243/126/ecommerce/thailand

 

คุณ บี พีรณัฎฐ์ ทูลแสงงาม ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัท Muze กล่าว

 

“สิ่งสำคัญที่ทุกแบรนด์ควรให้ความสำคัญในยุคปัจจุบันคือการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลของตัวเอง ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงช่องทางที่ช่วยสร้างยอดขายเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นแต่ยังส่งเสริมธุรกิจของแบรนด์ในอีกหลายๆด้าน โดยแพลตฟอร์มที่ดีจะต้องสามารถแสดงข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารวางแผนกลยุทธิ์ทางการตลาดได้แม่นยำมากขึ้น รวมถึงแบรนด์ยังสามารถเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าได้เอง ซึ่งแบรนด์ไม่สามารถทำได้หากใช้บริการแพลตฟอร์มจากผู้ให้บริการรายอื่น โดยทีมงานของ Muze ช่วยสร้างโซลูชั่นอีคอมเมิร์ซที่เหมาะกับแบรนด์นั้นๆโดยเฉพาะ สามารถใช้งานได้ง่ายทั้งฝั่งลูกค้าและทีมขายของแบรนด์เอง” คุณ บี พีรณัฎฐ์ ทูลแสงงาม ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัท Muze กล่าว

Muze ได้เริ่มทำงานร่วมกับบริษัท แม็คกรุ๊ป หนึ่งในผู้นำด้านแฟชั่นค้าปลีกของประเทศไทยในปี 2017 โดย 4 ปีที่ผ่านมาบริษัท แม็คกรุ๊ป ได้ทำการผสานช่องทางขายออฟไลน์ที่มีกว่า 600 สาขาทั่วประเทศ เข้ากับช่องทางออนไลน์เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์การสร้างช่องทางขายแบบหลากหลายช่องทาง (Omnichannel) โดยกลยุทธ์ดังกล่าวช่วยลดการสต็อกสินค้าในแต่ละสาขา และยังจัดเก็บข้อมูลความชอบของลูกค้าแต่ละราย ให้พนักงานขายสามารถแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับลูกค้า และเสนอการขายเพิ่มมากขึ้นพร้อมกับให้บริการรูปแบบเฉพาะตัวในเวลาเดียวกัน

 

“ปัจจุบันพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เราจึงต้องพัฒนากลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของเราคือ การผสานประสบการณ์ของลูกค้าทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งนอกจากจะช่วยขยายฐานลูกค้าแล้ว ยังเป็นการสร้าง customer loyalty ให้เราสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ โดยเฉพาะในยุคที่ทุกธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล โดย Muze ถือเป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญที่มีความเข้าใจในเป้าหมายและสามารถตอบโจทย์การทำงานของเราได้อย่างลงตัว และเรามีการสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าโซลูชั่นที่กำลังพัฒนานี้สามารถตอบโจทย์การทำงานขององค์กรและพาเราไปถึงเป้าหมายที่เราตั้งใจได้อย่างแท้จริง” คุณชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

ในปี 2563 ที่ผ่านมาบริษัท แม็คกรุ๊ป เติบโตและประสบความสำเร็จสวนกระแสตลาดจากการพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตัวเอง โดยบริษัทมีผลกำไรกว่า 12.7% เทียบกับอุตสาหกรรมแฟชั่นในภาพรวมที่มีผลกำไร 0.7% และอุตสาหกรรมการค้าทั่วไปที่ 3.7%

นอกจากความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโซลูชั่นช่องทางขายหลากหลายช่องทาง (Omnichannel) สำหรับธุรกิจค้าปลีกแล้ว Muze ยังเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโซลูชั่นเทคโนโลยีที่ออกแบบเฉพาะธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2555 ทีมงานของ Muze ได้พัฒนาโซลูชั่นสื่อสารและแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) สำหรับธุรกิจสื่อและบันเทิง โซลูชั่นด้านการบริหารจัดการแก่หน่วยงานรัฐบาล รวมถึงพัฒนาแอปพลิเคชันฟังเพลงที่ประสบความสำเร็จติดอันดับ 1 ใน 20 แอปพลิเคชันฟังเพลงที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

“เราพัฒนาโซลูชั่นด้านดิจิทัลจากการที่เราตั้งใจรับฟังและเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า โดยผมเชื่อว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และเราตั้งใจที่จะเดินหน้าพัฒนาโซลูชั่นนวัตกรรมที่จะยกระดับองค์กรและช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” คุณ บี พีรณัฎฐ์ กล่าวเสริม

 

เกี่ยวกับบริษัท Muze

บริษัท Muze เป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2555 โดย  Muze  มอบบริการโซลูชั่นด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มด้านอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร โซลูชั่นด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) รวมถึงบริการพัฒนาเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ Muze ยังได้พัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อเสริมประสิทธิภาพธุรกิจให้กับแบรนด์ชั้นนำมากมายในประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในโลกที่อีคอมเมิร์ซกำลังเฟื่องฟูและสามารถยกระดับประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าผ่านการออกแบบเฉพาะตัว ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทและทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี Muze มุ่งมั่นสรรสร้างและพัฒนาสินค้าและบริการด้านดิจิทัลมาตรฐานระดับโลกเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจและองค์กรในประเทศไทยพร้อมกับการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างแข็งแกร่ง

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-muze-innovation-boosts-retail-success-in-digital-world/

Google เปิดตัว Flutter 2 รองรับการพัฒนาแอปบนทั้ง Web และ Desktop

Google ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Flutter 2 โครงการ Open Source Framework สำหรับช่วยพัฒนา Application ที่สามารถทำงานได้บนหลาย Platform โดยเสริมความสามารถในการรองรับการพัฒนาแอปบน Web และ Desktop เข้ามาในเวอร์ชันนี้

Credit: Google

Google ระบุว่าเป้าหมายของ Flutter 2 คือการเปลี่ยนแนวคิดของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้มุ่งเน้นไปที่การนำเสนอประสบการณ์การใช้งานที่ดี แทนที่จะต้องเสียเวลามาจัดการกับประเด็นเรื่องความแตกต่างของแต่ละ Platform

Flutter 2 นี้รองรับการพัฒนา Web Application ในระดับ Production ได้แล้ว และยังสามารถเชื่อมต่อ API เพื่อทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น การใช้ Hardware Acceleration สำหรับการประมวลผลภาพ 2 มิติและ 3 มิติ หรือการกำหนด Layout ของหน้าเว็บได้อย่างยืดหยุ่น โดย Google ระบุว่า Flutter 2 จะรองรับการพัฒนา Web Application หลักๆ 3 รูปแบบ ดังนี้

  • Progressive Web App ที่ผสมผสานความสามารถของ Desktop App ร่วมกับการเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ผ่าน Internet
  • Single Page App ที่ทำการโหลดหน้าเว็บขึ้นมาเพียงครั้งเดียว แล้วทำการรับส่งข้อมูลกับ Web Service อื่นๆ
  • Flutter Mobile App ที่เคยพัฒนาอยู่เดิมและต้องการแปลงให้มาทำงานบนเว็บได้

Google ระบุว่าปัจจุบันนี้บน Google Play มี App ที่พัฒนาด้วย Flutter มากกว่า 150,000 รายการแล้ว และหลังจากนี้การมาของ Flutter 2 ก็จะทำให้ App เหล่านี้สามารถใช้งานเป็น Web App ได้ด้วยโดยไม่ต้องแก้ไขโค้ดแต่อย่างใด ซึ่งความสามารถเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาได้ด้วยการพัฒนาของภาษา Dart ที่เพิ่งเปิดตัวเวอร์ชัน 2.12 ไปนั่นเอง

นอกจากนี้ Google ยังได้เปิดตัว Google Mobile Ads for Flutter ซึ่งเป็น SDK ใหม่ที่ใช้ทำงานร่วมกับ Google AdMob และ Google AdManager สำหรับใช้ในการนำเสนอโฆษณารูปแบบต่างๆ ภายใน Flutter App และยังมีการเปิดตัว Flutter Fix ความสามารถใหม่ที่จะช่วยให้แปลงโค้ดเดิมให้ไปใช้ Flutter API รุ่นใหม่ให้ได้ด้วย

ที่มา: https://siliconangle.com/2021/03/03/google-announces-flutter-2-support-web-desktop-apps/

from:https://www.techtalkthai.com/google-flutter-2-is-released-with-web-app-support/

[Guest Post] วีนิไทยเลือกซอฟต์แวร์จาก Aspen Technology เพื่อเร่งก้าวสู่การปฏิรูปดิจิทัล ลดปัญหาการหยุดทำงานของระบบ และยกระดับความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติงาน

องค์กรในกลุ่มปิโตรเคมีในประเทศไทยใช้ซอฟต์แวร์ Aspen Mtell ยกระดับการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์และกำหนดล่วงหน้า มุ่งเป็น Smart Factory 

 

แอสเพ็น เทคโนโลยี อิงค์ (Aspen Technology, Inc. (NASDAQ: AZPN) บริษัทผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ (Asset optimization software) ประกาศว่า บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) (Vinythai) ผู้ผลิตรายใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศไทยได้เลือกใช้ซอฟต์แวร์ Aspen Mtell® ที่มีขุมพลังเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการบรรลุความยั่งยืนทางธุรกิจ ทั้งนี้ วีนิไทยวางแผนติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ทำงานด้านบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์และกำหนดล่วงหน้า (Predictive and prescriptive maintenance) ทรงประสิทธิภาพนี้ไว้ที่โรงงานปิโตรเคมีในจังหวัดระยอง เพื่อลดปัญหาการหยุดการทำงานของระบบและเพิ่มความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติงานของโรงงาน

คุณอภิชาติ กิจเจริญวิศาล ผู้จัดการโรงงาน แห่งวีนิไทยกล่าวว่า “ในการยกระดับมาตรฐานสู่โรงงานอัจฉริยะ (Smart factory) วินีไทยได้วางแผนติดตั้งซอฟต์แวร์ Aspen Mtell เพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศในการปฏิบัติงานด้วยความสำเร็จในการประหยัดค่าใช้จ่ายและลดเวลาลงได้ตามเป้าหมาย  ซึ่งซอฟต์แวร์ Aspen Mtell จะช่วยให้โรงงานปิโตรเคมี 2 แห่งของเรา อันเป็นผู้ผลิตโพลีไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl Chloride: PVC) และไวนิลคลอไรด์มอนอเมอร์ (Vinyl Chloride Monomer: VCM) สามารถใช้ประโยชน์จากการทำงานด้วยปัญญาประดิษฐ์และศาสตร์การวิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น”

คุณปราโมทย์กุมาร์ ลักขมาปีร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แห่งแอสเพ็น เทคโนโลยี อิงค์กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน องค์กรต้องนำนวัตกรรมใหม่ๆ ล่าสุดมาใช้เร่งกระบวนต่างๆ เพื่อปฏิรูปด้านดิจิทัลให้บรรลุผลเร็วยิ่งขึ้น เรายินดีที่วีนิไทยได้ตัดสินใจร่วมเป็นพันธมิตรกับแอสเพนเทค และใช้การพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น”

Aspen Mtell เป็นซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพในการรวบรวมและประมวลรูปแบบของข้อมูลในการดำเนินงานและการบำรุงรักษาในอดีตได้แบบเรียลไทม์ เพื่อค้นหาสาเหตุถึงการหยุดทำงานของระบบที่แม่นยำ ซึ่งสามารถนำมาใช้จัดการด้านสินทรัพย์เสื่อมสภาพและเสียหาย รวมถึงสามารถช่วยคาดการณ์ก่อนการหยุดทำงานของระบบในอนาคต และช่วยวางแผนปฏิบัติงานอย่างละเอียดเพื่อลดปัญหาหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ  ด้วยการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์และกำหนดล่วงหน้าดังกล่าว

ข้อมูลเพิ่มเติม

 

เกียวกับแอสเพ็นเทค

แอสเพ็น เทคโนโลยี อิงค์เป็นบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ทางอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก ใช้ในการบริหารประสิทธิภาพของสินทรัพย์ในองค์กร  ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ของแอสเพ็นเทคจะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมที่การปฏิบัติงานในสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนสูงมาก และให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบการใช้สินทรัพย์ ในการปฏิบัติงาน และในการบำรุงรักษาสินทรัพย์ในองค์กรให้คุ้มค่ามากที่สุด

ทั้งนี้  แอสเพ็นเทคมีความโดดเด่นเหนือใคร ในการใช้ความชำนาญด้านการสร้างแบบจำลองของกระบวนปฏิบัติการเข้ากับเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่งในแหล่งข้อมูลบิ๊กดาต้าขนาดใหญ่  โดยแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่แอสเพ็นเทคที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะนี้ จะช่วยทำให้การทำงานเป็นไปอย่างอัตโนมัติและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ให้ผลตอบแทนสูงจากการลงทุนตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ทั้งหมด  ซึ่งจะเอื้อให้องค์กรต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินทุนสูงสามารถเพิ่มเวลาทำงานได้สูงสุด ขยายขีดจำกัดของประสิทธิภาพให้สูงขึ้น และใช้สินทรัพย์ของตนได้เร็วขึ้น ปลอดภัยมากขึ้นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กรุณาเยี่ยมชมได้ที่ AspenTech.com สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-aspen-technology-aspen-mtell/

WPS Office โปรแกรมออฟฟิศฟรี ประหยัดเงินได้ปีละ 2,099 บาท!!

WPS Office

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ แทบทุกการทำงานนั้นจะต้องใช้การทำงานเอกสาร ในปัจจุบันการเขียนเอกสารก็ไม่นิยมกันแล้ว การพิมพ์งานเอกสารกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้น การมองหาโปรแกรมทำงานเอกสารดี ๆ สักหนึ่งโปรแกรมก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม และโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานเอกสารที่น่าสนใจโปรแกรมหนึ่งที่ทีมงาน Notebookspec นำมาฝากกันนั้นก็คือ WPS Office ที่เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้แบบฟรี ๆ ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยส่วนที่เปิดให้ใช้งานฟรีนั้นก็จะเป็นเวอร์ชันที่มีเครื่องมือสำหรับการทำงานเอกสารพื้นฐานครบครัน ส่วนใครที่ต้องการทำงานกับ PDF ในส่วนของการแก้ไขไฟล์ เพิ่มเติมข้อมูล ฯลฯ ก็อาจต้องอัพเกรดเป็นเวอร์ชันพรีเมียม ส่วนรายละเอียดของโปรแกรมนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง ไปดูกันเลย


ถ้าพูดถึงโปรแกรมจำพวกออฟฟิศ หรืองานเอกสาร แน่นอนว่าชื่อแรกที่ใครหลายคนนึกถึงเลยก็คงจะเป็นเหล่าตระกูลโปรแกรมออฟฟิศจาก Microsoft ที่มีให้เลือกใช้มากมายไปตามความเหมาะสมของงานเอกสารต่าง ๆ ทั้งงานเอกสาร หนังสือ การทำตารางข้อมูล บัญชี ทำสไลด์ งานนำเสนอ รวมไปถึงการบันทึกต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งต้องยอมรับว่าโปรแกรม Microsoft Office นั้น สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพดีเยี่ยม แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่มีตั้งแต่รายเดือนไปจนถึงรายปี

Microsoft Office 365 Plan
Cr: Microsoft

สำหรับแแพ็กเกจของ Microsoft 365 ก็จะเริ่มต้นแบบรายเดือนอยู่ที่ประมาณ 210 บาทต่อเดือน สำหรับรายปี นั้นแพ็กเกจเริ่มต้นสำหรับผู้ใช้งานคนเดียวก็จะอยู่ที่ประมาณ 2,099 บาทต่อปี ซึ่งนอกจากจะสามารถใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ ได้แล้ว ก็ยังมีพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลใน One Drive ระบบคลาวด์จาก Microsoft ได้อีก 1TB อีกด้วย แต่สำหรับใครที่อาจจะยังไม่ได้มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อมาใช้งาน หรือต้องจ่ายรายเดือนประจำนั้น ก็อาจไม่ต้องไปหาโปรแกรมเถื่อนมาลงให้เสี่ยงต่อไวรัสที่จะทำให้เครื่องเราพังไวไปด้วย โดยโปรแกรมที่ทีมงานอยากแนะนำนั้นเป็นโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี ๆ แถมมีฟังก์ชันการทำงานพื้นที่ของงานออฟฟิศอยู่ครบ แถมหน้าตา Interface ของโปรแกรมก็คล้ายกับ Microsoft เลย ทำให้ใครที่คุ้นเคยกับ Microsoft อยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลใจว่าจะใช้งานยากเลย โปรแกรมที่ว่านั่นก็คือ WPS Office นั่นเอง

WPS Office คือ ??

WPS Office (WPS ย่อมาจาก Word Processing System) พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Kingsoft (บริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ของจีน และปัจจุบันเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง) เริ่มต้นจากโปรแกรมสำนักงานในประเทศจีนที่พัฒนาขึ้นมาราว ๆ ปี 1988 โดยวางตัวเป็นคู่แข่งของ Microsoft Office และอาศัยจุดเด่นในเรื่องของภาษาจีน เอาชนะ Microsoft Office จนทำให้สามารถขึ้นเป็นโปรแกรมออฟฟิศเบอร์หนึ่งในประเทศจีนได้สำเร็จ (ปัจจุบัน WPS ถือเป็นเบอร์สองของโลกสำหรับโปรแกรมออฟฟิศบนคอมพิวเตอร์)

โปรแกรม WPS นั้นเป็นโปรแกรมสำหรับการทำงานเอกสารที่พัฒนาออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ง่าย มาพร้อมเครื่องมือที่ครบครัน สามารถทำงานเอกสารได้หลากหลายในโปรแกรมเดียว ไม่ต้องดาวน์โหลดโปรแกรมแยก เปิดให้ทำงานได้ในหลากหลายครอบคลุมแทบทุกระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการ Windows, macOS, Linux หรือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ

  • โปรแกรมสามารถเปิดอ่านไฟล์ PDF ได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยการเปิดอ่านผ่านโปรแกรมอื่น ๆ
  • สามารถบันทึกไฟล์เอกสาร เป็นไฟล์ PDF ได้ทันที
  • มีฟังก์ชันการจัดการกับงานเอกสารไฟล์ PDF เช่น การเปลี่ยนแปลง ปรับขนาด แก้ไข (สำหรับเวอร์ชันพรีเมี่ยม)
  • มี Template หลากหลายให้เลือกใช้งาน รวมไปถึง Resume, Presentation หรือ บันทึกช่วยจำต่าง ๆ
  • รองรับหลากหลายอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น Windows (ทั้ง 32bit และ 64bit), macOS, Linux และอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android
  • รองรับการทำงานข้ามแพลตฟอร์ม ทำงานได้ราบรื่น สามารถจัดการกับไฟล์ได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์จาก macOS, Windows, Linux, Android, iOS หรือแม้กระทั่งการทำงานผ่านเว็บไซต์
  • รองรับไฟล์งานเกือบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น docx, doc, dotx, dot, dotm, docm, wpt, rtf, xml, xlsx, xls, xltx, xlt, csv, xml, et, ett, pptx, ppt, potx, pptx, ppsx, dpt, pptm, potm, dpt, dps, PDF, txt, html, mht ฯลฯ
  • สามารถทำงานร่วมกับงานเอกสารที่มาจากโปรแกรมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Office (Word, PowerPoint, Excel), Google Docs, Adobe และ OpenOffice ทำให้การโอนย้ายไฟล์จาก Microsoft Office หรือ Google Docs มาใช้งานใน WPS สามารถทำได้ง่าย ๆ
  • รองรับการทำงาน
    • การแก้ไขข้อความ
    • รูปภาพและกราฟ
    • สูตรและการจัดรูปแบบหน้า
    • การกู้คืนข้อมูล
    • Presentation
    • ภาพเคลื่อนไหว
    • การแชร์ไฟล์และแก้ไขการทำงานร่วมกัน
    • สามารถติดตามความเปลี่ยนแปลง ดูความคิดเห็นได้
    • มีฟังก์ชัน Find and Replace
  • Interface แบบ All-in-One เรียบง่าย สะอาดตา ทำให้มีการใช้งานที่ง่าย สะดวก สามารถเลือกได้ทันทีว่าต้องการทำงานเอกสารแบบไหน ในโปรแกรมเดียว ไม่ต้องติดตั้งแยก ในส่วนของการเพิ่มงานเอกสารใหม่ ๆ ก็จะเป็นลักษณะของการเปิดแท็บใหม่ คล้ายกับเว็บเบราว์เซอร์ สะดวก โดยเฉพาะกับใครที่เปิดโปรแกรมหลาย ๆ โปรแกรม ซึ่งมักจะเกิดความสับสนเวลาที่ต้องค้นหา หน้าต่างงานเอกสารที่เปิดไว้ แต่ใน WPS Office ได้รวบรวมงานไว้ในโปรแกรมเดียว ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึง
  • ในส่วนของพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูล WPS Office นั้น แม้จะเป็นในเวอร์ชันที่เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี ก็มีพื้นที่จัดเก็บงานเอกสารฟรีมาให้ 1GB ทำให้ผู้ใช้งานมีพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลบน Cloud และด้วยความเป็น All-in-One โปรแกรม WPS จึงมีขนาดของไฟล์ดาวน์โหลดที่เล็ก ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลว่าความจุที่ให้ฟรีมานั้นจะไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานเอกสาร
  • สามารถทำงานได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์

การดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรม

เมื่อดาวน์โหลดไฟล์มาแล้ว ให้เรากดเข้าไปในไฟล์ที่ดาวน์โหลดมา เพื่อให้โปรแกรมการติดตั้งเริ่มทำงาน จากนั้นกด ‘Install Now’ จากนั้น กด ‘Get started’

WPS Office

ถัดมาจะเป็นหน้าต่างของการติดตั้ง โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะเป็น

  • All in one mode
  • Multi-component Mode

จากนั้น กด Launch WPS

WPS Office

ต่อมาจะเป็นส่วนของ Plan ที่จะมีให้ผู้ใช้งานได้เลือก จะมีทั้งการใช้งานแบบฟรี (Registered User), WPS Premium และ Template Premium

  • Registered User: Free
  • WPS Premium: $29.99/year หรือประมาณ 905 บาท (สามารถทดลองใช้งาน Plan นี้ได้ฟรี 7 วัน)
  • Template Premium: $39.99/year หรือประมาณ 1,207 บาท (สามารถทดลองใช้งาน Plan นี้ได้ฟรี 7 วัน)

ตารางเปรียบเทียบความสามารถในแต่ละ Plan

Registered User
Free
WPS Premium Template Premium
Edit text in PDF No Yes No
PDF to Word/Excel/PPT No Yes No
Export PDF in Batch No Yes No
Picture to PDF No Yes No
Picture to text (OCR) No Yes No
File split/merge No Yes No
Cloud Storage 1GB 20GB 1GB
No ads No Yes No
Backup center 60 days 90 days 60 days
Insert/edit/delete pictures in PDF No Yes No
Insert signature in PDF Only 1 2 or more Only 1
Insert Links to text or area No Yes No
Insert/extract pages in PDF No Yes No
Insert/update/delete watermark in PDF No Yes No
PDF Compress in Batch No Yes No
Correction fluid in PDF No Yes No
Change page order in PDF No Yes No
Edit header and footer in PDF No Yes No
Clip/replace page in PDF No Yes No
Insert page number in PDF No Yes No
Add color or picture background to the PDF page in bulk. No Yes No
Files repair No Yes No
Export to picture without watermark No Yes No
Unlimited downloads of templates No No Yes
10,000+ assets, fonts, infographics and more No No Yes
Online chart No No Yes
Online image No No Yes

จะเห็นได้ว่า ความแตกต่างในแต่ละ Plan นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของความสามารถในการจัดการกับ ไฟล์ PDF ซึ่งถ้าหากใครที่ไม่ได้มีความต้องการใช้งานในส่วนนี้นั้น ใน Plan ที่เปิดให้ใช้งานได้ ฟรี ก็เพียงพอสำหรับการทำงานเอกสารแล้ว

จากนั้นก็จะเข้ามาในส่วนของการ Login เข้าสู่ระบบ โดยเราสามารถลงชื่อเข้าใช้งานผ่านบัญชี Google, Facebook, Dropbox, Twitter ฯลฯ

สำหรับการใช้งาน เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา เราสามารถเลือกสร้างไฟล์เอกสารได้เลยทันที ไม่ว่าจะเป็น ไฟล์ Document, Spreadsheet, Presentation, PDF ฯลฯ โดยไฟล์ที่เราสร้างจะไปเปิดอยู่ใน ‘New Tab’ ลักษณะคล้ายกับการเปิดแท็บใหม่ในเว็บเบราว์เซอร์

WPS Office

ตัวอย่าง

  • ส่วนของหน้าการทำงานเอกสารหรือ Document ในส่วนนี้จะเห็นได้ว่ามีเครื่องมือที่ครบครัน และที่สำคัญ เราสามารถใช้งานฟ้อนต์ที่เราไดิดตั้งไว้ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้ด้วย ไม่ต้องลงฟ้อนต์ใหม่ให้ยุ่งยาก
WPS Office
  • ส่วนของการทำงาน Spreadsheets
WPS Office
  • ส่วนของการทำงาน Presentation
WPS Office
  • ส่วนของการทำงานเอกสารนามสกุล PDF ในเวอร์ชันฟรีนั้น เราสามารถนำไฟล์เอกสารที่มีอยู่มาสร้างเป็นไฟล์ PDF ได้ทันที ในส่วนของฟีเจอร์อื่น ๆ เช่น การแปลงไฟล์จาก PDF ไปเป็นไฟล์ Word หรือ การแก้ไข PDF นั้นจะเป็นส่วนที่สามารถทำได้ในเวอร์ชันพรีเมียม
WPS Office

WPS Office จึงเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำหรับการทำงานเอกสารที่ครบครัน และน่าใช้งาน ที่สำคัญเลยคือมีเวอร์ชันที่เปิดให้ ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้แบบฟรี ๆ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งสำหรับใครที่ต้องการโปรแกรมหรือแอพพลิเคชันไว้สำหรับงานเอกสารทั่ว ๆ ไป เวอร์ชันฟรี ที่ทาง WPS มีให้นั้นก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานแล้ว ใครที่กำลังมองหาโปรแกรมสำหรับงานเอกสารดี ๆ โปรแกรม WPS ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีเลยทีเดียว แต่ถ้ามองในเรื่องของการใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ ในระดับมืออาชีพนั้น ก็อาจยังทำได้ไม่ดีเท่ากับ Microsoft Office ซึ่งถ้าใครที่ต้องการการทำงานที่ลงลึกและใช้งานฟีเจอร์ที่มีความเป็นมืออาชีพนั้น ก็ขอแนะนำว่า Microsoft Office ก็ยังมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์มากกว่า แต่ถ้าเป็นผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไป ที่ต้องการทำงานเอกสาร และต้องการฟีเจอร์พื้นฐานเท่านั้นไม่ได้ต้องการความโปร หรือฟีเจอร์อะไรที่ละเอียดมากเกินไป WPS Office ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยเลย


อ่านบทความเพิ่มเติม/บทความที่เกี่ยวข้อง

Chrome Remote Desktop
ค้นหาด้วยรูปภาพ image search
AutoClicker
LINE TV
สมัคร Gmail

from:https://notebookspec.com/web/553456-wps-office-free-download-for-use

รายงานเผย พบ Malware ที่พัฒนาด้วยภาษา Go เพิ่มขึ้นเกือบ 20 เท่านับแต่ปี 2017

Intezer ผู้พัฒนาโซลูชันด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยบน Cloud ได้ออกมาเผยในรายงาน Year of the Gopher: 2020 Go Malware Round-Up ว่าในปี 2020 พบการใช้ภาษา Go ในการพัฒนา Malware มากขึ้นถึงเกือบ 2,000% เมื่อเทียบกับปี 2017

Credit: Go

ในรายงานระบุว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นมีแนวโน้มของการค่อยๆ เปลี่ยนจากการพัฒนา Malware ด้วยภาษา C และ C++ ไปเป็น Go เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดย Malware แรกที่ใช้ Go พัฒนานั้นถูกตรวจพบในปี 2012 และแนวโน้มนี้ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นจนในปี 2019 นั้นมีการตรวจพบ Malware ชนิดใหม่ๆ ที่พัฒนาด้วยภาษา Go ในทุกๆ วัน จนปัจจุบันนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วที่จะพบ Malware ที่ถูกพัฒนาโดยภาษา Go โดยมี 3 เหตุผลหลัก ดังนี้

  • Golang นั้นได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในระยะยหลัง และสามารถทำการ Compile ข้าม Platform ได้ง่าย
  • Binary ของภาษา Golang นั้นยังคงยากต่อการวิเคราะห์และทำ Reverse Engineering ทำให้ในช่วงเวลาหนึ่งนั้น การตรวจพบ Malware ที่ใช้ภาษา Go พัฒนานั้นเกิดขึ้นได้ช้ามาก
  • ภาษา Go มี Networking Stack ที่พัฒนามาเป็นอย่างดี และใช้งานได้ง่าย

ที่ผ่านมามีการค้นพบ Malware หลากหลายตระกูลที่ใช้ในการโจมตีหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็น Nation-State APT Malware, E-Crime Malware ไปจนถึง Ransomware ตระกูลใหม่ๆ

ผู้ที่สนใจรายงานฉบับเต็มสามารถโหลดไปศึกษาได้ที่ https://www.intezer.com/resource/year-of-the-gopher-2020-go-malware-round-up/ ครับ ส่วนผู้ที่อยากเริ่มต้นหัดเขียนภาษา Go สามารถเริ่มต้นได้ที่ https://golang.org/ ครับ

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/go-malware-is-now-common-having-been-adopted-by-both-apts-and-e-crime-groups/

from:https://www.techtalkthai.com/many-malwares-are-developed-with-go-at-this-moment/

ผลสำรวจชี้ องค์กรทำ DevOps เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าใน 5 ปีที่ผ่านมา

RedGate Software ผู้เชี่ยวชาญทางด้านข้อมูลได้ออกมาเผยถึงรายงาน 2021 State of Database DevOps ที่ได้ทำการสำรวจข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 8,000 คนใน 3,200 องค์กรถึงประเด็นด้านการทำ DevOps ในองค์กร, ผลกระทบจาก COVID-19 ต่อฝ่าย IT และ DevOps และแนวโน้มการใช้เทคโลยีสำหรับ Database DevOps พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

Credit: ShutterStock.com
  • 74% ของธุรกิจองค์กรมีการใช้ DevOps ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยมีการใช้ Cross-Platform Database เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน และเติบโตจากผลสำรวจเมื่อ 5 ปีก่อนที่มีองค์กรใช้งาน DevOps เพียงแค่ 47%
  • วิกฤต COVID-19 ไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของฝ่าย IT มากนัก เพราะฝ่าย IT ยังคงทำงานอย่าง Remote ได้มีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากเดิมนัก โดยธุรกิจของผู้ตอบแบบสอบถามนี้ 43% ที่เติบโตมากขึ้นกว่าที่คาด, 13% ยังคงตัว และ 9% ที่หดตัว
  • ผู้ตอบแบบสอบถาม 80% ระบุว่าการทำงานแบบ Remote Working จะยังคงดำเนินต่อไปอีกยาวนาน ในขณะที่ 63% ระบุว่าการทำงานแบบ Remote Working นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น
  • อุปสรรคใหญ่ในการทำ DevOps ให้มีประสิทธิภาพของธุรกิจนั้นได้แก่การขาดทักษะที่จำเป็นของทีม, การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจที่มีอยู่เดิม และการขาดความร่วมมือระหว่างทีมพัฒนาและทีมดูแลรักษาระบบ
  • ความท้าทายในการปรับปรุงกระบวนการพัฒนา Software หลักๆ นั้นได้แก่ การขาดระบบ Automation สำหรับ Release Process (41%) และการที่โค้ดของระบบที่มีอยู่ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม (39%) ในขณะที่การขาดแคลนงบประมาณหรือปัญหาด้านการเปลี่ยนวัฒนธรรมนั้นเป็นปัญหาที่เล็กน้อยมาก
  • Database DevOps สามารถช่ยให้การทำ DevOps มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นได้ โดยจากผลสำรวจพบว่าไม่มีธุรกิจใดเลยที่ใช้เพียงแค่ Oracle DB หรือ MS SQL Server เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป และมีการใช้งาน Open Source Database กันมากขึ้น
  • มากกว่า 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ามีการใช้ NoSQL Database
  • มีเพียง 30% เท่านั้นที่ใช้ Database Platform เพียงค่ายเดียว ในขณะที่ปีก่อนหน้ายังมีถึง 38%
  • มี 22% ที่ใช้ Database 2 ยี่ห้อ และเกือบครึ่งของผู้ที่ตอบแบบสอบถามใช้ Database ตั้งแต่ 3 ยี่ห้อขึ้นไป

ผู้ที่สนใจรายงานฉบับเต็มสามารถโหลดได้ที่ https://www.red-gate.com/solutions/database-devops/report-2021 ครับ

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/devops-adoption-almost-doubles-in-five-years-covid-crisis-accelerates/

from:https://www.techtalkthai.com/devops-in-enterprises-grows-almost-2-times-in-past-5-years/