คลังเก็บป้ายกำกับ: Software

เชิญร่วมงาน Oracle Cloud Day Online – Asia

Oracle ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Oracle Cloud Day Online – Asia เพื่ออัปเดตเทรนด์ทางด้าน Data และ Cloud Technology ล่าสุด รวมไปถึง Best Practices และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Data Management, Business Transformation และ AI & Analytics ตลอดวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020 ตั้งแต่ 9:00 น. เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

ชื่องาน: Oracle Cloud Day Online – Asia
Track: Developer Playground
วัน: วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020
เวลา: 9:00 – 18:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Conference
รายละเอียด: https://www.oracle.com/ph/cloudday/

Oracle Cloud Day Online – Asia เป็นงานสัมมนาออนไลน์ของ Oracle ที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย (รวมประเทศไทย) มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติทางด้าน Data Management, Application Modernization และ AI & Analytics ล่าสุดในยุค Cloud Transformation จุดประกายให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้อมูลที่มีอยู่และพลิกโฉมธุรกิจของตนให้ทันสมัย โดยภายในงานจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 Tracks ครอบคลุมทั้งเชิงธุรกิจและเชิงเทคนิค รวมไปถึงมีการแชร์กรณีศึกษาที่น่าสนใจ, Demo และ Hands-on Lab ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-cloud-day-online-asia-2020/

เผย Red Hat Enterprise Linux ถูกใช้เป็น OS สำหรับ Supercomputer ที่เร็วที่สุด 3 อันดับแรกของโลก

Red Hat ได้ออกมาเผยถึงการที่ระบบ Supercomputer ที่เร็วที่สุดในโลก 3 ระบบแรกล้วนเลือกใช้ Red Hat Enterprise Linux หรือ RHEL เป็นระบบปฏิบัติการ รวมถึงยังมีระบบอื่นๆ อีกมากใน TOP500 และ Green500 ที่เลือกใช้ RHEL ด้วยเช่นกัน โดยใน 10 ระบบ Supercomputer ที่เร็วที่สุดในโลกนั้นก็มีการใช้ RHEL ด้วยกันถึง 4 ระบบ ได้แก่ Fugaku อันดับ 1, Summit อันดับ 2, Sierra อันดับ 3 และ Marconi-100 อันดับ 9

Credit: Red Hat

ส่วนใน Green500 ที่เป็นการจัดอันดับด้านความคุ้มค่าในการใช้พลังงาน RHEL ก็ได้กลายเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับ 6 ระบบใน 10 อันดับแรก ได้แก่ A64FX Prototype อันดับ 4 ซึ่งเป็นระบบทดสอบสำหรับ Fugaku, AIMOS อันดับ 5, Satori อันดับ 7, Summit อันดับ 8, Fugaku อันดับ 9 และ Marconi-100 อันดับ 10

สาเหตุที่ระบบ Supercomputer ชั้นนำเลือกใช้ RHEL นั้น ก็เป็นเพราะประเด็นด้านการทดสอบและรองรับความเข้ากันได้ของระบบระหว่าง Software กับ Hardware ที่ต้องมีความเข้มข้นมากเป็นพิเศษเพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น Fugaku ที่ใช้หน่วยประมวลผล Arm เป็นหลัก และ Sierra, Summit, Marconi-100 ที่ใช้ IBM POWER9 คู่กับ NVIDIA GPU เป็นต้น ทำให้การนำ RHEL ไปใช้งานนั้นเป็นไปได้อย่างมั่นใจ และทำให้ทีมผู้ใช้งานระบบ Supercomputer สามารถมุ่งเน้นไปที่การทำงานในเชิงวิทยาศาสตร์เป็นหลักได้

นอกจากนี้ RHEL เองก็ยังรองรับการประมวลผลภายในระบบ Supercomputer ได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงยังมีการผสานเทคโนโลยีอย่าง Linux Container เข้าไปด้วย เช่น การทำงานร่วมกับโครงการ Supercomputing Containers และยังมีการผลักดันโครงการอื่นๆ เช่น Podman, Skopeo และ Buildah เพื่อช่วยให้การนำ Container มาใช้ในระบบ Supercomputer เป็นไปได้อย่างราบรื่นและตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น

ที่มา: https://www.redhat.com/en/about/press-releases/red-hat-powers-future-supercomputing-red-hat-enterprise-linux

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-enterprise-linux-powered-top-supercomputers/

มาตรฐาน H.266/VVC สมบูรณ์แล้ว เตรียมใช้แทน H.265/HEVC ลดขนาดวิดีโอลงได้ประมาณ 50%

Fraunhofer HHI ได้ออกมาประกาศเปิดตัวมาตรฐาน H.266/VVC (Versatile Video Coding) ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้แทน H.265/HEVC ด้วยความสามารถในการบีบอัดให้การรับส่งข้อมูลกินปริมาณ Bandwitdh น้อยลงประมาณ 50% และรองรับเนื้อหา 4K และ 8K ได้เป็นอย่างดี

Credit: Fraunhofer HHI

ที่ผ่านมา Fraunhofer HHI ได้มีบทบาทในการพัฒนามาตรฐาน H.264/AVC และ H.265/HEVC มาแล้ว ซึ่งทั้งสองมาตรฐานนี้ก็ถูกใช้งาในอุปกรณ์มากกว่า 10,000 ล้านชิ้นและประมวลผลข้อมูล Video ที่ใช้งานทั่วโลกเกินกว่า 90% นับเป็น Traffic ของ Internet เกินกว่าครึ่งเลยทีเดียว

H.266 นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ Content ความละเอียดสูงที่มีขนาดใหญ่บน Mobile Network เป็นหลัก โดยหากเทียบการทำงานกับ H.265/HEVC แล้ว UHD Video ความยาว 90 นาทีที่อาจต้องใช้การส่งข้อมูลทั้งสิ้น 10GB บน H.265 นั้นก็จะสามารถลดการส่งข้อมูลเหลือเพียง 5GB ได้บน H.266/VVC โดยที่มีคุณภาพเทียบเท่ากัน ทำให้เหมาะกับการใช้เพื่อรองรับ 4K/8K Video ไปจนถึง 360° Video และการทำ Screen Sharing ด้วย

มาตรฐาน H.266 นี้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 3 ปี และตัวมาตรฐานเองจะนิ่งให้พร้อมจะใช้งานได้ในเดือนกรกฎาคม 2020 นี้แล้วโดยจะมีเอกสารระบุรายละเอียดของมาตรฐานความยาวเกินกว่า 500 หน้า ส่วนตัว Encoding/Decoding Software นั้นจะมีกำหนดการเปิดตัวหลังจากนี้

สำหรับรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://newsletter.fraunhofer.de/-viewonline2/17386/465/11/14SHcBTt/V44RELLZBp/1

ที่มา: https://www.phoronix.com/scan.php?page=news_item&px=H.266-VVC-July-2020

from:https://www.techtalkthai.com/h266-vvc-standard-could-reduced-video-size-by-50-percent/

[Video Webinar] เพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพของระบบ IT Operation ด้วย Red Hat Ansible Automation Platform

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Red Hat Webinar เรื่อง “เพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพของระบบ IT Operation ด้วย Red Hat Ansible Automation Platform” พร้อมแนะนำเครื่องมือที่จำเป็นต่างๆ ต่อการบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์กร ควบคู่ไปกับตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานในหลากหลายกรณี ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณปรีชา ขมวิลัย Solutions Architect, Red Hat Thailand

ภายใน Webinar นี้จะนำเสนอถึงความสามารถของ Red Hat Ansible Automation Platform ผ่านการบรรยายและสาธิตวิธีการใช้งานเครื่องมือต่างๆ ใน Red Hat Ansible Automation Platform นอกจากนี้ยังมีการยกตัวอย่าง (Demo) การนำไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมฟังบรรยายทุกท่านได้แนวคิดการประยุกต์ใช้งาน Red Hat Ansible Automation Platform เพื่อแก้ปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพ และความรวดเร็วให้แก่ระบบ IT ของตน

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-improve-your-it-operation-with-red-hat-ansible-automation-platform/

ทำไม NGINX ถึงเป็นผู้นำตลาด Development Operations !!!

ขอเชิญรับชม Live NGINX Chanel Project ในหัวข้อแรก “Introducing NGINX” ในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2020 เวลา 19.00 – 20.00 น. Live ผ่านโปรแกรม ZOOM

ทุกท่านสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้ารับชม Live ได้ตามลิงค์ด้านล่าง
https://f5networks.zoom.us/webinar/register/9315935084164/WN_ed15yZxeTfSCFtXauZVQxA

from:https://www.techtalkthai.com/f5-mfec-vst-ecs-webinar-introducing-nginx/

[Guest Post] เริ่มต้น DevOps ด้วย Atlassian Cloud

คู่มือเพื่อเริ่มต้นเรียนรู้ความสามารถของ Atlassian Cloud

รวมงานด้าน #DevOps ขององค์กรของท่านให้เป็นหนึ่งเดียวบน Cloud ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องมือใดๆ ในองค์กร โดยการใช้ #Jira เป็นศูนย์กลาง มาร่วมเรียนรู้ถึงวิธีการเชื่อมผสานรวมระบบแบบอัตโนมัติ (automated integrations) ด้วย #Bitbucket และ #Opsgenie รวมถึง solution อื่นๆ ที่น่าสนใจของ Atlassian: https://lnkd.in/gREN36j

from:https://www.techtalkthai.com/izeno-devops-with-atlassian-cloud/

AWS ออกเครื่องมือช่วยทำ Containerized ให้แอปฟลิเคชัน JAVA และ .NET

AWS เชื่อว่าปัจจุบันใครๆ ก็น้อมรับเทคโนโลยีของ Container กันหมดแล้ว ซึ่งน่าเห็นใจบริษัทที่ยังติดอยู่กับแอปพลิเคชันเก่าๆและยังไม่สามารถเปลี่ยนสู่ Container ได้ ด้วยเหตุนี้เองล่าสุดทาง AWS จึงได้ออกเครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรสามารถทำ Containerize แอปพลิเคชันเดิมที่เป็น JAVA และ .NET  

Credit: AWS

งานของการทำ Containerized แอปพลิเคชันเก่ามีมากมายเช่น ต้องทราบถึง Application Dependencies, สร้าง Dockerfile และมานั่ง Build&Deploy ใหม่ ซึ่ง AWS เชื่อว่างานเหล่านี้กินเวลาการทำงานมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงออกเครื่องมือที่ชื่อว่า AWS App2Container มาให้งานกันได้ในรูปแบบของ Command-line ที่สามารถช่วยองค์กรทำ Containerized แอปเดิมที่รันอยู่บน On-premise, EC2 หรือ Cloud ไหนๆ ก็ได้โดยไม่ต้องแก้ไขโค้ด 

App2Container จะช่วยเข้าไปประเมินแอปพลิเคชันและ Dependencies รวมถึง Artifacts ที่เกี่ยวข้องในการ Deploy บน Amazon ECS หรือ EKS นอกจากนี้ยังเพิ่มคุณสมบัติ Build&Deploy ซ้ำได้ด้วยความสามารถของ AWS CodeBuild และ Code Deploy โดย App2Container จะประเมินถึง Artifacts (ส่วนประกอบต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการพัฒนาแอป เช่น ไลบรารี เอกสารประกอบ เครื่องมือย่อย Docker Files/Image, YAML และอื่นๆ) สำหรับแต่แอปพลิเคชัน 

ปัจจุบัน App2Container รองรับการทำ Containerize ได้กับเว็ปแอปพลิเคชันที่ใช้ ASP.NET เวอร์ชัน 3.5 ขึ้นไปที่รันบน IIS 7.5 ขั้นไปบนวินโดวน์ รวมถึงแอปพลิเคชัน Java บนลีนุกซ์ หรือ Standalone JBoss, Apache Tomcat, Spring Boot,  IBM WebSphere, Oracle WebLogic และอื่นๆ ผู้สนใจที่ใช้ EC2, ECS, EKS และ S3 (มีเกณฑ์ปริมาณการใช้งาน) สามารถเริ่มต้นใช้งาน App2Container ได้ฟรีๆ ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่ 

ที่มา :  https://aws.amazon.com/blogs/aws/aws-app2container-a-new-containerizing-tool-for-java-and-asp-net-applications/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-app2container-to-for-containerized-traditional-apps/

AWS ออกเครื่องมือช่วยย้ายโค้ดจาก .NET สู่ .NET Core

เมื่อ Microsoft ประกาศว่า .NET Core คือก้าวถัดไป ในฐานะนักพัฒนาก็ต้องมีการย้ายโค้ดของตนตามเช่นกัน อย่างไรก็ดียังมีความท้าท้ายมากมายรออยู่ โดย AWS ได้ตระหนักถึงอุปสรรคดีจึงออกเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือปฏิบัติการดังกล่าวที่ชื่อ ‘Porting Assistant for .NET’

credit : aws

.NET 4.8 จะเป็นเวอร์ชันหลักสุดท้ายแล้วที่จะได้รับการอัปเดตแก้ไขบั๊ก ความมั่นคงปลอดภัยและปัญหาเรื่อง Stability ทำให้ถึงจุดที่นักพัฒนาต้องตัดใจแล้วว่าจะไป .NET Core หรือไม่ ซึ่งหากก้าวไปแล้วก็ยังมีอุปสรรครออยู่ เช่น NuGET Compatible package และการไล่อัปเดตไฟล์ต่างๆ ในโปรเจ็คสู่ .NET Core Format ไม่เพียงเท่านั้นยังต้อง Replace API ด้วย และสุดท้ายเมื่อคอมไพล์แล้วยังต้องเจอ Error อีกเพียบ

ด้วยเหตุนี้ AWS จึงได้ออกเครื่องมือที่ชื่อ Porting Assistant for .NET ที่จะช่วยให้วิเคราะห์แอป .NET Framework ในการย้ายสู่ .NET Core บน Linux ซึ่งตัวเครื่องมือสามารถวิเคราะห์ได้ทั้งซอร์สโค้ดและ Tree ของ Public API รวมถึง NuGET package dependencies เพื่อดูว่าส่วนประกอบไหนไม่เข้ากับ .NET Core พร้อมกับแนะวิธี Replacement อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าเครื่องมือนี้จะเก่งขึ้นได้เรื่อยๆ ด้วยเมื่อเวลาผ่านไป (คาดว่าน่าจะมีการใช้ AI ในการเรียนรู้)

โดยสิ่งที่ AWS คุยว่าเครื่องมือของตนแตกต่างกับเจ้าอื่นคือความสามารถในการรู้ถึง Tree แบบสมบูรณ์ของ Package Dependencies ไม่ใช่แค่ API ที่ไม่เข้ากับ .NET Core นอกจากนี้เครื่องมือยังใช้ Solution Files เป็นจุดเริ่มต้นซึ่งเข้าถึงโปรเจ็คได้มากกว่า สำหรับผู้สนใจสามารถใช้ได้ฟรีๆ โดยศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือ GitHub 

ที่มา :  https://aws.amazon.com/blogs/aws/announcing-the-porting-assistant-for-net/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-tool-for-port-dot-net-framework-to-dot-net-core/

สรุป Red Hat Webinar: สร้างระบบ Microservices ที่มีขนาดเล็กมากและมีความเร็วสูงด้วย Quarkus

Java นั้นถือเป็นหนึ่งในภาษาพัฒนาโปรแกรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจองค์กรเป็นอย่างมาก และเมื่อโลกของ Cloud-Native Application มาถึง ก็ย่อมต้องมีผู้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้นำ Java มาใช้ในสถาปัตยกรรมใหม่นี้ได้ โดยใน Webinar หัวข้อ “สร้างระบบ Microservices ที่มีขนาดเล็กมากและมีความเร็วสูงด้วย Quarkus โดย Red Hat” ก็ได้เจาะลึกถึง Quarkus ที่จะมาตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ จึงขอหยิบยกเนื้อหาใน Webinar นี้มาสรุปกันดังนี้ครับ

ความท้าทายของการนำ Java มาใช้บน Container

Framework ส่วนใหญ่ของ Java ที่มีอยู่นั้นถูกออกแบบให้รองรับการทำงานแบบ Monolith เป็นหลักมี โดยมี Startup Time นาน และใช้ Memory เยอะ โดย Server หนึ่งเครื่องอาจรองรับ Java Application ได้หลายระบบ เหมาะสำหรับการใช้งานในยุคที่การพัฒนา Application และการออกอัปเดตใหม่ๆ นั้นยังต้องกินเวลานานหลายเดือน ทำให้ Framework เหล่านี้ไม่สามารถถูกปรับนำมาใช้กับโลกของ Container ได้อย่างเหมาะสมนัก

ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะทำให้ Java นั้นสามารถทำงานแบบ Cloud-Native ได้ รองรับทั้งการใช้งานแบบ Microservices, Serverless และ Event-Driven ให้ได้ สามารถทำงานร่วมกับ Kubernetes, Istio และ Knative ได้ โดยควรจะต้องเปิดใช้งานได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ใช้หน่วยความจำเพียงเล็กน้อย และรองรับ Application เดียวต่อระบบเท่านั้น

ที่ผ่านมามีความพยายามในการพัฒนา Java เพื่อให้ใช้งานบนสถาปัตยกรรมแบบ Microservices อยู่ค่อนข้างมาก แต่เมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆ Java ก็ยังถือว่าใช้ทรัพยากรค่อนข้างเยอะอยู่ดี ทำให้ในหลายๆ โครงการด้าน Cloud-Native Application ทีมพัฒนาจึงเลือกใช้ภาษาอื่นแทน Java

รู้จักกับ Quarkus โครงการที่จะนำ Java มาสู่โลกของ Cloud-Native

โครงการ Quarkus นี้ถูกริเริ่มโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ Java นั้นสามารถใช้งานได้ใน Cloud-Native Application โดยชื่อของ Quarkus นั้นมาจากคำว่า Quark ที่เป็นอนุภาคขนาดเล็กมาก และ US จากคำว่าพวกเรานั่นเอง

ในโครงการนี้ Red Hat ถือเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลัก และโครงการเพิ่มเกิดขึ้นมาเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมาเท่านั้น โดยนำเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Java มาใช้รวมกันภายใน Quarkus นี้ ทั้ง Eclipse Vert.x, Hibernate, RESTEasy, Eclipse MicroProfile, WildFly, Untertow และ OpenJDK

จุดที่ทำให้ Quarkus นั้นแตกต่างจากเทคโนโลยีสำหรับ Java อื่นๆ มีดังนี้

  • Container First รองรับการใช้งานบน Container และ Serverless อย่างเต็มที่ ใช้ทรัพยากรใกล้เคียงกับ NodeJS หรือ Go โดยใช้แรมน้อยลงกว่าเดิม 7-10 เท่าในการทำงานแบบ Native และเปิดใช้งานได้ในเวลาเพียงประมาณ 400 Millisecond เท่านั้น
  • Developer Joy พัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้ตอบโจทย์การนำไปใช้งานของนักพัฒนาเป็นหลัก เช่น การใช้มาตรฐานเดิมเป็นหลัก, การรวม Configuration ให้อยู่ใน File เดียวทำให้ทำงานง่าย, การทำ Live Coding ได้ เมื่อแก้ไขอะไรทุกอย่าง Reload ใหม่ทันทีโดยไม่ต้อง Compile และสามารถสร้าง Native Binary ได้ด้วยคำสั่งเดียวเท่านั้น
  • Unifies Imerative and Reactive รองรับการเขียนโปรแกรมทั้งแบบ Imperative และ Reactive ได้ในหนึ่งเดียว ทำให้สามารถทำงานได้อย่างยืดหยุ่น และสามารถเรียนรู้การเขียนโปรแกรมแบบ Reactive ได้ง่ายขึ้น
  • Best of Breed Libraries and Standards มีส่วนเสริมเพื่อให้ใช้ Library, Framework และ Standard เดิมที่เคยใช้งานบน Quarkus ได้ โดยสามารถใช้เทคโนโลยีที่ถนัดหรือเหมาะสมได้เลย

สิ่งที่ Quarkus ทำเพื่อให้การใช้ Java สามารถเกิดขึ้นได้โดยใช้ทรัพยากรน้อยนั้น ก็คือการนำงานส่วนใหญ่ที่เคยทำตอน Runtime ของ Java มาอยู่ในช่วง Build แทน ทำให้ตอนเริ่มใช้งานจริงมีความเร็วยิ่งกว่าเดิมมาก และยังสามารถ Optimize ขนาดของ Java ให้เล็กลงด้วยการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจาก Package นั่นเอง

ส่วน Build Tool นั้น Quarkus ก็สามารถใช้ได้ทั้ง Maven และ Gradle ส่วน IDE ก็สามารถใช้งานได้ทั้ง VSCode, Eclipse, IntelliJ, Eclipse Che หรือ CodeReady Workspace ของ Red Hat นั่นเอง

Quarkus นี้เหมาะสมกับทั้งการพัฒนา Cloud-Native Application ด้วย Java, การย้ายระบบ Application แบบ Monolithic มาสู่ Microservices, การทำงานแบบ Serverless และการรองรับงานแบบ Event-Driven หรือ Reactive โดย Quarkus นี้จะกลายเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ Java Developer สามารถก้าวมาสู่การพัฒนา Cloud-Native Application ได้อย่างเต็มตัว และสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจเช่นการลดค่าใช้จ่าย, การรองรับการเพิ่มขยายระบบได้อย่างยืดหยุ่น, การพัฒนาระบบได้อย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการทำ Hybrid Cloud

ผู้ที่สนใจรายละเอียดฉบับเต็มเกี่ยวกับ Quarkus สามารถศึกษาได้ที่ https://quarkus.io/

รับชม Webinar ย้อนหลัง

ใน Webinar นี้เนื้อหาเต็มมีความยาวและยังมีการ Demo โซลูชันของ Quarkus ในการใช้งานจริงและการทำงานร่วมกับ Red Hat OpenShift ให้เราได้รับชมกันด้วย ดังนั้นถ้าหากท่านใดสนใจก็สามารถรับชม Webinar ย้อนหลังโดยคุณวรวิทย์ เลิศกิติพงศ์พันธ์, Senior Solutions Architect, Red Hat และคุณเฟื่องวิชญ์ โสภารัตน์, Channel Solutions Architect, Red Hat กันได้ที่ https://redhat.lookbookhq.com/c/thai-webinar-ultra-f?x=YQKcrV เลยนะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/summary-redhat-webinar-build-compact-and-high-speed-microservice-with-quarkus/

ลืม password ไม่ต้องตกใจ เช็ค Save Password ใน Google Chrome ได้

เวลาที่หลายๆ คนเข้าใช้งานเว็บไซต์ เว็บบอร์ด หรือทำธุรกรรม อีเมล์และอื่นๆ ในเว็บเบราว์เซอร์ เช่น Google Chrome ก็มักจะเลือกใช้วิธี Remember password หรือ Save Password ที่เป็น Log-in เหล่านั้นลงบน Chrome ด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องกรอกพาสเวิร์ด หรือใส่ล็อคอินกันทุกครั้ง แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่สะดวก แต่บางครั้งเวลาที่คุณไม่ได้ใส่ Pasword บ่อย หรือไปใช้เครื่องอื่น ปัญหาที่เจอก็คือ ลืม Password ก็ทำให้ใช้งานไม่ได้ ต้องไปกด Forget password กันเกือบทุกครั้ง แต่ถ้าคุณใช้ Google Chrome ก็สามารถเข้าเช็ค Save Password ในแต่ละแห่งที่คุณล็อคอินเข้าไปได้แล้ว

ลืม password

วิธีการเข้าดู Save Password บน Google Chrome
กรณีที่ ลืม password เริ่มแรก ให้เปิด Chrome browser แล้วไปที่มุมขวาบนของหน้าต่าง ด้านข้างของ Google Account ของคุณ บางครั้งอาจเป็นจุด 3 จุดที่เรียงต่อกัน ให้คลิ๊ก “Settings”

ลืม password

เมื่อคลิ๊ก Settings แล้ว ให้สกอลล์ลงมาในส่วนของ “Autofill” แล้วคลิ๊กที่ “Password”

ลืม password

บนหัวข้อ “Password” จะเห็นบรรดาลาเบลที่คุณเคย Log-in และให้บันทึกหรือ Save Password เอาไว้ จะมีมากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับเว็บที่คุณเคยใช้งาน จะบอกทั้งชื่อ User name และ Password (ที่เป็นเครื่องหมาย***) หากต้องการจะดู Password ก็ให้คลิ๊กที่รูปดวงตา ที่ปรากฏอยู่ด้านหลังในแต่ละบรรทัด

ลืม password

แต่…ต้องบอกก่อนนะครับว่า การที่จะเข้าไปดูนั้น ระบบจะมีการป้องกัน ด้วยการให้คุณ authenticate user หรือล็อกอินด้วย Account ของคุณ บนกล่องข้อความที่ปรากฏขึ้นมาเสียก่อน โดยใส่ Username และ Password ที่ใช้ Log-in บนเครื่องนี้ เมื่อใส่ข้อมูลแล้ว คลิ๊ก Ok แต่ห้าม ลืม password ตรงนี้เด็ดขาด

ลืม password

จากนั้นบรรดาเว็บไซต์หรือการเข้าใช้งานใดๆ ที่คุณ Save Password เอาไว้ ก็จะปรากฏขึ้นมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Username รวมถึง Password ก็ตาม ซึ่งหากอันไหนไม่ได้ใช้งาน หรือถูกเปลี่ยนไปแล้ว ก็สามารถ Remove ทิ้งไปได้เช่นกันครับ

วิธีนี้เป็นการแก้ปัญหา ลืม password ของผู้ใช้ที่มีหลายแอคเคาต์ในการเข้าถึงเว็บไซต์ หรือการใช้ธุรกรรมต่างๆ ที่มีจำนวนมากได้สะดวกยิ่งขึ้น ขอแค่จำ Password ที่เป็น Account ที่เข้าใช้ระบบวินโดวส์เครื่องนี้อย่างเดียวเท่านั้นก็พอ

ที่มา: Save Password

from:https://notebookspec.com/check-save-password-google-chrome/527521/