คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Network

Facebook เริ่มแปะป้าย Satire Page ใต้ชื่อเพจล้อเลียน ให้รู้ว่าไม่ใช่ข้อมูลจริง

Facebook เริ่มแปะป้าย (label) บอกใต้ชื่อเพจว่าเป็นเพจชนิดใด เช่น เพจอย่างเป็นทางการ (official page), เพจที่แฟนๆ ทำกันเอง (fan page) หรือเพจล้อเลียน (satire page) เพื่อแก้ปัญหาข่าวปลอม ผู้ที่เห็นโพสต์จะได้ระมัดระวังในการแชร์ข้อมูลที่อาจไม่ใช่ข้อมูลอย่างเป็นทางการ

จากภาพตัวอย่างของ Facebook คือเพจ Future Mayor of the Year ที่เป็นเพจล้อเลียน มีคำว่า Satire Page อยู่ใต้ชื่อเพจในทุกโพสต์ที่เห็นบน News Feed และกดเข้าไปดูจะเห็นคำอธิบายเพิ่มเติม

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังมีผลเฉพาะในสหรัฐเท่านั้น

No Description

ที่มา – Facebook Newsroom ที่โพสต์บนทวิตเตอร์ช่องทางเดียวซะด้วย

from:https://www.blognone.com/node/122107

ทำความรู้จัก OnlyFans แพลตฟอร์มมูลค่าหมื่นล้าน ที่ไม่ได้มีแค่คอนเทนต์ 18+

เชื่อว่าในยุคนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก OnlyFans แพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีชื่อเสียงจากการเปิดพื้นที่สำหรับการสร้างคอนเทนต์ 18+ สำหรับใครก็ได้ที่ต้องการสร้างรายได้จากร่างกายในฐานะงานศิลปะที่สร้างขึ้น

OnlyFans

รูปแบบของ OnlyFans จะแตกต่างจาก Social Network อื่นๆ ทั้ง Facebook, Instagram, Twitter ที่แพลตฟอร์มเหล่านี้ผู้ใช้งานสามารถติดตามบุคคลที่ชื่นชอบได้แบบฟรีๆ โดยอาจมีข้อแลกเปลี่ยนเป็นข้อมูลที่เก็บไปเพื่อการทำโฆษณาแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย

แต่ OnlyFans เป็นแพลตฟอร์มที่ เจ้าของคอนเทนต์ เลือก “เก็บเงิน” จากแฟนๆ ผู้ติดตามในราคาตั้งแต่ 4.99-49.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินราว 150-1,500 บาท โดย OnlyFans จะหักค่าธรรมเนียมไป 20% แลกกับการลงคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มที่มีอิสระมากกว่า เช่น การไม่แบนรูป หรือคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหา 18+ ทำให้ OnlyFans มีชื่อเสียงในแง่มุมนี้ จนหลายคนเข้าใจผิดคิดว่า OnlyFans มีเพียงคอนเทนต์ที่เหมาะกับผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ โดยเฉพาะ Facebook และ Instagram แม้จะสามารถโพสต์ภาพได้เหมือนๆ กัน แต่มีกฎดูแลคอนเทนต์ที่เข้มงวดมากกว่า OnlyFans

แม้ว่า OnlyFans จะเป็นที่รู้จักจากการเป็นแพลตฟอร์มสำหรับคอนเทนต์ที่มีความแรงระดับ 18+ จากบรรดาผู้มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ในความจริงแล้ว OnlyFans ก็ไม่ได้มีเพียงคอนเทนต์ชนิดนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เพราะในความจริงแล้ว OnlyFans ยังมีคอนเทนต์ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งคอนเทนต์จากนักดนตรีที่บันทึกการฝึกซ้อมภายห้องอัด คนในแวดวงธุรกิจที่ถ่ายทำคลิปวิดีโอสอนกลยุทธ์ และการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ หรือแม้แต่ Drag Queen ที่ทำคลิปสอนแต่งหน้าให้กับแฟนๆ ของตัวเองได้ดู

อย่างไรก็ตามคงปฎิเสธไม่ได้ว่า OnlyFans กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นที่รู้จักกันในช่วงโควิด-19 ระบาด เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดส่งผลต่อการหาเลี้ยงชีพของคน บางคนตกงาน โดนลดเงินเดือน แต่รายจ่ายไม่เคยลดลงตามรายรับ OnlyFans จึงกลายเป็นทางออกสำคัญของหลายๆ คน ที่อยากสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์แบบ 18+ จากที่บ้านของตัวเอง

OnlyFans
OnlyFans ภาพจาก Shutterstock

โควิดแจ้งเกิด OnlyFans: สู่ผู้ใช้งาน 90 ล้านคน

แม้ว่า OnlyFans จะเป็นแพลตฟอร์มที่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2016 แต่ความจริงแล้ว OnlyFans ก็เพิ่งจะมาเป็นที่รู้จักอย่างจริงจังในช่วงที่โควิด-19 ระบาดนี่เอง

จากการรายงานของนิตยสาร Forbes พบว่า จำนวนผู้ใช้งาน OnlyFans เพิ่มสูงขึ้นถึง 75% ตั้งแต่โควิด-19 เริ่มระบาด และจากสถิติล่าสุดในเดือนธันวาคม 2020 OnlyFans มีจำนวนผู้ใช้งานทั้งสิ้น 90 ล้านคน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ราว 1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 1.2 แสนคน เมื่อปี 2019

ด้านการสร้างรายได้ นับตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน OnlyFans จ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับผู้ผลิตคอนเทนต์ไปแล้วกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.98 หมื่นล้านบาท

ด้วยจำนวนตัวเลขผู้ใช้งานในระดับ 90 ล้านคน รวมถึงการจ่ายรายได้ให้กับผู้ผลิตคอนเทนต์ไปแล้ว 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ OnlyFans กลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท ทั้งที่เพิ่งจะก่อตั้งในปี 2016

หากเทียบให้เห็นภาพมูลค่าของบริษัทในระดับนี้ Netflix ต้องใช้เวลานับ 10 ปี และ Apple ต้องใช้เวลา 14 ปี จึงจะมีมูลค่าบริษัทในระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ช่องทางทำเงิน สร้างรายได้ให้ผู้ตกงานจากโควิด-19

Savannah Benavidez พนักงานในโรงพยาบาลที่ตกงานเพราะสถานการณ์โควิด-19 ด้วยภาระที่มี ต้องดูแลลูกในวัยเพียง 2 ขวบ ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟ จึงทำให้เธอตัดสินใจหารายได้ด้วยการสร้างคอนเทนต์ 18+ บน OnlyFans ซึ่งเธอสามารถสร้างรายได้กว่า 64,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.91 ล้านบาท ไม่เพียงแต่จะเป็นการเลี้ยงดูตัวเองและลูกได้ แต่ยังสามารถช่วยเหลือครอบครัว และเพื่อนๆ จ่ายค่าเช่าบ้าน และค่าเช่ารถยนต์ได้ด้วย ซึ่งรายได้จาก OnlyFans ยังมากกว่าอาชีพอื่นที่เธอเคยทำมาด้วยซ้ำ

อีกหนึ่งตัวอย่างของผู้ที่สร้างเงินจำนวนมหาศาลบน OnlyFans คือ Bella Thorne อดีตนักแสดงดิสนีย์ สร้างรายได้ 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 41.9 ล้านบาท ภายในเวลา 24 ชั่วโมงหลักการเปิดบัญชี OnlyFans ด้วยการตั้งค่าสมาชิก 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณเกือบ 6,000 บาท

OnlyFans

คนยอมจ่ายเงินให้ OnlyFans แบบเดียวกับที่ยอมจ่ายให้ Starbucks

OnlyFans ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการสร้างรายได้จากคอนเทนต์ 18+ ที่เหมาะกับผู้ใหญ่ในแง่มุมที่ต่างจากเดิม นั่นคือในอดีตคอนเทนต์ 18+ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าหนังโป๊ มีให้เลือกดูฟรีบนเว็บไซต์ต่างๆ มากมาย แม้จะมีบางเว็บไซต์เก็บเงินเพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้งานเข้าชมคอนเทนต์ที่มีความพรีเมี่ยมมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมากนัก

แต่การมาของ OnlyFans เปลี่ยนภาพของการเสพคอนเทนต์ 18+ จากที่คนเคยชินแต่การดูฟรีๆ มาเป็นการเสียเงินให้กับบุคคลที่ต้องการสนับสนุนอย่างจริงจังมากที่สุดเท่าที่เคยมี

ความจริงแล้วการเสียเงินให้กับคอนเทนต์ใน OnlyFans ก็เปรียบเทียบได้กับการเสียเงินเพื่อซื้อกาแฟแบรนด์ดังอย่าง Starbucks นั่นเอง

ย้อนกลับไปในยุค 1970 กาแฟที่ขายอยู่ตามท้องตลาดมีแต่กาแฟที่มีคุณภาพธรรมดาๆ เป็นกาแฟที่มีคาเฟอีน แต่ไม่ได้มีคุณภาพดี หรือสร้างความแตกต่างมากเท่าไหร่นัก แต่การมาของ Starbucks กลายเป็นการเปิดโลกการดื่มกาแฟให้กับคนทั่วไป ให้สามารถเข้าถึงกาแฟคุณภาพดีได้ง่ายๆ ปรับแต่งเมนูตามความชอบได้ เช่น อยากดื่มกาแฟแบบไม่มีคาเฟอีน ใส่นมถั่วเหลือง หรือจะใส่คาราเมล 2 ปั๊มก็ได้ตามความชอบ แม้จะต้องจ่ายเงินแพงกว่ากาแฟแบรนด์อื่นๆ ผู้บริโภคก็ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ และคุณภาพของกาแฟที่ดีกว่า

เช่นเดียวกันกับ OnlyFans ที่เปลี่ยนความคิดการเสพคอนเทนต์ 18+ จากดูฟรี เป็นเสียเงินรายเดือน เพราะผู้ชมได้ดูคอนเทนต์ที่ตรงกับความชอบของตัวเอง ผลงานมีคุณภาพ เติมเต็มความต้องการของผู้ชมได้ดีกว่า แม้ต้องเสียเงินรายเดือนแพงๆ ก็ยอมจ่าย เพราะคอนเทนต์ที่รับชมตรงกับความชอบของตัวเอง

ทำ OnlyFans ไม่ง่าย มีต้นทุนแฝงที่ต้องแบกรับ

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าผู้ที่สร้างคอนเทนต์บน OnlyFans จะประสบความสำเร็จ และได้รับรายได้มหาศาลกันหมดทุกคน เพราะความจริงแล้วผู้ที่สร้างรายได้จำนวนมากคิดเป็นส่วนน้อยเท่านั้น

พนักงานร้านอาหารรายหนึ่งในสหราชอาณาจักรที่ตกงานจากวิกฤตโควิด-19 รายหนึ่ง เล่าว่า เธอทำ OnlyFans เพราะตกงาน และหวังจะใช้เป็นช่องทางการหารายได้ แต่เธอก็ได้รับค่าตอบแทนจาก OnlyFans เพียง 500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 14,900 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มากเลยหากเทียบกับคนที่ทำ OnlyFans คนอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จ

นอกจากประเด็นเรื่องรายได้จาก OnlyFans ที่ไม่ได้มากอย่างที่คิดแล้ว อย่าลืมว่าการสร้างคอนเทนต์ลงบน OnlyFans ไม่ใช่งานง่ายๆ เสมอไป

เพราะในความจริงแล้วการสร้างคอนเทนต์บน OnlyFans เป็นเหมือนการขายงานศิลปะรูปแบบหนึ่ง ที่ต้องสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ที่ยอมเสียเงินสมัครสมาชิก OnlyFans ยิ่งเก็บเงินในราคาแพงมากเท่าใด ความคาดหวังของผู้ที่ยอมเสียเงินก็จะมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้สร้างคอนเทนต์ ที่ต้องคอยคิดคอนเทนต์รูปแบบใหม่ๆ ตลอดเวลา

OnlyFans
ภาพจาก Shutterstock

นอกจากจะต้องคอยคิดสร้างสรรค์คอนเทนต์ใหม่ๆ ตลอดเวลาแล้ว คุณภาพก็สำคัญเช่นกัน เจ้าของคอนเทนต์บน OnlyFans บางคนถึงขนาดต้องมีการทำงาน Production ของตัวเอง จ้างตากล้องให้ถ่ายทำแทนการใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือ มีการจัดวางองค์ประกอบ ทั้งด้านภาพ และเสียงให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งงานเหล่านี้มีต้นทุนที่สูง ทั้งในเชิงมูลค่าเงิน และเวลาที่ต้องใช้ไป ดังนั้นการทำ OnlyFans จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามาก

แถมอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ แม้บางคนจะสามารถใช้ OnlyFan ให้กลายเป็นช่องทางในการหารายได้หลัก และสร้างรายได้อย่างมหาศาล แต่อย่าลืมว่า OnlyFans ก็ยังมีต้นทุนแฝงอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่าต้นทุนค่าเสียโอกาสในโลกนอก OnlyFans

ไม่ใช่ทุกๆ จะเข้าใจการทำคอนเทนต์ 18+ บน OnlyFans ได้ เคยมีบางกรณีที่ผู้สร้างคอนเทนต์ OnlyFans ในต่างประเทศ ถูกไล่ออกจากงานประจำที่ทำ เพราะผู้จัดการจับได้ว่าเธอมีบัญชี OnlyFans รวมถึงในบางกรณีเจ้าของคอนเทนต์ OnlyFans ยังต้องกังวลกับคอนเทนต์ 18+ ของตัวเองที่มีคนจับภาพหน้าจอ แล้วนำไปปล่อยใน Social Network อื่นๆ ที่เป็นสังคมที่เปิดกว้างต่อคนทั่วไปมากกว่า ก็จะกลายเป็นการสร้างความกังวล และกลายเป็นต้นทุนบางอย่างที่ต้องพิจารณาเช่นเดียวกัน

แต่อย่างใดก็ตามก็ยังมีคนบางส่วนที่เมื่อพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียของการสร้างคอนเทนต์บน OnlyFans แล้วยอมรับได้ถึงต้นทุนที่เกิดขึ้น อีกสิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ ไม่ใช่ทุกๆ คนที่ทำ OnlyFans แล้วจะประสบความสำเร็จ เพราะอย่าลืมว่าคนที่เราเห็นกันว่าสร้างรายได้จาก OnlyFans ได้อย่างมหาศาล ล้วนแล้วแต่เป็นคนดัง มีชื่อเสียงใน Social Network อื่นๆ มาก่อนแล้ว คนเหล่านี้ไม่ได้เริ่มต้นสร้างฐานผู้ติดตามจากศูนย์ แต่มีต้นทุนเป็นจำนวนผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มอื่นๆ สามารถใช้ต่อยอดในการสร้างรายได้บน OnlyFans ได้นั่นเอง

อ้างอิงข้อมูล – GQ, Yourstory, nytimes, Forbes, The American Conservative, The Music, The Startup

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ทำความรู้จัก OnlyFans แพลตฟอร์มมูลค่าหมื่นล้าน ที่ไม่ได้มีแค่คอนเทนต์ 18+ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/get-to-know-with-onlyfans-multi-billion-platform/

WhatsApp จะแบนบัญชีคุณถ้า “ไม่กดยอมรับ” การแชร์ข้อมูลไป Facebook

ก่อนหน้านี้ในหน้านโยบายด้านการรักษาความเป็นส่วนตัวของ WhatsApp มีข้อความระบุว่า “การเคารพความเป็นส่วนตัวของคุณคือดีเอ็นเอของเรา โดยตั้งแต่ที่พัฒนา WhatsApp ขึ้นมา ก็ได้ตั้งมั่นในการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อย่างแข็งแกร่ง”

แต่สุดท้ายภายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ข้อความดังกล่าวก็จะหายไปจากหน้านโยบาย เมื่อบริการรับส่งข้อความที่มีเฟซบุ๊กเป็นเจ้าของนี้ได้แจ้งเตือนผู้ใช้ในอินเดียเกี่ยวกับการอัพเดทข้อตกลงการให้บริการและนโยบายด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว

ซึ่งประเด็นสำคัญนั้นเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้อย่าง “การที่ธุรกิจต่างๆ สามารถใช้บริการของเฟซบุ๊กในการจัดเก็บและจัดการแชทของ WhatsApp ตัวเองได้” ไปจนถึง “พาร์ทเนอร์ของเฟซบุ๊กสามารถให้บริการที่ผสานข้ามระหว่างผลิตภัณฑ์ในสังกัดเฟซบุ๊กได้”

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ WhatsApp แชร์ข้อมูลของผู้ใช้ให้กับบริษัทลูกอื่นของเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลงทะเบียน เบอร์โทรศัพท์ ข้อมูลการชำระเงิน ข้อมูลที่เกี่ยวกับบริการ กิจกรรมการใช้งานบนแพลตฟอร์ม ข้อมูลของอุปกรณ์ และอื่นๆ อีกมากมาย

ที่มา : THN

from:https://www.enterpriseitpro.net/whatsapp-ban-if-you-do-not-share-facebook/

Trump แถลงเอง กำลังเจรจากับเว็บอื่น, สนใจทำแพลตฟอร์มโซเชียลของตัวเอง

หลัง Donald Trump โดนแบนถาวรจาก Twitter และช่องทางโซเชียลอื่นๆ อีกจำนวนมาก หลายคนก็จับตากันว่าท่าทีของเขาจะทำอย่างไรต่อในแง่ช่องทางการสื่อสาร

ทีมงานของ Trump ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อว่า กำลังเจรจากับเว็บไซต์อื่นๆ อีกหลายแห่ง และจะมีประกาศข่าวใหญ่ในเร็วๆ นี้ และอีกทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือการสร้างแพลตฟอร์มโซเชียลของตัวเองในเร็วๆ นี้ (we also look at the possibilities of building out our own platform in the near future)

ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์ว่า Trump จะย้ายไปใช้ Parler แต่เนื่องจาก Parler เองก็โดนแบนเช่นกัน ทำให้การย้ายไปใช้ Parler ในระยะสั้นย่อมไม่ง่ายนัก

แพลตฟอร์มโซเชียลอีกตัวคือ Gab ที่หน้าตาคล้าย Twitter แต่ก็โดนแอปเปิล-กูเกิลแบนไปก่อนหน้านี้แล้ว (ต้องใช้ผ่าน mobile web เท่านั้น) ดังนั้น แม้ในอนาคต Trump จะสร้างแพลตฟอร์มเองได้สำเร็จ (ผู้ติดตาม Trump บน Twitter มีจำนวน 89 ล้านคน, Facebook จำนวน 35 ล้านคน) แต่การต้องฝ่าด่านแอปเปิล-กูเกิล เพื่อนำแอพขึ้นสโตร์ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน

No Description

ที่มา – AP, ภาพจาก Facebook Donald Trump

from:https://www.blognone.com/node/120475

Twitter ซื้อกิจการ Breaker แอปฟังพอดคาสต์แบบโซเชียล

Breaker แอปฟังพอดคาสต์ที่เพิ่มคุณสมบัติการใช้งานแบบโซเชียล ประกาศว่า Twitter ได้เข้าซื้อกิจการ และทีมงานทั้งหมดจะเข้าไปร่วมงานในโครงการใหม่ Twitter Spaces ที่เน้นการพูดคุยด้วยเสียง

ดีลดังกล่าวไม่มีการเปิดเผยมูลค่าอย่างเป็นทางการ และแอป Breaker จะปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม เป็นต้นไป ผู้ที่ใช้งาน Breaker สามารถ export รายการที่ติดตามอยู่ และนำไปใช้งานต่อกับแอปฟังพอดคาสต์อื่นได้

ดีลนี้ทำให้ Twitter เป็นบริษัทเทคโนโลยีล่าสุดที่ซื้อกิจการด้านพอดคาสต์ ต่อจาก Amazon ที่ซื้อ Wondery เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ที่มา: TechCrunch

alt="Twitter x Breaker"

from:https://www.blognone.com/node/120373

[ลือ] Google และ Snap เจรจาร่วมลงทุนใน ShareChat โซเชียลเน็ตเวิร์กมาแรงในอินเดีย

เว็บไซต์ TechCrunch อ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเผยว่า ShareChat โซเชียลเน็ตเวิร์กของอินเดีย กำลังเจรจาเพื่อรับเงินทุนรอบใหม่ซีรี่ส์ E กว่า 200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีกูเกิลและ Snap (เจ้าของ Snapchat) ร่วมลงทุนด้วยในรอบนี้ รายงานบอกว่าเฉพาะกูเกิลอาจลงทุนมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์

ShareChat เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีจุดเด่นคือให้บริการในภาษาท้องถิ่นถึง 15 ภาษา ทำให้เจาะตลาดคนอินเดียได้เข้าถึงมากกว่าแพลตฟอร์มอื่น เมื่อปีที่แล้ว Twitter ก็ได้ร่วมลงทุนในบริษัทนี้รอบซีรี่ส์ D

นอกจากนี้ ShareChat ยังเป็นเจ้าของแอปวิดีโอสั้น Moj ซึ่งตอนนี้มีผู้ใช้งานมากกว่า 80 ล้านต่อเดือนอีกด้วย

ที่มา: TechCrunch

ShareChat

from:https://www.blognone.com/node/120371

FTC สั่ง 9 บริษัทโซเชียล อธิบายวิธีเก็บข้อมูลผู้ใช้ TikTok, Discord, Twitch, Reddit โดนด้วย

คณะกรรมการการค้าของสหรัฐ (FTC) สั่งให้บริษัทด้านโซเชียลและวิดีโอออนไลน์ยอดนิยม 9 ราย ได้แก่ Amazon (Twitch), ByteDance (TikTok), Discord, Facebook, Reddit, Snapchat, Twitter, WhatsApp, YouTube รายงานวิธีการเก็บข้อมูลของผู้ใช้ ตามรอย วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ตัดสินใจเลือกแสดงโฆษณา วัดผล ฯลฯ แล้วส่งกลับมายัง FTC ภายใน 45 วัน

FTC ไม่ได้ระบุชัดว่าข้อข้อมูลนี้ไปทำอะไรแบบเจาะจง แต่ก็แสดงให้เห็นว่า FTC กำลังเข้ามาสอบสวนพฤติกรรมทางธุรกิจของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่เหล่านี้ ซึ่งท่าทีของ FTC ช่วงหลังชัดเจนว่าต้องการเข้ามากำกับดูแลในประเด็นต่างๆ อย่างใกล้ชิดกว่าเดิม ดังที่เห็นจากคดีล่าสุดที่ FTC ฟ้องร้อง Facebook ว่าผูกขาดตลาดโซเชียล

ที่มา – FTC, CNBC, ภาพจาก FTC

No Description

from:https://www.blognone.com/node/120121

วิธีแก้ไข Facebook โดนแฮก แบบง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้ อัพเดต 2020

ใช้งานอยู่ดีๆ ก็เจอปัญหา Facebook โดนแฮก ซะอย่างงั้น ทั้งที่ไม่เคยไปใช้ที่อื่น เจ้าของ Facebook ที่โดนแฮคส่วนใหญ่ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บางครั้งก็ต้องทำใจปล่อยทิ้งไป แต่วันนี้ทีมงานมีขั้นตอนง่ายๆ เพื่อกู้ Facebook ของเรากลับคืนมาฝากทุกคนครับ

Facebook โดนแฮก

แก้ไข Facebook โดนแฮก

Solve hack facebook 1

1.ขั้นตอนการแก้ไข เพื่อเรียกคืน Facebook ของเรากลับมา เริ่มต้นเราต้องเข้าเฟสบุ๊คด้วยแอคเคาต์อื่น หรือยืมของเพื่อนเข้าไปดูที่หน้า Timeline ของเราแล้วกดที่ปุ่ม 3 จุด ทางขวามือ Report หรือ Block เพื่อแจ้งทาง Facebook ว่าตอนนี้ Account ของเราโดนแฮกไปใช้งานโดยไม่ชอบ

Solve hack facebook 3

2.ในกรณีที่แจ้งเป็นการ Block คือจะปิดกั้นการเห็นโพสหรือไม่เกี่ยวข้องกับการ Tag ถึงตัวคุณ ป้องกันความปวดใจ หากคุณไม่อยากจะสนใจหรือตัดใจ เลิกใช้งานแอคเคาต์นั้นแล้ว แต่ไม่แนะนำ เพราะคุณสามารถใช้วิธีอื่นๆ และสอดส่องดูเพื่อติดตามตัวคนที่แอบใช้แอคเคาต์ของคุณได้ แต่ก็เลือก Confirm เพื่อยืนยันไปก็ได้ถ้าไม่สนใจแล้ว

Solve hack facebook 2

แต่สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ ขั้นตอนการเรียกคืน Facebook ของคุณ ด้วยการกดที่เครื่องหมาย 3 จุดด้านขวามือ แล้วเลือก Find support or report profile

Solve hack facebook 4

3.ระบบจะถามเราว่าสาเหตุการแจ้งรายงานแอคเคาต์นี้เนื่องจากาสิ่งใด? ให้เราเลือกที่หัวข้อล่างสุดอย่าง Something Else

Solve hack facebook 5

4.แน่นอนว่าเราต้องการจะใช้แอคเคาต์นี้อยู่ เลือกที่ Recovery this account แล้วคลิก Done เพื่อยืนยัน

Solve hack facebook 6

5.จากนั้น Facebook จะส่งข้อมูลการ Reset ไปยังอีเมล์ที่ผูกเอาไว้กับแอคเคาต์ ให้เปิดอีเมล์เพื่อเข้าไปรับ Password

Solve hack facebook 8

6.ล็อคอินเพื่อเข้าบัญชีอีเมล์ ในการเข้าไปรับ Password มาแก้ไขมาโดยไว อีเมล์นี้สำคัญมาก อย่างน้อยต้อง Log-in เข้าได้หรือจำพาสเวิร์ดได้ มิเช่นนั้นจะยากขึ้นอีก

Solve hack facebook 7

จากนั้นนำตัวเลข รหัสกู้คืน Password ที่ทาง Facebook ส่งมาในอีเมล์ มาใส่ไว้ในช่อง Security Code แล้วกด Continue

Solve hack facebook 10

7.และเมื่อเข้าสู่แอคเคาต์ Facebook ของคุณได้แล้ว ระบบจะให้ตั้งพาสเวิร์ดใหม่ ให้คุณตั้งรหัสผ่านใหม่ ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก นอกจากไม่ควรจะซ้ำเดิมแล้ว ควรมีทั้ง ตัวอักษร เล็ก-ใหญ่ ตัวเลข และสัญลักษณ์ในรหัสนี้ สังเกตง่ายๆ คือ หลัง Password Strength นั้น ควรต้อง Strong เป็นสีเขียวขึ้นไป จากนั้นคลิ๊ก Continue

Solve hack facebook 11

8.หลังจากนั้น เมื่อเปลี่ยนรหัสผ่านเรียบร้อย คุณควรจะนำรหัสนี้ไป Log-in ใหม่บนแอคเคาต์ของคุณที่ใช้ นอกเหนือจากโน๊ตบุ๊คหรือพีซีของคุณ ไม่ว่าจะเป็นมือถือหรือแท็ปเล็ตเครื่องอื่นๆ ก็ตาม

Solve hack facebook 12

9.เท่านี้ก็จะเป็นการแก้ไข Facebook โดนแฮก เป็นที่เรียบร้อย เพื่อความมั่นใจ ลองโพสดูได้ว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่

Solve hack facebook 1

10.เพียงเท่านี้ก็สามารถนำแอคเคาต์ Facebook ของเรากลับมา โดยที่ไม่ต้อง Block หรือเสียไปตลอดกาล อย่างไรก็ดีหมั่นเปลี่ยน Password อย่างน้อย 1-3 เดือนต่อครั้ง ก็ช่วยให้ปลอดภัยในการใช้งาน Facebook มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้คุณอาจเลือกวิธีเข้าไปใน https://www.facebook.com/hacked เพื่อขอข้อมูลและแก้ไขปัญหากรณีที่เฟสบุ๊คของคุณถูกแฮกหรือล็อคอินจากบุคคลอื่นได้อีกด้วย โดยทำตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในแต่ละขั้นตอน

from:https://notebookspec.com/web/180251-solve-hack-facebook-2020

FTC ยื่นฟ้อง Facebook ข้อหาผูกขาดโซเชียลแล้ว ขอให้ศาลสั่งแยก Instagram, WhatsApp

คณะกรรมการการค้าของสหรัฐ หรือ Federal Trade Commission (FTC) ยื่นฟ้อง Facebook ในข้อหาผูกขาดตลาดโซเชียลเน็ตเวิร์คแล้ว

FTC บอกว่า Facebook มีพฤติกรรมปิดกั้นการแข่งขันมายาวนานและทำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การไล่ซื้อบริษัทที่มีโอกาสมาเป็นคู่แข่งในอนาคต ทั้ง WhastApp, Instagram และกำหนดเงื่อนไขใน API ว่าห้ามนำไปใช้ทำฟีเจอร์บางอย่างแข่งกับ Facebook รวมถึงห้ามใช้โปรโมทหรือเชื่อมต่อกับบริการโซเชียลอื่นๆ ยิ่งทำให้ Facebook ผูกขาดมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่ที่สุดของโลก มีกำไรมหาศาล

ตัวอย่างเงื่อนไข API ที่ไม่เป็นธรรมคือแอพ Vine ของ Twitter ในปี 2013 ที่โดน Facebook ปิดไม่ให้เชื่อมต่อ API และทำให้ Vine ไม่สามารถดึงรายชื่อเพื่อนจาก Facebook ได้

ในคำฟ้องนี้ FTC ร่วมกับอัยการจาก 46 รัฐทั่วอเมริกา และ 2 เขตพิเศษคือ DC/Guam ร่วมกันยื่นฟ้องต่อศาลเขต DC ขอให้สั่งแยกธุรกิจ Instagram กับ WhatsApp ออกมา, ให้ศาลสั่งห้าม Facebook กำหนดเงื่อนไขบีบนักพัฒนา, และ Facebook ต้องยื่นขออนุมัติการซื้อกิจการในอนาคต

ฝั่ง Facebook ตอบโต้ FTC ว่าการซื้อ Instagram/WhatsApp เป็นการซื้อเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น และผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกแล้ว กรณีของ Instagram ได้ FTC เป็นคนอนุมัติเองด้วยซ้ำ คดีลักษณะนี้ไม่เคยมีมาก่อน และจะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ FTC ต้องการกลับไปแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองเคยอนุมัติไปแล้วในอดีต

Facebook ยังบอกว่าเราซื้อ Instagram มานาน 8 ปีแล้ว ซึ่ง Instagram ที่ทุกคนใช้อยู่ทุกวันนี้คือ Instagram เวอร์ชันที่ Facebook สร้าง ไม่ใช่เวอร์ชันที่ซื้อมาเมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งตอนนั้น Instagram ยังมีพนักงานแค่ 13 คนเท่านั้น และกรณีของ WhastApp ก็เป็นแบบเดียวกัน

ส่วนเรื่อง API ที่ปิดกั้นคู่แข่ง เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว โดย Facebook อ้างว่าบริษัทอื่นๆ อย่าง LinkedIn, Pinterest, Uber ก็มีเงื่อนไขแบบนี้ และคู่แข่งรายอื่นๆ อย่าง YouTube, Twitter, WeChat ก็ไม่มีปัญหาทางธุรกิจใดๆ โดยที่ไม่ต้องมี API ของ Facebook ด้วย

ที่มา – FTC, Facebook

from:https://www.blognone.com/node/120043

Social Network ใหม่? Google Maps เพิ่มฟีเจอร์สร้าง Profile ของตัวเอง เพื่อให้คนติดตามได้

ในปัจจุบัน มีผู้ใช้งานแอปนำทางอย่าง Google Maps อยู่ทั่วโลกเป็นจำนวนมากกว่าพันล้านราย ซึ่งทาง Google เองก็พยายามใส่ฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาอยู่ตลอด อย่างเช่นปีที่แล้วก็ใส่ฟีเจอร์ Local Guides เข้ามาให้ผู้ใช้สามารถรีวิวร้านอาหาร หรือบริการอื่นๆ ที่มีอยู่ใน Maps ได้ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ Google จะอยากทำให้ Maps เป็นอะไรที่มากกว่านั้น ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Profile ของตัวเอง แล้วให้ผู้ใช้คนอื่นเข้ามาติดตามได้เหมือนกับ Social Network เลยล่ะ

ในหน้า Profile ของแอป Google Maps จะมีความคล้ายคลึงกับ Social Network อื่นๆ อย่างเช่น Facebook หรือ Instagram ไม่ว่าจะเป็นแถบ Photos สำหรับใส่รูปต่างๆ, แถบ Bio สำหรับใส่ข้อมูลของตัวเอง, ข้อมูลว่าติดตามใครอยู่บ้าง หรือมีใครมาติดตามบ้าง และแน่นอนคือมีปุ่ม Follow ให้กดติดตามด้วย

หรือถ้าใครต้องการจำกัดการเข้าถึง Profile ของตัวเองก็สามารถตั้งค่าได้เช่นกัน

โดยเมื่อเราติดตามผู้ใช้คนใดคนหนึ่งบน Google Maps แล้วมีการอัปเดตอะไรใหม่ๆ ก็จะมีแถบแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาเหมือนกับแอป Social ทั้งหลายที่เราใช้อยู่เป๊ะๆ เลย รวมถึงเวลาที่เราเข้าแอป Google Maps ก็จะมีแถบแจ้งเตือนขึ้นมาให้เห็นเช่นกัน

ตอนนี้ Google กำลังทยอยปล่อยอัปเดตฟีเจอร์นี้ให้กับผู้ใช้งานทั่วโลกแล้ว…ก็ต้องมารอดูกันครับ ว่าฟีเจอร์ Social Network ที่อยู่ในแอป Google Maps จะได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานมากน้อยแค่ไหน ส่วนใครที่ลองเล่นแล้วก็มาคอมเม้นท์บอกกันบ้างนะ ว่าถูกใจกันรึเปล่าครับ

 

ที่มา : Google 

from:https://droidsans.com/google-maps-users-can-follow-each-other/