คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

มิติใหม่การนอนโรงแรม! Ibis ส่ง Relax We Post ตอบโจทย์ผู้พักด้วย Instagram Influencer

ปกติแล้วการไปพักโรงแรมสวยๆ ผู้พักก็คงอยากถ่ายรูป แล้วโพสต์ขึ้น Social Media เพื่อเก็บเป็นความทรงจำดีๆ แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าที่โรงแรมมีคนเก่งๆ ในการโพสต์ภาพเข้ามาช่วยเรื่องนี้ และนั่นคือสิ่งที่ Ibis เริ่มให้บริการ

Relax We Post ของ Ibis

ผู้ดูแลเรื่อง Social Media ที่ทำให้รูปดูสวยขึ้น

กระแสในการตกแต่งร้านค้า หรือสถานที่พักผ่อนให้ดูสวยงามเหมาะแก่การถ่ายภาพนั้นเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะการทำแบบนี้ช่วยให้ตัวธุรกิจนั้นมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงๆ ผ่านจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการเพื่อถ่ายภาพสวยๆ แล้วโพสต์ขึ้น Social Media ซึ่งก่อนหน้านี้ตัวธุรกิจโรงแรมก็พยายามตกแต่งสถานที่ให้สวย และใช้ Hashtag ช่วยทำตลาด

อย่างไรก็ตาม Ibis หนึ่งในโรงแรมของกลุ่ม Accor จากฝรั่งเศสได้คิดใหม่ทำใหม่ด้วยการส่งบริการ Relax We Post หรือการให้ Instagram Influencer มืออาชีพมาช่วยดูแลเรื่องการถ่าย และโพสต์ภาพลงบน Instagram ของผู้เข้าพัก ผ่านการคิดค่าบริการเพิ่ม 90 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,000 บาท) ตลอดการเข้าพัก

ในทางกลับกันหากผู้เข้าพักต้องการใช้บริการนี้ต้องให้ชื่อบัญชี และรหัสผ่าน Instagram แก่เจ้าหน้าที่ พร้อมบอกความต้องการของภาพ และรูปแบบการโพสต์ที่ต้องการ ส่วนหลังจากโพสต์รูปแล้ว แต่ละโพสต์จะมี Hashtag ว่า #postedbysocialmediasitter หรือโพสต์โดยผู้ดูแล Social Media ติดอยู่ในโพสต์ด้วย

ทั้งนี้บริการ Relax We Post ยังอยู่ในระหว่างทดลอง และจะสิ้นสุดภายในสุดสัปดาห์นี้เท่านั้น แถมยังเลือกใช้บริการดังกล่าวได้ในโรงแรมที่เจนีวา กับซูริค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ด้วย เรียกได้ว่าโลกหมุนเร็วไปมากจริงๆ ถึงขนาดทุกคนต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้าน Social Media ติดตัวขณะเข้าพักที่โรงแรม

สรุป

เมื่อภาพลักษณ์บน Social Media เป็นสิ่งสำคัญ จะดีกว่าหรือไม่ถ้ามีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลเรื่องนี้ และน่าจะเป็นสิ่งที่กลุ่มโรงแรม Ibis ทำถูกต้องแล้ว แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าการเข้าพักโรงแรมในปัจจุบันนั้นไม่ได้เป็นการพักผ่อนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องขายประสบการณ์ให้ผู้เข้าพักได้รู้สึกร่วมไปกับโรงแรมด้วย และส่วนตัวคิดว่าจะเป็นอย่างนี้อีกนาน

อ้างอิง // Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ibis-and-relax-we-post/

Advertisements

ไม่ต้องวิ่งหย่อนใบสมัคร แค่ระบุงานที่ต้องการบน Google Search ก็หางานใหม่ได้แล้ว

สำหรับคนที่กำลังมองหางานใหม่ แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกเข้าจากเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นไหนดี ตอนนี้เลือกค้นหาตำแหน่ง ระบุหน้าที่ หรือส่ิงที่คุณต้องการลงไป ก็สามารถเลือกสมัครตำแหน่งงานที่ต้องการได้แล้ว

เปิดใช้งานในไทยวันนี้

Google ได้เปิดตัวฟีเจอร์หางานที่จะช่วยให้ผู้ที่กำลังหางานในประเทศไทยในวันนี้ (27 พ.ย.2561) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นพบตำแหน่งงานที่ตรงกับความต้องการและความสามารถได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น

ซึ่งได้รวบรวมตำแหน่งงานจากเว็บไซต์ประกาศรับสมัครงานยอดนิยมและประกาศรับสมัครงานของบริษัทต่างๆ พร้อมด้วยความสามารถในการจำกัดผลการค้นหาโดยใช้ตัวกรองอัจฉริยะ บันทึกตำแหน่งงาน แชร์ตำแหน่งงาน และสมัครรับการแจ้งเตือน

สำหรับฟีเจอร์ใหม่นี้ให้บริการเป็นภาษาไทยในแอปพลิเคชัน Google Search สำหรับ Android และ iOS รวมทั้ง Google Search บนเดสก์ท็อปและอุปกรณ์เคลื่อนที่

ทั้งนี้ Google ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการเว็บไซต์และแพลตฟอร์มจัดหางานยอดนิยม ได้แก่ JobBKK.com, JobTopGun, Jobthai.com, LinkedIn, Scoutout.net, Linejobs.me และ Blognone เพื่อรวบรวมตำแหน่งงานที่หลากหลายและครอบคลุมทุกสาขาวิชาชีพไว้รองรับความต้องการสำหรับผู้ที่กำลังหางาน

คนค้นหางานเพิ่มขึ้น

ศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย หัวหน้าฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค Google ประเทศไทย กล่าวว่า คนไทยต้องการช่องทางสำหรับการหางานออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ

หลายคนหันมาใช้ Google Search เพื่อค้นหาตำแหน่งงานที่พวกเขาต้องการ โดยในปีที่ผ่านมา จำนวนการค้นหางานบนโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน เราหวังว่าฟีเจอร์นี้ ซึ่งมีรูปแบบที่เหมาะสำหรับการใช้งานผ่านทางโทรศัพท์มือถือ จะช่วยให้คนไทยหางานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตอนนี้เมื่อผู้ใช้ค้นหา “งานใกล้ฉัน” “งานสำหรับนักศึกษาจบใหม่” หรือคำค้นหาเกี่ยวกับงานที่คล้ายกัน จะมีโมดูลพิเศษที่มอบประสบการณ์ในการหางานที่ดียิ่งขึ้น เพียงคลิกไปที่ตำแหน่งงานที่ปรากฎในผลการค้นหาก็จะพบกับข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับตำแหน่งงานนั้นๆ เช่น ชื่อตำแหน่งงาน สถานที่ทำงาน ประเภทของงาน เป็นงานประจำหรืองานพาร์ทไทม์ และรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย

จากนั้นผู้ใช้สามารถเข้าไปยังหน้าที่ประกาศรับสมัครงานบนเว็บไซต์ของพันธมิตรของ Google และทำการสมัครงานได้โดยตรง

ประสบการณ์ใหม่ในการค้นหางานบน Google Search นี้ ประกอบด้วยตัวกรองอัจฉริยะที่ช่วยให้ผู้หางานสามารถปรับแต่งการค้นหาตามที่ต้องการ และบันทึกตำแหน่งงานที่สนใจเพื่อกลับเข้าไปดูอีกครั้งเมื่อต้องการได้อย่างสะดวก

นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ “การแจ้งเตือน” โดยผู้หางานสามารถรับการแจ้งเตือนทางอีเมลเมื่อมีตำแหน่งงานใหม่และตำแหน่งงานที่ตรงกับความสนใจของพวกเขา ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้พวกเขาไม่พลาดโอกาสที่จะได้งานที่ใฝ่ฝัน

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การสนับสนุนช่วยเหลือระบบนิเวศของผู้ให้บริการจัดหางานที่มีขนาดใหญ่ Google ได้เปิดตัวฟีเจอร์ Open Documentation ซึ่งเป็นฟีเจอร์ประกาศรับสมัครงานที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้การประกาศรับสมัครงานขององค์กรต่างๆ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ถูกค้นพบบน Google ได้ง่ายขึ้นโดยใช้มาตรฐานการแสดงผลบนเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างแบบเปิดที่เรียกว่า schema.org  ที่สนับสนุนโดย Google ด้วย

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/google-search-jobs/

Bar B Q Plaza เจ็บนี้ได้ 4 บทเรียน


เหตุการณ์ Bar B Q Plaza ขอยกเลิกแคมเปญ “อิ่มฟินิตี้” จนสร้างกระแสทั่วโลกโซเชียลไทยสามารถตอกย้ำนัยทางธุรกิจได้มากกว่า 4 เรื่อง และทุกเรื่องถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงให้แบรนด์ต้องเผชิญกับบทเรียนราคาแพงเช่นกรณีนี้

1. การชี้แจงต้องรัดกุม

Bar B Q Plaza ประกาศขอจบแคมเปญ “อิ่มฟินิตี้” ที่เคยกำหนดเวลาโปรโมชันไว้วันที่ 15 พ.ย. – 15 ม.ค. 2562 โดยออกประกาศช่วงบ่าย 15.00 น. ของวันที่ 23 พ.ย. เพื่อแจ้งว่าโปรโมชันจะจบลงในวันเดียวกันเลยคือ 23 พ.ย. เป็นวันสุดท้าย

Bar B Q Plaza ให้เหตุผลว่ามีลูกค้ามารับประทานอาหารมากกว่าวัตถุดิบที่คาดไว้ 10 เท่าตัว ทำให้แคมเปญที่เปิดมาได้ 7-8 วันต้องยกเลิก

การชี้แจงเท่านี้ทำให้หลายคนนำไปตีความต่อ บางความเห็นในโซเชียลเชื่อว่า Bar B Q Plaza ขายดีจนบริการไม่ทัน บ้างมองว่าโปรโมชันนี้ทำให้ Bar B Q Plaza ไม่คุ้มทุน ยังมีอีกหลายความเห็นที่มองว่า Bar B Q Plaza ต้องการแก้ปัญหา “สันคอหมูหมด” ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ลูกค้าที่ซื้อโปรโมชันนี้แสดงความเห็นเชิงลบ ว่าได้รับประทานแต่ “หมูสันนอก” ซึ่งแข็งกระด้าง

ไม่ว่าอย่างไร Bar B Q Plaza ไม่ได้รับคำชมเลยจากการประกาศนี้ สิ่งที่ Bar B Q Plaza อาจได้รับบ้าง คือความเห็นใจพนักงานบางสาขาที่บริการดีและได้รับผลกระทบจากโปรโมชัน

ยังมีประเด็นระยะเวลาการประกาศยกเลิกโปรโมชัน ซึ่ง Bar B Q Plaza ใช้วิธีประกาศในช่วงบ่ายเพื่อให้การยกเลิกมีผลทันทีในวันเดียวกัน จุดนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี เพราะผู้บริโภครู้สึกถึงการถูกเอาเปรียบจากการไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า บางรายยังรู้สึกโกรธแค้น พร้อมกับบอกว่าจะไป “ถล่มร้าน” ในช่วงเย็นวันสุดท้ายของโปรโมชัน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการที่แบรนด์จะชี้แจงเรื่องใด ต้องมีการคิดให้รัดกุมรอบด้าน ทั้งความรู้สึกของผู้บริโภค และมุมมองอื่นที่จะเกิดขึ้นตามมา

2. A/B Test เป็นสิ่งสำคัญ

ภาวะ “คาดไม่ถึงว่าลูกค้าจะหม่ำกันดุเดือดปานนี้” จนไม่สามารถทำโปรโมชันต่อได้ จะไม่เกิดขึ้นหาก Bar B Q Plaza ได้ทำ A/B Test เพื่อเปรียบเทียบผลดีแสียให้แน่ใจ ซึ่งเมื่อไม่ได้ทำ A/B Test สิ่งที่ Bar B Q Plaza เผชิญจึงไม่ต่างกับเหตุผลที่ร้านหมูกะทะหลายร้านต้องปิดกิจการไปเพราะ “ขายดีจนเจ๊ง”

มีการตั้งข้อสังเกตว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ Bar B Q Plaza อาจจะทดลองทำ A/B Test ด้วยการทำโปรโมชันเฉพาะบางสาขา เพื่อให้แน่ใจว่าโปรโมชันลักษณะนี้สามารถดำเนินต่อเนื่องได้หรือไม่ ซึ่งหากผลการประเมินที่ออกมาน่าพอใจ ก็ค่อยขยายไปหลายสาขาก็ยังไม่สาย

3. หาทางแก้ปัญหา

มีการคาดเดาว่า ปัญหาของ Bar B Q Plaza อาจเกิดจาก Bar B Q Plaza ได้รับ “ดีลซื้อหมูราคาพิเศษ” มาเพื่อใช้ทำโปรโมชัน แต่ปรากฏว่าสินค้าที่จะใช้ทำโปรนั้นหมดลงเสียก่อน เลยต้องจบแคมเปญไป เพื่อไม่ให้ลูกค้าต่อว่าเรื่องหมูกระด้าง

https://www.facebook.com/plugins/comment_embed.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FBarBQPlazaThailand%2Fposts%2F2348440778517867%3Fcomment_id%3D492854774546322&include_parent=false

หากเป็นอย่างนี้จริง สิ่งที่ Bar B Q Plaza ควรทำอาจไม่ใช่การจบแคมเปญ เพราะทางแก้ปัญหายังมีอีกหลายทาง เช่น การนำวัตถุดิบอื่นเช่น ผัก เห็ด หรือเครื่องเคียงอื่น ซึ่งสามารถถ้วเฉลี่ยการรับประทานของลูกค้าได้ จุดนี้ถือเป็นทางเลือกที่ Bar B Q Plaza สามารถทำได้แทนการจบแคมเปญ

4. ในวิกฤติมีโอกาส

ไม่ว่า Bar B Q Plaza จะได้รับผลเสียแค่ไหน แต่ต้องยอมรับว่า Bar B Q Plaza ได้พื้นที่ PR ไปเต็มร้อยบนโลกโซเชียล

โอกาส PR นี้เกิดขึ้นจากการที่ Bar B Q Plaza ยอมเจ็บตัวออกมาประกาศยกเลิกโปรโมชันแบบแมนๆ แทนการ “ยกเลิกโปรโมชันแบบเงียบๆ” ซึ่งหลายแบรนด์มักใช้วิธีปลดป้ายโปรโมชันออกจากร้านโดยไม่ต้องมีการประกาศ โดยที่ผ่านมา แบรนด์มักมองว่าสามารถปิดแคมเปญเมื่อไรก็ได้เพราะในท้ายเงื่อนไขของโปรโมชัน จะมีระบุว่าแบรนด์สามารถยกเลิกโปรโมชันได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่ Bar B Q Plaza ไม่ทำแบบนั้น และออกมาประกาศจนเป็นข่าวคึกโครมทั่วโลกออนไลน์

ไม่ว่าการประกาศของ Bar B Q Plaza จะเป็นความตั้งใจหรือเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าวิกฤตินี้เป็นโอกาสให้ Bar B Q Plaza โดดเด่นในโลกโซเชียลไทยชั่วข้ามคืน

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/bar-b-q-plaza-infinity-e/

Bar B Q Plaza เจ็บนี้ได้ 4 บทเรียน


เหตุการณ์ Bar B Q Plaza ขอยกเลิกแคมเปญ “อิ่มฟินิตี้” จนสร้างกระแสทั่วโลกโซเชียลไทยสามารถตอกย้ำนัยทางธุรกิจได้มากกว่า 4 เรื่อง และทุกเรื่องถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงให้แบรนด์ต้องเผชิญกับบทเรียนราคาแพงเช่นกรณีนี้

1. การชี้แจงต้องรัดกุม

Bar B Q Plaza ประกาศขอจบแคมเปญ “อิ่มฟินิตี้” ที่เคยกำหนดเวลาโปรโมชันไว้วันที่ 15 พ.ย. – 15 ม.ค. 2562 โดยออกประกาศช่วงบ่าย 15.00 น. ของวันที่ 23 พ.ย. เพื่อแจ้งว่าโปรโมชันจะจบลงในวันเดียวกันเลยคือ 23 พ.ย. เป็นวันสุดท้าย

Bar B Q Plaza ให้เหตุผลว่ามีลูกค้ามารับประทานอาหารมากกว่าวัตถุดิบที่คาดไว้ 10 เท่าตัว ทำให้แคมเปญที่เปิดมาได้ 7-8 วันต้องยกเลิก

การชี้แจงเท่านี้ทำให้หลายคนนำไปตีความต่อ บางความเห็นในโซเชียลเชื่อว่า Bar B Q Plaza ขายดีจนบริการไม่ทัน บ้างมองว่าโปรโมชันนี้ทำให้ Bar B Q Plaza ไม่คุ้มทุน ยังมีอีกหลายความเห็นที่มองว่า Bar B Q Plaza ต้องการแก้ปัญหา “สันคอหมูหมด” ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ลูกค้าที่ซื้อโปรโมชันนี้แสดงความเห็นเชิงลบ ว่าได้รับประทานแต่ “หมูสันนอก” ซึ่งแข็งกระด้าง

ไม่ว่าอย่างไร Bar B Q Plaza ไม่ได้รับคำชมเลยจากการประกาศนี้ สิ่งที่ Bar B Q Plaza อาจได้รับบ้าง คือความเห็นใจพนักงานบางสาขาที่บริการดีและได้รับผลกระทบจากโปรโมชัน

ยังมีประเด็นระยะเวลาการประกาศยกเลิกโปรโมชัน ซึ่ง Bar B Q Plaza ใช้วิธีประกาศในช่วงบ่ายเพื่อให้การยกเลิกมีผลทันทีในวันเดียวกัน จุดนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี เพราะผู้บริโภครู้สึกถึงการถูกเอาเปรียบจากการไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า บางรายยังรู้สึกโกรธแค้น พร้อมกับบอกว่าจะไป “ถล่มร้าน” ในช่วงเย็นวันสุดท้ายของโปรโมชัน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการที่แบรนด์จะชี้แจงเรื่องใด ต้องมีการคิดให้รัดกุมรอบด้าน ทั้งความรู้สึกของผู้บริโภค และมุมมองอื่นที่จะเกิดขึ้นตามมา

2. A/B Test เป็นสิ่งสำคัญ

ภาวะ “คาดไม่ถึงว่าลูกค้าจะหม่ำกันดุเดือดปานนี้” จนไม่สามารถทำโปรโมชันต่อได้ จะไม่เกิดขึ้นหาก Bar B Q Plaza ได้ทำ A/B Test เพื่อเปรียบเทียบผลดีแสียให้แน่ใจ ซึ่งเมื่อไม่ได้ทำ A/B Test สิ่งที่ Bar B Q Plaza เผชิญจึงไม่ต่างกับเหตุผลที่ร้านหมูกะทะหลายร้านต้องปิดกิจการไปเพราะ “ขายดีจนเจ๊ง”

มีการตั้งข้อสังเกตว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ Bar B Q Plaza อาจจะทดลองทำ A/B Test ด้วยการทำโปรโมชันเฉพาะบางสาขา เพื่อให้แน่ใจว่าโปรโมชันลักษณะนี้สามารถดำเนินต่อเนื่องได้หรือไม่ ซึ่งหากผลการประเมินที่ออกมาน่าพอใจ ก็ค่อยขยายไปหลายสาขาก็ยังไม่สาย

3. หาทางแก้ปัญหา

มีการคาดเดาว่า ปัญหาของ Bar B Q Plaza อาจเกิดจาก Bar B Q Plaza ได้รับ “ดีลซื้อหมูราคาพิเศษ” มาเพื่อใช้ทำโปรโมชัน แต่ปรากฏว่าสินค้าที่จะใช้ทำโปรนั้นหมดลงเสียก่อน เลยต้องจบแคมเปญไป เพื่อไม่ให้ลูกค้าต่อว่าเรื่องหมูกระด้าง

https://www.facebook.com/plugins/comment_embed.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FBarBQPlazaThailand%2Fposts%2F2348440778517867%3Fcomment_id%3D492854774546322&include_parent=false

หากเป็นอย่างนี้จริง สิ่งที่ Bar B Q Plaza ควรทำอาจไม่ใช่การจบแคมเปญ เพราะทางแก้ปัญหายังมีอีกหลายทาง เช่น การนำวัตถุดิบอื่นเช่น ผัก เห็ด หรือเครื่องเคียงอื่น ซึ่งสามารถถ้วเฉลี่ยการรับประทานของลูกค้าได้ จุดนี้ถือเป็นทางเลือกที่ Bar B Q Plaza สามารถทำได้แทนการจบแคมเปญ

4. ในวิกฤติมีโอกาส

ไม่ว่า Bar B Q Plaza จะได้รับผลเสียแค่ไหน แต่ต้องยอมรับว่า Bar B Q Plaza ได้พื้นที่ PR ไปเต็มร้อยบนโลกโซเชียล

โอกาส PR นี้เกิดขึ้นจากการที่ Bar B Q Plaza ยอมเจ็บตัวออกมาประกาศยกเลิกโปรโมชันแบบแมนๆ แทนการ “ยกเลิกโปรโมชันแบบเงียบๆ” ซึ่งหลายแบรนด์มักใช้วิธีปลดป้ายโปรโมชันออกจากร้านโดยไม่ต้องมีการประกาศ โดยที่ผ่านมา แบรนด์มักมองว่าสามารถปิดแคมเปญเมื่อไรก็ได้เพราะในท้ายเงื่อนไขของโปรโมชัน จะมีระบุว่าแบรนด์สามารถยกเลิกโปรโมชันได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่ Bar B Q Plaza ไม่ทำแบบนั้น และออกมาประกาศจนเป็นข่าวคึกโครมทั่วโลกออนไลน์

ไม่ว่าการประกาศของ Bar B Q Plaza จะเป็นความตั้งใจหรือเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าวิกฤตินี้เป็นโอกาสให้ Bar B Q Plaza โดดเด่นในโลกโซเชียลไทยชั่วข้ามคืน

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/bar-b-q-plaza-infinity/

“ไม่ออก” Mark Zuckerberg ยืนยันกับสื่อ หลังมรสุมถาโถมเฟสบุ๊กมากมาย

คล้ายกับวลีเด็ดในหนังลัดดาแลนด์ของพี่ก้อง ใครจะยอมออกจากบริษัทที่กำลังเป็นหม้อข้าวหม้อแกงหลักหม้อเดียวในชีวิตตอนนี้ แม้หม้อดังกล่าวกำลังสนิมกรัง โดนทุบแล้วทุบอีกทุบรัวๆ ก็ตาม ล่าสุดจากการให้สัมภาษณ์กับ CNN มาร์คยืนยันว่าตนเองไม่มีทางลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัท หรือหนีเฟสบุ๊กไปไหน พร้อมมองข่าวลือดังกล่าวว่าไม่เม้กเซนส์โดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ยังกล่าวชื่นชมซีโอโอของตนเอง Sheryl Sandberg พร้อมยกย่องว่าเธอเป็นส่วนสำคัญของบริษัท เป็นคู่หูที่สำคัญของตนเองมากว่า 10 ปี โดยทั้งภูมิใจที่ได้ร่วมงานด้วย และหวังว่าจะได้ทำงานด้วยกันต่อไปอีกสิบปีสิบสิบปี

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีรายงานว่ามาร์คเคยหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับเหล่าผู้บริหารหลังจากโดนคดีแคมบริดจ์จนทำให้หลายคนหนีออกจากบริษัท รวมไปถึงตัว Sheryl เองที่ออกจะขวัญผวาถึงความมั่นคงของเก้าอี้ตัวเองด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ยืนยันความมั่นคงของตำแหน่งมาร์กในเฟสบุ๊กอีกอย่างก็คือ การรักษาความเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ในบริษัท เรียกว่าถึงใครจะไม่พอใจอยากเขย่ามาร์กให้หลุด ก็ไม่มีใครปลดมาร์กออกได้ เรียกได้ว่าเฟสบุ๊กเป็นของมาร์คอย่างแท้จริง พร้อมจะอยู่หรือตายไปกับมาร์กนี่แหละ

ที่มา : Fossbytes

from:https://www.enterpriseitpro.net/sheryl-zuckerberg-wont-step-down-as-facebook-chairman/

ร้านออนไลน์จีนพร้อมใจถอนสินค้า Dolce & Gabbana หลังมีดราม่าร้อนระอุ

สินค้าแบรนด์เนม Dolce & Gabbana ถูกถอดออกจากร้านค้าออนไลน์ของจีนหลายแห่ง ผลจากความไม่พอใจของชาวจีนต่อแบรนด์ D&G ที่เปิดตัวโฆษณาชุดใหม่จนถูกมองว่าเป็นการเหยียดวัฒนธรรมจีน แรงกระเพื่อมนี้รุนแรงทั่วโลกเซเลบฯและสังคมโซเชียลจนทำให้ร้านค้าออนไลน์จีนทั้งเล็กและใหญ่ตัดสินใจคว่ำบาตรสินค้า D&G อย่างพร้อมเพรียง

ต้นเหตุของดราม่านี้คือแบรนด์หรู D&G เปิดตัวโฆษณาที่ดึงนางแบบหญิงจีนพยายามกินพิซซ่าและสปาเก็ตตี้ด้วยตะเกียบ แต่เชื้อไฟที่โหมให้กระแสความไม่พอใจ D&G ปะทุขึ้นคือภาพ screenshot การสนทนาของผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอย่าง Stefano Gabbana ซึ่งวิจารณ์คนจีนและประเทศจีนอย่างเสียหาย ไม่เว้นแม้แต่การกินสุนัขของคนจีน

ผลคือวันนี้โลกโซเชียลเต็มไปด้วยภาพ ข่าว และข้อความต่อต้าน D&G สินค้า D&G ถูกนำมาทำลายและโชว์ผ่านสื่อโซเชียลจีนอย่างร้อนแรง ล่าสุดคืองานแฟชั่นโชว์ของ D&G ในเซี่ยงไฮ้ถูกยกเลิกไปแล้วเรียบร้อย

ในมุมอีคอมเมิร์ซของจีน หลายเว็ยไซต์ลบภาพผลิตภัณฑ์ Dolce & Gabbana ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเครือ NetEase อย่าง Kaola รวมถึง Secoo ผู้ค้าปลีกสินค้าหรูหราชื่อดังในจีนก็ยืนยันว่าได้ลบสินค้า Dolce & Gabbana ออกไปตั้งแต่คืนวันพุธที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมาตามเวลาประเทศจีน

การตรวจสอบโดย Reuters เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี 22 พฤศจิกายน 61 พบว่าหน้าเว็บที่เชื่อมโยงกับสินค้าแบรนด์ Dolce & Gabbana ในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเครือ Alibaba และ JD.com ก็ไม่สามารถใช้งานได้เช่นกัน และหากผู้ใช้ค้นหาแบรนด์ จะไม่พบรายการสินค้าใดเลย

เบื้องต้น Alibaba และ JD.com ยังไม่ออกมาให้ความเห็นใดกับเรื่องนี้ ทำให้ไม่แน่ชัดว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลจากคำสั่งรัฐบาล หรือการตัดสินใจตามกระแสสังคมจีนในขณะนี้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว D&G ได้ออกโฆษณาชุดหนึ่งซึ่งฉายภาพหญิงชาวจีนพยายามกินพิซซ่าและสปาเก็ตตี้ด้วยตะเกียบ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียว่า D&G กำลังล้อเลียนวัฒนธรรมจีน

ความโกรธแค้นของคนจีนยังทวีขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่ข้อความทวิตเตอร์ของ Stefano Gabbana นักออกแบบหลักของ Dolce & Gabbana ที่ให้ข้อสังเกตเชิงลบเกี่ยวกับประเทศจีน กระแสแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์ม Weibo ซึ่งเป็นบริการสไตล์ Twitter ของจีน มียอดชมข้อความมากกว่า 120 ล้านครั้ง

หลังจาก D&G ได้ยกเลิกการแสดงแฟชั่นโชว์ขนาด 500 ชุดในเซี่ยงไฮ้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา บริษัทได้ออกแถลงการณ์ขอโทษ พร้อมระบุว่าข้อความจากบัญชี Gabbana และแบรนด์ D&G นั้นถูกแฮ็ก แต่ชาวจีนและชาวโลกไม่เชื่อ จนทำให้เกิดเป็นแท็ก #notme ล้อเลียนการแก้ตัวแบบฟังไม่ขึ้นครั้งนี้

คนดังในจีนต่างพร้อมใจคว่ำบาตร D&G แบบไม่เหลือใย เช่น ดาราสาวแห่งเรื่อง “Memoirs of a geisha” อย่าง Zhang Ziyi ที่โพสต์ต่อต้าน Dolce & Gabbana ชัดเจน ขณะที่นักร้อง Wang Junkai กล่าวว่าได้ยกเลิกข้อตกลงการเป็น brand ambassador แล้ว

ไม่เพียงร้านออนไลน์ ร้านค้าปลอดภาษีที่สนามบินในเมือง Haikou ทางตอนใต้ของจีน ก็นำผลิตภัณฑ์ Dolce & Gabbana ออกจากชั้นวางเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ พรรคคอมมิวนิสต์เยาวชน Communist Party Youth League แสดงจุดยืนแทนคนจีนทั้งประเทศว่า จีนยินดีต้อนรับบริษัทต่างชาติ ในการลงทุนและพัฒนาประเทศจีน แต่บริษัทเหล่านี้ควรเคารพชาวจีนและประเทศจีนเช่นกัน

แน่นอนว่าข้อความนี้ไม่ได้ส่งถึงเฉพาะ Dolce & Gabbana แต่ส่งถึงทุกแบรนด์ที่จะต้องระวังจุดยืนตัวเองให้ดี.

ที่มา: : BI

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/dolce-gabbana/

ถ้าอยากให้ธุรกิจเติบโต ทำไมต้องให้คุณค่ากับ Design

90% พบว่าคนจำด้วยภาพมากกว่าตัวอักษร เเละข้อมูลจาก Wharton School of Business พบว่า การนำเสนอสินค้าและบริการให้เห็นภาพจะช่วยโน้มน้าวลูกค้าได้สูงถึง 67% นี่คือเหตุผลว่าทำไม Design ถึงสำคัญ 

1. บอกถึง Personal Branding

ถ้าวันนี้ Nike เอาโลโก้เครื่องหมายถูกออก คนก็ไม่รู้ว่านี่คือรองเท้า Nike เพราะว่าโลโก้คือ DNA ของเเบรนด์ คือ Branding ที่สะท้อนตัวเเบรนด์ออกมาหมด

ทำให้การทำโลโก้เเบรนด์เเต่ละครั้งมีความซับซ้อนว่า เเบรนด์คืออะไร จุดขายคืออะไร อยากให้ภาพสื่อออกมาเเบบไหน ใช้สีอะไร มีกี่สี ละเอียดสุดๆ

ยิ่งถ้าใครเคยคิดโลโก้จะเข้าใจว่าทำไมเราถึงต้องทำโลโก้หลายเเบบหลายสไตล์ เพราะโลโก้คือตัวเเทนเเบรนด์ของเรา เเละเป็นสิ่งที่เมื่อทำเเคมเปญจะต้องไปโชว์ในสื่ออื่นๆ

ฉะนั้นต่อให้ไม่มีใครบอกว่าเราคือใครเป็นตัวอักษรก็ต้องจำจากภาพให้ได้ เพราะยิ่งจำได้ก็ยิ่งทำให้กลุ่ม Target ของเราจำเราได้ง่ายขึ้น พอไปเจอโลโก้เราที่ไหนก็รู้ว่าเรามาที่นี่นะ อุดหนุนเราได้ที่นี่เลย

2. Design อยู่ทุกจังหวะการใช้งานลูกค้า

ดีไซน์ไม่ใช่เเค่ภาพสวยเเต่ต้องทำให้กลุ่ม Target ใช้งานได้ง่ายด้วย ในที่นี้หมายถึงการออกเเบบผลิตภัณฑ์อย่าง iPhone ก็จะมีขอบเหลี่ยมขอบเว้า ซึ่งส่งผลต่อการใช้งานหมด

เพราะถ้าสี่เหลี่ยมจะจับถนัดมือกว่าเเต่ก็เจ็บง่าย เเต่ถ้ามนก็เสี่ยงลื่นตก ฉะนั้นการออกเเบบเเต่ละครั้งผ่านการคิดมาเพื่อให้กลุ่ม Taget ใช้งานได้ง่ายเเละสร้างประสบการณ์พิเศษที่สุด

หรือถ้าพูดถึงเรื่องเว็บไซต์ก็คงเป็น UX/UI ที่ทั้งภาพสวยเเละฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครอบคลุม ลองนึกดูนะคะ ถ้าเราเข้าเเอพพลิเคชั่นเเล้วมันไม่ตอบสนองต่อการใช้งาน

ทุกอย่างดูยาก อยากจะเข้าฟังก์ชั่นอะไรก็หาไม่เจอ ครั้งหน้าเราก็คงไม่เข้าอีก ทำให้เราสูญเสียลูกค้าที่กำลังจะเลือกใช้บริการเรา ฉะนั้นการดีไซน์จึงเหมือนอยู่ในทุกจังหวะการใช้งานจริงๆ

3. สร้าง Brand Awareness

เพราะคนส่วนใหญ่มักจะจดจำจากภาพได้ดี ทำให้ภาพที่สื่อออกมาต้องมี Message เกี่ยวกับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี เเต่จะใช้ภาพเล่าเรื่องเเทนอย่างไรนั้น ลองดูตัวอย่างจากร้านอาหารหรือสังเกตเเบรนด์อาหารส่วนใหญ่ว่าทำไมถึงต้องถ่ายภาพให้ดูน่ารับประทาน

เพราะภาพคือจุดเเรกที่ทำให้เราหยุดมอง เเละถ้าสนใจจริงๆ ถึงค่อยดูรายละเอียด ยิ่งถ้าใครทำคอนเทนต์บน Facebook จะต้องต่อสู้กับเสี้ยววินาทีที่คนเลื่อนฟีต

ให้หยุดเพื่อสนใจ Ads เราให้ได้ หลายเเบรนด์จึง Ads บน Facebook เเบบ 3D เพื่อให้พุ่งเข้าตาจนหยุดดู Ads มากขึ้น เเละช่วยเพิ่มการรับรู้ที่มีคุณภาพที่ส่งผลถึงการซื้อสินค้า

Design อยู่ทุกส่วนของสินค้าเเละอยู่ทุกการใช้งานของ Target จริงๆ  ถ้าเราส่งมอบคุณค่าเเละประสบการณ์จากสินค้าเราไปถึงกลุ่ม Target มากเท่าไร ยิ่งปิดการขายได้ง่ายขึ้นเท่านั้น เเบรนด์ของเราจึงต้องมี Design สวยงามเเละตอบโจทย์การใช้งานให้มากที่สุด

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/design-for-business/