คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

รู้จัก Chris Cox เบื้องหลังทีมสร้าง News feed ที่เพิ่งลาออกจาก Facebook


Christopher Cox ประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Facebook เป็นผู้บริหารรายล่าสุดที่จะโบกมือลาบริษัท ความน่าสนใจคือ Cox เป็นหนึ่งในหัวหอกทีมพัฒนาคุณสมบัติสำคัญของ Facebook ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งการแยกทางครั้งนี้สะท้อนว่า Cox ไม่เห็นด้วยกับนโยบายใหม่ของ Facebook

Mark Zuckerberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Facebook แถลงกรณี Chris Cox ลาออกจากบริษัทเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยบอกว่าทั้งคู่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ให้ Facebook มานานกว่าทศวรรษ ทั้งหมดนี้ CEO Facebook ขอขอบคุณความทุ่มเทของ Cox และทุกสิ่งที่ Cox ทำมาตลอดหลายปี

Cox นั้นเป็นหนึ่งในวิศวกร 15 คนแรกของ Facebook ทำให้ถูกมองว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ Facebook ยิ่งใหญ่ถึงทุกวันนี้ ความรับผิดชอบของ Cox คือการดูแลบริการหลักของและยังเป็นส่วนหนึ่งของ M-Team ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริหารหลักที่รวมตัว CEO อย่าง Zuckerberg เข้าไว้ด้วย

คนเก่งของบริษัท

ในมุมชีวิตส่วนตัว Cox จบปริญญาตรีด้านปัญญาประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ข้อมูลจาก Wikipedia ระบุว่า Cox เข้าร่วมกับ Facebook ตั้งแต่ปี 2005 ในตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ จากผลงานยอดเยี่ยมในส่วน News Feed และกล่องจดหมาย ก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บริหารฝ่ายบุคลากร แล้วนั่งเก้าอี้รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ก่อนปี 2010

Cox คนนี้คือผู้ที่สมรสกับ “วิศรา วิจิตรวาทการ” บุตรีของนายวิวัฒน์วงศ์ วิจิตรวาทการ ผู้บริหารบริษัทในเครือล็อกซเลย์ การแต่งงานของ Cox และวิศราทำให้คนไทยได้ยินข่าวว่า Zuckerberg ปรากฏตัวที่ซอบทองหล่อเมื่อธันวาคมปี 2010 ซึ่งตอกย้ำความสนิทสนมระหว่าง Zuckerberg และ Cox ได้เป็นอย่างดี

บริการหลักที่ Cox ดูแลคือฟีดข่าว (News Feed) ยังมีแอปพลิเคชัน Facebook รวมถึงกลยุทธ์สำหรับแอปทั้งหมดของบริษัท จุดนี้ Facebook เปิดเผยการตัดสินใจลาออกของ Cox ในเอกสารแจ้งงบการเงินของบริษัทเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

Cox เขียนใน goodbye post บนโปรไฟล์ Facebook ของเขาเอง โดยบอกลาว่าโครงการพัฒนา Facebook ยุคใหม่ตามที่ Mark กำหนดแนวทางไว้ แสดงว่า Facebook กำลังเปลี่ยนทิศทางบริการชัดเจน โดยจะมุ่งเน้นไปที่การเข้ารหัสข้อมูล การทำงานร่วมกัน และการเป็นเครือข่ายรับส่งข้อความ โครงการขนาดใหญ่นี้ทำให้ Facebook จำเป็นต้องมีผู้นำหลายคน ที่จะตื่นเต้นกับการได้เห็นทิศทางใหม่ของ Facebook

ลาก่อนเพราะหลายเหตุผล

คำลานี้ทำให้หลายคนรู้สึกได้ว่า Cox รู้สึกผิดหวังกับแนวทางที่ Zuckerberg ประกาศจนอาจนำไปสู่การรวมกันของ Instagram, WhatsApp และ Messenger นโยบายนี้สะท้อนว่า Zuckerberg มุ่งผลักดันให้เปลี่ยน Facebook จากการ “แชร์สาธารณะ” ไปสู่การส่งข้อความส่วนตัวเพื่อแก้ปัญหาอื้อฉาวเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวที่เป็นหนามตำใจ Facebook มาตลอด

Cox ไม่เปิดเผยเหตุผลมากกว่านี้ แต่สื่ออเมริกันตั้งข้อสังเกตว่าวิสัยทัศน์ของ Zuckerberg ที่มุ่งเน้นความเป็นส่วนตัวมากขึ้น อาจมีผลลบต่อรายได้โฆษณา Facebook ในอนาคต แถมการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้ Facebook มีความคล้ายกับ WeChat แอปส่งข้อความที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศจีนมากขึ้น ความต่างคือ WeChat ให้บริการส่งข้อความแบบไม่เข้ารหัสและปล่อยให้รัฐบาลจีนสอดแนมผู้ใช้ได้เต็มที่

ไม่แน่ Facebook อาจพยายามเดินตามรอย Wechat ที่สามารถแทรกตัวไปให้บริการหลากหลายบนสมาร์ทโฟนแดนมังกรได้แนบเนียน เช่น การชำระเงิน การสั่งอาหาร การเรียกรถแท็กซี่ และการจองห้องพัก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ที่ยังไม่มีใครยืนยันรวมถึงตัว Chris Cox เอง

Cox ระบุในโพสต์ลาของตัวเองแต่สิ่งดีๆที่พบใน Facebook โดยบอกว่านับตั้งแต่อายุ 23 ปีที่ทำงานกับ Facebook มาตลอด ย่อมทำให้ Facebook เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาตลอดไป แน่นอนว่า Cox ไม่ลืมขอบคุณทีมและเพื่อนร่วมงานทุกคน ซึ่งเขาหยอดคำหวานทิ้งท้ายด้วยการชมความแข็งแกร่งของทุกคนที่จะทำให้ Facebook เติบโตได้ต่อไปอีกนาน.

ที่มา: : CNBC

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/chris-cox/

โฆษณา

Facebook ลบคลิปก่อการร้ายที่นิวซีแลนด์ไปมากกว่า 1.5 ล้านครั้ง

Facebook ยืนยันว่าภาพหรือวีดีโอก่อการร้ายที่มีการใช้ปืนถือเป็นการทำผิดกฎ ไม่สามารถเผยแพร่ลง Facebook ได้ ระบุ 24 ชั่วโมงแรก ลบวีดีโอดังกล่าวไปมากกว่า 1.5 ล้านวีดีโอ และวีดีโอมากกว่า 1.2 ล้านตัวถูกบล็อกไม่ให้อัพโหลดขึ้นระบบ

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายโดยมีคนร้ายประมาณ 4 คน บุกเข้ายิงคนในมัสยิด 2 แห่งในเวลาใกล้เคียงกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50 รายแล้ว

ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งใช้กล้องขนาดเล็กติดบนศีรษะเพื่อออก Facebook Live ไปทั่วโลก แต่ล่าสุดก็ถูกลบออกจากระบบไปแล้ว

โดย Facebook ประเทศนิวซีแลนด์ชี้แจงรายละเอียดดังนี้

  • มีผู้ชมระหว่างมี Facebook Live ไม่ถึง 200 คน ระหว่างที่ดูคลิปนี้ก็ไม่มีการกดรายงานใดๆ ก่อนที่คลิปจะถูกลบมียอดดูประมาณ 4000 Views
  • ผู้ที่รายงานคลิปนี้ให้ Facebook ทราบเกิดขึ้นหลังจากวีดีโอเริ่มไปได้ 29 นาที และ 12 นาทีหลังจากการ Live จบ
  • ได้รับการแจ้งว่ามีผู้ใช้ดูดคลิปดังกล่าวไปลงในเว็บฝากไฟล์ แล้วนำลิงก์ไปแปะบน 8chan
  • Facebook ลบบัญชีผู้ต้องสงสัยที่อยู่ Facebook และ Instagram ทั้งหมดแล้ว
  • มีผู้ใช้หลายคนพยายามบันทึกหน้าจอเพื่ออัดคลิปดังกล่าว แล้วอัพโหลดขึ้น Facebook ใหม่
  • 24 ชั่วโมงแรก Facebook ลบวีดีโอดังกล่าวไปมากกว่า 1.5 ล้านวีดีโอ และวีดีโอมากกว่า 1.2 ล้านตัวถูกบล็อกไม่ให้อัพโหลดขึ้นระบบ

Facebook ยังระบุด้วยว่าการยิงปืนที่ใช้ในการก่อการร้าย ไม่ว่าจะเป็นการยกย่อง, สนับสนุน หรือผลิตซ้ำ ถือว่าเป็นการทำผิดกฎ Community Standards อย่างชัดเจน และไม่อนุญาตให้เผยแพร่ลง Facebook

ที่มา :  Twitter @Facebook และ Facebook Newsroom

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/facebook-deleted-1-5-millions-new-zealand-terrorism-videos/

ฟังกูรูแจงสถานการณ์ Nano-influencer ปี 2019

Dan Seavers เป็นหนึ่งในทีมคอนเทนต์ของ Talkwalker บริษัทวิจัยที่ทำรายงานชื่อ Global State of Influencer Marketing Report 2019 รายงานดังกล่าวพูดถึงสถานการณ์ influencer ระดับโลกในช่วงปีนี้ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นที่แบรนด์ไม่ควรละเลย Nano-influencer เพื่อยกระดับการทำ influencer marketing ชนิดคุ้มค่าที่สุด

การทำ influencer marketing ที่คุ้มค่าหมายถึงการเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับคุณภาพได้โดยไม่ต้องใช้เงินหนา กลุ่มเป้าหมายคุณภาพจะนำไปสู่ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีกว่า ซึ่งการสำรวจของ Talkwalker พบว่าคำตอบของประเด็นนี้คือ micro-influencer และ nano-influencer

จากการค้นคว้าในวงการสื่อสารโฆษณาและผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์กว่า 800 ราย Global State of Influencer Marketing Report 2019 ย้ำว่าผู้มีอิทธิพลระดับ micro-influencer และ nano-influencer จะเป็นโอกาสที่ชัดเจนสำหรับแบรนด์ที่จะเพิ่มการมีส่วนร่วมหรือ engagement รวมถึงการเพิ่มการเข้าถึง influencer ที่บริษัทเลือกไว้ได้โดยไม่ต้องเพิ่มงบประมาณ

nano-influencer ปี 2019 ยิ่งแรง

ไม่ว่าปีที่ผ่านมา nano-influencer จะเป็นกระแสเพียงไร แต่การสำรวจประจำปี 2019 พบว่าเหล่าแบรนด์พร้อมใจมุ่งเน้นไปที่ nano-influencer ต่อเนื่อง สถิติล่าสุดคือ 69% ของผู้เชี่ยวชาญที่ Talkwalker สัมภาษณ์นั้นมองว่า influencer marketing มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์สูงสุด โดย 71% ของคนกลุ่มนี้ใช้ influencer ราว 50 คนหรือน้อยกว่า

เทรนด์นี้แปลว่า influencer marketing แบบดั้งเดิมนั้นตกยุคไปแล้ว ก่อนหน้านี้แบรนด์มักว่าจ้างใครบางคนที่มีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียจำนวนมาก เพื่อให้คนดังโพสต์ sponsored post บน Instagram แลกกับเงินค่าจ้างจำนวนมหาศาล

วันนี้แบรนด์จึงหันมาขยายมุมมองและพิจารณา influencer ที่มีจำนวนผู้ติดตามน้อยกว่า บนงบประมาณที่แม้จะไม่น้อยกว่า แต่ก็สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า

การสำรวจพบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับ influencer-created Instagram post หรือโพสต์ Instagram ที่สร้างโดยผู้สร้างที่เป็น influencer ในขณะนี้มีมูลค่าประมาณ 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 31,000 บาท) ต่อผู้ติดตาม 100,000 คน อย่างไรก็ตาม วงการ influencer ไม่มีสูตรการตั้งมูลค่าที่แน่นอน ซึ่งเน็ตไอดอลหรือ influencer บางรายสามารถขอเพิ่มเงินได้ถึงระดับ 10,000 เหรียญต่อการโพสต์

influencer ระดับนาโนเป็นเน็ตไอดอลที่มีผู้ติดตามระหว่าง 1,000 ถึง 5,000 คน บุคคลเหล่านี้ถือเป็นคนเก่งในโซเชียลมีเดียและได้สร้างกลุ่มเป้าหมายเฉพาะหรือ niche audience ที่เข้าใจในหัวข้อที่พวกเขาต้องการพูดคุย ชุมชนคน niche อาจมีขนาดเท่ากับ 1% ของ influencer หรือคนดังรายใหญ่ แต่ค่าใช้จ่ายที่แบรนด์รับผิดชอบก็จะน้อยลงหรืออาจฟรีในบางราย เพราะ nano-influencer บางคนมีความสุขในการโปรโมตแบรนด์เพื่อแลกกับผลิตภัณฑ์ฟรี

เทียบปริมาณกับคุณภาพ

แทนที่จะจ้าง influencer รายเดียวในราคา 10,000 เหรียญต่อโพสต์ แต่วันนี้แบรนด์หันมาจ้าง influencer หลักร้อยคนบนงบประมาณที่เท่ากัน วิธีนี้อาจฟังดูเหมือนทีมการตลาดของแบรนด์จะมีงานมากขึ้น แต่ประโยชน์ของวิธีนี้ก็ทวีคูณมากขึ้นตามไปด้วย

การสำรวจล่าสุดพบว่า กลุ่มผู้ชมที่เป็น niche ที่ nano-influencer สร้างไว้จะมีส่วนร่วมหรือ engage และให้ความสนใจกับสิ่งที่ nano-influencer รายนั้นโพสต์ มากกว่าผู้ชมของคนดัง influencer รายใหญ่ สถิติจาก Digiday พบว่า nano-influencer ใน Instagram สามารถดึงดูดผู้ชมได้มากถึง 8.7% ของผู้ติดตามรวม ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับ 1.7% ของ influencer ระดับเซเลบริตี้

ดังนั้น nano-influencer จึงสามารถเพิ่ม engagement หรืออัตราการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้มากกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ influencer รายใหญ่ ปี 2019 จึงเป็นปีที่แบรนด์เฉลี่ยงบประมาณก้อนเดียวกันเพื่อหว่านไถในนาของ nano-influencer ที่จะให้ผลผลิตได้มากกว่า

สำหรับปี 2019 การสำรวจชี้ว่า nano-influencer มักเป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม ทำให้ nano-influencer เป็นผู้นำการสนทนาที่ต้องการผูกแฟนคลับไว้ให้เหนียวแน่น คนกลุ่มนี้จึงพยายามค้นหาวิธีใหม่ในการสร้างกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งหลายแบรนด์พบว่าเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่แบรนด์กำลังมองหาเช่นกัน

รายงานเรื่อง Experticity micro-influencer report ก็พบว่าผู้บริโภคกว่า 82% มีแนวโน้มสูงที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของ nano-influencer เปรียบเทียบแล้วสูงกว่าผู้บริโภคทั่วไปที่มีคะแนน 73% เท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้บริโภคมักมองว่า nano-influencer เป็นคนน่าเชื่อถือ มีความรู้ และมีความสามารถในการอธิบายว่าผลิตภัณฑ์ทำงานได้ดีกว่าเน็ตไอดอลคนดัง

แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก่อนที่จะเทงบจ้าง nano-influencer หลักร้อยคน แบรนด์จะต้องไม่ลืมประเด็น relevant หรือความเกี่ยวข้องที่จะเป็นเหตุผลในการเลือกผู้มีอิทธิพลรายนั้น จุดนี้แบรนด์ยังต้องศึกษาทั้งตัวผู้มีอิทธิพลและกลุ่มผู้ชม ซึ่งยิ่งตรวจสอบมากเท่าไร งบที่ใช้ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น ความจริงข้อนี้ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าจะเป็นปี 2019 หรือปี 2020 ที่กำลังจะมาถึง

ที่มา: : PRDaily

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/nano-influencer-2019/

วิเคราะห์อาการโคม่าของ Tumblr คนอ่านโหรงเหรงเมื่อไร้ content โป๊เปลือย


ถูกจับตามองว่าจะเป็นเว็บร้างสำหรับ Tumblr แพลตฟอร์ม blog สไตล์ Social Network รองรับวิดีโอ mp4 ที่ได้รับความนิยมสูงในสหรัฐอเมริกา วันนี้ Tumblr มีอาการโคม่าเพราะสูญเสียทราฟฟิกเข้าหน้าเว็บไปมากกว่า 100 ล้านครั้งต่อเดือนนับตั้งแต่ออกกฏห้ามสมาชิกโพสต์เนื้อหาเข้าข่ายลามกอนาจาร ทำให้สิ่งที่โลกมองว่าเป็น “ฟีเจอร์หลัก” ของ Tumblr หายวับไปกับตา

ย้อนไปเมื่อธันวาคม 2018 บริการอย่าง Tumblr ประกาศว่าจะเริ่มแบนสื่อลามกอนาจารบนแพลตฟอร์มอย่างจริงจัง นโยบายนี้เป็นความพยายามที่จะช่วยให้ Tumblr สามารถให้บริการแอปพลิเคชันบน App Store ของ Apple ได้อีกครั้ง หลังจากที่ Apple สั่งลบแอป Tumblr ออกจากร้านดาวน์โหลดไปเพราะ Tumblr ไม่จริงจังกับการปราบปรามเนื้อหาอนาจาร

สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาวะนี้ทำให้ Tumblr กลายเป็นเว็บไซต์แสนธรรมดา จากที่เคยมีชื่อเล่นว่า “Tumblr for porn” โดยรายงานจากบริษัทวิเคราะห์เว็บไซต์ชื่อ SimilarWeb พบว่าในเดือนสุดท้ายที่ Tumblr ยังมีเนื้อหาปลุกใจเสือป่า (ธันวาคม 2018) เว็บไซต์มีการเข้าชม 521 ล้านครั้ง แต่เพียง 30 วันต่อมา การดูหน้าเว็บรายเดือนของ Tumblr ลดลงกว่า 100 ล้านครั้ง

หดตัว 17-30%

ทราฟฟิกของ Tumblr หดตัว 17% เมื่อเทียบกับยอดชมล่าสุด แต่หากเทียบกับช่วงพีคของปี Tumblr มียอดชมเว็บไซต์น้อยลงถึง 30%

global traffic หรือปริมาณการใช้ทั่วโลกของ Tumblr ในเดือนธันวาคมมีจำนวน 521 ล้านครั้ง แต่ตัวเลขนี้ลดลงเหลือ 370 ล้านในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งหากมองเฉพาะเดือนมกราคม 2019 ผู้เยี่ยมชม Tumblr ลดลง 437 ล้านคนเมื่อเปรียบเทียบกับสถิติสูงสุด 642 ล้านคนในเดือนกรกฎาคม 2018

ทั้งหมดนี้ โฆษก Tumblr ให้ความเห็นว่าการแบนสื่อลามกบน Tumblr เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์สำหรับการเติบโตระยะยาว จึงมั่นใจว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง และดีกว่าการหวังเฉพาะน้ำบ่อหน้า

Tumblr ต้องรอด

สาวกที่อยู่ทีมเชียร์ Tumblr มองว่าแม้ Tumblr จะมีเนื้อหาเข้าข่าย NSFW ที่ย่อมาจาก (this content is)not safe for work ซึ่งไม่เหมาะสำหรับเปิดในที่สาธารณชน แต่ Tumblr มีชุมชนมากมายที่พูดถึงประเด็นทางเพศในด้านสุขภาพ ดังนั้นการแบนของ Tumblr อาจจะมีผลกระทบกับคนที่ทำงานทางเพศ และต้องการหาความรู้ก็ได้

ในแง่ของผลเสีย แม้จะเป็นผลดีที่สามารถกรองเอาแต่ทราฟฟิกคุณภาพไว้ได้ และเชื่อมั่นว่านโยบายนี้จะดีกับ Tumblr ในระยะยาว แต่ Jeff D’Onofrio ประธานผู้บริหาร Tumblr ยอมรับเมื่อครั้งแถลงถึงการบังคับใช้กฏแบนเนื้อหาอนาจารในปลายปีที่แล้ว ว่าการแบนอาจจะไม่ทำให้ปัญหาเนื้อหาอนาจารหมดไปจากอินเทอร์เน็ต เพราะหากดูบน Tumblr ไม่ได้ เนื้อหาปลุกใจเสือป่าก็ยังมีให้เลือกชมได้ที่เว็บไซต์อื่น

ความเห็นนี้สะท้อนเหตุผลชัดเจน ว่าทำไมผู้บริหาร Tumblr จึงประวิงเวลา ไม่กำจัดเนื้อหาอนาจารตั้งแต่แรกที่ Tumblr ถูกมองเป็น Tumblr for porn สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ Tumblr เปิดเสรีว่าจะไม่แบนภาพเปลือยที่ไม่เข้าข่ายอนาจาร ซึ่งจะเป็นช่องทางให้ Tumblr ยังมีจุดเด่นเรื่องสุขภาพต่อไป

ภาพเปลือยที่ไม่เข้าข่ายอนาจารได้แก่ ภาพวาดโป๊เปลือยที่ไม่สื่อถึงการมีเพศสัมพันธ์, งานเขียน Erotica, ภาพหญิงให้นมบุตร, ภาพมารดาหลังคลอด, เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น ภาพการรักษามะเร็งเต้านม หรือการผ่าตัดแปลงเพศ รวมถึงภาพโป๊เปลือยที่เป็นงานศิลปะ ทั้งหมดนี้จะยังการันตีว่า Tumblr จะมีลมหายใจต่อไปแม้จะถูกมองว่าเหมือนเว็บไซต์ธรรมดาทั่วไป.

ที่มา: : TheVerge

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/content-tumblr/

ร่วงยาวร่วม 12 ชม.!! Facebook-Messenger-Instagram-WhatsApp ยังกลับมาแบบไม่สมบูรณ์

สรุปเหตุการณ์ Facebook, Messenger, Instagram และ WhatsApp เกิดล่มในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งระบบล่มไปนานร่วม 12 ชั่วโมง ถึงแม้ว่าจะเริ่มใช้งานได้บ้างแล้วในช่วงเช้า แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์มากนัก พร้อมเล่าเหตุการณ์ Gmail, Google Drive และ Google Maps ล่มให้ฟังกัน

มีรายงาน Facebook, Messenger, WhatsApp, Instagram ล่ม

ช่วงประมาณ 22.00 น. ของเมื่อวานนี้ (13 มีนาคม 2562) ผู้ใช้งานพบว่า Facebook, Messenger, WhatsApp และ Instagram ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ รวมถึงไม่สามารถส่งหรือโพสต์ข้อความ หรือดูหน้าฟีดได้เลย รวมถึงเวลาที่ใช้ในการดึงข้อมูลผ่าน API ของ Facebook ก็ใช้เวลานานกว่าที่ควรจะเป็น

โดยระบบล่มไปนานกว่า 12 ชั่วโมงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่างจากหลายครั้งที่ระบบล่มเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

ซึ่งสามารถดูสถานะของระบบ Facebook ได้ที่ Platform Status – Facebook for Developers

0.49 น. ของวันที่ 14 มีนาคม 2562 Facebook ทวีตผ่านบัญชีบน Twitter ระบุว่าพบว่าเข้าถึงแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ในเครือ Facebook ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Messenger, Instagram และ WhatsApp มีปัญหาจริง และกำลังเร่งแก้ไขอยู่

ต่อมา 2.03 น. Facebook ระบุเพิ่มเติมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับการโจมตี DDoS Attack ยืนยันว่ากำลังเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

จนในขณะนี้ 12.34 น. ผู้งาน Facebook, Messenger, Instagram และ WhatsApp เริ่มใช้งานระบบได้ตามปกติแล้ว แต่ยังมีผู้ใช้งานบางส่วนที่ช้ฟีเจอร์ต่างๆ ได้แบบไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์

เมื่อวันก่อน Gmail-Google Maps ก็ล่มไป 3 ชม.

เมื่อวันที่ 12 มีนาคมเวลา 9.00 น. โดยประมาณ ระบบแจ้งเตือนสถานะระบบ Google แสดงสถานะว่าระบบของ Gmail และ Google Drive ไม่สามารถใช้งานได้ โดยผู้ใช้จะพบปัญหาว่าไม่สามารถส่งอีเมล, แนบไฟล์ส่งอีเมล และเปิดไฟล์แนบในอีเมลได้ ส่วนผู้ใช้ Google Drive จะพบปัญหาในการดาวน์โหลดและอัปโหลดไฟล์

ส่วน Google Maps ระบบไม่ได้แจ้งเตือนว่ามีปัญหา แต่ผู้ใช้งานระบุว่าไม่สามารถใช้ฟีเจอร์ Street View ได้ โดยหน้าจอฟีเจอร์ดังกล่าวขึ้นเป็นสีดำ

แต่ล่มเพียงไม่นานหลัง 3 ชั่วโมง ระบบของ Gmail, Google Drive และ Google Maps ก็เริ่มกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

ประเด็นที่ชวนคิดต่อ

หากนึกถึงรายงานที่ The New York Times เปิดเผยออกมาระบุว่า Facebook พยายามรวมระบบหลังบ้านของ Messenger, Instagram และ WhatsApp เข้าด้วยกันให้เสร็จภายในปี 2563 ก็อาจจะทำให้หลายคนกังวลใจว่าหากรวมระบบกันแบบนี้ ข้อดีคือดูแลง่ายและลดการใช้ทรัพยากรแบบสิ้นเปลืองไป แต่ถ้าระบบส่งข้อความตัวใดตัวหนึ่งล่มไป มีความเป็นไปได้ที่ระบบที่เหลืออาจจะล่มด้วย แต่เราอาจไม่ต้องคิดไปไกลถึงขั้นนั้น

แต่ควรกลับมาคิดต่อว่าหลังจากนี้ เราควรกระจายช่องทาง Social Media ของเราไปใช้ทางอื่น เช่น Twitter หรือ LINE ด้วยหรือไม่ รวมถึงควรกลับมาพิจารณาถึงช่องทางพื้นฐานอย่าง Website และ Email Marketing ที่อาจจะมองข้าม แต่ยังทรงประสิทธิภาพเจาะถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างคาดไม่ถึง

รวมถึงต้องจับตาว่าหลังจากที่ Mark Zuckerberg ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนเปลี่ยน Social Media ให้มีความเป็นส่วนตัว (Privacy) มีการเข้ารหัส และปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงการที่จะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น โพสต์จำกัดอายุในการแสดงผล เป็นต้น เราเตรียมพร้อมและเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดบน Facebook และ Instagram แล้วหรือยัง?

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/facebook-messenger-instagram-whatsapp-down/

Jigsaw เปิดตัว Tune ส่วนขยาย Chrome ช่วยปิดคอมเม้นท์ที่ไม่อยากอ่านตามโซเชียลได้

ช่วงเวลานี้ ข่าวสารกำลังตึงเครียด และการอ่านคอมเม้นท์ใต้ข่าว อาจทำให้เราเครียดกว่า ล่าสุด Jigsaw หน่วยบ่มเพาะเทคโนโลยีของ Google เปิดตัว Tune ส่วนขยายใน Chrome ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปิดคอมเม้นท์ตามโซเชียลมีเดียได้

การทำงานของ Tune คือ ผู้ใช้จะสามารถตั้งค่า volume ของคอมเมนท์จากทั้ง YouTube, Facebook, Twitter, Reddit และ Disqus ได้ โดยสามารถเลือกระดับของ Tune ของตัวเอง การใช้งานเหมือนหมุนระดับเครื่องทำน้ำอุ่น โดยมีโหมดเปิดให้เห็นทุกคอมเม้นท์ กับ zen mode ที่ซ่อนคอมเม้นท์ทั้งหมด ถ้าหมุนให้อยู่ระดับกลางๆ จะยังคงเห็นคอมเม้นท์อยู่บ้าง แต่ระบบจะกรองเอาคอมเม้นท์รุนแรงออกไป

เมื่อผู้ใช่ท่องเว็บโซเชียล จะเห็นป๊อบอัพ Tune โผล่ออกมา สามารถปรับการใช้งานในขณะนั้นได้ทันที

No Description

อย่างไรก็ตาม Jigsaw ระบุว่า Tune ยังคงอยู่ในขั้นการทดลองงาน ระบบยังมีข้อผิดพลาด ซึ่ง Tune เป็นโอเพ่นซอร์ส ผู้ใช้งานสามารถให้ข้อเสนอแนะเพื่อช่วย Jigsaw ปรับปรุงอัลกอริทึม

Tune เป็นโครงการต่อยอดมาจาก Perspective เป็น API สำหรับผู้ผลิตคอนเทนต์ ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถปิดตอมเม้นท์เป็นพิษได้ แต่ Tune ทำออกมาเพื่อฝั่งผู้ใช้งานทั่วไปที่รับข่าวสารบนโซเชียล

ที่มา – Jigsaw

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/108626

Infographic : สถิติที่น่าสนใจของผู้ใช้ Instagram ในปี 2019

Instagram เป็นอีกแพลตฟอร์มหนึ่งที่นักการตลาดหลาย ๆ ท่านสนใจ เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมของเหล่า Influencer ชื่อดังมากมาย ที่มีผู้ติดตามตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้าน วันนี้ทีมงาน thumbsup จึงนำข้อมูลสถิติที่น่าสนใจต่าง ๆ ของ Instagram จาก Omnicore มาสรุปเป็นภาพสั้น ๆ ให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับทราบกันอีกครั้ง จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยครับ

แหล่งรวมธุรกิจกว่า 25 ล้านธุรกิจ ทั้งไทยและต่างประเทศ

Instagram เปิดตัวครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปี 2010 จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลากว่า 8 ปีครึ่งแล้ว โดยจำนวน Active Users ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้ใช้ออนไลน์ในแพลตฟอร์มนี้ประมาณ 500 ล้านคน และมีผู้ใช้ IG Stories รายวันประมาณ 400 ล้านคน

จากสถิติพบว่าในแต่ละวันมีภาพถูกอัพโหลดลงบนแพลตฟอร์ม Instagram ถึง 50,000 ล้านภาพ และมี Official Account ของธุรกิจต่าง ๆ กว่า 25 ล้านธุรกิจ นอกจากนั้นยังพบว่าในแต่ละวันมีกระแสการกดไลค์บน Instagram ถึง 4,200 ล้านครั้ง หากคิดเป็นค่าเฉลี่ยแล้ว ผู้ใช้หนึ่งคนจะกดไลค์บน Instagram กันวันละ 7 – 9 ครั้งต่อคน

ผู้ใช้ส่วนมากพบว่าเป็นผู้หญิง ในช่วงอายุ 18-29 ปี

  • 68% ของผู้ใช้ Instagram เป็นผู้หญิง
  • 80% ของผู้ใช้ Instagram มาจากผู้ใช้นอกสหรัฐอเมริกา
  • 32% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต จะมี Instagram Account เป็นของตัวเอง
  • 72% ของผู้ใช้มีอายุอยู่ในช่วงวัยรุ่น หรือช่วง 18 – 29 ปี

ทางทีมงานมีความเห็นว่าอาจเป็นเพราะแพลตฟอร์มนี้เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นการโพสต์รูปภาพเป็นเอกลักษณ์ จึงมีกลุ่มผู้ใช้หลักเป็นเพศหญิง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะชอบการถ่ายรูป และการดูแลตัวเองมากกว่าเพศชาย รวมถึงการโพสต์ภาพในสถานที่ต่าง ๆ ก็อาจจะเป็นไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นส่วนมากในช่วงอายุ 18-29 ปี

สถิติเชิงธุรกิจตอกย้ำความนิยมในหมู่ Influencer

  • 71% ของธุรกิจในอเมริกามี Instagram Account
  • ในภาพรวม Instagram มีผู้ใช้ Business Profile กว่า 8 ล้าน Account
  • ปัจจุบัน Instagram มีการลงโฆษณาถึง 1 ล้าน โฆษณา / เดือน
  • Instagram ทำรายได้จากการโฆษณากว่า 7,000 ล้าน USD ในปี 2018
  • 78% ของ Influencer นิยมใช้ Instagram ในการทำแคมเปญร่วมกับแบรนด์ต่าง ๆ

จากสถิติทีมงาน thumbsup มีความเห็นว่า Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อ Influencer กับผู้ติดตามได้ดีที่สุดแพลตฟอร์มหนึ่ง ทำให้ผู้ติดตามสามารถรับรู้ถึงไลฟ์สไตล์ของ Influencer ได้อย่าง Real-Time ในรูปแบบของภาพและวีดีโอสั้น ทำให้การทำ Influencer Marketing เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ

Fun Facts อื่น ๆ ในแพลตฟอร์ม Instagram

  • โพสต์ที่มีการ Check In Location จะมี Engagement เพิ่มขึ้นถึง 79%
  • ผู้ใช้ Instagram จะเข้าถึงโพสต์ต่าง ๆ มากที่สุดในช่วงวันทำงาน โดยเฉพาะวันอังคาร กับ วันพฤหัสบดี
  • การโพสต์ภาพที่มีหน้าคนอยู่ด้วยจะทำให้มีคนกดไลค์มากขึ้นถึง 38%
  • การโพสต์วีดีโอใน Instagram มี Engagement มากกว่าการโพสต์ภาพบนแพลตฟอร์มอื่นถึง 2 เท่า
  • การโพสต์แบบติด #Hashtag อย่างน้อย 1 แท็ก จะทำให้ Engagement เพิ่มมากขึ้นประมาณ 12.6%
  • 7 ใน 10 ของ Hashtag ทั้งหมดใน Instagram เป็นแท็กของแบรนด์สินค้าชนิดต่าง ๆ
  • ในปัจจุบันมูลค่าการโพสต์ใน Instagram ของ Influencer มีมูลค่าสูงถึง 100,000 USD

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่น่าสนใจ  และเหมาะจะนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการทำการตลาดกับเหล่า Influencer มากๆ

ข้อมูลจาก : Omnicore

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/infographic-instagram-2019/