คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

Facebook เตรียมยกเลิกกฎ “ข้อความต้องน้อยกว่า 20% ของภาพโฆษณา”

ข่าวดีและข่าวใหญ่สำหรับเหล่านักโฆษณาและนักการตลาด Facebook เตรียมยกเลิกกฎ “ข้อความต้องน้อยกว่า 20% ของภาพโฆษณา” จากก่อนหน้านี้ระบบของเฟซบุ๊กค้นพบว่า ภาพที่มีข้อความน้อยกว่า 20% ของพื้นที่ในภาพเพื่อการโฆษณาจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีสำหรับผู้ใช้

จน Facebook ต้องออกกฎว่าถ้าข้อความมากกว่า 20% ของโฆษณาจะมีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่ผ่านการอนุมัติ หรือเข้าถึงคนได้น้อยลง ต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงโฆษณาอาจไม่ทำงาน จนต้องออกเครื่องมือชื่อ “Text Overlay Tool” เพื่อให้ผู้ใช้ตรวจสอบภาพก่อนทำโฆษณา กลายเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับนักการตลาดมาหลายปี

ล่าสุดสื่อต่างประเทศรายงานว่า Facebook เตรียมประกาศยกเลิกกฎ 20% ดังกล่าวแล้ว นั่นหมายความว่า ภาพโฆษณาที่มีข้อความมากว่า 20% ของภาพจะสามารถแสดงผลตามปกติ และจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เท่าๆ กับโฆษณาอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม Facebook ยังยืนยันว่าอยากให้ภาพโฆษณามีข้อความน้อยกว่า 20% ของภาพ โดยระบุว่า “พยายามให้ข้อความของคุณ สั้น ชัดเจน และกระชับเพื่อให้ข้อความสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

อ้างอิง Socialmediatoday, Matt Navarra

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-remove-restriction-text?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-remove-restriction-text

Danae Mercer เซเลบ IG ผู้ไขความลับว่าสิ่งที่เห็นใน Social อาจไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป

Instagram นับว่าเป็นแหล่งรวบรวม Influencer จำนวนมาก ทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ต่างโพสต์ภาพไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูดี มีความน่าสนใจ จน Influencer บางคนมีจำนวนผู้ติดตามหลายล้านคนภายในระยะเวลาไม่นาน

Danae Mercer ภาพจาก Instagram

Danae Mercer เธอเป็น Influencer อีกคนหนึ่ง มีผู้ติดตามบน Instagram ที่ใช้ชื่อว่า danaemercer กว่า 1.8 ล้านคน แต่ความเป็น Influencer ของ Mercer แตกต่างจากคนอื่นๆ เพราะเธอไม่ได้โพสต์รูปที่มีแต่ความสวยงาม แบบนางแบบคนอื่นๆ ทำเพียงอย่างเดียว เพราะเธอเลือกที่จะโพสต์รูปที่ “สะท้อนความจริง” ในอีกมุมหนึ่งของ Social Media ที่ได้รับการปรุงแต่งจนสวยงาม น่าติดตาม เพื่อสนับสนุนความมั่นใจ และยอมรับในรูปร่างของตัวเอง

Danae Mercer ภาพจาก Instagram

Mercer มักโพสต์รูป 2 รูปเปรียบเทียบกัน รูปแรกเป็นรูปที่เธอพยายามจัดวางองค์ประกอบ และจัดท่าทางให้รูปออกมาดีที่สุด โดยใช้การห่อไหล่ บีบลำตัว ผายสะโพกไปด้านหลัง ซึ่งจะทำให้รูปออกมาดูดี ส่วนอีกรูปหนึ่งเป็นรูปที่ถ่ายหลังจากรูปแรกเพียงไม่กี่นาที แต่เป็นรูปที่สามารถสะท้อนความจริงได้มากที่สุด เพราะเธอนั่ง หรือยืนในท่าทางปกติที่เธออยากจะทำ มีความสบายๆ

ก่อนหน้าที่ Mercer กลายเป็น Influencer ใน Instagram เธอเคยทำงานให้กับนิตยสารผู้หญิงฉบับหนึ่งในดูไบ เธอจึงรู้เทคนิคว่าจะถ่ายรูปอย่างไรให้ออกมาดูดีที่สุด “บางครั้งรูป 1 รูปที่เห็น อาจใช้เวลาถ่ายกว่า 1 ชั่วโมง” โดยเธอได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานแสดงศิลปะแห่งหนึ่ง ที่แสดงภาพถ่ายของเซลลูไลท์ ที่เธอคิดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับตัวเธอเอง การแสดงตัวตนของเธออาจช่วยผู้หญิงคนอื่นๆ ได้

นอกจากการโพสต์รูปภาพที่สะท้อนความจริงของ Social Media แล้ว Mercer ยังเปิดเผยกับผู้ติดตามด้วยว่า เธอเคยป่วยเป็นโรคที่มีพฤติกรรมการกินอาหารผิดปกติ (Eating Disorder) เธอสามารถพูดถึงเรื่องที่เคยต้องปิดบัง เรื่องต้องห้าม เรื่องร่างกาย รอยแผลเป็น เซลลูไลท์ หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ ความโสดในช่วงวัย 30

ภาพบน Social Media ล้วนได้รับการปรับแต่งจนสวยงาม

Mercer ย้ำว่า ควรให้ความรู้ทุกๆ คนว่า สิ่งที่เราเห็นบน Social Media ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ได้รับการปรุงแต่งให้สวยงาม ภาพ 100 ภาพ ที่ถ่ายอาจได้รับการเลือกมาใช้งานเพียงภาพเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับภาพที่เราเห็นในนิตยสารที่ได้รับการปรับแต่งจนสวยงาม สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช้ความจริงทั้งหมด ซึ่ง Mercer แนะนำว่า ก่อนที่จะดูรูปภาพใน Social Media ต้องคำนึงถึงหลักการง่ายๆ 3 ข้อ ดังนี้

    1. ดูการจัดวางท่าที่ใช้ถ่ายภาพ โดยเฉพาะภาพที่ใช้เพื่อการโฆษณาเปรียบเทียบก่อนหลัง อาจถ่ายทำห่างกันเพียงไม่กี่นาที แต่ด้วยการจัดวางท่า ทำให้ภาพที่เราเห็นมีความแตกต่างกันมาก
    2. ดูแสง และเงา นอกจากท่าทางที่ใช้แล้ว แสง และเงา ก็มีส่วนที่ทำให้ภาพที่ออกมามีความสวยงามเกินจริง ไม่ได้แสดงความจริงที่เป็น รวมถึงภาพอาจผ่านการปรับแต่งให้สวยงามมาแล้วก็ได้
    3. ภาพทุกภาพส่งผลต่อตัวเราทั้งสิ้น บางครั้งเราอาจคิดว่าภาพที่เราเห็นใน Social Media ไม่ได้ส่งผลต่อตัวเรา แต่ความจริงแล้วเป็นความคิดที่ผิด เพราะหากเราดูภาพที่ผ่านการปรับแต่งจนสวยงามบ่อยๆ เราก็จะเอามาเปรียบเทียบกับตัวเองไปโดยปริยาย

ที่มา – GMA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/danae-mercer-ig-influencer-show-what-real-in-social-media/

TikTok กำลังเตรียมปิดดีล ยังไม่แน่ว่าจะเป็น Oracle หรือ Microsoft

ทางสำนักข่าว CNBC รายงานว่า ดีลที่ขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ กำลังจะประกาศผลสรุป “ในอีกไม่กี่วันนี้” โดยมีอยู่สองบริษัทที่กำลังวิ่งเต้นอยู่ได้แก่ Oracle และ Microsoft คาดว่ามูลค่าดีลนี้จะสูงประมาณ 2 – 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โดยจะพ่วงกับธุรกิจแอพโซเชียลมีเดียสุดฮอตนี้ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ด้วย ทั้งนี้ ทั้งไมโครซอฟท์และออราเคิลต่างได้พูดคุยกับบริษัทสัญชาติจีน ByteDance ที่เป็นเจ้าของ TikTok เพื่อเข้าซื้อบริการแอพดังกล่าวท่ามกลางการกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ

ทางทีมบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความกังวลว่าแอพนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลจีนในการดูดข้อมูลของชาวอเมริกันได้ ทางฝั่งไมโครซอฟท์เองก็ได้พันธมิตรอย่าง Walmart ที่ออกมายืนยันร่วมหุ้นประมูลด้วย

พร้อมกล่าวกับ CRN ว่า TikTok ถือเป็นการผสานความสามารถทั้งทางอีคอมเมิร์ซและการโฆษณาเข้าด้วยกันในตลาดทั้งหลาย ซึ่งการร่วมมือกับไมโครซอฟท์ในการบริหาร TikTok จะช่วยผลักดันความสามารถเหล่านี้ได้อย่างยิ่งยวด

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/tiktok-with-either-oracle-or-microsoft/

Content101 ข้อคิดดีๆ จากการสร้างคอนเทนต์คุณภาพและขายของได้แบบ ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

ทำไมคอนเทนต์ถึงมีคุณค่ามากกว่ายอด Like ยอด Share คุณท้อฟฟี่ ชญาน์ทัต วงศ์มณี VC Content Management จาก SCB ที่เป็นทั้งนักคิด นักเขียน นักสัมภาษณ์บนเว็บไซต์ The Standard และเจ้าของเพจ @ท้อฟฟี่แบรดชอว์ ได้ขึ้นมาแชร์ประสบการณ์และความรู้ที่น่าสนใจในงาน iCreator Conference 2020 กับหัวข้อ การสร้างคอนเทนต์คุณภาพและช่วยแบรนด์ขายของได้ด้วย เพื่อตอบโจทย์สิ่งที่หลายคนอยากรู้ว่า “เรากำลังทำคอนเทนต์ไปเพื่ออะไร?”

ผมอยากให้ทุกคนย้อนนึกถึงไปถึงวันแรกที่คิดถึงจุดเริ่มต้นในการทำคอนเทนต์ที่มีเหตุผลแตกต่างกัน โดยผมเริ่มต้นด้วยจุดที่แย่ที่สุด โดยผมอาสาอยากเป็นผู้บุกเบิกแผนกคอนเทนต์ขึ้นมาใหม่ ผมรอที่จะเริ่มต้นทำงานนี้ โดยมีการประชุมอัพเดทสิ่งต่างๆ ผมได้รับแจ้งว่าจะมีการประกาศว่าได้ย้ายตำแหน่งไปทำหน้าที่ในตำแหน่งที่อยากทำ และเป็นวันที่ผมควรจะมีความสุขมากๆ

การประกาศบอกว่าผม “ทำงานไม่ได้” กลายเป็นเสียงในหัวที่ทำให้ผมอยู่ในจุดที่จมดิ่งและตัวช้า เหมือนเป็นฝุ่นในที่ทำงาน รู้สึกไม่มีค่า และการทำงานตลอดหลายปีต้องพังทลายและไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป วันนั้นกลายเป็นวันเกิดที่ผ่านมาที่เราได้รับการโปรโมท มีคนยอมรับ หรือที่จริงแล้วเรามันห่วย เป็นจุดที่ทำให้ผมรู้สึก “ไม่มีค่า” และไม่อยากลุกขึ้นมา ความรู้สึกตอนนั้นคือผมไม่มีความหมายเลย และมีเพียง 2 ทางเลือก คือยอมรับว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ไม่สามารถทำงานได้หรือสู้ต่อด้วยตัวเอง

สิ่งที่ผมคิดในตอนนั้นคือผมจะปิดประตูบานนั้น หรือตัดสินใจที่จะเลือกเปิดประตูบานใหม่ให้ตัวเอง ผมรู้ดีว่ามีคนอีกมากมายที่จะต้องเจอปัญหาเหมือนกัน ทั้งจากบทเรียนที่ผมเจอหรือได้เรียนรู้จากแง่มุมต่างๆ ถ้าผมสร้างความสุขให้คนในที่ทำงานได้ ก็จะไปสร้างการทำงานใหม่ที่ไม่ใช่ความสุขกับงานแค่ 8 ชั่วโมง แต่จะเป็น 24 ชั่วโมงที่มีความสุข

นั่นจึงเป็นที่มีของการเริ่มต้นทำคอนเทนต์พอดแคสต์ I HATE MY JOB โดยทุกวันก่อนทำคอนเทนต์ผมจะเจอคำถามมากมายและตอบคำถามเหล่านั้นทุกวัน โดยความตั้งใจในการทำคอนเทนต์ คือการเปลี่ยนคำว่า “I HATE MY JOB” เป็นคำว่า “I LOVE MY JOB”

ในการทำคอนเทนต์สัมภาษณ์แต่ละครั้งนั้น คุณท้อฟฟี่เชื่อว่าการตั้งคำถามที่ดีจะมอบคุณค่าให้กับทุกคน ทั้งคนสัมภาษณ์ คนให้สัมภาษณ์ คนดู คนฟัง และคนอ่าน คอนเทนต์สามารถส่งต่อความคิดที่มีประโยชน์และมีคุณค่าได้ ยกตัวอย่างการสัมภาษณ์คุณปอย ตรีชฏา เกี่ยวกับการรับมืออย่างไร กับสังคมที่ทำให้คนมองเธออย่างดูหมิ่นด้วยคำว่า LGBT ซึ่งคุณปอยเองตอบคำถามนี้ได้อย่างดีมากว่า

“ปอยยอมเสียงานดีกว่า การตอกย้ำภาพของความเป็นตัวตลกในสังคม”

หรือในกรณีการสัมภาษณ์คุณพลอย ไลลาที่ถูกนักข่าวแบน เกี่ยวกับการที่พลอยหายไปและไม่ถูกใครตัดสินหรือจับจ้อง พลอยตอบว่า “พลอยเป็นโรคซึมเศร้า” ในนาทีนั้นผมเปลี่ยนบทบาทจากคนสัมภาษณ์เป็นนักฟังและเรียนรู้ปัญหาจากเขา ช่วงเวลาที่เธอเล่าเรื่องเหล่านั้น ช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้น ต่อให้เป็นคนดังแค่ไหน เธอก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น การสัมภาษณ์ที่ถูกจุดช่วยให้เราได้เรียนรู้จากการตั้งคำถามและได้เรียนรู้ชีวิตจากเขาเหล่านั้น

สิ่งที่ผมเพิ่งรู้คือ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าในโลกนี้มีเยอะมาก โรคโซเชียลทำให้เห็นโลกที่โหดร้าย แต่คอนเทนต์ที่มีคุณภาพจะช่วยสร้างกำลังใจให้คนมีพลังมากขึ้นกว่าเดิม

คอนเทนต์ที่ดีแบบยั่งยืนต้องเป็นยังไง 

การทำคอนเทนต์ให้คนอ่านประทับใจและจดจำเราไปได้ตลอดนั้น ควรมีหลักการอะไรบ้าง

  1. ดีต่อตัวเราเอง : คนทำคอนเทนต้องดีขึ้น ต้องเติบโตขึ้น ได้ในสิ่งที่ภูมิใจ ไม่ต้องอายที่ต้องทำ เพราะการใช้ชีวิตคือการสร้างแบรนด์ที่ดีที่สุด และแบรนด์ก็คือตัวเราเอง
  2. ดีต่อคนที่อยู่ตรงหน้า : ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า, คนอ่าน และผู้บริโภค คอนเทนต์ที่ดีควรจะมีประโยชน์เเละส่งต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ต่อไป รวมทั้งส่งต่อได้ ดีต่อคนอ่าน ดีต่อคนดู
  3. ดีต่อคนที่อยู่รอบข้าง : อยากให้สังคมเป็นแบบไหน คอนเทนต์สามารถช่วยผลักดันทิศทางของสังคมผ่านพลังของคอนเทนต์ได้ 

ทั้งสามสิ่งนี้ ถ้าคุณเป็นคนทำงานด้านความงาม คุณจะทำให้คนภูมิใจ ตระหนักในความมีคุณค่าและความสวยของตัวเอง ถ้าคุณทำคอนเทนต์ด้านการท่องเที่ยว ทำให้เขารู้ว่าเขายังเรียนรู้และช่วยให้คนที่ไม่กล้าออกจากบ้าน กล้าที่จะออกไปดูโลก ท่องเที่ยว ทำให้เขามีช่วงเวลาที่ดีจากการท่องเที่ยวและตระหนักว่าชีวิตไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท

เราทำอะไรได้อีกตั้งเยอะแยกครับ มากกว่าแค่ยอดไลค์หรือแชร์ คอนเทนต์ที่ทรงพลังคือ คอนเทนต์ที่ช่วยให้คนมีกำลังใจจะมีชีวิตต่อไป แม้จะเจอปัญหาต่อไปแต่กล้าที่จะสู้ต่อไป เรา ในฐานะคนสร้างคอนเทนต์ก็เหมือนสะพานที่จะช่วยสร้างโลกที่ดีต่อไป

แล้วคุณล่ะทำคอนเทนต์ไปเพื่ออะไร?

ในฐานะคนทำคอนเทนต์ ผมอยากจะเป็นสะพานคนที่ช่วยชีวิตใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็น ช่วยชีวิตตัวเอง ช่วยชีวิตคนอื่น แล้วจะดีแค่ไหน ถ้าคนทำคอนเทนต์ทำสิ่งนี้ร่วมกัน ตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า เรากำลังทำคอนเทนต์เพื่ออะไร เพื่อคนที่อยู่ข้างหน้า เพื่อคนที่อยู่รอบข้าง หรือเพื่อตัวเราเอง

from:https://www.thumbsup.in.th/toffy-bradshow-content-for-brand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=toffy-bradshow-content-for-brand

ทำคอนเทนต์ให้อยู่นานตามแนวคิด วงศ์ทนง-สุทธิชัย ที่กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ได้ง่าย

หากเอ่ยถึงการทำงานในวงการสื่อสารมวลชนให้อยู่รอดได้ยาวนาน ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะยุคออนไลน์ที่คนสามารถส่งข้อมูลหรือเรื่องราวต่างๆ ได้แบบทันท่วงที ยิ่งทำให้การทำงานในวงการนี้ต้องแอดวานซ์ขึ้น ในแง่ของสร้างการจดจำ สร้างแบรนด์ให้แข็งแรง หรือสร้างตัวตนให้ยั่งยืน

ในงาน iCreator Conference2020 by All Online ที่ทีมงาน thumbsup ได้เข้าไปฟังงานสัมมนา โดยเลือกฟังผู้เชี่ยวชาญในวงการสื่อสองท่าน คือคุณโหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผู้บริหารสื่อชั้นนำทั้ง A Day และ The Standard กับ คุณสุทธิชัย หยุ่น อดีตผู้ก่อตั้งเนชั่น และครีเอเตอร์รายการสุทธิชัยไลฟ์มาสรุปให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกันค่ะ

โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผู้บริหารสื่อที่มีประสบการณ์ในการปั้นธุรกิจสื่อให้ประสบความสำเร็จมากมาย ซึ่งพี่โหน่งกล่าวยอมรับเองว่า ตัวเขาล้มมาแล้วหลายครั้งแต่ก็ไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาลุกขึ้นมาสู้ต่อทุกครั้ง

“ความเข้าใจผิดของทุกคนที่มีต่อผม อาจคิดว่าผมประสบความสำเร็จทุกอย่าง แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่ทำแล้วล้มเหลวก็ไม่น้อยเหมือนกัน”

คุณโหน่ง เล่าว่า การล้มครั้งแรกของเขาคือการพลาด “เกียรตินิยม” ในตอนเรียนมหาวิทยาลัย ที่เขาลอกข้อสอบในห้อง เพราะไม่อยากแพ้และถูกพักการเรียน เพราะเชื่อว่าการได้คะแนนสอบที่ดีจะทำให้เส้นทางการทำงานของเขาจะสดใส เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญในชีวิต เพราะหลังจากที่พลาดเป้าในครั้งนี้ ก็ค้นพบเป้าหมายใหม่และรู้สึกว่าการเรียนได้เกรดที่ดีไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตมันเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งที่ผ่านเข้ามา

จากนั้น พอได้เริ่มทำงานในฝันคือนิตยสารและพยายามพัฒนาความสามารถ ก็ทำงานมา 4 ปีได้เป็นบรรณาธิการในอายุ 26 ปี กับนิตยสาร Trendy Man และมาเจอปัญหาฟองสบู่แตก บริษัทตัดสินใจปิดหนังสือเล่มนี้ และนั่นก็ทำให้เขาต้องพบกับความล้มเหลวอีกครั้ง

ในชีวิตความเป็นจริง ทุกคนไม่ได้ทำอะไรแล้วราบรื่น ประสบความสำเร็จไปทุกครั้ง ช่วงชีวิตของคนที่ทำงานแล้วไม่เวิร์ค ล้มเหลว ล่มไม่เป็นท่ากันทั้งนั้น

“ผมคิดว่าคนจำนวนมากเวลาเจอปัญหาและอุปสรรคจะตกใจและเสียสติไปกับมัน ผมแนะนำให้คุมสติอย่าตื่นตระหนก และมองปัญหาให้ชัด จากนั้นถอยออกมาและจับตามองว่า ปัญหามีรูปร่างอย่างไร พอถอยออกมาเราจะรู้ว่าปัญหาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด”

ถ้าใช้ความอึด ถึก อดทน จากนั้นให้ฮึดและสู้ คุณจะผ่านปัญหาไปได้ นั่นคือ ทำให้ตัวเองอนทนต่ออุปสรรค ปลุกตัวเองขึ้นมาสู้ สร้างกำลังใจให้กับตัวเอง แล้วก็ลงมือทำอย่างสุดความสามารถ

เคล็ดลับการสร้างแบรนด์ 

ในมุมมองของคุณโหน่งนั้น มีเคล็ดลับที่เขานำมาใช้ในการสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จนั้น ประกอบด้วย

  1. Creativity ความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างมูลค่า สร้าง Solution สร้างทุกสิ่งทุกอย่างให้ประสบความสำเร็จได้
  2. Design การออกแบบหรือดีไซน์เป็นที่คนมักมองข้าม แต่การออกแบบดึงดูดคนได้ สร้างคุณค่าให้กับงาน
  3. Self-improving contents คอนเทนต์เป็นหัวใจสำคัญของทุกอย่าง The Standard ยึดหลักสร้างคอนเทนต์ที่ช่วยตอบโจทย์การพัฒนาตัวเองทั้งความคิด การทำงาน รวมถึงสุขภาพ
  4. Audience centricity โลกทุกวันนี้ต้องบาลานซ์การสื่อสารระหว่างผู้สื่อสารและผู้อ่าน แต่ต้องสร้างคุณค่าให้กับคอนเทนต์ หรือแม้แต่โฆษณาก็ต้องทำให้มีคุณค่า
  5. Innovation maintenance
  6. Trust ความเชื่อใจระหว่างกัน
  7. Team spirit ยึดหลัก 4 ข้อคือ Empathy ความเข้าอกเข้าใจ, Agile ความคล่องยืดหยุ่น คิดเร็วทำเร็ว, Passion พลังที่ช่วยให้ตื่นขึ้นมาทำงานในสิ่งที่ชอบ, Mission สร้างจุดยืนให้กับตัวเอง ยกตัวอย่าง The Standard ยึดหลัก “ Stand up for the People”

อีกท่านหนึ่งที่เรียกว่าเป็นต้นแบบในการทำสื่อของนักสื่อสารมวลชนหลายท่านให้ความชื่นชม คงหนีไม่พ้นคุณสุทธิชัย หยุ่น ตำนานแห่งวงการสื่อสารมวลชนไทย ที่สามารถปรับตัวเปลี่ยนผ่านมาได้ทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ พอดแคสต์ รวมถึงแอป TikTok ที่มาแรงในตอนนี้

การทำข่าวหรือสื่อมวลชนในอดึตนั้น มีขั้นตอนการทำงานเยอะมากกว่าในปัจจุบัน เช่น การสัมภาษณ์ แกะเทป บางทีอัดเทปแล้วเกิดข้อมูลหาย ก็ต้องอาศัยความจำ ใช้ต้นทุนในการทำงานสูงกว่าทั้งในเรื่องของเงินและจำนวนคน การเล่าก็ต้องน่าสนใจและดึงคนอยู่ไม่ว่าจะเป็นครีเอเตอร์ยุคไหนสมัยไหน การมีคอนเทนต์ให้น่าสนใจต้องปรับปรุงและเรียนรู้ตลอดเวลา เทคโนโลยีเรียนได้ แต่คอนเทนต์ที่ดีคือ เราต้องกระหายอยากรู้และตื่นเต้นว่าจะสร้างคอนเทนต์แบบไหนให้คนอยากติดตาม

หลายคนอาจคิดว่าการมีคอนเทนต์เยอะๆ ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ แต่ที่จริงแล้วคนที่เข้าใจและอยากรับรู้คอนเทนต์ของเราต่างหากถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จในการทำคอนเทนต์

สำหรับผมการที่เราอยู่ในยุคที่มี Social Media ใหม่ๆ เกิดขึ้นถือว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้มาได้ดีมากๆ เลย ในสมัยก่อนผมต้องวิ่งไปรอที่ตู้และมีเหรียญหยอดเรื่อยๆ ในการส่งข่าว เป็นความยากลำบากในการส่งข่าวอย่างยิ่ง แต่ในยุคที่เรามีการทำงานทุกอย่างมีความสะดวกรวดเร็วและง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก

การเริ่มต้นเข้าสู่โซเชียลมีเดียนั้น ไม่ได้ยาก สิ่งสำคัญคือการปรับตัว เราต้องกล้าที่จะกระโดดเข้าไปลองเล่นในเวทีนั้นๆ และใช้งานจนชิน ชีวิตเราจะเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่น่าขึ้น ในมุมมองของผมคิดว่า สิ่งที่น่ากลัวคือการที่เราไม่กล้าเข้าไปทดลองสิ่งใหม่ๆ แล้วปล่อยโอกาสทิ้งไว้สุดท้ายเเล้วต้องเริ่มเปลี่ยนที่ Mindset ของเราเอง การที่เราไม่กล้าคือเรากลัวและไม่กล้าไปเสียทุกอย่าง ผมต้องการคำตอบเดียวคือทำไมต้องทำ

อย่างการที่ผมเริ่มต้นทำ Tiktok หลายคนบอกว่าผมไม่เหมาะกับแพลตฟอร์มนี้ นั่นเพราะหลายคนมองว่าผมแก่ใช่ไหม แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าที่นั่นมีคนชุมนุมเยอะ ผมจะเข้าไปสร้างตลาด ถ้ามันมีตลาดอยู่แล้วผมจะเข้าไป ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ของวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ถ้าหาสิ่งที่เหมาะสมกับความสนใจของเขานั่นย่อมเป็นโอกาส

แค่เปลี่ยนวิธีการนำเสนอข่าวของผมให้เหมาะสม พูดให้ได้ สนุกและสั้นภายใน 60 วินาที ปกติผมต้องทำคอนเทนต์ยาว ถ้าเราปรับตัวเรื่องเหล่านี้ตลอดเวลาเราต้องทำให้ได้ ท้าทายตัวเองตลอดเวลา เมื่อเราคิดว่าทำได้ เราก็ต้องทำได้ ความเร็ว ความไว ความสร้างสรรค์ คือจุดเปลี่ยนในการทำคอนเทนต์ให้ประสบความสำเร็จ

“การทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มใหม่ๆ ไม่สำเร็จทันทีหรอกครับ ก็ต้องปรับตัว ทำ 10 ครั้ง ไม่เวิร์ค 8 ครั้ง แต่รอดแค่ 2 ครั้งก็เพียงพอแล้วครับ”

อย่างไรก็ตาม การที่เราเล่นหลายๆ แพลตฟอร์ม จะช่วยให้เราได้ฐานคนดูที่มากและกว้างขึ้น สามารถช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างขึ้น มองเห็นสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น

อย่างเช่น Facebook Live ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของวงการโทรทัศน์ ช่วยทำทุกอย่างง่ายไปหมด เปลี่ยนโลกได้ทั้งโลก ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายนอกจากโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียว

ปัจจุบันหลายสำนักห่วงแต่เรตติ้ง ต้องการเป็นไวรัล คนเเชร์เยอะ คนอ่านเยอะ จนทำให้เกิดเป็นสื่อที่ขายดราม่า จนทำให้คนดูมองว่าขาดการทำหน้าที่อย่างเป็นธรรม ขาดการไว้เนื้อเชื่อใจอย่างที่เมื่อก่อนเคยทำได้

ในตอนนี้ทุกคนสามารถหาข้อมูลข่าวสารจากอินเทอร์เน็ตได้ เเละทุกคนสามารถสร้างคอนเทนต์ได้เช่นกัน แต่เส้นบางๆ ที่แบ่งระหว่างนักข่าวกับคนทั่วไปคือความเป็นมืออาชีพและจรรยาบรรณ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้เส้นแบ่งตรงนี้ได้ค่อยๆ เลือนหายไปทำให้วงการสื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

นอกจากนี้ ในอนาคตของสังคมไทยในแง่ของการเสพคอนเทนต์ จะมีการตรวจสอบข่าวเท็จ (Fake News) มากขึ้น, ควรมีพื้นที่ส่วนกลางในการเสนอความคิดเห็นของทุกด้าน สุดท้ายเเล้วสิ่งที่คนทำคอนเทนต์ควรรู้คือ “หาตัวเองให้เจอ แล้วคอนเทนต์จะเกิดขึ้นเอง

from:https://www.thumbsup.in.th/content-offline-to-online?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=content-offline-to-online

เฟซบุ๊กจะบังคับเปลี่ยนโฉมใหม่ให้ผู้ใช้ทุกคน (ซึ่งเกือบทุกคนไม่แฮ็ปปี้กับโฉมใหม่)

เฟซบุ๊กได้เผยหน้าตาอินเทอร์เฟซใหม่ตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยทยอยนำออกมาใช้กับผู้ใช้แต่ละราย แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีทางเลือกให้กลับไปใช้แบบคลาสสิกอย่างเดิมด้วย โดยเฉพาะจากข้อความแจ้งเตือนใหม่ในหน้าซัพพอร์ตของเฟซบุ๊ก

ที่ระบุว่าตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป ผู้ใช้ทุกคนจะพบกับเฟซบุ๊กโฉมใหม่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ สำหรับอินเทอร์เฟซใหม่นี้ได้ถูกเผยออกมาตั้งแต่งานประชุม Facebook F8 ประจำปี 2019 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับปรุงดีไซน์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสิบปี

โดยเอาแถบสีฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์ด้านบนออก พยายามให้ดูมินิมอลมากขึ้นทั้งแบบสีขาว หรือสีดำถ้าคุณเลือกใช้ในดาร์กโหมด แม้จะดูสะอาดตาขึ้น แต่ถ้าคุณไม่พอใจกับดีไซน์ใหม่นี้ ก็ดูเหมือนเฟซบุ๊กจะไม่เปิดทางเลือกอื่นให้คุณด้วย

ถ้าปัจจุบันคุณโดนเปลี่ยนมาใช้เลย์เอาต์ใหม่แล้ว แล้วอยากจะกลับไปใช้เฟซบุ๊กแบบคลาสสิกเหมือนเดิมอยู่ ก็ยังสามารถทำได้โดยคลิกปุ่มลูกศรตรงมุมบนขวาของหน้าจอแล้วเลือก ‘Switch to Classic Facebook’

แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ข้อความในหน้าซัพพอร์ตเพิ่งมีการอัพเดทข้อความว่า “ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ทุกคนจะได้ใช้ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด” สำหรับเสียงตอบรับของผู้ใช้นั้น แม้จะพอใจกับความสะอาดสะอ้านแบบคอนเทมโพรารี โดยเฉพาะแบบดาร์กโหมด

แต่ก็รู้สึกว่าดีไซน์นี้ถูกออกแบบให้เหมาะกับบนอุปกรณ์พกพาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นภาพขนาดใหญ่ การเน้นส่วนของสตอรี่ และให้บริเวณพื้นที่ว่างสีขาวมากเกินไป ผู้ที่ใช้งานผ่านหน้าจอคอมพ์ย่อมรู้สึกว่าดูใหญ่เทอะทะ

แม้เฟซบุ๊กจะไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าจะยกเลิก UI แบบคลาสสิกเดิมเมื่อไรจนกระทั่งเหลืออีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะขึ้นเดือนกันยายนที่เพิ่งประกาศนี้ ก็ดูเหมือนว่าถึงเวลาที่ต้องบอกลาแถบสีฟ้าด้านบนอย่างจริงจังแล้ว

ที่มา : creativebloq

from:https://www.enterpriseitpro.net/classic-facebook-is-no-more/

Rainmaker ประกาศความสำเร็จกับการจัดงาน iCreator Conference 2020 by All Online มั่นใจช่วยปั้นครีเอเตอร์หน้าใหม่อีกเพียบ

RAiNMaker เว็บไซต์ชุมชนของผู้สร้างเนื้อหาออนไลน์ (Content Creator Community) ประกาศความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กับงาน iCreator Conference 2020 by All Online งานสัมมนาที่รวมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย โดยครั้งนี้เป็นการจัดงานครั้งที่ 2 ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 จึงต้องปรับรูปแบบการจัดงานเป็นแบบไฮบริด คือเปิดให้รับชมผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

คุณขจร เจียรนัยพานิชย์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ เดอะซีโร่ พับลิชชิ่ง จำกัด ได้เล่าถึงความสำเร็จของงาน iCreator Conference 2020 by All Online ให้ทีมงาน thumbsup ฟังว่า ความสำเร็จของงานในครั้งนี้ต้องเรียกว่าเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจในสถานการณ์วิกฤต เพราะอย่างที่ทราบกันว่าทั่วโลกยังอยู่ในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 แม้ประเทศไทยจะมีความเสี่ยงน้อยเพราะความร่วมมือของประชาชนทุกคน แต่ทุกคนก็ยังตั้งการ์ดไม่ประมาทกับสถานการณ์นี้

ดังนั้น แนวคิดการจัดงานแบบไฮบริดท่ามกลางความเสี่ยงเหล่านี้ ก็ทำให้เห็นแล้วว่า หากผู้จัดงานมีมาตรการการป้องกันที่ชัดเจนและผู้ร่วมงานให้ความร่วมมือ เราจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยกัน

โดยยอดผู้เข้าร่วมฟังสัมมนาออนไลน์ มีจำนวนกว่า 725 บัญชี และมีผู้เข้าร่วมงานแบบออนกราวน์ 253 ท่าน รวมทั้งสองช่องทางมีการเข้ารับชมรวมกันเกือบ 1,000 คนต่อวัน เนื่องจากสถานที่ถูกจำกัดให้มีการเข้าชมได้ไม่เกินวันละ 300 ท่าน การที่งานของเรามีผู้เข้าร่วมชมงานได้ไม่น้อยกว่า 200 คนต่อวัน ถือว่าเต็มพื้นที่จัดงาน

คุณสุทธิชัย หยุ่น และ คุณขจร ขณะสัมภาษณ์บนเวที

นอกจากนี้ เซคชั่นที่ผู้เข้าร่วมงานประทับใจและให้คะแนนสูงสุด 5 เซคชั่น ได้แก่ อันดับที่หนึ่ง Journalism 4.0 : Make Thai Journalism Great Again หรือ การปรับตัวให้ทันสื่อยุคใหม่ โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น อันดับที่สอง ได้แก่ The Future of Media & Music Business หรือ อนาคตของสื่อและวงการดนตรี โดยคุณยุทธนา บุญอ้อม หรือป๋าเต็ด

อันดับที่สาม ได้แก่ How to Make Brand 2.0 วิธีการสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัล โดยคุณวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์หรือคุณโหน่ง อันดับที่สี่ Branded Content vs Quality Content การสร้างคอนเทนต์คุณภาพและช่วยแบรนด์ขายของได้ด้วย โดยคุณชญาน์ทัต วงศ์มณี หรือท้อฟฟี่ แบรดชอว์ อันดับที่ห้า We will Survive!! (Media Transformation) เอาตัวรอดอย่างไรในยุคที่สื่อถูก Disrupt โดยคุณพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์

คุณขจรยังบอกถึง ภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์ที่เติบโตทุกปี เทียบกับหลายธุรกิจที่อาจติดลบในสถานการณ์นี้ ยอดการใช้จ่ายสื่อทุกประเภทในปี 2019 ที่มีเม็ดเงิน 69,873 ล้านบาท (เทียบมกราคม – กรกฏาคม ) ส่วนปี 2020 อยู่ที่ 60,018 ล้านบาท แม้ภาพรวมสื่ออื่นๆ จะติดลบกันหมด แต่สื่อออนไลน์กลับเพิ่มขึ้น 20% ทำให้เม็ดเงินโฆษณาในกลุ่มออนไลน์อยู่ที่ 12,942 ล้านบาท เทียบกับปี 2019 ที่มีอยู่เพียง 10,775 ล้านบาทตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางที่คนเชื่อมั่นอยู่เช่นเดิม

ด้านตัวเลขผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียของคนไทยในช่วงปี 2019 – กค. 2020 แบ่งเป็น Facebook 58 ล้านคน LINE 45 ล้านคน Youtube 40 ล้านคน Instagram 16 ล้านคน Twitter 7.15 ล้านคนและ Tiktok 18 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยใช้งานบนโมบายอินเทอร์เน็ตมากเป็นอันดับ 2 ของโลกและใช้งานอีคอมเมิร์ซสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกในช่วงโควิดที่ผ่านมา

คุณขจร ยังเล่าอีกว่าด้วยกระแสการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เติบโตทำให้เกิดแฮชแท็กที่เกี่ยวกับประเทศไทยในขณะนี้ว่าเรากำลังอยู่ใน #ประเทศที่โชคร้าย มุมมองของเด็กรุ่นใหม่มองว่าประเทศไทยในตอนนี้ไม่น่ารักเหมือนในอดีต

หากมองแต่ในแง่มุมของความ #โชคร้าย หากคนเรามีความพยายามอย่างลีโอเนล เมสซี่ คิดต่างอย่างสร้างสรรค์แบบ สตีฟ จ๊อบ และเชื่อในความฝันอย่างไม่ยอมแพ้แบบ ลิซ่า Blackpink ก็น่าจะทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้มได้อีกครั้งหนึ่ง

ข้อมูลที่น่าสนใจของแพลตฟอร์ม

คุณลักศมี จง Tiktok

ทั้งนี้ ในมุมของแพลตฟอร์มยังมีข้อมูลที่น่าสนใจมากมายมาฝากกัน อย่างเช่น Tiktok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้ ที่ได้คุณลักศมี จง ขึ้นมาเผยเคล็ดลับสำหรับมือใหม่หัดใช้ Tiktok นั่นคือ การอัพเดทคอนเทนต์ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ สร้างสรรค์คอนเทนต์ให้น่าสนใจ และอัพเดทแฮชแท็กใหม่ๆ ตลอดเวลา

ทางด้านของ LINE นั้น ด้วยฐานผู้ใช้งานไลน์ 46 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 69 ล้านคนนั้น ทำให้การพัฒนา LINE IDOL จะช่วยสร้างอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่ให้เติบโตไปด้วยกัน ผ่านกลยุทธ์การสร้างสรรค์คอนเทนต์คือ

  • Catching the trends : เกาะกระแสเทรนด์ใหม่ให้ทัน
  • Keep consistency : ความสม่ำเสมอในการสร้างคอนเทนต์
  • Focus on engagement : สร้างคอนเทนต์ที่ทำให้ผู้ชมอยากให้ความร่วมมือ
  • Unique concept : คอนเซปต์แปลกใหม่โดนใจ
  • Always hashtag : ติดแฮชแท็กเกาะสถานการณ์
  • Sharable content : คอนเทนต์โดนใจที่ทำให้ทุกคนอย่างแบ่งปัน

Facebook ด้วยฐานผู้ใช้งานในไทยกว่า 58 ล้านคนต่อเดือนและมากกว่า 140 ล้านคนทั่วโลก ผู้ใช้งานเฟสบุ๊กมีการรับชมวีดีโอบน Facebook Watch เฉลี่ย 26 นาทีแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้งานไม่ได้ไถผ่านอีกต่อไป หากคอนเทนต์ดีพวกเขาจะรับชมจนจบ ทำให้เฟสบุ๊กมีการสร้าง Ace Creator ด้วยการรวมครีเอเตอร์ตัวท็อปในวงการออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น สอดอสไตล์ และกอล์ฟมาเยือนเพื่อให้รับชมเนื้อหาได้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

Spotify ชาว Millennial และ Gen Z เป็นรุ่นที่มีดนตรีในหัวใจ แน่นอนว่า 100% ของคน Millennial และ Gen Z นั้นล้วนใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมด ข้อมูลจาก MediaDonut ระบุว่า 98% ในกลุ่มมิลเลนเนียลนั้น ดูวิดีโอออนไลน์ 83% ซื้อของออนไลน์ และ 78% ฟังเพลง / ใช้บริการฟังเสียงออนไลน์ โดย 70% ฟังบนรถ 65% ฟังระหว่างทำงาน 60% ฟังระหว่างเดินทางด้วยรถสาธารณะ และอีก 59% ที่เริ่มฟังเพลงที่บ้านของตัวเอง สามารถพูดได้เต็มปากว่าตอนนี้ Spotify เป็น The Streaming (Audio) Generation ที่แบ่งเวลาเสพสื่อประเภทภาพและวิดีโอมาเสพสื่อประเภทเสียงอย่างเต็มที่ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นแต่เข้าไปอยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคนเรียบร้อยแล้ว

Tinder แอปพลิเคชั่นหาคู่ที่ฮอตที่สุดในโลก มีผู้ใช้บริการมากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก Tinder เป็นแอปที่มีเป้าหมายในการทำลายกำแพงในการทำความรู้จักคนใหม่ๆ รวมถึงช่วยให้คนแปลกหน้าได้มาทำความรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็น ครีเอเตอร์สายเพลง สายเกม สายทำอาหาร หรือจะเป็นสายไหนก็สามารถทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ Tinder ได้ เช่น การสร้างความสัมพันธ์ผ่านการเล่นเกม ค่อยๆ สร้าง Story ไปด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นเน้นเเต่ความสัมพันธ์แบบคู่รักเท่านั้น, การเเต่งเพลงเพื่อมูฟออนผ่านทินเดอร์ ก็ทำได้เช่นกัน เพราะความความสัมพันธ์มีประเด็นให้สร้างคอนเทนต์มากมาย เรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ (คสพ 101), มูฟออนเป็นวงกลม, จ้อจี้หรือจริงใจ

วงการครีเอเตอร์ยังมีความรู้และความน่าสนใจอีกมากมาย เชื่อว่าหากทุกฝ่ายช่วยเหลือกัน แชร์ความรู้และให้ข้อมูลที่ดีต่อกันจะช่วยสร้างโอกาสสำหรับคนที่อยากเป็นครีเอเตอร์รุ่นใหม่ได้อย่างยั่งยืน

from:https://www.thumbsup.in.th/rainmaker-success-for-icreator-conference-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=rainmaker-success-for-icreator-conference-2020

Data-Driven ทุกๆ นาทีเกิดไรขึ้นบ้างในโลกออนไลน์

ในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่ออนไลน์มากขึ้น แบรนด์หรือธุรกิจเองก็ต้องปรับตัวให้ทันกับเทรนต์ ซึ่งการตัดสินใจในยุคนี้ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ทุกๆ คลิก แชร์ หรือไลก์ สามารถบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับลูกค้าของคุณได้

ลูกค้าของคุณคือใคร? ต้องการอะไร? หรือแม้แต่สินค้าและบริการแบบไหนที่จะตอบโจทย์ลูกค้า การตัดสินใจโดยมีข้อมูลเป็นที่ตั้งจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตและปรับตัวได้ในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ทีมงาน Thumbsup ขอเสนอข้อมูลที่น่าสนใจจาก DOMO ผู้ให้บริการคลาวน์ซอฟแวร์ ซึ่งได้รวบรวมว่าในทุกๆ นาทีเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกออนไลน์ ไปดูกันเลยครับ

Data ไม่เคยหยุดนิ่ง

ในปี 2020 นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 ซึ่งกลายเป็นเร่งให้พฤติกรรมผู้คนเปลี่ยนไปสู่ออนไลน์รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม วิถีชีวิตยึดโยงกับอินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชั่นมากมาย ทั้งการทำงาน การเรียน และการหาความบันเทิง

 

อ้างอิง DOMO

from:https://www.thumbsup.in.th/data-driven-1-miunute-online?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=data-driven-1-miunute-online

ทวิตเตอร์เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ตั้งค่าจำกัดผู้ตอบทวีตบทสนทนา

เคยเจอปัญหามือลั่นกันบ้างไหมคะ แบบว่าบางทีเราก็อยากแสดงความคิดเห็นอะไรสักอย่าง แต่กลับติดแท็กบุคคลมากมาย หรือถูกดึงเข้าไปอยู่ในแท็กอันมากมายของบางคน Twitter ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ต้องการให้ข้อความที่คุณ tweet เป็นพื้นที่ของคุณ จึงได้ทำการตั้งค่าบทสนทนารูปแบบใหม่ เพื่อให้คุณควบคุมบทสนทนาที่อาจลั่นไปถึงคนจำนวนมาก โดยการตั้งค่าโพสต์นั้น จะช่วยจำกัดขอบเขตของการตอบกลับบทสนทนาที่ไม่ต้องการ เพื่อลดปัญหาการแจ้งเตือนที่จะรบกวนคุณตลอดเวลา

วิธีตั้งค่าคือ ก่อนการทวีตข้อความ ให้เลือกว่าใครสามารถตอบกลับทวีตของคุณได้บ้าง

  1. ทุกคน (ซึ่งตัวเลือกนี้เป็นการตั้งค่าอัตโนมัติแบบมาตรฐาน)
  2. เฉพาะคนที่คุณติดตาม
  3. เฉพาะคนที่คุณเมนชั่น

สำหรับทวีตที่มีการเลือกตั้งค่าแบบข้อ 2 และ ข้อ 3 จะติดป้ายเฉพาะและสำหรับคนที่ไม่สามารถตอบกลับได้จะเห็นสัญลักษณ์ตอบกลับเป็นสีเทา แต่ถึงแม้ไม่สามารถตอบกลับได้ ผู้ใช้งานทั่วไปยังสามารถอ่านทวีต รีทวีต โควททวีต แชร์ต่อ หรือกดไลค์ได้

ทีมงานทวิตเตอร์ได้ทดสอบการตั้งค่านี้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยผู้ที่เลือกใช้การตั้งค่าเหล่านี้มักจะใช้ในการสัมภาษณ์ การอภิปราย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการประกาศต่างๆ  ซึ่งทีมงานได้เรียนรู้จากการใช้งาน รวมทั้งผลตอบรับที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ใช้งาน

โดยการตั้งค่ารูปแบบใหม่นี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเวลาทวีตข้อความต่างๆ และสามารถเป็นผู้นำในการสนทนานั้นได้อย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้น แต่ถึงแม้ว่าจะจำกัดการตอบกลับ แต่ก็ยังอนุญาตให้คนอื่นๆ สามารถเห็นมุมมองที่แตกต่างของคุณได้

อย่างไรก็ตาม ทวิตเตอร์ยังคงเป็นสถานที่ของการสนทนาสาธารณะ จึงเป็นเรื่องสำคัญในการทำให้ทุกคนสามารถเห็นมุมมองที่แตกต่างกันได้ ทีมงานทวิตเตอร์ได้พยายามปรับปรุงการใช้งานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถค้นหาการสนทนาทั้งหมดผ่านการโควททวีตพร้อมข้อความได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม รวมถึงเมื่อเลือกการตั้งค่าแบบจำกัดการตอบกลับจะมีการติดป้ายเฉพาะเพื่อให้ข้อความนั้นเป็นที่สังเกตเห็นได้ชัด

ทีมงานทวิตเตอร์ยังคงอัปเดตการตั้งค่าต่างๆ อย่างต่อเนื่องจากฟีดแบ็กที่ได้รับจากผู้ใช้งาน และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าทวิตเตอร์กำลังวางแผนที่จะเพิ่มตัวเลือกอื่นๆ ให้ผู้ใช้งานสามารถเชิญผู้ใช้งานคนอื่นๆ มาร่วมการสนทนาได้หลังจากทวีตข้อความไปแล้ว สามารถล้างการแจ้งเตือนได้เมื่อคุณได้รับเชิญให้เข้าร่วมการสนทนานั้นๆ  และเพิ่มวิธีที่จะทำให้เห็นการสนทนาได้ทั้งหมดอีกด้วย

การตั้งค่ารูปแบบใหม่นี้สามารถใช้งานได้แล้วทั้งบนระบบ iOS, Android  และ twitter.com

 

ที่มา : Twitter

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/twitter-new-feature?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=twitter-new-feature

Twitter อาจเริ่มทดลองระบบ subscription หลังรายได้จากยอดโฆษณาตกฮวบ

Jack Dorsey ซีอีโอของ Twitter เปิดเผยในการประกาศผลกระกอบการว่า บริษัทกำลังพิจารณาหาโมเดลรายได้ใหม่ๆ หลังรายได้จากโฆษณาหดหาย โดยหนึ่งในตัวเลือกเหล่านั้นคือการใช้ระบบ subscription จ่ายค่าใช้งานรายเดือน เขาย้ำด้วยว่าช่องทางการสร้างรายใหม่นี้จะต้องสอดคล้องกับบริการโฆษณาเดิมที่มีอยู่

Dorsey บอกว่าตอนนี้เพิ่งอยู่ในช่วงแรกๆ ของการมองหาโมเดลใหม่เท่านั้น และบริษัทน่าจะเริ่มทดสอบตัวเลือกต่างๆ ภายในปีนี้ ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ Twitter เคยโพสต์ประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งเกี่ยวกับการสร้างแพลตฟอร์ม subscription ที่มีโค้ดเนมว่า Gryphon

ก่อนหน้านี้ รายได้จากการโฆษณาในไตรมาสที่ 2 ของ Twitter ตกลงมาอยู่ที่ 562 ล้าน เหรียญ (ประมาณ 17 หมื่นล้านบาท) ลดลง 23% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ทำให้บริษัทต้องการหาช่องทางสร้างรายได้เพิ่มจากเดิม

ที่มา – MacRumors

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117645