คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

Apple ปล่อยอัปเดต iOS 14.5 ระบบ ‘AppTrackingTransparency’ กระทบวงการโฆษณาแค่ไหน?

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2020 Apple ได้ประกาศความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับ IDFA (Identifier for Advertisers หรือ ระบบติดตามข้อมูลและระบุตัวตนของผู้ใช้งาน)

ซึ่งจะกระทบการโฆษณาแบบ Personalized Advertising ของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Google และแอปฯ ที่พึ่งพารายได้จากการโฆษณา

ล่าสุดวันนี้ Apple ได้ปล่อยอัปเดต iOS 14.5  iPadOS 14.5 และ tvOS 14.5 ซึ่งส่งผลให้ทุกแอปพลิเคชันจะต้องผ่านระบบ App Tracking Transparency (ATT) หรือต้องขออนุญาตผู้ใช้อุปกรณ์ในการติดตามหรือระบุโฆษณา ซึ่งหากผู้ใช้ไม่อนุญาต แพลตฟอร์มหรือแอปฯ ต่างๆ ก็จะไม่สามารถยิงโฆษณาแบบระบุกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป

ด้าน Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ได้แสดงความเห็นว่า นโยบายของ Apple เป็นการทำร้ายธุรกิจขนาดเล็ก เนื่องจาก Personalized Advertising เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงลูกค้า เกิดรายได้ และทำให้ธุรกิจเติบโต

อย่างไรก็ตาม Apple อ้างว่า บริษัทต้องการสร้างความโปร่งใสให้กับผู้ใช้อุปกรณ์ ระบบดังกล่าวถูกสร้างเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและป้องกันไม่ให้ข้อมูลดิจิทัลของผู้ใช้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ผู้ใช้ควรมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะยินยอมอนุญาตให้เก็บข้อมูลไปใช้เพื่อการโฆษณา หรือว่าไม่อนุญาต

ทั้งนี้ ผลกระทบของนโยบายดังกล่าวจะเป็นไปในทิศทางไหน ก็คงต้องติดตามกันต่อไป แต่หากผู้ใช้อุปกรณ์จำนวนมากไม่อนุญาตให้แอปฯ เก็บข้อมูล วงการโฆษณาและการตลาดอาจต้องเกิดการปรับตัวครั้งใหญ่

ที่มา

Apple

from:https://www.thumbsup.in.th/apple-ios14-5-app-tracking-transparency?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=apple-ios14-5-app-tracking-transparency

TikTok เปิดตัวแคมเปญ #DontTellMeHowToDress ส่งเสริมความเท่าเทียมผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์

TikTok แพลตฟอร์มวีดีโอสั้น เดินหน้าให้ความสำคัญและส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางสังคม เพื่อแสดงพลังแห่งการขับเคลื่อนสังคมความเสมอภาคโดยเฉพาะในเรื่องการแต่งตัวโดยไม่ถูกคุกคาม จับมือร่วมกับองค์กรชั้นนำปล่อยแคมเปญ “Don’t Tell Me How to Dress จะแต่งตัวยังไง ก็ไม่มีสิทธิ์มาคุกคาม” เพื่อเชิญชวนคนไทยแสดงพลังบอกสังคมว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะปลอดภัยและไม่ถูกคุกคามไม่ว่าจะแต่งตัวอย่างไร ผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์คลิปการแต่งตัวในสไตล์ของคุณที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวเองและติดแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress

ข้อมูลงานวิจัยขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นวีเมน (UN Women) ได้ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่ผู้ชายเอเชียคุกคามผู้หญิงเป็นเพราะคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ซึ่งผู้ชายที่มีความคิดดังกล่าวมีมากถึง 71 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเหตุผลเพราะมีความรู้สึกเบื่อ สนุก โกรธ และเมา ตามลำดับ สำหรับในประเทศไทยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้รวบรวมข้อมูลจากสื่อและพบว่า ตั้งแต่ปี 2558 ปัญหาการข่มขืนและคุกคามทางเพศมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงมีอายุน้อยลง ส่วนผู้กระทำมักเป็นบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิด ปัจจัยส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นและมักถูกนำเสนอในข่าว คือ การดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติด แต่จากการทำงานเชิงลึกพบว่าปัจจัยสำคัญเกิดจากทัศนคติชายเป็นใหญ่ที่มองผู้หญิงแบบมีอคติและมีความเชื่อว่าผู้ชายมีอำนาจมากกว่าจะทำอะไรกับผู้หญิงก็ได้ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันในสังคม

ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวจึงต้องเริ่มจากการตระหนักถึงสิทธิของผู้หญิงและการทำความเข้าใจกับคุณค่าที่อยู่ภายในตัวตนของผู้หญิง เพื่อร่วมเปลี่ยนแปลงสร้างทัศนคติใหม่ในสังคม ซึ่งต่อยอดมาสู่ความมุ่งมั่นของ ซินดี้ สิรินยา นางแบบ นักขับเคลื่อนสิทธิสตรีสัญชาติไทยและทูตสันถวไมตรีประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก UN Women ที่เดินหน้าประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิสตรี สิทธิการแต่งกายของผู้หญิง ความเท่าเทียมทางเพศ ไปจนถึงการรับมือคดีล่วงละเมิดทางเพศ ด้วยการร่วมมือกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย ภายใต้ #DontTellMeHowToDress

ชนิดา คล้ายพันธ์ Head of Public Policy ของ TikTok กล่าวว่า สิ่งที่ TikTok ให้ความสำคัญสูงสุดมาโดยตลอด คือ การสร้างสภาพแวดล้อมบนแพลตฟอร์มให้เป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ของเรา ด้วยการขับเคลื่อนสังคมความเสมอภาคโดยเฉพาะในเรื่องการแต่งตัวโดยไม่ถูกคุกคาม ถือเป็นอีกหนึ่งความสำคัญที่ TikTok ต้องการสนับสนุน ซึ่งเราได้จับมือกับพันธมิตรองค์กรชั้นนำ อาทิ องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นวีเมน (UN Women), สถานทูต Canada,  มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ ซินดี้-สิรินยา บิชอพ นางแบบนักขับเคลื่อนสิทธิสตรีสัญชาติไทยและทูตสันถวไมตรีประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก UN Women ในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ “Don’t Tell Me How to Dress” ซึ่งเป็นโครงการที่มีความโดดเด่นในการรณรงค์ความเสมอภาคและการมีสิทธิ์ที่จะเลือกในการแต่งกายที่เป็นตัวเองของผู้หญิง และปลูกฝังความคิดในสังคมว่าการแต่งกายไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของการถูกคุกคาม

“TikTok ไม่เพียงเป็นแค่แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่จะช่วยให้เกิดการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างกว้างขวาง แต่ด้วยจุดแข็งของ TikTok ในการเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์และการมีส่วนร่วมผ่านการสร้างคอนเทนท์ที่เกิดจากผู้คนบนแพลตฟอร์ม (User Generated Content) เราเชื่อว่าความร่วมมือในโครงการ #DontTellMeHowToDress TikTok จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยให้กับทุกคน ซึ่งเป้าหมายสำคัญคือการแสดงถึงความเสมอภาคและการมีสิทธิ์ที่จะเลือกแต่งตัวในแบบเป็นตัวเอง และเพื่อแสดงให้เห็นว่าการแต่งตัวของผู้หญิงไม่ใช่ทางแก้ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศที่เป็นภัยต่อผู้หญิงในปัจจุบัน” ชนิดา กล่าว

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ นางแบบ นักขับเคลื่อนสิทธิสตรีสัญชาติไทย ทูตสันถวไมตรีประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก UN Women กล่าวว่า ตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมาของโครงการ “Don’t Tell Me How to Dress” เรามีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความตระหนักให้กับสังคมเห็นถึงความสำคัญและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตั้งแต่ในวัยเยาวชนต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ว่าการแต่งกายของผู้หญิงไม่ใช่สาเหตุที่ถูกคุกคาม ทำไมต้องเป็นหน้าที่ของผู้หญิงฝ่ายเดียวที่ต้องป้องกันตัวเองตลอดเวลาและทำไมฝ่ายที่คิดจะกระทำถึงไม่หยุด ดังนั้นผู้หญิงมีสิทธิ์ในการแต่งกายในแบบที่ต้องการ และมีสิทธิ์ที่จะปลอดภัยจากการถูกคุกคามในทุกรูปแบบ ซึ่งความร่วมมือกับ TikTok ในครั้งนี้จะเป็นมิติใหม่ของการยกระดับสร้างการรับรู้ที่มีต่อโครงการ “Don’t Tell Me How to Dress” ไปอีกขั้น ในรูปแบบของการสร้างสรรค์ Hashtag Campaign ที่จะชวนทุกคนมาร่วมแสดงพลังและมีส่วนร่วมกับโครงการอย่างสร้างสรรค์

สำหรับ #DontTellMeHowToDress คือ แคมเปญที่เชิญชวนคนไทยมาร่วมแสดงพลังพร้อมบอกสังคมว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะปลอดภัยและไม่ถูกคุกคามไม่ว่าจะแต่งตัวอย่างไร โดยสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงพลังครั้งยิ่งใหญ่นี้กับกิจกรรม “Don’t Tell Me How to Dress  จะแต่งตัวยังไง ก็ไม่มีสิทธิ์มาคุกคาม” ด้วยการถ่ายคลิปเปลี่ยนชุดที่สวมใส่ในแต่แต่ละวัน พร้อมใส่ความคิดสร้างสรรค์ และติดแฮชแท็ก #DontTellMeHowToDress ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

TikTok ในฐานะแพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยรวมถึงความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เล็งเห็นความสำคัญโดยเฉพาะในเรื่องความเท่าเทียมกันทางสังคมและมุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งเพื่อขับเคลื่อนสังคมและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้ใช้แพลตฟอร์ม เพื่อให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเคารพซึ่งกันและกันผ่านแคมเปญ #DontTellMeHowToDress ที่จะเป็นการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-dont-tell-me-how-to-dress?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-dont-tell-me-how-to-dress

Facebook เตรียมปล่อยฟีเจอร์ Audio ใหม่ 3 รูปแบบ พอดแคสต์, โพสต์ข้อความเสียง และห้องพูดคุยแบบคลับเฮาส์

Facebook เครือข่ายโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลกเตรียมกระโดดเข้ามาแข่งในตลาดออดิโออย่างเต็มตัว ล่าสุดเปิดตัว 3 ฟีเจอร์ ได้แก่ พอดแคสต์ (Podcast), Soundbites หรือโพสต์ข้อความเสียง และ Live Audio Rooms ห้องพูดคุยคล้ายคลับเฮาส์

โดยเฟซบุ๊กเผยว่าฟีเจอร์แต่ละตัวมีเอกลักษณ์ และคุณสมบัติแตกต่างกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย ดังนี้

  • พอดแคสต์ (Podcasts) ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าผู้ใช้งานทุกคนจะสามารถฟังพอดแคสต์ได้โดยตรงในแอป Facebook และยังสามารถใช้งานหน้าฟีดในขณะที่ฟังได้อีกด้วย ที่สำคัญคือทุกคนสามารถค้นพบพอดแคสต์ที่น่าสนใจ และตอนใหม่ๆ สำหรับแต่ละคนได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • ข้อความเสียง (Soundbites) ผู้ใช้งานจะสามารถโพสต์เสียงสั้นๆ ในหน้าฟีด โดยสามารถลูกเล่นด้วย Sound Studio ที่สามารถปรับแต่งเสียง เพิ่มเสียงแบ็คกราวน์ และตัดเสียงรบกวนได้อีกด้วย
  • ห้องพูดคุย (Live Audio Rooms) ฟีเจอร์ที่ Facebook ซุ่มพัฒนามานาน นั่นก็คือห้องพูดคุยคล้ายกับแอปพลิเคชันคลับเฮาส์ ที่ผู้ใช้งานสามารถสร้างห้องพูดคุย แบ่งปันเรื่องราวที่ตัวเองสนใจ โดยจะมุ่งเน้นไปที่การลดช่องหว่างระหว่างบุคคลสาธารณะและแฟนคลับ

นอกจากการเพิ่ม 3 ฟีเจอร์ดังกล่าวแล้ว เฟซบุ๊กระบุอีกด้วยว่าในอนาคตเหล่าครีเอเตอร์และบุคคลสาธารณะจะสามารถสร้างรายได้จากฟีเจอร์ดังกล่าวอีกด้วย เพื่อสนับสนุนชุมชนออนไลน์ให้เติบโตต่อไป

ทั้งนี้ Facebook กำลังอยู่ในระหว่างทดสอบในบางกลุ่มผู้ใช้งาน เพื่อให้ฟีเจอร์มีความเสถียรที่สุด คาดว่าผู้ใช้งานทั่วโลกจะได้ใช้จริงภายในปีนี้

ที่มา

Facebook

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-audio-feature?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-audio-feature

เจาะลึกพฤติกรรม Gen Z ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่จะเปลี่ยนโลกการตลาด

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน หรือ ฮิลล์ อาเซียน (Hakuhodo Institute of Life and Living ASEAN: HILL ASEAN) คลังสมองทางวิชาการซึ่งก่อตั้งโดย ฮาคูโฮโด อิงค์ เอเจนซีโฆษณายักษ์ใหญ่ระดับโลกของญี่ปุ่น ซึ่งก่อตั้งมากว่า 120 ปี แถลงผลวิจัยเชิงลึกล่าสุดในหัวข้อ “Now you Z me: Debunking myths about ASEAN’s Generation Z” (พลิกมุมมองใหม่ พิชิตใจผู้บริโภค Gen Z ในอาเซียน)  โดยมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในอาเซียน ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนโลกการตลาดในยุคปัจจุบัน

กลุ่มเป้าหมายของงานวิจัยชิ้นนี้คือ Gen Z หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1997 – 2012 และมีอายุระหว่าง 9 – 24 ปี  ซึ่งในปี ค.ศ. 2021 (บันทึก 1)  Gen Z เป็นประชากรกลุ่มค่อนข้างใหญ่ของอาเซียน ในปัจจุบันจำนวนประชากรกลุ่มนี้คิดเป็นประมาณร้อยละ 24% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ดังนั้นคนในกลุ่ม Gen Z จึงเป็นเจเนอเรชั่นที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก

สิ่งที่ค้นพบจากการสำรวจทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพในประเทศอาเซียน 6 ประเทศ (บันทึก 2) คือ กลุ่ม Gen Z ในอาเซียนได้รับข้อมูลและข่าวสารจากทั่วโลกผ่านทางสมาร์ทโฟน พวกเขาพิจารณาคำพูดและการกระทำของคนในเจเนอเรชั่นก่อนๆ อย่างเป็นกลาง ในมุมมองที่กว้าง พวกเขาต้องการแก้ปัญหาทางสังคมที่อาจเกิดจากคนในเจเนอเรชั่นก่อนๆ โดยการให้ความสำคัญกับตนเอง ครอบครัวและคนรอบตัวอย่างเท่าเทียมกัน ร่วมมือกันแก้ปัญหาถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างระหว่างกัน ฮิลล์ อาเซียนจึงได้ขนานนามคนกลุ่ม Gen Z ซึ่งให้คุณค่ากับความปรองดองและการทำงานร่วมกันว่า ซินเนอร์ไจเซอร์ (SynergiZers) และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ส่วนตัว คุณค่าของชีวิต ทัศนคติและพฤติกรรมต่อสื่อของ กลุ่ม Gen Z ดังนี้

คุณลักษณะของ Gen Z ที่มีความเป็น “SynergiZers”

ความสัมพันธ์ส่วนตัว

  • โดยทั่วไป กลุ่ม Gen Z ในอาเซียนถูกพ่อแม่เลี้ยงดูด้วยความสัมพันธ์แบบเป็นเสมือนเพื่อน มีอิสระในการใช้ชีวิต และได้รับการสนับสนุนให้มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง ผู้ตอบแบบสอบถาม 46% เห็นด้วยกับข้อความที่ว่า “ฉันได้รับการสนับสนุนให้ตั้งคำถาม ถกเถียงและมีความเห็นเป็นของตัวเอง”
  • ในขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถาม 63% เห็นด้วยว่า พวกเขาได้รับการ “สนับสนุนให้ปฏิบัติตามธรรมเนียมปฏิบัติและมาตรฐานของสังคม” พวกเขาเน้นว่า การปฏิบัติตามธรรมเนียมปฏิบัติเป็นไปเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสังคมและสิ่งอื่นๆ รอบตัว
  • 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยว่า “ความสำเร็จ คือ การทำให้ครอบครัวและเพื่อนฝูงภาคภูมิใจ” พวกเขารักษาคุณค่าของความเป็นอาเซียนซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องครอบครัวเป็นอันดับต้นๆ อันแสดงให้เห็นได้ชัดว่าพวกเขาให้คุณค่าอย่างมากกับการรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

สิ่งสำคัญในชีวิต

  • ผู้ตอบแบบสอบถาม 86% เห็นด้วยกับข้อความที่ว่า “ชีวิตเป็นการเติมเต็มความรับผิดชอบ” และ “ชีวิตเป็นเรื่องของการรักตัวเอง” พวกเขาให้คุณค่าทั้งกับตัวเองและครอบครัว พวกเขาคิดว่า คนที่อยู่รอบตัวจะไม่มีความสุขถ้าตัวเขาเองไม่มีความสุข
  • 74% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยว่า “ความสำเร็จ คือ การมีความสุขกับสิ่งที่เราเป็น ไม่ว่าคนอื่นจะว่าอย่างไร” ชี้ให้เห็นว่า ตำแหน่งใหญ่โตและการหาเงินทองไม่ใช่ “สิ่งพิสูจน์ความสำเร็จ” สำหรับพวกเขา ในเรื่องอาชีพก็เช่นเดียวกัน ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของเจเนอเรชั่นนี้คือ หลายคนให้ความสำคัญกับความพอใจของตน และเสาะหาความก้าวหน้าทีละน้อยด้วยการตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ 

การใช้โซเชียลมีเดีย

  • พวกเขาเข้าใจกฎระเบียบของการใช้แพลตฟอร์มต่างๆ ของโซเชียลมีเดีย และควบคุมการใช้อัตลักษณ์ในแพลตฟอร์มให้เป็นไปตามกฎระเบียบนั้น แต่พวกเขาไม่ได้สร้างตัวตนปลอมขึ้นมา ทั้งนี้ 82% ของพวกเขาเห็นด้วยกับข้อความที่ว่า “เมื่อฉันโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ฉันตระหนักมากในเรื่องคาแรคเตอร์ของฉัน” และ 68% เห็นด้วยกับ “ฉันต้องการแสดงตัวตนที่เป็นธรรมชาติของฉันในโซเชียลมีเดีย”
  • เมื่อเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นก่อนหน้า พวกเขาชอบโพสต์ในลักษณะที่สามารถสนุกได้โดยสัญชาตญาณและความรู้สึกมากกว่า เช่น สตอรี่ และ มีม

เนื้อหาที่พวกเขาชอบมากที่สุด 3 ข้อแรก คือ

  1. ข้อความและรูปภาพ 60%
  2. วิดีโอ 52%
  3. สตอรี่ 46%

ความสนใจในประเด็นสังคม

  • ในการสัมภาษณ์และการสำรวจเชิงปริมาณของเรา Gen Z บางคนกล่าวว่า พวกเขากังวลเกี่ยวกับอนาคต ในขณะที่ Gen Z หลายคนบอกว่า พวกเขาต้องการแก้ปัญหาสังคม
  • กลุ่ม Gen Z อยู่ในสังคมที่มีปัญหามากมายซึ่งอาจเกิดจากเจเนอเรชั่นก่อนหน้า รวมถึงความกังวลด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ความไม่เท่าเทียม ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนและโควิด-19 แต่เราพบว่า พวกเขามีความกระตือรือร้นที่อยากจะแก้ไขปัญหาสังคมร่วมกับคนในกลุ่มเดียวกัน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน “ความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาสังคม” ในบทอ้างอิงในหน้า 6)

เกี่ยวกับแบรนด์ต่างๆ

  • 85% เห็นด้วยว่า พวกเขาเต็มใจจ่ายมากขึ้นอีก 10% ถ้าแบรนด์มีส่วนในการแก้ปัญหาทางสังคม พวกเขามีความคาดหวังอย่างมากต่อแบรนด์ต่างๆ และมองว่าแบรนด์ควรเติมเต็มในหลากหลายบทบาท

from:https://www.thumbsup.in.th/consumer-genz-marketing?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=consumer-genz-marketing

Instagram Reels ปล่อยฟีเจอร์เพลงเต็มรูปแบบ ให้คนไทยได้สนุกและสร้างสรรค์ความเป็นตัวเอง

Facebook เปิดตัว Reels (รีลส์) ในประเทศไทย นำเสนอประสบการณ์ให้ผู้ใช้งานได้สร้างสรรค์ แบ่งปัน และค้นพบวิดีโอสั้นและเพิ่มลูกเล่นตัดต่อต่างๆ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้านดนตรีบน Facebook และ Instagram โดยความร่วมมือกับพันธมิตรอุตสาหกรรมดนตรีเพื่อให้ชาวไทยได้ใช้งาน

“เรารับฟังและได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่ชุมชนผู้ใช้งานของเรามองหา นอกเหนือจากช่องทางการแชร์วิดีโอทั่วไปแล้ว พวกเขายังอยากมีวิธีการสร้างสรรค์ใหม่ๆ หรือรับชมวิดีโอสั้น หรือวิดีโอที่มีลูกเล่นในการตัดต่อเพื่อเพิ่มความสนุกในเนื้อหา และเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเป็นครีเอเตอร์ระดับโลกที่เข้าถึงผู้ชมจำนวนมากขึ้นและมีความหลากหลายขึ้นบน Instagram เรามองว่า Reels เป็นส่วนสำคัญในการสร้างอนาคตด้านความบันเทิงบน Instagram ในวันนี้เรามีความยินดี และรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอช่องทางใหม่ๆ เพื่อให้คนไทยได้แสดงออกถึงตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาผ่าน Reels” คุณเอริน เพตติกรูว์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Reels กล่าว

มาเป็นครีเอเตอร์บนเวทีระดับโลกด้วย Instagram Reels

การเปิดตัว Reels ในครั้งนี้ถือเป็นการมอบพื้นที่ให้ผู้คนได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ในรูปแบบใหม่ โดยใช้เครื่องมือตัดต่อวิดีโอ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่ใหญ่ขึ้น และมีความหลากหลายมากขึ้น โดย Reels นั้นมาพร้อมฟีเจอร์ต่างๆ ที่ผู้ใช้งานสามารถใช้ถ่ายวิดีโอ และตัดต่อด้วยเอฟเฟกต์ และรับชมวิดีโอแบบ short form ความยาวประมาณ 15-30 วินาทีได้ โดยแท็บสำหรับ Reels จะถูกเพิ่มเข้ามา ในขณะที่ผู้ใช้งานยังคงสามารถแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ผ่านวิดีโอทาง Instagram Stories ข้อความส่วนตัว และฟีดข่าว ได้ตามปกติ

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (23 มีนาคม 2564) ผู้ใช้งานในประเทศไทยสามารถใช้ Reels ได้ผ่านฟังก์ชันกล้องของ Instagram เพื่อถ่ายวิดีโอลง Reels ได้โดยตรง หรือสามารถนำวิดีโอที่เก็บไว้ในเครื่องมาตัดต่อโดยใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ที่มีให้ โดย Reels นั้นมีเครื่องมือต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณสามารถสร้างวิดีโอสนุกสุดสร้างสรรค์ได้ เช่น

  • ความเร็ว: สามารถเลือกเร่งความเร็ว หรือทำให้วิดีโอหรือเสียงดนตรีช้าลงได้ เพื่อให้วิดีโอเข้ากับจังหวะ หรือทำเป็นวิดีโอสโลโมชันได้
  • ตัวตั้งเวลา: ตั้งเวลาอัดคลิปได้โดยไม่ต้องใช้มือจับ
  • ตัวหนังสือและสติกเกอร์: ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มตัวหนังสือหรือสติกเกอร์ในเวลาที่กำหนดได้
  • การจัดแนว: ตั้งหรือเรียงสิ่งที่ต้องการจะถ่ายจากคลิปก่อนหน้าให้ตรงกันก่อนที่จะอัดคลิปต่อไป เพื่อให้แต่ละเทคลื่นไหล ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนชุดหรือเพิ่มเพื่อนเข้าไปในวิดีโอ
  • แต่งให้สวย: เพิ่มความเนียนสวยให้กับวิดีโอ โดยสามารถเลือกความเข้มของเอฟเฟกต์ได้

การเปิดตัว Reels ในประเทศไทยครั้งนี้เป็นการมอบช่องทางใหม่ๆ ให้ผู้ใช้งานชาวไทยได้สร้างเนื้อหาที่น่าสนใจและสะท้อนคาแรคเตอร์และความคิดสร้างสรรค์ที่พวกเขามี โดยแท็บสำหรับ Reels นั้นจะทำให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถค้นพบวิดีโอที่เก็บช่วงเวลาแห่งความสนุกและแรงบันดาลใจทั้งจากผู้ใช้งานคนอื่นๆ และครีเอเตอร์บน Instagram

สร้างอนาคตแห่งความบันเทิงด้วย Reels และดนตรี

นอกเหนือจากการเปิดตัว Reels บน Instagram แล้ว วิสัยทัศน์ของ Facebook และการทำงานด้านดนตรี มีความเหมือนกันในเรื่องของการร่วมสร้างชุมชน การทำให้ผู้คนได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น การเป็นช่องทางการแสดงออก และการเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้น Facebook จึงได้เปิดตัวช่องทางใหม่เพื่อให้ผู้คนได้ใกล้ชิดกับศิลปินหรือกลุ่มคนดนตรีที่พวกเขาชื่นชอบ

Facebook เปิดตัวฟีเจอร์เพลงบน Facebook และ Instagram แบบเต็มรูปแบบโดยมองว่าเป็นอนาคตแห่งความบันเทิงของแอปพลิเคชันในเครือ โดนครอบคลุมฟีเจอร์ดังนี้

  • คลังเพลงที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาไปพร้อมกับเพลงที่ถูกลิขสิทธิ์
  • สติกเกอร์เพลงบน Facebook Stories และ Instagram Stories
  • สติกเกอร์เนื้อเพลงบน Facebook Stories และ Instagram Stories
  • การใส่เพลงบนโปรไฟล์ Facebook

“เรานำเสียงเพลงและดนตรีมาอยู่บนพื้นที่ที่ผู้คนใช้เพื่อแชร์และเชื่อมต่อถึงกันอยู่แล้ว นั่นทำให้การนำเสนอประสบการณ์ดนตรีของเรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านเพลงและดนตรีเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเชื่อมต่อบนโซเชียลให้กับเหล่าศิลปิน นักแต่งเพลง คนรักดนตรี และผู้คนผ่านแอปพลิเคชันในเครือ โดยเฉพาะ Facebook และ Instagram” คุณธารินาถ ภัทรเรืองรอง ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธพันธมิตรด้านความบันเทิงของ Facebook ประเทศไทย กล่าว

การเปิดตัวฟีเจอร์ด้านดนตรีในประเทศไทยนี้ เกิดขึ้นได้ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรที่หลากหลาย รวมถึงบริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด โดยคุณณฐพล ศรีจอมขวัญ ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า “ในยุคปัจจุบัน คนปรับเปลี่ยนวิธีการฟังเพลงและใช้งานดนตรีด้วยรูปแบบใหม่ๆ ตลอดเวลา สำหรับฟีเจอร์เพลงของ Facebook และ Instagram ที่เปิดตัวใหม่นี้จะช่วยให้ผู้ที่ชอบดนตรีได้สัมผัสผลงานและรู้จักอุตสาหกรรมดนตรีในมิติใหม่ๆ มากขึ้น อีกทั้งยังเข้าถึงดนตรีได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน MCT สนับสนุน พัฒนา และส่งเสริมวัฒนธรรมดนตรีในประเทศมาโดยตลอด เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ Facebook ที่จะนำเสนอวิธีการใหม่ๆ ในการแบ่งปันบทเพลงต่อผู้คน สร้างสรรค์งานดนตรีที่พวกเขารัก รวมถึงเพิ่มโอกาสการทำงานให้ศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ ได้เข้าถึงกลุ่มแฟนเพลง ผมมองว่าปัจจุบัน Facebook และ Instagram ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการขยายผลงานให้กับศิลปิน นักแต่งเพลงอย่างมาก เราหวังว่าฟีเจอร์เพลงใน Facebook และ Instagram นี้จะช่วยให้ศิลปินได้แชร์ผลงานของตัวเองกับแฟนๆ Music creators ได้สร้างสรรค์ผลงานให้ Music lovers ฟังอย่างทั่วถึงมากขึ้น”

from:https://www.thumbsup.in.th/instagram-reelsth?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=instagram-reelsth

TikTok เปิดแนวคิด “Moving beyond Reach to Relevance” ชวนนักการตลาดก้าวข้าม Reach สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

TikTok เปิดแนวคิด “Moving beyond Reach to Relevance” ที่ชวนนักการตลาดและนักโฆษณาก้าวข้ามเป้าหมายการตลาดที่เน้นแค่การเข้าถึง (Reach) สู่การสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างแบรนด์กับกลุ่มเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์การสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์

มากกว่าการเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมและมียอดดาวน์โหลดสูงสุดมากกว่า 2 พันล้านดาวน์โหลดทั่วโลกในปีที่ผ่านมา TikTok ได้สร้างปรากฏการณ์มากมายทั้งการแจ้งเกิดคอนเทนท์วิดีโอสั้น จนเกิดเป็นกระแสฮ็อต ไวรัลดัง และแจ้งเกิดครีเอเตอร์หลากหลายสาขา รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมของการมีส่วนร่วมกับคอนเทนท์บนแพลตฟอร์มอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

จนนำมาสู่การเปิดตัว TikTok For Business โซลูชั่นการตลาดดิจิทัลแบบครบวงจรบนแพลตฟอร์มที่ได้สร้างความแตกต่างของการตลาดดิจิทัลแนวใหม่ ที่มาในรูปแบบของการเล่าเรื่องจากแบรนด์เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งนำมาสู่การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายได้โดดเด่นและน่าสนใจ จึงทำให้การเปิดตัว TikTok For Business ได้สร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์และธุรกิจอย่างมากมาย

ล่าสุด TikTok For Business ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมและสนับสนุนนักการตลาดและนักโฆษณาในการสร้างความสำเร็จบนแพลตฟอร์ม TikTok จึงนำมาสู่การเปิดแนวคิด “Moving beyond Reach to Relevance” ที่ต้องการชวนนักการตลาดและนักโฆษณา ก้าวข้ามสู่นิยามใหม่ของความสำเร็จในการทำการตลาดดิจิทัลที่จะไม่ใช่แค่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจและเกี่ยวข้องกับแบรนด์ เพื่อให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์เชิงลึกที่มีความหมายกับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ สู่การสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืน ผ่านแนวทางต่างๆ ดังนี้

Engaging with the community หรือ การมีส่วนร่วมกับชุมชน TikTok

แพลตฟอร์ม TikTok ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็วเป็นเพราะเป็นชุมชนที่แข็งแกร่ง ซึ่งพิสูจน์ได้จากปรากฏการณ์ไวรัลมากมายที่เกิดขึ้นจากการรวมพลังของผู้คนในชุมชน TikTok ในการสร้างคอนเทนท์หรือการมีส่วนร่วมกับสิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจ จึงทำให้นักการตลาดและนักโฆษณาต่างยอมรับถึงพลังแห่งการมีส่วนร่วมของชุมชน TikTok และนับเป็นโอกาสที่นักการตลาดและแบรนด์ต่างๆ จะสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ใช้บน TikTok ผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจผ่านการใช้ Hashtag Challenge, การ Duet หรือการใช้ฟิลเตอร์ที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของแต่ละคน รวมไปถึงการใช้เอฟเฟกต์หรือสติกเกอร์ที่ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ได้อย่างสร้างสรรค์ และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้เข้ามาร่วมสร้างคอนเทนท์กับแบรนด์

เช่น แบรนด์อิชิตันที่ได้สร้างสรรค์ #น้ำด่างไง แคมเปญลิปซิงค์ที่ท้าให้ผู้คนมาร่วม Duet กับคลิปวิดีโอต้นฉบับจากโฆษณาโดยพรีเซนเตอร์คนดัง ลิเดีย-แมทธิว เครื่องดื่มสุขภาพ PH Plus 8.5 หรือ อิชิตัน น้ำด่าง 8.5 ผสมวิตามินบี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแคมเปญลิปซิงค์ครั้งแรกที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้คนบนแพลตฟอร์มจนเป็นหนึ่งในลิปซิงค์ไวรัลดังที่โดดเด่นด้วยการนำเอาคำพูดของพรีเซนเตอร์มาลิปซิงค์ประกอบท่าทางเลียนแบบโฆษณา ที่สามารถสร้างยอดวิวรวมกว่า 277 ล้าน

Experimentation on the platform หรือ การทดลองสิ่งแปลกใหม่บนแพลตฟอร์ม

TikTok คือแพลตฟอร์มแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด ดังนั้นนี่จึงเป็นพื้นที่ที่นักการตลาดและนักโฆษณาจะได้มาทดลองทำสิ่งใหม่ ท่ามกลางการเกิดขึ้นของ Hashtag Challenge มากมายในแต่ละวัน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการสร้างชาเลนจ์ที่แตกต่างจากแบรนด์และธุรกิจ เพื่อสามารถสื่อสารถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ และตอบโจทย์เป้าหมายการทำการตลาด และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วม

ซึ่ง TikTok For Business เปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถสร้าง Branded Effect ที่นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมกับแบรนด์แล้ว ยังสามารถสื่อสารภาพลักษณ์และสิ่งที่แบรนด์ต้องการจะบอกผ่าน Branded Effect ได้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมการตลาดดิจิทัลบน TikTok อาทิ แบรนด์คอลเกต ที่ได้สร้างสรรค์แคมเปญ #WinWithASmile เพื่อเชิญชวนกลุ่มเป้าหมายมาร่วมสนุกกับเกมเก็บรอยยิ้มพร้อมลุ้นรับของรางวัลในวัน World Smile Day ที่สามารถสร้างยอดวิวรวมกว่า 7.3 พันล้าน

Collaborating with creators หรือ การร่วมมือกับครีเอเตอร์

เพราะทุกปรากฏการณ์บน TikTok เกิดขึ้นจากครีเอเตอร์ ดังนั้นการร่วมมือกับครีเอเตอร์จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่แบรนด์ต่างๆ ให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสให้แคมเปญหรือคอนเทนท์ของแบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้แบรนด์มีความสมจริงและใกล้ชิดกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย อาทิเช่น แคมเปญ #ห่วงเธอหน้าฝนChallenge หรือ #SAFEINTHERAIN จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ที่ชวนครีเอเตอร์ศิลปินดัง ส้ม มารี มาร้องเพลงประกอบท่าเต้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยในฤดูฝน โดยแคมเปญนี้มีผู้ใช้ให้ความสนใจมาร่วมร้องและเต้นตามเป็นจำนวนมาก จนสามารถสร้างยอดวิวรวมได้สูงถึง 134.1 ล้าน โดย TikTok ยังมีโซลูชั่น Creator Market Place ที่รวบรวมข้อมูลของครีเอเตอร์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักการตลาด แบรนด์ และธุรกิจต่างๆ สามารถเชื่อมโยงกับครีเอเตอร์บน TikTok ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย

และนี่คือมิติใหม่ของการทำการตลาดดิจิทัลในปี 2564 ภายใต้แนวคิด “Moving beyond Reach to Relevance” ที่ TikTok For Business ชวนนักการตลาดและนักโฆษณามาทำความรู้จัก เพื่อให้ก้าวทันพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนบนชุมชน TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่ได้สร้างปรากฏการณ์มากมายให้กับผู้คน นักการตลาดและนักโฆษณา ที่ในวันนี้ความสำเร็จของการตลาดดิจิทัลบน TikTok ต้องไม่วัดกันแค่จำนวนการเข้าถึง แต่ยังรวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม นำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจและการเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจของกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-moving-beyond-reach-to-relevance-%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594-moving-beyond-reach-to-relevance-%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2581

TikTok เปิดแนวคิด “Moving beyond Reach to Relevance” ชวนนักการตลาดก้าวข้าม Reach สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

TikTok เปิดแนวคิด “Moving beyond Reach to Relevance” ที่ชวนนักการตลาดและนักโฆษณาก้าวข้ามเป้าหมายการตลาดที่เน้นแค่การเข้าถึง (Reach) สู่การสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างแบรนด์กับกลุ่มเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์การสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์

มากกว่าการเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมและมียอดดาวน์โหลดสูงสุดมากกว่า 2 พันล้านดาวน์โหลดทั่วโลกในปีที่ผ่านมา TikTok ได้สร้างปรากฏการณ์มากมายทั้งการแจ้งเกิดคอนเทนท์วิดีโอสั้น จนเกิดเป็นกระแสฮ็อต ไวรัลดัง และแจ้งเกิดครีเอเตอร์หลากหลายสาขา รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมของการมีส่วนร่วมกับคอนเทนท์บนแพลตฟอร์มอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

จนนำมาสู่การเปิดตัว TikTok For Business โซลูชั่นการตลาดดิจิทัลแบบครบวงจรบนแพลตฟอร์มที่ได้สร้างความแตกต่างของการตลาดดิจิทัลแนวใหม่ ที่มาในรูปแบบของการเล่าเรื่องจากแบรนด์เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งนำมาสู่การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายได้โดดเด่นและน่าสนใจ จึงทำให้การเปิดตัว TikTok For Business ได้สร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์และธุรกิจอย่างมากมาย

ล่าสุด TikTok For Business ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมและสนับสนุนนักการตลาดและนักโฆษณาในการสร้างความสำเร็จบนแพลตฟอร์ม TikTok จึงนำมาสู่การเปิดแนวคิด “Moving beyond Reach to Relevance” ที่ต้องการชวนนักการตลาดและนักโฆษณา ก้าวข้ามสู่นิยามใหม่ของความสำเร็จในการทำการตลาดดิจิทัลที่จะไม่ใช่แค่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจและเกี่ยวข้องกับแบรนด์ เพื่อให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์เชิงลึกที่มีความหมายกับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ สู่การสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืน ผ่านแนวทางต่างๆ ดังนี้

Engaging with the community หรือ การมีส่วนร่วมกับชุมชน TikTok

แพลตฟอร์ม TikTok ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็วเป็นเพราะเป็นชุมชนที่แข็งแกร่ง ซึ่งพิสูจน์ได้จากปรากฏการณ์ไวรัลมากมายที่เกิดขึ้นจากการรวมพลังของผู้คนในชุมชน TikTok ในการสร้างคอนเทนท์หรือการมีส่วนร่วมกับสิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจ จึงทำให้นักการตลาดและนักโฆษณาต่างยอมรับถึงพลังแห่งการมีส่วนร่วมของชุมชน TikTok และนับเป็นโอกาสที่นักการตลาดและแบรนด์ต่างๆ จะสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ใช้บน TikTok ผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจผ่านการใช้ Hashtag Challenge, การ Duet หรือการใช้ฟิลเตอร์ที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของแต่ละคน รวมไปถึงการใช้เอฟเฟกต์หรือสติกเกอร์ที่ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ได้อย่างสร้างสรรค์ และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้เข้ามาร่วมสร้างคอนเทนท์กับแบรนด์

เช่น แบรนด์อิชิตันที่ได้สร้างสรรค์ #น้ำด่างไง แคมเปญลิปซิงค์ที่ท้าให้ผู้คนมาร่วม Duet กับคลิปวิดีโอต้นฉบับจากโฆษณาโดยพรีเซนเตอร์คนดัง ลิเดีย-แมทธิว เครื่องดื่มสุขภาพ PH Plus 8.5 หรือ อิชิตัน น้ำด่าง 8.5 ผสมวิตามินบี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแคมเปญลิปซิงค์ครั้งแรกที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้คนบนแพลตฟอร์มจนเป็นหนึ่งในลิปซิงค์ไวรัลดังที่โดดเด่นด้วยการนำเอาคำพูดของพรีเซนเตอร์มาลิปซิงค์ประกอบท่าทางเลียนแบบโฆษณา ที่สามารถสร้างยอดวิวรวมกว่า 277 ล้าน

Experimentation on the platform หรือ การทดลองสิ่งแปลกใหม่บนแพลตฟอร์ม

TikTok คือแพลตฟอร์มแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด ดังนั้นนี่จึงเป็นพื้นที่ที่นักการตลาดและนักโฆษณาจะได้มาทดลองทำสิ่งใหม่ ท่ามกลางการเกิดขึ้นของ Hashtag Challenge มากมายในแต่ละวัน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการสร้างชาเลนจ์ที่แตกต่างจากแบรนด์และธุรกิจ เพื่อสามารถสื่อสารถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ และตอบโจทย์เป้าหมายการทำการตลาด และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วม

ซึ่ง TikTok For Business เปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถสร้าง Branded Effect ที่นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมกับแบรนด์แล้ว ยังสามารถสื่อสารภาพลักษณ์และสิ่งที่แบรนด์ต้องการจะบอกผ่าน Branded Effect ได้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมการตลาดดิจิทัลบน TikTok อาทิ แบรนด์คอลเกต ที่ได้สร้างสรรค์แคมเปญ #WinWithASmile เพื่อเชิญชวนกลุ่มเป้าหมายมาร่วมสนุกกับเกมเก็บรอยยิ้มพร้อมลุ้นรับของรางวัลในวัน World Smile Day ที่สามารถสร้างยอดวิวรวมกว่า 7.3 พันล้าน

Collaborating with creators หรือ การร่วมมือกับครีเอเตอร์

เพราะทุกปรากฏการณ์บน TikTok เกิดขึ้นจากครีเอเตอร์ ดังนั้นการร่วมมือกับครีเอเตอร์จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่แบรนด์ต่างๆ ให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสให้แคมเปญหรือคอนเทนท์ของแบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้แบรนด์มีความสมจริงและใกล้ชิดกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย อาทิเช่น แคมเปญ #ห่วงเธอหน้าฝนChallenge หรือ #SAFEINTHERAIN จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ที่ชวนครีเอเตอร์ศิลปินดัง ส้ม มารี มาร้องเพลงประกอบท่าเต้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยในฤดูฝน โดยแคมเปญนี้มีผู้ใช้ให้ความสนใจมาร่วมร้องและเต้นตามเป็นจำนวนมาก จนสามารถสร้างยอดวิวรวมได้สูงถึง 134.1 ล้าน โดย TikTok ยังมีโซลูชั่น Creator Market Place ที่รวบรวมข้อมูลของครีเอเตอร์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักการตลาด แบรนด์ และธุรกิจต่างๆ สามารถเชื่อมโยงกับครีเอเตอร์บน TikTok ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย

และนี่คือมิติใหม่ของการทำการตลาดดิจิทัลในปี 2564 ภายใต้แนวคิด “Moving beyond Reach to Relevance” ที่ TikTok For Business ชวนนักการตลาดและนักโฆษณามาทำความรู้จัก เพื่อให้ก้าวทันพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนบนชุมชน TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่ได้สร้างปรากฏการณ์มากมายให้กับผู้คน นักการตลาดและนักโฆษณา ที่ในวันนี้ความสำเร็จของการตลาดดิจิทัลบน TikTok ต้องไม่วัดกันแค่จำนวนการเข้าถึง แต่ยังรวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม นำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจและการเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจของกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-moving-beyond-reach?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-moving-beyond-reach

Slack เปิดให้ส่งข้อความ DM ไปหาใครก็ได้ข้ามองค์กร แต่เจอปัญหาคนใช้กลั่นแกล้งกัน

วันนี้ Slack เปิดบริการส่งข้อความส่วนตัวข้ามองค์กร Connect DM ที่เคยโชว์มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2020 โดยชูจุดเด่นว่าจะสามารถใช้ทดแทนการสื่อสารอีเมลได้

Slack มีบริการชื่อ Slack Connect ไว้สร้างห้องแชทข้ามองค์กร อยู่แล้ว เป้าหมายคือใช้แก้ปัญหาการสื่อสารข้ามองค์กรที่ต้องใช้เครื่องมือต่างกัน หากองค์กรใช้ Slack เหมือนกันหมดก็สามารถคุยกันทาง Slack ได้เลย ส่วนฟีเจอร์ที่เปิดวันนี้คือส่งข้อความส่วนตัว (DM) ข้ามองค์กร

การใช้งาน Connect DM จำเป็นต้องเริ่มจากบัญชีแบบเสียเงินเท่านั้น แต่ฝั่งคู่สนทนาสามารถเป็นบัญชีแบบฟรีได้ด้วย วิธีการทำงานคือจะส่ง invite ไปทางอีเมลของคู่สนทนาก่อน เมื่อกดรับก็จะเข้ามาแชทกันใน Slack ได้เลย โดยผู้ที่อยู่คนละองค์กรจะมีสัญลักษณ์สีบ่งบอก และข้อความระบุว่ามาจากองค์กรใด

No Description

No Description

อย่างไรก็ตาม หลัง Connect DM เปิดไม่นาน ก็มีคนใช้ช่องทางนี้ส่งสแปมหรือคำด่าไปกับอีเมล invite ทันที เพราะโดยระบบแล้วเราสามารถส่งคำเชิญไปยังใครก็ได้ พร้อมข้อความที่เราเขียนได้เอง 560 ตัวอักษร ซึ่งทาง Slack เองก็ยอมรับปัญหานี้ และประกาศถอดฟีเจอร์การเขียนคำเชิญเองแล้ว

ที่มา – Slack, Ars Technica

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121871

เหมือนไม๊! Instagram Reels ปล่อยฟีเจอร์วีดีโอสั้นพร้อมเพลงเต็มรูปแบบ

เปิดตัวอย่างเป็นทางการเสียที สำหรับ Facebook ที่ได้ฤกษ์เปิดตัว Reels (รีลส์) ให้กับอินฟลูเอนเซอร์และผู้ใช้งานในประเทศไทย ได้สัมผัสประสบการณ์คลิปวีดีโอสั้นบน Instagram ให้ผู้ใช้งานได้สร้างสรรค์ แบ่งปัน และเพิ่มลูกเล่นตัดต่อต่างๆ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้านดนตรีบน Facebook และ Instagram ในความยาว 30 วินาที พร้อมเพลงจากศิลปินไทยมากมาย

คุณเอริน เพตติกรูว์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Reels กล่าวว่า  “เรารับฟังและได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่ชุมชนผู้ใช้งานของเรามองหา นอกเหนือจากช่องทางการแชร์วิดีโอทั่วไปแล้ว พวกเขายังอยากมีวิธีการสร้างสรรค์ใหม่ๆ หรือรับชมวิดีโอสั้น หรือวิดีโอที่มีลูกเล่นในการตัดต่อเพื่อเพิ่มความสนุกในเนื้อหา และเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเป็นครีเอเตอร์ระดับโลกที่เข้าถึงผู้ชมจำนวนมากขึ้นและมีความหลากหลายขึ้นบน Instagram เรามองว่า Reels เป็นส่วนสำคัญในการสร้างอนาคตด้านความบันเทิงบน Instagram ในวันนี้เรามีความยินดี และรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอช่องทางใหม่ๆ เพื่อให้คนไทยได้แสดงออกถึงตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาผ่าน Reels”  

มาเป็นครีเอเตอร์บนเวทีระดับโลกผ่าน Instagram Reels กันเถอะ

การเปิดตัว Reels ในครั้งนี้ ถือเป็นการมอบพื้นที่ให้ผู้คนได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยใช้เครื่องมือตัดต่อวิดีโอ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่ใหญ่ขึ้น โดย Reels นั้นมาพร้อมฟีเจอร์ต่างๆ ที่ผู้ใช้งานสามารถใช้ถ่ายวิดีโอ ตัดต่อด้วยเอฟเฟกต์ และรับชมวิดีโอแบบ short form ความยาวประมาณ 15-30 วินาทีได้ โดยแท็บสำหรับ Reels จะถูกเพิ่มเข้ามา ในขณะที่ผู้ใช้งานยังคงสามารถแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ผ่านวิดีโอทาง Instagram Stories ข้อความส่วนตัว และฟีดข่าว ได้ตามปกติ

เครื่องมือต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณสามารถสร้างวิดีโอสนุกสุดสร้างสรรค์ได้ เช่น

  • ความเร็ว: สามารถเลือกเร่งความเร็ว หรือทำให้วิดีโอหรือเสียงดนตรีช้าลงได้ เพื่อให้วิดีโอเข้ากับจังหวะ หรือทำเป็นวิดีโอสโลโมชันได้
  • ตัวตั้งเวลา: ตั้งเวลาอัดคลิปได้โดยไม่ต้องใช้มือจับ
  • ตัวหนังสือและสติกเกอร์: ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มตัวหนังสือหรือสติกเกอร์ในเวลาที่กำหนดได้
  • การจัดแนว: ตั้งหรือเรียงสิ่งที่ต้องการจะถ่ายจากคลิปก่อนหน้าให้ตรงกันก่อนที่จะอัดคลิปต่อไป เพื่อให้แต่ละเทคลื่นไหล ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนชุดหรือเพิ่มเพื่อนเข้าไปในวิดีโอ
  • แต่งให้สวย: เพิ่มความเนียนสวยให้กับวิดีโอ โดยสามารถเลือกความเข้มของเอฟเฟกต์ได้

นอกเหนือจากการเปิดตัว Reels บน Instagram แล้ว วิสัยทัศน์ของ Facebook และการทำงานด้านดนตรี มีความเหมือนกันในเรื่องของการร่วมสร้างชุมชน การทำให้ผู้คนได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น การเป็นช่องทางการแสดงออก และการเป็นหนึ่งเดียวกัน

การเปิดตัวฟีเจอร์เพลงบน Facebook และ Instagram แบบเต็มรูปแบบโดยมองว่าเป็นอนาคตแห่งความบันเทิงของแอปพลิเคชันในเครือ โดยครอบคลุมฟีเจอร์ดังนี้

  • คลังเพลงที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาไปพร้อมกับเพลงที่ถูกลิขสิทธิ์
  • สติกเกอร์เพลงบน Facebook Stories และ Instagram Stories
  • สติกเกอร์เนื้อเพลงบน Facebook Stories และ Instagram Stories
  • การใส่เพลงบนโปรไฟล์ Facebook

การเปิดตัวฟีเจอร์ด้านดนตรีในประเทศไทยนี้ เกิดขึ้นได้ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรที่หลากหลาย รวมถึงบริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด โดยคุณณฐพล ศรีจอมขวัญ ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า “ในยุคปัจจุบัน คนปรับเปลี่ยนวิธีการฟังเพลงและใช้งานดนตรีด้วยรูปแบบใหม่ๆ ตลอดเวลา สำหรับฟีเจอร์เพลงของ Facebook และ Instagram ที่เปิดตัวใหม่นี้จะช่วยให้ผู้ที่ชอบดนตรีได้สัมผัสผลงานและรู้จักอุตสาหกรรมดนตรีในมิติใหม่ๆ มากขึ้น อีกทั้งยังเข้าถึงดนตรีได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน MCT สนับสนุน พัฒนา และส่งเสริมวัฒนธรรมดนตรีในประเทศมาโดยตลอด

ปัจจุบัน Facebook และ Instagram ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการขยายผลงานให้กับศิลปิน นักแต่งเพลงอย่างมาก ฟีเจอร์เพลงใน Facebook และ Instagram นี้จะช่วยให้ศิลปินได้แชร์ผลงานของตัวเองกับแฟนๆ Music creators ได้สร้างสรรค์ผลงานให้ Music lovers ฟังอย่างทั่วถึงมากขึ้น

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-instagram-reels?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-instagram-reels

[ไม่ยืนยัน] โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลับสู่โลกโซเชียลมีเดีย ด้วยแพลตฟอร์มของตัวเอง

Jason Miller ที่ปรึกษาของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยกับ Fox News ว่า ทรัมป์กำลังจะกลับสู่โลกโซเชียลมีเดียอีกครั้งในไม่กี่เดือนข้างหน้า ด้วยแพลตฟอร์มของตัวเอง คาดว่าจะดึงดูดผู้ใช้ได้เป็นสิบล้านคน และจะกลับมาเพื่อกำหนดเกมใหม่ทั้งหมด

เป็นที่ทราบกันว่า ทรัมป์ โดนแบนจากโซเชียลมีหลักทุกแพลตฟอร์ม หลังเกิดเหตุการณ์ม็อบฝ่ายขวาบุกสภาสหรัฐฯเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา เหตุที่แบนคือ เขาใช้โซเชียลเป็นช่องทางปลุกระดมคน และใช้กระจายข้อมูลปลอมเกี่ยวกับการเลือกตั้งมานาน ซึ่งเขาอาจกลับมาสร้างบัญชีใหม่บนโซเชียลไม่ได้เลย ทวิตเตอร์เองก็บอกชัดว่าทรัมป์จะโดนแบนตลอดไป แม้เข้ากลับมาลงเลือกตั้งอีกสมัยหน้าก็ตาม

No Description
ภาพจาก Facebook Donald Trump

ที่มา – CNET

from:https://www.blognone.com/node/121804