คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

ทำไม Instagram และ WhatsApp เตรียมเพิ่ม “from Facebook” ต่อท้ายชื่อแพลตฟอร์ม?

ย้อนดูหลากหลายเหตุผลที่ทำให้ Facebook เตรียมจะเปลี่ยนชื่อ Instagram และ WhatsApp โดยเพิ่มคำว่า “from Facebook” ทำให้ชื่อใหม่จะกลายเป็น Instagram from Facebook และ WhatsApp from Facebook

เว็บไซต์ The Information รายงานว่าบริษัทผู้ให้บริการ Social Media รายใหญ่อย่าง Facebook เตรียมจะเปลี่ยนชื่อ Instagram และ WhatsApp โดยเพิ่มคำว่า “from Facebook” ทำให้ชื่อเดิม Instagram จะกลายเป็น Instagram from Facebook ส่วนชื่อเดิม WhatsApp จะกลายเป็น WhatsApp from Facebook

ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ดังกล่าวก็มีรายงานออกมาเช่นกันว่า Facebook ทดสอบเปลี่ยนชื่อทั้งสองแพลตฟอร์มอีกด้วย

โดยการเปลี่ยนแปลงชื่อนี้ จะแสดงผลในหน้าล็อกอินของแอปทั้งบน iOS และ Android รวมถึงจะเปลี่ยนชื่อที่แสดงบน Play Store และ App Store อีกด้วย

น่าสนใจว่า การเปลี่ยนชื่อนี้เกิดหลังจากผู้บริหารคนสำคัญของ Instagram และ WhatsApp ตบเท้าลาออกจากบริษัทเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา

แม้ว่าโฆษกหญิงของ Facebook กล่าวในการแถลงข่าวว่า “เราต้องการสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของเราที่เป็นส่วนหนึ่งของ Facebook”

และอย่าลืมว่า Federal Trade Commission หรือ FTC (คล้าย ๆ กสทช. บ้านเรา) กำลังสอบสวนว่า Facebook กำลังเป็นผู้เล่นรายเดียวที่มีอำนาจต่อรองสูงหรือไม่ โดยมองว่าการซื้อกิจการคู่แข่งอย่าง Instagram และ WhatsApp เข้ามาเพื่อลดการแข่งขันและสร้างอำนาจของตัวเองในอุตสาหกรรมหรือไม่

ซึ่งต้องลุ้นว่า FTC จะดำเนินการถึงขั้นปรับย้อนหลังกับ Facebook ในกรณีซื้อ Instagram และ WhatsApp ด้วยหรือไม่

ถึงอย่างไรก็ตาม Facebook ก็เคยเปลี่ยนชื่อกิจการที่ซื้อเข้ามาอย่าง Oculus มาเป็น Oculus from Facebook ก่อนหน้านี้นานแล้วรวมถึงยังตั้งชื่อบริการ Workplace ของตัวเองเป็น Workplace from Facebook ไปแล้วเช่นกัน

ซึ่งสุดท้าย เป็นไปได้ว่า อาจเป็นเรื่องของการปรับแบรนด์เพื่อสะท้อนว่าทุกแอปและแพลตฟอร์มทั้ง Instagram, WhatsApp, Workplace, Oculus และอื่นๆ ล้วนเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ Social Media เบอร์หนึ่งของโลกอย่าง Facebook นั่นเอง

ที่มา: The Information, Bloomberg และ

from:https://www.thumbsup.in.th/instagram-whatsapp-will-add-from-facebook-in-their-names

โฆษณา

LINE เปิดตัว LINE SHOPPING ชูคอนเซ็ปต์ “รู้จริง รู้แจ้งทุกแหล่งช็อปออนไลน์”

LINE ประเทศไทย เปิดตัว LINE SHOPPING แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่รวมร้านค้าออนไลน์ชื่อดัง 15 แห่งไว้ ชูคอนเซ็ปต์ “รู้จริง รู้แจ้งทุกแหล่งช็อปออนไลน์” ดึง Priceza พัฒนาระบบเปรียบเทียบราคาสินค้า เตรียมออกแคมเปญกระตุ้นการซื้อด้วย LINE Points Back ตั้งเป้ามีผู้ใช้ 8 ล้านคน (18 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งาน LINE) ในสิ้นปีนี้

นายเลอทัด ศุภดิลก หัวหน้าฝ่ายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ LINE ประเทศไทย เปิดเผยว่า “ทิศทางและแนวโน้มของตลาดออนไลน์ในไทยมีการเติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในขณะที่ตลาดกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด คนไทยยังพบปัญหาในการช็อปปิ้ง ออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นความยุ่งยากในการเลือกซื้อสินค้าจากหลายแหล่งร้านค้าออนไลน์ และเมื่อซื้อสินค้ามาก็ไม่ได้ราคาที่ถูกจริงตามที่ต้องการ”

LINE ประเทศไทย ระบุว่าบริษัทเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักช็อปชาวไทย จึงเปิดตัวบริการ LINE SHOPPING ประตูสู่โลกการซื้อขายออนไลน์ที่ให้ความคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อเป็นบริการใหม่ที่จะแก้ปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้

โดยรวมสินค้าและการเปรียบเทียบราคาจากหลากหลาย Marketplace ชื่อดังของไทยมากกว่า 15 แห่ง ได้แก่ LAZADA, Shopee, Advice, Makro, Asia Books, All About You, Aston, Beauticool, Beauty Plaza, TV Direct, Wellness Mark Shop, Nespresso, MISSHA และ It’s Skin

ร่วมมือกับ Priceza พัฒนาแพลตฟอร์ม

LINE SHOPPING นำร่องให้บริการมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ใช้งานต่อเนื่อง (Active User) อยู่ที่ 2.5 ล้านคนต่อเดือน โดยระหว่างนี้ได้ร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มกับ Priceza ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มค้นหาและเปรียบเทียบราคาสินค้า

ซึ่งบริษัทคาดหวังว่าจะมีผู้ใช้บริการมากกว่า 8 ล้านคน หรือคิดเป็น 18 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งาน LINE ทั้งหมดของประเทศไทย ภายในสิ้นปีนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ตลาดช็อปปิ้งออนไลน์จะมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 470,000 ล้านในปี 2565 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ทำให้ช่องทางออนไลน์ช็อปปิ้งมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 8.2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2565 เมื่อเทียบกับภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งทั้งระบบ

น่าจับตาว่าการเปิดตัวครั้งนี้เป็นจะกลายเป็นอีกก้าวสำคัญในธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ LINE หรือไม่ ซึ่งบริษัทเน้นย้ำวิสัยทัศน์ Life on LINE ที่มุ่งสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานชีวิตอย่างไร้รอยต่อของคนไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้นประกอบด้วย น่าจับตาว่าบริการดังกล่าวจะได้รับการตอบรับอย่างไร

ส่งโปรโมชันให้พอยท์คืน กระตุ้นยอดผู้ใช้

LINE SHOPPING กระตุ้นการซื้อขายด้วยแคมเปญ LINE Points back ทุกยอดซื้อสินค้า โดยพอยท์ที่ได้สามารถนำไปใช้ซื้อสติกเกอร์และธีมของ LINE ทั้งนี้ หากนักช็อปแชร์สินค้าหรือคอลเลกชันจาก LINE SHOPPING ให้กับเพื่อนและบุคคลอื่น จะได้รับ 5 พอยท์ไปฟรีๆ เช่นกัน

สำหรับช่วงเปิดตัว ตั้งแต่วันที่ 8 – 18 สิงหาคม 2562 พบกับโปรโมชั่นส่วนลดสุดพิเศษจากแบรนด์ดัง และดีลสุดพิเศษพร้อมรับ LINE Points Back 8 เปอร์เซ็นต์จากทุกยอดซื้อสินค้า 8 ร้าน ได้แก่ LAZADA, Shopee, Asia Books, Beauticool, Konvy, All About You, It’s Skin, MISSHA

และระหว่างวันที่ 15-18 สิงหาคมนี้ นักช็อปยังจะได้รับแจกฟรีคูปองส่วนลด 88 บาท โดยใช้คูปองโค้ด ‘LINE88’ จาก 8 ร้านดัง ผ่าน LINE SHOPPING อีกด้วย

ซึ่งจากการแถลงข่าวที่ญี่ปุ่นก็ระบุด้วยว่า LINE Points จะกลายเป็น Cryptocurrency ใหม่จาก LINE ซึ่งนำมาใช้งานได้หลากหลายอีกด้วย ซึ่งต้องรอดูด้วย LINE Points จะถูกพัฒนาไปในทิศทางใดต่อไป

from:https://www.thumbsup.in.th/line-opens-line-shopping-in-thailand

จากเหตุกราดยิง โอบามา ชี้โซเชียลมีเดียควรมีมาตรการลดอิทธิพลแนวคิดรุนแรง

นอกจากโดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ จะชี้ว่าเกมเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความรุนแรงกราดยิงแล้ว เขายังบอกด้วยว่าโซเชียลมีเดีย ควรจะตรวจจับเบาะแสได้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ด้าน บารัก โอบามา อดีต ปธน. บอกว่า ควรมีกฎหมายปืนที่เข้มงวดกว่านี้ และโซเชียลมีเดียควรลดการแพร่กระจายของเนื้อหานิยมความรุนแรง

ทรัมป์บอกว่า โซเชียลมีเดีย ควรพัฒนาเครื่องมือ หรือโซลูชั่นที่จะตรวจจับได้ล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ เขายังบอกด้วยว่าอินเทอร์เน็ตเป็นถนนหนทางที่อันตราย นำไปสู่ความรุนแรงในจิตใจ ทรัมป์ยังบอกด้วยว่าถ้าเอฟบีไอต้องการหลักฐานอะไรเพื่อการสืบสวนเหตุการณ์รุนแรงในครั้งนี้ รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตใจก็ควรได้รับการปรับปรุง

ด้าน โอบามา โพสต์ทวิตเตอร์ บอกว่า การบังคับใช้กฎหมายและอินเทอร์เน็ตจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ดีกว่านี้ เพื่อลดอิทธิพลของความเกลียดชัง และการมีกฎหมายอาวุธปืนที่เคร่งครัดกว่านี้ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะมันช่วยหยุดการฆ่าได้

ด้านผู้ก่อเหตุวัย 21 ปี ได้โพสต์ประกาศจุดยืนของตัวเองบนเว็บบอร์ด 8Chan ก่อนก่อเหตุกราดยิงที่เท็กซัส

ที่มา – CNET

from:https://www.blognone.com/node/111220

ลองใช้ Facebook Analytics หาเวลาที่เหมาะแก่การโพสต์บนเพจเรา

ก่อนหน้านี้เราได้เขียนบทความ “ในแต่ละ Social Media โพสต์เวลาไหนปังสุด (อัปเดตล่าสุดปี 2019)” โดยอ้างอิงจากการเก็บข้อมูลแบบกว้างๆ ของ Sprout Social ไปแล้ว แม้จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ก็ทำให้เกิดความกังวลอย่างหนึ่งขึ้นมา นั่นคือเราอาจเข้าใจผิดว่าข้อมูลชุดเดียวอาจใช้ได้ผลในทุก ๆ เคส ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป

ซึ่ง Rainmaker ออกบทความที่ชื่อว่า “โพสต์ตอน 23.00 ก็ยอดดีได้ !? กรณีศึกษาจาก Parents One เว็บครอบครัวแนวใหม่” โดยแนะนำเครื่องมือตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Facebook Analytics ที่เปิดให้ผู้ใช้ดูสถิติบนเพจของเราได้แบบครบทุกแง่มุม ซึ่งเราสามารถหยิบข้อมูลมาส่วนมาใช้ในการเลือกเวลาโพสต์สิ่งต่าง ๆ ลงเพจได้

แล้วจะเราสามารถเอาข้อมูลตรงไหนจาก Facebook Analytics มาใช้ในการเลือกเวลาโพสต์ได้บ้าง หาคำตอบได้จากบทความนี้ครับ

1.เข้าเว็บไซต์ www.facebook.com/analytics เพื่อเข้าหน้าแรกของ Facebook Anaytics แล้วกดที่เพจที่เราต้องการดูสถิติและข้อมูลต่าง ๆ บน Facebook Page ของเรา

2. จากนั้นดูที่หัวข้อ Engagement Metrics ในส่วน Active Users: By Hour เพื่อดูเวลาที่มีคน Active มากที่สุดเพื่อมาใช้ในประกอบการเลือกเวลาโพสต์ เว็บไซต์ Rainmaker ระบุว่าเมื่อเพจ Parents One ลองโพสต์ช่วงหลัง 21.00 น. ตาม Facebook Analytics ก็ยังยอดดีอยู่ จนเพิ่มไปเรื่อยๆ ถึงโพสต์ดึกสุดคือ 23.00 น. ก็ยังยอดดีอยู่เช่นกัน

3. อย่าลืมกด “Last … days” เพื่อดูช่วงเวลาที่คน Active มาที่สุดย้อนหลัง โดยเราสามารถดู 7 วันย้อนหลัง, 14 วันย้อนหลัง, 28 วันย้อนหลัง, 90 วันย้อนหลัง หรือจะปรับเป็นช่วงเวลาตามที่เราสนใจก็ได้อีกเช่นกัน

4. สุดท้ายและท้ายสุด อย่าลืมปรับเวลาที่แสดงผลให้เป็นเวลาในประเทศไทยด้วย โดยเราสร้างเข้าไปที่เมนู Settings ด้านซ้ายมือ แล้วปรับ Time Zone ให้เป็น (GMT+07:00) Bangkok Time กันด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลเวลาที่ถูกต้องจริงๆ ครับ

from:https://www.thumbsup.in.th/%e0%b9%89how-to-use-facebook-analytics-for-finding-time-posts

ลองใช้ Facebook Analytics หาเวลาที่เหมาะแก่การโพสต์บนเพจเรา

ก่อนหน้านี้เราได้เขียนบทความ “ในแต่ละ Social Media โพสต์เวลาไหนปังสุด (อัปเดตล่าสุดปี 2019)” โดยอ้างอิงจากการเก็บข้อมูลแบบกว้างๆ ของ Sprout Social ไปแล้ว แม้จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ก็ทำให้เกิดความกังวลอย่างหนึ่งขึ้นมา นั่นคือเราอาจเข้าใจผิดว่าข้อมูลชุดเดียวอาจใช้ได้ผลในทุก ๆ เคส ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป

ซึ่ง Rainmaker ออกบทความที่ชื่อว่า “โพสต์ตอน 23.00 ก็ยอดดีได้ !? กรณีศึกษาจาก Parents One เว็บครอบครัวแนวใหม่” โดยแนะนำเครื่องมือตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Facebook Analytics ที่เปิดให้ผู้ใช้ดูสถิติบนเพจของเราได้แบบครบทุกแง่มุม ซึ่งเราสามารถหยิบข้อมูลมาส่วนมาใช้ในการเลือกเวลาโพสต์สิ่งต่าง ๆ ลงเพจได้

แล้วจะเราสามารถเอาข้อมูลตรงไหนจาก Facebook Analytics มาใช้ในการเลือกเวลาโพสต์ได้บ้าง หาคำตอบได้จากบทความนี้ครับ

1.เข้าเว็บไซต์ www.facebook.com/analytics เพื่อเข้าหน้าแรกของ Facebook Anaytics แล้วกดที่เพจที่เราต้องการดูสถิติและข้อมูลต่าง ๆ บน Facebook Page ของเรา

2. จากนั้นดูที่หัวข้อ Engagement Metrics ในส่วน Active Users: By Hour เพื่อดูเวลาที่มีคน Active มากที่สุดเพื่อมาใช้ในประกอบการเลือกเวลาโพสต์ เว็บไซต์ Rainmaker ระบุว่าเมื่อเพจ Parents One ลองโพสต์ช่วงหลัง 21.00 น. ตาม Facebook Analytics ก็ยังยอดดีอยู่ จนเพิ่มไปเรื่อยๆ ถึงโพสต์ดึกสุดคือ 23.00 น. ก็ยังยอดดีอยู่เช่นกัน

3. อย่าลืมกด “Last … days” เพื่อดูช่วงเวลาที่คน Active มาที่สุดย้อนหลัง โดยเราสามารถดู 7 วันย้อนหลัง, 14 วันย้อนหลัง, 28 วันย้อนหลัง, 90 วันย้อนหลัง หรือจะปรับเป็นช่วงเวลาตามที่เราสนใจก็ได้อีกเช่นกัน

4. สุดท้ายและท้ายสุด อย่าลืมปรับเวลาที่แสดงผลให้เป็นเวลาในประเทศไทยด้วย โดยเราสร้างเข้าไปที่เมนู Settings ด้านซ้ายมือ แล้วปรับ Time Zone ให้เป็น (GMT+07:00) Bangkok Time กันด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลเวลาที่ถูกต้องจริงๆ ครับ

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-use-facebook-analytics-for-finding-time-posts

Infographic: วิดีโอเด็กบน youtube มียอดชมมากกว่าวิดีโอผู้ใหญ่ 3 เท่า!!!

 

แม้ว่า YouTube จะกำหนดให้ผู้ใช้ต้องมีอายุอย่างน้อย 13 ปี แต่การศึกษาล่าสุดของ Pew Research Center พบว่าวิดีโอที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กนั้นโกยยอดชมมากกว่าถึง 3 เท่าตัว การค้นพบนี้สรุปได้จากช่องวิดีโอยอดนิยม 43,770 ช่องที่มียอดสมัครสมาชิก 250,000 คนขึ้นไป ชาแนลเหล่านี้อัปโหลดวิดีโอรวม 243,254 วิดีโอในปีนี้ และ 56% ของวิดีโอถูกอัปเดตในสัปดาห์แรกของปี 2019

อีกความจริงที่เซอร์ไพรส์คนทั้งโลก เพราะไม่เพียงวิดีโอ YouTube ที่เน้นกลุ่มผู้ชมเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี จะได้รับความนิยมมากกว่าเนื้อหาประเภทอื่น การวิเคราะห์ของ Pew Research Center ยังพบว่าวิดีโอในช่อง YouTube ยอดนิยมที่มีสมาชิกมากกว่า 250,000 ราย เป็นวิดีโอภาษาอังกฤษจำนวนน้อยด้วย โดย 17% เท่านั้นที่เป็นวิดีโอภาษาอังกฤษ

 

พลังของวิดีโอใหม่บนช่อง YouTube ยอดนิยมนั้นเรียกยอดชมได้สูงมาก Pew Research Center พบว่าเพียงสัปดาห์แรก วิดีโอเหล่านี้มีการชมมากกว่า 14,200 ล้านครั้งใน 7 วันแรกที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม เบ็ดเสร็จแล้ว วิดีโอกลุ่มนี้มีความยาวรวมกัน 48,486 ชั่วโมง

หากเทียบกับการชมของบุคคลเดียวที่ดูวิดีโอเป็นเวลา 8 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่หยุดพัก วิดีโอความยาวรวมกัน 48,486 ชั่วโมงจะต้องใช้เวลามากกว่า 16 ปีในการดูเนื้อหาทั้งหมดที่โพสต์โดยช่องยอดนิยมบน YouTube ในช่วงสัปดาห์แรกของปี วิดีโอที่โพสต์โดยช่องฮิตในช่วงเวลานี้มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 12 นาที และได้รับยอดวิวเฉลี่ย 58,358 ครั้งในช่วงสัปดาห์แรก

เมื่อเจาะลงไปในกลุ่มวิดีโอของช่องฮิตที่โพสต์ในช่วงระยะเวลาการศึกษา 1-7 มกราคม 2019 ที่ผ่านมา พบว่า 70% ของวิดีโอทั้งหมดที่โพสต์โดยช่องเหล่านี้ในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2019 มาจากเพียง 10% ของช่องยอดนิยมเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน 10% ของวิดีโอที่ถูกเปิดชมมากที่สุด (Top most-viewd video) ของช่องยอดนิยม ก็ครองสัดส่วนการชม 79% ของการชมวิดีโอใหม่ทั้งหมดของช่อง สถิตินี้สะท้อนการกระจุกตัวของยอดการชมและการผลิตวิดีโอที่เห็นชัดในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2019

 

Pew Research Center พบว่าหัวข้อวิดีโอที่อัปโหลดโดยช่องฮิตช่วงวันที่ 1-7 มกราคมที่ผ่านมานั้นมีหลากหลาย แต่ที่ครองส่วนแบ่งมากที่สุดคือวิดีโอเกม 18% รองลงมาเป็นอีเวนท์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นหรือการเมือง 12% ที่เหลือเป็นเรื่องกีฬาและสุขภาพ 9% รวมถึงหัวข้อดนตรีและการเต้นรำ 9% เท่ากัน

ความน่าสนใจคือ Pew พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของวิดีโอที่เกี่ยวกับเกมมียอดชมอย่างน้อย 34,347 ครั้งในช่วงสัปดาห์แรกที่วางฉายบน YouTube แต่ในบางวิดีโอนั้นได้รับความนิยมสูงมาก ทำให้ค่าเฉลี่ยยอดการชมวิดีโอเรื่องเกมในช่วงเวลานี้ทะลุสูงถึง 122,195 ครั้ง

 

สำหรับช่อง YouTube ยอดฮิต 43,770 ช่องที่มีสมาชิกมากกว่า 250,000 subscribers ขึ้นไปนั้นถือว่าเป็นเพชรยอดมงกุฎเมื่อเทียบกับจำนวนช่องรวมทั้งหมด 1,525,690 ช่องที่ Pew พบในช่วงมกราคม 2019 ที่ผ่านมา

ที่มา: : Pew

from:https://www.thumbsup.in.th/infographic-youtube-channels

ผู้ใช้ในไทยใช้ได้แล้ว! ดู 5 ฟีเจอร์ใหม่ใน LINE OpenChat หลังรีแบรนด์จาก LINE SQUARE

ในที่สุด ‘LINE OpenChat’ (เดิมชื่อ ‘LINE SQUARE’) ก็เปิดให้ผู้ใช้ในประเทศไทยสามารถเริ่มใช้งานบริการดังกล่าวได้อย่างเป็นทางการ โดยมีการอัพเดทฟีเจอร์ในหลาดจุด ทั้งในห้องแชท และพร้อมปรับหน้าตาให้สวยงาม เข้าใจง่าย ตอบโจทย์การใช้งานทั้งฝั่งผู้ใช้และผู้ดูแลกลุ่ม (แอดมิน) มากยิ่งขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ LINE ได้ประกาศถึงการเปลี่ยนนี้ในงาน LINE CONFERENCE 2019 เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

“LINE OpenChat มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อการเปิดกว้างในตัวแพลตฟอร์มและความสะดวกสบาย ของผู้ใช้เป็นหลัก แต่ยังคงคอนเซปต์การเป็นห้องแชทใหญ่ ให้คุณได้พูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็นกับเพื่อนใหม่ที่มีความชอบเหมือนกัน โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน” ตัวแทน LINE ประเทศไทยกล่าว

ซึ่งผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน LINE สามารถเข้าใช้งาน LINE OpenChat ได้ตั้งแต่วันนี้​ เพียงอัปเดตแอป LINE ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด (iOS 9.12 และ Android 9.13 ขึ้นไป)

ฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน LINE OpenChat

​1. เข้าถึงได้ผ่านหลายช่องบนแอป LINE

ผู้ใช้งานจะสามารถเข้า LINE OpenChat ได้สะดวกมากขึ้นผ่าน 4 ช่องทางในแอปฯ LINE ไม่ว่าจะเป็นแท็บหน้าหลัก, แท็บแชท, แท็บไทม์ไลน์ และแท็บ Wallet จากที่ก่อนหน้านี้สามารถเข้าได้เพียง 2 ช่องทางเท่านั้น คือ แท็บไทม์ไลน์ และแท็บ Wallet

2. เข้าห้องแชทได้ง่ายขึ้น

จากเดิมที่ต้องเข้าร่วมสแควร์ที่สนใจก่อน แล้วจึงกดเข้าร่วมห้องแชทที่ต้องการในสแควร์นั้นๆ ได้

แต่บน LINE OpenChat เปลี่ยนให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าร่วมห้องแชทได้ง่ายๆ เพียงกดคลิกเข้าโอเพนแชทแล้วเลือกเข้าห้องแชทที่สนใจได้ทันที เรียกได้ว่าคลิกเดียวก็สามารถเข้าแชทที่ต้องการได้ทันที

3. เพิ่มรูปแบบการเข้าร่วมห้องแชท และเปลี่ยนรูปแบบได้ตลอด

ผู้ดูแลกลุ่ม (แอดมิน) สามารถตั้งค่ารูปแบบการเข้าร่วมในแต่ละห้องแชทได้ถึง 3 รูปแบบตามแต่จุดประสงค์การใช้งานหรือความต้องการของผู้ดูแลกลุ่ม (ใกล้เคียงกับ Facebook Group มากขึ้น)

ซึ่งผู้ดูแลกลุ่มสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาอีกด้วย ซึ่งการเข้าร่วมทั้ง 3 รูปแบบมีดังนี้

  • รูปแบบที่ 1 คือ สาธารณะ (Public) – โอเพนแชทสาธารณะเปิดกว้างให้สมาชิกทุกคนสามารถเข้าร่วมโอเพนแชทได้ทันทีหลังจากกดเข้าร่วม
  • รูปแบบที่ 2 : ใช้รหัสเข้าร่วม (Room Code) – สร้างความพิเศษให้ห้องแชท โดยการตั้งค่าให้เฉพาะสมาชิกที่กรอกรหัสถูกต้องเข้าร่วมโอเพนแชทได้เท่านั้น
  • รูปแบบที่ 3 : ขอสิทธิ์การเข้าร่วมจากผู้ดูแล (Approval) – เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับโอเพนแชทมากขึ้น โดยสมาชิกจะสามารถเข้าร่วมโอเพนแชทได้ต่อเมื่อตอบคำถามหรือส่งข้อความให้แอดมิน เพื่อให้แอดมินพิจารณาก่อนอนุมัติให้เข้าร่วมเท่านั้น

 

4. แต่งตั้งผู้ดูแลกลุ่มร่วมได้จากหน้าโปรไฟล์

ผู้ดูแลกลุ่มหลักสามารถแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้ดูแลกลุ่มร่วมได้ง่ายมากขึ้น เพียงกดที่ไอคอนรูปมงกุฎในหน้าโปรไฟล์ได้ทันที

5. ใส่ตัวช่วยจัดการห้องแชทให้อยู่ในที่เดียว

ในโอเพนแชท รูปภาพ แชทลิสต์ และฟีเจอร์สำหรับจัดการข้อมูลทั้งหมด จะถูกย้ายไปรวมไว้ใน ‘แชทเมนู’ (Chat Menu) โดยปุ่มไอคอนจะอยู่ที่มุมขวาบนในหน้าแชท ช่วยให้สมาชิกใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ หรือค้นหาข้อมูลในแชทได้ โดยไม่ต้องออกจากหน้าแชทเลย

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/08/line-square-is-changed-to-line-openchat-completely/