คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

ยอดใช้จ่ายผ่านแอปฯ สะพัด 2.3 หมื่นล้าน TikTok ยึดยอดดาวน์โหลดสูงสุด

ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้คนหลายล้านคนต้องกักตัวอยู่ภายในบ้าน อัตราการใช้แอปพลิเคชันเพิ่มขึ้น ยอดใช้จ่ายผ่านแอปฯ สะพัดกว่า 2.34 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากรายงานของ App Annie พบว่าเวลาที่ใช้แอปฯ บนอุปกรณ์ Android เพิ่มขึ้น 20% ในไตรมาสที่ 1 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคบนอุปกรณ์ IOS และ Android เพิ่มขึ้น 15% และ 5% ตามลำดับ ส่งผลให้การใช้จ่ายผ่านแอปฯ มากถึง 23.4 พันล้านเหรียญ ถือเป็นการใช้จ่ายในไตรมาสเดียวที่สูงที่สุด

เวลาที่ใช้แอปฯ ในประเทศอิตาลีเพิ่มขึ้น 30% ในไตรมาสที่ 1 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศสและเยอรมณี เวลาใช้แอปฯ เพิ่มขึ้น 10%, 15% และ 10% ตามลำดับ เนื่องจากหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการกักตัวที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

สำหรับใครที่กำลังหาช่องทางสื่อสารกับกลุ่มลูกค้า จากข้อมูลขอแนะนำว่า Social Media ยังคงเป็นโอกาสสำคัญในการทำการตลาดในช่วงนี้

ที่มา techcrunch

จากตารางจะเห็นว่า TikTok เป็นอันดับ 1 ของแอปพลิเคชันที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดในไตรมาสที่ 1 ปี 2020 ตามมาด้วย WhatsApp, Facebook และ Instagram ตามลำดับ

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย ธุรกิจจ่ายเงินโฆษณาน้อยลง ขณะที่ผู้บริโภคใช้เวลามากขึ้นในแอปฯ โซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มการรับรู้แบรนด์และเพิ่มการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบทางการเงินของธุรกิจต่าง ๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

from:https://www.thumbsup.in.th/%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%af-%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b1

ยอดใช้จ่ายผ่านแอปฯ สะพัด 2.3 หมื่นล้านเหรียญ TikTok ยึดยอดดาวน์โหลดสูงสุด

ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้คนหลายล้านคนต้องกักตัวอยู่ภายในบ้าน อัตราการใช้แอปพลิเคชันเพิ่มขึ้น ยอดใช้จ่ายผ่านแอปฯ สะพัดกว่า 2.34 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แอปฯ TikTok ยึดยอดดาวน์โหลดสูงสุดในไตรมาส 1 ของปี 2020

จากรายงานของ App Annie พบว่าเวลาที่ใช้แอปฯ บนอุปกรณ์ Android เพิ่มขึ้น 20% ในไตรมาสที่ 1 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคบนอุปกรณ์ IOS และ Android เพิ่มขึ้น 15% และ 5% ตามลำดับ ส่งผลให้การใช้จ่ายผ่านแอปฯ มากถึง 23.4 พันล้านเหรียญ ถือเป็นการใช้จ่ายในไตรมาสเดียวที่สูงที่สุด

เวลาที่ใช้แอปฯ ในประเทศอิตาลีเพิ่มขึ้น 30% ในไตรมาสที่ 1 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศสและเยอรมณี เวลาใช้แอปฯ เพิ่มขึ้น 10%, 15% และ 10% ตามลำดับ เนื่องจากหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการกักตัวที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

สำหรับใครที่กำลังหาช่องทางสื่อสารกับกลุ่มลูกค้า จากข้อมูลขอแนะนำว่า Social Media ยังคงเป็นโอกาสสำคัญในการทำการตลาดในช่วงนี้

ที่มา techcrunch

จากตารางจะเห็นว่า TikTok เป็นอันดับ 1 ของแอปพลิเคชันที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดในไตรมาสที่ 1 ปี 2020 ตามมาด้วย WhatsApp, Facebook และ Instagram ตามลำดับ

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย ธุรกิจจ่ายเงินโฆษณาน้อยลง ขณะที่ผู้บริโภคใช้เวลามากขึ้นในแอปฯ โซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มการรับรู้แบรนด์และเพิ่มการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบทางการเงินของธุรกิจต่าง ๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

อ้างอิง Techcrunch, Socialmediatoday

from:https://www.thumbsup.in.th/purchasing-in-app-23-4-billion-tiktok-top-download

วิธีสร้าง Ad บน TikTok แอปวีดีโอที่มาแรงที่สุดในตอนนี้

นาทีนี้คงไม่มีใคร ไม่รู้จัก Tiktok แอปพลิเคชั่นวีดีโอสั้นที่มาแรงที่สุดในเวลานี้ มีผู้ใช้งานกว่า 800 ล้านแอคทีฟต่อเดือน ทำให้แอปนี้กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่นักการตลาดจะมองข้ามไม่ได้แล้ว ยิ่งถ้าคุณกำลังมองหากลุ่มเป้าหมายที่อายุน้อยกว่า 30 ปีด้วยละก็ ต้องไม่พลาดแพลตฟอร์มนี้เลย

มีใครใช้งาน Tiktok บ้าง

จากกลุ่มตัวอย่างพบว่าแบรนด์ที่ทำโฆษณาบน tiktok นั้น และประสบความสำเร็จได้นั้นมีหลายแบรนด์และสถิติเหล่านี้จะบอกให้รู้ว่าคุณควรทำโฆษณาบน tiktok หรือไม่

  • ผู้ใช้งานแตะ 800 ล้านรายต่อเดือน (เทียบกับ LinkedIn 660+ ล้านราย Reddit 430+ ล้าน, Snapchat 218+ ล้าน, Twitter 340+ ล้าน และ Pinterest 322+ ล้าน
  • ยอดดาวน์โหลดผ่านระบบปฏิบัติการณ์ 2 ระบบรวมกันมากกว่า 1,500 ล้านครั้ง
  • เป็นแอพที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 6 ของโลกจากจำนวนผู้ใช้งานรายเดือน
  • ครอบคลุมการใช้งานกว่า 150 ประเทศทั่วโลก
  • ประเทศที่ดาวน์โหลดสูงสุดคือ สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, อินเดียและเกาหลี
  • 63.5% เป็นสัดส่วนของผู้ใช้งานที่อายุต่ำกว่า 29 ปี
  • 51% ของผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกา ทำเงินผ่านแพลตฟอร์มนี้กว่า 75,000 เหรียญสหรัฐต่อปี

สถิติเหล่านี้ดูน่าสนใจหรือไม่ แต่ถ้าลองดูส่วนอื่นๆ ประกอบด้วยจะน่าสนใจกว่านี้

รูปแบบโฆษณาบน Tiktok

Tiktok มีรูปแบบการทำโฆษณาที่หลากหลายเพื่อให้ถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น

  • In-Feed Video : โฆษณาจะปรากฏในหน้า News Feed ของกลุ่มเป้าหมาย
  • Brand Takeover : โฆษณานี้จะแสดงผลขึ้นมาทันทีเมื่อผู้ใช้งานเปิดแอปขึ้น
  • Hashtag Challenge : โฆษณาจะปรากฏในรูปแบบของ Hashtag บน Discovery page เพื่อให้คนอื่นมาร่วมกันปั่นแฮชแท็กให้เป็นวงกว้าง
  • Branded AR Content : สร้างสติกเกอร์หรือเอฟเฟ็กต์ AR ในนามของแบรนด์
  • Customer Influencer Package : เป็นสปอนเซอร์คอนเทนต์ให้แก่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์บนระบบ tiktok

นักการตลาดจึงจำเป็นต้องมีบัญชีโฆษณาบน tiktok เพื่อเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ เพราะจะมีหน้า dashboard สำหรับนักการตลาดในการสร้างแคมเปญเหล่านี้ด้วยตนเองได้เลย

เริ่มต้นใช้เครื่องมืออย่างไร

หลังจากสมัครเข้าใช้งานแล้ว คุณต้องกรอกรายละเอียดของแคมเปญ เพื่อสร้างโฆษณาของคุณขึ้น tiktok จะช่วยให้คุณจัดระเบียบการโฆษณาได้หลายระดับ โดยคุณจะต้อง

  • กำหนดวัตถุประสงค์ของแคมเปญให้ชัดเจนก่อน
  • จากนั้นค่อยกำหนดระยะเวลาที่โฆษณาชิ้นนี้จะอยู่บนระบบ
  • ระบุกลุ่มเป้าหมาย
  • จากนั้นก็สร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่เราต้องการให้ผู้ใช้งานมาเข้าร่วม
  • หลังบ้านของ Tiktok จะทำการประมวลผลโฆษณาของคุณ

เรตราคาที่น่าสนใจ

แน่นอนว่ารูปแบบการทำโฆษณาแต่ละอย่างก็จะมีเงื่อนไขค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • In-Feed Video : ราคาของโฆษณาประเภทนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 8 แสน – 1 ล้านบาทต่อวัน
  • Brand Takeover : ราคาของโฆษณาประเภทนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 1.65 ล้านบาทต่อวัน
  • Hashtag Challenge : ราคาของโฆษณาประเภทนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 4.94 ล้านบาทต่อ 6 วัน
  • Branded AR Content : ราคาของโฆษณาประเภทนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 2.6-4 ล้านบาทต่อเอฟเฟค
  • Customer Influencer Package : ราคาของโฆษณาประเภทนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 20,000-33,000 บาทต่อโพสต์

ดังนั้นใครที่สนใจอยากลองทำโฆษณาแบบไหนก็เลือกสรรกันได้เลยนะคะ

 

ที่มา : Hootsuite

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-advertising-on-tiktok

ยุคแห่งโรคระบาด คนใช้ Social Media มากขึ้น แต่รายได้โฆษณาของแพลตฟอร์มกำลังลดลง

Social Media
Social Media Photo: Shutterstock

คนเล่นเยอะขึ้น แต่ไม่มีใครอยากโฆษณา เงินหาย รายได้หด

ในยุคแห่งโรคระบาด COVID-19 ผู้คนต้องกักตัวเองอยู่บ้าน เหล่าพนักงานจำนวนมหาศาลต้องทำงานแบบ Work From Home ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ปริมาณการใช้งานโซเชียลมีเดียพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

  • ข้อมูลจาก Twitter เปิดเผยว่า ปริมาณการใช้งานบนแพลตฟอร์มพุ่งสูงขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
  • ส่วน Facebook ระบุว่า ในเดือนที่ผ่านมา ยอดการใช้งานวิดีโอคอลบนแพลตฟอร์ม นับเฉพาะที่มีคนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปพุ่งขึ้นมากกว่าเดิมถึง 1000% ส่วนยอดการส่งข้อความผ่าน Messenger พุ่งขึ้น 50%

แต่แม้จะมีผู้คนเข้ามาใช้แพลตฟอร์มมากขึ้น (ทั้งในแง่จำนวนผู้ใช้งานและปริมาณเวลา) ทั้ง Twitter และ Facebook กลับออกมาประกาศว่า รายได้กำลังลดลงจากเดิม เนื่องจากไม่มีใครมาซื้อโฆษณา และรวมถึงนักการตลาดจากแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลกส่วนใหญ่ก็หยุดการยิงโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียกันทั้งนั้น

  • Twitter คาดการณ์และแจ้งกับนักลงทุนว่า รายได้ของเดือนมีนาคมปีนี้จะลดลงไปถึง 20%
  • Facebook ไม่เปิดเผยตัวเลขชัดเจน แต่บอกเพียงว่า รายได้จะลดลงอย่างแน่นอนในไตรมาสแรกของปี 2020

ที่มา – Business Insider, Recode

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/facebook-twitter-ads-revenue-drop-covid-19/

7 โอกาสของคนอยากทำคอนเทนต์ในยุค COVID-19

งาน iCreator Meetup ครั้งที่ 8 อัปเดทแนวทางการทำคอนเทนต์ในช่วงโควิด-19 + เทรนด์การออกแบบ UX/UI ที่น่าจับตา 🔥🔥

โดยคุณขจร เจียรนัยพานิชย์ ได้พูดแนะนำ 7 โอกาสของคนอยากทำคอนเทนต์ในยุค COVID-19 เพื่อให้คนที่ต้องทำงานที่บ้านแบบ Work From Home ได้มีโอกาสใหม่ๆ ดังนี้

1.คนอ่านสื่อออนไลน์มากเป็นประวัติการณ์

เพราะคนติดตามสถานการณ์ต่างๆ เพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อเราจับได้ว่าคนสนใจอะไรก็ต้องทำคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์ เช่น เดอะ ซีโร่ มีเว็บไซต์ในเครือ 5 เว็บ เน้นคอนเทนต์รายงานข่าวทันสถานการณ์ทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนดูเพิ่มขึ้น 220% ส่วนคอนเทนต์ที่ควรทำในช่วงโควิด-19 แบ่งเป็น ข่าว (อัพเดทสถานการณ์ / ประกาศจากรัฐ) สุขภาพ (การดูแลตัวเองและคนรอบข้าง) ธุรกิจ (การรับมือรายได้ลดหรือการปรับตัวในช่วงเวิร์คฟอร์มโฮม) จิตวิทยา (การใส่ใจคนรอบข้าง ความเครียด โรคซึมเศร้า) จะเพิ่มโอกาสให้คนสนใจเว็บเรามากขึ้น

2.ของฟรียังมีในโลก

มีผู้ให้บริการด้านไอทีหลายราย แจก icon หรือภาพสำหรับโควิด-19 ที่ใช้งานได้ฟรี เช่น Adobe ประกาศให้เข้าใช้เครื่องมือบางส่วนได้ฟรี, iconfinder แจกไอคอนสำหรับโควิด-19 ฟรี สามารถทำไปปรับใช้งานได้ ส่วน facebook กำลังจะมีประกาศออกมา คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการลดราคาเครื่องมือหรือเปิดให้ใช้งานฟรีในบางบริการ / แพคเกจอินเทอร์เน็ตของเครือข่ายมือถือชั้นนำของไทย โดยในวันนี้ กสทช.ประกาศให้คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตฟรี 10GB จึงเห็นแต่ละโอเปอร์เรเตอร์ออกแพคเกจพิเศษเฉพาะช่วงนี้ออกมา

3. ลองทำคอนเทนต์ใหม่ๆ

เมื่อเราว่างจากการทำงาน อยากให้ลองทำอะไรใหม่ดูบ้าง เพื่อเรียกความสนใจจากผู้ติดตามเพจ เช่น คุณเอ็มทดลองทำพอดแคสต์บน Gettalk ที่จะออกอากาศให้ฟังทุกวัน คุณรวิศ ที่จัดรายการสดโดยเปลี่ยนบ้านเป็นสตูดิโอ เพื่อให้คนฟังสามารถติดตามรายการใหม่ๆ ได้มากขึ้น

หรือเปลี่ยนรูปแบบการทำคอนเทนต์ให้มีประโยชน์หรือทำคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์มากขึ้น เช่น แพร is hungry ที่ทำคลิปช่วงกักตัวแทนการออกไปทำอาหารนอกบ้าน ทำให้คลิปนั้นมีคนรับชมมากขึ้น (https://www.facebook.com/PearIsHungry/)

4. ช่วงเวลาแห่งการอ่าน

เป็นจังหวะที่เหมาะมากในการอ่านหนังสือ มีหลายเว็บเปิดขายหนังสือออนไลน์ มีการประกาศลดราคา รวมทั้งงานสัปดาห์หนังสือประกาศจัดงานบนช่องทางออนไลน์ ที่มีส่วนลดมากมาย

5.ได้เวลาเรียนออนไลน์ที่บ้านแล้ว

มีมหาลัยออนไลน์ และหลักสูตรบนโลกออนไลน์เปิดสอนมากมายที่ราคาไม่แพงมาก หาเวลาเพิ่มความรู้ที่บ้านได้แล้ว

6.สร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อช่วยเหลือสังคม

มีหลายบริษัทหรือองค์กรที่ทำคอนเทนต์ เริ่มประกาศช่วยเหลือสังคมมากขึ้น เช่น ขายหัวเราะ ประกาศช่วยวาดภาพให้ฟรีสำหรับภาครัฐ สตาร์ทอัพช่วยทำแอปหรือโซลูชั่นเพื่อประกาศอัพเดทผู้ป่วยโควิด-19 หรือเพจด้านอาหารประกาศช่วยแม่ค้าออฟไลน์ ที่ต้องการขายสินค้ามาโปรโมทได้ฟรี

7. มาฝึกเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์กันเถอะ

มีหลายอินฟลูเอนเซอร์ ทำคลิปสอนเทคนิคการทำคอนเทนต์ให้ปังมากมาย ซึ่งอาชีพนี้ถือว่าเป็นอาชีพในฝันของเด็กรุ่นใหม่ หากมีใจอยากทำอยู่แล้ว ลงมือได้เลย!!

from:https://www.thumbsup.in.th/content-for-covid-19

“เป็ดไทยสู้ภัย” ช่วยให้เราห่างจาก COVID-19 ได้อย่างไรบ้าง

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมช่วยเหลือสังคมที่น่าสนใจของกลุ่มสตาร์ทอัพไทย ที่รวมตัวกันในนามของสมาคมไทยเทคสตาร์ทอัพ (TTSA) โดยมีความร่วมมือกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(depa) สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดยจัดตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือผ่าน Facebook page ในชื่อ ‘เป็ดไทยสู้ภัย’ และ Twitter ชื่อแอคเคาท์@Pedthaisuphai

สำหรับบริการนี้ จะช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ช่วยลดภาระการทำงานของบุคคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึงช่วยเหลือภาครัฐในการรับมือกับการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ไม่ว่าจะเป็น

  • การนำเทคโนโลยีมาร่วมตรวจสอบข่าวเท็จ (Fake news) เพื่อเผยแพร่ข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์แก่ประชาชนเพื่อการปฏิบัติตัวและรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคอย่างมีสติ ผ่านแอคเคาท์ Facebook page ‘เป็ดไทยสู้ภัย’ และ Twitter @Pedthaisuphai
  •  ลดภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลด้วย ‘ระบบคัดกรองผู้ป่วย’ ผ่านแบบฟอร์ม ‘การประเมินความเสี่ยงติดไวรัส COVID-19’  จะแบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 3 ระดับ โดยจะมีทีมแพทย์อาสาจากสตาร์ทอัพด้าน Health Tech เข้ามาร่วมคัดกรองและให้คำปรึกษาเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์
  • สำหรับคนที่ต้องการให้จัดส่งยารักษาโรค อาหารและของใช้จำเป็น สามารถใช้นวัตกรรมด้านการจัดส่งและบริการทางด้าน Healthcareสำหรับคนที่อยู่ในระหว่างการกักกันที่บ้านด้วยตัวเองเพื่อเฝ้าระวังติดตามอาการ

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดรับสมัครแพทย์และพยาบาลจิตอาสาเข้ามามีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษาทางการแพทย์แบบออนไลน์(Teleconsult) เกี่ยวกับไวรัส COVID-19 โดยแพทย์และพยาบาลที่สนใจจะสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ โดยลงทะเบียนได้ ที่นี่: http://covid19.thaitechstartup.org/

สำหรับคนที่กังวลว่าตัวเองมีความเสี่ยงกับอาการป่วยหรือไม่ สามารถคัดกรองผ่านแบบฟอร์ม ‘การประเมินความเสี่ยงติดไวรัส COVID-19เพื่อลดความกังวล และช่วยแจ้งให้ส่วนร่วมทราบว่าพื้นที่ใด มีผู้ป่วยที่ต้องการรับความช่วยเหลือได้อีกด้วย

from:https://www.thumbsup.in.th/startup-covid-thailand

Twitter เปิดให้ทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่คล้าย Stories ของ Instagram จนเกิดกระแส #RIPTwitter

แอพโซเชียลยอดนิยมอย่าง Twitter ได้ทำการทดสอบฟีเจอร์ใหม่ “Fleets” ซึ่งข้อความต่างๆที่เราโพสจะอยู่ในทวิตเตอร์แค่ภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้นและก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย คล้ายกับฟีเจอร์ Stories ของ Instagram, Facebook และ Snapchat นั่นเอง แต่ดันไม่ถูกใจชาวทวิตเตอร์อย่างมากจนเกิดกระแส #RIPTwitter ขึ้นติดเทรนด์เป็นอันดับต้นๆ เพราะเหมือนกับเป็นการไปลอกฟีเจอร์ของแพลตฟอร์มอื่นๆ มานั่นเองค่ะ

ฟีเจอร์ Fleets นี้ได้เปิดให้ลองใช้ที่ประเทศบราซิลก่อน และก็ได้เกิดเป็นกระแส #RIPTwitter ขึ้นเป็นติดอันดับต้นๆ ของเทรนด์ทวิตเตอร์ เนื่องจากผู้ใช้ทวิตเตอร์ทั้งหลายต่างมีความเห็นตรงกันว่าไม่อยากให้แอพทวิตเตอร์นี้ไปเหมือนกับแพลตฟอร์มแอพอื่นๆ มากเกินไปโดยที่ไม่จำเป็น

  ความเห็นผู้ใช้งาน Twitter ที่ไม่พอใจกับฟีเจอร์ Fleets ที่ไปเหมือนกับฟีเจอร์ของแพลตฟอร์มอื่นๆ

ทำให้หัวหน้าฝ่ายการผลิตของ Twitter อย่างคุณ Kayvon Beykpour ได้ออกมาเผยเหตุผลที่ต้องใส่ฟีเจอร์ Fleets ดังกล่าว ซึ่งใจความคร่าวๆ ก็คือ ต้องการให้ผู้ใช้งานที่บางครั้งก็อยากจะระบายความในใจบางอย่างออกมาในโพสท์ แต่ไม่อยากให้โพสท์ดังกล่าวติดอยู่ใน Twitter ของตัวเองนานๆ ก็ให้ไประบายผ่านฟีเจอร์ Fleets ซะ มันจะได้หายไปเองในเวลา 24 ชม.

ข้อความที่ Kayvon  Beypour โพสลงใน Twitter 

ฟังก์ชันการเล่นฟีเจอร์สตอรี่นี้จะคล้ายกับแอพโซเชียลอื่นๆเลยค่ะ โดยเมื่อเราคลิกที่รูปโปรไฟล์ของผู้ใช้ที่มี Fleets อยู่ เราก็จะเห็นสตอรี่ต่างๆ ของคนนั้นแล้ว แต่ได้แค่ดูเท่านั้นนะคะ ไม่สามารถตอบข้อความ กดไลค์หรือว่าคอมเม้นท์ได้ ซึ่งคุณ Baykpour ก็ออกมายอมรับว่า ฟีเจอร์ Fleets นี้ได้แอบคล้ายกับฟีเจอร์สตอรี่ของ Facebook และ Instagram อยู่เหมือนกัน แต่ทาง Twitter ก็กำลังสร้างฟังก์ชันอื่นให้แตกต่างอยู่

อย่างไรก็ตามในตอนนี้ฟีเจอร์ Fleets ได้เปิดทดลองใช้อยู่แค่ในประเทศบราซิลเท่านั้น และยังไม่มีข้อมูลใดๆจากทางบริษัทว่าจะให้ทั่วโลกใช้งานได้เมื่อไหร่ ต้องรอติดตามข่าวกันต่อไปค่ะ (หรือไม่แน่ว่าอาจจะดดนแอนตี้จากเหล่าผู้ใช้งาน จนถอดใจก็ได้นะคะ)

 

ที่มา : BBC

from:https://droidsans.com/twitter-new-feature-fleets/

ปิดดีลข้ามประเทศ ซีอีโอ AIS เซ็นสัญญาร่วมทุนผ่านวีดีโอคอลล์

เป็นอีกหนึ่งผู้บริหารที่อัพเดทความเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียได้น่าสนใจทุกครั้ง โดยเช้าวันนี้ (6 มี.ค.2563) ผู้บริหารคนเก่งจากค่ายโทรคมนาคมเบอร์หนึ่งของไทย ได้โพสต์ภาพการเซ็นสัญญาระหว่าง AIS-Singtel-SK Telecom ในการเดินหน้าธุรกิจอีสปอร์ตของไทยให้เติบโตขึ้น

สำหรับเนื้อหาในโพสต์นั้นระบุว่า

โจทย์ของการทำงานในภาวะที่ไม่ปกติ หรือ ภาวะวิกฤติ สำหรับที่เอไอเอส คือ ต้องให้การทำธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการลูกค้าเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก แบบที่เรียกว่า Business Continuity

ซึ่งรวมไปถึงแผนงานที่จะเดินไปข้างหน้าก็ต้องเดินต่อได้ด้วย

ในสถานการณ์เฝ้าระวังโควิด-19 แบบนี้ ข้างในบ้านเราเลย apply เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในกิจกรรมที่เมื่อก่อนอาจจะต้องเห็นหน้าเห็นตากัน

เช่น วันนี้เราได้ประกาศการร่วมทุนจัดตั้งบริษัทที่จะทำธุรกิจด้าน E-Sport ด้วยกัน ระหว่างเอไอเอส สิงค์เทล และ SK Telecom การลงนามในสัญญาก็ใช้ VDO Conference ระหว่าง 3 ประเทศ ไทย-สิงคโปร์-เกาหลีใต้ พูดคุย ถ่ายภาพร่วมกัน ถือว่า Effective มากๆ

น้องๆก็มา update ว่า วันก่อนก็เริ่มแถลงข่าวผ่าน LIVE Broadcast กันแล้ว เพราะเป็นห่วงพี่ๆน้องๆนักข่าว จะได้ไม่ต้องเดินทาง เห็นบอกว่า work เหมือนกัน ซักถามผ่าน LIVE Chat ได้แบบสบายๆแถมมาดู Record LIVE ได้อีกด้วย

หรือ ที่เราร่วมกับจุฬาฯเตรียมใช้ 5G กับหุ่นยนต์ที่ช่วยคุณหมอดูแลผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 ก็เข้าข่ายเดียวกัน

ทั้งหมดคือ ประโยชน์ของเทคโนโลยี ซึ่งอยู่ที่เราเอามาapply เปลี่ยนความเคยชินของการทำกิจกรรมในช่วงเวลาปกติ ด้วยรูปแบบใหม่ๆ เท่านี้ก็จะช่วยให้การทำงาน หรือ การใช้ชีวิตไม่ต้องหยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม ก็ขอให้สถานการณ์น่ากังวลนี้ผ่านไปได้ด้วยดี ชาวเอไอเอสทุกคนพร้อมเป็นกำลังใจและสนับสนุนให้ทุกคนก้าวต่อไปอย่างแข็งแรงด้วยกันนะครับ

 

 

Credit : Somchai Facebook

from:https://www.thumbsup.in.th/%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad

ปิดดีลข้ามประเทศ ซีอีโอ AIS เซ็นสัญญาร่วมทุนผ่านวีดีโอคอลล์

เป็นอีกหนึ่งผู้บริหารที่อัพเดทความเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียได้น่าสนใจทุกครั้ง โดยเช้าวันนี้ (6 มี.ค.2563) ผู้บริหารคนเก่งจากค่ายโทรคมนาคมเบอร์หนึ่งของไทย ได้โพสต์ภาพการเซ็นสัญญาระหว่าง AIS-Singtel-SK Telecom ในการเดินหน้าธุรกิจอีสปอร์ตของไทยให้เติบโตขึ้น

สำหรับเนื้อหาในโพสต์นั้นระบุว่า

โจทย์ของการทำงานในภาวะที่ไม่ปกติ หรือ ภาวะวิกฤติ สำหรับที่เอไอเอส คือ ต้องให้การทำธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการลูกค้าเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก แบบที่เรียกว่า Business Continuity

ซึ่งรวมไปถึงแผนงานที่จะเดินไปข้างหน้าก็ต้องเดินต่อได้ด้วย

ในสถานการณ์เฝ้าระวังโควิด-19 แบบนี้ ข้างในบ้านเราเลย apply เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในกิจกรรมที่เมื่อก่อนอาจจะต้องเห็นหน้าเห็นตากัน

เช่น วันนี้เราได้ประกาศการร่วมทุนจัดตั้งบริษัทที่จะทำธุรกิจด้าน E-Sport ด้วยกัน ระหว่างเอไอเอส สิงค์เทล และ SK Telecom การลงนามในสัญญาก็ใช้ VDO Conference ระหว่าง 3 ประเทศ ไทย-สิงคโปร์-เกาหลีใต้ พูดคุย ถ่ายภาพร่วมกัน ถือว่า Effective มากๆ

น้องๆก็มา update ว่า วันก่อนก็เริ่มแถลงข่าวผ่าน LIVE Broadcast กันแล้ว เพราะเป็นห่วงพี่ๆน้องๆนักข่าว จะได้ไม่ต้องเดินทาง เห็นบอกว่า work เหมือนกัน ซักถามผ่าน LIVE Chat ได้แบบสบายๆแถมมาดู Record LIVE ได้อีกด้วย

หรือ ที่เราร่วมกับจุฬาฯเตรียมใช้ 5G กับหุ่นยนต์ที่ช่วยคุณหมอดูแลผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 ก็เข้าข่ายเดียวกัน

ทั้งหมดคือ ประโยชน์ของเทคโนโลยี ซึ่งอยู่ที่เราเอามาapply เปลี่ยนความเคยชินของการทำกิจกรรมในช่วงเวลาปกติ ด้วยรูปแบบใหม่ๆ เท่านี้ก็จะช่วยให้การทำงาน หรือ การใช้ชีวิตไม่ต้องหยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม ก็ขอให้สถานการณ์น่ากังวลนี้ผ่านไปได้ด้วยดี ชาวเอไอเอสทุกคนพร้อมเป็นกำลังใจและสนับสนุนให้ทุกคนก้าวต่อไปอย่างแข็งแรงด้วยกันนะครับ

 

 

Credit : Somchai Facebook

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-contract-with-partner-online

Twitter เอาจริง! เตรียมลบทวีตที่แสดงความเกลียดชังและลดทอนความเป็นมนุษย์

เมื่อปีที่ผ่านมา Twitter ได้ออกนโยบายควบคุมคำพูดที่แสดงถึงความเกลียดชัง รวมถึงคำพูดที่ลดทอนความเป็นมนุษย์และกลุ่มศาสนา วันนี้ Twitter ระบุว่ากำลังขยายกฎให้ครอบคลุมคำพูดที่ลดทอนความเป็นมนุษย์บนพื้นฐานของอายุ ความพิการหรือโรค เนื่องจากการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 ทำให้คนแสดงความเกลียดชังและแบ่งแยกเชื้อชาติ

Twitter ระบุว่าทวีตที่ละเมิดกฎก่อนหน้านี้จะต้องถูกลบ แต่จะยังไม่ส่งผลให้บัญชีถูกระงับ อย่างไรก็ตามทวีตใดๆ ที่ละเมิดกฎตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะต้องถูกลบและถูกระงับบัญชีทันที เมื่อมีผู้ใช้รายงาน

นโยบายดังกล่าวได้รวมถึงการห้ามพูดลดทอนความเป็นมนุษย์ในหมวดหมู่ต่างๆ เช่น เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ชาติกำเนิด รสนิยมทางเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศ นอกจากนี้ยังมีการขยายกฎอยู่ตลอดเวลาเนื่องจาก Twitter พยายามควบคุมการพูดแสดงความเกลียดชังและความประพฤติบนแพลตฟอร์ม

ปัญหาหนึ่งของนโยบายด้านพฤติกรรมที่แสดงถึงความเกลีดยชังของ Twitter คือไม่สามารถติดตามการบังคับใช้ เนื่องจากปริมาณของทวีตที่โพสต์และการต้องพึ่งพาผู้ใช้ในการรายงานพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้ Twitter ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเนื่องจากไม่สามารถบังคับใช้นโยบายได้อย่างถูกต้องและทำให้การละเมิดทางออนไลน์ดำเนินต่อไป

น่าเสียดายที่จุดเด่นของ Twitter คือเป็นพื้นที่ที่ให้ผู้ใช้รู้สึกมีอิสระที่จะแสดงออก โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่จะต้องรับผิดชอบต่อคำพูดหรือการกระทำ รวมถึงการที่ผู้คนสามารถสื่อสารกันได้อย่างอิสระภายใต้ระบอบที่กดขี่

โดยก่อนหน้านี้ศาลสหรัฐฯ ได้ตัดสินว่า Youtube ไม่ใช่ฟอรัมสาธารณะ ซึ่งหมายความว่าจะไม่สามารถรับประกันสิทธิ์ของผู้ใช้ในการพูดอย่างเสรี และนั่นก็เป็นแบบอย่างสำหรับแพลตฟอร์มโซเชี่ยลอื่นๆ รวมถึง Twitter อีกด้วย

สุดท้ายนี้ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องดีที่ Twitter กำลังพยายามขยายขอบเขตนโยบายเพื่อให้ครอบคลุมคำพูดที่แสดงความเกลียดชังมากขึ้น เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ให้น่าอยู่มากขึ้น

Twitter ระบุว่านโยบายมีผลบังคับใช้ วันนี้เป็นต้นไป

ที่มา Techcrunch

from:https://www.thumbsup.in.th/twitter-expands-bans-hateful-speech