คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

Facebook IQ ฉายภาพเทรนด์ที่น่าจะมาแรงในปี 2019

เปิดบทสรุปจากประเด็นฮอตที่ Facebook IQ ลงมติว่าจะฮิตมากขึ้นต่อเนื่องในปี 2019 เทรนด์แรงที่สุดต้องยกให้ “Green” หรือประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นแชมป์เบอร์ 1 รวมถึงประเด็นสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการป้องกันมลภาวะ ซึ่งถูกยกเป็นสิ่งสำคัญที่ชาวโซเชียลใส่ใจแชร์ข้อมูล

สำหรับปี 2018 ที่ผ่านมา Facebook IQ พบว่าชาวโซเชียลสนใจในผลิตภัณฑ์กลุ่ม green consumer และสินค้ากลุ่มความงามที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เท่ากับกรณี “ฝุ่นทั่วกรุงเทพฯ” ที่กำลังเป็นประเด็นทั่วสื่อโซเชียลไทยนั้นจะช่วยให้เทรนด์นี้เติบโตมากขึ้นตามที่ Facebook IQ วิเคราะห์ไว้
สำหรับข้อมูลรอบนี้ Facebook IQ ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็นหน่วยงานวิจัยของ Facebook บอกว่าทำสำรวจร่วมกับข้อมูลจาก third-party พร้อมกับความร่วมมือกับสื่อและองค์กรการตลาดอย่าง PSFK, Stylus และ The Innovation Group แห่ง J. Walter Thompson Intelligence มีส่วนร่วมในรายงานด้วย น่าเสียดายที่เป็นข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้ในสหรัฐฯเท่านั้น

ด้านความงาม : K-Beauty ร้อนแรง

ประเด็นแฟชั่นและความงามที่ร้อนแรงมากที่สุดในปีนี้คือ K-Beauty แนวโน้มการดูแลผิวสไตล์เกาหลีนั้นแผ่อิทธิพลคลุมข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างชัดเจน ตั้งแต่ 10 ขั้นตอนการดูแลผิวสไตล์กิมจิจนถึงครีมเมือกหอยทาก ล้วนได้รับความสนใจมากขึ้น
กรณีที่น่าสนใจคือ Melaleuca Alternifolia หรือสารสกัดจากต้นชา Tea Tree Oil นั้นมีอัตราการพูดถึงเพิ่มขึ้นสูงเป็นพิเศษ แสดงว่าชาวโซเชียลให้ความสนใจกับการค้นหาข้อมูลส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ซึ่งเน้นการดูแลสิวและผิวแบบธรรมชาติ
Facebook IQ โชว์ตัวเลขว่าวันนี้ผู้หญิง 48% ในสหรัฐอเมริกาที่ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า กำลังค้นหาแบรนด์ความงามที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติหรือออแกนิก พฤติกรรมนี้ช่วยผลักดันให้มีหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับสารเคมีอย่าง Phthalate เป็นผลให้แบรนด์ความงามหันไปหาส่วนผสมทางเลือก เช่น เปลือกถั่ว น้ำตาล และผลึกเกลือ
สำหรับ Phthalate เป็นสารเคมีอันตรายที่พบในหมึกพิมพ์ประเภท Plastisol หรือพลาสติกซึ่งมักใช้ในการพิมพ์ลวดลายลงบนผ้า สารอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทำให้ Phthalate กำลังถูกเลิกใช้ในหลายประเทศ เช่น อเมริกา แคนาดา และสหภาพยุโรป

เครื่องใช้ประจำวันต้องรักสิ่งแวดล้อม

การศึกษาของ Facebook IQ พบว่าห้วข้อเรื่อง Eco-Product หรือเครื่องใช้ประจำวันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นร้อนแรงขึ้นมาก ตัวอย่างเช่นการพูดคุยเรื่องมลพิษพลาสติกนั้นเพิ่มขึ้น 4.8 เท่าในปี 2561 จากปี 2560
นอกจากนี้ ลายผ้าหรือภาพพิมพ์แฟชั่นที่ชาวโซเชียลสนใจยังเป็นโทนธรรมชาติชัดเจนในปี 2561 ที่ผ่านมา เช่น คำว่า Monstera Deliciosa ภาพใบไม้ผลไม้พืชเมืองร้อนอย่างสัปปะรดหรือกล้วยนั้นเพิ่มขึ้น 9.8 เท่าจากปี 60 ยังมีลายหนังงู (เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า) และม้าลาย (เพิ่มขึ้น 5.2 เท่าตัว)
Facebook IQ วิเคราะห์ว่าชาวอเมริกันกำลังมองหาของขวัญและแฟชันที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นผลให้การอภิปรายเกี่ยวกับสินค้าทนทานที่ใช้งานได้นาน (Durable Good) เพิ่มขึ้น 5.9 เท่าในปี 61 เมื่อเทียบกับปี 60 และแนวคิดเสรีนิยม (Freeganism) ซึ่งเป็นอุดมการณ์ลดการบริโภคแบบไม่จำเป็นนั้นมีอัตราเติบโตการพูดคุยมากขึ้น 2.1 เท่าตัว ยังมีเรื่องแฟชั่นร่วมสมัย (Sustainable Fashion) ที่เห็นการก้าวกระโดด 3.7 เท่าตัว
การค้นหา “หลอดโลหะ” หรือหลอดพลาสติกที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้นั้นพุ่งสูงขึ้น 205% เห็นได้ชัดจากการสนทนาบน Facebook เกี่ยวกับหลอดรักโลกเพิ่มขึ้น 1.1 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน
ยังมีการพูดคุยเกี่ยวกับการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น 18.5 เท่า และวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเช่นพลาสติกชีวภาพที่ได้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนนั้นมีสถิติถูกพูดถึงมากขึ้น 11.2 เท่าตัว

บันเทิงสยองขวัญฮอตแรง

ดูเหมือนว่าชาว Facebook ในสหรัฐฯต้องการอารมณ์ตื่นเต้นสั่นประสาท เพราะ Facebook IQ พบความสำเร็จของหนังสยองขวัญในปี 61 ว่ามีการพูดถึงการ์ตูนสยองขวัญ หรือ Horror Comics มากขึ้น 7.4 เท่า และภาพยนตร์ผี (Ghost) ที่ฮอตแรงขึ้น 10 เท่าตัว
Facebook IQ ยังพบว่าชาวโซเชียลต้องการระบบเสียงสำหรับชมความบันเทิงในบ้านที่ดีขึ้น เพราะมีการพูดถึงคำว่า “Signal-to-Noise Ratio” หรืออัตราส่วนสัญญาณต่อเสียงรบกวนเพิ่มขึ้น 5.4 เท่าตัว ขณะที่การสนทนาเกี่ยวกับวูฟเฟอร์ (Woofer) เพิ่มขึ้น 1.6 เท่า มากกว่าเราเตอร์ไร้สาย (Wireless Router) ที่เพิ่มขึ้น 1.2 เท่าตัว
คนรุ่นใหม่และผู้ใช้ Facebook มีแนวโน้มสนใจสื่อบันเทิงที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น ศิลปะเสมือนจริงหรือ Virtual Art ที่มีการพูดคุยมากขึ้น 1.6 เท่า

อาหารหลากหลาย

ชาวอเมริกันแชร์เรื่องราวอาหารนานาชาติเพิ่มมากขึ้นชัดเจนในปี 2561 แชมป์คือสูตรอาหารเกี่ยวกับฟักทองอินเดีย Calabaza (เพิ่มขึ้น 7.4 เท่าเมื่อเทียบปีต่อปี) ยังมีซุปไก่เม็กซิกัน Caldo de Pollo (9.6 เท่า) และ Tiropita เมนูไข่และชีสสไตล์กรีก (1.5 เท่าตัว)
Facebook IQ ยังพบว่าอาหารไม่มีกลูเตนได้รับความสนใจมากขึ้น รวมถึงการใช้วัตถุดิบคุณค่าสูงแทนเนื้อสัตว์และสารให้ความหวานก็ถูกพูดถึงมากขึ้น ยังมีแนวโน้มความสนใจเรื่องยูคาลิปตัสและกิมจิ ซึ่งสะท้อนความนิยมการให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพด้วยผลิตภัณฑ์ธรรมชาติมากขึ้น
แม้แต่ขนมปังที่ใช้แป้งทางเลือกอย่าง EinKorn Wheat ก็มีการพูดถึงบน Facebook มากขึ้น 2.6 เท่าตัว

จิตใจและร่างกายต้องดูแล

Facebook IQ พบว่าหัวข้อสนทนาในปี 2018 เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพเช่นการอดอาหารต่อเนื่อง Intermittent Fasting (เพิ่มขึ้น 4.9 เท่าตัว) การดูแลตนเอง Self Care (1.6 เท่า) และการล้างพิษ Detoxification (7.6 เท่า)
หัวข้ออื่น ๆ ที่เห็นกระแสฮอตก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในปี 2561 ยังมีเรื่องซอฟต์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน Productivity Software (1.5 เท่าตัว) หลักการลัทธิเต๋า Wu Wei (2.4 เท่าตัว) และการพูดคุยประโยตแง่บวกกับตัวเอง Affirmation (2.8 เท่าตัว)
ไม่เพียงพักร่าง ชาวอเมริกันบน Facebook ยังต้องการพักใจไปสำรวจถิ่นทุรกันดารที่ท้าทาย การสนทนาที่ฮอตแรงก้าวกระโดด 3.8 เท่าจึงเกิดขึ้นในหัวข้อเกี่ยวกับ Glamping, ยังมีเรื่อง Via Ferrata ที่เพิ่มขึ้น 7.6 เท่าตัวและ Zipline ที่เพิ่มขึ้น 3.7 เท่า
ยังมีสถิติอื่นที่ Facebook IQ ให้ความสำคัญที่เกี่ยวกับพฤติกรรมชาวโซเชียลในสหรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนียเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ การถกกันเรื่องความละเอียดหน้าจอภาพที่เพิ่มขึ้นตลอดปี และระบบกล้องทางไกล ผู้สนใจขอเชิญติดตามรายงานฉบับเต็มด้านล่าง.
ที่มา : Facebook IQ
 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/facebook-iq-topic-growth-2019/

Advertisements

ตามไปดู มหกรรมแบรนด์ใหญ่เกาะกระแส #10yearchallenge

 

ผ่าปรากฏการณ์ #10yearchallenge ที่เหล่าแบรนด์ไม่ยอมปล่อยตัวให้พลาดโอกาสสร้างการรับรู้ในแบรนด์บนโลกโซเชียล เบื้องต้นพบว่าหลายแบรนด์พยายามใช้โอกาสนี้ในการขอบคุณลูกค้าที่ให้สนับสนุนต่อเนื่องหลายปีจนบริษัทเติบใหญ่เป็นปึกแผ่น ขณะที่หลายองค์กรใช้ #10yearchallenge เป็นช่องทางในการสะท้อนการปรับปรุงบริการของตัวเองได้แนบเนียน

#10yearchallenge นั้นเป็นคำท้าที่ชาวโซเชียลหยิบมาเล่นอย่างสนุกสนานในช่วงสัปดาห์วันครูปี 2019 โดยชาวโซเชียลไทยหญิงชายทุกเพศหลากวัยต่างร่วมสนุกด้วยการโพสต์ภาพตัวเองในปี 2019 เทียบกับปี 2009 เพื่อเทียบให้เห็นความเหมือนหรือความต่างของรูปร่างหน้าตาในช่วง 10 ปีที่ผ่านไป แน่นอนว่ามีม #10yearchallenge ไม่เพียงถูกพลิกแพลงจนเรียกรอยยิ้มจากผู้พบเห็นได้มากมาย แต่ยังถูกแบรนด์หยิบมาประยุกต์เพื่อให้ทันกระแสการพูดคุยกับกลุ่มเป้าหมายด้วย

เกาะกระแสเกือบทุกธุรกิจ

ยกตัวอย่างเช่นแบรนด์รองเท้านันยาง Nanyang ที่โพสต์ว่า “10 ปีมันน้อยไป ขอย้อนไปสัก 62 ปีละกัน” แถมยังติด #62YearsChallenge คู่กับ #ChangDaoStyle #สไตล์ที่อยู่เหนือกาลเวลา อย่างไม่แคร์ใคร

ด้านเพจ Huawei Mobile ก็โพสต์ภาพสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เทียบกับรุ่น 10 ปีที่แล้ว พร้อมระบุว่าหัวเว่ยมุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้สิ่งใหม่ๆ และสิ่งที่ดีกว่าสำหรับคุณเสมอ

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FHuaweimobileTH%2Fphotos%2Fa.1424680784413922%2F2235739633308029%2F%3Ftype%3D3&width=500

เพจ Mi Thailand ของ Xiaomi เป็นอีกแบรนด์เพจที่ให้ความสำคัญกับ #10yearchallenge โดยโพสต์ว่าปี 2009 ยังไม่มีบริษัท Xiaomi จึงขอขอบคุณที่ทำให้บริษัทมีวันนี้ พร้อมกับให้คำมั่นสัญญาว่าจะพัฒนานวัตกรรม สินค้าและบริการให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป จุดนี้ไม่เพียง
#10yearchallenge เพจ Mi Thailand ยังติด #ขอบคุณ ด้วย

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fthailand.xiaomi%2Fposts%2F743139739391176&width=500

เพจ KrungsriCard ใช้ #10yearchallenge เพื่อเน้นย้ำว่าบัตรกรุงศรีมีแต่โปรดีงามจนรูดตามไม่ทัน และจากที่ปี 2009 ยังโชว์ยอดเงินผ่านเล่มสมุดบัญชีธนาคาร มาปี 2019 ยอดเงินถูกโชว์ผ่านแอปแล้วจ้า

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FKrungsriCard%2Fphotos%2Fa.526612751015142%2F818900151786399%2F%3Ftype%3D3&width=500

บริษัทอสังหายักษ์ใหญ่อย่าง SC Asset ก็ถือโอกาสโพสต์ว่า “10 ปีผ่านไป บ้านของ SC พัฒนาไปแค่ไหน ลองมาดูกันได้ที่ http://www.scasset.com ครับ” พร้อมกับโพสต์ภาพบ้านตัวอย่างปี 2009 เทียบกับ 2019 ให้เห็นชัดเจน

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fscasset%2Fposts%2F2051121218299087&width=500

เพจจำหน่ายถุงผ้าในรูปทรงถุงพลาสติก Plasticbag.Official ก็โพสต์ภาพถุงพลาสติกที่จะยังไม่ย่อยสลายไปไหนไม่ว่าจะผ่านไป 10 ปี ทำให้ภาพถุงพลาสติกในปี 2009 ไม่ต่างอะไรจากภาพในปี 2019

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPlasticbag.Official%2Fposts%2F1107797649597133&width=500

สำหรับเว็บไซต์ ngthai หรือ National Geographic Asia ในเครืออมรินทร์ฯ โพสต์ภาพเสือพูม่าที่ยังมีในปี 2009 เทียบกับภาพสีดำในปี 2019 เพื่อแสดงว่าเสือและสัตว์ป่าหลายชนิดสูญพันธุ์ไปเรียบร้อยในปีนี้

สิ่งที่เราสามารถสรุปได้จากปรากฏการณ์นี้คือการตอกย้ำว่า วันนี้แบรนด์ต้องไว และต้องตอบสนองกระแสโซเชียลให้ทันจึงจะไม่พลาดโอกาสเกาะแสไป แบรนด์ควรจะมีทีมที่คอยติดตามซึ่งจะต้องสามารถทำเนื้อหาหรือแคมเปญตามสถานการณ์ได้ทันท่วงที รวมถึงงบประมาณสำรองที่ต้องพร้อมเสมอหากเกิดกรณีที่จำเป็นขึ้นมา

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/10yearchallenge/

Slack ตามรอย Spotify ขาย IPO ตรงปีนี้

รายงานชี้บริการดาวรุ่งอย่าง Slack กำลังวางแผนเสนอขายหุ้น IPO โดยตรงหรือ direct IPO แบบไม่มีการลั่นกระดิ่ง คาดจุดพลุปี 2562 ตามรอยที่ Spotify ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว

การที่ Slack อาจเลี่ยงการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ IPO แบบพิมพ์นิยมแล้วหันไปจำหน่ายโดยตรงด้วยการเสนอขายต่อสาธารณะนั้นถูกจับตามองมาก เนื่องจาก Wall Street Journal วิเคราะห์ว่าหาก Slack ขาย direct IPO จริง ก็จะถือเป็นบริษัทใหญ่รายที่ 2 ที่ใช้วิธีนี้ หลังจาก Spotify ประสบความสำเร็จตั้งแต่เมษายนปีที่แล้วที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

ข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

รายงานของ WSJ ระบุว่า Slack มีแนวโน้มที่จะเปิด IPO ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ แต่ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ก่อนที่จะถึงเวลา ซึ่งขณะนี้ Slack ยังงดแสดงความเห็นและไม่ยืนยันข้อมูลใดในรายงาน

direct IPO นั้นถือเป็นการข้ามขั้นตอนดั้งเดิมจำนวนมากของการเสนอขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้น กรณีของ Spotify ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องจัดงาน Roadshow เพื่อโน้มน้าวให้นักลงทุน หรือสถาบันรายใหญ่ให้ซื้อหุ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงของ Spotify ยังได้ยกเลิกพิธีลั่นระฆังเปิดการชุมนุมของ New York Stock Exchange ตามปกติ รวมถึงการงดใช้เวลาทั้งวันกับการสัมภาษณ์เพื่อประกาศว่าทำไมหุ้นของบริษัทจึงเป็นการลงทุนที่ดี จุดนี้ Daniel Ek ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของ Spotify กล่าวในโพสต์บล็อกว่าเหตุผลที่ทำเช่นนี้ คือโฟกัสของ Spotify ไม่ใช่การเริ่มขาย IPO แต่ Spotify จะพยายามสร้าง วางแผน และจินตนาการในระยะยาว

สำหรับ Slack นั้นเป็นแอปพลิเคชัน Workflow Management เพื่อการติดตามแผนงานที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มคนทำงานที่ต้องทำงานร่วมกันหลายแผนก ความนิยมทำให้ Slack สามารถระดมทุนหนาในเวลารวดเร็ว ล่าสุดคือ 427 ล้านดอลลาร์ในการระดมทุนครั้งใหม่เมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 7,100 ล้านดอลลาร์

จุดนี้มีการประเมินว่า Slack ต้องการหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่าย IPO จำนวนมาก ขณะเดียวกันพนักงานของ Slack ก็จะไม่ต้องรอนานกว่าจะขายหุ้นของตัวเอง

สถิติปี 2018 พบว่า Slack มีผู้ใช้งานมากกว่า 8 ล้านรายต่อวัน โดยกลุ่มสมาชิกผู้ใช้ที่ชำระเงินค่าบริการนั้นมีจำนวน 3 ล้านคน ถือเป็นตัวเลขเติบโตรวดเร็วหลังจากที่ Slack เปิดตัวครั้งแรกในปี 2013 ทำให้ Slack ได้รับความสนใจจากสื่อและนักลงทุนเป็นอย่างมาก

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/slack-ipo-spotify/

YDM ซื้อ FCB เสริมทัพครบสิบบริษัท หวังปั้นเอเจนซี่ออนไลน์สู่โลกออฟไลน์แบบครบวงจร

กลายเป็นเรื่องจำเป็นเสียแล้ว สำหรับธุรกิจเอเจนซี่ ที่ฝั่งออนไลน์และออฟไลน์ต้องการที่จะดึงจุดแข็งของกันและกันมาเสริมให้ธุรกิจอยู่รอด ด้วยความที่เทรนด์ดิจิทัลมาแรง และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไปเสพสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้รายได้ของฝั่งเอเจนซี่ออฟไลน์แบบเดิมอาจลดลง และต้องหาฐานออนไลน์ที่แข็งแรงมาช่วยเสริมขาธุรกิจให้แข็งแรงขึ้น

เรื่องของวงการเอเจนซี่ ในรอบปีที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่า โลกออนไลน์เข้ามาเขย่าการทำงานเอเจนซี่แบบเดิมให้เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น การร่วมมือกันเพื่อสร้างโอกาสเติบโตในธุรกิจย่อมดีกว่าเริ่มต้นเองแน่นอน ด้วยตัวเลขของเม็ดเงินโฆษณาในปี 2561 ที่ผ่านมานั้น คาดว่ามีมูลค่ากว่า 8.9 หมื่นล้านบาท และในจำนวนนี้แบ่งเป็นงบโฆษณาบนแพลตฟอร์มดิจิทัลถึง 1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปี 2560 กว่า 20%

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ CEO บริษัท วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) ในเครือ Yello Digital Maketing (YDM) ประเทศเกาหลีใต้ กล่าวว่า ตอนนี้ธุรกิจในเครือมี 9 บริษัทแล้ว ส่วนใหญ่จะดำเนินงานด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งทั้งสิ้น การเข้าไปถือหุ้นใน FCB Bangkok แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้บริษัทจะความแข็งแกร่งในด้านการเป็นบริษัทดิจิทัลเอเจนซี่ที่รองรับงานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ได้แบบครบวงจรมากขึ้น

ผสมผสานการทำงาน โอกาสเติบโตสูง

การเข้าซื้อกิจการของ FCB Bangkok นั้น เพราะมองว่าการเป็นแค่พาร์ทเนอร์ในการทำงานร่วมกันไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้แบบครบวงจร อีกทั้งการจ้างงานแบบสองบริษัทจะกลายเป็นต้นทุนของลูกค้า ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเดินหน้าแคมเปญได้อย่างเต็มที่

 

“ปัญหาของการดีลงานออนไลน์และออฟไลน์นั้น คือต่างฝ่ายต่างจะมีมุมของการทำงานที่ไม่ได้เข้ากันได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ กลายเป็นปัญหาใหญ่ของแบรนด์หรือธุรกิจที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสองต่อ รวมทั้งการสร้างแคมเปญใดๆ ก็จะสำเร็จช้ากว่าเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น หากเอเจนซี่เองสามารถรองรับความต้องการได้ทั้งสองรูปแบบ น่าจะช่วยให้ทำงานได้ดีกว่า”

 

ทั้งนี้ การเข้าถือหุ้นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้เป็นเม็ดเงินที่มหาศาลจนเขย่าวงการ แต่เป็นราคาที่บริษัทแม่รับได้ และคาดว่าต่อจากนี้ คงจะหยุดตั้งบริษัทใหม่ เพราะ YDM Thailand ต้องการจะเร่งเดินหน้าธุรกิจให้ได้ตามเป้าหมาย เพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ (SET) ภายใน 3 ปีให้ได้

 

“ด้านรายได้ของบริษัทปีที่ผ่านมา ทำได้ 550 ล้านบาท ปีนี้ก็ตั้งเป้า 60% ทั้งจากลูกค้าใหม่ แพลตฟอร์มที่บริษัทพัฒนาขึ้นและเจาะตลาดหลายธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเข้ามาเสริมด้านออฟไลน์ของ FCB Bangkok คาดว่าจะทำเม็ดเงินได้ราว 800 ล้านบาท”

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัทจะทำเสริมในปีนี้คือเรื่องของเทรนนิ่ง โดยอาจจะเปิดเป็นหลักสูตรด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ให้ธุรกิจขนาดกลางและย่อมเข้ามาเรียนรู้และนำเทคนิคไปใช้งาน คาดว่าหลังจากที่ออฟฟิศใหม่ตกแต่งเสร็จจะมีพื้นที่ในการรองรับบริการนี้มากขึ้น ซึ่งเราก็กำลังเปิดรับคนใหม่ๆ เข้ามาเสริมด้วย

 

“การเมือง” โอกาสที่น่าสนใจแต่ไม่ค่อยมีคนทำ

ทางด้านของอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาใช้งานดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น ยังคงเป็นกลุ่มเดิมที่มีการ Spending สูง เช่น รถยนต์ ธนาคาร ประกันชีวิตและสมาร์ทโฟน ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จะทำตลาดแบบเฉพาะเจาะจง จึงเป็นเม็ดเงินที่สูงกว่าธุรกิจอุปโภคบริโภคที่ใช้เม็ดเงินหว่านในทุกโซเชียล

ส่วนกระแสการเมืองนั้น อย่างที่ทราบว่าหลายเอเจนซี่จะไม่เปิดตัวว่าเข้าไปมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองใด เพราะอาจกระทบในแง่ของธุรกิจโดยรวม ทั้งที่การเมืองเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่น่าจะมีการใช้จ่ายในช่องทางโซเชียลมีเดียสูง ทำให้ส่วนใหญ่ยังเน้นหนักไปในด้านการทำสื่อออฟไลน์อย่างบิลบอร์ด หนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ เป็นต้น

ในต่างประเทศ นักการเมืองจะใช้เรื่องของบิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์และสร้างสรรค์เป็นนโยบายเพื่อหาเสียงสู้กับคู่แข่ง แต่ในประเทศไทยไม่ได้มีแนวทางว่าจะนำข้อมูลไปใช้ในทิศทางใดถึงจะเหมาะสม ทำให้ภาพของดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งกับการเมืองไทยยังไม่ค่อยชัดเจนนัก

ต้องยอมรับว่านักการเมืองของไทยยังคงเป็นคนรุ่นเก่า ที่ไม่ได้รู้จักกระบวนการด้านดิจิทัลมากนัก นอกจากการใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียง แนะนำตนเองให้เป็นที่รู้จัก หรือนโยบายต่างๆ แต่ความเป็นจริงยังมีเครื่องมือเชิงลึกที่ใช้ในการทำงานได้อีกมากไม่ต่างกับธุรกิจ อยู่ที่ว่าจะมีมุมมองและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากแค่ไหน

ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการเมืองเท่านั้น ในวงการธุรกิจก็เช่นกัน หากทีมบริหารเข้าใจภาพของดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเป็นเพียงแค่โซเชียลมีเดียก็จะเสียโอกาสอีกมหาศาล แต่ก็ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยยังไม่ได้เก่งถึงขั้นพัฒนาโซเชียลมีเดียขึ้นมาเองจนติดตลาดได้เหมือนอเมริกาหรือจีน ทำให้ภาพของการนำไปใช้งานคือ เกาะเครื่องมือการตลาดอย่างไรให้เกิดผลสำเร็จที่สุด

เอเจนซี่ออฟไลน์โอกาสยังมีอยู่

ทางด้านของ นางสาวทุติยา ดิสภานุรัตน์ Managing Director – FCB BANGKOK กล่าวว่า เป้าหมายหลักของ FCB BANGKOK คือ การมุ่งไปสู่การสร้าง Business Solution ได้แบบ Free Form เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละธุรกิจที่มีความต้องการแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลให้ไอเดียในการแก้ปัญหาของลูกค้ามาได้จากทุกทาง ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกเป็นออนไลน์ หรือออฟไลน์อีกต่อไป

ดังนั้น การได้เข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ YDM Thailand ครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความแข็งแกร่ง และทำให้บริการของเราครบวงจรมากขึ้นเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการบริหารแคมเปญการตลาด

เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า ลูกค้าส่วนหนึ่งมีการแยกใช้เอเจนซีโดยพิจารณาจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นการผนึกกำลังในครั้งนี้ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างรอบด้าน เพราะเป็นการรวมตัวของเอเจนซีที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านงานครีเอทีฟ และการตลาดดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกันนั่นเอง

 

“รายได้ของ FCB Bangkok ในปีที่ผ่านมาปิดที่ 100 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะมีรายได้เพิ่มอีก 15% ในกลุ่มของลูกค้าเดิมที่ต้องการเข้าสู่โลกดิจิทัล ซึ่งบริษัทมีการพูดคุยกับทางโอสถสภาไว้บ้าง รวมทั้งมีแผนจะคุยกับอีกหลายบริษัทที่เคยเป็นลูกค้าออฟไลน์กันมาก่อน”

ทั้งนี้ FCB BANGKOK มีความเชี่ยวชาญในด้านการทำ Branding การวางกลยุทธ์ด้านการสื่อสาร การบริหารแคมเปญโฆษณา และการออกแบบแคมเปญการตลาด

เรียกได้ว่าเป็นองค์กรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยทีมงานที่มีศักยภาพ มีองค์ความรู้ที่แข็งแกร่ง เชื่อว่าการเข้าร่วมกรุ๊ปกับ YDM Thailand ในครั้งนี้จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ระหว่างกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าและแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ แนวโน้มของธุรกิจโฆษณาในปี 2562  จะเริ่มเห็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมทัพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ในการซื้อสื่อโฆษณา หรือการใช้แชทบ็อททำหน้าที่ให้บริการลูกค้า ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจเอเจนซี สามารถให้บริการและใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/ydm-fcb-agency-online/

ตื่นตัว หรือ ตื่นตระหนก ฝุ่นละออง PM2.5 อ่านความเห็นชาวโซเชียลกัน

กำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคมอยู่ขณะนี้ ว่ากระแสฝุ่น PM2.5 ที่คละคลุ้งทั่วกรุงเทพอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นปริมาณที่น่าเป็นห่วงหรือยังไม่ต้องกังวล แม้ว่ากรมควบคุมมลพิษจะออกมาแถลงชัดเจนว่ายังไม่อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง แต่ด้วยภาพฝุ่นควัน ผสมกับแดดที่ทำให้สภาพอากาศขมุกขมัว กลายเป็นที่กังวลของประชาชนจำนวนมาก

จากการแถลงข่าวของกรมควบคุมมลพิษ ที่บอกว่าสภาพอากาศในขณะนี้นั้น ยังไม่อยู่ในระดับที่ต้องกังวล โดยปีนี้ตรวจพบค่าอยู่ระหว่าง 70- 100 มคก./ลบ.ม. เศษเท่านั้น ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้เตรียมความพร้อมในการรับมือไว้แล้ว คาดว่าสถานการณ์ยังต้องเฝ้าระวังในช่วง 1-2 สัปดาห์จากนี้ (อ่านที่นี่แต่กระแสสังคมกลับมองสวนทางว่าสภาพอากาศที่ต้องเจอนั้น อาจรุนแรงกว่าที่คาดคิด

ซึ่งหลายโรงเรียนมีการประกาศงดเข้าแถวหน้าเสาธงเพื่อป้องกันเรื่องสุขภาพของเด็กนักเรียน (อ่านที่นี่) รวมไปถึงคนดังก็เริ่มโพสต์เตือนให้ประชาชนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น วิกฤตฝุ่นพิษ สู่ขวัญ จี้เร่งแก้ไขด่วน ซัดคนมีอำนาจไม่ทำอะไรเลย และ โอปอล์ไม่ทน! จี้รัฐบาล แก้ปัญหาฝุ่นพิษกรุงเทพ อย่าละเลย ภัยใกล้ตัวประชาชน!

สินค้าขาดตลาด

หากเข้าไปดูเนื้อหาบนเว็บไซต์ 3M Delivery ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้สำนักงานและภายในบ้าน มีอุปกรณ์สำหรับป้องกันฝุ่นละอองหลายหมวดได้ขายหมดจากหน้าเว็บไซต์แล้ว ซึ่งทาง Thumbsup ได้สอบถามรายละเอียดไปทางผู้ผลิตพบว่า สินค้าจะเริ่มจัดส่งได้ในสัปดาห์หน้า หากสั่งซื้อภายในวันนี้ (14 มค) เรียกได้ว่าจัดส่งช้ากว่าที่ควรจะเป็น หรืออย่างเร็วที่สุดจะเริ่มกระจายสินค้าส่งออกในวันที่ 18 มค เป็นต้นไป เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงรวบรวมออเดอร์ ก็ยังถือว่าส่งได้ช้ากว่าการขายแบบออนไลน์แบรนด์ทั่วไป

ทางด้านของ LAZADA เอง ก็ได้จัดการขายสินค้า Flash Sale พบว่าเป็นสินค้าที่ขายหมดอย่างรวดเร็วในวันนี้เช่นกัน

กระแสโซเชียลร้อนแรง

ทางด้านของการพูดถึงฝุ่นควันในโลกโซเชียลนั้น มีถึง 3 แฮชแท็กที่ถูกพูดถึงในทวิตเตอร์เกี่ยวกับเรื่องฝุ่นที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ #ฝุ่นละออง #ฝุ่นกรุงเทพ #ฝุ่นพิษ โดยแต่ละแฮชแท็กนั้น เป็นการพูดถึงการแก้ปัญหา ภาพฝุ่นควันที่เกิดขึ้นในมุมต่างๆ ของกรุงเทพ ไปจนถึงวิธีการดูแลตัวเอง ในวันที่ฝุ่นควันกำลังปกคลุมหลายพื้นที่

CR: Twitter

 

CR: Twitter

 

CR: Twitter

ทั้งนี้ คาดว่าการตื่นตัวและกระแสข่าวเกี่ยวกับ PM2.5 น่าจะยังต่อเนื่องไปอีกหลายวัน เพราะมีการคาดการณ์ปัญหานี้จะอยู่กับชีวิตคนกรุงเทพและปริมณฑลไปอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ก็คาดว่าหน่วยงานภาครัฐจะมีมาตรการออกมาควบคุมและดูแลสุขภาพของประชาชนได้อย่างทันท่วงที เพราะตอนนี้หน้ากากป้องกันก็เริ่มขาดตลาดแล้ว

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/pm2-5-health/

สมาชิก Netflix ทุ่มเทเวลาดูวิดีโอ นานกว่าโซเชียลกับเพื่อนเท่าตัว

ตามติดสถิติน่าทึ่งล่าสุดเกี่ยวกับการชม Netflix นั่นคือการสำรวจพบว่า Netflix สามารถดึงเวลาส่วนใหญ่ของสมาชิกไปได้มากกว่าการท่องโซเชียลหรือการติดต่อกับเพื่อนฝูง ไม่ต้องพูดถึงการอ่าน หรือการพักผ่อนและใช้ความคิดกับตัวเอง รวมถึงการเล่นกีฬาที่ทิ้งห่างระยะเวลาการชม Netflix แบบไม่เห็นฝุ่น

การสำรวจล่าสุดนี้เป็นของเว็บไซต์ Cordcutting.com ซึ่งเปรียบเทียบข้อมูลกิจกรรมส่วนตัวของชาวอเมริกันในแต่ละวันที่สำนัก U.S. Bureau of Labor Statistics ทำการศึกษา ผลการสำรวจย้ำว่าสมาชิก Netflix ใช้เวลามากขึ้นในการรับชมอย่างต่อเนื่อง โดยระยะเวลาชม Netflix นั้นมากกว่าที่แรงงานอเมริกันออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง หรือการทำกิจกรรมอื่นในทุกวัน

ค่าเฉลี่ยการดูเหนือกว่าเฟสบุคแล้ว

จากการคำนวณของ Cordcutting.com สมาชิก Netflix จะใช้เวลาดู Netflix ราว 1 ชั่วโมง 11 นาทีในแต่ละวัน (71 นาที) ตัวเลขนี้คำนวณจากสถิติเดือนธันวาคม 2017 ที่ Netflix รายงานว่าสมาชิก Netflix ทั่วโลกดูวิดีโอรวม 140 ล้านชั่วโมงต่อวัน ในขณะนั้น Netflix มีสมาชิก 117.58 ล้านคน เมื่อนำ 140 ล้านชั่วโมงมาหารด้วยจำนวนสมาชิก 117.58 ล้านคน จึงได้ผลเฉลี่ยคือ 71 นาที

สถิตินี้แสดงว่า Netflix มีอิทธิพลกับสมาชิก Netflix สูงมาก เพราะตัวเลขการชม Netflix ราว 71 นาทีต่อวันนั้นสูงกว่าการสำรวจของสำนักสถิติแรงงานอเมริกัน ที่พบว่าชาวอเมริกันใช้เวลาโดยเฉลี่ยเพียง 39 นาทีในการ “ สังสรรค์และสื่อสาร” ในแต่ละวัน นั่นหมายความว่าสมาชิก Netflix ใช้เวลาดูวิดีโอนานกว่าการคุยกับเพื่อนเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม Cordcutting.com ย้ำว่าแม้การเปรียบเทียบนี้จะยึดข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกัน คือข้อมูลของสำนัก BLS ที่เน้นสำรวจในสังคมอเมริกัน (ไม่ว่ากลุ่มตัวอย่างจะเป็นสมาชิก Netflix หรือไม่ก็ตาม) และข้อมูลจากสมาชิกของ Netflix ทั่วโลก แต่เชื่อว่าลักษณะการใช้เวลานี้จะคล้ายกัน เนื่องจากมีโอกาสสูงที่ชาวโลกจะสนุกไปกับแคตตาล็อกยิ่งใหญ่ของ Netflix ซึ่งทำให้ไลฟ์สไตล์ของชาวดิจิทัลไม่แอคทีฟเท่าที่ควร

จุดที่น่าสนใจคือ Cordcutting.com ย้ำว่า Netflix มีพลังมากกว่า ”การอ่าน”, “การพักผ่อนและการคิด” รวมถึง “การเล่นกีฬา ออกกำลังกาย และการพักผ่อนหย่อนใจ” จุดนี้ข้อมูลระบุว่าโดยเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกันใช้เวลาออกกำลังกายเพียง 17 นาทีต่อวันเท่านั้น เชื่อว่าสมาชิก Netflix ในไทยก็จะมีสัดส่วนเฉลี่ยน้อยนิดไม่ต่างกัน

ที่มา: : Cordcutting

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/netflix-subscribers-stat/

การตลาดด้วยมินิ-ไมโครอินฟลูเอนเซอร์มาแรง และอาจทรงพลังกว่าสื่อเดิมเสียอีก

การตลาดด้วยผู้มีอิทธิพลบนโลกโซเชียล หรือ อินฟลูเอนเซอร์ กลายมาเป็นเทรนด์สำคัญที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของคนยุคใหม่ โดย 5 วงการที่คนติดตามมากที่สุด คือ ท่องเที่ยว อาหาร แฟชั่นและความสวยความงาม สุขภาพ การเงินและการลงทุน ซึ่งแบรนด์ขนาดเล็กต่างก็ต้องการสร้างยอดขายผ่านโลกออนไลน์เพราะวัดผลได้จริงกว่า

ทาง วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดสัมมนาการตลาด Such Seed Marketing: 2019 Influencer ครองเมือง ภายในงานชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้งานอินฟลูเอนเซอร์และเลือกให้เหมาะกับแต่ละธุรกิจอย่างไรถึงจะปังและสร้างรายได้ให้แก่แบรนด์ได้สมบูรณ์แบบที่สุด

ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เทรนด์อินฟลูเอนเซอร์มีความนิยมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2018 พัฒนาการมาจากรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เซเลบริตี้ บล็อกเกอร์ ยูทูปเบอร์และเน็ตไอดอล จนมาถึง อินฟลูเอนเซอร์ ที่ยังแตกย่อยไปอีก เป็น 4 ประเภท ตามจำนวนผู้ติดตาม คือ

  • ระดับ Mass : มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคนขึ้นไป
  • ระดับ Macro : มีผู้ติดตามหลักแสนถึงล้านคน
  • ระดับ Micro : มีผู้ติดตามหลักหมื่นถึงแสนคน
  • ระดับ Mini : มีผู้ติดตามหลักน้อยกว่าหมื่นคนลงมา

อินฟลูเอนเซอร์คอนเทนต์เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

แน่นอนว่าการใช้งานสื่อหลักแบบเดิมยังคงมีการใช้งานอยู่ แต่อาจต้องเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างมีรายได้สูง ดังนั้น ธุรกิจขนาดกลางและย่อมที่มีรายได้ไม่เกินหลัก 5 ล้านบาทต่อเดือน จะมองหาเครื่องมือออนไลน์อย่างอินฟลูเอนเซอร์เพราะค่าใช้จ่ายในการทำตลาดไม่สูงมากนัก และยังวัดผลได้อีกด้วย

ในขณะที่ แบรนด์ขนาดใหญ่ กระโดดลงมาเล่นในตลาดอินฟลูเอนเซอร์ก็จะเลือกรายที่ “ซื้อ” ได้ เพราะต้องการกลุ่มที่มีผู้ติดตามสูง และไม่ได้ใส่ใจวัดผลว่าสามารถปิดการขายได้มากน้อยแค่ไหน เพียงแต่ไม่อยากตกขบวนในการทำการตลาดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ไมโครอินฟลูเอนเซอร์นั้น จะต้องมั่นใจว่า สามารถสื่อสารได้ตรงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ และเพจหรืออินฟลูเอนเซอร์ที่ว่าจ้างนั้น ตรงกับธุรกิจของคุณหรือเปล่า

นอกจากนี้ คอนเทนต์ที่อินฟลูเอนเซอร์ทั้งหลายสร้างสรรค์และทรงอาณุภาพได้ดีที่สุดคือ วีดีโอ รองลงมาคือ รูปภาพและข้อความ เพราะคนออนไลน์ชอบดูวีดีโอมาก

ชอบ – เชื่อ – ช้อป

เหตุผลที่ลูกค้าหรือผู้ติดตามจะตัดสินใจเชื่อใครนั้น จะมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ

ชอบ – การติดตามนั้น จะต้องมาจากอินฟลูเอนเซอร์นั้นเป็นคนที่มีสิ่งดึงดูดน่าสนใจ จนคนชอบและอยากติดตาม 

สไลด์เกี่ยวกับผู้บริโภคชอบติดตามวงการใดมากที่สุด

เชื่อ – หลังจากอ่านการรีวิวของอินฟลูเอนเซอร์แล้ว ผู้บริโภคจะต้องเกิดความเชื่อว่าสินค้านั้นดีและสนใจอยากซื้อแล้ว

เหตุผลที่ผู้บริโภคจะเชื่อถืออินฟลูเอนเซอร์

ช้อป – เมื่อตัดสินใจซื้อแล้ว พร้อมจะควักเงินจ่าย อาจมีตัวแปรที่หน้าร้านอย่างเช่น พนักงานขาย มาเปลี่ยนแปลงความสนใจของผู้ซื้อได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่แบรนด์ไม่อาจป้องกันได้

เหตุผลที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อเมื่อเห็นรีวิว

 

กลยุทธ์ที่จะใช้อินฟลูเอนเซอร์ให้สำเร็จ

 

สิ่งสำคัญที่อินฟลูเอนเซอร์ทุกประเภทควรมีให้แก่ผู้บริโภค ประกอบด้วย 4 เหตุผลหลัก คือ

  • Sincere : ต้องเป็นคนที่จริงใจกับการรีวิว เป็นธรรมชาติในการถ่ายทอดข้อมูล ส่งต่อเนื้อหาด้วยความเป็นตัวของตนเอง
  • Expertise : อินฟลูเอนเซอร์ควรจะต้องมีความเชี่ยวชาญในเฉพาะด้าน รู้ข้อมูลเชิงลึก หรือมีความถนัดเฉพาะทางจะเพิ่มความน่าเชื่อถือได้
  • Engagement : เป็นคนกลางที่มีส่วนร่วมในการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับผู้ใช้งาน ต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินค้าที่มีการจ้างจากบริษัทหรือแบรนด์จริง รวมทั้งให้ข้อมูลที่เป็นจริงแก่ลูกค้าได้เสมือนเป็นตัวแทนแบรนด์
  • Difference : การถ่ายทอดคอนเทนต์มีความแตกต่าง โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จะช่วยเรื่องการจดจำได้
 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/influencer-marketing-trend/