คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

ตัวเลขการตลาดของปี 2021 ที่น่ารู้

เข้าสู่เดือนที่ 8 แล้ว สำหรับปี 2021 ที่เรียกได้ว่าทั่วโลกเจอภาวะโควิด-19 จนการจับจ่ายและการเคลื่อนไหวของธุรกิจไม่เป็นแบบเดิม ทำให้หลายธุรกิจต้องเริ่มปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ และใช้ data ที่มีในมือมาสร้างโอกาสหาช่องทางรายได้ใหม่ๆ ซึ่งความเข้มข้นของการล็อกดาวน์ที่เพิ่มระดับขึ้น ทำให้นักการตลาดและหลายบริษัทต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ให้ทัน

88% ของนักการตลาดท่ีให้ความสนใจเรื่องข้อมูล (data) พบว่า ข้อมูลที่มีในมือกำลังเป็น “อัมพาต” หรือ “data paralysis” อาจเพราะมีนักการตลาดที่สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปใช้งานได้จริงเพียง 28% อีก 18% เชื่อว่าข้อมูลที่มีในมืออาจเป็นข้อมูลที่มีการปรับแต่งให้เหมาะกับสถานการณ์ เพราะเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึงข้อมูลจริงของคู่แข่ง และการนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ตัวเองมีในมือ รวมกับข้อมูลที่เอเจนซี่มีในมือ อาจนำมาใช้งานได้เพียง 50%

CTV และสตรีมมิ่งกลายเป็นที่นิยมอย่างมาก

CTV หรือ พฤติกรรมของผู้ชมหลายคนที่อาจดูอยู่บนอุปกรณ์ทีวีที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (CTV) เปลี่ยนการใช้จ่ายการออกอากาศและเคเบิลทีวีแบบเดิมถึง 73% ซึ่ง 35% ของนักการตลาดคาดว่าจะมีการใช้จ่ายโฆษณาบนวิดีโอแบบ CTV เพิ่มขึ้นในปีนี้ ดูจากตัวเลขการใช้งาน คือ

  • ไตรมาสที่ 1 ปี 2564 มีการรับชม Twitch สูงถึง 6.3B ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 97% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  • ไตรมาสที่ 1 ปี 2564 มีการรับชม YouTube Gaming เพิ่มขึ้นจาก 1.4B ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 1.1B เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  • ไตรมาสที่ 1 ปี 2564 มีการรับชม Facebook Gaming เพิ่มขึ้นจาก 1.1B ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 0.6B เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

วัตถุประสงค์ของแบรนด์และความหลากหลายทางความคิดที่ต้องรับมือ

ด้วยลำดับความสำคัญของนักการตลาดไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องของสังคมและการเมือง ดังนั้น 87% ของผู้บริโภคมองว่าพวกเขาจะยอมรับต่อคอนเทนต์ของแบรนด์มากขึ้น หากแบรนด์ทำให้พวกเขารู้สึกถึงความเชื่อที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในทางกลับกัน นักการตลาดกว่า 83% มองว่าบริษัทควรมีความเป็นกลางทางการเมือง ทำให้ 89% ของนักการตลาดต้องการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ ด้านการตลาดและโฆษณาที่หลากหลายกว่าปีที่ผ่านมา

มีกรณีศึกษาเกี่ยวกับแบรนด์ในแง่มุมที่มีการสนับสนุนจากผู้บริโภคลดลง เนื่องจากแบรนด์จัดการในเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเชื้อชาติได้ไม่ดีพอ โดยตัวเลขของในปีที่แล้ว พบว่า

  • 50% ของผู้คนรู้สึกดีเกี่ยวกับแบรนด์ ที่จ้างงานที่หลากหลาย
  • 49% รู้สึกในเชิงบวกเกี่ยวกับแบรนด์ ที่ต้องการการฝึกอบรมเรื่องความไวต่อเชื้อชาติ
  • 46% รู้สึกดีกับแบรนด์ที่บริจาคเพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติ

ความท้าทายของ CMO

การตัดสินใจของ CMO ในสภาวะที่เปราะบางมีความสำคัญอย่างมาก เพราะพวกเขาต้องเป็นคนที่เข้าใจในภาพรวมของธุรกิจของตนเองและลูกค้า ดังนั้น 78% ของ CEO จะเลือกลงทุนกับ CMO ที่มีความสามารถในการเป็นผู้นำการตลาดเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ซึ่ง 35% ของผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลคาดการณ์ว่าความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของปี 2021 จะมาจากภายในองค์กร

เรื่องของ loyalty ที่หลายแบรนด์พยายามอย่างหนักในปีนี้ มาจากผู้บริโภคมีแนวคิดที่เปลี่ยนไป โดย 75% ของผู้บริโภคมองว่าพวกเขาละทิ้งแบรนด์ที่เคยชื่นชมหรือเลือกภักดีในแบรนด์ใหม่ๆ ช่วงที่มีการระบาดใหญ่

สิ่งที่น่าสนใจคือ 89% ของแบรนด์ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ดิจิทัลในปี 2564 แต่ลูกค้า 58% คิดว่าประสบการณ์ดิจิทัลของแบรนด์ส่วนใหญ่แทบไม่มีผลกระทบต่อสิ่งที่พวกเขาซื้อเลย

ดังนั้น ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ “แบรนด์ล้มเหลว” ในสายตาของผู้บริโภค ได้แก่

  • บังคับให้รับการสื่อสารจากแบรนด์ หลังจากเลือกไม่รับหรือยกเลิกการสมัคร
  • การโกหกเกี่ยวกับการขายหรือบังคับให้สต็อกสินค้า
  • ได้รับอีเมลมาร์เก็ตติ้งจากแบรนด์มากเกินไป

การปรับเปลี่ยนเพื่อเรียกให้ผู้บริโภคหันกลับมาใส่ใจคุณอีกครั้ง ทำได้ด้วยการสร้างจุดการสนทนาออนไลน์รายวันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ ซึ่งจะมีกว่า 2,000 แบรนด์ที่เข้าสู่การสร้างสรรค์คอนเทนต์บน Youtube และจะมีสายตากว่า 6.4 ล้านวิวที่เข้าถึงคอนเทนต์วิดีโอ ดังนั้น แบรนด์จึงควรขยับงบการตลาดเพิ่ม เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงของผู้คน

เมื่อดูจากข้อมูลในปีก่อน จะพบว่า มีตัวเลขการการคาดการณ์การใช้จ่ายโฆษณาดิจิทัลทั่วโลก 455.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20.4% โดยดูจากพฤติกรรมของจำนวนสมาร์ทโฟนที่เติบโตขึ้นทั่วโลก 26% ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 แบ่งเป็น

  • Samsung : 20.3%
  • Apple : 15.5%
  • Xiaomi : 12.9%
  • etc : 51.3%

ทั้งนี้ การใช้จ่ายผ่านแอปกำลังสร้างสถิติที่น่าสนใจ นั่นคือ มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 34 พันล้านดอลลาร์ โดยผู้ใช้งานแอปในสหรัฐอเมริกามีการรับชมคอนเทนต์ผ่าน TikTok 24.5 ชั่วโมงต่อเดือน สูงกว่า YouTube เสียอีก

นอกจากนี้ ช่วงไตรมาสที่ 2 ผู้ใช้งานดีไวซ์ทั่วโลก ใช้จ่ายผ่านแอปดูแลสุขภาพที่บ้านเพิ่มขึ้น 673 ล้านดอลลาร์ โดยอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออย่าง Peloton และ Fitbit เป็นแอปที่ได้รับความนิยมสูงสุด

 

ที่มา : Marketing Dive

from:https://www.thumbsup.in.th/number-to-know-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=number-to-know-2021

TikTok จับมือ Vimeo นำฟีเจอร์ตัดต่อวิดีโอมาให้นักการตลาดทำงานง่ายขึ้น

TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้น กำลังร่วมมือกับ Vimeo แอปเครื่องมือตัดต่อวิดีโอ จะมีการนำฟีเจอร์ของ Vimeo Create มาใช้งานใน TikTok Ad Manager โดยหวังว่าจะช่วยลดต้นทุนในงานวิดีโอให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMB) ซึ่งจะเป็นลดระยะเวลาในการผลิตชิ้นงานวิดีโอออกมา

ทั้งนี้ Vimeo จะถือว่าเป็นพาร์ทเนอร์รายแรกของ TikTok ที่จะเข้ามาอยู่ในหมวด Creative Tools ภายใต้โปรแกรม Creative Partners ภายใต้บ้านหลังใหญ่อย่าง ByteDance

ก่อนหน้านี้ ทาง TikTok ได้เปิดให้แบรนด์และนักการตลาดเข้ามาทดลองใช้งานฟีเจอร์นี้แล้ว

โดยนักการตลาดของแบรนด์ NaturalAnnie Essentials กล่าวว่า หลังใช้ฟีเจอร์นี้แล้ว ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าออนไลน์ได้มากกว่าช่องทางอื่นๆ ถึง 5 เท่า จึงเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่งธุรกิจ SMB มองว่า TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโตในกลุ่มแพลตฟอร์มคู่แข่งอย่าง Snapchat และ Instagram

แม้ว่า Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่นักการตลาดในกลุ่ม SMB สนใจใช้งานกว่า 8 ล้านคน ชี้ให้เห็นว่า นักการตลาดส่วนใหญ่ยังมองเห็นว่าการโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ยังคงต้องเป็นเฟสบุ๊ก แต่การแพร่ระบาดของโควิด ทำให้ SMB สนใจใช้งานกับสื่อโฆษณาบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและโซเชียลมีเดียหลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การนำฟีเจอร์ของ Vimeo เข้ามาเสริมเรื่องการทำคอนเทนต์วีดีโอให้ง่ายขึ้น สำหรับนักการตลาดที่ไม่เก่งด้านคอนเทนต์วิดีโอจะมีโอกาสสร้างวิดีโอคุณภาพสูง และยังมี AI เข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงผู้ใช้งาน TikTok ได้ดีขึ้น

ทางด้านของ TikTok เองก็ยังเน้นปริมาณวิดีโอที่หน้า For You ที่ผู้ใช้งานเลื่อนได้ดูวิดีโอสั้นไม่รู้จบ และผู้ชมก็อยากเห็นคอนเทนต์ใหม่ๆ และโพสต์ที่หลากหลาย เพื่อให้คนดูรู้สึกมีส่วนร่วมได้เสมอ ซึ่ง TikTok เองก็แนะนำให้แบรนด์แชร์วิดีโอออร์แกนิกใหม่ๆ หลายครั้งต่อสัปดาห์

ยกตัวอย่างเช่น NaturalAnnie Essentials แบรนด์เทียนของอเมริกา กล่าวว่า ขณะนี้สร้างวิดีโอ 30 – 75 รายการ/เดือน แม้ว่าจำนวนชิ้นงานจะดูเหมือนเยอะมากแต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน โดยแบรนด์ NaturalAnnie ได้ทดสอบก่อนเผยแพร่ พบว่ามีอัตราการคลิกผ่าน (click-through rates) สูงขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับความพยายามบนแพลตฟอร์มอื่น ๆ จากการเปิดเผย Vimeo ยังมีการพัฒนาเทมเพลตวิดีโอแบบกำหนดเองได้ใหม่ที่มีเฉพาะในแอป TikTok ด้วย

 

ในขณะเดียวกัน SMB ก็ประสบปัญหาบนแพลตฟอร์มอื่นๆ นักการตลาดที่ลงโฆษณาบน Facebook เริ่มตื่นตัวเกี่ยวกับ การติดตามผู้ใช้ iPhone กลายเป็นตัวเลือก และปัญหานี้กลับเป็นโอกาสสำหรับ TikTok ในการเพิ่มรายได้

ทั้งนี้ TikTok Marketing Partners มีพาร์ทเนอร์คือ Adjust, Sprinklr, Bidalgo และ WinClap รวมถึงเอเจนซี่โฆษณารายใหญ่อย่าง Interpublic Group และ WPP ด้วย

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-integrates-vimeos?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-integrates-vimeos

Twitter อาจเติมฟีเจอร์ voice effects เข้าไปใน Spaces

ใครที่เล่น Twitter บ่อยๆ คงจะเห็นว่า Twitter เปิดตัวฟีเจอร์คุยด้วยเสียงที่เรียกว่า Spaces ออกมาแข่งขันกับ Clubhouse อย่างเข้มข้น และไม่นานมานี้นักเขียนด้านเทคโนโลยีมีชื่ออย่าง Jane Manchum Wong ก็ออกมาทวีตว่าจากที่เธอคอยติดตาม Twitter อย่างสม่ำเสมอเธอคาดการณ์ว่า Twitter กำลังซุ่มทำฟีเจอร์ที่เรียกว่า Voice Transformer ที่สามารถแปลงเสียงหรือทำ sound effects ได้

ที่ผ่านมา Twitter เริ่มทดลอง Spaces กับผู้ใช้ iOS ก่อนตอนมิถุนายน 2020 จากนั้นเดือนมีนาคมก็เข็น Android ออกตามมา รวมถึง desktop version ในเดือนเมษายน

Sound effects อาจจะฟังดูไม่ใช่ฟีเจอร์เด่นอะไรมากนัก แต่มันก็ทำให้แอปน่าสนใจและคนอาจจะเข้าถึง Twitter ได้มากขึ้น การที่คนสามารถแปลงเสียงได้จะว่าไปก็มีประโยชน์ เช่น กลุ่มคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว และกลุ่มที่ต้องการป้องกันการกลั่นแกล้ง เป็นต้น

Twitter ไม่ได้ออกมาตอบอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก แต่จะว่าไปการปล่อยข่าวของ Wong มักจะออกมาตรงกับที่คาดเอาไว้บ่อยครั้ง  เช่นก่อนหน้านี้เธอทำนายว่าเดี่ยวต้องมีฟีเจอร์ Twitter’s Tip Jar (ฟีเจอร์ที่เปิดให้ผู้ใช้ Twitter รับเงินจากผู้ใช้รายอื่นๆ ได้) เช่นเดียวกันกับ Twitter Blue ที่เป็นระบบสมัครสมาชิก

ที่มา: The Verge

from:https://www.thumbsup.in.th/twitter-may-add-voice-effects-spaces?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=twitter-may-add-voice-effects-spaces

“Beauty and Wonder” วัฒนธรรมดีต่อใจบนทวิตเตอร์ที่เปิดให้แบรนด์และกลุ่มเป้าหมายมาเจอกัน

หากพูดถึงโซเชียลมีเดียที่ทรงอิทธิพลที่สุด คงหนีไม่พ้น “Twitter (ทวิตเตอร์)” ที่หลายต่อหลายครั้งได้กลายมาเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดเทรนด์ (Trend Setter) ด้วยบทสนทนาที่หลากหลาย และความอิสระในการติดตามและรวมกลุ่มกันทางความคิด ทำให้จากบทสนทนาหลอมรวมกันเป็นคอมมูนิตี้ที่พร้อมจะส่งเสียงดังเพื่อขับเคลื่อนสังคม รวมถึงขับเคลื่อนทิศทางการตลาด

ไม่นานมานี้ ทวิตเตอร์ได้ทำวิจัยชื่อว่า From Conversation To Culture – Twitter Thailand communities and conversation วันนี้ เราจึงขอชวนคุณมาแอบส่องกันว่า คนบนทวิตเตอร์กำลังพูดคุยกันเรื่องอะไร และสนใจอะไรกันบ้าง มารู้จักกับทวิตเตอร์ให้มากขึ้นกันเถอะ!

ไม่ได้มีแค่เรื่องบันเทิงหรือการเมือง แต่ทวิตเตอร์มีถึงสี่วัฒนธรรมหลัก!

เมื่อพูดถึงทวิตเตอร์ ผู้คนมักนึกถึง “แฟนด้อม” หรือพื้นที่ของเหล่าแฟนคลับ เพราะคนบนทวิตเตอร์มักใช้ Social Media เพื่อการเข้าถึงหรือใช้เพื่อค้นหาคนที่มีความสนใจ หรือคอมมิวนิตี้เดียวกันมากกว่าคนเล่นอินเตอร์เน็ตทั่วไปถึง 28% (GlobalWebIndex, Q2 2020 – Q1 2021) จึงไม่เป็นที่แปลกใจหากทวิตเตอร์จะเป็นพื้นที่ให้แฟนคลับมารวมตัวกัน

แต่จริง ๆ แล้ว รู้หรือไม่ว่า คนไทยบนทวิตเตอร์คุยกันหลายเรื่องมาก ๆ จนเกิดเป็นคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งนับไม่ถ้วน โดยงานวิจัยจากทวิตเตอร์ได้กล่าวว่า วัฒนธรรมการพูดคุยของชาวทวิตเตอร์ไทยนั้นมีประมาณ 4 หัวข้อ ที่คนพร้อมเข้ามาคุยและใช้ชีวิตกันบนแพลตฟอร์มจนกลายเป็นพื้นที่เชื่อมต่อตนเองกับคนอื่น ๆ ให้ได้ใกล้ชิดกันกว่าเดิม โดย 4 วัฒนธรรมหลักของชาวทวิตเตอร์นั้น ประกอบไปด้วย

  1. บันทึกส่วนตัว (Personal Musings)
    บทสนทนาในกลุ่มวัฒนธรรมนี้มักเกี่ยวกับเรื่องทั่ว ๆ ที่เจอในชีชีวิตประจำวัน เรื่องสัพเพเหระต่าง ๆ ตั้งแต่ฝนตก รถติด หนาว ร้อน ง่วง หิวข้าว ยันเรื่องแอบรักและอกหัก ที่สำคัญเรื่องธรรมดา ๆ เหล่านี้มักได้ยอดรีทวีตสูงเสียด้วย!
  2. การเชื่อมต่อกับคนคอเดียวกัน (Community and Connection)
    เป็นกลุ่มวัฒนธรรมของคนที่เข้ามาเพื่อเชื่อมต่อและรวมกลุ่มกับคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันโดยเฉพาะ รวมถึงอัพเดทเรื่องต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น เกม อาหาร การออกกำลังกาย ไปจนถึงการเมืองและเศรษฐกิจที่เป็นความสนใจย่อยของคนในกลุ่มนี้
  3. การส่งพลังบวกให้ตัวเองและคนรอบข้าง (Betterment and Aspiration)
    บทสนทนาในกลุ่มวัฒนธรรมนี้มักเกี่ยวกับเรื่องราวดี ๆ ผู้คนเข้ามาเพื่อส่งต่อพลังบวกให้แก่กัน เช่น แสดงความยินดีเมื่อเรียนจบ วันเกิด เกรดออก ได้งานใหม่ เป็นต้น เป็นพื้นที่ที่คนมาเพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และตามหาแรงบันดาลใจในเรื่องต่าง ๆ ดังนั้นเราจึงเห็นกลุ่มคนในทวิตเตอร์หลาย ๆ คนชอบโพสต์คำ และส่งต่อพลังบวกกันเป็นหมู่คณะ
  4. สิ่งสวยงามที่ดีต่อใจ (Beauty and Wonder)
    บทสนทนาในกลุ่มวัฒนธรรมนี้มักเกี่ยวกับเรื่องราวจรรโลงใจ ความฝัน ความหวัง กับกลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคู่จิ้นที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้บนเทรนด์ทวิตเตอร์ หรือเรื่องเคป๊อปที่เป็นความสนใจในหมู่วัยรุ่นทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่คู่ชาวไทยมาเนิ่นนาน

เจาะลึกกลุ่มวัฒนธรรม “สิ่งสวยงามที่ดีต่อใจ (Beauty and Wonder)” คืออะไรกันนะ?

วันนี้เราขอถือโอกาสพาไปเจาะลึกหนึ่งในกลุ่มวัฒนธรรมของชาวทวิตเตอร์ไทย นั่นก็คือ “กลุ่มสิ่งสวยงามที่ดีต่อใจ

บทวิจัยได้แบ่งความสัมพันธ์ระหว่างบทสนทน กับกลุ่มวัฒนธรรมเป็นสองแกน ทั้งในคำถามว่า บทสนทนานี้เกี่ยวกับ “อะไร” และเป็นเรื่อง “แบบไหน” โดยพบว่าบทสนทนาของพวกเขา มักจะเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนอื่น รวมถึงมักเป็นเรื่องแปลกใหม่ มากกว่าเรื่องธรรมดาที่คุ้นเคย โดยมีจุดเชื่อมโยงระหว่างเรื่องไกลให้กลายเป็นใกล้ชิดทางความรู้สึก ด้วยความสนใจและเป็นเรื่องราวที่ดีต่อใจของตนเองและคนในคอมมูนิตี้

ชาว “สิ่งสวยงามที่ดีต่อใจ” เขาคุยอะไรกันบ้าง

เราพบว่าบทสนทนาของกลุ่ม “สิ่งสวยงามที่ดีต่อใจ (Beauty and Wonder)” พูดคุยกันทั้งหมด 3 หัวข้อ ได้แก่ คนดังและแฟนด้อม (Celebrities and Fandoms), แกลอรี่ศิลปะ (Curated Aesthetic) และ ความหวังและความฝัน (Hopes and Dreams)

  • คนดังและแฟนด้อม (Celebrities and Fandoms)

คนดังและแฟนด้อมเป็นกลุ่มที่เสียงดังมากในทวิตเตอร์ จนเกิดกระแสการผลักดันให้ไทยกลายเป็นฮับเอนเตอร์เทนเมนต์ และเป็นตลาดใหญ่ของศิลปินเคป๊อป! กลุ่มนี้จัดได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่แข็งแรงอย่างมากในทวิตเตอร์ไทย เช่น กลุ่มแฟนด้อมของศิลปินเกาหลีอย่าง BTS, GOT7 และ Blackpink ที่แข่งกันขึ้นเทรนด์บนทวิตเตอร์วันเว้นวัน ทั้งอวดความสวย อวยความหล่อ พร้อมกับหวีดเพลงใหม่ทันทีที่พวกเขา “คัมแบ็ค”

และมากไปกว่านี้ ยังมีเหล่าคู่จิ้นศิลปินไทยยุคใหม่ ที่ได้ครองพื้นที่ทวิตเตอร์เทรนด์แข่งกับศิลปินไทยในเกาหลี ที่ไม่ได้โด่งดังแค่ในไทย แต่ยังไปจนถึงเทรนด์โลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ซีรีส์ออนแอร์ เช่น #2gethertheseries #นิทานพันดาว #แปลรักฉันด้วยใจเธอ รวมถึงซีรีส์จีนอย่าง #ปรมาจารย์ลัทธิมาร ที่ติดเทรนด์ข้ามปีกันเลยทีเดียว

เหล่าแฟนคลับไม่ใช่แค่ชอบแคปเจอร์ภาพซีนโดนใจมาหวีดกันเป็นหมู่คณะ พวกเขายังพาส่องสินค้าและแบรนด์ที่เหล่าคนดังใช้ นั่นทำให้หลายต่อหลายครั้ง เราได้เห็นชื่อของศิลปินพ่วงกับแบรนด์ต่าง ๆ ขึ้นฮิตติดเทรนด์ ผ่านความสร้างสรรค์และพลังของแฟนคลับ

ความสำเร็จไม่ได้มาเพียงแค่จำนวนบทสนทนานับแสนทวีตเท่านั้น แต่เหล่าแฟนคลับยังชวนกันไปตามรอยซื้อสินค้าที่เหล่าคนดังเป็นพรีเซนเตอร์จนหมดสต็อคอีกด้วย

  • แกลอรี่ศิลปะ (Curated Aesthetic)

นอกเหนือไปจากแชร์ภาพสุดปังของเหล่าไอดอล ภาพที่ได้รับความนิยมในการแชร์เป็นอย่างมาก ยังเป็นภาพของความสวยความงาม ชวนจรรโลงจิตใจ เช่น #ตลาดนัดแฟนอาร์ต จะมีคนมาแชร์ภาพสวย ๆ ที่ตนเองวาด ประหนึ่งใช้ทวิตเตอร์เป็นแกลอรี่จัดแสดงงานศิลปะของตนเอง หรือแชร์ภาพวิวสวย ๆ ดอกไม้ สถานที่ท่องเที่ยวชิค ๆ หรือแม้กระทั่งขนมน่ารัก ๆ คาเฟ่สวย ๆ ก็เช่นเดียวกัน

เรียกกันได้ว่าชาวทวิตเตอร์สามารถแชร์กันได้แบบไม่มีเขิน เพราะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถแสดงความเป็นตัวเองได้อย่างเป็นอิสระ พวกรูปแมวเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และแชร์ไปแชร์มา แมวก็กลายเป็น “มีม” ด้วยได้เหมือนกัน

  • ความหวังและความฝัน (Hopes and Dreams)

ใครบอกว่าคนไทยไม่มีความหวัง? ในเมื่อชาวทวิตเตอร์แข่งกันส่งต่อความหวังกันมากขนาดนี้! หัวข้อของบทสนทนาของกลุ่มนี้ที่เป็นที่นิยมสุด ๆ ในตอนนี้ ก็คือหัวข้อที่ว่า “หลังโควิดแล้วจะไปเที่ยวไหนดี” พร้อมลงภาพ #Throwback กันให้ชวนคิดถึงบรรยากาศการท่องเที่ยวก่อนช่วงโควิด เห็นได้ว่าแม้บรรยากาศจะชวนหดหู่ แต่เหล่านักสู้บนทวิตเตอร์ก็ยังหวังถึงโลกหลังโควิด และร่วมกันแชร์ไอเดียกันมากมาย

แบรนด์จะได้อะไรจากการทำการตลาดบนทวิตเตอร์?

ทวิตเตอร์ได้จุดกระแสการตลาดมาแล้วนานนับไม่ถ้วน โดยอาศัย “ความสนใจร่วมกัน” มาเป็นอาวุธสำคัญ และผลวิจัยได้ระบุว่า พลังของคนบนทวิตเตอร์นั้นยิ่งใหญ่กว่าที่คุณคิด เพราะ 34% ของคนบนทวิตเตอร์มีโนวแน้มจะสนับสนุนแบรนด์ที่มีความสนใจร่วมกัน (Cultural Relevance) หรือเป็นพวกเดียวกันกับเขา (GlobalWebIndex, Q1 2021)

หากแบรนด์ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา การทำโฆษณาบนทวิตเตอร์เป็นโอกาสที่แบรนด์สามารถสร้างความรู้สึกร่วมและกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมของกลุ่มเป้าหมายได้เลย โดยเราพบความเกี่ยวพันกันถึง 88% ระหว่างโฆษณาบนทวิตเตอร์กับการที่กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับแบรนด์ (MAGNA, 2019) นี่จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมหลาย ๆ แบรนด์ถึงถูกพูดถึงบนทวิตเตอร์กันวันเว้นวันเลยทีเดียว

แล้วคุณจะเชื่อมต่อกับพวกเขาได้อย่างไรกัน?

“รูปภาพ” คือ อาวุธหลักสำหรับวัฒนธรรมนี้เลย เราพบว่าคนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับรูปภาพมาก และมีแนวโน้มจะนำคอนเทนต์ไปคุยต่อกับทั้งคนในคอมมูนิตี้ และนอกคอมมูนิตี้ โดยอารมณ์และความรู้สึกหลัก ๆ ที่พบในรูปภาพมักจะสร้างความตื่นเต้น ความสร้างสรรค์ และความรัก ดังนั้นหากคุณอยากเพิ่มความแข็งแกร่งในการสื่อสาร ก็ต้องหันมาสร้างความตื่นเต้นผ่านการใช้น้ำเสียงสื่อสารที่เหมาะสม รวมถึงรูปภาพที่คัดสรรและคิดมาอย่างดี

เราพร้อมให้คำแนะนำและมอบอาวุธบนทวิตเตอร์ให้กับคุณ

ทวิตเตอร์ยังคงมีพื้นที่ไร้ขีดจำกัดให้กับความสร้างสรรค์และที่สุดของบทสนทนา และรอคอยให้แบรนด์ได้ปลดล็อค และเชื่อมต่อกับผู้คนอีกนับล้านคน หากใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจรู้จักทวิตเตอร์ให้มากขึ้น หรืออยากพัฒนาเครื่องมือทางการตลาดบนทวิตให้เฉียบคมโดนใจทุกคน สามารถติดต่อ MediaDonuts ตัวแทนจำหน่ายโฆษณาอย่างเป็นทางการของทวิตเตอร์ในประเทศไทย ได้ที่ MarketingSEA@mediadonuts.com

 

 

บทความนี้เป็น Advertorial

from:https://www.thumbsup.in.th/beauty-and-wonder-on-twitter?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=beauty-and-wonder-on-twitter

Google โดนสั่งปรับ 2 หมื่นล้านบาท ปมล่าช้าส่วนแบ่งค่าเนื้อหาให้สำนักข่าวท้องถิ่น มีคาดโทษอีก 34 ล้านหากเตะถ่วง

Google โดนหน่วยงานต่อต้านการผูกขาดของประเทศฝรั่งเศส สั่งปรับเป็นเงินกว่า 20,000 ล้านบาท หลังจากที่ก่อนหน้านี้หน่วยงานดังกล่าวมีคำสั่งให้พวกเขาไปเจรจาแบ่งส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ข่าวให้กับบรรดาสำนักข่าวออนไลน์ที่มักถูกนำไปแสดงบนแพลตฟอร์มของ Google แต่กลับเหมือนว่าจะถูกทางบริษัทฯ ประวิงเวลาไม่เร่งดำเนินการ จึงเป็นเหตุให้โดนค่าปรับอ่วมในครั้งนี้

ทางหน่วยงานด้านการต่อต้านการผูกขาดทางการค้าของรัฐบาลฝรั่งเศส (Autorité de la concurrence) ออกแถลงการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงกรณีการดำเนินการกับทาง Google ในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์มเนื้อหาข่าวอย่างเช่น Google News ที่มักจะดึงเนื้อหาสาระซึ่งเป็นงานที่มีลิขสิทธิ์ของสำนักข่าวท้องถิ่นต่าง ๆ ไปนำเสนอ ซึ่งด้วยความฉลาดของ Google Algorithm ที่จัดเรียงเนื้อหาที่ตรงตามความสนใจของผู้อ่าน พวกเขาสามารถดึงจำนวนผู้ใช้งานหรือนักอ่านข่าวรายวันไปอยู่บนแพลตฟอร์มได้เป็นจำนวนมากทั้ง ๆ ที่ไม่เคยต้องเรียบเรียง หรือสร้างสรรค์เนื้อหาข่าวเองแต่อย่างใด

ซึ่งก่อนหน้านี้ทางการฝรั่งเศสเองได้มีการออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวถึงปัญหานี้เอาไว้แล้ว โดยเป็นการสั่งให้ทาง Google ในฐานะผู้ใช้ประโยชน์จากเนื้อหาข่าวของบรรดาสำนักข่าวท้องถิ่นสัญชาติฝรั่งเศสทั้งหลาย มีหน้าที่ต้องเร่งดำเนินเรื่องเจรจากับสำนักข่าวต่าง ๆ เพื่อกำหนดส่วนแบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ให้อย่างสม่ำเสมอ แต่กลับพบว่าการเจรจาเป็นไปอย่างล่าช้าและยังไม่มีข้อสรุปออกมา จึงสั่งปรับโทษ Google ทันทีกว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ คิดเป็นเงินไทยกว่า 20,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจากนั้นยังมีคำสั่งเพิ่มเติมอีกด้วยว่า Google จะต้องเร่งดำเนินการเจรจาเพื่อชำระค่าลิขสิทธิ์ข่าวกับสำนักข่าวต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือนนับจากนี้ กำหนดเส้นตายที่กลางเดือนกันยายนไม่อย่างนั้นแล้วพวกเขาจะถูกโทษปรับเพิ่มอีก 1 ล้านเหรียญ (34 ล้านบาท) ต่อวันจนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ และอาจรวมถึงพวกเขาจะต้องจ่ายเงินชดเชยค่าใช้ลิขสิทธิ์ข่าวย้อนหลังให้กับบรรดาสำนักข่าวเพิ่มเติมด้วย

ทางด้าน Google ได้ออกมาแถลงไม่เห็นด้วยถึงโทษปรับครั้งนี้ความว่า “พวกเรารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งกับโทษเพิ่มเติมดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่ทางเรากำลังเร่งดำเนินการอยู่กับบรรดาสำนักข่าวท้องถิ่นเพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน บนพื้นฐานวิธีการทำงานบนแพลตฟอร์มของเรา กระบวนการทั้งหมดเราทำโดยสุจริตใจ แถมดูเหมือนจะมีเพียงแค่เรา (จากบรรดา Tech Giants ที่ได้ประโยชน์จากเนื้อหาข่าวของสำนักข่าวท้องถิ่น) ที่ประกาศจัดทำข้อตกลงค่าเนื้อหาแก่สำนักข่าว”

สิทธิ์ของ Content Creators บนโลกออนไลน์ที่แพลตฟอร์ม Social Media เอาไปหาประโยชน์ต้องมีส่วนแบ่งที่ชัดเจนมากขึ้น

ปัญหาเรื่องสิทธิ์ในเนื้อหาข่าวนั้นดูเหมือนจะเริ่มได้รับความสนใจจากบรรดารัฐบาลทั่วโลกมากขึ้น หลังจากพบว่าการเกิดขึ้นมาของบรรดา Tech Giants โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ให้บริการ Social Media ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของสำนักข่าวหรือผู้ผลิตสื่อท้องถิ่นทั้ง ๆ ที่เนื้อหาสาระและความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์นั้น ก็ยังคงต้องอาศัยผู้สร้างสรรค์ท้องถิ่นอยู่ดี แต่ประโยชน์ในเชิงรายได้หรือมูลค่าเพิ่มกลับถูกย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มโซเชียลยักษ์เสียหมด

ข่าวนี้เป็นอีกกรณีตัวอย่างของการบังคับใช้กฎหมายเรื่องลิขสิทธิ์ที่ทางสหภาพยุโรป (The European Union) เพิ่งมีการปรับปรุงเพิ่มเติมไปในปี 2019 โดยเพิ่มหลักการคุ้มครองบนโลกออนไลน์ที่รัดกุมมากขึ้น มีประเด็นหลัก ๆ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรดาแพลตฟอร์ม Social Media ทั้งหลายคือ ความรับผิดชอบหากเกิดการละเมิดสิทธิ์ขึ้นบนแพลตฟอร์มของพวกเขา ซึ่งนอกจากการใช้ประโยชน์ในเนื้อหาข่าวเองโดยตรงแล้วพวกเขายังต้องรับผิดชอบหากมีการละเมิดสิทธิ์ที่กระทำโดยผู้ใช้งานด้วยกันเองก็ตาม ส่งผลให้ทำไมในช่วงหลังมานี้แพลตฟอร์มอย่าง YouTube นั้นมีความเข้มงวดขึ้นเป็นพิเศษมาก ๆ ในเรื่องเนื้อหาที่อาจเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้นั่นเอง

 

อ้างอิง: CNN Business

from:https://droidsans.com/google-hit-with-600-million-usd-on-delays-of-france-news-rights-negotiation/

Joe Biden กล่าว แพลตฟอร์มแบบ Facebook กำลังฆ่าผู้คนอยู่

Joe Biden กล่าวว่า Facebook และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ กำลัง “ฆ่าผู้คน” โดยปล่อยให้ข้อมูลผิด ๆ เกี่ยวกับ COVID-19 ซึ่งปัจจุบันกำลังแพร่กระจายอยู่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเหล่านั้นอยู่

Biden ได้แสดงความคิดเห็นกับนักข่าวท้องถิ่นที่ถามประธานาธิบดีเกี่ยวกับข้อความของเขาที่ส่งถึง “แพลตฟอร์มเช่น Facebook” (มีแพลตฟอร์มอื่น ๆ อีก) ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่แพลตฟอร์มเหล่านั้นไม่ยอมจัดการกับข้อมูลหรือเนื้อหาที่ผิด ๆ เกี่ยวกับ COVID-19 “แพลตฟอร์มเหล่านี้กำลังฆ่าผู้คน” ไบเดนกล่าว “ดูสิ ปัญหาของโรคระบาดในตอนนี้เกิดขึ้นกับกลุ่มที่ไม่ยอมรับวัคซีนป้องกัน แบบนี้พวกเขากำลังฆ่าผู้คนอยู่นะ”

ประธานาธิบดีออกมาพูดเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลังศัลยแพทย์ได้ออกมาให้คำแนะนำด้านสุขภาพที่ผิดปกติและอันตรายของข้อมูลที่ผิด ๆ เกี่ยวกับวัคซีน

ล่าสุดทางโฆษกของ Facebook กล่าวว่า เราจะไม่กระวนกระวายจากข้อกล่าวหาที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากข้อเท็จจริง ความจริงคือมีผู้ใช้งานกว่า 2 พันล้านคนได้ดูข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยว COVID-19 และวัคซีนบน Facebook ซึ่งมากกว่าสื่ออื่น ๆ บนอินเทอร์เน็ต และยังมีชาวอเมริกันมากกว่า 3.3 ล้านคนได้ใช้เครื่องมือค้นหาวัคซีนของเราเพื่อค้นหาสถานที่และวิธีรับวัคซีน ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า Facebook กำลังช่วยชีวิตผู้คนอยู่

ข่าว: Joe Biden กล่าว แพลตฟอร์มแบบ Facebook กำลังฆ่าผู้คนอยู่ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/joe-biden-said-platform-like-facebook-is-killing-people/

โจ ไบเดน วิจารณ์แพลตฟอร์มโซเชียลฆ่าคนทางอ้อม ปล่อยให้มีข้อมูลเท็จวัคซีน

นักข่าวสหรัฐไปถามประธานาธิบดีโจ ไบเดน ว่าคิดอย่างไรกับข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ COVID-19 บนแพลตฟอร์มโซเชียลอย่างเฟซบุ๊ก คำตอบของไบเดนคือ “ทำให้คนตาย” (they’re killing people)

ไบเดนบอกว่าตอนนี้สหรัฐอเมริกาเจอปัญหาโรคระบาดในกลุ่มคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน (unvaccinated) ดังนั้นข่าวปลอมเหล่านี้ (ที่ชักจูงคนไม่ให้ฉีดวัคซีน) จึงถือเป็นการฆ่าคนทางอ้อม

ท่าทีของทำเนียบขาวก็ไปในทางเดียวกับไบเดน โดย Jen Psaki โฆษกของทำเนียบขาวก็ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า ทุกคนมีหน้าที่ต้องกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง บริษัทโซเชียลเหล่านี้ต้องพยายามเพิ่มมาตการต่อต้านข่าวปลอมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยยกตัวอย่างข่าวปลอมว่า วัคซีนโควิดทำให้คนเป็นหมัน

ฝั่งโฆษกของเฟซบุ๊กก็ตอบโต้ว่า บริษัทเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องของโควิดและวัคซีนอยู่แล้ว มีคนอ่านข้อมูลเหล่านี้มากกว่า 2 พันล้านคน ซึ่งเยอะกว่าโซเชียลอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ต

ที่มา – CNBC

from:https://www.blognone.com/node/123760

รู้จัก LCP, FID และ CLS 3 เสาหลักที่จะทำให้ประสบการณ์เว็บของคุณดีขึ้น

เข้าสู่ปี 2021 Google ก็ได้ประกาศการปรับเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งานหลายอย่าง ทั้งด้านมาร์เก็ตติ้ง เสิร์ช เลิร์นนิ่ง เรียกว่าครอบคลุมเกือบทุกโปรดักส์ แน่นอนว่ากลุ่มเว็บไซต์ก็ไม่พลาด จากเดิมที่แบรนด์จำเป็นต้องปรับเว็บไซต์ให้เหมาะกับประสบการณ์ของลูกค้า เพราะคนยุคใหม่จะค้นหาผ่าน Google และคาดหวังว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิม ซึ่งการที่เว็บของคุณจะดีขึ้นได้คือต้องมี Core Web Vitals ที่ตอบโจทย์ และนั่นคือการมาของ LCP, FID และ CLS!

เช็ค Core Web Vitals เพื่อวางโครงร่างให้ชัด

ก่อนที่เราจะอัปเดตประสบการณ์เว็บใหม่ก็ต้องดู Core Web Vitals อีกครั้งว่าความเร็วในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ของคุณนั้นอยู่ในช่วงประสบการณ์ที่ดีหรือเข้าใจยากจนสับสน การตรวจเช็คนี้คุณอาจจะได้คะแนนไม่เท่ากันเสมอไปจะมากหรือน้อยในส่วนใดก็ไปปรับปรุงส่วนนั้นให้เหมาะสม

Core Web Vitals คือรายละเอียดปลีกย่อยของ Web Vitals ที่ใช้กับหน้าเว็บทั้งหมด ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์ทุกคนควรนำไปใช้วัดผลคุณภาพของเว็บ เพื่อให้เห็นแง่มุมที่แตกต่างกันของประสบการณ์ผู้ใช้งานและให้ทีมไอทีวางแผนปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการตรวจสอบเว็บให้ดีขึ้น จากภาพด้านบนจะเห็นว่า Google ต้องการให้คนทำเว็บโฟกัสในเรื่องของเมตริกเหล่านี้มากขึ้นเพราะจะสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ในการใช้งานเว็บโดยมีผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง

ทำความรู้จัก LCP, FID & CLS

LCP, FID และ CLS คือสามแกนหลักของการวัดประสบการณ์หน้าเพจว่า

  • ประสิทธิภาพการโหลด (Loading performance) เป็นการวัดสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอเร็วแค่ไหน?
  • การตอบสนอง (Responsiveness) หน้าเว็บไซต์มีการตอบสนองต่อการป้อนข้อมูลของผู้ใช้งานได้เร็วแค่ไหน
  • ความเสถียรของภาพ (Visual stability) ภาพหรือเนื้อหาหรือโฆษณา ที่เคลื่อนไปมาบนหน้าจอขณะโหลดปรากฏขึ้นครบหรือไม่

ในการวัดประสบการณ์ผู้ใช้งานนั้น คนทำเว็บต้องยอมรับก่อนว่าใน 3 แแง่มุมนี้เป็นเรื่องสำคัญ Google ถึงได้เลือกมาเป็นตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง หรือที่เรียกว่า Core Web Vitals

LCP  (Largest Contentful Paint) เป็นตัววัดระยะเวลาที่เนื้อหาที่ใหญ่ที่สุดจะปรากฏบนหน้าจอ อาจจะเป็นรูปภาพหรือบล็อกข้อความ ซึ่งหากได้คะแนนที่ดี นักสร้างเว็บต้องทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าเว็บไซต์นั้นโหลดเร็ว การที่เว็บไซต์โหลดช้าอาจนำไปสู่ความหงุดหงิดได้

FID (First Input Delay) เป็นการวัดระยะเวลาที่ไซต์จะตอบสนองต่อการเข้าไปใช้งานครั้งแรก คะแนนที่ดีคือการวัดความรู้สึกของผู้ใช้เกี่ยวกับการตอบสนองต่อการค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและตอบสนองกลับมาได้ดี หากเว็บค้นหาได้ช้าอาจนำไปสู่ความไม่พอใจของลูกค้าได้

CLS (Cumulative Layout Shift) เป็นการวัดความเสถียรของเว็บไซต์ของคุณ ขยายความอีกนิดความเสถียรนี้หมายถึงโฆษณาต่างๆ ที่ปรากฏบนเว็บของคุณมีการเคลื่อนไหวไปมาบนหน้าจอขณะกำลังโหลดหรือไม่ และจำนวนครั้งเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน? ผู้เข้าใช้งานจะรู้สึกแย่มากหากต้องการพยายามคลิกปุ่มเพื่อปิดโฆษณาแต่ปุ่มนั้นปรากฏขึ้นช้ากว่าความต้องการ

John Mueller ของ Google กล่าวว่า ตัวชี้วัดทั้งสามควรจะต้องปรากฏเป็นสีเขียว หากคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณได้รับการจัดอันดับใน google เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ควรเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์เพียงแค่เพื่อให้ได้คะแนนสีเขียว แต่ต้องวางแผนให้เว็บได้คะแนนสีเขียวอย่างตั้งใจ เพราะการมีคะแนนสีเขียวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าชมเว็บอย่างแน่นอน แต่ประสบการณ์ที่ดีต้องมาจากทั้งคอนเทนต์ ภาพประกอบเนื้อหาและส่วนประกอบทุกด้านยอดเยี่ยมร่วมกัน

อย่างไรก็ตามคะแนนตัวเลขทั้งหมดที่แต่ละเว็บได้นั้น ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าต้องดีทั้งหมด แต่หากทำได้ตามที่ google แนะนำ ก็จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ใช้งานได้มากขึ้นและเพิ่มความประทับใจของพวกเขาให้ดีขึ้น

 

ที่มา : Yoast

from:https://www.thumbsup.in.th/know-lcp-fid-and-cls-3-pillars-experience?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=know-lcp-fid-and-cls-3-pillars-experience

Shoppertainment มาแรง TikTok For Business แชร์อินไซต์นักช้อปยุคใหม่ เตรียมจัด Mega Sales เปิดโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงผู้ใช้งานมากขึ้น

การใช้งาน Tiktok ในยุคนี้ไม่ใช่แค่ผ่อนคลายด้วยการเต้นหรือร้องเพลงสนุกสนานแล้ว แต่หลายคนเริ่มนำมาใช้ในการรีวิวสินค้าหรือบริการ ขายของและทดลองใช้งานจริงให้ลูกค้าได้เห็นก่อนกดสั่งซื้อ ทำให้โอกาสสำหรับกลุ่มอีคอมเมิร์ซผ่าน Tiktok น่าจะเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่มาแรงในช่วงนี้

พฤติกรรมการซื้อสินค้าทางออนไลน์ ส่งผลให้ภาพรวมของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องติดอันดับ 1 ใน 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยอัตราการเติบโต 15% ต่อปี (ข้อมูลจาก eMarketer, 2020)

โดยพบว่าหนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้ผู้คนนิยมซื้อสินค้าบนออนไลน์มากขึ้น เกิดจากประสบการณ์แห่งความสุขในระหว่างการซื้อสินค้า หรือที่เรียกว่า “Shoppertainment” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ผู้คนจำนวนมากใช้การช้อปปิ้งเป็นวิธีในการสร้างความสุข สอดคล้องกับการสำรวจผู้ใช้ TikTok ในประเทศไทยพบว่า 2 ใน 5 ของผู้ใช้พบว่าการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ช่วยให้มีความรู้สึกดีขึ้น ผ่อนคลายขึ้น

นอกจากนี้ 1 ใน 3 ของผู้ใช้รู้สึกว่าอยากให้การช้อปปิ้งมีความบันเทิงมากขึ้น จึงถือได้ว่า “Shoppertainment” เป็นปรากฏการณ์สำคัญของการผสานกันระหว่างการ Shopping และ Entertainment จนส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการจับจ่ายที่น่าสนใจของผู้คนในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนแพลตฟอร์ม TikTok ที่ถือเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างพลังบวกและมอบความสุขและความบันเทิงให้กับผู้คนในปัจจุบัน

ปัจจุบัน TikTok เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่กำลังได้รับความนิยม และยังเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้กับแบรนด์ได้ค้นพบกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ผ่านคอนเทนท์วิดีโอสั้นและการทำการตลาดคิจิทัลรูปแบบใหม่ผ่านโซลูชั่น TikTok For Business โดยพบว่า วิดีโอสั้นได้กลายมาเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อในกลุ่มนักช้อปออนไลน์ ล่าสุดจากผลสำรวจผู้ใช้ TikTok

  • ข้อมูลจาก AC Neilsen พบว่า
    • 83% ของผู้ใช้ชื่นชอบการชมคอนเทนท์วิดีโอจากแบรนด์มากกว่าภาพนิ่งหรือ gifs
    • 84% ของผู้ใช้บอกว่าเกิดความอยากซื้อสินค้าเมื่อได้ชมวิดีโอจากแบรนด์บน TikTok

อีกทั้งยังพบว่าผู้ใช้ TikTok เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการค้นพบ และทดลองสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง Mega Sales ที่พบว่า

• 79% ของผู้ใช้ TikTok มีการซื้อสินค้าจากแบรนด์ใหม่แทนที่จะซื้อสินค้าจากแบรนด์เดิมที่คุ้นเคย
• 58% ของผู้ใช้ TikTok มีการซื้อสินค้าที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าแต่เป็นการซื้อหลังจากที่ได้ชมคอนเทนท์ของแบรนด์บน TikTok

จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ #TikTokMadeMeBuyIt ที่แสดงให้เห็นว่ามีผู้คนมากมายซื้อสินค้าโดยไม่ได้ตั้งใจแต่เกิดจากแรงกระตุ้นหลังจากได้ชมโฆษณาหรือคอนเทนท์บนแพลตฟอร์ม TikTok ส่งผลให้แฮชแท็กดังกล่าวมียอดวิวสูงถึง 3.6 พันล้าน

สิรินิธิ์ วิรยศิริ Head of Business Marketing ของ TikTok กล่าวว่า Mega Sales คือช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยและเป็นโอกาสสำคัญของแบรนด์ในสร้างยอดขายและตอบโจทย์พฤติกรรมนักช้อปในปัจจุบันที่นอกจากต้องการดีลที่ดีที่สุดแล้ว ยังต้องการประสบการณ์การจับจ่ายที่มาพร้อมความสุขหรือ Shoppertainment โดย TikTok ช่วยทำให้ผู้ใช้มีความสุขและนำไปสู่การอยากมีส่วนร่วมหรือการจับจ่ายใช้สอยกับแบรนด์ โดยความสุขที่เกิดขึ้นบน TikTok เกิดขึ้นจาก 3 ส่วนด้วยกัน คือ

  • Joy of Discovery หรือความสุขการค้นพบแบรนด์ หรือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในรูปแบบคอนเทนท์วิดีโอสั้นที่เกี่ยวกับแบรนด์ที่ดูสนุกและน่าติดตาม
  • Joy of Entertainment หรือความสุขผ่านความบันเทิงและการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น Hashtag Campaign, Branded Effect, Gamification และ Livestreaming
  • Joy of Community commerce หรือความสุขผ่านชุมชนที่ช่วยทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย

สำหรับการวางกลยุทธ์เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเพิ่มยอดขายใน Mega Sales ควรมีการเริ่มสร้างแคมเปญโฆษณาล่วงหน้าอย่างน้อย 10-30 วันก่อนเริ่มแคมเปญ เนื่องจากเป็นช่วงที่ผู้บริโภคเริ่มทำการศึกษาหาข้อมูล โดย TikTok For Business ได้แนะนำ 3 กลยุทธ์หลักเพื่อการวางแผนโฆษณาและการตลาดดิจิทัลเพื่อส่งเสริมยอดขายในช่วง Mega Sales ไว้ดังนี้

  1. Always-on Core Solution การใช้ In-feed ads เพื่อช่วยในการสร้างการรับรู้และนำไปสู่การขาย โดยเลือกให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของแคมเปญ ที่สามารถตั้งกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ และมีความหยืดหยุ่นในการตั้งงบประมาณโฆษณา
  2. Immersive Shopping Experience การสร้างประสบการณ์ที่ดีในการซื้อของให้กับผู้บริโภค อาจจะเป็นการใช้ Dynamic product ads เพื่อให้โฆษณาที่ผู้บริโภคเห็นตรงกับความสนใจและความต้องการของผู้บริโภคในช่วงเวลานั้น
  3. Own Mega Sales Moment การสร้างแคมเปญหรือกิจกรรมเฉพาะของแบรนด์ในช่วงเทศกาล Mega Sales ซึ่งอาจจะทำได้ผ่าน Content solution ต่างๆ เช่น Branded Effect, Hashtag Challenge หรือแม้แต่ Top View ที่จะทำให้เข้าถึงผู้ใช้ TikTok ได้ถึง 100% ในแต่ละวัน

หากแบรนด์สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://growwithtiktokmegasales.splashthat.com/

from:https://www.thumbsup.in.th/shoppertainment-tiktok-for-business-insight?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=shoppertainment-tiktok-for-business-insight

Twitter Fleet เตรียมบอกลา 3 สิงหานี้ เหตุคนเล่นน้อยกว่าที่คิด

Twitter ประกาศปิดบริการฟีเจอร์ Fleets หลังจากผู้คนใช้งานน้อยกว่าที่คาดหวังไว้ และอาจจะรบกวนผู้เล่นหลักจึงเลือกปิดบริการนี้

Fleet เริ่มเปิดให้ใช้งานตั้งแต่ 17 พ.ย. 2020 โดยหวังจะช่วยตอบสนองการขายสินค้าบนทวิตเตอร์ให้เห็นอินโทรสั้นๆ และแนะนำสินค้าแก่คนที่กำลังสนใจ ซึ่งจะเหมือนการถ่ายคลิปสั้นๆ ใส่ข้อมูลและราคา พร้อมทั้งช่องทางการติดต่อง่ายๆ หรือแชร์ช่วงเวลาดีๆ ให้คนในสังคมทวิตได้ร่วมยินดีกับประสบการณ์ร่วมกัน แต่ฟีเจอร์นี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับความนิยมนัก

ดังนั้น ทวิตเตอร์จึงเลือกปิดฟีเจอร์นี้ไปก่อนเพราะคนใช้งานทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ยังเน้นการสื่อสารผ่าน text มากกว่าและยังคงหาฟีเจอร์ใหม่ ที่จะตอบสนองผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง อ่านรายละเอียดเพิ่มที่ blog ได้เลย

from:https://www.thumbsup.in.th/twitter-fleet-close-feature?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=twitter-fleet-close-feature