คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

Twitch ทำข้อมูลหลุดครั้งใหญ่ถึง 125GB เพียงเพราะตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ผิด

แพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งชื่อดัง Twitch พบว่ามี “ข้อมูลรั่วไหล” หลังจากที่มีผู้ไม่ประสงค์ออกนามในเว็บบอร์ดญี่ปุ่น 4chan ปล่อยซอร์สโค้ดตัวเองออกมา รวมถึงข้อมูลเด็ดเต็มไปหมดอย่างเช่นเกี่ยวกับแพลตฟอร์มคู่แข่งที่ยังไม่เปิดตัว

อย่างเช่นข้อมูลตัว Steam ของ Amazon Game Studios ไปจนถึงรายละเอียดการจ่ายเงินตอบแทนผู้สร้างคอนเทนต์ หรือโค้ดต่างๆ อย่างชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ ทูลพัฒนาที่เกี่ยวข้อง สำหรับบริการ Twitch นี้เป็นของแอมะซอนอีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้บริษัทแจ้งว่า “ได้รีบสืบสวนอย่างรวดเร็วเพื่อดูขอบเขตความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว” พร้อมทั้งชี้แจงสาเหตุว่าเป็นเพราะ “ความผิดพลาดในการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ Twitch ที่เป็นผลมาจากการเข้าถึงของบุคคลภายนอกที่น่าสงสัยอีกทีหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ทาง Twitch ได้ย้ำเพิ่มเติมเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า “ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่บอกได้ว่าข้อมูลรหัสล็อกอินหลุดออกไปด้วย รวมไปถึงเราไม่ได้มีการบันทึกข้อมูลเลขบัตรเครดิตเต็มรูปแบบไว้บน Twitch ดังนั้นเลขบัตรเครดิตแบบเต็มๆ จะไม่หลุดไปอย่างแน่นอน”

 

ที่มา : THN

from:https://www.enterpriseitpro.net/twitch-suffers-massive-125gb-data/

Frances Haugen ที่แฉ Facebook เตรียมพูดคุยกับ Oversight Board ยืนยันบริษัทโกหกบอร์ดหลายครั้ง

Frances Haugen ที่ออกมาแฉ Facebook ว่าสนใจแต่ผลประโยชน์และสนับสนุน Hate Speech ล่าสุด Oversight Board บอร์ดอิสระที่กำกับดูแลเนื้อหาบนแพลตฟอร์มเรียก Frances Haugen เพื่อเข้าไปพูดคุยเรื่องนี้แล้ว

Haugen ทวีตว่า ได้ตอบรับคำเชิญ Oversight Board เรียบร้อย หลังบอร์ดโพสต์บนเว็บไซต์ ว่าได้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการกำกับดูแลคอนเทนต์ของ Facebook หลัง Haugen ออกมาแฉ ซึ่งทางบอร์ดต้องการพูดคุยกับ Haugen เพิ่มเติม

็Haugen ระบุด้วยว่า Facebook โกหกบอร์ดหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งเจ้าตัวก็รอคอยการเปิดเผยความจริงให้กับบอร์ดอยู่

ที่มา – @FrancesHaugen

Frances Haugen
*Frances Haugen ออกมาแฉ Facebook ในรายการ 60 Minutes

from:https://www.blognone.com/node/125218

Sensor Tower เผยข้อมูลช่วง Facebook-IG ล่ม คนย้ายไปใช้งาน Snapchat กับ Telegram เป็นอัตราเพิ่มขึ้นสูงสุด

บริษัทวิจัยตลาดแอป Sensor Tower รายงานข้อมูล การใช้งานแอปโซเชียลมีเดีย ในช่วงที่ Facebook, Instagram และ WhatsApp ล่มทั่วโลก คืนวันที่ 4 ตุลาคม จากการเก็บข้อมูลแบบสุ่มของผู้ใช้เฉพาะ Android ประมาณ 1 แสนคน เป็นดังนี้

โดยหากวัดเวลาที่ใช้งานเฉลี่ยแต่ละแอป (Time Spent) Snapchat เพิ่มขึ้นมากที่สุด 24% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ตามด้วย Telegram 18% และ Signal 15% ตัวเลขการเติบโตนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเมื่อเทียบจำนวนเซสชั่น

ส่วนจำนวนการลงใช้งานแอปใหม่ ข้อมูลที่ Sensor Tower รายงานบอกว่า Telegram มีเพิ่มขึ้น 6.3 ล้านครั้ง (ต่างจากตัวเลขที่ Telegram บอก) Signal เพิ่มขึ้น 8.8 แสนครั้ง และ Viber เพิ่มขึ้น 1.37 แสนครั้ง

ที่มา: Sensor Tower

alt="Sensor Tower"

from:https://www.blognone.com/node/125142

ขอคัมแบ็กได้ไหม โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นฟ้องศาลฟลอริดา เพื่อกู้บัญชีทวิตเตอร์คืนมา

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยื่นฟ้องศาลในรัฐฟลอริดา เพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งแบนบัญชีทวิตเตอร์ของเขา โดยที่ผ่านมา ทรัมป์พยายามดำเนินการเพื่อกู้คืนบัญชีของตัวเองมาตลอด

โดนัลด์ ทรัมป์ โดนโซเชียลมีเดียใหญ่แบนทุกแพลตฟอร์ม ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาโพสต์ยุยงให้เกิดความรุนแรงในวันที่ 6 ม.ค. หรือวันที่ม็อบขวาจัดบุกรัฐสภาสหรัฐฯ คัดค้านผลการเลือกตั้งที่โจ ไบเดน ชนะ

ในการฟ้องนี้ ทรัมป์อ้างว่าคำสั่งแบนละเมิด First Amendment ว่าด้วยการแสดงความคิดเห็นและวิจารณ์ได้อย่างเสรี นอกจากนี้ กฎหมายโซเชียลมีเดียใหม่ของฟลอริดาที่ลงนามโดยผู้ว่าการ Ron DeSantis ที่ป้องกันบริษัทเทคโนโลยีในการแบนหรือจำกัดสิทธิ์ต่างๆ ของนักการเมือง ซึ่งหากบริษัทฝ่าฝืน รัฐสามารถปรับบริษัทได้ 250,000 ดอลลาร์ต่อวัน

No Description

แต่กฎใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้ เพราะผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางได้ออกคำสั่งห้าม โดยระบุว่ากฎหมายดังกล่าวอาจละเมิดสิทธิ์ในการพูดโดยเสรีของบริษัทเอกชนซึ่งมีข้อกำหนดในการให้บริการและมาตรฐานทางเนื้อหาของตัวเอง

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/125103

YouTube Shorts Fund ขยายเพิ่มอีก 30 กว่าประเทศ 
พร้อมแนะเทคนิคสร้างรายได้ให้ครีเอเตอร์ไทยด้วย 10 วิธีนี้

YouTube ได้ประกาศขยาย YouTube Shorts Fund หรือเงินสนับสนุนของ YouTube Shorts ไปยังประเทศต่างๆ อีกกว่า 30 ประเทศทั่วโลกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย ถือว่าเป็นโอกาสดีของเหล่าครีเอเตอร์ที่จะเบนเข็มสู่ด้านนี้โดยตรงและพร้อมทำธุรกิจด้านคอนเทนต์เต็มที่ พร้อมนำเสนอเทคนิคที่เหล่าครีเอเตอร์สามารถนำไปปรับใช้เพื่อเพิ่มโอกาสการเป็นครีเอเตอร์ชื่อดังของไทย

Robert Kyncl, Chief Business Officer, YouTube กล่าวว่า “สิ่งหนึ่งที่ผมชื่นชมมากที่สุดเกี่ยวกับครีเอเตอร์คือความสามารถและทักษะอันน่าทึ่งของพวกเขา ที่เป็นทั้งนักเล่าเรื่อง ผู้กำกับ บรรณาธิการ นักการตลาด และผู้ประกอบการ และเพื่อให้ครีเอเตอร์เหล่านี้ได้เข้าถึงโอกาสในการต่อยอดสู่ความสำเร็จ YouTube จึงได้พัฒนาจากการเป็นเพียงแพลตฟอร์มสำหรับอัปโหลดและแชร์วิดีโอไปสู่การเป็นสถานที่ที่ครีเอเตอร์สามารถค้นหาฐานผู้ชมใหม่ๆ เชื่อมต่อกับแฟนๆ ในรูปแบบต่างๆ และต่อยอดธุรกิจที่กำลังเติบโต”

โดย YouTube ได้วางรากฐานสำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์แบบใหม่ไว้เมื่อ 14 ปีที่แล้วด้วยการเปิดตัวโปรแกรมพาร์ทเนอร์ YouTube (YPP) ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ในเวลานั้นที่มีการแบ่งรายได้ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นบน YouTube ให้กับครีเอเตอร์ ในช่วงเวลาเพียง 3 ปีที่ผ่านมา YouTube ได้จ่ายเงินไปกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐให้แก่ครีเอเตอร์ ศิลปิน และบริษัทสื่อต่างๆ และในไตรมาส 2 ของปีนี้  YouTube ได้จ่ายเงินให้แก่ครีเอเตอร์และพาร์ทเนอร์มากกว่าไตรมาสใดๆ ในประวัติศาสตร์

ในระหว่างนี้ YouTube ยังคงเดินหน้าพัฒนาวิธีสร้างรายได้แบบใหม่ๆ สำหรับครีเอเตอร์นอกเหนือจากการโฆษณา ซึ่งรวมถึงสินค้าดิจิทัลแบบชำระเงิน สินค้า เนื้อหาที่มีแบรนด์ และอื่นๆ อีกมากมาย เป้าหมายร่วมกันของ YouTube กับครีเอเตอร์คือการช่วยให้พวกเขาสร้างโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งและหลากหลายที่ได้ผลทั้งในส่วนของเนื้อหาที่เป็นเอกลักษณ์และส่วนของกลุ่มผู้ชม

ปัจจุบัน YouTube มีวิธีสร้างรายได้สำหรับครีเอเตอร์และศิลปินถึง 10 วิธีด้วยกัน ซึ่งได้แก่

เงินสนับสนุนของ YouTube Shorts

มูลค่าของเงินสนับสนุนที่ YouTube Shorts มอบให้มีมูลค่าอยู่ที่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้รับการจัดสรรสำหรับการสนับสนุนครีเอเตอร์ในช่วงปี 2021-2022 ทาง YouTube จะติดต่อครีเอเตอร์หลายพันคนในแต่ละเดือน เพื่อแจ้งให้ทราบว่าครีเอเตอร์รายนั้นๆ มีสิทธิ์รับเงินสนับสนุนของ YouTube Shorts ทั้งนี้ ครีเอเตอร์ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จะได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 100 – 10,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะพิจารณาจากยอดผู้ชมและการมีส่วนร่วมในวิดีโอ Shorts ของพวกเขา

ทั้งนี้ เงินสนับสนุนของ Shorts ถือเป็นก้าวแรกในการสร้างโมเดลการสร้างรายได้สำหรับการทำวิดีโอ Shorts บน YouTube และไม่จำกัดเพียงครีเอเตอร์ที่อยู่ในโปรแกรมพาร์ทเนอร์ YouTube (YPP) เท่านั้น โดยครีเอเตอร์ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดก็สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ YouTube ยังมอบเงินสนับสนุนผ่านทาง Black Voices Fund และ Kids Fund อีกด้วย

โฆษณา

โฆษณาถือเป็นแหล่งรายได้หลักของครีเอเตอร์ และยังคงเป็นช่องทางหลักในการสร้างรายได้บน YouTube ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ที่ครีเอเตอร์ได้รับมาจากโฆษณาบน YouTube

YouTube Premium

YouTube Premium เป็นการสมัครใช้บริการแบบชำระเงินที่ให้สมาชิกรับชมวิดีโอบน YouTube ได้แบบไม่มีโฆษณาคั่น เล่นขณะล็อกหน้าจอหรือขณะใช้แอปอื่น ดาวน์โหลดวิดีโอ และเข้าถึง YouTube Music Premium ได้ โดยรายได้จากการติดตามส่วนใหญ่จะเป็นของพันธมิตร YouTube

การเป็นสมาชิกของช่อง

ครีเอเตอร์สามารถใช้การเป็นสมาชิกของช่องเพื่อมอบสิทธิพิเศษและเนื้อหาแบบเอ็กซ์คลูซีฟให้กับผู้ชมที่สมัครเป็นสมาชิกของช่องแบบชำระเงินรายเดือนในราคาที่ครีเอเตอร์เป็นผู้กำหนดเอง

ฟีเจอร์ Super Chat

แฟนๆ ที่รับชมการสตรีมแบบสดและวิดีโอพรีเมียร์สามารถซื้อ Super Chat ซึ่งเป็นข้อความที่จะถูกไฮไลต์ในแชทของสตรีมแบบสดซึ่งจะโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ เพื่อให้ได้รับความสนใจจากครีเอเตอร์คนโปรดมากยิ่งขึ้น

ฟีเจอร์ Super Thanks

ตอนนี้ผู้ชมสามารถแสดงความชื่นชมและขอบคุณครีเอเตอร์สำหรับวิดีโอที่อัปโหลดผ่านทาง Super Thanks ได้แล้ว โดยผู้ที่ซื้อ Super Thanks จะได้รับความคิดเห็นสีสันสดใสอันโดดเด่นเป็นโบนัสในส่วนความคิดเห็นของวิดีโอ ซึ่งครีเอเตอร์สามารถเข้ามาตอบกลับได้

ฟีเจอร์ Super Stickers

Super Stickers เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่แฟนๆ สามารถแสดงการสนับสนุนครีเอเตอร์ในระหว่างการสตรีมแบบสดและวิดีโอพรีเมียร์ โดยแฟนๆ สามารถซื้อสติกเกอร์ที่โดดเด่นเพื่อส่งให้กับครีเอเตอร์ที่ตนชื่นชอบผ่านทางแชทได้

ฟีเจอร์สินค้า

ชั้นวางสินค้าช่วยให้ช่องต่างๆ แสดงสินค้าที่มีแบรนด์อย่างเป็นทางการของตนเองบน YouTube ได้ โดยมีผู้ค้าปลีก 30 รายทั่วโลกให้ครีเอเตอร์เลือก

ฟีเจอร์การจำหน่ายตั๋ว

ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้แฟนเพลงทราบข้อมูลเกี่ยวกับคอนเสิร์ตที่กำลังจะจัดขึ้น และซื้อตั๋วได้ง่ายๆ เพียงเข้าไปที่เว็บไซต์ของพาร์ทเนอร์ผู้จำหน่ายตั๋วโดยตรง

YouTube BrandConnect

YouTube BrandConnect (มีชื่อเรียกเดิมว่า FameBit) ช่วยให้ครีเอเตอร์และแบรนด์สร้างเนื้อหาที่มีแบรนด์ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ YouTube BrandConnect นำเสนอข้อมูลเชิงลึก การวัดผล และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนกลยุทธ์การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ ครีเอเตอร์ และผู้ชมเข้าด้วยกัน

อันนี้ต้องบอกก่อนว่า ข้อแนะนำทั้ง 10 อัน ให้เลือกใช้ในบริบทที่เหมาะสม หรือประเภทของคอนเทนต์ที่คุณจะนำเสนอนะคะ ไม่ใช่ใส่ไปทีเดียวทั้งหมดในแชนแนลเดียว เลือกปรับในสไตล์ที่ใช่คุณดีกว่านะคะ

from:https://www.thumbsup.in.th/youtube-shorts-fund-more-30-country?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=youtube-shorts-fund-more-30-country

Youtube เผยคนเสพคอนเทนต์เพิ่ม 80% พร้อมประกาศผู้ชนะ Youtube Works Awards

ช่วงโควิด-19 เรียกว่ามีคนเสพคอนเทนต์ออนไลน์เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม รวมทั้งจำนวนครีเอเตอร์หน้าใหม่และจำนวนชั่วโมงของคอนเทนต์บน Youtube ก็เพิ่มมากขึ้นถึง 80% ทำให้มีผู้ติดตามครีเอเตอร์ผ่านแพลตฟอร์มเกิน 1 ล้านคนมากกว่า 650 ช่อง โดยคอนเทนต์ด้านการเงินมีการเติบโตสูงที่สุด

คุณไมค์ จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด กูเกิล ประเทศไทย เผยว่า พฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์วีดีโอบน Youtube นั้น เพิ่มขึ้นกว่า 80% ประเภทของการรับชม (เปรียบเทียบเดือน เม.ย.63 – เม.ย.64) แบ่งเป็น

  • รับชมวิดีโอด้านการเงิน เพิ่มขึ้นกว่า 100%
  • รับชมวิดีโอคาราโอเกะ 70%
  • รับชมวิดีโอด้านเกษตรกรรม 50%
  • รับชมวิดีโอออกกำลังกาย 50%
  • รับชมวิดีโอสารคดี 45%

ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนให้เห็นสถิติการติดตามยูทูปเบอร์ ดังนี้

  • ช่องที่มีผู้ติดตาม 1 ล้านคน จำนวน 650 ช่อง
  • ช่องที่มีผู้ติดตาม 1 แสนคน จำนวน 7,000 ช่อง

ล่าสุดได้เปิดการใช้งาน YouTube Shorts ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับทุกคนที่ต้องการสร้างวิดีโอแบบสั้น แต่น่าสนใจได้ง่ายๆ ด้วยการใช้เพียงแค่โทรศัพท์มือถือ ทำให้เราได้เห็นผลงานที่สร้างสรรค์มากมายจากเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์

ผู้ชนะรางวัล YouTube Works Award ปี 2564

โครงการประกวดชิงรางวัล “YouTube Works Award” คือรางวัลเพื่อส่งเสริมและยกย่องชิ้นงานโฆษณาที่โดดเด่นและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยเริ่มจัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

โดยมี บริษัท คันทาร์ (Kantar) ร่วมเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ และมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการตลาดหลากหลายสาขาเป็นผู้ร่วมตัดสิน

โครงการนี้ได้เปิดโอกาสให้ทีมการตลาด สื่อ ครีเอทีฟ และเอเจนซี่ส่งแคมเปญนวัตกรรมดิจิทัลเข้าประกวดฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับการคัดเลือกจะต้องเป็นแคมเปญที่เผยแพร่ทาง YouTube ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง 31 พฤษภาคม 2564

โดยมีเนื้อหาที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการวางแผนใช้สื่อ การบอกเล่าเรื่องราว และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และสร้างสรรค์ระหว่างแบรนด์และผู้สร้าง รวมถึงผลงานที่สามารถแสดงให้เห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ

รายชื่อผู้ชนะในแคมเปญต่างๆ

ผู้ชนะรางวัล Best Full Funnel Campaign: Dutch Mill
แคมเปญ: ฝากร้านฝากท้อง
แบรนด์: Dutch Mill
เอเจนซี่สื่อ: Digital Integrated
เอเจนซี่ครีเอทีฟ: Wunderman Thompson Bangkok

แคมเปญ ฝากร้านฝากท้อง โดย Dutch Mill ได้ร่วมมือกับร้านโชห่วย ซึ่งเป็นช่องทางการขายสำคัญของ Dutch Mill ในการทำการตลาดแบบ full funnel* โดยใช้ YouTube เป็นช่องทางในการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ พร้อมทั้งประกาศรับสมัครเจ้าของร้านโชห่วยท้องถิ่นที่ขายผลิตภัณฑ์ของ Dutch Mill ให้ร่วมสร้างวิดีโอโปรโมทร้านค้าของตนเอง

และนำเสนอสินค้าของ Dutch Mill ร่วมกับสินค้าอีกหนึ่งอย่างในร้านค้า ก่อนที่แบรนด์จะนำวิดีโอเหล่านี้ไปโฆษณาในพื้นที่ ให้คนในพื้นที่ใกล้เคียงเข้าไปซื้อสินค้าที่หน้าร้านได้ทันที ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น Call-to-action เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อที่หน้าร้าน อีกทั้ง การนำเอาเจ้าของร้านโชห่วยมาร่วมแสดงในโฆษณาถือเป็นความแปลกใหม่ และมีการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน ทำให้ผู้ชมอยากรับชมโฆษณาชิ้นนี้ ผลที่ได้คือการพูดถึงแบรนด์จาก earned media ที่มีมูลค่าถึง 7.5 ล้านบาท และยอดขายที่เพิ่มขึ้น 200%

*ตั้งแต่การสร้างการรับรู้แบรนด์ไปจนถึงการเพิ่มการพิจารณาและสร้างยอดขาย

ผู้ชนะรางวัล Best Storytelling: GrabFood
แคมเปญ: อิสรภาพทางการกิน
แบรนด์: GrabFood
เอเจนซี่สื่อ: M&C Saatchi
เอเจนซี่ครีเอทีฟ: Spa-Hakuhodo

 

ในแคมเปญ อิสรภาพทางการกิน GrabFood ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคที่เบื่อความจำเจจากการต้องทานอาหารเดิมๆ มาขยายให้ครอบคลุมผู้ชมทุกกลุ่ม ในแต่ละช่วงเวลาธรรมดาๆในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นช่วงพักเที่ยงกับเพื่อนร่วมงาน อาหารเย็นกับครอบครัว หรือแม้แต่ขนมปี๊บเดิมๆ ที่เป็นที่นิยมในกิจกรรมรับน้อง และพยายามผลักดันให้ผู้บริโภคเหล่านี้ก้าวข้ามความจำเจแบบเดิมๆ และเลือก “กินให้สร้างสรรค์กว่าเดิม” ผ่านการสนทนาง่ายๆ ที่สอดแทรกจุดเด่นของสินค้า และ Call-to-action ที่เรียกร้องให้ผู้ชมตัดสินใจซื้อในทุกจังหวะของการโฆษณา

โฆษณาชิ้นนี้ของ GrabFood ได้ทลายความเชื่อดั้งเดิมของนักการตลาดที่มองว่าโฆษณาที่ขายของมักไม่น่าสนใจ ด้วยการจับ pain point ที่เป็นอารมณ์ร่วมของผู้บริโภคที่ถูกต้อง นำมาร้อยเรียงเป็นบทสนทนาที่ตลก กระชับ ตรงประเด็น ประกอบกับการตัดต่อที่เสริมจังหวะความฮาได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ชมสนุกกับการดูวิดีโอของ GrabFood ที่ทั้งยาว และตั้งใจขายของอย่างไม่ปิดบังจนจบได้ ความสามารถของ GrabFood ที่ฉีกความเชื่อเดิมๆ และสร้างโฆษณาที่ก้าวข้ามทุกกฏของการเล่าเรื่องให้ประสบความสำเร็จได้ทำให้ผลงานชิ้นนี้ตอบโจทย์ทางการตลาดและธุรกิจ

ผู้ชนะรางวัล Best Collaboration between Brand and Creator: Bear Brand
แคมเปญ: นมตราหมีอิ่มดี มีประโยชน์
แบรนด์: Bear Brand
เอเจนซี่สื่อ: IPG Mediabrands (UM Thrive)
เอเจนซี่ครีเอทีฟ: Buzzpurr

ในแคมเปญนี้ นมตราหมี ได้ร่วมมือกับมาริโอ้ โจ๊ก ครีเอเตอร์สายฮา และนักร้องเพลงอีสาน เพื่อสร้างมิวสิควิดีโอเพลงลูกทุ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นมตราหมี อิ่มดี ตั้งแต่ราคา คุณสมบัติของสินค้า ไปจนถึงจุดจำหน่าย เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในภาคอีสาน การเลือกครีเอเตอร์ที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายติดตามหรือมีความคุ้นเคยอยู่แล้วทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับแบรนด์และกระตุ้นให้พวกเขาเปิดใจดูโฆษณา

นอกเหนือจากการเลือกครีเอเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ความพิเศษของผลงานนี้คือคอนเทนต์ของโฆษณาที่ถูกทำออกมาให้เป็นเพลงลูกทุ่งซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มเป้าหมาย เมื่อโฆษณานี้ถูกเล่าออกมาโดยใช้ครีเอเตอร์ที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบและใช้คอนเทนต์ที่โดนใจจึงส่งผลให้โฆษณานี้ได้รับผลตอบรับที่ดีในเชิงธุรกิจ การค้นหาแบรนด์ตราหมีเพิ่มขึ้น 3,350% และยอดขายเพิ่มขึ้น 17.5% หลังจากที่มิวสิค วิดีโอถูกเปิดตัว

ผู้ชนะรางวัล Small Budget, Big Result: Bumrungrad International Hospital
แคมเปญ: Local Hero
แบรนด์: Bumrungrad International Hospital
เอเจนซี่ครีเอทีฟ: In-house and Changkidwittaya

ผลงานโฆษณา Local Hero จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้นำเสนอเรื่องราวจากชีวิตจริงของชาวต่างชาติที่ถูกปฏิเสธการรักษาจากประเทศบ้านเกิด และความพยายามของทีมแพทย์ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคในการนำตัวคนไข้มารักษา ผ่านการเล่าเรื่องที่สัมผัสใจและสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้ชมทั้งในประเทศและต่างประเทศได้สำเร็จ

ผลงานชิ้นนี้สามารถสื่อสารถึงสิ่งที่โรงพยาบาลพร้อมจะมอบให้อย่างชัดเจน นั่นก็คือการให้บริการด้านสุขภาพด้วยใจในมาตรฐานระดับสูง เป็นผลให้สามารถสร้างกระแสผ่านยอดวิวที่มีมากกว่า 6 เท่าจากยอดวิวเฉลี่ย ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3 เท่า แมัมีงบประมาณที่จำกัด และมีคลิปวิดีโอเพียงคลิปเดียว

ยังมีรายชื่อแคมเปญอื่นๆ ที่ผ่านเข้ารอบการตัดสินจาก Grand Jury ด้วยนะคะ อ่านรายชื่อ

from:https://www.thumbsup.in.th/youtube-content-user-creator-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=youtube-content-user-creator-2021

Pew สำรวจปี 2020 Facebook, YouTube ยังเป็นช่องทางข่าวสาร แต่ตัวเลขน้อยลงกว่าปีก่อนหน้า

Pew Research Center สำนักวิจัยที่มักทำการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอยู่เสมอ และในปี 2020 โซเชียลมีเดียยังคงเป็นช่องทางหลักของประชากรอเมริกันในการรับข่าวสาร แต่ตัวเลขลดลงจากปีก่อนหน้า เหลือ 48% อาจเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามของโซเชียลมีเดียเพราะสัดส่วนคนใช้งานลดลง

Pew อ้างอิงจากการสำรวจบนเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม โดยมีคำตอบจากคนมากกว่า 11,000 คน พบว่า Facebook ยังคงเป็นช่องทางใหญ่ที่สุด โดย 31% ของวัยผู้ใหญ่ที่ใช้โซเชียลมีเดียในสหรัฐฯ เปิดเผยว่าพวกเขาได้รับข่าวสารจาก Facebook เป็นประจำ รองลงมาคือ YouTube ที่ 22% และ Twitter ที่ 13%

No Description
ภาพจาก Facebook

ซึ่ง Twitter ถูกมองว่าเป็นช่องทางข่าวสารมากกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ Pew ระบุว่า เฉพาะผู้ใช้ Twitter ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ใหญ่ในสหรัฐ 55% บอกว่าพวกเขาได้รับข่าวสารบนไซต์โซเชียลมีเดียเป็นประจำ

ส่วนแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ถูกใช้เป็นช่องทางข่าวสารบ้าง แต่อยู่ในสัดส่วนน้อยคือ Reddit (7%), TikTok (6%), LinkedIn (4%), Snapchat (4%), WhatsApp (3%) และ Twitch (1%)

เมื่อมาดูผู้ให้การสำรวจให้ลึกลงไปถึงสถิติจำนวนประชากร เชื้อชาติ คนอ่านข่าวจากโซเชียลมีเดียบ่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว มากกว่าครึ่งของผู้บริโภคข่าวทั่วไปบน Facebook (60%), Twitter (51%) และ Reddit (54%) เป็นคนผิวขาว ตามมาด้วย Twitter (46%) และ LinkedIn (45%)
ส่วนแพลตฟอร์มที่เน้นรูปภาพอย่าง Snapchat, TikTok และ Instagram มีผู้ใช้งานชาวฮิสแปนิกเทียบเท่าหรือมากกว่าคนผิวขาวในกรณีของ Snapchat

นอกจากนี้ Pew ยังพบด้วยว่า บน Snapchat และ TikTok นั้นผู้ใช้งานมีอายุน้อยกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ โดย 63% และ 52% ของผู้ใช้งานตำลำดับแพลตฟอร์มอยู่ในช่วงอายุ 18-29 ปี

ที่มา – CNET

from:https://www.blognone.com/node/124848

จีนออกกฏใหม่ ให้เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี เล่น TikTok ได้วันละ 40 นาที

รัฐบาลจีนเอาจริงเอาจังกับพฤติกรรมการติดอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียในหมู่เยาวชน ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เปิดตัวระบบใหม่ที่เรียกว่า “Midnight Patrol” ซึ่งมีเป้าหมายในการจำกัดการใช้งานโทรศัพท์ของเยาวชนในช่วงเวลากลางคืน

Midnight Patrol เป็นฟีเจอร์ที่จะสแกนใบหน้าของเยาวชน ซึ่งหากเล่นหลังเวลาที่รัฐบาลกำหนดจะมีการแแสดงผลที่หน้าจอพร้อมกับตัดการเชื่อมต่อในทันที

นอกจากข้อมจำกัดข้างต้นแล้ว ทางรัฐบาลจีนได้ออกข้อจำกัดใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่แอปพลิเคชัน TikTok โดยเฉพาะ ซึ่งเด็กที่อายุต่ำหว่า 14 ปีจะสามารถเข้าแอปพลิเคชันได้ผ่าน Youth mode พร้อมกับมีการจำกัดเวลาให้ใช้งานได้ไม่เกินวันละ 40 นาทีเท่านั้น

แถลงการของ Bytedance (บริษัทแม่ของ TikTok): ใน Youth mode เราได้เตรียมคอนเทนต์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกคน เช่น การทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่แปลกใหม่และน่าสนใจ นิทรรศการในพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ ทิวทัศน์ที่สวยงามทั่วประเทศ หรือคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติเป็นต้น

ข่าว: จีนออกกฏใหม่ ให้เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี เล่น TikTok ได้วันละ 40 นาที มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/chinese-kids-under-14-to-have-only-40-minutes-of-tiktok-a-day/

TikTok ในจีนบังคับเด็กไม่เกิน 14 เล่นได้วันละ 40 นาที เพื่อให้สอดคล้องกฎใหม่ของจีน

ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok เพิ่ม youth mode จำกัดเวลาเล่น TikTok หรือเวอร์ชันในจีนเรียกว่า Douyin โดยเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี สามารถเล่น Douyin ได้เพียงวันละ 40 นาทีเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลจีนในการพยายามควบคุมเยาวชนไม่ให้เสพติดกับการเล่นเกมและโซเชียลมีเดียมากเกินไป

วัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 14 ปีจะสามารถเล่น Douyin ได้ระหว่างเวลา 6:00 น. ถึง 22:00 น. แต่ถ้านอกเหนือเวลานี้จะไม่สามารถเข้าเล่นได้ ทาง ByteDance บอกด้วยว่าจะบังคับใช้กฎการยืนยันตัวตนและอายุอย่างเคร่งครัด รวมทั้งขอให้ผู้ปกครองช่วยเด็กๆ ในการยืนยันตัวตนในแอปด้วย

No Description
ภาพจาก ByteDance

เดือนที่แล้ว สำนักบริหารสื่อและสิ่งพิมพ์แห่งชาติของจีนเผยกฎใหม่ กำหนดให้พลเมืองจีนอายุต่ำกว่า 18 ปีสามารถเล่นเกมออนไลน์ได้เฉพาะในวันศุกร์ วันหยุดสุดสัปดาห์ และวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 20.00 น. ถึง 21.00 น. และบังคับให้แพลตฟอร์มเกมและโซเชียลอย่าง Douyin ใช้การยืนยันตัวตนด้วยชื่อจริง เบอร์โทรศัพท์ หรือข้อมูลยืนยันตัวตนอื่นๆ ก่อนถึงจะให้เยาวชนเข้าใช้งานแพลตฟอร์มได้

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/124829

Infographic: 7 บาป Social Media ที่ธุรกิจเล็กต้องเลี่ยง

ถ้าบาปคือความผิด ทั้ง 7 บาปต่อไปนี้คือความผิดพลาดที่ธุรกิจควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นในการเดินกลยุทธ์โซเชียลมีเดียของตัวเอง ซึ่งไม่เพียงธุรกิจขนาดเล็ก บางข้อผิดพลาดก็ไม่ควรเกิดขึ้นเลยในธุรกิจใหญ่เช่นกัน

นาทีนี้ทุกธุรกิจรู้แล้วว่าช่องทางออนไลน์นั้นมีประสิทธิภาพมากเพียงไร เพราะแพลตฟอร์มเหล่านั้นสามารถขยายกระแสประกายไฟเล็ก ๆ ให้กลายเป็นเปลวไฟลุกลามได้ สิ่งที่ธุรกิจควรทำคือการระลึกถึงจุดสำคัญที่จะทำให้กระแสนั้นได้รับความสนใจที่ดี และหลีกเลี่ยงวิกฤติ ดราม่า ความอับอาย หรือความรู้สึกแง่ลบอื่นๆ

หนึ่งในจุดสำคัญที่ธุรกิจต้องนึกถึง คือการเลี่ยงไม่หว่านแห พยายามคว้าไว้ทุกค่ายโซเชียลมีเดีย แต่ควรจะเลือกค่ายที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เหตุผลเป็นเพราะโซเชียลมีเดียวันนี้มีทั้ง Facebook, Instagram, LinkedIn, Twitter และ Pinterest นักการตลาดที่พยายามเข้าถึงลูกค้าใหม่แบบคลุมรอบทุกค่ายโซเชียล อาจจะพัฒนาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ไม่เต็มที่

อย่าหลงทาง

ความผิดพลาดจุดที่ 2 ที่ธุรกิจต้องระวังคือการหลงทาง ไม่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องได้ จุดนี้เป็นเพราะจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มมากขึ้น และเครื่องมือการส่งข้อความที่ทรงพลัง ทั้ง 2 จุดแข็งที่ทวีความร้อนแรงตลอดเวลาทำให้โซเชียลมีเดียมีโอกาสที่น่าตื่นเต้นรออยู่สำหรับทุกองค์กร แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องการกำหนดกลุ่มเป้าหมายพลาดไปได้ง่าย

ความผิดพลาดต่อมาคือการโพสต์โซเชียลโดยไม่มีกลยุทธ์รองรับชัดเจน หากธุรกิจใดพลาดข้อนี้ ความล้มเหลวก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในการทำแคมเปญใดๆก็ตาม

ความผิดข้อ 4 เชื่อมกับความผิดข้อที่แล้ว คือการโพสต์มากเกินไป โพสต์ไม่รู้จักพอ ความผิดข้อนี้สามารถนำไปสู่มหากาพย์ความไม่ไว้วางใจของผู้บริโภค แถมยังสูญเสียเงินและความพยายามไปโดยเปล่าประโยชน์

ต้องฟังความคิดเห็น

บาปข้อ 5 คือการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสื่อสารทางเดียว หรือ One Way Tool เช่น การเป็นเครื่องมือประกาศข่าวเท่านั้น สิ่งที่แบรนด์ควรทำคือการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อส่งเสริมการแสดงความคิดของลูกค้า เพื่อให้แบรนด์ฟังความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่

บาปข้อ 6 คือการมองข้ามความสำคัญของพันธมิตรธุรกิจอื่น ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเสียโอกาสในการแชร์โพสต์ ซึ่งจะทำให้ไม่อาจเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นได้ สุดท้ายคือบาปที่ 7 คือการไม่ได้วัดผลแคมเปญของธุรกิจ แน่นอนว่าการเลือกปิดตาไม่รับรู้ว่ามีข้อผิดพลาดอะไรในแคมเปญโซเชียลบ้าง จะเป็นบ่อนทำลายกลยุทธ์โซเชียลมีเดียในอนาคต ดังนั้นจงติดตามคะแนนเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะได้ผลลัพท์ที่ดีกว่า.

ที่มา: : PRDaily

from:https://www.thumbsup.in.th/social-media-mistakes?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-media-mistakes