คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

social media manager ควรดู!! วิดีโอล่าสุดจาก 2 นักแสดงสุดฮาผู้ล้อเลียน “วัฒนธรรมดิจิทัล”

Nick Ciarelli และ Brad Evans เป็นนักเขียนและนักแสดงที่ถูกยกให้เป็นผู้ย่ำยีวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตสุดตลกโปกฮา ล่าสุดทั้งคู่กำลังก้าวไปไกลกว่าการสร้างวิดีโอออนไลน์เพื่อทำให้มุกตลกของ 2 หนุ่มกลายเป็นเสียงบอกต่อในโลกออฟไลน์

เมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน ทั้ง Nick Ciarelli และ Brad Evans ปล่อยวิดีโอล้อเลียนบัญชี Twitter ขององค์กร ด้วยการหยิบสำนวนข้อความของระบบโซเชียลอัจฉริยะที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์มากมาย งานนี้ทั้งคู่เลือกแบรนด์เก๋ไก๋มาเป็นตุ๊กตาเรียกเสียงฮา ได้แก่ Otter Pops ขนมน้ำหวานในหลอดพลาสติกสำหรับแช่แข็งแล้วรับประทานเป็นไอศกรีมซึ่งมีวางจำหน่ายจริง และ Pine Breeze Urinal Cakes ลูกเหม็นดับกลิ่นสำหรับติดโถปัสสาวะชายที่ไม่ใช่สินค้าจำหน่ายจริง

ความฮาของวิดีโอนี้อยู่ที่การสะท้อนความเสแสร้งแกล้งทำที่โลกเคยเห็นบนโซเชียล ในวิดีโอนี้ Nick Ciarelli และ Brad Evans สวมบทเป็นผู้จัดการสื่อโซเชียลสำหรับแบรนด์ใหญ่ที่เชื่อว่าการเลือกเนื้อหามาพูดในนามแบรนด์ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ต้องปั่นโพสต์ที่พูดถึงสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังโพสต์ถึง

กัดเจ็บปนทะลึ่ง

ทั้ง Nick Ciarelli และ Brad Evans เลือกสถานการณ์ล้อเลียนได้อย่างถึงพริกถึงขิง ในวิดีโอ 2 หนุ่มยกตัวอย่างหัวเรื่องที่มีการโพสต์ถึงมากที่สุดลนโซเชียล ว่าประกอบด้วยคำว่า fucking, having depression และ fucking while having depression ซึ่งแปลว่าการร่วมเพศ, ภาวะหดหู่ และการร่วมเพศในขณะที่มีภาวะหดหู่ ความตลกจึงเริ่มขึ้นเมื่อแบรนด์ทั้ง Pine Breeze Urinal Cakes Cake และ Otter Pops ผลัดกันพูดถึง Topic นี้แบบที่หลายคนเผลอหัวเราะออกมา

บทสรุปที่ไม่ธรรมดาจากวิดีโอนี้ คือทั้งคู่เลือกสร้างตัวตนให้แบรนด์สมมติอย่าง Pine Breeze Urinal Cakes Cake ให้มีตัวตนบนโลกออนไลน์ต่อไป แถมยังมีการโต้ตอบกับแฟนคลับของแบรนด์ที่ยังติดใจมุกตลก และสานต่อเจตนารมณ์ของทั้งคู่ที่เสนอว่าจะส่งลูกเหม็นที่สามารถ “รักษาโรคซึมเศร้าหดหู่ใจ” ไปให้ฟรีหากทวีตของทั้ง 2 ที่กล่าวถึงแบรนด์นั้นถูกส่งต่อทะลุ 500 RT

ข้อเสนอนี้บรรลุผลในเวลาไม่ถึง 6 ชั่วโมง และทั้ง Nick Ciarelli และ Brad Evans จึงไปซื้อลูกเหม็นมาทำตามที่พูดไว้

โชคชะตาพามาพบ

Nick Ciarelli และ Brad Evans มีเคมีที่ลงตัวผ่านน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ขณะเดียวกันหัวข้อ และการเข้าถึงวัฒนธรรมดิจิตัลยุคใหม่ได้เร็วและกว้างทำให้ Ciarelli และ Evans สามารถล้อเลียนสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัลได้อย่างถึงใจ กลายเป็น memes ออนไลน์ที่ถูกแชร์อย่างชื่นชม

ก่อนจะมาเป็น Nick Ciarelli และ Brad Evans ทั้งคู่เป็นนักเขียนที่มาพบกันครั้งแรกเมื่อถูกสุ่มมาร่วมทีมร่างโครงการ UCB ทีมเดียวกันเมื่อปี 2013 หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งปีในการเขียนโครงร่างร่วมกัน Ciarelli และ Evans ก็กลายเป็นเพื่อนร่วมห้องและเริ่มต้นโครงการแสดงแบบยาวหรือ longform ครั้งแรก โดยเขียนเป็นบทพูดหรือสคริปต์สำหรับการแสดงสั้นแบบสดชื่อ Sex & Drugs & Rock & Roll

จากนั้นทั้ง 2 ก็มีผลงานเรียกเสียงฮาออกมาต่อเนื่องหลายตอน สะท้อนความขี้เล่นซึ่งกลายเป็นลายเซ็นของ Ciarelli และ Evans ที่ล้อเลียนสังคมออนไลน์วันนี้ จิกกัดพฤติกรรมคนดูวิดีโอสตรีมมิ่งยุคปัจจุบันได้แบบที่โลกจดจำ.

ที่มา: : FastCompany

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/social-media-manager-vdo-from-digital-culture/

โฆษณา

เสียดายของ! Chat Sticker บน Instagram ลูกเล่นใหม่ ที่ไม่โดนใจเหล่า influencer

Instagram เปิดตัวลูกเล่นเด่นโดนใจ chat sticker สติ๊กเกอร์ใหม่สำหรับใช้กับ Instagram Stories ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถขอให้ผู้ติดตามหรือ Followers เข้าร่วมการแชตกลุ่มใหม่ ซึ่ง Followers จะต้องรับคำขอเพื่อเข้าร่วมการแชต ฟีเจอร์นี้เน้นหนักเรื่องการกระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้นบนแพลตฟอร์มอย่างจริงจังครั้งล่าสุด ทำให้โลกสนใจฟีเจอร์ใหม่นี้ว่าจะเป็นเครื่องมือเพิ่ม engagement ให้ Instagram Stories มากขึ้นอีก แต่อาจไม่โดนใจ influencer เพราะอาจไม่เข้าท่า

สติกเกอร์ล่าสุดของ Instagram Stories ถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า chat sticker แนวคิดหลักคือการช่วยให้ influencer หรือผู้ใช้ Instagram ทุกรายสามารถขอให้ผู้ติดตามเข้าร่วมการแชทกลุ่มใหม่ ขณะเดียวกันก็ให้อำนาจผู้ใช้ในการเลือกผู้ที่สามารถเข้าร่วมกลุ่มสนทนาใหม่ได้ ฟีเจอร์ใหม่นี้เป็นหนึ่งในสติกเกอร์หลายรูปแบบที่ Instagram ให้บริการอยู่แล้ว คาดว่าจะได้รับเสียงตอบรับดีจากเหล่า influencer

ปูทาง Instagram เน้นแชตมากขึ้น

สติกเกอร์อื่นบน Instagram Stories ได้แก่ polls, question boxes, mentions, locations, hashtags และ countdowns ซึ่งมีรูปแบบการแนบข้อมูลตามชื่อ ทั้งโพล รายการคำถาม หัวข้อที่พูดถึง สถานที่ แฮชแท็ก และการนับถอยหลังสู่งานมหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นลงใน Instagram Stories สำหรับสติกเกอร์ใหม่อย่าง chat นั้นค่อนข้างตรงไปตรงมา สะท้อนว่า Instagram เน้นยกระดับให้ตัวเองเป็นโซลูชันสำหรับผู้ที่ต้องการสนทนากลุ่มใหญ่เกี่ยวกับบางสิ่ง หรือเพื่อวางแผนงานใดๆก็ตาม

หากมีผู้ใช้รายใดวางสติกเกอร์แชตไว้ใน Instagram Stories ของตัวเอง ผู้ใช้รายอื่นก็ยังสามารถแตะสติกเกอร์เพื่อขอเข้าถึงแชตได้เช่นกัน ผู้โพสต์จะเลือกได้ว่าต้องการรวมเพื่อนหรือผู้ติดตามรายใดบ้างไว้ในการแชตครั้งใหม่ ซึ่งการแชตจะเกิดขึ้นในกล่องจดหมายข้อความส่งตรงหรือ direct messages inbox ของตัวเอง โดยที่ทุกคนสามารถจบการแชตได้ตลอดเวลา

คุณสมบัตินี้ถูกมองว่าออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์แน่นเฟ้นแบบเพื่อนแท้บน Instagram ทำให้ไม่แน่ใจว่าผู้มีอิทธิพลหรือ influencer จะใช้เครื่องมือนี้ในรูปแบบใด เนื่องจากการเริ่มต้นการสนทนากับกลุ่มแฟนผ่านกลุ่มย่อยอาจเป็นเรื่องไม่สะดวก เช่นเดียวกับผู้จัดการแบรนด์ที่อาจไม่เลือกใช้ฟีเจอร์ใหม่นี้เช่นกัน

Instagram แปลงร่าง?

ความไม่แน่ใจนี้สะท้อนว่า Instagram อาจกำลังเปลี่ยนจากฐานะแหล่งรวมการโฆษณา มาเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นให้เพื่อนแบ่งปันเนื้อหากันอย่างใกล้ชิดกว่าเดิม หากรูปการณ์เป็นแบบนี้ Instagram จะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับแบรนด์และผู้มีอิทธิพลที่จะเติบโตอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ ต้นสังกัด Instagram อย่าง Facebook มักแสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการพัฒนาบริการให้เป็นสถานที่ที่เพื่อนจะแบ่งปันเนื้อหาและพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่รักและชอบ ซึ่งก่อนหน้านี้ Instagram มีจุดยืนลักษณะนี้มาก่อน แต่จุดยืนนี้กลับเลือนหายไปในบางครั้งเมื่อ Instagram กลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับส่องดารา เพราะ Instagram เต็มไปด้วย influencer และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาเป็นหลัก

ที่มา: : TheVerge

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/chat-sticker-on-instagram/

Facebook ออกข้อกำหนดบริการใหม่ อธิบายวิธีการกำหนดเป้าหมายโฆษณาลึกกว่าเดิม

ตามไปดูรายละเอียดข้อกำหนดบริการใหม่ของ Facebook ซึ่งเพิ่มรายละเอียดวิธีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณาแบบที่ไม่เคยมีในฉบับก่อนหน้า ขณะเดียวกันก็เพิ่มเนื้อหาใหม่เกี่ยวกับสิทธิของผู้ใช้ในเนื้อหาที่อัปโหลด ซึ่งทุกคนจะสามารถทราบได้ว่าเมื่อใดที่สามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งแบนที่ได้รับด้วย

จากข้อกำหนดในการให้บริการ (terms of service) ชุดใหม่ล่าสุด พบว่า Facebook ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 3 ส่วนหลักคือการลบเนื้อหา การกำหนดเป้าหมายโฆษณา และสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ใช้ แต่ไม่มีการระบุถึงการเปลี่ยนแปลงในการใช้งานแพลตฟอร์ม Facebook สะท้อนว่า Facebook ตั้งใจให้ผู้ใช้เห็นภาพที่ชัดเจนของแพลตฟอร์ม ก่อนที่ข้อกำหนดใหม่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

ภาษาที่อัปเดตส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลในยุโรป เบื้องต้นโฆษก Facebook ให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่าง The Verge ว่าการอัปเดตหลายครั้งเป็นผลมาจากการทำงานของ Facebook กับเครือข่ายความร่วมมือเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในยุโรป (European Consumer Protection Cooperation Network) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมาธิการยุโรปหรือ European Commission ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน Facebook และหน่วยงานของยุโรปได้ประกาศข้อตกลงเรื่องการแก้ไขข้อกำหนด Facebook ต่อสาธารณชนภายในเดือนมิถุนายน 2019

อัปเดทตามหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค

ตัวแทน Facebook ระบุว่าการอัปเดทหลายส่วนอ้างอิงจากการประสานงานอย่างต่อเนื่องกับหน่วยงานกำกับดูแล, ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองผู้บริโภคทั่วโลก ส่วนที่ปรับคือข้อกำหนดการให้บริการที่มีเนื้อหาละเมิดมาตรฐานของ Facebook หลายจุดในช่วงก่อนหน้านี้ จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการแก้ไขคำว่า “การลบ” หรือ “removing” content มาเป็น “removing or restricting access to” content ซึ่งเป็นการเพิ่มคำให้การลบครอบคลุมการจำกัดการเข้าถึงด้วย

การเปลี่ยนคำนี้หลายสิบแห่งในเงื่อนไข ถูกสันนิษฐานว่าเป็นการเตรียมเพื่อรับกับการโฟกัสใหม่ของ Facebook ในการจำกัดการเข้าถึง

ส่วนที่ถูกขยายเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่งคือการอธิบายถึงวิธีการอุทธรณ์ เพื่อให้ Facebook พิจารณาทบทวนกระบวนการอีกครั้งหาก Facebook ออกคำสั่งจำกัดการเข้าถึงไป ในเงื่อนไขระบุว่าหาก Facebook ลบเนื้อหาที่ละเมิดมาตรฐานชุมชน Community Standards ทาง Facebook จะแจ้งให้ทราบและอธิบายทางเลือกที่ผู้ใช้สามารถขอให้มีการตรวจสอบอีกครั้ง เว้นแต่ว่าผู้ใช้รายนั้นละเมิดข้อตกลงเหล่านี้อย่างจริงจัง หรือผิดซ้ำบ่อยครั้ง Facebook จะไม่รับอุทธรณ์และจะดำเนินการตามกฏหมาย

ส่วนยกเว้นนี้รวมการทำสิ่งผิดกฎหมาย, การเป็นอันตรายต่อชุมชนผู้ใช้ของ Facebook, การประนีประนอมหรือแทรกแซงความสมบูรณ์ของการบริการระบบและผลิตภัณฑ์ของ Facebook ซึ่งอาจมีส่วนทำให้ Facebook ละเมิดกฎหมายที่ Facebook ต้องยึดมั่นในการให้บริการ

เงื่อนไขใหม่เหล่านี้ของ Facebook ถูกมองว่าค่อนข้างซับซ้อน แต่ก็อธิบายเงื่อนไขที่ทับซ้อนกันว่าเมื่อใดที่ผู้ใช้ซึ่งถูกแบนเนื้อหาจะสามารถอุทธรณ์ได้ ที่ผ่านมา Facebook มักถูกสั่งไม่ให้เปิดเผยข้อมูลมากนักเรื่องการอุทธรณ์เพื่อป้องกันความผิดทางอาญา จุดนี้จึงมักเป็นปัญหาสีเทาเมื่อเนื้อหาบางส่วนถูกลบออกไปจาก Facebook

ข้อกำหนดใหม่นี้ยังช่วยให้ความชัดเจนว่า ผู้ใช้ยังคงเป็นเจ้าของรูปภาพและเนื้อหาอื่นที่อัปโหลดขึ้น Facebook โดย Facebook ขออ้างสิทธิ์เฉพาะการแสดงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบริการของตัวเอง ซึ่งทำให้ Facebook มีสิทธิ์ที่จะล้างเนื้อหาหากบัญชีผู้ใช้ถูกลบไป

กำหนดเป้าหมายโฆษณาเคลียร์มากขึ้น

ข้อกำหนดใหม่ของ Facebook ยังระบุรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่ Facebook จะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการกำหนดเป้าหมายโฆษณา ซึ่งตอกย้ำว่า Facebook จะไม่ขายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ แต่จะเปิดให้ผู้โฆษณาบอกเป้าหมายธุรกิจ เพื่อให้ Facebook แสดงโฆษณาต่อผู้ชมที่อาจจะสนใจ

“เราไม่ขายข้อมูลส่วนตัวของคุณ เราให้ผู้ลงโฆษณาบอกเราเกี่ยวกับเป้าหมายทางธุรกิจและประเภทของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เห็นโฆษณาของตน (เช่น ผู้คนที่มีอายุระหว่าง 18-35 ปีที่ชอบปั่นจักรยาน) จากนั้น เราจึงแสดงโฆษณาของผู้ลงโฆษณาให้ผู้คนที่อาจสนใจ” เนื้อหาในเงื่อนไขใหม่ระบุ

สำหรับรายงานที่ Facebook จะโชว์ประสิทธิภาพการทำงานของโฆษณาให้กับผู้ลงโฆษณา Facebook ระบุว่าจะให้ข้อมูลทางประชากรศาสตร์หรือข้อมูลความสนใจโดยทั่วไปแก่ผู้ลงโฆษณา เช่น โฆษณาถูกเห็นโดยผู้หญิงอายุระหว่าง 25 ถึง 34 ปีที่อาศัยอยู่ในมาดริด และชื่นชอบเรื่องวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เพื่อช่วยให้ผู้ลงโฆษณาเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของตนได้ดียิ่งขึ้น โดยจะไม่แชร์ข้อมูลที่ระบุถึงตัวผู้ใช้โดยตรง เช่นข้อมูลต่างๆ เช่น ชื่อหรืออีเมลที่สามารถใช้ติดต่อหรือระบุตัวตนได้

“เว้นแต่ว่าคุณจะให้สิทธิ์การอนุญาตเป็นการเฉพาะกับเรา” นะจ๊ะ

ที่มา: : The Verge

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/facebook-new-rule-for-advertising/

ฝรั่งเศสเตรียมออกมาตรการจี้ Facebook ให้ลบคอนเทนต์สุ่มเสี่ยง หากไม่ปฏิบัติตาม อาจมีโทษปรับสูงถึง 40 ล้านบาท

สำนักข่าว AP รายงานว่าเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นักออกกฎหมายของฝรั่งเศสได้ออกมาตรการเพื่อที่จะจี้บริษัทโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ Google ให้ลบคอนเทนต์ต่างๆ ที่ทางรัฐบาลฝรั่งเศสเองมองว่าเป็น “Hate Speech” หรือข้อความที่มีถ้อยคำเกลียดชัง

ข้อกำหนดดังกล่าวนี้ ซึ่งเป็นส่วนนึงของมาตรการการควบคุมอินเตอร์เน็ตของประเทศฝรั่งเศส ถูกเสนอโดยสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งถ้ามาตรการนี้ได้รับอนุมัติเมื่อไหร่ ก็หมายความว่าต่อไปนี้ Facebook และเว็บไซต์สังคมออนไลน์ต่างๆ จะต้องทำการลบเนื้อหาที่ถูกระบุ ภายใน 24 ชั่วโมง และจากการรายงานของ New York Times มาตรการดังกล่าวนี้ก็จะถูกเสนอไปถึงวุฒิสภาต่อไปในการประชุมครั้งหน้า

นอกจาก hate speech แล้วยังรวมไปถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเหยียดสีผิว ชนชั้น หรือความเชื่อต่างๆ เฉกเช่นเดียวกันภาพอนาจารเด็ก ซึ่งหากเว็บไซต์โซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่สามารถลบคอนเทนต์ที่ว่านี้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง พวกเขาก็อาจจะต้องเผชิญกับค่าปรับมหาศาลราวๆ 1.25 ล้านยูโรหรือราวๆ 40 ล้านบาท

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสเองอย่าง Emmanuel Macron ก็เพิ่งออกมากล่าวว่าพฤติกรรมการเล่นโซเชียลของประชากรประเทศเขามีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ใช้ภาษาที่ก้าวร้าวและมีการเหยียดเชื้อชาติ โดยสำนักข่าว AP เปิดเผยว่า ทางรัฐบาลฝรั่งเศสเองก็ยังมีเสียงที่แตกเป็นสองฝั่งในเรื่องของมาตรฐานในการวัดว่าคอนเทนต์ไหนเข้าข่ายเป็น hate speech หรือไม่เป็น

ในปี 2018 ประเทศเยอรมันนี้ก็เพิ่งจะประกาศออกกฎหมายในลักษณะคล้ายๆ กัน ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมในปีดังกล่าวเลย โดนกฎหมายดังกล่าวจะบังคับให้เว็บไซต์อย่าง Facebook ลบคอนเทนต์ที่ผิดกฎหมายออกภายในเวลา 24 ชั่วโมง หากเว็บไซต์ดังกล่าวไม่สามารถทำตามที่ตกลงกันไว้ได้ ก็จะถูกปรับเป็นเงินราวๆ 50 ล้านยูโรหรือประมาณ 1.7 พันล้านบาทเลยทีเดียว (ซึ่งล่าสุดก็เพิ่งโดนสั่งปรับไป)

โดยที่ผ่านมา Facebook ก็ถือว่าได้รับแรงกดดันจากสังคมพอสมควรเลย เนื่องจากหากใครยังจำกันได้เมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมีเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายกราดยิงผู้คนที่มาทำกิจกรรมทางศาสนาที่มัสยิดในประเทศนิวซีแลนด์ โดยผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้เองก็ใช้ Facebook เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดสด ทำให้ทางบริษัทจำเป็นต้องออกกฎเพิ่มมาว่าห้ามโพสต์คอนเทนต์ที่เข้าข่ายนิยมคนผิวขาว (White Nationalism) และอะไรก็ตามที่คอนเทนต์ที่ส่งเสริมการแบ่งแยก (Separatism) เลย

ที่มา: TheVerge 

from:https://droidsans.com/french-law-facebook-google-social-network-hate-speech-removal/

เยอรมันสั่งปรับ Facebook ร่วม 70 ล้าน เหตุรายงานจำนวนเนื้อหาผิดกฎหมายและข่าวปลอมไม่ตรงกับความเป็นจริง

เรียกได้ว่าฉาวอยู่เรื่อย ๆ สำหรับ Facebook กับปัญหาเรื่องสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล ล่าสุดโดนโทษปรับเป็นเงิน 2.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 70 ล้านบาท ข้อหาไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติใหม่ว่าด้วยเรื่องการควบคุมเน็ตเวิร์คของเยอรมัน ที่ถูกตราเป็นกฎหมายเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดให้เจ้าของบริการ Social Media ทั้งหลาย ต้องทำรายงานเกี่ยวกับปริมาณเนื้อหาที่ผิดกฎหมายทุก ๆ 6 เดือนซึ่งล่าสุดพบว่าในรายงานของ Facebook นั้นมีจำนวนไม่ตรงกับความเป็นจริง

เยอรมันลั่น Facebook บิดเบือนรายงาน สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นจริง

กฎหมายใหม่ที่มีชื่อว่า The Network Enforcement Act ของเยอรมันนั้น ถูกบังคับใช้ขึ้นเมื่อปี 2018 โดยมีเนื้อหาหลักในการควบคุมบรรดาสื่อประเภทโซเชียลมีเดียว่า ต้องมีการรายงานเนื้อหาที่มีลักษณะสื่อถึงความรุนแรง หรือ การละเมิดกฎหมาย โดยบังคับให้ต้องรายงานกับทางรัฐบาลทุก ๆ 6 เดือน นอกจากนั้นยังกำหนดด้วยว่าหากเกิดกรณีของเนื้อหาประเภทข่าวปลอมหรือถ้อยคำเกลียดชัง (Fake News or Hate Speech) ทางแพลตฟอร์มต้องจัดการกับเนื้อหาลักษณะดังกล่าวภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากมีการรายงาน ไม่อย่างนั้นอาจต้องพบกับค่าปรับร่วม 2,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

สำนักงานยุติธรรมกลางของเยอรมัน (German Federal Office of Justice) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคารที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่ารายงานฉบับล่าสุดของ Facebook นั้นไม่โปร่งใส และสั่งปรับเป็นเงิน 2.3 ล้านเหรียญ หรือราว 70 ล้านบาทด้วยกัน

รายงานฉบับนี้แสดงจำนวนการร้องเรียนเนื้อหาที่ผิดกฎหมายแค่ส่วนเดียวจากความเป็นจริงเท่านั้น ปัญหาแบบนี้สร้างภาพลักษณ์ต่อสาธารณะที่บิดเบือนเกี่ยวกับจำนวนและวิธีการจัดการกับเนื้อหาที่เข้าข่ายละเมิดกฎหมายทั้งหลาย – คำแถลงจากตัวแทนของรัฐบาลเยอรมัน

Facebook อ้างกฎหมายใหม่ไม่ชัดเจน แต่ก็ทำตามแล้ว…

ตามรายงานครึ่งปี 2018 ที่ทาง Facebook โดนโทษ นั้นเผยว่ามีการยื่นร้องเรียนเนื้อหาออนไลน์ที่ผิดกฏหมายอยู่ที่ 1,704 รายการ หากเทียบกับ YouTube ที่ส่งรายงานให้กับเยอรถึง 144,836 รายการ ซึ่งดูเหมือนว่ารายงานของ Facebook นั้นดูน้อยจนผิดปกติไปมาก อย่างไรก็ตาม ทาง Facebook ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ออกมาว่า พวกเขามั่นใจว่าได้ทำรายงานถูกต้องตามกฎหมายใหม่ฉบับนี้แล้ว

เราเห็นด้วยกับเสียงวิจารณ์จำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เต็มไปด้วยข้อกำหนดที่ไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม เราจะศึกษาคำสั่งโทษปรับพร้อมรายละเอียดตามกฎหมายฉบับนี้ต่อไปและขอสงวนสิทธิ์ดำเนินการอุทธรณ์ – แถลงการณ์จาก Facebook

เยอรมันนับเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญและมีมาตรการค่อนข้างเด็ดขาดต่อเนื้อหาที่มีลักษณะสร้างความเกลียดชังเป็นอย่างมากหากเทียบกับชาติอื่น ๆ ทั่วโลก การแสดงออกถึงถ้อยคำเกลียดชัง การแสดงสัญลักษณ์บางประเภท (เช่นเครื่องหมายสวัสติกะ) หรือแม้แต่การแสดงออกถึงการสนับสนุนทฤษฎี Holocaust Denial (ทฤษฎีปฏิเสธการเกิดขึ้นของยุทธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและมีโทษจำคุกได้ทั้งสิ้น จึงทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมเยอรมันจึงเป็นประเทศแรก ๆ ที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อเนื้อหาบนโลกออนไลน์นั่นเอง

 

ที่มา: CNN Business

from:https://droidsans.com/germany-fines-facebook-for-inaccurate-reports-on-illegal-content/

Fake Post Generator | ในยุคที่แม้แต่สเตตัสใน Facebook ก็สามารถปลอมได้แบบเนียนๆ

ในปัจจุบัน โซเชียลมีเดียถือว่าเข้ามามีบทบาทสำคัญมากๆ ในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งมันเองก็เป็นเหมือนดาบสองคม ด้านดีของมันก็คือสามารถทำให้คนที่อยู่ไกลกันนั้นรู้สึกว่าอยู่ใกล้กันได้แม้ว่าจะอยู่คนละฟากของโลกก็ตาม ทว่าข้อเสียของมันก็เยอะอยู่เหมือนกัน อย่างล่าสุดก็ได้มีเว็บไซต์ Fake Post Generator ที่สามารถสร้างโพสต์โซเชียลมีเดียปลอมเอาไว้แกล้งเพื่อนแบบขำๆ ฮาๆ ได้ด้วย

เว็บไซต์นี้จะอนุญาติให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสเตตัสปลอมๆ ของผู้ใช้งานคนอื่นบน Facebook ขึ้นมา โดยเราสามารถที่จะปรับแต่งทุกอย่างให้เหมือนกับว่าผู้ใช้งานคนนั้นเป็นคนเขียนขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปโปรไฟล์, ชื่อ หรือแม้กระทั่งจะใส่คอมเมนต์ของผู้ใช้งานคนอื่นลงไปแจมด้วยก็ยังได้.. แต่บอกก่อนเลยว่าเว็บไซต์นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Facebook แต่อย่างใด

วิธีการใช้

เข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ Fake Post Generator จากนั้นจะมีให้เลือกว่าเราจะสร้างโพสต์ปลอมในโซเชียลมีเดียอันไหน มีให้เลือกตั้งแต่ Facebook, Twitter, WhatsApp หรือแม้กระทั่ง iPhone Message เลยนะ เลือกได้ตามใจชอบเลย

พอกดเข้าไปที่ไอคอน Facebook ก็จะมีหน้าต่างขึ้นมาให้เลือกว่าจะปลอมอะไร สเตตัสหรือแชทธรรมดาทั่วไป

พอเข้ามาแล้ว เราก็สามารถเลือกได้เลย ว่าจะใส่ชื่อคนไหน รูปโปรไฟล์ สิ่งที่อยากจะโพสต์ ใส่ได้แม้กระทั่งจำนวนไลค์และคอมเมนต์เลย.. ให้มันได้แบบนี้สิ!

นอกจากนี้เพื่อเพิ่มความเนียน เรายังสามารถเขียนคอมเมนต์ใส่เพิ่มไปได้ด้วยอีกนะ

พอทำอะไรทุกอย่างเสร็จ ก็จะออกมาเป็นประมาณนี้ แต่ก็ต้องบอกก่อนเลยว่าจุดประสงค์ของเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น อย่าเอาไปเล่นพิเรนอะไรแปลกๆ เดี๋ยวเกิดอะไรขึ้นแล้วจะมาวุ่นวายกันทีหลัง แล้วจะว่าไม่เตือนไม่ได้นะ

เอาเป็นว่ายังไงๆ ต่อไปนี้ก็เสพสื่อกันอย่างระวังหน่อยนะ เพราะ Fake Post Generator ถือว่าทำออกมาได้เนียนพอสมควร ดิสเครดิตคนที่เราไม่ชอบได้สบายๆ เลยแบบนี้ แต่มันก็มีข้อสังเกตอยู่ เพราะเว็บนี้พอดาวน์โหลดรูปที่เราดัดแปลงมาเตรียมแกล้งเพื่อนเนี่ย คุณภาพของรูปจะถูกลดความละเอียดลงไป จากรูปข้างต้นถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่ามันเบลอซะเหมือนคนสายตาสั้นเลย

from:https://droidsans.com/fake-post-generator-social-media-fake-posts/

ฟังคำพูด Chris Hughes ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook วันนี้ยังมอง Mark Zuckerberg เป็นเพื่อน

ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook อย่าง Chris Hughes ออกมาให้สัมภาษณ์สื่ออเมริกันว่ายังถือว่า Mark Zuckerberg เป็นเพื่อนเช่นเดิมแม้จะไม่เห็นด้วยที่ “พลัง” ของ Mark นั้นเติบโตยิ่งใหญ่เกินไป โดยบอกว่าไม่ได้คุยกับเจ้าพ่อ Facebook เลยนับตั้งแต่ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานสาธารณะพิจารณาการยุบ-แยกบริษัท สำหรับการเตรียมออกเงินคริปโต Libra นั้นก็อาจเป็นโอกาสเพิ่มอำนาจให้บุคคลที่ไม่สมควรเช่นกัน

Chris Hughes ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่านับตั้งแต่การเขียนความเห็นในคอลัมน์ op-ed ให้สำนักข่าว The New York Times เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาก็ไม่ได้พูดคุยกับ Mark Zuckerberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Facebook อีกเลย จุดนี้ Hughes ไม่ได้ยืนยันว่ายังคิดว่า Mark เป็นเพื่อนเท่านั้น แต่ยังเผยว่าไม่มีความรู้สึกส่วนตัวในแง่ลบใด ๆ ต่อ Mark

นอกจากนี้ Hughes ยังแย้งด้วยว่าปัญหาเดียวที่เกิดขึ้น คือ Mark มีอิทธิพลหรือ power มากใหญ่เกินไปเพราะหลายประเทศในโลกไม่ได้ควบคุมตลาดโซเชียลมีเดียในแบบที่ควรจะเป็น

สิ่งที่ Hughes เขียนในบทความลือลั่นช่วงพฤษภาคม มีประโยคที่ระบุว่า “It’s Time to Break Up Facebook” ซึ่งสะท้อนว่า Hughes หวังให้มีการจัดระเบียบ Facebook อย่างจริงจัง ในบทความ Hughes เขียนว่าเขาและ Mark พบกันครั้งสุดท้ายในฤดูร้อนปี 2017 เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่จะมีข่าวฉาว Cambridge Analytica ทั้งหมดนี้ Hughes เล่าว่าเนื้อหาที่คุยคือการเล่าถึงช่วงเวลาที่ Mark อยู่กับภรรยาและลูกสาว และมีการพูดคุยเรื่องการเมือง งาน และชีวิตครอบครัวก่อนจะแยกกันไป

อย่างไรก็ตาม Hughes ยอมรับว่าไม่แน่ใจว่าจะได้มีโอกาสพูดคุยกับ Mark อีกหรือไม่ แม้ทั้งคู่จะเป็นเพื่อนร่วมห้องที่ Harvard University ซึ่งพวกเขาเริ่มก่อร่าง Facebook ในปี 2004 ซึ่งไม่นาน Hughes ก็ลาออกจาก Facebook ไม่กี่ปีต่อมาเพื่อทำงานในแคมเปญเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2008 สมัย Barack Obama

ย้ำไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว

ก่อนหน้านี้ Hughes ยืนยันว่าสิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดเรื่องอิทธิพลของ Facebook คือการควบคุมบทสนทนาชาวโลกโดยฝ่ายเดียวของ Mark ซึ่ง Mark ไม่ควรมีสิทธิติดตาม จัดระเบียบ และแม้แต่เซ็นเซอร์การสนทนาของคน 2 พันล้านคนทั่วโลก แต่ทั้งหมดนี้ Mark Zuckerberg เคยตอบโต้ผ่านสถานีฝรั่งเศส France 2 เพียงว่า สิ่งที่ Hughes เสนอให้ Facebook ดำเนินการนั้นไม่ได้มีส่วนช่วยอะไรเลย

ล่าสุดคือสัปดาห์ที่ผ่านมา Hughes ออกมาบอกกับ CNBC ว่าเคยหยิบยกประเด็นปัญหานี้ขึ้นมาคุยกับ Mark แล้วในอดีต ซึ่งในเมื่อ Facebook อาจจะไม่สามารถรับผิดชอบต่อรัฐบาลและผู้ใช้ในหลายประเทศทั่วโลกได้ รัฐบาลก็ควรจะต้องแยก Facebook ออกจาก Instagram และ WhatsApp ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมที่ถูกซื้อมาในปี 2012 และ 2014 ตามลำดับ

เรื่องนี้ Hughes โยนเผือกให้ Federal Trade Commission ว่า FTC จำเป็นต้องถอยและยอมรับว่าตัวเองทำผิดพลาด และควรเสนอให้มีการหยุดกิจการในอนาคตด้วย

ไม่ใช่แค่ Facebook

Hughes เผยอีกว่าได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวกับ “หลายคนในรัฐบาลอเมริกัน” ซึ่งขณะนี้หลายหน่วยงานกำลังอยู่ในขั้นตอนการค้นหาข้อเท็จจริง คาดว่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาในหลายบริษัทอื่นด้วย

แม้ FTC และ Facebook จะยังเงียบไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำพูดของ Hughes แต่ก็มีการประเมินว่าหน่วยงานภาครัฐและนักการเมืองอเมริกันกำลังมองหาแนวทางปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ซึ่งมีแนวโน้มต่อต้านการแข่งขันยุติธรรม ซึ่งไม่เพียง Facebook แต่ Amazon และ Alphabet บริษัทแม่ของ Google รวมถึง Apple ก็อาจถูกสอบมากขึ้น

Hughes ทิ้งท้ายว่า เขาไม่คิดว่าจะมีบริษัทใดที่สมบูรณ์แบบ แต่กรณีของ Facebook นั้นถือว่ายิ่งใหญ่เกินไป และโลกควรคิดถึงการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างการแข่งขันที่มากขึ้น ทั้งในรูปของพฤติกรรมและโครงสร้างบริษัท.

ที่มา: : CNBC

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/chris-hughes-with-opinion-facebook/