คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

TikTok ความสนุกที่มาพร้อมความปลอดภัย เพิ่มความมั่นใจตลอดการใช้แพลตฟอร์ม

ในเวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จักแพลตฟอร์มสร้างสรรค์วีดีโอสั้นอย่าง TikTok ซึ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็วหลังเปิดให้บริการเพียงไม่นาน เนื่องด้วยปริมาณคอนเทนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นจำนวนมากจากผู้ใช้ทั่วโลก ทำให้การบริหารจัดการคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มมีความสำคัญ

ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ TikTok ในการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เป็นบวกและปลอดภัยให้กับชุมชนผู้ใช้ TikTok ทั่วโลก อันเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ของเราในการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์โดยที่ผ่านมา TikTok มีการดำเนินงานในเรื่องการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยด้วยความโปร่งใสและความรับผิดชอบสูงสุด

TikTok ให้ความสำคัญกับการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยบนแพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชนผู้ใช้ TikTok ทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย โดยมีทีมทำงาน 24 ชั่วโมง 7 วัน ประจำอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ทำงานร่วมกับระบบ Machine Learning ในการตรวจสอบและคัดกรองคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม

นอกจากนี้ยังมี แนวทางปฏิบัติสำหรับชุมชน (Community Guideline), ศูนย์ความปลอดภัย (Safety Center) และศูนย์เพื่อความโปร่งใสและรับผิดชอบ (Transparency) ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล นโยบาย และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้ สามารถเข้าถึงได้ง่าย

รวมถึงเทคโนโลยีและฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยต่างๆ บนแพลตฟอร์ม ได้แก่ การควบคุมระยะเวลาการใช้แพลตฟอร์ม (Screen Time Management) และ การจำกัดเนื้อหาที่อาจไม่เหมาะสม (Restricted Mode) รวมไปถึงฟีเจอร์ในการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในการใช้แพลตฟอร์ม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ในขณะใช้เวลาบนแพลตฟอร์ม

นอกจากนี้ TikTok ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมในเรื่องความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มและการสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกให้กับชุมชนผู้ใช้ TikTok ทั่วโลก โดยช่วงหกเดือนแรกของปี 2563 ได้มีการพัฒนาเรื่องความปลอดภัยในหลายๆ ด้าน โดยใน TikTok Transparency Report  ได้สรุปข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายความปลอดภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • การเพิ่มขอบเขตแนวทางปฏิบัติสำหรับชุมชนด้วยนโยบายใหม่ต่างๆ เพื่อจัดการกับการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดและข้อมูลที่มีการบิดเบือน
  • การเปิดตัวโปรแกรมตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-checking program) ใน 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส, อิตาลี, สเปน, ญี่ปุ่น และอินเดีย เพื่อช่วยในการตรวจสอบเนื้อหาที่อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่, การเลือกตั้ง และอื่นๆ ซึ่งมีแผนที่จะขยายพื้นที่ในการใช้โปรแกรมนี้ในประเทศอื่นๆ ต่อไป
  • การเพิ่มกิจกรรมที่เกี่ยวกับการให้ความรู้ทางการศึกษาบนแพลตฟอร์มและการสร้างสรรค์แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญในสังคม เช่น COVID-19, การเลือกตั้ง, Black Lives Matter และ QAnon เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ให้กับผู้คน
  • การเปิดตัวโหมดแนะนำโดยผู้ปกครอง (Family Pairing) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยสำหรับครอบครับ เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเชื่อมต่อบัญชี TikTok ของตนเองกับบุตรหลานได้ เพื่อเข้าไปควบคุมดูแลในการเข้าถึงคอนเทนต์ของบุตรหลาน รวมไปถึงพฤติกรรมการใช้แพลตฟอร์มของบุตรหลาน เช่น Screen Time Management หรือ เวลาในการใช้แพลตฟอร์มให้กับบุตรหลาน
  • ความร่วมมือกับองค์กรความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก อาทิ National Center for Missing and Exploited Children และ WePROTECT Global Alliance
  • ความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนา Machine Learning ในการจัดการกับ Hate Speech และความปลอดภัยของเยาวชนในด้านอื่นๆ

และเพื่อตอกย้ำว่า TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่มุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยบนแพลตฟอร์ม ล่าสุดจึงได้มีการจัดตั้งที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยแห่งเอเชียแปซิฟิก (APAC Safety Advisory Council)  เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับนโยบายการกลั่นกรองเนื้อหาและปัญหาด้านความปลอดภัยที่เฉพาะเจาะจงสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยสมาชิกสภา APAC Safety Advisory Council จะทำหน้าที่ในการคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นใหม่ในภูมิภาคที่อาจส่งผลกระทบต่อแพลตฟอร์มและผู้ใช้ เพื่อพัฒนาแนวทางและกลยุทธ์ในการจัดการกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่สามารถตอกย้ำให้เห็นว่า TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่มีแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยควบคู่ไปกับการกำหนดหลักจรรยาบรรณบนแพลตฟอร์มอย่างเคร่งครัด ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เป็นบวกและความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มพร้อมด้วยฟีเจอร์การใช้ด้านความปลอดภัยที่ครอบคลุม อาทิ การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว การควบคุมระยะเวลาการใช้งานบนแพลตฟอร์ม, การจำกัดการแสดงเนื้อหาที่เหมาะสม และ โหมดแนะนำโดยผู้ปกครองรวมถึงการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

เพื่อให้ TikTok เป็นพื้นที่แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์และสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ทุกคน

 

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-transparency-for-account?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-transparency-for-account

Instagram ปิดหน้า Recent ตอนค้นหาแท็กชั่วคราวในสหรัฐ สกัดข่าวปลอมช่วงเลือกตั้ง

Instagram ประกาศปิดฟีเจอร์ “Recent” ในหน้า hashtag ชั่วคราว มีผลเฉพาะผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกา เพื่อลดการแพร่กระจายของข่าวปลอมในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสัปดาห์หน้า

ปกติแล้วเวลาค้นหา hashtag ใน Instagram แอพจะแสดงโพสต์ที่อยู่ภายใต้แท็กนั้นแยก 2 แท็บคือ “ยอดนิยม” (Top) และ “ล่าสุด” (Recent) สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือหน้า Recent จะถูกปิดชั่วคราว

No Description

ที่มา – CNBC

from:https://www.blognone.com/node/119353

8 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับทวิตเตอร์เทรนด์

เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของทวิตเตอร์ คือการสนทนาหรือแสดงความคิดเห็นในความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งเสียงของพวกเขาอาจเป็นได้ทั้งแรงบันดาลใจในการสื่อสารหลายๆ อย่างให้พัฒนาและปรับปรุงได้ดีขึ้น ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์อย่างทวิตเตอร์ ก็ได้ใช้เสียงเหล่านี้ในการพัฒนาและปรับปรุงบริการเพื่อให้การเป็นศูนย์กลางของการสื่อสารทำงานได้ดีกว่าเดิม

เรามาทำความรู้จักกับ 8 ข้อควรรู้เกี่ยวกับทวิตเตอร์เทรนด์ เพื่อให้คุณเข้าใจการทำงานของฟีเจอร์ได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

1) เทรนด์เกิดจากอัลกอริทึม

อัลกอริทึม คือ ตัวกำหนดเทรนด์ โดยค่าเริ่มต้นเทรนด์ได้ถูกกำหนดให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคน ซึ่งอ้างอิงจากคนที่กำลังติดตาม เรื่องที่สนใจ และจากตำแหน่งที่ตั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนค่าเริ่มต้นของเทรนด์โดยเลือกสถานที่ที่ต้องการได้ เช่น ตั้งค่าเป็นประเทศไทย และเห็นหัวข้อที่ได้รับความนิยมหรือกำลังติดเทรนด์ทวิตเตอร์อยู่ในตำแหน่งที่ตั้งที่เจาะจงได้

2) เทรนด์ไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนทวีต

เทรนด์แสดงให้เห็นว่า ณ ตอนนี้มีเรื่องอะไรที่กำลังได้รับความนิยมบนทวิตเตอร์ ซึ่งไม่ได้นับจากจำนวนทวีตทั้งหมดในหัวข้อเฉพาะแล้วแสดงรายการที่มีทวีตมากที่สุด แต่เทรนด์สะท้อนถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ปัจจุบัน และยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาหัวข้อที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงบนทวิตเตอร์ในตอนนั้นแบบเรียลไทม์ได้

3) ไม่ติดแฮชแท็กก็ติดเทรนด์ได้

การติดแฮชแท็กเป็นส่วนหนึ่งของทวิตเตอร์เทรนด์ ทั้งนี้ คำหรือวลีที่ใช้ในทวีตจะถูกนับรวมด้วยเช่นกัน ซึ่งทวิตเตอร์ยังจัดกลุ่มแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกัน ตัวอย่าง เช่น #MondayMotivation และ #MotivationMonday จะแสดงเป็น #MondayMotivation ในเทรนด์ เป็นต้น

4) วิธีการดูทวีตที่ติดเทรนด์

สามารถคลิกหรือแตะตรงข้อความที่อยู่ในเทรนด์ แล้วระบบจะนำไปสู่หน้าแสดงผลการค้นหาเทรนด์นั้นๆ ซึ่งจะเห็นการแสดงทวีตต่างๆ รวมถึงวลี คำ หรือแฮชแท็กที่เกี่ยวข้อง หากต้องการดูทวีตที่เคยติดเทรนด์ก่อนหน้าแต่ไม่ได้อยู่ในลิสต์ของเทรนด์แล้ว ผู้ใช้ทวิตเตอร์ยังคงสามารถค้นหาทวีตเหล่านั้นในช่องค้นหาได้

5) การร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์

ผู้ใช้ทวิตเตอร์สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ โดยการทวีตข้อความที่มีวลี คำ หรือแฮชแท็กที่กำลังติดเทรนด์อยู่ เพียงเท่านี้ข้อความดังกล่าวก็จะเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ในทันที ทวิตเตอร์มีตัวกรองในการค้นหาเฉพาะข้อความที่มีคุณภาพ หากอยากรู้ว่าการกระทำแบบใดที่จะทำให้ทวีตถูกคัดกรองออกไป สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่กฎและข้อจำกัดของการค้นหา

6) คำอธิบายของเทรนด์

ในบางครั้ง ผู้ใช้อาจจะเห็นข้อมูลของเทรนด์ได้ เช่น จำนวนทวีตโดยประมาณ หรือบริบทส่วนบุคคลเช่นใครในเครือข่ายกำลังทวีตเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ อยู่ หากดูที่จำนวนทวีตที่แสดง คุณจะเห็นว่าทวีตที่มีจำนวนมากกว่าอาจปรากฏอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าทวีตที่มีจำนวนทวีตน้อยกว่าก็ได้ ตามที่อธิบายไปแล้วข้างต้นในข้อที่ 2 ว่า เทรนด์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนทั้งหมดของทวีตในหัวข้อเรื่องนั้น แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ตอนนั้น

7) นโยบายและกฎที่เกี่ยวข้องกับทวิตเตอร์เทรนด์

ทวิตเตอร์ต้องการให้ฟีเจอร์เทรนด์เป็นการโปรโมทบทสนทนาที่มีคุณภาพ ซึ่งหมายความว่าในบางครั้ง ทวิตเตอร์อาจป้องกันเนื้อหาบางประเภทไม่ให้ติดเทรนด์ เช่น

  • มีเนื้อหาหยาบคายหรือมีการอ้างอิงรูปภาพที่ไม่เหมาะสม
  • ปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังในเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ ชาติกำเนิด รสนิยมทางเพศ เพศ อัตลักษณ์ทางเพศ ความเกี่ยวข้องทางศาสนา อายุ ความทุพพลภาพ หรืออาการป่วยโรคต่างๆ
  • ละเมิด ข้อบังคับของทวิตเตอร์

8) ประเภทของทวิตเตอร์เทรนด์ มี 2 แบบคือ เทรนด์แบบทั่วไปและเทรนด์ที่โปรโมทบนทวิตเตอร์

เทรนด์แบบทั่วไปคือสิ่งที่อธิบายไปข้างต้นและทำงานภายใต้ข้อบังคับของทวิตเตอร์ ซึ่งไม่สามารถทำการซื้อขายได้ อย่างไรก็ตาม ทวิตเตอร์มี 2 ฟีเจอร์โฆษณาที่เปิดโอกาสให้สามารถโปรโมทเทรนด์บนทวิตเตอร์ได้ คือ

คุณสามารถดูเทรนด์ทวิตเตอร์ได้จากทุกระบบปฏิบัติการณ์ ได้ที่เว็บไซต์ twitter.com โดยผู้ใช้งานสามารถค้นหาเทรนด์ที่แสดงอยู่ได้ในส่วนของเทรนด์ที่หน้าสำรวจ (Explore) ซึ่งเทรนด์จะแสดงผลให้เห็นจากหลายๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็น ไทม์ไลน์ของหน้าแรก, หน้าการแจ้งเตือน, หน้าการแสดงผลการค้นหา, และจากหน้าโพรไฟล์ หากอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของฟีเจอร์ทวิตเตอร์เทรนด์ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

from:https://www.thumbsup.in.th/8-how-to-twitter-trend?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=8-how-to-twitter-trend

[New York Times] ข่าวปลอมการเมืองไม่ได้อยู่แค่ในโซเชียลมีเดีย แต่แพร่มายัง SMS ด้วย

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีวิดีโอจากกลุ่ม American Principles Project เผยแพร่ว่า Joe Biden ผู้สมัครท้าชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯจากเดโมแครต สนับสนุนการแปลงเพศในเด็ก โดยใช้ฟุตเทจจากงานทาวน์ฮอลล์ของ ABC เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ซึ่งเป็นการนำคำพูดของ Biden มาบางส่วนทำให้เกิดความเข้าใจผิด จริงๆ แล้ว Biden พูดว่าเด็กข้ามเพศไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติ แต่เขาไม่ได้บอกว่าเด็กมีสิทธิ์ในการแปลงเพศ

วิดีโอดังกล่าวก็เพผยแพร่ไปแล้วยังโซเชียลมีเดียหลักทั้ง Facebook และ Twitter มีคนรับชมไปแล้วกว่า 15,000 ครั้ง และมีวิดีโอที่คล้ายกันปรากฏบน Facebook มากถึง 100,000 ครั้งโดยส่วนใหญ่อยู่ในรัฐมิชิแกนซึ่งเป็น swing state นอกจากโซเชียลมีเดียแล้ว ข้อความและลิงค์วิดีโอยังถูกส่งไปยัง SMS ทางกลุ่ม American Principles Project ยังไม่ตอบข้อซักถามว่า ข้อความถูกส่งไปยังเบอร์โทรศัพท์ต่างๆ ได้อย่างไร และเก็บข้อมูลเบอร์โทรมาจากไหน

No Description

Robokiller ผู้ให้บริการจัดการข้อความสแปมอัตโนมัติ เผยว่า ชาวอเมริกันได้รับข้อความ SMS ที่มีเนื้อหาทางการเมือง 2.6 พันล้านข้อความในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 400% นับจากเดือนมิถุนายน และมีแนวโน้มว่าพรรครีพับลิกัน ส่งข้อความมากกว่าพรรคเดโมแครตประมาณ 6 เท่า

นักวิจัยจาก University of Texas ชี้ว่า เมื่อโซเชียลมีเดียพยายามยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงมากขึ้น ทำให้ข้อมูลเหล่านี้จึงถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางอื่นแทน เช่น Signal, Telegram และ WhatsApp รวมถึงข้อความ SMS ที่ตรวจสอบได้ยากกว่า

ที่มา – The New York Times

from:https://www.blognone.com/node/119302

เลือกแพลตฟอร์มฟอร์มอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ 2021

ทุกวันนี้การมีโซเชียลมีเดียสำหรับธุรกิจเป็นเรื่องง่าย แต่สิ่งที่ยากคือทำยังไงให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้บนโซเชียลมีเดียแต่ละแพลตฟอร์ม

แม้ว่าจะสามารถสร้างบัญชีได้ทุกแพลตฟอร์ม แต่หลักการสำคัญคือเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสม เพื่อให้ธุรกิจสามารถลงทุนทั้งแรงและเวลาได้อย่างเต็มที่

Facebook

เหมาะสำหรับกลยุทธ์

  • ลิงก์คลิก
  • Word-of-Mouth
  • สร้างการรับรู้
  • จัดสัมมนาและอีเว้นท์

จุดเด่น

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลกรวมถึงประเทศไทย เหมาะสำหรับการประชาสัมพันธ์และสร้างชุมชนในโลกออนไลน์

เหมาะสำหรับธุรกิจประเภท

  • ร้านค้ารายย่อยและอยู่ในท้องถิ่น
  • องค์กรไม่แสวงหากำไร
  • ธุรกิจแบบ B2B

Instagram

เหมาะสำหรับกลยุทธ์

  • ดึงดูดลูกค้ามาที่หน้าร้าน
  • Word-of-Mouth
  • สร้างการรับรู้
  • สร้างการมีส่วนร่วม

จุดเด่น

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เหมาะสำหรับสร้างแบรนด์มากที่สุด เหมาะสำหรับธุรกิจที่สามารถสร้างเนื้อหา รูปและวิดีโอคุณภาพสูง

เหมาะสำหรับธุรกิจประเภท

  • ร้านอาหารและคาเฟ่
  • ธุรกิจท่องเที่ยว
  • องค์กรธุรกิจ

Twitter

เหมาะสำหรับกลยุทธ์

  • ลิงก์คลิก
  • สร้างการมีส่วนร่วม
  • ดึงดูดลูกค้ามาที่หน้าร้าน

จุดเด่น

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีข้อความเกิดขึ้นมากที่สุด เหมาะสำหรับแคมเปญที่ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย

เหมาะสำหรับธุรกิจประเภท

  • ค้าปลีก
  • องค์กรไม่แสดงหากำไร
  • สำนักข่าวและสื่ออื่นๆ

LinkedIn

เหมาะสำหรับกลยุทธ์

  • ลิงก์คลิก
  • จัดสัมมนาและอีเว้นท์

จุดเด่น

แพลตฟอร์มสำหรับคนทำงานที่มีความสนใจในอาชีพต่างๆ เหมาะสำหรับธุรกิจแบบ B2B

เหมาะสำหรับธุรกิจประเภท

  • สินค้าฟุ่มเฟือย
  • ธุรกิจแบบ B2B
  • ธุรกิจซอฟต์แวร์

LINE

เหมาะสำหรับกลยุทธ์

  • ลิงก์คลิก
  • สร้างการรับรู้
  • Subscription

จุดเด่น

แพลตฟอร์มแชทที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างลูกค้าประจำ

เหมาะสำหรับธุรกิจประเภท

  • ร้านอาหาร & คาเฟ่
  • ค้าปลีก
  • สำนักข่าวและสื่ออื่นๆ

ที่มา blog.red

from:https://www.thumbsup.in.th/platform-for-business-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=platform-for-business-2020

Telegram แอพข้อความสุดฮิต ปลอดภัยสูง ไม่เสี่ยงโดนเจาะข้อมูล ยอดโหลดกว่า 500 ล้านครั้ง

Telegram

Telegram เป็นแอพพลิเคชันสัญชาติรัสเซีย มีจุดกำเนิดมาจากสองพี่น้องชาวรัสเซียชื่อ Pavel Durov และ Nikolai Durov โดยถือกำเนิดขึ้นในราวปี 2013 (ก่อนหน้านี้ทั้งสองพี่น้องได้ให้กำเนิด “VK” ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมของทางรัสเซียมาแล้ว) ได้รับการสนับสนุนโดยบริษัท Pavel ตัวแอพพลิเคชันนี้ทั้งเป็นแอพพลิเคชันที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปใช้งานได้ฟรี! โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือค่าบริการใด ๆ

อัพเดตข้อมูลเมื่อเดือนเมษายน 2020 ตตัวแอพพลิเคชันนี้มีผู้ใช้งานอยู่ที่ 400 ล้านคน/เดือน มีผู้ใช้ใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 ล้านคน/วัน และมีสติ๊กเกอร์ให้ใช้งานกว่า 200,000 ชุด

ความปลอดภัยของ Telegram

Telegram

Telegram

Telegram

แอพพลิเคชัน Telegram ถือเป็นแอพที่มีความปลอดภัยในการใช้งานที่ค่อนข้างสูง มีการเข้ารหัสระหว่างเซิร์ฟเวอร์และเครื่องผู้ใช้ ก่อนที่จะมีการรับ-ส่งข้อมูลหากัน ด้วยกุญแจเข้ารหัสหลายระดับ ทาง Telegram มีจุดยืนที่จะสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ใช้งานเป็นหลัก 

ฟีเจอร์เด็ดและความน่าสนใจของ Telegram

แอพพลิเคชันนี้อยู่บนพื้นฐานของแอพพลิเคชันสำหรับการแชท ทั้งการส่งข้อความแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม, การส่งรูปภาพ, ไฟล์, เสียง, สติ๊กเกอร์, Voice Call, Video Call ฯลฯ ที่มาพร้อมฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็น 

  • ตัวแอพจะไม่มีโฆษณาภายในแอพ
  • และมีระบบจัดการข้อความเก่าที่มีประสิทธิภาพในการลบข้อความเก่าที่เก่าเกินไปออก (หากผู้ใช้ต้องการที่จะอ่านข้อความเก่าก็สามารถโหลดกลับมาในภายหลังได้ ทำให้ตัวแอพไม่หนักเครื่อง) 
  • มี Sticker, Theme ฟรี (และผู้ใช้สามารถสร้าง Sticker, Theme ใช้ได้เองอย่างอิสระ)
  • รองรับการรับ/ส่งไฟล์ GIF (ผู้ใช้สามารถบันทึกไฟล์ GIF และส่งใหม่ในภายหลังได้ผ่าน GIF History)
  • สามารถใช้งานได้ผ่านทางเว็บไซต์ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลด Desktop App
  • สาารถใช้ Account เดียวได้ในหลายอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ฯลฯ ทั้งนี้ยังสามารถเลือกว่าจะลงชื่อเข้าใช้ด้วย Username หรือ เบอร์โทรศัพท์
  • สามารถตั้งค่าปกปิดการอ่านข้อความได้
  • ตั้งค่าปกปิด Last seen ได้ด้วย 
  • ในโหมดการคุย Cloud Chats ทั้ง Private Chat และ Groups Chat สามารถย้ายเครื่องได้โดยที่ข้อความไม่หาย และทุก ๆ อุปกรณ์ยัง Sync ข้อความล่าสุดอีกด้วย 
  • สามารถทำ Chat bot ตอบรับอัตโนมัติได้
  • ในส่วนของ Groups Chat เราสามารถแชร์ไฟล์ระหว่างบุคคลภายในกลุ่มได้ (Shared Media)
  • มีโหมด Secret Chat จะเป็นการส่งข้อความแบบ end-to-end encryption กล่าวคือ จะมีการเข้ารหัสข้อความจากเครื่องที่ส่ง และไปถอดรหัสข้อความที่เครื่องปลายทาง โดยข้อความที่เข้ารหัสนั้นไม่มีการแกะข้อความแม้จะผ่านเซิฟเวอร์กลาง [มีการแจ้งเตือนว่าปลายทางกำลังแคป (take screenshot) เก็บไว้หรือไม่ และหากเราย้ายเครื่องหรือลงแอพใหม่ข้อความที่เป็น Secret Chat ก็จะหายไปทั้งหมด]
  • มี Channel สำหรับทำการส่งข้อความแบบ Broadcast messages ทั้งแบบ public และ private (invite link) ช่วยในการกระจายข่าวสารสำคัญได้ทันทีภายใต้ชื่อ Channel นั้น ๆ
  • ไม่มี Timeline 
  • ในการลงชื่อเข้าใช้งาน ผู้ใช้สามารถเพิ่มรหัสผ่าน (cloud password) เพื่อยกระดับความปลอดภัยจากการใช้ OTP เพียงอย่างเดียวได้ 
  • ตั้งค่าจำนวนเดือนให้ระบบลบบัญชีอัตโนมัติได้ โดยนับจากวันที่ไม่ได้เข้าใช้งานล่าสุด
  • Secret Chats สามารถตั้งเวลาลบข้อความได้
  • ส่งข้อความแบบตั้งเวลา ส่งข้อความเมื่ออีกฝ่ายออนไลน์ ส่งข้อความแบบไม่ต้องแจ้งเตือน
  • สร้างกลุ่มที่มีแอดมินได้ สมาชิกสูงสุดได้ 200,000 คน และซ่อนแอดมินเป็นแบบไม่ระบุตัวตนได้
  • ส่ง Location แบบ Real-Time ได้
  • สามารถส่งคลิปวิดีโอสั้น ๆ ได้เหมือนการอัดเสียง
  • สามารถจัดแบ่งแชทออกเป็นหมวดหมู่ได้
  • สามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้หลากหลาย เช่น จะใครเห็นเบอร์โทร รูปโปรไฟล์ หรือสถานะออนไลน์ได้บ้าง เป็นต้น
  • สามารถลบ cache ของภาพ วิดีโอ เสียง ไฟล์ดาวน์โหลด แบบแยกกันได้ และตั้งเวลาลบอัตโนมัติได้
  • ลิงก์ที่ส่งในแชตบางลิงก์จะแสดงในแบบ Instant View ได้ คือแสดงเนื้อหาโดยไม่ต้องแสดงเป็นหน้าเว็บนั้น ๆ ขึ้นมา ทำให้เปิดเนื้อหาได้เร็วแทบจะทันที
  • เพิ่มบอทเข้าสู่กลุ่มได้ เช่น บอทแปลภาษา บอทเกม UNO บอทนับเวลาถอยหลัง เป็นต้น

ตั้งค่าความปลอดภัย/ความเป็นส่วนตัวใน Telegram 

สำหรับแอพพลิเคชันนี้นั้นเปิดให้ดาวน์โหลดทั้ง iOS, Android, macOS, iPadOS รวมไปถึง Windows และ Linux หรือจะใช้งานผ่าน เว็บไซต์ ก็ได้เช่นกัน

(สำหรับตัวอย่างประกอบการตั้งค่าจะใช้เป็น iPhone ระบบปฏิบัติการ iOS 14.0.1)

  • เริ่มต้นให้เราสมัครสมาชิกเพื่อเข้าใช้งานก่อน โดยเริ่มต้นเราจะต้องใส่เบอร์โทรศัพท์เพื่อให้ทาง Telegram ส่งรหัส OTP สำหรับยืนยันตัวตนมาให้ จากนั้นจะเป็นในส่วนของชื่อ รูปโปรไฟล์ การอนุญาตให้แอพเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อ เพื่อให้แอพเพิ่มผู้ติดต่อของเราโดยอัตโนมัติ ในส่วนนี้ ให้เราทำการปิดการเข้าถึง รายชื่อผู้ติดต่อหรือ Contacts ในกรณีที่เราต้องการความเป็นส่วนตัวมาก ๆ (เข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings >> Telegram >> ปิด Contacts )

ไม่เปิดให้ใครเห็นหมายเลขโทรศัพท์

(สามารถเข้าไปตั้งค่าได้ในตัวแอพพลิเคชันทั้ง iOS และ Android)

Telegram

  • ตัวแอพพลิเคชันสามารถเปิดให้คนอื่น ๆ เห็นเบอร์โทรศัพท์ของเราได้ เพื่อความเป็นส่วนดังเราสามารถปิดการมองเห็นเบอร์โทรศัพท์ของเราได้ด้วยการไปที่ Settings >> Privacy and Security >> Phone Number
    • ‘Who can see my phone number?’ >> Nobody
    • ‘Who can find me by my phone number?’ >> My Contacts
ทำการเปลี่ยนชื่อก่อนเข้าห้องแชท
  • สำหรับใครที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมาก ๆ นั้น ก่อนที่เราจะเข้าห้องแชท (โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องแชทแบบกลุ่มที่มีสมาชิกจำนวนมาก) ให้เราทำการเปลี่ยนชื่อก่อนที่จะเข้าร่วมห้องแชทนั้น ๆ โดยเราอาจจะใช้การสุ่มชื่อเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเรา
ตั้งค่าให้เป็นส่วนตัวมากที่สุด

Telegram

  • สำหรับแอพพลิเคชันนี้นั้นมีตัวเลือกให้เราได้ปรับตั้งค่าความเป็นส่วนตัวอยู่มากมาย ทั้งการแสดงช่วงเวลาที่เรากำลังออนไลน์, ภาพโปรไฟล์, การเชิญชวนเพื่อนเข้าห้องแชท, การโทรหาบุคคลอื่น ๆ ฯลฯ โดยเราสามารถปรับตั้งค่าให้มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุดดังนี้
    • Last Seen & Online >> Nobody
    • Profile Photo >> My Contacts
    • Calls >> Nobody
    • Forwarded Messages >> Nobody
    • Groups & Channels >> My Contacts
การเปิดการ Log in ด้วยการยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอน

Telegram

  • ผู้ใช้สามารถตั้งค่าให้เวลาที่เราล็อกอินเข้าใช้ด้วย 2-factor authentication คือ การยืนยันตัวตนผ่านสองขั้นตอน ซึ่งใช้กับระบบที่ต้องการความปลอดภัยเป็นพิเศษ โดยใช้ทั้งการใช้รหัส OTP และรหัสอื่นในการลงชื่อเข้าใช้ สามารถเข้าไปเปิดใช้ฟีเจอร์นี้ได้โดยไปที่ Settings >> Privacy and Security >> Two-Step Verification

 

อ่านบทความเพิ่มเติม/เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

from:https://notebookspec.com/web/542965-telegram-security-message-app

ภาพรวมการใช้งานโซเชียลมีเดียช่วง 13-17 ตค. Twitter มีการใช้งานนำโด่งทุกโซเชียล

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงของการใช้งานโซเชียลมีเดียที่พุ่งกระฉุด อาจเป็นเพราะการใช้งานของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ในการสื่อสาร ศึกษาและแจ้งข้อมูลข่าวสารกันอย่างมากมาย แม้ว่าในช่วงวันที่ 13-17 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีเหตุการณ์ประท้วงหน่วยงานภาครัฐ

แม้จะไม่ได้เป็นม็อบแบบในอดีตที่ต้องปิดสถานที่สำคัญเป็นระยะเวลานาน เรียกว่าเป็นม็อบไปและกลับ แค่แสดงจุดยืนเมื่อจบก็กลับทำให้ต้องสื่อสารกันให้มาก เพื่อการบอกต่อเรื่องข้อมูลและสถานที่นัดพบต่างๆ นั่นจึงทำให้มีข้อความที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียสูงถึงมาก เฉลี่ยทุกแพลตฟอร์มรวมกันวันละ 20 ล้านข้อความและเพิ่มขึ้นวันละเท่าตัว

โดยเฉพาะแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ (Twitter) ที่เรียกได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มข้อความสั้นที่ส่งต่อข้อมูลอย่างรวดเร็วและมีตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ซึ่งทาง Wisesight ได้ให้ข้อมูลเก่ียวกับการใช้งานออนไลน์ 6 แพลตฟอร์มยอดนิยมและนี่คือตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ

สถิติจำนวนข้อความบนโซเชียลช่วงวันที่ 13-17 ตุลาคม 2563

13 Oct 2020

  • Twitter : 21,875,000 ข้อความ
  • Facebook : 3,239,000 ข้อความ
  • Youtube : 616,000 ข้อความ
  • Instagram : 393,000 ข้อความ
  • Pantip : 11,000 ข้อความ
  • Website : 7,000 ข้อความ
  • รวมทั้งหมด 26,141,000 ข้อความ

14 Oct 2020

  • Twitter : 25,357,000 ข้อความ
  • Facebook : 4,245,000 ข้อความ
  • Youtube : 711,000 ข้อความ
  • Instagram : 299,000 ข้อความ
  • Pantip : 17,000 ข้อความ
  • Website : 8,000 ข้อความ
  • รวมทั้งหมด 30,637,000 ข้อความ

15 Oct 2020

  • Twitter : 34,600,000 ข้อความ
  • Facebook : 4,280,000 ข้อความ
  • Youtube : 714,000 ข้อความ
  • Instagram : 401,000 ข้อความ
  • Pantip : 16,400 ข้อความ
  • Website : 9,449 ข้อความ
  • รวมทั้งหมด 40,020,849 ข้อความ

16 Oct 2020

  • Twitter : 40,251,000 ข้อความ
  • Facebook : 5,481,000 ข้อความ
  • Youtube : 856,000 ข้อความ
  • Instagram : 385,000 ข้อความ
  • Pantip : 13,000 ข้อความ
  • Website : 9,000 ข้อความ
  • รวมทั้งหมด 46,995,000 ข้อความ

17 Oct 2020

  • Twitter : 68,224,000 ข้อความ
  • Facebook : 4,970,000 ข้อความ
  • Youtube : 917,000 ข้อความ
  • Instagram : 434,000 ข้อความ
  • Pantip :13,000 ข้อความ
  • Website : 10,000 ข้อความ
  • รวมทั้งหมด 74,568,000 ข้อความ

ที่มา : Wisesight 

from:https://www.thumbsup.in.th/social-media-thailand-mob?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-media-thailand-mob

โพสต์ช่วงเวลาไหนถึงจะปัง! รวมเวลาโพสต์ของทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

เชื่อว่านักการตลาดหลายคนที่ต้องวางแผนโพสต์โซเชียลมีเดียให้ผู้ติดตามได้เห็นนั้น คงกำลังชั่งใจและเครียดกันสุดๆ ว่าควรจะโพสต์โซเชียลมีเดียเวลาไหนบ้าง ถึงจะเข้าตาผู้ติดตามและเพิ่มโอกาสคลิกได้ดีที่สุด

วันนี้ thumbsup ได้นำข้อมูลมาจากทาง SocialmediaToday มาสรุปช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์โซเชียลมีเดียของปี 2020 มาฝากกันค่ะ

ทางทีม Zenesys ได้สรุปช่วงเวลาการโพสต์ของ 5 แพลตฟอร์ม ประกอบด้วย Facebook Instagram Twitter LinkedIn และ Youtube เรามาลองดูความแตกต่างของช่วงเวลาในการโพสต์ที่ดีที่สุดในแต่ละแพลตฟอร์มกัน

Facebook

แพลตฟอร์มยอดนิยมอย่างเฟสบุ๊ก ยังคงเป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักการตลาดที่มองหาช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์ โดยวันที่คนนิยมเล่นมากที่สุดคือ

  • พฤหัสบดี
  • ศุกร์
  • เสาร์และอาทิตย์
  • ในขณะที่วันอังคาร เป็นวันที่แย่ที่สุด

ทางด้านของช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คนต่างใช้งานคือช่วงพักตั้งแต่ 13.00-16.00 น. รวมทั้งคนนิยมใช้งานผ่านจอเดสก์ท็อปมากกว่ามือถือด้วย

Instagram

ส่วนคนที่ชอบเล่นอินสตาแกรมนั้น ช่วงเวลาที่คนใช้งานมากที่สุดคือ วันพุธ  ส่วนวันธรรมดาอื่นๆ ที่ดีไม่แพ้กันคือ จันทร์ พุธและพฤหัสบดี ส่วนวันที่คนไม่นิยมใช้งานคือวันอาทิตย์ อาจเพราะวันเสาร์-อาทิตย์เป็นวันหยุดพักผ่อน คนอาจจะออกไปทำกิจกรรมมากมาย ไม่มีเวลาโพสต์โซเชียลในขณะที่กลับมาทำงานก็อาจจะโหยหาช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้น

ทางด้านของช่วงเวลาใช้งานมากที่สุดมี 2 ช่วง คือ 11.00 – 13.00 น. และ 07.00 – 09.00 น. โดยแน่นอนว่าคนนิยมใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนหรือแอปพลิเคชั่นมากกว่าเล่นผ่านจอเดสก์ท็อป

Youtube

สำหรับแพลตฟอร์มวีดีโอยอดนิยมอย่างยูทูปนั้น ช่วงเวลาที่คนนิยมใช้งานมากที่สุดคือ วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ช่วงเวลา 12.00 – 16.00 น.ส่วนในมุมของผู้ชมจะนิยมใช้งานวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยจะรับชมช่วงเวลา 09.00 – 11.00 น.

Twitter

ความน่าสนใจของทวิตเตอร์คือคนนิยมโพสต์ทุกวัน ตั้งแต่จันทร์-ศุกร์ กันเลยทีเดียว โดยช่วงเวลาที่คนนิยมใช้งานมากที่สุด คือ 12.00 – 13.00 น.อาจเป็นช่วงเวลาพักเที่ยง ส่วนวันที่แย่ที่สุดสำหรับการโพสต์ในทวิตเตอร์คือวันเสาร์และวันอาทิตย์

LinkedIn

สำหรับลิ้งอินถือว่าเป็นแพลตฟอร์มเชิงข้อมูลที่เหมาะกับคนหางานและงานหาคนได้ดีที่สุดค่ะ วันที่คนใช้งานเยอะที่สุดก็เป็นวันอังคาร วันพุธและวันพฤหัสบดี ช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00 – 11.00 น. ส่วนช่วงเวลาที่แย่ที่สุดก็แน่นอนว่าเป็นวันหยุดคือวันเสาร์และวันอาทิตย์ค่ะ เพราะเป็นวันพักผ่อนที่คนไม่ค่อยใช้งานกัน

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาการโพสต์ที่ดีที่สุดของแต่ละเพจก็อาจจะต้องดูเชิงลึกของเพจธุรกิจที่ตนเองใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์มค่ะ เพราะแต่ละเพจจะมีเสน่ห์และความต้องการใช้งานที่แตกต่างกัน ข้อมูลเหล่านี้ก็เป็นแค่การเก็บข้อมูลกลางเพื่อให้นำไปปรับใช้อย่างเหมาะสม ถึงอย่างไรก็เลือกใช้ให้เหมาะกับธุรกิจของตนเองนะคะ

 

ที่มา : SocialMediaToday , Zenesys

from:https://www.thumbsup.in.th/social-media-post-time?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-media-post-time

แม้แต่ LinkedIn ก็มี Stories! หวังให้ผู้ใช้แบ่งปันเรื่องราวในชีวิตประจำวันมากขึ้น

ที่มา Engadget

LinkedIn แพลตฟอร์มเครือข่ายด้านอาชีพและธุรกิจ ซึ่งเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้ถูกจ้าง เป็นแพลตฟอร์มล่าสุดที่พัฒนาฟีเจอร์ ‘สตอรี่’ ต่อจาก Snapchat, Instagram, และ Facebook

ฟีเจอร์สตอรี่ใน LinkedIn มีคุณสมบัติเช่นเดียวกันกับแพลตฟอร์มอื่นๆ อาทิ ถ่ายรูป ออกแบบตัวอักษร ตกแต่ง และจะแสดงบนโปรไฟล์เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง

หลายคนอาจมองว่า ‘สตอรี่’ เป็นฟีเจอร์ที่ไม่ควรมีอยู่ใน LinkedIn แต่ว่า Liz Li ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ LinkedIn ระบุว่า

“ฟีเจอร์สตอรี่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการสนทนามากขึ้น เนื่องจากผู้ใช้มักไม่แชร์เรื่องราวส่วนตัวของตัวเองลงบนโปรไฟล์”

เพิ่มบทสนทนาในแพลตฟอร์ม

จากเดิมภาพลักษณ์ของ LinkedIn ถูกมองว่าเป็นแพลตฟอร์มสำหรับมืออาชีพ แบ่งปันเรื่องราวการทำงาน ความรู้ เทคนิค และมองหาคอนเน็คชั่น

การพัฒนาฟีเจอร์ดังกล่าวจึงจะช่วยให้ผู้ใช้เกิดบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตประจำวันมากขึ้น

นอกจากนี้แพลตฟอร์มยังได้พัฒนาฟีเจอร์อื่นๆ อย่างฟิลเตอร์การค้นหา, การกดไลก์แบบมี Reaction รวมถึงการวิดีโอผ่านแชทโดยตรง ซึ่งจะเปิดให้ใช้งานในเดินตุลาคม

ทั้งนี้บริษัทได้เปิดให้ทดลองใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา และมีแพลนที่จะเปิดให้ใช้ทั่วโลกในสัปดาห์ต่อๆ ไป

อ้างอิง Engadget

from:https://www.thumbsup.in.th/linkedin-has-stories?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=linkedin-has-stories

Facebook เตรียมยกเลิกกฎ “ข้อความต้องน้อยกว่า 20% ของภาพโฆษณา”

ข่าวดีและข่าวใหญ่สำหรับเหล่านักโฆษณาและนักการตลาด Facebook เตรียมยกเลิกกฎ “ข้อความต้องน้อยกว่า 20% ของภาพโฆษณา” จากก่อนหน้านี้ระบบของเฟซบุ๊กค้นพบว่า ภาพที่มีข้อความน้อยกว่า 20% ของพื้นที่ในภาพเพื่อการโฆษณาจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีสำหรับผู้ใช้

จน Facebook ต้องออกกฎว่าถ้าข้อความมากกว่า 20% ของโฆษณาจะมีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่ผ่านการอนุมัติ หรือเข้าถึงคนได้น้อยลง ต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงโฆษณาอาจไม่ทำงาน จนต้องออกเครื่องมือชื่อ “Text Overlay Tool” เพื่อให้ผู้ใช้ตรวจสอบภาพก่อนทำโฆษณา กลายเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับนักการตลาดมาหลายปี

ล่าสุดสื่อต่างประเทศรายงานว่า Facebook เตรียมประกาศยกเลิกกฎ 20% ดังกล่าวแล้ว นั่นหมายความว่า ภาพโฆษณาที่มีข้อความมากว่า 20% ของภาพจะสามารถแสดงผลตามปกติ และจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เท่าๆ กับโฆษณาอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม Facebook ยังยืนยันว่าอยากให้ภาพโฆษณามีข้อความน้อยกว่า 20% ของภาพ โดยระบุว่า “พยายามให้ข้อความของคุณ สั้น ชัดเจน และกระชับเพื่อให้ข้อความสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

อ้างอิง Socialmediatoday, Matt Navarra

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-remove-restriction-text?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-remove-restriction-text