คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

คุยยังไงไม่เสียเพื่อน Facebook แนะวิธีแชทให้เกิดประโยชน์ อย่าไร้สาระและบอกลาก่อนออกจากแชท

นักแชททั้งหลายอาจจะเคยรู้สึกว่าการคุยผ่านช่องทางออนไลน์ในแต่ละครั้ง จะมีทั้งได้ประโยชน์และเสียเวลาสุดๆ ใช่ไหมคะ แน่นอนว่าหากคุยกับลูกค้า พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายย่อมอยากที่จะปิดยอดการขายได้โดยไวและไม่ถามประโยคเดิมๆ ที่แจ้งไว้แล้วให้วุ่นวาย หรือถ้าคุยเรื่องงานก็อยากให้สรุปประเด็นสำคัญและปิดจ๊อบได้โดยไว แต่ในบางครั้งการคุยแบบหวังจบเรื่องโดยไวเพียงอย่างเดียว อาจไม่สร้างสัมพันธ์ระยะยาวได้ดีนัก วันนี้เราจึงมีวิธีคุยกับปลายทางให้เกิดประโยชน์สูงสุด มาฝากกันค่ะ

สำหรับช่องทาง Messenger ของ Facebook นั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารที่คนนิยมสุดๆ โดยในแต่ละวันมีการสื่อสารระหว่างกันมากถึง 1 แสนล้านข้อความเลยทีเดียว แต่จะคุยแบบส่วนตัวหรือคุยกับกลุ่มยังไงให้เกิดประโยชน์ได้ดีกันนะ นี่คือ ศิลปะแห่งการส่งข้อความสื่อสารในยุคดิจิทัลที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ

1). สื่ออารมณ์และความหมายให้ดี

ใครจะไปคิดว่าการพิมพ์สามารถสื่อโทนเสียงในข้อความได้ด้วย ซึ่งถ้อยคำที่คุณพิมพ์สามารถส่งผลต่อความหมายได้มากกว่าที่คิด การใช้โทนน้ำเสียงที่เป็นมิตรและเป็นกลางที่สุด หลีกเลี่ยงถ้อยคำเหน็บแนมหรือเสียดสี ด้วยสัญลักษณ์หรืออีโมจิน่ารักๆ ก็ช่วยทำให้โทนของข้อความเป็นเชิงบวกได้และต้องไม่ลืมเช็คคำผิดก่อนส่งด้วย การใช้ระบบแก้ไขข้อความอัตโนมัติอาจทำให้ความหมายที่คุณต้องการจะสื่อบิดเบือนไป

หากเป็นข้อความที่อาจสื่อถึงการเสียดสี พบว่าคนอเมริกันมักถามคู่สนทนาตรงๆ ให้แน่ใจเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด ในขณะที่ร้อยละ 31 ของคนอังกฤษเลือกที่จะไม่สนใจและเมินเฉยข้อความประเภทนี้

2.)     กระชับเข้าไว้ แต่อย่าสั้นจนเกินไป

ความยาวเป็นเรื่องสำคัญเมื่อส่งข้อความ ทุกครั้งที่แชท ควรใส่ใจถึงความสั้นยาวของข้อความอยู่เสมอ ข้อความที่ยาวเป็น  ย่อหน้าอาจทำให้หลายคนเบือนหน้าหนี แต่การตอบข้อความด้วยคำสั้นๆ แค่หนึ่งคำ หรือส่งอีโมจิแค่รูปเดียวอาจสื่อว่าคุณยุ่งเกินจนกว่าจะตอบหรือไม่สนใจในบทสนทนานั้นๆ ขอแนะนำให้ส่งข้อความที่มีจำนวนประโยคน้อยๆ ลองใช้วิดีโอแชท

หากมีเรื่องมากมายที่อยากคุย และเมื่อต้องการจบบทสนทนาและแจ้งอีกฝ่ายว่ารับทราบเรื่องแล้ว ตอบกลับด้วยประโยคสั้นๆ แต่นิ่มนวลแทนการส่งแค่คำเดียวโดยเฉลี่ยแล้ว ความยาวของข้อความที่ส่งบน Messenger มีแค่ 5 คำ

3.)  อย่าส่งหลายข้อความติดๆ กัน

เก็บใจความสำคัญให้ครบภายในข้อความเดียว และถ้าเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงการส่งหลายข้อความติดๆ กัน เพราะอาจทำให้ผู้รับรู้สึกรำคาญและเสียสมาธิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแชทกลุ่ม การส่งข้อความเยอะๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้ผู้ร่วมบทสนทนาคนอื่นสับสนและตามบทสนทนาไม่ทัน ผู้ใช้งานทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าการรัวข้อความติดๆ กันนั้น เสียมารยาท (เช่น การตอบเพียงหนึ่งข้อความ ด้วยแชทมากกว่า 10 ข้อความขึ้นไป)

4.)   แคร์สักนิดก่อนคิดแชร์

การขออนุญาตเจ้าของข้อความเสมอก่อนจะส่งต่อข้อความ รูปภาพหรือเอกสารใดๆ ให้กับคนอื่นๆ และควรเป็นกติกาเช่นเดียวกันกับการแชทแบบกลุ่ม เลี่ยงที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของคนอื่น เช่น ถามเพื่อนอย่างเปิดเผยถึงวีรกรรมเมื่อไปเดทล่าสุด ซึ่งอาจทำให้เพื่อนรู้สึกว่าโดนแฉและอับอายได้ รวมทั้งการส่งต่อข้อความส่วนตัวที่คุยกันของเพื่อนไปให้คนอื่นนั้นเป็นการเสียมารยาทอย่างมากนะคะ

5.)  ต้องรู้ว่ากำลังแชทอยู่กับใคร

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อได้รับคำเชิญเข้าแชทกลุ่มคือเช็คดูว่ามีใครอยู่ในกลุ่มแชทนั้นบ้าง เพื่อที่คุณจะได้ทราบว่ากลุ่มนี้สนใจบทสนทนาในเรื่องใด หลีกเลี่ยงการเล่นมุกเฉพาะกลุ่มหรือพูดถึงเรื่องที่คนอื่นไม่เข้าใจ และควรส่งข้อความที่มีความเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่อยู่เสมอ หากต้องการพูดคุยกับใครสักคน ควรแชทแยกออกไป ผู้ใช้งานทั่วโลกชอบให้แชทกลุ่มมีสมาชิกน้อยกว่า 6 คน

6.) อย่าปล่อยให้เขารอเก้อ

หากว่าเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มแชทของคุณส่งข้อความมาแต่ไม่มีใครตอบ อย่าปล่อยให้พวกเขารอเก้อ ตอบกลับ อาจเพียงแค่ตอบแบบง่ายๆ อย่างการกด ‘ถูกใจ’ ข้อความของพวกเขา หรือบอกว่าคุณไม่รู้คำตอบก็ได้ การทำเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นผู้อื่นให้ตอบกลับเช่นกัน แต่หากคุณเป็นคนที่ถูกปล่อยให้รอเก้อเองก็อย่าไปถือสา รอให้เวลาผ่านไป 24 ชั่วโมงก่อนแล้วค่อยติดตามการสนทนาโดยทักด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า “แค่อยากรู้ว่าเป็นยังไงบ้างนะ…”

ผู้ใช้งานส่วนใหญ่รู้สึกไม่พอใจเป็นที่สุด เมื่อไม่มีใครตอบคำถามหรือตอบรับความคิดเห็นของพวกเขา และสิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่พอใจในลำดับถัดมาคือเมื่อมีคนเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้เห็นกันทั้งกลุ่ม

7.)  ตอบกลับให้ฉับไว

การตอบกลับข้อความในทันทีเป็นวิธีที่สุภาพ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด หากคุณกำลังยุ่งและรู้ว่าข้อความนั้นไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วน คุณสามารถเก็บข้อความนั้นไว้โดยไม่เปิดอ่านจนกว่าคุณจะมีเวลาว่างตอบกลับ อีกทางเลือกคือเปิดการแจ้งเตือนแบบพุช (push) ที่ช่วยให้อ่านข้อความได้ก่อน โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าคุณอ่านแล้ว ซึ่งช่วยให้คุณสามารถตอบกลับในเวลาที่สะดวกได้

8.)  เลิกนิสัยชอบเท

หมดความสนใจในบทสนทนานี้แล้วใช่ไหม แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่าตัดขาดการติดต่อทั้งหมดไปอย่างห้วนๆ การเพิกเฉยข้อความของผู้อื่นมักนำไปสู่การเท และยังสร้างความรู้สึกกระวนกระวายและความไม่แน่ใจให้อีกฝ่าย หากคุณต้องการยุติการปฏิสัมพันธ์ ให้ทำอย่างเปิดเผยและนุ่มนวล ด้วยการอธิบายที่กระชับและสุภาพ หากคุณกำลังคบหาหรือรู้จักอีกฝ่ายมาสักพักแล้ว ควรโทรศัพท์ไปหาเขาหรือบอกเขาต่อหน้าเมื่อพบกัน

9.)  ฝึกลาให้ถูกธรรมเนียม

เบื่อใช่ไหมกับการส่งรูปอาหารในแชทครอบครัวที่ไม่เคยหยุดหย่อน ไม่อยากเห็นอัพเดทการเตรียมงานแต่งงานรายวันในกลุ่ม “เพื่อนเจ้าสาว” แล้วใช่ไหม แต่ก่อนจะออกจากกลุ่มใด ต้องวางแผนให้ดี อธิบายเหตุผลสั้นๆ ให้ใกล้เคียงกับความจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น คุณต้องเร่งทำงานให้ทันกำหนดส่งเลยต้องพักจากมือถือสักหน่อย จากนั้นก็ออกจากกลุ่มไปเลย โดยไม่จำเป็นต้องรอคำตอบ แต่หากคุณคิดว่าการออกจากแชทเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไป ก็แนะนำให้ “ปิดการแจ้งเตือน” การสนทนาแทน

10). ทิ้งท้ายอย่างมีสไตล์

อย่าประเมินค่าของการกล่าวอำลาต่ำไปเด็ดขาด เราอาจจะชอบหยอกล้อกลุ่มคนยุคเบบี้บูมเมอร์กับการทิ้งท้ายทุกข้อความด้วยการพิมพ์ว่า “รักนะ จากพ่อ” แต่ที่จริงแล้ว การที่คุณหายไปจากบทสนทนาเฉยๆ อาจสร้างความสับสนให้กับอีกฝ่าย หากคุณจะเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่น ที่ดีที่สุดคือแจ้งให้อีกฝ่ายทราบ แค่บอกว่า “เดี๋ยวมานะ” ก็ยังดี

ผู้ใช้งานที่มีอายุระหว่าง 45-64 ปี ทิ้งท้ายการสนทนาผ่านข้อความเสมอ ในขณะที่มีเพียงหนึ่งในสามของผู้คนอายุ 18-24 ปีเท่านั้นที่รู้สึกว่าต้องกล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/chat-in-facebook

Airbnb และ IOC ประกาศความร่วมมือสำคัญระดับโลก พร้อมขับเคลื่อนกีฬาโอลิมปิกต่อเนื่องถึงปี 2028

Airbnb เข้าร่วม TOP Program สนับสนุนด้านความยั่งยืนของการขับเคลื่อนกีฬาโอลิมปิก พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับนักกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกในการสร้างรายได้จากโปรแกรมใหม่ ‘Airbnb Olympian Experiences’  จะทำให้เกิดเจ้าของที่พักAirbnb รายใหม่อีกหลายแสนคน พร้อมสนับสนุนและเข้าร่วมการขับเคลื่อนกีฬาอลิมปิก ด้วยการให้บริการที่พักและมอบประสบการณ์ต่างๆ จนถึงปี 2028

คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และ Airbnb ประกาศข้อตกลงครั้งสำคัญในการสนับสนุนการขับเคลื่อนกีฬาโอลิมปิกจนถึงปี 2028 ซึ่งนับเป็นความร่วมมือสำหรับการแข่งขันโอลิมปิก 5 รายการตลอดระยะเวลา 9 ปี ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการเป็นเจ้าภาพและเป็นการสร้างชัยชนะสำหรับทุกฝ่ายทั้งเมืองที่เป็น เจ้าภาพจัดงาน ผู้ชมและแฟนกีฬา รวมถึงนักกีฬาทุกคน

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับกำหนดการของโอลิมปิก 2020 ซึ่งเป็นโรดแมปเชิงกลยุทธ์ของ IOC และภารกิจของ Airbnb คือ การ โปรโมทการเดินทางอย่างยั่งยืน โดยข้อตกลงนี้จะสนับสนุนวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนของการขับเคลื่อนกีฬาโอลิมปิก และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติด้านการเดินทางที่เสริมสร้างศักยภาพ ทางเศรษฐกิจ ครอบคลุมถึงคนทุกกลุ่มและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม

ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงการจัดหาที่พักที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้จัดกีฬาโอลิมปิก รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งยังลดความจำเป็นในการสร้างที่พักใหม่ในช่วงที่มีการแข่งขัน ตลอดจนช่วยเพิ่มช่องทางรายได้ให้กับเจ้าของที่พักและชุมชนท้องถิ่นโดยตรง

ทั้งนี้ ยังมีการร่วมมือกับ คณะกรรมการ พาราลิมปิกสากล (IPC) ซึ่ง Airbnb จะโปรโมทที่พักสำหรับผู้พิการหรือผู้ที่มีความต้องการพิเศษอีกด้วย

โจ เกอเบีย ผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb เปิดเผยว่า “Airbnb และ IOC ต่างมีประสบการณ์ในการสร้างและรองรับอีเว้นท์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาแล้ว ความร่วมมือสำหรับกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้จะทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่า การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก จะเป็นสุดยอดในหลายๆ ด้านทั้งความครอบคลุมถึงคนทุกกลุ่ม, การเข้าถึงได้ง่าย และมีความยั่งยืน อีกทั้งยังสร้างตำนานให้กับทั้งนักกีฬาและชุมชนเจ้าของที่พักไปอีกยาวนาน ภารกิจของ Airbnb คือการสร้างโลกที่ทุกที่เป็นของทุกคน เราภูมิใจที่ชุมชน Airbnb ได้มีส่วนสืบสานสปิริตแห่งโอลิมปิกที่สำคัญนี้”

โทมัส บาค ประธานคณะกรรมการโอลิมปิคสากล (IOC) กล่าวว่า “ความร่วมมือที่เป็นนวัตกรรมนี้ผลักดัน กลยุทธ์การจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตลอดจนสร้างความทรงจำที่ดีให้ชุมชน เจ้าของที่พัก ด้วยการสนับสนุนของ Airbnb เราจะพัฒนาโอกาสใหม่ๆ สำหรับนักกีฬาทั่วโลกให้มีรายได้โดยตรงผ่านกีฬาและกิจกรรมออกกำลังกายตลอดจนคุณค่าของความเป็นโอลิมปิก”

Airbnb Olympian Experiences

IOC และ Airbnb จะเปิดตัว Olympian Airbnb Experiences หรือ ประสบการณ์กับนักกีฬาโอลิมปิก ในช่วงต้นปี 2020 เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬามีรายได้โดยตรง ซึ่งแสดงให้เห็นความพยายามของ IOC ที่จะสนับสนุนนักกีฬาและชูให้นักกีฬา เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนกีฬาโอลิมปิก

โดยเป้าหมายของ Airbnb นั้นคือการจัดประสบการณ์นี้ที่จะสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจให้นักกีฬาทั่วโลกนอกเหนือจากช่วงเวลาการแข่งขันหรือเกมส์ต่างๆ และการส่งเสริมกีฬาและการออกกำลังกายโดยประสบการณ์ดังกล่าว จะมีตั้งแต่การฝึกซ้อมกับนักกีฬาโอลิมปิก ไปจนถึงเยี่ยมชมเมืองกับนักกีฬาอีลิท

โดยความร่วมมือระหว่าง Airbnb และ IOC นี้จะผ่านแพลตฟอร์ม Athlete 365 เพื่อสนับสนุนและฝึกอบรมแก่นักกีฬาที่สนใจเป็นโฮสต์ประสบการณ์บนแพลตฟอร์ม Airbnb Experiences

นอกจากนั้น ทาง IOC จะมีการสนับสนุนที่พักให้กับนักกีฬาในช่วงที่กำลังแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก ตลอดจนการเดินทางไปฝึกซ้อมในที่ต่างๆ ด้วยที่พักบน Airbnb มูลค่าไม่ต่ำกว่า 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างความร่วมมือครั้งนี้ด้วย

from:https://www.thumbsup.in.th/airbnb-and-ioc-for-olympic

มาอีกราย! TikTok มีแผนเปิดตัว Music Streaming

เว็บไซต์ Financial Times รายงานว่าบริษัท ByteDance เจ้าของแอปพลิเคชันรวบรวมคลิปสั้นอย่าง TikTok กำลังอยู่ในระหว่างการพูดคุยกับค่ายเพลงใหญ่อย่าง Universal Music, Sony Music และ Warner Music เพื่อให้ได้สิทธิ์การเผยแพร่เพลงผ่านบริการ Music Streaming ของตนเอง

โดย TikTok จะเปิดตัวฟีเจอร์การให้บริการ Music Streaming อย่างเร็วที่สุดภายในเดือนหน้า ซึ่งเน้นเปิดตัวในตลาดประเทศกำลังพัฒนา เช่น อินเดีย, อินโดนีเซีย และบราซิล ก่อนที่จะเปิดตัวในประเทศสหรัฐอเมริกาในลำดับถัดไป

ส่วนชื่อแอปพลิเคชัน Music Streaming ของ Tiktok ยังไม่มีการเคาะออกมาอย่างเป็นทางการ แต่น่าจะมีราคาค่าบริการรายเดือนไม่เกิน 10 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 300 บาท)

นอกจากนี้ บนแอปตัวใหม่ของ TikTok จะมีฟีเจอร์ช่วยหาคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่ใช้เพลงที่เราเปิดอยู่บนจาก Music Streaming และยังพบว่ามีหน้า TikTok for Artists (http://artists.tiktok.com/) ที่เปิดให้ศิลปินเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์ม TikTok สามารถใช้งานระบบจัดการได้อีกด้วย

ที่มา: Financial Times, Reuters และ Twitter @Matt Navarra

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-plans-to-open-music-streaming

Google ไทยเผยโครงการผนักดันเศรษฐกิจดิจิทัล, “สมคิด” ชวน Google เปิดสำนักงานใหญ่ในไทย

กูเกิลประเทศไทยจัดงาน “Google for Thaliand” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว โดนในปีนี้ได้มีการประกาศโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในไทย รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโล ด้วยฃแนวคิด “Leave no Thai Behind”

ซึ่งก่อนเริ่มงาน ได้มีการกล่าวเปิดโดยดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งได้เผยว่าเขาขอบคุณกูเกิลที่ได้ร่วมพัฒนาในโครงการต่างๆ ของประเทศ และเชิญชวนให้กูเกิลมาตั้งสำนักงานใหญ่ที่ไทย แทนที่จะเป็นสิงคโปร์

สำหรับโครงการของกูเกิลในไทยนั้นจะมีทั้งหมด 4 ด้าน คือ

  • การสร้างโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี
  • การส่งเสริมทักษะดิจิทัล
  • การพัฒนาเนื้อหาและผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน
  • การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SME

“สเตฟานี่  เดวิส” กรรมการผู้จัดการของกูเกิลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เผยว่า กูเกิลมีพันธะสัญญาว่าจะไม่ทิ้งคนไทยไว้ข้างหลังหรือ Leave No Thai Behind ซึ่งกูเกิลได้มีโครงการต่างๆ ที่ริเริ่มขึ้นมาในไทย รวมถึงร่วมกับพาร์ทเนอร์ในไทยเพื่อผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล

ไมค์ จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย ได้มีการเปิดตัวแอปพลิเคชันหลายโครงการด้วยกัน

  • “Grow with Google” เน้นเสริมทักษะคนดิจิทัลในไทย
  • “Primer” เป็นบทเรียนที่ช่วยให้เข้าใจพื้นฐานทางธุรกิจและการตลาดดิจิทัล
  • “Skillshop” เน้นการเข้าใจการใช้ผลิตภัณฑ์ของกูเกิล
  • “Be Internet Awesome” ช่วยให้เด็กๆ เข้าใจถึงการเป็นประชากรดิจิทัลที่ดีได้

Dr. Fred Hersch ผู้จัดการโครงการของ Google Health ได้เผยว่ากูเกิลได้ใช้งานวิจัยด้าน AI พัฒนาการตรวจโรคเบาหวานจากประสาทตา ซึ่งช่วยให้คนไทย ที่ปัจจุบันป่วยโรคเบาหวานกว่า 4.5 ล้านคน ได้มีการตรวจสอบได้ดียิ่งขึ้น

โครงการ Google Station เป็นอีกหนึ่งโครงการที่กูเกิลร่วมกับ CAT Telecom ซึ่งให้บริการ WiFi ฟรี โดยจากปีที่แล้วมี 10 แห่ง แต่ในปีนี้ได้มีการเพิ่มจำนวนแล้วกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะเน้นจุดสำคัญเช่น แหล่งเดินทาง, โรงพยาบาล, สนามบิน เป็นต้น

นอกจากนี้ Google ยังมีอีกโครงการที่น่าสนใจคือ Google Arts & Culture ที่จะใช้กล้องขนาดละเอียดสูงมากๆ ในการถ่ายภาพงานศิลปะ ซึ่งมีความละเอียดขนาด “’กิกะพิกเซล” ทำให้ได้เก็บภาพไว้ในรูปแบบดิจิทัลและบางภาพเราได้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในอีกด้วย

สุดท้ายกูเกิลได้มีโครงการส่งเสริม SME ไทย ด้วยการจัดลงทะเบียน Google My Business เพื่อสร้างตัวตนให้ธุรกิจบนโลกออนไลน์ และเพิ่มยอดขายได้ โดยได้ร้วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อลงทะเบียนร้านโครงการธงฟ้า และร่วมมือกับ SCB เพื่อทำให้การลงทะเบียนธุรกิจทำได้ง่ายขึ้นมาก

from:https://www.thumbsup.in.th/google-for-thai-2019

Facebook Collaborative Ads ช่วยแบรนด์เชื่อมต่อลูกค้าอีคอมเมิร์ซอย่างไรบ้าง

Pic Credit : https://www.interactmarketing.com/facebook-collaborative-ads-will-create-new-opportunities-for-advertisers/

 

การซื้อของออนไลน์มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นราว 4 เท่าเมื่อเทียบกับยอดขายการค้าปลีกทั่วทั้งเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยนับว่าเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยมีอัตราการเติบโตคงที่ในทุกๆ ปี อยู่ที่ร้อยละ 8-10 สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีอัตราการเติบโตอยู่ราว 4 เท่าของภาพรวมธุรกิจค้าปลีก

เทรนด์ดังกล่าวนี้แสดงถึงความท้าทายให้กับแบรนด์ต่างๆ ที่ไม่มีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเป็นของตนเอง แบรนด์ที่ขายของโดยอาศัยช่องทางออนไลน์ของพันธมิตรค้าปลีกยังต้องเผชิญปัญหาในการกำหนดกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมผ่านการใช้โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของผู้บริโภคและสามารถตอบสนองความชื่นชอบส่วนบุคคล ซึ่งโฆษณาประเภทนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าบนเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นของผู้ค้าปลีก

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เผยว่ามูลค่าของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าสูงถึง 3.2 พันล้านบาทในปี พ.ศ. 2561

Collaborative Ads คืออะไร

Collaborative Ads หรือโฆษณาร่วมจะช่วยนำเสนอวิธีใหม่ๆ ให้แบรนด์และเหล่าผู้ค้าปลีกได้ทำงานร่วมกันอย่างง่ายดายและปลอดภัยเพื่อสร้างยอดขายที่มากขึ้น รูปแบบของการโฆษณาร่วมนั้นสร้างขึ้นเพื่อให้แบรนด์สามารถดึงดูดลูกค้ามาเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือแอพของผู้ค้าปลีก

ดังนั้น เมื่อผู้ค้าปลีกมีการแบ่งปันกลุ่มสินค้าจากแคตตาล็อก แบรนด์จะสามารถเข้าถึงเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่แสดงความสนใจในผลิตภัณฑ์ของแบรนด์และผ่านทางโฆษณาร่วมซึ่งดำเนินการโดยผู้ค้าปลีกเท่านั้น

สิ่งนี้ช่วยให้แบรนด์สามารถใช้ Dynamic Ads หรือโฆษณาแบบไดนามิกเพื่อโปรโมทสินค้าได้โดยตรงบนแพลทฟอร์ม Facebook โดยอาศัยแคตตาล็อกของผู้ค้าปลีก โดยที่แบรนด์ไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลใดๆ ของลูกค้า ดังนั้น ข้อมูลประเภทเดียวที่แบรนด์จะมองเห็นได้คือจำนวนการซื้อที่ได้จากการโฆษณานั่นเอง

Pic Credit : https://adespresso.com/blog/facebook-ad-types-collection-ads-carousel/

โฆษณาประเภทนี้ดีสำหรับแบรนด์อย่างไร

เมื่อผู้บริโภคมีตัวเลือกจำนวนมากให้ต้องตัดสินใจ เป็นต้นว่า จะซื้ออะไรและซื้อได้จากที่ไหน พวกเขามักเลือกจากประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับความต้องการและสะดวกสบายมากที่สุด ด้วย Collaborative Ads ผู้ค้าปลีกจะได้รับผลประโยชน์โดยสามารถดึงดูดลูกค้าจำนวนมากสู่เว็บไซต์ และสำหรับแบรนด์เองนั้นจะสามารถกระตุ้นยอดขายบนช่องทางออนไลน์ได้มากขึ้นนั่นเอง

เคล็ดลับที่สำคัญในการใช้ Collaborative Ads เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ

  • สร้างโฆษณาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

การรัน Collaborative Ads ต้องอาศัยพาร์ทเนอร์ค้าปลีกเพื่อร่วมแชร์แคตตาล็อกสินค้า และเพื่อควบคุมว่าจะมีข้อมูลของสินค้าใดบ้างที่จะปรากฏบนโฆษณา การสร้างชุดสินค้าในคลังแคตตาล็อกที่ใช้ร่วมกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ชุดสินค้าคือกลุ่มของสินค้าในคลังแคตตาล็อกซึ่งแบรนด์ต่างๆ สามารถเลือกฟิลเตอร์เพื่อกำหนดจำนวนสินค้าในสต็อก ประเภทของสินค้าและราคา ทั้งนี้ เพื่อควบคุมว่าไอเท็มใดบ้างจะปรากฏอยู่บนโฆษณา ชุดสินค้าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับโฆษณาแบบไดนามิก ซึ่งจะแสดงสินค้าสำหรับกลุ่มคนที่มีแนวโน้มสนใจสินค้านั้นๆ

 

  • เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง

เมื่อต้องการรันแคมเปญใหม่ในแต่ละครั้ง ให้เริ่มด้วยการตั้งค่ากลุ่มเป้าหมายที่กว้างไว้ก่อนเสมอ เพื่อดึงดูดให้กลุ่มคนจำนวนมากขึ้นกดเข้าชมเพจการขายสินค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการปรับกลุ่มลูกค้าใหม่ (Retargeting)

การปรับการตั้งค่ากลุ่มค้าเป้าหมายจะช่วยให้สามารถเข้าถึงลูกค้าที่เคยกดดูสินค้าบนเว็บไซต์หรือบนแอพพลิเคชั่นมือถือก่อนหน้านี้ ให้ใช้โอกาสนี้ในการออกแบบประสบการณ์การซื้อสินค้าที่สะดวกสบายและไร้อุปสรรคเพื่อให้สามารถตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า และเพิ่มโอกาสการซื้อสินค้า

  • การวางแผนเพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุด

ผู้บริโภคใช้แพลทฟอร์มที่หลากหลายและแตกต่างกันไปทุกๆ วัน ดังนั้น การใช้ฟังก์ชั่นตำแหน่งการจัดวางแบบอัตโนมัติ หรือ Automatic Placements ใน Facebook จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จากตำแหน่งเริ่มต้นในการวางโฆษณาต่างๆ (ทั้งหน้าฟีด Instagram, Audience Network หรือบน Messenger) 

นอกจากนี้ แนะนำให้ลองใช้ฟังก์ชั่น Conversion Optimization ซึ่งจะช่วยแนะนำวิธีการโพสต์เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด เช่น การเลือกแสดงโฆษณาอีกครั้ง 7 วันหลังจากที่ลูกค้ากดคลิกอ่านรายละเอียดสินค้าหรือ 1 วันหลังจากที่ลูกค้าเห็นโฆษณานั้นเพื่อกระตุ้นโอกาสในการซื้อ

 

กรณีศึกษาจากเป๊บซี่โค (ประเทศไทย)

เป๊บซี่โคได้ร่วมมือกับลาซาด้า พันธมิตรด้านอีคอมเมิร์ซ โดยได้สร้างเพจบน Facebook สำหรับการโพสต์โปรโมชั่นบนแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ และได้วางโฆษณาในรูปแบบ Collaborative Ads เพื่อโปรโมทสินค้าโดยตรงจากลาซาด้า เป๊บซี่โคยังเลือกใช้โฆษณาแบบ Carousel Ads หรือที่สามารถใส่รูปภาพได้หลายๆ ภาพ ร่วมกับ Collection Ads เพื่อแสดงข้อมูลของชนิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

โฆษณาดังกล่าวถูกโพสต์ลงบนแพลทฟอร์มทั้ง Facebook และ Instagram โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายไปที่ลูกค้าซึ่งแสดงความสนใจในเป๊บซี่โคหรือสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ เป๊บซี่โคยังได้ปรับค่าการกำหนดกลุ่มลูกค้าในโฆษณาแบบ Dynamic Ads อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเจาะไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่เคยกดดูสินค้าของเป๊บซี่โคบนลาซาด้าหรือลูกค้าที่เคยกดเพิ่มสินค้าของเป๊บซี่โคในตะกร้าบนเว็บไซต์หรือบนแอพพลิเคชั่นก่อนหน้านี้อยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้มีการกดสั่งซื้อสินค้าภายในระยะเวลา 90 วัน โดยทั้งหมดนี้ดำเนินการผ่านโฆษณาแบบ Dynamic Ads

การนำ Collaborative Ads บนแพลทฟอร์ม Facebook มาใช้ ช่วยให้เป๊บซี่โค (ประเทศไทย) ประสบความสำเร็จในการปรับค่าคอนเวอร์ชั่นโดยสามารถเพิ่มยอดขายด้วยอัตราคอนเวอร์ชั่นที่สูงขึ้นถึงร้อยละ 15 และยังได้รับผลตอบแทนจากการใช้จ่ายโฆษณาเพิ่มขึ้นถึง 3.7 เท่า

นักการตลาดที่กำลังหาเครื่องมือเพิ่มโอกาสขายให้แบรนด์ต่างๆ สามารถขายสินค้าได้ดีขึ้นและเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้สะดวกขึ้น

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-collaborative-ads-for-ecommerce

ทวิตเตอร์-สะมาริตันส์ไทย เปิดตัวบริการแจ้งเตือน #ThereIsHelp

Twitter ร่วมมือกับ สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย (@Samaritans_Thai) เปิดตัว บริการแจ้งเตือน #ThereIsHelp เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตนเองในประเทศไทย สืบเนื่องในจากวันสุขภาพจิตโลก

#ThereIsHelp เป็นบริการแจ้งเตือนบนทวิตเตอร์ที่มีบริการผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพจิตให้กับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือผู้ที่มีปัญหา สุขภาพจิต และพยายามทำให้กลุ่มคนเหล่านี้กล้าที่จะบอกเล่าปัญหาและขอความช่วยเหลือในยามต้องการ

เมื่อมีการค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “ฆ่าตัวตาย” หรือ “ทำร้ายตนเอง” บนทวิตเตอร์ในประเทศไทย โดยจะมีการแจ้งเตือนเป็น ภาษาไทยปรากฎในผลการค้นหาเพื่อเป็นการทำให้กลุ่มผู้มีความเสี่ยงกล้าขอความช่วยเหลือ โดยในการแจ้งเตือนจะมีเบอร์ติดต่อ ของสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย (@Samaritans_Thai) และเบอร์ติดต่อสายด่วนของกรมสุขภาพจิต (@PR_dmh)

ทวิตเตอร์ได้พยายามทำให้ #ThereIsHelp เข้าถึงคนที่คิดจะทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตายในตลอดระยะเวลาเกือบสองปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้มีการให้บริการแจ้งเตือน #ThereIsHelp ใน 17 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, บราซิล, เบลเยียม, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ฟิลิปปินส์, สเปน, สวีเดน, สิงคโปร์, ไทย, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา และมีแผนขยายความช่วยเหลือนี้เพิ่มเติมในอนาคต

จากความร่วมมือนี้ ทวิตเตอร์ยังได้มอบ #AdsForGood ให้กับสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย เพื่อช่วยให้ข้อความเหล่านี้เข้าถึงกลุ่มคนที่มีปัญหาได้มากขึ้น

วันสุขภาพจิตโลกเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา ปีนี้ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันการฆ่าตัวตาย เนื่องจาก ข้อมูลจากองค์การ อนามัยโลกระบุว่า ทุกปีจะมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเกือบ 800,000 คน หรือมีผู้ที่ฆ่าตัวตาย 1 คน ทุกๆ 40 วินาที และ การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุอันดับสองของการเสียชีวิตของคนที่มีอายุระหว่าง 15-29 ปีทั่วโลก

ทวิตเตอร์เชื่อว่า การให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเรื่องของสุขภาพจิต ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ทวิตเตอร์ตระหนักถึงมีบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบในการช่วยสร้าง ความมั่นใจให้ผู้คนในการเข้าถึงและได้รับความช่วยเหลือในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการมากที่สุด

ถึงแม้การป้องกันการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องยาก แต่เราเชื่อว่าการที่ได้เห็นและได้ยินเสียงของคนที่กำลังต่อสู้กับสุขภาพจิตของตนเอง คือสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้พวกเขาได้รับความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ในขณะเดียวกัน หลายๆ ชุมชนบนทวิตเตอร์คือแหล่งรวมกำลังใจที่ดีและเริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชุมชนเหล่านี้ให้กำลังใจคนที่กำลังต่อสู้กับจิตใจเพื่อที่จะไม่ทำร้ายตนเองและกล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่ง หันมาใช้ทวิตเตอร์ในการสร้างการตระหนักรู้ถึงการให้บริการที่สำคัญต่างๆ และเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ทวิตเตอร์มองเห็นทั่วโลกและเห็นได้ว่ามีผู้ให้บริการทางด้านสุขภาพจิตทั่วโลก  กำลังใช้การสื่อสารทางทวิตเตอร์ในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มเด็กวัยรุ่น เห็นได้ชัดว่าองค์กรทางด้านสุขภาพจิตให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลและแพลตฟอร์มทางโซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงวิธีการสื่อสารของคนในสังคมยุคปัจจุบัน

ทวิตเตอร์มี แบบฟอร์มการรายงานเฉพาะ ที่จัดทำขึ้นสำหรับคนกำลังคิดฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตนเอง และมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ คอยตรวจสอบรายงานเหล่านี้ เมื่อไหร่ที่ได้รับรายงานว่ามีคนกำลังคิดฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตนเอง จะมีการติดต่อไปหาผู้ที่ได้ส่ง รายงานนั้น และแจ้งให้พวกเขาทราบว่ามีคนกำลังห่วงใยอยู่ ตลอดจนแจ้งว่า พวกเขากำลังตกอยู่ในความเสี่ยง เราจะให้ความช่วยเหลือทั้งทางออนไลน์และโทรศัพท์สายด่วน รวมถึงพยามทำให้พวกเขากล้าขอความช่วยเหลือในยามที่ต้องการ

บนทวิตเตอร์มีข้อมูลเกี่ยวกับความช่วยเหลือที่ Help Centre ให้กับผู้ที่กำลังมีความคิดจะฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตนเอง และผู้ที่ เป็นห่วงว่าผู้ใช้ทวิตเตอร์รายอื่นอาจจะกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงอีกด้วย ทั้งนี้ เราเชื่อว่า #ThereIsHelp และอีกหลายความร่วมมือของ ทวิตเตอร์เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตจะมีคุณค่าต่อความพยายามและไม่หยุดยั้งในการแก้ไขปัญหาร้ายแรงนี้ได้ มาช่วยกันป้องกันตั้งแต่วันนี้

from:https://www.thumbsup.in.th/twitter-samaritans-thailand-thereishelp