คลังเก็บป้ายกำกับ: SMARTWATCH

Xiaomi เปิดตัว Mi Smart Band 6 NFC รองรับการจ่ายเงิน contactless

Xiaomi เปิดตัว Mi Smart Band 6 NFC สปอร์ตแบนด์รุ่นเพิ่มฟีเจอร์จาก Mi Smart Band 6 ที่เปิดตัวเมื่อต้นปี โดยมีฟีเจอร์สำคัญคือรองรับการจ่ายเงินแบบ contactless ผ่าน NFC ตามชื่อ ซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายทั่วโลก จากที่ก่อนหน้านี้ขายเฉพาะในจีน

Xiaomi ระบุว่าระบบการจ่ายเงินนี้ ได้ร่วมมือกับ Mastercard ซึ่งเคยรองรับใน Mi Band 4

ส่วนสเป็กอื่นเหมือนกับรุ่นที่ไม่มี NFC คือ หน้าจอ AMOLED 1.56 นิ้ว เซ็นเซอร์ตรวจอัตราการเต้นหัวใจ โหมดออกกำลังกาย 30 รายการ แบตเตอรี่ 14 วัน

ราคาขาย 54.90 ยูโร หรือประมาณ 2,100 บาท

ที่มา: NotebookCheck

alt="Mi Smart Band 6 NFC"

alt="Mi Smart Band 6 NFC"

from:https://www.blognone.com/node/124781

Apple เปิดตัว Apple Watch Series 7 มาพร้อมจอภาพที่ใหญ่ขึ้นและล้ำหน้ายิ่งกว่าเคย

Apple ประกาศเปิดตัว Apple Watch Series 7 ซึ่งมาพร้อมจอภาพ Retina แบบติดตลอดที่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมขึ้นใหม่ให้มีพื้นที่หน้าจอเพิ่มขึ้นและขอบที่แคบลงอย่างเห็นได้ชัด นี่จึงเป็นจอภาพที่ใหญ่ที่สุดและล้ำหน้าที่สุดเท่าที่เคยมีมา การลดขอบให้แคบลงนั้นทำให้เราสามารถขยายจอภาพออกไปจนสุดพื้นที่

โดยที่ขนาดของนาฬิกาแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย ดีไซน์ของ Apple Watch Series 7 ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้สวยงามยิ่งขึ้นด้วยมุมที่โค้งมนกว่าเดิม ส่วนจอภาพก็มาพร้อมขอบแบบหักเหแสงอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้หน้าปัดนาฬิกาและแอปแบบเต็มหน้าจอดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับส่วนโค้งของตัวเรือน Apple Watch Series 7 ยังมีอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่ปรับมาให้เหมาะกับจอภาพขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อทำให้การอ่านและการใช้งานง่ายขึ้นด้วย

นอกจากนั้นยังมีหน้าปัดนาฬิกาอีกสองแบบที่ไม่ซ้ำใคร นั่นคือ Contour และ Modular Duo ซึ่งออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ใหม่นี้โดยเฉพาะ และถึงแม้ว่าจอภาพจะได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพมากมาย แต่ผู้ใช้จะยังคงได้รับประโยชน์จากการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 18 ชั่วโมงเช่นเดิม1 แถมตอนนี้ยังเสริมด้วยการชาร์จที่เร็วขึ้นถึง 33% ด้วย

Apple Watch Series 7
ขอแนะนำ Apple Watch Series 7 ซึ่งมาพร้อมจอภาพที่ใหญ่ที่สุดและล้ำหน้าที่สุด

Apple Watch Series 7 เป็น Apple Watch ที่ทนทานที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมด้านหน้าแบบคริสตัลที่แข็งแกร่งขึ้นและทนการแตกร้าวได้ดีกว่าเดิม และเป็น Apple Watch เรือนแรกที่ผ่านการรับรองความสามารถในการทนฝุ่นที่ระดับ IP6X ขณะที่ยังคงรักษาความสามารถในการทนน้ำไว้ที่ระดับ WR502

Apple Watch รุ่นใหม่ล่าสุดยังคงมาพร้อมเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งรวมถึงเซ็นเซอร์วัดหัวใจแบบไฟฟ้าและแอป ECG3 พร้อมทั้งเซ็นเซอร์และแอปวัดระดับออกซิเจนในเลือด4 ส่วน watchOS 8 ก็ช่วยให้ผู้ใช้มีสุขภาพแข็งแรง แอ็คทีฟ และต่อติดกับทุกเรื่องอยู่เสมอด้วยประเภทการออกกำลังกายใหม่ๆ แอปทำสมาธิใหม่ คุณสมบัติการช่วยการเข้าถึงสุดล้ำ การเข้าออกสถานที่และใช้บริการต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นด้วยแอปกระเป๋าสตางค์ของ Apple และความสามารถอีกมากมายของแอปบ้าน พร้อมด้วยการปรับปรุงแอปข้อความและแอปรูปภาพให้ดียิ่งขึ้น

Apple Watch Series 7 มาพร้อมตัวเรือนอะลูมิเนียมใน 5 สีใหม่ที่สวยงาม พร้อมด้วยสายในสีสันและสไตล์ใหม่ๆ Apple Watch Series 7 ทุกรุ่นจะวางจำหน่ายภายในปีนี้ “Apple Watch Series 7 มาพร้อมการปรับปรุงครั้งสำคัญ ตั้งแต่จอภาพที่ใหญ่ที่สุดและล้ำหน้าที่สุดของเรา ไปจนถึงความทนทานที่เพิ่มขึ้นและการชาร์จที่เร็วขึ้น ซึ่งก็เท่ากับว่า เราได้ทำให้สมาร์ทวอทช์ที่ดีที่สุดในโลกดียิ่งขึ้นอีก” Jeff Williams, Chief Operating Officer ของ Apple กล่าว

“Apple Watch ขับเคลื่อนด้วย watchOS 8 ซึ่งนำความสามารถใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์มาไว้บนนาฬิกา เพื่อช่วยให้ลูกค้าต่อติดกับทุกเรื่อง ติดตามกิจกรรมและการออกกำลังกาย ทั้งยังเข้าใจถึงสุขภาพและความแข็งแรงสมบูรณ์โดยรวมของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น”

ดีไซน์ใหม่และอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่ปรับแต่งมาอย่างเหมาะสม

จอภาพที่สวยงามน่าทึ่งของ Apple Watch Series 7 มีพื้นที่หน้าจอเพิ่มขึ้นเกือบ 20% และขอบที่แคบลงเหลือเพียง 1.7 มม. ซึ่งเล็กกว่า Apple Watch Series 6 ถึง 40% และด้วยดีไซน์สุดล้ำที่ทำให้จอภาพขยายออกไปจนสุดพื้นที่โดยที่ขนาดรวมๆ ของตัวเรือนแทบไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย Apple Watch Series 7 จึงมาในตัวเรือนขนาด 41 มม. และ 45 มม. จอภาพ Retina แบบติดตลอดมีความสว่างมากขึ้นถึง 70% ในที่ร่มเมื่อเทียบกับ Apple Watch Series 6 ขณะที่ไม่ได้ยกข้อมือขึ้นมา ผู้ใช้จึงมองเห็นหน้าปัดนาฬิกาได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องยกข้อมือหรือปลุกจอภาพ

จอภาพ Apple Watch Series 7 ที่สวยงามน่าทึ่งมีขนาดใหญ่กว่า Apple Watch Series 6 เกือบ 20% และมีขนาดใหญ่กว่า Apple Watch Series 3 กว่า 50% โดยมาพร้อมอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่ปรับแต่งให้อ่านง่ายขึ้นและใช้งานง่ายขึ้น

อินเทอร์เฟซผู้ใช้ได้รับการปรับแต่งเพื่อใช้ประโยชน์จากรูปร่างและขนาดของจอภาพใหม่ Apple Watch Series 7 มีขนาดตัวอักษรที่ใหญ่ขึ้นอีกสองขนาด และคีย์บอร์ด QWERTY ใหม่ที่สามารถแตะหรือปัดด้วย QuickPath ได้ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลื่อนนิ้วเพื่อพิมพ์ และใช้การเรียนรู้ของระบบบนอุปกรณ์เพื่อคาดการณ์คำถัดไปตามบริบท ซึ่งทำให้การป้อนข้อความง่ายขึ้นและเร็วขึ้นด้วย watchOS 8 ทำให้ชื่อเมนูและปุ่มต่างๆ ในแอปอย่างนาฬิกาจับเวลา กิจกรรม และนาฬิกาปลุกมีขนาดใหญ่ขึ้น ผู้ใช้จึงโต้ตอบบนหน้าจอได้ง่ายขึ้น

Apple Watch Series 7 มาพร้อมคีย์บอร์ด QWERTY ใหม่ที่สามารถแตะหรือปัดด้วย QuickPath ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เลื่อนนิ้วเพื่อพิมพ์ได้อย่างง่ายดาย

Apple Watch ที่ทนทานที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Apple Watch Series 7 มาพร้อมด้านหน้าแบบคริสตัลที่ออกแบบใหม่ให้มีรูปทรงที่แข็งแกร่งและทนทานกว่าเดิมด้วยความหนาที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับ Apple Watch Series 6 จึงทนต่อการแตกร้าวได้ดีขึ้นโดยไม่ทำให้ความชัดเจนของหน้าจอลดลง นอกจากนั้น Apple Watch Series 7 ยังผ่านการรับรองความสามารถในการทนฝุ่นที่ระดับ IP6X จึงทนทานยิ่งขึ้นในสภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชายหาดหรือทะเลทราย ขณะที่ยังคงประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในขณะว่ายน้ำด้วยความสามารถในการทนน้ำที่ระดับ WR50 

จอภาพของ Apple Watch Series 7 มาพร้อมขอบแบบหักเหแสงอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้หน้าปัดนาฬิกาและแอปแบบเต็มหน้าจอดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับส่วนโค้งของตัวเรือน

การชาร์จที่เร็วยิ่งขึ้น

Apple Watch Series 7 มีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานถึง 18 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และชาร์จเร็วขึ้นถึง 33% เมื่อเทียบกับ Apple Watch Series 6 ด้วยสถาปัตยกรรมการชาร์จแบบใหม่และสายชาร์จเร็วแบบแม่เหล็กเป็น USB-C5

watchOS 8

watchOS 8 มาพร้อมหน้าปัดนาฬิกาเพิ่มเติมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับจอภาพที่ใหญ่ขึ้นบน Apple Watch Series 7 ได้แก่ หน้าปัด Contour ใหม่ที่นำตัวเลขบอกเวลาไปไว้ชิดขอบของจอภาพและเคลื่อนไหวอย่างลื่นไหลตลอดวัน พร้อมทั้งเน้นเวลาในชั่วโมงปัจจุบันให้โดดเด่น หน้าปัด Modular Duo ใหม่ซึ่งใช้ประโยชน์จากพื้นที่หน้าจอที่เพิ่มขึ้นด้วยการแสดงกลไกหน้าปัดขนาดใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลคู่กันสองแถวตรงกลาง

นอกจากนั้นยังมีหน้าปัด World Time แบบคลาสสิกซึ่งอิงตามนาฬิกาแบบดั้งเดิมและเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเดินทาง โดยหน้าปัดนี้จะทำให้ผู้ใช้ได้ติดตามเวลาของทั้ง 24 เขตเวลาจากหน้าปัดสองวงที่ซ้อนกัน ซึ่งใช้งานได้กับ Apple Watch Series 4 หรือใหม่กว่า ขณะที่หน้าปัด “ภาพถ่ายบุคคล” ใช้ความสามารถในด้านมิติความลึกของโหมดภาพถ่ายบุคคลบน iPhone ในการสร้างประสบการณ์ที่สวยงามและเป็นส่วนตัว

แอปทำสมาธิใหม่ การติดตามอัตราการหายใจขณะนอนหลับ และประเภทการออกกำลังกายใหม่อย่างไทชิและพิลาทิสสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงสมบูรณ์โดยรวมของผู้ใช้ได้ แอปกระเป๋าสตางค์และแอปบ้านใหม่ยังทำให้ Apple Watch กลายเป็นเครื่องมือที่สะดวกยิ่งขึ้นในการเปิดรถหรือเข้าออกสถานที่ต่างๆ ที่ผู้ใช้พักอาศัย ทำงาน หรือไปเยือน การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแอปข้อความและแอปรูปภาพก็ช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมต่อกับคนที่พวกเขาที่รักได้ง่ายกว่าเดิม

อัปเดตการปั่นจักรยาน การออกกำลังกาย และการตรวจจับการล้ม

watchOS 8 ยังมาพร้อมคุณสมบัติใหม่ๆ สำหรับทุกคนที่ปั่นจักรยานอีกด้วย โดย Apple Watch จะใช้อัลกอริทึมขั้นสูงในการวิเคราะห์ข้อมูลจาก GPS, อัตราการเต้นของหัวใจ, อุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและไจโรสโคปเพื่อตรวจจับเมื่อผู้ใช้เริ่มปั่นจักรยาน และแจ้งให้พวกเขาเริ่มต้นการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานกลางแจ้ง หากยังไม่ได้กดเริ่ม6 ซึ่งนักปั่นจักรยานจะเห็นค่าวัดต่างๆ ตั้งแต่เริ่มออกกำลังกายครั้งแรก

เช่นเดียวกับการแจ้งเตือนการออกกำลังกายอัตโนมัติอื่นๆ นอกจากนี้ การออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานยังมีคุณสมบัติหยุดพักและทำต่อโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ค่าวัดต่างๆ จึงสะท้อนเวลาจริงที่ใช้ในการเคลื่อนไหวเมื่อเทียบกับการหยุดนิ่งได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เช่น การหยุดรอที่สัญญาณไฟ

Apple Watch สามารถวัดแคลอรี่ที่เคลื่อนไหวได้แม่นยำยิ่งขึ้นเมื่อปั่นจักรยานไฟฟ้า เนื่องจากอัลกอริทึมการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานที่อัปเดตใหม่จะสามารถประเมิน GPS และอัตราการเต้นของหัวใจเพื่อระบุได้แน่ชัดขึ้นว่าผู้ใช้กำลังปั่นจักรยานโดยใช้ตัวช่วยปั่นหรือใช้กำลังขาเพียงอย่างเดียว และการตอบสนองด้วยเสียงใหม่ผ่านลำโพงในตัวของ Apple Watch, AirPods หรือหูฟังบลูทูธอื่นๆ จะคอยแจ้งความก้าวหน้าในการออกกำลังกายและสถานะวงแหวนของกิจกรรมให้ผู้ใช้ทราบโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้จึงจดจ่ออยู่กับกิจกรรมต่างๆ เช่น การวิ่งหรือ HIIT ได้การตรวจจับการล้มบน

Apple Watch ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือด้านความปลอดภัยที่ทรงคุณค่านับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2018 โดยคุณสมบัตินี้จะรับรู้ได้เมื่อผู้ใช้ไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลาประมาณหนึ่งนาทีหลังตรวจพบการล้มอย่างรุนแรง และสามารถเริ่มโทรติดต่อบริการฉุกเฉินได้โดยตรงจากข้อมือ และใน watchOS 8 อัลกอริทึมการตรวจจับการล้มจะได้รับการอัปเดตและปรับให้เหมาะสำหรับการตรวจจับการล้มในระหว่างการออกกำลังกายประเภทต่างๆ รวมถึงการปั่นจักรยาน ทั้งยังได้รับการปรับแต่งมาให้รับรู้ถึงท่าทางเฉพาะและแรงกระแทกจากการล้มระหว่างปั่นจักรยานและการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ ด้วย7

กลุ่มผลิตภัณฑ์ Apple Watch

คอลเลกชั่น Apple Watch Series 7 มาพร้อมตัวเรือนอะลูมิเนียมใน 5 สีใหม่ ได้แก่ สีมิดไนท์ สีสตาร์ไลท์ สีเขียว สีน้ำเงินใหม่ และรุ่น (PRODUCT)RED พร้อมด้วยสายนาฬิกา Apple Watch ในโทนสีใหม่ๆ ที่เข้ากันได้กับ Apple Watch ทุกรุ่น นอกจากนั้น Apple Watch Series 7 ยังใช้งานกับสาย Apple Watch ที่วางจำหน่ายก่อนหน้านี้ได้อีกด้วย ขณะที่รุ่นสแตนเลสสตีล, Apple Watch Edition, Apple Watch SE และ Apple Watch Series 3 จะยังคงมาในสีเดิม

ขณะที่ Apple Watch Nike และ Apple Watch Hermès จะมาพร้อมสายนาฬิกาและหน้าปัดใหม่สุดพิเศษภายในปีนี้เช่นกัน สาย Nike Sport Loop โฉมใหม่มาในสามสีสันและโดดเด่นด้วยโลโก้ Nike Swoosh พร้อมตัวอักษรที่รวมเข้ากับการถักทอของสาย จับคู่มาอย่างลงตัวกับหน้าปัดนาฬิกา Nike Bounce ใหม่ ซึ่งจะเคลื่อนไหวแบบไดนามิกเมื่อมีการแตะหน้าจอ เลื่อน Digital Crown หรือขยับข้อมือ 

นอกจากสีสันที่ได้รับการอัปเดตใหม่ในสไตล์คลาสสิก, Attelage และ Jumping แล้ว Apple Watch Hermès ยังมาพร้อมสไตล์ใหม่อีกสองสไตล์ ได้แก่ สายแบบ Circuit H ในดีไซน์อันโดดเด่นสะดุดตาด้วยลวดลายกราฟิกของโซ่สมอเรืออันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งพิมพ์ลงบนหนัง Swift และจับคู่มากับหน้าปัดนาฬิกาที่ช่วยตอกย้ำความสมบูรณ์แบบ ส่วนสายแบบ Double Tour Gourmette นั้นเป็นการย้อนรำลึกถึงดีไซน์ปลอกคอสุนัขของ Hermès ในช่วงทศวรรษ 1930 โดยการนำหนัง Barénia สี Fauve อันอ่อนนุ่มมารังสรรค์ให้เป็นลายห่วงถักคล้องเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน สายนี้จะโอบรอบข้อมือของคุณสองรอบอย่างงดงามและเผยให้เห็นลายห่วงโซ่อันเป็นเอกลักษณ์ที่คล้องกันไปเรื่อยๆ

Apple Fitness+

ในวันจันทร์ที่ 27 กันยายนนี้ Apple Fitness+ ซึ่งเป็นบริการฟิตเนสบริการแรกที่สร้างขึ้นโดยอิงจาก Apple Watch ทั้งหมดจะเปิดตัวประเภทการออกกำลังกายใหม่ที่จะช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายด้วยพิลาทิส และวิธีง่ายๆ ในการฝึกสมาธิได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยการทำสมาธิแบบมีคำแนะแนวทาง

นอกจากนี้ Fitness+ จะเปิดตัวโปรแกรมใหม่ในชื่อ Workouts to Get Ready for Snow Season ซึ่งนำโดยเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัยและนักเล่นสกีแชมป์โลก 5 สมัยอย่าง Ted Ligety พร้อมด้วยเทรนเนอร์ของ Fitness+ Anja Garcia และภายในปีนี้ Fitness+ จะเปิดตัวการออกกำลังกายแบบกลุ่มด้วย SharePlay ซึ่งผู้ใช้สามารถออกกำลังกายกับเพื่อนได้ถึง 32 คนในคราวเดียวเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กันและกัน

นอกจากนั้น Fitness+ จะขยายการให้บริการไปยัง 15 ประเทศใหม่ภายในปีนี้ ได้แก่ ออสเตรีย บราซิล โคลอมเบีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อินโดนีเซีย อิตาลี มาเลเซีย เม็กซิโก โปรตุเกส รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย สเปน สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยจะมีให้บริการเป็นภาษาอังกฤษพร้อมคำบรรยายใน 6 ภาษา เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกสามารถสัมผัสประสบการณ์การออกกำลังกายที่นำโดยทีมผู้ฝึกสอนที่หลากหลายและครอบคลุม พร้อมด้วยแนวทางที่เหมาะสำหรับทุกคน

Apple Watch กับสิ่งแวดล้อม

Apple Watch Series 7 มีการนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้มากกว่า Apple Watch รุ่นอื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับคำมั่นของ Apple ในด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการใช้แร่โลหะหายากที่ผ่านการรีไซเคิล 100% ในแม่เหล็กทุกชิ้น รวมถึงใน Taptic Engine และมีการใช้ทังสเตนรีไซเคิลเกือบ 100% ทั่วทั้งผลิตภัณฑ์ ส่วนตัวเรือนก็ทำจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% สำหรับรุ่นอะลูมิเนียม และ Apple Watch Series 7 ยังผลิตขึ้นโดยไม่มีสารเคมีอันตราย เช่น ปรอท, PVC, เบริลเลียม และ BFR อีกด้วย

วันนี้การดำเนินงานของบริษัท Apple ทั่วโลกมีความเป็นกลางทางคาร์บอน และภายในปี 2030 เราวางแผนที่จะลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศให้เป็นศูนย์ในทุกภาคส่วนของธุรกิจ ซึ่งรวมถึงซัพพลายเชนการผลิตและวงจรชีวิตของสินค้าทั้งหมด นั่นหมายความว่าอุปกรณ์ Apple ทุกเครื่องที่จำหน่ายจะมีความเป็นกลางทางคาร์บอน 100% ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน การประกอบ การขนส่ง การใช้งานของลูกค้า การชาร์จ จนถึงการรีไซเคิลและการคัดแยกวัสดุการวางจำหน่าย

  • Apple Watch Series 7 ทุกรุ่นจะวางจำหน่ายภายในปีนี้
  • สาย Apple Watch ใหม่ และสาย Apple Watch Nike สามารถสั่งซื้อได้แล้ววันนี้ที่ apple.com/th/store และแอป Apple Store
  • Apple Watch Hermès Series 7 และสาย Apple Watch Hermès ใหม่จะวางจำหน่ายภายในปีนี้
  • watchOS 8 จะพร้อมใช้งานสำหรับ Apple Watch Series 3 และใหม่กว่า ในวันอังคารที่ 21 กันยายน และต้องใช้กับ iPhone 6s หรือใหม่กว่า ที่ใช้ iOS 15 หรือใหม่กว่า คุณสมบัติบางประเภทอาจใช้ไม่ได้ในอุปกรณ์บางเครื่องและในบางภูมิภาค

  1. ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่แตกต่างกันไปตามการใช้งาน
  2. Apple Watch Series 7 มีความสามารถในการทนน้ำที่ระดับ 50 เมตรตามมาตรฐาน ISO 22810:2010 ซึ่งหมายถึงอาจสามารถใช้ในกิจกรรมน้ำตื้น เช่น การว่ายน้ำในสระหรือทะเล แต่ไม่ควรใช้ Apple Watch Series 7 ในการดำน้ำลึก การเล่นสกีน้ำ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่มีความเร็วสูงหรือต้องอยู่ในน้ำที่ลึกกว่าระดับน้ำตื้น สายสแตนเลสสตีลและสายหนังไม่มีความสามารถในการทนน้ำ
  3. แอป ECG อาจไม่มีให้บริการในบางภูมิภาค
  4. การวัดค่าด้วยแอปออกซิเจนในเลือดไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานทางการแพทย์ รวมถึงเพื่อวินิจฉัยตนเองหรือปรึกษาแพทย์ แต่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ด้านฟิตเนสและสุขภาพที่ดีโดยทั่วไปเท่านั้น
  5. การชาร์จที่เร็วขึ้นอาจไม่มีให้บริการในบางภูมิภาค 6.ใช้งานได้บน Apple Watch SE, Apple Watch Series 6 และ Apple Watch Series 7
  6. การตรวจจับการล้มสำหรับการออกกำลังกายจะมาพร้อมการอัปเดต watchOS 8 ภายในปีนี้สำหรับ Apple Watch Series 4 และใหม่กว่า คุณสมบัตินี้ใช้กับการออกกำลังกายที่เริ่มต้นในแอปออกกำลังกายหรือแอปออกกำลังกายของบริษัทอื่นที่ซิงค์กับแอปสุขภาพ

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/apple-launches-apple-watch-series-7/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=apple-launches-apple-watch-series-7

รีวิว Fossil Gen 5 LTE สมาร์ทวอทช์แบรนด์หรูสเปคแรง สเปคจัดเต็ม

Fossil แบรนด์นาฬิกาหรูเข้ามาเล่นตลาดสมาร์ทวอทช์ได้ไม่นานแต่ต้องยอมรับจริงๆ ว่าของเขามาแรงมาก ล่าสุดกับ Fossil Gen 5 LTE ที่ต้องบอกเลยว่านอกจากจะหรูแล้วยังอัดฟีเจอร์มาแบบจัดเต็ม มาดูริวิวกันว่าจะน่าใช้สมราคาหรือไม่

Fossil Gen 5 LTE
Fossil Gen 5 LTE

แม้ว่า Fossil จะส่งผลิตภัณฑ์ในสายสมาร์ทวอทช์ออกมาช้ากว่าแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแต่ต้องยอมรับจริงๆ ว่าสมาร์ทวอทช์ของทาง Fossil นั้นมาแรงแบบจัดเต็มไม่ทิ้งนโยบายของการเป็นแบรนด์นาฬิกาหรูในระดับราคาที่สัมผัสได้จริงๆ ล่าสุดกับ Fossil Gen 5 LTE นั้นเรียกได้ว่ากระแสในโซนยุโรปมาแรงแบบสุดๆ เพราะนอกเหนือไปจากความหรูที่ทาง Fossil จัดมาให้แบบเน้นๆ แล้วนั้น สเปคของ Fossil Gen 5 LTE ก็อัดมาให้เต็มๆ แบบจุดใจในแบบที่รับรองว่าคุ้มค่ากับราคาอย่างแน่นอน ในวันนี้เราขอนำเสนอความรู้สึกการใช้งานของคุณ Inge Schwabe กันดูว่าจะเป็นเช่นไรเพราะแว่วๆ มาว่าจะมีเข้ามาให้สั่งจองในไทยเราด้วยเร็วๆ นี้(แต่ท่านใดอยากได้จริงๆ ก็สามารถสั่งตรงจากทาง Fossil มาก่อนได้เลยเช่นเดียวกัน) ว่าแล้วก็ได้ติดตามกันเลย



สเปคของ Fossil Gen 5 LTE

Processor Qualcomm Snapdragon Wear 3100 4 x – 1.2 GHz, ARM Cortex-A7
Memory 1024 MB
Display 1.28 inch, 416 x 416 pixel 328 PPI, Full touchscreen,
AMOLED, glossy: yes
Storage 8 GB SSD
Connections Audio Connections: ⊕, NFC,
Brightness Sensor, Sensors: accelerometer,
gyroscope, barometer, optical heart rate
Networking 802.11 b/g/n (b/g/n = Wi-Fi 4), Bluetooth LE,
LTE Band I/1, 3, 7, VIII, 20, LTE, GPS
Size สูง x กว้าง x ลึก : 13 mm x 45 mm x 45 mm
Battery 310 mAh
Charging wireless charging, fast charging / Quickcharge
Operating System Google WearOS 2
Additional features Speakers: ⊕, Keyboard: 3 buttons, 1 rotating,
Fossil Gen 5 LTE, quick start manual,
charging dock, documentation, warranty information,
Wear OS, 24 Months Warranty,
compatibility: Android 6.0+; SAR head: 1.11 W/kg,
SAR body: 1.35 W/kg; water resistance: 3 ATM, waterproof
Weight 54 g
02Fossil Gen 5 LTE Ansicht 02
04Fossil Gen 5 LTE Ansicht 01

อย่างที่ได้บอกไว้ในตอนต้นว่า Fossil Gen 5 LTE นั้นนอกเหนือไปจากจะเน้นเรื่องของดีไซน์ที่หรูหราแล้ว ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับสเปคแบบจัดเต็มแบบเต็มเหนี่ยวจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon Wear 3100 ที่ถึงแม้ว่าจะเปิดตัวออกมาตั้งแต่ปี 2019 แล้วแต่ทว่าก็ยังคงถือว่ามีความแรงอยู่ในระดับที่ต้องร้องว้าวเลยทีเดียว นอกไปจากนั้นแล้ว Fossil Gen 5 LTE ยังมาพร้อมกับหน่วยความจำภายในถึง 1 GB และแหล่งเก็บข้อมูลแบบ SSD อีก 8 GB ซึ่งทำให้การใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ บน WearOS 2 เป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจ

ตัวเครื่องมีดีไซน์หน้าจอแบบวงกลมทำให้ยังคงความเป็นนาฬิกาอยู่ซึ่งเหมาะเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่ชื่นชอบหน้าปัดสมาร์ทวอทช์ที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมมากเท่าไรนัก ตัวเรือนใช้วัสดุเป็นสแตนเลสเคลือบสีทองทำให้ดูหรูหรา(ซึ่งจะรวมไปถึงส่วนล๊อคข้อมือด้วย) 

05Fossil Gen 5 LTE Ansicht 05
06Fossil Gen 5 LTE Ansicht 03
07Fossil Gen 5 LTE Ansicht 06

สำหรับสายรัดข้อมือนั้นที่แถมมากับชุดวางจำหน่ายจะใช้วัสดุซิลิโคนอย่างดีสามารถกันน้ำได้โดยจะมีขนาดความกว้างของสายรัดอยู่ที่ 22 mm แน่นอนว่าผู้ใช้สามารถที่จะเปลี่ยนสายเป็นแบบอื่นเช่นสายหนัง ฯลฯ ที่มีขนาดความกว้างของสายรัด 22 mm เท่ากับของเดิมมาใช้แทนได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งการเปลี่ยนสายรัดข้อมือนั้นผู้ใช้สามารถที่จะทำได้ด้วยตัวเองได้ง่ายๆ อีกด้วยต่างหากงานนี้เรียกได้ว่าเอาใจวัยรุ่นที่เบื่อง่ายจริงๆ

08Fossil Gen 5 LTE Ansicht 07
09Fossil Gen 5 LTE Ansicht 08

อย่างไรก็ตามแล้วนั้นหากจะพูดถึงเรื่องขนาดของตัวเรือนหน้าปัดของ Fossil Gen 5 LTE นั้น ผู้ใช้ที่เป็นผู้หญิงอาจจะไม่ค่อยชอบมากเท่าไรนักเนื่องจากว่าหน้าจอตัวเรือนนั้นจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 45 mm (แต่ก็มีรุ่นเล็กอย่าง Fossil Gen 5E ที่หน้าจอตัวเรือนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 mm เป็นตัวเลือกแทน) ด้วยการใช้หน้าจอตัวเรือนเป็นพาเนล AMOLED ทำให้สบายหายห่วงเมื่อใช้งานในที่ที่มีแสงจ้า พร้อมด้วยเซ็นเซอร์รับแสงซึ่งจะช่วยทำให้ Fossil Gen 5 LTE นั้นสามารถปรับแสงหน้าปัดให้เหมาะสมกับสภาพของแสงได้โดยอัตโนมัติได้ด้วย

10Fossil Gen 5 LTE blk 01
11Fossil Gen 5 LTE blk 02

Fossil Gen 5 LTE นั้นยังมาพร้อมกับลำโพงในตัวทำให้สามารถที่จะเล่นเพลงผ่านตัวเรือนได้เลย(ทว่าเสียงก็ไม่ได้ดีมากเท่าไรนักเพราะจุดประสงค์ของมันถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นลำโพงสำหรับเล่นเสียงแจ้งเตือนต่างๆ มากกว่า) การโต้สั่งการต่างๆ นั้นก็สามารถที่จะสำได้ผ่านการสัมผัสหน้าจอหรือจะใช้ปุ่มควบควมทางด้านข้างของตัวเครื่องที่อยู่ทางด้านขวาของตัวเรือนนาฬิกาก็ได้เช่นเดียวกันโดยปุ่มสำหรับสั่งการทางด้านขวาของตัวเครื่องนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ปุ่มด้วยกัน

12Fossil Gen 5 LTE blk 03
14Fossil Gen 5 LTE blk 04

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Fossil Gen 5 LTE นั้นก็คือการรองรับการเชื่อมต่อแบบ LTE ที่จะใช้งานในรูปแบบของ eSIM และมี GPS ในตัวทำให้คุณสามารถที่จะสวมใส่ Fossil Gen 5 LTE เพื่อที่จะทำการออกกำลังกายและใช้นำทางในระยะไกลได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องพกสมาร์ทโฟนติดตัวไปให้หนักอีกด้วย งานนี้นั้นเรียกได้ว่าครบถ้วนสมบูรณ์จริงฃ

หมายเหตุ – นอกไปจากนั้นแล้ว Fossil Gen 5 LTE ยังมี NFC ด้วยซึ่งมันจะรองรับการใช้งานร่วมกับ Google Pay ทว่าในเมืองไทยเรานั้นอาจจะไม่ค่อยได้เห็นประโยชน์ในเรื่องนี้นักเนื่องจากว่ายังคงหาร้านที่รับชำระเงินผ่านทางระบบดังกล่าวไม่ได้นั่นเอง

15Fossil Gen 5 LTE accessory

อุปกรณ์ในกล่องของ Fossil Gen 5 LTE นั้นจะมีเพียงตัว Fossil Gen 5 LTE, คู่มือการใช้งาน และที่ชาร์จเท่านั้น


การใช้งาน Wear OS บน Fossil Gen 5 LTE

16csm Fossil Gen 5 LTE awos Einrichtung c7910f138b

Fossil Gen 5 LTE นั้นรองรับการใช้งานกับสมาร์ทโฟนทั้งที่เป็นระบบปฏิบัติการณ์ Android และ iOS โดยสำหรับผู้ใช้งาน Android นั้นการติดตั้งใช้งานและซิงค์สมาร์ทโฟนกับ Fossil Gen 5 LTE นั้นสามารถที่จะทำได้ง่ายมากๆ ผ่านทางแอปพลิเคชัน Google Wear OS ได้เลย ซึ่งข้อดีสำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการณ์ Android นั้นก็คือสามารถใช้งาน Fossil Gen 5 LTE ได้ครบทุกฟังก์ชัน

แต่สำหรับผู้ใช้ iOS นั้นคุณจำเป็นที่จะต้องมี Google Account และมีการติดตั้งแอปพลิเคชันของทาง Google เพิ่มเติมเช่น Google Assistant ไว้บนเครื่องของคุณ ทว่าหากคุณไม่ต้องการที่สมัคร Google Account แล้วล่ะก็คุณก็ยังคงสามารถใช้งาน Fossil Gen 5 LTE กับสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการณ์ iOS ได้อยู่เพียงแค่ว่าจะต้องทำใจว่าคุณจะไม่สามารถใช้ฟีเจอร์บางประการได้ แถมยิ่งไปกว่านั้นแล้วคุณจะยังไม่สามารถโหลดแอปพลิเคชันลงบนตัว Fossil Gen 5 LTE ผ่านทาง Play Store ของทาง Google ได้อีกดังนั้นหากคุณชอบ Fossil Gen 5 LTE จริงๆ แล้วต้องการที่จะใช้ฟีเจอร์ต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบก็ขอแนะนำให้สมัคร Google Account จะดีกว่า

17csm Fossil Gen 5 LTE awos Zifferblaetter 75e7581518
18csm Fossil Gen 5 LTE awos Widgets 01 70614b8c6a

มาดูกันต่อกับฟีเจอร์ต่างๆ บน Fossil Gen 5 LTE กับฟีเจอร์แรกที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของสมาร์ทวอทช์ Wear OS นั่นก็คือฟีเจอร์การเลือกรูปแบบหน้าปัดแสดงผลที่บน Fossil Gen 5 LTE นั้นสามารถที่จะโหลดมาเก็บไว้ให้เปลี่ยนแก้เบื่อได้ถึง 10 แบบ(โหลดจากสมาร์ทโฟนเข้าตัวเครื่อง โดยบน Store นั้นมีรูปแบบแสดงผลให้เลือกเยอะมากๆ) นอกไปจากนั้นแล้วคุณเองยังสามารถที่จะทำปรับแต่งรูปแบบหน้าจอของตัวเองได้อีกด้วยต่างหากโดยใช้รูปที่คุณถ่ายบนสมาร์ทโฟนแล้วซิงค์ขึ้นไปไว้บน Fossil Gen 5 LTE

นอกเหนือไปจากนั้นแล้วฟีเจอร์หลักๆ อื่นๆ ก็มาครบเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยดิจิทัล, Google Translator ฯลฯ ซึ่งจุดเด่นก็คือด้วยความที่ Fossil Gen 5 LTE รองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ Wi-Fi และ LTE ทำให้คุณสามารถที่จะใช้งานฟีเจอร์ทั้งหมดเหล่านี้ได้โดยที่ไม่ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนอยู่ตลอดเวลา งานนี้ก็สามารถที่จะช่วยให้คุณวางสมาร์ทโฟนไว้อีกทีแต่ก็ยังมีชีวิตในแบบสมาร์ทได้อยู่ด้วย

19csm Fossil Gen 5 LTE awos Widgets 01 70614b8c6a

จุดเด่นหลักของ Fossil Gen 5 LTE ที่ไม่พูดไม่ได้เลยนั้นก็คือการรองรับเครือข่ายแบบ LTE ในรูปแบบของการใช้งาน eSIM หรือ embedded SIM ซึ่งจะเป็นแบบเดียวกับที่สมาร์ทโฟนรุ่นท๊อปๆ ใหม่ๆ ใช้กัน ด้วยความสามารถดังกล่าวนี้เองนั้นนอกเหนือไปจากที่จะทำให้ Fossil Gen 5 LTE สามารถที่จะทำงานเสมือนเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งเพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายแล้วคุณยังสามารถที่จะใช้งานในการโทรออกและรับสายได้ด้วยอีกต่างหาก(แต่ต้องเชื่อมต่อกับชุดหูฟัง Bluetooth นะ) 

หมายเหตุ – ในเมืองไทยเรานั้นจะต้องรอดูว่าทางผู้ให้บริการเครือข่ายใดที่จะอนุญาตให้สามารถใช้เบอร์โทรร่วมกับ eSIM บน Fossil Gen 5 LTE ได้ก่อนถึงจะสามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ยังคงไม่มีข้อมูลออกมาแต่อย่างใด


การติดตามการออกกำลังกายและสุขภาพ

20csm Fossil Gen 5 LTE awos Widgets 01 70614b8c6a

แน่นอนว่าจะขาดไปไม่ได้เลยสำหรับสมาร์ทวอทช์กับฟีเจอร์สำหรับติดตามค่าต่างๆ ทางด้านการออกกำลังกายและค่าทางสุขภาพ แน่นอนว่า Fossil Gen 5 LTE นั้นด้วยความที่เป็น Wear OS ของทาง Google ดังนั้นจึงใช้ Google Fit ในการบันทึกและคำนวณผลค่าต่างๆ ออกมา ซึ่งต้องยอมรับว่า Google Fit นั้นเก็บค่าต่างๆ และคำนวณออกมาให้เราได้เห็นกันละเอียดมากๆ 

จะพึ่งแต่แอปพลิเคชันอย่างเดียวนั้นก็คงไม่ได้ Fossil Gen 5 LTE นั้นมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ PPG ที่เอาไว้ใช้ในการวันอัตรการเต้นของหัวใจโดยเฉพาะ ซึงต่างบอกว่าสามารถที่จะทำออกมาได้เป็นอย่างดีทีเดียว ทว่าจุดที่น่าเสียดายมากที่สุดเลยนั้นก็คือ Fossil Gen 5 LTE นั้นไม่ได้มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ SpO2 สำหรับวัดปริมาณอ๊อกซิเจนในกระแสเลือดซึ่งถือว่าผิดไปจากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการระบาดของโรคโควิทฯ เป็นอย่างมาก(แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถวัดได้อยู่นะแต่ไม่ค่อยแม่นยำเท่าไร)

21csm Fossil Gen 5 LTE awos Widgets 01 70614b8c6a

ฟีเจอร์ติดตามการนอนหลับก็ไม่พลาดที่จะมีมาด้วยเช่นเดียวกัน โดยบนตัว Fossil Gen 5 LTE เองนั้นสามารถที่จะแสดงผลเป็นกราฟในการหลับของแต่ละวันของเราออกมาให้เห็นบนตัว Fossil Gen 5 LTE ได้เลย แต่ถ้าหากต้องการดูแบบละเอียดแล้วล่ะก็สามารถที่จะเข้าไปดูบนแอป Google Fit บนสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อเอาไว้ก็ได้เช่นเดียวกัน

22csm Fossil Gen 5 LTE awos Widgets 01 70614b8c6a

ยังไม่หมดแค่เพียงเท่านั้น Fossil Gen 5 LTE ยังสามารถที่จะบันทึกการออกกำลังกายต่างๆ เอาไว้ได้อีกซึ่งรายละเอียดที่แสดงผลออกมานั้นค่อนข้างที่จะเยอะมากหากเทียบกับสมาร์ทวอทช์ทั่วไป

23csm Fossil Gen 5 LTE GPS 01 4662dd3832
24csm Fossil Gen 5 LTE GPS 02 0214610035

ในส่วนของ GPS บน Fossil Gen 5 LTE นั้นเรียกได้ว่าสามารถที่จะบอกตำแหน่งได้ค่อนข้างแม่นยำเป็นอย่างมาก โดยความผิดพลาดในการบอกระยะนั้นจะอยู่ที่ราวๆ 30 – 100 m ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพื้นที่เปิดหรือปิด งานนี้ต้องบอกว่าดีจริงๆ เพราะว่าการที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องพกสมาร์ทโฟนติดตัวไปออกกำลังกายไกลๆ ด้วยนั้นทำให้เราสบายขึ้นเป็นอย่างมาก


ประสิทธิภาพและอายุการใช้งานแบตเตอรี่

25csm Fossil Gen 5 LTE pfm 02 0214610035

ประสิทธิภาพของ Fossil Gen 5 LTE นั้นหากเทียบกับสมาร์ทวอทช์ในปี 2021 ด้วยกันคงต้องบอกว่าอยู่ในระดับกลางๆ เนื่องจาก Fossil Gen 5 LTE นั้นใช้ชิปเซ็ทรุ่นเก่าของปี 2019 แล้วนั่นเอง ทว่าเพียงแค่นั้นก็ถือว่าดีเอามากๆ แล้ว

ปิดกันด้วยอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ Fossil Gen 5 LTE นั้นมากับแบตเตอรี่ 310 mAh ซึ่งสามารถใช้งานแบบหนักหน่วงได้ประมาณ 24 ชั่วโมง(แบบหนักหน่วยในที่นี้คือใช้งานข้อมูลผ่านเครือข่าย LTE และเปิด GPS เพื่อติดตามการเดินทางตลอดเวลา) งานนี้ดูเหมือนจะน้อยไปหน่อยแต่ก็ต้องไม่ลืมว่า Fossil Gen 5 LTE นั้นมาพร้อมฟีเจอร์จัดเต็ม นอกไปจากนั้นแล้ว Fossil Gen 5 LTE ยังรองรับการชาร์จเร็วอีกด้วยต่างหากโดยจากการทดสอบนั้นพบว่า Fossil Gen 5 LTE จะใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่จาก 0 ไป 100 ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาทีด้วยกัน


สรุป

26csm Fossil Gen 5 LTE Laden abd780ca0a

จุดเด่น

  • รองรับเครือข่าย LTE
  • มี GPS ในตัว
  • สามารถลงแอปพลิเคชันเพิ่มเติมได้
  • รองรับชาร์จเร็ว
  • ใช้วัสดุขั้นเยี่ยม
  • ใช้งานง่าย

จุดด้อย

  • ในเมืองไทยยังคงไม่มีเครือข่ายไหนรองรับ eSIM สำหรับ Fossil Gen 5 LTE
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่ค่อนข้างน้อย
  • ตัว Fossil Gen 5 LTE เองยังจำเป็นต้องใช้สมาร์ทโฟนเพื่อทำการวิเคราะห์ผลทางด้านสุขภาพและการออกกำลังกายที่เต็มรูปแบบ
  • ไม่สามารถวัดค่า SpO2 ได้

Fossil Gen 5 LTE นั้นถือว่าเป็นสมาร์ทสวอทช์หรูที่มาพร้อมจริงๆ แม้จะมีบางอย่างหายไปบ้างแต่ก็ได้บางอย่างกลับมาแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการให้ผู้ใช้สามารถที่จะเปลี่ยนรายรัดข้อมือได้เองนั้นส่วนใหญ่แล้วสมาร์ทวอทช์แบรนด์หรูจะไม่ค่อยปล่อยให้ผู้ใช้ทำได้เองเท่าไร ทั้งนี้ปัญหาใหญ่ๆ ของ Fossil Gen 5 LTE นั้นคงหนีไม่พ้นการที่มันไม่รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการ iOS อย่างเต็มรูปแบบซึ่งทำให้ผู้ใช้อุปกรณ์ iOS นั้นจำเป็นที่จะต้องสมัครและลงแอปพลิเคชันหลายๆ อย่างเพิ่มเติมในอุปกรณ์ของตัวเอง 

สำหรับราคาจำหน่ายของ Fossil Gen 5 LTE นั้นจะอยู่ที่ $349 หรือประมาณ 11,400 บาท ซึ่งในเมืองไทยเรานั้นคงต้องลุ้นกัน 2 อย่างว่าจะเข้ามาจำหน่ายเมื่อไรและผู้ให้บริการเครือข่ายรายไหนจะเป็นผู้รองรับ eSIM บน Fossil Gen 5 LTE

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/612978-fossil-gen-5-lte-smartwatch-review

Canalys เผยไตรมาส 2 ปี 2021, Xiaomi แซงหน้า Apple ขาย Smartwatch ได้มากสุด

Canalys รายงานว่าไตรมาส 2 ปี 2021 Xiaomi แซงหน้า Apple […] More

from:https://www.iphonemod.net/xiaomi-beats-apple-smartwatch-2q2021-report.html

[Canalys] Xiaomi มีส่วนแบ่งสูงกว่า Apple เป็นอันดับ 1 ครั้งแรก ในตลาด Watch และ Band รวมกัน

บริษัทวิจัยตลาด Canalys รายงานภาพรวมตลาดอุปกรณ์สวมใส่ข้อมือ (Wearable Band) ในไตรมาสที่ 2 ปี 2021 ภาพรวมโต 5.6% จากไตรมาส 2 ปี 2020 จำนวนส่งมอบ 40.9 ล้านชิ้น แบ่งเป็นสายรัดที่มีฟังก์ชันการทำงานพื้นฐาน 15.5 ล้านชิ้น ลดลง 23.8% ซึ่งมีแนวโน้มลดลงมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2020 และประเภทนาฬิกากับสมาร์ทวอทช์ 25.4 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 37.9%

ประเด็นสำคัญในไตรมาสนี้คือ Xiaomi ขึ้นมามีส่วนแบ่งการตลาดแยกตามแบรนด์ เป็นอันดับ 1 แซงแอปเปิลเป็นครั้งแรก ปัจจัยสำคัญคือ Mi Smart Band 6 ที่มียอดขายสูง โดยเฉพาะในอินเดีย จำนวนส่งมอบรวมทุกประเภท 8.0 ล้านชิ้น คิดเป็น 19.6%

แอปเปิลอยู่ในอันดับที่ 2 ที่ 7.9 ล้านชิ้น 19.3% ทั้งหมดเป็น Apple Watch โดยหากจัดอันดับเฉพาะนาฬิกากับสมาร์ทวอทช์เท่านั้น แอปเปิลจะยังมีส่วนแบ่งเป็นอันดับ 1 ที่ห่างจากอันดับ 2 คือหัวเหว่ยอยู่พอสมควร ซึ่งมีจำนวนส่งมอบ 2.3 ล้านชิ้น

ที่มา: Canalys

Mi Band 6

from:https://www.blognone.com/node/124593

Fossil เปิดตัวสมาร์ทวอช Gen 6 พร้อม Snapdragon Wear 4100+ ยืนยันอัพเดต Wear OS 3 ได้ปีหน้า

Fossil เปิดตัวนาฬิกาสมาร์ทวอช Gen 6 อย่างเป็นทางการ ซึ่งรายละเอียดเป็นไปตามข่าวลือที่เผยข้อมูลเบื้องต้นออกมาก่อนหน้านี้แล้ว

สเปคของ Gen 6 ใช้ Qualcomm Snapdragon Wear 4100+ ซึ่ง Fossil เคลมว่าเร็วกว่า Gen 5 ถึง 30% พร้อมหน้าจอกลม 1.28 นิ้ว AMOLED 326 ppi สตอเรจในเครื่อง 8GB พร้อมแรม 1GB พร้อมปรับปรุงตัวนาฬิกาโดยรวม เช่น โหลดเร็วขึ้น fast charge 80% ในครึ่งชั่วโมง, Bluetooth ระยะทำการไกลขึ้นสูงสุด 4 เท่า พร้อมรับส่งข้อมูลไวขึ้น และมีเซนเซอร์ที่รองรับการติดตามอัตราการเต้นหัวใจต่อเนื่อง, เซนเซอร์ SpO2 สำหรับคำนวณค่าออกซิเจนในเลือด และแอปด้านสุขภาพใหม่ ๆ สำหรับติดตามกิจกรรมต่าง ๆ

Fossil Gen 6 จะมาพร้อมกับ Wear OS 2 แต่ทางบริษัทยืนยันว่าสมาร์ทวอชรุ่นนี้จะรองรับ Wear OS 3 ด้วย ซึ่งคาดว่าผู้ใช้จะได้อัพเดตภายในปี 2022

สำหรับราคาวางจำหน่าย Fossil Gen 6 อยู่ที่ 299-319 ดอลลาร์ หรือราว 9,700-10,400 บาท มีเคสให้เลือกขนาด 42 และ 44 มิลลิเมตร โดยคาดว่า Fossil น่าจะปรับโฉมสมาร์ทวอชและวางขายภายใต้แบรนด์ Michael Kors ด้วยเหมือนรุ่นที่ผ่านมา

ที่มา – Fossil, The Verge, Engadget

No Description
ภาพจาก Fossil

from:https://www.blognone.com/node/124497

[Strategy Analytics] ตลาดสมาร์ทวอทช์ ไตรมาส 2/2021 กลับมาเติบโตในระดับช่วงก่อนมีโควิดแล้ว

บริษัทวิจัยตลาด Strategy Analytics รายงานภาพรวมตลาดสมาร์ทวอทช์ของไตรมาสที่ 2 ปี 2021 ประเด็นสำคัญคือภาพรวมตลาดเติบโต 47% จากปี 2020 มีจำนวนส่งมอบ 18.1 ล้านชิ้น ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงนับตั้งแต่ปี 2018 ทำให้กลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิด 19

แอปเปิลยังครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ที่ประมาณ 52% ยอดขายหลักมาจาก Apple Watch Series 6 ส่วนซัมซุงอยู่ในอันดับ 2 ที่ 11.0% และอันดับ 3 คือ Garmin ที่ 8.3%

Neil Mawston นักวิเคราะห์จาก Strategy Analytics ให้ความเห็นว่าทิศทางตลาดสมาร์ทวอทช์น่าจะร้อนแรงในไตรมาส 4 ของปี เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ต่างออกรุ่นใหม่มาทั้ง Galaxy Watch 4 และ Apple Watch Series 7 ส่วนผู้ผลิตจากจีนอย่าง Xiaomi และ OPPO ก็มีรุ่นที่ทำราคาถูกกว่า และขายแพ็คเกจพ่วงกับผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศ

ที่มา: Strategy Analytics

Apple Watch Series 6

from:https://www.blognone.com/node/124472

[Counterpoint] Apple Watch มีฐานผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านคนแล้ว

บริษัทวิจัยตลาด Counterpoint Research รายงานภาพรวมตลาดสมาร์ทวอทช์ของไตรมาสที่ 2 ปี 2021 โดยมีจำนวนส่งมอบเพิ่มขึ้น 27% เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน ปัจจัยหลักคือสมาร์ทวอทช์ราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ ที่ทำให้ตลาดเติบโตสูง

แอปเปิลยังครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ที่ 28.0% ถึงแม้ตัวเลขส่วนแบ่งจะลดลงจากปีก่อน แต่ก็ยังเป็นอันดับ 1 ที่สูงกว่ารายอื่นมาก โดยหัวเหว่ย ซัมซุง และ Imoo อยู่ในลำดับที่ 2-4 ด้วยส่วนแบ่ง 9.3, 7.6 และ 6.0% ตามลำดับ

Sujeong Lim นักวิเคราะห์อาวุโสของ Counterpoint ให้ข้อมูลว่า Apple Watch มีฐานผู้ใช้งานในไตรมาสนี้มากกว่า 100 ล้านคนแล้ว และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง มีอเมริกาเป็นตลาดหลักที่คิดเป็นส่วนแบ่งสูงกว่า 50% ขณะเดียวกันสมาร์ทวอทช์ที่ทำราคาออกมาไม่สูง ระดับน้อยกว่า 100 ดอลลาร์ ตัดฟีเจอร์บางอย่าง และเน้นฟีเจอร์สุขภาพ ก็มียอดขายที่เติบโตสูง เนื่องจากการระบาดของโควิด 19 ทำให้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น เฉพาะตลาดส่วนนี้นั้นเติบโตถึง 547%

สมาร์ทวอทช์รุ่นที่มียอดขายสูงสุดในไตรมาสที่ผ่านมา อันดับ 1 คือ Apple Watch Series 6, อันดับ 2 Apple Watch SE, อันดับ 3 Samsung Galaxy Watch Active 2, อันดับ 4 Apple Watch Series 3 และอันดับ 5 คือ Imoo Z6-4G

ที่มา: Counterpoint รูป Pixabay

alt="Apple Watch"

from:https://www.blognone.com/node/124443

Haylou เปิดตัวสมาร์ทวอทช์ใหม่ มาพร้อมฟีเจอร์จัดเต็มกับแบตจุใจ

Haylou RT2 สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ล่าสุดจากบริษัทลูกของ Xiaomi เปิดตัวแล้ว มาพร้อมฟีเจอร์จัดเต็มกับแบตเตอรี่ที่อัดมาให้เต็มสูบใช้งานได้ยาวๆ

Haylou RT2
Haylou RT2

Haylor RT2 หรือ LS10 สมารสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Xiaomi Youpin platform หรือบริษัทลูกของทาง Xiaomi เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากที่สมาร์ทวอทช์ Haylor ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่ผู้ใช้ที่นิยมสมาร์ทวอทช์ฟีเจอร์จัดเต็มแต่ราคาย่อมเยาว โดยในช่วงต้นปีนี้นั้นทาง Youpin ได้มีการเปิดตัว Haylor RS3 มาก่อนหน้านี้แล้ว ล่าสุดก็ถึงคิว Haylor RT2 ที่มาพร้อมกับดีไซน์หรูหราด้วยหน้าปัดแบบวงกลมขนาด 1.2 นิ้ว

csm pasted image 0 2 766996c63b

Haylor RT2 นั้นมีขนาดอยู่ที่ 45.7 x 42.6 x 11.6 mm น้ำหนักตัวเรือนเพียง 38 g โดยบนตัวเรือนของ Haylor RT2 นั้นจะมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ต่างๆ อย่างเซ็นเซอร์วัตอัตราการเต้นของหัวใจและเซ็นเซอร์วัดปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด(ซึ่งถือว่าเหมาะเป็นอย่างมากในยุคโควิทเช่นนี้) ตัวระบบของ Haylor RT2 นั้นรองรับการติดตามการออกกำลังกายหลายโหมด

csm pasted image 0 1 ccc87c66de

Haylor RT2 ยังรองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 มาพร้อมระบบการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 โดยสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ระบบปฎิบัติการณ์ Android 6.0 และ iOS 11 ขึ้นไปผ่านทางแอปพลิเคชัน Haylou Fun ทาง Xiaomi Youpin ได้บอกเอาไว้ว่า Haylor RT2 นั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 500 mA โดยในการใช้งานต่อเนื่อง 7 วันแบบเปิดทุกฟีเจอร์ไว้นั้นจะใช้งานแบตเตอรี่เพียง 220 mAh เท่านั้น(นั่นหมายความว่าสามารถใช้งานต่อเนื่องได้มากกว่า 14 วันหากชาร์จเต็ม)

ทั้งนี้ Haylor RT2 จะพร้อมวางจำหน่ายบน AliExpress เป็นที่แรกในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ สนนราคานั้นจะอยู่ที่ $49.99 หรือประมาณ 1,670 บาทเท่านั้น เชื่อว่าประมาณช่วงกลางเดือนกันยายนน่าจะสามารถหาซื้อผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ของไทยได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/610157-haylou-unveils-a-new-smartwatch-with-ip68-certification

TicWatch Pro Smartwatch 2 สไตล์ Workout ให้เร้าใจ เข้ากับ Lifestyle ที่ลงตัว

TicWatch Pro Smartwatch 2 สไตล์ Workout ให้เร้าใจ เข้ากับ Lifestyle ที่ลงตัว

TicWatch

ปัจจุบันนี้ออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว คงไม่พอ ต้องมีสิ่งที่คอยวัดประสิทธิภาพ หรือบอกถึงศักยภาพให้ตัวเราสามารถก้าวไปได้กว่าในอดีต นาฬิกาอัจฉริยะ อย่างเช่น TicWatch Smartwatch Pro ก็เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่เรียกว่าได้รับความนิยมจากผู้ใช้มาอย่างยาวนาน ด้วยฟีเจอร์การตรวจเช็คที่แม่นยำ การใช้งานที่ยาวนาน และระบบควบคุมที่ตอบสนองได้ไว ทำให้การ Workout ของคุณเป็นเรื่องที่ง่าย และได้สุขภาพ ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันได้ดี เรียกว่าจะใส่สำหรับออกกำลังกายก็ได้ หรือใช้ในชีวิตประจำวันก็ดูดี เพราะออกแบบมาให้เข้ากับสไตล์การแต่งตัวได้หลายรูปแบบ และสวมใส่ไปในโอกาสต่างๆ ได้ดีทีเดียว

TicWatch Smartwatch Pro

จุดเด่น

  • ดีไซน์ทันสมัย วัสดุแข็งแรง น้ำหนักเบา
  • โหมด Essential อยู่ได้นานถึง 30 วันต่อการชาร์จ
  • ราคาเพียง 4,990 บาท
  • เหมาะทั้งใช้ออกกำลังกาย และในชีวิตประจำวัน
  • มาพร้อม Wear OS ติดตั้งแอพเพิ่มเติมได้

ข้อสังเกต

  • มีโหมดการออกกำลังไม่เยอะมาก

Specification

Description
Operating System Wear OS by Google
Dimensions D45mm x 14.6mm
Display 1.39” AMOLED 400 x 400 + FSTN display
Chipset Qualcomm Snapdragon Wear 2100
Memory RAM: 512MB / Storage: 4GB
GPS GPS / AGPS
NFC payments Google Pay
Connectivity Bluetooth: 4.2 / Wi-Fi: 802.11bgn 2.4GHz
Sensors Accelerometer, Gyro, Magnetic Sensor, PPG Heart Rate sensor, Ambient Light Sensor, Low Latency Off-Body Sensor
Battery and Charging Capacity: 415mAH Charging method: Dock with USB cable
Battery Life Smart Mode: 2 days;
Essential Mode: 30 days
Mixed usage: between 5-30 days
Water and Dust Resistance IP68
Price 4,990 บาท

Design

TicWatch Pro มาในดีไซน์ที่ดูพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ผสานกับไนลอนที่แข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา ในโทนสี Silver ที่มีความบางเพียง 14.6mm เท่านั้น ให้พื้นที่หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 1.39″ สายรัดข้อมือทำจากหนังและมีชั้นซิลิโคนอยู่ด้านใต้ ที่เป็นจุดสัมผัสกับผิวหนังหรือที่เรียกว่า Skin friendly silicone ทำให้สวมใส่สบาย และทนกับสภาวะต่างๆ อีกทั้งมีการเซาะร่องด้านใต้ สำหรับการรีดเหงื่อออกจากตัวสายได้อีกทางหนึ่ง และระบายอากาศได้ดี เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่อากาศร้อนๆ อีกทั้งเข้าคู่กับตัวเรือน ทำให้ใส่ออกกำลังกายก็ได้ หรือใส่ไปในโอกาสต่างๆ ก็ดูดี พร้อมกับฟีเจอร์ที่ตอบสนองการใช้งานไว้อย่างครบครัน

TicWatch

โดยหน้าจอของรุ่นนี้ออกแบบให้มี 2 Layer นั่นคือ เป็น LCD screen สำหรับการอยู่ในโหมด Essential เพื่อการประหยัดพลังงาน โดยจะแสดงผลเพียงบางอย่าง เพื่อประหยัดการใช้พลังงานให้มากขึ้น อีกเลเยอร์หนึ่งจะเป็น AMOLED screen ซึ่งจะเป็นหน้าจอแสดงผลแบบสี ซึ่งจะให้รายละเอียดการทำงานได้มากกว่า โดยเฉพาะในโหมด Sports ที่ใช้ในการออกกำลังกายหรือการบอกข้อมูลระหว่างการ Workout แต่ก็จะใช้พลังงานที่มากขึ้นเช่นกัน ส่วนต่างของเวลาต่อการชาร์จ อาจมากถึง 5 วัน/ 30 วันเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับว่าเลือกใช้โหมดใด

โดยมาพร้อมกับความทนทานระดับ IP68 ซึ่งลงน้ำได้และจุ่มน้ำได้ แต่ต้องอยู่ในระดับที่มาตรฐานนี้กำหนด ส่วนใหญ่จะป้องกันเรื่องของเหงื่อ ที่เปียกจากข้อมือ หรือน้ำดื่มที่หกลงมา และกันประเภทของฝุ่นละออง เมื่อออกไปวิ่งหรือเดินข้างนอก รวมถึงการวิ่งเทรล เป็นต้น คงไม่ถึงกับการดำน้ำลึก

TicWatch

หน้าปัทม์ขนาด 1.39″ ให้ความละเอียดที่ 400×400 pixels ทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน และควบคุมได้ง่าย เมื่อแตะที่หน้าจอ รองรับการทัชสกรีน โดยเมนูจะเป็นการเลื่อนขึ้น-ลง

หน่วยประมวลผลอย่าง Snapdragon Wear 2100 พร้อมหน่วยความจำภายในอีก 4GB สำหรับการติดตั้งแอพเสริม และมีแรมอีก 512GB จึงใช้งานได้อย่างคล่องตัว แบบเดียวกับในสมาร์ทโฟน ซึ่งเข้ากับรูปแบบการใช้งานของผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

TicWatch

หน้าจอแสดงผลนั้น ให้คุณเลือกปรับได้มากกว่า 1,000 แบบ ด้วยการใช้ Watch face บน Google Play ให้เปลี่ยนไปตามสไตล์ที่คุณชื่นชอบ หรืออยากจะลองดูในแบบแปลกๆ การแสดงผลที่ต่างจากคนอื่น ก็มีให้เลือกแบบไม่ซ้ำใครได้ง่ายๆ อีกด้วย

Mode

โหมดการใช้งานมีให้คุณเลือกได้ 2 รูปแบบ คือ Smart Mode ที่จะทำงานด้วย Wear OS by Google ซึ่งจะทำหน้าที่ในการตรวจวัด และรายงานสถานะของคุณ รวมถึงการเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน เพื่อจัดเก็บบข้อมูล รวมถึงการแจ้งเตือนต่างๆ เช่น อัตราการเต้นหัวใจ อุณหภูมิ ระยะทาง พูดง่ายๆ ว่าอยู่ในโหมดที่คุณกำลัง Workout ออกกำลังกาย โหมดนี้จะให้คุณใช้งานได้ประมาณ 2-5 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยมาพร้อมกับ ให้แบตเตอรี่มาที่ 415mAh อาจไม่ได้เยอะมากสำหรับ Smartwatch แต่เรื่องระยะเวลาการใช้งาน อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

TicWatch

ในการชาร์จไฟ จะเป็นแบบตัวชาร์จแม่เหล็ก ติดเข้ากับด้านหลังของตัวเรือนได้สะดวก เพราะออกแบบมาเป็นเบ้าวงกลม ครอบลงได้อย่างพอดิบพอดี จะต่างจากในหลายๆ รุ่น ที่มักจะเป็นแค่สายเสียบและเบ้าขนาดเล็ก ซึ่งผู้ใช้จะต้องหมุนให้ตรง บางทีก็หลุดเลื่อนได้ง่าย แต่สำหรับของ TicWatch Pro รุ่นนี้ ช่วยให้คุณชาร์จได้แบบไม่ต้องกังวลใจ จะแสงน้อยหรือมืด ก็พอจะคลำมาชาร์จได้แบบไม่พลาด

และถ้าในกรณีที่ไม่ได้ออกกำลัง หรือใช้งานทั่วไป ใส่แทนนาฬิกา เมื่อออกไปทำงานในแต่ละวัน สามารถใช้ Essential Mode ซึ่งจะเป็นการบอกวันที่ และเวลา รวมถึงอัตราการก้าวเดินของคุณ โดยโหมดนี้จะให้ระยะเวลาในการใช้งานได้ถึง 30 วันต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นับว่าเป็น Smartwatch ที่ให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานไม่น้อยอีกรุ่นหนึ่ง

TicWatch

โดยในแง่ของการออกแบบ TicWatch Pro จะมีเซ็นเซอร์ในการตรวจเช็ค เมื่อคุณอยู่ในโหมด Fitness หรือ Workout ในแต่ละวันอยู่อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น GPS tracker การติดตามพิกัด GPS, ตรวจเช็คการเต้นหัวใจ Heart-Rate, การนับก้าว, การเผาผลาญแคลลอรี และการวัดรอบความเร็ว

Connectivity

ความโดดเด่นของ TicWatch รุ่นนี้ อยู่ที่ระบบ GPS ที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น GPS, GLONASS, Beidou และ Galileo ทำให้เมื่อระบบใดระบบหนึ่งใช้งานไม่ได้ ก็จะยังเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ได้ ไม่เสียระยะและความแม่นยำในการตรวจเช็ค สำคัญมากๆ สำหรับคนที่ซีเรียสในการออกกำลังกาย และการ Workout นอกสถานที่ นอกจากนี้ยังมี Google Map มาให้ใช้ จะได้เป็นตัวช่วยในการเดินทางหรือการออกกำลังกาย เช่น Outdoor Run ในช่วงที่ต้องไปยังต่างถิ่นนั่นเอง

TicWatch

การใช้งานหน้าจอสัมผัส ค่อนข้างแม่นยำและตอบสนองได้ไว ใช้วิธีการแตะ และปัดเลื่อนขึ้น-ลง หรือการปัดซ้าย-ขวา เพื่อเลือกฟังก์ชั่นในการใช้งาน โดยทำงานร่วมกับปุ่มด้านข้างตัวเรือน ในการย้อนเมนูกลับ โดยหลักๆ ปุ่มล่าง จะเป็นการเข้าสู่เมนูลัด ในการออกกำลังกาย ส่วนปุ่มบน จะเป็นการย้อนกลับเมนูก่อนหน้า

แต่จุดเด่นที่สำคัญของ TicWatch Pro รุ่นนี้ ไม่เพียงแค่การเป็น Smartwatch ที่มีระบบ OS ในตัวหรือการเชื่อมต่อกับมือถือได้เท่านั้น แต่ยังสามารถติดตั้งแอพฯ อื่นๆ ลงไปในตัว เพื่อให้ใช้งานได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น

Feature

ส่วนตัวเลือกของเมนูออกกำลังกาย จะประกอบไปด้วย Outdoor Run, Indoor Run, Cycling, Free Style ซึ่งอาจจะดูน้อยไปบ้าง แต่อย่างที่บอกไปในข้างต้นคือ สำหรับ TicWatch Pro นี้ เน้นทั้งการใช้งานชีวิตประจำวันและการออกกำลังกายไปควบคู่กัน จึงต้องให้น้ำหนักในการใช้งานของทั้งสองอย่างให้สมดุล รวมถึงการเริ่มต้นในการออกกำลังกายในแต่ละวัน

TicWatch

นอกจากจะใช้การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อซิงก์ข้อมูลต่างๆ เช่น Messege, Line หรืออื่น รวมถึงการตั้งค่าได้สะดวกแล้ว ยังสามารถควบคุมการทำงานของมีเดียผ่านทาง TicWatch Pro นี้ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการ Play, Pause, FW, RW รวมถึงการเชื่อมต่อร่วมกับ Google Fit และแอพฯ หลัก อย่าง TicLife ในการมอนิเตอร์ Step, Heart Rate, Callories หรือจะเป็นการประมวลผลในภาพรวมของแต่ละวัน มาสรุปกันเป็นรายเดือน รายปีกันได้เลย

Conclusion

TicWatch

ภาพรวมของ TicWatch Pro รุ่นนี้ ถ้าดูจากฟีเจอร์ต่างๆ ในการใช้งาน ถือว่าเป็น Smartwatch กำลังดี การใช้งานอยู่ระหว่าง ใช้ในชีวิตประจำวันและการออกกำลัง เพียงแต่ลูกเล่นในแง่ของการ Workout นั้น ยังมีไม่มากนัก แต่ก็สามารถตรวจเช็คและรายงานข้อมูลระหว่างใช้งานได้ค่อนข้างละเอียดทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Heart Rate, Step, Temp หรือ Distance ก็ตาม แต่จุดเด่นที่สำคัญอยู่ที่ การเชื่อมต่อกับ GPS ได้หลากหลาย ทำให้การตอบสนองด้านตำแหน่งหรือการเคลื่อนไหวทำได้แม่นยำ รวมไปถึงการสนับสนุนแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่จะเสริมเข้ามาในระบบ เพราะสามารถดาวน์โหลดแอพฯ มาติดตั้งเพิ่มเติมได้ ดังนั้นจึงเหมาะกับคนที่มองหา Smartwatch ที่ตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดี ให้การเชื่อมต่อและการแจ้งเตือนได้ตลอดเวลา ใช้งานได้นาน และมีความทนทานพอสมควร ด้วยมาตรฐาน IP68 ที่ทนน้ำทนฝุ่น รวมถึงสภาวะในการใช้งานในทุกๆ วันได้ดี แบบไม่ต้องคอยถนอมกันมากนัก เพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างเต็มที่คุ้มค่า ด้วยค่าตัวประมาณ 4,990 บาท เท่านั้น และการรับประกันอีก 1 ปีเต็ม

TicWatch

รับประกันสินค้า 1 ปี เครื่องศูนย์ไทย ติดต่อ บริษัท ท็อปแวลู คอร์ปอเรท จํากัด

Topvalue ช้อปปิ้งออนไลน์แห่งใหม่

Related

เพิ่มแรม ยังไม่ต้อง 5 วิธีเรียกคืนแรมที่หายไป เพิ่มความเร็ว

Upgrade RAM NB cov2

Mini PC คอมจิ๋ว 7 รุ่น คอมทำงาน เล่นเกมได้ ประหยัดไฟ

Mini PC 2021 cov

จอ 4K จอคอม 7 รุ่นไซส์ Big 144Hz สีจัดจ้าน เล่นเกม ดูหนังคมชัด เทรดหุ้นมืออาชีพ

4k monitor gaming 144hz cov1

Xiaomi Redmi จอคอม 27″ สีสดใส บางเฉียบ มุมมองกว้าง เล่นเกม เทรดหุ้น

Xiaomi Redmi rmmnt27nf cov3

from:https://notebookspec.com/web/608825-ticwatch-pro-smartwatch