คลังเก็บป้ายกำกับ: SMARTPHONE

realme RMX3063 รุ่นปริศนาผ่านการรับรองจาก FCC มาพร้อมแบตเตอรี่ 5,000mAh และกล้องหลัง 3 ตัว

มีรายงานว่ามีการพบข้อมูลสเปกของ realme RMX3063 รุ่นปริศนาที่เพิ่งผ่านการรับรองจากหน่วยงาน Federal Communications Commission (FCC) ในสหรัฐอเมริกา  รวมถึงยังได้รับการรับรองจากหน่วยงาน Eurasian Economic Commission ในรัสเซีย และหน่วยงาน TKDN ในอินโดนีเซียด้วย

realme

สำหรับข้อมูลสเปกของ realme หมายเลขรุ่น RMX3063 ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงาน FCC มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh, รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 4.2, Wi-Fi 2.4GHz, GPS, รองรับ 4G LTE และใข้ realme UI 1.0 ซึ่งคาดว่าจะครอบทับบนระบบปฎิบัติการ Android 10

นอกจากนี้ยังมีภาพแบบร่างที่เผยให้เห็นด้านหลังเครื่องที่ติดตั้งกล้อง 3 ตัวพร้อมไฟแฟลช LED อยู่ในโมดูลสี่เหลี่ยมมุมซ้ายด้านบนคล้ายกับ realme C15

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลว่า realme RMA3063 จะใช้ชื่อรุ่นว่าอะไร รวมถึงข้อมูลสเปกอื่นๆ ซึ่งถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมจะมารายงานให้ทราบกันครับ

ที่มา : 91Mobiles

from:https://www.mobileocta.com/realme-rmx3063-specs-spotted-on-fcc/

เผยวิสัยทัศน์แม่ทัพใหญ่ ‘ซัมซุง’ กับการเป็นผู้นำสมาร์ทโฟน 5G ปี 2020 แบรนด์เดียวที่ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการของคนไทย

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ตลาดสมาร์ทโฟน 5G ประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญกับการต่อยอดประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นอย่างเท่าเทียมกันด้วยการการเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G ในทุกเซกเมนต์เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็นลักชูรี แฟลกชิป สมาร์ทโฟนระดับกลาง และล่าสุดนี้ได้เปิดตัว Galaxy A42 5G สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับความเร็วแรงเต็มพิกัดบนเครือข่าย 5G ที่จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์การสตรีมคอนเทนต์ เล่นเกม ไปจนถึงการดาวน์โหลดข้อมูลต่างๆ ได้รวดเร็วทันใจกว่าเคย

เปิดมุมมองของหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนคนสำคัญ สุพัฒน์ ลายระยะพงศ์ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ที่ทำให้ซัมซุงประเทศไทยครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งสมาร์ทโฟน 5G พร้อมมีครบทุกระดับราคาเพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุดในประเทศ

“ซัมซุงอยู่ในฐานะของผู้นำของตลาดสมาร์ทโฟน 5G ตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มวางจำหน่ายสมาร์ทโฟน 5G เชิงพาณิชย์รุ่นแรกในประเทศไทย ได้แก่ Galaxy S20 Ultra 5G  เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังคงครองความเป็นอันดับหนึ่งต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ด้วยความหลากหลายของสมาร์ทโฟนที่มีครบทุกระดับราคาเพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ใช้งาน

โดยในปีนี้ซัมซุงได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G มากถึง 5 รุ่น ตั้งแต่กลุ่มลักชูรี่สมาร์ทโฟนอย่าง Galaxy Z Fold 2 แฟลกชิปสมาร์ทโฟนอย่าง Galaxy S20 Ultra 5G และ Galaxy Note20 Series ที่รองรับ 5G ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่ได้รับการตอบรับจากตลาดดีที่สุด ยังมีสมาร์ทโฟนระดับกลางอย่าง Galaxy A71 5G 

รวมถึงล่าสุดกับการเปิดตัว Galaxy A42 5G สมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G ประสิทธิภาพสูง ในราคาเข้าถึงง่ายที่สุดเพียง 11,990 บาท รวมถึงรุ่นอื่นที่จะตามมาอีกในอนาคตอันใกล้ เรียกได้ว่าครบทุกความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง”

ขับเคลื่อนสมาร์ทโฟน 5G คว้าส่วนแบ่งตลาดกว่า 50%

“ปัจจุบันซัมซุงมีส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของสมาร์ทโฟน 5G ทั้งหมดในประเทศไทย พร้อมคาดการณ์ว่าภายในระยะเวลา 5 ปีต่อไป ปริมาณการขายสมาร์ทโฟน 5G จะเติบโตขึ้นถึง 30 เท่าเมื่อเทียบตัวเลขปัจจุบัน ไม่เพียงเท่านั้น 50 เปอร์เซ็นต์ของสมาร์ทโฟนในตลาดประเทศไทยจะถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องที่รองรับ 5G อีกด้วย”

เหตุผลของการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญดังกล่าวมาจากรูปแบบเศรษฐกิจมหภาคที่รัฐบาลและผู้ให้บริการเครือข่ายมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยี 5G เพื่อให้คนไทยได้รับประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่ที่เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยปัจจุบันนี้ เครือข่ายสัญญาณ 5G มีให้บริการแล้วในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล พร้อมกำลังเดินหน้าขยายไปสู่หัวเมืองและจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยซัมซุงได้เตรียมความพร้อมร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายทุกรายเพื่อให้การส่งมอบเครื่องแก่ลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่น

Samsung

โดดเด่นด้วยฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ พร้อมประสบการณ์การใช้งานสมาร์ทโฟน

สุพัฒน์ ยังได้เผยถึงกลยุทธ์ต่ออีกว่า “ซัมซุงมีวิธีคิดด้านการทำงานที่แตกต่าง เราเชื่อว่าสมาร์ทโฟนทุกรุ่น ทั้งระดับแฟลกชิปหรือระดับกลาง คุณภาพฮาร์ดแวร์ต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกล้อง ชิปเซ็ต หน้าจอ และแบตเตอรี่ที่เรียกได้ว่าเป็น Best in Class ในอุตสาหกรรมนี้ รวมถึงซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนามาจากศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์ของซัมซุง (Samsung Advanced Institute of Technology) ซึ่งเมื่อผสานกับเทคโนโลยี 5G จะทำให้สมาร์ทโฟนซัมซุง
ทุกเครื่องสามารถเป็น AI ที่เรียนรู้และประมวลผลตามพฤติกรรมของผู้ใช้ พร้อมพัฒนาระบบให้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนมากยิ่งขึ้น”

ไม่เพียงเท่านั้น ซัมซุงยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า ตั้งแต่ขั้นตอนการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ผ่าน Samsung Experience Store กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นจำนวนสมาร์ทโฟนแบรนด์ช้อปที่มากที่สุดในประเทศไทย โดยลูกค้าสามารถเข้าไปทดลองอุปกรณ์ที่สนใจพร้อมมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด รวมถึงเมื่อลูกค้าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ซัมซุงแล้ว ลูกค้าจะได้รับสิทธิ์พิเศษในการใช้ YouTube Premium และบริการจาก Samsung Galaxy Gift ฟรี อีกทั้งเมื่อลูกค้าใช้งานในระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไปก็จะได้รับสิทธิพิเศษในการซื้ออุปกรณ์เสริมต่าง รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ จากผู้ให้บริการเครือข่ายและพาร์ทเนอร์ของซัมซุง

ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค

จากความต้องการที่หลากหลายและแตกต่างของผู้บริโภคในประเทศไทย ทำให้สมาร์ทโฟน 5G ที่ลูกค้าสนใจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะที่รุ่นแฟลกชิปเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีราคาเข้าถึงง่าย ซึ่งจากการที่การใช้งานเครือข่าย 5G ในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและกำลังขยายพื้นที่ให้บริการจากในกรุงเทพฯ ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทำให้ซัมซุงต้องทำงานร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมในการจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟน 5G ทันทีที่ผู้ให้บริการเครือข่ายรายนั้นเข้าไปติดตั้งสัญญาณ

“จากประสบการณ์การใช้งานจริงของผู้ใช้สมาร์ทโฟน 5G ที่ผ่านมา ทำให้เห็นถึงการเชื่อมต่อที่เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ใช้งานคนอื่นยินดีที่จะเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟน 5G กันมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลให้ซัมซุงรวมถึงผู้ให้บริการเครือข่าย ภาครัฐและพาร์ทเนอร์ทุกราย ได้ร่วมมือกันในการให้ข้อมูลกับประชาชนถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจาก 4G ไปยัง 5G พร้อมตัวอย่างการใช้งานจริง เพื่อให้ผู้ใช้ได้เห็นถึงประโยชน์ของ 5G อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่าง การใช้ 4G จะสามารถดาวน์โหลดได้เฉลี่ย 150 เมกะบิตต่อ 1 วินาที แต่สัญญาณ 5G จะทำให้ดาวน์โหลดได้เร็วมากกว่าสูงสุดถึง 1 กิกะบิตต่อ 1 วินาที (หรือโดยเฉลี่ย 500 เมกะบิตต่อ 1 วินาที สำหรับความเร็วประทศไทยปัจจุบัน) ทำให้ไม่มีอาการติดขัดหรือกระตุกเมื่อต้องเชื่อมต่อเครื่องมือสื่อสารจำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน” สุพัฒน์ กล่าว

เดินหน้าสานต่อภารกิจ 5G สู่อนาคต

“เราคาดหวังว่าในปี 2021 สมาร์ทโฟน 5G ของซัมซุงจะเติบโตขึ้นจากปีนี้ถึง 10 เท่าทั้งในเชิงมูลค่าและปริมาณ พร้อมกับยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งไว้ได้โดยทิ้งห่างจากคู่แข่งแบบนี้ต่อไป เพราะเราเห็นแล้วว่าในปีนี้ ลูกค้าจำนวนถึง 2 ใน 3 เปลี่ยนมาเลือกซื้อสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ดังนั้นหลังจากนี้ซัมซุงก็ยังมีความตั้งใจที่จะเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G ที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มมีประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดบนสมาร์ทโฟน 5G ของซัมซุง”

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจสมาร์ทโฟน 5G ทั้ง 5 รุ่นจากซัมซุง ที่รวมถึงรุ่นที่เปิดตัวล่าสุดอย่าง Galaxy A42 5G สมาร์ทโฟนสายพันธุ์สปีด แรงทุกสเปค ที่วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้นเพียง 6,490 บาท[1] สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ Samsung Experience Store, Samsung Online Store และผู้ให้บริการเครือข่าย หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.samsung.com/th/smartphones/galaxy-a/galaxy-a42-5g-black-8-gb-sm-a426bzkhthl/


[1] ราคาเริ่มต้นเมื่อซื้อแพคเกจร่วมกับโอเปอเรเตอร์

from:https://www.mobileocta.com/reveal-the-vision-of-the-general-samsung-on-the-leadership-of-5g-smartphones-in-2020/

OPPO ประกาศใช้งานระบบปฏิบัติการ ColorOS 11 Official Version บน OPPO A93 ในประเทศไทย

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา OPPO ได้ปล่อยการอัปเดต ColorOS 11 Official Version บน OPPO Find X2 Series ครั้งนี้ OPPO แบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำระดับโลก ได้ประกาศเปิดตัวการใช้งานระบบปฏิบัติการ ColorOs 11 Official Version (บน Android 11) บน OPPO A93 ในประเทศไทย โดยไม่นานมานี้ทางแบรนด์ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการณ์ ColorOS 11 ทั่วโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบปฎิบัติการ OS บน Android 11 เป็นครั้งแรก ทั้งนี้บริษัทจะสามารถปล่อย Official Version ที่คงความเสถียรมากยิ่งขึ้นภายในระยะเวลาเพียงสองเดือนเท่านั้น

อีกขั้นของการปรับแต่ง UI เพื่อปลดปล่อยที่สุดแห่งตัวตนในสไตล์ที่เป็นคุณ

ColorOS 11 มาพร้อมแนวคิด “Make Life Flow” ที่คงฟีเจอร์ยอดนิยมของ Android ไว้ได้อย่างครบครัน ในขณะเดียวกันยังมีการปรับแต่ง UI ที่หลากหลายมากขึ้นในแบบที่ผู้ใช้งาน OPPO ต้องการ โดยมีการปรับแต่ง UI ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ได้ปลดปล่อยจินตนาการและสร้างสรรค์ประสบการณ์ในแบบที่เป็นคุณ

โดยผู้ใช้สามารถสร้าง Always-On Display, ธีม, โทนสี และภาพพื้นหลัง ตลอดจนแบบรูปแบบตัวอักษร ไอคอน และเสียงเรียกเข้าของตนเองได้ นอกจากนี้ ColorOS 11 ยังปรับปรุง Dark Mode ของ Android ด้วยโทนสีสามแบบพร้อมสามารถปรับระดับความคอนทราสต์ได้ ในขณะเดียวกัน OPPO Relax 2.0  ยังสามารถให้ผู้ใช้สร้างเสียง White noise ของตัวเองได้ พร้อมกับนำเสนอคอลเล็กชันเสียงที่สมจริงและน่าทึ่งจากเมืองต่างๆ ทั่วโลก

OPPO A93

OPPO ยังกล่าวถึงการอัปเดต Official Version อีกว่า “ColorOS 11 ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้และนักพัฒนาอย่างดีเยี่ยม นับตั้งแต่การเปิดตัวในเดือนกันยายน เราได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีม Android ในการประเมินข้อมูลนำเข้าและข้อบกพร่องต่างๆ ในการเปิดตัว Official Version นี้จากผู้ใช้งานจริงหลายพันคนทั่วโลก และเรายินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทย”

พร้อมให้คุณ สนุกทุกโมเมนต์” ไปกับ OPPO A93

OPPO A93 ได้เปิดตัวในประเทศไทยไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยนำเสนอฟีเจอร์การถ่ายภาพพอร์ทเทรตด้วย AI อันล้ำสมัยที่บรรจุอยู่ในตัวเครื่องของสมาร์ทโฟนสุดเพรียวบาง พร้อมด้วยฟังก์ชันที่จะช่วยให้ชีวิตง่าย คล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

พร้อมแล้ว ที่จะขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการณ์ ColorOS 11 ใหม่ ใน Android 11 เพื่อให้ผู้ใช้ OPPO A93 เต็มอิ่มกับสุดยอดประสบการณ์การใช้งานที่ไหลลื่นมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จไว หรือรวมไปถึงการปรับแต่งในด้านอื่นๆ

วิธีการอัปเดต ColorOS 11 official version

สำหรับผู้ใช้ OPPO A93 ในประเทศไทย สามารถอัปเดตได้ 2 วิธี ดังนี้

  1. ตั้งค่า >> อัปเดตซอฟต์แวร์ >> ตรวจสอบเวอร์ชั่นล่าสุด
  2. รอจนกระทั่งมีการแจ้งเตือนเพื่ออัปเดต

from:https://www.mobileocta.com/oppo-announced-the-operating-system-coloros-11-official-version-on-oppo-a93-in-thailand/

Xiaomi เปิดตัว Redmi Note 9 ซีรีส์รุ่นอัปเกรดปลายปี 2020

xiaomi นั้นเปิดตัว Redmi Note 9 ซีรีส์ไปครั้งแรกในช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา ทว่าเป็นรุ่นที่วางจำหน่ายนอกประเทศจีนเท่านั้น ซึ่งในประเทศจีนนั้น Redmi Note 9 ซีรีส์ยังไม่มีการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ค่อยบ่อยนักกับสมาร์ทโฟนสัญชาติจีนอย่าง Redmi ที่เป็นแบรนด์ลูกของ Xiaomi อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นล่าสุดทาง Xiaomi ก็ได้เปิดตัว Redmi Note 9 ซีรีส์ที่จะวางจำหน่ายในประเทศจีนอย่างเป็นทางการออกมาแถมงานนี้ต้องบอกว่าน่าอิจฉาเป็นอย่างมากเพราะสเปคตัวเครื่องนั้นอัปเกรดขึ้นแบบสุดๆ จะน่าสนใจมากแค่ไหนนั้นไปติดตามกัน

Redmi Note 9 end 2020 series
Xiaomi Redmi Note 9 ซีรีส์รุ่นอัปเดทประจำปลายปี 2020

สำหรับ Redmi Note 9 ซีรีส์ รุ่นอัปเกรดสิ้นปี 2020 ที่จะวางจำหน่ายในประเทศจีนนั้นมีการเปิดตัวออกมาทีเดียวถึง 3 รุ่นซึ่งประกอบไปด้วย Redmi Note 9 Pro 5G, Redmi Note 9 5G และ Redmi Note 9 4G แต่ละรุ่นจะมีสเปคเช่นไรนั้นไปดูกัน

Redmi Note 9 Pro 5G

Redmi Note 9 Pro 5G official 1200x675 1
Redmi Note 9 Pro 5G

มาดูกันที่รุ่นแรกกับ Redmi Note 9 Pro 5G ที่ได้รับการอัปเกรดจากรุ่นจำหน่ายทั่วโลกอย่าง Redmi Note 9 Pro เป็นอย่างมาก โดยตัวเครื่องนั้นจะมาพร้อมกับสเปคดังต่อไปนี้

  • หน้าจอขนาด 6.67 นิ้วใช้พาเนลแบบ IPS LCD รองรับความละเอียดที่ระดับ FHD+
  • หน้าจอมาพร้อม Refresh rate สูงสุด 120 Hz โดยจะสามารถปรับ refresh rate ได้เอง 6 ระดับตั้งแต่ 30 Hz ไปจนถึง 120 Hz
  • หน้าจอรองรับ Touch sampling ที่ 240Hz ทำให้ตอบสนองต่อการสัมผัสมากขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก
  • ตัวเครื่องใช้กระจกกันรอย Gorilla Glass 5 รอบตัวเครื่อง
  • ชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon 750G ที่มาพร้อมกับชิปโมเด็ม X52
  • หน่วยความจำมีให้เลือกที่ 2 ขนาดคือ 6 GB และ 8 GB
  • แหล่งเก็บข้อมูลภาบในแบบ USF 2.2 มีให้เลือกที่ 2 ความจุคือ 128 GB และ 256 GB
    สามารถเพิ่มแหล่งเก้บข้อมูลผ่านทาง microSD Card ได้
Redmi Note 9 Pro 5G 004
Redmi Note 9 Pro 5G 005
Redmi Note 9 Pro 5G 006

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Redmi Note 9 Pro 5G นั้นก็คือการที่ตัวเครื่องได้รับการออกแบบให้มีการกระจายเสาสัญญาณในจุดต่างๆ ของตัวเครื่องมากถึง 11 จุดที่ทาง Xiaomi ได้บอกเอาไว้ว่าตัวเครื่องนั้นจะไม่มีอาการสัญญาณตกแน่นอนไม่ว่าจะจับตัวเครื่องในลักษณะใดก็ตาม(เว้นแต่ว่าใช้งานตัวเครื่องในที่อับสัญญาณ)

Redmi Note 9 Pro 5G 001 1
Redmi Note 9 Pro 5G 003 1
Redmi Note 9 Pro 5G 002 1

ตัวเครื่องที่วางจำหน่ายนั้นจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 สีคือ black, blue และ gradient orange-blue โดยจะแบ่งจำหน่ายเป็น 3 โมเดลตามขนาดของหน่วยความจำและแหล่งเก็บข้อมูลดังต่อไปนี้

  • หน่วยความจุ 6 GB / แหล่งเก็บข้อมูล 128 GB ราคาอยู่ที่ CNY 1599 หรือประมาณ 7,360 บาท
  • หน่วยความจุ 8 GB / แหล่งเก็บข้อมูล 128 GB ราคาอยู่ที่ CNY 1799 หรือประมาณ 8,280 บาท
  • หน่วยความจุ 8 GB / แหล่งเก็บข้อมูล 256 GB ราคาอยู่ที่ CNY 1999 หรือประมาณ 9,200 บาท

Redmi Note 9 5G

Redmi Note 9 5G 001
Redmi Note 9 5G
Redmi Note 9 5G 002 1

สำหรับกล้องนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่น Pro 5G มากพอสมควร โดยจะมีกล้องหลังเพียงแค่ 3 เลนส์เท่านั้นและเซ็นเซอร์ที่ใช้งานจะมีดังต่อไปนี้

  • เซ็นเซอร์หลักความละเอียด 48 MP ขนาดเซ็นเซอร์อยู่ที่ 1/1.2″, รูรับแสงอยู่ที่ f/1.79 และรองรับเทคโนโลยี 4-in-1 pixel binning
  • เซ็นเซอร์ Ultra-wide angle ความละเอียด 8 MP รูรับแสงอยู่ที่ f/2.2 โดยมีมุมมองกว้างสุดอยู่ที่ 118 องศา
  • เซ็นเซอร์ macro ความละเอียด 2 MP

กล้องหน้านั้นจะใช้เซ็นเซอร์ความละเอียด 16 MP ในส่วนของแบตเตอรี่นั้นตัวเครื่อง Redmi Note 9 5G จะให้มาที่ 5,000 mAh แต่รองรับการชาร์จเร็วที่กำลังไฟฟ้าสูงสุด 18 W เท่านั้น(ทว่าในชุดวางจำหน่ายจะให้ที่ชาร์จกำลังไฟฟ้าสูงสุด 22.5 W)

Redmi Note 9 5G 003 1

ตัวเครื่องที่วางจำหน่ายนั้นจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 สีคือ Gray, Green และ Violet โดยจะแบ่งจำหน่ายเป็น 3 โมเดลตามขนาดของหน่วยความจำและแหล่งเก็บข้อมูลดังต่อไปนี้

  • หน่วยความจุ 6 GB / แหล่งเก็บข้อมูล 128 GB ราคาอยู่ที่ CNY 1299 หรือประมาณ 5,980 บาท
  • หน่วยความจุ 8 GB / แหล่งเก็บข้อมูล 128 GB ราคาอยู่ที่ CNY 1499 หรือประมาณ 6,900 บาท
  • หน่วยความจุ 8 GB / แหล่งเก็บข้อมูล 256 GB ราคาอยู่ที่ CNY 1699 หรือประมาณ 7,820 บาท

Redmi Note 9 4G

Redmi Note 9 4G 001
Redmi Note 9 4G
Redmi Note 9 4G 005 1
Redmi Note 9 4G 004 1
Redmi Note 9 4G 006
Redmi Note 9 4G 002 1
Redmi Note 9 4G 003 1 1

ตัวเครื่องที่วางจำหน่ายนั้นจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 สีคือ Gray, Green, Blue และ Orange โดยจะแบ่งจำหน่ายเป็น 3 โมเดลตามขนาดของหน่วยความจำและแหล่งเก็บข้อมูลดังต่อไปนี้

  • หน่วยความจุ 4 GB / แหล่งเก็บข้อมูล 128 GB ราคาอยู่ที่ CNY 999 หรือประมาณ 4,600 บาท
  • หน่วยความจุ 6 GB / แหล่งเก็บข้อมูล 128 GB ราคาอยู่ที่ CNY 1099 หรือประมาณ 5,060 บาท
  • หน่วยความจุ 8 GB / แหล่งเก็บข้อมูล 128 GB ราคาอยู่ที่ CNY 1299 หรือประมาณ 5,980 บาท
  • หน่วยความจุ 8 GB / แหล่งเก็บข้อมูล 256 GB ราคาอยู่ที่ CNY 1499 หรือประมาณ 6,900 บาท

งานนี้นั้นเรียกได้ว่าทาง Xiaomi นั้นจัดเต็มจริงๆ แถมนี่ยังถือว่าเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ทาง Xiaomi นั้นเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มาพร้อมกับตัวเลือกหน่วยความจำมากถึง 8 GB และแหล่งเก็บข้อมูลภายในสูงสุดมากถึง 256 GB ทั้งนี้คงต้องคอยลุ้นกันต่อไปว่า Redmi Note 9 รุ่นอัปเดทประจำปลายปี 2020 นั้นจะมีการวางจำหน่ายนอกประเทศจีนหรือไม่อย่างใด

ที่มา : gsmarenaxda-developers

from:https://notebookspec.com/web/550217-xiaomi-launches-redmi-note-9-pro-5g-redmi-note-9-5g-redmi-note-9-4g

ส่งสุขท้ายปีกับโปรเด็ด THE JOY-FULL OPPO SALE มอบส่วนลดและของขวัญพิเศษอีกเพียบ

พบกับเทศกาลความสุขส่งท้ายปี ชวนทุกคนมามอบความสุขให้แก่กัน กับแคมเปญสุดพิเศษ “THE JOY-FULL OPPO SALE” มอบส่วนลดสุดพิเศษและของขวัญมากมาย ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 – 3 มกราคม 2564 หากใครที่กำลังมองหาของขวัญพิเศษให้ตัวเองหรือคนรัก ไม่ควรพลาด! โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

OPPO

OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนถ่ายรูปสวยที่เหมาะกับเหล่าเทรนดี้ ให้คุณ “ถ่ายรูปสวยชัดในสไตล์ที่เป็นคุณ” ด้วยกล้องหลัง 4 ตัวความละเอียดสูงสุด 48MP มาพร้อม AI Color Portrait และ Monochrome Video ให้คุณถ่ายรูปและวิดีโอได้โดดเด่นกว่าใครด้วยการเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีขาวดำ ดึงคุณให้โดดเด่นได้ทุกช็อต โดดเด่นด้วยตัวเครื่องดีไซน์บางเบาสวยสะดุดตา ประมวลผลไว ลื่นไหลทุกการใช้งานด้วย Snapdragon 720G และชาร์จไวด้วย 30W VOOC Flash Charge 4.0 ในราคาพิเศษ 10,990 บาท จากปกติ 11,990 บาท พร้อมรับฟรี! OPPO Gift Box 3 in 1 มูลค่า 699 บาท

OPPO A93 สมาร์ทโฟนดีไซน์บางเบา สีสวยโดดเด่นทันสมัยด้วยดีไซน์ขอบตัวเครื่องแบบเทคนิคไฮกลอสและฝาหลังแบบ Shiny Matte พร้อม Mini Dual Punch-Holes แบบ FHD+ Super AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว พร้อม In-Display Fingerprint 3.0 สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่รวดเร็วและปลอดภัย มาพร้อมกล้อง 6 ตัว กับ 6 AI Portrait ประกอบด้วย 4 กล้องหลัง และกล้องหน้าคู่ 16+2MP ให้คุณสนุกทุกโหมดการถ่ายภาพ ทั้งภาพพอร์ตเทรตที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร พร้อมเซลฟี่สวยคมชัดเป็นธรรมชาติทุกสภาพแสง ใช้งานก็ลื่นไหล ไม่มีสะดุด ด้วย MediaTek Helio P95 และพิเศษสุดๆ เมื่อซื้อ OPPO A93 ในราคา 8,999 บาท รับฟรี! OPPO Gift Box 3 in 1 มูลค่า 699 บาท

OPPO Reno4 Pro 5G สุดยอดสมาร์ทโฟน 5G ที่ถ่ายวิดีโอได้ดีที่สุด ด้วยกล้องหลัง Triple Camera LDAF ที่มี Ultra Night Wide-angle Video เปิดมุมมองการถ่ายวิดีโอของคุณได้กว้างยิ่งขึ้น คมชัดได้แม้ใน
ที่แสงน้อย หน้าจอ 90Hz 3D Curved Screen ที่ให้อัตราสัมผัสหน้าจอ 180Hz ตัวเครื่องเบาบางฝาหลังดีไซน์สวยสะดุดตา พร้อมชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 ตอบสนองไว ด้วย RAM 12GB + ROM 256GB ประมวลผลเร็วด้วย Snapdragon 765G ในราคาพิเศษ 21,990 บาท จากปกติ 24,990 บาท พร้อมรับฟรี! E-VIP Card ประกันหน้าจอแตก 1 ปี มูลค่า 9,000 บาท

OPPO Reno4 Z 5G อีกหนึ่งสมาร์ทโฟน 5G รุ่นเล็กราคาสุดคุ้ม ให้คุณอัปเดตไลฟ์สไตล์และเชื่อมต่อกันได้แบบเรียลไทม์ รองรับเครือข่าย 5G ได้สองโหมดทั้ง SA/NSA พร้อมหน้าจอ 120Hz Silky Display ให้ภาพที่นุ่มนวล ลื่นไหล สมจริงยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทุกการถ่ายภาพด้วยกล้อง 6 ตัว เอาอยู่ทุกช็อตทั้งเซลฟี่และพอร์ตเทรตที่สวยชัดเป็นธรรมชาติ ในราคา 12,990 บาท พิเศษสุด รับฟรี! OPPO Gift Box 3 in 1 และ
E-VIP Card ประกันหน้าจอแตก 1 ปี รวมมูลค่าถึง 6,699 บาท

OPPO Reno3 Pro สมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มีกล้องหน้าคู่คมชัดถึง 44MP และมี Ultra Night Selfie Mode ในกล้องหน้า กล้องหลังก็ให้มาถึง 4 ตัว พร้อมความคมชัดสูงสุด 64MP อีกทั้งยังมาพร้อม RAM 8GB, ROM 256GB และเทคโนโลยีชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 มาพร้อมโปรพิเศษสุด! OPPO Reno3 Pro ราคา 12,990 บาท จากปกติ 18,990 บาท รับฟรี! OPPO Luggage 1,699 บาท

OPPO Find X2 Series 5G สุดยอดสมาร์ทโฟน 5G ระดับแฟลกชิปที่เร็ว แรงที่สุด ด้วย Qualcomm Snapdragon 865 รองรับเครือข่าย 5G แบบ Dual-Mode พร้อม RAM 12GB ROM 512GB และชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 หน้าจอ 120Hz QHD+ ที่ตอบสนองรวดเร็วและไหลลื่นที่สุด และให้สีสันสมจริงมากที่สุดด้วย True Billion Color Display หรือการประมวลสีได้ถึงหนึ่งพันล้านสี มาพร้อมกล้องประสิทธิภาพสูง 3 ตัว ให้ภาพถ่ายสวยระดับโปร และสีใหม่ล่าสุดของ OPPO Find X2 Pro 5G สีเขียว Green Vegan Leather Edition ทำมาจากหนังไมโครไฟเบอร์ ให้ผิวสัมผัสพรีเมียม สามารถกันน้ำ น้ำมัน ทนต่อความชื้น และ
การฉีกขาดทั่วไป กับโปรโมชั่นพิเศษ OPPO Find X2 Pro 5G ราคา 40,990 บาท และ OPPO Find X2 5G พิเศษ 29,990 บาท จากปกติ 33,990 บาท พร้อมรับฟรี! OPPO Enco Free หูฟังไร้สายอัจฉริยะ และ E-VIP Card ประกันหน้าจอแตก 1 ปี รวมมูลค่าถึง 12,499 บาท

OPPO Watch Series สมาร์ทวอทช์รุ่นแรกจาก OPPO ที่ถือว่าเป็น Gadget สุดเก๋ในราคาเบาๆให้คุณใช้ชีวิตได้สะดวกยิ่งขึ้น เชื่อมต่อทุกช่วงเวลาไม่พลาดทุกเวลาสำคัญ โดดเด่นด้วยดีไซน์ตัวเครื่องที่บางเบา พร้อมหน้าจอ 3D Dual-Curved ครั้งแรกของโลก ขับเคลื่อนด้วย Wear OS by Google โดย OPPO Watch Series มีทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน คือ OPPO Watch 41mm ในราคา 5,999 บาท และ OPPO Watch 46mm ในราคา 7,999 บาท พร้อมรับฟรี! OPPO Watch Band หรือ สายนาฬิกาดีไซน์เก๋ มูลค่า 599 บาท

OPPO Enco Free True Wireless Headphones หูฟังไร้สายอัจฉริยะ อีกหนึ่ง Gadget ที่เชื่อว่าหลายคนขาดไม่ได้ ด้วยการพัฒนาให้ทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนได้อย่างลงตัว และ AI ที่ช่วยตัดเสียงรบกวนรอบตัวในระหว่างการโทร ทำให้คุณสนทนาได้ลื่นไหล ไร้การรบกวนแน่นอน โดยสามารถเป็นเจ้าของ OPPO Enco Free True Wireless Headphones ในราคาพิเศษเพียง 2,499 บาท จากราคาปกติ 3,999 บาท

เรียกได้ว่า OPPO ขนทัพสมาร์ทโฟนสุดฮอตมาลดราคาแบบจุกๆ พร้อมของแถมอีกเพียบ! ห้ามพลาดในแคมเปญสุดพิเศษ THE JOY-FULL OPPO SALE ที่จะมีเฉพาะวันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 – 3 มกราคม 2564 เท่านั้น! โดยสามารถซื้อได้ที่ OPPO Brand Shop และ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/oppothai/

from:https://www.mobileocta.com/the-joy-full-oppo-sale/

OPPO A53 5G มาพร้อมชิปเซ็ท Dimensity 720 ราคา 7,500 บาท เตรียมเปิดตัวที่จีน 1 ธันวาคมนี้

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา OPPO ได้เปิดตัว OPPO A53 สมาร์ตโฟนระดับเริ่มต้นในตระกูล A Series ที่มาพร้อมชิปเซ็ท Snapdragon 460, กล้องหลัง 3 ตัว และติดตั้งสแกนลายนิ้วมือในราคาสุดคุ้ม ล่าสุดมีรายงานว่ากำลังเตรียมที่เปิดตัว OPPO A53 5G รุ่นรองรับ 5G ที่ประเทศจีนในวันที่ 1 ธันวาคมนี้

OPPO A53 5G

เว็บไซต์ China Telecom ได้ลงข้อมูลของ OPPO A53 5G หมายเลขรุ่น PECM30 โดยมาพร้อมรูปลักษณ์ดีไซน์ที่คล้ายกับ OPPO A53 รุ่น 4G ต่างกันเฉพาะด้านหลังเท่านั้น นอกจากนี้ยังสังเกตได้ว่า OPPO A53 5G มีสเปกที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับรุ่น 4G ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้

ในส่วนสเปกของ OPPO A53 5G ที่ผ่านการรับรองจาก TENAA ระบุว่าจะมาพร้อมตัวเครื่องขนาด 162.2 × 75.0 × 7.9 มม. และน้ำหนัก 175 กรัม หน้าจอแสดงผลจอเจาะรูแบบ TFT LCD ความละเอียด FHD+ 2400 x1080 พิกเซล ขนาด 6.5 นิ้ว ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Croe ความเร็ว 2.0GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 720 (7nm)

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว พร้อมไฟแฟลข LED อยู่ในโมดูลสี่เหลี่ยมมุมซ้ายด้านบน ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รวมทั้งติดตั้งสแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่อง, ใข้แบตเตอรี่ความจุ 3,945mAg และมีให้เลือก 3 สีคือ ดำ, ขาวม่วง และแดงเงิน

ทั้งนี้ OPPO A53 5G มี 2 ขนาดความจุให้เลือกคือ รุ่น RAM 4GB+128GB ราคา 1,599 หยวนหรือประมาณ 7,500 บาท และรุ่น RAM 6GB+128GB ราคา 1,799 หยวนหรือประมาณ 8,300 บาท โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีนในวันที่ 1 ธันวาคมนี้

ที่มา : Gsmarena

from:https://www.mobileocta.com/oppo-a53-5g-will-be-launched-in-china-on-december-1/

เปิดตัว Redmi Note 9 Series 3 รุ่นใหม่ที่จีน รุ่น Pro มาพร้อมจอ 120Hz, รองรับ 5G และกล้อง 108MP

Xiaomi ประกาศเปิดตัว Redmi Note 9 Series ใหม่อย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน ประกอบด้วย Redmi Note 9 4G, Redmi Note 9 5G และ Redmi Note 9 Pro 5G ในราคาเริ่มต้นเพียง 4,600 บาท โดยรุ่นเด่นอย่าง Redmi Note 9 Pro 5G มาพร้อมจอรีเฟรชเรท 120Hz, กล้องหลังความละเอียด 108 ล้านพิกเซล, รองรับ 5G และรองรับชาร์จเร็ว 33W

สเปก Redmi Note 9 Pro 5G

Redmi Note 9 Series

ตัวเครื่องมีขนาด 165.38×76.8×9 มม. และน้ำหนัก 215 กรัม หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.67 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, รองรับ HDR10, ความสว่าง 450nits และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Gorilla Glass 5

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.2GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 750G 5G (8nm), หน่วยประมวลกราฟิก Adreno 619, RAM 6GB/8GB แบบ LPDDR4X, หน่วยความจำภายใน 128GB/256GB แบบ UFS 2.2 เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 512GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12

ติดตั้งกล้องหลัง 4 ตัว Quad Camera พร้อมไฟแฟลชคู่ Dual LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Samsung HM2, 7P Lens, ขนาดพิกเซล 0.7µm, รูรับแสง f/1.8 และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และถ่ายมุมกว้าง 118 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

รวมทั้งติดต้้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างเครื่อง, ลำโพงคู่สเตอริโอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G/5G (SA/NSA/Sub6), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.1, พอร์ตอินฟราเรด, NFC, ช่องหูฟัง 3.5 มม., พอร์ต USB Type-C และแบตเตอรี่ความจุ 4,820mAh รองรับขาร์จเร็ว 33W

ทั้งนี้ Redmi Note 9 Pro 5G จะเริ่มวางจำหน่ายที่ประเทศจีนในวันที่ 1 ธันวาคม 2020 ส่วนราคาดังนี้

  • รุ่น RAM 6GB + 128GB ราคา 1599 หยวนหรือประมาณ 7,400 บาท
  • รุ่น RAM 8GB + 128GB ราคา 1799 หยวนหรือประมาณ 8,300 บาท
  • รุ่น RAM 8GB + 256GB ราค 1999 หยวนหรือประมาณ 9,200 บาท

สเปก Redmi Note 9 5G

ตัวเครื่องมีขนาด 162 x 77.3 x 9.2  มม. และน้ำหนัก 199 กรัม หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.53 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9, ความสว่าง 450nits และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Gorilla Glass 5

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.4GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 800U 5G (7 nm), หน่วยประมวลกราฟิก Mali-G57 MC3, RAM 6GB/8GB แบบ LPDDR4X, หน่วยความจำภายใน 128GB/256GB แบบ UFS 2.2 เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 512GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ขนาดพิกเซล 0.8µm, รูรับแสง f/1.8 และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และถ่ายมุมกว้าง 118 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.3

รวมทั้งติดต้้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างเครื่อง, ลำโพงคู่สเตอริโอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G/5G (SA/NSA/Sub6), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.1, พอร์ตอินฟราเรด, NFC, ช่องหูฟัง 3.5 มม., พอร์ต USB Type-C และแบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh รองรับขาร์จเร็ว 18W

ทั้งนี้ Redmi Note 9 5G จะเริ่มวางจำหน่ายที่ประเทศจีนในวันที่ 1 ธันวาคม 2020 ส่วนราคาดังนี้

  • รุ่น RAM 6GB + 128GB ราคา 1299 หยวนหรือประมาณ 6,000 บาท
  • รุ่น RAM 8GB + 128GB ราคา 1499 หยวนหรือประมาณ 6,900 บาท
  • รุ่น RAM 8GB + 256GB ราค 1699 หยวนหรือประมาณ 7,800 บาท

สเปก Redmi Note 9 4G

ตัวเครื่องมีขนาด 162.3 x 77.3 x 9.6 มม. และน้ำหนัก 198 กรัม หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.53 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9, ความสว่าง 400nits และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Gorilla Glass 3

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.0GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 662 (11 nm), หน่วยประมวลกราฟิก Adreno 610, RAM 4GB/6GB/8GB แบบ LPDDR4X, หน่วยความจำภายใน 128GB/256GB แบบ UFS 2.2 เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 512GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย MIUI 12

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ขนาดพิกเซล 0.8µm, รูรับแสง f/1.8 และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และถ่ายมุมกว้าง 120 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

รวมทั้งติดต้้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างเครื่อง, ลำโพงคู่สเตอริโอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G With VoLTE, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 4.2, พอร์ตอินฟราเรด,ช่องหูฟัง 3.5 มม., พอร์ต USB Type-C และแบตเตอรี่ความจุ 6,000mAh รองรับขาร์จเร็ว 18W

ทั้งนี้ Redmi Note 9 4G จะเริ่มวางจำหน่ายที่ประเทศจีนในวันที่ 1 ธันวาคม 2020 ส่วนราคาดังนี้

  • รุ่น RAM 4GB + 128GB ราคา 999 หยวนหรือประมาณ 4,600 บาท
  • รุ่น RAM 6GB + 128GB ราคา 1099 หยวนหรือประมาณ 5,100 บาท
  • รุ่น RAM 8GB + 128GB ราคา 1299 หยวนหรือประมาณ 6,000 บาท
  • รุ่น RAM 8GB + 256GB ราค 1499 หยวนหรือประมาณ 6,900 บาท

from:https://www.mobileocta.com/the-new-redmi-note-9-series-3-is-launched-in-china/

Vivo Y12s สมาร์ตโฟนน้องเล็กแบตอึด ราคา 4,299 บาท วางจำหน่ายแล้ววันนี้ !!!

Y12s มาพร้อมกับหน้าจอ Halo FullView™ Display ขนาด 6.51นิ้ว ความคมชัดระดับ HD+ (1600×720) ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือดูวิดีโอก็สามารถสัมผัสกับประสบการณ์รับชมที่ เหนือชั้นให้มุมมองที่กว้างและสมจริง อีกทั้งยังสามารถกรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ได้อีกด้วย 

Vivo Y12s

Y12s มาพร้อมการปลดล็อกลายนิ้วมือด้านข้าง ปลดล็อกได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่ 0.23 วินาที โดยปุ่มสแกนนิ้วด้านข้างและปุ่มเปิดปิดเป็นแบบ 2 in 1 ซึ่งสามารถปลดล็อกได้ในขั้นตอนเดียวให้คุณได้รับ ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น  และ Y12s ยังมี แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5000mAh (TYP) พร้อมด้วยเทคโนโลยี AI ประหยัดพลังงาน การชาร์จเต็มเพียงหนึ่งครั้งสามารถชมภาพยนตร์ในรูปแบบ HD ได้นาน 16.3 ชั่วโมง และเล่นเกมได้นานถึง 8.9 ชั่วโมง

อีกทั้งยังมาพร้อม Reverse charging 5V/1A ให้ Y12s เป็นแบตเตอรี่พกพาของคุณอีกด้วย  Y12s ยังให้กล้องหลังคู่ AI อัจฉริยะ ที่มีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2MP ถ่ายภาพบุคคลได้อย่างมีชีวิตชีวา เบลอฉากหลังได้อย่างแม่นยำ ให้คุณไม่ผิดหวังในทุกชอต

Vivo Y12s  วางจำหน่ายวันแรกในราคา 4,299  บาท  โดยมีให้เลือกถึง 2 สีด้วยกัน ได้แก่  Phantom Black ( สีดำ) , Glacier Blue (สีน้ำเงิน)

ท่านใดที่สนใจ สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ที่ตัวแทนจัดจำหน่าย สมาร์ตโฟนชั้นนำทั่วประเทศ โดยผู้ที่สนใจสามารถ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ทาง  http://www.vivo.com 

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Vivo ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EM6u36

from:https://www.mobileocta.com/vivo-y12s-is-on-sale-today/

รีวิว Vivo Y12s ซีรีส์ Y น้องเล็ก หน้าจอใหญ่ แบตอึด ในราคาเบา ๆ ที่เข้าถึงได้ง่าย !!!

ซีรีส์ Y จากค่าย Vivo เป็นสมาร์ตโฟนที่ได้รับความนิยมและสามารถตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานระดับเริ่มต้นได้อย่างดีเยี่ยม เราจึงได้เห็นสมาร์ตโฟนในซีรีส์ Y ของค่าย Vivo ที่เปิดตัวภายในปีนี้หลากหลายรุ่น  และล่าสุดวีโว่ส่งน้องเล็ก Y12s มาตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดสมาร์ตโฟน beginning ที่ตอบโจทย์โดนใจกลุ่มผู้ใช้งานระดับเริ่มต้นอีกครั้ง

โดยรอบนี้ยังคงจัดเต็มทั้งในเรื่องดีไซน์แบบ Dazzling 3D Colors ที่ดูสวยงามพรีเมี่ยม พร้อมความโดดเด่นรอบด้านที่ไม่เป็นสองรองใคร ส่วนจะมีอะไรที่เด็ดไปกว่า “จอใหญ่ แบตอึด ราคาประหยัด” ต้องมาติดตามรับชมรีวิวไปพร้อม ๆ กันครับ

vivo y12s

สเปคเบื้องต้น  Vivo Y12s

ขนาด 164.41×76.32×8.41 มม.
น้ำหนัก 191 กรัม
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Halo FullView™ Display ชนิด IPS ขนาด 6.51 นิ้ว อัตราส่วนจอแสดงผล 20:9 ความคมชัดระดับ HD+(1600 x 720 พิกเซล )
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต Mediatek MT6765 Helio P35 (12nm) ประมวลผล Octa-core (4×2.35 GHz Cortex-A53 & 4×1.8 GHz Cortex-A53) หน่วยประมวลผลกราฟิก PowerVR GE8320
RAM 3GB 
หน่วยความจำภายในเครื่อง 32GB 
microSD Card รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 11 บนพื้นฐานของ Android 10
เชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4GHz, 5GHz บลูทูธ 5.0  support A2DP, LE, GPS, BeiDou, GLONASS, Galileo
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: AI Dual Camera  เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4——————————————————-

กล้องหน้า 8 MP, รูรับแสง f/1.8
——————————————————-

โหมดการถ่าย
Portrait, Photo, Video, Pano, Live Photo, Slo-Mo, Time-Lapse, Pro, DOC

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby2G GSM : B3/5/83G WCDMA : B1/5/84G FDD-LTE : B1/3/5/8/284G TDD-LTE : B38/40/41(194M)
แบตเตอรี่ 5000mAh
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Phantom Black / Glacier Blue 
ราคา ราคาเปิดตัว 4,299 บาท

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

ตัวกล่องแพ็กเกจจิ้งของ Vivo Y12s มาในสไตล์ของซีรีส์ Y รุ่นใหม่ ๆ โดยจะมีเพียงชื่อรุ่นขนาดใหญ่และขนาดความจุ ROM/RAM พิมพ์กำกับไว้ที่ด้านหน้าเท่านั้น ส่วนด้านหลังขับเน้นไฮไลท์ที่เป็นจุดเด่นของ Vivo Y12s ซึ่งประกอบไปด้วย แบตเตอรี่ความจุสูง 5,000mAh , ระบบปลดล็อดหน้าจอแบบด้านข้าง Side-Mounted Fingerprint Scanner และกล้องหลัง AI Dual Camera

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบตัวเครื่อง Vivo Y12s ในสี Glacier Blue ซึ่งติดฟิลม์กันรอยมาให้เรียบร้อย ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • อแดปเตอร์ชาร์จ OUTPUT 5V-2A
  • คู่มือการใช้งานฉบับย่อ + ใบรับประกันสินค้า
  • สายดาต้าลิงค์แบบ Micro USB
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิมการ์ด
  • Soft Case TPU แบบใส

รูปลักษณ์ดีไซน์/การออกแบบ

การออกแบบสมาร์ตโฟนของค่ายวีโว่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมาอย่างยาวนาน โดย Vivo Y12s มาพร้อมดีไซน์ Dazzling 3D Colors ให้สีสันที่สง่างามพร้อมแฝงไว้ด้วยความพรีเมี่ยม โดยสี Phantom Black ได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบจากความคลาสสิกของหินโมราสีดำ ผสามผสานกับสีน้ำเงินเข้มเข้าด้วยกัน ผิวสัมผัสเหมือนอัญมณีที่สง่างาม

ส่วน Glacier Blue นั้นได้รับแรงบันดาลใจจากภูเขาน้ำแข็งแอนตาร์กติกที่อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ ซึ่งให้สีฟ้าอ่อนที่ดูสดชื่นและเปล่งประกายแวววาว เต็มไปด้วยความรู้สึกที่สดชื่น และความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ที่โรแมนติก

สำหรับตัววัสดุเป็นโพลีคาร์บอเนต ที่มีความบางเบา และออกแบบตามหลัก Ergonomics ที่มีความโค้งแบบ 3D Micro Arc จึงจับถือพกพาได้อย่างสะดวกคล่องตัว

“ Halo FullView™ Display หน้าจอใหญ่เต็มตา รับชมคอนเทนต์สะใจ มอบประสบการณ์การรับชมที่ดียิ่งขึ้น ”

Vivo Y12s มาพร้อมหน้าจอแสดงผล Halo FullView™ Display ชนิด IPS LCD ขนาด 6.51 นิ้ว ความละเอียด ความละเอียด HD+(1600 x 720 พิกเซล) ในอัตราส่วน 20:9 พร้อมเทคโนโลยี In-cell ทำให้จอแสดงผลมีสีสัน ความคมชัด และรายละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยกรองแสงสีฟ้า เพื่อปกป้องดวงตาของผู้ใช้งานอีกด้วย

กล้องหน้าเซลฟีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8 ถ่ายสวยในทุกสภาพแสง ตัวกล้องหน้าและเซ็นเซอร์วัดแสงถูกจัดวางอยู่ภายใต้เลย์เอาท์ของ Notch รูปทรงหยดน้ำที่มีขนาดเล็ก ส่วนลำโพงสนทนาจะวางตำแหน่งไว้ที่ขอบจอของตัวเครื่องซึ่งช่วยให้จอแสดงผลได้เต็มพื้นที่อีกทางหนึ่งด้วย

กล้องหลัง AI Dual Camera ถ่ายสวยในทุกระยะ

ตัวกล้องจัดวางเลย์เอาท์ในแนวตั้ง  พร้อมล้อมคาดด้วยเส้นกรอบอะลูมิเนียมสีเงินเพิ่มความหรูหราและเข้ากับสีสันของตัวขอบเฟรมอีกด้วย สำหรับกล้องหลัง Dual Camera บน Vivo Y12s มีรายละเอียดดังนี้

  • เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
  • เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4

ด้านบนของตัวเครื่องจะเรียบ ๆ ไม่มีปุ่มหรือพอร์ตใด ๆ สำหรับด้านล่างจะมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. จัดวางอยู่อยู่ทางฝั่งซ้าย ตามด้วยไมค์สนทนา / พอร์ต Micro-USB  / และลำโพงหลักของตัวเครื่อง

ฝั่งขวามือของตัวเครื่องจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียงและปุ่มพาวเวอร์ โดยตัวปุ่มพาวเวอร์จะมีการฝั่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ  Side-Mounted Fingerprint Scanner เป็นรุ่นที่ 2 ของซีรีส์ Y ต่อจาก Y20 นั่นเอง

ฝั่งซ้ายด้านบนจะเป็นที่อยู่ของช่องถาดซิมการ์ด

ตัวถาดซิมของ Vivo Y12s เป็นแบบ Triple Slot ที่รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด แบบนาโนซิม พร้อมรองรับหน่วยความจำภายนอกชนิด MicroSD Card ได้สูงถึง 256GB

อ่านต่อ … คลิกที่นี่ >>> หน้า 2

from:https://www.mobileocta.com/review-vivo-y12s/

realme เปิดตัว realme 7 5G สมาร์ทโฟน 5G สำหรับทุกคน และ realme Smart TV อัดเน้นด้วยเทคโนโลยีภาพและเสียงชั้นนำ

realme แบรนด์สมาร์ทโฟนเพื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก เปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G ใหม่ล่าสุด โดยยึดแนวคิดสมาร์ทโฟน 5G ที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ กับ realme 7 5G ที่มาพร้อมเทคโนโลยี 30W Dart Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh หน้าจอลื่นไหล 120Hz มีจอแสดงผล Ultra Smooth ขนาด 6.5 นิ้ว กล้องหลัง AI 4 เลนส์ ความละเอียด 48MP และ realme Smart TV ที่มาพร้อม เทคโนโลยี Chroma Boost ประมวลภาพให้รวดเร็วขึ้น สีชัดยิ่งขึ้น รองรับสีมากถึง 16.7 ล้านสี ทำให้สีสว่างขึ้น มุมมองกว้าง 178 องศา เพียงแค่เหล่ตา ก็สามารถมองเห็นหน้าจอได้อย่างชัดเจนและรองรับระบบเสียง Dolby Audio ลำโพง 4 ตัว ให้ความดังถึง 24W

ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านสมาร์ทโฟน จากรายงานโดย Counterpoint เผยว่า realme มียอดจัดส่งสมาร์ทโฟน 14.8 ล้านเครื่องในไตรมาสที่ 3 ปี 2020 และมียอดจัดส่งสมาร์ทโฟนกว่า 50 ล้านเครื่องทั่วโลก ทำให้ realme ก้าวขึ้นสู่แบรนด์อันดับ 7 ของโลกต่อเนื่องถึง 4 ไตรมาสและครองอันดับ 4 ในประเทศไทย

realme 7 5G ปลุกพลังความเร็ว 5G สำหรับทุกคน 

– อัพเกรดเทคโนโลยี 30W Dart Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh เต็ม 100% ในเวลา 65 นาที ป้องกันความปลอดภัยถึง 5 ชั้น และรับรองความปลอดภัยในการชาร์จตั้งแต่หัวชาร์จ สายชาร์จ และตัวสมาร์ทโฟน มาพร้อม โหมด Superpower Saving และถ่ายโอนแบตเตอรี่  

– หน้าจอลื่นไหล 120Hz มีจอแสดงผล Ultra Smooth ขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมอัตรา refresh rate 120Hz และอัตรา sampling rate 180Hz ตอบสนองต่อการสัมผัสได้ดีขึ้นในการเล่นเกม จอแสดงผลมาพร้อมกับอัตราส่วน 20: 9 ความละเอียด 2400×1080 FHD + อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง 90.5% ความสว่าง 480nits       

 – กล้องหลัง AI 4 เลนส์ ความละเอียด 48MP มาพร้อมกล้อง 4 เลนส์ รุ่นใหม่ล่าสุดที่มีความคมชัดเป็นพิเศษประกอบด้วยกล้องหลัก 48MP, เลนส์ Ultra Wide 8MP 119 °และเลนส์มาโครและเลนส์ Portrait  B&W

ถึงแม้ว่าตลาดนั้นจะมีคู่แข่งหรือการแข่งขันสูงขนาดไหน realme มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์เทคโนโลยีเพื่อนคนรุ่นใหม่แบบ 3 in 1 ที่ประกอบด้วย ‘Personal, Home, และ Travel’ ภายใต้กลยุทธ์ 1+4+N ที่แบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ smart hub ออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งได้แก่ Smart TV, Smart Earphone, Smart Watch และ Smart Speaker  

ครั้งแรกของ realme บนปรากฎการณ์หน้าจอ Smart TV ที่มาพร้อมเทคโนโลยีภาพและเสียงชั้นนำบน                 

– เทคโนโลยี Chroma Boost ประมวลภาพให้รวดเร็วขึ้น สีชัดยิ่งขึ้น ช่วยให้ได้ภาพที่สวยงาม คมชัด สีสันสดใสในสัมผัสเดียว ด้วยประสิทธิภาพโดยรวมที่ถูกปรับปรุง ทั้งคุณภาพดีขึ้น ความสว่างสีขึ้น คอนทราสต์สูงขึ้นและความคมชัดมากขึ้น พร้อมความสว่างสูงสุดที่ 40nits ทำให้เห็นหน้าจอแม้ในที่แสงจ้า รองรับสีมากถึง 16.7 ล้านสี ทำให้สีสว่างขึ้น มุมมองกว้าง 178 องศา เพียงแค่เหล่ตา ก็สามารถมองเห็นหน้าจอได้อย่างชัดเจน

– รองรับระบบเสียง Dolby Audio ลำโพง 4 ตัว ให้ความดังถึง 24W ใน realme Smart TV ได้นำเทคโนโลยี Dolby Audio MS12B มาเพิ่มประสิทธิภาพระบบเสียง อีกหนึ่งความพิเศษคือ realme ได้พัฒนาประสิทธิภาพระบบเสียงรอบทิศ ด้วยเทคโนโลยีที่รองรับ Dolby Audio บน realme Smart TV สามารถแยกคลื่นเสียงและเล่นเสียงได้รอบด้าน เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับฟังเสียงรอบทิศเสมือนจริง

realme 7 5G ความจุ 8GB + 128GB พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W Dart Charge แบตใหญ่ 5000 มิลลิแอมป์ หน้าจอไหลลื่น 120Hz และกล้องหลัง AI 48 ล้านพิกเซล มาในราคาเพียง 9,999 บาท สามารถที่จะ Pre-order ได้แล้ววันนี้ถึง 4 ธันวาคม พร้อมรับฟรี E-VIP Card ประกันจอแตก 1ปี มูลค่า 4,000 บาท  Special gift Box 1,299 บาทและขยายระยะเวลารับประกันตัวเครื่องนานถึง 24 เดือน รวมมูลค่ากว่า 5,299  และทุกท่านสามารถเป็นเจ้าของ realme 7 5G ได้พร้อมกันวันที่ 5 ธันวาคม

พิเศษสุด สำหรับช่องทาง AIS , truemoveH และ dtac สามารถเป็นเจ้าของ realme 7 5G ได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 2,099 บาทเท่านั้น

เป็นเจ้าของ realme 7 5G ได้ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น Banana, BKK , Cyborg Kong , Kingkongphone , CSC , TGfone , Jaymart และ IT City และสามารถที่จะ Pre-order ได้แล้ววันนี้ถึง 4 ธันวาคม พร้อมรับฟรี E-VIP Card ประกันจอแตก 1ปี มูลค่า 4,000 บาทและ Special gift Box 1,299 บาท รวมมูลค่ากว่า 5,299 ครับ และสามารถเป็นเจ้าของ realme 7 5G ได้พร้อมกันวันที่ 5 ธันวาคม

สามารถที่จะ Pre-order ได้แล้ววันนี้ถึงวันที่ 4 ธันวาคมและเป็นเจ้าของพร้อมกันในวันที่ 5 ธันวาคม โดยสามารถสั่งซื้อได้ผ่านช่องทาง Lazada  , Shopee , JD Central และ Thisshop  พิเศษ! ในช่วง Pre-order รับของแถมเพิ่มอีกมากมาย อย่างแรกจะได้รับ Special gift Box และรับฟรี E-VIP Card ประกันจอแตก 1ปี 

นอกจากนี้ หากสั่งซื้อผ่าน Shopee Lazada JD Central และ Thisshop รับฟรี realme Buds air neo สำหรับ 170 ออเดอร์เท่านั้น  หรืออีกหนึ่งทางเลือก หากสั่งซื้อผ่าน Lazada Marketplace และ Shopee Marketplace สามารถรับสิทธิ์แลกซื้อ realme Watch S มูลค่า 2,699 บาท จาก 2,999 บาท

ช่องทางจำหน่าย

Lazada: https://bit.ly/396t8Rm

Shopee : https://bit.ly/36XQPbX

Thisshop : https://bit.ly/33bPXPW

JD Central : https://bit.ly/3md6iLq

realme ประเทศไทย ขอขอบคุณทุกการสนับสนุนและไว้วางใจจากผู้ใช้งานทุกท่าน ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของ realme ช่วยผลักดันให้ realme เติบโตอย่างก้าวกระโดด ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี สามารถขึ้นสู่แบรนด์สมาร์ทโฟนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

from:https://www.mobileocta.com/realme-launches-realme-7-5g-and-realme-smart-tv/