คลังเก็บป้ายกำกับ: SMARTPHONE

เปิดตัว Infinix Note 12 Turbo มาพร้อมชิป MediaTek Helio G96, กล้องหลัง 3 ตัว 50MP และชาร์จไว 33W

Infinix ประกาศเปิดตัว Inifinix Note 12 Turbo สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ตระกูล Note 12 Series ที่ประเทศอินเดีย โดยมาพร้อมจุดเด่นหน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว, ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Helio G96, ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และรองรับชาร์จไว 33W

Infinix Note 12 Turbo

ตัวเครื่องมีขนาด 164.57×76.80×7.89 มม. และน้ำหนัก 184.5 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 2400 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.7 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 60Hz, อัตราสุ่มตัวอย่างแบบสัมผัส 180Hz , รองรับ NTSC 108% รวมถึงการครอบคลุม DCI-P3 100%

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.05GHz ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ท Mediatek MT6781 Helio G96 (12 nm) จับคู่กับ RAM 8GB แบบ LPPDDR4 และหน่วยความจำภายใน 128GB แบบ UFS 2.2 เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 512GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย XOS 10.6

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว AI Triple Camera พร้อมไฟแฟลชคู่ Quad LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 และระบบ PDAF
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ AI ความละเอียด 0.3 ล้านพิกเซล

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่พร้อมไฟแฟลชคู่ Dual LED ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

รวมทั้งรองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, พอร์ต USB Type-C, ช่องหูฟัง 3.5 มม. และแบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh พร้อมรองรับชาร์จไว 33W

ทั้งนี้ Infinix Hot 12 Turbo มีให้เลือก 3 สีคือ Sapphire Blue, Force Black และ Snowfall White โดยมีราคาอยู่ที่ 14,999 รูปีหรือประมาณ 6,620 บาท วางจำหน่ายที่ประเทศอินเดียในวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ผ่านร้านค้าออนไลน์ Flipkart

ที่มา : Playfuldroid

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/infix-note-12-turbo-launched/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=infix-note-12-turbo-launched

เปิดตัว vivo Y75 4G มาพร้อมชิป MediaTek Helio G96, กล้องหลัง 3 ตัว 50MP และชาร์จไว 44W

ก่อนหน้านี้ vivo ได้เปิดตัว vivo Y75 5G ที่ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 700 ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัว vivo Y75 4G อีกรุ่นในตลาดอินเดีย โดยมาพร้อมชิปเซ็ท MediaTek Helio G96, กล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และรองรับชาร์จไว 44W ในราคาไม่ถึงหมื่น !!!

สเปก vivo Y75 4G

vivo Y75 4G

ตัวเครื่องมีขนาด 160.87×74.28×7.36 มม. (สี Moonlight Shadow) และขนาด 160.87×74.28×7.41 มม. ( สีDancing Waves) และน้ำหนัก 172 กรัม หน้าจอแสดงผลจอ Halo FullView Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.44 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 60Hz

ใช้หน่วยประมวลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.05GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Helio G96, หน่วยประมวลผลกราฟิก  Arm Mali-G57 จับคู่กับ RAM 8GB (4GB Extended RAM), หน่วยความจำภายใน 128GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย Funtouch OS 12

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 และระบบ PDAF 
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 44 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.2, พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,050mAh รองรับการชาร์จเร็ว 44W

ทั้งนี้ vivo Y75 4G มีให้เลือก 2 สีคือ Moonlight Shadow และ Dancing Waves โดยวางจำหน่ายแล้วที่ประเทศอินเดียในราคา 20,999 รูปีหรือประมาณ 9,270 บาท

ที่มา : Gsmarena

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/vivo-y75-launches-in-india/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=vivo-y75-launches-in-india

รีวิว vivo X80 Series 5G สุดยอดเรือธง Camera Phone เปิดนิยามใหม่ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพ ด้วยเทคโนโลยีจาก ZEISS พร้อมสเปคจัดเต็มตอบทุกโจทย์การใช้งาน !!!

เปิดตัวอย่างเป็นทางการในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ vivo X80 Series 5G สมาร์ตโฟนรุ่นเรือธงล่าสุดของ X Series ที่มาพร้อมแนวคิด Cinematics. Redefined. เปิดนิยามใหม่ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพ ด้วยเทคโนโลยีจาก ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลก

ที่รอบนี้ได้มีการต่อยอดด้วยการอัปเกรดคุณสมบัติ Hardware ระดับโปรที่พัฒนาขึ้นโดย vivo อย่าง ชิป vivo V1+ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในด้านการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอมาให้แบบอัดแน่น เพื่อส่งมอบประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพสู่มือผู้บริโภคทั่วโลกแล้ว vivo X80 Series 5G ยังคงสืบทอดความโดดเด่นจากรุ่นพี่ X70 Pro Series มาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องของดีไซน์ที่มอบความหรูหราพรีเมี่ยมและขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตระดับเรือธง สามารถตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปรวมถึงการเล่นเกมและผู้ใช้งานที่มองหาสมาร์ตโฟนจัดเต็มในด้านการถ่ายภาพและวิดีโอได้อย่างลงตัวอีกด้วย

ซึ่งนอกจากจะเด่นในเรื่องกล้องแล้ว vivo X80 Series 5G ยังมาพร้อม สเปกเครื่องเร็ว แรง ครบครันในทุกด้าน สำหรับฟีเจอร์และความน่าสนใจอื่น ๆ ของ vivo X80 Series 5G จะสามารถตอบโจทย์โดนใจแฟน ๆ ซีรีส์นี้หรือไม่ มาติดตามรับชมรีวิวไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ 

vivo X80 Seires

สเปคเบื้องต้น vivo X80 Pro 5G 

ขนาด 164.57×75.30×9.10 มม.  
น้ำหนัก 219 กรัม 
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Ultra O Screen Display ชนิด AMOLED E5 ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 3200×1440 (WQHD+) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz รองรับ HDR 10+ และการปกป้องดวงตา SGS Eye Care Display และรองรับเทคโนโลยี LTPO 3.0 ล่าสุด   
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต Qualcomm SM8450 Snapdragon 8 Gen 1 (4 nm) Octa-core (1×3.00 GHz Cortex-X2 & 3×2.40 GHz Cortex-A710 & 4×1.70 GHz Cortex-A510) หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 730
RAM 12GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 256GB
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 12 บนพื้นฐานของ Android 12
เชื่อมต่อ OTG, NFC, Wi-Fi 6, Wi-Fi 5, 2.4G/5G, Wi-Fi Display, 2×2 MIMO, MU-MIMO GPS, BEIDOU, GLONASS, GALILEO, QZSS, A-GPS, Cellular Positioning, WLAN positioning รองรับ Hi-Fi : CS43131
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: 4 เลนส์ Quad Camera Co-engineered with ZEISS
– เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, ระบบกันสั่น Gimbal Stabilization  
– เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
– เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.85, 5x optical zoom Dual Pixel PDAF
– เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 , PDAF, OIS, 5x optical zoom 

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง f/2.45

โหมดการถ่าย High resolution, Night, Portrait, Photo, Video, Pro, Panorama, Dynamic Photo, Slow Motion, Time-Lapse, AR Stickers, Micro Movie, Supermoon, Hi-Res Docs, Astro Mode, Pro Sports Mode, Long Exposure, Double Exposure, Dual-View Video, AI Group Photo

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby
2G GSM : 850/900/1800/1900MHz
3G WCDMA : B1/B2/B4/B5/B8
4G FDD-LTE : B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B12/B13/B17/B18/B19/B20/B26/B28/B32/B66
4G TDD-LTE : B38/B39/B40/B41/B42
5G : n1/n2/n3/n5/n7/n8/n20/n28/n38/n40/n41/n66/n77/n78 *n2 only supports SA.
แบตเตอรี่ 4700mAh รองรับชาร์จไว 80W FlashCharge, 50W Wireless FlashCharge
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Cosmic Black
ราคา ราคาเปิดตัว  39,999 บาท 

สเปคเบื้องต้น vivo X80 5G

สเปคเบื้องต้น vivo X80 Pro 5G

ขนาด 164.95×75.23×8.30 มม.  
น้ำหนัก 206 กรัม 
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Ultra O Screen Display ชนิด AMOLED  ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 2400×1080 (FHD+) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz 
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9000 (4 nm) Octa-core (1×3.05 GHz Cortex-A78 & 3×2.6 GHz Cortex-A78 & 4×2.0 GHz Cortex-A55) หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G710 MC10
RAM 12GB
หน่วยความจำภายใน
เครื่อง
256GB
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 12 บนพื้นฐานของ Android 12
เชื่อมต่อ OTG, NFC, Wi-Fi 6, Wi-Fi 5, 2.4G/5G, Wi-Fi Display, 2×2 MIMO, MU-MIMO GPS, BEIDOU, GLONASS, GALILEO, QZSS, A-GPS, Cellular Positioning, WLAN positioning รองรับ Hi-Fi : CS43131
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: 3 เลนส์ Triple Camera Co-engineered with ZEISS 
– เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, OIS 
– เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
– เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.98, PDAF, 2x optical zoom

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง f/2.45

โหมดการถ่าย Night, Portrait, Photo, Video, 50MP, Panorama, Live Photo, Slow Motion, Time-Lapse, Pro, AR Stickers, Documents, AI Group Portrait, Double Exposure, Dual-View Video

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby 2G GSM : 850/900/1800/1900MHz 3G WCDMA : B1/B2/B5/B8 4G FDD-LTE : B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B20/B28 4G TDD-LTE : B38/B39/B40/B41 5G : n1/n3/n5/n7/n8/n28/n38/n40/n41/n78 *n8/n38 only supports SA.
แบตเตอรี่ 4500mAh รองรับชาร์จไว 80W FlashCharge
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Cosmic Black, Urban Blue
ราคา ราคาเปิดตัว  29,999 บาท 

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

ตัวกล่องแพ็กเกจจิ้งของ vivo X80 Series ยังคงมาในโทนและรูปทรงเดิมที่ขับเน้นในเรื่องของความเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความพรีเมี่ยมไว้ในตัวเหมือนเช่นเคย โดยด้านหน้าจะมีเพียงชื่อรุ่นและชูจุดเด่นด้วยข้อความกำกับในการร่วมมือระหว่าง vivo กับ ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลกในการพัฒนาทางวิศวกรรม (Co-Engineer) เพื่อส่งมอบประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพสู่มือผู้บริโภคทั่วโลก 

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับ vivo X80 Pro 5G ในสี Cosmic Black ที่ได้มีการติดฟิล์มกันรอยมาให้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่โรงงาน ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

1. อแดปเตอร์ชาร์จไฟ OUTPUT 5V – 2A / 9V – 2A / 11V – 6A Max / 20V – 4A Max – รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 80W FlashCharge

2. หูฟังสมอลทอร์คแบบอินเอียร์ รุ่น XE710 (Type-C earjack) พร้อมจุกยางอีก 2 ขนาด 

3. สายดาต้าลิงค์แบบ Type-C

4. Hard Case สีดำ

5. อุปกรณ์เปิดถาด SIM Card

6. ใบรับประกัน, และคู่มือการใช้งานฉบับย่อ

ตัวเคสจะเป็นวัสดุโพลีคาร์โบเนตแบบเปิดข้าง โดยมีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่งและมาพร้อมเท็กเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งเหมือนหนังแท้ ซึ่งช่วยเพิ่มความ luxury ตั้งแต่แรกสัมผัส 

ในส่วนของ vivo X80 ก็จะให้อุปกรณ์ภายในกล่องมาเหมือน X80 Pro 5G ทุกประการ สิ่งที่แตกต่างก็คือตัวเคสภายในกล่องจะให้มาตามสีของตัวเครื่อง เช่นตัวเครื่อง Cosmic Black ก็จะได้สีดำ ส่วนสี Urban Blue ก็จะได้ตามสีของตัวเครื่องนั่นเอง 

vivo X80 Series ยังคงสืบทอด DNA ของรุ่นพี่ X70 Series ทั้งในด้านความเป็นสมาร์ตโฟนเรือธงที่มอบความหรูหราพรีเมี่ยม จากตัววัสดุชั้นเลิศ ผสานด้วยดีไซน์ luxury ผ่านดีไซน์โค้งมนบนโครงสร้างที่บางเบาสวยงามแบบมีระดับ ตัวเครื่องเลือกใช้วัสดุพรีเมี่ยมด้วยกระจกฝาหลังและขอบเฟรมอะลูมิเนียม พร้อมตกแต่งด้านบนของตัวเครื่องด้วยสไตล์ Choker ที่มอบความรู้สึกหรูหราให้กับผู้ใช้งานตั้งแต่แรกสัมผัส นอกจากนี้ตัวฝาหลังยังใช้เทคโนโลยี “fluorite AG” ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ให้ความรู้สึกถือใช้งานได้สะดวกสบายและไม่เกิดรอยนิ้วมืออีกด้วย

ยกระดับด้านการออกแบบไปอีกขั้นด้วยการจัดวางรูปแบบกล้องด้วยแนวคิด Cloud Window 2.0 ที่มาพร้อมโมดูลกล้องขนาดใหญ่ ที่ผสานรูปทรงกลมเข้ากับรูปทรงสี่เหลี่ยม พร้อมโลโก้ Zeiss T*  ซึ่งเป็นการ certified กำกับไว้อย่างชัดเจนถึงความร่วมมือกับ ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลก ในการพัฒนาทางด้านวิศวกรรม (Co-Engineer) ร่วมกันอย่างใกล้ชิด 

โดยเลนส์กล้องของ vivo X80 Series ทุกรุ่นจะได้รับการเคลือบชิ้นเลนส์ในมาตรฐาน Zeiss T*  ซึ่งประโยชน์ที่โดดเด่นของการเคลือบ Zeiss T*  จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของภาพถ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ค่าสีได้อย่างแม่นยำ ทำให้ทุกภาพถ่ายมีสีสันสดใสยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยี Pure Night View แสดงค่ำคืนอันรุ่งโรจน์ในความคมชัดบริสุทธิ์ด้วยเทคโนโลยี AI Deglare และ RAW HDR ที่วีโว่พัฒนาขึ้นเอง ให้ทุกภาพถ่ายออกมาได้อย่างสวยงาม คมชัด โดดเด่นมากกว่าที่เคย

อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการเกิด Ghosting และ Stray light ในเวลากลางคืนได้อีกทางหนึ่งด้วย vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 Series จึงพร้อมมอบประสบการณ์ให้ผู้ใช้งานได้ดื่มด่ำกับความงามอันบริสุทธิ์ของยามค่ำคืนได้อย่างน่าประทับใจ

ดีไซน์ในภาพรวมของ vivo X80 จะมีความใกล้เคียงกับ vivo X80 Pro เกือบทุกประการ สิ่งที่แตกต่างก็คือ vivo X80 จะมีขนาดที่ะทัดรัดกว่าเล็กน้อย รวมถึงโมดูลกล้องก็มีขนาดที่เล็กกว่าด้วยเช่นกัน

สำหรับ vivo X80 Pro 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 4 เลนส์ Quad Camera Co-engineered with ZEISS

  • เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, ระบบกันสั่น Gimbal Stabilization  
  • เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.85, 5x optical zoom Dual Pixel PDAF
  • เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 , PDAF, OIS, 5x optical zoom 

ส่วน vivo X80 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์ Triple Camera Co-engineered with ZEISS

  • เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, OIS 
  • เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
  • เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.98, PDAF, 2x optical zoom

ทั้งสองรุ่นต่างก็มาพร้อม ZEISS T* Coating ด้วยกันทั้งคู่ แต่ vivo X80 5G จะไม่มีระบบกันสั่น Gimbal Stabilization และความละเอียดรวมถึงค่ารูรับแสงบางช่วงจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย 

vivo X80 Pro 5G  เลือกใช้จอแสดงผล E5 AMOLED พร้อมความละเอียด WQHD+ ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ด้วยรีเฟรชเรต 120Hz และยังรองรับเทคโนโลยี LTPO 3.0 ล่าสุด ช่วยให้จอแสดงผลสามารถปรับอัตราการรีเฟรชระหว่าง 1Hz ถึง 120Hz เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ของผู้ใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของจอแสดงผล มอบความเพลิดเพลินกับการใช้หน้าจอที่ชัดเจนและสบายตายิ่งกว่าที่เคย

นอกจากนี้ X80 Pro 5G ยังมาพร้อมดีไซน์หน้าจอ 2K E5 super-sensing ที่ได้รับรางวัลการออกแบบจากสถาบัน DisplayMate ในระดับ A+ และรางวัล SGS Eye Care Display ให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสดีไซน์หน้าจอแบบใหม่ที่ดีเยี่ยม และยังช่วยปกป้องดวงตาของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย แม้จะใช้งานต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานก็ตาม 

สำหรับ vivo X80 5G มาพร้อมเทคโนโลยีอันอัดแน่นไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า X80 Pro 5G เพียงแต่ vivo X80 5G จะให้ความละเอียดมาที่ FHD+ ซึ่งเมื่อมองในแง่การใช้งานจริง ถือว่าเพียงพอและตอบทุกโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบันได้อย่างเหลือเฟือ

vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G มาพร้อมกล้องหน้าเซลฟี่ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็ก โดยจัดวางเลย์เอาท์ไว้อยู่ตรงกลางของจอแสดงผล ซึ่งจากการใช้งานจริงให้ความรู้สึกกลมกลืนไม่รบกวนสายตา แต่ยังคงให้คุณภาพมาแบบเต็มเปี่ยม ด้วยความละเอียดของกล้องหน้าที่สูงถึง 32 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์แบบอัดแน่น ไม่ว่าจะเป็นโหมด Super Night Selfie, Portrait mode, Multi style portrait และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่ได้สวยงามในทุกสภาพแสงและทุกสถานการณ์

ลำโพงสนทนาของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G มีขนาดเล็กและจัดวางอยู่ในขอบของตัวเครื่องซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ของจอแสดงผลได้อีกทางหนึ่ง และนอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นลำโพงสเตอริโอร่วมกับลำโพงที่ด้านล่างของตัวเครื่องอีกด้วย 

ด้านบนออกแบบในสไตล์ Choker หรือสร้อยคอ โดยมีการเว้าเป็นร่องเพื่อเพิ่มมิติให้ตัวเครื่องพร้อมสลักตัวอักษรเรืองแสง ที่ขับเน้นเรื่องกล้องอันเป็นจุดขายของ vivo X80 Pro 5G นั่นเอง นอกจากนี้ที่ฝั่งขวายังมี IR Blaster ที่ใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้เหมือนรีโมท และถัดไปจะเป็นไมค์ตัดเสียงรบกวนและทำหน้าที่ในการบันทึกเสียงอีกด้วย 

ด้านล่างประกอบไปด้วย ช่องถาดซิมการ์ด., ไมค์สนทนา, พอร์ต Type-C, ลำโพงหลักของตัวเครื่อง, และเส้นเสาอากาศ สำหรับลำโพงหลักจะเป็นแบบสเตอริโอโดยทำงานร่วมกับลำโพงสนทนาที่ด้านบนของตัวเครื่อง ผสานเข้ากับชิปเสียง Hi-Fi CS43131 โดยได้การรับรองคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก ๆ ทั้งเรื่องความดัง เสียงย่านต่ำและมิติของเสียงที่ตอบโจทย์ด้านความบันเทิงได้อย่างเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ

ฝั่งขวามือของตัวเครื่องจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียงและปุ่มพาวเวอร์พร้อมเส้นเสาอากาศที่มุมบนของตัวเครื่อง  ส่วนฝั่งซ้ายจะเรียบ ๆ ไม่มีปุ่มหรือพอร์ตใด ๆ แต่จะมีเส้นเสาอากาศอยู่ที่มุมบนและล่างของตัวเครื่อง 

การจัดวางเลย์เอาท์ต่าง ๆ ของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G จะเหมือนกันทุกประการ 

ตัวถาดซิมของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G เป็นแบบ Dual Slot ที่รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด แบบนาโนซิม แต่จะไม่รองรับหน่วยความจำภายนอก

อ่านต่อหน้า 2

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-vivo-x80-series-5g/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-vivo-x80-series-5g

OPPO Reno8 Pro ผ่านการรับรองจาก TENAA พร้อมเผยสเปกเต็มก่อนเปิดตัว

OPPO มีกำหนดเปิดตัว OPPO Reno8 Series อย่างเป็นทางการที่ประเทศจีนในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ โดยประกอบด้วย OPPO Reno8, Reno8 Pro และ Reno8 Pro+ ซึ่งคาดว่าจะใช้ชิปเซ็ท Dimensity 1300, Snapdragon 7 Gen 1 และ Dimensity 8100

ล่าสุด OPPO Reno8 Pro ได้ผ่านการรับรองจาก TENAA เป็นที่เรียบร้อยพร้อมเผยสเปกเต็มออกมาให้เห็นกันแล้ว

OPPO Reno8 Pro

สำหรับสเปกของ OPPO Reno8 Pro ที่ผ่านการรับรองจาก TENAA ใช้หมายเลขรุ่น PGAM10 มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.62 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.4GHz โดยใช้ชปิเซ็ท Snapdragon 7 Gen 1 ใหม่ จับคู่กับ RAM 8GB/12GB, หน่วยความจำภายใน 128GB/256GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย ColorOS 12

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 50+8+2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอีบด 32 ล้านพิกเซล รวมทั้งใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับการชาร์จไว 80W, ตัวเครื่องมีขนาด 161 × 74.2 × 7.57 มม. และน้ำหนักประมาณ 188.8 กรัม และมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ สีฟ้า สีทอง และสีม่วง

ที่มา : Playfuldroid

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/oppo-reno8-pro-full-specifications-revealed-through-tenaa-certification/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=oppo-reno8-pro-full-specifications-revealed-through-tenaa-certification

เปิดตัว vivo S15 series มาพร้อมจอ OLED 120Hz, กล้องหลัง 3 ตัว และชาร์จไวสูงสุด 80W

vivo ประกาศเปิดตัว vivo S15 Series อย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน ประกอบด้วย vivo S15 และ S15 Pro โดยมาพร้อมจุดเด่นหน้าจอ AMOLED 120Hz ที่ผลิตโดย Samsung, รองรับชาร์จไว และใช้ชิปเซ็ท  Snapdragon 870 Peak Edition SoC ใหม่ และ Dimensity 8100 ตามลำดับ

สเปก vivo S15

vivo S15

ตัวเครื่องมีขนาด 161.1 x 74.3 x 8  มม. และน้ำหนัก 190 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 2400 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.62 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, ความหนาแน่นของพิกเซล 398PPI, ความสว่างสูงสุด 1300nits และรองรับ HDR10+

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 3.2GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm SM8250-AC Snapdragon 870 5G (7 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 650, RAM 8GB/12GB และหน่วยความจำภายใน 128GB/256GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย Origin OS Ocean

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลชคู่ Dual LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9, 25mm (wide), ระบบ PDAF และระบบกันสั่น OIS
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultrawide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

มาพร้อมกล้องหน้าเซลฟี่ ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE/5G dual Band (SA/NSA), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, ฺBluetooth 5.2, NFC, พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับชาร์จเร็ว 66W

ทั้งนี้ vivo S15 มีให้เลือก 3 สีคือ Blue, Black และ Yellow โดยวางจำหน่ายที่ประเทศจีนในวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 

ส่วนราคามีดังนี้

  • RAM 8GB+128GB ราคา 2,699 หยวนหรือประมาณ 13,850 บาท
  • RAM 8GB+256GB ราคา 2,999 หยวนหรือประมาณ 15,400 บาท
  • RAM 12GB+256GB ราคา 3,299 หยวนหริอประมาณ 16,940 บาท

สเปก vivo S15 Pro

ตัวเครื่องมีขนาด 158.9 x 73.5 x 8.6 มม. และน้ำหนัก 188 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 2376 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.56 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, ความหนาแน่นของพิกเซล 398PPI, ความสว่างสูงสุด 1500nits และรองรับ HDR10+

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.85GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 8100 (5 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G610 MC6, RAM 8GB/12GB และหน่วยความจำภายใน 256GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย Origin OS Ocean

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด ถจ ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9, 24mm (wide), 1/1.56″, 1.0µm, ระบบ PDAF และระบบกันสั่น OIS
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultrawide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และถ่ายมุมกว้างได้ 116 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

มาพร้อมกล้องหน้าเซลฟี่ ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.5

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE/5G dual Band (SA/NSA), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, ฺBluetooth 5.3, NFC, พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับชาร์จเร็ว 80W ชาร์จ 70% ภายใน 18 นาที

ทั้งนี้ vivo S15 มีให้เลือก 2 สีคือ Blue และ Black โดยวางจำหน่ายที่ประเทศจีนในวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 

ส่วนราคามีดังนี้

  • RAM 8GB+256GB ราคา 3,399 หยวนหรือประมาณ 17,450 บาท
  • RAM 12GB+256GB ราคา 3,699 หยวนหริอประมาณ 18,990 บาท

ที่มา : Gsmarena

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/vivo-s15-series-launched-in-china/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=vivo-s15-series-launched-in-china

เปิดตัว OnePlus Nord 2T 5G มาพร้อมชิป MediaTek Dimensity 1300, กล้องหลัง 3 ตัว 50MP และชาร์จไว 80W

OnePlus ประกาศเปิดตัว OnePlus Nord 2T 5G อย่างเป็นทางการในตลาดยุโรป โดยเป็นสมาร์ตโฟนระดับกลางรุ่นใหม่ตระกูล Nord Series ที่มาพร้อมจุดเด่นหน้าจอ AMOLED ที่มีอัตรารีเฟรชเรท 90Hz, ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 1300, กล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และรองรับชาร์จไว 80W

สเปก OnePlus Nord 2T 5G

OnePlus Nord 2T 5G

ตัวเครื่องมีขนาด 159.1 x 73.2 x 8.2  มม. และน้ำหนัก 190 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.43 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 90Hz, รองรับ HDR10+ และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 1300, หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G77 MC9, RAM 8GB/12GB แบบ LPDDR4X, หน่วยความจุภายใน 128GB/256GB แบบ UFS 3.1 และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย OxygenOS 12.1

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว AI Triple Camera พร้อมไฟแฟลชคู่ Dual LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9, 24mm (wide), 1/1.56″, 1.0µm, ระบบ PDAF และระบบกันสั่น OIS
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และถ่ายมุมกว้างได้ 120 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G/5G แบบ Dual Mode (SA และ NSA), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, ฺBluetooth 5.2, พอร์ต USB Type-C, และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับชาร์จเร็ว 80W SuperVOOC

ทั้งนี้ OnePlus Nord 2T 5G มีให้เลือก 2 สีคือ Grey Shadow และ Jade Fog โดยวางจำหน่ายที่ยุโรปในวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 ส่วนราคามีดังนี้

  • RAM 8GB+128GB ราคา 399 ยูโรหรือประมาณ 14,470 บาท
  • RAM 12GB+256GB ราคา 499 ยูโรหรือประมาณ 18,100 บาท

ที่มา : Gizmochina

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/oneplus-nord-2t-5g-debuts/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=oneplus-nord-2t-5g-debuts

เปิดตัว OnePlus Nord 2T 5G มาพร้อมชิป MediaTek Dimensity 1300, กล้องหลัง 3 ตัว 50MP และชาร์จไว 80W

OnePlus ประกาศเปิดตัว OnePlus Nord 2T 5G อย่างเป็นทางการในตลาดยุโรป โดยเป็นสมาร์ตโฟนระดับกลางรุ่นใหม่ตระกูล Nord Series ที่มาพร้อมจุดเด่นหน้าจอ AMOLED ที่มีอัตรารีเฟรชเรท 90Hz, ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 1300, กล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และรองรับชาร์จไว 80W

สเปก OnePlus Nord 2T 5G

OnePlus Nord 2T 5G

ตัวเครื่องมีขนาด 159.1 x 73.2 x 8.2  มม. และน้ำหนัก 190 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch Hole Display แบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.43 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 90Hz, รองรับ HDR10+ และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 1300, หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G77 MC9, RAM 8GB/12GB แบบ LPDDR4X, หน่วยความจุภายใน 128GB/256GB แบบ UFS 3.1 และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 12 ครอบทับด้วย OxygenOS 12.1

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว AI Triple Camera พร้อมไฟแฟลชคู่ Dual LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.9, 24mm (wide), 1/1.56″, 1.0µm, ระบบ PDAF และระบบกันสั่น OIS
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และถ่ายมุมกว้างได้ 120 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G/5G แบบ Dual Mode (SA และ NSA), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, ฺBluetooth 5.2, พอร์ต USB Type-C, และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับชาร์จเร็ว 80W SuperVOOC

ทั้งนี้ OnePlus Nord 2T 5G มีให้เลือก 2 สีคือ Grey Shadow และ Jade Fog โดยวางจำหน่ายที่ยุโรปในวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 ส่วนราคามีดังนี้

  • RAM 8GB+128GB ราคา 399 ยูโรหรือประมาณ 14,470 บาท
  • RAM 12GB+256GB ราคา 499 ยูโรหรือประมาณ 18,100 บาท

ที่มา : Gizmochina

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/oneplus-nord-2t-5g-launched/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=oneplus-nord-2t-5g-launched

โซนี่ไทยพร้อมเปิดจอง Xperia 1 IV สมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 20 ถึง 31 พฤษภาคม ศกนี้

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ขอแนะนำ “Xperia 1 IV” (อ่านว่า เอ็กซ์พีเรีย วัน มาร์ค โฟร์) สมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดของโซนี่ที่โดดเด่นด้วยเลนส์True Optical Zoom 85-125 มม. ตัวแรกของโลก 

โดยทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์รับภาพที่ให้ความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงสุดถึง 120fps ผสานเข้ากับเทคโนโลยีด้านวิดีโอ และการถ่ายภาพที่ล้ำสมัย และความสามารถในการเล่นเกมขั้นสูง

รวมถึงคุณสมบัติด้านเสียงอัน  ทรงพลัง พร้อมมอบคุณภาพการถ่ายภาพในระดับมืออาชีพ ตอบโจทย์ทุกความบันเทิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยจะเปิดให้ผู้สนใจสั่งจองล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 20 ถึง 31 พฤษภาคม ศกนี้

Sony Xperia 1 IV

เซ็นเซอร์รับภาพ และเลนส์ซูมออปติคอลสำหรับการถ่ายวิดีโอ และการถ่ายภาพ

Xperia 1 IV ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การถ่ายภาพในระดับมืออาชีพ ประกอบด้วยเลนส์ 3 ตัว ได้แก่ เลนส์ 16 มม. 24 มม. และ เลนส์ซูมเทเลโฟโต้แบบออปติคอล 85-125 มม. เพื่อการถ่ายภาพได้หลากหลายมากขึ้น โดยเลนส์ทุกตัวมา  พร้อมเซ็นเซอร์ Exmor RS™ for Mobile ด้วยความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงสุด 120fps และความสามารถในการบันทึกวิดีโอคุณภาพสูงที่ 4K 120fps 

รวมถึงสามารถเล่นภาพแบบสโลว์โมชั่น นอกจากนี้ Xperia 1 IV ยังมาพร้อม เซ็นเซอร์ 3D iToF ที่ผสานการทำงานกับ Real-time Eye AF และ Real-time Tracking ที่ช่วยในการตรวจจับวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวได้แม่นยำสูงโดยใช้ AI เพื่อให้ได้ระบบโฟกัสอัตโนมัติที่แม่นยำแม้ในที่แสงน้อยก็ตาม

ในขณะเดียวกันยังมาพร้อมเลนส์ ZEISS ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ สำหรับสมาร์ทโฟน Xperia™ โดยเฉพาะ พร้อมการเคลือบผิวเลนส์ด้วย ZEISS T* Coating ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยให้ได้การแสดงผลที่แม่นยำและให้คอนทราสต์ที่สวยงาม รวมถึงสามารถลดแสงสะท้อนของเลนส์กล้องหลังทั้งหมดได้เป็นอย่างดี ขณะที่กล้องหน้าของXperia 1 IV ยังติดตั้งเซ็นเซอร์ Exmor RS™ for mobile ที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ภาพที่ใหญ่กว่ารุ่นก่อน พร้อมช่วยลดสัญญาณรบกวนในที่มืดและถ่ายเซลฟี่ในระดับ 4K HDR ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สร้างสรรค์วิดีโอคอนเทนต์ที่ไร้ขีดจำกัด

Xperia 1 IV มาพร้อมคุณสมบัติการถ่ายวิดีโอที่เหนือชั้นที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากด้วยฟังก์ชั่น Videography Pro ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยกำหนดการตั้งค่าสำหรับวิดีโอไว้ที่ศูนย์กลาง ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับการตั้งค่าต่างๆ อาทิ โฟกัส การรับแสง และแสงสมดุลสีขาวในขณะบันทึกได้อย่างง่ายดาย 

นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถจับภาพและเล่นฉากที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว รวมถึงการบันทึกวิดีโอสโลว์โมชั่นแบบ 4K HDR 120fps พร้อมรองรับการบันทึกวิดีโอแบบป้องกันภาพสั่นไหวได้ง่ายกว่าที่เคยด้วยเทคโนโลยี Optical SteadyShot™ และ FlawlessEye™ ในขณะที่ Xperia   1 IV ยังรองรับ Real-Time Eye AF และ Real-time Tracking สำหรับวิดีโอ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถโฟกัสที่วัตถุได้อย่างคมชัดมากยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น Xperia 1 IV ยังมาพร้อมคุณสมบัติการถ่ายภาพหลายเฟรมสำหรับการบันทึกวิดีโอ ซึ่งจะช่วยในการบันทึกวิดีโอด้วยช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้นโดยไม่สูญเสียรายละเอียด รวมถึงยังให้การซูมแบบกว้างพิเศษไปจนถึงมุมมองเทเลโฟโต้ เพื่ออิสระในการสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

สตรีมสดได้ทุกที่ทุกเวลา

Xperia 1 IV ยังปรับปรุงคุณภาพการสตรีมสดให้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดใช้งาน Eye AF และ Object Tracking เมื่อใช้ฟังก์ชั่น Videography Pro ขณะสตรีมสดไปยัง YouTube™ เป็นต้น ในขณะเดียวกันผู้ใช้ยังสามารถสตรีมวิดีโอคุณภาพสูงจากกล้อง Alpha™ ในขณะใช้งาน Xperia 1 IV เป็นจอภายนอก เมื่อจับคู่กับ Vlog Monitor ของโซนี่ ผู้ใช้จะสามารถสตรีมเนื้อหาด้วยความละเอียดที่สูงกว่าโดยใช้กล้องหลัง

เทคโนโลยีระดับมืออาชีพจากกล้อง Alpha™

ด้วยเลนส์ซูมออปติคอลเทเลโฟโต้อันทรงพลังที่มีอยู่ใน Xperia 1 IV ผสานเข้ากับระบบโฟกัสอัตโนมัติขั้นสูงที่มีประสิทธิภาพที่สุด ทำให้ได้โบเก้ที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ โดยเมื่อเปิดใช้งาน Real-Time Eye AF สำหรับถ่ายภาพบุคคลลและสัตว์และระบบวัดแสงอัตโนมัติ (AE) ในรูปแบบ HDR ที่อยู่บนเลนส์ทั้งสามตัวจะให้ภาพที่มีสีสันที่สดใส และคอนทราสต์ที่เข้มข้นที่สุด

พร้อมความสามารถในการถ่ายภาพต่อเนื่องด้วยความเร็วสูงสุด 20 ภาพต่อวินาที แม้ในขณะที่วัตถุเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วหรือในสภาพแวดล้อมที่   ท้าทาย ในขณะเดียวกัน Xperia 1 IV ยังใช้ AI ในการจับภาพ และแสงสมดุลสีขาวภายใต้สภาพแสงที่ท้าทาย เพื่อให้ได้ภาพสมจริงที่สมบูรณ์แบบ

Cinematography Pro “ขับเคลื่อนโดย CineAlta”

Xperia 1 IV ยังให้ผู้ใช้สร้างภาพยนตร์ได้อย่างง่ายดายด้วยCinematography Pro “powered by CineAlta” สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างภาพยนตร์สโลว์โมชั่นที่ 4K 120fps ซึ่งสามารถบันทึก และเล่นภาพแบบสโลว์โมชั่นได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสร้างภาพยนตร์ด้วยพารามิเตอร์ และการตั้งค่าสีในระดับมืออาชีพ โดยใช้เลนส์กล้องด้านหลังทั้งหมด รวมถึงสามารถบันทึกวิดีโอด้วยช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้นโดยไม่สูญเสียความละเอียดแต่อย่างใด

สัมผัสสุดยอดประสบการณ์การเล่นเกมสุดล้ำบนมือถือ

ด้วยจอแสดงผลที่มีรีเฟรซเรตสูงถึง 120Hz และเทคโนโลยี Motion Blur Reduction ที่ความถี่ 240Hz ที่อยู่ใน Xperia 1 IV ยังช่วยลดความเบลอของภาพที่เคลื่อนไหวเร็วได้อย่างชัดเจนและทำให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างราบรื่น ในขณะเดียวกันยังมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่อย่าง L-y  (low gamma), Audio Equaliser และการปรับแต่งแชทด้วยเสียง จะช่วยมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่สมจริงและมอบประสิทธิภาพการเล่นเกมที่เหนือกว่า 

โดยทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผล Qualcomm® Snapdragon Elite Gaming ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นการควบคุมพลังงานความร้อนอย่าง “Heat Suppression power control (H. S. power control)” ที่ยับยั้งการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่หรือควบคุมอุณหูมิในระหว่างเล่นเกมและขณะเชื่อมต่อกับที่ชาร์จได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังช่วยลดความยุ่งยากในการแชร์การเล่นเกมด้วยฟังก์ชัน RT Record” ซึ่งให้ผู้ใช้สามารถบันทึกได้ประมาณ 30 วินาทีก่อนจะกดปุ่ม เมื่อใช้ Game Enhancer คู่กับ Xperia 1 IV ผู้เล่นยังสามารถสตรีมการเล่นเกมของตนแบบสดไปยัง YouTube™ ได้อีกด้วย โดยเกมเมอร์สามารถตรวจสอบความคิดเห็นของผู้ชมแม้ในระหว่างการสตรีมสดได้ ทำให้เกมเมอร์สามารถสื่อสารกับผู้ชมได้แบบเรียลไทม์เลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น Xperia 1 IV ยังสามารถสตรีมสดผ่านพีซีได้เป็นอย่างดี โดยเสียงทั้งหมด อาทิ เสียงของผู้เล่น เพลงในเกม และการแชทด้วยเสียงกับผู้เล่นอื่น จะสามารถส่งผ่านสายเคเบิลเส้นเดียวไปยังพีซีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่านั้นยังไม่พอ Xperia 1 IV ยังได้รับเลือกเป็นอุปกรณ์สำหรับการแข่งขัน PUBG MOBILE E-sports Global Tournament 2022 อย่างเป็นทางการอีกด้วย

ฟังเพลงอย่างสุนทรีย์

ด้วยการปรับแต่งเสียงร่วมกับ Sony Music Entertainment จึงทำให้ Xperia 1 IV สามารถมอบประสบการณ์การฟังเสียงที่สมจริง รวมถึงให้คุณเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงคุณภาพผ่านลำโพงฟูลสเตจรุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงเสียงเบสและกลอง ในขณะที่ตัวลำโพงยังสามารถสร้างเสียง 360 Reality Audio บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง TIDALและ nugs.net  ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังรองรับ DSEE Ultimate ที่สามารถปรับปรุงคุณภาพเสียงของบริการสตรีมมิ่งให้ใกล้เคียงกับคุณภาพเสียงที่มีความละเอียดสูง ทั้งยังรองรับ Bluetooth® LE Audio ที่ผ่านการอัพเดตซอฟต์แวร์ ซึ่งกำลังจะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพื่อลดความล่าช้าของเสียงให้น้อยลงกว่าการเชื่อมต่อ Bluetooth® แบบทั่วไป

บันทึกเสียงระดับมืออาชีพด้วย Music Pro

Xperia 1 IV มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Music Pro ช่วยในการบันทึกเพลงระดับมืออาชีพด้วยการใช้การประมวลผลแบบคลาวด์ที่ไม่เหมือนใคร โดย Music Pro จะทำหน้าที่แปลงเสียงร้องที่บันทึกด้วย Xperia 1 IV ราวกับการบันทึกเสียงในสตูดิโอระดับมืออาชีพเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น Music Pro ยังเหมาะสำหรับการบันทึกเสียงที่บ้านหรือระหว่างเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบการประมวลผลแบบคลาวด์มาช่วยในการขจัดเสียงรบกวนที่ไม่ต้องการออกจากเสียงที่บันทึก และใช้เทคโนโลยีในการแยกแหล่งกำเนิดเสียง

รวมถึงสามารถสร้างการตอบสนองความถี่ของไมโครโฟนคอนเดนเซอร์ประสิทธิภาพสูงของโซนี่ ในขณะที่ให้เสียงก้องเหมือนกับสตูดิโอมืออาชีพ เมื่อร้องเพลง และเล่นกีตาร์อะคูสติกพร้อมกัน Music Pro จะสามารถแยกเสียงร้องและเสียงกีตาร์ออกจากกัน ทำให้สามารถมิกซ์เสียงได้อย่างสมดุล อีกทั้งยังสามารถบันทึกและแก้ไขเสียงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะที่การประมวลผลระบบคลาวด์สำหรับเสียงคุณภาพสูงจะมีค่าธรรมเนียมรายเดือน

ดื่มด่ำกับความบันเทิงขั้นสุด

ด้วยจอแสดงผลแบบ 4K HDR OLED พร้อมรีเฟรชเรตที่สูงถึง 120Hz ที่มีอยู่ใน Xperia 1 IV จะมอบประสบการณ์การรับชมความบันเทิงที่ดื่มด่ำไม่เหมือนใครบนจอแสดงผลกว้าง 21:9 ขนาด 6.5 นิ้ว ที่สว่างขึ้นประมาณ 50% ในขณะที่ Real-time HDR Drive ยังช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นทั้งบริเวณที่สว่างและมืด หรือแม้ในสภาพแวดล้อมที่เปิดรับแสงมากเกินไปก็ตาม

ในขณะเดียวกัน Xperia 1 IV ยังมาพร้อมระบบ X1™ for mobile engine ที่ใช้เทคโนโลยี BRAVIA HDR Remaster ที่ถ่ายทอดเนื้อหาออกมาได้อย่างสวยงาม รวมถึงเนื้อหาที่สตรีมวิดีโอมีความสมจริงมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นยังให้คุณสัมผัสกับการรับชมภาพยนตร์ด้วยระบบเสียงรอบทิศทางด้วย Dolby Atmos® ที่พัฒนาร่วมกับค่ายหนังอย่าง Sony Pictures Entertainment จะเพิ่มประสบการณ์ความบันเทิงแบบเสียงเซอร์ราวน์หลายมิติได้อย่างเต็มอารมณ์

ประสิทธิภาพและการออกแบบ

Xperia 1 IV ยังขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Snapdragon® 8 Gen 1 Mobile Platform ที่สามารถทำงานบนเครือข่าย 5G และ Wi-Fi 6E ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วย RAM ขนาด 12GB และ ROM ขนาด 256GB ในขณะที่ความจุแบตเตอรี่ 5000 mAh ทำให้สามารถชาร์จอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็วถึง 50% ในเวลาเพียง 30 นาที รวมถึงรองรับการชาร์จแบบไร้สายได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นได้ระดับ IP65/IP68 โดยมาพร้อมกระจก Corning® Gorilla® Glass Victus™ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ยิ่งไปกว่านั้นยังเน้นการออกแบบ Super Flat และ Super Matte อันเป็นเอกลักษณ์ของ Xperia 1 IV ผสานเข้ากับวัสดุคุณภาพระดับพรีเมี่ยม โดยจัดวางตำแหน่งให้มีปุ่มชัตเตอร์ตามหลักสรีรศาสตร์ พร้อมผิวนูน เพื่อการใช้งานที่ดียิ่งขึ้น

Road to Zero

โซนี่ยังคงให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมภายใต้นโยบาย “Road to Zero” ในการลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมภายในปี 2050  โดยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของ Xperia 1 IV ให้ปลอดพลาสติก และใช้กระดาษเป็นวัสดุห่อหุ้มสินค้า รวมถึงขนาดของบรรจุภัณฑ์ที่เล็กลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าที่ไม่มีอุปกรณ์ชาร์จ และสายเคเบิล ช่วยลดน้ำหนัก และพื้นที่ในการขนส่ง จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ระหว่างการขนส่งได้ถึง 36% ต่อหน่วย ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

กำหนดเปิดสั่งจอง Xperia 1 IV

สำหรับ “Xperia 1 IV” พร้อมวางจำหน่ายในตลาดเมืองไทย ตั้งแต่วันที่ 20 ถึง 31 พฤษภาคม ศกนี้ โดยตัวเครื่องมีสีให้เลือก 2 สี คือสีม่วง และสีดำ ในราคา 48,990 บาท พร้อมรับหูฟังไร้สายโซนี่รุ่น WF-1000XM4 มูลค่า 8,990 บาท และผ่อนชำระ 0% นาน 10 เดือน ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

ผู้สนใจสามารถทดลองประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟน “Xperia 1 IV” ได้ที่โชว์รูมโซนี่ สโตร์ทุกสาขา ได้แก่ เซ็นทรัลพระรามเก้า    สยามพารากอน เอ็มควอเทียร์ เดอะมอลล์บางแค และเดอะมอลล์บางกะปิ ร้านโซนี่เซ็นเตอร์โดยบูรพวัฒน์ รวมถึงช่องทางออนไลน์ของโซนี่สโตร์  ที่ https://store.sony.co.th/collections/xperia-1

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ พร้อมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.sony.co.th

*การใช้งานบนระบบ 5G ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ให้บริการเครือข่ายช่องสัญญาณ รวมถึงการอัพเดทซอฟต์แวร์ของเครื่อง

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/sony-thai-ready-to-open-for-reservations-xperia-1-iv/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sony-thai-ready-to-open-for-reservations-xperia-1-iv

[Canalys] กูเกิลขึ้น Top 5 สมาร์ทโฟนสหรัฐ ยอดขายโต 380%, ส่วนแบ่งแอปเปิล 51% แล้ว

Canalys รายงานยอดขายสมาร์ทโฟนในสหรัฐอเมริกา ประจำไตรมาส 1/2022 ภาพรวมขายได้ 39.0 ล้านเครื่อง เติบโตขึ้น 3.7% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว

ประเด็นที่น่าสนใจมี 2 เรื่อง อย่างแรกคือ แอปเปิลมียอดขาย 16.9 ล้านเครื่องเพิ่ม 3 ล้านเครื่อง คิดเป็นสัดส่วน 19% และครองตลาดสมาร์ทโฟนได้เกินครึ่งคือ 51% แล้ว แต่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นของแอปเปิลไม่ได้มาจากซัมซุง (ที่ยังขายได้เท่าๆ เดิมคือ 10.4-10.5 ล้านเครื่อง) แต่มาจากแบรนด์ย่อยๆ อื่นแทน อันดับสามเป็นของ Lenovo/Motorola ที่ทำยอดขายได้ 4 ล้านเครื่อง เติบโต 56%

ประเด็นที่สองคือ กูเกิลเริ่มประสบความสำเร็จในตลาดสมาร์ทโฟนสหรัฐบ้างแล้ว กลยุทธ์การดัน Pixel 6 ประสบความสำเร็จอย่างมาก ช่วยให้กูเกิลมียอดขายโต 380% จาก 0.2 ล้านเครื่องเป็น 1.2 ล้านเครื่อง ขึ้นมาติดอันดับ 5 ของแบรนด์สมาร์ทโฟนสหรัฐได้แล้ว และ Canalys มองว่ากูเกิลจะใช้โมเมนตัมนี้ดัน Pixel 6a และ Pixel 7 ทำตลาดต่อไปในปีนี้

No Description

No Description

ที่มา – Canalys

from:https://www.blognone.com/node/128588

เจาะลึกความร่วมมือระดับโลกครั้งแรกระหว่าง OPPO Find X5 Pro 5G และ Hasselblad โดดเด่นด้วยแนวสีธรรมชาติ

เมื่อตัวพ่อแห่งวงการเทคโนโลยีจับมือกันเป็นครั้งแรกระหว่าง OPPO ผู้นำตลาดสมาร์ตโฟน และ Hasselblad ผู้เชี่ยวชาญด้านกล้องระดับตำนาน ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมระดับแฟลกชิปบนสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุด OPPO Find X5 Pro 5G ที่เข้ามาเขย่าตลาดสมาร์ตโฟนให้น่าตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง

พร้อมให้ Empower Every Moment ได้ทุกสถานการณ์ สอดรับ Brand proposition ใหม่ที่กล่าวว่า ‘Inspiration Ahead’ ซึ่งเป็นแนวทางเชิงบวกและดำเนินการยกระดับประเด็นสำคัญต่อความยั่งยืน โดยเน้นมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญและประสบการณ์เทคโนโลยีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจมาสู่ผู้ใช้งานทั่วโลก

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญของออปโป้ในการสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานสมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิปรอบด้าน รวมถึงการให้ความสำคัญในเรื่องของสีที่มีความสวยงามและเป็นธรรมชาติมากที่สุด

มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง

เพื่อสานต่อจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดในการนำเสนอนวัตกรรมระดับสุดยอดให้แก่คนทั่วโลก OPPO Find X5 Pro 5G สมาร์ตโฟนระดับแฟลกชิปรุ่นนี้ที่นอกจากจะโดดเด่นด้วย 4K Ultra Night Video หรือการถ่ายวิดีโอคุณภาพสูงในที่แสงน้อยที่ดีที่สุดขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง MariSilicon X Imaging NPU ที่ออปโป้ผลิตขึ้นเองเป็นครั้งแรกแล้วนั้น การที่ได้ร่วมมือกับ Hasselblad แบรนด์กล้องชื่อดังระดับโลก ก็ได้นำเทคโนโลยีเด็ดๆ จากการที่ได้ร่วมพัฒนากับ Hasselblad มาบรรจุไว้บนสมาร์ตโฟนรุ่นนี้

ซึ่งทั้งออปโป้และ Hasselblad ต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในศาสตร์ด้านต่างๆ เช่น ศาสตร์ด้านสีและการถ่ายภาพบุคคล จึงได้เซ็นสัญญาร่วมกันเพื่อวิจัยและพัฒนาเรื่องกล้องโดยเฉพาะมานานกว่า 3 ปี เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีการถ่ายภาพและวิดีโอที่ดีที่สุดเพื่อผู้บริโภค และร่วมกันยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพในสมาร์ตโฟนรุ่นแฟลกชิปให้ก้าวล้ำที่สุดในอุตสาหกรรม

OPPO Find X5 Pro 5G

ถ่ายทอดตำนานที่โดดเด่นด้วยสีสันสวยงามสมจริงและเป็นธรรมชาติตามแบบฉบับ Hasselblad

ใครที่เป็นแฟน Hasselblad จะทราบกันดีว่าจุดเด่นที่สุดของแบรนด์กล้องระดับโลกนี้คือการบันทึกวิดีโอและภาพถ่ายที่ให้แนวสีธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ออปโป้และ Hasselblad ได้กลายเป็นพาร์ทเนอร์ที่สมบูรณ์แบบ โดยเริ่มต้นจากการปรับปรุงซอฟต์แวร์ Natural Color Calibration เพื่อปรับจูนกล้องใน OPPO Find X5 Pro 5G เช่น การปรับตั้งค่าการรับแสง สมดุลแสงสีขาวอัตโนมัติ และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้สามารถถ่ายภาพที่มีสีสันเป็นธรรมชาติและคมชัดมากขึ้น

XPan Mode อันมีเอกลักษณ์

นอกจากเรื่องสีแล้วอีกหนึ่งโหมดอันเป็นเอกลักษณ์ที่เป็นการจำลองถ่ายภาพจากกล้องฟิล์มแบบ Hasselblad ให้อารมณ์สุดคลาสสิกคือ XPan Mode ซึ่งจะมีขนาดพิเศษในการเก็บภาพอัตราส่วนกว้างกว่าปกติที่ 65:24 ให้มุมมองที่แปลกตามีเสน่ห์ไปอีกแบบและยังมาพร้อมกับ User Interface คล้ายกล้องฟิล์มและเสียงชัดเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบ Leaf Shutter เพื่อนำเสนอประสบการณ์ระดับตำนาน ราวกับได้ใช้งานกล้องของ Hasselblad จริงๆ ในสมาร์ตโฟน

สร้างสรรค์ภาพถ่ายให้สวยงามเทียบเท่าระดับมืออาชีพ  

เสน่ห์ที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งของกล้อง Hasselblad คือการแสดงผลสีอันเป็นเอกลักษณ์ที่หาตัวจับได้ยาก ออปโป้จึงได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับช่างภาพระดับแถวหน้าของ Hasselblad เพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์ Master Filters มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Radiance ที่ได้ Ben Thomas ผู้เชี่ยวชาญจาก Hasselblad มาร่วมพัฒนา, Serenity ที่ได้คุณ David Peskens ช่างกล้องระดับมืออาชีพร่วมพัฒนา และ Emerald ได้คุณ Yin Chao มาร่วมออกแบบ โดยโทนสีที่ได้จะแตกต่างกัน ซึ่งสามารถตอบโจทย์สายถ่ายภาพที่ต้องการความครีเอทีฟมากขึ้น ช่วยตกแต่งภาพถ่ายให้มีโปรไฟล์สีและสไตล์ที่เป็นมืออาชีพขึ้นมาได้ทันทีเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส เพิ่มความสะดวกในการแต่งรูปแบบมืออาชีพที่ครบจบได้ในเครื่องเดียว 

แน่นอนว่าความร่วมมือระดับโลกระหว่างออปโป้ และ Hasselblad ในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีกล้องสำหรับสมาร์ตโฟนแฟลกชิปตระกูล OPPO Find X Series ยังมีให้ได้ติดตามกันต่อเนื่องในอนาคต เพื่อส่งมอบประสบการณ์การถ่ายภาพและวิดีโอที่ดีที่สุดอยู่เสมอ

สำหรับผู้ที่สนใจลองไปสัมผัสประสบการณ์การถ่ายภาพระดับตำนานบน OPPO Find X5 Pro 5G โดดเด่นด้วย 4K Ultra Night Video ให้ถ่ายวิดีโอคุณภาพสูงในที่แสงน้อยที่ดีที่สุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน มาใน 2 สี ได้แก่ สีขาว Ceramic White และสีดำ Glaze Black พร้อมให้เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ ในราคา 39,990 บาทณ OPPO Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และพิเศษเมื่อสั่งซื้อผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย AIS, ดีแทค และ ทรูมูฟ เอช ลดสูงสุดถึง 19,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2565

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/3qniPA5

#OPPOFindX5Pro5G #EmpowerEveryMoment #Best4KUltraNightVideo #Hasselblad

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/in-depth-collaboration-between-oppo-find-x5-pro-5g-and-hasselblad/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=in-depth-collaboration-between-oppo-find-x5-pro-5g-and-hasselblad