คลังเก็บป้ายกำกับ: SMART_HOME

Amazon ประกาศรองรับโปรโตคอล Matter บนอุปกรณ์ Echo เกือบทุกรุ่น ยกเว้นรุ่นแรกสุด

Matter เป็นโปรโตคอลตัวใหม่สำหรับอุปกรณ์ IoT/Smart Home ภายใต้การผลักดันของกลุ่ม CSA (ZigBee เดิม) โดยมียักษ์ใหญ่ทั้ง Google, Amazon, Apple, Samsung SmartThings หนุนหลัง

ก่อนหน้านี้ Google Android/Nest ประกาศรองรับ Matter ไปก่อนใครแล้ว ล่าสุด Amazon ก็ประกาศรองรับ Matter บนอุปกรณ์ตระกูล Echo ของตัวเองเช่นกัน

นโยบายของ Amazon คืออุปกรณ์ Echo “ส่วนใหญ่” จะได้อัพเกรดให้รองรับ Matter ด้วย โดยจะมีแค่ลำโพง Echo และ Echo Dot รุ่นแรกสุด (first gen) เท่านั้นที่ไม่ได้ไปต่อ ส่วนอุปกรณ์ Echo รุ่นหลังๆ เช่น Echo Show, Echo Studio, Echo Flex, Echo Plus จะใช้งานกับ Matter ได้ทั้งหมด

ฝั่ง Samsung SmartThings ก็ออกมาประกาศว่าจะรองรับ Matter แล้ว แต่ยังไม่ให้รายละเอียดว่ามีสินค้ารุ่นใดบ้างจะได้อัพเกรด

ที่มา – Amazon Developer, TechHive

Amazon Echo รุ่นล่าสุด (4th gen)

from:https://www.blognone.com/node/123833

กูเกิลการันตี ฮาร์ดแวร์ Nest จะได้แพตช์ความปลอดภัยและแก้บั๊ก 5 ปี

กูเกิลประกาศนโยบายด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของสินค้าสมาร์ทโฮมแบรนด์ Nest ประเด็นสำคัญคือการันตีออกแพตช์ความปลอดภัยและแก้บั๊กนาน “อย่างน้อย” 5 ปี นับจากฮาร์ดแวร์ชิ้นนั้นวางขาย

ตัวเลข 5 ปีถือเป็นตัวเลขขั้นต่ำที่การันตีเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว ฮาร์ดแวร์ Nest ที่ขายอยู่ในตลาดบางตัวก็มีอายุเกิน 5 ปีแล้ว เช่น Nest Cam Indoor ที่ขายในปี 2015 (อายุ 6 ปี) แต่ก็ยังอยู่ในระยะซัพพอร์ต

ส่วนมาตรการด้านความปลอดภัยอื่นๆ ได้แก่

  • ฮาร์ดแวร์ที่เปิดตัวในปี 2019 เป็นต้นมาจะเป็น verified boot ทั้งหมด การันตีว่าตัวระบบปฏิบัติการไม่ถูกแก้ไข
  • ฮาร์ดแวร์ที่เปิดตัวในปี 2019 เป็นต้นมา จะผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ioXt ขององค์กรกลางที่เป็นอิสระจากกูเกิล
  • Nest เข้าร่วมโครงการ Google vulnerability reward นักวิจัยความปลอดภัยจะได้เงินรางวัลถ้าหาช่องโหว่เจอ
  • อุปกรณ์ของ Nest จะแสดงในหน้า Google Account ของผู้ใช้ เพื่อให้รู้ได้ว่ามีอุปกรณ์ใดเชื่อมต่อบัญชีอยู่

ที่มา – Google, 9to5google

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123507

Starling Home Hub ตัวเชื่อมระบบ Google Home เข้ากับ Apple HomeKit อัพเดตใหม่ รองรับ AirPlay แล้ว

Starling Home Hub เป็นอุปกรณ์สมาร์ทโฮมที่ช่วยเชื่อมอุปกรณ์ตระกูล Nest หรืออุปกรณ์ที่ใช้ระบบของ Google Home เข้ากับอุปกรณ์ระบบ HomeKit ของ Apple และควบคุมผ่าน Siri ได้ รวมถึงมี Developer Connect API เชื่อมอุปกรณ์อื่นๆ ได้อีก

ก่อนหน้านี้ Starling Home Hub ยังไม่รองรับการเล่นวิดีโอหรือเพลงผ่าน Apple AirPlay บนอุปกรณ์เช่น Google Nest Speaker หรือ Nest Smart Display แต่ปัจจุบันทำได้แล้วผ่านอัพเดตเวอร์ชั่น 9.0 หลัง Apple เพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้ที่ใช้ทั้งอุปกรณ์ฝั่ง Android/Google และฝั่ง iOS/HomeKit หลัง Apple อัพเดตให้ Apple Music เล่นบนอุปกรณ์ Google Home ได้ และล่าสุดเพิ่งอัพเดตให้แอป Apple TV ดาวน์โหลดได้บนทีวี Android ส่วนใหญ่ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

Starling Home Hub ยังไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย และระบบสมาร์ทโฮมในบ้านเราคงยังต้องใช้หลายแอปเพื่อควบคุมอยู่ แถมยังมีอุปกรณ์อื่น เช่นอุปกรณ์ Xiaomi ที่ต้องใช้แอป Mi Home หรือ Tuya ที่ต้องใช้แอป Smart Llife ควบคุม ที่ยังไม่แน่ชัดว่า API ของ Starling Home Hub จะรองรับหรือเปล่า คงต้องติดตามอัพเดตและรอดูอุปกรณ์หรือแอปควบคุมสมาร์ทโฮมอื่นๆ ต่อไป

ที่มา – 9to5Mac

No Description

from:https://www.blognone.com/node/123039

รีวิวอุปกรณ์อัจฉริยะจาก SwitchBot | เจาะลึก SwitchBot Bot, Curtain, Hub Mini และ Humidifier แบบครบทั้งตระกูล

ณ ตอนนี้คงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าบ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home เป็นสิ่งที่ใครหลายๆ คนกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ในระบบ Smart Home เองนั้นก็น่าปวดหัวใช่ย่อยเพราะมีหลายแบรนด์และแพลตฟอร์มเหลือเกินที่น่าสนใจในการนำมาใช้งานเป็นระบบหลักของบ้านอัจฉริยะ โดยแพลตฟอร์มที่รู้จักกันดีนั้นคงหนีไม่พ้น Google Home, Apple Homekit และ Amazon Alexa ในขณะเดียวกันผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมจำนวนมากเองก็มีการทำแพลตฟอร์มของตัวเองขึ้นมา อาทิ Xiaomi Mi Home, Tuya, Broadlink และอีกมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ SwitchBot จาก Wonderlabs ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สมาร์ทโฮมอีกหนึ่งเจ้าในตลาดที่มีผลิตภัณฑ์ค่อนข้างที่จะครอบคลุมและน่าสนใจมากทีเดียว

ในบทความนี้ APPDISQUS จะนำเอาผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของ SwitchBot มารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ตัดสินใจเลือกหามาใช้งานกัน โดยจะประกอบด้วย SwitchBot Bot หรือเจ้านิ้วมืออัจฉริยะที่จะเปลี่ยนอุปกรณ์โลว์เทคภายในบ้านให้กลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะขึ้นมาได้ด้วยหลักการง่ายๆ รวมไปจนถึง SwitchBot Curtain ซึ่งเป็นเจ้าหุ่นยนต์ตัวน้อยที่จะทำให้ม่านดึงมือของเรากลายเป็นม่านอัจฉริยะโดยไม่ต้องติดตั้งรางม่านใหม่แต่อย่างใด และเจ้าอุปกรณ์ที่น่าสนใจอย่าง SwitchBot Hub Mini และ SwitchBot Remote ที่สามารถเอามาใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ ภายใต้แบรนด์ SwitchBot ได้อีกด้วย ตบท้ายด้วย SwitchBot Smart Humidifier หรือเครื่องให้ความชื้นที่ใช้งานได้ดีและมีประโยชน์จริง โดยการให้คะแนนในครั้งนี้จะแยกออกเป็นคะแนนของแต่ละผลิตภัณฑ์ และท้ายบทความจะเป็นคะแนนรวมของอุปกรณ์และระบบ Switchbot Ecosystem ทั้งหมดที่เรารีวิวไป เพื่อให้เพื่อนๆ สามารถตัดสินใจซื้อหามาใช้งานกันต่อไป

  • Switchbot Bot – อุปกรณ์จำลองนิ้วมือ เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นอปุกรณ์อัจฉริยะได้ด้วยคอนเซ็ปต์ง่ายๆ

อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้กันภายในบ้านนั้นต่างก็มีสวิตช์สำหรับเปิด/ปิดอุปกรณ์กันแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่อัจฉริยะในตัวอยู่แล้ว หรือพวกเครื่องใช้ครัวเรือนพื้นฐานต่างๆ เช่นไมโครเวฟ หรือเครื่องชงกาแฟ ตลอดจนสวิตช์ไฟป๊อกแป๊กทั่วไปที่เราใช้งานกันตามบ้าน ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้เดิมทีมักจะไม่ได้เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาให้ใช้งานในระบบ IoT เป็นทุนเดิม โดยหลักๆ มักจะออกแบบมาเพื่อให้ควบคุมผ่านทางการใช้นิ้วมือของคนเรานี่แหละ และ SwitchBot เองก็เหมือนจะเข้าใจจุดนี้ดี เลยออกผลิตภัณฑ์ IoT ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบของผมเองมากเป็นส่วนตัวมาภายใต้ชื่อ SwitchBot Bot อุปกรณ์นิ้วมืออัจฉริยะขนาดน่ารักน่าเอ็นดูที่จะทำหน้าที่เป็นนิ้วมือในการกดควบคุมปุ่มและอุปกรณ์ที่ไม่อัจฉริยะในบ้านของเราให้กลายเป็นอุปกรณ์สมาร์ทได้อย่างง่ายดาย

ด้วยความที่มันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายและง่ายดาย รวมไปจนถึงการออกแบบที่เรียบง่ายและสวยงามมากๆ นี้เอง SwitchBot Bot จึงเป็นหนึ่งในอุปกรณ์จาก SwitchBot ที่เรารู้สึกชอบเป็นอย่างยิ่ง


เปิดกล่องมาเราจะพบกับเจ้า SwitchBot Bot และคู่มือการใช้งาน ตลอดจนเอ็นที่ใช้ในการคล้องที่นิ้วของเจ้า SwitchBot Bot เพื่อช่วยในการดึงปุ่มสวิตช์กลับ และเทปกาวที่เหนียวมากๆ ของ 3M (คือเหนียวแบบสุดๆ) และมีถ่านวงกลม CR2 ใส่มาให้พร้อมสำหรับการใช้งาน โดยด้านหน้าของเจ้า SwitchBot Bot นั้นจะมีโลโก้ SwitchBot อยู่ และออกแบบมาได้อย่างเรียบง่าย ทำให้เมื่อนำไปติดตั้งที่สวิตช์ไฟหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกที่ต้องกดปุ่มภายในบ้านก็จะดูกลมกลืน ไม่ได้โดดออกมามากเกินไปนัก ซึ่งเจ้า SwitchBot Bot เองนี้มีด้วยกัน 2 สีให้เลือกซื้อ คือสีขาวและสีดำ

Switchbot Bot Colors

ตัวนิ้วกดนั้น จากสเป็กข้างกล่องระบุว่ามีแรงในการกดอยู่ที่ 1.0 kgf หรือ 1 กิโลกรัมแรง ซึ่งถือว่ามากพอสำหรับการใช้งานกับสวิตช์ทั่วๆ ไปได้เป็นอย่างดี โดยเจ้า SwitchBot Bot นี้จะเชื่อมต่อกับมือถือของเราที่ทำการลงแอพพลิเคชั่น SwitchBot เอาไว้ผ่านทางสัญญาณ Bluetooth BLE ที่มีระยะสัญญาณประมาณ 80 เมตร โดยเป็น BLE แบบ Mesh กล่าวคือหากมีเจ้า SwitchBot Bot หรืออุปกรณ์ Bluetooth BLE จาก SwitchBot มากกว่า 1 ตัวในบ้าน แต่ละตัวจะทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวขยายความกว้างของสัญญาณให้กับ SwitchBot ตัวอื่นๆ ไปในตัว ทำให้สามารถใช้งานในอาณาเขตที่กว้างขึ้นได้นั่นเอง แต่หากต้องการควบคุมอุปกรณ์จากภายนอกบ้านนั้นเรายังจำเป็นต้องใช้งานร่วมกับ SwitchBot Hub หรือ SwitchBot Hub Mini ซึ่งจะมีพูดถึงต่อไปในบทความ

การติดตั้งนั้นก็ไม่ยากเลยครับ เพียงแค่นำเอาเจ้า SwitchBot Bot ไปติดไว้ในจุดที่ต้องการใช้งาน โดยให้นิ้วมือของ SwitchBot Bot นั้นสามารถกดแตะลงไปที่ปุ่มควบคุมได้พอดี และหากปุ่มที่ใช้งานเป็นแบบสวิตช์ป๊อกแป๊ก (เช่นสวิตช์ไฟตามบ้าน) เราต้องร้อยเอ็นที่แถมมาในกล่องลงไปที่จุดร้อยเอ็นตรงนิ้วของ SwitchBot Bot แล้วแปะเทป 3M ที่เอ็นไปที่จุดที่ต้องการให้ SwitchBot Bot ดึงจุดนั้นออกมาเพื่อเป็นการคลายสวิชต์ เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้วครับ



หลังจากที่เราเพิ่มเจ้า SwitchBot Bot เข้าไปในแอพพลิเคชั่นของ SwitchBot แล้ว เราจะสามารถทำการตั้งค่าเจ้านิ้วอัจฉริยะนี้ได้ใน 2 โหมดหลักด้วยกัน คือตั้งเป็นแบบ Press Mode หรือโหมดจำลองการกดปุ่มแล้วปล่อยทันที เพื่อใช้งานร่วมกับสวิตช์แบบกดปุ่ม และอีกแบบคือแบบ Switch Mode หรือโหมดที่จำลองการทำงานแบบการกดสวิตช์ป๊อกแป๊กทั่วไป โดยในโหมดนี้เราจะสามารถตั้งค่าได้ว่าต้องการให้ SwitchBot Bot ออกแรงกดค้างไว้เป็นเวลาเท่าไหร่ สำหรับการใช้งานกับสวิตช์บางรูปแบบที่ต้องมีแรงกดค้างเอาไว้ตามจำนวนเวลาที่ระบุถึงจะสามารถสั่งทำงานได้

SwitchBot Bot on Switch

จากการใช้งานมาประมาณ 5 เดือนพบว่าเจ้า SwitchBot Bot นั้นตอบสนองต่อการใช้งานได้ดี คือเมื่อกดสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่นแล้ว SwitchBot Bot จะทำงานแทบทุกครั้ง แต่ในแต่ละครั้งนั้นจะดีเลย์จากวินาทีที่กดไปประมาณ 5 วินาที ซึ่งหากเอาไปติดตั้งไว้ตรงจุดที่เราไม่ได้ต้องการการสั่งงานแบบทันทีก็ไม่ได้ถือเป็นปัญหาอะไร (เช่นที่บ้านอเล็กซ์ติดตั้งไว้สำหรับกดปุ่มเปิด/ปิดไฟในจุดที่ให้ความสวยงามมากกว่าความสว่าง ดังนั้นต่อให้ดีเลย์ไป 5 วินาทีก็ไม่ได้ถือว่าเสียหายอะไร) แต่คงจะขัดใจน่าดูหากเอาไปใช้ควบคุมปุ่มการทำงานของอุปกรณ์ที่ต้องการการตอบสนองในทันที

ถึงแม้ว่าเจ้า SwitchBot Bot จะมีข้อเสียที่เห็นได้ชัดในเรื่องของสัญญาณที่ค่อนข้างดีเลย์ แต่ด้วยความที่มันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายและง่ายดาย รวมไปจนถึงการออกแบบที่เรียบง่ายและสวยงามมากๆ นี้ SwitchBot Bot จึงเป็นหนึ่งในอุปกรณ์จาก SwitchBot ที่เรารู้สึกชอบเป็นอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับใครก็ตามที่กำลังหาทางเปลี่ยนอุปกรณ์ธรรมดาๆ ที่มีปุ่มกดให้กลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะได้โดยไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากมายเลย เพียงแค่นำเจ้าตัวนี้ไปติดไว้ตรงปุ่มที่ต้องการ เพียงเท่านั้นชีวิตเราก็สมาร์ทขึ้นได้แล้ว

ข้อดี ข้อเสีย
1. นำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายมาก 1. เชื่อมต่อผ่านสัญญา Bluetooth BLE
2. ขนาดเล็ก ออกแบบเรียบ สวยงาม 2. มีเวลาหน่วงระหว่างการสั่งงานประมาณ 5 วินาที
3. แบตเตอร์รี่ใช้งานได้อย่างยาวนาน  

คะแนนความรัก : 8/10

  • Switchbot Curtain – หุ่นยนต์ดึงม่าน ทำม่านให้อัจฉริยะโดยไม่ต้องเปลี่ยนยกราง และไม่จำเป็นต้องเดินไฟไปเลี้ยงมอเตอร์

SwitchBot Curtain Review

โดยภาพรวมแล้วต้องบอกว่าเหมาะกับคนที่กำลังต้องการเปลี่ยนม่านเดิมๆ ที่บ้านให้กลายเป็นม่านอัจฉริยะ และไม่ต้องการที่จะติดตั้งรางม่านใหม่ หรือเดินไฟไปเสียบมอเตอร์ม่านให้วุ่นวาย และรับได้กับราคาของมัน

ตัวที่สองจากแบรนด์ SwitchBot นั้นต้องยกให้เจ้า SwitchBot Curtain ที่ใครหลายๆ คนกำลังให้ความสนใจอยู่ เพราะเจ้า SwitchBot Curtain นั้นคือหุ่นยนต์ตัวเล็กๆ ที่จะมาเปลี่ยนม่านปกติภายในบ้านของเราให้กลายเป็นม่านอัจฉริยะได้โดยไม่จำเป็นต้องดัดแปลง ติดตั้ง หรือแก้ไขรางและตัวของผ้าม่านแต่อย่างใด ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่ารางที่รองรับ ณ ตอนนี้จะมีอยู่ด้วยกันสามรูปแบบ คือรางม่านแบบ I รางม่านแบบ U และรางม่านแบบ Rod นั่นเอง ซึ่งนั่นทำให้รางม่านแบบ C ที่เป็นที่นิยมใช้กันในบ้านเรานั้นจะยังไม่สามารถใช้งานกับเจ้า SwitchBot Curtain ได้ และตอนทำการสั่งซื้อเพื่อนๆ ต้องเช็ครางม่านที่บ้านให้ดีๆ ก่อนและระบุซื้อให้ถูกชนิดราง ซึ่งถือว่าวุ่นวายอยู่เล็กน้อยเหมือนกัน

switchbot-curtain-rail-types
ชนิดของรางม่านที่รองรับ Switchbot Curtain

นอกจากปัจจัยในเรื่องของชนิดของรางม่านแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงนั้นคือรูปแบบการเปิด/ปิดม่านของเรา ซึ่งเจ้า SwitchBot Curtain นั้นรองรับรูปแบบการเปิด/ปิดม่านทั้งแบบจากซ้ายไปขวา จากขวาไปซ้าย และม่านที่เปิดออกจากตรงกลาง ซึ่งหากเป็นอย่างหลังนั้นเราจะต้องใช้ SwitchBot Curtain จำนวน 2 ตัวในการสั่งการ โดยตัวหนึ่งจะเดินลากม่านไปทางด้านซ้าย ในขณะที่อีกตัวนั้นจะลากม่านไปทางฝั่งขวา เพื่อให้ม่านของเราเปิดออกจากตรงกลางนั่นเอง ทั้งนี้รูปแบบการเปิดม่านทั้งหมดที่กล่าวมานั้นสามารถตั้งค่าได้จากในแอพพลิเคชั่นของ SwitchBot เลยโดยตรง และในแอพพลิเคชั่นนี้เองก็ยังมีขั้นตอนการติดตั้งสอนเรา ทั้งแบบภาพและแบบวิดีโอแสดงการติดตั้งอีกด้วย เรียกว่าซื้อมาแล้วไม่ต้องกลัวติดตั้งไม่เป็นกันเลย




SwitchBot Curtain ตัวนี้มีขนาดเพียง 42x51x110 มม. และหนักเพียง 135 กรัมเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นห่วงว่ามันจะไปเพิ่มภาระให้กับรางม่านของเราแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับแบตเตอร์รี่ภายในความจุ 3350mAh ที่ทางค่ายเคลมว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องนานถึง 8 เดือนต่อการชาร์จหนึ่งครั้งด้วย และหากไม่อยากกังวลเรื่องการชาร์จแบตอีกเลย เราสามารถสั่งแผงชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Panel มาใช้คู่กับ SwitchBot Curtain ได้ในราคาเพียง $25 เหรียญเท่านั้น โดยเจ้า SwitchBot Curtain สามารถดึงผ้าม่านที่มีน้ำหนักสูงสุดไม่เกิน 8 กิโลกรัม และระยะความยาวของรางต่อหนึ่งตัวไม่เกิน 3 เมตรได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งหากม่านที่ใช้มีขนาดมากหน่อย เพื่อนๆ อาจจะต้องปรับโหมดการใช้งานเป็นโหมด Performance เพื่อให้เจ้าหุ่นยนต์สามารถลากม่านไปได้โดยไม่ติดขัดอะไร แต่อาจต้องแลกมากับเสียงมอเตอร์ในโหมดดังกล่าวที่จะดังกว่าโหมด Silent อยู่มากทีเดียว

หุ่นยนต์เปิดม่านตัวนี้ใช้สัญญาณเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 ซึ่งให้ระยะสัญญาณที่ไกลกว่า SwitchBot Bot (ที่เป็น Bluetooth 4.2) แต่ก็เช่นเคยว่าหากเพื่อนๆ ต้องการควบคุมมันจากภายนอกบ้านนั้น เรายังจำเป็นต้องใช้งานคู่กับ SwitchBot Hub หรือ SwitchBot Hub Mini อยู่ดีเพื่อเป็นตัวกลางในการสั่งงาน SwitchBot Curtain เมื่อเราอยู่นอกบ้าน เฉกเช่นเดียวกับเจ้า SwitchBot Bot



สำหรับใครที่อาจกำลังกังวลว่าหากมือถือเกิดไม่อยู่กับตัว หรือสมาชิกที่บ้านบางท่านอาจไม่ถนัดการควบคุมอุปกรณ์ด้วยมือถือ หรืออาจจะเกิดเหตุไฟฟ้าที่บ้านดับ เราจะสามารถเปิด/ปิดม่านด้วยตัวเราเองได้ไหมเมื่อใช้งาน SwitchBot Curtain ก็ขอตอบไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่ายังคงควบคุมการเปิด/ปิดม่านได้โดยไม่ต้องใช้มือถือไฟฟ้าแต่อย่างใดครับ โดยวิธีการนั้นก็เพียงแค่กระตุกตรงผ้าม่านเบาๆ เพียงเท่านี้หุ่นยนต์ SwitchBot Curtain ก็จะออกเดินเพื่อทำการเปิด/ปิดม่านของเราให้ในทันที หรือหากใครต้องการง่ายกว่านั้นอีก SwitchBot เองก็มีรีโมตตัวเล็กๆ จำหน่ายในราคาเพียง $19 หรือประมาณ 600 บาทโดยมาพร้อมปุ่มเปิด/ปิด เพื่อให้เรานำไปติดที่บริเวณที่ต้องการเพื่อใช้ควบคุมม่านด้วยปุ่มกดได้ด้วยนะ โดยเจ้าปุ่มตัวนี้ใช้ถ่าน CR2 เหมือนกันกับ SwitchBot Bot ดังนั้นก็ไม่ต้องห่วงว่าจะใช้งานไม่ได้เมื่อไฟดับ ซึ่งอเล็กซ์เองก็ติดตั้งเจ้ารีโมตตัวนี้เอาไว้ที่บ้านเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานให้กับคุณแม่ที่ไม่ค่อยถนัดการสั่งงานด้วยมือถือหรือผู้ช่วยอัจฉริยะสักเท่าไหร่นัก

SwitchBot Remote

ข้อดีที่เห็นหลักๆ ของเจ้า SwitchBot Curtain นั้นคือการที่มันติดตั้งง่ายมากๆ ครับ โดยหากเราเลือกซื้อมาตรงกับประเภทรางและการเปิด/ปิดม่านของเราก็จะสามารถติดตั้งกับรางม่านเก่าของเราได้เลยโดยไม่ต้องดัดแปลงอะไร แต่หากเลือกซื้อชนิดรางม่านผิดก็ไม่ต้องตกใจครับ เพราะว่าทาง SwitchBot เองมีช่องทางให้ติดต่อเพื่อขอขารางแบบที่เราใช้งานจริงได้ใหม่ แม้ว่าจะทำการสั่งซื้อผิดมาแล้วก็ตาม

นอกจากที่มันจะติดตั้งง่ายแล้ว มันยังมีแบตเตอร์รี่ในตัว ไม่จำเป็นต้องเดินสายไฟมาเสียบเอาไว้ตลอดเวลาเหมือนกับมอเตอร์ม่านอัจฉริยะประเภทอื่นๆ ด้วย ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องจุดติดตั้งว่าจะต้องมีการเดินสายไฟรอเอาไว้แต่อย่างใด หรือหากต้องติดตั้งไว้ที่สูงเหมือนบ้านของอเล็กซ์ SwitchBot เองก็มี Solar Panel หรือแผงชาร์จไฟพลังงานแสงอาทิตย์จำหน่ายแยกในราคาเพียง $25 หรือประมาณ 800 บาทเท่านั้นให้เราเอาไว้ติดตรงหน้าต่างเพื่อชาร์จพลังงานให้หุ่นยนต์เปิดม่านของเราได้ตลอดเวลาด้วย


นอกจากนี้การที่เราสามารถตั้งค่าการเปิด/ปิดม่านได้โดยอ้างอิงจากเวลาในแต่ละวันนั้นถือว่าตอบโจทย์ของการมีม่านอัจฉริยะมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราติดตั้งเจ้า SwitchBot Curtain ไว้กับรางม่านที่อาจมีผลกับความเป็นส่วนตัวของเรา เพราะหากเราตั้งค่าให้ม่านเปิดหรือปิดเองตามเวลาได้นั้น เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการลืมเปิดหรือปิดม่านและจะมีใครมองเห็นมาจากภายนอกในเวลาที่เราไม่ต้องการอีกต่อไป ซึ่งนี่เป็นแค่หนึ่งในข้อดีที่เห็นได้ชัดของการมีม่านอัจฉริยะ

ในขณะเดียวกันเจ้า SwitchBot Curtain นั้นก็ยังมีข้อเสียสำคัญอยู่เหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือขั้นตอนการคาลิเบรตม่านที่หากคุณใช้ม่านแบบเปิดตรงกลางแล้ว การคาลิเบรตนั้นค่อนข้างจะวุ่นวายพอสมควรเลยแม้ว่าจะมีขั้นตอนสอนอย่างชัดเจนและเข้าใจง่ายก็ตาม แต่หากติดตั้งกับรางม่านแบบเปิดฝั่งเดียวก็ดีไป เพราะขั้นตอนการคาลิเบรตนั้นไม่มีอะไรมาก เพียงแค่กำหนดระยะเปิดสุดและระยะปิดสุดของม่าน เพียงเท่านั้น SwitchBot Curtain ก็จะสามารถทำงานได้แล้ว

SwitchBot Curtain Battery
ภาพแสดง % การชาร์จไฟของ SwitchBot Curtain

แผง Solar Panel เอง จากการทดสอบใช้งานก็ดูจะมีข้อควรระวังอยู่เล็กน้อยเหมือนกันครับ โดยมันจะทำการชาร์จไฟได้ก็ต่อเมื่อค่าความเข้มข้นของพลังงานแสงอาทิตย์ในบริเวณนั้นต้องสูงพอสมควร ซึ่งหากบ้านใครกระจกไม่ค่อยโดนแดดก็อาจจะไม่ตอบโจทย์การใช้งาน Solar Panel สักเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่นที่บ้านของอเล็กซ์ที่แผงฝั่งหนึ่งโดนแดดจัด ในขณะที่อีกฝั่งจะโดนแดดจัดเป็นบางเวลาเท่านั้น เพื่อนๆ จะเห็นว่าค่าพลังงานที่เหลือในแบตเตอร์รี่ของเจ้า SwitchBot Curtain ทั้งสองตัวนั้นไม่เท่ากันแต่อย่างใดตามรูป

นอกจากนั้น อีกหนึ่งปัญหาหลักคือเรื่องของราคาค่าตัวของมันนั่นเอง จริงอยู่ว่าหากเรานำมันไปเทียบกับม่านมอเตอร์ไฟฟ้าแล้ว ราคาของเจ้า SwitchBot Curtain ที่ขายอยู่ตัวละ $99 หรือประมาณ 3000 บาทนั้นถือได้ว่าถูกมากๆ แต่ในขณะเดียวกัน หากม่านของเราเป็นม่านเปิดตรงกลาง การลงทุนก็จะคูณสองไปโดยปริยาย กลายเป็น $198 ต่อม่านหนึ่งชุดเลยทีเดียว และหากว่ากันที่ราคา $198 แล้ว ในบ้านเรา ณ ตอนนี้มีตัวเลือกมากมายที่น่าสนใจในราคาที่ถูกกว่ากันเยอะ เช่นเจ้า Zemismart Curtain นั่นเอง

โดยภาพรวมแล้วต้องบอกว่าเหมาะกับคนที่กำลังต้องการเปลี่ยนม่านเดิมๆ ที่บ้านให้กลายเป็นม่านอัจฉริยะ และไม่ต้องการที่จะติดตั้งรางม่านใหม่ หรือเดินไฟไปเสียบมอเตอร์ม่านให้วุ่นวาย และรับได้กับราคาของมันละครับ ส่วนใครที่ไม่ไหวก็มองหาตัวเลือกอื่นในตลาดได้ หากพลาดตัวนี้ไปก็ไม่ได้ถือว่าน่าเสียดายอะไรครับ

ข้อดี ข้อเสีย
1. ติดตั้งง่าย ไม่ต้องเดินรางม่านใหม่  1. ราคาสูงถ้าเทียบในกลุ่มหุ่นยนต์ดึงม่าน
2. มีแบตเตอร์รี่ในตัว สามารถใช้งานได้นานถึง 8 เดือน 2. เชื่อมต่อด้วย Bluetooth
3. เสถียรมาก ใช้งานไม่งอแง เปิด/ปิดได้ตามสั่ง ไม่ดีเลย์ 3. ต้องใช้ฮับเพื่อการสั่งงานนอกบ้าน
4. มีแผงชาร์จไฟด้วยแสงอาทิตย์จำหน่ายแยก  

คะแนนความรัก : 7/10

  • SwitchBot Hub Mini – กล่องตัวน้อยตัวนิดที่เป็นหัวใจของระบบ และยังทำหน้าที่เป็น IR Blaster ได้อีกด้วย

SwitchBot Hub Mini Pic

จำเป็นมากๆ หากเราต้องการควบคุมอุปกรณ์ SwitchBot จากระยะไกล และยังมาพร้อมกับความสามารถในการเป็น IR Blaster ด้วย

อุปกรณ์ข้างต้นทั้ง 2 ตัวที่ได้รีวิวไปนั้น ไม่ว่าจะเป็น SwitchBot Bot หรือ SwitchBot Curtain ต่างก็เชื่อมต่อกับมือถือของเราผ่านทางสัญญาณ Bluetooth BLE ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งทำให้กลายเป็นข้อจำกัดสำหรับการใช้งาน ที่เมื่อใดที่มือถือของเราเกิดอยู่นอกอาณาเขตสัญญาณ Bluetooth ก็จะไม่สามารถสั่งงานอุปกรณ์เหล่านี้ได้ในทันที ซึ่ง SwitchBot เองก็คิดเผื่อมาแล้ว จึงได้มีการออกผลิตภัณฑ์กลุ่มที่เป็นฮับในการเชื่อมต่อระหว่างมือถือของเรากับอุปกรณ์ภายในบ้านภายใต้แบรนด์ SwitchBot ขึ้นมา เพื่อให้เราสามารถสั่งงานอุปกรณ์เหล่านั้นได้แม้ไม่ได้อยู่ที่บ้าน และหนึ่งในนั้นก็คือตัวที่เรานำมารีวิวกันในวันนี้อย่างเจ้า SwitchBot Hub Mini

switchbot-hub-mini-pic4
switchbot-hub-mini-pic3
switchbot-hub-mini-pic-1

SwitchBot Hub Mini นั้น โดยส่วนตัวแล้วต้องขออนุญาตใช้คำว่าจำเป็นโคตรๆ สำหรับการเปลี่ยนระบบ SwitchBot ให้กลายเป็นอุปกรณ์ IoT อย่างแท้จริง โดยตัวของมันนั้นรองรับการเชื่อมต่อ WiFi 2.4Ghz และ Bluetooth BLE 4.2 ขึ้นไป ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ภายใต้แบรนด์ SwitchBot ที่ใช้โปรโตคอล Bluetooth BLE นั้นสามารถเชื่อมต่อตัวมันเองมายังเจ้า SwitchBot Hub Mini ได้ และในขณะเดียวกัน เจ้า SwitchBot Hub Mini เองก็จะเชื่อมต่อตัวมันกับสัญญาณ WiFi ภายในบ้านของเรา และคอยเป็นสะพานให้เราสามารถสั่งงานอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับ Hub Mini อย่างเจ้า SwitchBot Curtain และ SwitchBot Bot ได้ แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ที่บ้าน ภายใต้เงื่อนไขที่ว่ามือถือของเราก็ต้องยังคงใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ ไม่ว่าจะเป็นเน็ต 3G/4G หรือ WiFi จากที่ใดก็ตาม

การใช้งานเองก็ไม่ได้วุ่นวายอะไรเลย เพียงแค่เราทำการเซ็ตอัพและเชื่อมต่อเจ้า SwitchBot Hub Mini เข้ากับ WiFi คลื่น 2.4Ghz ของบ้านเรา (ไม่รองรับคลื่น WiFi 5Ghz) จากนั้นก็ไปเลือกเปิดใช้งาน Cloud Service บนอุปกรณ์ Bluetooth BLE อย่างเจ้า SwitchBot Curtain และ SwitchBot Bot ผ่านทางการตั้งค่าภายในแอพพลิเคชั่น SwitchBot เพียงเท่านี้อุปกรณ์ Bluetooth BLE จาก SwitchBot ก็จะสามารถสั่งงานจากที่ไหนก็ได้แล้ว ซึ่งทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ในระบบ SwitchBot นั้นมีประโยชน์ในการใช้งานจริงขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียว (หากยังไม่ได้เชื่อมต่อ SwitchBot Hub ในแอพ SwitchBot จะไม่สามารถเปิดใช้งาน Cloud Service ได้)


SwitchBot Remote

นอกจากความสามารถในการทำตัวเองเป็นฮับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Bluetooth BLE ของ SwitchBot แล้ว เจ้า SwitchBot Hub Mini เองยังมีความสามารถอีกหนึ่งอย่างคือการเป็นตัวส่งสัญญาณ IR (Infrared) ที่มีระยะการยิงสัญญาณไกลถึง 30 เมตรหากไม่มีสิ่งกีดขวาง โดยหากตั้งตัวมันขึ้นในแนวตั้ง จะกวาดสัญญาณได้รอบ 360 องศา แต่หากวางในแนวนอนจะกวาดสัญญาณไปได้ 180 องศา ซึ่งทำให้เหมาะกับการนำมาใช้งานเป็นตัว IR Blaster สำหรับเรียนรู้อุปกรณ์ต่างๆ ที่ควบคุมผ่านรีโมตแบบ IR ที่อยู่ภายในห้องที่จัดวาง SwitchBot Hub Mini เอาไว้ได้ ยกตัวอย่างเช่นพวกรีโมตทีวี รีโมตแอร์ หรือรีโมตพัดลมเป็นต้น โดยวิธีการเรียนรู้รีโมต IR นั้นก็ไม่ยากเลย เพียงแค่กดเข้าไปในการตั้งค่าของ SwitchBot Hub Mini บนแอพพลิเคชั่น SwitchBot แล้วเลือกเพิ่มอุปกรณ์ใหม่ตามชนิดของอุปกรณ์ที่ SwitchBot มีรองรับ จากนั้นก็ทำตามคำแนะนำในแอพพลิเคชั่น เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย



จากการทดลองเพิ่มรีโมตแอร์ตัวเก่าของที่บ้านนั้น อเล็กซ์พบว่า SwitchBot มีฐานข้อมูลรีโมต IR ที่ครอบคลุมและหลากหลายมากๆ โดยแอพพลิเคชั่นจะให้เรากดปุ่มตามแพทเทิร์นที่กำหนดเพื่อดูว่าปุ่มต่างๆ ที่กดผ่านแอพพลิเคชั่นนั้นตรงกับการใช้งานสัญญาณ IR ของรีโมตรุ่นที่เราเชื่อมต่อไหม และหากตรง แอพพลิเคชั่นก็จะเลือกรุ่นรีโมตที่ถูกต้องจากฐานข้อมูลให้กับเราทันที ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเรียนรู้รีโมตเอาเองทีละปุ่มให้เสียเวลา แต่หากไม่ตรงกับฐานข้อมูลใดๆ เลยเราก็สามารถทำการเรียนรู้เองได้เหมือนพวก IR Blaster ทั่วไป

SwitchBot Hub Mini นั้นถือว่าจำเป็นมากๆ หากเราต้องการควบคุมอุปกรณ์ SwitchBot จากระยะไกล และด้วยสนนราคา $39 หรือประมาณ 1200 บาท พร้อมกับความสามารถในการเป็น IR Blaster ได้ด้วยนั้น อเล็กซ์คิดว่ายังไงก็ควรซื้อมาใช้งานเป็นอย่างยิ่งหากเพื่อนๆ กำลังคิดจะตัดสินใจเลือกใช้อุปกรณ์จาก SwitchBot ครับ

ข้อดี ข้อเสีย
1. ขนาดเล็ก ออกแบบมาได้มินิมอลมาก 1. ไม่รองรับการเชื่อมต่อ WiFi คลื่น 5Ghz
2. ทำหน้าที่เป็น IR Blaster ได้ด้วย 2. มีสัญญาณหลุดให้เห็นบ้างเป็นบางครั้ง
3. ทำให้ระบบรองรับการทำงานแบบ IoT โดยสมบูรณ์  
4. ยิงและรับสัญญาณได้ไกลมากทั้ง Bluetooth และ IR  

คะแนนความรัก : 9/10

  • SwitchBot Smart Humidifier

นอกจากอุปกรณ์ทั้งหมดข้างต้นแล้ว SwitchBot เองยังออกอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความชื้นให้กับที่อยู่อาศัยของเรา โดยช่วยลดโอกาสการเกิดภูมิแพ้ และช่วยไม่ให้ผิวหนังของเราแห้งจนเกินไปจากการขาดน้ำเมื่อต้องอยู่หรือพักผ่อนในห้องแอร์เป็นเวลานานๆ อีกด้วย แน่นอนว่าอุปกรณ์ตัวที่ว่านั้นก็คือเจ้า SwitchBot Smart Humidifier นั่นเอง

SwitchBot Smart Humidifier นั้นควรใช้คู่กับ SwitchBot Meter เพื่อให้สามารถควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องได้โดยตรงผ่านในแอพพลิเคชั่นของ SwitchBot เลย 

Switchbot Smart Humidifier

เจ้า SwitchBot Smart Humidifier นั้นเป็นอุปกรณ์ลูกเพียงตัวเดียวจาก SwitchBot ในตอนนี้ที่รองรับการเชื่อมต่อกับ WiFi ได้โดยตรง โดยรองรับสัญญาณคลื่นความถี่ 2.4Ghz เท่านั้น ไม่เหมือนกับ SwitchBot Curtain และ SwitchBot Bot ที่รองรับเพียงแค่ Bluetooth BLE และต้องอาศัย Hub ในการควบคุมจากระยะไกล อย่างไรก็ตามนั่นก็ทำให้มันเป็นอุปกรณ์ลูกเพียงตัวเดียวเท่านั้นจาก SwitchBot ที่ต้องอาศัยการเสียบปลั๊กไฟเลี้ยงไว้ตลอดเวลา เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสัญญาณ WiFi นั้นใช้พลังงานมาก ดังนั้นจะให้มาใช้ถ่านหรือแบตเตอร์รี่เหมือนอุปกรณ์ตัวอื่นก็คงเป็นไปไม่ได้ ไม่งั้นคงมีหวังได้เปลี่ยนถ่านกันเป็นรายวันแน่ๆ 

SwitchBot Smart Humidifier ออกแบบมาได้เรียบง่ายและสวยงามเหมือนกับผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ ในไลน์ของ SwitchBot เลยครับ โดยที่ขนาดตัวของมันนั้นอยู่ที่ 20 x 36.6 x 20 ซม. และมีนำ้หนักตัวประมาณ 1.34 กิโลกรัม ด้านหน้ามีไฟ LED บอกสถานะการทำงานของตัวเครื่อง พร้อมกับถังใส่น้ำแบบใส (ที่ออกดำหน่อยๆ) ขนาด 3.5 ลิตร พร้อมจานไส้กรองน้ำแบบถอดเปลี่ยนได้เพื่อความสะอาดของไอน้ำที่ถูกปล่อยออกมา ซึ่งทำให้มีปริมาณน้ำที่มากพอกับการใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุดถึง 48 ชั่วโมงเลย ในขณะที่ฝาปิดด้านบนนั้นออกแบบเป็นปล่องปล่อยควันที่สามารถหมุนได้รอบทิศทางแบบ 360 องศา และที่พิเศษกว่านั้นคือช่องสำหรับหยอดน้ำมันหอมระเหยที่มีขายกันทั่วไป ซึ่งหาได้ยากในผลิตภัณฑ์ประเภท Humidifier จากคู่แข่งหลายๆ ตัว อันนี้ต้องบอกว่าชอบเป็นการส่วนตัวเลยล่ะครับ




ฟังก์ชั่นการทำงานของเจ้า SwitchBot Smart Humidifier นั้นก็ไม่มีอะไรมากครับ โดยเราสามารถที่จะกดตรงไฟ LED ที่ทำหน้าที่เป็นปุ่มในการปรับระดับความแรงของไอน้ำที่พ่นออกมาได้ รวมไปจนถึงปรับให้มันทำงานในโหมดอัตโนมัติเองก็ได้หากใช้งานร่วมกับ SwitchBot Meter และหากเราทำการเชื่อมต่อ WiFi เข้ากับแอพพลิเคชั่น SwitchBot ด้วยแล้ว ความสามารถของมันก็จะเพิ่มขึ้นมามากอีกเป็นเท่าตัวเลยครับ

โดยส่วนตัวแล้วเจ้า SwitchBot Smart Humidifier นี้มีประโยชน์กับการใข้งานของอเล็กซ์มากๆ ในการช่วยควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องโฮมเธียร์เตอร์ของที่บ้าน เพราะในห้องนี้อากาศค่อนข้างแห้งมาก และยังมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกเยอะด้วย เลยทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตภายในห้องบ่อยมาก บ่อยชนิดที่ว่าจับต้องอะไรหน่อยก็มีช็อตเปรี๊ยะตลอดเวลา แต่พอเอาเจ้าตัวนี้เข้ามาไว้ในห้อง โดยใช้งานควบคู่กับ SwitchBot Meter (ซื้อแยกที่ราคา $19 หรือประมาณ 600 บาท)  และตั้งค่า Auto Mode Humidity Level ไว้ที่ 45% ก็พบว่าแทบไม่เกิดปัญหาเรื่องไฟฟ้าสถิตมารบกวนจิตใจอีกเลย ในขณะที่หลายๆ บ้านที่มีห้องเก็บกระเป๋าหนังหรือวัสดุมีค่า อาจจะเอาไปประยุกต์ใช้ในการปรับความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องให้ไม่เป็นอันตรายต่อไอเท็มที่เรารักเหล่านั้นก็ได้นะครับ เพราะราคาค่าตัวมันนั้นไม่ได้แพงเลย ซื้อหาได้ที่ราคา $49 หรือประมาณ 1,500 บาทเท่านั้นเอง



อย่างไรก็ตามจากการทดสอบพบว่าหากใช้งาน SwitchBot Smart Humidifier เพียงลำพัง โดยไม่ได้ใช้งานร่วมกับ SwitchBot Meter โหมดการทำงาน Auto ในแอพพลิเคชั่นนั้นจะไม่สามารถควบคุม % ความชื้นสัมพันธ์ให้อยู่ในจุดที่เราต้องการได้จริงๆ เว้นแต่เพื่อนๆ จะใช้ Homebridge ในการ Bridge เอาอุปกรณ์ SwitchBot ไปใช้งานต่อไปใน Apple Homekit แล้วใช้เซ็นเซอร์วัดความชื้นสัมพัทธ์ตัวอื่นภายในห้องมาช่วยในการควบคุมความชื้นแทน ซึ่งวิธีนี้จะพูดถึงต่อไปเป็นลำดับสุดท้ายของบทความ

แต่ในกรณีที่เพื่อนๆ ใช้ Google Home, Amazon Alexa หรือ IFTTT เป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ยิ่งดีเลยครับ เพราะเจ้าอุปกรณ์ SwitchBot ทั้งไลน์ (รวมถึง SwitchBot Smart Humidifier ตัวนี้ด้วย) นั้นรองรับการทำงานร่วมกับระบบบ้านอัจฉริยะที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม สามารถเพิ่มเข้าไปในระบบอย่าง Google Home หรือ Amazon Alexa ได้เลย และเมื่อเพิ่มเข้าไปแล้วเพื่อนๆ ก็จะสามารถใช้เซ็นเซอร์ความชื้นสัมพัทธ์ตัวอื่นๆ ในระบบที่มีอยู่มาเป็นตัวควบคุมความชื้นภายในห้องร่วมกับ SwitchBot Smart Humidifier โดยผ่านทางการตั้งค่าของระบบนั้นๆ ที่เลือกใช้แทนได้

แต่หากจะเอาง่ายที่สุด SwitchBot Smart Humidifier นั้นควรใช้คู่กับ SwitchBot Meter เพื่อให้สามารถควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องได้โดยตรงผ่านในแอพพลิเคชั่นของ SwitchBot นั่นล่ะครับ ซึ่งก็อาจจะต้องเสียเงินเพิ่มเล็กน้อยหากต้องการฟังก์ชั่นนี้

ข้อดี ข้อเสีย
1. เชื่อมต่อผ่าน WiFi 2.4Ghz โดยไม่ต้องใช้ Hub 1. ไม่รองรับสัญญาณ WiFi 5Ghz
2. ถังน้ำขนาดใหญ่ถึง 3,500 ลิตร เปลี่ยนไส้กรองได้ 2. ไม่มีเซ็นเซอร์ความชื้นในตัวเอง
3. ตั้งเวลาเปิด/ปิด และสั่งงานระยะไกลจากในแอพได้ 3. ต้องใช้งานร่วมกับ SwitchBot Meter
เพื่อใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
4. เสียงเงียบมากทุกโหมด ไม่รบกวนเวลานอน  
5. มีช่องสำหรับใส่น้ำมันหอมระเหย  

คะแนนความรัก : 7.5/10

  • Apple HomeKit – Homebridge Plugin และ API

อุปกรณ์ SwitchBot ทุกตัว หากเราเชื่อมต่อเข้ากับ SwitchBot Hub หรือ Hub Mini และเปิดใช้บริการ Cloud Service (ฟรี) จะรองรับการใช้งานร่วมกับ Google Home, Amazon Alexa, IFTTT และ Line Clover โดยอัตโนมัติ แต่อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการสั่งงานผ่านเสียงด้วย Siri บน iPhone / iPad หรือ Homepod ของเรา ทางเดียวที่จะทำได้อย่างเป็นทางการคือการใช้งานผ่านคำสั่งลัด หรือ Siri Shortcuts เท่านั้น ไม่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ SwitchBot เข้ากับ Apple HomeKit ได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม หากบ้านใครใช้งาน Homebridge Server ในการนำเอาอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ Homekit ให้เข้าไปอยู่ในระบบ HomeKit จาก Apple อยู่แล้ว SwitchBot เองก็มี Plugin สำหรับ Homebridge ไว้รองรับการใช้งานในส่วนนี้เช่นเดียวกัน โดยตัวปลั๊กอินนั้นรองรับอุปกรณ์ทุกตัวที่ SwitchBot มีเปิดจำหน่าย ซึ่งต้องใช้งานร่วมกับ SwitchBot Hub หรือ Hub Mini เท่านั้น เว้นก็แต่ SwitchBot Smart Humidifier ที่เชื่อมต่อ WiFi ได้โดยตรง ที่สามารถบริดจ์เข้าใช้งานกับ Homekit ผ่านทางปลั๊กอินของ Homebridge ได้โดยไม่ต้องใช้ SwitchBot Hub มาช่วยแต่อย่างใด

สำหรับใครที่สนใจเกี่ยวกับ Homebridge ทาง APPDISQUS เองได้เคยมีทำวิดีโอสอนการติดตั้งและการใช้งาน Homebridge Server อย่างละเอียดเอาไว้ เพื่อนๆ สามารถรับชมได้จากวิดีโอด้านล่างนี้เลยครับ

สำหรับปลั๊กอิน Homebridge ที่แนะนำให้ใช้นั้นมีชื่อว่า Homebridge SwitchBot OpenAPI ซึ่งเป็นปลั๊กอินของระบบ SwitchBot ที่มีความเสถียรมากๆ โดยทันทีที่เราติดตั้งและตั้งค่าปลั๊กอินเสร็จสมบูรณ์แล้ว เจ้าปลั๊กอินก็จะทำการส่งผ่านอุปกรณ์ SwitchBot เหล่านี้ให้ไปโผล่ที่แอพพลิเคชั่น Home บน iPhone / iPad และ Mac ของเราเพื่อใช้สำหรับการควบคุมการทำงานผ่าน Siri ในอุปกรณ์ต่างๆ ต่อไป

Homebridge SmartBot OpenAPI Plugin

เห็นแบบนี้แล้ว ใครที่เป็นเทคแซฟวี่มากๆ และชอบเรื่อง Smart Home และระบบ IoT กันเป็นชีวิตจิดใจอยู่แล้วก็สบายใจได้เลยครับว่า SwitchBot Platform นี้สามารถเอาไปต่อยอดโปรเจคบ้านอัจฉริยะของเพื่อนได้อีกหลากหลายและครบถ้วนแน่นอน เพราะตัวแอพพลิเคชั่นเองก็มี API เอาไว้ให้หยิบไปใช้งานกันอย่างอิสระ และสามารถขอเจน Token ได้ง่ายๆ ภายในตัวแอพพลิเคชั่นอีกด้วยครับ

บทสรุปท้ายรีวิว

SwitchBot จาก Wonderlabs นั้นถือเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะแบรนด์ที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ ด้วยอุปกรณ์ที่มีออกมารองรับอย่างหลากหลายฟังก์ชั่นการทำงาน ไล่ไปตั้งแต่ SwitchBot Bot, SwitchBot Curtain, SwitchBot Smart Humidifier และ SwitchBot Hub ตลอดจนอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเพิ่มความสามารถให้อุปกรณ์หลักในระบบอย่างพวก SwitchBot Remote, SwitchBot Meter และแผง Solar Panel สำหรับการชาร์จไฟพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับ SwitchBot Curtain แล้วต้องบอกว่าของเค้าคิดมาดีจริงๆ

ฮาร์ดแวร์ดีแล้ว ซอฟต์แวร์เองก็ไม่ได้น้อยหน้าเลย เพราะแอพพลิเคชั่น SwitchBot นั้นออกแบบมาได้อย่างเรียบหรูและดูใช้งานง่ายไม่ต่างอะไรไปจากตัวโปรดักส์เลย อีกทั้งยังรองรับ Google Home, Amazon Alexa, IFTTT และ Siri Shortcuts และมี API ให้ไปต่อยอดใช้งานกันบน Home Assistant ตลอดจน Homebridge Plugin ที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ด้วยแล้ว ยิ่งต้องบอกเลยว่าลงทุนกับอุปกรณ์ภายใต้แบรนด์นี้ รับรองว่าไม่ผิดหวังจริงๆ

ข้อเสียหลักๆ ที่เห็นชัดคงเป็นเรื่องของการวางจำหน่ายที่ในประเทศไทยเรายังหาตัวแทนจำหน่ายได้ยากสักหน่อย แต่หากใครไม่ติดประเด็นเรื่องการต้องรอของเล็กน้อย คุณสามารถเข้าไปช็อปปิ้งอุปกรณ์ทั้งหมดภายใต้แบรนด์ SwitchBot ได้ผ่านทางเว็บไซต์หลักของแบรนด์เลยที่ www.switch-bot.com โดยเพื่อนๆ สามารถใช้โค๊ด “APPDISOUS10” เพื่อเป็นส่วนลดเพิ่ม 10% กับทุกยอดสั่งซื้อจากทาง SwitchBot Store ได้เลยครับ

สุดท้ายนี้ตามธรรมเนียม APPDISQUS ที่ต้องให้คะแนนรีวิวไว้สำหรับประกอบการตัดสินใจ โดยตลอดบทความ ผมได้บอกคะแนนความประทับใจและข้อดี/ข้อเสียของอุปกรณ์แต่ละตัวจาก SwitchBot กันไปแล้ว ในท้ายรีวิวนี้จะเป็นการสรุปคะแนนและข้อดี/ข้อเสียของ SwitchBot ในภาพรวมอีกครั้งเพื่อช่วยเพื่อนๆ ในการตัดสินใจกันอีกทีนะครับ ขอบคุณที่ติดตามมาจนถึงตรงนี้ครับ

ข่าว: รีวิวอุปกรณ์อัจฉริยะจาก SwitchBot | เจาะลึก SwitchBot Bot, Curtain, Hub Mini และ Humidifier แบบครบทั้งตระกูล มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/switchbot-devices-review-for-your-smarthome/

กูเกิลประกาศรองรับโพรโทคอล Matter สำหรับสมาร์ทโฮม ทั้งใน Android และ Nest

กูเกิลประกาศรองรับโพรโทคอลสำหรับอุปกรณ์สมาร์ทโฮม Matter ที่พัฒนาโดยกลุ่มพันธมิตร CSA (ZigBee Alliance เดิม) ในอุปกรณ์ Android และ Nest

Matter เป็นโพรโทคอลมาตรฐานกลางที่หลายบริษัทช่วยกันพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาอุปกรณ์สมาร์ทโฮมข้ามค่ายคุยกันยาก โดยมี CSA เป็นหน่วยงานกลางคอยประสาน ตัวโพรโทคอลวิ่งอยู่บนเครือข่าย IP (ในที่นี้คือ Wi-Fi และ Thread)

ความน่าสนใจของ Matter คือสมาชิกที่ร่วมผลักดันมีรายใหญ่พร้อมหน้า ทั้ง Apple, Amazon, Google, Samsung SmartThings ทำให้ปัญหาการเมืองระหว่างค่ายน่าจะหมดไป (สักที) โดยกูเกิลเป็นบริษัทใหญ่รายแรกที่ออกมาประกาศรองรับ Matter อย่างเป็นทางการ

กูเกิลบอกว่าระบบปฏิบัติการ Android จะรองรับ Matter ในตัว (ยังไม่บอกว่าเวอร์ชันไหน และเมื่อไร) ส่วน Nest รุ่นที่รองรับโพรโทคอล Thread อยู่แล้ว (เช่น Nest Wifi, Nest Hub Max, Nest Hub 2nd gen) ก็จะสามารถเป็นฮับไปต่อเชื่อมอุปกรณ์ Matter อื่นได้ด้วย

No Description

ที่มา – Google

from:https://www.blognone.com/node/122771

Logitech เลิกผลิตรีโมทควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮม Harmony แล้ว

Logitech ประกาศเลิกผลิตรีโมทภายใต้แบรนด์ Harmony สำหรับใช้ควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮมอย่างเป็นทางการ โดยจะยังคงซัพพอร์ตลูกค้าเดิมต่อไป

สำหรับสินค้าตระกูล Harmony เป็นสินค้ากลุ่มควบคุมสมาร์ทโฮมของ Logitech ซึ่งรีโมทก็ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าแบรนด์นี้ และเป็นตัวเลือกเดียวในช่วงหลังสำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฮมที่ต้องการรีโมทธรรมดาไว้สำหรับควบคุมสิ่งต่าง ๆ ภายในบ้าน เพราะตัวรีโมทกำหนดได้ว่าจะให้ปุ่มไหนคุมหลอดไฟดวงไหนหรือปลั๊กจุดไหน แต่หลังจาก Google, Apple และ Amazon เริ่มเข้ามาในระบบควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้าน รวมถึงมี HDMI-CEC ก็ทำให้ universal remote เริ่มไม่ได้รับความนิยม

ตอนนี้ Logitech เลิกผลิตรีโมท Harmony อย่างเป็นทางการแล้ว แต่ทางบริษัทจะยังคงซัพพอร์ตลูกค้าปัจจุบันต่อไป ส่วนลูกค้าที่ต้องการหาซื้อรีโมทก็ยังคงหาซื้อได้จากผู้จัดจำหน่ายจนกว่าสินค้าจะหมดสต็อก

ที่มา – Engadget

No Description
ภาพจาก Logitech

from:https://www.blognone.com/node/122122

กูเกิลเปิดตัว Nest Hub ใหม่ นำเซ็นเซอร์ Soli จาก Pixel 4 กลับมาใช้วัดคุณภาพการนอนหลับ

กูเกิลเปิดตัวหน้าจออัจฉริยะ Nest Hub รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นภาคต่อของ Google Home Hub ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2018 โดยมาพร้อมกับการปรับดีไซน์ใหม่, ซีพียูแรงขึ้น และลำโพงที่ดังและเสียงดีกว่าเดิม แต่ของสำคัญจริงๆ คือการนำ Soli เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวที่กูเกิลเคยใส่ใน Pixel 4 แล้วถอดออกไปใน Pixel 5 กลับเข้ามาอยู่ใน Nest Hub เพื่อใช้ตรวจวัดคุณภาพการนอนหลับ

ฟีเจอร์การตรวจวัดคุณภาพการนอนหลับใน Nest Hub ใช้ชื่อว่า Sleep Sensing โดยผู้ใช้ต้องตั้ง Nest Hub ไว้ข้างเตียง (และตั้งด้านที่เรานอนหากนอนสองคน) แล้วเซ็นเซอร์ Soli จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของเราตลอดทั้งคืน ลงลึกได้ถึงรูปแบบการหายใจหรือแม้กระทั่งการไอและกรนระหว่างนอน นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์วัดแสงและอุณหภูมิในห้องนอนด้วย

จากข้อมูลทั้งหมดที่ Nest Hub วิเคราะห์ จะออกมาเป็นรายงานว่าเรานอนหลับนานแค่ไหน, เข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลาหรือไม่ พร้อมให้คะแนนว่าเราหลับเต็มอิ่มเพียงใด อย่างไรก็ตามกูเกิลยังไม่รายงานการหลับลึกหรือตื้น และ REM ในตอนนี้ แต่อาจเพิ่มมาในภายหลัง

alt="DisW2V.png"

กูเกิลระบุว่าข้อดีของการใช้ Nest Hub ในการติดตามการนอนหลับคือผู้ใช้ไม่ต้องสวมใส่อุปกรณ์ใดๆ อย่างพวกสายรัดข้อมือให้ไม่สบายตัว หรือต้องชาร์จอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนนอน เพราะผู้ใช้เพียงแค่เข้านอนตามปกติแล้ว Nest Hub จะทำงานเอง และยังไม่มีปัญหาลืมใส่อุปกรณ์ก่อนนอนด้วย ผู้ใช้ก็จะได้ข้อมูลการวิเคราะห์ครบทุกคืน

นอกจากการตรวจวัดคุณภาพการนอนแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถใช้งานเซ็นเซอร์ Soli เหมือนใน Pixel 4 ได้ด้วย เช่นการโบกมือเพื่อปิดนาฬิกาปลุก หรือเล่น/หยุดเพลงด้วยการขยับมือ

alt="DisYGg.png"
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าแปลกใจว่าฟีเจอร์ตรวจวัดคุณภาพการนอนนี้จะต้องเสียเงินใช้ แต่ระหว่างพรีวิวช่วงแรกจะเปิดให้ใช้ฟรีไปก่อนถึงปีหน้า โดยกูเกิลยังไม่ได้ระบุว่าจะเก็บค่าบริการเท่าไรเมื่อหมดช่วงพรีวิว

สเปกของ Nest Hub ยังคงคล้ายรุ่นแรกคือหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ความละเอียด 1024×600 พิกเซล แต่ลำโพงดอกใหญ่ขึ้น ให้เสียงเบสมากกว่าเดิม 50% เพิ่มไมโครโฟนจาก 2 เป็น 3 ตัว รวมถึงมีชิป machine learning ในตัวเพื่อให้การตอบสนองกับเสียงพูดเร็วขึ้น และยังไม่มีกล้องในตัวเหมือนรุ่นแรกเพราะกูเกิลระบุว่าอุปกรณ์ที่มีกล้องนั้นไม่เหมาะกับทุกห้องในบ้าน

Nest Hub เปิดให้พรีออเดอร์แล้วที่ราคา 99.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,000 บาท (รุ่นแรกราคา 149 ดอลลาร์สหรัฐ) และจะเริ่มจัดส่งวันที่ 30 มีนาคมนี้ มี 4 สีคือฟ้า, ชมพู, เทาอ่อน, เทาเข้ม

ที่มา – The Verge
ภาพทั้งหมดโดยกูเกิล

alt="DiP2ja.png"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121717

Ring เปิดตัว Video Doorbell Pro 2 พร้อมฟีเจอร์ตรวจจับวัตถุที่แม่นกว่าเดิม, กล้องมุมกว้างมองเห็นถึงพื้น

Ring เปิดตัวกริ่งประตูอัจฉริยะ Ring Video Doorbell Pro 2 เป็นอุปกรณ์เรือธงในไลน์ โดยรอบนี้มาพร้อมฟีเจอร์ตรวจจับวัตถุที่แม่นยำกว่าเดิม และกล้องมุมกว้างที่เห็นจนถึงพื้น

สเปคของกริ่งประตูใหม่จาก Ring จะมาพร้อมกล้องวิดีโอ HD 1536p พร้อมเลนส์ฟิชอายที่สามารถเห็นได้จนถึงพื้น เหมาะกับการส่องดูพัสดุที่มาส่งบ้าน โดยตัวกล้องมีมุมมองกว้างถึง 150 องศาทั้งสองทิศทาง พร้อมไมโครโฟนเพิ่มเติมที่จะช่วยลดเสียงเพี้ยนและได้ยินเสียงชัดขึ้นเมื่อพูดกับแขกที่มาเยือนที่บ้าน

ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจของ Video Doorbell Pro 2 คือระบบเรดาร์ที่สแกนไกลสุด 30 ฟุต ทำให้เพิ่มระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวสองอย่าง คือ 3D Motion Detection ที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ลดโอกาสตรวจจับและบันทึกการเคลื่อนไหวที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น นกบิน หรือคนเดินผ่านทางเท้านอกบ้าน และ Bird’s Eye View ที่จะคอยติดตามการเคลื่อนไหวของคนในสนามหน้าบ้านได้แบบเรียลไทม์ว่ามีใครเข้ามาในโซนหน้าบ้านหรือไม่และเดินไปทางใดบ้าง

ตอนนี้ Ring Video Doorbell Pro 2 ยังมีเฉพาะรุ่นมีสายเท่านั้น ตัวกริ่งประตูยังคงมีขนาดและหน้าตาคล้ายกับรุ่นแรก วางจำหน่ายที่ราคา 250 ดอลลาร์หรือราว 7,500 บาท

ที่มา – Engadget

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121397

เริ่มต้นกับ Homekit และระบบ Smart Home ของ Apple ง่ายๆ กับ Smart Home Guide

ชาว iOS ทั้งหลายเคยสังเกตเห็นแอพที่เป็นรูปบ้านสีเหลืองที่ชื่อ “Home” หรือ “บ้าน” กันบ้างไหม รู้กันไหมว่าแอพพลิเคชั่นที่ว่านี้มีหน้าที่อะไร และอะไรคือระบบ Homekit จาก Apple ที่เราคุ้นหูกันมานานแสนนาน วันนี้ APPDISQUS จะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับระบบบ้านอัจฉริยะของ Apple ที่จะทำให้บ้านธรรมดาๆ ของเรากลายเป็นบ้านที่ตอบสนองความต้องการเราได้อย่างชาญฉลาดด้วยความช่วยเหลือจาก AI อย่าง Siri

หากใครกำลังมีความคิดอยากเริ่มต้นกับบ้านสมาร์ทโฮมสักหลังด้วยงบประมาณที่ไม่บานปลาย ติดตามรายการ Smart Home Guide ที่จะออนแอร์ทุกสัปดาห์เอาไว้ได้เลย รับรองว่าได้บ้านสมาร์ทอย่างฝันในราคาที่ไม่ทำให้กระเป๋าแบนแฟนทิ้งอย่างแน่นอน ส่วนใครที่ยังไม่ได้รับชมรายการใหม่จากเรา ก็สามารถรับชมได้จากวิดีโอด้านล่างนี้ กับ Smart Home Guide EP1 : เริ่มต้นกับ Homekit และระบบ Smart Home ของ Apple สำหรับคนที่ฟังไม่ทัน หรืออยากเน้นอ่านเป็นบทความก็ตามอ่านกันได้ต่อในบทความนี้ได้เลย


Homekit ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับคนที่กำลังมองวิธีการทำบ้านให้กลายเป็นบ้านอัจฉริยะ โดย Homekit นั้นเป็นแพลตฟอร์มสมาร์ทโฮมจากทางฝั่ง Apple ซึ่งจะใช้ Siri ในการเป็นตัวกลางการสั่งงานด้วยเสียงและช่วยรับและประมวลผลคำสั่งต่างๆ ไปยังอุปกรณ์ที่รองรับ Homekit หรืออยู่ในแอพพลิเคชั่น “Home” หรือ “บ้าน” บน iOS, iPadOS และ macOS ของเรา ซึ่งก็เหมือนกับ Google Assistant และระบบ Home ของ Google และ Amazon Alexa และระบบบ้านอัจฉริยะของ Amazon นั่นเอง

และเนื่องจากระบบอินเตอร์เน็ตของประเทศไทยเราตอนนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลก เราจึงถือว่ามีความพร้อมในการพัฒนาระบบสมาร์ทโฮมได้ไม่ต่างจากประเทศชั้นนำทั้งหลาย และหลายๆ คนเองก็มีการใช้ระบบ Home Automation หรือ Smart Home นี้ในบ้านเช่นเดียวกัน วันนี้ APPDISQUS จึงจะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับ Homekit กันให้มากขึ้นกว่าเดิม

Homekit และแอพพลิเคชั่น Home คืออะไร?

Homekit คือแพลตฟอร์มบ้านอัจริยะของ Apple โดยออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านที่มีตั้งแต่ตัวควบคุมอุณหภูมิภายในบ้าน (Thermostats) ไปจนถึงปลั๊กไฟและหลอดไฟอัจฉริยะ หรือจะเป็นม่านหน้าต่างและประตูบ้านยันโรงรถเองก็สามารถควบคุมผ่าน Homekit ได้เช่นเดียวกันหากขึ้นชื่อว่าเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ

โดย Apple นั้นยังมีแอพพลิเคชั่น Home ที่เขียนขึ้นมาเพื่อรองรับเฟรมเวิร์ค Homekit ของตนเองอีก เช่นเดียวกับแอพพลิเคชั่นจากนักพัฒนาอิสระมากมายที่ก็ใช้ประโยชน์จากเฟรมเวิร์ค Homekit เช่นเดียวกัน อาทิ แอพพลิเคชั่น Eve Home และ Home+ ที่ก็ถือว่าเป็นแอพพลิเคชั่นเด่นที่คนเล่นสมาร์ทโฮมบนแพลตฟอร์ม Homekit นิยมกัน




แอพพลิเคชั่น Home ที่เราเห็นบน iPhone, iPad และ Mac ของเรานั้นเปรียบได้กับหน้าต่างควบคุมบ้านอัจฉริยะของเรานั่นเอง โดยแอพพลิเคชั่น Home นั้นจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของอุปกรณ์ Homekit Compatible ที่เราเชื่อมต่อไว้บน Homekit Framework ของระบบอีโค่ซิสเต็มจาก Apple ทำให้เราสามารถควบคุมอุปกรณ์จากหลากหลายแบรนด์ได้ในแอพพลิเคชั่นเดียว แต่หากต้องการควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้จากระยะไกล เราต้องเชื่อมต่อ Homekit Hub ภายในบ้านของเราก่อนเพื่อให้เจ้า Homekit Hub ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อเราเข้ากับอุปกรณ์อัจฉริยะบน Homekit ของเราอีกทีเวลาที่เราไม่ได้เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตเดียวกันกับบรรดาอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน

Homekit Hub คืออะไร และทำไมเราถึงต้องใช้มัน?

Homekit Hub นั้นเปรียบได้กับสมองอัจฉริยะหากเราต้องการสั่งงานอุปกรณ์ที่เราเชื่อมต่อไว้บน Homekit ในเวลาที่เราไม่ได้อยู่ในบ้าน โดยเจ้า Homekit Hub นั้นจะเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างเรากับอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้าน ซึ่งแนวทางนี้ Apple คิดขึ้นมาเพราะต้องการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานสมาร์ทโฮมนั่นเอง

ที่บอกว่าปลอดภัยก็เพราะอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านคุณที่เป็น Homekit Compatible นั้นจะไม่สามารถทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและรับคำสั่งหรือส่งคำสั่งใดๆ ออกไปได้เองหากคุณใช้งานมันจากแอพพลิเคชั่น Home เท่านั้น (เว้นแต่จะใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นของผู้ผลิตอุปกรณ์แต่ละรายที่อาจมีวิธีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์นั้นๆ แตกต่างกันไป) โดยอุปกรณ์เหล่านั้นจะต้องรอรับคำสั่งและ/หรือสั่งคำสั่งไปที่ Homekit Hub เท่านั้นในกรณีที่เราไม่อยู่บ้าน แล้วเจ้า Homekit Hub ถึงจะทำหน้าที่ส่งต่อคำสั่งนั้นๆ ไปยังอุปกรณ์ที่เราต้องการต่ออีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการรุกรานจากผู้ไม่หวังดีที่หากสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตรงได้อาจใช้มันทำสิ่งที่ไม่สมควร

นั่นหมายความคำสั่งต่างๆ ที่เราสั่งไปยังอุปกรณ์อัจฉริยะของเรานั้นจะไม่ถูกนำไปประมวลผลและเก็บเป็นข้อมูลไว้ในระบบคลาวด์ของผู้ให้บริการรายใด เพราะตัวที่คอยสั่งการแทนคำสั่งที่ได้รับจากเรานั้นคืออุปกรณ์ Homekit Hub ที่ว่ามานี่ล่ะ ซึ่งก็ทำให้เรามั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัย

Homekit Hub Devices

อุปกรณ์ Homekit Hub ในปัจจุบันนี้ที่ Apple อนุญาตให้ใช้งานในการเป็นตัวรับและถ่ายทอดคำสั่งของเราจากระยะไกลไปยังอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้านนั้นประกอบด้วย iPad, Apple TV4K และ Gen 4, Homepod และ Homepod Mini โดยมีข้อกำหนดว่าอุปกรณ์ที่จะมาเป็น Homekit Hub นั้นจะต้องเชื่อมต่อ Internet วงสัญญาณเดียวกับอุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหลายภายในบ้านของเราไว้ตลอดเวลา และต้องมีไฟเลี้ยงเสมอ (จะเปิดหน้าจอหรือจะอยู่ในโหมดพักหน้าจอหรือโหมดสแตนด์บายก็ได้) และด้วยข้อกำหนดนี้เอง iPad จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม “น้อยที่สุด” ในการเป็น Homekit Hub ให้กับบ้านของเรา เพราะหากเมื่อไหร่ Homekit Hub ของเราถูกปิด หรือแบตหมด หรือเชื่อมต่อเน็ตไม่ได้ อุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านเราก็จะไม่สามารถควบคุมจากระยะไกลผ่านทางแอพพลิเคชั่น Home ได้ในทันที

ทั้งนี้ในบ้านหนึ่งหลังเราสามารถมี Homekit Hub ได้มากกว่า 1 ตัว และยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มความเสถียรให้กับระบบ Homekit ของเราได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อไหร่ที่ Homekit Hub ตัวใดตัวหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นระหว่างการใช้งาน ระบบจะสลับไปใช้งาน Homekit Hub ตัวอื่นภายในบ้านของเราในทันที ทำให้ประสบการณ์ใช้งานบ้านอัจฉริยะของเราจากระยะไกลนั้นไม่เกิดการสะดุด

Homekit รองรับอุปกรณ์ประเภทใดบ้าง?

Apple พัฒนา Homekit ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นแผนโร๊ดแมฟพัฒนาในทุกปีที่ ซึ่งก็รวมไปจนถึงการเพิ่มชนิดอุปกรณ์ที่รองรับในระบบ Homekit ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นด้วย โดยในปัจจุบันนี้ Homekit Framework รองรับอุปกรณ์ต่างๆ ตามรายการดังนี้

Homekit Accessory Types

อุปกรณ์ Homekit แต่ละอย่างนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างครอบคลุมความต้องการในชีวิตประจำวันของเรา ยกตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิของที่อยู่อาศัยอย่าง Thermostats ที่ก็เอามาใช้งานร่วมกับอุปกรณ์กลุ่ม Air Conditioners และ Humidifiers ได้เพื่อปรับอุณหภูมิภายในห้องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสบายตัวกับเรา หรืออุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ ที่เมื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์กลุ่มต่างๆ แล้วจะสามารถสร้างสรรค์ Automation หรือการทำงานอัตโนมัติที่น่าสนใจได้ รวมไปจนถึงเมื่อนำมาใช้กับอุปกรณ์กลุ่ม Security ก็จะเอามาช่วยเสริมทัพความปลอดภัยภายในบ้านของเราได้เช่นเดียวกัน




นอกจากนี้ Homekit เองก็ยังรองรับอุปกรณ์ในกลุ่มบันเทิง หรือ Entertainment อย่างครอบคลุม เริ่มตั้งแต่โทรทัศน์ เครื่องเสียง (AVR) และลำโพงที่รองรับ AirPlay 2 และอุปกรณ์ภายนอกบ้านอย่างสปริงเกอร์ลดน้ำอัตโนมัติ หรือภายในครัวอย่างก๊อกน้ำเอง ณ ปัจจุบันนี้ก็มีรุ่นที่เป็นก๊อกน้ำอัจฉริยะที่รองรับ Homekit ออกมาให้เห็นแล้วเช่นเดียวกัน





ทั้งหมดนี้น่าจะพอเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ณ ปัจจุบันนี้ Smart Home หรือบ้านอัจฉริยะนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวของพวกเราเลย ดังจะเห็นได้จากอุปกรณ์ที่รองรับในระบบ Homekit ที่ได้อ่านผ่านตาไปข้างต้น ซึ่งแน่นอนว่ารายการอุปกรณ์ที่รองรับนั้นนับวันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นใครที่กำลังคิดว่า Smart Home บนระบบ Homekit นั้นจะตอบโจทย์และครอบคลุมบ้านอัจฉริยะของตนหรือไม่ อเล็กซ์เองก็ขอยืนยันตอนนี้เลยว่าตอบโจทย์และครอบคลุมอย่างแน่นอน และเมื่อเราประกอบเอาหลายๆ อุปกรณ์เหล่านี้เข้าใช้งานในฟังก์ชั่น “Scene (ฉาก)” และ “Automation (การทำงานอัตโนมัติ)” แล้ว บ้านอัจฉริยะของเราก็จะกลายเป็นบ้านที่อัจฉริยะจริงสมชื่อ สมดังตั้งใจได้อย่างไม่ยาก

Automation และ Scene หมัดเด็ดของระบบบ้านอัจฉริยะ

ทันทีที่เรากดฉาก “เข้านอน” หรือบอก Siri ว่า “เข้านอน” อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราตั้งค่าไว้ในฉาก “เข้านอน” ก็จะเข้าสู่สถานะนั้นๆ ตามที่เราตั้งค่าไว้ในฉากในทันที

บ้านอัจฉริยะนั้นไม่ได้หมายความเพียงแค่เราสามารถสั่งการอุปกรณ์ได้จากภายนอกบ้าน หรือสามารถสั่งการได้ด้วยเสียงเท่านั้น หากแต่หมัดเด็ดที่ทำให้บ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home มีประโยชน์จริงๆ นั้นต้องยกให้กับฟังก์ชั่น Automation และ Scene (ใน Google Assistant เรียกว่า Routine ส่วนใน Amazon Alexa เรียกว่า Skill) ซึ่งทั้งสองฟังก์ชั่นนี้นี่เองที่จะทำให้บ้านอัจฉริยะของเราเป็นบ้านอัจฉริยะสมชื่อและใช้ประโยชน์ได้จริง

  • Scene




Scene หรือ ฉาก นั้นคือการสร้างฉากที่รวบรวมเอาอุปกรณ์อัจฉริยะที่เราต้องการสั่งทำงานพร้อมกันเวลาสั่งงานฉากนั้นๆ เข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราเข้านอน เราอาจต้องการให้ไฟภายในบ้านดับลง พร้อมกับเปิดไฟบริเวณรอบบ้านบางจุด และปรับแอร์ในห้องนอนของเราให้อยู่ที่ 25 องศาเพื่อให้เราหลับสบาย พร้อมกับเปิดเครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน เราสามารถสร้างฉาก “เข้านอน” ขึ้นมาแล้วเลือกเอาอุปกรณ์ทั้งหมดที่ต้องการควบคุมเข้าไปอยู่ในฉากนี้ พร้อมตั้งสถานะอุปกรณ์นั้นๆ ตามที่เราต้องการ ทันทีที่เรากดฉาก “เข้านอน” หรือบอก Siri ว่า “เข้านอน” อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราตั้งค่าไว้ในฉาก “เข้านอน” ก็จะเข้าสู่สถานะนั้นๆ ตามที่เราตั้งค่าไว้ในฉากในทันที

Scene หรือฉากต่างๆ เหล่านี้ยังสามารถนำมาแมฟเพื่อเรียกใช้งานร่วมกับสวิตช์อัจฉริยะในบ้านเราได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ Stateless Switch ของ Aqara ที่เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับ Homekit แล้ว เราจะสามารถตั้งค่าให้การกดปุ่มแต่ละปุ่มนั้นเรียก Scene หรือฉากที่เราตั้งเอาไว้ขึ้นมาใช้งานได้ รวมไปจนถึงการเรียกฉากต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาใช้งานจาก NFC Automation ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

  • Automation



Automation นั้นจะเป็นการตั้งการทำงานของอุปกรณ์ตามเงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นก่อน (Condition) โดยอุปกรณ์นั้นๆ จะไม่ทำงานโดยอัตโนมัติหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่มีการตั้งค่าไว้ ซึ่ง Automation นี้เองที่เอื้อให้เราสามารถใช้งานบ้านอัจฉริยะของเราได้อย่างอิสระเท่าที่เราจะคิดออกว่าต้องการทำอะไร ตัวอย่างเช่น เราอาจตั้งค่าให้เซ็นเซอร์แสงภายในบ้านตรวจวัดค่า Lux ของแสง โดยตั้งเงื่อนไขว่าหากค่า Lux ต่ำกว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง (ที่เรารู้สึกว่าบ้านมืดเกินไปแล้ว) ให้เปิดไฟภายในบ้านและภายนอกบ้านตามจุดที่เราต้องการ ในขณะเดียวกันเมื่อค่า Lux สูงกว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง (ที่เรารู้สึกว่าบ้านสว่างพอแล้ว) ก็ให้ปิดไฟดวงต่างๆ โดยอัตโนมัตินั่นเอง ซึ่งตัวอย่างที่ว่ามานี้จะเอื้อให้บ้านเราสามารถเปิด/ปิดไฟได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์จริง ไม่เหมือนอย่างการตั้งค่าให้ไฟเปิดและปิดตามเวลา เพราะเวลาในแต่ละวันนั้นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกไม่เท่ากัน รวมทั้งสภาพอากาศและฟ้าฝนเองก็ยังเป็นปัจจัยให้ท้องฟ้ามืดครึ้มได้แม้ดวงอาทิตย์จะยังไม่ตกดิน

อย่างไรก็ตาม การตั้ง Automation บนแอพพลิเคชั่น Home นั้นยังสร้างเงื่อนไขได้ไม่หลากหลายนัก ดังนั้นใครที่คิดจะจริงจังกับ Smart Home ในระบบ Homekit และต้องการสร้างเงื่อนไขที่มีความเจาะจงและหลากหลายมากกว่านี้ APPDISQUS เองแนะนำให้ใช้งานแอพพลิเคชั่นจากผู้พัฒนาอิสระที่พัฒนามาสำหรับ Homekit Framework จะดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น Eve Home และ Home+ ซึ่งสามารถตั้งเงื่อนไขของ Automation ได้หลากหลายและละเอียดกว่ามาก รวมทั้งเงื่อนไขทั้งหมดยังทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่น Home ได้อย่างไม่มีปัญหาอีกด้วย ซึ่งเราจะมาพูดถึงประเด็นนี้กันโดยละเอียดกับ Smart Home Guide ในตอนต่อๆ ไป


และนี่คือพื้นฐานที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบบ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home บน iOS อย่าง Homekit และแอพพลิเคชั่น Home ซึ่งหากเพื่อนๆ สนใจและต้องการเริ่มทำความเข้าใจมันให้มากกว่านี้ อย่าลืมติดตาม APPDISQUS และ Smart Home Guide ตอนต่อไป เพราะเราจะมาพร้อมกับเรื่องราวของโลก Smart Home บน Homekit Framework พร้อมเทคนิกดีๆ ในการเริ่มต้นใช้งานที่มากขึ้น เพื่อให้เพื่อนๆ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนบ้านตัวเองให้กลายเป็นบ้านอัจฉริยะตามโลกยุคใหม่นี้ได้โดยไม่ต้องกังวลว่ากระเป๋าจะช้ำอย่างแน่นอน

แล้วพบกันใน Smart Home Guide ตอนที่ 2 อย่าลืมติดตามกันนะครับ =)

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ Smart Home ที่น่าสนใจ

ข่าว: เริ่มต้นกับ Homekit และระบบ Smart Home ของ Apple ง่ายๆ กับ Smart Home Guide มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/09/apple-homekit-smarthome-system-explained.html

Ring เปิดตัว Video Doorbell Wired ขนาดเล็ก ราคาถูก ใช้สายไฟแทนแบตเตอรี่ในตัว

Ring เปิดตัว Video Doorbell Wired กริ่งประตูอัจฉริยะแบบมีสายเน้นขายในราคาไม่แพงและขนาดเล็กกว่ารุ่นอื่น ๆ โดยยังคงมาพร้อมฟีเจอร์พื้นฐานค่อนข้างครบถ้วน

สำหรับสเปคของ Ring Video Doorbell Wired คือมีกล้อง 1080p มุมกว้าง, ระบบเสียงสองทิศทาง, night vision, กำหนดจุดตรวจจับการเคลื่อนไหว และรองรับฟีเจอร์อื่น ๆ ที่มากับผลิตภัณฑ์ Ring ทั่วไปอย่างฟีเจอร์เสียเงิน Ring Protect เป็นต้น รวมถึงใช้งานร่วมกับ Amazon Echo ได้ด้วย

จุดที่ Ring Video Doorbell Wired แตกต่างจากรุ่นอื่นที่ทำให้ราคาถูกและขนาดเล็กลงคือตัวเครื่องไม่มีแบตเตอรี่เนื่องจากใช้ระบบไฟจากสายไฟตามชื่อ ทำให้ราคาเริ่มต้นเหลือเพียง 59.99 ดอลลาร์เท่านั้น ถูกกว่ารุ่นถัดไปราว 40 ดอลลาร์

ที่มา – The Verge

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/120859