คลังเก็บป้ายกำกับ: SMART_HOME

Ring เปิดตัว Video Doorbell Pro 2 พร้อมฟีเจอร์ตรวจจับวัตถุที่แม่นกว่าเดิม, กล้องมุมกว้างมองเห็นถึงพื้น

Ring เปิดตัวกริ่งประตูอัจฉริยะ Ring Video Doorbell Pro 2 เป็นอุปกรณ์เรือธงในไลน์ โดยรอบนี้มาพร้อมฟีเจอร์ตรวจจับวัตถุที่แม่นยำกว่าเดิม และกล้องมุมกว้างที่เห็นจนถึงพื้น

สเปคของกริ่งประตูใหม่จาก Ring จะมาพร้อมกล้องวิดีโอ HD 1536p พร้อมเลนส์ฟิชอายที่สามารถเห็นได้จนถึงพื้น เหมาะกับการส่องดูพัสดุที่มาส่งบ้าน โดยตัวกล้องมีมุมมองกว้างถึง 150 องศาทั้งสองทิศทาง พร้อมไมโครโฟนเพิ่มเติมที่จะช่วยลดเสียงเพี้ยนและได้ยินเสียงชัดขึ้นเมื่อพูดกับแขกที่มาเยือนที่บ้าน

ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจของ Video Doorbell Pro 2 คือระบบเรดาร์ที่สแกนไกลสุด 30 ฟุต ทำให้เพิ่มระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวสองอย่าง คือ 3D Motion Detection ที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ลดโอกาสตรวจจับและบันทึกการเคลื่อนไหวที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น นกบิน หรือคนเดินผ่านทางเท้านอกบ้าน และ Bird’s Eye View ที่จะคอยติดตามการเคลื่อนไหวของคนในสนามหน้าบ้านได้แบบเรียลไทม์ว่ามีใครเข้ามาในโซนหน้าบ้านหรือไม่และเดินไปทางใดบ้าง

ตอนนี้ Ring Video Doorbell Pro 2 ยังมีเฉพาะรุ่นมีสายเท่านั้น ตัวกริ่งประตูยังคงมีขนาดและหน้าตาคล้ายกับรุ่นแรก วางจำหน่ายที่ราคา 250 ดอลลาร์หรือราว 7,500 บาท

ที่มา – Engadget

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121397

เริ่มต้นกับ Homekit และระบบ Smart Home ของ Apple ง่ายๆ กับ Smart Home Guide

ชาว iOS ทั้งหลายเคยสังเกตเห็นแอพที่เป็นรูปบ้านสีเหลืองที่ชื่อ “Home” หรือ “บ้าน” กันบ้างไหม รู้กันไหมว่าแอพพลิเคชั่นที่ว่านี้มีหน้าที่อะไร และอะไรคือระบบ Homekit จาก Apple ที่เราคุ้นหูกันมานานแสนนาน วันนี้ APPDISQUS จะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับระบบบ้านอัจฉริยะของ Apple ที่จะทำให้บ้านธรรมดาๆ ของเรากลายเป็นบ้านที่ตอบสนองความต้องการเราได้อย่างชาญฉลาดด้วยความช่วยเหลือจาก AI อย่าง Siri

หากใครกำลังมีความคิดอยากเริ่มต้นกับบ้านสมาร์ทโฮมสักหลังด้วยงบประมาณที่ไม่บานปลาย ติดตามรายการ Smart Home Guide ที่จะออนแอร์ทุกสัปดาห์เอาไว้ได้เลย รับรองว่าได้บ้านสมาร์ทอย่างฝันในราคาที่ไม่ทำให้กระเป๋าแบนแฟนทิ้งอย่างแน่นอน ส่วนใครที่ยังไม่ได้รับชมรายการใหม่จากเรา ก็สามารถรับชมได้จากวิดีโอด้านล่างนี้ กับ Smart Home Guide EP1 : เริ่มต้นกับ Homekit และระบบ Smart Home ของ Apple สำหรับคนที่ฟังไม่ทัน หรืออยากเน้นอ่านเป็นบทความก็ตามอ่านกันได้ต่อในบทความนี้ได้เลย


Homekit ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับคนที่กำลังมองวิธีการทำบ้านให้กลายเป็นบ้านอัจฉริยะ โดย Homekit นั้นเป็นแพลตฟอร์มสมาร์ทโฮมจากทางฝั่ง Apple ซึ่งจะใช้ Siri ในการเป็นตัวกลางการสั่งงานด้วยเสียงและช่วยรับและประมวลผลคำสั่งต่างๆ ไปยังอุปกรณ์ที่รองรับ Homekit หรืออยู่ในแอพพลิเคชั่น “Home” หรือ “บ้าน” บน iOS, iPadOS และ macOS ของเรา ซึ่งก็เหมือนกับ Google Assistant และระบบ Home ของ Google และ Amazon Alexa และระบบบ้านอัจฉริยะของ Amazon นั่นเอง

และเนื่องจากระบบอินเตอร์เน็ตของประเทศไทยเราตอนนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลก เราจึงถือว่ามีความพร้อมในการพัฒนาระบบสมาร์ทโฮมได้ไม่ต่างจากประเทศชั้นนำทั้งหลาย และหลายๆ คนเองก็มีการใช้ระบบ Home Automation หรือ Smart Home นี้ในบ้านเช่นเดียวกัน วันนี้ APPDISQUS จึงจะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับ Homekit กันให้มากขึ้นกว่าเดิม

Homekit และแอพพลิเคชั่น Home คืออะไร?

Homekit คือแพลตฟอร์มบ้านอัจริยะของ Apple โดยออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านที่มีตั้งแต่ตัวควบคุมอุณหภูมิภายในบ้าน (Thermostats) ไปจนถึงปลั๊กไฟและหลอดไฟอัจฉริยะ หรือจะเป็นม่านหน้าต่างและประตูบ้านยันโรงรถเองก็สามารถควบคุมผ่าน Homekit ได้เช่นเดียวกันหากขึ้นชื่อว่าเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ

โดย Apple นั้นยังมีแอพพลิเคชั่น Home ที่เขียนขึ้นมาเพื่อรองรับเฟรมเวิร์ค Homekit ของตนเองอีก เช่นเดียวกับแอพพลิเคชั่นจากนักพัฒนาอิสระมากมายที่ก็ใช้ประโยชน์จากเฟรมเวิร์ค Homekit เช่นเดียวกัน อาทิ แอพพลิเคชั่น Eve Home และ Home+ ที่ก็ถือว่าเป็นแอพพลิเคชั่นเด่นที่คนเล่นสมาร์ทโฮมบนแพลตฟอร์ม Homekit นิยมกัน




แอพพลิเคชั่น Home ที่เราเห็นบน iPhone, iPad และ Mac ของเรานั้นเปรียบได้กับหน้าต่างควบคุมบ้านอัจฉริยะของเรานั่นเอง โดยแอพพลิเคชั่น Home นั้นจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของอุปกรณ์ Homekit Compatible ที่เราเชื่อมต่อไว้บน Homekit Framework ของระบบอีโค่ซิสเต็มจาก Apple ทำให้เราสามารถควบคุมอุปกรณ์จากหลากหลายแบรนด์ได้ในแอพพลิเคชั่นเดียว แต่หากต้องการควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้จากระยะไกล เราต้องเชื่อมต่อ Homekit Hub ภายในบ้านของเราก่อนเพื่อให้เจ้า Homekit Hub ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อเราเข้ากับอุปกรณ์อัจฉริยะบน Homekit ของเราอีกทีเวลาที่เราไม่ได้เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตเดียวกันกับบรรดาอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน

Homekit Hub คืออะไร และทำไมเราถึงต้องใช้มัน?

Homekit Hub นั้นเปรียบได้กับสมองอัจฉริยะหากเราต้องการสั่งงานอุปกรณ์ที่เราเชื่อมต่อไว้บน Homekit ในเวลาที่เราไม่ได้อยู่ในบ้าน โดยเจ้า Homekit Hub นั้นจะเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างเรากับอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้าน ซึ่งแนวทางนี้ Apple คิดขึ้นมาเพราะต้องการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานสมาร์ทโฮมนั่นเอง

ที่บอกว่าปลอดภัยก็เพราะอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านคุณที่เป็น Homekit Compatible นั้นจะไม่สามารถทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและรับคำสั่งหรือส่งคำสั่งใดๆ ออกไปได้เองหากคุณใช้งานมันจากแอพพลิเคชั่น Home เท่านั้น (เว้นแต่จะใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นของผู้ผลิตอุปกรณ์แต่ละรายที่อาจมีวิธีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์นั้นๆ แตกต่างกันไป) โดยอุปกรณ์เหล่านั้นจะต้องรอรับคำสั่งและ/หรือสั่งคำสั่งไปที่ Homekit Hub เท่านั้นในกรณีที่เราไม่อยู่บ้าน แล้วเจ้า Homekit Hub ถึงจะทำหน้าที่ส่งต่อคำสั่งนั้นๆ ไปยังอุปกรณ์ที่เราต้องการต่ออีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการรุกรานจากผู้ไม่หวังดีที่หากสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตรงได้อาจใช้มันทำสิ่งที่ไม่สมควร

นั่นหมายความคำสั่งต่างๆ ที่เราสั่งไปยังอุปกรณ์อัจฉริยะของเรานั้นจะไม่ถูกนำไปประมวลผลและเก็บเป็นข้อมูลไว้ในระบบคลาวด์ของผู้ให้บริการรายใด เพราะตัวที่คอยสั่งการแทนคำสั่งที่ได้รับจากเรานั้นคืออุปกรณ์ Homekit Hub ที่ว่ามานี่ล่ะ ซึ่งก็ทำให้เรามั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัย

Homekit Hub Devices

อุปกรณ์ Homekit Hub ในปัจจุบันนี้ที่ Apple อนุญาตให้ใช้งานในการเป็นตัวรับและถ่ายทอดคำสั่งของเราจากระยะไกลไปยังอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้านนั้นประกอบด้วย iPad, Apple TV4K และ Gen 4, Homepod และ Homepod Mini โดยมีข้อกำหนดว่าอุปกรณ์ที่จะมาเป็น Homekit Hub นั้นจะต้องเชื่อมต่อ Internet วงสัญญาณเดียวกับอุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหลายภายในบ้านของเราไว้ตลอดเวลา และต้องมีไฟเลี้ยงเสมอ (จะเปิดหน้าจอหรือจะอยู่ในโหมดพักหน้าจอหรือโหมดสแตนด์บายก็ได้) และด้วยข้อกำหนดนี้เอง iPad จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม “น้อยที่สุด” ในการเป็น Homekit Hub ให้กับบ้านของเรา เพราะหากเมื่อไหร่ Homekit Hub ของเราถูกปิด หรือแบตหมด หรือเชื่อมต่อเน็ตไม่ได้ อุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านเราก็จะไม่สามารถควบคุมจากระยะไกลผ่านทางแอพพลิเคชั่น Home ได้ในทันที

ทั้งนี้ในบ้านหนึ่งหลังเราสามารถมี Homekit Hub ได้มากกว่า 1 ตัว และยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มความเสถียรให้กับระบบ Homekit ของเราได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อไหร่ที่ Homekit Hub ตัวใดตัวหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นระหว่างการใช้งาน ระบบจะสลับไปใช้งาน Homekit Hub ตัวอื่นภายในบ้านของเราในทันที ทำให้ประสบการณ์ใช้งานบ้านอัจฉริยะของเราจากระยะไกลนั้นไม่เกิดการสะดุด

Homekit รองรับอุปกรณ์ประเภทใดบ้าง?

Apple พัฒนา Homekit ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นแผนโร๊ดแมฟพัฒนาในทุกปีที่ ซึ่งก็รวมไปจนถึงการเพิ่มชนิดอุปกรณ์ที่รองรับในระบบ Homekit ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นด้วย โดยในปัจจุบันนี้ Homekit Framework รองรับอุปกรณ์ต่างๆ ตามรายการดังนี้

Homekit Accessory Types

อุปกรณ์ Homekit แต่ละอย่างนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างครอบคลุมความต้องการในชีวิตประจำวันของเรา ยกตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิของที่อยู่อาศัยอย่าง Thermostats ที่ก็เอามาใช้งานร่วมกับอุปกรณ์กลุ่ม Air Conditioners และ Humidifiers ได้เพื่อปรับอุณหภูมิภายในห้องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและสบายตัวกับเรา หรืออุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ ที่เมื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์กลุ่มต่างๆ แล้วจะสามารถสร้างสรรค์ Automation หรือการทำงานอัตโนมัติที่น่าสนใจได้ รวมไปจนถึงเมื่อนำมาใช้กับอุปกรณ์กลุ่ม Security ก็จะเอามาช่วยเสริมทัพความปลอดภัยภายในบ้านของเราได้เช่นเดียวกัน




นอกจากนี้ Homekit เองก็ยังรองรับอุปกรณ์ในกลุ่มบันเทิง หรือ Entertainment อย่างครอบคลุม เริ่มตั้งแต่โทรทัศน์ เครื่องเสียง (AVR) และลำโพงที่รองรับ AirPlay 2 และอุปกรณ์ภายนอกบ้านอย่างสปริงเกอร์ลดน้ำอัตโนมัติ หรือภายในครัวอย่างก๊อกน้ำเอง ณ ปัจจุบันนี้ก็มีรุ่นที่เป็นก๊อกน้ำอัจฉริยะที่รองรับ Homekit ออกมาให้เห็นแล้วเช่นเดียวกัน





ทั้งหมดนี้น่าจะพอเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ณ ปัจจุบันนี้ Smart Home หรือบ้านอัจฉริยะนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวของพวกเราเลย ดังจะเห็นได้จากอุปกรณ์ที่รองรับในระบบ Homekit ที่ได้อ่านผ่านตาไปข้างต้น ซึ่งแน่นอนว่ารายการอุปกรณ์ที่รองรับนั้นนับวันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นใครที่กำลังคิดว่า Smart Home บนระบบ Homekit นั้นจะตอบโจทย์และครอบคลุมบ้านอัจฉริยะของตนหรือไม่ อเล็กซ์เองก็ขอยืนยันตอนนี้เลยว่าตอบโจทย์และครอบคลุมอย่างแน่นอน และเมื่อเราประกอบเอาหลายๆ อุปกรณ์เหล่านี้เข้าใช้งานในฟังก์ชั่น “Scene (ฉาก)” และ “Automation (การทำงานอัตโนมัติ)” แล้ว บ้านอัจฉริยะของเราก็จะกลายเป็นบ้านที่อัจฉริยะจริงสมชื่อ สมดังตั้งใจได้อย่างไม่ยาก

Automation และ Scene หมัดเด็ดของระบบบ้านอัจฉริยะ

ทันทีที่เรากดฉาก “เข้านอน” หรือบอก Siri ว่า “เข้านอน” อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราตั้งค่าไว้ในฉาก “เข้านอน” ก็จะเข้าสู่สถานะนั้นๆ ตามที่เราตั้งค่าไว้ในฉากในทันที

บ้านอัจฉริยะนั้นไม่ได้หมายความเพียงแค่เราสามารถสั่งการอุปกรณ์ได้จากภายนอกบ้าน หรือสามารถสั่งการได้ด้วยเสียงเท่านั้น หากแต่หมัดเด็ดที่ทำให้บ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home มีประโยชน์จริงๆ นั้นต้องยกให้กับฟังก์ชั่น Automation และ Scene (ใน Google Assistant เรียกว่า Routine ส่วนใน Amazon Alexa เรียกว่า Skill) ซึ่งทั้งสองฟังก์ชั่นนี้นี่เองที่จะทำให้บ้านอัจฉริยะของเราเป็นบ้านอัจฉริยะสมชื่อและใช้ประโยชน์ได้จริง

  • Scene




Scene หรือ ฉาก นั้นคือการสร้างฉากที่รวบรวมเอาอุปกรณ์อัจฉริยะที่เราต้องการสั่งทำงานพร้อมกันเวลาสั่งงานฉากนั้นๆ เข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราเข้านอน เราอาจต้องการให้ไฟภายในบ้านดับลง พร้อมกับเปิดไฟบริเวณรอบบ้านบางจุด และปรับแอร์ในห้องนอนของเราให้อยู่ที่ 25 องศาเพื่อให้เราหลับสบาย พร้อมกับเปิดเครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน เราสามารถสร้างฉาก “เข้านอน” ขึ้นมาแล้วเลือกเอาอุปกรณ์ทั้งหมดที่ต้องการควบคุมเข้าไปอยู่ในฉากนี้ พร้อมตั้งสถานะอุปกรณ์นั้นๆ ตามที่เราต้องการ ทันทีที่เรากดฉาก “เข้านอน” หรือบอก Siri ว่า “เข้านอน” อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราตั้งค่าไว้ในฉาก “เข้านอน” ก็จะเข้าสู่สถานะนั้นๆ ตามที่เราตั้งค่าไว้ในฉากในทันที

Scene หรือฉากต่างๆ เหล่านี้ยังสามารถนำมาแมฟเพื่อเรียกใช้งานร่วมกับสวิตช์อัจฉริยะในบ้านเราได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ Stateless Switch ของ Aqara ที่เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับ Homekit แล้ว เราจะสามารถตั้งค่าให้การกดปุ่มแต่ละปุ่มนั้นเรียก Scene หรือฉากที่เราตั้งเอาไว้ขึ้นมาใช้งานได้ รวมไปจนถึงการเรียกฉากต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาใช้งานจาก NFC Automation ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

  • Automation



Automation นั้นจะเป็นการตั้งการทำงานของอุปกรณ์ตามเงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นก่อน (Condition) โดยอุปกรณ์นั้นๆ จะไม่ทำงานโดยอัตโนมัติหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่มีการตั้งค่าไว้ ซึ่ง Automation นี้เองที่เอื้อให้เราสามารถใช้งานบ้านอัจฉริยะของเราได้อย่างอิสระเท่าที่เราจะคิดออกว่าต้องการทำอะไร ตัวอย่างเช่น เราอาจตั้งค่าให้เซ็นเซอร์แสงภายในบ้านตรวจวัดค่า Lux ของแสง โดยตั้งเงื่อนไขว่าหากค่า Lux ต่ำกว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง (ที่เรารู้สึกว่าบ้านมืดเกินไปแล้ว) ให้เปิดไฟภายในบ้านและภายนอกบ้านตามจุดที่เราต้องการ ในขณะเดียวกันเมื่อค่า Lux สูงกว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง (ที่เรารู้สึกว่าบ้านสว่างพอแล้ว) ก็ให้ปิดไฟดวงต่างๆ โดยอัตโนมัตินั่นเอง ซึ่งตัวอย่างที่ว่ามานี้จะเอื้อให้บ้านเราสามารถเปิด/ปิดไฟได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์จริง ไม่เหมือนอย่างการตั้งค่าให้ไฟเปิดและปิดตามเวลา เพราะเวลาในแต่ละวันนั้นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกไม่เท่ากัน รวมทั้งสภาพอากาศและฟ้าฝนเองก็ยังเป็นปัจจัยให้ท้องฟ้ามืดครึ้มได้แม้ดวงอาทิตย์จะยังไม่ตกดิน

อย่างไรก็ตาม การตั้ง Automation บนแอพพลิเคชั่น Home นั้นยังสร้างเงื่อนไขได้ไม่หลากหลายนัก ดังนั้นใครที่คิดจะจริงจังกับ Smart Home ในระบบ Homekit และต้องการสร้างเงื่อนไขที่มีความเจาะจงและหลากหลายมากกว่านี้ APPDISQUS เองแนะนำให้ใช้งานแอพพลิเคชั่นจากผู้พัฒนาอิสระที่พัฒนามาสำหรับ Homekit Framework จะดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น Eve Home และ Home+ ซึ่งสามารถตั้งเงื่อนไขของ Automation ได้หลากหลายและละเอียดกว่ามาก รวมทั้งเงื่อนไขทั้งหมดยังทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่น Home ได้อย่างไม่มีปัญหาอีกด้วย ซึ่งเราจะมาพูดถึงประเด็นนี้กันโดยละเอียดกับ Smart Home Guide ในตอนต่อๆ ไป


และนี่คือพื้นฐานที่ควรรู้เกี่ยวกับระบบบ้านอัจฉริยะหรือ Smart Home บน iOS อย่าง Homekit และแอพพลิเคชั่น Home ซึ่งหากเพื่อนๆ สนใจและต้องการเริ่มทำความเข้าใจมันให้มากกว่านี้ อย่าลืมติดตาม APPDISQUS และ Smart Home Guide ตอนต่อไป เพราะเราจะมาพร้อมกับเรื่องราวของโลก Smart Home บน Homekit Framework พร้อมเทคนิกดีๆ ในการเริ่มต้นใช้งานที่มากขึ้น เพื่อให้เพื่อนๆ พร้อมสำหรับการเปลี่ยนบ้านตัวเองให้กลายเป็นบ้านอัจฉริยะตามโลกยุคใหม่นี้ได้โดยไม่ต้องกังวลว่ากระเป๋าจะช้ำอย่างแน่นอน

แล้วพบกันใน Smart Home Guide ตอนที่ 2 อย่าลืมติดตามกันนะครับ =)

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ Smart Home ที่น่าสนใจ

ข่าว: เริ่มต้นกับ Homekit และระบบ Smart Home ของ Apple ง่ายๆ กับ Smart Home Guide มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/09/apple-homekit-smarthome-system-explained.html

Ring เปิดตัว Video Doorbell Wired ขนาดเล็ก ราคาถูก ใช้สายไฟแทนแบตเตอรี่ในตัว

Ring เปิดตัว Video Doorbell Wired กริ่งประตูอัจฉริยะแบบมีสายเน้นขายในราคาไม่แพงและขนาดเล็กกว่ารุ่นอื่น ๆ โดยยังคงมาพร้อมฟีเจอร์พื้นฐานค่อนข้างครบถ้วน

สำหรับสเปคของ Ring Video Doorbell Wired คือมีกล้อง 1080p มุมกว้าง, ระบบเสียงสองทิศทาง, night vision, กำหนดจุดตรวจจับการเคลื่อนไหว และรองรับฟีเจอร์อื่น ๆ ที่มากับผลิตภัณฑ์ Ring ทั่วไปอย่างฟีเจอร์เสียเงิน Ring Protect เป็นต้น รวมถึงใช้งานร่วมกับ Amazon Echo ได้ด้วย

จุดที่ Ring Video Doorbell Wired แตกต่างจากรุ่นอื่นที่ทำให้ราคาถูกและขนาดเล็กลงคือตัวเครื่องไม่มีแบตเตอรี่เนื่องจากใช้ระบบไฟจากสายไฟตามชื่อ ทำให้ราคาเริ่มต้นเหลือเพียง 59.99 ดอลลาร์เท่านั้น ถูกกว่ารุ่นถัดไปราว 40 ดอลลาร์

ที่มา – The Verge

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/120859

รีวิว Ambi Climate Mini : อุปกรณ์ควบคุมเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะตัวเล็ก ที่ฟังก์ชั่นไม่เล็กเลย

Ambi Labs เปิดตัวน้องใหม่ของ Ambi Climate มาอีกครั้งภายใต้ชื่อ Ambi Climate Mini ซึ่งมาพร้อมกับลูกเล่นและความสามารถที่แทบจะถอดแบบ Ambi Climate 2 ที่ APPDISQUS เคยรีวิวไว้ก่อนหน้านี้เด๊ะๆ ต่างกันก็ตรงที่ Ambi Climate Mini นั้นไม่ได้ให้ฟังก์ชั่น Comfort AI Assistant หรือผู้ช่วยส่วนตัวในการควบคุมอุณหภูมิแบบอัตโนมัติมาด้วย ในสนนราคาที่ถูกลงกว่า Ambi Climate 2 ถึง 1,500 บาท (โดย Ambi Climate Mini นั้นสนนราคาที่ 3,500 บาท ในขณะที่ Ambi Climate 2 นั้นราคาอยู่ที่ 4,990 บาท)

APPDISQUS ได้มีโอกาสทดสอบ Ambi Climate Mini อีกครั้ง โดยนำมาใช้งานกับบ้านอัจฉริยะ หรือ Smart Home ของเว็บไซต์ ซึ่งน่าจะเป็นจุดขายของเจ้า Ambi Climate อยู่แล้ว ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า Ambi Climate Mini นั้นจะตอบโจทย์การใช้งานของเรามากแค่ไหน และการที่ไม่มี Comfort AI Assistant นั้นจะมีข้อเสียต่างจากรุ่นใหญ่อย่าง Ambi Climate 2 มากน้อยแค่ไหน วันนี้เราจะมาพิสูจน์กัน

Ambi Climate Mini … คืออุปกรณ์แปลงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ในบ้านเราให้กลายเป็นแอร์อัจฉริยะพร้อมฟังก์ชั่น Thermostats ในราคาที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับฟังก์ชั่นมากๆ

Ambi Climate Mini


Ambi Climate คืออะไร

เพื่อนๆ เคยฝันอยากให้แอร์ของเรามีสมองอัจฉริยะไว้คอยควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมให้กับเราโดยอัตโนมัติไหมครับ หรืออย่างน้อยๆ ก็สามารถตั้งค่าอุณหภูมิห้องเราต้องการแล้วปล่อยให้ที่เหลือเป็นหน้าที่ของแอร์ในการรักษาสมดุลย์ของอุณหภูมินั้นไว้ตลอดเวลาที่เราใช้งานแอร์ นั่นล่ะครับคือหน้าที่ของเจ้า Ambi Climate ที่เรากำลังพูดถึง

โดยทางทฤษฎีแล้ว Ambi Climate นั้นก็เทียบได้กับ Thermostats อัจฉริยะหนึ่งตัวที่เราสามารถตั้งค่าอุณหภูมิที่เราต้องการภายในบ้านของเราได้ ต่างกันตรงที่แทนที่เราจะต้องไปลงทุนกับระบบ HVAC (Heating, Ventilation  and Air Conditioning) ที่ดูจะเกินตัวไปสำหรับหลายๆ บ้านนั้น เราสามารถมีระบบดีๆ ที่ใกล้เคียงกับการมี Thermostats ในบ้านได้ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมอย่างเจ้า Ambi Climate เพียงตัวเดียว มันก็จะสามารถบังคับแอร์บ้านเก่าๆ ทั่วไปในบ้านเราให้กลายเป็นระบบปรับอุณหภูมิอัจฉริยะภายในบ้านหรือในห้องของเราได้แล้วล่ะครับ

Ambi Functions

โดยวิธีการนั้นก็ไม่มีอะไรมาก Ambi Climate จะทำการควบคุมแอร์ของเราผ่านการยิงสัญญาณ IR (Infrared) ซึ่งเป็นสัญญาณพื้นฐานทั่วไปของรีโมตแอร์ที่เราใช้กันตามบ้าน กอปรเซ็นเซอร์อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ซึ่งเป็นค่าที่จำเป็นในการควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านเราให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตามด้วยการใช้สมองอุจฉริยะอย่าง AI มาคอยวิเคราะห์พฤติกรรมการอยู่อาศัยของเรา และเมื่อทั้งหมดทำงานร่วมกัน ผลที่ได้ก็คือการควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมต่อความต้องการของเรา ในราคาที่สุดแสนประหยัดนั่นเอง

แกะกล่อง Ambi Climate Mini

Ambi Climate Mini นั้นมาพร้อมกับกล่องเรียบง่าย รักษ์โลก แต่อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการใช้งานแบบครบครันตามสไลต์ Ambi Labs เค้าเลย โดยอุปกรณ์ในกล่องนั้นประกอบด้วย

อุปกรณ์ในกล่องของ Ambi Climate Mini
อุปกรณ์ในกล่องของ Ambi Climate Mini
  1. Ambi Climate Mini 1 เครื่อง
  2. สายชาร์จสีขาว หัวเสียบใช้งานกับบ้านเราได้ 1 ชิ้น
  3. สายชาร์จไฟ USB-C สีขาว 1 เส้น
  4. ฐานสำหรับยึดติดผนัง โดยยึดได้ทั้งด้วยกาวสองหน้าที่แถมมา หรือจะยึดผนังด้วยพุ๊กและน็อตก็มีให้มาในกล่อง 1 ชุด
  5. คู่มือการใช้งาน

ตัวเล็กลงแต่ฟังก์ชั่นไม่เล็กตาม

Ambi Climate Mini นั้นมีขนาดและน้ำหนักที่เล็กลงจากตัวก่อนหน้าอย่าง Ambi Climate 2 อยู่พอประมาณ โดยมีขนาด 20x47x110 มม. และมีน้ำหนักเพียง 50 กรัม เท่านั้น โดยเจ้า Ambi Climate Mini นั้นจะเน้นรูปทรงให้ดูบาง แต่ยาวมากขึ้น พร้อมกับน้ำหนักที่เบาลงกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งทำให้เหมาะกับการนำไปติดผนังโดยไม่จำเป็นต้องเจาะผนังก็อยู่ได้สบายๆ ไม่มีหลุด หรือหากไม่อยากติด แต่อยากวางไว้เฉยๆ ก็ยังทำได้โดยไม่ต้องกังวล แต่อาจจะดูสวยงามน้อยกว่ารุ่นพี่อย่าง Ambi Climate 2 เล็กน้อยเท่านั้นเอง

Ambi Climate Mini นั้นยังมาพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์เพื่อตอบโจทย์การใช้งานควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านเหมือนรุ่นอื่นๆ พร้อมกับภาคส่งสัญญาณ IR และการเชื่อมต่อด้วย WiFi โดยสิ่งที่ถูกตัดออกไปบนเจ้า Ambi Climate Mini นั้นคือพอร์ตเชื่อมต่อ USB ที่แต่เดิมมีอยู่ในรุ่น Ambi Climate 2 แต่ก็ไม่เคยได้ใช้งานหรอก ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าการตัดออกไปนั้นจะเป็นเรื่องสำคัญอะไร






อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ดูเหมือนจะหายไปจาก Ambi Climate Mini จริงๆ นั้นคือ Comfort AI Assistant หรือเอไอช่วยเหลือเรียนรู้อุณหภูมิที่เหมาะสมกับเราแบบอัตโนมัติ โดยจะเรียกว่าหายไปเลยก็ไม่เชิง เพราะเจ้า Ambi Climate Mini นั้นยังคงใช้งานฟังก์ชั่นนี้ได้อยู่ แต่จะต้องเสียเงินสมัครใช้งานเป็นรายเดือน เดือนละ $2.99 หรือประมาณ 90 บาท และสามารถยกเลิกได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ในขณะที่ Ambi Climate 2 นั้นสามารถใช้งานฟังก์ชั่น Comfort AI Assistant ได้ฟรีตลอดกาล ในราคาที่สูงกว่าตัวนี้ 1,500 บาท (ก็ตีง่ายๆ ว่าเป็นราคาที่ต้องจ่ายหากใช้ Ambi Climate Mini และฟังก์ชั่น Comfort AI Assistant เป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปีครึ่งนั่นเอง)

อย่างไรก็ตาม Ambi Labs เองก็ยังใจดีมอบสิทธิ์ใช้งาน Comfort AI Assistant ให้กับผู้ซื้อ Ambi Climate Mini ทุกคนฟรีเป็นระยะเวลา 2 เดือนเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าไลฟ์สไตล์ของเรานั้นจะคุ้มค่ากับการสมัครใช้ Comfort AI Assistant หรือไม่ ซึ่งก็ถือว่าตอบโจทย์และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานหน้าใหม่ได้ทดสอบระบบอัจฉริยะนี้ก่อนเสียเงินจริง

เริ่มต้นใช้งานและการเชื่อมต่อ

ขั้นตอนการเชื่อมต่อ Ambi Climate Mini นั้นยังคงเหมือนกับรุ่นก่อนหน้า โดยจะต้องเชื่อมต่อกับ WiFi 2.4Ghz เท่านั้น (ไม่รองรับคลื่นสัญญาณ 5Ghz) ซึ่งหลังจากที่เราดาวน์โหลดและติดตั้งแอพพลิเคชั่น Ambi Climate ที่สามารถดาวน์โหลดได้จากทั้งบน iOS และ Android แล้ว ทันทีที่เราเปิดแอพพลิเคชั่นขึ้นมา เราก็จะสามารถเพิ่มอุปกรณ์ในระบบ Ambi Climate ตัวใหม่เข้าไปได้โดยการทำตามคำแนะนำที่แสดงบนหน้าจอได้เลย



หลังจากทำการเพิ่มอุปกรณ์ Ambi Climate Mini เข้าไปเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเชื่อมต่อรีโมตของแอร์ตัวเดิมที่เราใช้งานอยู่ เข้ากับเจ้า Ambi Climate Mini ซึ่งข้อดีของ Ambi Labs และอุปกรณ์ Ambi Climate นั้นคือมันมีฐานข้อมูลรีโมตแอร์ที่รองรับแบบเยอะมากๆ เยอะชนิดที่ว่าแอร์บางตัวที่หาไม่เจอในฐานข้อมูลอื่น (เช่นหาไม่เจอใน Broadlink) ก็สามารถหาเจอได้ในฐานข้อมูลของ Ambi Labs ซึ่งขั้นตอนในการหารุ่นของรีโมตแอร์เพื่อทำการเชื่อมต่อนั้นก็ง่ายมากๆ โดยปกติแล้วรุ่นของรีโมตนั้นจะอยู่ที่ด้านหลังของรีโมตแอร์ ให้ลองพลิกกลับไปหาหลังรีโมตแอร์ที่ใช้อยู่แล้วใช้เลขรหัสรีโมตตรงนั้นไปค้นหาในฐานข้อมูลของ Ambi Labs ได้เลย

โดยในกรณีของอเล็กซ์นั้นใช้แอร์เก่าประมาณ 8 ปีที่จำชื่อรุ่นไม่ได้แล้วของ Mitsubishi Electric โดยเมื่อพลิกด้านหลังรีโมตนั้นระบุ Type Name ไว้เป็น “MH12A 212DL”

Mitsubishi Air condition remote model

หลังจากได้รหัส MH12A มา เราก็เพียงแค่นำรหัสดังกล่าวไปทำการค้นหาในฐานข้อมูลของ Ambi Labs โดยการกรอกรหัสนี้ลงไปในหน้าการเชื่อมต่อกับรีโมตแอร์ของแอพพลิเคชั่น Ambi Climate แล้วเลือกรุ่นแอร์ที่ปรากฏขึ้นมาที่หน้าจอเพียงเท่านั้น




ซึ่งหลังจากที่ทำการเชื่อมต่อรีโมตแอร์รุ่นที่ต้องการเสร็จเรียบร้อยแล้ว Ambi Climate จะทำการทดสอบว่าแอร์ที่เราเลือกนั้นถูกต้องหรือไม่ด้วยการให้เราฟังเสียงแอร์ว่าดังปิ๊ปหรือไม่ และแอร์มีการเข้าสู่สถานะตามคำสั่งที่ Ambi Climate Mini ทำการสั่งไปควบคุมแอร์หรือไม่ หากใช้ก็ตอบตกลง และเป็นอันเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อและการตั้งค่า

การใช้งานและฟังก์ชั่นต่างๆ

Ambi Climate Mini ยังคงมาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งาน และโหมดต่างๆ ที่ครอบคลุมการใช้งานได้เป็นอย่างดี และหากอยากให้ครบครันได้อย่าง Ambi Climate 2 นั้นก็ทำได้โดยการจ่ายรายเดือนเพื่อแรกกับ Comfort AI Assistant ซึ่งก่อนจะตัดสินใจว่ามันคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่นั้น ก่อนอื่นเราต้องการเข้าใจก่อนว่า Comfort AI Assistant นั้นช่วยเรื่องอะไร พร้อมกับไปดูโหมดการใช้งานต่างๆ ของ Ambi Climate Mini แบบครบวงจรเพื่อประกอบการตัดสินใจ

Comfort AI Assistant จะค่อยๆ เรียนรู้ว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเรานั้นอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ ซึ่งต่อไปเมื่อเราเป็นผู้สั่งเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศ​ผ่านแอพ Ambi Climate ด้วยตัวเราเอง Comfort AI Assistant ก็จะรู้ว่าต้องเปิดแอร์ให้เราที่อุณหภูมิช่วงประมาณเท่าไหร่เมื่อเราเลือกโหมด Comfort…

  • Comfort Mode (ใช้ความสามารถของ Comfort AI Assistant มีค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับ Ambi Climate Mini)



ในโหมดนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นโหมดหลักๆ ที่เราใช้งานสำหรับเจ้า Ambi Climate กันเลยทีเดียว โดยหน้าที่ของมันคือการให้ผู้ใช้งานคอยสอนให้ Ambi Climate ทราบว่าอุณหภูมิที่เรารู้สึกสบายที่สุดนั้นอยู่ในช่วงไหน ซึ่งอินเตอร์เฟซการใช้งานนั้นก็ง่ายมากๆ โดย Ambi Climate เองจะมีปุ่มให้เราคอยกดรายงานความสบายของเราต่ออุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในขณะนั้น โดยแยกออกมาเป็นความรู้สึกต่างๆ คือ “Hot (ร้อน), Too Warm (อุ่นเกินไป), A Bit Warm (อุ่นไปนิด), Comfy (กำลังสบาย), A Bit Cold (เย็นไปนิด), Too Cold (เย็นเกินไป), Freezing (หนาวมาก)”

การที่เราเลือกความรู้สึกแบบนี้บ่อยๆ จะทำให้ Comfort AI Assistant ค่อยๆ เรียนรู้ว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเรานั้นอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ ซึ่งต่อไปเมื่อเราเป็นผู้สั่งเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศ​ผ่านแอพ Ambi Climate ด้วยตัวเราเอง Comfort AI Assistant ก็จะรู้ว่าต้องเปิดแอร์ให้เราที่อุณหภูมิช่วงประมาณเท่าไหร่เมื่อเราเลือกโหมด Comfort นั้นเอง



Ambi Climate นั้นยังสามารถเรียนรู้อุณหภูมิที่เหมาะสมของผู้ใช้งานได้มากกว่า 1 คน ในการควบคุมอุณหภูมิในห้องเดียวกันด้วย โดยผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นแต่ละรายนั้นสามารถตั้งค่าเรียนรู้ค่าอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อสอน Comfort AI Assistant ได้ และเมื่อทำการเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศในโหมด Comfort ผ่านแอพของ Ambi Climate ตัว Comfort AI Assistant ก็จะเลือกโซนอุณหภูมิที่สบายของผู้ใช้งานรายนั้นๆ โดยอ้างอิงค์จากโปรไฟล์ผู้ใช้งานที่เป็นคนสั่งงานได้ อีกทั้งเรายังสามารถเปิดดูโซนสบายของผู้ใช้งานรายอื่นในบ้านเราเพื่อทำการผสานรวมกับของเราให้ได้โซนอุณหภูมิที่เหมาะสมได้อีกด้วย

นี่เป็นความสามารถสำคัญที่มีมากับตัว Ambi Climate 2 เลยโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่สำหรับ Ambi Climate Mini นั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มรายเดือน เดือนละ $2.99 ซึ่งหากต้องการทดลองใช้งาน Ambi Labs เองก็ใจดีให้ใช้ฟรี 2 เดือน แถมมากับ Ambi Climate Mini ตัวใหม่ที่ซื้อกันเลย

  • Temperature Mode


ในโหมดนี้ หน้าที่ของ Ambi Climate นั้นคือการทำอุณหภูมิในห้องให้ได้ตามค่าที่ผู้ใช้งานกำหนด และพยายามคงค่านั้นเอาไว้ในห้องตลอดระยะเวลาที่ยังคงเปิดเครื่องปรับอากาศอยู่ โดยการใช้เซ็นเซอร์อุณหภูมิที่มีมากับเจ้า Ambi Climate Mini มาช่วยในการตรึงอุณหภูมิห้องให้ได้ตามค่าที่ต้องการ ซึ่งในโหมดนี้หน้าที่หลักๆ ของมันนั้นก็คือการเป็น Thermostats หรือตัวควบคุมอุณหภูมิประจำห้องของเรานั่นเอง ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร และเป็นโหมดที่ใช้งานได้ฟรี แม้จะไม่ได้สมัครสมาชิกแบบเสียเงินรายเดือนก็ตาม

อินเตอร์เฟซการใช้งานเองนั้นก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่เลือกอุณหภูมิห้องที่เราต้องการ เพียงเท่านี้ Ambi Climate ก็จะทำหน้าที่ของมันในการคงอุณหภูมิเอาไว้แล้ว

  • Away Mode


ในโหมดนี้อาจจะไม่เหมาะกับบ้านเราสักเท่าไหร่นัก เพราะคงไม่มีใครอยากเปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้ในเวลาที่ไม่อยู่บ้านเป็นแน่ ไม่งั้นค่าไฟคงกระฉูดกันไปเลย ซึ่งหน้าที่ของมันนั้นคือการกำหนดอุณหภูมิของห้องหรือบ้านของเราให้เป็นไปตามที่เราต้องการในเวลาที่เราไม่อยู่บ้าน เช่นอาจตั้งอุณหภูมิเอาไว้ที่ 28 องศาเซลเซียส เพื่อให้บ้านของเรานั้นคงอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในบ้านของเราให้อยู่ในเกณฑ์ที่เราต้องการในเวลาที่เราไม่อยู่บ้าน

ประโยชน์ของโหมดนี้น่าจะเป็นสำหรับคนที่มีเครื่องใช้เฟอร์นิเจอร์สำคัญๆ ราคาแพงๆ ที่อาจจะไม่ถูกกับความร้อนและความชื้นที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นปัญหาได้หากปล่อยให้อุณหภูมิในบ้านขึ้นไปสูงตามอุณหภูมิของประเทศไทย ดังนั้นการควบคุมความร้อน – เย็นได้ในยามที่เราไม่อยู่บ้านด้วย Ambi Climate Mini นั้นอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหาทางออกเรื่องนี้อยู่

ในโหมดนี้จะมีความคล้ายกับโหมด Temperature แต่จะต่างกันตรงที่ Away Mode นั้นจะถูกเรียกขึ้นมาใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อเราออกจากบ้าน ซึ่ง Ambi Climate จะจับตำแหน่งของเราจากมือถือของเรานั่นเอง ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเปิดแอพมาตั้งค่าเองทุกครั้งที่ออกจากบ้าน

  • Manual Mode


ในโหมดนี้ เจ้า Ambi Climate จะทำหน้าที่แทนรีโมตควบคุมเครื่องปรับอากาศที่ใช้อยู่ทั่วไป โดยไม่ได้มีความสามารถอะไรที่อัจฉริยะนัก นอกจากการสั่งงานทางไกลและภายนอกบ้านได้เท่านั้นเอง ซึ่งหน้าที่ของมันนั้นก็คือการปรับอุณหภูมิในขณะนั้นให้ลดหรือเพิ่มไปยังอุณหภูมิที่เราต้องการ แต่ไม่ได้มีการพยายามคงอุณหภูมิห้องเอาไว้ให้อยู่ในค่านั้นเหมือนอย่างโหมด Temperature ซึ่งรวมๆ แล้วก็คือการเอา Ambi Climate มาเป็น IR Blaster ให้กับรีโมตแอร์เรานั่นเอง

  • Off Mode


โหมดนี้ก็ไม่มีอะไร ทำหน้าที่ในการสั่งปิดเครื่องปรับอากาศของเราตามชื่อของมันนั่นเอง

ฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่น่าสนใจ

นอกจากโหมดต่างๆ เพื่อการใช้งานที่เหมาะสมกับเราแล้ว Ambi Climate Mini เองยังมีการเก็บสถิติการใช้งานเครื่องปรับอากาศของเราโดยละเอียดเอาไว้ให้ได้ศึกษาพฤติกรรมการใช้และอุณหภูมิที่เรารู้สึกสบายกันอีกด้วย โดยเจ้าสถิตินี้แสดงออกมาให้เห็นทั้งในรูปแบบกราฟเข้าใจง่าย และประวัติการใช้งานจริงเป็นรายการ รวมถึงยังสามารถเปรียบเทียบสถิติการใช้งานของเราเพื่อเอาไปเป็นประโยชน์ในทำความเข้าใจกับพฤติกรรมการใช้เครื่องปรับอากาศของเราด้วย




นอกจากนี้ยังมีโหมด AC Settings ซึ่งจะทำให้เราสามารถปรับค่าต่างๆ ของเครื่องปรับอากาศเราได้แบบละเอียดตามที่รีโมตเครื่องของเราทำได้เลย ทั้งการปรับความเร็วของพัดลม ไปจนถึงการปรับระดับหน้าบานที่ทำหน้าที่กำหนดทิศทางลมด้วย และในเมนูนี้เอง เรายังสามารถกำหนดค่าโหมดของเครื่องปรับอากาศเราที่จะได้ AI Assistant ใช้ในการอ้างอิงเมื่อเรียกใช้งานโหมด Comfort ได้อีกด้วย



ท้ายที่สุดเลยคือการกำหนด Automation ต่างๆ เช่นการเปิด/ปิดแอร์ ไปที่อุณหภูมิหรือโหมดที่เรากำหนดในช่วงเวลาที่เราต้องการโดยอัตโนมัติ ซึ่งสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่เมนู Device ซึ่งในเมนูเดียวกันนี้ เรายังสามารถตั้งค่าตัวแอพพลิเคชั่นเอง รวมถึงเพิ่มผู้ใช้งานใหม่ๆ ได้อีกด้วย



คุ้มค่ากับเงินไหม ถ้าจะมี Ambi Climate Mini ไว้ในบ้าน

เอาจริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวแล้วแทบไม่รู้สึกว่าฟังก์ชั่น Comfort AI Assistant นั้นเป็นเสน่ห์สำคัญที่สุดของ Ambi Climate เลยก็ว่าได้ พอเจ้า Ambi Climate Mini มันไม่ได้ให้ฟังก์ชั่นนี้มาแบบฟรีๆ แล้วก็รู้สึกว่า Ambi Climate นั้นดูมีประโยชน์และน่าสนใจน้อยลงอย่างชัดเจนในราคาที่ถูกลงเพียงประมาณ 1,500 บาท แต่หากใครที่เพียงแค่อยากลิ้มลองความรู้สึกของการมี Comfort AI Assistant แต่ก็ไม่ได้อยากจริงจังมากมายหลังจากที่ได้รู้แล้วว่ามันมีไว้เพื่ออะไร Ambi Climate Mini ก็ถือเป็นน้องเล็กของค่ายที่มาพร้อมฟังก์ชั่นใหญ่ๆ ไม่น้อยหน้าใครเลย

ทั้งนี้ฟังก์ชั่นอย่าง Thermostats หรือ Tempurature Mode นั้นก็ยังคงถือเป็นฟังก์ชั่นที่มีประโยชน์มากๆ และมีมาให้แบบฟรีๆ ไม่ต้องเสียรายเดือนบน Ambi Climate Mini ซึ่งสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันนั้น การได้ฟังก์ชั่นนี้มาในราคาประมาณ 3,500 บาทนั้นก็ถือว่าคุ้มค่าน่าสนใจเลยทีเดียว และโดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่านี่คือฟังก์ชั่นที่ใช้งานจริงบ่อยที่สุดตลอดระยะเวลาประมาณ 2 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยใช้ Ambi Climate 2 โน่นเลย

นอกจากนี้สำหรับใครที่กำลังสนใจ Smart Home หรือการเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นบ้านอัจฉริยะนั้น เจ้า Ambi Climate ยังสามารถใช้งานได้กับ Google Assistant (Google Home), Amazon Alexa, IFTTT และ Siri โดยใช้งานผ่าน Shortcuts หรือคำสั่งลัดบน iOS ด้วย ซึ่งก็ถือว่าครอบคลุมการใช้งานได้ทุกระบบจริงๆ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ Smart Home Platform เหล่านี้จะเอื้อให้ Ambi Climate ได้ฉายแววความมีประโยชน์ในการใช้งานในโหมด Temperature ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะสามารถเอาไปกำหนดซีนในการทำ Automation ได้หลากหลายมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ให้บ้านเปิดแอร์ไว้ที่อุณหภูมิ 25 องศาเมื่อเราขับรถเข้ามาถึงบริเวณบ้าน เป็นต้น ซึ่งในกรณีของบ้านผมนั้นหลักๆ ใช้ Homekit เป็น Smart Home Framwork ทั้งหลัง และ Siri Shortcuts เองก็ตอบโจทย์ตรงนี้ไม่ได้ เลยต้องอาศัยการใช้ปลั๊กอินของ Homebridge เข้ามาช่วยอีกที ซึ่งสำหรับยูเซอร์ที่แอดวานซ์หน่อยและใช้ Homebridge Server ในบ้านอยู่แล้วก็ตามมาดูปลั๊กอินที่ว่าและการใช้งานของมันได้ต่อเลย

ควบคุม Ambi Climate Mini แบบสมาร์ทๆ ผ่านทาง Homekit (โดยใช้ปลั๊กอินของ Homebridge)

ถึงแม้ว่า Ambi Climate นั้นโดยพื้นฐานแล้วยังไม่ได้รองรับ Homekit ของ Apple แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ใช้งาน Smart Home ที่โฟกัสที่ระบบ Homekit หลายๆ คนเองก็คงมี Homebridge หรือ Hoobs ใช้งานกันอยู่แล้ว ซึ่งเจ้า Ambi Climate นั้นก็มีปลั๊กอินที่ได้รับการพัฒนาโดยนักพัฒนาอิสระให้เลือกใช้บน Homebridge/Hoobs กันมากมาย แต่วันนี้เราจะมาแนะนำและทดสอบปลั๊กอินของ Ambi Climate ที่อัพเดตล่าสุดและใช้งานได้ดีที่สุดในความเห็นของผมเอง ซึ่งปลั๊กอินที่ว่านั้นก็คือ Homebridge Ambiclimate Platform นั่นเอง

เมื่อเปิดดูภาพยนตร์หรือเล่นเกมในห้องนี้ Siri ก็จะทำการเซ็ตระบบไฟสำหรับการดูหนังในห้องโฮม และเปิดแอร์ในโหมด Thermostats ที่ควบคุมโดย Ambi Climate Mini โดยคุมอุณหภูมิห้องไว้ที่ 23.5 องศา ในขณะที่ถ้าวันไหนอยากนอนให้ห้องนี้ (แบบขี้เกียจขึ้นห้องนอน) ก็ให้ปิดไฟ ปิดทีวี และปรับอุณหภูมิแอร์ไปที่ 24 องศา

Homebridge Ambiclimate Platform

โดยปลั๊กอินตัวที่ว่านี้จะทำให้ความสามารถหลักๆ ของ Ambi Climate ทั้งหมดนั้นไปใช้งานบน Homekit ได้ โดยผ่าน Homebridge ภายใต้เงื่อนไขของการเป็นอุปกรณ์ Platform ซึ่งถือเป็นปลั๊กอินเดียวที่ใช้ Platform แทน Acessories ทำให้คนที่ใช้งาน Ambi Climate หลายเครื่องในบ้านสามารถลงปลั๊กอินเดียวแล้วลิงก์อุปกรณ์ทุกตัวเข้ากับ Homekit ผ่าน Homebridge ได้เลย

ปลั๊กอินตัวนี้จะสามารถ expose เจ้า Ambi Climate ของเราเข้าไปยัง Homekit ได้ พร้อมฟังก์ชั่นการเป็นเครื่องปรับอากาศบน Homekit และการเป็น Thermostats บน Homekit ด้วย นอกจากนี้ยังมีการอิมพรีเมนต์เอาปุ่มบอกความรู้สึกในโหมด Comfort ที่กล่าวไปในข้างต้นมาเป็นสวิตช์เพื่อให้เราสามารถบอก Comfort Assistant AI ได้ผ่านทาง Homekit อีกด้วย ซึ่งจากการทดสอบก็ต้องบอกว่าใช้งานได้ดีและครบถ้วนในทุกฟังก์ชั่นเลย



ข้อดีของการ Expose ตัว Ambi Climate เข้ากับ Homekit นั้นคือการที่เราสามารถทำการกำหนดการทำงานของ Ambi Climate เข้าไปใน Home Automation ของเราได้ ยกตัวอย่างเช่นในกรณีของผมเองที่ใช้อยู่ในห้องโฮมเธียเตอร์นั้นก็คือเมื่อเปิดดูภาพยนตร์หรือเล่นเกมในห้องนี้ Siri ก็จะทำการเซ็ตระบบไฟสำหรับการดูหนังในห้องโฮม และเปิดแอร์ในโหมด Thermostats ที่ควบคุมโดย Ambi Climate Mini โดยคุมอุณหภูมิห้องไว้ที่ 23.5 องศา ในขณะที่ถ้าวันไหนอยากนอนให้ห้องนี้ (แบบขี้เกียจขึ้นห้องนอน) ก็ให้ปิดไฟ ปิดทีวี และปรับอุณหภูมิแอร์ไปที่ 24 องศาซึ่งเป็นอุณหภูมิจุดที่ผมรู้สึกสบายในห้องนี้นั่นเอง



สรุปท้ายรีวิว

ก่อนหน้านี้ ตอนสมัย Ambi Climate 2 นั้น ผมเองเคยสรุปไว้สั้นๆ ว่ามันคือของเล่นของคนที่พอจะมีเงินเหลือ มาในคราวนี้กับ Ambi Climate Mini ที่ราคาถูกลง 1000 บาทโดยประมาณ โดยสนนราคาสุทธิอยู่ที่ประมาณ 3,500 บาทนั้น คงต้องขอเปลี่ยนคำพูดนิดว่ามันคืออุปกรณ์แปลงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ในบ้านเราให้กลายเป็นแอร์อัจฉริยะพร้อมฟังก์ชั่น Thermostats ในราคาที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับฟังก์ชั่นมากๆ จะเสียดายก็แต่ Comfort AI Assistant ที่ไม่ได้ให้มาฟรีตลอดชีพแล้วบนเจ้า Ambi Climate Mini ซึ่งหากใครสนใจใช้ฟังก์ชั่นนี้ มองในระยะยาวแล้วคิดว่าไปลงทุนเพิ่มอีก 1,000 บาทสำหรับ Ambi Climate 2 เพื่อ Comfort AI Assistant ฟรีๆ ตลอดชีพไปเลยน่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสมกว่า

แต่ถ้าหากมองกันในภาพรวมแล้ว Ambi Climate Mini นั้นก็สามารถตอบสนองการทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฟังก์ชั่นที่ให้มา (โดยเฉพาะ Temperature Mode) และมีความเสถียรในการใช้งานสูงมาก จะเสียดายหน่อยเดียวก็ตรงที่มันเป็นอุปกรณ์แบบ Cloud Base ที่ข้อมูลผู้ใช้งานต่างๆ นั้นยังต้องไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอยู่ ซึ่งจริงๆ แล้ว หากผู้ใช้งาน Ambi Climate Mini ไม่ต้องการใช้ Comfort AI Assistant ก็น่าจะเปิดโอกาสให้เลือกใช้งานแบบโลคอล หรือไม่จำเป็นต้องผ่าน Cloud ได้ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการรักษาความปลอดภัยในข้อมูลส่วนตัวของตนเอง

ช่องทางการสั่งซื้อ

อ่านมาถึงตรงนี้ ใครตัดสินใจได้ว่าอยากได้เจ้า Ambi Climate Mini ตัวนี้มาครอบครองก็ไปจัดกันมาได้เลยตามนี้

สั่งซื้อ Ambi Climate Mini ผ่านทาง Lazada (จำหน่ายโดย Koan Co., Ltd.) – ราคา 3490 บาท

สั่งซื้อ Ambi Climate Mini ผ่าน Ambiclimate.com (ส่งของจากต่างประเทศ) – ใช้โค๊ดส่วนลด APPDISQUS10 เพื่อลด $10 (ใช้ได้ถึง 30 มิถุนายน 2564)

ข่าว: รีวิว Ambi Climate Mini : อุปกรณ์ควบคุมเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะตัวเล็ก ที่ฟังก์ชั่นไม่เล็กเลย มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/01/27/review-ambi-climate-mini-smart-ac-controller.html

Philips Hue เปิดตัวโมดูลติดสวิตซ์ไฟบ้านแปลงเป็นสมาร์ทสวิตซ์, สวิตซ์หรี่ไฟดีไซน์ใหม่

Signify บริษัทในกลุ่ม Philips เปิดตัวสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์ Philips Hue โดยรอบนี้มีสินค้ากลุ่มสวิตซ์ไฟ 2 รายการ และหลอดไฟอีก 2 รายการ

สินค้าชิ้นแรกคือ Philips Hue wall switch module เป็นโมดูลสำหรับติดตั้งกับสวิตซ์ไฟธรรมดาให้ใช้งานร่วมกับหลอดไฟอัจฉริยะได้ จากเดิมที่เมื่อใช้หลอดไฟอัจฉริยะ สวิตซ์ไฟจะต้องเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา โมดูลนี้จะนำมาติดตั้งเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวไม่ว่าจะเปิดหรือปิดสวิตซ์ก็ทำให้ไฟสว่างได้ตลอดเวลา และสามารถเซ็ทฟังก์ชันของสวิตซ์ไฟตัวนี้ผ่านแอป Hue ได้ด้วย ตัวโมดูลใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ที่ Signify ระบุว่าจะมีอายุการใช้งานขั้นต่ำ 5 ปี

Philips Hue wall switch module จะวางจำหน่ายที่ราคาชิ้นละ 39.95 ยูโร หรือราว 1,200 บาท และชุดสองชิ้นที่ราคา 69.95 ยูโร หรือราว 2,500 บาท

No Description

ถัดไปคือ Philips Hue dimmer switch เป็นสวิตซ์ไฟสำหรับควบคุมหลอดไฟ Philips Hue โดยไม่ต้องใช้แอป ไม่ว่าจะเป็นการปรับแสงสว่างให้หรี่ลงหรือสว่างขึ้น หรือเซ็ท scene ในห้อง ตัวสวิตซ์นี้รองรับการติตดั้งกับผนังเหมือนกับสวิตซ์ไฟธรรมดา หรือจะวางบนพื้นผิวโลหะก็ได้ วางจำหน่ายที่ราคา 19.95 ดอลลาร์ หรือราว 600 บาท

No Description

ส่วนหลอดไฟอีก 2 รายการ ได้แก่ Philips Hue Amarant ไฟสปอตไลท์สำหรับใช้ในสวนหรือพื้นที่ระเบียง โดยเน้นใช้งานเป็นไฟประดับ และ Philips Hue Appear ไฟใช้งานติดกำแพงนอกบ้านรุ่นใหม่ มาพร้อมสัมผัสเป็นสแตนเลสสตีล พร้อมกับติดตั้งง่ายกว่าเดิม โดยหลอดไฟทั้งสองวางจำหน่ายที่ราคาหลอดละ 149.99 ยูโรหรือราว 5,500 บาท

ที่มา – Signify

No Description
Philips Hue Amarant

No Description
Philips Hue Appear

from:https://www.blognone.com/node/120621

Xiaomi เปิดตัว Mi Smart Clock และ Mi 360 Home Security Camera 2K Pro

พร้อม ๆ กับ Redmi ทาง Xiaomi ยังมีอุปกรณ์ IoT ใหม่ 2 ตัวที่เปิดพร้อมกันคือ Mi Smart Clock นาฬิกาอัจฉริยะที่มีหน้าจอ พร้อมรองรับ Google Assistant และ Chromecast ในตัว สามารถสตรีวิดีโอจากกล้องวงจรปิด แคสต์แพลงหรือหนังจากสมาร์ทโฟน ยังไม่เปิดเผยราคาและวันวางจำหน่าย

อีกตัวคือ Mi 360 Home Security Camera 2K Pro กล้องวงจรปิดความละเอียด 3 ล้านพิกเซล สามารถแสดงผลได้สูงสุด 2304×1296 รูรับแสง f/1.4 ไมโครโฟนคู่ มีอัลกอริทึมตรวจจับเงาของคนและแจ้งให้ผู้ใช้งานทราบ สามารถสั่งกล้องได้ผ่าน Mi Home และควบคุมด้วยเสียงผ่าน Google Assistant และ Amazon Alexa

Mi 360 Home Security Camera 2K Pro ขายวันที่ 25 มกราคมนี้ ราคา 1,590 บาทบน JD Central, Shopee, Lazada และร้านตัวแทนจำหน่าย

No Description

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/120451

GE Lighting รีแบรนด์หลอดไฟอัจฉริยะ C by GE เป็น Cync พร้อมทำอุปกรณ์สมาร์ทโฮมครบวงจร

เมื่อปีที่แล้ว GE หรือ General Electric กลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมของโลก เพิ่งขายส่วนธุรกิจ GE Lighting ซึ่งเป็นส่วนธุรกิจแรกของบริษัทที่ดำเนินกิจการมานานกว่า 100 ปีให้บริษัทสมาร์ทโฮม Savant

วันนี้เจ้าของใหม่ของ GE Lighting ก็ได้ประกาศรีแบรนด์สินค้าในกลุ่ม C by GE อย่างเป็นทางการ โดยเปลี่ยนไปใช้ชื่อว่า Cync และขยายธุรกิจสินค้าออกไปไกลกว่าการเป็นเพียงหลอดไฟ ให้เป็นแบรนด์สินค้าสมาร์ทโฮมแบบครบวงจร พร้อมกับเปิดตัวสินค้าใหม่ในไลน์ Cync เพิ่มเติมด้วย ส่วนแอป C by GE จะเปลี่ยนเป็นชื่อ Cync ในเดือนมีนาคมนี้

สำหรับสินค้าใหม่ของแบรนด์ Cync ที่เปิดเผยมาคร่าว ๆ แล้วก็มี Cync Indoor Camera เป็นกล้องวงจรปิดในบ้านที่เน้นความเป็นส่วนตัว เตรียมขายในเดือนพฤษภาคมนี้, Cync Outdoor Smart Plug ปลั๊กไฟอัจฉริยะที่สามารถควบคุมผ่านแอปหรือสั่งผู้ช่วยส่วนตัวได้ เตรียมขายในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่ง Cync ยังมีผลิตภัณฑ์ในแผนอีกจำนวนมาก อย่างเช่นเทอร์โมสแตท ซึ่งทาง GE Lighting จะเผยรายละเอียดในอนาคตต่อไป

สำหรับชื่อ GE Lighting เจ้าของใหม่ก็คือ Savant จะยังคงใช้ชื่อเดิมโดยต่อท้ายว่า A Savant Company

ที่มา – Engadget, TechCrunch

No Description

from:https://www.blognone.com/node/120387

Sharp เปิดตัวไมโครเวฟสั่งการด้วยเสียงผ่าน Alexa

Sharp เปิดตัวไมโครเวฟรุ่นแรกที่มาพร้อมระบบเชื่อมต่อ Wi-Fi และรองรับการทำงานร่วมกับระบบสั่งการด้วยเสียง Alexa

ไมโครเวฟรุ่นใหม่ของ Sharp มีสองความจุ คือ SMC1139FS ความจุ 1.1 คิวบิกฟุต และ SMC1449FS ความจุ 1.4 คิวบิกฟุต โดยระบบสั่งการด้วยเสียง Alexa มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในกิจกรรมทำอาหารทั่วไป เช่น ละลายน้ำแข็งเนื้อ ไปจนถึงสั่งทำป๊อปคอร์นของ Orville Redenbacher

สำหรับรุ่น 1.1 คิวบิกฟุตจะมีคำสั่งที่รองรับระบบสั่งการด้วยเสียงกว่า 30 คำสั่ง และอีก 10 พรีเซ็ทที่สั่งได้ผ่านเสียงเท่านั้น ราคา 149.99 ดอลลาร์ และรุ่น 1.4 คิวบิกฟุตมีคำสั่งที่รองรับระบบสั่งการด้วยเสียงกว่า 70 คำสั่ง และอีก 50 พรีเซ็ทที่สั่งได้ผ่านเสียงเท่านั้น ราคา 169.99 ดอลลาร์

ที่มา – Sharp USA, Engadget

No Description
ภาพจาก Sharp USA Shop

from:https://www.blognone.com/node/120052

แพลตฟอร์มสมาร์ทโฮม Google Nest จะทำงานร่วมกับ SmartThings ของซัมซุงแล้ว

ในที่สุด Google และซัมซุงก็ประกาศความร่วมมือเชื่อมต่อแพลตฟอร์มสมาร์ทโฮมของตัวเองให้สามารถทำงานร่วมกันได้แล้ว ทำให้อุปกรณ์อย่างกล้อง, กริ่งประตูหน้าบ้านและ thermostat ของ Nest สามารถสั่งงานได้ผ่านแอป SmartThings หรือกระทั่งสมาร์ททีวีและตู้เย็นอัจฉริยะของซัมซุงแล้ว

ในทางตรงกันข้าม อุปกรณ์สมาร์ทโฮมของซัมซุงก็จะรองรับการสั่งงานผ่าน Google Assistant ทั้งหมดแล้ว เช่นสั่งอุ่นเตาอบอัจฉริยะ หรือสั่งเปิดปิดและเปลี่ยนช่องทีวี (ทีวีจะรองรับเฉพาะรุ่นที่ประกาศก่อนหน้านี้) ขณะที่การตั้งค่าในแอป SmartThings ก็จะมีลิงก์เชื่อมต่อกับ Google Assistant ให้ในแอป

นอกจากนี้ภาษาที่สามารถสั่งผ่าน Google Assistant เพื่อควบคุมอุปกรณ์ซัมซุง ไม่ได้มีแค่ภาษาอังกฤษ แต่ยังรองรับสเปน, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, โปรตุเกส, เกาหลีและญี่ปุ่นด้วย (ของไทยคงรอต่อไป)

ที่มา – Google Blog

No Description

from:https://www.blognone.com/node/120012

เสียวหมี่ เชิญชวนชาวไทย ลุ้นเป็นผู้โชคดีเนรมิตบ้านให้มีชีวิตสไตล์ Less is More ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Smart Home สุดล้ำ

เสียวหมี่ ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศเฟ้นหาผู้โชคดีเพื่อเข้าร่วมแคมเปญ “Mi Renovation: Smart renovation” ที่จะมาเนรมิตบ้านของคุณให้ก้าวสู่สมาร์ทโฮมในฝันด้วยผลิตภัณฑ์และระบบบ้านอัจฉริยะ Mi smart home พร้อมเป็นตัวแทนชาวไทยบอกเล่าประสบการณ์การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่พักอาศัยผ่านยูทูป ร่วมกับกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้าน คุณคิริน ชัยชนะ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ บริษัท Kirin Design & Living กิจกรรม “Mi Renovation: Smart Renovation” เปิดรับสมัครแล้ววันนี้จนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 นี้ 

Xiaomi

เสียวหมี่ เชื่อว่าโซลูชันเทคโนโลยีสมัยใหม่ๆ ของเราเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาปรับปรุงและทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนง่ายขึ้น โครงการ “Mi Renovation: Smart renovation” นี้เปิดโอกาสให้คุณได้ร่วมมีสิทธิ์เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการสัมผัสนวัตกรรมใหม่ๆ จากเสียวหมี่ เพียงเขียนความคิดเห็นว่าทำไมคุณถึงควรได้รับ Mi Renovation ในครั้งนี้และทำไมคุณถึงรักเสียวหมี่พร้อมเพิ่มรูปภาพของที่พักอาศัยของคุณมายังเรา หากความคิดเห็นของคุณตรงใจเรา คุณจะได้รับเลือกเป็นตัวแทน ซึ่งนอกจากจะได้รับรางวัลเป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าเสียวหมี่แล้ว ทางเสียวหมี่ ยังเข้าไปช่วยปรับปรุง เปลี่ยนแปลงที่พักอาศัยของคุณและติดตั้งระบบ Mi smart home อัจฉริยะให้บ้านของคุณ

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวิดีโอบนช่อง YouTube อย่างเป็นทางการของเสียวหมี่ ในประเทศไทย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์การปรับปรุงที่พักอาศัยของคุณร่วมกับ คุณคิริน ชัยชนะ (Founder & Design Director – Kirin Design & Living) และ คุณพลภัทร์ สายบัวทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ เสียวหมี่ เทคโนโลยี ประเทศไทย ที่จะมาร่วมเนรมิตบ้านให้มีชีวิตสไตล์ Less is More พร้อมเทคโนโลยี Smart Home สุดล้ำในครั้งนี้ด้วย

สำหรับวิธีเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว มีดังนี้ 

1) ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสามารถเข้าถึงที่พักอาศัยของคุณได้ตลอดระยะเวลาของโครงการ (ดูวันที่ด้านล่าง)

2) กรอกแบบฟอร์มพร้อมรายละเอียดการติดต่อในลิงก์ https://event.c.mi.com/th/apply/MiRenovation/ ให้ครบถ้วน

3) เขียนความคิดเห็นว่าทำไมคุณถึงควรได้รับ Mi Renovation ในครั้งนี้และทำไมคุณถึงรัก Xiaomi เพิ่มรูปภาพของที่พักอาศัยของคุณ เรื่องราวที่น่าสนใจยิ่งมีโอกาสชนะมากขึ้น 

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ไปถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 จะประกาศผลผู้ชนะวันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 และจะทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้านในวันที่ 23 พฤศจิกายน – 30 ธันวาคม 2563 โดยสามารถเข้าชมวิดีโอเเนะนำกิจกรรมได้ที่ลิ้งค์: https://youtu.be/t78qJYR7qoc

หมายเหตุ :

  • การตัดสินใจของคณะกรรมการถือเป็นสิ้นสุด
  • ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิสำหรับผู้ที่ทำถูกต้องและครบตามกติกาเท่านั้น
  • การตกแต่งบ้านและการเลือกสินค้าเพื่อใช้ในการ Renovate ทั้งหมดเป็นสิทธิ์ของทางบริษัทฯ และทีมงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
  • อุปกรณ์และสินค้าที่ใช้ในการตกแต่งทั้งหมด ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสด ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่น และไม่สามารถโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้
  • ผู้ได้รับการคัดเลือกต้องยินยอมให้ทางบริษัทฯ เข้าสำรวจพื้นที่และบันทึกการทำถ่ายทำสถานที่และผู้ได้รับการคัดเลือกตลอดทั้งแคมเปญ และอนุญาตแก่ทางบริษัทฯ ในการเผยแพร่เนื้อหา
  • บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและกติกาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

from:https://www.mobileocta.com/mi-renovation-smart-renovation/