คลังเก็บป้ายกำกับ: SMART_CITY

ไมโครซอฟท์ซื้อ CyberX เพื่อยกระดับด้าน IoT มูลค่าประมาณ 165 ล้านเหรียญฯ

ไมโครซอฟท์ได้ซื้อกิจการสตาร์ทอัพด้านระบบความปลอดภัยชื่อ CyberX ด้วยเป้าหมายในการยกระดับ และปกป้องระบบ Internet of Things (IoT) ของลูกค้าตัวเอง แม้ยังไม่มีการเปิดเผยมูลค่าของดีลนี้ออกมา แต่สำนักข่าวต่างๆ ก็ระบุว่าน่าจะสูงประมาณ 165 ล้านเหรียญฯ

จากประกาศของทางบริษัทระบุว่า “CyberX จะเข้ามาเติมเต็มความสามารถด้านความปลอดภัยของ IoT บน Azure ที่มีอยู่เดิม โดยขยายความครอบคลุมไปยังอุปกรณ์อย่างในระบบ IoT เชิงอุตสาหกรรม, ระบบเทคโนโลยีในโรงงาน (OT), และในโครงสร้างพื้นฐานแบบต่างๆ”

CyberX จะเปิดให้ลูกค้าสามารถระบุอุปกรณ์ IoT ที่มีอยู่ รวมทั้งจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์เหล่านั้นได้ โดยลูกค้าจะสามารถเห็นแผนที่แบบดิจิตอลของอุปกรณ์จำนวนหลายพันเครื่องบนพื้นที่ของโรงงานหรือภายในอาคาร

ระบบนี้จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ และช่องโหว่ที่พบด้วย อย่างช่วงเดือนที่ผ่านมาก็มีนักวิจัยด้านความปลอดภัยพบช่องโหว่ร้ายแรงที่อาจทำให้อุปกรณ์ IoT ทั่วโลกโดนแฮ็กได้หลายรายการ ซึ่งถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ไมโครซอฟท์ซื้อกิจการในครั้งนี้

ที่มา : CB

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-procures-cyberx-to-upsurge-iot/

บริษัทโทรคมนาคมเกาหลีใต้ร่วมมือกัน เปิดตัวใบขับขี่แบบดิจิตอล

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทางบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมในเกาหลีใต้ได้ประกาศการจับมือกันเปิดตัวใบขับขี่ในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งจะเป็นลักษณะของโค้ด QR และบาร์โค้ด แผนการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง SK Telecom, KT, และ LG Uplus

เช่นเดียวกันกับหน่วยงานภาครัฐโดยตรงอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเกาหลีหรือ KNPA ซึ่งเคยมีการประกาศแผนการนี้มาก่อนแล้วเมื่อเดือนตุลาคม

ใบขับขี่ดิจิตอลนี้จะอยู่ในแอพชื่อ PASS ที่เป็นแอพที่มีใช้งานอยู่แล้วในปัจจุบัน เป็นแอพสำหรับแสดงและยืนยันตัวตน ที่ใช้สำหรับตรวจสอบยืนยันการชำระค่าบริการโทรศัพท์เป็นหลักกับค่ายมือถือทั้งสามค่ายดังกล่าว ผู้ใช้จะสามารถลงทะเบียนเพิ่มใบขับขี่ของตัวเองเข้าไปในแอพเพื่อสร้างเป็นใบขับขี่ดิจิตอล

แอพจะแสดงรูปถ่ายของผู้ใช้ร่วมกับโค้ดคิวอาร์และบาร์โค้ด มาพร้อมกับเทคโนโลยีป้องกันการบันทึกภาพหน้าจอ มีภาพเคลื่อนไหวอยู่ด้านบน และการรีเซ็ตสร้างโค้ดใหม่ตลอดเพื่อป้องกันการปลอมแปลงเอกสารดิจิตอลดังกล่าวด้วย

ที่มา : ZDNet

from:https://www.enterpriseitpro.net/south-korean-telcos-launch-digital-drivers-licence/

ประเทศไทยจะปกป้อง”เมืองอัจฉริยะ”ให้มั่นคงปลอดภัยได้อย่างไร ?

ในบทความนี้ Gigamon จะมาแนะนำถึงวิธีที่รัฐบาลควรใช้เพื่อจัดลำดับความสำคัญ ในการป้องกันและตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้ได้อย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมาประเทศต่าง ๆ มักจะคุ้นเคยกับการแข่งขันกันเพื่อจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งและมีอำนาจมากที่สุด แต่ปัจจุบันนี้ทุกประเทศต่างก็หันมาแข่งขันเพื่อจะเป็นผู้ที่ฉลาดที่สุดแทน รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยได้กล่าวว่า “เราต้องเป็นที่หนึ่ง” ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีได้กลายเป็นความสำคัญระดับต้นๆที่ผู้นำของประเทศในอาเซียนทุกคนต่างต้องให้ความสนใจ

แต่นวัตกรรมไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงและรัฐบาลจำเป็นต้องเข้าใจถึงจุดเปราะบางของระบบเศรษฐกิจแบบเสมือนนี้ การมีระบบเครือข่ายใหม่หมายถึงการต้องมีโครงสร้างพื้นฐานและแรงงานใหม่ ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็หมายถึงการที่แฮกเกอร์จะมีวิธีการในการโจมตีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ปัจจุบันนี้ที่ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยี IoT ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยเรากำลังจะได้เรียนรู้ว่าเมื่อนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเสริมความชาญฉลาดให้กับการทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรทำก็คือต้องมีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ควบคู่ไปด้วย และเราได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของ Gigamon เพื่อเจาะลึกเพิ่มเติมกันในประเด็นนี้

วิสัยทัศน์ของประเทศไทย

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ปี 2020 อย่างเต็มตัว และเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นทศวรรษใหม่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลก็ได้ส่งเสริมให้ 27 จังหวัดทั่วประเทศไทยเข้าร่วมโครงการเครือข่ายระดับโลกของมาสเตอร์การ์ดที่มีชื่อว่า City Possible ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนเมือง ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีเมืองอัจฉริยะแล้วสามแห่ง ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี(อ.ศรีราชา)และกรุงเทพฯ โดยกรุงเทพฯ ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศไทยได้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 75 จากเมืองอัจฉริยะทั่วโลกจำนวน 102 แห่ง และการขยายจำนวนเมืองอัจฉริยะถือเป็นเสาหลักสำคัญของนโยบาย ‘Thailand 4.0’ ของรัฐบาลไทยซึ่งได้ตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุ 100 เมืองอัจฉริยะในปี 2022

เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ท้าทายนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่เหมาะสม โดยนโยบาย Thailand 4.0 ได้เชื่อมโยงหน่วยงานทางด้านพลังงาน, การขนส่งและหน่วยงานสำคัญอื่น ๆ เข้าด้วยกันเพื่อสร้าง “ความพร้อมทางดิจิทัล” และ ” Sensorisation (การติด Sensor กับข้อมูลในทุกช่องทาง)” ซึ่งต้องมีการใช้งานอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ ในการเก็บรวบรวม ตรวจสอบติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลได้ทั่วถึงทั้งประเทศ อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีและระบบในอดีตที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถรับมือกับแนวโน้มของภัยคุกคามในปัจจุบันนั้น จะกลายเป็นระบบที่ถูกใช้งานเพื่อทำการเชื่อมต่อกับเครือข่ายข้อมูลที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ซึ่งก็หวังว่าทุกการเชื่อมต่อนี้จะอยู่ในสายตาและความดูแลของผู้นำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี

ในมุมของรัฐบาลนั้นก็มีการผลักดันด้านการลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพด้านดิจิทัล โดย DEPA หรือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economic Promotion Agency) ได้สนับสนุนทุนจำนวน 200 ล้านบาท (6.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ให้แก่ธุรกิจสตาร์ตอัพและ SMEs ซึ่งบริษัทขนาดเล็กเหล่านี้ก็มักจะขาดงบประมาณและทรัพยากรสำหรับสร้างมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เพียงพอ แต่กลับมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างธุรกิจให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นเป็นหลักแทน

ตรวจสอบและดูแลให้ทั่วถึง – หรือจะปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับภัยคุกคาม

ความสามารถในการตรวจสอบระบบเครือข่ายทั้งหมดของคุณได้อย่างทั่วถึงเป็นรากฐานสำคัญอย่างยิ่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงปลอดภัยอย่างแข็งแกร่ง เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดระดับความสำคัญในการป้องกันและตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างรวดเร็ว

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในด้านการตรวจสอบระบบเครือข่าย Gigamon มองว่าสำหรับระบบเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศนี้ การมีปริมาณการรับส่งข้อมูลอย่างมหาศาลเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างอุปกรณ์จำนวนมาก ย่อมทำให้เกิดโอกาสที่จะถูกโจมตีด้วยวิธีการที่หลากหลาย เต็มไปด้วยช่องโหว่ที่อาจมองไม่เห็นและง่ายต่อการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์

การตรวจสอบระบบเครือข่ายได้อย่างทั่วถึงในช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเครือข่ายถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบและวิเคราะห์อย่าง Gigamon สำหรับองค์กรที่ต้องการขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างคล่องตัวและหน่วยงานภาครัฐที่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ โซลูชั่นสำหรับองค์กรเหล่านี้จะช่วยให้สามารถตรวจสอบและทำการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แบบ Real-time เพื่อตอบสนองความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality) รูปแบบใหม่นี้ได้ทันที

คุณเชน บัคลีย์ (Shane Buckley) ประธานและผู้นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Gigamon ได้แนะนำเคล็ดลับแรกสำหรับผู้นำทางธุรกิจคือ “การสร้างวัฒนธรรมหลักจากบนลงล่าง” ทั้งซีอีโอหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ที่อยู่ระดับสูงจะต้องแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และแสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังจับตามองและตรวจสอบระบบเครือข่ายที่ตนเองดูแลอยู่

อีกคำแนะนำที่สำคัญคือ “ต้องสามารถตรวจสอบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเครือข่ายของคุณได้ตลอดเวลา” เมื่ออุปกรณ์ IoT สร้างข้อมูลปริมาณมหาศาลเกินกว่าที่จะจัดการได้ การตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึงนั้นถือว่ามีความสำคัญพอ ๆ กับทักษะทางเทคนิคเลยทีเดียว เพราะถ้าคุณไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น คุณก็จะไม่สามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

Gigamon ระบุว่า ‘ปัญหาความท้าทายในเรื่องความสลับซับซ้อนของระบบเครือข่ายของประเทศไทย’ เป็นโจทย์สำคัญซึ่งต้องใช้โซลูชั่นในการตรวจสอบระบบเครือข่ายได้ จากการที่ Gigamon มีพันธมิตรที่หลากหลาย ก็ทำให้ Gigamon กลายเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการมุ่งหน้าสู่เส้นทางดิจิทัลของประเทศไทยมาตั้งแต่เปิดตัวแผน “Digital Thailand” ของรัฐบาลเมื่อสี่ปีก่อนหน้านี้

ต้องจับตามองความเสี่ยงอยู่เสมอ

สำหรับรัฐบาลไทย การป้องกันเชิงดิจิทัลถือว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับนวัตกรรมเชิงดิจิทัลเลยทีเดียว และที่ผ่านมาก็ได้มีการออกกฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ประกาศใช้เมื่อปีที่ผ่านมา โดยมอบอำนาจให้แก่ผู้นำในหน่วยงานภาครัฐเพื่อทำการติดตาม ตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลดิจิทัล เพื่อให้สามารถค้นหาว่ามี “ภัยคุกคามไซเบอร์” กำลังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญเกิดขึ้นอยู่หรือไม่

เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้จัดการประชุมครั้งแรกขึ้นเพื่อจัดทำแนวทางสำหรับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ FinTech เองก็กำลังเข้ามามีบทบาทกำหนดอนาคตระบบการเงิน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ก็กำลังเร่งพัฒนาแนวทางในการทำ e-KYC เพื่อตอบสนองการปฏิวัติการชำระเงินแบบดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ และเพื่อที่จะสามารถตามระบบเครือข่ายที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ให้ทัน หน่วยงานภาครัฐก็จะต้องมีการเฝ้าระวังที่เข้มงวดมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ก็มีความพยายามที่จะผลักดันให้บริการดิจิทัลและข้อมูลสาธารณะสามารถถูกเข้าถึงโดยประชาชนได้มากขึ้น ด้วยการนำเสนอเครื่องมือสำหรับ “การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้เพียงใช้ปลายนิ้วสัมผัส” จะเห็นได้ว่าความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้อย่างทั่วถึงนี้เป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องตนเองให้ปลอดภัย

การมีโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งนี้จะปูทางไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต และคุณพอล ฮอปเปอร์ (Paul Hopper) ผู้ดำรงตำแหน่งซีอีโอของ Gigamon ก็ได้ระบุว่า “การมองเห็นและตรวจสอบได้อย่างทั่วถึงนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำโครงการด้าน Digital Transformation ให้ประสบความสำเร็จ” คำแนะนำของเขาได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการเดินทางของประเทศไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะและการเป็นผู้นำระดับโลก ทุกสายตาล้วนกำลังจับตามองไปที่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยังใหม่นี้ เพื่อติดตามก้าวถัดไปในอนาคต และเราก็หวังว่ารัฐบาลไทยจะสามารถดูแลปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ของตนเองได้อย่างครอบคลุม

บทความนี้จัดทำโดยคุณสุทิศา จิตภักดี ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำประเทศไทยของ Gigamon

from:https://www.techtalkthai.com/securing-smart-city-for-thailand-by-gigamon/

หัวเว่ย ก้าวล้ำนำเทคโนโลยีในยุคสมัยแห่งระบบอัจฉริยะ : คว้าชัยด้วยระบบนิเวศเหนือชั้น

เทคโนโลยี AI ประสานทุกองค์ประกอบเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และในขณะนี้ หัวเว่ยกำลังสร้างระบบนิเวศเปี่ยมนวัตกรรมที่มาพร้อมความยั่งยืนเพื่อแบ่งปันความสำเร็จร่วมกับพันธมิตรผ่านโครงการ Ascend Partner

ศาสตร์แห่งปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มคำยอดนิยมอีกต่อไป แต่มันกำลังกลายเป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สามัญชนิดใหม่ มันถือเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เช่นเดียวกับการปฏิวัติเชิงสังคมและเศรษฐกิจ หัวเว่ยไม่เคยหยุดยั้งการลงทุนในสายงานด้านการวิจัยและพัฒนาศักยภาพดังกล่าวเพื่อเกื้อหนุนความร่วมมือใหม่ๆ ทั้งสำหรับ 5G, cloud, edge และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยสร้างรูปรอยใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น บริการด้านการเงิน การขนส่ง การจ่ายกระแสไฟฟ้า การผลิต และอีกมากมาย

เทคโนโลยีต่างๆ ดังกล่าวมักต้องอาศัยการสอดประสานกันเพื่อบรรลุผลลัพธ์ที่เปี่ยมประสิทธิผล ในการนั้น หัวเว่ยได้ทุ่มเทความอุตสาหะทั้งหมดในการสร้างระบบนิเวศซึ่งรวมกลุ่มการศึกษาวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา AI ที่ล้วนช่วยให้เทคโนโลยีและภาคส่วนต่างๆ ดังกล่าวก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปพร้อมกัน ควบคู่ไปกับวิธีการทำงานแบบเปิด การเปิดกว้างทางฮาร์ดแวร์ เราได้ใช้ซอฟท์แวร์ระบบเปิด (open-source) และออกไล่ตามความสำเร็จร่วมกันกับพันธมิตรของเรา

การประสานพลังคือพื้นฐานของความสำเร็จทางเทคโนโลยี

อันที่จริง หัวเว่ยได้นำหน่วยประมวลผล AI ของซีรี่ส์ Ascend มาใช้ในการสั่งการทำงานของ Atlas AI Computing Platform ซึ่งเอื้อให้เกิดโซลูชั่นส์ด้านโครงสร้างพื้นฐานของ AI ในทุกด้านที่รองรับการตั้งค่าได้ทั้ง Device-Edge-Cloud

โครงการ Huawei Asia Pacific Partner Ascend จะเป็นหนึ่งในประตูที่เปิดกว้างให้มืออาชีพและบริษัทด้าน AI เข้าถึงเรา ตลอดจนได้เรียนรู้การปรับใช้ และต่อยอดการใช้งานผลิตภัณฑ์ Ascend AI

นอกจากนี้ โครงการนี้จะเป็นหนึ่งในช่องทางที่ช่วยสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาต่างๆ รวมถึงสถาบันการเรียนรู้ระดับสูงเพื่อการพัฒนามืออาชีพด้าน AI โครงการที่ครอบคลุมการใช้งานอย่างกว้างขวางในหลายด้าน โครงการจะครอบคลุมการใช้งาน 4 ด้านหลักคือ การพัฒนา AI การให้ความช่วยเหลือ การถ่ายโอนความรู้ และการออกตลาดและทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ โดยเป้าประสงค์เชิงคาดการณ์ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้

1. โครงการ Independent Software Vendor (ISV) AI Collaboration

ภายใต้โครงการย่อยนี้ ทั้ง ISV นักนวัตกรรมและผู้ประกอบการจะสามารถเข้าถึงพอร์ทัลออนไลน์ ระบบพันธมิตรสามขั้นจะจัดกลุ่มคู่ค้าโดยแบ่งเป็น “สมาชิก” (“Members”) “ผู้ผ่านการรับรอง” (“Certified”) หรือ “ผู้ได้รับการคัดสรร” (“Preferred”) พร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ สำหรับแต่ละขั้น โดยสิทธิประโยชน์ดังกล่าวรวมถึง NRE หรือการจัดหาทุน Non-Recurring Engineering บัตรเข้าสอบสำหรับ HCIA-AI (การสอบใบรับรองทักษะเฉพาะด้าน AI ของหัวเว่ย) การสนับสนุนการออกตลาด ตลอดจนทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ

2. โครงการ Institute of Higher Learning (IHL) AI Talent Cultivation

หัวเว่ยจะมอบความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับระดับขั้นทั้งสาม ตั้งแต่ “การประสานหลักสูตร” “นวัตกรรมเทคโนโลยี” ไปจนถึง “ผู้ร่วมทุนทางธุรกิจ” โครงการนี้มุ่งช่วย IHL ในการสร้างสาขาต่างๆ ให้แก่งาน AI ตลอดจนผลิตมืออาชีพด้าน AI และยกระดับการวิจัยเชิงวิชาการและเชิงวิทยาศาสตร์ในสายงาน AI โดยอาศัยศักยภาพทางเทคโนโลยี Atlas AI อย่างเต็มรูปแบบ (full-stack) ของหัวเว่ย

“ในยุคสมัยใหม่แห่ง AI การร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์และหัวเว่ยในการพัฒนางานวิจัยและมืออาชีพด้าน AI จะสร้างผลกระทบใหญ่หลวงให้แก่สังคมของเรา” หวง จื่อยง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ Business Analytics Centre ของทางมหาวิทยาลัยฯ กล่าวเสริม

3. โครงการพัฒนาอุตสาหกรรม AI ของรัฐบาล

หัวเว่ยจะให้การสนับสนุนด้านเทคนิคเพื่อส่งเสริมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านนวัตกรรม AI ของชาติโดยอาศัยเทคโนโลยี Ascend ซึ่งหัวเว่ยจะร่วมแบ่งปันประสบการณ์ทางด้านข้อพึงปฏิบัติเชิงอุตสาหกรรม และช่วยเหลือภาครัฐทางด้านงานนโยบายต่างๆ ซึ่งรวมถึงการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม AI แห่งชาติ

“กลยุทธ์ด้าน AI ระดับชาติของอินโดนีเซียซึ่งผลักดันโดย BPPT ถือเป็นหลักชัยที่สำคัญที่สุดในการสร้างชาติที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สิ่งนี้เป็นวิสัยทัศน์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดของโรดแมปพัฒนาประเทศ Indonesia 2045 ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า AI ที่มีอยู่ทุกหนแห่งจะช่วยนำพาประเทศชาติไปบนหนทางสู่การบรรลุเป้าหมายในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ดร. ฮัมมาน ริซา Head of Agency for the Assessment and Application of Technology (BPPT) กล่าว

ด้วยกลยุทธ์เชิงนวัตกรรมเหล่านี้ หัวเว่ยจึงเดินหน้ามุ่งสร้าง Ascend AI Ecosystem พร้อมแบ่งปันความสำเร็จร่วมกัน ทางบริษัทจะช่วยเหลือบริษัทต่างๆ ในทุกๆ ประเทศในเอเชียแปซิฟิกให้บรรลุเป้าประสงค์ต่อเนื่องผ่านโครงการที่มีโครงสร้างและมีระบบการทำงาน เช่น

• การปรับใช้และการใช้งานผลิตภัณฑ์ Ascend AI
• การต่อยอดระบบนิเวศ ISV และ start-up
• การสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและพัฒนาในท้องถิ่นและการพัฒนามืออาชีพด้าน AI
• ความสามารถเชิงความรู้และทักษะในการเขียนโปรแกรมและทดสอบโปรแกรมสำหรับผลิตภัณฑ์ Ascend AI
• การเติบโตของ AI Ecosystem ในตลาดซัพพลายเออร์หลายๆ แห่งที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี AI

พันธมิตรแห่ง APAC ต่างได้ประโยชน์จาก AI

กลุ่มสมาชิกในภูมิภาค APAC ต่างได้รับโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาลผ่านโครงการต่างๆ และระบบนิเวศของเรา การพัฒนา AI ในภูมิภาคต่างๆ การปันผลทางประชากร และนโยบายสนับสนุนของประเทศต่างๆ ได้สร้างโอกาสทางการค้าขายให้แก่การประมวลผลด้วย AI

“ในการประสานความร่วมมือโดยตั้งอยู่บนระบบนิเวศ AI หัวเว่ยมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานเป็นสำคัญ ทางเราร่วมงานกับชุมชนวิชาการและอุตสาหกรรมต่างๆ ในการผลักดันการพัฒนา AI ซึ่งช่วยยกระดับได้โดยรวมทั้งเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่สุดแล้ว ทางเราหวังที่จะลดช่องว่างและบรรลุผลสำเร็จร่วมกันให้ได้โดยเร็วที่สุด” ดาเนียล โจว ประธาน Huawei Cloud & AI Business Group แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวเสริม “ด้วยการผลักดันแบบควบรวม Connectivity + Computing + Cloud ทางเราจึงสามารถสร้างแพลตฟอร์มอัจฉริยะอัตโนมัติที่ทำงานด้วยฐานข้อมูล เพื่อให้พร้อมรองรับเนื้อหา แอปพลิเคชัน และอัลกอริธึมของพันธมิตร”

“ด้วยความร่วมมือร่วมใจ เราจะร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่เติบโตและก้าวล้ำนำหน้าในโลกใบที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ด้วยระบบอัจฉริยะ” ดาเนียล กล่าวเพิ่มเติม ทั้งนี้ เหนืออื่นใด หัวเว่ยจะสร้างโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ด้วยระบบอัจฉริยะ และโปรแกรม Asia Pacific Ascend Partner ก็คือเสาหลักสู่การบรรลุซึ่งเป้าประสงค์นี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเข้าชม https://e.huawei.com/sg/products/cloud-computing-dc/atlas.

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-ai-ascend-partner-atlas/

ไมโครซอฟท์ยืนยัน ! จะไม่จำหน่ายเทคโนโลยีจดจำใบหน้าให้กับตำรวจ

ไมโครซอฟท์ได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านไอทีรายล่าสุดที่ออกมากล่าวว่า บริษัทจะไม่จำหน่ายเทคโนโลยีจดจำใบหน้าให้กับทางตำรวจ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานี้ อ้างอิงตามข่าวที่รายงานโดย Washington Post ที่ระบุว่า

ประธานไมโครซอฟท์ Brad Smith ได้ออกมาพูดเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาว่า บริษัทได้แบนการจำหน่ายระบบจดจำใบหน้าให้แก่ตำรวจ จนกว่าจะมีกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าวออกมาควบคุม

ขณะที่จากแถลงการณ์ที่มีต่อทาง CRN นั้นทางไมโครซอฟท์ชี้แจงว่า “ช่วงสองปีที่ผ่านมานั้น บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและวางนโยบายที่แข็งแกร่งในการควบคุมการใช้ระบบจดจำใบหน้าของเรา ดังนั้นเราจึงเรียกร้องกฎหมายจากทางการที่ควบคุมอย่างเข้มงวดด้วย”

“ตอนนี้บริษัทยังไม่จำหน่ายเทคโนโลยีจดจำใบหน้าให้แก่สำนักงานตำรวจของทางการสหรัฐฯ โดยตัดสินใจว่าการไม่จำหน่ายให้นี้จะยังมีอยู่จนกว่าจะมีกฎหมายของประเทศที่ดูแลด้านสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ที่แข็งแกร่งกว่านี้ออกมา”

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-wont-sell-facial-recognition-tech-to-police/

พบการโจมตีบนเราเตอร์ Linksys จำนวนมาก ทำให้ผู้ผลิตบังคับผู้ใช้รีเซ็ตรหัสผ่าน

ผู้ใช้ Linksys Smart Wi-Fi ต่างถูกบังคับให้รีเซ็ตรหัสผ่านของตัวเอง หลังจากทีมนักวิจัยพบว่าเราเตอร์สำหรับใช้ตามบ้านของ Linksys นี้กำลังตกเป็นเป้าการโจมตีทางไซเบอร์ ที่สามารถแก้ไขการตั้งค่าของเราเตอร์เองไปจนถึงรีไดเร็กต์ไปยังหน้าเว็บและโดเมนที่ใส่เนื้อหาเกี่ยวกับไวรัสโคโรน่า แต่หลอกล่อให้ติดกับมัลแวร์แทนได้

นักวิจัยตรวจพบการโจมตีนี้ตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา จนทำให้ในช่วงต้นสัปดาห์ก่อนทาง Linksys ได้ออกมาบังคับให้ผู้ใช้แอพพลิเคชั่น Linksys Smart Wi-Fi รีเซ็ตเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่เพื่อหยุดยั้งการโจมตีทั้งที่กำลังเกิดขึ้น และในอนาคต

โดยตัวแทนของบริษัทให้สัมภาษณ์ทาง Threatpost ว่ามีการแจ้งเตือนลูกค้าทุกคนก่อนล่วงหน้าว่าจะมีการบังคับให้เปลี่ยนรหัสผ่านภานในสัปดาห์ถัดไป ก่อนหน้านี้คาดว่าแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงบัญชี Linksys Smart Wi-Fi ได้มากกว่า 1,200 บัญชี ซึ่งทาง Linksys ที่ตอนนี้เป็นบริษัทลูกของ Belkin มองว่าเกิดจากการโจมตีแบบเดาสุ่มรหัสผ่าน

ทั้งนี้แอพ Linksys Smart Wi-Fi เป็นหน้าเว็บที่ต้องล็อกอินด้วยรหัสผ่านเพื่อให้ผู้ใช้จัดการการตั้งค่าทั้ง Wi-Fi และเราเตอร์ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นถ้าโดนแฮ็กแล้ว ผู้โจมตีก็จะสามารถควบคุมได้ทั้งระบบโดเมนเนม และการเราท์ติ้งของอุปกรณ์ทำให้ผู้ใช้ถูกรีไดเร็กต์ไปยังเว็บอันตรายได้โดยไม่รู้ตัว

ซึ่งกรณีนี้ทางนักวิจัยจาก Bitdefender ระบุเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมาว่า เป็นเว็บที่นำไปสู่การดาวน์โหลดข้อมูลส่วนสุดท้ายของมัลแวร์จารกรรมข้อมูลชื่อ Oski

อ้างอิงจากประกาศด้านความปลอดภัยของ Linksys เมื่อวันที่ 2 เมษายน ผู้ใช้ระบบ Wi-Fi ได้ถูกทำให้ล็อกเอาต์จากบัญชีของตัวเองจากการจัดการของบริษัท ในฐานะส่วนหนึ่งของมาตรการด้านความปลอดภัย ผู้ใช้ที่จะล็อกอินเข้ามาใหม่ก็จะถูกบังคับให้เปลี่ยนรหัสผ่านด้วย

ที่มา : Threatpost

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/linksys-smart-wi-fi-reset-password/

โนเกียจับมืออินเทลและ Marvell พัฒนาชิป ReefShark

อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออย่างสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่าทาง Nokia ได้ทำข้อตกลงกับ Intel เพื่อร่วมกันพัฒนาชิป ReefShark ที่มีการประกาศเปิดตัวไปเมื่อปี 2018 ซึ่งถูกนำมาใช้กับสถานีฐานส่วนใหญ่ของผู้ให้บริการโครงข่ายหลายเจ้า

ความร่วมมือครั้งนี้มาจากการที่โนเกียต้องการเร่งความเร็วในการเปลี่ยนถ่ายไปใช้เทคโนโลยี 5G โดยนอกจากอินเทลแล้ว โนเกียยังได้ประกาศความร่วมมือกับทาง Marvell เพื่อพัฒนา System-on-Chip (SoC) ยุคใหม่

รวมทั้งหน่วยประมวลผลที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งเทคโนโลยีไร้สายที่เป็นเอกลักษณ์ของโนเกีย เมื่อผสานกับแพลตฟอร์มที่ใช้หน่วยประมวลผล Arm แบบมัลติคอร์ชั้นนำของ Marvell ก็จะสามารถลดได้ทั้งขนาดและอัตราการใช้พลังงาน

รวมไปถึงสามารถยกระดับทั้งความสามารถและประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมด้วย ความต้องการที่จะผนวกรวมดีไซน์แบบซุปเปอร์ซิลิคอนสำหรับอุปกรณ์เครือข่ายนี้มาจากการที่ทางฝั่ง Front End ทางดิจิตอลเป็นอินเทอร์เฟซที่เชื่อมระหว่างเสาอากาศและตัวรับสัญญาณ

ที่มา : CB

from:https://www.enterpriseitpro.net/nokia-collaborating-with-intel-and-marvell-for-reefshark-chips/

กสทช. เร่งผลักดัน IoT เดินหน้าลดความเสี่ยงภัยคุกคามไซเบอร์

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับ SM Magazine (เอสเอ็มแมกกาซีน) นิตยสารการตลาดชั้นนำ ร่วมกัน จัดงานสัมมนา Cyber Tech 2020 : Challenging in IoT เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และยกระดับการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์กับการใช้งาน IoT

ปัจจุบันนี้ การเชื่อมโยงของเทคโนโลยีที่นำมาพัฒนาวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของประเทศ ตลอดจนพัฒนาภาคอุตสาหกรรมสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ ส่วนหนึ่งจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ไร้สาย อุปกรณ์ IoT (Internet of Thing) เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งถ้าไม่มีการวางระบบความปลอดภัยที่มากพอ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดการคุกคามอย่างมาก ดังนั้น ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ต้องร่วมกันตระหนักถึงภัยทางไซเบอร์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยควรเฝ้าระวัง และประเมินความเสี่ยง พร้อมสร้างยุทธศาสตร์รอบด้านเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจสร้างความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้

ทั้งนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและส่งเสริมในการกำกับดูแล และพัฒนากิจการสื่อสารเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ได้เร่งกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเล็งเห็นถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ และบริหารจัดการด้านข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัย พ.ศ.2562 และเป็นไปตาม พ.ร.บ.ครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562

พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า IoT หรือ Internet of Thing นั้นหมายถึง สรรพสิ่งหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ปัจจุบันมีการใช้งาน IoT อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ Smart Device ของใช้ส่วนตัวของผู้บริโภค ไปจนถึงนำมาใช้พัฒนาเป็นส่วนหนึ่งในการ Smart City หรือเมืองอัจฉริยะ โดยจากผลการสำรวจ Gartner พบว่าอุปกรณ์ IoT ทั่วโลกปัจจุบันมีมากกว่า 26 พันล้านชิ้น เพิ่มขึ้นจากเมื่อราว 4 ปีก่อนที่มีจำนวนอยู่ราว 6 พันล้านชิ้น ที่น่าสนใจคือ มีคาดการณ์ว่าเมื่อมีการใช้งาน 5G จำนวนของอุปกรณ์ IoTจะเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวอย่างแน่นอน

ทว่าปัจจุบันต้องยอมรับว่า อุปกรณ์ IoT กำลังถูกคุกคามทางด้านไซเบอร์ในหลายรูปแบบ และจะมีมากยิ่งขึ้นตามจำนวน IoT ที่มากขึ้นในอนาคต เช่น มีการโจมตีเพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ล้ม หรือ ที่เรียกว่า Distributed Denial of Service หรือ DDoS ด้วยอุปกรณ์ IoT โดยตรง ที่เรียกว่า Mirai ซึ่งเป็นมัลแวร์ที่มีเป้าหมายที่ใช้อุปกรณ์ IoT เช่น CCTV, DVR หรือ Webcam โดยเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านั้นให้เป็น Botnet เพื่อใช้โจมตีแบบ

DDoS ให้ระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายที่ IoT นั้นเชื่อมต่อล้มสลาย นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่ามีการใช้อุปกรณ์ IoT เป็นฐานในการโจมตี มีจำนวนมากกว่าการใช้ PC และมีอำนาจในการทำลายร้างที่รุนแรงและรวดเร็วกว่าการใช้ PC แบบเดิม
ซึ่งในการกำกับดูแล IoT ยังคงเป็นปัญหาที่ยังมีการถกเถียงในหลายประเทศ โดยข้อดีของการกำกับดูแลอุปกรณ์ IoT ทุกชนิดก็เพื่อช่วยปกป้องความปลอดภัยของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลถึงกฎระเบียบหรือข้อกำหนดที่หากมีมากเกินไปอาจยับยั้งการผลิตเชิงนวัตกรรมได้ รวมทั้งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่บริษัทขนาดเล็กซึ่งอาจแข่งขันสู่บริษัทใหญ่ไม่ได้หากมีกฎเกณฑ์ที่มากเกินไป รวมทั้งหากมีการออกระเบียบหรือข้อกำหนดมาแล้ว หน่วยงานรัฐเองอาจขาดความเชี่ยวชาญในการควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ในหลายประเทศใช้แนวทางในการกำกับดูแลผู้ให้บริการโครงข่ายเป็นสำคัญ และได้มีการออกแนวทางสำหรับการใช้ IoT

ซึ่งสำหรับในประเทศไทยทางสำนักงาน กสทช. ได้วางมาตราการเข้มงวดในการกำกับดูแล และตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัย พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ดังนั้น จะเห็นได้จากการที่ กสทช.ผลักดันให้เกิดการประมูล 5G ต้องการให้เกิด IoT อย่างเป็นรูปธรรมใช้งานได้แท้จริง ซึ่งในประกาศหลักเกณฑ์การประมูลนั้น ผู้ชนะการประมูลจะต้องสร้างโครงข่ายให้รองรับและเป็นไปตามมาตรฐาน 5G ทั้งในด้านความเร็ว ความหน่วง และการรองรับอุปกรณ์จำนวนมากดังที่กล่าว นอกจากนั้นผู้ชนะโดยเฉพาะในคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz จะต้องสร้างโครงข่าย 5G ให้รองรับ 50% ของพื้นที่ใน EEC ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายที่จะนำ 5G มารองรับ IoT ในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งจะต้องส่งแผนการดำเนินการทางด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และแผนการดำเนินการด้านข้อมูลส่วนบุคคล มาให้ทาง กสทช. เพื่อพิจารณาก่อน ซึ่งสำนักงาน กสทช. ต้องตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตาม 2 พ.ร.บ. ดังกล่าว นอกจากนี้ประเทศไทยยังมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย

นอกจากตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามหลัก พ.ร.บ. แล้ว ในขณะเดียวกันสำนักงาน กสทช. ก็จะเร่งเดินหน้าตรวจสอบอุปกรณ์ที่นำมาใช้งานให้ผ่านมาตรฐานในระดับสากล และเร่งรัดจัดทำคู่มือหรือแนวทางเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ “พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์” ย้ำว่าเพื่อให้การลดความเสี่ยงจากการถูกคุกคามทางไซเบอร์ ประชาชนและภาคองค์กรทุกส่วนต้องตระหนักถึงความจริงว่าความเสี่ยงของการใช้อุปกรณ์ IoT ดังนั้น องค์กรควรปฏิบัติตามแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ตามปกติอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาอุปกรณ์ IoT และการติดตั้ง โดยต้องมีการออกแบบโดยคำนึงถึงภัยดังกล่าว รวมทั้งต้องมีการจัดทำการทดสอบช่องโหว่ หรือ Penetration Test เป็นประจำทุกปี และต้องมีการทดสอบเข้มข้นมากขึ้นหากมีอุปกรณ์ IoT เข้ามาใช้ในองค์กร สำหรับประชาชนผู้ใช้งานควรต้องตระหนักด้วยการตั้งคำถามและหาคำตอบด้านความมั่นคงปลอดภัยอยู่เสมอ เมื่อมีอุปกรณ์มาเชื่อมต่อภายในบ้านหรือองค์กรของเรา เพื่อสร้างความมั่นใจมากขึ้น

ในขณะเดียวกันภายในงานสัมมนา Cyber Tech 2020 : Challenging in IoT นี้ยังได้รับเกียรติ จาก นิติ เมฆหมอก นายกสมาคมไทยไอโอที ให้เกียรติมาร่วมบรรยายในหัวข้อ “The Impacy of IoT” โดยมาร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการระบบห่วงโซ่ของ Internet of Things (IoT) ที่มีหลายมิติ และทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศ และธุรกิจไทยอย่างแท้จริง พร้อมเผยถึงการเปิดระบบ 5G ในไทย ที่จะกลายเป็นเครือข่ายสำคัญที่ช่วยให้ภาคสังคม ธุรกิจ สามารถใช้ประโยชน์จาก IoT ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ธิบดี สุรัสวดี Head of Analytics Solutions, True Digital Group และ ฐิติรัตน์ ศิริพัฒนาเลิศ Chief Information Security Officer and Chief Data Officer จาก True Digital Group มาร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Data protection and security challenging in Iot” โดยให้ข้อมูลในด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy) กับ ความมั่นคง (Security) ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพะในโลกของข้อมูล (Data) สิ่งใดที่ต้องคำนึงถึงก่อนเป็นอย่างแรก บทบาทที่สำคัญที่จะช่วยพัฒนาทั้งในแง่ของธุรกิจและสังคมในด้านข้อมูลคืออะไร รวมถึงบทบาทความสำคัญของ IoT ที่มีผลต่อการเก็บและการวิเคราะห์ข้อมูลในยุคดิจิทัล

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/sm-iot-and-security/

Windows 10 เวอร์ชั่นใหม่ ความสามารถบางอย่างของ Cortana อาจหายไป

ไมโครซอฟท์ปรับรูปลักษณ์ของฟีเจอร์  “Cortana” มาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เตรียมเปลี่ยน Cortana ให้เป็นบริการที่ช่วยเหลือด้านการผสานการทำงาน มากกว่าเป็นแค่ผู้ช่วยแบบดิจิตอลในรูปสแตนอโลนเหมือนอย่างแต่ก่อน

นั่นหมายความว่าความสามารถบางอย่างของ Cortana ก็จะถูกเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับภาพลักษณ์ใหม่นี้ด้วยเช่นกัน โดยจากบล็อกของไมโครซอฟท์ที่โพสต์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น ได้ระบุว่าต้องการปรับตัว Cortana ให้เหมือนกับผู้ช่วยในการใช้ทำงานจริง และเริ่มเปลี่ยนแปลงในวินโดวส์ 10 รุ่นถัดไปหรือก็คือ Windows 10 20H1/2004 โดยระบุว่าจะมีการจำกัดการเข้าถึง Cortana ที่เข้มงวดมากขึ้น ผู้ใช้จะต้องล็อกอินด้วยบัญชีของที่ทำงานหรือสถานศึกษา

หรือล็อกอินผ่านบัญชีไมโครซอฟท์ส่วนตัวของผู้ใช้ก่อนถึงจะใช้งาน Cortana ได้ ซึ่งความสามารถในการใช้งานทั่วไปหรือ Consumer Skills อย่างเช่นการเล่นเพลง การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายในบ้าน และ Skill จากเธิร์ดปาร์ตี้ก็จะไม่สามารถใช้งานได้อีก

ที่มา : Zdnet

from:https://www.enterpriseitpro.net/windows-10-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1/

MMC ส่งโดรนร่วมปฏิบัติการ 4 ภารกิจ ต่อสู้เชื้อไวรัสโคโรนาระบาดในจีน

สำหรับชาวจีนส่วนใหญ่แล้ว ปี 2563 เป็นปีที่ต้องจดจำตั้งแต่ต้นปี เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเกิดขึ้นในเมืองอู่ฮั่นเป็นที่แรก จากนั้นทุกเมืองต่างผนึกกำลังและร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาด เช่นเดียวกับบริษัทไมโครมัลติคอปเตอร์ (MMC) จากเมืองเซินเจิ้น ที่ได้ร่วมนำเสนอมาตรการป้องกันด้วยอากาศยานไร้คนขับ (UAV) หรือโดรน โดยบริษัทได้ส่งทีมบริการที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กว่า 200 คนพร้อมโดรนกว่า 100 ตัวไปประจำตามเมืองต่าง ๆ อาทิ เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว จ้าวชิง และอีกหลายพื้นที่ เพื่อร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ ด้วยวิธีนี้ ความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มเจ้าหน้าที่แนวหน้านั้นจึงลดลงอย่างมาก

1. การกระจายเสียงทางอากาศ
โดรนสามารถบินลาดตระเวนจริงได้แบบ 360 องศา เพื่อสังเกตการณ์สภาพแวดล้อมบนภาคพื้นดินผ่านกล้องที่สามารถซูมได้ 40 เท่า ดังนั้น ประชาชนและผู้ที่ไม่สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะจะถูกตรวจพบ จากนั้น หัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการจะประกาศผ่านโทรโข่งที่ติดบนตัวโดรนเพื่อแจ้งเตือนคนเหล่านั้น โดยโดรนจะบินกระจายเสียงเป็นประจำทุกวันในสถานที่ชุมชนต่างๆ

2. การฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ
โดรนของ MMC ยังถูกนำไปใช้เพื่อฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคตามสถานที่สาธารณะ ตั้งแต่สถานีขนส่ง ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงสนามหญ้าเล็ก ๆ ตามที่ต้องการ เมื่อเทียบกับวิธีการแบบเดิม ๆ การใช้โดรนสามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงได้ โดยเฉพาะในสถานที่ที่ต้องการการฆ่าเชื้อตามปกติ

3. การตรวจวัดอุณหภูมิทางอากาศ
โดรนที่ติดกล้องถ่ายภาพความร้อนจะวัดอุณหภูมิแต่ละคนโดยอัตโนมัติผ่านอินฟราเรดที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น เพื่อช่วยในการบริหารจัดการสถานที่และการอพยพประชาชน

4. ควบคุมการจราจร
ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ทีมงานของ MMC ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเพื่อสังเกตสภาพคล่องการจราจร เนื่องจากมีความครอบคลุมมากกว่ากล้องแบบติดตั้งประจำที่ โดรน MMC จึงสามารถช่วยผู้บัญชาการได้เป็นอย่างมากในการหาทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

“ไม่เหมือนกับปีก่อน ๆ ที่เราต้องขับรถเพื่อลาดตระเวนและรวบรวมข้อมูล ตอนนี้ เราสามารถตรวจพบทุกอย่างได้โดยใช้โดรน” เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรท้องถิ่นนายหนึ่งกล่าวชมพร้อมยกนิ้วโป้งให้ “ตอนแรก โดรนของเราถูกใช้ในการกระจายเสียงทางอากาศเพียงอย่างเดียว แต่จากนั้นได้ถูกนำไปใช้งานเชิงลึกมากขึ้นในแนวหน้า เพราะสถานการณ์รุนแรงมากขึ้น จึงจำเป็นต้องนำมาใช้งานในด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม และเราก็ได้จัดตั้งทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ออนไลน์ขึ้นทันที เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจ” ลู่ จื้อฮุย ประธาน MMC กล่าว

from:https://www.enterpriseitpro.net/drone-mission-for-corona-outbreak/