คลังเก็บป้ายกำกับ: Shopee

Shopee ขึ้นแท่นแชมป์อีคอมเมิร์ซใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไม่ใช่ Lazada หรือ Tokopedia แต่เป็น Shopee ที่สำนักข่าว Tech in Asia ยกให้เป็นแชมป์อีคอมเมิร์ซแห่งอาเซียน ทำให้ Shopee ถูกขนานนามเป็นราชาเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซคนใหม่ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Shopee ในเครือบริษัทแม่ “Sea” นั้นเปิดตัวเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการใน 2015 ที่สิงคโปร์ และขยายไปยังประเทศมาเลเซีย, ไทย, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เพียง 3 ปี วันนี้ Shopee สามารถแซง Lazada ของ Alibaba ที่เปิดบริการมาก่อน 3 ปีและ Tokopedia ของ Softbank ที่ปักธงมานานกว่า 6 ปี จุดนี้นักวิเคราะห์มองว่า Shopee ขึ้นสู่แถวหน้าของเวทีอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพราะกลยุทธ์เน้น mobile marketing บนการทุ่มงบการตลาดอย่างหนักเพื่อซื้อพื้นทีี่สื่อออฟไลน์และการจ้างพรีเซนเตอร์

ล่าสุด AppAnnie บริษัทวิเคราะห์ตลาดแอปพลิเคชันพบว่า Shopee คือแอปสำหรับช็อปปิ้งที่มีการดาวน์โหลดมากที่สุด แซงหน้า Lazada ที่นั่งอันดับ 2 ในขณะนี้ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่า Shopee มีมูลค่ายอดขายพุ่งทยานในไตรมาสที่สามของปี 2018 ที่ผ่านมา

จุดนี้ Shopee รายงานมูลค่าการขายสินค้ารวมหรือ gross merchandising value ไว้ที่ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเพิ่มขึ้น 153% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว ทั้งหมดนี้ Shopee คาดว่าสถิติมูลค่าการขายรวมทั้งหมดจะเติบโตต่อไป เป็น 6,900-7,300 ล้านเหรียญ ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าการขายอีคอมเมิร์ซโดยรวมที่งานวิจัย Google-Temasek เคยรายงานไว้

ความสำเร็จนี้ถูกมองว่าเป็นผลมาจากแนวทางหลักของ Shopee ที่เน้นการตลาดบนอุปกรณ์พกพา จนทำให้ Shopee มีอัตราการใช้งานบนอุปกรณ์มือถือที่สูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดที่น่าสนใจคือแอป Shopee มีการพัฒนาแบบแยกต่างหากและแปลเป็นภาษาท้องถิ่นทั้งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ จุดนี้ตรงกันข้ามกับแอปของ Lazada ที่ใช้แอปเดียวแต่ตั้งค่าให้เข้าถึงได้หลายประเทศ

รายงานระบุว่า Shopee ได้รับความนิยมในสินค้ากลุ่มแฟชั่น สุขภาพ และความงาม ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการใช้เวลาค้นหาผลิตภัณฑ์นานกว่าสินค้ากลุ่มอื่น ทำให้สถิติผู้ใช้ของ Shopee ต่างจากอีคอมเมิร์ซอื่น เนื่องจากสถิติชี้ว่า 58 ของลูกค้า Shopee เป็นเพศหญิง ต่างจากผู้ใช้ Lazada ที่ 57% เป็นเพศชาย

อย่างไรก็ตาม 1 ปีหลังจากการเสนอขายหุ้น IPO ของ Shopee บริษัทแม่อย่าง Sea Group ยังคงไม่ได้กำไร โดยธุรกิจ Shopee ยังขาดทุนเกือบ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่า Shopee ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 จะทำรายได้รวม 71.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 1,000% เทียบกับไตรมาสที่สามของปี 2017

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะค่าใช้จ่าย ซึ่ง Shopee ย้ำว่าได้ลดค่าใช้จ่ายด้านการตลาดลงแล้วจาก 9.7% ในปี 2017 เหลือ 5.7 ในปี 2018

ที่มา: : Tech in Asia

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/shopee-top-ecommerce/

Advertisements

Shopee ประกาศเก็บค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตจากผู้ขาย 1.5% เริ่ม 15 ม.ค. 62

ผ่านมาสามปีหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย Shopee หนึ่งในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยได้ประกาศเก็บค่าธุรกรรมบัตรเครดิตและเดบิตจากผู้ขายในอัตรา 1.5% ของยอดขายแล้ว โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2562 เป็นต้นไป

No Description

Shopee ระบุว่าอัตรา 1.5% จะถูกคิดจากยอดเงินรวมที่ลูกค้าชำระจริง โดยรวมค่าขนส่งและหักส่วนลดจากโค้ดและ Shopee Coins แล้ว ซึ่งมีตัวอย่างตามภาพด้านล่าง

No Description

ทั้งนี้ ฝั่งผู้ซื้อจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรโดยตรง เพราะยังใช้บัตรเครดิตและเดบิตซื้อสินค้าได้แบบไม่ถูกเก็บค่าธรรมเนียมเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามคงต้องรอดูกันว่าราคาสินค้าโดยรวมใน Shopee จะพากันปรับขึ้นหรือไม่

ที่มา – แอปพลิเคชัน Shopee

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/107191

โตแน่! แค่เจ้าตลาดไม่ใช่ของคนไทย Thumbsup สรุปภาพรวมอีคอมเมิร์ซปี 2018 และวิเคราะห์ปี 2019

ผ่านมาถึงช่วงปลายปีแล้ว แน่นอนว่าหลายผลสำรวจก็ยังคงบอกให้ทราบว่าธุรกิจค้าปลีกออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซนั้น ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และแย่งส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มค้าปลีกมาได้ต่อเนื่อง จากมูลค่ารวมกว่า 2,812 ล้านบาท ส่วนแบ่งตลาดหลักยังคงมาจากกลุ่ม B2B อยู่ที่ 59.56% ส่วน B2C มีส่วนแบ่งตลาดที่ 28.89% หรือ 812,612.68 ล้านบาท แต่ตัวเลขในกลุ่ม B2C นั้น มีมูลค่าเติบโตขึ้นถึง 15.54%

นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังครองส่วนแบ่งสูงสุด คือ กลุ่มค้าปลีกและค้าส่ง ที่สูงถึง 869,618.40 ล้านบาท (ที่มา : ETDA) ซึ่งการเติบโตที่มีทิศทางดีอย่างต่อเนื่องนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการกระหน่ำจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การเล่นเกมชิงรางวัล ส่วนลดค่าส่ง หรือแม้แต่การจัด Flash Sale ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อได้ไวขึ้น

คุยกับ Shopee

โดยเมื่อช่วงกันยายนที่ผ่านมา ทาง Thumbsup ได้พูดคุยกับทาง อากาธา โซห์ หัวหน้าฝ่ายการตลาดช้อปปี้ เกี่ยวกับการเข้ามาของ JD Central และกลยุทธ์ในด้านการตลาดของเขา

ทั้งนี้ อากาธา เล่าว่า Shopeeคาดการณ์การจับจ่ายของผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลังจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

เนื่องจากช่วงเทศกาลส่งท้ายปี ซึ่งทำให้หลากหลายแบรนด์ส่งแคมเปญการตลาด และโปรโมชั่นต่างๆ ออกมากระตุ้นการจับจ่ายในช่วงนี้

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังนี้Shopeeยังให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งของผู้บริโภคให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการจับจ่าย ควบคู่กับการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ขายของเราให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ

ไม่ว่าจะเป็น แคมเปญส่งเสริมการขายตลอดทั้งปี จัดดีลร่วมกับแบรนด์พันธมิตรและตัวแทนจำหน่าย อย่าง Super Brand, Shopee Mall หรือ Official Shop รวมทั้งกิจกรรมร่วมกับพาร์ทเนอร์ในการส่งเสริมการขายต่างๆ ไปจนถึงความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการผลักดันผู้ประกอบการทุกระดับ

คิดเห็นอย่างไร กับการเข้ามาของ JD Central 

การเติบโตอย่างรวดเร็วของของตลาดอีคอมเมิร์ซในปัจจุบันนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ จึงทำให้การแข่งขันมีแนวโน้มที่สูงขึ้น

ซึ่ง “Shopeeยินดีต้อนรับผู้เล่นหน้าใหม่ทุกรายที่จะเข้ามาช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของไทยให้พัฒนายิ่งขึ้น

โดยนอกจากผู้ใช้งานจะได้รับประโยชน์จากการมีตัวเลือกที่หลากหลายที่สามารถเลือกสรรให้ตรงกับความต้องการแล้ว

การแข่งขันยังจะช่วยผลักดันให้ผู้เล่นแต่ละรายไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเองทั้งในแง่ของเทคโนโลยี Feature การใช้งาน ตลอดจนดีลพิเศษต่างๆ อีกด้วย

คาดการณ์ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร

ประเทศไทยส่งสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซด้วยอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง การใช้งานมือถือที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของผู้เล่นหน้าใหม่ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างทวีคูณอย่างแน่นอน

จากรายงานของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยจะเติบโตถึง 3.06 ล้านล้านบาทในปีนี้ เติบโตกว่า 8.5% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของโซเชียลคอมเมิร์ซ

แคมเปญที่ผ่านมาช่วยกระตุ้นตลาดอีคอมเมิร์ซได้ดีแค่ไหนอย่างไร

จากความสำเร็จของมหกรรมลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี Shopee 9.9 Super Shopping Day ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอีคอมเมิร์ซได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่ยังรวมไปถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอีกด้วย

ซึ่งเราได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่สะเทือนวงการอีคอมเมิร์ซของเมืองไทยอีกครั้ง กับยอดคำสั่งซื้อจากทั่วทั้งภูมิภาครวมทั้งสิ้นกว่า 5.8 ล้านออเดอร์ ภายใน 24 ชั่วโมง

อาจกล่าวได้ว่าแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จในแง่ของการช่วยขับเคลื่อนการช้อปปิ้งออนไลน์ให้เป็นที่แพร่หลาย นี่คือแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของไทยอีกด้วย

ในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ช้อปปี้ มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ยอดดาวน์โหลดที่เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า โดยในปัจจุบัน เฉพาะประเทศไทยมียอดดาวน์โหลดรวมแล้วกว่า 23 ล้านดาวน์โหลด

เทรนด์ของผู้ใช้งาน

สมาร์ทโฟนในประเทศไทย นับเป็นสื่อกลางที่ทรงอิทธิพลสำหรับกิจกรรมบนโลกออนไลน์ โดยในประเทศไทย คำสั่งซื้อ (Order) ของ “Shopeeถึง 95% มาจากสมาร์ทโฟนสอดคล้องกับเทรนด์การจับจ่ายของทั้งภูมิภาค โดยมากกว่า 90% ของยอดคำสั่งซื้อ (Order) ใน 7 ประเทศ มาจากสมาร์ทโฟนเช่นกัน ซึ่งเราเชื่อว่าเทรนด์นี้ยังจะคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในอนาคต

เมื่อเปรียบกับปีก่อน เราจะเห็นได้ว่าจำนวนนักช้อปเพศชายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บนแอพพลิเคชั่น Shopee โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสินค้าเกี่ยวกับยานยนต์ กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง และเสื้อผ้าแฟชั่นผู้ชาย

จากผลการสำรวจโดยนีลเส็น พบว่าผู้ชายไทยซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในความถี่ที่สูงกว่าและมียอดการใช้จ่ายเฉลี่ยที่สูงกว่าผู้หญิงราว 15% ด้วยเหตุนี้ เรามั่นใจว่าสัดส่วนของปริมาณการจับจ่ายของนักช้อปเพศชายในประเทศจะยังคงมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น

เป้าหมายของ Shopee

เป้าหมายของเรา คือ การมุ่งมั่นสู่การเป็นจุดหมายที่ครองใจนักช้อปออนไลน์ในประเทศไทย และทั่วทั้งภูมิภาค และต่อจากนี้ เรายังจะคงมุ่นมั่นในการพัฒนาแพลตฟอร์มของเราให้สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักช้อปทุกเทศทุกวัย ตลอดจนทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ซื้อ ผู้ขาย และพันธมิตร เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีที่สุดให้กับนักช้อปทุกคน

บทสรุปจาก Thumbsup

สำหรับ Shopee นั้น ในสายตาของผู้เขียนมองว่า มีการทำตลาดจัดโปรโมชั่นที่ต่อเนื่อง และสร้างโอกาสในการเข้าถึงร้านค้ารายย่อยหน้าใหม่ได้ดี เพราะการกวาดร้านค้าหรือ SME มาไว้ในระบบมากที่สุดนั้น ย่อมเป็นโอกาสที่จะเกิดการเข้ามาซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มได้มากขึ้น

รวมทั้ง Shopee เอง ก็เป็นคนริเริ่มเปิดประตูวงการ Payment ของไทย ไม่ว่าจะเป็น  COD (Cash on Delivery) สู่ Wallet ที่ผูกกับบัญชีบัตรเครดิตและเดบิต จากกราฟิกด้านล่างจะเห็นว่า การจ่ายเงินเมื่อได้รับสินค้านั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือ เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ซื้อ หากได้รับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพก็สามารถปฏิเสธสินค้าชิ้นนั้นได้ ทำให้ร้านค้าต้องแพ็คของและหาสินค้าที่ได้คุณภาพ ส่งมอบให้ลูกค้า

แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลให้ผู้ขาย เพราะมีหลายเคสที่ลูกค้าจะมี “ข้ออ้าง” ในการที่จะไม่รับสินค้าหลังจากเห็นหรือทดลองแล้ว ทำให้มีการตีคืนของจำนวนมาก ผู้ขายบางรายก็มองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง แต่ก็พร้อมจะพัฒนาสินค้าและบริการให้ดีขึ้นเช่นกัน

อาจมีบางแพลตฟอร์มค้านว่า Shopee “ลอก” หลายกลยุทธ์มาจาก Alibaba และ JD แต่ส่วนตัวมองว่า ช่องทางหลายอย่างมีอยู่ในตลาด แค่ Shopee กล้าเสี่ยงมาเล่นก่อนเท่านั้น พอหลายบริการเกิด “บูม” ขึ้นมา คนที่เคยมีเครื่องมือเหล่านี้ ก็ย่อม “เคลม” ว่าตนเองมาก่อน เป็นเรื่องปกติ

นอกจากนี้ อีคอมเมิร์ซของไทย ก็ค่อนข้างได้รับการยอมรับในพื้นที่นอกเขตกรุงเทพมากขึ้น อาจเป็นเพราะความสะดวกที่ไม่ต้องเดินทางไปหาซื้อสินค้าเอง ซึ่งพื้นที่นอกเมืองหรือต่างจังหวัดเอง การเดินทางอาจไม่สะดวก จากช่วงเริ่มต้นที่ Shopee เคยบอกว่า มีผู้ซื้อกระจุกตัวในกรุงเทพมากถึง 70% ในช่วงเปิดให้บริการระยะแรกนั้น ผ่านมา 5 ปี สัดส่วนต่างจังหวัดมีแนวโน้มที่จะโตกว่าในกรุงเทพฯ เสียแล้ว

ที่มา : ecommerce IQ, World Bank, Positioning

คุยกับ LAZADA

เจมส์ ตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของ lazada ก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวงการอีคอมเมิร์ซไทย ไว้อย่างน่าสนใจ 

เขามองว่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทย ยังคงร้อนแรงและมีศักยภาพในการเติบโต ลูกค้าส่วนใหญ่ ช้อปผ่านมือถือขณะเดินทางกันมากขึ้น ทำให้การเข้าถึงผู้บริโภคผ่านโซเชียลมีเดียยังเป็นโอกาสท่ีน่าสนใจ

เขาซึ่งมาจาก Alibaba Group พบว่า สินค้าจากไทยก็ยังคงเป็นที่รักของชาวจีนเสมอ จากการสั่งซื้อผ่านระบบของ tmall พบว่า สินค้าไทยในกลุ่มเครื่องสำอาง อาหาร ยาและพระเครื่องยังคงเป็นที่นิยมต่อเนื่อง

ช่วงที่ LAZADA หยุดทำกิจกรรมทางการตลาดในไทยไปนั้น เป็นเพราะมีการปรับโครงสร้างภายในให้เข้ากับระบบหลังบ้านของ Alibaba มากขึ้น เพื่อให้การรับส่งข้อมูลและสินค้าทำได้อย่างราบรื่น รวมทั้งมีการลงทุนเพิ่มเติมในการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่าง เพื่อช่วยเหลือร้านค้าดั้งเดิมในการเข้ามาสู่ระบบซื้อขายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซได้สะดวกขึ้น

โดยปีนี้ LAZADA จะเปิดบริการ Wallet อย่างเป็นทางการให้แก่ลูกค้าใช้จ่ายได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องยึดติดกับการมีบัตรเครดิตหรือเดบิตแบบเดิม ซึ่งปีหน้าจะเห็นการโปรโมทร่วมกับพาร์ทเนอร์มากขึ้น

แม้จะยังใช้ได้ภายในแอพ LAZADA เพียงอย่างเดียว แต่ก็หวังให้มีการขยายไปใช้งานในช่องทางต่างๆ ได้ด้วย

นอกจากนี้ LAZADA ยังมั่นใจว่าตนเอง ยังคงเป็นเบอร์ 1 หรือท็อปแบรนด์ในใจของลูกค้า ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วง Early Stage ที่ LAZADA เองจะพยายาม Follow Market ให้เร็วมากขึ้น

การที่ LAZADA เข้ามาในไทย 6 ปีนั้น เรื่องของการทำกำไรยังต้องใช้เวลาผลักดันต่อเนื่องและลงทุนในสิ่งที่จับต้องได้มากขึ้น ทำให้ยังคงลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและกลุ่มออฟไลน์ทั้งลูกค้าและร้านค้า ให้เข้าสู่แพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในอนาคต

 

“สิ่งที่เรารอตอนนี้ คือ ความพร้อมทุกอย่างก่อน ทั้ง Infrastructure, Logistics, Payment เมื่อครบแล้ว ก็เชื่อว่าจะเป็นช่วงของการทำกำไร ซึ่งคาดว่าเมื่อแตะ 10 ปีก็ต้องได้กำไรแล้ว เช่นเดียวกับ Alibaba ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง”

 

บทสรุปจาก Thumbsup

การหยุดทำตลาดไปช่วงไตรมาสแรกของ LAZADA ถือว่าเป็นการเพลี่ยงพล้ำอย่างหนักหน่วง เพราะก่อนหน้านี้ ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากทีมบริหารเดิม ซึ่งเน้นเรื่องการจัดโปรโมชั่นและทำตลาดร่วมกับพาร์ทเนอร์มาต่อเนื่อง ถือว่ารักษาฐานลูกค้าได้ดีระดับหนึ่ง

แต่หลังจากเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนทีมบริหารมาเป็นลูกหม้อ Alibaba ช่วงไตรมาสสุดท้าย เกิดช่วงเว้นว่างของการสื่อสารตลาดในไตรมาส 2 ก็ไม่มีตัวเปรียบเทียบในตลาด ทำให้ผู้ใช้งานหันหน้าไปใช้บริการ Shopee มากขึ้น รวมทั้งตอนช่วงทดลองนำสินค้าจาก Taobao เข้ามาขาย คะแนนรีวิวก็ตกต่ำมาก

ยิ่งสินค้ากลุ่มแฟชั่น เป็นสินค้าที่คนซื้อออนไลน์มากที่สุด แต่กลับเจอปัญหา “สินค้าไม่ตรงปก” ทำให้นักช้อปเปลี่ยนใจไปใช้ Shopee กันมากขึ้น ทั้งที่ข้อเสียของ Shopee คือการใช้กลยุทธ์ประกาศว่าส่งสินค้าฟรี แต่พอกดสั่งจริงกลับต้องเสียเงินค่าส่งให้ EMS ของไปรษณีย์ไทย หรือ ค่ารับสินค้าผ่าน Kerry ไปซะอย่างนั้น

คุยกับ JD.com

นอกจากนี้ Thumbsup เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับ เฉินข่าย หลิง รองประธานฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการลงทุน ผู้อำนวยการ JD.com International ซึ่งเขาเล่าเกี่ยวกับการเติบโตของ JD.com ว่า

รายได้ของบริษัทในปีที่แล้ว ทำไปได้กว่า 56,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สร้างการเติบโตในปี 2017 มากกว่า 30% ถือว่าโตดีกว่า Amazon ของประเทศสหรัฐอเมริกาเสียอีก

ทั้งนี้ JD.com ตั้งมากว่า 15 ปี มีอัตราการเติบโตมากกว่า 150% ในช่วง 2 ปีหลัง มียอดผู้ใช้งานประจำ (Active User) ทุกเดือน เกิน 300 ล้านคน มีร้านค้าในระบบกว่า 1.7 แสนร้านค้า และพนักงานมากกว่า 1.7 แสนคน

ด้านโลจิสติกส์ครอบคลุม ร้อยละ 99% และจัดส่งสินค้าได้ภายในวันเดียวกันหลังกดสั่งซื้อ มีแวร์เฮ้ามากกว่า 500 แห่ง (มี 1 แห่งเป็นระบบอัจฉริยะ ไม่มีคนเลย) ซึ่งการขยายบริการให้ครอบคลุมท่ัวโลกเป็นสิ่งที่น่าสนใจและตอนนี้ไทยก็เป็นอีกเป้าหมายที่สำคัญ

เช่น อินโดนีเซีย มีความร่วมมือกับทาง Go-Jek และเวียดนามร่วมกับ Viki ส่วนไทยร่วมมือกับ Central และยังคงมองหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งต้องการที่จะมีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อีกจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม เรื่องกลยุทธ์ หรือการทำตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยนั้น ทางทีม JD.com จะเป็นคนจัดการทั้งหมด ส่วน JD.com จะเข้ามาเสริมในด้านของระบบหลังบ้าน เทคโนโลยีต่างๆ และสินค้าจากไทยไปขายในจีน

ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตด้านอีคอมเมิร์ซในไทย คืออินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้รูปแบบธุรกิจ จากทุกอย่างอยู่ที่ศูนย์กลาง กลายเป็นการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นมากขึ้น นั่นคือ ในอนาคตค้าปลีก จะไม่มีพรมแดน

รวมทั้งวงการค้าปลีก จะมีหลายรูปแบบมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น Conversation Commerce, Content Commerce , vr/ar เป็นต้น

บทสรุปจาก Thumbsup

ยอมรับตามตรงว่ายังไม่เคยลองสั่งสินค้าจาก JD Central เพราะแม้จะมีเครื่องมือหลายอย่างคล้ายกับเจ้าตลาดเดิม อย่าง Flash Sale, Coupon หรือนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขาย

แต่ราคาของสินค้าก็ยังนับว่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของแพลตฟอร์มอื่นๆ ซึ่งก็ต้องลุ้นว่า จะสลัดภาพของการเป็นค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Central ออกจากช่องทางอีคอมเมิร์ซนี้ได้หรือไม่ เพราะปัญหาเดิมของ Delivery ที่ลูกค้าเคยเจอ ยังคงเป็นเรื่องเล่าขาน

เพราะแม้ว่าจะเกาะกระแสเข้ามาตอนอีคอมเมิร์ซบูมแล้ว แต่การจะดึงผู้ใช้งานให้เข้าไปสั่งซื้อหรือเลือกใช้แพลตฟอร์มไหน ก็ต้องลงทุนหนักไม่แพ้กัน

นอกจากนี้ Thumbsup ยังดึงข้อมูลจาก Priceza เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของวงการอีคอมเมิร์ซ มาสรุปในกราฟิกนี้ด้วย

บทวิเคราะห์จากคน IT

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้บริหารเว็บไซต์ Blognone และ Brand Inside ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับภาพรวมอีคอมเมิร์ซของปี 2018-2019 ไว้ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว ซึ่ง Thumbsup จะสรุปความน่าสนใจของวงการอีคอมเมิร์ซ ผ่านสายตาของผู้เชี่ยวชาญในวงการเทคโนโลยี ที่กล้าตอบคำถามแบบที่คนในวงการอีคอมเมิร์ซไม่กล้าฟันธงชัดๆ

ภาพรวมอีคอมเมิร์ซ ปี 2018 ที่ผ่านมา

อิสริยะ : ปี 2018 ที่เราเห็นชัดๆ คงเป็นสองเรื่องสำคัญ คือการเข้ามาของ JD Central ซึ่งเปิดตัวปีนี้ ถือว่าเป็นผู้เล่นรายใหญ่ รายที่ 3 ที่ก้าวเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซอีกรายหนึ่ง หลังจากที่ 11 Street จากเกาหลี ถอนตัวไป

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ สงครามระหว่างผู้เล่นสองรายเดิม ก็คือ  LAZADA กับ Shopee ที่ต่อสู้กันดุเดือดมาก โดยเฉพาะเรื่องของค่าธรรมเนียมการขาย ซึ่งทาง Shopee มีการเปิดฟรีให้ก่อน ส่งผลต่อ LAZADA ต้องประกาศฟรีตาม ก็ทำให้การแข่งขันของอีคอมเมิร์ซปีนี้ ดุเดือดขึ้นเยอะมาก

และเมื่อบวกกับการเข้ามาของ JD Central ยิ่งทำให้กลายเป็น 3 ฝ่าย ก็ยิ่งดุเดือดขึ้นไปอีก สิ่งที่เราจับต้องได้ชัดเจนเลยเนี่ย ก็คือว่า จากเดิมเรามีเทศกาลเรื่องการลดราคาอยู่แค่ไม่กี่ครั้ง หลักๆ เลยที่เริ่มมาจากเมืองจีนคือ 11.11 แต่ว่าพอปีนี้ แทบจะทุกเดือน 8.8 9.9 10.10 11.11 และล่าสุดที่ผ่านไป 12.12 ก็เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าอีคอมเมิร์ซต่อสู้กันดุเดือดมาก

ตลาดอีคอมเมิร์ซยังมาแรงไหม

 

ผมคิดว่ายังโตเรื่อยๆนะครับแน่นอนว่าตลาดใหญ่ขึ้นอัตราการเติบโตก็อาจจะช้ากว่าเดิมแต่ว่าตลาดก็ยังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆในอนาคตอันใกล้ซึ่งเราก็จะเห็นว่าเทศกาลขายของออนไลน์ยังมีสถิติใหม่เกิดขึ้นทุกปีไม่มีจุดที่มันช้าลงเลย

 

ปัญหาที่อาจส่งผลให้อีคอมเมิร์ซโตช้า

อิสริยะ : หลักๆเลยผมคิดว่าเป็นเรื่องของโลจิสติกส์ ผมคิดว่าต้นทุนโลจิสติกส์ในเมืองไทยยังค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับค่าสินค้าหรือค่าใช้จ่ายโดยรวมของการสั่งสินค้าเนี่ยค่าส่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพงเราคงต้องมีการจัดการต้นทุนโลจิสติกส์ที่ดีกว่านี้

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีบริษัทโลจิสติกส์เกิดใหม่เยอะมาก เพื่อตอบสนองความต้องการของอีคอมเมิร์ซ ซึ่งการแข่งขันก็สูง ต้นทุนก็อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไปทางเดียวกันเราอาจต้องใช้รถขนส่ง 3-4 เจ้าเพื่อแข่งกัน พอไปถึงระยะหนึ่งตลาดเกิดการ consolidated เราอาจจะเห็นการรวมแพคเกจในเส้นทางเดียวกันเพื่อลดต้นทุนได้มากขึ้น

ทางด้านของไปรษณีย์ไทยเอง ตอนนี้ก็ประกาศแล้วว่าจะเปิดทุกวัน ก็ต้องเป็นการปรับตัวของไปรษณีย์ไทยในการแข่งขันกับบริษัทโลจิสติกส์ ที่เขาเปิด 7 วันอยู่แล้ว

อีกเรื่องหนึ่งก็คงเป็นเรื่องเพย์เม้นท์ ถ้าเทียบกับเมืองจีนอย่างที่ทราบเนี่ย โมบายเพย์เม้นท์ค่อนข้างไปได้ทุกที่จะใช้ Alipay หรือ Wechat ก็ตาม จ่ายได้แทบจะทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองจีนแล้ว

แต่ในไทยมันไม่ได้เป็นแบบนั้น คือในมุมของ User เนี่ยก็จะมี Frictionในการใช้ค่อนข้างเยอะ คือไม่สามารถใช้เพย์เม้นท์ค่ายนี้ ไปจ่ายเงินสินค้าฝ่ายตรงข้ามได้ ตอนหลังเรามีระบบอื่นๆ ที่ภาครัฐออกแบบมาให้ เช่น พร้อมเพย์เข้ามาก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ว่าภาพรวมของตลาดแล้วเนี่ย User ยังต้องลง Wallet จำนวนมากอยู่ในการซื้อสินค้าของแต่ละค่ายที่ต่างกัน คิดว่าเคสนี้ก็เป็นเคสที่ต้องพัฒนาไปอีกนะครับ

วิเคราะห์ 3 ยักษ์ อีคอมเมิร์ซ

อิสริยะ : เจ้าที่มาแรงปีนี้คือ Shopee นะครับ ซึ่งเคสของช้อปปี้เนี่ยจะเน้นแม่ค้ารายย่อยค่อนข้างเยอะ ยุทธศาสตร์ของเขา คือพยายามกวาดแม่ค้าออนไลน์ที่เคยอยู่ในช่องทางโซเชียล ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram หรือช่องทางอื่นๆ เข้ามาขายบนช่องทางของ Shopee แทน ก็เป็นยุทธศาสตร์ใช้แล้วก็ค่อนข้างเวิร์ค

ในขณะที่ LAZADA เอง หลังจากไปอยู่กับ Alibaba แล้ว ก็ไปเด่นเรื่องสินค้าจากจีน ซึ่งเขาก็จะมี Taobao Collection ซึ่งตรงนี้น่าสนใจตรงที่แม่ค้าออนไลน์จากไทยจำนวนไม่น้อยใช้วิธี Sourcing สินค้าจาก taobao อยู่แล้ว

หิ้วมาจากเมืองจีนด้วยวิธีการต่างๆ แต่ว่าพอเคสนี้ปุ๊บ มันกลายเป็นว่าพ่อค้าแม่ค้าจากเมืองจีนที่เคยขายบน Taobao อยู่แล้ว สามารถกระจายสินค้าเข้ามาผ่าน LAZADA โดยตรง ทำให้ตลาดนี้ถูก Shift มาอยู่บนแพลตฟอร์มแทน

ความน่าสนใจของ JD Central

JD Central จะโดดเด่นในเรื่องตลาดอิเลคทรอนิคส์ โดยเฉพาะในเรื่องของมือถือ พูดง่ายๆ คือในเมืองจีนคนส่วนใหญ่ซื้อมือถือใน JD แต่เมืองไทยมีช่องทางการขายอื่นๆ เยอะมาก ทั้งขายตาม Shop เอง หรือมาบุญครอง ก็เป็นความท้าทายเหมือนกันว่า JD จะสามารถใช้จุดเด่นเหมือนที่ทำในจีนกับเมืองไทยได้หรือเปล่า

โมเดลของ JD.com ที่น่าสนใจในเมืองจีน ซึ่งจะถูกยกมาใช้งานที่ไทยนั้น เด่นๆ เลยคือเรื่อง Logistics ซึ่งจะรันระบบโลจิสติกส์ของเขาเองทั้งหมด พูดง่ายๆ คือพนักงานส่งของเป็นของเขา ซึ่งเขาก็การันตีว่าจะให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าในการสั่งซื้อสินค้า เพราะว่าหลังจากสั่งซื้อสินค้าไม่ต้องลุ้นว่า ของจะมาเมื่อไหร่ สภาพดีแค่ไหน

 

ซึ่งผมเคยคุยกับทีม JD ที่เขายอมรับว่าก็อาจต้องใช้เวลา ช่วงแรกก็อาจจะใช้ขนส่งที่เป็นพาร์ทเนอร์กันก่อน แต่ว่าในระยะยาวก็อยากจะไปให้ถึงจุดนั้น

 

เป้าหมายหลักของแพลตฟอร์ม

วิธีคิดของบริษัทที่เป็นแพลตฟอร์มแบบนี้เนี่ยคือ “ผู้ชนะกินรวบ”

พราะฉะนั้น ช่วงแรกเนี่ยเขาจะไม่ต้องการทำกำไรเลย แต่สิ่งที่เขาต้องการทำคือ ขจัดคู่แข่งให้ออกจากตลาดเพื่อให้เหลือหลายเดียว พอเหลือรายเดียวปุ๊บ เขาก็จะสามารถทำกำไรชดเชยเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ

ในฝั่งของอีคอมเมิร์ซก็เหมือนกัน พูดง่ายๆ ว่าทุกคนต้องการเป็น Grab แต่ว่าสงครามยังไม่จบตอนนี้ก็ต้องประหัดประหารกันไปก่อน จนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมถอนตัวออกไป

ช่วงนี้ผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์กับสงครามโปรโมชั่นของแต่ละฝ่ายที่ออกมาสู้กัน แต่ว่าก็อยากให้ระลึกกันไว้ว่า สงครามมีวันจบ เพราะว่าเงินมีจำกัด ถึงแม้จะมีเยอะ แต่ก็มีจำกัด ไม่มีใครสามารถทนสภาวะขาดทุนได้ตลอดกาล พูดง่ายๆ ว่าสงครามสิ้นสุดก็อาจจะเหลือเพียง 1-2 รายก็ตามตอนนั้นเนี่ยโอกาสของผู้บริโภคก็จะน้อยลงสิทธิ์เสียงก็จะลดลง

เทรนด์โมบายคอมเมิร์ซจะเกิดในไทยได้ไหม

อย่างที่เห็นกันตามข่าวว่า ในจีนโมบายเพย์เม้นท์เติบโตมากและสามารถจ่ายได้ทุกอย่างเลย หลายเคสไม่รับเงินสดด้วย ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าคนจีนสามารถปรับตัวจากสังคม Cash มาเป็น Cashless ได้เร็วมาก

ซึ่งแบงค์ไทยหลายๆ แห่งก็พยายามทำเรื่องนี้กันอยู่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะผลักดันได้สำเร็จแค่ไหน พฤติกรรมผู้บริโภคที่ผ่านมาๆ ก็ดีขึ้น แต่จะเปลี่ยนได้เร็วเหมือนในจีนหรือเปล่าก็คงไม่ขนาดนั้น

เห็นการผลักดันการใช้งาน QR Code กันมา 3-4 ปีแล้ว ปีต่อๆไป คงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้บริโภคแล้ว ไม่ว่าจะไปเห็นตามร้านค้าตามย่านช้อปปิ้งต่างๆ จะมีป้าย QR Code หมดแล้ว

แสดงว่าในฝั่งของ Merchant เอง ส่วนใหญ่ก็ยอมรับแล้วล่ะแต่ในทางปฏิบัติเอง อาจจะไม่มีใครมาจ่ายเงินจนเขาต้องเอาป้ายออกหรือเปล่า ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคเองว่าจะมีพฤติกรรมอย่างไร ในการใช้จ่ายเงินผ่านโมบายคอมเมิร์ซให้แพร่หลายมากกว่านี้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเหมือนกันครับ

ภาษีออนไลน์

อยากฝากประเด็นที่สำคัญไว้คือเรื่องการเก็บภาษีแม่ค้ารายย่อยที่เป็นอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีสองด้าน คือ รัฐเองก็อยากได้ภาษี อันนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ก็ตรงไปตรงมา

แต่ในอีกทางหนึ่งแม่ค้ารายย่อยที่ไม่เคยเสียภาษีมาก่อน หรือไม่เคยทำบัญชีมาก่อนแล้วพอจะเอาเข้ามาในระบบอิเลคทรอนิคส์ที่มี Record ชัดเจน ก็มีความขัดแย้งตามมา เมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัว ก็คงต้องหาจุดบาลานซ์อยู่ตรงไหน ที่รัฐเองก็เก็บภาษีได้ พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยก็อยู่ได้เหมือนกัน

รับชมคลิปสัมภาษณ์

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/ecommerce-trend-2019/

Vivo จัดโปรโมชั่นออนไลน์ส่งท้ายปีต้อนรับเทศกาล 12.12 ช้อปมันส์สนั่นเมือง!!!

 

เริ่มต้นกันที่ JD Central จัดหนักให้ช้อปถึง 3 วันใน @VIVO Official Store ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Vivo V7 , Vivo Y65 , Vivo Y53 , Vivo Y71(3+16) , Vivo Y71(2+16) ลดสูงสุดมากกว่า 50% 

พร้อมของแถมสุดพิเศษมูลค่ามากกว่า 6,000 บาท อาทิเช่น หูฟัง Marshall   และ Giftset Vivo เฉพาะวันที่ 12-14 ธันวาคม 2561 เท่านั้น!!! รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกเลย >> https://mall.jd.co.th/pc/index-13012.html

vivo

ต่อกันที่โปรโมชั่นพิเศษส่งท้ายปี กับ Thisshop ให้คุณเป็นเจ้าของ Vivo 3 รุ่นมาแรง!!! ในขณะนี้อย่าง Vivo Y95, Vivo V11i และ Vivo V11 โดยสามารถผ่อนชำระได้ เฉลี่ยเริ่มต้นเพียง 22 บาท/วันเท่านั้น นานสูงสุด 12 เดือน พร้อมของแถมพรีเมี่ยมมากมาย เพียงคุณซื้อผ่าน Thisshop สิทธิพิเศษเฉพาะวันที่ 5 – 14 ธ.ค. 61 เท่านั้น

รายละเอียดเพิ่มเติม  คลิกเลย >> www.thisshop.com/item/list?itemTitle=Vivo <<

และที่พลาดไม่ได้กับ Lazada เปิดขาย Vivo Y91i ที่แรกที่เดียว ครบจบทุกฟังก์ชั่น แบตเตอรี่อึดถูกใจคอเกมทั้งหลาย ในราคาเพียง 4,999 บาทเท่านั้น โดยจะเปิดจำหน่ายเพียง 10 – 12 ธันวาคมนี้เท่านั้น และยังมีโปรโมชั่นอีกมากมาย เมื่อซื้อ Vivo V7 , Vivo V7+ ลดสูงสุดถึง 50% พร้อมรับของแถมสุดพิเศษ ในลาซาด้าวันที่ 10-12 ธันวาคม 3 วันเท่านั้น  รายละเอียดเพิ่มเติม  คลิกเลย >> https://bit.ly/2RKLaxb <<

สุดท้ายนี้กับมหกรรม Shopee 12.12 Birthday Sale แจกโปรเด็ดเผ็ดสุดๆ    วันที่ 10-14 ธ.ค. เท่านั้น   ซื้อมือถือราคาพิเศษลดกระหน่ำแห่งปี    ดีลเด็ดแบบนี้มีจำนวนจำกัด ไม่อยากให้พลาด   มาพร้อมของแถม Exclusive สุดพิเศษที่คุ้มสุดคุ้มมากมาย   เช่น Vivo Y95 ราคา 7,499 บาท ของแถมมูลค่ากว่า 2,500 บาท   Vivo V11i ราคาเพียง 9,999 บาท  คู่กับหูฟังคุณภาพดีเยี่ยม Marshall และ WD External Drive 1 TB  ซึ่งของแถมสุดคุ้มมูลค่ารวมกว่า  4,500 บาท

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

Vivo Facebook:  https://www.facebook.com/vivosmartphonethailand/

Vivo Twitter: https://twitter.com/vivothailand

IG : https://www.instagram.com/vivo_thailand/

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Vivo ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EM6u36

 

from:http://mobileocta.com/vivo-promotion-12-12/

เทศกาลลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ 12.12 แฟนลิงค์ขนทัพสินค้า Xiaomi จัดโปรแรงลดสูงสุดกว่า 50%

 

เริ่มกันแล้วกับเทศกาลลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี กับ 12.12 2018 ไม่รอช้ามาดูกันเลยมีตัวไหนน่าโดนใครพร้อม ตามลิ้งไปได้เลยจร้าอย่าช้านะเพราะคุณอาจพลาดกดซื้อไม่ทัน ซื้อต่อไม่รอละนะ

มาเริ่มกันที่โปรโมชั่นสมาร์ทวอช หรือนาฬิกาอัจฉริยะโดยครั้งนี้ทางแบรนด์ Amazfit ส่งรุ่นใหม่อย่าง Amazfit Verge มาเปิดตัวที่ Lazada วันที่ 10 ธันวาคม 2561  เวลา 20.00-22.00 โดยจะ Live สดผ่านทาง แอพลิเคชั่นของ Lazada

เปิดตัวที่าคา 5,990 บาท โดยในรุ่นนนี้จะมีความฉลาดมากว่ารุ่นก่อนๆๆทั้งตัวเครื่องที่เบาลงเหมาะและสามารถรับโทรศัพท์ได้ในตัว แถมยังมี ฟีเจอร์อื่นๆอีกมากมาย บอกก่อนนะ งานนี้เขามีแจกเครื่องของ แบรนด์ Amazfit หลายรุ่น ตอนไลฟ์สดด้วย ส่วนใครที่สนใจนาฬิกาอัจฉริยะ ก็กดไปซื้อได้ตามนี้

สนใจคลิ๊ก    http://bit.ly/amazfitofficialstorelazada

ในรุ่นอื่นๆอย่าง  Amazfit Pace ก็ขนมาลดราคาเช่นเดียวกันเหลือเพียง 2,999 บาท

สนใจคลิ๊ก    http://bit.ly/amazfitpacelazada

น้องเล็กอย่าง Mi Band3 เหลือราคา เพียง 801บาท

สนใจคลิ๊ก    http://bit.ly/miband3lazada

lazada

มาต่อกันที่โปรโมชั่นมือถือ

Xiaomi Mi Mix 3 Ram 6 GB Rom 128 GB ราคา 18,999 บาท เปิดให้พรีออเดอร์กันได้แล้วที่ ลาซาด้า

Free Mi band 3 + Home security Camera 360 + wireless charger

สนใจคลิ๊ก   http://bit.ly/mimix3lazada

Mi MAX 3 Big Screen 6.9″ Bigger Battery 5500 mAh RAM 4GB ROM 64GB  จากราคา 9, 990 บาทเหลือเพียง  8,490 บาท ลดไปถึง 1,500 บาท พร้อมผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน

สนใจคลิ๊ก   http://bit.ly/mimax3lazada

Xiaomi Redmi Note 5 3GB RAM 32 GB ROMจากราคา 5,990 บาทเหลือเพียง  4,990 บาท ลดไปถึง 1,000 บาท

สนใจคลิ๊ก     http://bit.ly/xiaomiredminote5lazada

และที่ขาดไม่ได้อย่างสินค้าอีโคซิสเท็ม ( Ecosystem) กันบ้าง งานนี้เขาก็ขนมากัยอย่างจุใจ เริ่มที่

เครื่องกรองอากาศ อย่าง Mi Air Purifier 2S  ลดราคากว่า 2,000 บาท เหลือเพียง 3,959 บาท

สนใจคลิ๊ก   http://bit.ly/miairpurifier2slazada

และที่ขาดไม่ได้คือ เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดบ้านอัจฉริยะ  Mi Robot Vacuum ราคาเพียง 8,990 บาท ลดสูงสุดถึง 4,000  บาท

สนใจคลิ๊ก   http://bit.ly/mirobotvacuumlazada

กล้องวงจรปิด ก็มีมาเช่นกันคือ Mi Home Security Camera 360° – 1080p จากราปกติ 1,490 บาท

เหลือเพียง 890 บาท

สนใจคลิ๊ก   http://bit.ly/mihomesecuritycamera360_1080p

ไม่ได้มีมาแค่นี้ ยังมีสินค้าตัวอื่นอีกมากมายไม่รีบซื้อตอนนี้จะไปรอตอนไหนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

Facebook : http://bit.ly/facebookfanslinkthailand

หมายเหตุ : รายการส่งเสริมการขายเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่ร่วมรายการเท่านั้นราคาสินค้าขึ้นอยู่กับคูปองที่ใช้ร่วมเพื่อลดราคาเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าของแถมและสินค้ามีจำนวนจำกัด

 

from:http://mobileocta.com/12-12-fanlinks-x-xiaomi-is-offering-up-to-50/

topvalue x Shopee ฉลองเทศกาลแสนสนุก 12.12 “ลดกระหน่ำส่งท้ายปี” สับราคาลดสูงสุดถึง 70 %!!

topvalue.com เว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ที่รวบรวมสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที อิเล็กทรอนิกส์ ไว้ในเว็บไซต์เดียว จับมือ Shopee (ช้อปปี้) ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ ไต้หวัน ร่วมฉลองเทศกาลแสนสนุก 12.12 กับ “ลดกระหน่ำส่งท้ายปี” สับราคาลดสูงสุดถึง 70 %!!

ลดกระหน่ำล่อตาล่อใจเกินอารมณ์ขนาดนี้ สายช้อปไม่ควรพลาดไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือกล้องถ่ายรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ที่มีฟังก์ชั่นครบ สเปคแรง ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ระวังมือสั่นโดยไม่รู้ตัว เพราะโปรโมชั่นดี ๆ แบบนี้จัดมาเพื่อขาช้อปอย่างคุณเท่านั้น และพิเศษสุดๆ !! รับโค้ดส่วนลดง่าย ๆ ทันที 100 บาท เมื่อช้อปครบ 1,000 บาท เพียงกรอกโค้ด TOPVA12

ส่วนใครที่ยังไม่เคยสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ท็อปแวลูแนะนำให้ชำระเงินแบบเก็บเงินปลายทาง (COD) ก่อน เพื่อสร้างความอุ่นใจและมั่นใจในการจ่ายเงิน  อีกทั้งยังสามารถตรวจเช็คสินค้าได้ทันทีเมื่อขนส่งนำสินค้าไปส่งถึงหน้าบ้านของคุณ  สินค้าทุกชิ้นส่งตรงจากเจ้าของแบรนด์ รับประกันสินค้าคุณภาพ แท้ 100% กิจกรรมตั้งแต่วันนี้ – 14 ธันวาคม 2561 อัพเดทสินค้าพร้อมเลือกช้อปได้แล้วที่ https://shopee.co.th/topvalue_official 

from:https://notebookspec.com/topvalue-x-shopee-promotion-12-12/464469/

เตือนกลโกงแก๊งส่งของเก็บเงินปลายทาง ตำรวจคาดซื้อข้อมูลรายชื่อและที่อยู่ของเหยื่อจากบริษัทรับส่งพัสดุ

เมื่อราวๆ เดือนสองเดือนที่ผ่านมา น่าจะมีหลายๆ คนที่ได้ยินข่าวว่ามีการส่งพัสดุแบบเก็บเงินปลายทาง ให้กับเหยื่อหลายรายทั้งๆ ซึ่งแต่ละคนไม่ได้ทำการสั่งซื้อของอะไรเลย แต่คนที่รับพัสดุตอนเราไม่อยู่ ก็อาจจะใจดีจ่ายเงินแทนให้ก่อน หรืออาจจะเป็นคนที่คิดว่าพัสดุดังกล่าวเป็นของที่ตัวเองสั่งจริงๆ ก็เลยจ่ายเงินไป พอเปิดกล่องมาถึงรู้ว่ามันไม่ใช่ของที่ต้องการ ซึ่งตอนนี้ตำรวจสามารถบุกทลายแก๊งนี้ได้แล้ว.. แต่เราจะแน่ใจได้ยังไงว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก?

สำหรับข่าวของแก๊งต้มตุ๋นดังกล่าวตามที่บอกไปแล้วว่าตอนนี้โดนตำรวจบุกทลายถึงโกดังได้เรียบร้อยแล้ว โดยพบว่าเป็นแก๊งที่มาจากประเทศจีนเข้ามาเช่าโกดังเก็บสินค้าหลากหลายรายการที่ล้วนแต่เป็นของปลอมราคาถูกทั้งหมด อย่างเช่นเครื่องสำอาง, รองเท้า, เสื้อผ้า, เครื่องใช้ไฟฟ้า, อุปกรณ์ไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งแปะยี่ห้อแบรนด์เนมทั้งนั้น (แน่นอนว่ามันปลอมทั้งหมดนั่นแหละ)

แก๊งนี้ได้รายชื่อเหยื่อจากไหน?

ส่วนวิธีการหากินของแก๊งนี้ก็คือ จะสุ่มรายชื่อของเหยื่อซึ่งทางตำรวจคาดว่าน่าแก๊งนี้ไปซื้อข้อมูลรายชื่อเหยื่อมาจากบริษัทจัดส่งพัสดุซึ่งเคยมีประวัติทั้งรายชื่อ,ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของผู้ที่สังซื้อของจากร้านค้าออนไลน์มาแล้วนั่นเอง จากนั้นก็จะเอาชื่อที่อยู่มาแปะบนกล่องที่บรรจุสินค้าปลอมเหล่านั้น และส่งออกไปด้วยวิธีเก็บเงินปลายทาง เมื่อของถึงที่หมายแล้วหากเจ้าของที่มีชื่ออยู่บนกล่องนั้นได้รับ แล้วรู้ตัวปฏิเสธไปว่าไม่ได้สั่งก็จะรอดตัวไป แต่ถ้าเกิดช่วงนั้นดันแจ๊คพ็อตสั่งของจากร้านค้าออนไลน์ไปพอดี ก็อาจจะคิดว่าพัสดุกล่องนั้นเป็นของตัวเอง (บางทีก็รับมาแบบไม่ได้ดูว่ามันเป็นของอะไร) แล้วจ่ายเงินไป หรือไม่ก็ส่งมาที่บ้าน ที่ทำงาน แต่เจ้าตัวไม่อยู่ คนรับของแทนก็หวังดีจ่ายให้ไปก่อน ค่อยมารู้ทีหลังว่าโดนเข้าให้แล้ว

ส่วนของที่โดนผู้รับปฏิเสธก็จะถูกตีกลับมาที่โกดังเพื่อลอกใบจ่าหน้าออกและแปะใบใหม่ลงไปเพื่อส่งออกไปอีกครั้ง จนกว่าจะมีคนหลงกลรับของและจ่ายเงินในที่สุด โดยแก๊งจีนดังกล่าวได้เข้ามาทำการหลอกลวงในประเทศไทยได้แค่ 2 เดือน แต่โกยเงินไปได้แล้วกว่า 15 ล้านบาทเลยทีเดียว

ใครที่มีโอกาสโดนหลอกด้วยวิธีนี้ และป้องกันอย่างไรได้บ้าง

เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่เคยสั่งซื้อของออนไลน์มาก่อน (ถ้าข้อสันนิษฐานของตำรวจเป็นไปตามที่ว่าจริงๆ) และถึงแม้ว่าตอนนี้จะจับแก๊งนี้ได้แล้ว แต่เราก็ยังไม่สามารถแน่ใจได้ว่ามันจะไม่กลับมาอีก หรืออาจจะมีแก๊งอื่นที่หากินด้วยวิธีเดียวกันนี้อีกก็ได้ เพราะฉะนั้นวิธีป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเองก็ไม่ได้มีอะไรยากเลย แค่เช็คให้ดีว่าพัสดุชิ้นนั้นส่งมาจากไหน มีชื่อร้านที่เราซื้อระบุไว้รึเปล่า และราคาที่โดนเรียกเก็บมันตรงกับที่เราทำรายการไว้รึเปล่า ถ้าหากว่าไม่ใช่ก็ตีกลับไปได้เลย ส่วนอีกข้อนึงก็คือข้อมูลชื่อและที่อยู่ของเราเอง ก็อย่าพยายามไปโพสท์ในเน็ต หรือไปให้ใครมั่วๆ เพราะอาจจะโดนเอามาแปะบนกล่องพัสดุแล้วส่งมาหลอกเงินเราทีหลังได้

เพราะปัจจุบันบริการสั่งซื้อของออนไลน์มีให้เลือกหลากหลายขึ้น แถมยังมีวิธีการชำระที่ง่ายขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการเก็บเงินปลายทางที่หลายๆ คนมักจะเลือกวิธีนี้เพราะว่าไม่ต้องจ่ายเงินก่อน (มันรู้สึกอุ่นใจกว่าไง…) แก๊งหลอกลวงพวกนี้ก็เลยเห็นช่องทางที่จะหากินได้ตามข่าวที่เราเห็นแบบนี้แหละ

 

ที่มา : Thairath

from:https://droidsans.com/cash-delivery-shopping-scam/