คลังเก็บป้ายกำกับ: SERVER_AND_STORAGE

Alibaba เผยแผนเตรียมใช้ชิปเซิร์ฟเวอร์ที่สร้างขึ้นเอง

Alibaba ได้เผยถึงชิปประมวลผลในเซิร์ฟเวอร์ ‘Yitian 710’ ที่เทียบเท่าได้สถาปัตยกรรม Armv9 โดยตั้งเป้าสร้างเซิร์ฟเวอร์สำหรับงานทั่วไปและ AI

Credit: ShutterStock.com

Yitian 710 ถูกสร้างขึ้นภายใต้ทีมงาน T-Head (หน่วยงานด้านการพัฒนาชิปของ Alibaba) โดยตัวชิปมีขนาด 5nm จำนวนคอร์สูงถึง128 คอร์ ความถี่สัญญาณนาฬิกา 3.2 GHz ทั้งนี้ในแต่ละโปรเซสเซอร์จะมี Transistor อัดแน่นถึง 60,000 ล้านตัว นอกจากนี้ยังรองรับ DDR5 ได้ถึง 8 ชาแนลและ PCIe 5.0 ได้ถึง 96 เลน อย่างไรก็ดี Alibaba ยังได้คุยถึงศักยภาพในการเทียบกับ ARM ด้วย SPECint2017 พบว่า Yitian 710 ให้ประสิทธิภาพดีกว่าถึง 20% และใช้พลังงานน้อยกว่าถึง 50%

แผนต่อไปของ Alibaba คือการสร้างผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ของตนภายใต้ชื่อ ‘Panjiu’ สำหรับงานทั่วไป, AI และ Storage ด้วยชิปตัวใหม่ แต่ก็ยังไม่ได้เปิดเผยกำหนดการที่แน่ชัดว่าจะนำไปใช้งานในเซิร์ฟเวอร์จริงเมื่อไหร่ ทั้งนี้ก็ยังมีนโยบายที่จะยังพึ่งพาพาร์ทเนอร์สากลรายอื่นอยู่ต่อไปทั้ง Intel, NVidia, ARM และ AMD

นอกจากเรื่องของแผนชิปตัวใหม่แล้ว Alibaba ยังได้เปิดโอเพ่นซอร์สชิป XuanTie ที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ RISC-V ของตนที่ออกมาเมื่อปี 2019 ผ่าน GitHub และ Open Chip Community เพื่อให้นักพัฒนาสามารถสร้างชิปของตนเองต่อยอดจาก CPU Core ของ Alibaba ไม่ว่าจะปรับปรุงไปใช้ในงาน IoT, Application หรือ Edge Server พร้อมกันนี้ในอนาคตจะเพิ่มเรื่องเครื่องมือพัฒนา SDK ที่เกี่ยวข้องออกมาด้วย

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/alibaba-cloud-to-build-own-servers-with-new-in-house-chip/

from:https://www.techtalkthai.com/alibab-reveals-own-custom-build-chip-yitian-710/

เจาะลึก Dell EMC PowerStore ระบบ Enterprise Storage ความสามารถรอบด้าน ตอบโจทย์หลากหลายรูปแบบ

การเลือกระบบ Enterprise Storage ที่ดีในทุกวันนี้ ก็คงหนีไม่พ้นการเลือกระบบที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถตอบสนองทุกๆข้อมูลและแอปพลิเคชั่นในยุคดิจิตัล รองรับการขยายโดยไม่มีผลกระทบ, มีฟังก์ชั่นครบครันช่วยให้คุ้มค่า เพิ่มประสิทธิภาพ และสามารถดูแลรักษาได้ง่าย

Dell EMC ในฐานะของผู้นำนวัตกรรมทางด้านระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับธุรกิจองค์กร ได้มองไกลยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการออกแบบระบบ Dell EMC PowerStore ให้มีความยืดหยุ่น สามารถใช้งานได้เป็นทั้ง Unified Storage หรือ HCI พร้อมใส่ความสามารถมากมายเข้ามาอย่างครบถ้วน เพื่อให้ธุรกิจองค์กรนำไปประยุกต์ใช้งานได้ตามต้องการ เป็นระบบ Storage ที่ตอบโจทย์ได้อย่างหลากหลาย

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Dell EMC PowerStore กันแบบเจาะลึกครับ

Dell EMC PowerStore: All Flash Data Storage ความเร็วสูงในแบบ Software-Defined

Credit: Dell Technologies

Dell EMC PowerStore นี้ถูกออกแบบขึ้นมาในฐานะของ Midrange Storage แต่ก็เต็มไปด้วยความสามารถในระดับ Enterprise ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากกับ Business Application สำคัญๆ ใช้ได้ดีเยี่ยมกับการจัดเก็บข้อมูลที่หลากหลาย มีปริมาณมากๆ ประสิทธิภาพเป็นเลิศสำหรับงาน Analytics, IoT, OLTP และงานพัฒนา AI ต่างๆ

จุดเด่นของ Dell EMC PowerStore ที่เหนือกว่าระบบ Storage รุ่นก่อนหน้าของ Dell EMC นั้นก็คือการรวมข้อดีของ Storage หลายๆ รุ่นเอาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบ All Flash ทั้งในระดับของ Hardware และ Software เหมือน XtremIO, การเพิ่มขยายและบริหารจัดการได้ง่ายเหมือน SC Series ไปจนถึงการรองรับ Workload ได้หลากหลายเหมือน Unity XT และยังเพิ่มทางเลือกในการใช้งานระบบให้เป็นแบบ HCI ได้ กรณีนี้ทำให้องค์กรสามารถลด Storage Footprint ลงไปได้อย่างมหาศาลในการลงทุนระบบ Storage เป็น Dell EMC PowerStore

นอกจากนี้โซลูชันต่อไปนี้สามารถนำไปตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้อย่างหลากหลาย อีกทั้งยังสามารถตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะทางได้เป็นอย่างดี เช่น

  • การสร้าง Metro Cluster ด้วยการใช้ Dell EMC PowerStore Metro Node ทำให้สามารถออกแบบระบบ Metro Active/Active Cluster ได้อย่างง่ายดาย
  • การสร้าง Big Data Cluster ด้วย Microsoft SQL Server 2019 บน Dell EMC PowerStore ทำให้สามารถเชื่อมต่อใช้งานข้อมูลได้หลากหลายช่องทาง และเพิ่มขยายได้อย่างง่ายดาย
  • การสร้าง Hybrid / Multi-Cloud Data Center ด้วยการทำงานร่วมกับ VMware VCF เพื่อให้ Data Center มีความยืดหยุ่นสูงสุด
Credit: Dell Technologies

ความสามารถโดดเด่น ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดที่น่าสนใจของ Dell EMC PowerStore มีดังต่อไปนี้

ประสิทธิภาพสูงด้วย NVMe, SCM และหน่วยประมวลผล Intel® Xeon® Scalable Processors

Dell EMC PowerStore สามารถทำงานในรูปแบบ End-to-End NVMe ทำให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มเปี่ยมในการเข้าถึงข้อมูล NVMe SSD และสามารถเลือกใช้ Dual-Port Intel Optane Storage Class Memory ในการเพิ่มความเร็วขั้นกว่าถึงระดับสูงสุด ทำให้ performanceดีกว่าเดิม โดยมี IOPS ที่สูงขึ้นถึง 7 เท่า และมี Latency ลดลงถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับระบบ Storage รุ่นก่อนหน้า

นอกจากนี้ด้วยหน่วยประมวผล Intel Xeon Scalable Processor ช่วยให้ Dell EMC PowerStore มีขีดความสามารถที่ดีขึ้น ในการรองรับฟังกชั่นงานได้หลากหลาย สามารถอัปเกรดเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆ ในอนาคตได้ และยังทำให้ระบบมีพลังประมวลผลที่สูงพอ สำหรับให้บริการ Hypervisor และใช้งาน Container หรือ VM ได้โดยตรงอีกด้วย

เพิ่มขยายได้อย่างอิสระทั้งแบบ Scale Up และ Scale Out รวมถึงยังทำ Metro Cluster แบบ Active/Active ได้

ในแง่ของการเพิ่มขยายระบบนั้น Dell EMC PowerStore ก็มีทางเลือกให้ทั้งการเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในแบบ Scale Up บนอุปกรณ์ชุดเดิมที่มีอยู่ได้สูงสุดถึง 1PB Raw Capacity / 2.8PB Effective Capacity หรือจะเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลไปพร้อมๆ กันในแบบ Scale Out ได้สูงสุดถึง 4 appliance รวม 8 โหนดต่อ cluster ซึ่งแต่ละคู่ของโหนดในแต่ละ appliance ทำงานแบบ Active/Active

สำหรับธุรกิจที่ต้องการระบบเพื่อรองรับระบบงานสำคัญขององค์กรอย่างเช่น Mission Critical Application หรือสถาบันการเงิน Dell EMC PowerStore ก็มีออปชันสำหรับ PowerStore Metro Node ที่จะเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อเชื่อม Dell EMC PowerStore ที่อยู่ใน Data Center คนละแห่งและห่างไกลกัน ให้สามารถทำงานร่วมกันแบบ Active/Active ที่สามารถทำการเขียนและอ่านข้อมูลได้ทั้งสองฝั่งพร้อมๆ กัน ตอบโจทย์ระบบที่ต้องการ Recovery Point Objective (RPO) และ Recover Time Objectives (RTO) ที่ต่ำที่สุดถึงระดับศูนย์

Credit: Dell Technologies

ประหยัดพื้นที่ด้วย Inline Data Reduction ที่อัตราส่วน 4:1

Dell EMC PowerStore จะมีการเปิดใช้งาน Data Deduplication และ Data Compression เอาไว้อยู่ตลอดเวลา โดยใช้ความสามารถจาก Intel QuickAssist (Hardware Acceleration) สำหรับการลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลลง ทำให้โซลูชันนี้สามารถรับประกันการลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้อัตราส่วนถึง 4:1 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบแต่อย่างใด

จัดการได้ทั้งแบบ Automation และ Autonomous ในหนึ่งเดียว

ในการบริหารจัดการระบบแบบ Automation นั้น Dell EMC PowerStore สามารถรองรับได้ทั้งการผสานระบบทำงานร่วมกับ VMware, การใช้ vRO Plugin, การทำงานร่วมกับ Kubernetes ผ่าน CSI Driver และการใช้ Ansible ในการบริหารจัดการแบบ Infrastructure-as-Code

นอกจากนี้ Dell EMC ยังมีการนำเทคโนโลยี Machine Learning มาช่วยทั้งในส่วนของการตั้งค่าและการทำ Performance Tuning เพื่อลดเวลาที่ผู้ดูแลระบบต้องใช้ในการบริหารจัดการระบบลง อีกทั้งยังมี Dell EMC CloudIQ ที่จะคอยรวบรวมข้อมูลและทำนายแนวโน้มการเกิดปัญหาของระบบ เพื่อให้ผู้ดูแลระบบทำการป้องกันปัญหาได้ในแบบเชิงรุก ลดการเกิด Downtime ที่ไม่คาดฝันของระบบลงได้

เลือกใช้งานได้ทั้งแบบ Unified All Flash Storage และ HCI

ถือเป็นอีกไฮไลท์เด่นของ Dell EMC PowerStore เลยก็ว่าได้ กับการออกแบบระบบให้มี 2 รุ่น ที่เป็นได้ทั้ง Unified Storage และ HCI ดังนี้

Dell EMC PowerStore T Series: ระบบ Unified All Flash Storage รองรับการเชื่อมต่อเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ

Dell EMC PowerStore T Series นี้จะทำการติดตั้งระบบปฏิบัติการ PowerStoreOS ลงไปยัง Hardware โดยตรง ทำให้ระบบทำหน้าที่เป็น Unified Storage ที่สามารถให้บริการ Storage ได้ผ่านทาง Protocol ที่หลากหลาย เช่น iSCSI, NVMe-FC, FC, vVols, SMB และ NFS สำหรับใช้งานเป็น Enterprise Storage หลักขององค์กรได้ทันทีอย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยการนำ Hardware ทั้งหมดของระบบมาให้บริการ Storage นั่นเอง

Dell EMC PowerStore X Series: ระบบ All Flash HCI ที่รองรับทั้ง Container และ Virtual Machine ด้วย VMware

Dell EMC PowerStore X Series นี้จะไม่ได้ติดตั้งระบบปฏิบัติการ PowerStoreOS ลงไปโดยตรง แต่จะมีการติดตั้ง VMware ESXi ลงไปก่อนเพื่อทำหน้าที่เป็น Hypervisor แล้วจึงค่อยติดตั้ง PowerStoreOS ลงไปบน Hypervisor ดังกล่าวอีกทีหนึ่ง เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถแบ่งสรรทรัพยากรบน Dell EMC PowerStore X เพื่อไปรัน VM ในขณะที่ยังคงให้บริการ Block Storage ตามปกติได้อีกด้วย ซึ่งความสามารถดังกล่าวนี้ถูกเรียกว่า AppsON

ทั้งสองรุ่นนี้ทำให้แต่ละองค์กรสามารถเลือกกลยุทธ์ในการลงทุนระบบ Enterprise Storage ที่เหมาะสมกับตนเองได้ ซึ่งความเป็นไปได้เหล่านี้เกิดจากการที่สถาปัตยกรรมระบบของ Dell EMC PowerStore นี้เป็นแบบ Software-Defined อย่างเต็มตัวด้วยการออกแบบแบบ Microservices ทำให้สามารถนำไปติดตั้งใช้งานได้ทั้งบน Hardware และ Hypervisor นั่นเอง

 

Credit: Dell Technologies

ด้วยการเลือกใช้ Hardware ประสิทธิภาพสูงอย่าง Intel® Xeon® Scalable Processors 2-4 ชุด ควบคู่ไปกับหน่วยความจำปริมาณมากตั้งแต่ 384GB – 2.56TB นี้ก็ทำให้ Dell EMC PowerStore มีทรัพยากรที่เหลือเฟือ สามารถแบ่งบางส่วนมาให้ Hypervisor ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตอบโจทย์ Hybrid Multi-Cloud ได้ในตัว

ด้วยระบบที่มีสถาปัตยกรรมเดียวแต่สามารถเป็นได้ทั้ง Unified Storage และ HCI นี้ ทำให้ Dell EMC PowerStore สามารถถูกนำไปใช้งานได้หลากหลายทั้งภายใน Data Center และ Edge รวมถึงยังมีบริการ Dell EMC Cloud Storage Services สามารถเชื่อมโยงข้อมูลขึ้นไปยังบริการ Cloud ชั้นนำที่ต้องการได้ ทำให้การออกแบบระบบ Hybrid / Multi-Cloud นั้นสามารถทำได้อย่างยืดหยุ่น

อัปเกรดและเพิ่มขยายได้อย่างยืดหยุ่น คุ้มค่าในระยะยาว

คุณสมบัติในการเป็น Software-Defined ของ Dell EMC PowerStore นี้ ทำให้การอัปเดตระบบทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นได้ในระดับ Software ซึ่งล่าสุดในการเปิดตัว PowerStoreOS 2.0 ก็ทำให้ระบบเดิมที่มีอยู่นั้นมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 25% ทำให้องค์กรไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติม แต่ได้ระบบที่มีประสิทธิภาพและความสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

ในแง่ของการเพิ่มขยายระบบ Dell EMC มีโครงการ Anytime Upgrade สามารถอัปเกรดได้ทั้ง Controller เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ หรือจะเพิ่มขยายแบบ Scale Out ในราคาพิเศษก็ได้ อีกทั้งยังมี Dell Technologies On Demand ที่ทำให้การลงทุนนั้นมีความยืดหยุ่น เลือกลงทุนได้ทั้งในแบบ as you grow, as you use หรือ as a service ให้ตอบโจทย์ต่อ CFO

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Dell EMC PowerStore ได้ที่ https://www.delltechnologies.com/en-th/storage/powerstore-storage-appliance.htm

สนใจติดต่อ Dell Technologies ได้ทันที

ผู้ที่สนใจบริการ Dell EMC PowerStore หรือโซลูชันด้านระบบ Storage และ Backup สามารถติดต่อทีมงาน Dell Technologies ได้ทันทีที่อีเมล DellTechnologies@kkudos.com หรือโทร 090-949-0823 (วศิน)

from:https://www.techtalkthai.com/deep-dive-dell-emc-powerstore-enterprise-software-defined-storage/

[Guest Post] 3 แพ็กเกจจาก Synology ที่ช่วยลดต้นทุนด้าน IT และเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรสำหรับเทรนด์ Hybrid Work Model

เมื่อแนวโน้มการทำงานรูปแบบ Hybrid Work หรือมีการผสมผสานระหว่างการทำงานทางไกล (Remote Work) และการทำงานที่ออฟฟิศ กำลังจะกลายเป็น New Normal ในอนาคต องค์กรธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ที่กำลังปรับใช้แผน IT ชั่วคราวสำหรับ Remote work ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิท จึงจำเป็นต้องพิจารณาเตรียมวางแผนโครงสร้าง IT สำหรับระยะยาว ซึ่งนอกจากความต้องการในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ยืดหยุ่นแล้ว ยังต้องสามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลธุรกิจได้ไปพร้อม ๆ กัน

แน่นอนว่าการเผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ผู้จัดการ IT จำเป็นต้องหาโซลูชันระยะยาวที่คุ้มค่าที่สุด ด้วยเหตุนี้ การผสานรวมของ Hardware และแอปพลิเคชันฟรีสำหรับการทำงานร่วมกันที่หลากหลาย ทำให้โซลูชันเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ส่วนตัวอย่าง NAS (Network-attached Storage) ของ Synology เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่สุดในยุค Hybrid work ขององค์กรธุรกิจที่มีความกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลในงบประมาณและทรัพยากรด้าน IT ที่จำกัด

ในบทความนี้ จะแนะนำแอปพลิเคชันสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระยะไกลขององค์กร ที่ผู้ใช้งาน Synology NAS สามารถเริ่มติดตั้งใช้งานได้ฟรีบน Package Center อย่าง บริการไฟล์ (Synology Drive) บริการอีเมล (MailPlus) และระบบการส่งข้อความแชท (Synology Chat)

Synology Drive บริการไฟล์บนคลาวด์ส่วนตัวขององค์กรที่ยืดหยุ่นและปลอดภัย

แพ็กเกจ Synology Drive จะอัปเกรดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล Synology NAS ขององค์กรให้เป็นเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ส่วนตัวที่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นเจ้าของข้อมูลอย่าง 100% ของจุดเด่นแบบเซิร์ฟเวอร์แบบ On-premises ของ NAS ด้วย Synology Drive พนักงานหรือผู้ใช้สามารถเข้าถึง สร้างลิงก์แชร์ และจัดการไฟล์ทั้งหมดที่จัดเก็บบน NAS หรือแม้แต่กู้คืนข้อมูลที่เผลอลบโดยไม่ได้ตั้งใจได้อย่างง่ายดายผ่านทางเว็บอินเทอร์เฟส หรือแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ในทุกที่ทุกเวลา

มากกว่าประสบการณ์การใช้งานที่คล้ายคลึงกับบริการไดร์ฟบนคลาวด์ที่แพร่หลาย Synology Drive เองยังรองรับการซิงโครไนซ์ไฟล์บนไคลเอนต์ PC เมื่อติดตั้งแอปพลิเคชันเดสก์ท็อปบนคอมพิวเตอร์ของพนักงานและเริ่มการซิงค์ เพียงเท่านี้ พนักงานก็จะสามารถทำงานและส่งข้อมูลกลับมายังไฟล์เซิร์ฟเวอร์ที่ออฟฟิศได้ทันทีหากทำงานจากระยะไกล

Synology Drive คือ ไฟล์เซิร์ฟเวอร์ยุคใหม่ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงไฟล์ขององค์กรได้ทางเว็บเบราว์เซอร์ ให้ประสบการณ์การใช้งานคล้ายกับระบบคลาวด์

นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระฝ่าย IT ในการโอนย้ายการกำหนดค่าและควบคุมดูแลอุปกรณ์หลังจากปรับใช้งาน การรองรับ Windows ACL อย่างเต็มรูปแบบของ Synology Drive ที่จะช่วยให้ฝ่าย IT สามารถโอนย้ายการตั้งค่าสิทธิ์จากโซลูชันเดิมมายัง Synology NAS ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว รวมถึงการตรวจสอบสถานะของเซิร์ฟเวอร์ ไคลเอนต์ที่เชื่อมต่อ และการแชร์ของไฟล์ หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ผ่านล็อกไฟล์ได้อย่างง่ายดายบนพอร์ทัลแดชบอร์ดแบบรวมศูนย์ของ Synology Drive Admin Console พร้อมยังให้บริการไฟล์ทั้ง CIFS และเว็บอินเทอร์เฟสในขณะเดียวกัน ทำให้ฝ่าย IT ไม่ต้องเปลี่ยนวิธีการจัดการที่คุ้นเคย และผู้ใช้งานก็ไม่ต้องเรียนรู้วิธีการใช้งานใหม่ให้ยุ่งยาก

ยกตัวอย่าง ข้อจำกัดด้านบุคลากรของสถาบันความหลากหลายทางชีวภาพทางน้ำแห่งแอฟริกาใต้ที่มีทีมไอทีเพียงคนเดียวในการจัดการและควบคุมโครงสร้างด้านไอทีและสนับสนุนผู้ใช้งานกว่า 100 ราย การปรับใช้ Synology ทำให้พนักงานและนักเรียนสามารถซิงค์และใช้งานไฟล์ได้จากระยะไกลโดยไม่ต้องพึ่ง VPN และช่วยให้คุณ Andrew Grant ผู้ดูแลระบบ IT ของสถาบันสามารถผสานรวมโครงสร้างเดิมและจัดการทรัพยากรระบบโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น “Synology Drive นำเสนอความยืดหยุ่นและการควบคุมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนให้กับการเข้าถึงไฟล์ในชีวิตประจำวันของเรา พนักงานส่วนใหญ่เข้าและออกจากสำนักงานตลอดเวลา แต่พวกเขาก็ยังมั่นใจได้ว่ายังสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อัปเดตล่าสุดอยู่เสมอ โดยไม่มีค่าการสมัครใช้งานหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม” คุณ Andrew Grant กล่าว

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแพ็กเกจ Synology Drive :  https://sy.to/ml53g

MailPlus เซิร์ฟเวอร์อีเมลส่วนตัวบน Synology NAS

แพ็กเกจ MailPlus ถูกออกแบบมาให้องค์กรสามารถสร้างเซิร์ฟเวอร์เมลส่วนตัวที่โฮสต์บน Synology NAS ข้อมูลเมลและไฟล์แนบทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยบนอุปกรณ์ จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยและเป็นส่วนตัวให้กับข้อมูลธุรกิจ แม้จะต้องลงทุนกับสิทธิ์การใช้งานแบบถาวรสำหรับบัญชีอีเมล แต่ก็มาในราคาที่ย่อมเยา และมีความยืดหยุ่นในการเลือกซื้อสิทธิ์การใช้งานตามจำนวนผู้ใช้งาน การโอนย้ายสิทธิ์ที่ลงทะเบียนแล้ว หรือแม้กระทั่งการจัดการและปรับขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบริการเมลตามฮาร์ดแวร์ที่มีให้เลือกสรรตั้งแต่ขนาดเล็กถึงใหญ่ตามงบประมาณและความต้องการใช้งานขององค์กรเมื่อธุรกิจเติบโต

Synology NAS ทุกเครื่องยังมาพร้อมกับ 5 สิทธิ์การใช้งาน MailPlus ฟรี เพื่อให้ผู้ใช้ได้พิจารณาและเปรียบเทียบก่อนปรับใช้งานเต็มรูปแบบ “เพราะต้นทุน คือสิ่งที่หลาย ๆ องค์กรให้ความสำคัญ แต่ด้วยสิทธิ์การใช้งานแบบถาวรของ Synology MailPlus ที่ปราศจากค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการอัปเกรด จึงช่วยลดต้นทุนเซิร์ฟเวอร์เมลของเราได้สูงถึง 66% เมื่อเทียบกับโซลูชันอื่น ๆ ในท้องตลาด” คุณ Zeng Yi-Wen ผู้จัดการด้าน IT ของบริษัท CMC ผู้ผลิตมีเดียการจัดเก็บข้อมูลและผู้นำด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากประเทศไต้หวันกล่าว

นอกเหนือจากจุดเด่นด้านราคาที่เป็นมิตรแล้ว ความเรียบง่ายของ MailPlus ที่จัดการผ่านเว็บอินเทอร์เฟส และการรองรับการผสานรวมของ AD นั้นยังช่วยให้ฝ่าย IT สามารถเข้าใช้งาน ควบคุม และกำหนดค่าการสำรองข้อมูลหรือคลัสเตอร์ได้อย่างยืดหยุ่นเพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูลและลดความเสี่ยงในการหยุดของบริการได้อย่างง่ายดายจากทางไกล รวมถึงนำเสนอแอปพลิเคชันมือถือเพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงกล่องจดหมายและทำงานได้อย่างต่อเนื่องจากทุกที่ “MailPlus ช่วยให้เรานำเสนอบริการเมลที่ปลอดภัยและสะดวกสบายแก่พนักงานตามสาขาต่าง ๆ กว่า 600 ราย และยังพร้อมสำหรับการปรับขยายในอนาคตอีกด้วย” คุณ Zeng กล่าวเสริม

Synology MailPlus คือ เซิร์ฟเวอร์อีเมลส่วนตัว ถูกออกแบบมาสำหรับธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการจัดการเมลที่หลากหลาย

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแพ็กเกจ Synology MailPlus : https://sy.to/g2zpy

แพลตฟอร์มการสื่อสาร Chat ภายในองค์กร เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

นอกเหนือจากบริการไฟล์และเมลที่จำเป็นสำหรับองค์กรแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าซอร์ฟแวร์การสื่อสารส่งข้อความภายในบริษัทก็เป็นส่วนสำคัญหนึ่งในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบ Hybrid และแพ็กเกจ Synology Chat แพลตฟอร์มการสื่อสารส่วนตัวขององค์กรที่โฮสต์บน Synology NAS ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันฟรีที่ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยข้อมูลธุรกิจในการสื่อสารระหว่างพนักงานภายในองค์กรบนซอร์ฟแวร์บริการสื่อสารภายนอก อย่างเช่น Line หรือ Facebook Messenger ที่ไม่สามารถปกป้องได้ “แอปการรับส่งข้อความหลัก ๆ ที่มีอยู่ในตลาดมีความเหมาะสมมากกว่าสำหรับการติดต่อสื่อสารภายนอกกับลูกค้า ด้วย Synology Chat เราสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่การสื่อสารภายในจะรั่วไหลได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญมากต่อการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล” คุณ Zeng กล่าว

พนักงานสามารถสื่อสารภายในอย่างสะดวกและง่ายดายบนไคลเอนต์เดสก์ท็อป เว็บเบราว์เซอร์ หรือแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ทำให้ไม่พลาดการอัปเดตแม้จะทำงานจากระยะไกล พร้อมทั้งยังสามารถจัดการบทสนทนาแบบส่วนตัวและแบบกลุ่มของตนได้อย่างยืดหยุ่น ด้วยตัวเลือกการจัดการขั้นสูงในการค้นหาข้อความ จัดการไฟล์ ลิงก์ รูปภาพและเนื้อหาอื่น ๆ ตามต้องการ “Synology Chat ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการสื่อสารทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูง ยืดหยุ่น และเป็นส่วนตัว iPad ที่แจกจ่ายให้พนักงานขายและโทรศัพท์ Android ของวิศวกรฝ่ายบำรุงรักษาทุกเครื่องจะได้รับการติดตั้งแอปมือถือ Chat และแอปพลิเคชันการเข้าถึงไฟล์อื่น ๆ แอปพลิเคชัน Synology เหล่านี้ได้สร้างสำนักงานเคลื่อนที่ที่ชาญฉลาดและรองรับการข้ามแพลตฟอร์มอย่างสมบูรณ์ ไม่เพียงแต่เราจะได้รับความปลอดภัยจากคลาวด์ส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังได้รับประสบการณ์ผู้ใช้ที่ยืดหยุ่นที่เหนือกว่าคลาวด์สาธารณะอีกด้วย” Yong Hao Nian แผนกข้อมูลของบริษัท Chenlong Motor ตัวแทนจำหน่ายของ รถยนต์ NISSAN ในกรุงไทเป ประเทศไต้หวันกล่าว

แพลตฟอร์มแชท (Chat) แอปพลิเคชันฟรีบนคลาวด์ส่วนตัวของ Synology ช่วยให้พนักงานภายในองค์กรสามารถสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น และลดความเสี่ยงในการรั่วไหลของข้อมูลธุรกิจ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแพ็กเกจ Synology Chat : https://sy.to/q6gun

บทสรุปของโซลูชันทางเลือกระยะยาวสำหรับการทำงานรูปแบบ Hybrid work

จากเพียงแค่ 3 ตัวอย่างแอปพลิเคชันในตัวข้างต้นอย่าง บริการไฟล์ บริการอีเมล และบริการแชท ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อช่วยองค์กรเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ความยืดหยุ่นในการจัดการ และปกป้องข้อมูลขององค์กร ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ส่วนตัวของ Synology NAS นั้น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกโซลูชันด้านการจัดเก็บข้อมูลธุรกิจในระยะยาวที่น่าจับตามองสำหรับการทำงานรูปแบบ Hybrid work

เพราะนอกจากความสามารถและฟีเจอร์ที่ครอบคลุมแล้ว Synology NAS ยังให้ความคุ้มค่าในระยะยาวของด้านงบประมาณไอที เนื่องจากเป็นการลงทุนครั้งเดียว องค์กรจึงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายของค่าสมัครสมาชิกรายปีหรือสิทธิ์การใช้งานซ้ำ ๆ เพิ่มเติม หรือค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ รวมทั้งมาพร้อมกับสิทธิ์ความเป็นเจ้าของข้อมูล ความสามารถในด้านความยืดหยุ่นของการจัดการและควบคุมการเข้าถึงข้อมูลของพนักงาน การปรับขยายพื้นที่จัดเก็บเพื่อรองรับการเติบโตของข้อมูลธุรกิจในอนาคต และอินเทอร์เฟสการผสานรวมกับโซลูชันเดิมที่เป็นมิตรต่อฝ่ายไอที และการรองรับการเข้าถึงข้อมูลบนหลากอุปกรณ์ที่สะดวกและง่ายดายสำหรับพนักงานแม้จะทำงานจากระยะไกล หากองค์กรของคุณกำลังตามมาโซลูชันการทำงานระยะไกลที่คงไว้ซึ่งความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและคุ้มค่าที่สุดในงบประมาณที่จำกัดแล้ว คุณควรพิจารณา Synology NAS เป็นอีกหนึ่งในตัวเลือกของคุณ

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม?

สอบถามข้อมูลสินค้า: https://sy.to/m2hp7

ติดต่อตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย: https://sy.to/ztzaz

from:https://www.techtalkthai.com/3-sysnology-packages-reduce-cost-improve-capability-for-hybrid-work/

[Guest Post] เครื่องมือรักษาความปลอดภัยพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องมี

ทุกวันนี้กระแสการโจมตีทางไซเบอร์มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีจาก แรนซัมแวร์, แฮกเกอร์, มัลแวร์ และไวรัส ล้วนเป็นภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่แท้จริงในโลกดิจิตอล คุณพร้อมรับมือจากภัยคุกคามเหล่านี้หรือยัง และมีเครื่องมือการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานอะไรบ้างที่ทุกองค์กรควรมี เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับองค์กรของตนเอง คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยนได้เรียงลำดับความสำคัญจากภัยคุกคามทางไซเบอร์สำหรับองค์กรดังนี้

ข้อมูลเป็นส่วนสำคัญของทุกธุรกิจ การปกป้องสภาพแวดล้อมไอทีขององค์กรนั้นสำคัญมาก ทุกองค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่วันนี้ได้เกิดการโจมตีและส่งผลกระทบต่อธุรกิจในทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีจาก แรนซัมแวร์, แฮกเกอร์, มัลแวร์ และไวรัส ล้วนเป็นภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่แท้จริงในโลกดิจิตอล

ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกบริษัทจะต้องตระหนักถึงการโจมตีด้านไซเบอร์ที่เป็นอันตรายต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร และจำเป็นต้องรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้แก่องค์กรของตนเองให้สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา ข้อมูลต่อไปนี้คือเครื่องมือการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่ทุกองค์กรควรมี เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับองค์กรของตนเอง โดยเรียงลำดับจากความสำคัญมากไปน้อย ได้ดังนี้

1.) Network Security

Definition: ความปลอดภัยของเครือข่าย คือการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการเข้าใช้งานในทางที่ผิด โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยสำหรับ อุปกรณ์ปลายทาง, เครื่องแม่ข่าย, ผู้ใช้ และแอปพลิเคชัน เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและถูกต้อง

Solutions: Firewall

ไฟร์วอลล์เป็นอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยแบบฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ – ที่ตรวจสอบการรับส่งข้อมูลเครือข่ายทั้งขาเข้าและขาออก และกำหนดว่าจะบล็อกการรับส่งข้อมูลตามกฎความปลอดภัยที่กำหนดไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ไฟร์วอลล์ยังสามารถป้องกันซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายไม่ให้เข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต และยังสามารถกำหนดค่าให้บล็อกข้อมูลตามตำแหน่งได้ (เช่น ที่อยู่ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์) แอปพลิเคชัน หรือพอร์ต และจะอนุญาตให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและจำเป็นผ่านได้เท่านั้น ซึ่งประโยชน์หลักๆ ของไฟร์วอลล์ ได้แก่

  • ตรวจสอบการรับส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
  • ป้องการการโจมตีของมัลแวร์
  • ควบคุมการใช้หรือการเข้าถึง แอปพลิเคชั่นและข้อมูลภายในองค์กร

Products : Firewall

2.) Malware prevention

Definition: สามารถช่วยป้องกันการโจมตีของมัลแวร์ โดยการสแกนข้อมูลที่เข้ามาทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้มีการติดตั้งมัลแวร์และติดไปที่คอมพิวเตอร์ โปรแกรมป้องกันมัลแวร์ยังสามารถตรวจจับรูปแบบขั้นสูงของมัลแวร์และป้องกันการโจมตีจากแรนซัมแวร์ได้อีกด้วย

Solutions: Advanced Endpoint Protection

เป็นซอต์ฟแวร์ที่ติดตั้งบนเครื่องปลายทางเพื่อรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ แทนที่จะสแกนเพื่อตรวจจับมัลแวร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์และป้องกันสิ่งที่เรารู้ แต่ Advanced Endpoint Protection ใช้รูปแบบขั้นสูงของ AI เพื่อตรวจจับภัยคุกคามประเภท Files-Based, File less, Ransomware และ Spyware ด้วย Deep Learning และ Machine Learning ซึ่งการวิเคราะห์เชิงลึกด้วยเทคโนโลยี AI นี้ให้ความแม่นยำได้มากกว่าโซลูชันแบบ Signature และ Heuristic โดยบูรณาการกับการวิเคราะห์แบบสถิต, การควบคุมพอร์ต, อุปกรณ์, การควบคุมสคริปต์ และข้อมูลภัยคุกคาม ควบคู่ไปกับโซลูชันไฟร์วอลล์เพื่อระบุ ตรวจจับ และบล็อกภัยคุกคามที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแบบเรียลไทม์ โดยสามารถกำหนดค่าเพื่อป้องกันหรือตรวจจับไฟล์ที่เป็นอันตรายและใช้เกณฑ์ที่แตกต่างกันซึ่งปรับให้เข้ากับความต้องการของแต่ละองค์กร โดยสามารถครอบคลุมการตรวจจับมัลแวร์ได้ทั้งบน Windows, macOS, Android, Chrome OS, iOS and iPadOS

CU’s Products: Deep Instinct

3.) Backup

Definition: การสำรองข้อมูลเป็นกระบวนการทำสำเนา ข้อมูล (Backup Data) ที่มีมากกว่าเดิมหนึ่งชุด เพื่อให้เราสามารถกู้ข้อมูล (Recovery) จากสถานการณ์ข้อมูลเสียหายหรือสูญหาย และในปัจจุบัน มีบริการสำรองข้อมูลหลายประเภทที่ช่วยให้องค์กรเกิดความมั่นใจได้ว่าข้อมูลมีความปลอดภัยสูงและข้อมูลสำคัญจะไม่สูญหายไปจากภัยธรรมชาติ สถานการณ์การโจรกรรมข้อมูล หรือเหตุฉุกเฉินประเภทอื่น ๆ

Solutions: Backup & Recovery, Ransomware Protection

ความสำคัญของการสำรองข้อมูล โดยหลักการทำงานของ software Backup จะประกอบด้วยคุณลักษณะ ในการจัดการความเสี่ยงความปลอดภัยของข้อมูล และตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลพร้อมใช้งานได้ตามปกติ โดย Software Backup จะใช้เฟรมเวิร์คแบบ end-to-end โดยมีเป้าหมายสูงสุด โดยการกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องสมบูรณ์

  • Cyber/Ransomware Attack Protectionหลังจากการ Backup ข้อมูลเสร็จ ชุดข้อมูลจะทำการถูกล็อคและสามารถแก้ไขได้โดยกระบวนการ software backup เท่านั้น แรนซัมแวร์ แอปพลิเคชัน หรือผู้ใช้ใดๆ ที่พยายามลบ เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไข Data Backup จะถูกปฏิเสธภายในสแต็ก I/O
  • Data Isolation and Air Gapเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการปกป้องข้อมูลรวมถึงการโจมตี และช่วยให้สามารถกู้คืนข้อมูลก่อนถูกการโจมตี โดย Software Backup จะสามารถจัดการกับความปลอดภัยของข้อมูล โดยทำการเข้ารหัสการ backup ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังควบคุมการเข้าถึง Storage ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล backup เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น
  • Monitoring and Detectionวิธีการตรวจสอบและ Monitor ของระบบไฟล์ โดยใช้ข้อมูลในอดีตและอัลกอริทึมในการเรียนรู้เพื่อตรวจจับรูปแบบและพฤติกรรมของระบบไฟล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเปรียบเทียบจากข้อมูลของชุดเดิมในก่อนหน้านี้

CU’s Products: IBM Spectrum Protect Plus, Commvault

4.) Data Security

Definition: การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเป็นวิธีปฏิบัติในการปกป้องข้อมูลจากการเข้าถึง การทุจริต หรือการโจรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต

Solutions: Data Activity Monitoring, Encryption

เครื่องมือการรักษาความปลอดภัยข้อมูลควรเข้าใจว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน การติดตามว่าใครสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ และการบล็อกกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและการเคลื่อนไหวของไฟล์ที่อาจเป็นอันตราย

  • การค้นหาข้อมูลและการจัดหมวดหมู่ กระบวนการระบุข้อมูลที่ละเอียดอ่อนที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูล คลังข้อมูล และสภาพแวดล้อมแบบคลาวด์ แบบอัตโนมัติ
  • การตรวจสอบการใช้ข้อมูล เพื่อดูว่าใครกำลังเข้าถึงข้อมูล ตรวจจับความผิดปกติและระบุความเสี่ยง และสามารถใช้การบล็อกและการแจ้งเตือนแบบไดนามิกสำหรับรูปแบบกิจกรรมที่ผิดปกติ รวมถึงการเข้ารหัส
  • การประเมินความเสี่ยงและวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการตรวจจับช่องโหว่ต่างๆ เช่น ซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย การกำหนดค่าผิดพลาด หรือรหัสผ่านที่ไม่รัดกุม และยังสามารถระบุแหล่งข้อมูลที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะถูกเปิดเผย

CU’s Products: IBM Guardium

5.) Secure Access

Definition: เป็นเทคโนโลยีจัดการและรักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์ปลายทาง แอปพลิเคชัน เนื้อหา และข้อมูลที่หลากหลาย ประกอบด้วยการป้องกันภัยคุกคามบนอุปกรณ์เคลื่อนที่และการทำ Identity-as-a-Service (IDaaS) พร้อมการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (MFA)

Solutions: Unified endpoint management (UEM)

ด้วยแพลตฟอร์ม UEM สามารถช่วยให้องค์กรต่างๆ รักษาความปลอดภัยควบคุมสภาพแวดล้อมไอทีและอุปกรณ์ปลายทางทั้งหมดได้ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็ปท็อป และเดสก์ท็อป นอกจากนี้ยังสามารถช่วยรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ แอปพลิเคชั่น เนื้อหา แยกจากข้อมูลองค์กรได้อีกด้วย

  • ความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน การรักษาความปลอดภัยสามารถระบุได้ว่าต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์ผู้ใช้เพื่อเปิดแอปหรือไม่ สามารถคัดลอก วาง หรือจัดเก็บข้อมูลจากแอปในอุปกรณ์ได้หรือไม่ และผู้ใช้สามารถแชร์ไฟล์ได้หรือไม่
  • การติดตามอุปกรณ์ อุปกรณ์แต่ละเครื่องที่ลงทะเบียนหรือออกโดยองค์กรสามารถกำหนดค่าให้สามารถติดตาม GPS และโปรแกรมอื่นๆ ได้
  • นโยบายคอนเทนเนอร์ ปกป้องแอปพลิเคชั่นและข้อมูลที่สำคัญเพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการทำงานของผู้ใช้และการปกป้องข้อมูลขององค์กร รวมถึงการป้องกันข้อมูลรั่วไหล (DLP)

CU’s Products: IBM MaaS360

6.) Network Monitoring

Definition: การตรวจสอบและวิเคราะห์เหตุการณ์แบบเรียลไทม์ ตลอดจนการติดตามและบันทึกข้อมูลความปลอดภัยเพื่อวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือการตรวจสอบสำหรับกิจกรรมที่ผิดปกติซึ่งอาจบ่งบอกถึงการโจมตีที่เป็นภัยคุกคามได้

Solutions: Security Information Event Management

SIEM เป็นการดำเนินการเชิงรุกเพื่อตรวจสอบและลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของไอที โดยติดตามกิจกรรมเครือข่ายทั้งหมดของผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อตรวจจับภัยคุกคามไม่ว่าจะเข้าถึงสินทรัพย์และบริการดิจิทัลที่ใดก็ตาม การวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อระบุและทำความเข้าใจรูปแบบข้อมูลที่ซับซ้อน ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์และให้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อค้นหาและบรรเทาภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นต่อความปลอดภัยของธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

  • การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ การหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยหรือการโจมตีที่เกิดจากบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเครือข่ายของบริษัท
  • การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ช่วยให้สามารถตรวจสอบและรายงานการปฏิบัติตามข้อกำหนดแบบรวมศูนย์ทั่วทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจทั้งหมด
  • การตรวจจับภัยคุกคามขั้นสูงและที่ไม่รู้จัก สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก การใช้ฟีดข่าวกรองภัยคุกคามแบบบูรณาการและเทคโนโลยี AI

CU’s Products: IBM Qradar SIEM

7.) Data Loss Prevention (DLP)

Definition: การป้องกันข้อมูลรั่วไหล (DLP) คือชุดเครื่องมือและกระบวนการที่ใช้เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะไม่สูญหาย ใช้ในทางที่ผิด หรือเข้าถึงโดยผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาต

Solutions: Data Loss Prevention (DLP)

ซอฟต์แวร์ DLP สามารถจำแนกประเภทข้อมูลที่มีการควบคุม เป็นความลับ และมีความสำคัญทางธุรกิจ และระบุนโยบายการละเมิดที่กำหนดโดยองค์กรหรือภายในชุดนโยบายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งโดยทั่วไปจะขับเคลื่อนโดยการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น HIPAA, PCI-DSS หรือ GDPR เมื่อตรวจพบการละเมิดดังกล่าวแล้ว DLP จะบังคับใช้การแก้ไขด้วยการแจ้งเตือน การเข้ารหัส และการดำเนินการป้องกันอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ปลายทางแชร์ข้อมูลที่อาจทำให้องค์กรตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่ได้ตั้งใจหรือโดยประสงค์ร้าย DLP ยังจัดให้มีการรายงานเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและข้อกำหนดด้านการตรวจสอบ และระบุจุดอ่อนและความผิดปกติสำหรับการทำ forensic และการตอบสนองต่อเหตุการณ์

  • สามารถระบุ จัดประเภท และติดแท็กข้อมูลที่ละเอียดอ่อน และตรวจสอบกิจกรรมและเหตุการณ์ที่อยู่รอบๆ ข้อมูลนั้น
  • สามารถช่วยติดตามข้อมูลขององค์กรบนปลายทาง เครือข่าย และระบบคลาวด์

Products : Data Loss Prevention (DLP)

8.) Email Security

Definition: ความปลอดภัยของเป็นขั้นตอนและเทคนิคต่างๆ ในการปกป้องบัญชีอีเมล เนื้อหา และการสื่อสารจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต การสูญหาย โดยอีเมลมักใช้ในการแพร่กระจายมัลแวร์ สแปม และการโจมตีแบบฟิชชิ่ง

Solutions: Threat Removal /Web Gateway Security

Threat Removal Tool ใช้เทคโนโลยี CDR ในการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ โดยใช้กระบวนการ Extract, Verify และ Build 3 ขั้นตอนเพื่อส่งข้อมูลที่ปราศจากมัลแวร์ 100% แทนที่จะพยายามตรวจจับมัลแวร์ แต่ทำงานโดยดึงข้อมูลธุรกิจที่ถูกต้องออกจากไฟล์ ตรวจสอบว่าข้อมูลที่แยกออกมานั้นมีโครงสร้างที่ดี แล้วสร้างไฟล์ใหม่เพื่อนำข้อมูลไปยังปลายทาง

  • แทนที่จะระบุมัลแวร์ที่รู้จัก Threat Removal Tool CDR จะนำข้อมูลและดึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกมา
  • ข้อมูลที่แยกออกมาจะถูกแปลงเป็นรูปแบบตัวกลาง
  • การป้องกันภัยคุกคามขั้นสูงและกระบวนการป้องกันแรนซัมแวร์ทำให้แน่ใจได้ว่าจะไม่มีภัยคุกคามหรือการโจมตีไปถึงขั้นต่อไป
  • ข้อมูลดั้งเดิมจะถูกจัดเก็บหรือทิ้งไปพร้อมกับมัลแวร์
  • ข้อมูลใหม่จะถูกสร้างขึ้นในลักษณะที่เป็นมาตรฐาน โดยมีข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว
  • ข้อมูลใหม่จะจำลองข้อมูลเดิมโดยไม่มีภัยคุกคามจากมัลแวร์ฝังตัว

CU’s Products: Deep Secure

9.) Identity and Access Management

Definition: การจัดการข้อมูลประจำตัวและการเข้าถึง หรือ IAM เป็นความปลอดภัยที่ทำให้องค์กรใช้ทรัพยากรที่ได้อย่างเหมาะสม IAM ประกอบด้วยระบบและกระบวนการที่อนุญาตให้ผู้ดูแลระบบไอทีกำหนดข้อมูลประจำตัวดิจิทัลเดียวให้กับแต่ละเอนทิตี ตรวจสอบความถูกต้องเมื่อเข้าสู่ระบบ อนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรที่ระบุ และตรวจสอบและจัดการข้อมูลประจำตัวเหล่านั้น

Solutions: Identity Management, SSO

การกำหนดวิธีในการให้สิทธิ์การเข้าถึงและสิทธิพิเศษแก่แต่ละเอนทิตี แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดการการเข้าถึงในปัจจุบันคือ ‘สิทธิพิเศษน้อยที่สุด’ หมายถึงการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงเอนทิตีหรือแอปพลิเคชันแต่ละรายการให้กับทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำงานหรือทำงานให้เสร็จสมบูรณ์เท่านั้น และในระยะเวลาที่สั้นที่สุดหรือที่จำเป็นเท่านั้น

  • การจัดการการเข้าถึงแบบมีสิทธิพิเศษ (PAM) สิทธิ์การเข้าถึงถูกสงวนไว้สำหรับผู้ใช้เช่นผู้ดูแลระบบหรือบุคลากร DevOps ที่จัดการหรือเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชัน ฐานข้อมูล ระบบ หรือเซิร์ฟเวอร์ ข้อมูลประจำตัวเหล่านี้มักเป็นเป้าในการโจมตีทางไซเบอร์ โซลูชัน PAM แยกบัญชีเหล่านี้ออกและติดตามกิจกรรมเพื่อป้องกันการขโมยข้อมูลหรือการใช้สิทธิ์ในทางที่ผิด
  • Single Sign On การลงชื่อเพียงครั้งเดียวจากอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามพร้อมการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (MFA)

CU’s Products: IBM Security Verify

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

โทร 02 311 6881 #7156 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

เขียนบทความโดย คุณ ทวีศักดิ์ ศรีนาค  

Presales Software Specialist

บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด      

from:https://www.techtalkthai.com/cu-cyber-security-guide-and-portfolio-mapping/

[Guest Post] เปิดตัว IBM Power10 เครื่องเซิร์ฟเวอร์ทรงพลังพร้อมซีพียูประมวลผลล่าสุด

Power10 เซิร์ฟเวอร์ระดับ เอ็นเตอร์ไพรส์รุ่นล่าสุดจาก IBM ก้าวล้ำด้วยประสิทธิภาพที่เร็วและ แรงขึ้น 3 เท่าจากรุ่นก่อน ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนงานทางด้าน AI และ Hybrid Cloud รองรับความปลอดภัยขั้นสูงสุดตั้งแต่ระดับ Core ไปจนถึง Cloud เพื่อป้องกันข้อมูล แอปพลิเคชัน และระบบงานที่สำคัญของทุกองค์กร

ทาง IBM มีการเปิดตัวเครื่องเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่านมา ซึ่งทาง IBM ยังคงนำเสนอเครื่องในตระกูล Power Systems อันทรงพลังเช่นเดิม แต่ออกแบบและพัฒนาต่อยอดไปอีกขั้นโดยเปิดตัวซีพียูประมวลผลรุ่นล่าสุด Power10 ที่ผลิตบนมาตรฐานการผลิตชิปเซ็ตสถาปัตยกรรมสมัยใหม่แบบ 7 nm ทำให้ประสิทธิภาพและความสามารถในการประมวลผลเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ช่วยให้เครื่องเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่นี้ทำงานได้ดีขึ้นแต่ใช้พลังงานต่ำลง แน่นอนว่าผู้ใช้ระดับองค์กรได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนระบบไปใช้เครื่อง Power10 เต็ม ๆ นั่นคือ การทำงานของแอปพลิเคชันหรือระบบงานเดิมทำงานได้เร็วขึ้น หรือรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น หรือระบบโดยรวมมีเสถียรภาพสูงขึ้น ลดปัญหา Downtime ที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าของระบบได้เป็นอย่างดี ทำให้ธุรกิจของคุณไม่สะดุด

เราน่าจะได้เห็นหรือได้ยินข่าวที่มีหลายองค์กรหลายได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ Malware และ Ransomware มากมายอย่างต่อเนื่อง ทำให้เสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากและจำเป็นลำดับแรก ๆ ของทุกบริษัทหรือทุกองค์กร เพราะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของข้อมูลที่รั่วไหลเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงความผิดทางพรบ. คอมพิวเตอร์ และข้อบังคับในการจัดการข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ไปจนถึงภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของธุรกิจองค์กรในวงกว้างอีกด้วย ซึ่ง IBM Power Systems เป็นแพลตฟอร์มที่คำนึงถึงเรื่องของเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบมาเป็นอันดับแรกมานมนาน จะเห็นได้จากข่าวคราวการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นแทบจะไม่มีข่าวมาจาก IBM Power เลย และใน Power10 รุ่นล่าสุดที่ออกมา ก็ยังเพิ่มเติมความสามารถทางด้านความปลอดภัยของระบบหรือ Cyber Resilience ให้เหนือล้ำไปอีกขั้น และไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ สามารถเข้ารหัสข้อมูลที่เก็บอยู่ใน Memory และป้องกันการโจมตีหรือขโมยข้อมูลที่รับส่งในระดับหน่วยความจำได้อีกด้วย เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันโดยเฉพาะระบบฐานข้อมูลหลักขององค์กรมีแนวโน้มที่จะเก็บหรือพักข้อมูลสำคัญไว้ใน Memory มากขึ้นเพื่อความเร็วในการให้บริการเป็นสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด อาทิ ระบบ SAP HANA

credit : IBM

ดังนั้น Power10 จึงเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่ใส่ความสามารถที่ชื่อว่า Transparent Memory Encryption หรือการเข้ารหัสข้อมูลในระดับ Memory ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาโปรแกรมเสริมภายนอกและไม่กระทบประสิทธิภาพการทำงานของแอปพลิเคชันหลักที่ใช้งานอยู่ เพราะ Power10 มี Crypto Engine ฝังอยู่ในชิปเซ็ตเพื่อจัดการการเข้ารหัสและถอดรหัสในเครื่อง Power10 และใน Memory โดยเฉพาะ ด้วยความสามารถนี้ การเลือกใช้ Power10 สำหรับระบบงานสำคัญขององค์กรจึงทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าระบบงานของคุณจะได้รับการป้องกันการโจมตีและการขโมยข้อมูลทั้งหมดที่ส่งเข้าออกจากหน่วยความจำได้ทันทีและไม่หน่วงการทำงานของแอปพลิเคชันหลักที่ให้บริการอยู่

นอกจากเรื่องของการรักษาความปลอดภัยของ Power10 ที่โดดเด่นแล้ว การที่ Power10 ยังช่วยลดผลกระทบกับธุรกิจจาก Downtime ที่ไม่ได้คาดหวังหรือการหยุดชะงักของระบบที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าได้อีกด้วย การันตีจากได้อันดับหนึ่งจากผลการสำรวจขององค์การทางด้านความเสถียรของฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการเป็นเวลามากกว่า 12 ปีติดต่อกัน ล่าสุด Power10 มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ในการเพิ่มเสถียรภาพให้กับ Memory ที่เรียกว่า Open Memory Interface (OMI) เพื่อป้องกันปัญหา ในกรณีที่เกิดความผิดปกติกับหน่วยความจำ จนอาจจะทำให้ระบบหยุดทำงานหรือใช้งานไม่ได้เลยทีเดียว โดยเทคโนโลยีนี้จะรวมถึงการมีหน่วยความจำสำรองหรือ Spare Memory ที่สามารถนำมาใช้งานได้ทันทีในกรณีที่หน่วยความจำหลักบางส่วนมีปัญหาหรือใช้งานไม่ได้ และยังมีกลไกที่จะข้ามหรือปิดการใช้งานแผงวงจร Memory ส่วนที่เสียหายออกไป ทำให้ภาพรวมของ Power10 สามารถช่วยให้ระบบมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับมาตรฐาน

ในด้านของความยืดหยุ่นเมื่อลูกค้าเลือกใช้ IBM Power10 นั่นคือ รองรับการทำงานแบบ Hybrid Cloud โดยเฉพาะ ซึ่ง Power10 เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานในรูปแบบของ Pay-per-use หรือการจ่ายเงินเพิ่มเพื่ออัพเกรดเครื่องตามปริมาณการใช้งานทรัพยากรของระบบที่ถูกใช้ไปตามความต้องการของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลา ลูกค้าสามารถรับข้อเสนอนี้ได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์มาใช้งานทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์หรือ On-premise และการใช้งานบน Public Cloud หรีอ Off-premise ผ่านบริการที่ชื่อว่า Power Virtual Server บน IBM Cloud

ในส่วนของการตรวจสอบดูแลและการบริหารจัดการเครื่อง IBM Power Systems ลูกค้าสามารถใช้โปรแกรมพื้นฐานที่ทาง IBM มีให้และโปรแกรมเสริมอื่น ๆ เช่น PowerVC, Cloud Management Console (CMC), Ansible, Terraform และ VMware vRealize Suite เป็นต้น ทำให้คุณสามารถบริหารจัดการระบบได้อย่างง่ายดายแบบรวมศูนย์ และสามารถบริหารจัดการทั้งระบบงานแบบ Virtualization เดิม ๆ รวมไปถึงระบบงานแบบ Cloud Native Apps บนพื้นฐานของ Kubernetes และ Red Hat OpenShift ไปได้พร้อมกันเป็นอย่างดี ทำให้องค์กรประหยัดเพราะลูกค้าสามารถนำเอาระบบงานหลักเช่น ระบบฐานข้อมูล Oracle Database หรือระบบ SAP ที่รองรับการติดตั้งแบบ Virtual Machine บน AIX หรือ IBM i เท่านั้น ย้ายขึ้นมาทำงานบน Power10 ได้ทันที พร้อมกันนั้น ทรัพยากรที่เหลืออยู่ก็สามารถติดตั้ง Red Hat OpenShift เพื่อติดตั้งบริการใหม่ ๆ ในรูปแบบ Microservices หรือ Cloud Native Apps บนเครื่องเดียวกันได้อีก เพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลระหว่างกันได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์กข้ามเครื่องอีกด้วย หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าเราสามารถรวมเอาระบบงานต่าง ๆ ที่ใช้งานอยู่ในองค์กร ทั้งสำคัญมากและสำคัญน้อยมา Consolidate รวมกัน ทำให้ใช้ฮาร์ดแวร์น้อยลงแต่คุ้มค่ามากขึ้น ทั้งยัง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น ตอบสนองธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และง่ายต่อการบริหารจัดการหรือปรับเปลี่ยนได้ทันต่อความต้องการของธุรกิจหรือการแข่งขันทำให้เราไม่เสียโอกาสทางธุรกิจไป

credit : IBM

อีกความสามารถหนึ่งที่ลืมไปไม่ได้เลยก็คือ ความสามารถที่ช่วยเพิ่มความเร็วในขั้นตอนของการเป็นทรัพยากรของระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จาก Power10 เพราะทาง IBM ก็มีการเพิ่มความสามารถของชิปเซ็ตหน่วยประมวลผลด้วยการพัฒนาชุดคำสั่ง Matrix Math Accelerator (MMA) มาพร้อมกับ Power10 ที่จะช่วยให้การทำงานหรือประมวลผลของ AI Model ที่เรียกว่า AI Inferencing เพราะมีการเพิ่มชุดคำสั่งในการส่งข้อมูลจากส่วนของการปฏิบัติงาน (Operational) เพื่อไปประมวลผลใน GPU ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย มีการออกแบบที่เพิ่มขนาดของแบนด์วิดธ์เพื่อช่วยลดการหน่วงเวลาหรือ Latency ของการประมวลผลทางด้าน Machine Learning ได้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อย 10 เท่าเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ สำหรับบริษัทหรือองค์กรที่มองหาแพลตฟอร์มหรือเครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับรันระบบงานหลักขององค์กร ทุกที่ต่างก็ต้องการระบบงานที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูงขึ้นอย่างแน่นอน รองรับการทำงานที่หลากหลาย และช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้อักโข พร้อมทั้งสามารถบริหารจัดการได้ง่ายดาย สามารถมองหา IBM Power10 ไว้เป็นทางเลือกต้น ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้แล้ววันนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

โทร 02 311 6881 #7151, 7156 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

เขียนโดย

ธนกฤต  โลเกศกระวี

Pre-sales Specialist บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

from:https://www.techtalkthai.com/intro-to-ibm-power10-by-cu/

[Guest Post] Vertiv เปิดตัวสายผลิตภัณฑ์โซลูชันระบายความร้อนดาต้าเซ็นเตอร์พลังแรงขนาดกะทัดรัดรุ่นใหม่

Vertiv เปิดตัวสายผลิตภัณฑ์โซลูชันระบายความร้อนดาต้าเซ็นเตอร์พลังแรงขนาดกะทัดรัดรุ่นใหม่ สำหรับเอดจ์และห้องปฏิบัติการไอทีขนาดเล็กในทวีปเอเชีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

Vertiv (NYSE: VRT) ผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญและโซลูชันความต่อเนื่องระดับโลกได้แถลงข่าวเปิดตัว Vertiv™ Liebert® DM ผลิตภัณฑ์ใหม่ในสายโซลูชันบริหารจัดการความร้อน ซึ่งออกแบบมาสำหรับห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ตู้เก็บอุปกรณ์ไอที และอุปกรณ์แอปพลิเคชันเอดจ์ชนิดต่าง ๆ ทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง  โดยขณะนี้ผลิตภัณฑ์ Liebert DM ที่มีค่าพิสัยตั้งแต่ 7 จนถึง 27 kW มีจำหน่ายแล้วทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ผลิตภัณฑ์โซลูชันบริหารจัดการความร้อนรุ่น Liebert DM เป็นอุปกรณ์แบบตั้งพื้นและใช้อัลกอลิธึมอัจฉริยะในการประมวลผล โดยมีระบบทำความเย็นที่ใช้ในระดับองค์กร เหมาะสำหรับห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และตู้เก็บอุปกรณ์โครงข่าย ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ร้อนเกินไปและป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ไอที หยุดการทำงาน อีกทั้งยังออกแบบมาให้ทำงานได้ทุกช่วงอุณหภูมิตลอดทั้งปี รวมถึงมีการควบคุมความชื้นของอุปกรณ์แอปพลิเคชัน ไอที อีกด้วย มากกว่านั้น Liebert DM ยังมีค่าอัตราส่วนความร้อนสัมผัส (SHR) สูงกว่า 0.9  ซึ่งเป็นค่าเหมาะสมในการช่วยระบายความร้อนของระบบอุปกรณ์ไอที เมื่อเทียบกับโซลูชันระบายความร้อนเพื่อความสบาย (comfort cooling) มาตรฐานรุ่นอื่น ๆ

Liebert DM series เป็นโซลูชันการระบายความร้อนที่มีขนาดกะทัดรัดและเหมาะสมสำหรับการใช้งานที่มีความสำคัญมาก เช่น ห้องปฏิบัติการไอทีขนาดเล็กและโครงสร้างพื้นฐาน Edge Computing ในวงการธนาคาร การดูแลสุขภาพ ภาครัฐ การขนส่ง และพลังงาน โซลูชันนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการระบบทำความเย็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ และไวต่ออุณหภูมิ โดยต้องทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงและทำให้สภาพแวดล้อมภายในเกิดความเสถียร  นอกจากนี้ Liebert DM ยังเหมาะสำหรับการประยุกต์ใช้กับห้องเก็บแบตเตอรี่และห้องควบคุมในโรงงานอุตสาหกรรมและภาคการผลิตอีกด้วย

ผู้ใช้สามารถเลือกเชื่อมต่อได้ถึง 4 ยูนิตในซีรีส์ Liebert DM ภายในเครือข่ายเดียวกัน และด้วยคุณสมบัติการหมุนอัตโนมัติ ผู้ใช้สามารถติดตั้ง กำหนดค่า และซิงค์กับ Liebert DM ได้หลายยูนิต เพื่อช่วยจัดการโหลดความร้อนให้เหมาะสมที่สุดสำหรับแทบทุกระบบอุปกรณ์ไอที ตัวอย่างเช่น ลูกค้าอาจเลือกติดตั้ง Liebert DM สี่ยูนิตในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และตั้งโปรแกรมให้ทำงานเป็นรอบและตามกำหนดเวลา จึงมั่นใจได้ว่ามีการกระจายโหลดเท่ากันและทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้คุณสมบัติด้านการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีอยู่ใน Liebert DM จะตรวจจับการทำงานล้มเหลวแบบอัตโนมัติ โดยส่งสัญญาณเตือนเพื่อดำเนินการทันที เพื่อให้มั่นใจว่ามีการระบายความร้อนได้อย่างเหมาะสม

ผลิตภัณฑ์ Liebert® DM มาพร้อมกับส่วนควบคุมที่ใช้งานง่ายและสะดวกสบาย รวมถึงหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ตลอดจนการแสดงผลอุณหภูมิของอากาศที่ถูกดูดกลับมาและความชื้นสัมพัทธ์แบบกราฟฟิกเรียลไทม์ มากกว่านั้น Liebert DM ยังมีคุณสมบัติอัจฉริยะในตัวที่เพิ่มการป้องกันหลากหลายรูปแบบต่าง เช่น การป้องกันด้วยรหัสผ่านสามชั้น การแจ้งเตือนทางอีเมลและ SMS เมื่อใช้ฟังก์ชันการตรวจสอบจากระยะไกล เป็นต้น

คุณ Preetam Shah ผู้อำนวยการฝ่ายการนำเสนอผลิตภัณฑ์และการจัดการโซลูชันด้านความร้อนอุปกรณ์ Edge แห่ง Vertiv ภาคพื้นเอเชียและอินเดียกล่าวว่า “ในปัจจุบันนี้ธุรกิจจำนวนมากกำลังพึ่งพาหน่วยประมวลผลทางไอทีอันซับซ้อนเพื่อขับเคลื่อนแอปพลิเคชันดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจในแต่ละวัน หากเมื่อใดก็ตามที่ส่วนประกอบอันละเอียดอ่อนเหล่านี้เกิดความล้มเหลว ก็อาจนำไปสู่ความเสียหายที่อาจส่งผลเสียร้ายแรงได้ นั่นก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมอุปกรณ์แอปพลิเคชันเหล่านี้จึงควรใช้การระบายความร้อนที่มีความแม่นยำมากกว่าการปรับอากาศเพื่อความสบาย (comfort cooling) ทั้งนี้ก็เพื่อให้อุปกรณ์ไอทีทำงานได้อย่างเหมาะสม  ผลิตภัณฑ์ Liebert DM จึงเหมาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากมีคุณสมบัติที่มีศักยภาพสูงอีกทั้งยังประหยัดพลังงาน ซึ่งช่วยระบายความร้อนได้ที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีการเดิม”

ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันบริหารจัดการความร้อนได้ที่ Vertiv.com

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-vertiv-launch-liebert-dm/

GIGABYTE Webinar: The Future of Open-Source Powered Infrastructure Cloud Technologies

GIGABYTE ร่วมกับ NIPA Cloud ขอเรียนเชิญผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ที่สนใจเรื่อง Cloud Technologies เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “The Future of Open-Source Powered Infrastructure Cloud Technologies“ พร้อมเปิดเผยแนวคิดและเทคโนโลยีเบื้องหลังของ NIPA Enterprise Public Cloud คลาวด์สัญชาติไทยที่ใช้เทคโนโลยี Open Source ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น OpenStack Compute, Ceph Storage และ Tungsten Fabric Networking ก่อเป็น Cloud Infrastructure เทียบเท่าคลาวด์ระดับโลก พร้อมด้วย GRAID Technology จาก GIGABYTE และ AMD EPYC 3rd Gen ในวันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2021 เวลา 14:00 น. ผ่านทาง Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: The Future of Open-Source Powered Infrastructure Cloud Technologies
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2021 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_30sv7e5SSRquwKi_R6-Teg

เป็นเวลานานกว่า 10 ปีแล้วที่เทคโนโลยี OpenStack ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีคลาวด์ให้ถึงจุดที่สามารถนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิผล (Plateau of Productivity) และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก เราสามารถนำ Openstack มาใช้และทำให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล รวมถึงอนาคตที่จะต่อยอดไปสู่ Hybrid Cloud และ 5G ได้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

บริษัท นิภา เทคโนโลยี จำกัด ได้ศึกษาและทำการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี OpenStack มานานกว่า 4 ปี สร้างทีมงานที่เป็นคนไทยทั้งหมด และเครื่องมือที่สามารถดึงศักยภาพของ Openstack ออกมาใช้งานอย่างเต็มที่ผ่านซอต์ฟแวร์ Nipa Cloud Platform (NCP) จนสามารถเปิดตัว Enterprise Public Cloud รุ่นล่าสุด สู้กับคลาวด์ระดับโลกได้ด้วยเซิร์ฟเวอร์อันทรงพลังจาก GIGABYTE และ CPU จาก AMD EPYC ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรทั้งทางด้านธุรกิจและเทคนิค ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนที่ต่ำ ความสามารถที่ครอบคลุม และการใช้งานที่รวดเร็ว พร้อมมาตรฐานที่นานาชาติให้การรับรองมามาอย่างมากมาย

กำหนดการ

  • Enterprise Public Cloud – It’s Time to Migrate to Local Cloud with Global Standards
    รู้จัก Nipa Cloud คลาวด์สัญชาติไทยสำหรับธุรกิจองค์กรที่มี SLA 99.99% เทียบเท่าคลาวด์ระดับโลก พร้อมเปิดเผยแนวคิดและเทคโนโลยีเบื้องหลัง ได้แก่ OpenStack: Victoria และ Tungsten Fabric บน AMD EPYC 2nd Gen และ GIGABYTE Cloud Servers พัฒนาโดยทีมงานคนไทย และผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 27001, ISO 20000-1, ISO 29110 และ CSA STAR
    บรรยายโดย: ดร. อภิศักดิ์ จุลยา CEO & Founder จาก NIPA Cloud
  • Software-Defined Storage by Ceph – Performance & Scale
    แนะนำ Ceph โซลูชัน Storage เบื้องหลังที่ทีมงาน R&D ของ Nipa Cloud ได้ออกแบบ ติดตั้ง และใช้งานในระบบ Enterprise Cloud ซึ่งสามารถขยายระบบได้อย่างไร้ขีดจำกัด มีความเรียบง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เหมาะสำหรับ Data Pipelines แบบใหม่ ด้วยวิศวกรรมล่าสุดสำหรับ Data Analytics, AI/ML และ Workloads สมัยใหม่ พร้อมการปกป้องข้อมูลและ Hardware Failure อย่างครบครัน
    บรรยายโดย: คุณอริย์ธัช บุญตานนท์ Product Manager จาก NIPA Cloud
  • GIGABYTE & GRAID – The Future of Enterprise Data Protection
    GIGABYTE ร่วมลงทุนใน  GRAID Technology เพื่อพัฒนามาตรฐานใหม่ในการป้องกัน Enterprise/Cloud Data เราได้พัฒนา NVMe และ NVMeoF RAID Card ชิ้นแรกของโลก (NVMe SSD RAID) เพื่อให้ใช้งาน SSD ได้เต็มประสิทธิภาพ 100% ด้วยซอฟต์แวร์พิเศษและโซลูชันฮาร์ดแวร์ที่ยีดหยุ่นและทรงพลัง
    บรรยายโดย: คุณจุฑาทิพ กุมาร Marketing Communications Manager จาก GIGABYTE 
  • AMD EPYC 3rd gen : นิยามบทใหม่ สำหรับ Cloud Computing
    รู้จัก AMD EPYC™ เจเนอเรชันที่ 3 เป็น CPU เซิร์ฟเวอร์ x86 ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก กำหนดมาตรฐานใหม่ที่เหนือกว่าทั้งประสิทธิภาพ ความมั่นคงปลอดภัย และความสามารถในการปรับขยายเพื่อตอบสนองความต้องการปริมาณงานที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุดสำหรับ โครงข่าย Cloud Computing ในปัจจุบัน
    บรรยายโดย: คุณวีรวุฒิ วุฒิเลิศอนันต์ Solutions Architect: ASEAN จาก AMD

from:https://www.techtalkthai.com/gigabyte-webinar-the-future-of-open-source-powered-infrastructure-cloud-technologies-2/

CloudJump webinar: Manage Modernize and Secure your Data with Veeam & AWS [26 ต.ค. 2021 – 13.30น.]

AIS Business ร่วมกับ AWS และ Veeam ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนา CloudJump webinar ในหัวข้อ Manage Modernize and Secure your Data with Veeam & AWS ในวันที่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 13:30 – 15:00 น.

โดยในงานนี้ ท่านจะได้รู้จักกับ Solution จาก Veeam และ AWS ที่จะช่วยให้ท่านสามารถทำการสำรองข้อมูลต่างๆที่อยู่ภายใต้ Hybrid Cloud ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล และยังสามารถทำการย้ายข้อมูลได้อย่างยืนหยุ่นและปลอดภัย

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

วันที่ 26 ตุลาคม 2021
เวลา 13.30น. – 15.00น.
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย): https://app.livestorm.co/ais/cloudjump-webinar-manage-modernize-and-secure-your-data-with-veeam-and-aws?type=detailed 

พบกับเนื้อหาดังต่อไปนี้ในงาน Webinar ครั้งนี้

Modern Data Protection

Solution จาก Veeam ที่จะช่วยจัดการข้อมูลต่างๆที่อยู่ภายใต้ Hybrid Cloud ให้สามารถทำการโยกย้ายได้อย่างอิสระ ในการทำ Cloud Data Management ดังนั้นการเลือกใช้เครื่องมือจัดการข้อมูลองค์กร ถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการปกป้องข้อมูล และการกู้คืนข้อมูลได้ในระดับที่ธุรกิจองค์กรต้องการด้วย

Transform your data to Cloud with AWS

บริการพื้นที่เพื่อจัดเก็บ และปกป้องข้อมูลบน Cloud ไม่ว่าปริมาณเท่าใด รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ใช้งานได้ง่าย มีบริการรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด การกำกับดูแล และ รองรับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนด จาก AWS

Data Backup as a Service with AIS

บริการ จาก AIS สำหรับจัดเก็บข้อมูล cloud ของลูกค้าที่ใช้งานอยู่แบบ On premise หรือ Enterprise cloud ไปไว้ที่ AWS -S3 ผ่านซอฟต์แวร์ Veeam license และบริการ backup managed service ที่จะคอย monitor จากทำงานให้ลูกค้า

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ครั้งนี้ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://app.livestorm.co/ais/cloudjump-webinar-manage-modernize-and-secure-your-data-with-veeam-and-aws?type=detailed

from:https://www.techtalkthai.com/cloudjump-webinar-manage-modernize-and-secure-your-data-with-veeam-and-aws-by-ais-business/

VMware เตรียมพัฒนาโซลูชัน Software-defined Memory เพิ่มใน vSphere

VMware เตรียมพัฒนาโซลูชัน Software-defined Memory เพิ่มใน vSphere สร้างเป็น Memory Server ที่สามารถแชร์ได้ทั้ง Cluster

DRAM มีสัดส่วนถึง 40% ในราคาของ Server ในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีราคาแพง แต่ก็ยังคงมีความต้องการสูง เนื่องจาก Workload ในปัจจุบันมีการประมวลผลแบบ In-memory นอกจากนี้ผู้ใช้งานจำนวนมากยังกล่าวว่า Memory เริ่มเป็นคอขวดมากกว่าการเข้าถึง Storage แล้ว

VMware เตรียมช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการสร้างเป็น Memory Service สำหรับแอพพลิเคชัน และจะใส่ฟีเจอร์ดังกล่าวลงใน VMware vSphere ล่าสุดได้มีการเปิดเผยรายละเอียดในงาน VMwold ว่าได้มีการพัฒนาโครงการในชื่อ “Project Capitola” มามากกว่า 2 ปีแล้ว ซึ่งจะช่วยให้แอพพลิเคชันสามารถเข้าถึง DRAM ผ่านทาง CXL-attached memory และ CXL-over-Ethernet ได้ โดยมองเหมือนกับว่าเป็น Pool ของ Storage ซึ่ง vSphere จะตรวจสอบหน่วยความจำที่ใช้งานบ่อยและเก็บไว้บน Physical Memory อย่างเหมาะสม เพื่อทำเป็น Memory Tiering

Container หรือ VM จะสามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ทันที โดยที่นักพัฒนาไม่จำเป็นต้องพัฒนาโค้ด Memory Tiering เอง คาดว่าบริการนี้จะส่งผลดีต่อผู้ให้บริการ Cloud ขนาดเล็กและขนาดกลางที่ต้องการเพิ่มบริการของตนเองให้กับลูกค้าที่ต้องการ Service ที่ความเร็วไม่สูงนัก โดยจะช่วยให้เกิด Tier บริการใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายถูกลง

อย่างไรก็ตามฟีเจอร์นี้อาจทำให้ความเร็วในการเข้าถึง DRAM ลดลง และเพิ่ม Bandwidth การใช้งานเครือข่ายจำนวนมาก แต่ก็แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายในการซื้อ Server ที่ลดลง 30 – 50% เลยทีเดียว โดยอาจมี Server ที่เน้นบรรจุ RAM อย่างเดียวออกวางจำหน่ายในอนาคต

VMware ยังไม่ได้เปิดเผยว่าจะเริ่มให้ใช้งานฟีเจอร์นี้เมื่อไหร่ แต่ปัจจุบันมีการพูดคุยกับผู้ผลิตหน่วยความจำหลายราย เช่น Samsung, Intel และ Micron เพื่อให้เทคโนโลยีนี้พร้อมใช้งาน

ที่มา: https://www.theregister.com/2021/10/11/vmware_project_capitola_explained/

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-announces-software-defined-memory-integrate-into-vsphere/

[Guest Post] HPE MSA Gen6 Storage Pack สุดคุ้ม

HPE MSA Storage นั้น คือ SAN ชนิดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นโซลูชั่นที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ Storage ขององค์กร ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด มีราคาค่อนข้างหลากหลาย จึงเหมาะกับการใช้งานได้ทั้งในตั้งแต่องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่สบายใจด้วย Online Service แบบไม่มีวันหยุด (24*7)

HPE Modular Smart Array หรือเรียกย่อๆ กันว่า MSA นั้น ก็คืออุปกรณ์สำหรับโซลูชั่น SAN ชนิดหนึ่ง ได้รับความนิยมการใช้งานมาอย่างยาวนาน เป็นแนวหน้าในวงการ ถือเป็น Solution ระดับ Entry-Level หรือตัวเริ่มต้น สำหรับองค์กรที่ต้องการลงทุนเครื่องมือในการบริหารจัดการ Storage ของบริษัทให้เป็นระบบ

  • ราคาจับต้องได้ – MSA San Storage นั้นมีโมเดลและสเปคให้เลือกใช้งานหลากหลายมาก จึงสามารถเลือกซื้อได้ตามงบประมาณ
  • เรียบง่าย – มีวิธีการใช้งานที่ง่าย ใครๆ ก็ใช้ได้
  • รวดเร็ว – ด้วยเทคโนโลยี 6th Generation MSA ทำให้ประมวลผลได้เร็วขึ้น
  • อัพเกรดได้ – ตัวอุปกรณ์มีความยืดหยุ่นในการอัพเกรด เพิ่มสเปค และปรับแต่งได้อิสระตามธุรกิจที่เติบโตขึ้น

ราคาสุดคุ้มด้วยการตอบโจทย์การใช้งานด้วย Performance Pack และ Large Capacity Pack วันนี้ – 31 ตุลาคม 2564

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ HPEServerStorageCom@SiSthai.com หรือ โทร 02-020-3000

สามารถอัปเดตโปรโมชั่นโดนโดน และราคาพิเศษก่อนใครได้ที่ Facebook :  https://www.facebook.com/Connecthpetoday/

from:https://www.techtalkthai.com/sis-promotion-hpe-msa-gen6-storage-pack/