คลังเก็บป้ายกำกับ: SERVER_AND_STORAGE

NVIDIA ทำลายสถิติ เทรนนิ่ง AI ได้เร็วที่สุด 16 รายการใน MLPerf Benchmarks

NVIDIA ทำลายสถิติ Performance ในการเทรนระบบ AI ทั้งหมด 16 รายการ จาก A100 Tensor Core GPU และระบบคลัสเตอร์ DGX SuperPOD System ในการวัดผลของ MLPerf Benchmarks ครั้งล่าสุดที่ถูกเผยออกมาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

Credit: NVIDIA

MLPerf นั้นเป็น Benchmarks ด้านประสิทธิภาพในการเทรน AI ซึ่งมีองค์กรอย่าง Amazon, Baidu, Facebook, Google และองค์กรและสถาบันอื่นๆให้การสนับสนุน โดยในปีนี้ การทดสอบความเร็วของการเทรนนิ่ง AI แบ่งออกเป็น 8 หัวข้อ ได้แก่ การจำแนกประเภทของภาพ, การตรวจจับวัตถุ (Light), การแปลแบบ Recurrent, การตรวจจับวัตถุ (Heavy), และการแปลแบบ Non-recurrent, Reinforcement Learning ด้วยเกมโกะขนาดย่อ, และอีก 2 หัวข้อที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาใหม่ในปีนี้ ได้แก่ ระบบ Recommendation และ AI สนทนา

ในการวัดผลแบบรายชิปในหมวดผลิตภัณฑ์ที่วางขายในตลาด (Commercially Available) A100 Tensor Core GPU ของ NVIDIA มี Performance ที่สูงสุดในการทดสอบทั้ง 8 ประเภท และเมื่อนำไปเทียบกับ V100 GPU ของ NVIDIA ที่ได้รับการทดสอบในการทดสอบครั้งแรกของ MLPerf เมื่อราว 1.5 ปีที่แล้ว GPU ของ NVIDIA มีความเร็วเพิ่มสูงสุดถึง 4 เท่าจากเดิม

ด้านการทดสอบระบบในสเกลขนาดใหญ่ DGX SuperPOD System ระบบซึ่งเป็นคลัสเตอร์ของ DGX A100 ที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่าน HDR InfiniBand ก็สามารถทำลายสถิติทั้ง 8 ได้เช่นกัน โดยจากสถาปัตยกรรม DGX SuperPOD นี้ NVIDIA ได้สร้างคลัสเตอร์ Selene ในองค์กร ซึ่งเพิ่งได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 500 ของระบบอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน A100 นั้นเป็น GPU ที่มีการให้บริการโดยผู้ให้บริการรายใหญ่หลายราย เช่น Google Cloud, AWS, Baidu cloud, Microsoft Azure, และ Tencent Cloud อีกทั้งยังอยู่ในเซิฟเวอร์ของผู้ผลิตรายใหญ่หลายราย เช่น Dell Technologies, Hewlett Packard Enterprise, Inspur, และ Supermicro 


ที่มา: https://blogs.nvidia.com/blog/2020/07/29/mlperf-training-benchmark-records/

from:https://www.techtalkthai.com/nvidia-a100-dgx-superpod-mlperf-benchmarks-2020/

Lenovo Webinar: Lenovo DCG Portfolio 2020 – มุ่งสู่ Data Center แห่งอนาคต

Lenovo ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน Data Center เข้าฟังบรรยาย Lenovo Webinar เรื่อง “Lenovo DCG Portfolio 2020 – มุ่งสู่ Data Center แห่งอนาคต” เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีด้าน Data Center ล่าสุดจาก Lenovo ที่พร้อมทำงานภายใต้ทุกสภาวะแวดล้อม ในวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2020 เวลา 10:30 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Lenovo DCG Portfolio 2020 – มุ่งสู่ Data Center แห่งอนาคต
ผู้บรรยาย: Nawakit Leelaudomlipi, Advisory Sales Specialist, Lenovo Data Center Group Thailand
วันเวลา: วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2020 เวลา 10:30 – 12:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_A55y3euSRzOmUK3KTJ8oRg

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโซลูชันแบบ End-to-end ของ Lenovo ที่ครอบคลุมทั้งส่วน Compute, Storage และ Networking เพื่อสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งทั้งทางด้านประสิทธิภาพ ความเสถียร และความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ Data Center พร้อมผสานการทำงานแบบไร้รอยต่อกับทุกๆ สภาพแวดล้อม นอกจากนี้ โซลูชันของ Lenovo ยังผ่านการทดสอบและกระบวนการเชิงวิศวกรรมสำหรับการใช้งานร่วมกับทุก Workload ช่วยให้การวางระบบและส่งมอบบริการสู่ตลาดทำได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าต่อการลงทุน

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/615297789368684/

from:https://www.techtalkthai.com/lenovo-webinar-lenovo-dcg-portfolio-2020/

Supermicro เปิดตัว Top-Load Storage Systems รุ่นใหม่ ใส่ 2.5″/3.5″ Disk ได้ 60-90 ชุดใน 4U

Supermicro ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Top-Load Storage Systems รุ่นใหม่ซึ่งเป็นระบบ Storage Server ที่ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมการติดตั้ง 3.5″ HDD จากด้านบนของเครื่องแทนด้านหน้า ทำให้มีความจุของ HDD สูงขึ้น สามารถติดตั้ง 2.5″/3.5″ Diks ได้มากถึง 60 – 90 ชุดในขนาด 4U และยังสามารถติดตั้ง SSD เสริมได้ รองรับความจุสูงสุด 1,440TB หรือ 1.44PB ภายในระบบเดียว พร้อมจุดเด่นอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ดังนี้

Credit: Supermicro
  • รองรับ 2nd Gen Intel Xeon Scalable Processor จำนวน 2 ชุด และติดตั้ง RAM ได้ 16 DIMM ต่อ Node
  • สามารถเลือกใช้งานได้ทั้งแบบ Single Node และ Dual Node แบบ Hot Swappable
  • สามารถเชื่อมต่อ Disk ในแบบ Storage Bridge Bay (SBB) เพิ่มความทนทานให้สูงขึ้น และแบบ JBOD เพิ่มความจุในราคาที่คุ้มค่า
  • ระบบเป็นแบบ Modular และ Tool-less พร้อมความสามารถหลากหลายในระบบเดียว ทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษาระบบ
  • รองรับการเพิ่มขยายได้ทั้งแบบ Scale-Up และ Scale-Out
  • ติดตั้ง Redundant Power Supply ระดับ Platinum Level ใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า

Storage Server รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ Workload ขนาดใหญ่อย่างเช่นระบบ Cloud Storage หรือระบบ Storage สำหรับงาน High Performance Computing (HPC) โดยเฉพาะ แต่ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กรได้เช่นกัน

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.supermicro.com/en/products/top-loading-storage

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อทีมงาน Throughwave Thailand ได้ที่ 02-2100969 หรือ info@throughwave.co.th หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.throughwave.co.th

ที่มา: https://www.supermicro.com/en/pressreleases/supermicro-unveils-new-generation-top-loading-storage-systems-high-capacity-cloud

from:https://www.techtalkthai.com/supermicro-announces-new-top-load-storage-systems/

พลิกโฉมอุตสาหกรรมการผลิตด้วยระบบเฝ้าระวัง Storage และเครือข่าย IoT จาก CSL

วิกฤต COVID-19 ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นอกจากจะทำให้ทุกธุรกิจทั่วไทย เปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีใหม่ (New Normal) ยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้พึ่งพาระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ที่ช่วยตอบโจทย์เรื่องการทำงานได้จากทุกที่ รวมถึงการควบคุมการผลิตให้เกิดความต่อเนื่องและประสิทธิภาพ เพื่อเป็น Digital Factory แน่นอนว่าระบบดิจิทัลจะมีประสิทธิภาพได้นั้นต้องทำงานบนโครงสร้างพื้นฐาน (IT Infrastructure) ด้วยเช่นกัน

CSL ผู้ให้บริการ Data Center ระบบ Cloud และ ICT Services แบบครบวงจร จึงได้นำเสนอโซลูชันเพื่อพัฒนา IT Infrastructure ของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเฝ้าระวังระบบต่างๆ แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบ IoT เพื่อนำข้อมูลมาใช้สำหรับวางแผนการผลิตได้อย่างทันท่วงที ลดภาระของผู้ดูแลระบบ และให้องค์กรมีความสามารถในการสร้างการเติบโตได้ในทุกสถานการณ์ ซึ่งเป็นวิธีการทำงานใหม่ของอุตสาหกรรมการผลิตในยุคนี้

IT Infrastructure ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการผลิต

ปฏิเสธไม่ได้ว่า IT Infrastructure ทั้ง Network และ System ต่างเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบการผลิตสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี Machine Learning ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ช่วยให้สามารถปรับปรุงสายการผลิตให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องต่อความต้องการ ณ เวลานั้นๆ ได้อย่างทันท่วงที ความสามารถของ Machine Learning ที่ช่วยเฝ้าระวังสถานะการทำงานของ Servers, Storages และ Network แบบรวมศูนย์ พร้อมแจ้งเตือนให้ผู้ดูแลระบบทราบ ก็ช่วยให้สามารถตรวจพบและดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงความสูญเสียและลด Downtime เมื่อเกิดเหตุขัดข้องที่ไม่คาดฝันได้

CSL ผนึกกำลัง Dell และ Ruckus ตอบโจทย์ Digital Transformation กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตในยุค New normal

CSL ผู้ให้บริการ Data Center, ระบบ Cloud และ ICT Services แบบครบวงจร พร้อมสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่ทุกธุรกิจในประเทศไทยเพื่อทำ Digital Transformation ไม่ว่าจะเป็น Conferencing & Collaboration, Wi-Fi, Data, Workspace Management, Security, End-user Devices, Internet of Things, Cloud Services และ Platform for End-user Computing โดยมีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการเชิงธุรกิจ ออกแบบ ติดตั้ง ปรับแต่งการใช้งานให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมขององค์กร ไปจนถึงการสนับสนุนหลังการขาย CSL Managed Service เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าสามารถพลิกโฉมธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลและพร้อมแข่งขันในตลาด

ธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบันมีการนำอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) เข้ามาใช้เพื่อตรวจสอบและเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อม รวมไปถึงมีระบบ Storage ที่คอยจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ก่อนนำไปวิเคราะห์ต่อยอดเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสายการผลิต CSL นำเสนอระบบ Cloud-based Storage Analytics และระบบผสาน Cloud Wi-Fi และ IoT จาก Dell Technologies และ Ruckus เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตามสถานะระบบ Storage และเครือข่ายไร้สาย ระบบ IoT และ ได้จากศูนย์กลางจากที่ไหนก็ได้ เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการบริหารจัดการและเฝ้าระวังระบบ IT Infrastructure

ยกระดับระบบการจัดเก็บ (Storage) ด้วยการเฝ้าระวัง ติดตาม และวิเคราะห์ เพื่อประเมินเหตุการณ์ล่วงหน้า รับมือปัญหาได้ทันท่วงทีและทำงานได้ต่อเนื่อง

CSL ขอนำเสนอ CloudIQ เป็น Cloud-based Storage Analytics ที่ใช้เทคโนโลยี Machine Learning ในการเฝ้าระวังและติดตามสถานะการทำงานของระบบ Storage แบบเชิงรุก (Proactive) โดยรวมรวบข้อมูลสถานะของ Storage ทั้งหมดขององค์กรมาแสดงบนหน้า Dashboard เดียว ช่วยให้ผู้ดูแลระบบมองเห็นภาพรวมและเข้าใจการทำงานของ Storage ได้ง่าย ทั้งยังสามารถตรวจจับเหตุผิดปกติและประเมินเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ช่วยให้การวิเคราะห์สถานการณ์และแก้ปัญหาทำได้อย่างรวดเร็ว

คุณสมบัติเด่นของ CloudIQ ประกอบด้วย

  • Proactive Health Score: ติดตามและตรวจสอบสถานะการทำงานของ Storage ผ่านปัจจัยต่างๆ เช่น การทำงานของอุปกรณ์ (แหล่งจ่ายไฟ, พัดลม, ดิสก์), ความสอดคล้องของการตั้งค่าและการใช้งานจริง, ความจุเพียงพอต่อการใช้งาน, ประสิทธิภาพการทำงาน และการปกป้องข้อมูล โดยแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบคะแนน ช่วยให้ผู้ดูแลระบบทำการประเมินแบบเชิงรุกได้ว่า อุปกรณ์ใดที่เริ่มหรือกำลังมีปัญหาอยู่ โดยไม่ต้องรอให้ผู้ใช้มาแจ้ง
  • Predictive Analytics: ประเมินเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นบนระบบ Storage ในอนาคต โดย Machine Learning จะทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ และแจ้งถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ช่วยให้ผู้ดูแลระบบทราบถึงสถานการณ์ความเสี่ยงและลงมือแก้ไขเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงคาดการณ์พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้งานสำหรับทำ Capacity Planning
  • Anomaly Detection: ตรวจจับพฤติกรรมและเหตุการณ์ที่ผิดปกติ พร้อมค้นหาต้นตอของปัญหา ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ลด Downtime ที่อาจเกิดขึ้น และเพิ่มความต่อเนื่องในการใช้งานระบบ Storage

CloudIQ ให้บริการในรูปของแอปพลิเคชันแบบ Cloud-native สามารถใช้งานได้ทันทีผ่าน Web Browser หรือ Mobile App โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ใดๆ เพิ่มเติม รองรับการทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ Dell EMC Storage โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการทำงาน สามารถจัดเก็บ Log ได้นานถึง 2 ปี ลูกค้าของ Dell Technologies สามารถใช้งานได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

เครือข่าย Wi-Fi และ IOT ตอบโจทย์ให้ระบบในโรงงานทำงานได้ต่อเนื่อง พร้อมจัดเก็บข้อมูลได้ไม่สะดุด

ในยุค Industry 4.0 อุปกรณ์ IoT ถูกนำเข้ามาใช้เพื่อสนับสนุนสายการผลิตเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การเชื่อมต่อและ Bandwidth มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การก้าวไปสู่การเป็น Digital Factory จึงต้องมีเครือข่าย Wired และ Wireless ที่ทันสมัย ที่พร้อมรองรับการใช้งานอุปกรณ์ IoT เหล่านี้ ที่สำคัญคืออุปกรณ์ต้องสามารถใช้งานภายใต้สภาพแวดล้อมของโรงงานที่อาจเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ความชื้นสูง หรืออุณหภูมิที่มนุษย์ยากจะอยู่อาศัยได้

เฝ้าระวังและตรวจสอบสถานะ Wi-Fi และ IoT พร้อมบริหารจัดการจากศูนย์กลาง ด้วย Ruckus IoT Suite

CSL ร่วมกับ Ruckus ผู้ให้บริการเครือข่าย Wired และ Wireless อัจฉริยะที่พร้อมให้บริการ Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 (802.11ax) ซึ่งมีอัตราการรับส่งข้อมูลรวมสูงสุดถึง 6 Gbps พร้อมพอร์ตเชื่อมต่อกับ Switch แบบ Multigigabit สามารถบริหารจัดการทั้งเครือข่าย Wired และ Wireless ได้จากศูนย์กลางผ่านระบบ Cloud ทั้งยังสามารถเฝ้าระวังและตรวจสอบสถานะการทำงานของ  Access Point/Switch รวมไปถึงการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ได้บนหน้า Dashboard เดียว ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตามระบบเครือข่ายจากที่ไหนก็ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบ Network Analytics ที่ใช้เทคโนโลยี AI/ML ในการตรวจสอบและวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นบนระบบเครือข่ายแบบเชิงรุก (Proactive) อีกด้วย

Ruckus IoT Suite เป็นการผสานรวมการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ IoT ไว้ภายใต้ระบบบริหารจัดการ (Controller) เดียวกัน ในขณะที่ Access Point เองก็พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ผ่านโปรโตคอลที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น BLE, LoRa หรือ Zigbee ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถควบคุมอุปกรณ์ IoT ผ่านทางระบบของ Ruckus และบน Network Infrastructure เดิมได้ทันที รวมศูนย์การจัดการ Wired, Wireless และ IoT ทั้งหมดไว้ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว สามารถใช้งานร่วมกับระบบล็อกประตูอัตโนมัติ กล้อง CCTV และอุปกรณ์ IoT จากแบรนด์ชั้นนำหลากหลายแบรนด์

อุตสาหกรรมการผลิตที่สนใจโซลูชันระบบเฝ้าระวัง Storage และเครือข่าย IOT สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านทางอีเมล csl-presales@ais.co.th หรือโทร 02-263-8185

CSL พร้อมให้คำปรึกษาโซลูชันด้านที่เหมาะสมกับทุกองค์กรธุรกิจ

CSL มีโซลูชันที่ครบถ้วน พร้อมด้วยทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์โซลูชันด้าน ICT ให้กับองค์กรธุรกิจมาอย่างยาวนาน CSL จึงมีความพร้อมในการให้คำปรึกษา ออกแบบ จัดหาโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณสำหรับองค์กรธุรกิจทุกขนาด พร้อมบริการหลังการขาย รวมถึงการบริการในรูปแบบ Managed Services ที่ช่วยแบ่งเบาภาระด้านบุคคลากรและค่าใช้จ่ายด้าน ICT โดยรวมให้กับองค์กรธุรกิจได้เป็นอย่างดีอีกรูปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ CSL พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 1370 ในการให้คำปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาแก่ลูกค้าได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

from:https://www.techtalkthai.com/transform-your-factories-with-storage-monitoring-and-iot-solutions-by-csl/

Cisco ออก UCS C240 SD M5 ตอบโจทย์การทำงานระดับ Edge

Cisco ได้ประกาศออก UCS รุ่นใหม่หรือ C240 SD M5 ซึ่งเน้นไปตลาดการใช้งานระดับ Edge อย่างแท้จริง

credit : Cisco

หลังจากที่ได้สอบถามความต้องการจากลูกค้าในการทำงานของอุปกรณ์ระดับ Edge มาแล้ว วันนี้ทาง Cisco จึงได้ออกแบบอุปกรณ์ใหม่มาให้ตอบโจทย์เหล่านั้นผ่าน UCS C240 SD M5 โดยจุดเด่นมีดังนี้

  • Physical Design – สามารถเสียบอุปกรณ์ได้จากด้านหน้าของเครื่องได้เลย (ตามภาพด้านบน) จึงเข้าถึงได้ง่าย และด้านหลังมีเพียงพัดลมเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถทำ Stack กันได้ถึง 4 โดยไม่ต้องอาศัยแร็ก รวมถึงยังสามารถติดกับผนังได้โดยง่าย ทั้งหมดนี้เพราะ Cisco ตระหนักดีว่าการติดตั้งอุปกรณ์นอกไซต์นั้นอาจจะไม่ค่อยสะดวกนักเหมือนในดาต้าเซ็นเตอร์ จึงต้องทำให้ทะมัดทะแมงและเข้าถึงได้ง่าย
  • Easy Deploy & Management – Cisco ตั้งใจไว้แล้วว่าการบริหารจัดการระดับ Edge ต้องทำได้โดยคนที่แม้จะไม่มีพื้นฐานไอทีเลย ดังนั้นตั้งแต่ก่อนยกไปติดตั้งองค์กรสามารถทำ Pre-staging ไว้ก่อนแล้วยกไปใช้งานได้เลย นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถบริหารจัดการผ่าน Cisco Intersight ได้หลายรูปแบบทั้ง SaaS, Connected Virtual Appliance หรือ Private Virtual Appliance ซึ่งไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับ Cisco ตลอดเวลา เพราะตระหนักดีว่าพื้นที่ของ Edge อาจไม่ค่อยสะดวกนัก
  • Security – ในพื้นที่นอกดาต้าเซ็นเตอร์เราไม่มีทางมั่นใจได้ว่าใครจะทำอะไรกับข้อมูลของเราบ้าง ดังนั้นด้วยเทคโนโลยีของ ACT2 จะสามารถช่วยตรวจสอบ Hardware, Booting Process และ Firmware ทุกตัวได้ นอกจากนี้ยังสามารถทำ Drive Encryption เพื่อป้องกันข้อมูลที่เก็บอยู่ด้วย
  • Performance – ถึงแม้เป็นอุปกรณ์ระดับ Edge ก็ตามแต่ UCS C240 SD M5 ก็ยังเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงมาพร้อมกับ Intel Xeon SP, Intel N3000 FPGA, nVidia T4 และรองรับ PCI ได้ถึง 6 สล็อตและรองรับทั้ง SAS/SATA

ความตั้งใจทั้งหมดนี้ก็เพื่อเจาะตลาดกลุ่ม Edge Processing ซึ่ง Cisco เชื่อว่ากำลังเติบโตขึ้นอีกมากในอนาคต

ที่มา :  https://blogs.cisco.com/datacenter/introducing-the-cisco-c240-sd-m5-server-for-the-performance-edge

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-launches-ucs-c240-sd-m5/

[Guest Post] มุมมองของการพัฒนาเทคโนโลยีและการปรับตัวขององค์กร

มุมมองของการพัฒนาเทคโนโลยีและการปรับตัวขององค์กร จะนำมาปรับใช้งานให้สอดคล้องกันนั้น เป็นความท้าทายและโจทย์สำคัญที่ทุกองค์กรจะต้องเตรียมพร้อมในช่วงหลังการระบาด แต่จะทำได้อย่างไรบ้าง?

ทางทีมงานได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณเมธา กังวานพงศ์ ผู้บริหารของบริษัท ซิสเต็มส์ ดอท คอม จำกัด (Systems Dot Com: SDC) ที่เป็นบริษัทที่ให้บริการทางด้าน IT มาอย่างยาวนาน

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2000 โดยผู้ก่อตั้งมาจากทีมงานผู้มีประสบการณ์จาก IBM ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านระบบ IT Infrastructure โดยครอบคลุมการจำหน่าย บริการติดตั้ง บริการให้เช่า และบำรุงดูแลรักษาอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ หรือการให้บริการ MA (Maintenance Agreement Service) ภายใต้แบรนด์ชั้นนำทางด้าน IT รวมถึงการให้บริการด้าน IT Solution อย่างครบวงจร

Question: มุมมองเรื่องของสถานการณ์ มีผลกระทบการดำเนินธุรกิจอย่างไรบ้าง?

มุมมองเรื่องของสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่มีผลกระทบกับการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ทางคุณเมธา กังวานพงศ์ (คุณเม) มองว่าส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจโดยส่งผลให้ทางบริษัทฯ ทั้งเรื่องการลงทุนของธุรกิจหรือ Lifestyle ที่เปลี่ยนไป หลายๆ บริษัทไม่สามารถเข้าพบหรือให้บริการกับลูกค้าบางสถานที่ได้ ทางเราก็เช่นกัน จึงจำเป็นต้องทำการลดการเดินทางของพนักงาน เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากภายนอก

ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมานี้ จึงสร้างโอกาสจำนวนไม่น้อยให้กับธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งใน เชิงรายได้และฐานผู้ใช้บริการ สืบเนื่องจากนโยบาย Work from Home โซลูชั่นด้านการทำงาน หรือในกลุ่มด้านความบันเทิงที่มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างชัดเจน

ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นตัวเข้ามาเร่งการผลักดันการใช้งานของ Technology มากขึ้น เร็วขึ้น ทั้งเรื่องของ Cloud solution, Cashless e-payment หรือ Application ใหม่ๆ มีออกมาให้เราเห็นอย่างต่อเนื่อง

หรืออย่าง AI technology ที่เรามีการพูดถึงบ่อยๆ เมื่อหลายปีที่ผ่าน จนมาถึงช่วงเวลานี้คนเริ่มเร่งให้มีการใช้งานระบบต่างๆ ให้เกิดเร็วขึ้น เพื่อให้องค์กรยังคงดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง เพราะคนส่วนใหญ่ถูกเหตุการณ์บังคับให้ต้องมาใช้งานระบบต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงได้ยากและข้อมูลที่เกิดจากผู้ใช้งานระบบจึงมากขึ้น ข้อมูลตรงนี้ก็จะมาช่วยขับเคลื่อน technology ให้เกิดขึ้นได้เร็วยิ่งขึ้นอีก (Data-driven Technology)

ส่วนทางบริษัทของเรา จึงได้ออกมาตรการในการทำงานในรูปแบบ New Normal ตามความเหมาะสม ทาง Systems Dot Com ได้ใช้ช่วงระยะเวลานี้ให้เป็นโอกาส ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาองค์กร ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของไม่ว่าจะเป็นการ Training ในด้านต่างๆ ให้มีความสามารถมากขึ้น ให้พร้อมรับกับ technology ใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการให้กับลูกค้าได้ทันท่วงที

Question: มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรบ้าง?

ทางบริษัท Systems Dot Com ได้มีการนำ Technology เข้ามาใช้งานร่วมด้วย เพื่อเตรียมความพร้อม เช่น การทำ Bullet Check List หรือจะเป็นการทำงานแบบ Work from home ผ่าน Video Conference หรือ Remote Work ซึ่งเป็น Technology ที่ช่วยในการรักษาระยะห่างได้

และในโอกาสนี้ทาง Systems Dot Com ก็มี Technology ที่จะเข้ามาแนะนำให้กับลูกค้าด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่การใช้งานในช่วงเวลานี้ แต่จะเป็น Standard technology ที่สามารถใช้ได้ต่อเนื่องไปในอนาคตด้วย เช่น Software Easi share สามารถตอบโจทย์ในส่วนของการใช้งานด้านการใช้งานข้อมูล จะช่วยในด้านของการ Share ข้อมูลภายในและภายนอกองค์กร ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย แบบไม่ต้องเจอหน้ากัน

ข้อมูลเพิ่มเติม Software EasiShare – Your Secure Enterprise File Sharing Solution :::

โดยเน้นเรื่องทำ Double Authentication หรือที่เรียกว่า Two-factor authentication กับ OTP ที่สามารถกำหนดความปลอดภัยเรื่อง data security policy โดยไม่จำเป็นต้องผ่านระบบ VPN ทำให้จัดการระบบได้ง่ายและปลอดภัยและใช้งานร่วมกับในส่วนของ IBM Storage​

ส่วนของ IBM Storage จะมีความสามารถเรื่องของ ความเร็ว multi-function และความปลอดภัยอย่างการทำ Encryption หรือหากในระบบมี Non-IBM Storage ก็สามารถใช้งาน External Storage Encryption เพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้ ตรงตามหลักมาตรฐานของ Data Security และ PDPA ที่จะต้องถูกบังคับใช้กับทุกองค์กรอย่างแน่นอน

ระบบนี้มีหลากหลาย use case ให้นำไปใช้งานได้ เช่น จะเป็นการส่งข้อมูลขนาดใหญ่ของโรงพยาบาล digital medical records ที่เป็น sensitive personal data ก็สามารถทำได้อย่างปลอดภัยได้ในทุกด้านและรวดเร็ว แม้ไฟล์จะมาขนาดใหญ่ก็ตาม

Question: ในบทบาทเจ้าของธุรกิจมีกลยุทธ์และคำแนะนำอย่างไรบ้าง ในการรับมือกับสถานการณ์ในครั้งนี้

ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ ซึ่งได้ยินบ่อยๆ ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องจริงและใช้ได้อยู่เสมอ ส่วนของความพร้อมก็สำคัญ เหตุการณ์อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่ก็มีเหตุการณ์อื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน การเตรียมความพร้อมและไม่ยอมแพ้ มองหาลู่ทางต่างๆ จะมาพร้อมกับจิตใจที่มุ่งมั่น หลายคนตั้งตัวได้ในสถานการณ์แบบนี้เค้าทำได้อย่างไร…เพราะเค้ามองหาลู่ทาง โอกาส และช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ผ่านพ้นทุกวิกฤติไปได้ด้วยกัน

ทาง Systems Dot Com อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการให้โอกาสและช่วยเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ ในช่วงที่ทุกๆ องค์กรยังต้องทำการประหยัดค่าใช้จ่าย ทาง SDC จึงได้นำ Software Easi Share Bundle ฟรี 1 ปีเต็ม!!! ให้กับลูกค้าที่ซื้อเครื่อง IBM FlashSystem ตระกูล 5000 ทุกรุ่น และ SDC ได้จัดทำโปรโมชั่นให้กับลูกค้าของเรา ด้วยการผ่อน 0% 10 เดือน ให้องค์กรของลูกค้ามีระบบใช้งานได้แบบไม่ต้องใช้เงินก้อน!!!

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรโมชั่น ติดต่อ บริษัท ซิสเต็มส์ ดอท คอม จำกัด (Systems Dot Com) โทร 02 744 1600 #716 หรือ email : marketing@systems.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/sdc-vision-interview-how-to-adopt-and-improve-technology-after-covid19-pandemic/

5 เหตุผลที่ธุรกิจองค์กรควรเลือกใช้ IBM FlashSystem ตอบโจทย์การทำงานและการเติบโตในยุค New Normal

ในยุคการทำงานแบบ New Normal นี้ การลงทุนเลือกเทคโนโลยีใดๆ มาใช้งานนั้นก็ต้องผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจองค์กรนั้นจะได้ลงทุนในสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด และช่วยให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่มั่นคงแบบนี้

IBM FlashSystem ถือเป็นหนึ่งในระบบ Enterprise Storage ที่มีความคุ้มค่าสูงทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ, ความคุ้มค่า, การดูแลรักษา และการต่อยอดในอนาคต ในบทความนี้ SDC จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ 5 เหตุผลที่ธุรกิจองค์กรควรเลือกใช้ IBM FlashSystem กันดังนี้ครับ

1. ประสิทธิภาพสูง รองรับงานได้หลากหลาย เพิ่มขยายได้เมื่อธุรกิจเติบโต

เป็นที่รู้กันดีว่า All Flash Storage นั้นมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า Hybrid Storage หรือ HDD Storage อย่างชัดเจน ถึงแม้ความจุจะน้อยกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้วสำหรับธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการระบบ Storage เพื่อรองรับระบบ Virtualization เพื่อความยืดหยุ่นคล่องตัวใน Data Center หรือการทำ File Sharing ให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ความเร็วย่อมเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าอย่างเห็นได้ชัด และทำให้ All Flash Storage มีอายุการใช้งานที่นานกว่าเพราะเกิดคอขวดด้านประสิทธิภาพช้ากว่าระบบ Storage แบบอื่นๆ นั่นเอง

เพื่อช่วยให้การลงทุนในระบบ All Flash Storage มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น IBM FlashSystem จึงมาพร้อมกับความสามารถในการทำ Data Reduction ลดพื้นที่ที่ต้องใช้ในการจัดเก็บข้อมูลลงด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ทั้ง Deduplication, Compression และอื่นๆ อีกมากมาย ก็ทำให้การจัดเก็บข้อมูลภายใน IBM Flash System นี้สามารถรองรับความจุได้มากกว่า Raw Capacity ของอุปกรณ์ไปหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ดังนั้นในบางกรณีที่มีข้อมูลมีความซ้ำซ้อนกันเยอะ เช่น ระบบ VM, VDI หรือ Incremental Backup IBM Flash System ก็อาจเก็บข้อมูลได้มากกว่า Hybrid Storage หรือ HDD Storage ได้

และสำหรับในระยะยาว All Flash Storage ก็สามารถเพิ่มขยายเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจหรือปริมาณข้อมูลและระบบต่างๆ ที่ต้องสนับสนุนเพิ่มได้ ทั้งการเพิ่มขยายแบบ Scale-Up ที่เน้นการเพิ่มความจุเป็นหลัก และ Scale-Out ที่เพิ่มประสิทธิภาพและ Throughput รวมของระบบไปพร้อมกัน อีกทั้งการพัฒนา Flash Media เองก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในอนาคตก็จะมี Flash Media ใหม่ๆ ที่มีความจุสูงขึ้นมาให้เลือกอัปเกรดได้ภายในระบบที่ใช้งานอยู่ตลอด ไม่ต้องทิ้งอุปกรณ์เดิมที่ใช้งานไปซื้ออุปกรณ์ชุดใหม่มาทดแทนอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับระบบ Storage ในอดีต

2. มี GUI ที่ใช้งานได้ง่าย ผู้ดูแลระบบ IT สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็ว

ในแง่ของการดูแลรักษา IBM FlashSystem นี้ก็สามารถบริหารจัดการที่ใช้งานได้อย่างง่ายดายผ่าน Web-based GUI ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการกับการจัดเก็บและเข้าถึงข้อมูลภายใน Data Center ลงได้ โดยในการติดตั้งครั้งแรกนั้น ระบบก็จะมี Wizard มาให้เพื่อให้การกำหนดค่าตั้งต้นเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งทาง IBM นั้นก็ได้มีการพัฒนาระบบ GUI มาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ใช้งานง่ายและตอบโจทย์ต่อความต้องการทางธุรกิจในการใช้งาน Storage รูปแบบใหม่ๆ มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

อีกจุดหนึ่งที่จะช่วยให้ชีวิตของผู้ดูแลระบบ IT ดีขึ้นอย่างชัดเจนนั้น ก็คือความสามารถของ IBM Spectrum Virtualize ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Software-Defined Storage ที่มาพร้อมกับ IBM FlashSystem ซึ่งสามารถทำการบริหารจัดการระบบ Storage จากผู้ผลิตหลากหลายได้จากศูนย์กลาง และทำให้การบริหารจัดการข้อมูลในธุรกิจองค์กรนั้นเป็นไปได้อย่างยืดหยุ่นคุ้มค่าที่สุด ใช้พืันที่และประสิทธิภาพที่ยังคงมีเหลือจากระบบ Storage ทั้งหมดร่วมกันเพื่อรองรับ Workload ที่เหมาะสมได้ ซึ่งเป็นความสามารถเด่นที่ไม่อาจพบได้ในระบบ Storage อื่นๆ

3. มี AI คอยช่วยดูแลระบบ ตอบโจทย์การทำงานแบบ Work from Home ได้ดี

แน่นอนว่าในธุรกิจองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ผู้ดูแลระบบ IT แต่ละคนนั้นย่อมมีภาระมากมายนอกเหนือจากการดูแลเพียงแค่ระบบ Storage เท่านั้น ดังนั้นเพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะสูญหายหรือระบบงานสำคัญจะหยุดทำงาน IBM จึงได้พัฒนา IBM Storage Insights ขึ้นมาเสริม IBM FlashSystem เพื่อช่วยตรวจสอบและแจ้งเตือนความเสี่ยงหรือปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับระบบได้ด้วย AI ที่ IBM ทำการพัฒนาขึ้นมาจากข้อมูลของการใช้ IBM Storage ทั่วโลก ซึ่งเป็น AI ที่เรียนรู้ Pattern ของปัญหาต่างๆ มาแล้วเป็นอย่างดี ทำให้สามารถทำนายล่วงหน้าได้ว่าระบบของเรามีแนวโน้มที่จะมีปัญหาในประเด็นใดและควรป้องกันอย่างไร ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ลด Downtime ของระบบลงได้อย่างชัดเจน

ในขณะเดียวกัน IBM Storage Insights นี้ก็ยังสามารถใช้งานได้จากทุกที่ทุกเวลา ผ่านทั้งอุปกรณ์ PC, Notebook, Smartphone และ Tablet ทำให้การดูแลรักษาระบบ Storage ภายในองค์กรเป็นไปได้อย่างง่ายดายในทุกสถานที่ ผู้ดูแลระบบสามารถทราบถึงการแจ้งเตือนปัญหาหรือแนวโน้มของปัญหาได้อยู่ตลอด สอดคล้องกับแนวทางการทำงานแบบ Work from Home ที่ผู้ดูแลระบบไม่ต้องเข้าไปตรวจสอบปัญหาหน้างานเสมอไป

4. มีความสามารถหลากหลาย รองรับการปกป้องข้อมูลสำคัญของธุรกิจองค์กรได้

ภายใน IBM FlashSystem นี้ยังมาพร้อมกับความสามารถต่างๆ อย่างหลากหลาย เพื่อให้ธุรกิจเลือกนำไปใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการได้ เช่น

  • Easy Tier – สำหรับทำ Storage Tiering ร่วมกับระหว่าง Disk และ Storage หลายประเภทได้โดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้งาน และระบบยังคงมีประสิทธิภาพและความจุที่เหมาะสมต่อการใช้งาน

  • Moonwalk Archiving – ช่วยให้การ Archive ข้อมูลไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้กำลัง Archive ข้อมูลอยู่

  • Three-site Data Replication – ขั้นกว่าของการทำ Data Replication ซึ่ง IBM FlashSystem นี้ก็รองรับการทำ Data Replication รวมกันได้ระหว่างอุปกรณ์ Storage ใน 3 สาขา มั่นใจได้มากขึ้นใน Availability ของข้อมูล

  • Cloud Connect – รองรับการนำ Snapshot ไปเก็บไว้บน Cloud ด้วยความสามารถของ IBM Spectrum Virtulize ที่สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Amazon Web Services (S3) และ  IBM Cloud

5. ราคาคุ้มค่า เหมาะแก่การลงทุนในยุค New Normal

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ ทาง SDC และ IBM จึงได้จัดโปรโมชันพิเศษที่นำเสนอ IBM FlashSystem 5000 Series เริ่มต้นที่ความจุ Raw Capacity ระดับ 9.6TB ได้ในราคาเพียง 429,000 บาท รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านบริการในการติดตั้งและดูแลรักษาระบบยาวนานถึง 3 ปี

สนใจติดต่อ SDC ได้ทันที

ผู้ที่สนใจบริการ Hardware Maintenance Agreement Service หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ทางด้าน IT Infrastructure สามารถติดต่อทีมงาน SDC ได้ทันทีที่อีเมล์ marketing@systems.co.th หรือโทร 0918898244 หรือ line : @sdc_excusive  และเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ SDC ได้ที่ http://www.systems.co.th/ 

from:https://www.techtalkthai.com/5-reasons-to-choose-ibm-flashsystem-new-normal/

[Webinar] Digital Data Transformation EP #2: พลิกโฉมธุรกิจองค์กรโดยใช้ AI สนับสนุน

NetApp ร่วมกับ Ingram Micro ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าฟังสัมมนาออนไลน์เรื่อง “Digital Data Transformation EP #2: พลิกโฉมธุรกิจองค์กรโดยใช้ AI สนับสนุน” พร้อมแนะนำการใช้ AI ในการบริหารจัดการและเฝ้าระวังข้อมูลบน Hybrid Multicloud แบบเชิงรุก ในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2020 เวลา 10:30 – 12:00 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Digital Data Transformation EP #2: พลิกโฉมธุรกิจองค์กรโดยใช้ AI สนับสนุน
ผู้บรรยาย:

  • คุณจรีวรรณ วลัยวิบูลย์สันติ Technical Service Engineer Professional Services Group จาก Ingram Micro
  • คุณสยาม กมลทิพย์สุคนธ์ Senior Technical Consultant จาก NetApp (Thailand)
  • คุณภูมิพิชญ์ อังสุพานิช Solutions Engineer จาก NetApp (Thailand)

วันเวลา: วันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2020 เวลา 10:30 – 12:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_TsLE7O8WSIeNb5VNUjToFQ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน หลายองค์กรเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลและนำข้อมูลที่มึอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้า สร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ หรือสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจเหนือคู่แข่ง การนำเทคโนโลยี Artificial Intelligent, Machine Learning และ Deep Learning เข้ามาช่วยเสริมความสามารถทางด้านธุรกิจกลายเป็นประเด็นอันดับต้นๆ ที่ผู้บริหารของแต่ละองค์กรเริ่มกล่าวถึง ในขณะที่บางองค์กรก็เริ่มนำเข้ามาประยุกต์ใช้งานกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานภายใน Data Center ขององค์กรเอง หรือใช้ผ่านเครื่องมือบน Hybrid Multicloud

NetApp เป็นผู้นำโซลูชันในการบริหารจัดการข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนองค์กรในการทำ Digital Transformation รวมไปถึงเตรียมความพร้อมในการสร้างสภาวะแวดล้อมแบบ Hybrid Multicloud ให้กับองค์กร มาพร้อมกับโซลูชันประสิทธิภาพสูง รองรับการเติบโตของระบบ และมีความสามารถในการบริหารจัดการ รับส่งข้อมูลไปยัง Public Cloud ชั้นนำด้วยเทคโนโลยี DataFabric ของ NetApp

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้พบกับการบรรยายดังต่อไปนี้

  • การพลิกโฉมธุรกิจขององค์กรโดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาสนับสนุน
  • รู้จักกับสถาปัตยกรรมแบบ AI Control Plane
  • การใช้ AI ในการบริหารจัดการและเฝ้าระวังข้อมูลบน Hybrid Multicloud แบบเชิงรุก

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/2519737931671474/

from:https://www.techtalkthai.com/netapp-webinar-digital-data-transformation-ep-2-building-ai-powered-organization/

GIGABYTE เปิดตัวพอร์ตฟอลิโอของ HPC เซิร์ฟเวอร์ G-series ที่รองรับ NVIDIA A100 PCIe GPUs

พร้อมกันกับการเปิดตัวของ NVIDIA A100 PCIe GPU, GIGABYTE ผู้นำในอุตสาหกรรมเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชันประสิทธิภาพสูงได้ประกาศ ผลการตรวจสอบความเข้ากันได้ของ GIGABYTE High Performance Computing (HPC) G-Series Server รุ่น G481-HA0 และ G292-Z40 กับ NVIDIA A100 GPU และได้เพิ่ม NVIDIA A100 เข้าสู่ Support List ของเซิร์ฟเวอร์ทั้งสองรุ่นนี้

เซิร์ฟเวอร์ G-series ที่เหลือถูกแบ่งออกเป็นสองชุด เพื่อทำการทดสอบและยืนยันความเข้ากันได้อย่างเป็นทางการในไม่ช้า

NVIDIA A100 PCIe GPU Compatibility Validation Plan

Max GPU

6/22

2nd wave

3rd wave

2 x A100

R281-3C2

3 x A100

R282-Z93

R281-G30

4 x A100

G191-H44

8 x A100

G292-Z40

G292-Z20
G482-Z52

G291-280
G291-281

10 x A100

G481-HA0
G492-Z50
G492-Z51

ในขณะเดียวกัน GIGABYTE ยังได้เปิดตัวเซิร์ฟเวอร์ซีรี่ย์ G492 ใหม่ซึ่งใช้โปรเซสเซอร์ตระกูล AMD EPYC 7002 ซึ่งสนับสนุน PCIe Gen4 สำหรับ NVIDIA A100 PCIe GPU ถึง 10 ตัวด้วยกัน G492 เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีความสามารถในการคำนวณสูงสุดสำหรับ AI Training ในตลาดวันนี้ GIGABYTE ได้นำเสนอ SKU สองแบบสำหรับ G492 ซีรี่ย์, G492-Z50 จะอยู่ที่จุดราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า ในขณะที่ G492-Z51 เน้นประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

G492 เป็นเซิร์ฟเวอร์ 4U G-series รุ่นที่สองของ GIGABYTE จากพื้นฐานการออกแบบเซิร์ฟเวอร์ 4U G-series รุ่นแรก G481 (Intel) และ G482 (AMD) ซึ่งเป็นการออกแบบที่ให้ใช้งานง่ายและเพิ่มความสามารถในการปรับขยายได้นั้น ได้รับการปรับให้เหมาะสมยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการรองรับโปรเซสเซอร์ AMD EPYC 7002 แล้ว ช่องเสียบหน่วยความจำ DDR4 ทั้ง 32 ช่องยังรองรับหน่วยความจำสูงสุดถึง 8TB ที่ความเร็ว 3200MHz G492 มีสวิตช์ PCIe Gen4 ในตัวซึ่งสามารถเพิ่มเลน PCIe Gen4 ได้มากขึ้น PCIe Gen4 มีประสิทธิภาพ I/O เป็นสองเท่าของ PCIe Gen3 และเปิดใช้งานพลังการประมวลผลของ NVIDIA A100 Tensor Core GPU อย่างเต็มที่

ด้วย NVIDIA GPU Acceleration ได้กลายเป็นเทคโนโลยีหลักในดาต้าเซ็นเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและวิศวกร มุ่งมั่นที่จะใช้ HPC และ AI ที่เร่งด้วย GPU มาตอบสนองความท้าทายที่สำคัญของโลกปัจจุบัน ตามที่ NVIDIA ระบุว่า A100 Tensor Core GPU นั้นมอบประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดดสูงสุดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า A100 PCIe GPU ยังคงรักษาโปรไฟล์ 250W TDP และการออกแบบเชิงกลเหมือนกับ V100 GPU รุ่นก่อนแต่เพิ่มความจุหน่วยความจำ HBM2 เป็น 40GB ความเร็วของการใช้ TensorFloat-32 (TF32) สำหรับ AI Training, NVIDIA A100 มีประสิทธิภาพเป็นหกเท่าของ V100 A100 สามารถจัดการกับการประมวลผลแบบ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งขนาดและความซับซ้อน โดยไม่ต้องเปลี่ยนรหัสใดๆ

BERT pre-training throughput using Pytorch, including (2/3) Phase 1 and (1/3) Phase 2 | Phase 1 Seq Len = 128, Phase 2 Seq Len = 512; V100: NVIDIA DGX-1™ server with 8x V100 using FP32 precision; A100: DGX A100 Server with 8x A100 using TF32 precision.

เซิร์ฟเวอร์ G492 ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อรองรับ NVIDIA A100 PCIe GPU, GIGABYTE ได้สร้าง PCIe Gen4 Switch ในระบบเพื่อสร้างเครือข่าย PCIe Mesh ความเร็วสูงรองรับการสื่อสารแบบ GPUDirect Peer-to-peer (P2P) ระหว่าง GPU และเทคโนโลยี RDMA เพื่อขนานกับคลัสเตอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ขึ้น.  GPU แต่ละตัวสามารถเข้าถึงหน่วยความจำของ GPU อื่นๆ โดยตรงผ่าน GPUDirect P2P ผ่าน PCIe Bus ช่วยลดการถ่ายโอนข้อมูลไปยังหน่วยความจำระบบของเซิร์ฟเวอร์และเพิ่มความเร็วในการแลกเปลี่ยนข้อมูล

ยกตัวอย่าง Deep Learning แพลตฟอร์ม เช่น TensorFlow และ MXNet ให้การสนับสนุน GPUDirect P2P และNVIDIA Collective Communication Library (NCCL) ก็ถูกปรับให้เหมาะสำหรับ GPUDirect P2P

การขยายเลน PCIe Gen4 ผ่าน PCIe Gen4 Switches ทำให้ความสามารถในการขยาย ของ G492 สูงกว่าเซิร์ฟเวอร์ G481 และ G482 ก่อนหน้านี้มาก นอกเหนือจากการมี 10 Dual-slot A100 GPUs ในแชสซี ยังมี PCIe x16 สามช่องและ OCP 3.0 หนึ่งช่องที่ด้านหน้าและด้านหลังของแชสซีให้ผู้ใช้มีตัวเลือกอัปเกรดการ์ดเสริม เช่น การ์ด SAS หรือ การ์ด NVIDIA Mellanox InfiniBand เพิ่มเติม ความน่าสนใจของ G492 เซิร์ฟเวอร์ซีรี่ย์ G492 อยู่ที่ Cost Per Performance ที่ต่ำ และความยืดหยุ่นสูงสำหรับผู้ใช้ในการกำหนดค่าด้วยตนเองและขยายขีดความสามารถในการคำนวณตามความต้องการ

GIGABYTE จะขยายระบบ NGC-Ready ในเร็ว ๆ นี้พร้อมๆกับ NVIDIA A100 GPUs. ระบบ NGC-Ready ถูกสร้างขึ้นสำหรับแอปพลิเคชั่น AI และได้รับการทดสอบการใช้งานและประสิทธิภาพของ Deep Learning และ Machine Learning โดยใช้ GPU-optimized ซอฟต์แวร์ จาก NVIDIA’s NGC Registry ช่วยให้ผู้ดูแลระบบมั่นใจในการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการใช้งานแอปพลิเคชัน AI

ในแง่ของการกำหนดค่าการจัดเก็บข้อมูล G492 สามารถติดตั้งฮาร์ดไดรฟ์ขนาด 3.5” หรือ 2.5” ถึง 12 ตัว ตัวบอร์ด Backplane รองรับโปรโตคอล SATA/SAS/NVMe ดังนั้นนอกเหนือจาก Large Cluster G492 ยังเหมาะสำหรับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรทั่วไปหรือห้องปฏิบัติการวิจัยที่ต้องเก็บข้อมูลให้มั่นคงปลอดภัย เซิร์ฟเวอร์ G492 และ NVIDIA A100 PCIe GPUs สามารถมอบพลังการประมวลผลที่ปฏิวัติวงการสำหรับงาน AI ทุกขนาด เร่งปริมาณงานทุกขนาดและช่วยให้ลูกค้าลดเวลาในการนำบริการของพวกเขาออกสู่ตลาด

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเซิร์ฟเวอร์ GIGABYTE G-series และ NVIDIA A100 GPU ได้ที่ https://www.gigabyte.com สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือความช่วยเหลือติดต่อเราโดยตรงผ่าน server.grp@gigabyte.com

from:https://www.techtalkthai.com/gigabyte-introduces-hpc-g-series-with-nvidia-a100-pcie-gpus/

รวมศูนย์การสำรองข้อมูลสู่ Backup Storage อัจฉริยะจาก HPE & Cohesity ง่ายต่อการบริหารจัดการและการเพิ่มขยาย

การสำรองข้อมูลนั้นนับเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจองค์กรต้องทำเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ใช้ในการทำงานแต่ละวันนั้นจะไม่สูญหายไปพร้อมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ Hardware, Software และการถูกโจมตีโดย Ransomware

อย่างไรก็ดี เมื่อธุรกิจองค์กรมีการสำรองข้อมูลมากขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือการบริหารจัดการข้อมูลที่สำรองเอาไว้นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะข้อมูลสำรองแต่ละชุดถูกจัดเก็บอย่างกระจัดกระจายบนอุปกรณ์ Local Storage และ Shared Storage ที่แตกต่างกัน ทำให้การใช้งาน Storage นั้นไม่มีประสิทธิภาพ และการจัดการปกป้องให้ข้อมูลที่ถูกสำรองเอาไว้นั้นไม่สูญหายไปทำได้ยาก อีกทั้งระบบสำรองขัอมูลที่ประกอบไปด้วย Software และ Hardware จำนวนมากมายนั้นก็มีความซับซ้อน และดูแลรักษาได้ยาก

เพื่อตอบโจทย์นี้ HPE จึงได้ทำการร่วมมือกับ Cohesity นำเสนอโซลูชัน Backup Storage สำหรับการ Backup และ Recovery โดยเฉพาะ ที่ได้รวมเอาทั้ง Software และ Hardware มาด้วยกันพร้อมรองรับการเพิ่มขยายได้ด้วยความเป็น Software-Defined Storage เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมีทางเลือกในการจัดการข้อมูล Backup อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

HPE and Cohesity for Modern Backup and Recovery สำรองข้อมูลได้อย่างง่ายดายและคุ้มค่าในหนึ่งเดียว

ภายในโซลูชันนี้ จะเป็นการนำเอา HPE Apollo และ HPE ProLiant Gen10 Server มาใช้เป็น Hardware เพื่อทำการติดตั้ง Cohesity DataPlatform สำหรับทำหน้าที่เป็น Scale-Out Storage พร้อมเสริมด้วย Cohesity DataProtect สำหรับทำ Backup ภายในระบบ ทั้งให้ทั้งระบบ Storage และ Backup นั้นสามารถเพิ่มขยายได้อย่างง่ายดาย ด้วยการติดตั้ง Server จาก HPE ที่ลง Software ของ Cohesity เอาไว้เพียงเท่านั้นก็สามารถเพิ่มทั้งความจุและประสิทธิภาพของระบบได้แล้ว

Server ของ HPE นั้นมีจุดเด่นที่มีรุ่นซึ่งรองรับการติดตั้ง HDD/SSD ได้เป็นจำนวนมาก ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างคุ้มค่าภายในระบบเดียว อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัยในระดับ Hardware และการบริหารจัดการได้จากระยะไกล รวมถึงผ่านการทดสอบโซลูชันร่วมกับ Cohesity มาเป็นอย่างดี ทำให้สามารถนำมาใช้งานได้อย่างมั่นใจ

ทางด้านของ Cohesity นั้น ก็จะเสริมความสามารถด้าน Software-Defined Storage และการทำ Backup เป็นหลัก เพื่อให้การสำรอง จัดเก็บ และกู้คืนข้อมูลทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นได้ภายในระบบเดียวกัน ง่าต่อการบริหารจัดการและการดูแลรักษาในระยะยาว โดย Cohesity มีความสามารถโดดเด่นสำหรับตอบโจทย์การสำรองและกู้คืนข้อมูลในธุรกิจองค์กรดังนี้

  • สามารถจัดเก็บข้อมูล Backup และ Unstructured Data ปริมาณมหาศาลได้ และเพิ่มขยายระบบได้แบบ Scale-Out
  • มีความสามารถทั้งการทำ Backup, Recovery, Replication และ Disaster Recovery ในระบบเดียว ลดความซับซ้อนด้านการสำรองข้อมูลและระบบลงได้เป็นอย่างมาก
  • รองรับการสำรองข้อมูลของหลากหลาย Workload ไม่ว่าจะเป็น Hypervisor, Database, Application, Big Data Hadoop และอื่นๆ
  • สามารถสำรองข้อมูลได้ทั้งสำหรับระบบแบบ Physical, Virtual, Cloud และ Edge
  • มีความสามารถ Cohesity SnapTree สามารถจัดเก็บข้อมูลที่สำรองเอาไว้แต่ละชุดในระดับ Application หรือ VM ให้พร้อมกู้คืนนำมาใช้งานได้ทันทีโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบ
  • ลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลลงได้ด้วยการทำ Global Deduplication
  • มีระบบ Search เพื่อค้นหาข้อมูลที่สำรองเอาไว้ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของ VM หรือ File ก็ตาม และสามารถเลือกการกู้คืนข้อมูลได้ทั้งการกู้คืนทั้งหมด, การกู้คืนเฉพาะไฟล์ หรือการกู้คืนเฉพาะ Object ที่ต้องการใน Exchange, SQL และ SharePoint
  • มีความสามารถ Cohesity DataLock และ Multi-Factor Authentication สำหรับปกป้องข้อมูลที่สำรองอยู่บน Cohesity ไม่ให้ถูกแก้ไขจากภายนอกหรือผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ได้ ลดความเสี่ยงที่ข้อมูลซึ่งสำรองเอาไว้จะถูกเข้ารหัสเรียกค่าไถ่โดย Ransomware ลง
  • สามารถทำงานร่วมกับบริการ Public Cloud ในรูปแบบ Cloud Tiering เพื่อจัดเก็บข้อมูลระยะยาวในงบประมาณที่คุ้มค่าได้
  • รองรับการนำข้อมูลที่สำรองไว้ไปใช้งานใน Dev/Test Workflow ได้ และสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ด้วย Cohesity หรือ Software อื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ด้าน Security, Compliance และ Analytics ได้
  • สามารถทำ Snapshot Integration ร่วมกับ HPE Nimble Storage ได้

จะเห็นได้ว่าการเลือกใช้งานโซลูชันของ HPE และ Cohesity นี้จะต่างจากโซลูชัน Backup ทั่วๆ ไป ที่ธุรกิจองค์การต้องออกแบบส่วนประกอบต่างๆ ของระบบ Backup มากมาย ทั้ง Management Server, Media Server, Tape Library และ Storage ทำให้ภาระของผู้ดูแลระบบนั้นสูงมากในแง่ของการ Integrate ระบบและการดูแลรักษาระบบ ในขณะที่การใช้ HPE และ Cohesity ร่วมกันนั้นจะทำให้ความซับซ้อนเหล่านี้หายไปทั้งหมด และบริหารจัดการทุกอย่างได้จากศูนย์กลาง เพิ่มขยายระบบได้อย่างง่ายดาย ไม่ทำให้การดูแลระบบด้านการสำรองข้อมูลเป็นภาระอันใหญ่หลวงของผู้ดูแลระบบอีกต่อไป

ศึกษาแนวทางการออกแบบระบบได้จาก Solution Guide

เพื่อให้ผู้ดูแลระบบ IT สามารถทำการศึกษาข้อมูลเชิงเทคนิคได้ก่อนตัดสินใจ ทาง HPE และ Cohesity จึงร่วมกันพัฒนาเอกสาร Solution Guide เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถทำการศึกษาข้อมูลได้ด้วยตนเองที่ https://www.cohesity.com/resource-assets/solution-guides/integrated-data-protection-with-cohesity-dataplatform-and-hpe-nimble-storage-solution-guide-en.pdf

สนใจโซลูชันของ HPE ติดต่อ Metro Connect

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆของ HPE สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม, ทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่แผนกการตลาด อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th หรือโทรติดต่อ 02-089-4508

from:https://www.techtalkthai.com/centralize-backup-to-storage-with-hpe-cohesity/