คลังเก็บป้ายกำกับ: SERVER_AND_STORAGE

[Guest Post] Microsoft Exchange Server โดนโจมตีผ่านช่องโหว่ ส่งผลต่อความมั่นคงด้านความปลอดภัยของข้อมูล

ฮือฮาวงการธุรกิจ Microsoft Exchange Server โดนโจมตีผ่านช่องโหว่จนนำไปสู่การโจมตีผ่านอีเมลเซิร์ฟเวอร์กว่า 500 เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่อังกฤษ ส่งผลให้องค์กรเหล่านั้นสูญเสียความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก ในขณะที่ไต้หวันก็โดนโจมตีผ่านอีเมลเซิร์ฟเวอร์เช่นกัน

 

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม และในช่วงแรกคาดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มแฮกเกอร์ Halfnium ที่มีเบื้องหลังเป็นรัฐบาลจีน แต่ทางจีนก็ออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนประเทศไทยก็ควรเตรียมการในการรับมือกับการโจมตีดังกล่าว เนื่องจากมีหลายองค์กรที่ใช้ Microsoft Exchange Server

สำหรับเหตุการณ์นี้ทาง Microsoft เองก็ได้ออกการอัปเดตใหม่เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว แต่ถ้าหากแฮกเกอร์ได้แทรกซึมเข้าไปได้แล้ว การอัปเดตนั้นก็ไม่มีความหมาย นี้จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการใช้โซลูชันความปลอดภัยสำหรับองค์กรจึงสำคัญ เนื่องจากเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าจะมีการโจมตีรูปแบบใดเกิดขึ้นได้บ้าง และ ESET Protect Advanced สามารถปกป้องได้ทั้งเครื่อง Endpoint และ Server พร้อมป้องกันภัยคุกคามที่ไม่เคยพบมาก่อน รวมไปถึงโปรแกรมเรียกค่าไถ่ (Ransomware) ด้วย Cloud Sandbox Analysis

ให้ทุกองค์กรเข้าถึงโซลูชันความปลอดภัยมากขึ้นด้วยการลด 20% สำหรับ ESET Protect Advanced เพื่อความปลอดภัยที่มากกว่าเดิม

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-microsoft-exchange-server-promotion/

NVIDIA เปิดตัวชิป CPU ในดาต้าเซ็นเตอร์ตัวแรก พร้อมนวัตกรรมใหม่ๆในงาน GTC 2021

ที่งาน Graphics Technology Conference (GTC) 2021 ของ Nvidia มีข่าวใหม่น่าตื่นตาตื่นใจจาก Nvidiaหลายอย่าง โดยไฮไลต์คือการประกาศเปิดตัว CPU ระดับดาต้าเซ็นเตอร์ตัวแรก รวมถึง Data Processing Unit (DPU) รุ่นใหม่ แพลตฟอร์มด้าน Autonomous Driving และ Framework สำหรับงานด้าน Quantum Computing และ Cybersecurity เราจึงขอสรุปไฮไลต์เหล่านั้นมาให้ได้ติดตามกันครับ

credit : zdnet.com

1.) GRACE – CPU ในดาต้าเซ็นเตอร์ตัวแรกจาก Nvidia

เมื่อปีก่อนเราคงได้ยินข่าวการเข้าซื้อ ARM ของ Nvidiaแล้ว (ติดตามข่าวเก่าได้จาก TechTalkthai https://www.techtalkthai.com/nvidia-to-acquire-arm-about-40-billions-from-softbank/) โดยผลงานจากวันนั้นคือการเปิดตัวชิปบนสถาปัตยกรรม ARM สำหรับงานด้าน AI หรือที่ต้องการประมวลผลแรงสูงอย่าง HPC ภายใต้ชื่อ ‘GRACE’

CPU ตัวใหม่นี้ทาง Nvidia คุยว่าสามารถเทรนพารามิเตอร์ในงาน Natural Language Processing (NLP) หลักล้านล้านตัวได้เร็วกว่าระบบ Nvidia DGX บน x86 ถึง 10 เท่า นอกจากนี้ด้วยเทคโนโลยี NVLink interconnect 4th ยังเร่งเร้าการเชื่อมต่อระหว่าง GRACE และ Nvidia GPU ได้ถึง 900 GB/s ซึ่งสูงกว่าแบนด์วิดท์ที่ทำได้ในเซิร์ฟเวอร์ทุกวันนี้กว่า 30 เท่า ไม่เพียงเท่านั้นยังรองรับ LPDDR5x ที่ให้แบนด์วิดท์สูงกว่า DDR4 2 เท่าและมีประสิทธิภาพด้านพลังงานดีกว่า 10 เท่า รวมถึงสถาปัตยกรรมแบบใหม่ยังสามารถบูรณาการ Cache เข้าด้วยกันใน Memory Address Space เป็นผืนเดียวกันง่ายต่อการโปรแกรมเข้าไปอีก

โดย Nvidia ประมาณการว่า GRACE จะออกสู่ตลาดได้ราวปี 2023 ซึ่งมีลูกค้าอย่าง Swiss National Supercomputing Centre (CSCS) และ the US Department of Energy’s Los Alamos National Laboratory มารอแล้วใน Supercomputer ที่จะถูกผลิตโดย HPE ในปี 2023

2.) Ominiverse Enterprise

Ominiverse Design เป็นโซลูชันที่ถูกเปิดตัวมาตั้งแต่ธันวาคมปีก่อน โดยสามารถบูรณาการ GPU เข้าด้วยกันเพื่อสร้างระบบ Simulation ประกอบกับรวบรวมแพลตฟอร์มที่จำเป็นกับการทำงาน 3D สำหรับ Omniverse Enterprise ก็เป็น License สำหรับองค์กรที่มาพร้อมกับ เซิร์ฟเวอร์ Nucleus สำหรับการปฏิบัติงานตอบโจทย์ทุกสเกลของงาน โดยปัจจุบัน Ominiverse มีลูกค้าแล้วกว่า 400 บริษัทอย่าง BMW ในโรงงานแบบ Digital Twin สำหรับการผลิตรถยนต์หรือผู้ผลิตเกมต่างๆ

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://developer.nvidia.com/nvidia-omniverse-platform

3.) DPU BLUEFIELD-3 

credit : Zdnet.com

Data Processing Unit (DPU) รุ่นใหม่ของ Nvidia หรือ BlueField-3 โดย DPU เป็นแนวคิดแยกส่วนประมวลผลเพื่อเร่งเร้าประสิทธิภาพของการทำงานให้ SDN, Storage หรือ Cybersecurity โดยชิปรุ่นใหม่ BlueField-3 มาพร้อมกับ Arm A78 16 คอร์ ซึ่งสามารถยกระดับการประมวลผลทราฟฟิคด้านเครือข่ายได้ถึง 400 Gbps หากเมื่อเทียบกับ DPU รุ่นก่อน BlueField-3 มีประสิทธิภาพด้านการเข้ารหัสได้ดีว่าถึง 4 เท่าและมีพลังการประมวลผลได้ดีกว่า 10 เท่า นอกจากนั้นยังรองรับกับ PCIe 5

โดย Nvidia เตรียมความพร้อมในการโปรแกรม BlueField ให้ผ่าน DOCA 1.0 SDK ปัจจุบันมีเสียงตอบรับแล้วจากพาร์ทเนอร์อย่าง Dell Technologies, Inspur, Lenovo และ Supermicro รวมถึงผู้ให้บริการคลาวด์อย่าง Baidu, JD.com, UCloud และแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Canonical, Red Hat และ VMware ในด้านตลาด Cybersecurity และ Storage ตัว BlueField ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เล่นชั้นนำด้านนี้อย่าง Fortinet, Guardicore, DDN, NetApp, Cloudflare, F5 และ Juniper Networks คาดว่า BlueField-3 จะพร้อมลงสนามได้ราว Q1 ปี 2022

4.) CUQUANTUM SDK

ถึงแม้ Nvidia จะไม่ใช้ผู้ผลิต Quantum Computer แต่ก็มีส่วนในการพัฒนางานนี้ สำหรับการใช้ Classical เพื่อทำ Quantum Simulation ที่อาศัย GPU ตัว cuQuantum SDK ที่ Nvidia ประกาศออกมานี้ จะช่วยให้นักวิจัยเข้าไปดึงความสามารถจาก GPU มาใช้ตอบโจทย์นั้น โดยนักวิจัยจาก Caltech ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการใช้ cuQuantum กับ Google Sycamore circuit ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 9 เท่าต่อ GPU

5.) EGX AI Platform for Enterprise

ไอเดียคือการทำ Certified ให้การใช้งานระหว่างแพลตฟอร์มระดับองค์กร โดยมีการทำ Certified 2 ส่วนคือแพลตฟอร์ม NVIDIA EGX กับ Atos, Dell Technologies, GIGABYTE, H3C, Inspur, Lenovo, QCT และ Supermicro อีกส่วนคือ Nvidia A10 และ A30 แพลตฟอร์มอย่าง VMware vSphere ซึ่งแพลฟอร์มเหล่านี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในแอปพลิเคชันขององค์กรอยู่แล้ว เมื่อเพิ่ม Nvidia เข้ามาก็เพิ่มความสามารถด้าน AI Workload เข้ามาด้วย หรือกล่าวคือเพิ่มความสามารถ AI จากโซลูชัน Nvidia ให้แอปพลิเคชันขององค์กรนั่นเอง ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://nvidianews.nvidia.com/news/nvidia-and-global-computer-makers-launch-industry-standard-enterprise-server-platforms-for-ai

6.) Data Center Security Framework ‘Morpheus’ 

Morpheus เป็น AI Framework ด้าน Cybersecurity ที่ Nvidia แนะว่าจะสามารถดึงเข้าความสามารถ AI ของตนและ BlueFiled-3 ซึ่งอย่างหลังอาจวางอยู่บน Edge อยู่แล้ว โดย Morpheus จะช่วยให้สามารถประมวลผลแพ็กเก็ตที่วิ่งผ่าน Data Center ได้แบบเรียลไทม์ หลังจากนั้นจะส่งข้อมูลต่อไปยัง EGX Server เพื่อวิเคราะห์เชิงลึกต่อไป ทั้งหมดนี้พาร์ทเนอร์อย่าง ARIA Cybersecurity Solutions, Cloudflare, F5, Fortinet, Guardicore, Canonical, Red Hat และ VMware  ได้ขานรับ Framework นี้เพื่อทำงานร่วมกันกับ Nvidia แล้ว

7.)  Jarvis conversational AI framework

Nvidia ได้ประกาศพร้อมใช้งาน Javis หรือ conversational AI framework ให้นักพัฒนาได้นำไปเทรนโมเดล Deep Learning เพื่อสร้าง AI ในการสนทนาแล้ว โดย Framework มีจุดเด่นอย่างการทำ Speech Recognition ได้อย่างแม่นยำ มีความสามารถในการแปลได้หลายภาษาในระดับเรียลไทม์ รวมถึง Text-to-Speech ยิ่งเมื่อรวมกับปัจจัยจาก Nvidia GPU จะยิ่งแสดงศักยภาพได้ดีขึ้น

8.) Autonomous Platform

ในมุมของพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ Nvidia ได้ประกาศนวัตกรรมใหม่คือ Atlas หรือแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพของโปรเซสเซอร์ถึง 1000 TOPS ซึ่งแรงกว่ารุ่นก่อนหน้า 4 เท่า โดย System-on-chip (SOC) อาศัยสถาปัตยกรรม GPU และ Arm CPU ใหม่ผสานพลังกับ BlueField ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ช่วยป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ชนกับแพลตฟอร์มรุ่นก่อนอย่าง Orin (254 TOPS) ที่กำหนดเริ่มปี 2022 ทาง Nvidia ได้ประกาศแผนของ Atlas ในปี 2025

โดยผลงานของ Orin ทาง Nvidia คุยว่าลูกค้าอย่าง Volvo ได้เตรียมนำไปใช้ในรถยนต์อัตโนมัติรุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่ารุ่นแรกน่าจะเป็น Volvo XC90 อย่างไรก็ดี Autonomous Platform เป็นสิ่งที่ควบคู่กันไปกับ Omniverse ในการทำเทรนโมเดลในระบบ Perception ในงานด้านนี้เพื่อจำลองกระบวนการตัดสินใจได้

9.) DGX Superpod

DGX superPOD เป็น Cloud-Native Supercomputer (https://www.nvidia.com/en-us/data-center/dgx-superpod/) ซึ่งในรุ่นต่อไปจะมีการพัฒนาไปใช้ DGX A100 มากกว่า 20 ตัวที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Nvidia InfiniBand HDR networking โดยย้อนไปที่รุ่นปัจจุบันของ superPOD มีการใช้งาน BlueField-2 อย่างไรก็ดีคาดว่า superPOD ใหม่จะสามารถให้บริการผ่านทางพาร์ทเนอร์ได้ใน Q2 ปีนี้ ในวาระเดียวกัน Nvidia ยังได้ประกาศถึง DGX Station A100 หรือเดสก์ท็อปสำหรับงาน AI สนนราคา Subscription ที่ 9,000 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือน 

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/everything-announced-at-nvidias-gtc-2021-a-data-center-cpu-a-new-autonomous-driving-soc-an-sdk-for-quantum-circuit-simulations-and-more/

from:https://www.techtalkthai.com/nvidia-launches-first-cpu-grace-omniverse-enterprise-bluefield3-morpheus-cuquantum-sdk-and-more-in-gtc-2021/

[Video] แนะนำ NetBackup SaaS Protection (Hubstor) โดย Yip In Tsoi

HubStor หรือในชื่อใหม่ NetBackup SaaS Protection เป็นโซลูชันสำรองและกู้คืนข้อมูล สำหรับข้อมูลที่ใช้พื้นฐานบนแพล็ตฟอร์ม SaaS เช่น Microsoft 365 โดยสามารถปกป้องข้อมูลจาก Human Error, Malware, Ransomware และกู้คืนข้อมูลได้อย่างไร้อุปสรรค รวมทั้งรองรับการ Scale ถึงระดับ Petabyte และถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ผ่าน API หรือ Web Console ของ NetBackup SaaS Protection (Hubstor) นอกจากนี้ ยังรองรับการทำ Active Directory (AD) Integration, การกำหนด Tenant และ Security Hardening เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่เก็บไว้มีความปลอดภัยอย่างแน่นอน

ร่วมตอบคำถามจาก Veritas และ Yip In Tsoi รับรางวัลสำหรับท่านที่ตอบคำถามถูกต้อง 5 ลำดับแรก https://go.techtalkthai.com/2021/04/veritas-and-yip-in-tsoi-quiz/

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมติดต่อ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

เบอร์โทรศัพท์ : 02 353 8600 ต่อ 3210
e-mail : yitmkt@yipintsoi.com

#YIPINTSOI
#VERITAS

from:https://www.techtalkthai.com/video-veritas-netbackup-saas-protection-hubstor-by-yip-in-tsoi/

[Guest Post] อินเทลเปิดตัวแพลตฟอร์มศูนย์ข้อมูลพร้อมประสิทธิภาพล้ำหน้าสูงสุด

อินเทลเปิดตัว Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 โปรเซสเซอร์ศูนย์ข้อมูลเพียงหนึ่งเดียวพร้อม AI ในตัวส่งมอบประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 46% โดยเฉลี่ย

ประเด็นสำคัญของข่าว

  • โปรเซสเซอร์ Intel® Xeon® Scalable เจนเนอเรชั่น 3 มาพร้อมกับชุดผลิตภัณฑ์ของอินเทล ได้แก่ หน่วยความจำและหน่วยจัดเก็บข้อมูล Intel Optane, อะแดปเตอร์เครือข่ายอีเธอร์เน็ต, อุปกรณ์ FPGA รุ่นล่าสุด และโซลูชันซอฟต์แวร์ที่ได้รับการปรับแต่งอย่างเหมาะสมที่สุด เพื่อมอบประสิทธิภาพในการทำงานและเวิร์กโหลดที่เพิ่มขึ้นบนแอพพลิเคชันต่างๆ เช่น ไฮบริดคลาวด์, การประมวลผลประสิทธิภาพสูง (high performance computing – HPC), ระบบเครือข่าย และ Edge อัจฉริยะ
  • โปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมกับสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่น พร้อมการเร่งความเร็วปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในตัว ด้วยเทคโนโลยี Intel® DL Boost และยังมีความสามารถด้านความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อช่วยปกป้องข้อมูลและโค้ดแอปพลิเคชันด้วย Intel® Software Guard Extension (Intel® SGX) และ Intel® Crypto Acceleration
  • โปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 รุ่นใหม่ล่าสุด กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมียอดขายมากกว่า 200,000 หน่วยสำหรับรายได้ในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2564 และถูกนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ ผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำของโลกที่เตรียมพร้อมให้บริการด้านต่างๆ, การออกแบบเพื่อลงมือผลิตมากกว่า 250 รายการ กับพันธมิตร OxM กว่า 50 ราย, ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมและผู้ให้บริการด้านการสื่อสารรายใหญ่กว่า 15 ราย ที่เตรียมพร้อมใช้งาน POC และระบบเครือข่ายต่างๆ รวมถึงห้องปฏิบัติการ HPC กว่า 20 แห่ง และการให้บริการด้าน HPC (HPC-as-a-service) ที่ใช้ประโยชน์จากโปรเซสเซอร์ Xeon Scalable รุ่นล่าสุดของเรา

 

วันนี้ อินเทลเปิดตัวแพลตฟอร์มศูนย์ข้อมูลที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ปรับแต่งมาอย่างเหมาะสมเพื่อมอบพลังรองรับเวิร์กโหลดที่หลากหลายในวงการอุตสาหกรรม ตั้งแต่ระบบคลาวด์ ระบบเครือข่าย ไปจนถึง Edge อัจฉริยะ โดยโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 (ภายใต้ชื่อรหัส “Ice Lake”) เป็นรากฐานของแพลตฟอร์มศูนย์ข้อมูลของอินเทล ที่จะดึงขุมพลังจาก AI เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างประโยชน์จากโอกาสทางธุรกิจต่างๆ ที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน

โปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 ส่งมอบประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยได้ปรับปรุงประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 46% สำหรับเวิร์กโหลดต่างๆ ที่นิยมใช้งานในศูนย์ข้อมูล[i] นอกจากนี้ ตัวโปรเซสเซอร์ยังเพิ่มความสามารถของแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่ดีขึ้น รวมถึง Intel SGX เพื่อการรักษาความปลอดภัยในตัว, และการเร่งความเร็ว AI ด้วย Intel Crypto Acceleration และ Intel DL Boost ซึ่งความสามารถใหม่ๆ เหล่านี้ เมื่อรวมกับ Intel® Select Solutions และ Intel® Market Ready Solutions แล้ว จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเร่งการปรับใช้งานบนระบบคลาวด์, AI, องค์กรธุรกิจ, การประมวลผลประสิทธิภาพสูง, ระบบเครือข่าย, ความปลอดภัย และแอปพลิเคชัน Edge ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

นายนาวิน เชนอย รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไปของ Data Platforms Group ของอินเทล กล่าวว่า “แพลตฟอร์ม Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 ของเรา เป็นแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุดในประวัติศาสตร์ของอินเทล ซึ่งได้รับการออกแบบเพื่อจัดการกับเวิร์กโหลดที่หลากหลาย ตั้งแต่ระบบคลาวด์ ระบบเครือข่าย ไปจนถึง Edge เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราก้าวนำการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมระดับโลกที่กำลังเร่งอัตราเร็วยิ่งขึ้น และสามารถทำงานเพื่อเสริมสร้างชีวิตผู้คนบนโลกใบนี้ได้เคียงข้างกันไปกับอินเทล โดยอินเทลอยู่ในจุดที่ไม่เหมือนใคร ด้วยสถาปัตยกรรม การออกแบบ และการผลิตเพื่อส่งมอบซิลิคอนอัจฉริยะและโซลูชันอันหลากหลายตรงตามความต้องการของลูกค้าของเรา”

 

โปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3

ด้วยการใช้เทคโนโลยีขนาด 10 นาโนเมตร (nanometer: nm) ของโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 ใหม่ล่าสุด ที่มอบจำนวนคอร์สูงสุด 40 คอร์ต่อโปรเซสเซอร์ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยเฉลี่ยสูงสุดถึง 2.65 เท่า เมื่อเทียบกับระบบเก่าที่มีอายุ 5 ปี[ii] แพลตฟอร์มดังกล่าวสามารถรองรับหน่วยความจำระบบได้สูงสุดถึง 6 เทราไบต์ต่อซ็อกเก็ต, หน่วยความจำ DDR4-3200 สูงสุด 8 แชนเนลต่อ
ซ็อกเก็ต, และ PCIe Gen4 สูงสุด 64 เลนต่อซ็อกเก็ต

นอกจากนี้ โปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 ได้ปรับแต่งอย่างเหมาะสมเพื่อรองรับการรันเวิร์กโหลดสมัยใหม่ทั้งในสภาพแวดล้อมแบบในสถานที่ (On-premise) และบนมัลติคลาวด์แบบกระจายตัว โดยตัวโปรเซสเซอร์ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งานผ่านสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่น รวมถึงความสามารถด้านความปลอดภัยขั้นสูงในตัว โดยใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมต่างๆ ที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ

  • การเร่งความเร็ว AI ในตัว: โปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 ใหม่ล่าสุด ที่พร้อมส่งมอบประสิทธิภาพด้าน AI ประสิทธิภาพด้านการทำงาน และความเรียบง่าย ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถปลดล็อกข้อมูลเชิงลึกที่ทรงคุณค่าได้มากขึ้น ซึ่งโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่เหล่านี้เป็น CPU ศูนย์ข้อมูลเพียงรุ่นเดียวที่มาพร้อมการเร่งความเร็ว AI ในตัว การปรับแต่งประสิทธิภาพซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุม และโซลูชันแบบพร้อมใช้งานทันที ทำให้การผนวก AI เข้ากับทุกๆ แอปพลิเคชันเป็นจริงได้ ตั้งแต่จาก Edge ไปยังระบบเครือข่าย จนถึงระบบคลาวด์ ทั้งนี้ การปรับแต่งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ล่าสุดยังส่งมอบประสิทธิภาพ AI ที่เร็วขึ้นถึง 74% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และเพิ่มประสิทธิภาพได้สูงสุดถึง 5 เท่าสำหรับเวิร์กโหลด AI ยอดนิยมที่หลากหลายถึง 20 ประเภท เมื่อเทียบกับ AMD EPYC 7763 เจนเนอเรชั่น 3 และสูงสุดถึง 1.3 เท่า เมื่อเทียบกับ Nvidia A100 GPU[iii]
  • การรักษาความปลอดภัยในตัว: ด้วยผลการศึกษาวิจัยหลายร้อยชิ้น การปรับการผลิตหลายร้อยครั้ง และความสามารถที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Intel SGX ปกป้องโค้ดและข้อมูลที่ละเอียดอ่อน โดยทำให้พื้นที่ที่อาจถูกโจมตีได้มีขนาดเล็กลงที่สุดภายในระบบ โดย Intel SGX สามารถใช้งานได้บนโปรเซสเซอร์ Xeon Scalable แบบ 2 ซ็อกเก็ต ซึ่งมาพร้อม Enclave ต่างๆ ที่สามารถแยกและประมวลผลโค้ดและข้อมูลได้สูงสุดถึง 1 เทราไบต์ เพื่อรองรับความต้องการของเวิร์กโหลดหลัก เมื่อรวมกับฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้แก่ Intel® Total Memory Encryption และ Intel® Platform Firmware Resilience แล้ว ทำให้โปรเซสเซอร์ Xeon Scalable รุ่นล่าสุดสามารถตอบโจทย์ข้อกังวลต่างๆ ด้านการปกป้องข้อมูลที่เร่งด่วนที่สุดในปัจจุบัน
  • การเร่งความเร็วคริปโตในตัว: Intel Crypto Acceleration มอบประสิทธิภาพสุดล้ำของอัลกอริธึมการเข้ารหัสลับ (Cryptographic algorithm) ที่สำคัญๆ อย่างทั่วถึง โดยธุรกิจที่ต้องจัดการกับเวิร์กโหลดที่มีการเข้ารหัสอย่างเข้มข้น เช่น ผู้ค้าปลีกออนไลน์ที่มีการประมวลผลธุรกรรมของลูกค้าหลายล้านรายการต่อวัน สามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถดังกล่าวเพื่อปกป้องข้อมูลของลูกค้า โดยไม่มีผลกระทบด้านเวลาที่ใช้ในการตอบสนองต่อผู้ใช้งาน หรือต่อประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ

นอกจากนี้ เพื่อเร่งเวิร์กโหลดบนแพลตฟอร์ม Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถปรับแต่งแอปพลิเคชันของตนได้ด้วยเครื่องมือเขียนโปรแกรมข้ามสถาปัตยกรรมแบบเปิด oneAPI ซึ่งมอบอิสระจากข้อจำกัดทางเทคนิคและต้นทุนของโมเดลที่มีกรรมสิทธิ์ต่างๆ ทั้งนี้ ชุดเครื่องมือ Intel® oneAPI ช่วยให้สามารถนำประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์, AI, และการเข้ารหัส ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ผ่านเครื่องมือขั้นสูงทั้งคอมไพเลอร์, ไลบรารี, และเครื่องมือการวิเคราะห์และดีบัก

โปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 รองรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Intel® IoT Market Ready Solutions ที่พร้อมใช้งานทันทีมากกว่า 500 รายการ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ Intel Select Solutions ที่ช่วยเร่งการปรับใช้งานตามความต้องการของลูกค้า โดยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Intel Select Solutions ของเราจะทยอยปรับปรุงใหม่มากถึง 80% ภายในสิ้นปีนี้

 

แพลตฟอร์มศูนย์ข้อมูลชั้นนำของอุตสาหกรรม

แพลตฟอร์มศูนย์ข้อมูลของอินเทล ถือเป็นแพลตฟอร์มที่แพร่หลายมากที่สุดในตลาด พร้อมความสามารถที่เหนือกว่าใครในการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูล แพลตฟอร์ม Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 ใหม่ล่าสุด ประกอบด้วยหน่วยความจำ Intel Optane 200 series, Intel Optane Solid State Drive (SSD) P5800X, และ Intel® SSD D5-P5316 NAND SSD รวมถึงอะแดปเตอร์เครือข่าย Intel Ethernet 800 series และอุปกรณ์ Intel® Agilex FPGA รุ่นล่าสุด ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ 3rd Gen Intel Xeon Scalable platform product fact sheet.

 

มอบประสิทธิภาพที่ยืดหยุ่นตั้งแต่บนคลาวด์, ระบบเครือข่าย, ไปจนถึง Edge อัจฉริยะ

แพลตฟอร์ม Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 ล่าสุดของเรา ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมสำหรับกลุ่มตลาดที่หลากหลาย ตั้งแต่ระบบคลาวด์ ไปจนถึง Edge อัจฉริยะ

  • สำหรับคลาวด์ : โปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 ได้รับการออกแบบและปรับแต่งให้เหมาะสมต่อความต้องการขั้นสูงของเวิร์กโหลดบนคลาวด์ และรองรับสภาพแวดล้อมการให้บริการที่หลากหลาย ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ทั่วโลกกว่า 800 ราย ใช้งานโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable และผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่ที่สุดทุกรายวางแผนที่จะนำเสนอบริการบนคลาวด์ที่ขับเคลื่อนโดยโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 ในปี พ.ศ. 2564 นี้
  • สำหรับเครือข่าย: โปรเซสเซอร์ SKU “N” ที่ปรับแต่งมาสำหรับระบบเครือข่าย ออกแบบมาเพื่อรองรับสภาพแวดล้อมเครือข่ายอันหลากหลาย และปรับแต่งให้เหมาะสมกับเวิร์กโหลกที่หลากหลายและระดับประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน โปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 มอบประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 62% โดยเฉลี่ย บนระบบเครือข่ายที่เปิดใช้งานในวงกว้างและเวิร์กโหลดของเครือข่าย 5G เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า[iv] ด้วยการทำงานร่วมกับระบบที่หลากหลายของสมาชิก Intel® Network Builders กว่า 400 ราย อินเทลได้ส่งมอบแบบแผนโซลูชันที่ใช้ SKU “N” ของโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 ซึ่งทำให้การรับรองคุณสมบัติทำได้อย่างรวดเร็ว และลดระยะเวลาในการปรับใช้งานของ vRAN, NFVI, Virtual CDN และอื่นๆ อีกมาก
  • สำหรับ Edge อัจฉริยะ: โปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 มอบประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการควบคุมการปฏิบัติงานที่จำเป็นสำหรับ AI ที่ทรงพลัง, การวิเคราะห์ภาพหรือวิดีโอที่ซับซ้อน, และปริมาณเวิร์กโหลดที่รวมเข้าด้วยกันที่ Edge อัจฉริยะ โดยแพลตฟอร์มนี้สามารถมอบประสิทธิภาพการอนุมานของ AI ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 56 เท่า สำหรับการจำแนกภาพเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ หน้า[v]

 

[i] ดูรายละเอียดที่หน้า [125] จาก www.intel.com/3gen-xeon-config. ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน 

[ii] ดูรายละเอียดที่หน้า [25] จาก www.intel.com/3gen-xeon-config. ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน 

[iii] ดูรายละเอียดที่หน้า [123, 43, 44] จาก www.intel.com/3gen-xeon-config. ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน 

[iv] ดูรายละเอียดที่หน้า [91] จาก www.intel.com/3gen-xeon-config. ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน 

[v] ดูรายละเอียดที่หน้า [121] จาก www.intel.com/3gen-xeon-config. ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกัน    

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-intel-xeon-scalable-gen-3/

Dell Technologies อัปเดตความสามารถให้ PowerProtect Platform รองรับ SaaS

Dell Technologies ได้จับมือกับ Druva หรือ PowerProtect Backup Service เพื่อขยายความสามารถให้ PowerProtect รองรับการใช้งาน SaaS ได้

Credit: Dell Technologies

แพลตฟอร์ม PowerProtect นั้นถูกปล่อยออกมากว่า 2 ปีแล้วแต่บริการใหม่ที่ผนึกเอาความสามารถของ Druva (https://www.druva.com/) หรือ PowerProtect Backup Service จะรองรับข้อมูลของแอปพลิเคชัน SaaS อย่าง Microsoft 365, Google Workspace, Salesforce รวมถึงสามารถบริหารจัดการ Workload ทั้งหมดได้จาก Web-based

ในส่วนของ AWS ผู้ใช้งานจะสามารถใช้ PowerProtect Cloud Snapshot Manager และ PowerProtect DD Virtual Edition เพื่อทำสำเนา Snapshots ไปยัง Object Storage ได้ 

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/dell-launches-new-dell-emc-powerprotect-backup-service/ และ https://www.sdxcentral.com/articles/news/dell-powerprotect-gets-saas-y-backup-protection/2021/04/ และ https://blocksandfiles.com/2021/01/22/dell-emc-druva-backup-as-a-service-offering/

from:https://www.techtalkthai.com/dell-powerprotect-platform-backup-service-power-by-druva/

ดูแลรักษาระบบ Virtualization อย่างครบวงจรแบบอัตโนมัติ ด้วย HPE InfoSight ระบบ AI อัจฉริยะช่วยจัดการ Data Center จาก HPE

ระบบ Virtualization นั้นได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบ IT ภายในหลายธุรกิจองค์กร โดยไม่ว่าระบบนั้นๆ จะติดตั้งใช้งานบน Server, Storage, HCI หรือ dHCI ก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วเมื่อระบบถูกใช้งานไปนานๆ และมีการเพิ่มขยายทรัพยากรในระบบอย่างต่อเนื่อง ระบบก็จะมีความซับซ้อนที่สูงขึ้น และยากต่อการดูแล

HPE มีวิสัยทัศน์ในการช่วยเหลือผู้ดูแลระบบ IT ทั่วโลกให้สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้ ด้วยการประยุกต์นำเทคโนโลยี AI มาใช้ช่วยดูแลระบบ Data Center ในทุกส่วนตั้งแต่ Virtualization, Server, Storage และ Network ได้อย่างครอบคลุม ภายใต้โซลูชัน HPE InfoSight ผู้ช่วย AI อัจฉริยะที่พร้อมช่วยดูแลทุกโซลูชันจาก HPE นั่นเอง

HPE InfoSight: ให้ AI เป็นผู้ช่วยดูแล Data Center ของธุรกิจองค์กร

credit : HPE

HPE InfoSight นั้นถือเป็นโซลูชันระบบ AIOps แรกๆ ของวงการที่ถูกเปิดตัวออกมาและใช้งานเป็นวงกว้าง โดยแนวคิดของ HPE InfoSight นั้นก็คือการมีระบบ AI ที่ทำงานอยู่บน Cloud ซึ่งทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและปัญหาที่ถูกตรวจพบภายในระบบ Virtualization, Server และ Storage นั่นเอง

แรกเริ่มนั้น HPE InfoSight สามารถใช้งานได้กับโซลูชัน HPE Nimble Storage เท่านั้น และโซลูชันดังกล่าวนี้ก็ได้ถูกต่อยอดมาใช้งานกับโซลูชันอื่นๆ ของ HPE เพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น HPE Primera, HPE 3PAR StoreServ, HPE SimpliVity, HPE Synergy หรือแม้แต่ HPE ProLiant Server และ HPE Apollo Server ก็ตาม

ความสามารถของ HPE InfoSight นั้นมีด้วยกันหลากหลาย เช่น

  • การตรวจสอบค้นหาปัญหาหรือแนวโน้มการเกิดปัญหาภายในระบบต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลผสานรวมจากหลายระบบ ทั้ง Virtualization, Server, Storage และ Network พร้อมแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหา
  • การวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตของระบบส่วนต่างๆ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การวางแผนลงทุนเพิ่มขยายระบบเป็นไปได้อย่างแม่นยำ
  • การทำงานแบบ Proactive Maintenance ด้วยการเปิด Ticket ไปยัง HPE โดยอัตโนมัติ และจัดการตรวจสอบว่าหากปัญหาถูกแก้ไขแล้ว ก็ให้ทำการปิด Ticket ได้ด้วยตนเองแบบอัตโนมัติ
  • สามารถเรียนรู้ปัญหาใหม่ๆ เพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง จากข้อมูลที่ได้รับจากระบบ IT ต่างๆ กว่า 100,000 ระบบที่ทำการส่งข้อมูลมาทำการวิเคราะห์บน HPE InfoSight อย่างต่อเนื่อง

ด้วยแนวทางดังกล่าวนี้ HPE InfoSight จึงเป็น AI ที่จะมีความชาญฉลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ด้วยการรวบรวมองค์ความรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบ IT ของธุรกิจองค์กรทั่วโลก และนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาใช้แก้ไขปัญหาให้กับระบบอื่นๆ ได้โดยอัตโนมัติ

กรณีศึกษา: HPE InfoSight + HPE Nimble Storage dHCI บริหารจัดการทั้ง Stack ของ Virtualization Infrastructure ได้ด้วย AI

credit : HPE

ท่ามกลางกระแสความนิยมของโซลูชัน Hyperconverged Infrastructure (HCI) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากความง่ายดายในการติดตั้งและเริ่มต้นใช้งาน ทำให้งานของผู้ดูแลระบบ IT ใน Day 0 และ Day 1 นั้นกลายเป็นเรื่องง่าย แต่หลายธุรกิจองค์กรเองก็เริ่มเผชิญกับปัญหาในการใช้ระบบ HCI ในระยะยาวกันแล้ว นั่นก็คือการดูแลรักษาระบบในระยะยาวหรือ Day 2 Operation นั่นเอง

ด้วยความที่ระบบ HCI นั้นถูกออกแบบมาให้ทำงานแบบ Software-Defined ทั้งหมด และมีส่วนประกอบภายในที่หลากหลายได้แก่ Virtualization, Compute, Storage และ Network ในหนึ่งเดียว ในขณะที่ตัว Server Hardware ที่ถูกนำมาใช้ใน HCI เองนั้นก็ยังคงมีส่วนของ CPU, RAM, Disk, Network Interface และ BIOS/Firmware ในส่วนต่างที่ยังต้องดูแลอยู่เหมือนเดิม ดังนั้นถึงแม้ HCI จะติดตั้งและเริ่มต้นใช้งานได้ง่าย แต่ในการดูแลรักษานั้นก็แทบจะไม่แตกต่างจากระบบ Virtualization แบบดั้งเดิมมากนัก เพียงแค่เปลี่ยนจากการดูแลระบบ Physical Hardware จำนวนมากที่เชื่อมต่อกัน มาเป็น Software-Defined ที่หลากหลายซึ่งทำงานร่วมกันและมีระบบบริหารจัดการแบบศูนย์กลางเท่านั้น

HPE InfoSight ในฐานะของระบบ AI อัจฉริยะที่จะเข้ามาช่วยผู้ดูแลระบบ IT ในการดูแลรักษา Data Center ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และวางแผนเพิ่มขยายได้อย่างแม่นยำนี้ ก็สามารถตอบโจทย์การดูแลรักษาระบบ HCI ไปจนถึงระบบที่เป็นทางเลือกสำหรับ HCI อย่าง Disaggregated HCI ได้อย่างง่ายดาย โดยในบทความนี้เราจะหยิบยกตัวอย่างของการนำ HPE InfoSight มาใช้เพื่อช่วยดูแลรักษาระบบ HPE Nimble Storage dHCI ซึ่งเป็นโซลูชัน Disaggregated HCI จาก HPE กัน

1. การดูแลรักษาระบบในระดับ Virtualization

HPE InfoSight จะทำการรวบรวมข้อมูลสถิติการใช้งานภายในระบบ Virtualization อย่าง VMware เพื่อนำไปแสดงผลการใช้งานและทำการวิเคราะห์เพื่อแนะนำถึงตรวจสอบค้นหาปัญหาต่างๆ เช่น การใช้พลังประมวลผลของแต่ละ VM ที่อาจมากผิดปกติ, ปริมาณการใช้ RAM ที่อาจเพิ่มขึ้นจนระบบมีไม่เพียงพอให้ใช้งาน หรือการเข้าถึงข้อมูลบางส่วนที่อาจเกิด Latency มากเกินไป เป็นต้น

HPE InfoSight ไม่เพียงแต่นำข้อมูลบนระบบ Virtualization มาใช้ในการวิเคราะห์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำข้อมูลจากระบบส่วนอื่นๆ เช่น Server, Storage และ Network มาใช้ร่วมวิเคราะห์ได้ด้วย ทำให้เมื่อเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมา HPE InfoSight จะสามารถช่วยค้นหาต้นเหตุของปัญหาเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถให้คำแนะนำได้ว่าควรจะต้องแก้ไขอย่างไร

2. การดูแลรักษาระบบในส่วนของ Compute

HPE InfoSight สามารถติดตามปริมาณการใช้งาน CPU และ RAM ที่เกิดขึ้นในระบบได้ และยังสามารถตรวจจับเหตุการณ์การใช้ทรัพยากรในการประมวลผลที่สูงผิดปกตินี้ได้ทั้งในระดับของ VM และ Server เพื่อให้สามารถทำการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด เช่น การแนะนำให้ย้าย VM ที่ใช้ทรัพยากรบางส่วนสูงไปยัง Physical Server เครื่องอื่นในระบบที่ยังคงมีทรัพยากรส่วนนั้นอย่างเพียงพอ เป็นต้น

การรวบรวมข้อมูลในส่วนนี้จะผสานรวมกันทั้งข้อมูลจากระบบ Virtualization และข้อมูลที่ได้รับจาก HPE iLO ซึ่งเป็นข้อมูลจาก Physical Server โดยตรง ดังนั้น HPE InfoSight จึงสามารถใช้ช่วยในการบริหารจัดการลงไปได้ถึงระดับของ Hardware, BIOS และ Firmware เลยทีเดียว

3. การดูแลรักษาระบบในส่วนของ Storage

สำหรับระบบ HCI ทั่วๆ ไปนั้น ข้อมูลในส่วนของ Storage จะถูกรวบรวมจากระบบ Software-Defined Storage ที่ใช้งานและข้อมูลจาก SSD/HDD ภายใน Server แต่สำหรับกรณีของ HPE Nimble Storage dHCI นี้ ส่วนของ Storage จะถูกย้ายมาอยู่บน HPE Nimble Storage แทนทั้งหมด ซึ่ง HPE InfoSight ก็สามารถทำการรวบรวมข้อมูลจาก HPE Nimble Storage มาวิเคราะห์ร่วมกันได้

ในการวิเคราะห์ข้อมูลของ HPE Nimble Storage นี้ จะมีทั้งส่วนของความจุหรือ Capacity ที่ระบบสามารถแสดงผลพื้นที่ที่ถูกใช้ในการจัดเก็บข้อมูล และการทำ Data Reduction เพื่อลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Deduplication, การทำ Compression หรือการ Clone ก็ตาม ในขณะที่ข้อมูลเชิงประสิทธิภาพอย่างเช่น Latency หรือ Bandwidth นั้นก็สามารถถูกตรวจสอบได้ถึงระดับของ VM เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้งาน Storage ของแต่ละ VM และแจ้งเตือนเมื่อเกิดกรณีผิดปกติได้

4. การดูแลรักษาระบบในภาพรวม

HPE InfoSight จะนำข้อมูลทุกส่วนมาผสานรวมกันและแสดงผลเป็นภาพรวมการทำงานของระบบว่ามีปัญหาใดเกิดขึ้นบ้างในระดับของ Server และ Storage พร้อมจัดลำดับความสำคัญของปัญหาให้โดยอัตโนมัติ และแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหา ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบข้อมูลของปัญหาเหล่านั้นและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ

5. การแจ้งเตือนและให้บริการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาโดยอัตโนมัติ

ในการแก้ไขปัญหาหรือแนวโน้มของการเกิดปัญหาใดๆ นั้น HPE InfoSight ยังสามารถทำการเปิด Support Ticket ไปยังทีมงาน HPE ได้โดยอัตโนมัติเมื่อเกิดปัญหาใดๆ ขึ้น เพื่อให้ทีมงาน HPE ทำการจัดส่ง Hardware ใหม่มาทดแทนอุปกรณ์เดิมที่เสียหาย และเมื่ออุปกรณ์เหล่านั้นถูกเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว ระบบก็จะทำการอัปเดต Ticket นั้นๆ และปิดเคสให้โดยอัตโนมัติเมื่อมีปัญหา

แนวทางนี้ได้ช่วยให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปได้โดยอัตโนมัติสูงสุด โดยที่ผู้ดูแลระบบ IT ไม่ต้องวุ่นวายกับการเปิด Ticket, การรวบรวมข้อมูล Log ที่เกี่ยวข้อง และการติดตามเคสด้วยตนเองอีกต่อไป

HPE ระบุว่าในการใช้ HPE InfoSight ร่วมกับโซลูชันของ HPE Nimble Storage นี้ จะทำให้งานของผู้ดูแลระบบ IT มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นอย่างมาก เช่น

  • สามารถทำนายแนวโน้มของปัญหาและแก้ไขประเด็นเหล่านั้นได้โดยอัตโนมัติมากถึง 86% ช่วยลด Downtime ของระบบและทำให้การใช้งานระบบยังคงเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • สามารถใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาลงได้ถึง 85% ด้วยข้อมูลแวดล้อมที่ครบถ้วน และคำแนะนำในการเพิ่มทรัพยากรส่วนที่จำเป็นของระบบ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล, ประสิทธิภาพของระบบ หรือ Bandwidth ที่ต้องการ
  • สามารถช่วยแก้ไขปัญหาในส่วนที่นอกเหนือจาก Storage ได้หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการทำ Performance Tuning, การปรับแต่งด้าน Security ไปจนถึงการทำ Proactive Maintenance ที่แม่นยำ

สำหรับผู้ที่สนใจ HPE InfoSight, HPE dHCI หรือโซลูชันอื่นๆ จาก HPE และอยากขอคำปรึกษา, ออกแบบระบบ หรือขอใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect ได้ทันทีที่ Email: MKTMCC@metroconnect.co.th  หรือโทร 02-089-4880 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Metro Connect ได้ทันทีที่ https://www.metroconnect.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/automate-manage-your-virtualize-system-with-hpe-infosight-by-mcc/

เปิดตัว 3rd Gen Intel Xeon Scalable สูงสุด 40 Cores รองรับ AI ได้ในตัว เร็วขึ้นกว่าเดิม 46% โดยเฉลี่ย

Intel ได้ออกมาประกาศเปิดตัว 3rd Gen Intel Xeon Scalable หน่วยประมวลผลรุ่นล่าสุดสำหรับ Server แล้วอย่างเป็นทางการ โดยมีความสามารถใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย ดังนี้

Credit: Intel
  • ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ 10nm
  • รองรับสูงสุด 40 Core ต่อ CPU
  • รองรับ RAM สูงสุด 6TB ต่อ Socket
  • รองรับ PCIe Gen4 สูงสุด 64 Lane ต่อ Socket
  • มี AI Acceleration ในตัว สามารถรองรับ AI Workload ได้ทั้งใน Edge, Network และ Cloud ประมวลผล AI ได้เร็วกว่ารุ่นก่อน 74% และเร็วกว่า AMD EPYC 7763 ถึง 1.5 เท่าในการทดสอบ และยังเร็วกว่า NVIDIA A100 GPU 1.3 เท่าในการทดสอบ
  • เสริมความสามารถด้าน Security ใหม่ๆ และสามารถถูกเสริมความปลอดภัยเพิ่มเติมได้อย่างต่อเนื่อง โดย Intel SGX สามารถแยกการประมวลผลของโค้ดและข้อมูลขนาด 1TB ได้แล้วในระบบ 2-Socket
  • เพิ่มการทำ Intel Total Memory Encyrption และ Intel Platform Resilience เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัย
  • มี Intel Crypto Acceleration สำหรับรองรับ Cryptographic Algorithm ได้ด้วยความเร็วสูง ตอบโจทย์ตลาดเช่นค้าปลีกออนไลน์ที่ต้องประมวลผลธุรกรรมจำนวนมากอยู่ตลอดเวลา
  • มี oneAPI เพื่อให้นักพัฒนานำไปปใช้ในการเร่งความเร็วการประมวลผลให้กับ Application ต่างๆ ได้

CPU รุ่นใหญ่สุดที่ถูกเปิดตัวมาในครั้งนี้ ได้แก่รุ่น 8380 ที่มีแกนประมวลผลมากถึง 40 Cores @2.3GHz และรุ่น 8380HL ที่มีแกนประมวลผล 28 Cores @ 2.9GHz

โดยใน 3rd Gen Intel Xeon Scalable นี้จะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ Workload ที่แตกต่างกัน 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

  • Cloud สำหรับการใช้งานภายใน Cloud Data Center โดยเฉพาะ
  • Network รุ่น Network-Optimized ที่จะมีตัว N อยู่ในชื่อรุ่น สำหรับใช้งานภายในอุปกรณ์เครือข่ายและ 5G เพื่อรองรับระบบ vRAN, NFVI, Virtual CDN และอื่นๆ อีกมากมาย
  • Intelligent Edge รุ่นสำหรับรองรับ Edge Computing โดยเฉพาะโดยเน้นการประมวลผลทางด้าน AI ที่สูงกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 1.56 เท่าเลยทีเดียว

สำหรับรุ่นต่างๆ ที่เปิดตัวออกมาในครั้งนี้ก็มีมากกว่า 50 รุ่นเลยทีเดียว ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ https://newsroom.intel.com/wp-content/uploads/sites/11/2021/04/3rd-Gen-Intel-Xeon-Scalable-Processor-SKU-Stack-294943.pdf

นอกจากนี้ Intel ยังได้ทำการเปิดตัว Intel Optane Persistent Memory 200 Series, Intel Optane Solid State Drive (SSD) P5800X, Intel SSD D5-P5316 NAND SSD, Intel Ethernet 800 Series Network Adapter และ Intel Agilex FPGA รุ่นใหม่ด้วย

ที่มา: https://www.intc.com/news-events/press-releases/detail/1457/intel-launches-its-most-advanced-performance-data-center

from:https://www.techtalkthai.com/3rd-gen-intel-xeon-scalable-processor-for-cloud-and-data-center-is-announced/

[Video] รู้จักกับ Veritas NetBackup 9 โดย Yip In Tsoi

Veritas NetBackup 9 โซลูชันสำรองและกู้คืนข้อมูล ที่สามารถต่อกรกับ Ransomware ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ Disaster Recovery และรองรับการ Deploy บน Workload ใหม่ ๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต และยังเป็น King of Virtualization Data protection Solution โดย Veritas NetBackup 9 มีความสามารถหลัก คือ การบริหารจัดการที่ง่ายยิ่งขึ้น เพราะได้ออกแบบ Interface ให้สามารถใช้งานได้ง่าย รวมทั้งสามารถบริหารสิทธิ์ในการเข้าถึงของบุคลากร พร้อม API ที่ลูกค้าสามารถ Develop เพื่อใช้งานเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังรองรับการติดตั้ง NetBackup Flex Scale ที่เป็น Scale-Out Architecture และการสำรองข้อมูลสำหรับ OpenStack และ Container ได้

ร่วมสนุกตอบคำถามลุ้นรับรางวัลได้ที่ https://go.techtalkthai.com/2021/04/veritas-and-yip-in-tsoi-quiz/

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมติดต่อ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

เบอร์โทรศัพท์ : 02 353 8600 ต่อ 3210
e-mail : yitmkt@yipintsoi.com

#YIPINTSOI​
#VERITAS

from:https://www.techtalkthai.com/video-veritas-netbackup-9-introduction-by-yip-in-tsoi/

[Guest Post] ก้าวแรกของการทำธุรกิจด้วย Data อย่างปลอดภัยกับ G-ABLE Data Starter Solution และ HPE Cohesity

ยุคนี้คือยุคดิจิทัลที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลหรือ Data เพื่อมาต่อยอดธุรกิจได้เป็นอย่างมาก Data จะทำให้เกิดกลยุทธ์ในการทำธุรกิจได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

G-ABLE ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Solution ได้มีประสบการณ์สนับสนุนธุรกิจต่างๆ มากมาย โดยทำให้ Data ที่มีอยู่จำนวนมากมายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าเติบโตและได้ผลประโยชน์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วย G-ABLE Data Starter Solution ซึ่งเป็นก้าวแรกสำคัญของการนำ Data มาใช้และเป็นลงทุนที่น้อย เมื่อเทียบการสร้างระบบอื่น ซึ่งมีหลักการทำงาน ดังนี้

  • ทำงานผ่าน Platform เดียว แบบ All-in-One ใช้งานง่ายไม่ต้อง Config
  • เชื่อมโยง Data จากทุกแหล่งข้อมูลไว้ด้วยกัน
  • ประมวลผลเร็ว ไร้ขีดจำกัด แม้มีข้อมูลจำนวนมากดึงข้อมูลผ่านหน้าจอการใช้งานแบบง่าย
  • ควบคุมการเข้าถึง Data จากผู้ใช้งานและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลมาตรฐานระดับสากล

นอกจากนี้ G-ABLE ได้นำเอาเทคโนโลยีของ HPE Cohesity มาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่ง HPE Cohesity มาพร้อมกับการใช้งานที่หลากหลายทั้งงานสำรองข้อมูล, Scale-out NAS, S3 Storage, และการทำงานแบบ Multi-Cloud และยังออกแบบมาเพื่อใช้การป้องกันภัยคุกคามจาก Ransomware ได้อย่างดีเยี่ยมจาก 3 องค์ประกอบหลัก ดังนี้

  1. แนวทางการรับมือและการป้องกัน (Prevent) – ป้องกันในระดับ File system หรือ Immutable file system คือการป้องกันไม่ให้ ransomware สามารถเข้ารหัส File Sharing หรือ ข้อมูลที่ทำการสำรองข้อมูลไว้นั่นเอง
  2. ตรวจได้และรู้ตัวหากเกิดภัยคุกคาม (Detect) – สามารถตรวจสอบความผิดปกติด้วยระบบ Machine Learning เช่น ความเปลี่ยนแปลงของการใช้งานรายวัน และสามารถตรวสอบรูปแบบการใช้งานที่ผิดปกติที่อยู่ในประวัติการใช้งานของผู้ใช้ทั่วโลก
  3. การตอบโต้อย่างรวดเร็ว (Respond) – สามารถค้นหาข้อมูลที่สำรองไว้ในระบบไฟล์ แม้ว่าจะสำรองข้อมูลทั้งเครื่อง ทั้ง VM ก็จะสามารถค้นหาและกู้คืนระดับไฟล์ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังกู้คืนข้อมูลกลับคืนมาทั้ง Volume, VM หรือไฟล์ได้เพียงเสี้ยววินาที

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ HPE Cohesity ได้ที่ https://www.cohesity.com/solutions/technology-partners/hpe/

หากต้องการให้ทีมงานติดต่อกลับ กรุณาคลิก ที่นี่ หรือติดต่อทีมงาน G-Able เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันทีที่คุณ ฐิติรัตน์ ณ ลำปาง email: thitirat.n@g-able.com

from:https://www.techtalkthai.com/g-able-data-starter-solution-and-hpe-cohesity/

ปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กรจาก Ransomware ด้วยบริการ Protect Ransomware-as-a-Service จาก HPE, SiS Cloud และ Yip In Tsoi ในราคาเริ่มต้นไม่ถึง 500,000 บาท

Ransomware นั้นนับเป็นภัยคุกคามที่ทุกองค์กรต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี เนื่องจากความซับซ้อนของการโจมตีที่นับวันจะยิ่งทวีความหลากหลาย และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธุรกิจองค์กรซึ่งอาจสูงอย่างคาดไม่ถึง

เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรไทยสามารถปกป้องข้อมูลสำคัญของธุรกิจจาก Ransomware ได้ในการลงทุนที่คุ้มค่า HPE จึงได้ทำการจับมือกับ SiS Cloud และ Yip In Tsoi เปิดให้บริการ Protect Ransomware-as-a-Service หรือ PTRaaS เพื่อให้ธุรกิจองค์กรไทยสามารถปกป้องข้อมูลทางธุรกิจของตนเองได้ ในราคาเริ่มต้นเพียงไม่ถึง 500,000 บาทเท่านั้น

Credit: ShutterStock.com

HPE จับมือ SiS Cloud และ Yip In Tsoi ให้บริการ Protect Ransomware-as-a-Service

บริการ Protect Ransomware-as-a-Service หรือ PTRaaS นี้คือการนำโซลูชันของ Cohesity ร่วมกับ HPE มาเปิดให้บริการการสำรองข้อมูลร่วมกันบน SiS Cloud เพื่อให้สามารถทำการปกป้องข้อมูลสำคัญของธุรกิจได้แบบครบวงจร โดยมีหัวใจสำคัญด้วยกัน 3 ส่วน ได้แก่

  • Prevent รับมือและป้องกันข้อมูลในระดับ File System หรือ Immutable File System ได้ โดยเป็นการป้องกันไม่ให้แรนซั่มแวร์เข้ารหัส File Sharing หรือข้อมูลที่ได้มีการสำรองเอาไว้ ทำให้ Ransomware ไม่สามารถทำลายข้อมูลที่ถูกสำรองเอาไว้ได้
  • Detect สามารถตรวจสอบได้ว่ามีภัยคุกคามเกิดขึ้นด้วยระบบ Machine Learning เช่น ความเปลี่ยนแปลงของการใช้งานรายวัน และสามารถตรวจสอบรูปแบบการใช้งานที่ผิดปกติที่อยู่ในประวัติการใช้งานของผู้ใช้ทั่วโลก ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถเตรียมตัวรับมือได้อย่างทันท่วงที
  • Respond ระบบนี้จะเป็นระบบที่แข็งแกร่ง รองรับการขยายตัวได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีข้อจำกัดในการสำรองข้อมูล อีกทั้งสามารถค้นหาและกู้คืนข้อมูลที่ถูก Ransomware ทำการเข้ารหัสได้ด้วย โดยกู้คืนจากระบบที่สำรองไว้ได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะเป็นเครื่องแบบฟิสิคอลหรือแบบเวอร์ชวลก็ทำได้ ตลอดจนการกู้คืนข้อมูลทั้ง Volume ได้อย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยววินาที

โซลูชัน PTRaaS นี้ถือเป็นปราการด่านสุดท้าย “Last Line Of Defense” ของธุรกิจองค์กรในการปกป้องข้อมูลสำคัญในการทำธุรกิจ เนื่องจากความสามารถในการทำ Immutable File System นี้เองที่จะทำให้ธุรกิจมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ถูกสำรองเอาไว้จะไม่ถูก Ransomware โจมตีไปด้วย และทำให้มีข้อมูลพร้อมให้กู้คืนได้ทันทีหากถูก Ransomware โจมตีภายในองค์กร

นอกเหนือไปจากเทคโนโลยีของ HPE และ Cohesity ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในโซลูชันนี้แล้ว บริการ SiS Cloud ก็ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในฐานะของบริการ Cloud เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่สำรองเอาไว้ให้ห่างจาก Data Center ของธุรกิจองค์กร และพร้อมให้กู้คืนระบบได้ทันทีที่ต้องการ สร้างความมั่นใจว่าถึงแม้ Data Center หลักนั้นจะถูก Ransomware โจมตีมากเพียงใด ข้อมูลที่สำรองเอาไว้บน SiS Cloud นั้นก็จะยังคงปลอดภัยและพร้อมให้กู้คืนใช้งานได้เสมอ

ในแง่ของการให้บริการแก่ธุรกิจองค์กรด้านการให้คำปรึกษาและการดูแลรักษาทางเทคนิค Yip In Tsoi ได้กลายมาเป็นองค์ประกอบสุดท้ายในฐานะของผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT ที่พร้อมให้บริการแก่ธุรกิจองค์กรและหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศไทย ในการนำ PTRaaS นี้ไปสู่ Data Center ทุกแห่งได้ตามต้องการ พร้อมทีมงานที่จะมาช่วยทำการติดตั้ง สำรองข้อมูล และผสานระบบร่วมกับระบบ IT ที่มีการใช้งานอยู่เดิม

เลือกใช้งานได้ตามความต้องการ เริ่มต้นในราคาเพียงไม่ถึง 500,000 บาท

บริการ PTRaaS นี้มีแพ็คเกจให้เลือกใช้งานด้วยกัน 2 แบบ ดังนี้ โดยทั้ง 2 แพ็คแกจรวมค่าบริการติดตั้งให้แล้ว

  • แพ็คเกจที่ 1 ราคาเริ่มต้น 499,000 บาท สามารถสำรองข้อมูลได้ 8TB พร้อมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้ใช้งานบน SiS Cloud อีก 2TB
  • แพ็คเกจที่ 2 ราคาเริ่มต้นที่ 990,000 บาท สามารถสำรองข้อมูลได้ 10TB พร้อม Storage ให้ใช้งานด้วยความจุ 48TB Usable Capacity

สนใจบริการโซลูชัน PTRaaS และข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมติดต่อ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด
เบอร์โทรศัพท์ : 02 353 8600 ต่อ 3210
e-mail : yitmkt@yipintsoi.com

#YIPINTSOI
#HPE

 

from:https://www.techtalkthai.com/protect-ransomware-as-a-service-by-hpe-sis-cloud-and-yip-in-tsoi/