คลังเก็บป้ายกำกับ: SERVER_AND_STORAGE

เริ่มต้นก้าวแรกสู่ Hybrid Cloud อย่างมั่นคงและคุ้มค่าด้วย Dell Hybrid Cloud Solution จาก NTT

ในช่วงปีที่ผ่านมานั้นก็ถือเป็นจังหวะที่หลาย ๆ องค์กรถือโอกาสอัปเกรดระบบ Data Center ของตนเองให้พร้อมรับกับยุคสมัยของ Hybrid Cloud และในวันนี้ NTT ก็ได้ร่วมกับ Dell Technologies นำ Dell Hybrid Cloud Solution มานำเสนอต่อธุรกิจองค์กรไทย เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการก้าวสู่โลกของ Hybrid Cloud ได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย มั่นใจได้ และคุ้มค่าต่อการลงทุนสูงสุด

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปร่วมเรียนรู้ถึงความสำคัญของ Hybrid Cloud และเจาะลึกกับ Dell Hybrid Cloud Solution พร้อมแนะนำบริการครบวงจรจาก NTT ที่จะทำให้ทุกท่านเริ่มต้นก้าวแรกสู่ยุคของ Hybrid Cloud กันได้อย่างมั่นใจครับ

Hybrid Cloud ต้องเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้เร็ว, IT ทำงานได้ง่าย และฝ่ายการเงินสามารถลงทุนได้คุ้มค่า

สิ่งที่ทำให้ Hybrid Cloud นั้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องกลยุทธ์ทางธุรกิจและ IT ขององค์กรนั้นก็คือคุณค่าที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งาน Hybrid Cloud นั้นส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโดยตรง

ด้วยความที่ในอนาคต การใช้เทคโนโลยีและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ นั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ธุรกิจใช้แข่งขันกันอย่างรุนแรงในแต่ละอุตสาหกรรม การวางระบบ IT Infrastructure ที่มีความยืดหยุ่นและคุ้มค่าต่อการลงทุนสูงสุดนั้นจะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญ เพราะจะทำให้ธุรกิจองค์กรนั้นเกิดข้อได้เปรียบในการลองผิดลองถูกทางด้านเทคโนโลยีและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ได้โดยที่มีต้นทุนไม่สูงมากนัก ในขณะที่การให้บริการเทคโนโลยีหรือการดูแลรักษาระบบใดๆ นั้นก็จะมีความยืดหยุ่น สามารถเลือกใช้สิ่งที่เหมาะสมและตอบโจทย์ที่สุดกับองค์กรได้อยู่เสมอ ไม่ต้องยึดติดกับเทคโนโลยีของผู้ผลิตเพียงรายใดรายหนึ่งอย่างในอดีตอีกต่อไป

นอกจากนี้ในภาพของกลยุทธ์ Hybrid Cloud นั้นก็ไม่ได้มีเพียงแต่การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเท่านั้น แต่การมีพันธมิตรที่เป็น Service Provider ซึ่งจะมาให้บริการทั้งในส่วนของระบบ Cloud ภายนอกองค์กร, การเชื่อมต่อเครือข่าย และบริการเชิงเทคนิคต่าง ๆ เองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะในมุมขององค์กรนั้นการจะก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างเต็มตัวนั้นย่อมต้องอาศัยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจำนวนมากและทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งพันธมิตร Service Provider ที่ดีจะต้องสามารถเข้ามาเติมเต็มในประเด็นเหล่านี้ได้ด้วยเช่นกัน

ก้าวสู่ยุค Hybrid Cloud อย่างมั่นใจไปกับบริการ Managed Hybrid Infrastructure Service จาก NTT

NTT ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีระบบ IT สำหรับธุรกิจองค์กรและ Service Provider ชั้นนำระดับโลก ได้ออกแบบและให้บริการ Managed Services เพื่อให้ธุรกิจองค์กรทั่วโลกสามารถเริ่มต้นวางระบบ Hybrid Cloud ได้อย่างมั่นใจ ทั้งด้วยบริการ Global Data Center Interconnect ในการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลที่มีให้บริการกว่า 160 แห่งใน 20 ประเทศทั่วโลก, การออกแบบบสถาปัตยกรรมระบบเพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถใช้บริการ Public Cloud ได้ครบทุกยี่ห้อ ไปจนถึงการออกแบบระบบเพื่อตอบสนองต่อการทำงานแบบ Work from Home โดยยังคงคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยและประสบการณ์ในการทำงานที่ดี

NTT พร้อมเป็นพันธมิตรร่วมกับเหล่าธุรกิจองค์กรไทยที่ต้องการก้าวสู่โลกของ Hybrid Cloud ด้วยความเชี่ยวชาญและบริการครบวงจรดังนี้

  • บริการให้คำปรึกษาและดูแลรักษาระบบจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยทีมงาน NTT ในไทยและทั่วโลกที่พร้อมช่วยเหลือธุรกิจองค์กรทั้งด้าน Cloud, Data Center, Network, Security และการผสานรวมระบบต่างๆ สามารถให้บริการครอบคลุมได้ทั้งการออกแบบ, ขึ้นระบบ, ย้ายระบบ และดูแลรักษาอย่างครบวงจร ตอบโจทย์สำหรับธุรกิจที่ต้องการย้ายไปใช้งาน Hybrid Cloud ได้อย่างเต็มรูปแบบ
  • บริการ Managed Services ครบวงจร สำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้บริการแบบ Managed Services ที่ครอบคลุมทั้งการใช้งานระบบและการบริการเชิงเทคนิค NTT ก็มีบริการ Managed Services ให้เลือกใช้งานได้ครบทุกภาคส่วน เพื่อให้ธุรกิจองค์กรไม่ต้องพะวงกับประเด็นด้านการดูแลรักษาเทคโนโลยีด้วยตนเองอีกต่อไป และมุ่งเน้นไปที่การเร่งสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจได้อย่างเต็มที่
  • บริการครอบคลุม 121 ประเทศทั่วโลก ในฐานะของบริษัทชั้นนำระดับโลก NTT มีสาขากระจายอยู่ 121 ประเทศทั่วโลก พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจข้ามชาติที่มีสาขากระจายอยู่หลายแห่ง และต้องการใช้งานบริการ Cloud ในหลายประเทศ
  • บริการด้าน Digital Transformation ไม่เพียงแต่ความเชี่ยวชาญด้านระบบ IT Infrastructure เท่านั้น แต่ NTT ยังมีทีมสำหรับทำ Digital Transformation อย่างครบวงจร ครอบคลุมอุตสาหกรรมการเงิน, โรงงาน, สาธารณสุข และภาครัฐ ที่จะช่วยให้โครงการในการทำ Digital Transformation ขององค์กรเป็นไปอย่างราบรื่น ประสบความสำเร็จ และลดความเสี่ยงของโครงการลงได้

จะเห็นได้ว่าไม่เพียงแต่การเป็นพันธมิตรเพื่อตอบโจทย์ Hybrid Cloud ได้เท่านั้น แต่ NTT ยังพร้อมที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมไปกับองค์กร เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ๆ และขยายธุรกิจจากระดับประเทศสู่ระดับโลกได้อีกด้วย

Dell Hybrid Cloud Solution: เริ่มต้นระบบ Hybrid Cloud อย่างมั่นใจด้วย Dell EMC VxRail

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรนั้นเริ่มต้นก้าวสู่โลกของ Hybrid Cloud ได้อย่างง่ายดาย Dell Technologies จึงได้พัฒนา Dell Hybrid Cloud Solution ขึ้นมาตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ โดยการประยุกต์นำเทคโนโลยี Dell EMC VxRail มาใช้เป็นหัวใจหลักของโซลูชันนี้

Dell EMC VxRail คือระบบ Hyperconverged Infrastructure หรือ HCI ที่ผสานเอาเทคโนโลยีฝั่งฮาร์ดแวร์จาก Dell Technologies พร้อมซอฟต์แวร์จาก VMware มาใช้งานรวมกัน และพัฒนาระบบริหารจัดการกลางเพิ่มเข้ามาเพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถสร้าง Private Cloud ภายในองค์กรที่รองรับทั้ง Virtualization และ Container ได้ในตัว มีระบบ Backup ภายใน สามารถเพิ่มขยายได้อย่างยืดหยุ่นตามความต้องการ รวมถึงยังสามารถทำงานร่วมกับบริการ Cloud ชั้นนำต่างๆ ได้เพื่อต่อยอดไปสู่ภาพของ Hybrid Cloud ได้

จุดเด่นที่ทำให้โซลูชันของ Dell EMC VxRail สามารถตอบโจทย์ Hybrid Cloud ได้ดี มีดังต่อไปนี้

1. รองรับWorkload ได้หลากหลายด้วยรุ่นโมเดลที่เหมาะสำหรับงานแต่ละประเภท

โดยทั่วไปแล้วโซลูชัน HCI นั้นมักจะรองรับได้เฉพาะ Workload มาตรฐานทั่วๆ ไปที่ไม่หลากหลายมานัก ทำให้เมื่อหลายองค์กรต้องการใช้งาน Workload ที่มีความเฉพาะทางสูงเช่นระบบ Big Data Analytics หรือ AI นั้น ก็ทำให้ HCI อาจไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร

Credit: Dell Technologies

Dell Technologies ได้เข้าใจในจุดนี้ดีในฐานะของผู้นำโซลูชัน HCI ในระดับโลก จึงได้ทำการพัฒนาโซลูชัน Dell EMC VxRail ได้กลบจุดอ่อนนี้ด้วยการออกแบบฮาร์ดแวร์หลากหลายรุ่นสำหรับรองรับ Workload เฉพาะทางให้ได้มากที่สุด โดยปัจจุบันนี้ Dell EMC VxRail ก็มีให้เลือกใช้ด้วยกันมากถึง 6 รุ่นหลัก ๆ ด้วยกัน ได้แก่

Credit: Dell Technologies
  • E Series ระบบขนาด 1U สำหรับรองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบ และอัปเกรดได้อย่างยืดหยุ่น โดยเลือกใช้ได้ทั้ง CPU Intel Xeon Scalable และ AMD EPYC รวมถึงยังสามารถเสริม GPU NVIDIA T4 สำหรับรองรับงาน AI ได้ในตัว
  • P Series ระบบขนาด 2U ที่เน้นประสิทธิภาพของระบบที่สูง ด้วยการรองรับ CPU Intel Xeon Scalable สูงสุดถึง 4 Socket, รองรับ RAM สูงสุดถึง 6TB สามารถใช้ Intel Optane Persistent Memory และ Intel Optane NVMe Cache Drive ได้ สำหรับระบบ SAP HANA, AI และ Big Data Analytics โดยเฉพาะ
  • V Series ระบบขนาด 2U สำหรับรองรับ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) โดยเฉพาะ และสามารถเสริม GPU NVIDIA Tesla และ Quadro เพื่อรองรับการใช้งาน 2D/3D Application ภายใน Virtual Desktop ได้
  • D Series ระบบขนาด 1U ที่มีขนาดเล็กและมีความทนทานสูง สำหรับใช้งานในพื้นที่ภายนอก Data Center หรือที่ Edge สำหรับการประมวลผลในสถานที่ต่างๆ บนระบบที่มีความมั่นคงทนทาน เช่น โรงงาน, ระบบโทรคมนาคม หรือห้างสรรพสินค้า
  • S Series ระบบขนาด 2U ที่ออกแบบมาให้มีความจุสำหรับจัดเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 96TB สำหรับรองรับการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมาก, ระบบแบ่งปันไฟล์ข้อมูล, ระบบวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสำรองข้อมูลเป็นหลัก
  • G Series ระบบขนาด 2U ที่ภายในบรรจุ 4 Node สำหรับการใช้งานทั่วๆ ไปและประหยัดพื้นที่ติดตั้ง

ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้ Dell EMC VxRail หลากหลายรุ่นภายใน Data Center แห่งเดียวกันและบริหารจัดการร่วมกันจากศูนย์กลางได้ทั้งหมด ทำให้ง่ายต่อการเพิ่มขยายระบบให้เหมาะสมต่อ Workload และงบประมาณในแต่ละครั้ง ทำให้การเพิ่มขยายระบบ Hybrid Cloud ขององค์กรเป็นไปได้อย่างคุ้มค่าสูงสุดในทุก ๆ การลงทุนเสมอ

2. เชื่อมต่อCloud ได้ทันทีพร้อมก้าวสู่Hybrid Cloud ได้ในตัว

Dell EMC VxRail นี้สามารถทำงานร่วมกับบริการ VMware Cloud จากผู้ให้บริการได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น NTT เองที่เปิดให้บริการ VMware Cloud ที่ Data Center ภายในประเทศไทย ไปจนถึงบริการ VMware Cloud จากผู้ให้บริการ Public Cloud ชั้นนำอย่างเช่น AWS, Microsoft Azure หรือ Google Cloud Platform ก็ตาม

ทั้งนี้ภายใน Dell Hybrid Cloud Solution ก็ยังมีการเสริมระบบริหารจัดการกลางอย่าง APEX Cloud Services ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถติดตามการใช้งาน Cloud และ Data Center ที่กระจัดกระจายกันอยู่หลายแห่งได้ รวมถึงยังช่วยตรวจสอบและบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้จากศูนย์กลาง ทำให้การใช้งานระบบ Hybrid Cloud นั้นสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ

3. ช่วยองค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ธุรกิจองค์กรหลายแห่งเลือกทำ Hybrid Cloud ด้วยการใช้ Dell EMC VxRail นั้นก็คือความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว โดยจากการสำรวจการใช้งานจริงของลูกค้าที่ใช้ Dell EMC VxRail นั้นพบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  • มี ROI ในระยะเวลา 5 ปีอยู่ที่ 452%
  • โดยเฉลี่ยแล้วการลงทุนใช้ Dell EMC VxRail นั้นจะมีค่าใช้จ่ายเทียบเท่ากับการใช้บริการ Public Cloud 10 เดือน ทำให้ระบบใดๆ ที่ใช้งานนานเกินกว่า 10 เดือนนั้น หากใช้งานบน Dell EMC VxRail ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
  • สามารถลด Downtime อันเกิดจากเหตุไม่คาดฝันลงได้ถึง 92% ด้วยความสามารถในการทำ High Availability ภายในระบบ
  • ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบ IT ลงได้ถึง 72% และยังทำให้ฝ่าย IT ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 70% โดยหากประเมินถึงค่าใช้จ่ายในระยะเวลา 5 ปีแล้ว ก็สามารถประหยัดลงไปได้ถึง 51% เลยทีเดียว

ทั้งนี้เมื่อใช้งาน Dell EMC VxRail ในรูปแบบของ Hybrid Cloud แล้ว ก็จะยิ่งทำให้องค์กรมีทางเลือกในการลงทุนขึ้นระบบใดๆ ได้อย่างคล่องตัวและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะสำหรับระบบที่ใช้งานเป็นระยะเวลาสั้น ๆ หรือระบบทดสอบใด ๆ นั้น ก็สามารถใช้งานบน Public Cloud ได้ทันที อีกทั้งยังสามารถเลือกใช้งานความสามารถที่มีเฉพาะบนบริการ Public Cloud อย่างเช่น AI, Machine Learning, Blockchain หรือ Database เฉพาะทางให้เหมาะสมกับงานที่ต้องการ และคุ้มค่ากว่าการลงทุนสร้างระบบที่ซับซ้อนระดับนั้นด้วยตนเองได้อีกด้วย

ดาวน์โหลด Whitepaper เพื่อเรียนรู้แนวโน้มและสถิติเกี่ยวกับ Hybrid Cloud ในองค์กรที่น่าสนใจ

สำหรับผู้ที่สนใจกลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud ซึ่งทาง Dell Technologies และ NTT ได้ร่วมมือกับ 451 Research จัดทำ Whitepaper ในประเด็น Hybrid Cloud Strategies are Shaping Enterprise IT Futures ขึ้นมาเพื่อให้ทุกท่านได้ดาวน์โหลดไปทำการศึกษาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://bit.ly/3rBPMIA

หากสนใจโซลูชันพร้อมบริการด้าน Hybrid Cloud หรือบริการ NTT Data Center หรือ NTT Data Center Interconnect ติดต่อ NTT ได้ที่ email : ap.th.ask@global.ntt หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3rBPMIA

สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ NTT ได้ที่ https://hello.global.ntt/

from:https://www.techtalkthai.com/first-step-to-hybrid-cloud-with-dell-hybrid-cloud-solution-by-ntt/

Dell EMC PowerFlex(dHCI) Solution for Modern Datacenters ตอนที่ 2

จากตอนก่อนหน้านี้ ข้อมูลในยุคปัจจุบันมีผลต่อการแข่งขันเพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ และข้อมูลที่เข้ามาจะมีหลากหลายลักษณะแตกต่างกันไป ดังนั้นการจัดการข้อมูลจะต้องรองรับทั้งประสิทธิภาพ, ปริมาณงาน, ความจุ, ความพร้อมใช้งาน, การปกป้องข้อมูล และข้อกำหนดของการบริการข้อมูล นอกจากนี้ยังต้องบริหารงบประมาณด้านไอทีให้เหมาะสมด้วย Dell EMC PowerFlex Solution  ได้ออกแบบให้ให้มีความสามารถทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ด้งนี้

• มีสมรรถนะสูง ไม่ว่าจะเป็นด้าน IOPS หรือ Throughput
• รองรับการขยายได้มากกว่า 1000 nodes และหลาย Petabytes (PB)
• สร้างจากพื้นฐานฮาร์ดแวร์ที่สามารถรองรับความเสียหายได้โดยไม่มีผลกระทบให้ระบบหยุดชงัก เช่น Mirror Disk Design เป็นต้น
• มีโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลจากระบบต่างๆ มาบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันได้ (Data center consolidation)
• ถูกผลิตสำเร็จมาจากโรงงาน และมีการจัดการวงจรการทำงานด้วยระบบ LCM (life cycle management) รวมทั้งดูแลระบบทั้งหมดโดยเดลล์เทคโนโลยี

จากคุณสมบัติข้างต้นทำให้ PowerFlex สามารถช่วยพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย จากสถาปัตยกรรม 3-tier แบบเดิมมาเป็นแบบใหม่ที่เป็น Software Defined โดยได้ทั้งสมรรถนะที่สูงขึ้น, มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและ มีความน่าเชื่อถือในระดับ 6*9’s ด้วยฮาร์ดแวร์ที่ใช้ความสามารถของ Intel® Xeon® Scalable Processors เพื่อให้รองรับงานสำคัญที่ต้องการประสิทธิภาพสูงในปัจจุบัน และระบบงานใหม่ๆ อย่าง Cloud Native Workload ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ระบบฐานข้อมูลออราเคิล (Oracle Database)

ในปัจจุบัน ระบบฐานข้อมูลออราเคิล เป็นระบบฐานข้อมูลที่มีการใช้งานอย่างกว้างขวางในระบบแอพพลิเคชั่นที่สำคัญและต้องการการตอบสนองต่อผู้ใช้อย่างรวดเร็ว และต้องใช้งานได้ตลอดเวลา ตั้งแต่ปี 1995 ทางบริษัทเดลล์เทคโนโลยี ได้ร่วมทำการวิจัยและพัฒนากับบริษัทออราเคิลจนมีลูกค้าจำนวนมากร่วมกัน ระบบฐานข้อมูลของออราเคิลต้องการระบบที่มีสมรรถนะสูง, มีความเสถียร และมีความเชื่อมั่นในการดูแลจัดการข้อมูลสูงสุดเพื่อนำไปใช้กับระบบงานหลักที่สำคัญขององค์กร รวมทั้งระบบงานที่มีการเรียกใช้และเข้าถึงข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์จำนวนมาก (data warehouses) ซึ่งทางออราเคิลก็มีระบบงานเสริมเพื่อรองรับงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเช่น Oracle RAC (Real Application Clusters) ที่รองรับรับการทำงานรวมกันของหลายๆ เซิร์ฟเวอร์ในเข้าถึงระบบฐานข้อมูลในคลัสเตอร์เดียวกัน โดยทำงานร่วมกับ Oracle ASM (Automated Storage Management) ที่จัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและระบบไฟล์ เพื่อรองรับการการเข้าถึงข้อมูลแบบ single-instance ให้กับแอพพลิเคชัน เพื่อทำให้ระบบมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพมากขึ้น

ตัวอย่างข้างล่างเป็นการออกแบบเริ่มต้นด้วย Dell EMC PowerFlex 4 nodes  ที่รองรับการขยายในอนาคต แบบ Scale-Out โดยเป็นการขยายที่ได้ทั้งขนาดความจุในการเก็บข้อมูลและประสิทธิภาพไปตามจำนวนโหนดที่เพิ่มขึ้น

ในแต่ละโหนดของ PowerFlex ใช้ดิสค์แบบ SSD โดย มี VMware ESXi และ PowerFlex ซอฟแวร์ โดยออกแบบให้แต่ละโหนดมี 2 VM โดยที่ VM แรกจะใช้สำหรับ Dell EMC PowerFlex Storage Virtual Machine (SVM) รองรับการจัดการ PowerFlex คลัสเตอร์และบริการด้านการจัดการข้อมูลต่างๆ ส่วน VM ที่สองจะใช้สำหรับระบบฐานข้อมูลออราเคิลบน Red Hat Enterprise Linux ที่มีการใช้งาน Oracle ASM สำหรับจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล

นอกจากนี้ผู้ใช้ระบบฐานข้อมูลออราเคิลยังมีความต้องการที่จะหาโซลูชั่นใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์และทำให้การดูแลระบบดีขึ้น เช่น

• ต้องการระบบที่ทำให้เร็วขึ้นเสถียรมากขึ้นในขณะที่ใช้งบประมาณลดลง
• ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลต้องการโซลูชั่นที่ช่วยให้ใช้เวลาในการจัดการระบบน้อยลงและสะดวกขึ้น
• ลูกค้าที่ใช้ระบบฐานข้อมูลออราเคิลต้องการลดค่าใช้จ่ายเรื่อง Database license
• ลูกค้า Oracle Exadata มีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลในการจัดการและ licensing
• มีการใช้เซิฟเวอร์ระบบฐานข้อมูลไม่เต็มประสิทธิภาพ (Under-utilized) หรือจำนวนเซิฟเวอร์ระบบฐานข้อมูลที่ต้องเพิ่มมากขึ้น
• ต้องการแชร์ทรัพยากรณ์ระบบฐานข้อมูลออราเคิลบน Virtualized Platform โดยเลือกใช้งาน Hypervisors ตามต้องการ หรือเลือกทำงานบน Bare metal configuration
• ต้องการลดจำนวนสำเนาของระบบฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการทำงานทดสอบและพัฒนา (Test/Dev)

จากความต้องการเหล่านี้ ทางบริษัทเดลเทคโนโลยี มีหน่วยงานที่สามารถทำการวิเคราะห์ผลจากการเก็บรายงานประสิทธิภาพ (awr/statspack) ของระบบฐานข้อมูลของลูกค้าแล้วทำการวิเคราะห์ออกมาเป็นรายงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะพบว่าการใช้ CPU ของเซิร์ฟเวอร์ระบบฐานข้อมูลจะค่อนข้างต่ำกว่าทรัพยากรที่มีอยู่จริง ยกตัวอย่างด้านล่างจากลูกค้ารายหนึ่งจะพบว่ามีการใช้งาน CPU สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 40% เท่านั้นซึ่งทำให้สามารถลดจำนวน CPU ลงได้โดยไม่มีผลกระทบกับการทำงาน และสามารถลดค่าใช้จ่ายของ Oracle DB license ลงได้ด้วย (CPU Core Licensing)

สมรรถนะสูงสุดด้วย Intel Scalable Processor และสถาปัตยกรรมแบบ dHCI

จากความการวิเคราะห์รายงานของลูกค้าข้างต้น การออกแบบระบบใหม่ด้วย Dell EMC PowerFlex solution ที่ใช้ Dell PowerEdge technology ก็ทำให้สามารถเลือกจำนวน Intel CPU core ตั้งแต่ 4-28 cores ที่ความเร็ว 1.9 – 3.9 GHz (หรือตามที่ Intel ออก Technology ใหม่ๆมาในอนาคต) เราจึงสามารถออกแบบระบบด้วยการเลือก Intel CPU ที่มีจำนวน core น้อยแต่ทำงานที่ความถี่ GHz สูงเช่นใช้ Intel® Xeon® Gold 6250 ที่มีเพียง 8 core แต่ความถี่สูงถึง 3.9GHz เพื่อให้ได้สมรรถนะสูงสุดในการทำงานเป็นเซิร์ฟเวอร์ของระบบฐานข้อมูลเพื่อลดค่าใช้จ่ายจากจำนวน Core License แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ Intel CPU ที่มีจำนวน core สูงขึ้นในส่วนของ PowerFlex SDS เพื่อให้ได้สมรรถนะในการจัดเก็บและบริการในการจัดการกับข้อมูลต่างๆ เนื่องจาก PowerFlex ไม่ได้คิด license จากจำนวน CPU core ซึ่งจะต่างจากเดต้าเบสฮาร์ดแวร์ที่จะกำหนด CPU ไว้ตายตัวเป็น 24 cores ที่ 2.4 GHz นอกจากนั้น PowerFlex ยังมีบริการการจัดการข้อมูลหลายอย่าง ทำให้ช่วยลดงานที่ CPU ของระบบฐานข้อมูลต้องไปจัดการเอง ทำให้สามารถใช้ประสิทธิภาพทั้งหมดของ CPU ไปเพื่อการประมวลผลฐานข้อมูลเป็นเท่านั้น และเนื่องจาก PowerFlex มีการใช้งาน disk drive เป็นจำนวนมาก ทำให้การ rebuild drive จากความเสียหายทำได้รวดเร็วและไม่กระทบกับประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูล และในส่วนซอฟแวร์ในการบริการจัดการข้อมูล DellEmc PowerFlex ก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย โดยการรวมเอาการจัดการต่างๆ มาไว้ด้วยกัน เช่น การทำ Compression, Snapshot, Replication, Data at Rest Encryption และ LCM เป็นต้น

ในส่วนการจัดการ Dell Emc PowerFlex ช่วยให้การดูแลระบบได้ง่ายขึ้น โดยทางลดความยุ่งยากด้านการจัดการกับหน่วยจัดเก็บข้อมูลโดยไม่ต้องมีการทำ RAID protection, RAID Group/Storage Pool, Striped/Concatenated Meta Devices, Tiering, Cache Size, Thick or Thin LUNs เป็นต้น ด้านเดต้าเบสก็ช่วยลดความยุ่งยากลงเช่นกัน โดยที่ไม่ต้องทำ ASM Intelligent Data Placement, number of ASM disk groups, ASM Redundancy, Allocation Unit Size, ASM Coarse or Fine Grained Striping เป็นต้น

ระบบประมวลผลและวิเคราะห์ (SPLUNK ENTERPRISE)

บริษัทเดลเทคโนโลยีกับบริษัท Splunk ได้ร่วมกันทดสอบระบบเพื่อหาสถาปัตยกรรมที่น่าเชื่อถือ และสามารถรองรับการทำงานของ Splunk Enterprise ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และทำงานรวมกันได้อย่างไม่มีปัญหา หรือที่เรียกว่า Validated the Reference Architecture ซึ่ง DellEMC PowerFlex และ Splunk ได้ทำการทดสอบมากกว่า 20 รูปแบบ (Configurations) ที่เหมาะกับการใช้งานที่ต่างกัน ซึ่ง DellEMC PowerFlex มีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้ได้ทั้งระบบ Splunk ที่ต้องการการประมวลผลสูง (Compute-heavy) หรือต้องการความจุสูง (Storage-Heavy) หรือระบบที่สมดุล (Balanced Configurations) รวมทั้งระบบแบบ hybrid ที่มีการใช้งานหน่วยจัดเก็บข้อมูล All Flash ร่วมกับระบบ NAS โดยในส่วนจัดเก็บข้อมูลของ PowerFlex จะทำงานเสมือน SAN storage แต่ใช้การรับส่งข้อมูลผ่านระบบ network แทน โดยที่เริ่มต้นที่ 4 nodes และขยายได้มากกว่า 1,000 nodes ที่เป็นการขยายทั้งเนื้อที่และสมรรถนะไปด้วยกัน ส่วนในส่วนประมวลผล (Compute) ของ PowerFlex จะรองรับ ระบบงานของ SPLUNK Enterprise ที่ต้องการสมรรถนะสูงในการวิเคราะห์ในชุดข้อมูลปัจจุบัน (hot/warm data) และทำงานร่วมกับ DellEMC Isilon scale-out network-attached storage (NAS) เพื่อรองรับการทำเก็บข้อมูลในระยะยาว (cold data) โดยมี Vmware virtualization เพื่อช่วยในการจัดการทรัพยากรของของระบบให้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างด้านล่างเป็นรูปแบบ Reference architecture ที่ใช้ DellEMC PowerFlex ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Hyperconverged ร่วมกับ DellEMC Isilon storage สำหรับ Virtualized Splunk Enterprise โดยการเก็บชุดข้อมูล Splunk (hot/warm/cold buckets) ไว้ในหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการประสิทธิภาพในการใช้งานและประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลในระยะยาว (Retention)

จากรูปด้านบน นอกจากจะเป็นการรองรับการทำงานของ Splunk ในการวิเคราะห์งานอย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังช่วยในเรื่อง

  • ลดต้นทุนในภาพรวม (Total Cost of Ownership) โดยการเก็บข้อมูลในที่ที่เหมาะสมและตอบสนองธุรกิจได้ดี เพื่อให้คุ้มค่าในการลงทุนที่สุด
  • ตอบสนองความต้องการทางธุรกิจได้รวดเร็วกว่า และทำให้เกิดมูลค่าให้กับธุรกิจมากขึ้นเพื่อในการแข่งขัน เนื่องจากการใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์มาตรฐาน ที่เป็นสถาปัตยกรรมที่รองรับการขยายงานทั้งขนาดและสมรรถนะในอนาคตได้มาก โดยไม่ต้องหยุดระบบและไม่ต้องเสียเวลาในการทำย้ายข้อมูล (Data Migration) เมื่ออุปกรณ์หมดอายุการใช้งาน (End of Support Life – EOSL
  • ทำให้การดูแลระบบทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการใช้Splunk Enterprise บนสถาปัตยกรรมแบบ virtualized ร่วมกับ VMware และ PowerFlex Solution ทั้งในการจัดการแบบออโตเมชั่นหรือการทำดูแลระบบด้วย LCM (Lifecycle Management

ระบบงานแบบใหม่ๆบนคลาวด์ (Cloud Native Architecture)

บริษัทขนาดใหญ่ในปัจจุบันได้พบความท้าทายอย่างมากที่จะต้องปรับตัว และพัฒนาเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจ (Digitally Transformation) ที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจในโลกดิจิตอล ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่สร้างความได้เปรียบคู่แข่งการค้าทั้งสินค้าและบริการ ดังนั้นสถาปัตยกรรมแบบ Cloud Native จึงเข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบและนำไปใช้งานกับแอพพลิเคชั่น เพื่อให้ง่ายต่อการปรับแก้และการเพิ่มขยาย ด้วยการใช้งานระบบงานคอนเทนเนอร์ (Containerization) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เป็นที่นิยมและใช้งานกันอย่างมากในการใช้งานกับระบบงานใหม่ต่างๆ (Cloud Native-Workload) เทคโนโลยี่นี้ได้ถูกพัฒนาเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆ กันอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องจากกลุ่มนักพัฒนาซอฟแวร์ open-source community

สถาปัตยกรรมแบบ Cloud Native ทำให้แอพพลิเคชั่นใช้งานความสามารถของระบบคอนเทนเนอร์ในเรื่องโครงสร้าง ระบบงานฐานข้อมูล เครื่องมือในการพัฒนาที่มีความสามารถในการจัดการหลายด้านเช่น scheduling, load balancing, resource monitoring, scaling, and job isolation เพื่อการใช้งานในรูปแบบงานที่ซับซ้อน โดย Kubernetes (K8s) จะเป็นตัวควบคุมและจัดการ (Orchestration) ในงานและบริการต่างๆที่พัฒนาโดยระบบคอนเทนเนอร์ อย่างเช่น การทำ configuration และ automation โดย K8s จะกำหนดรูปแบบ (framework) ในการจะกระจายทรัพยากรต่างๆให้กับ Containers ใน K8s จะมีโซลูชั่นในการจัดการการเก็บข้อมูล ที่เรียกว่า CSI (Container Storage Interface) ซึ่งเป็นไดร์เวอร์มาตรฐานที่ทำให้หน่วยจัดเก็บข้อมูลทำงานร่วมกับ Pods ใน Containers โดยผ่าน PVC (Persistent Volume Claim) ของ K8s

ในบรรดาเพล็ตฟอร์มคอนเทนเนอร์ต่างๆนั้น Red Hat® OpenShift® Container Platform เป็นที่นิยมใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ โดยใช้ K8s เป็นตัวควบคุมและจัดการไม่ว่าแอพพลิเคชั่นนั้นจะทำงานอยู่ในเดต้าเซ็นเตอร์ (on-premises) หรือทำงานอยู่บนผู้ให้บริการคลาวด์ (public cloud) และเนื่องจาก DellEMC PowerFlex รองรับการทำงานทั้งแบบดั้งเดิม (traditional workloads) และการทำงานแบบใหม่ (cloud-native workloads) ด้วยเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่นสูง ที่สามารถขยายส่วนประมวลผลและหน่วยจัดเก็บข้อมูลได้แบบอิสระต่อกัน (dHCI) และมีการเพิ่มขยายแบบ linear scalability ทำให้มีสมรรถนะสูงและมีความน่าเชื่อถือในระดับ enterprise-grade resilience ดังตัวอย่างด้านล่างนี้

นอกจากนั้น DellEmc PowerFlex ยังรองรับระบบฐานข้อมูลสำหรับระบบคลาวด์ (Cloud-Native database) เช่น Cassandra, MongoDB , CockroachDB, Couchbase, PostgreSQL เป็นต้น ทำให้ระบบสามารถที่จะทำงานอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ (private cloud) หรือบนผู้ให้บริการคลาวด์ (public cloud) หรือทำงานร่วมกันได้ (hybrid clouds) โดยที่ DellEmc PowerFlex จะมี Dell EMC CSI Operator ซึ่งเป็น  K8s native application ที่จะช่วยติดตั้งและจัดการ CSI Drivers เพื่อแอพพลิเคชั่นรองรับการใช้งาน CSI ได้ทำให้ Container Orchestration Systems (COs) เช่น K8s สามารถใช้งานหน่วยเก็บข้อมูลในระดับ block และ file storage system สำหรับคอนเทนเนอร์เวิร์คโหลด ดังผลทดสอบกับ MongoDB และ Cassandra ข้างล่าง

ระบบฐานข้อมูลแบบ Cloud-Native Database (Cassandra)

ระบบฐานข้อมูล Cassandra เป็นระบบฐานข้อมูล open source แบบ NoSQL ที่เป็นฐานข้อมูลแบบกระจาย (decentralized database) สำหรับรองรับการจัดการข้อมูลแบบมีโครงสร้าง (structured data) ขนาดใหญ่ โดยสามารถกระจายการทำงานในหลายโหนดหรือไปต่างเดต้าเซ็นเตอร์แบบไม่มีข้อจำกัดด้านระยะทาง นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างจากฐานข้อมูลแบบเดิม เช่น มีความยืดหยุ่นในการขยายสูงในขณะเดียวกันก็มีสมรรถนะสูงด้วย, มีความยืดหยุ่นในการเลือกหน่วยจัดเก็บข้อมูล และสามรถเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น

ระบบฐานข้อมูล Cassandra มีลักษณะการกระจายข้อมูลแบบ peer-to-peer ไปยังโหนดต่างๆ ในคลัสเตอร์ ซึ่งในแต่ละโหนดนั้นจะหน้าที่เหมือนกัน โดยแต่ละโหนดจะเป็นอิสระต่อกันและในขณะเดียวกันก็จะทำงานร่วมกันในด้วย แต่ละโหนดในคลัสเตอร์จะรับคำสั่งอ่าน/เขียนโดยไม่คำนึงถึงว่าข้อมูลนั้นจะอยู่ที่ไหนในคลัสเตอร์ ดังนั้นเมื่อมีโหนดใดเสียหาย โหนดที่เหลืออยู่จะรับคำสั่งอ่าน/เขียนแทน ซึ่ง DellEMC PowerFlex ทำงานรองรับ Cassandra ได้ตามรูปด้านล่าง

จากการทดสอบการทำงาน DellEMC PowerFlex โดยใช้ Cassandra-stress tool ทำการสร้างโหลดเพื่อทดสอบบน Cassandra pods จำนวน 6 pods ผ่านการทดสอบ 2 รูปแบบ

การทดสอบรูปแบบที่ 1: ทดสอบการอ่าน100% โดยเริ่มจากการโหลดข้อมูล 2 พันล้าน records เข้าไปใน Cassandra database จากนั้นจึงทำการอ่านข้อมูลผ่าน Cassandra Pods ทั้งหมด ผลการทดสอบแสดงดังกราฟด้านล่าง จากการทดสอบด้วยการอ่าน 100% ผ่าน Cassandra 6 Pods บน OpenShift Cluster จะได้ throughput 147,675 ops/s ที่มี latency ในระดับต่ำกว่า 1 มิลลิวินาที เมื่อใช้ 50 เทรดต่อ Cassandra Pod

การทดสอบรูปแบบที่ 2 : ทดสอบการเขียน 100% โดยการเขียนข้อมูล 3 ล้าน records ลงใน Cassandra database ผลการทดสอบแสดงจากกราฟด้านล่าง จากการทดสอบด้วยการเขียน 100% ผ่าน Cassandra 6 Pods บน OpenShift Cluster จะได้ throughput 121,470 ops/s ที่มี latency ในระดับต่ำกว่า 1 มิลลิวินาที เมื่อใช้ 60 เทรดต่อ Cassandra Pod

สามารถดูรายละเอียดของการทดสอบได้จาก https://infohub.delltechnologies.com/section-assets/cassandra-powerflex-000068

โดยสรุป 5 จุดเด่นของ DellEmc PowerFlex Solution มีดังนี้

  1. สูงสุด (Massive Performance)
  2. มีความเสถียรในระดับ 99.9999% (99.9999% Availability)
  3. มีประสิทธิภาพสูง (High efficiency) ข้อมูลจะกระจายอยู่ทุกโหนดและใช้ทรัพยากรจากทุกโหนดอย่างเต็มที่
  4. มีความทนทานต่อความเสียหาย (Resiliency) มีระบบการกระจายข้อมูลแบบ Multipathing ในทุกทรัพยากรของระบบ
  5. มีความยืดหยุ่นสูง (Flexibility) สามารถขยายส่วนประมวลผล หรือส่วนจัดเก็บข้อมูลได้อย่างอิสระตามความต้องการของงานและรองรับหลากหลายระบบ

สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ DellTechnologies.com/PowerFlex หรือติดต่อ คุณวศิน โทร. 090-949-0823 หรืออีเมลมายัง Chidchanok.uthaigorn@dell.com

from:https://www.techtalkthai.com/dell-emc-powerflexdhci-solution-for-modern-datacenters-chapter-3/

Dell EMC PowerFlex(dHCI) Solution for Modern Datacenters ตอนที่ 2

ในตอนที่แล้วเป็นเรื่องเทคโนโลยี่ของ PowerFlex ที่ช่วยในการทำ IT Transformation ขององค์กร เพื่อให้รองรับทั้งระบบงานที่ใช้งานอยู่เดิมและระบบงานสมัยใหม่ ในตอนนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารและการจัดการ Data Center เพื่อให้จัดการได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น

จากการศึกษากลุ่มเป้าหมายของ Forrester Research พบว่าการตัดสินใจที่จะไปใช้บริการจาก ผู้ให้บริการทางด้าน IT นั้น (Service Providers)

  • 80% คิดว่าการใช้บริการนั้น จะช่วยให้ พนักงานที่ดูแลระบบใน Data Center มีเวลามากขึ้นในการทำงานใหม่ๆเพื่อพัฒนาธุรกิจ (Innovative)
  • 72% คิดว่าการใช้บริการนั้น จะช่วยบริหารความต้องการที่สูงขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ( Spikes ) ได้ดี
  • 70% คิดว่าการใช้บริการนั้น จะช่วยให้การนำเทคโนโลยี่ใหม่ๆ มาใช้ในองค์การทำได้ได้เร็วขึ้น

การจากการศึกษาข้างบน กลยุทธ์ที่บริษัทฯ จะเปลี่ยนเป็นองค์กรดิจิทัล จะต้องบริหารงบประมาณในการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานไอที โดยใช้นวัตกรรมใหม่ๆในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อให้บริการกับลูกค้าในขณะเดียวกันก็ยังต้องดูแลระบบเดิมอยู่ การลงทุนด้านไอทีจึงเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่การเติบโต ความต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานเป็นต้นทุนสำคัญ เนื่องการจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลส่วนใหญ่เป็นการจัดเก็บแบบแยกส่วนกัน (Silo) และยังมีขนาดใหญ่ขึ้นในแต่ละปี องค์กรจึงจำเป็นจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โซลูชันในการจัดเก็บข้อมูลแบบ Structure Data (Block) ที่สามารถปรับขนาดได้ตามความต้องการขององค์กร มี 2 รูปแบบคือ

1.แบบ 3 Tier Architecture ที่ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนประมวลผล (Server) ส่วนเชื่อมต่อ (SAN Switches) และส่วนจัดเก็บข้อมูล (storage) ซึ่งมีข้อดีในการรองรับระบบที่เป็น Virtual และ Physical ได้หลาย platform รวมทั้งยังสามารถขยายแต่ละส่วนแยกจากกันได้ตามความต้องการ แต่การขยายยังเป็นแบบ Scale-In เทคโนโลยี่คือขยายได้ภายในอุปกรณ์ที่มีเท่านั้นจึงทำให้มีข้อจำกัดในการขยาย (Bottleneck) และเมื่อมีการ EOSL (end of service life) จะต้องทำการย้ายข้อมูลจากระบบเก่าไประบบใหม่ (Migration) ตามรอบการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

2. แบบ HCI (Hyper Converged Infrastructure) คือเทคโนโลย์ที่ตอบโจทย์เรื่องคลาวด์เทคโนโลยี่ (Cloud Platform) เกิดจากการนำเครื่องคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Nodes) มาทำงานร่วมกันแบบคลัสเตอร์ด้วยการนำเทคโนโลยี Virtualization และ Software-Defined มาใช้เพื่อให้สามารถรองรับการทำงานแบบ Virtualization ทั้ง Virtual Machine, Virtual Storage และ Virtual Network ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเครื่องแม่ข่ายที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในรูปแบบ Scale-Out รวมทั้งการจัดการระบบด้วย LCM (Life Cycle Management)   ที่จะช่วยให้การจัดการงานต่างๆ นั้นง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการ deployment, upgrade และ patch ซอฟต์แวร์ตัวอื่นๆ ในระบบ แต่ก็มีข้อจำกัดของสถาปัตยกรรม ที่อาจไม่มีความหลากหลายในการใช้ Hypervisor, Bare metal etc และบางครั้งก็มีต้นทุนสูงจากการวิธีการคิดลิขสิทธิ์ของซอฟแวร์บางชนิดที่นับตาม Server CPU Cores เนื่องจากจะต้องนับจำนวน Core ทุก Core ของ Server ทั้งหมดที่อยู่ภายในระบบ Virtualization องค์กรทั่วไปจึงจำเป็นต้องมีทั้งระบบ 3-Tier และ HCI เพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจและการลงทุน ตามรูปด้านล่าง

PowerFlex จึงเป็นคำตอบของการปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย (Modernize Data Center) ด้วยการรวมประโยชน์ที่ดีที่สุดจาก Architecture ทั้งสองแบบPowerFlex เป็นแพลตฟอร์มที่รวมทรัพยากรสำหรับการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูง โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Node) ร่วมกับซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน มีความยืดหยุ่น มีความเรียบง่าย และประสิทธิภาพสูง (High Performance) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับแอพพลิเคชั่นหลัก (Core Applications) ระบบฐานข้อมูล (Database) และ ระบบคลาวด์ (Private Cloud) ซึ่งเป็นการรวมทรัพยากรในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน PowerFlex รองรับสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่นและมีความคล่องตัว ยังมียังสามารถใช้งานได้กับไฮเปอร์ไวเซอร์หลายชนิด (Multi-Hypervisors) เพื่อรองรับลักษณะงานที่หลากหลายอีกด้วย

รูปแบบในการใช้งานของ PowerFlex

แบบที่ 1 แบบแยกเซิร์ฟเวอร์และที่เก็บข้อมูลออกจากกัน (Disaggregated/ two-layer server & storage)

  • โครงสร้างคล้ายกับ SAN Storage แบบเดิม
  • เซิร์ฟเวอร์ชุดหนึ่งทำหน้าที่ในการประมวลผล และมีอีกชุดที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูล
  • รองรับองค์กรที่ต้องการแยกความรับผิดชอบ ระหว่างทีมที่ดูแลระบบจัดเก็บข้อมูลและแอพพลิเคชั่น

แบบที่ 2  Hyper Converged Infrastructure ( HCI / Single Layer)

  • เซิร์ฟเวอร์ชุดเดียวทำหน้าที่ทั้งการประมวลผลแอพพลิเคชั่นและจัดเก็บข้อมูล
  • แนวทางที่ทันสมัยในการจัดการศูนย์ข้อมูลไอที
  • ให้ความยืดหยุ่นสูงสุดและง่ายต่อการบริหาร

แบบที่ 3 แบบผสมทั้ง 2 Layer และ HCI ทำงานร่วมกัน (MIX Architecture)

  • สามารถปรับตามการใช้ของแผนกและความต้องการขององค์กร
  • ช่วยให้แผนกต่างๆสามารถเลือกรูปแบบที่สอดคล้องกับแอพพลิเคชั่นของตนได้ดีที่สุด

PowerFlex นำเสนอบริการจัดเก็บข้อมูล ที่มีประสิทธิภาพสูง (High-Performance) ขยายได้มาก (Scalable) และยืดหยุ่น (Resilient) ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้ทั้งแบบแยกส่วน (Disaggregated) แบบ Bare metal หรือแบบหลายไฮเปอร์ไวเซอร์ (Multi-Hypervisors)  ปลดล็อกประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมด้วยความสามารถในการปรับเพิ่มขนาดความจุ ประสิทธิภาพ IOPs และ Throughput แปรผันตามจำนวนเครื่องที่เพิ่มเข้าไปในระบบ (Linear) ได้มากกว่า 1,000 โหนด (Nodes) และมีเสถียรภาพสูงสุดในระดับ Six-Nine (99.9999%) โดย PowerFlex Software จะทำงานร่วมกับเซิร์ฟเวอร์ x86 ตามขั้นตอนด้านล่าง

ขั้นตอนที่ 1 : PowerFlex ซอฟแวร์จะทำการดึง (Abstracts) หน่วยเก็บข้อมูลทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ภายในเซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องออกมา

ขั้นตอนที่ 2 : PowerFlex ซอฟแวร์จะทำการรวบรวม (Pool) ทรัพยากรทั้งหมดเข้าด้วยกัน เช่นในตัวอย่างนี้มีเซิร์ฟเวอร์ (Nodes) จำนวน 10 เครื่อง แต่ละเครื่องจะมี 100K IOPS และ 10 เทราไบต์(TB) PowerFlex จะทำการรวบรวมทรัพยากรณ์ทั้งประสิทธิภาพและความจุ (Capacity) เป็น 1 ล้าน IOPS และ 100 เทราไบต์(TB) ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรเหล่านี้ใช้งานได้ทั้งคลัสเตอร์ แอพพลิเคชั่นจึงไม่ถูกจำกัดทรัพยการให้อยู่ภายในเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวอีกต่อไป

ขั้นตอนที่ 3 : PowerFlex ซอฟแวร์จะทำการจัดสรร (Allocate) และทำการปรับสมดุล (Balance) ทรัพยากรโดยอัตโนมัติตามความต้องการของแอปพลิเคชันแต่ละตัว และสามารถเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูล (Storage) และหน่วยประมวลผล (compute) ได้ทันทีโดยที่ต้องหยุดการทำงานหรือส่งผลกระทบต่อแอพพลิเคชั่น ซึ่งการเพิ่มนั้นจะเพิ่มแยกตามความต้องการ (dHCI) หรือจะเพิ่มแบบทั้ง 2 ส่วน (HCI) ก็ได้ ทำให้เป็นการรวมทรัพยากรทั้งหมดและจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด

ตัวอย่าง จากลูกค้าที่ใช้งานจริง โดยมี Storage nodes (SDS) อยู่ 13 nodes สามารถให้ IOPs มากว่า 3 ล้าน IOPS และมี response time 0.38 มิลลิวินาที (ms)

หลังจากทำการรวมระบบงานเข้าด้วยกัน (consolidation) โดยแยกจัดการทรัพยากรณ์อย่างเหมาะสมและเพียงพอ ตามที่แอปพลิเคชั่นต้องการแล้ว การจัดการดูแลระบบก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณา ตั้งแต่การติดตั้ง (Implement) การจัดการ (manage) การดูแลหลังการขาย (Service ) เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นการซื้อแต่ละส่วนมาประกอบมาติดตั้งเอง (BUILD) จะต้องมีการตรวจสอบเรื่องความเข้ากันได้ (Compatibility) และการดูแลก็ต้องมีระบบที่แยกกันไป (Isolated) ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบ (upgrade) หรือการปัญหา (Troubleshooting) ก็ต้องติดต่อแต่ละสินค้าแยกกันไป ซึ่งจะกลายเป็นงานที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ ในหน่วยงาน IT จนไม่มีเวลาพอที่จะไปดูเรื่องนวัตกรรมใหม่ (innovation) อย่างที่ Forrester ได้ศึกษามา

PowerFlex ได้นำเสนอ BUY SOLUTION ที่รองรับสถาปัตยกรรมแบบแยกเซิร์ฟเวอร์และที่เก็บข้อมูล (2-layers), HCI(Single Layer ) และ แบบใช้งานแบบผสม (MIXED) โดยมี 2 รูปแบบ

1.) แบบ PowerFlex Appliance: จะถูกตรวจสอบ (validated) และติดตั้ง (Pre-configured) มาจากโรงงาน

i. สามารถรองรับการขยายขนาดได้ใหญ่มาก (Massive scalability potential)

ii. สามารถติดตั้งและใช้งานได้ง่าย (Simplified deployment and management)

iii. สามารถเลือกติดตั้งเน็ตเวิร์คได้ตามความต้องการ (Flexible networking options)

ซึ่งการออกแบบจะคล้ายกับ Dell EMC VxRail ที่เป็น Dell EMC Appliance โดยเฉพาะสำหรับ Vmware Solution

2.) แบบ PowerFlex Integrated Rack : จะเป็นการออกแบบและติดตั้งทั้ง rack มาจากโรงงาน (rack-scale engineered system) โดยมาพร้อมกับเน็ตเวิร์ค (integrated networking) ที่สามารถขยายประสิทธิภาพได้ตามจำนวนเครื่องที่เพิ่มเข้าไประบบ (linear scalability) สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความต้องการในระดับเอ็นเตอร์ไพร้ส โดย PowerFlex rack จะถูกออกแบบ (Engineered)  และผลิต(Manufactured) สำเร็จรูปโดยผู้เชี่ยวชาญมาจากโรงงาน ส่วนการจัดการ (Managed) การบริการ(Supported) และการดูแล (Sustained) ก็มีระบบควบคุมที่สามารถดูแลทุกส่วนแบบครบวงจร (as one system for single end-to-end lifecycle support) โดยระบบจะติดต่อมาที่บริษัทเดลล์ที่เดียวเท่านั้น ซึ่งง่ายในการติดตามผลการดูแลและแก้ปัญหา

  • มีระบบเน็ตเวิร์คที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงและเพิ่มขยายได้ง่าย (Fully integrated rack-scale fabric)
  • มีระบบบริหารจัดการแบบครบวงจร (Complete lifecycle management and orchestration)
  • มีการติดตั้งโดยทีมงานมืออาชีพ (White glove deployment experience)

ทั้ง PowerFlex rack และ PowerFlex Appliance จะถูกบริหารจัดการด้วย Powerflex Manager ที่ทำการบริหารระบบแบบครบวงจร LCM (Lifecycle Management)

ประโยชน์ของ BUY solution จาก PowerFlex integrated rack

  • ถูกออกแบบทั้งระบบมาจากโรงงานและบริหารจัดการจากระบบเดียวและบริษัทเดียว
  • รองรับสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย
  • ข้ามขีดจำกัดโดยสามารถขยาย computer/storage แบบแยกส่วนได้ตามความต้องการ
  • บริหารจัดการระบบจากที่เดียวและครบวงจร (LCM)

การบริการแบบ ProDeploy Plus

เป็นการติดตั้ง ระบบด้วยผู้เชี่ยวชาญโดยตรงจากบริษัท เดลเทคโนโลยี่ ซึ่งจะทำการติดตั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ทั้งระบบ รวมถึงควบคุมบริหารโครงการที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ของลูกค้า (Onsite)

การบริการแบบ Residency

เป็นการบริการโดยมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปทำงานที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ของลูกค้าเพื่อทำการตรวจสอบ ปรับปรุงค่าต่างๆในระบบ (configuration) รวมถึงการปฏิบัติงานทั่วไปเพื่อให้มีความเหมาะสมและลงตัวที่สุด (optimize) โดยจะมีการถ่ายทอดความรู้ให้กับพนักงานดูแลระบบของลูกค้า ให้มีความชำนาญในการดูแลระบบอย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวต่อไป

การอนุญาติให้ลูกค้าเก็บหน่วยเก็บข้อมูลไว้ได้

เป็นบริการที่อนุญาติให้ลูกค้ายังคงเป็นเจ้าของและสามารถเก็บ หน่วยเก็บข้อมูล ( hard drives) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ที่เก็บข้อมูลที่มีความสำคัญและอ่อนไหว เพื่อให้เป็นไปตามกฏหมายและเป็นการรักษาความลับของข้อมูล

การบริการขยายทรัพยากรและปรับปรุงระบบ (Expansion and Upgrade Services)

เป็นการบริการเพื่อให้ระบบงานทำงานอย่างเหมาะสม (optimal) และสามารถขยายระบบได้อย่างมั่นใจ ด้วยการวิธีการที่ได้พิสูจน์และทดสอบมาแล้วทั้งในเรื่องการปรับปรุงซอฟต์แวร์และการเพิ่มขยายฮาร์ดแวร์

การบริการดูแลหลังการขาย (ProSupport and ProSupport Plus)

การบริการหลังการขายแบบ ProSupport ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือหน่วยงานที่ดูแลระบบธรรมดาเท่านั้น แต่บริการนี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถตอบคำถามด้านเทคนิคและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการบริการแบบ ProSupport Plus จะมีส่วนเพิ่มเติมคือมีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะที่มีหน้าที่คอยดูแลและเป็นคนจัดการติดต่อแก้ปัญหาทั้งระบบรวมทั้งระบบงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย (3rd party)

การบริการถ่ายโอนข้อมูล (Intelligent Data Mobility)

เป็นบริการที่ช่วยให้หน่วยงานมีเวลามากขึ้นในการดูแลเรื่องธุรกิจ ในขณะที่ทาง บริษัทเดลเทคโนโลยี จะเป็นผู้ทำการย้ายข้อมูลด้วยวิธีการมาตรฐาน (standardize methodology) ที่ได้รับการทดสอบแล้ว (proven) ในการย้ายข้อมูลจากระบบเดิมมายังระบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการหยุดระบบให้น้อยที่สุด

PowerFlex integrated Rack ถูกออกแบบให้รองรับการขยายและมีความยืดหยุ่นขั้นสูงสุด โดยสามารถเริ่มจากระบบเล็กๆแล้วค่อยๆขยายไปตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น PowerFlex Integrated Rack จะได้รับการติดตั้งเน็ตเวิร์คของ Cisco หรือ Dell ประกอบรวมมา (Integrated) อยู่ในชุดของ Rack จากโรงงานเลย ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่าโครงสร้างของระบบเน็ตเวิร์ค (Network Topology) นั้นได้รับการออกแบบและปรับแต่งให้สามารถรองรับแอพพลิเคชั่นที่ต้องการความเร็วสูงๆได้ตามความต้องการ  

เนื่องจาก PowerFlex ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเวิร์คโหลดจำนวนมาก โดยสามารถเริ่มจากขนาดเล็กๆ (very small) และขยายไปเป็นขนาดใหญ่มากๆ (massive sizes) ได้ตามความต้องการ ภาพด้านล่างนี้แสดงถึงเวิร์คโหลดต่างๆ ที่สามารถทำงานร่วมกันอยู่บน PowerFlex ชุดเดียวกัน โดยเวิร์คโหลดเหล่านี้ต่างมีความเหมือนกันตรงที่ต้องการประสิทธิภาพที่สูงมากจากระบบจัดเก็บข้อมูลของ PowerFlex

จากตัวอย่างด้านล่างนี้จะเห็นว่า PowerFlex Solution สามารถรองทั้งรับเวิร์คโหลดปัจจุบันที่เป็นแอพพลิชั่นที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ (core application) และแอพพลิเคชั่นสมัยใหม่ ที่รองรับระบบคลาวด์ (Cloud) คอนเทนเนอร์ (container) หรือด้านการวิเคราะห์ (analytics) โดยมีผลจากการทดสอบเป็นที่น่าพอใจ

การแยกงานเหล่านี้ไปยังโหนดที่กำหนด ช่วยให้เราสามารถระบุให้แอพพลิเคชั่นและระบบปฏิบัติการทำงานอยู่บนฮาร์ดแวร์ที่ได้รับการออกแบบมาเฉพาะตามความต้องการของแต่ละงานได้ ในขณะที่ใช้หน่วยเก็บข้อมูลที่อยู่บน PowerFlex Storage ร่วมกัน ทำให้เราสามารถรวมศูนย์ข้อมูลทั้งหมด (Consolidation) มาบริหารจัดการภายใต้ PowerFlex ได้

Intel Optane: Unlock the Performance

สองปัจจัยสำคัญที่จะต้องพิจารณาในการเลือกหน่วยจัดเก็บข้อมูลถาวรประสิทธิภาพสูงคือ Latency และ IOPS องค์กรโดยส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้ NVMe NAND SSD มาตรฐานทั่วไป แต่ปัจจุบันนี้อาจไม่เพียงพอแล้ว ทางเลือกใหม่ประสิทธภาพสูงกว่าคือ Intel Optane SSD ที่มี Latency ดีกว่า 32% และ IOPS สูงกว่า 41% เมื่อทำการทดสอบที่เลียนแบบการทำงานของระบบ Ecommerce และ ระบบซื้อขายทางการเงิน (Financial trading) ด้วย DellEMC PowerFlex

 Intel Optane SSD ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลที่มีชุดข้อมูลขนาดใหญ่พร้อมทั้งลด Latency ให้เหลือน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันระบบยังได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีความพร้อมใช้งานสูง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในโลกของแอปพลิเคชันสมัยใหม่ที่ต้องทำงานตลอดเวลา Intel Optane ออกแบบมาเพื่อเติมช่องว่างสำคัญระหว่าง DRAM ที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ราคาแพง และที่เก็บข้อมูลแฟลชประสิทธิภาพต่ำกว่า (NAND) แต่ราคาก็ถูกกว่าด้วย ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลถาวรโดยมี Latency ต่ำในแอพพลิเคชั่นสำคัญทางธุรกิจที่มีผู้ใช้จำนวนมาก

 สถาปัตยกรรมของ Intel Optane ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูง รวมถึง Latency ที่ต่ำภายใต้สถานการณ์ที่มีความต้องการสูง และสามารถปรับขนาดได้ง่ายเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย

สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ DellTechnologies.com/PowerFlex หรือติดต่อ คุณวศิน โทร. 090-949-0823 หรืออีเมล์มายัง  Chidchanok.uthaigorn@dell.com

from:https://www.techtalkthai.com/dell-emc-powerflexdhci-solution-for-modern-datacenters-chapter2/

[Guest Post] ชูธงเทคโนโลยี HPE GreenLake ติดปีก EHR ให้วงการสาธารณสุข

แม้ความท้าทายในแวดวงสาธารณสุขจะเกิดขึ้นมาอย่างยาวนานก่อนไวรัสโควิด-19 เห็นได้จากแนวโน้มด้านประชากรศาสตร์ เช่น โครงสร้างสังคมผู้สูงอายุทั่วโลก การเพิ่มขึ้นอย่างมากของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน และเบาหวาน การขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข ซึ่งองค์กรอนามัยโลก คาดการณ์ว่า โลกจะขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุขราว 13 ล้านคนภายในปี 2035 หรือค่าเวชภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำให้ความมั่นคงด้านการเงินของระบบสาธารณสุขเป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกได้กลายเป็น disruption อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลใหระบบบริการด้านสาธารณสุขทั่วโลกกำลังถูกทดสอบอย่างหนัก และโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุทั่วโลกที่รวมถึงประเทศไทยซึ่งก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้วในปี 2564 นี้  การเปลี่ยนผ่านทางด้านเทคโนโลยีเข้าสู่ยุคดิจิทัล อาทิ ระบบระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์  (EHR) การจัดการกับข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลด้วยเอไอ หรือ แมชชีน เลิร์นนิ่ง เพื่อส่งมอบบริการที่ดีขึ้นให้กับคนไข้ หรือเพื่อประโยชน์ด้านการวิจัยของวงการการแพทย์ เป็นต้น จึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการบริการด้านสาธารณสุข โดยการก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างมหาศาลอีกต่อไป เพียงใช้เทคโนโลยีทุกอย่างภายใต้การบริการ หรือ Everything-as-a-service ก็จะทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้บริการด้านสาธารณสุขเป็นไปอย่างราบรื่น

 

ระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์  EHR

ระบบระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์  (The Electronic Health Record- EHR) อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีของวงการสาธารณสุขเข้าสู่โลกของดิจิทัล โดยเริ่มต้นจากการจัดเก็บข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย ข้อมูลในการตรวจวินิจฉัยและผลลัพธ์อื่นผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก อุปกรณ์ในห้องตรวจวินิจฉัยโรค หรือ อุปกรณ์อื่น ๆ ขึ้นสู่ระบบดิจิทัลเพื่อที่แพทย์และพยาบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้เข้ารับการรักษาแค่เพียงปลายนิ้ว

ปัจจุบัน ระบบ EHR รุ่นใหม่ถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ใช่แค่การปรับปรุงบริการด้านคลินิค การดำเนินงาน แต่ยังรวมถึงการส่งมอบประสบการณ์การสื่อสารที่ดีขึ้นระหว่างพยาบาลและผู้ป่วย ควบคู่กับการปกป้องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลขั้นสูง ยิ่งกว่านั้นยังมีส่วนสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก การจ่ายเงินแลกบริการ (fee-for-service) ไปเป็นการดูแลแบบเน้นคุณค่า (value-based care) เพื่อเชื่อมกับกระบวนการเบิกค่ารักษาพยาบาลที่สะดวกรวดเร็ว การพัฒนาขีดความสามารถของระบบ workflow ในการใช้ข้อมูลเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ลดความยุ่งยาก และเพิ่มการตัดสินใจที่แม่นยำในการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด

 

สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ป่วย

วิวัฒนาการเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีในการดูแลผู้ป่วยด้วยแพลตฟอร์ม EHR มุ่งเน้นโครงสร้างการจัดการแบบยืดหยุ่น ขยายผลสู่การให้บริการการสาธารณสุขทางไกล (Telehealth) ที่มีการผลักดันอย่างมากก่อนการระบาดของโควิด-19 โดยต่างเห็นตรงกันว่า เป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญต่อการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบยั่งยืน โดยเป็นการทำงานผ่านแอปพลิเคชัน  (App-based care) ที่ประกอบด้วย รูปแบบบริการตนเองและการเฝ้าติดตามสุขภาพแบบอัตโนมัติ การควบคุมเข้าถึงหรือเคลื่อนย้ายข้อมูลด้าน EHR ผ่านช่องทางหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆได้อย่างปลอดภัย พร้อม ๆ กับการตอบรับความต้องการของผู้ป่วยด้านความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงบริการได้สมบูรณ์ในแพลตฟอร์มเดียว  

 

ตอบโจทย์ข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น

เดิมการใช้คลาวด์สาธารณะน่าจะเป็นคำตอบสำหรับระบบจัดการข้อมูลด้านสาธารณสุขที่เต็มไปด้วย ด้วยปริมาณข้อมูลที่เติบโตชนิดคาดการณ์ไม่ได้ รวมถึงความซับซ้อนและหลากหลายของข้อมูล เช่น จากแผนกรังสีวิทยา แผนกโรคหัวใจ ภาพนิ่งจากศูนย์รักษาแผล (Wound Care Center) วิดีโอจากการศึกษาเรื่องการนอน  การเดิน, ศัลยกรรม และอีกมากมาย แต่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล และข้อบังคับเรื่องความเป็นส่วนตัวในแต่ละประเทศ (jurisdictions) อาจทำให้การใช้คลาวด์สาธารณะเป็นเรื่องยุ่งยาก ยิ่งกว่านั้น อาจจะยิ่งผลักดันต้นทุนการเข้าถึงข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะสูงตามไปอีกด้วย

ดังนั้น การสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัยในองค์กร (on-premises storage) ซึ่งทางเทคนิคอาจหมายถึงการจัดเก็บในดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรเอง หรือจากการใช้บริการ co-location จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า ซึ่งการจัดหาอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (storage) สามารถทำได้หลายระดับขึ้นอยู่กับความต้องการในการเข้าถึงข้อมูล หรือจากวิกฤตของความต้องการใช้งาน HPE Nimble Storage Adaptive Flash Arrays เป็นทางเลือกเริ่มต้นที่เข้มแข็ง เหมาะกับทั้งการทำงานในระดับ primary และ secondary และยิ่งร่วมกับความสามารถในการวิเคราะห์จาก HPE InfoSight แล้ว ก็จะยิ่งทำให้การคาดการณ์และป้องกันปัญหาทั้งระบบของการจัดเก็บข้อมูลเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้น ความสามารถอื่นเช่น intelligent deduplication ก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บในระดับที่หาตัวจับยาก และช่วยให้ใช้การจัดเก็บข้อมูลได้อย่างเต็มความจุ

 

นวัตกรรมการส่งมอบบริการ

แม้เป็นที่ชัดเจนว่า เทคโนโลยีมีบทบาทต่อการเพิ่มประสิทธิภาพด้านบริการสาธารณสุข แต่ก็ยังมีตัวแปรสำคัญอื่นที่ท้าทายต่อการลงทุน นั่นคือ ระยะเวลาที่ยาวนานของการจัดสรรงบประมาณและกระบวนการจัดซื้อ ซึ่งเกิดแทบทุกองค์กรสาธารณสุขทั่วไป หรือกระทั่งองค์กรสาธารณสุขที่ไม่แสวงผลกำไร (not-for-profit) ความตึงเครียดของการพัฒนาสารสนเทศด้านระบบระเบียนยาและเวชภัณฑ์ ทัศนคติของบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มีต่อการใช้งานเทคโนโลยี รวมถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารงานด้านสาธารณสุขที่ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจนำเทคโนโลยีมาใช้หรือไม่ ทางออกของปัญหาด้านงบประมาณ คือ การจ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริง (Consumption-based models) ซึ่งเริ่มถูกนำมาใช้มากขึ้นเพื่อตอบโจทย์องค์กรในการก้าวข้ามผ่านความท้าทายเหล่านี้ ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น (up-front capital) ขณะเดียวกัน ก็ได้ความคล่องตัวในการสร้างนวัตกรรมด้านดิจิทัล ด้วยค่าใช้จ่ายด้านไอทีที่น้อยลงเท่ากับปริมาณที่ใช้งานจริงเท่านั้น

นอกจากนี้ ผลจากการศึกษาของฟอร์เรสเตอร์ระบุถึงการนำ HPE GreenLake ไปปรับใช้ในองค์กรสาธารณสุข พบว่า มีผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่เพิ่มขึ้น 163% มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value-NPV) ซึ่งเกิดจากการประหยัดต้นทุน สูงถึง 3.4 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ประหยัดเวลาในการพัฒนาบริการสาธารณสุขเพื่อส่งต่อให้ลูกค้า (time-to-market) โดยคิดออกมาเป็นตัวเงินได้สูงถึง 2.5 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ประหยัดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ได้ถึง 1.9 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และประหยัดงบด้านไอทีได้ถึง 708,000 ดอลล่าร์สหรัฐต่อปี

รุกคืบบริการแบบ As-a-Service

HPE GreenLake เป็นวิธีการให้บริการแบบ Everything-As-a-Service ที่ช่วยให้ธุรกิจและองค์กรทั่วโลกนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานได้รวดเร็ว ง่าย และหลากหลายขึ้น พร้อมส่งต่อประสบการณ์ทำงานแบบคลาวด์ให้เกิดขึ้นได้ในองค์กร (on premises) พร้อมด้วยบริการดูแลจัดการชนิดเต็มรูปแบบ (fully managed) และคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง (pay-per-use) โดยผู้เชี่ยวชาญของ HPE ผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขจึงไม่เพียงได้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แต่ยังประหยัดเวลาของบุคลากรด้านสารสนเทศจากการแก้ปัญหาพื้นฐานประจำวันไปสู่การวางแผนเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาระบบงานได้มากขึ้น

สำหรับผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขหลายรายที่ต้องเผชิญกับการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดของปริมาณข้อมูล และความต้องการความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลที่เกิดจากเทคโนโลยีด้านการแพทย์สมัยใหม่ ขณะอาวุธที่ใช้รับมือยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบเดิมนั้น เห็นชัดว่า ไม่สามารถรองรับรูปแบบการใช้งานในปัจจุบันได้มีประสิทธิภาพดังที่ต้องการ ความยืดหยุ่นแบบคลาวด์โดย HPE GreenLake จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่นำมาซึ่งการบริหารข้อมูลด้านสาธารณสุขที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าต่อการลงทุนอย่างแท้จริง

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์ HPE เพิ่มเติมติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ 02 353 8600 ต่อ 3210
e-mail : yitmkt@yipintsoi.com

#HPE
#GreenLake
#YIPINTSOI

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-greenlake-for-ehr-by-yip-in-tsoi/

SIS Webinar: ถึงเวลาพลิกโฉม Infrastructure ของคุณสู่ยุคใหม่อันทันสมัย

SIS ขอเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT Infrastructure เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ SIS Webinar เรื่อง “It’s TIME to Explore and Transform Your Infrastructure to Modernization” พร้อมอัปเดตเทคโนโลยีด้าน IT Infrastrucutre ล่าสุดจาก AMD, HPE และ Nutanix ในวันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม เวลา 14:00 น. ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าฟังบรรยายได้ฟรี

พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานสัมมนาเพื่อลุ้นรับ UVC Disinfection Desk Lamp โคมไฟฆ่าเชื้อ UV-C จำนวน 5 รางวัล

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: It’s TIME to Explore and Transform Your Infrastructure to Modernization
ผู้บรรยาย: 

  • คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี Country Manager จาก Nutanix
  • คุณชัยรัตน์ โล้วโสภณกุล HPE ProLiant DX Product Manager จาก HPE
  • คุณวีรวุฒิ วุฒิเลิศอนันต์ Field Application Engineer จาก AMD

วันเวลา: วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_sSw2IJ92TkqeVnTP1k5DKQ

ด้วยความร่วมมือระหว่าง Nutanix และ HPE สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของโซลูชัน Hyper-converged ที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ด้วย DX Platform

เมื่อ HPE และ Nutanix มาพร้อมด้วย AMD ผนึกกำลังกันเพื่อนำเสนอระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบด้วย HPE ProLiant DX Appliances เริ่มต้นง่ายๆ กับโซลูชันดีๆ พร้อม Acropolis Hypervisor ที่มีประสิทธิภาพและไม่สร้างภาระค่าใช้จ่าย

กำหนดการ

14:00 – 14:30 It’s TIME to Explore and Transform Your Infrastructure to Modernization
คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี Country Manager จาก Nutanix
14:30 – 15:00 Transform Your Infrastructure with Confident: HPE ProLiant DX
คุณชัยรัตน์ โล้วโสภณกุล HPE ProLiant DX Product Manager จาก HPE
15:00 – 15:30 New 3rd Gen EPYC Update
คุณวีรวุฒิ วุฒิเลิศอนันต์ Field Application Engineer จาก AMD

from:https://www.techtalkthai.com/sis-amd-hpe-nutanix-webinar/

Dell EMC PowerFlex(dHCI) Solution for Modern Datacenters ตอนที่ 1

เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการทําธุรกิจในยุคปัจจุบัน เพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน ด้วยเหตุนี้หน่วยงาน IT จึงต้องสามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจได้อย่างคล่องแคล่วและซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่บางครั้งโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ยังล้าสมัยไม่ยืดหยุ่น และแยกส่วนกันอยู่ ดังนั้นเพื่อรับมือกับความต้องการในอนาคต หลายองค์กรกําลังปรับปรุง ศูนย์ข้อมูลให้ทันสมัย โดยการเลือกแพลตฟอร์มทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ที่มีความยืดหยุ่นในการปรับขนาด รองรับทางเลือกทางสถาปัตยกรรมที่หลากหลายและจะต้องมีประสิทธิภาพ (performance) ที่คาดการณ์ได้เพื่อรองรับงานที่สําคัญ รวมทั้งต้องมีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) และบำรุงรักษาข้อมูล (Data Service) ที่ดี สุดท้ายผู้ดูแลระบบจะต้องจัดการระบบได้ง่ายและมีความคล่องตัว

Dell EMC PowerFlex คืออะไร

PowerFlex เป็นโซลูชันเพื่อจัดเก็บข้อมูล Mission-Critical Workloads โดยซอฟต์แวร์ PowerFlex (เดิมชื่อ VxFlex) จะทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ Dell PowerEdge Servers ช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงขององค์กรที่ต้องการปรับปรุงการดำเนินงานดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย PowerFlex สามารถรองรับการขยายขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นสูง ในขณะที่การจัดการโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินงานง่ายขึ้น

นอกเหนือจากการจัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูงแล้ว PowerFlex ยังมีชุดเครื่องมือบำรุงรักษาข้อมูล (Data Service) ที่ครอบคลุมการดําเนินงานเกือบทั้งหมด เช่น Replication, HTM5 GUI, PowerFlex Manager, Data@Rest Encryption, Snapshots, In-Line Data Redeuction, Protected Maintenance Mode เป็นต้น และการทำ LCM (Life Cycle Management) เพื่อจัดการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ช่วยให้เวิร์กโฟลว์เป็นไปโดยอัตโนมัติ PowerFlex เหมาะอย่างยิ่งสําหรับฐานข้อมูลและงานที่มีการประมวลผลที่ต้องการความเร็วสูง ซี่งเป็นความสามารถที่อยู่ใน PowerFlex Appliance และ PowerFlex Integrated Rack

PowerFlex ยังรองรับสภาพแวดล้อมการทํางานที่หลากหลายซึ่งรวมถึง Multi-Hypervisors, Bare-Metal OSs และ Containers สิ่งนี้ช่วยให้สามารถเปลี่ยนสถาปัตยกรรมแอปพลิเคชันได้อย่างยืดหยุ่นในขณะที่รองรับแอปพลิเคชันทั้งแบบดั้งเดิม (Monolith) และแบบใหม่ (Microservice) ซึ่ง PowerFlex สามารถรองรับสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันให้อยู่ในระบบเดียวกันได้

PowerFlex ยังรองรับคอนเทนเนอร์และแพลตฟอร์มบนระบบคลาวด์ ซึ่งรวมถึง Kubernetes, Red Hat OpenShift, Rancher, Docker, Google Anthos, vRealize Operations,VMware Cloud Foundation (VCF) และอื่น ๆ

PowerFlex โซลูชันมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้เพื่อรองรับ Mission-Critical Workloads

1.) มีความยืดหยุ่นสูงและปรับขยายได้มาก (Unmatched Flexibility and Scale)

PowerFlex มีความยืดหยุ่นอย่างและปรับขยายขนาดได้สูงมาก สามารถที่รองรับสถาปัตยกรรมแบบ 2-Layers (Server/SAN), Single-Layer (HCI), Storage-Only หรือ สถาปัตยกรรมผสม (MIX) ที่การรวมกันทุกแบบ ซึ่งมีประโยชน์ต่างกันไป เช่น

  • ในสถาปัตยกรรมแบบ 2-Layers (Server/SAN) จะแยกทรัพยากรการประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บออกจากกัน เหมาะสําหรับการลดค่าใช้จ่ายของลิขสิทธิ์สําหรับแอปพลิเคชันเช่น Oracle ที่นับลิขสิทธิ์ตาม Server CPU cores และเพื่อแยกประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันออกจากการจัดเก็บข้อมูล
  • Single-Layer (HCI) แต่ละ Node จะมีส่วนร่วมในการให้บริการทรัพยากรการประมวลผล (Compute) และการเก็บข้อมูล (Storage) ซึ่งหมายถึงแต่ละ Node จะให้บริการทั้งรันแอปพลิเคชันและเก็บข้อมูล สถาปัตยกรรมนี้เหมาะสมที่สุดสําหรับการรวมระบบงานโดยทั่วไป
  • สถาปัตยกรรมแบบ Storage-Only จะเหมาะสมที่สุดเมื่องานการประมวลผลอยู่บนโหนด (Compute) ที่เป็น Third-Party แต่ต้องการการจัดเก็บข้อมูลที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูง (High Performance) จาก PowerFlex
  • ด้วยการผสมสถาปัตยกรรม (MIX) ทั้ง 3 รูปแบบได้อย่างยืดหยุ่นในคลัสเตอร์เดียวกัน PowerFlex สามารถปรับลดหรือเพิ่มจำนวน Compute Nodes และ Storage Nodes ได้อย่างเป็นอิสระตามทรัพยากรณ์ที่ระบบต้องการหรือที่เรียกเทคโนโลยีแบบนี้ว่า Disaggregated HCI  (dHCI) เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนในเฉพาะส่วนที่ต้องการเท่านั้น

การบริหารจัดการทรัพยากรใน PowerFlex เช่น การเพิ่มหน่วยจัดเก็บ (Storage)และการเพิ่มหน่วยประมวลผล (Compute) ก็สามารถเพิ่มแบบการใช้งานร่วมกัน (HCI) หรือเพิ่มแบบทำงานแยกกัน (2-Layer/Storage-Only) โดยเริ่มต้นจาก 4 nodes จนเพิ่มขยายมากกว่า1,000 nodes ใน1 คลัสเตอร์ ซึ่งประสิทธิภาพ (Performance)และความจุ (Capacity) จะเพิ่มตามจำนวน node ที่เพิ่มเข้าไป ( Linear Scale-Out)

2.) มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในระดับ Enterprise-class

PowerFlex ได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นสูงสุด เพื่อให้รองรับการทำงานขององค์กรขนาดใหญ่ PowerFlex จะรวมทรัพยากรจากโหนด (Nodes) ทั้งหมดในรูปแบบ Scale-Out โดยข้อมูลจะถูกกระจายไปยังโหนดทั้งหมด โดยผ่านทางเน็ทเวิร์กแบบอีเทอร์เน็ต (ethernet) ซึ่งรองรับความเร็วสูงสุด 100Gbps ด้วยเทคโนโลยีของ PowerFlex ที่กระจายข้อมูลไปเท่าๆกันทุกโหนดโดยไม่มีคอขวด ทำให้ได้ประสิทธิภาพที่สูงมาก (Massive IO Performance) แปรผันตามจำนวนโหนด (Linear Scale-Out) ทั้งโหนดประมวลผล (Computes) และโหนดที่เก็บข้อมูล (Storages) นอกจากนี้ PowerFlex ยังสามารถแบ่งแยกงานเป็น หลาย Protection Group เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพตามที่ต้องการได้

จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการของ Dell Technologies ได้ทดสอบ PowerFlex กับงานขององค์กรที่หลากหลายรวมถึงฐานข้อมูล Oracle, Microsoft SQL Server, SAP HANA, SAS, Splunk, Elastic Stack และ Epic เป็นต้น ผลจากการทดสอบแสดงดังตารางด้านล่างนี้

3.) มีความง่ายในการใช้งาน (Simple and Efficient Operations)

PowerFlex มีชุดเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่ช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอที โดย PowerFlex Manager จะเป็นเครื่องมือช่วยจัดการงานด้านไอที (IT operation) และ LCM (Life Cycle Management) โดยมีเวิร์กโฟลว์เพื่อจัดการระบบพื้นฐานโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ BIOS , เฟิร์มแวร์,โหนด,  Hypervisor และเน็ทเวิร์ก นอกจากนี้ยังรวมถึงการบริการการบำรุงรักษาข้อมูล (Data Service) ที่มีลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้สามารถทำได้ทุกอย่าง (all-inclusive software licensing) ไม่ว่าจะเป็น การทำสแนปช็อต, การเข้ารหัส และการลดขนาดข้อมูล การบริการบำรุงรักษาข้อมูลเหล่านี้จะช่วยผู้ดูแลระบบ จัดการ,ปกป้อง และรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ PowerFlex ยังรองรับ API แบบเปิดตามมาตรฐาน ทําให้ทำงานร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ (Third Party) และเวิร์กโฟลว์ (Custom Workflow) ได้ โดย PowerFlex Manager มี API ที่ให้บริการ:

  • Deployment– มีเทมเพลตมาตรฐานเพื่อรองรับการติดตั้งแบบ Hyperconverged, Storage-Only และ Compute-Only
  • Health and Alerting – ตรวจสอบระบบและแจ้งเตือนได้อย่างรวดเร็วด้วยการแจ้งเตือนผ่าน Secure Remote Services (SRS) หรือทางอีเมล
  • Compliance – PowerFlex Manager ใช้ RCM (Release Certification Matrix) และ IC (Intelligent Catalog) เพื่อติดตามและแก้ไขการจัดการซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นที่ไม่ถูกต้อง (Drift Management)
  • Maintenance – โหมดการบํารุงรักษาช่วยให้สามารถให้บริการระบบได้อย่างต่อเนื่องในระหว่างการบำรุงรักษาระบบ
  • Expansion – การขยายระบบโดยการก๊อบปี้ค่าเริ่มต้นในการติดตั้ง (Configuration) จากระบบที่มีอยู่
  • Upgrade – เมื่อเปลี่ยน RCMs / ICs เป็นรุ่นใหม่ ระบบจัดการใน PowerFlex รองรับการอัพเกรดส่วนประกอบหลักทั้งหมด รวมถึง BIOS, เฟิร์มแวร์และไดรเวอร์, NXOS, ESXi, ซอฟต์แวร์ PowerFlex และ CloudLink

สําหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม DellTechnologies.com/PowerFlex หรือสามารถติดต่อทีมงาน Dell Technologies ประจำประเทศไทยได้ทันทีที่ อีเมล Chidchanok.uthaigorn@dell.com โทร 090-949-0823 (วศิน)

from:https://www.techtalkthai.com/dell-emc-powerflex-dhci-solution-for-modern-datacenters-chapter-1/

IBM เปิดตัว Data Protection สำหรับ IBM FlashSystem ช่วยป้องกัน Cyberattack

IBM เปิดตัว Safeguarded Copy ระบบ Data Protection สำหรับ IBM FlashSystem ช่วยป้องกันและช่วยกู้คืนข้อมูลในกรณีเกิด Cyberattack

IBM ได้ประกาศเสริมฟีเจอร์ Safeguarded Copy ให้กับ IBM FlashSystem เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตัวระบบจะทำการสร้าง Data Snapshot ขึ้นมาแบบอัตโนมัติ และแยกการเก็บข้อมูลไว้ในพื้นที่เฉพาะ ไม่ให้มีการเข้าถึงจากภายนอก เพื่อช่วยป้องกันการโจมตีจาก Ransomware หรือ Cyberattack และทำให้สามารถกู้คืนข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์นี้ใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับ IBM DS8000 ซึ่งมีจุดเด่นดังนี้

  • ผู้ดูแลระบบสามารถตั้งเวลาในการทำ Snapshot แบบอัตโนมัติได้
  • Snapshot จะถูกจัดเก็บใน Safeguarded Pool ซึ่งจะเข้าถึงข้อมูลที่จัดเก็บได้ก็ต่อเมื่อมีการ Recovery แล้วเท่านั้น
  • ข้อมูลใน Safeguarded Copy สามารถนำมา Extract เพื่อตรวจสอบ หรือ Restore เพื่อใช้ใน Production ได้ นอกจากนี้ยังรองรับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่สำรองไว้
  • Safeguarded Copy รองรับการทำงานร่วมกับ IBM QRadar ได้ เพื่อสั่งให้สร้าง Backup ในกรณีที่เกิดการโจมตี

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/ibm-flashsystem-gets-safeguarded-data-copies-to-speed-up-cyberattack-recovery/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-adds-data-protection-to-ibm-flashsystem-helps-protect-cyberattack/

HPE ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “HPE Storage Day – Unleash the Power of Data”

HPE ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “HPE Storage Day – Unleash the Power of Data” เพื่อเรียนรู้ไปกับเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลจาก HPE ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถใช้คุณค่าของข้อมูลเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้ธุรกิจ ในวันที่พฤหัสที่ 29 กรกฎาคม 2564 เวลา 13.30 – 15.00 น.

Register: Click Here

(ทางผู้จัดงานจะจัดส่ง link สำหรับเข้าร่วมงานให้หลังจากท่านลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว)

HPE Storage Day – Unleash the Power of Data

วัน: พฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2564

เวลา: 13.30 – 15.00

แพลตฟอร์ม: Zoom

พบกับการเปิดตัวสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่จาก HPE ที่จะปลดปล่อยขุมพลังของการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ท่านจะได้พบกับหัวข้อที่น่าสนใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก HPE อาทิเช่น HPE Alletra, Data Services Cloud Console, dHCI, 2nd Gen HCI และ Software-defined Everything

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่

คุณฐิติ

เบอร์ 02-678-8660 ต่อ 104

หรือ hpeseminar@wareerak.com

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-storage-day-webinar-unleash-the-power-of-data/

ตอบโจทย์ระบบ Storage สำหรับ Kubernetes อย่างครบถ้วนทุกมิติ ด้วย Pure Storage Portworx

เมื่อเทคโนโลยีอย่าง Container และ Kubernetes เริ่มกลายเป็นเทคโนโลยีที่ถูกใช้งานกันในภาคธุรกิจองค์กรกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในฐานะของเทคโนโลยีพื้นฐานเพื่อรองรับ Cloud-Native Application และเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ระบบ IT ของธุรกิจองค์ก้าวไปสู่ภาพของ Hybrid Multicloud ได้ หลายองค์กรก็เริ่มต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับระบบเหล่านี้กันบ้างแล้ว

Pure Storage ต้องการช่วยให้ธุรกิจองค์กรแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ Portworx ซึ่งเป็นผู้พัฒนา 100% Software-defined Kubernetes Data Services Platform เข้ามาเติมเต็มความต้องการของตลาดธุรกิจองค์กรทั่วโลกกัน

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับโซลูชันของ Pure Storage Portworx สำหรับการแก้ไขปัญหาด้าน Data เบื้องหลังระบบของ Kubernetes กันครับ

ทำไม Enterprise Storage ทั่วไปที่รองรับ CSI Plugin จึงยังไม่ตอบโจทย์ต่อ Kubernetes ได้อย่างเพียงพอ?

โดยทั่วไปแล้วโซลูชันระบบ Enterprise Storage มักจะรองรับการทำงานร่วมกับ Kubernetes อยู่แล้วด้วยการเชื่อมต่อผ่าน CSI Plugin ซึ่งทำหน้าที่ในการแบ่งสรรพื้นที่บนระบบ Enterprise Storage มาทำการกำหนดค่าการทำงานและเชื่อมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบเหล่านั้นเข้ากับ Workload ต่างๆ ที่ทำงานอยู่บน Kubernetes ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอัตโนมัติ และมั่นคงปลอดภัย

อย่างไรก็ดี ในการใช้งาน Kubernetes ในระดับธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่นั้น สิ่งที่ธุรกิจองค์กรต้องเผชิญไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นด้านการจัดสรรพื้นที่สำหรับใช้งานเท่านั้น เพราะด้วย Container ปริมาณมหาศาลบนระบบของ Kubernetes นั้น ก็ทำให้เกิดการใช้งานข้อมูลปริมาณมหาศาลที่กระจัดกระจายอยู่บนทั้ง Enterprise Storage และ Cloud Storage ทำให้เกิดความท้าทายด้านการบริหารจัดการข้อมูลและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นอย่างมาก รวมถึงยังมีประเด็นด้านการสำรองข้อมูล, การกู้คืนข้อมูล, การย้ายระบบข้าม IT Infrastructure และอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นตามมา

ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจองค์กรจำนวนมากที่เริ่มใช้งาน Kubernetes และเชื่อมต่อกับ Enterprise Storage ที่มีอยู่ได้ระยะหนึ่งจึงมักพบ Pain Point ในรูปแบบเหล่านี้เหมือนๆ กัน และนี่เองก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้พัฒนาโซลูชัน Enterprise Storage ชั้นนำอย่าง Pure Storage ต้องมองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การบริหารจัดการข้อมูลสมำหรับ Kubernetes ภายในธุรกิจองค์กรทั่วโลกให้ได้

Pure Storage Portworx: บริหารจัดการ Storage สำหรับ Container ได้แบบ Hybrid Multicloud พร้อมรองรับการทำ Backup และ Recovery ได้อย่างครบถ้วน

Pure Storage นั้นได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ Portworx ที่เป็น 100% Software-defined Kubernetes Data Services Platform เข้ามาเสริมทัพโซลูชันด้าน Kubernetes โดยเฉพาะ โดยโซลูชันของ Portworx นี้นอกจากจะสามารถทำงานร่วมกับโซลูชันของ Pure Storage อย่างเช่น FlashArray หรือ FlashBlade ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็ยังสามารถทำงานร่วมกับระบบ Server, Storage และ Cloud รายต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ไม่ว่าระบบ Kubernetes จะถูกใช้งานอยู่บน IT Infrastructure ใด Portworx ก็ยังสามารถตอบโจทย์การทำงานได้อยู่เสมอ

ความสามารถของ Portworx นั้นถูกแบ่งออกเป็น 6 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่

  • PX-Store การจัดการ Persistent Storage สำหรับใช้งานร่วมกับ Kubernetes ในแบบ Hybrid Multicloud โดยสามารถสร้าง Shared Volume กลางให้ Container หลายชุดมาอ่านเขียนข้อมูลพร้อมกันได้ และกำหนดระดับประสิทธิภาพที่จะให้บริการในแต่ละ Container ได้
  • PX-Migrate โซลูชันสำหรับช่วยให้ทำการย้ายระบบ Application ข้าม Cluster หรือข้าม Cloud ได้อย่างง่ายดาย
  • PX-Autopilot for Capacity Management โซลูชันสำหรับการบริหารจัดการการใช้งานพื้นที่ของระบบโดยรวมแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ไม่เกิดเหตุการณ์ Overprovisioning สามารถใช้งานพื้นที่บน Enterprise Storage และ Cloud Storage ได้อย่างคุ้มค่าสูงสุดอยู่เสมอ
  • PX-Backup โซลูชันสำหรับการทำ Backup และ Recovery ในระดับ Application โดยคอรบคลุมทั้ง Data, Application Configuration และ Kubernetes Object
  • PX-DR โซลูชันสำหรับการทำ Data Protection ให้กับ Mission Critical Application ในระดับ Zero RPO Disaster Recovery ข้ามเครือข่าย WAN
  • PX-Secure โซลูชัน Container Data Security ที่ครอบคลุมทั้งการทำ Encryption ในระดับ Cluster, การทำ BYOK Encryption ในระดับ Container และ Storage, การกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล และการทำงานเชื่อมต่อร่วมกับ Active Directory และ LDAP ได้ในหนึ่งเดียว

จะเห็นได้ว่า Portworx นี้สามารถตอบโจทย์การใช้งานข้อมูลภายใน Kubernetes ได้อย่างครอบคลุมครบถ้วนทุกความต้องการ และช่วยให้ผู้ดูแลระบบ IT ภายในองค์กรนั้นสามารถบริหารจัดการข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่บน Hybrid Multicloud ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นใจ โดยยังคงสามารถทำ Compliance ได้อย่างสมบูรณ์

เริ่มต้นใช้งานได้ฟรี เลือก Subscription ให้ตอบโจทย์กลยุทธ์ขององค์กรได้ในระยะยาว

สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีการใช้งาน Kubernetes มาระยะหนึ่งและเริ่มพบกับประเด็นปัญหาต่างๆ ในการบริหารจัดการระบบจัดเก็บข้อมูลของ Kubernetes แล้ว ก็สามารถเริ่มต้นใช้งาน Portworx เพื่อทดสอบเทคโนโลยีและลองใช้แก้ไขปัญหาที่ตนเองเผชิญอยู่ได้ และหากพบว่าโซลูชันนั้นเหมาะสมต่อการใช้งาน ก็สามารถเลือก Subscription ที่ต้องการเพื่อนำไปใช้งานกับระบบที่มีขนาดใหญ่และมีความต้องการที่ซับซ้อนสูงขึ้นได้ ดังนี้

  • Portworx Essentials Free Subscription สำหรับ Production Kubernetes Storage สำหรับระบบที่มีขนาดไม่เกิน 5 Node และมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลไม่เกินกว่า 5TB ต่อ Cluster เหมาะสำหรับการใช้เพื่อจัดการ Application ขนาดเล็ก หรือทดลองใช้งานเพื่อเตรียมรองรับระบบขนาดใหญ่ในอนาคต โดยมีความสามารถเบื้องต้นทั้งหมดให้ใช้งานได้ทันที
  • Portworx Enterprise Subscription สำหรับระบบขนาดใหญ่ รองรับระบบที่มีขนาดเกินกว่า 1,000 Node ได้โดยไม่จำกัดพื้นที่ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล โดยเสริมความสามารถในการทำ DR, Backup และ Automation เข้ามาเพื่อช่วยในการบริหารจัดการข้อมูลสำหรับระบบขนาดใหญ่ และบริการหลังการขายตลอด 24 ชั่วโมง โดยธุรกิจองค์กรสามารถทดลองใช้งานได้ฟรี 30 วัน
  • Portworx PX-Backup Subscription สำหรับการสำรองข้อมูลภายในระบบ Kubernetes โดยเฉพาะ ครอบคลุมการสำรองข้อมูลในระดับ Application, Kubernetes Object/Data, Cloud Volume และอื่นๆ โดยสามารถทำการสำรองข้อมูลได้แบบอัตโนมัติ พร้อมบริการหลังการขายตลอด 24 ชั่วโมง โดยธุรกิจองค์กรสามารถทดลองใช้งานได้ฟรี 30 วัน

สนใจเริ่มต้นใช้งาน Portworx ติดต่อทีมงาน Pure Storage ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันด้านระบบ Enterprise Storage และ Data Management สามารถติดต่อทีมงาน Pure Storage ได้ทันทีที่ Email asean@purestorage.com และสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.purestorage.com/ หรือติดตามข่าวสารจากทีมงาน Pure Storage ได้ที่ https://www.facebook.com/PureStorageTH

from:https://www.techtalkthai.com/software-defined-kubernetes-data-service-platform-with-pure-storage-portworx/

[Video Webinar] How Business Resilience Is More Than Just Backup เมื่อการสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ ต้องอาศัยมากกว่าเพียงแค่ Backup

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาทาง Cohesity ได้จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ “How Business Resilience Is More Than Just Backup เมื่อการสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ ต้องอาศัยมากกว่าเพียงแค่ Backup” ซึ่งมาพูดถึงฟีเจอร์ของโซลูชันอย่างเจาะลึก หากใครที่ต้องการรู้จักกับโซลูชันจาก Cohesity สามารถฟังย้อนหลังได้ในบทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณ Billy Watcharasit, Country Manager, Cohesity Thailand และคุณ Samatcha Kowitwongsa, Technical Director, Cohesity Thailand

รายงาน IDC’s FutureScape: Worldwide Future of Digital Infrastructure 2021 Predictions ได้แนะนำว่าความจำเป็นในการจัดการด้านความมั่นคงทนทานของข้อมูล, ความมั่นคงปลอดภัย, การควบคุมการใช้งานข้อมูล และความน่าเชื่อถือจะเป็นปัจจัยให้กว่า 80% ของธุรกิจองค์กรต้องเร่งวางกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ ที่จะแก้ไขปัญหาการมีข้อมูลกระจัดกระจายแยกขาดจากกันและยากต่อการบริหารภายใน 2 ปีนับถัดจากนี้ ซึ่งที่ผ่านมา ข้อมูลนั้นก็ได้มีปริมาณมากขึ้นอีกทั้งยังกระจัดกระจายไปอยู่ในบริการ Public Cloud หลายแห่ง, ในออฟฟิศสาขาต่างๆ และที่ Edge ของธุรกิจองค์กรภายใต้ระบบของผู้ผลิตหลากหลายราย ไม่ว่าจะเป็นการทำ Backup, Storage, Archiving, Disaster Recovery, Dev/Test หรือ Analytics ก็ตามแต่

ปัจจัยที่คุณใช้ตัดสินใจและออกแบบระบบ Backup และ Recovery ในอดีตนั้นไม่สามารถตอบโจทย์อนาคตได้อีกต่อไป มุมมองว่า Backup และ Recovery นั้นคือค่าใช้จ่ายในการรับประกันราคาแพงนั้นต้องเปลี่ยนไปในฐานะที่ Backup และ Recovery ต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Infrastructure พื้นฐาน และไม่สร้างความซับซ้อนเพิ่มเติมให้กับระบบโดยรวม

คุณไม่ใช่องค์กรเดียวที่ต้องเผชิญกับความท้าทายนี้ เพราะทุกธุรกิจองค์กรล้วนต้องมองหาแนวทางใหม่ในการปกป้อง, ควบรวม และบริหารจัดการข้อมูลของทั้งองค์กรที่กระจัดกระจายอยู่บน Multi-Cloud ให้ได้ทั้งสิ้น เราจึงขอเชิญคุณเข้าร่วม Webinar ด้าน Cohesity Redefining Intelligent Data Management เพื่อเรียนรู้ว่าคุณจะกระจายการสำรองและกู้คืนข้อมูลให้ครอบคลุมธุรกิจ, ผสานรวมเข้ากับระบบ Cloud และบริหารจัดการข้อมูลแบบอัตโนมัติด้วยระบบเดียวได้อย่างไร รวมถึงเราจะยังมีการนำเสนอกรณีศึกษารูปแบบใหม่ดังนี้

  • Modern Data Protection
  • File Share & Object Services
  • Integrated Cybersecurity and Anti-ransomware
  • Cloud: Native Hybrid and Multicloud Integration
  • Dev & Test management
  • Data Insight & Analytics
  • Automated Recovery to Cloud

from:https://www.techtalkthai.com/rerun-cohesity-webinar-how-business-resilience-is-more-than-just-backup/