คลังเก็บป้ายกำกับ: SD-WAN

Juniper Networks เผยความสามารถการจัดการ SD-WAN ด้วย AI ผ่าน Mist Cloud และ Marvis ได้ พร้อมเปิดตัว SD-WAN Gateway ใหม่

หลังจากที่ Juniper Networks ได้เข้าซื้อกิจการของ 128 Technology ผู้พัฒนาโซลูชัน SD-WAN เมื่อปลายปี 2020 ล่าสุด Juniper Networks ได้ออกมาเผยถึงความสามารถในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายทั้งแบบมีสาย, ไร้สาย และ SD-WAN ร่วมกันได้แล้วผ่าน Mist Cloud และ Marvis

ในขณะเดียวกัน Juniper Networks เองก็ยังเปิดตัว SD-WAN Gateway ใหม่สองรุ่นได้แก่ SSR 120 และ SSR 130 สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่สามารถทำงานร่วมกับโซลูชันอื่นๆ ภายในผลิตภัณฑ์ตระกูล Mist ได้อย่างง่ายดาย ด้วยการ Register อุปกรณ์เข้ากับ Mist Cloud และนำ Routing/Security Policy บน Cloud ไปทำการตั้งค่าบนอุปกรณ์โดยอัตโนมัติทันที

SD-WAN Gateway ทั้งสองนี้จะรองรับความสามารถในการบริหารจัดการ WAN ได้อย่างหลากหลาย รวมถึงการรองรับ 4G LTE ได้

นอกจากนี้ Juniper Networks ยังได้ทำการเปิดตัว Add-on ด้าน Security เช่นการทำ URL Filtering, IDS/IPS และอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม โดยหลังจากนี้จะมีการเปิดตัวความสามารถใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถเสริม Security ให้กับระบบเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SD-WAN ของ Juniper Networks สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.juniper.net/us/en/solutions/sd-wan.html

ที่มา: https://www.sdxcentral.com/articles/news/juniper-takes-on-cisco-aruba-with-fully-mist-ified-sd-wan/2022/01/

from:https://www.techtalkthai.com/juniper-networks-announces-new-features-and-appliances-for-sd-wan-solution/

Juniper เพิ่มความสามารถ Zero-Touch Provisioning ให้โซลูชัน SD-WAN

Juniper ได้ประกาศเพิ่มความสามารถให้ซอฟต์แวร์ Session Smart Routing(SSR) ให้ผู้ใช้งาน SD-WAN เริ่มต้นได้แบบ Zero-Touch

Credit: ShutterStock.com

Session Smart Routing(SSR) เป็นที่ได้มาจากการเข้าซื้อ 128Technology เมื่อปี 2020 ซึ่งกล่าวถึงการลด Cost ของ WAN และ SD-WAN โดยการเลือกเส้นทางตาม Session และความต้องการของแอปบน Tunnel แบบเดิม

ความสามารถ Zero-touch ที่กล่าวถึงครอบคลุมการตั้งค่า WAN Topology, Security Policy, WAN Service และ Policy, Network Tenancy และการตั้งค่าเครือข่าย โดยฟีเจอร์นี้อาศัยข้อมูลที่ผนึกเข้ากับแพลตฟอร์ม Mist Cloud & AI

นอกจากนี้ Juniper ยังอัปเกรตความสามารถด้าน Security ของ SSR ด้วยการเพิ่มเรื่อง IDS/IPS และ URLs Filtering เข้ามา โดยซอฟต์แวร์ SSR สามารถติดตั้งได้บน Private หรือ Public Cloud ก็ได้ รองรับทั้ง AWS, Azure, GCP, Openstack หรือ VMware ในส่วนของฮาร์ดแวร์ใหม่ที่เปิดตัวขึ้นเพื่อรองรับ SSR ธุรกิจระดับ SME สามารถเลือกใช้ SSR120 และ 130 ส่วนองค์กร ดาต้าเซนเตอร์ หรือการวางที่คลาวน์มีรุ่น SSR1000 ทั้งนี้กล่าวคือเพียงแค่เสียบปลั๊กอุปกรณ์ก็จะมีการคอนฟิคค่าต่างๆให้อัตโนมัติ

ที่มา : https://www.networkworld.com/article/3647293/juniper-adds-more-smarts-to-its-sd-wan.html

from:https://www.techtalkthai.com/juniper-adds-zero-touch-provisioning-for-its-sd-wan/

รู้จักกับ Hillstone Secure SD-WAN: ระบบ SD-WAN พร้อมความสามารถด้าน Security ตอบโจทย์ยุค Distributed Enterprise

SD-WAN นั้นได้กลายเป็นหนึ่งในโซลูชันด้านระบบเครือข่ายที่ธุรกิจองค์กรจะขาดไม่ได้อีกต่อไป แต่โซลูชัน SD-WAN จากผู้ผลิตแต่ละรายนั้นก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน

Hillstone Secure SD-WAN คือระบบ SD-WAN ที่ต่อยอดมาจากการนำ Next-Generation Firewall มาใช้ในฐานะของ CPE เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายผ่านช่องทางหลากหลายผ่าน VPN พร้อมเลือกเส้นทางการรับส่งข้อมูลที่ดีที่สุดโดยอัตโนมัติ และยังปกป้องผู้ใช้งานและระบบเครือข่ายได้ด้วยความสามารถที่รอบด้านของ Next-Generation Firewall อีกด้วย

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Hillstone Secure SD-WAN ให้เห็นภาพถึงการออกแบบและใช้งานระบบ รวมถึงความสามารถของโซลูชันนี้ที่แตกต่างจาก SD-WAN อื่นๆ กันครับ

Hillstone Secure SD-WAN: โซลูชัน SD-WAN ผสานความสามารถ Edge Security

Hillstone Secure SD-WAN นี้เป็นโซลูชันระบบ SD-WAN ที่เน้นเรื่องของความง่ายดายในการติดตั้งใช้งานดูแลรักษา พร้อมความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับธุรกิจองค์กร ที่รองรับในอุปกรณ์ CPE ที่เป็น Next-Generation Firewall ทำให้องค์กรสามารถผนวกรวมอุปกรณ์ Network และ Security ที่สาขาให้เหลือเพียงชิ้นเดียวได้ ในขณะที่การบริหารจัดการด้าน Network และ Security ร่วมกันก็สามารถทำได้จากศูนย์กลาง

Credit : Hillstone Networks

แนวทางดังกล่าวนี้ช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถออกแบบและบริหารจัดการระบบเครือข่ายของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ในขณะที่ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนระยะยาวลงได้อย่างคุ้มค่า โดยภายในโซลูชันของ Hillstone Secure SD-WAN จะประกอบไปด้วยส่วนประกอบหลักๆ 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

  1. SD-WAN Controller สำหรับติดตั้งที่สาขาหลักขององค์กร และทำหน้าที่ในการบริหารจัดการระบบโดยรวมจากศูนย์กลาง
  2. VPN HUB จุดศูนย์รวมเชื่อมต่อ VPN จากสาขาแห่งต่างๆ โดยสามารถติดตั้งได้ทั้งในองค์กรด้วยการใช้ Hillstone Next-Generation Firewall หรือติดตั้งบน Cloud ด้วย Hillstone CloudEdge
  3. CPE อุปกรณ์เชื่อมต่อ VPN จากสาขาปลายทาง พร้อมความสามารถด้าน Network Security ปกป้องระบบเครือข่ายและผู้ใช้งานไปพร้อมกัน
Credit: Hillstone Networks

สำหรับความสามารถที่โดดเด่นและน่าสนใจของ Hillstone Secure SD-WAN จะมีดังต่อไปนี้

Credit: Hillstone Networks

1. ติดตั้งใช้งานได้ง่ายด้วย Zero Touch Provisioning

ในการติดตั้งใช้งาน CPE ตามสาขาต่างๆ ขององค์กรนั้น ระบบจะดำเนินการโดยอัตโนมัติทั้งหมด ตั้งแต่การเชื่อมต่อเครือข่ายมายัง SD-WAN Controller และดาวน์โหลดการตั้งค่าต่างๆ ไปทำการตั้งค่าเริ่มต้น และเริ่มให้บริการ SD-WAN ด้วยการเชื่อมต่อ VPN และควบคุมด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่ายได้ทันที ทำให้การติดตั้ง CPE ที่แต่ละสาขานั้นไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT เดินทางไปติดตั้งด้วยตนเองแต่อย่างใด

  1. เชื่อมต่อ VPN บนหลากหลายลิงค์ พร้อม Intelligent Routing

การเชื่อมต่อ VPN แบบเข้ารหัสจาก CPE ไปยัง Data Center, Cloud และ SaaS นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านลิงค์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่าย 3G, 4G, 5G, Broadband, DSL หรืออื่นๆ ก็ตาม โดยระบบจะใช้เทคโนโลยี Intelligent Routing ในการควบคุมเส้นทางการรับส่งข้อมูลให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดเอาไว้ โดยหากมีลิงค์เชื่อมต่อใดที่มีประสิทธิภาพต่ำหรือใช้งานไม่ได้ ระบบก็จะทำ Failover ให้โดยอัตโนมัติเพื่อให้การเชื่อมต่อยังคงเกิดขึ้นได้และไม่กระทบต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

  1. บริหารจัดการ SD-WAN ทั้งหมดได้จากศูนย์กลาง

ผู้ดูแลระบบ IT สามารถทำการบริหารจัดการและปรับแต่งการตั้งค่าของ SD-WAN ทั้งหมดที่ใช้งานผ่าน SD-WAN Controller ได้ในหน้าจอเดียว ช่วยให้การควบคุมการทำงานเชื่อมต่อ Network และนโยบายด้าน Security ของระบบเครือข่ายภายในองค์กรเป็นไปได้อย่างง่ายดาย และติดตามประสิทธิภาพหรือคุณภาพของลิงค์ที่เชื่อมต่อและสาขาเข้าด้วยกันได้ในแบบ Real-Time

  1. ปกป้องเครือข่ายและผู้ใช้งานด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย

Hillstone Secure SD-WAN นั้นได้ผสานรวมความสามารถทั้งหมดของ Next-Generation Firewall เอาไว้ภายในระบบ ทำให้สามารถปกป้องผู้ใช้งานและระบบเครือข่ายได้ด้วยเทคนิคที่หลากหลาย เช่น

  • Application Control ครอบคลุม Application มากกว่า 3,000 รายการ
  • Intrusion Prevention โดยมี Signature มากกว่า 8,000 รายการ
  • Antivirus ตรวจจับ Virus และ Malware ได้พร้อมการอัปเดต Signature แบบ Real-Time
  • Network Attack Defense ปกป้องการโจมตี DoS, DDoS และ Protocol Anomaly ในเครือข่าย
  • User Control ยืนยันตัวตนและกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานร่วมกับ Active Directory ในองค์กร
  • URL Filtering คัดกรอง URL มากกว่า 140 ล้านรายการ
  • Anti-Spam ป้องกันการสแปมอีเมล์ผ่าน SMTP และ POP3
  • Sandbox ตรวจสอบพฤติกรรมของ File และ Protocol ต่างๆ เพื่อค้นหาภัยคุกคามที่แอบแฝง

จะเห็นได้ว่าการใช้ Next-Generation Firewall มาทำหน้าที่เป็น CPE ในระบบ SD-WAN นั้น ช่วยให้การปกป้องผู้ใช้งานและระบบเครือข่ายขององค์กรเป็นไปได้อย่างครอบคลุมรอบด้าน และง่ายต่อการบริหารจัดการ เนื่องจาก Network และ Security นั้นได้ผสานการทำงานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วในโซลูชัน Hillstone Secure SD-WAN นี้

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Hillstone Secure SD-WAN สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ hillstonenet.com/solutions/secure-sd-wan-for-enterprise/

ปกป้องระบบ IT Infrastructure ของคุณอย่างมั่นใจ ด้วยโซลูชัน Infrastructure Protection ครบวงจรจาก Hillstone Networks

Hillstone Networks นั้นเป็นผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Infrastructure Protection ที่ใช้หลักการ 3 ประการในการรับมือกับภัยคุกคามและโจมตีรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจองค์กร ได้แก่

  1. See มีโซลูชัน Network Security ที่ครอบคลุมทั้งแต่ Edge ถึง Cloud และตรวจสอบข้อมูลในเครือข่ายได้ทั้งระดับของผู้ใช้งานไปจนถึง Application
  2. Understand ใช้ Advanced Threat Intelligence และ Analytics เพื่อวิเคราะห์ภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
  3. Act มีเทคโนโลยีสำหรับตอบสนองต่อภัยคุกคามได้หลายแนวทาง ทั้งในระดับของ Edge, Cloud, Server, Endpoint, Application และ Web

ด้วยหลักการดังกล่าวนี้เอง ทำให้ Hillstone Networks นั้นมีการพัฒนาโซลูชันด้าน Cybersecurity ใหม่ๆ มาเสริม Portfolio อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความครอบคลุมในการใช้งาน ตอบสโจทย์ความต้องการขององค์กรให้ได้มากที่สุด

นอกเหนือไปจากโซลูชันที่มีหลากหลายครบถ้วนครอบคลุมทุกความต้องการของธุรกิจองค์กรแล้ว Hillstone Networks ยังมีเทคโนโลยีที่โดดเด่น เช่น

  • การนำ AI มาใช้ในระบบ NDR และ XDR เพื่อให้ตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ
  • การทำ Micro-segmentation และ NFV สำหรับการบริหารจัดการและปกป้อง Cloud Workload โดยเฉพาะ
  • โซลูชัน SD-WAN และ ZTNA ที่สามารถปกป้องผู้ใช้งานในการทำงานแบบ Hybrid Work ที่เกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลาได้อย่างง่ายดาย

ระบบ Firewall ของ Hillstone Networks นั้นได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Gartner’s Magic Quadrant for Network Firewalls ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 แล้ว โดยในรายงานฉบับล่าสุดของปี 2021 ทาง Gartner ก็จัดอันดับให้ Hillstone อยู่ในกลุ่ม Visionary

สนใจโซลูชันด้าน Cybersecurity ติดต่อทีมงาน Hillstone Networks ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันทางด้าน Cybersecurity ใดๆ สามารถติดต่อทีมงาน Hillstone Networks ได้ทันทีที่คุณ Wanlop Tongvanitniyom, Country Manager, Hillstone Networks ประเทศไทย ได้ที่โทร: +66 88 6282446 หรือ Email: wanlop@Hillstonenet.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.hillstonenet.com/ 

from:https://www.techtalkthai.com/hillstone-secure-sd-wan-for-distributed-enterprise-security/

[Guest Post] เปลี่ยนประสบการณ์ Hybrid Workplace สำหรับธุรกิจขนาดเล็กให้ทันสมัย ด้วยโซลูชันใหม่ Aruba Edge Connect Microbranch

โซลูชันนี้จะช่วยให้ผู้ที่ทำงานจากที่บ้านสามารถใช้งานได้ด้วยประสบการณ์ที่เหมือนการทำงานในออฟฟิศ ด้วยการเชื่อมระบบ SD-WAN และ SASE Security Services ผ่าน Access Point เพียงชุดเดียว ไม่ต้องติดตั้ง Gateway หรือ Agent อีกต่อไป

อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise (NYSE: HPE) ได้ประกาศเปิดตัว EdgeConnect Microbranch โซลูชันใหม่ล่าสุดสำหรับระบบเครือข่ายที่ใช้บ้านเป็นออฟฟิศและออฟฟิศขนาดเล็กเพื่อรองรับการทำงานแบบ Hybrid Work ซึ่งจะช่วยให้พนักงานที่ทำงานจากที่บ้านนั้นได้รับประสบการณ์แบบเดียวกับการทำงานที่ออฟฟิศ ด้วยการใช้ Wi-Fi Access Point (AP) เพียงชุดเดียว ไม่ต้องมีการติดตั้ง Gateway, Agent หรืออุปกรณ์ใดๆ ที่ปลายทางอีกต่อไป

ด้วยการใช้ EdgeConnect Microbranch ฝ่ายไอทีขององค์กรจะสามารถมั่นใจได้ในการส่งมอบประสบการณ์การทำงานที่ดีแก่พนักงาน ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะทำงานจากที่ใดก็ตาม ซึ่ง EdgeConnect Microbranch นี้จะมีความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายจากภายนอกไปยังสาขาหลักของธุรกิจได้อย่างครบถ้วน ช่วยให้แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังคงปกป้ององค์กรได้ด้วยการใช้เฟรมเวิร์คด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่าง Zero Trust และ Secure Access Services Edge (SASE) ที่จะช่วยปกป้องออฟฟิศของธุรกิจขนาดเล็กและการทำงานจากที่บ้านได้อย่างครอบคลุม

โซลูชัน EdgeConnect Microbranch ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Aruba ESP (Edge Services Platform) ประกอบไปด้วย AP และบริการ SD-WAN ใหม่ ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากประสบการณ์ในการให้บริการด้านการเชื่อมต่อ, การรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการติดตั้งใช้งานแบบ Zero Touch ของ Aruba ที่มีอยู่ไปสู่ธุรกิจขนาดเล็กผ่านอุปกรณ์ Remote Access Point (RAP) ยอดนิยม

เดิมที SD-WAN นั้นถูกติดตั้งใช้งานภายในสาขาขนาดใหญ่และออฟฟิศหลักเพื่อจัดการกับความต้องการในการใช้งานแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพ, ความมั่นคงทนทาน และความปลอดภัยที่สูงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีในปัจจุบัน Hybrid Work ได้กลายเป็นรูปแบบการทำงานหลัก ที่บ้านของพนักงานและสาขาขนาดเล็ก จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการการส่งข้อมูลให้เป็นตามนโยบายที่กำหนดได้อย่างอัตโนมัติ และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้วยบริการ SASE ในรูปแบบ Cloud จาก Aruba SD-WAN ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการในการทำงานจากที่บ้านและภายนอกองค์กรที่กำลังเติบโตนี้ให้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ, มั่นคงทนทาน และปลอดภัย โดย IDC ได้ประเมินว่าองค์กรในกลุ่ม G2000 กว่า 70% จะต้องมีการทำงานจากระยะไกลหรือทำงานในแบบ Hybrid-First และเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานไปโดยสิ้นเชิง (IDC, IDC FutureScape : Worldwide Future of Work Predictions, November 2021)

สำหรับองค์กรธุรกิจ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการทำงานจากระยะไกลได้อย่างยืดหยุ่นนี้ก็คือการที่พนักงานที่ทำงานแบบ Hybrid สามารถเข้าถึงเครื่องมือ, แอปพลิเคชัน และความสามารถที่จำเป็นต่อการทำงานจากที่บ้านได้เสมือนกับทำงานในออฟฟิศ ซึ่งโซลูชัน EdgeConnect Microbranch สามารถตอบโจทย์นี้ได้ด้วยการเพิ่มบริการ SD-WAN และ SASE เข้าไปในการเชื่อมต่อ, การควบคุมการใช้งานตามสิทธิ, การบริหารจัดการ และการวิเคราะห์ข้อมูล ตามที่เคยได้รับบน Aruba RAP โดยไม่ต้องมีการเพิ่มอุปกรณ์ หรือ ติดตั้งซอฟต์แวร์ Agent ในอุปกรณ์ใดๆ ซี่งการที่ไม่ต้องเพิ่มอุปกรณ์ใดๆ ที่บ้านของพนักงาน, ออฟฟิศขนาดเล็ก หรือพื้นที่ชั่วคราวที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และไม่มีบุคลากร IT ประจำอยู่นี้ก็ถือเป็นประเด็นที่สำคัญ อย่างเช่น การใช้งานในหน้าร้านชั่วคราว, จุดติดตั้ง Kiosk หรือ ศูนย์บริการสุขภาพเคลื่อนที่ เป็นต้น

บริการ EdgeConnect Microbranch ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมุ่งเน้นการเอาชนะความท้าทายในการทำงานจากระยะไกลเป็นหลัก อย่างเช่น การรับประกันประสิทธิภาพในแง่การตอบสนองของแอปพลิเคชันในกลุ่ม Unified Communication and Collaboration (UCC) ในขณะที่ยังคงต้องมั่นใจได้ในความมั่นคงปลอดภัย และรองรับอุปกรณ์เครือข่ายที่ต้องการแบนด์วิดธ์สูงในจำนวนที่มากขึ้น

บริการของ EdgeConnect Microbranch ที่เปิดตัวมาใหม่นี้มีความสามารถที่หลากหลาย เช่น การทำ Policy-based Routing ที่ช่วยให้ฝ่ายไอทีสามารถทำการปรับปรุงเส้นทางการรับส่งข้อมูลของแอปพลิเคชันได้ และการทำ Air Slice ที่สามารถแบ่งส่วนสัญญาณของ AP ไปรองรับแอปพลิเคชันเฉพาะ เพื่อเพิ่มคุณภาพการเชื่อมต่อเครือข่ายด้วยการปรับให้ระบบ Video Conference ได้รับความสำคัญที่สูงกว่าระบบ Video เพื่อความบันเทิง และทำการส่งทราฟฟิกของระบบ Video Conferencing ตรงไปยังผู้ให้บริการ SaaS ที่ได้รับความเชื่อถือโดยไม่ต้องส่งกลับ Data Center เพื่อทำการตรวจสอบที่ไม่จำเป็น เป็นต้น

“EdgeConnect Microbranch ช่วยให้องค์กรมีแนวทางใหม่ที่ทันสมัยและรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากในการทำงานจากระยะไกล และสร้างประสบการณ์การทำงานจากที่บ้านให้ทัดเทียมกับการทำงานในออฟฟิศได้” Larry Lunetta ผู้ดำรงตำแหน่ง VP of Solutions Portfolio Marketing แห่ง Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าว “ในขณะที่บางคนยังคงเชื่อว่า ความปลอดภัยเป็นความสามารถเดียวที่จะขยายไปถึง AP/Router ได้ ซึ่งโดยมากจะต้องมีการเพื่อเติมอุปกรณ์เพื่อการนี้ แต่ EdgeConnect Microbranch สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้อย่างครอบคลุมด้วยการใช้แนวทางแบบ Cloud ทำให้บริการด้านระบบเครือข่ายทั้งหมดขององค์กรสามารถเพิ่มขยายไปสู่ระบบเครือข่ายที่บ้านได้อย่างครบถ้วนผ่าน Access Point เพียงชุดเดียวเท่านั้น”

ด้วยการเสริมประสบการณ์การทำงานจากที่บ้านผ่าน RAP ด้วยความสามารถ SD-WAN นี้ ทำให้ EdgeConnect Microbranch กลายเป็นโซลูชันในอุดมคติสำหรับการทำงานแบบ Hybrid เช่น การทำงานในระบบ Contact Center, การให้บริการ Telehealth และการบริหารจัดการระบบไอที ซึ่งความต่อเนื่องในการเชื่อมต่อและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยล้วนเป็นสิ่งสำคัญ

EdgeConnect Microbranch คือโซลูชันชั้นนำของวงการที่เหนือกว่าแนวทางแบบดั้งเดิมซึ่งเคยต้องติดตั้งอุปกรณ์จำนวนมากภายในออฟฟิศขนาดเล็กหรือที่บ้าน เพื่อนำเสนอบริการ SD-WAN และ SASE หรือเมื่อเทียบกับระบบทั่วไปที่มักใช้อุปกรณ์ในระดับผู้บริโภคสำหรับรองรับการทำงานเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งขาดทั้งความสามารถในการบริหารจัดการและการทำงานที่ครอบคลุม

รวมความสามารถใหม่และคุณประโยชน์จาก SD-WAN ได้ โดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ Gateway เพิ่มเติม

  • Policy-based Routing: ช่วยให้ฝ่ายไอทีให้บริการแอปพลิเคชันได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัยบนนโยบายที่กำหนดเอาไว้และบังคับใช้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้สอดรับต่อ Service-Level Agreement (SLA) สำหรับแอปพลิเคชัน, เว็บไซต์ และกลุ่มของผู้ใช้งานที่ต้องการ
  • Tunnel and Route Orchestration: ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบเครือข่ายด้วยการจัดการ VPN Tunnel ได้ตามต้องการ และปรับเปลี่ยนเส้นทางการรับส่งข้อมูลไปใช้งานเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดโดยอัตโนมัติ
  • SASE Integration: ให้บริการการเชื่อมต่อที่มั่นคงปลอดภัยไปยังบริการ Cloud Security อย่างเช่น Zscaler โดยตรงผ่าน AP โดยมี Aruba Central คอยบริหารจัดการการเชื่อมต่อและการตั้งค่าจากศูนย์กลาง
  • Enhanced WAN Visibility: แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานด้วยการอัปเดตข้อมูลด้านความพร้อมในการให้บริการ, สัดส่วนการใช้งาน, และปริมาณการใช้งานของ WAN ด้วยการตรวจสอบ Latency, Jitter และประเด็นปัญหาในการเชื่อมต่ออื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อ ISP ที่เดิมทีฝ่ายไอทีไม่สามารถตรวจสอบได้มาก่อน

ความสามารถเหล่านี้ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากความสามารถเดิมของโซลูชัน Aruba Remote Access ได้แก่:

  • Traffic Prioritisation: แบ่งคลื่นสัญญาณให้กับแอปพลิเคชันหนึ่งๆ และปรับเปลี่ยนการจัดสรรนี้เมื่อเซสชันของแอปพลิเคชันนั้นเริ่มต้นหรือจบลง
  • Massive Scalability: สนับสนุนการติดตั้งใช้งานแบบ Zero Touch และบริหารจัดการผู้ใช้งานได้หลายหมื่นรายผ่านบริการ Cloud ของ Aruba Central และ AOS 10
  • Improved Uptime and Reliability: ใช้เครื่อข่ายโทรศัพท์เคลื่อที่เป็นเส้นทางสำรองได้ผ่าน USB ในกรณีที่การเชื่อมต่อไปยังที่บ้านหรือออฟฟิศขนาดเล็กผ่าน ISP ขาดหายไป

“เมื่อแนวโน้มการทำงานจากระยะไกลกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายไอทีจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบการเชื่อมต่อให้ได้อย่างมั่นใจ, การบริหารจัดการให้ได้อย่างง่ายดาย และการปกป้องทุกการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันหรือข้อมูลสำคัญให้มั่นคงปลอดภัยสำหรับพนักงานทุกคนจากทุกสถานที่” Chris DePuy นักวิเคราะห์เทคโนโลยีแห่ง 650 Group กล่าว “การเพิ่มขยายเฟรมเวิร์ค Zero Trust และ SASE ไปยังที่บ้านหรือออฟฟิศขนาดเล็กได้นี้จะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากต่อองค์กรที่ต้องการมุ่งไปสู่การทำงานแบบ Hybrid Workplace”

ราคาและการวางจำหน่ายโซลูชัน Aruba EdgeConnect Microbranch นี้เปิดให้ใช้งานได้แล้วในแบบ Early Access และเปิดให้ใช้งานได้ทั่วไปในเดือนมีนาคมปีหน้าสำหรับทุกอุปกรณ์ AP ที่ใช้งาน ArubaOS 10 ซึ่งติดตั้ง Foundation AP License (รวมถึง AP ที่รองรับซึ่งถูกใช้งานและบริหารจัดการด้วย Central) Aruba Central Foundation License จะวางจำหน่ายที่ราคา $145 ต่อ AP ในส่วนราคาของอุปกรณ์ AP จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละรุ่น โดยจะมีราคาเริ่มต้นที่ $575.00 สำหรับ รุ่น Aruba 303H Series

 

เกี่ยวกับ Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์
Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์เป็นผู้นำระดับโลกทางด้านโซลูชันระบบเครือข่ายแบบ Edge-to-Cloud ที่มีความมั่นคงปลอดภัยและความชาญฉลาดซึ่งใช้ AI เพื่อบริหารจัดการระบบเครือข่ายแบบอัตโนมัติและใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ทรงพลัง ด้วย Aruba ESP (Edge Services Platform) และทางเลือกในแบบ as-a-service ทำให้ Aruba สามารถใช้แนวทางแบบ Cloud-Native เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถตอบโจทย์ความต้องการในการเชื่อมต่อเครือข่าย, การรักษาความมั่นคงปลอดภัย และประเด็นทางการเงินสำหรับระบบเครือข่ายภายในพื้นที่ทำงาน, สาขา, ศูนย์ข้อมูล และการทำงานจากระยะไกลได้อย่างครบถ้วน ครอบคลุมทั้งระบบเครือข่ายแบบมีสาย, ไร้สาย และ Wide Area Network (WAN)
ถ้าหากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม Aruba ได้ที่ www.arubanetworks.com โดยสำหรับข่าวสารในแบบทันท่วงที กรุณาติดตาม Aruba ที่ Twitter และ Facebook และสำหรับการพูดคุยเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการเชื่อมต่อเครือข่ายจากทุกที่ทุกเวลาและผลิตภัณฑ์จของ Aruba กรุณาเยี่ยมชม Airheads Community ที่ community.arubanetworks.com

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-aruba-edge-connect-microbranch/

Top 10 Networking Technology Trends in 2022…เทรนด์เทคโนโลยีที่ธุรกิจต้องอัปเดต

ในช่วงปีที่ผ่านมา ได้เกิดแรงผลักทางด้านดิจิทัลหลายอย่าง โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ โดยเฉพาะความต้องการใช้งานด้าน Edge Technology, Internet of Things (IOT) และ Networking Technology เพื่อมุ่งเน้นการสร้างเทคโนโลยีที่ยั่งยืนและรองรับการเติบโตของธุรกิจ กลายเป็นคีย์หลักของเทรนด์เทคโนโลยีสำหรับปี 2022

สำหรับปีหน้า เทคโนโลยี Edge และ IoT จะเข้ามามีบทบาทในภาคอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการช่วยตอบโจทย์ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นปัญหาหลักของโลกในปัจจุบัน โดยเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยดูแลการสร้างคาร์บอนฟุตปริ้นท์ของอุตสาหกรรม และช่วยจัดการทรัพยากรและกระบวนการผลิตทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ด้าน อินเทอร์เน็ตดาวเทียม (Satellite Internet) จะถูกนำมาใช้มากยิ่งขึ้น เพื่อเข้ามาปิดช่องว่างของการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต พื้นที่ห่างไกลก็สามารถเข้าถึงข้อมูล แหล่งความรู้และข่าวสาร ได้มากขึ้น

และที่สำคัญ Networking Technology เทคโนโลยีเครือข่าย จะถูกพัฒนาขึ้นอีกมาก ทั้ง Ethernet  WiFi  และล่าสุดมีการนำระบบ 5G มาใช้กับเครือข่าย Networking เพื่อสนับสนุนการสื่อสารข้อมูลขององค์กรให้รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยระบบเครือข่ายในอนาคตจะสามารถรองรับอุปกรณ์ที่หลากหลาย และสามารถจัดการการรับส่งข้อมูลที่สร้างจากแหล่งอื่น ๆ เช่น วิดีโอสตรีมแบบสด, ที่เก็บข้อมูลบนเครือข่าย (NAS), Voice over IP (VoIP), การจำลองเสมือน, อุปกรณ์ IoT   และระบบคลาวด์ที่สร้างความต้องการแบนด์วิดท์เพิ่มเติมด้วย

มาดูกันว่าเทรนด์ของเทคโนโลยีเครือข่ายที่น่าสนใจในปี 2022 มีอะไรบ้าง?

1.5G and WiFi6 Technology

5G หรือเทคโนโลยีเซลลูลาร์รุ่นที่ 5 ที่จะมาแทนที่ 4G โดยจะตอบสนองและมีความเร็วที่เพิ่มขึ้น รองรับการรับ-ส่งข้อมูลได้มากกว่า 4G มีความหน่วงที่ลดลง และมีความยืดหยุ่นในการใช้งานสำหรับบริการไร้สาย ช่วยให้พนักงานองค์กรสามารถทำงานจากที่ต่าง ๆ ได้ ด้วยระบบอัตโนมัติที่ครอบคลุมกว้างขึ้น รองรับแอปพลิเคชันใหม่ที่ต้องการความเร็วที่เพิ่มขึ้นและการโอนถ่ายข้อมูลปริมาณมาก และปัจจุบันในภาคอุตสาหกรรม ได้นำระบบ 5G มาใช้ในจัดการและเชื่อมโยงโครงข่ายในธุรกิจ พร้อมกับนำมาปรับใช้กับโซลูชันและเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ต่างๆ รวมถึงเชื่อมต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อสร้างความพร้อมการใช้งานร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย อาทิ เครือข่าย 5G Private Network ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้

ส่วน WiFi 6 เหมาะสำหรับอุปกรณ์ไร้สายจำนวนมากเชื่อมต่อในคราวเดียว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้แบนด์วิดท์ให้สูงยิ่งขึ้น และลดระยะเวลาที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลไป-กลับ ระหว่างตัวอุปกรณ์และเราเตอร์ จึงช่วยหนุนธุรกิจในการใช้อุปกรณ์ IoT ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

2.Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning (ML)

ปัจจุบันธุรกิจต่างๆ นำความอัจฉริยะของ Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning (ML) มาแก้ปัญหาความซับซ้อนของธุรกิจ โดยประยุกต์ใช้ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก หรือนำระบบ AI เพื่อการรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงใช้ในภาคการผลิตของโรงงานขนาดใหญ่เป็นต้น พร้อมกับนำระบบเครือข่าย ML มาคาดการณ์ตามข้อมูลของเครือข่าย ซึ่งข้อมูลของธุรกิจในปัจจุบันนั้นมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบัน เทคโนโลยี ML ถูกพัฒนาจนสามารถนำมาใช้งานได้ในชีวิตประจำวันและสำหรับองค์กรธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะงานด้านการตลาด อุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ การสรรหาพนักงานอัตโนมัติ การวิเคราะห์ยอดขายล่วงหน้า การตรวจสอบความผิดพลาดของสายการผลิต ระบบการจดจำใบหน้า เป็นต้น

3.Augmented Reality และ Virtual Reality

Augmented Reality (AR) – เทคโนโลยีโลกเสมือนผสานโลกแห่งความจริง และ Virtual Reality (VR) เทคโนโลยีจำลองภาพเสมือน จะช่วยพัฒนาประสบการณ์การใช้งานแอปพลิเคชันของลูกค้าให้ดีมากยิ่งขึ้น AR ส่วนใหญ่จะใช้ในสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตเพื่อนำเสนอการออกแบบภายใน (Interior Design) ทำให้เจ้าของร้านสามารถนำเสนอเฟอร์นิเจอร์เสมือนจริงได้ ส่วน VR ก็จะมีการพัฒนาที่เร็วมากขึ้นโดยเฉพาะในธุรกิจประเภท E-Commerce ที่ต้องเห็นภาพของสินค้าเสมือนจริง และโลก VR กำลังเป็นที่จับตามากยิ่งขึ้น เมื่อ Meta กำลังผลักดันให้ Metaverse กลายเป็นจริงให้ได้ในอนาคตอันใกล้

4.Cloud Computing

ในช่วง ปี 2021 คลาวด์มีบทบาทและมีการเติบโตอย่างมาก โดยมีตัวเร่งสำคัญจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก ซึ่งทำให้เกิดการปรับตัวกับเทคโนโลยี และหันมาใช้งานคลาวด์มากขึ้น ไม่ว่าจะการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการทำงาน การเรียน และการดูแลสุขภาพ ต่อเนื่องไปถึงปี 2022 การใช้งานระบบคลาวด์จะนิยมใช้ในรูปแบบมัลติคลาวด์เพิ่มมากขึ้น และนำเทคโนโลยี Cloud-Native Platforms มารองรับการใช้งานระบบคลาวด์ให้ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

5.DevOps

DevOps เป็นการผสานการทำงานระหว่างฝ่าย Development และ ฝ่าย Operation เพื่อเชื่อมโยงกันระหว่างผู้ออกแบบบริการเครือข่ายและวิศวกรให้ทำการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานในบริการได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยองค์กรที่นำโมเดล DevOps มาปรับใช้ สามารถลดปัญหาการทำงานที่ซ้ำซ้อน ลดต้นทุนด้านเวลา และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในระบบได้ ส่งผลให้เกิดความรวดเร็ว และธุรกิจปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ดียิ่งขึ้น

6.Digital transformation

ปัจจุบัน ธุรกิจต่างปรับตัวด้วยการทำ Digital Transformation ในการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ในการสร้างโอกาสในการเติบโต และให้รอดจากการถูก Digital Disruption อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาประสบการณ์ใหม่ๆ ในการทำงานและการให้บริการของลูกค้า ทั้งนี้การจะปรับใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจก็ต้องเลือกใช้บริการผู้ให้บริการโครงข่ายที่มีเสถียรภาพและครอบคลุมทุกบริการดิจิทัล และมีโซลูชันที่หลากหลายเพื่อให้ธุรกิจได้เลือกปรับใช้ให้ตรงกับเป้าหมายเป็นหลัก

7.Intent-based Networking (IBN)

ระบบเครือข่ายแห่งอนาคตสำหรับเหล่าองค์กร โดยมีการผสานเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เข้าไปภายในระบบเครือข่ายโดยตรง ทำให้สามารถเรียนรู้ได้ถึงความต้องการของผู้ใช้งานในระบบเครือข่าย, เหตุการณ์แปลกปลอมที่เกิดขึ้น และการปรับปรุงที่ควรทำโดยอัตโนมัติทั้งหมด โดยแนวคิดนี้ไม่ได้เจาะจงเฉพาะด้าน Network เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมด้านความปลอดภัยเข้าไปด้วย โดยจะทำงานแบบ Software-define Networking แบบเต็มตัว

8.Internet of Things (IoT)

Internet of things หรือ IoT ได้เข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วนของธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการใช้ IoT Solutions สามารถช่วยลดต้นทุนและลดค่าเสียโอกาสในการผลิต โดยในปี 2022 อุปกรณ์ IoT จะสามารถเข้าถึงง่ายขึ้นเหมือนอุปกรณ์ทั่วไป ในส่วนของโรงงานและภาคการผลิต จะมีการใช้หุ่นยนต์และใช้คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และในอนาคต IoT จะเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต และจะมาช่วยแก้ปัญหาเรื่องวิกฤติด้านพลังงานซึ่งเป็นปัญหาหลักของโลก

9.Data Security

เมื่อเทคโนโลยีมีความล้ำหน้ามากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าภัยคุกคามทางโลกออนไลน์ก็ถูกพัฒนาให้รุดหน้าเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นไวรัส แรนซัมแวร์ และฟิชชิ่ง ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ระบบเครือข่ายของธุรกิจปลอดภัยจากการถูกคุกคาม คือการมองหาระบบ Data Security หรือระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล มาช่วยซัพพอร์ตให้ระบบเครือข่ายมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการป้องกันภัยคุกคาม

10.SD-WAN

เมื่อเทคโนโลยีทางดิจิทัลขยายตัวอย่างก้าวกระโดด พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ก็เปลี่ยนไป โดยมีความต้องการเข้าถึงข้อมูลในโลก Internet มากยิ่งขึ้น เช่น การเข้าถึง Web Based Application, การเชื่อมต่อไปหา Cloud Platform รวมถึงการใช้งาน Application อื่นๆ เช่น Microsoft Office 365 หรือ VDO Conference ระหว่างทำงานนอกสถานที่ ส่งผลให้มี Bandwidth จำนวนมากต้องการออกไปสู่โลกของ Internet ประกอบกับ ระบบแบบเดิมๆ ที่มีข้อจำกัดไม่เอื้อต่อการใช้งาน, การออก Internet ที่สำนักงานใหญ่ที่ไม่ยืดหยุ่นและการบริหารจัดการระบบที่ยุ่งยาก หรือมีราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มมากขึ้นถ้าหากจะต้องขยับขยาย Bandwidth ให้เพียงพอต่อผู้ใช้งาน เมื่อยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีมาถึง SD-WAN จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อจะเข้ามาตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ จะดีกว่าไหม! ถ้าผู้ใช้งานสามารถออก Internet เองได้จากสาขาและยังคงมีความปลอดภัยของระบบอยู่

ด้วยเทคโนโลยี Software-Defined Wide-Area Network ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นำเทคโนโลยีต่างๆ ในอดีตที่ซับซ้อนมาบูรณาการรวมกันเป็นระบบเดียว การจัดการระบบทั้งหมดจะถูกจัดการแบบรวมศูนย์ผ่าน Software โดยอัตโนมัติ เหมาะสมต่อการใช้งานกับองค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับลดหรือขยายขนาดขององค์กรอย่างรวดเร็ว และถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเข้าถึง Application ที่สำคัญทางธุรกิจให้ปลอดภัยและมีเสถียรภาพในการใช้งานมากยิ่งขึ้น โดย SD-WAN นั้น จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือส่วนของ Hardware ที่จะต้องมีการติดตั้งใช้งานที่สำนักงานใหญ่ และตามสาขาต่างๆ ขององค์กร กับส่วนของ Software ที่อยู่บน Cloud สำหรับทำหน้าที่บริหารจัดการควบคุมระบบ

สำหรับข้อดีของ SD-WAN นั้นจะสะดวกและง่าย ตั้งแต่ขั้นตอนการติดตั้ง Zero Touch Provisioning เพราะเป็นการตั้งค่าเพียงครั้งเดียว และนำค่า Config ไปใช้งานกับสาขาอื่นๆ ได้, Centralized Management สามารถจัดการระบบต่าง ๆ ได้จากส่วนกลาง, Multi WAN Support  เชื่อมต่อได้หลาย WAN ทำงานพร้อมกันแบบ Active/Active และสามารถเป็น Backup ซึ่งกันและกันได้, Cost Saving มีความยืดหยุ่นและลดค่าใช้จ่ายจากการเลือกใช้งานบริการอินเทอร์เน็ตให้เหมาะสมในแต่ละสาขาได้, Data Analytics ระบบสามารถวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานของแต่ละสาขาได้  รวมทั้งยังสามารถ Monitor ปริมาณ Traffic หรือคุณภาพของลิงก์ที่ใช้งานได้แบบเรียลไทม์ SD-WAN จะเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดทางเทคโนโลยีแบบเดิมๆ ลง และมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานให้ใช้งานได้เสมือนไร้รอยต่อทางเทคโนโลยี

และหากนำเทคโนโลยี SD-WAN มาใช้งานร่วมกับเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งมีให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Private network, Corporate Internet, Internet Broadband หรือ 3G/4G ก็จะยิ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจได้ครบวงจรในที่เดียว

อัปเดตเทรนด์การดำเนินธุรกิจให้ก้าวทันทุกเทรนด์เทคโนโลยีดิจิทัล ด้วย NT Network Solutions จาก บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT โดยลูกค้าสามารถปรับใช้ระบบเครือข่ายและโซลูชันต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ ภายใต้คำแนะนำและการดูแลระบบจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ NT สอบถามและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : Website: http://www.ntplc.co.th

 

Facebook: NTNetworkSolutions

Contact Center: 1888

Government Solutions: Tel.02 104 1111

Business Solutions: Tel.02 104 5555

Operator Solutions: Tel.02 104 8888

from:https://www.techtalkthai.com/nt-network-solutions-top-10-networking-technology-trends-in-2022/

Aruba EdgeConnect Advance SD-WAN Solution โดย Westcon Group (Thailand)

ปัจจุบันองค์กรมีการใช้งาน Cloud และแอปพลิเคชันเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การเชื่อมต่อผ่าน WAN มีความรวดเร็วและตอบสนองการเชื่อมต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ Westcon Group (Thailand) ขอเชิญทุกท่านมาทำความรู้จักโซลูชัน Aruba EdgeConnect Advance SD-WAN ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานขององค์กรทุกขนาดในทุกอุตสาหกรรมได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าองค์กรเหล่านั้นจะทำ Digital Transformation ในระดับใดก็ตาม

Aruba EdgeConnect Advance SD-WAN มีสถาปัตยกรรมแบบกระจายตัวและรองรับการใช้งาน Cloud มากยิ่งขึ้น โดย SD-WAN นี้ถูกนำมาใช้ทดแทนอุปกรณ์ Edge Router และยังช่วยเพิ่มความสามารถในการเลือกเส้นทางการเชื่อมต่อเครือข่ายสำหรับแต่ละแอปพลิเคชันได้อย่างเหมาะสม การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์อย่างอัตโนมัติ อีกทั้งยังมีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยภายในระบบ และความสามารถอื่นๆ สำหรับช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน (เช่น การทำ WAN Optimization)

Aruba EdgeConnect Advance SD-WAN ช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดการระบบเครือข่ายและช่วยการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งานผ่าน Cloud (SaaS, IaaS) หรือแอปพลิเคชันที่สำคัญต่อธุรกิจ อีกทั้งยังเพิ่มการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่ายด้วยการใช้งานโซลูชัน SASE ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

แพลตฟอร์ม Aruba EdgeConnect SD-WAN นี้ช่วยให้องค์กรสามารถวางกลยุทธ์ไปสู่การใช้งาน SASE ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยการเริ่มต้นจากการวางระบบ SD-WAN ก่อน แล้วจึงค่อยเลือกโซลูชัน Cloud Security ที่ตอบโจทย์เข้ามาเสริม ลดความซับซ้อนในโครงการและช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวลง รวมถึงยังช่วยให้องค์กรลงทุนได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Aruba EdgeConnect Advance SD-WAN ติดต่อ

K. Chinnaworn (Stopz) – Aruba EdgeConnect Product Manager, Westcon Group (Thailand)
Email: chinnaworn.haesakul@westcon.com
Tel: 091 919 1924

from:https://www.techtalkthai.com/aruba-edgeconnect-advance-sd-wan-solution-by-westcon-group/

UIH Webinar: Managing the Future of Work 2022

UIH ร่วมกับ HUAWEI ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมงานสัมมนา UIH Webinar เรื่อง “Managing the Future of Work 2022” เพื่ออัปเดตแนวโน้มการทำงานวิถีใหม่แบบ Hybrid Digital Workplace ในปี 2022 พร้อมแนะนำโซลูชันดิจิทัลจาก HUAWEI และ UIH ในวันพุธที่ 15 ธันวาคม 2021 เวลา 14:00 น. ผ่านทาง Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Managing the Future of Work 2022
วันเวลา: วันพุธที่ 15 ธันวาคม 2021 เวลา 14:00 – 16:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/5816376740920/WN_sq35xOCnR6Cu1DGYKsLfEA

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่ออัปเดตแนวโน้มการทำงานวิถีใหม่แบบ Hybrid Digital Workplace ในปี 2022 พร้อมแนะนำโซลูชันดิจิทัลจาก UIH, HUAWEI และ Cloud HM ที่จะช่วยให้ทุกพื้นที่เป็นที่ทำงานได้อิสระและคล่องตัว สนับสนุนด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี Cloud ที่แข็งแกร่ง พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่รู้ใจ ช่วยบริหารจัดการระบบ IT แบบครบวงจร

from:https://www.techtalkthai.com/uih-webinar-managing-the-future-of-work-2022/

AWS เปิดตัวบริการ AWS Cloud WAN

AWS Cloud WAN ได้เริ่มเปิดให้ผู้ใช้งานทดลองแล้ว โดยเพื่อยกระดับการบริหารจัดการเครือข่ายของผู้ใช้เข้าหา AWS ในรูปแบบต่างๆให้ทำได้ง่าย รวมถึงมีการจับมือกับผู้ให้บริการ SD-WAN รายอื่นด้วย

credit : AWS

ที่ผ่านมาผู้ใช้งานที่สร้างการเชื่อมเข้ามายัง AWS Network นั้นมีทางเลือกหลากหลายรูปแบบทั้ง VPN, SD-WAN หรือวิ่งผ่านท่อตรงเข้ามา ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการ ซึ่งด้วยวามสามารถของ AWS Cloud WAN จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถ สร้าง จัดการ และติดตามทราฟฟิคของเครือข่ายใน AWS Cloud และ On-premise ทำได้ง่ายขึ้น มี Dashboard ให้เห็นภาพการทำงาน ซึ่ง AWS Cloud WAN จะมีการสร้างเครือข่ายผสานเชื่อมต่อ Region ต่างๆด้วย BGP ที่จะช่วยให้องค์กรที่มีเครือข่ายการให้บริการใน Region ต่างๆ สามารถปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น 

สำหรับพันธมิตรด้าน SD-WAN ประกอบด้วย Cisco, Fortinet, VMware, Prosimo, Aviatrix ตัวอย่างของการใช้งาน AWS Cloud WAN เช่น ผู้ใช้งานที่สร้าง VPC ในหลาย Region อาจเพื่อทำ DR หรือให้บริการในระดับสากล หรือต้องการขยายบริการ SD-WAN มายัง AWS สำหรับไดอะแกรมของ AWS Cloud WAN เป็นไปตามด้านล่าง

credit : aws
  • AWS Network Manager – หน้อจอใน AWS Console ที่สามารถเชื่อมต่อ API ไปจัดการเครือข่ายได้ทั้งหมด
  • Global Network – เปรียบเสมือนเครือข่ายส่วนตัวที่ห้อหุ้ม Network Object ทั้งหมดเอาไว้ ที่ภายในมี Transit Gateway และ Core Network (จัดการโดย AWS)
  • Core Network Policy – Policy สำหรับควบคุมเครือข่ายทั้งหมด
  • Core Network Edge (CNE) – จุดเชื่อมต่อกับ Region ที่ผู้ใช้สามารถกำหนดไว้ใน Policy ให้แก่การเชื่อมต่อหรือทรัพยากรที่จะนำเข้ามา เช่น VPC, VPN และอื่นๆ
  • Network Segments – โดเมนของการเชื่อมต่อที่ถูกจำกัดให้สื่อสารกันได้ในวงจำกัด (นึกภาพของการทำ vlan) 

ปัจจุบัน AWS Cloud WAN เปิดให้ทดลองแล้วที่ US East (Northern Virginia), US West (Northern California), Africa (Cape Town), Asia Pacific (Mumbai), Asia Pacific (Singapore), Asia Pacific (Sydney), Asia Pacific (Tokyo), Europe (Ireland), Europe (Frankfurt) และ South America (São Paulo)

ที่มา : https://aws.amazon.com/blogs/networking-and-content-delivery/introducing-aws-cloud-wan-preview/ และ https://aws.amazon.com/cloud-wan/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-previews-aws-cloud-wan-connect-global-network-in-single-view/

แนะนำ 5 บริการ Managed Network Services จาก UIH ดูแลระบบเครือข่ายด้วยทีมงานมืออาชีพ

ธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกองค์กรทั่วโลกต่างพลิกโฉมระบบเครือข่ายเพื่อขยายการเชื่อมต่อและรองรับการรับส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้ระบบเครือข่ายมีความซับซ้อนและบริหารจัดการได้ยากมากขึ้น บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) ในฐานะผู้นำด้าน Digital Infrastructure & Solutions ได้เปิดให้บริการ Managed Network Services แบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งเครือข่าย LAN และ WAN พร้อม SLA ระดับองค์กร ดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจาก UIH เอง ช่วยให้ลูกค้าสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่

ระบบเครือข่ายทวีความซับซ้อนและดูแลยาก Managed Network Services คือทางออก

เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่ละองค์กรต่างมองหาเทคโนโลยีทางด้าน Infrastructure ที่เหมาะสมและยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น ระบบเครือข่ายถูกขยายออกไป ทำให้เกิดความซับซ้อนและยากต่อการบริหารจัดการ แม้แต่ UIH เอง ในฐานะผู้ให้บริการลิงก์อินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของไทย ก็เคยพบสถานการณ์ที่ยากลำบากในการจัดการกับเครือข่ายขนาดใหญ่ของตนมาแล้วเช่นกัน

ดังนั้น การที่องค์กรต้องจัดการทั้งเทคโนโลยีและบุคลากรด้วยตนเองจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและไม่คุ้มค่า เนื่องจากธุรกิจดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การลงทุนซื้ออุปกรณ์ IT แบบครั้งเดียวมาใช้ในระยะยาวด้วยงบประมาณมากๆ ไม่ตอบโจทย์ธุรกิจสมัยใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นและพร้อมขยายตัวในอนาคต ทั้งยังต้องพิจารณาถึงการจัดสรรและพัฒนาบุคลากรให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอีกด้วย การหันมาใช้บริการ Managed Services ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตลอดเวลา และมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคอยดูแลจึงเป็นทางออกที่ดีกว่า

จับมือเป็น Business Partner ร่วมพลิกโฉมโครงข่าย ปูทางสู่ธุรกิจดิจิทัล

UIH ผู้นำด้าน Digital Infrastructure & Solutions มานานกว่า 20 ปี และเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ให้บริการและบริหารจัดการโครงข่ายสำหรับองค์กร UIH จึงพร้อมจับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Partner) กับลูกค้าทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อพลิกโฉมโครงข่ายขององค์กร ปูทางสู่การเป็นผู้นำธุรกิจดิจิทัลร่วมกัน โดยให้บริการด้านโครงข่ายอย่างครบวงจร ในรูปแบบ Managed Network Services ด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระด้านการบริหารจัดการโครงข่ายและโซลูชัน IT ทำให้ลูกค้าสามารถทุ่มเวลาและทรัพยากรไปกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่

UIH ได้จัดสรรทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้บริการ Managed Network Services อย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งเน้นที่การบริหารจัดการโครงข่ายทั้ง WAN และ LAN พร้อมโซลูชัน IT สำหรับสนับสนุนธุรกิจให้ดำเนินได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง เรียกได้ว่าครบจบในที่เดียว (End-to-end Network Services) ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจดิจิทัลที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

แนะนำ 5 บริการ Managed Network Services จาก UIH

จุดเด่นของบริการ Managed Network Services คือ ความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์เชิงธุรกิจหรือทิศทางที่องค์กรจะดำเนินไป โดย UIH แบ่ง Managed Network Services ออกเป็น 5 บริการหลัก ได้แก่

1. การเช่าอุปกรณ์พร้อมบริหารจัดการ (Device as a service )

UIH ให้บริการตั้งแต่การออกแบบ แนะนำอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับโครงข่าย ความต้องการ และการใช้งานของลูกค้า รวมไปถึงการติดตั้ง บริหารจัดการ และดูแลหลังการขายอย่างครบวงจร เช่น การจัดเตรียมอุปกรณ์สำรองที่พร้อมเปลี่ยนใช้งานได้ทันทีภายใต้ SLA ที่กำหนด การสำรองการตั้งค่าอุปกรณ์ การเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน UIH มีศูนย์ให้บริการกระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้บริการตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่และหน่วยงานรัฐ

2. การบริหารจัดการโครงข่ายและการเชื่อมต่อ (Network WAN Management)

UIH ให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ จัดหา และบริหารจัดการวงจรเชื่อมต่อต่างๆ ทั้งระหว่างสาขาและอินเทอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเลือกสรรมาอย่างดี รองรับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นของธุรกิจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น MPLS, FTTX, 4G/5G ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นตามขนาดของสาขาและความจำเป็นในการใช้งาน เพิ่มความคุ้มค่าและช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการงบประมาณส่วนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การบริหารจัดการโครงข่ายด้านในขององค์กร (Network LAN Management)

นอกจากการดูแลโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและลิงก์ระหว่างสาขาแล้ว UIH ยังได้ขยายบริการมาสู่เครือข่าย LAN ตั้งแต่อุปกรณ์ Core Switch/Router ขนาดใหญ่ การเดินสายเคเบิล ไปจนกระทั่งอุปกรณ์ย่อยๆ อย่าง Access Swtich, Wi-Fi Controller และ Access Point โดยครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง เฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแบบครบวงจร ทั้งการออกแบบระบบสำหรับอาคารสร้างใหม่หรือการปรับปรุงระบบเดิมให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

4. NOC as a Service

UIH ได้จัดสรรทีมผู้เชี่ยวชาญสำหรับเฝ้าระวังระบบเครือข่ายของลูกค้าแบบ 24×7 โดยเฉพาะ ภายใต้บริการ Noc as a Service พร้อมแจ้งเตือนและให้คำแนะนำเมื่อตรวจพบเหตุผิดปกติ ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

5. UIH Web Portal

บริการ Network Inventory สำหรับติดตามสถานะของอุปกรณ์บนโครงข่ายทั้ง WAN และ LAN โดยแสดงผลบนหน้า Dashboard ที่สวยงามและเข้าใจง่าย สามารถดูรายละเอียดเชิงลึกของแต่ละอุปกรณ์ เช่น Link Up/Down และจัดทำเป็นรายงานสรุปสำหรับผู้บริหารได้

นอกจากบริการ Managed Network Services แล้ว ลูกค้ายังสามารถต่อยอดไปใช้บริการ Managed Services อื่นๆ ของ UIH ต่อได้ เช่น Managed Security Services และ Managed Cloud Services เรียกได้ว่า สามารถยกระบบ IT ทั้งหมดขององค์กรมาให้ UIH ช่วยดูแลแบบครบวงจร เพื่อที่จะได้ทุ่มเวลาและทรัพยากรทั้งหมดให้กับการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพะวงว่าระบบ IT จะไม่พร้อมรองรับต่อการเปลี่ยนแปลง

ผู้ที่สนใจใช้บริการ Managed Network Services ของ UIH สามารถติดต่อฝ่ายขายที่ดูแลคุณหรือฝ่ายการตลาดได้ที่เบอร์ 0-2016-5000 หรืออีเมล info@uih.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/5-managed-network-services-by-uih/

ต่อยอด SD-WAN สู่ SASE อย่างไร้รอยต่อ ด้วย Aruba Orchestrator

รายงาน Gartner Magic Quadrant ทางด้าน SD-WAN ล่าสุดระบุว่า 70% ของผู้ใช้ SD-WAN ในปัจจุบันจะต่อยอดไปใช้สถาปัตยกรรม Secure Access Service Edge (SASE) ภายในปี 2024 ซึ่งแนวโน้มการวางระบบ SASE ร่วมกับ SD-WAN นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด กล่าวได้ว่า SD-WAN เป็นองค์ประกอบฐานรากที่สำคัญ ที่ทำให้สถาปัตยกรรม SASE สมบูรณ์ ทั้งยังช่วยให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จาก SASE ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

ดาวน์โหลดรายงาน Gartner Magic Quadrant ทางด้าน SD-WAN ปี 2021 ได้ที่นี่

SD-WAN คือจุดเริ่มต้นของเครือข่าย WAN ยุคใหม่และประตูสู่ Cloud

SD-WAN ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ แต่ถือกำเนิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว และเริ่มเป็นที่แพร่หลายเมื่อมีการใช้ SaaS Apps และการทำงานแบบ Remote เพิ่มมากขึ้น บริษัทวิจัยอย่าง Gartner สังเกตตลาดทั่วโลก พบว่าธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจากการใช้ Branch Router แบบดั้งเดิมที่สำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขา ไปสู่การใช้ SD-WAN ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Decentralization ที่เหมาะกับ Cloud Workloads มากกว่า

กล่าวได้ว่า Data Center จะไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาลขององค์กรอย่างที่เคยเป็นมาอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ องค์กรมักโฮสต์แอปพลิเคชันของตนไว้ใน Data Center ของสำนักงานใหญ่ พร้อมสร้างกลไกการรักษาความมั่นคงปลอดภัยล้อมรอบ Data Center ไว้เพื่อปกป้องสิ่งที่อยู่ภายใน พนักงานจำเป็นต้องเชื่อมต่อกลับมายัง Data Center และทำการยืนยันตัวตนก่อนจึงจะสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและเริ่มทำงานได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่การทำงานยุค New Normal พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ รวมไปถึงมีแอปพลิเคชันมากมายที่โฮสต์อยู่บน Cloud ทำให้รูปแบบการเชื่อมต่อ WAN และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบดั้งเดิมไม่ตอบโจทย์ความต้องการอีกต่อไป

เชื่อมต่อ Cloud Apps ผ่านอินเทอร์เน็ตโดยตรงจากสาขา ด้วยฟีเจอร์ Internet Breakout

เมื่อมีการใช้ Cloud Apps มากขึ้น การเชื่อมต่อสาขากลับมาที่ Data Center ของสำนักงานใหญ่แล้วค่อยออกอินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็นแนวทางที่ไม่ค่อยเหมาะสมอีกต่อไป เนื่องจากเป็นการเพิ่มความล่าช้า ลดทอนประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน และกินแบนด์วิดท์โดยใช่เหตุ ยังไม่รวมถึงการรวบทราฟฟิกกลับมาที่ Data Center เพื่อตรวจสอบด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งเป็นการเพิ่ม Latency เข้าไปอีกด้วย เหล่านี้ต่างควรกระทำได้ที่สาขาทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ SD-WAN จึงรองรับฟีเจอร์ Internet Breakout ซึ่งเป็นการแยกทราฟฟิกที่จำเป็น เช่น การเข้าถึง Cloud Apps ให้ขึ้นสู่อินเทอร์เน็ตได้โดยตรง ไม่ต้องวกกลับมาที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการใช้สถาปัตยกรรม SASE ในขณะที่การตรวจสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยก็สามารถทำได้ที่บน SD-WAN เองหรืออาศัยบริการบน SASE ก็ได้ การผสานเทคโนโลยี SD-WAN และสถาปัตยกรรม SASE เข้าด้วยกันนี้ ก่อให้เกิดการพลิกโฉม WAN & Security สู่ยุคใหม่

SASE คืออะไร SD-WAN เข้ามาสนับสนุนอย่างไร

นิยามของ SASE สรุปแบบเข้าใจง่ายได้ว่าเป็นการผสานรวมฟังก์ชัน WAN Edge เข้าด้วยกันกับ Cloud-delivered Security Services ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่บน Cloud และบริหารจัดการผ่าน Cloud ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรใหม่ เป็นเพียงการผสานสิ่งที่มีอยู่แล้วเข้าด้วยกันเท่านั้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ฟังก์ชัน WAN Edge ประกอบด้วย SD-WAN, Routing, Basic Security, Advanced Segmentation, IDS/IPS และ WAN Optimization
  • Cloud-delivered Security Services ประกอบด้วย Firewall as a Service, Secured Web Gateway, CASB, ZTNA, Data Loss Prevention, Sandboxing และอื่นๆ

แทนที่จะต้องคอยอัปเดต Firewall หลายสิบหรือหลายร้อยเครื่องของสำนักงานสาขา สถาปัตยกรรม SASE เข้ามาช่วยให้ทุกอย่างมาทำที่จุดเดียวบน Cloud ก่อนเข้าถึง Saas Apps แทน ซึ่งปัจจุบันนี้ ทั้งจุดตรวจสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยบน Cloud และ SaaS Apps ต่างเขยิบเข้ามาใกล้ผู้ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งช่วยลด Latency และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานให้ดียิ่งขึ้น

เตรียมพร้อม WAN & Security อย่างอัตโนมัติด้วยการผสานรวม Orchrestators เข้าด้วยกัน

ผลสำรวจจาก Ponemon Institute พบว่า ร้อยละ 70 ของผู้ที่อยู่ในสายงานด้าน Network & Security กว่า 1,800 คน เลือกการผสานรวมผลิตภัณฑ์จากหลายๆ Vendors ที่มีความง่ายในการติดตั้งและสามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพด้วยกันเอง ในขณะที่ Gartner ก็ให้ความเห็นว่า องค์กรควรยุบรวม Vendors เข้าด้วยกันเพื่อลดความซับซ้อนของระบบและภาระค่าใช้จ่าย

เพื่อพลิกโฉม WAN & Security สู่สถาปัตยกรรม SASE หลายองค์กรต่างเลือกเทคโนโลยี WAN และ Cloud Security Services ที่ดีที่สุด ซึ่งสิ่งที่จะมาช่วยเชื่อมโยง 2 อย่างนี้เข้าด้วยกันให้ง่ายต่อการบริหารจัดการและการอัปเดต คือ การผสานระบบ Orchestrators ของทั้ง SD-WAN และ Cloud Security Services รวมกันผ่านทาง API ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถตั้งค่าการเชื่อมต่อ WAN และการบังคับใช้ Security Policy ในแต่ละแอปพลิเคชันได้อย่างอัตโนมัติ ลดระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมด้าน WAN & Security ของสำนักงานสาขาหลายร้อยหรือหลายพันแห่งจากหลักเดือนเหลือเพียงไม่กี่นาที และยังมีโอกาสเกิดความผิดพลาดต่ำอีกด้วย

Aruba Orchestrator – ต่อยอด SD-WAN สู่ SASE อย่างไร้รอย

Aruba Orchestrator เป็นหัวใจหลักของ Aruba EdgeConnect SD-WAN Platform ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการกำหนด Policies เพื่อควบคุมทราฟฟิก WAN ของแต่ละสำนักงานสาขาอย่างมั่นคงปลอดภัย ทั้งยังสามารถติดตามและเฝ้าระวังประสิทธิภาพการเชื่อมต่อ WAN รวมไปถึงทำ Segmentation สำหรับ Users, Apps และ WAN Services ได้อีกด้วย ด้วยคุณสมบัติการทำงานแบบรวมศูนย์อย่างอัตโนมัตินี้ สามารถลดภาระงานของฝ่าย IT ให้มีเวลาไปศึกษาและประเมินเทคโนโลยีอุบัติใหม่มาประยุกต์ใช้ในองค์กรได้มากขึ้น

Aruba Orchestrator สามารถผสานการทำงานร่วมกับ Security Services ชั้นนำอย่าง Check Point, Forcepoint, McAfee, Netskope, Palo Alto Networks, Symantec, Zscaler และ secure DNS ได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมระบบการทำงานอย่างอัตโนมัติและฟีเจอร์การตั้งค่าแบบ Drag-and-drop ซึ่งช่วยลดเวลาในการเชื่อมโยงทั้ง WAN และ Security Services มาสู่สถาปัตยกรรม SASE ได้เป็นอย่างดี สร้างทางเลือกในการใช้ Security Services ที่ดีที่สุด คู่กับแพลตฟอร์ม SD-WAN ชั้นเลิศจาก HPE Aruba

ดาวน์โหลดรายงาน Gartner Magic Quadrant ทางด้าน SD-WAN ปี 2021 ได้ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/automate-best-of-breed-sase-deployments-with-aruba-orchestrator/