คลังเก็บป้ายกำกับ: ROUTER__SWITCH_NETWORK

อรูบ้าแนะนำ 5 เหตุผลที่ควรเลือกใช้คลาวด์ เน็ตเวิร์กกิ้ง

จากกระแสการทำงานจากบ้าน การใช้งาน IoT ที่มากขึ้น พร้อมกับการที่ทีมงานด้านไอทีอยู่กระจายห่างกันเป็นจำนวนมากนั้น ทำให้หลายคนเริ่มมองระบบเน็ตเวิร์กผ่านคลาวด์ แม้องค์กรส่วนใหญ่มักพึ่งพาแอพบนคลาด์อย่างน้อยหนึ่งตัว

ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Office 365, Salesforce, Dropbox หรือ Slack ขณะที่ฝ่ายไอทีก็เริ่มย้ายระบบประมวลผลและสตอเรจไปใช้บริการบนคลาวด์แทนบ้างแล้วด้วย แต่เราก็ยังจัดการและปรับแต่งเครือข่ายแบบเดิมๆ กันอยู่

ไม่ว่าจะเป็นการใช้อุปกรณ์ที่ตั้งอยู่ภายในองค์กร ที่ติดตั้งอย่างง่ายๆ ที่ต้องอาศัยการจัดการต่างๆ จนเปลืองทั้งเวลาและทรัพยากรของฝ่ายไอที แต่ด้วยคลาวด์เน็ตเวิร์กกิ้งนั้น จะช่วยปลดล็อกองค์กรทั้งหลายในด้านต่างๆ ซึ่งทาง Aruba (อรูบ้า) ได้หยิบยกมาให้ดูประมาณ 5 ข้อ

1. ช่วยนำเสนอบริการอัจฉริยะที่ Edge ได้เร็วขึ้น จากการที่ลูกค้าและพนักงานต่างต้องอาศัยเครือข่ายที่เสถียรไม่ว่าจะทำงานจากบ้าน ร้านค้า โรงงาน หรือห้องปฏิบัติการก็ตาม

2. ประหยัดเวลาและทรัพยากรด้านไอที โดยอำนวยความสะดวกให้ทีมไอทีได้ เพียงแค่ติดตั้งแอคเซสพอยต์ สวิตช์ และเกตเวย์ตามสำนักงานสาขาต่างๆ แล้วตั้งค่าเครือข่ายและความปลอดภัยจากศูนย์กลางได้ผ่านคลาวด์

3. ทำให้การจัดการเน็ตเวิร์กง่ายขึ้น ฝ่ายไอทีไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเครือข่ายเหมือนก่อน ด้วยฟีเจอร์แบบ AIOps และอนาไลติกที่เข้ามาช่วยตรวจสอบพฤติกรรมผู้ใช้และแอพพลิเคชั่นอย่างต่อเนื่อง

4. ติดตั้งความสามารถของเน็ตเวิร์กใหม่ได้ง่าย เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ด้วยลักษณะเหมือนกับบริการคลาวด์อื่นๆ ที่ให้โมเดลการบริการชัดเจนและทางเลือกที่ยืดหยุ่น จ่ายเท่าที่ใช้งาน

5. ได้ความสามารถการมองเห็นเครือข่ายทั่วทั้งองค์กร แทนที่จะต้องลงทุนกับทูลจำนวนมาก คลาวด์เน็ตเวิร์กกิ้งจะให้หน้าต่างคอนโซลหนึ่งเดียวที่สามารถเรียกดูและควบคุมเครือข่ายได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งไหนหรือเครือข่ายแบบใดก็ตาม

ที่มา : Aruba

from:https://www.enterpriseitpro.net/5-reasons-to-consider-cloud-networking/

หัวเว่ยแนะนำ Huawei AirEngine 5760-51 AP ความเร็วสูง Wi-Fi 6 ใหม่ล่าสุด

หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ขอแนะนำ Huawei AirEngine 5760-51 ผลิตภัณฑ์แอคเซสพอยท์ความเร็วสูง Wi-Fi 6 ใหม่ล่าสุด สนับสนุนมาตรฐาน IEEE 802.11ax ที่มาพร้อมความอัจฉริยะของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอัลกอริธึม 5อันโดดเด่นของหัวเว่ย ด้วยดีไซน์ล้ำ สมัย เรียบหรู ติดตั้งภายในอาคารได้อย่างกลมกลืน ลดปัญหากวนใจเมื่อใช้งานที่เครือข่ายหนาแน่น (High-Density) หรือเมื่อต้องใช้แอพพลิเคชันที่ต้องการความต่อเนื่อง เช่น การประชุมทางวิดีโอ

ที่มา : ข่าวพีอาร์

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-airengine-5760-51-ap/

บทความน่ารู้ : ความแตกต่างระหว่างระบบอีเธอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ และเชิงอุตสาหกรรม

เราต่างทราบดีว่า อีเธอร์เน็ตถือเป็นตัวแทนของโปรโตคอลหลักที่ใช้สื่อสารกับกลไกระดับกายภาพในปัจจุบัน คอยสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ภายในเครือข่ายทั้ง LAN และ WAN มีวิวัฒนาการต่อเนื่องยาวนานหลายปีในด้านประสิทธิภาพ ขณะที่ยังรองรับเทคโนโลยีเก่าได้ด้วยไปในตัว ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีความเสถียร ลงทุนต่ำ จนไม่น่าแปลกใจที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ช่วงที่ผ่านมาในบทความของเรา ท่านน่าจะได้เห็นการพูดถึงอีเธอร์เน็ตในแง่ของ “อีเธอร์เน็ตเชิงพาณิชย์” (Commercial) และ “อีเธอร์เน็ตในอุตสาหกรรม” (Industrial) กันมาบ้าง แม้ทั้งคู่ถือเป็นอีเธอร์เน็ตเหมือนกัน ที่ใช้เฟรมสำหรับรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ตามที่อยู่ MAC แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว ไล่ตั้งแต่กลไกการรับส่งข้อมูล แผนผังเครือข่ายที่ติดตั้ง ไปจนถึงส่วนประกอบและข้อควรพิจารณาในการทดสอบระบบ

ครั้งนี้เรามาเจาะลึกความแตกต่างระหว่างอีเธอร์เน็ตทั้งสองประเภทกัน

เรื่องของเวลาและความแน่นอนในการส่งถึงปลายทาง

อีเธอร์เน็ตมาตรฐานทั่วไปที่ใช้เชิงพาณิชย์นั้นไม่ได้มีความน่าเชื่อถือในการส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ เนื่องจากเป็นกลไกที่เรียกว่า Carrier Sense, Multiple Access with Collision Detection (CSMA/CD) ที่ใช้การตรวจจับที่อยู่ปลายทางบนเครือข่ายด้วยตัวเอง (CSMA) และอาศัยความสามารถของอุปกรณ์ในการตรวจจับว่ามีการส่งข้อมูลในเวลาเดียวกันกับอุปกรณ์อื่นบนเครือข่าย (CD) หรือไม่ ซึ่งถ้าตรวจพบการวิ่งชนกันของเฟรมข้อมูล ระบบก็จะเคลียร์หยุดการรับส่งบนเครือข่ายทั้งหมด เพื่อเปิดให้ส่งข้อมูลอีกครั้งเมื่อทางโล่งแล้ว กล่าวอีกอย่างก็คือ เราไม่สามารถเอาแน่เอานอนกับเวลาที่ส่งแพ๊กเก็ตข้อมูลไปถึงปลายทางได้ หรือกำหนดเวลาแน่นอน (Determinism) ไม่ได้นั่นเอง

แม้เทคนิคตรวจจับการชนกันของเฟรม (Collision Detection) จะใช้ได้ดีในการส่งต่อข้อมูลในองค์กร แต่ก็สร้างดีเลย์เล็กน้อยที่บางครั้งอาจนานถึงระดับหลายร้อยมิลลิวินาที แม้ความล่าช้าดังกล่าวมักไม่สังเกตเห็น หรือไม่ได้รับความสำคัญเท่าไรในสภาพแวดล้อมการทำงานในองค์กรหรือเชิงพาณิชย์ แต่สำหรับระบบในอุตสาหกรรมแล้ว ดีเลย์แม้แต่นิดเดียวก็อาจยอมรับไม่ได้ เนื่องจากระบบอัตโนมัติและระบบควบคุมต่างๆ ต้องอาศัยข้อมูลที่ไหลเข้ามาอย่างแม่นยำในตำแหน่งและเวลาที่จำเป็น จึงเป็นเหตุผลที่ว่าการสื่อสารในระดับอุปกรณ์ของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ นั้นเคยพึ่งพาโปรโตคอลเฉพาะของตัวเองอย่าง Profibus และ Modbus ที่รับส่งข้อมูลอย่างรวดเร็ว ระบุเวลาแน่นอนได้

ต้องขอบคุณมาตรฐานอย่าง IEEE 802.1 Time-Sensitive Networking (TSN) ที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ ด้วยกลไกและอัลกอริทึมการจัดลำดับความสำคัญแบบใหม่ที่อาศัยการซิงค์เวลาระหว่างกัน ทำให้ได้มาตรฐานอีเธอร์เน็ตที่รับส่งได้แบบเรียลไทม์ ระบุเวลาได้อย่างแม่นยำ เพื่อส่งข้อมูลที่ต้องอาศัยความแน่นอนเรื่องเวลาในลำดับชั้นดาต้าลิงค์ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับการประยุกต์ใช้ด้านการควบคุมการเคลื่อนไหวที่ต้องการความเข้มงวดมาก เรียกได้ว่าเทคโนโลยี TSN เป็นที่มาของอีเธอร์เน็ตระดับอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

รูปแบบแผนผังเครือข่ายที่เป็นไปได้

แม้เน็ตเวิร์กอีเธอร์เน็ตที่ใช้กันเชิงพาณิชย์ทั่วไปมักติดตั้งในรูปของแผนผังเครือข่ายแบบดาว (Star Topology) แต่ในกรณีของอีเธอร์เน็ตอุตสาหกรรมมักวางระบบแผนผันผสมกันทั้งแบบ Star, Ring, และ Bus เพื่อให้เข้ากับการใช้งานหลากหลายแบบ อย่างแผนผังเครือข่ายแบบ Bus ที่มักเรียกกันเวลาติดตั้งในโรงงานว่าเป็นแบบ Multi-Drop หรือ Multi-Segment มักนิยมใช้ในกรณีที่มีหลาย Node ใช้ลิงค์ร่วมกัน จุดนี้เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมอีเธอร์เน็ตคู่สายเดี่ยว 10BASE-T1L แบบใหม่ถึงสามารถใช้งานร่วมกับหัวต่อบนสายเดียวกันได้ถึง 10 หัว

นอกจากนี้ แม้จะใช้แผนผังการเชื่อมต่อแบบดาวที่นิยมกันสำหรับอีเธอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั่วไป แต่การใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมต้องการระบบสำรองการทำงาน และหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงที่ทำให้ทั้งระบบล่มได้ดีกว่าเดิม ทำให้ระบบอีเธอร์เน็ตอุตสาหกรรมปรับตัวมาใช้แผนผังเครือข่ายผสมกันระหว่าง Star และ Ring ที่ช่วยลดดาวน์ไทม์ต่อรอบการสื่อสารได้ด้วยการสำรองการทำงานแบบ Zero Failover อีกทั้งยังมีโปรโตคอลใหม่อย่าง High-availability Seamless Redundancy (HSR) ภายใต้รหัส IEC 62439-3 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อร่นเวลากู้คืนระบบให้เหลือศูนย์บนแผนผังเครือข่ายแบบวงแหวนด้วยการส่งแพ๊กเก็ตข้อมูลออกมาทั้งสองทิศทางพร้อมๆ กัน ซึ่ง Node ปลายทางจะรับเฉพาะแพ๊กเก็ตแรกที่มาถึงก่อนโดยปล่อยแพ๊กเก็ตที่ตามหลังมาทิ้งไป

ปกป้องอุปกรณ์มากกว่า

จากที่ได้เคยกล่าวมาแล้วในบล็อกก่อนหน้าว่า หัวต่อที่ใช้กับระบบอีเธอร์เน็ตอุตสาหกรรมนั้นแตกต่างจากปกติตรงที่ต้องทนทานต่อปัจจัยที่เลวร้ายกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นแรงดึงหรือบิด อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำมาก สารเคมีกัดกร่อน ไปจนถึงสัญญาณรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เข้มข้นเป็นพิเศษ ทำให้เรามักพบการใช้หัวต่อแบบล็อกสาย M12 และ M8 เนื่องจากมีความทนทานและออกแบบมาสำหรับรองรับการสั่นสะเทือนได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าหัวต่ออีเธอร์เน็ตแบบ RJ-45 ธรรมดาทั่วไป

นอกจากนี้ตัวสายเคเบิลเองก็จำเป็นต้องทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายด้วย จึงมีการพัฒนาวัสดุหุ้มฉนวนที่ทนต่อแรงดึง ทนต่อสารเคมีมากขึ้น รวมทั้งใช้เส้นลวดต่อมัดจำนวนมากขึ้นเพื่อให้มีความยืดหยุ่นเวลาเคลื่อนที่ไปมา และมีการกำหนดมาตรฐานภายใต้หลักการ M.I.C.E. ที่ทั้งหัวต่อและหายเคเบิลจำเป็นต้องทนทานมากขึ้นในแต่ละพารามิเตอร์ที่อธิบายเงื่อนไขความโหดร้ายของสภาพแวดล้อมสำหรับเครือข่ายในอุตสาหกรรม อันได้แก่ M ที่ย่อมาจาก Mechanical (การยืดหด การสั่นสะเทือน), I คือ Ingress (ความชื้น), C มาจาก Climatic (อุณหภูมิ), ส่วน E มาจาก Electromagnetic (คลื่นรบกวน) โดยมาตรฐาน MICE นี้ถูกนำมาใช้กับโปรโตคอลอีเธอร์เน็ตอุตสาหกรรมทุกตัวไม่ว่าจะเป็น EtherNet/IP, ProfiNET, EtherCAT, Modbus-TCP เป็นต้น

และไม่เพียงแค่สายเคเบิลและหัวต่อเท่านั้นที่แตกต่าง ตัวสวิตช์อีเธอร์เน็ตเองก็จำเป็นต้องทนต่อช่วงอุณหภูมิ การกระแทก การสั่นสะเทือนต่างๆ ที่กว้าง ครอบคลุมมากกว่าเดิมด้วย และมักถูกครอบด้วยกล่องโลหะเกรดอุตสาหกรรมที่ใช้การยึดติดกับที่แบบ DIN-rail รวมทั้งยังต้องการความเสถียรและความสามารถในการสำรองการทำงานขั้นสูงด้วย ขณะที่สวิตช์อีเธอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั่วไปมักมีพาวเวอร์ซัพพลายแค่ตัวเดียว แต่สวิตช์อีเธอร์เน็ตอุตสาหกรรมก็มักใช้ระบบจ่ายพลังงานที่มีตัวสำรองร่วมด้วยเสมอ

การทดสอบและแก้ปัญหาระบบที่เป็นเอกลักษณ์

ปัญหาเกี่ยวกับอีเธอร์เน็ตอุตสาหกรรมกว่าครึ่งนั้นมักเกี่ยวข้องกับระบบสายเคเบิล ซึ่งสถาพแวดล้อมในโรงงานที่โหดร้ายนั้นมีบทบาทสำคัญ และเป็นปัจจัยที่คุณจำเป็นต้องพิจารณาเวลาทำการทดสอบหรือแก้ปัญหาด้วย ตัวอย่างเช่น สายเคเบิลอีเธอร์เน็ตอุตสาหกรรมอาจเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับความต่อเนื่องของสาย ที่มาจากการยืดดึง การสั่นสะเทือน การกัดกร่อน หรือการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ซึ่งการทดสอบความต่อเนื่องของสาย (Continuity) จะช่วยให้ค้นพบจุดเปิดของการเชื่อมต่อ หรือการเชื่อมต่อที่ไม่ได้ประสิทธิภาพที่ต้องอาศัยการตรวจวัดค่าความต้านทานของตัวนำแต่ละตัว ซึ่งเราสามารถทำได้โดยทดสอบค่า DC Resistance Unbalance ด้วยอุปกรณ์ทดสอบในซีรี่ย์ DSX CableAnalyzer™ ของ Fluke Networks ที่จะคอยดูความแตกต่างของค่าความต้านทานระหว่างตัวนำในคู่สาย ซึ่งถ้าสูงเกินไปก็อาจกระทบประสิทธิภาพของการเชื่อมต่อได้

สัญญาณรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ EMI ที่แทนด้วยค่า E ใน M.I.C.E ก็สามารถสร้างความเสียหายแก่แพ็กเก็ตข้อมูลอีเธอร์เน็ตได้ สำหรับการค้นหาว่าสายเคเบิลอ่อนไหวต่อค่า EMI หรือไม่นั้น อุปกรณ์ DSX CableAnalyzer จะทดสอบค่า Transverse Conversion Loss (TCL) และ Equal Level Transverse Conversion Transfer Loss (ELTCTL) ซึ่งรองรับทั้งมาตรฐาน TIA และ ISO M.I.C.E. โดยเวลาทดสอบก็สามารถเลือกค่า E ในมาตรฐาน M.I.C.E. ให้ตรงกับ “E” ที่แท้จริงของสภาพแวดล้อมได้ โดย E1 สำหรับสภาพแวดล้อมในสำนักงานทั่วไป, E3 เป็นสภาพแวดล้อมที่มีแหล่งกำเนิด EMI เข้มข้นสูง และ E2 หมายถึงสายเคเบิลที่ลากระหว่างพื้นที่ E1 และ E3

แน่นอนว่าระหว่างการทดสอบนั้นก็จำเป็นต้องทำให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ทดสอบใช้อินเทอร์เฟซ และรูปแบบการติดตั้งรพบบทดสอบที่เหมาะสม ซึ่งระบบในอุตสาหกรรมนั้นมักจะเห็นสายเคเบิลที่ใช้หัวต่อแบบ M12 ลากจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยไม่มีการเชื่อมต่อข้ามหรือเชื่อมต่อโยงระหว่างกัน ทำให้เห็นอยู่ในรูปสายเคเบิลเดี่ยวที่มีระยะทางยาว การทดสอบช่องสัญญาณนั้นไม่ได้รวมการวัดประสิทธิภาพของการเสียบสายของปลายสายทั้งสองด้าน ทาง ISO/IEC จึงเพิ่มข้อกำหนดการทดสอบแบบ End-to-End (E2E) เข้ามาในมาตรฐาน 11801-3 ซึ่งสามารถทดสอบได้โดยใช้อแดปเตอร์ DSX M12D หรือ M12X ที่มีอยู่ในชุดอุปกรณ์ทดสอบ DSX CableAnalyzer

นอกจากนี้ เราก็มักจะเห็นลิงค์แบบ Point-to-Point ที่ปลายด้านหนึ่งใช้หัวต่อแบบ M12 ส่วนอีกด้านหนึ่งใช้หัวเสียบแบบ RJ45 ด้วย กรณีนี้คุณจำเป็นต้องใช้อแดปเตอร์แบบ M12 ที่ปลายด้านหนึ่ง และใช้อแดปเตอร์แบบ Patch Cord ที่ใช้สำหรับทดสอบประสิทธิภาพของหัวต่อแบบ RJ45 ที่ปลายอีกด้านหนึ่ง

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/industrial-ethernet-vs-commercial

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/industrial-ethernet-vs-commercial/

รู้จัก Huawei AI Computing Platform สร้าง AI Infrastructure ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

เป็นที่รู้กันชัดเจนแล้วว่า AI นั้นจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกๆ ธุรกิจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และการนำ AI มาใช้งานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดนั้น การเลือกหน่วยประมวลผลและ Platform ให้เหมาะสมต่อแต่ละการใช้งานก็ถือเป็นสิ่งที่จำเป็น บทความนี้เราพาไปรู้จักกับโซลูชันทางด้าน AI ของ Huawei ทั้งในส่วนของ Software, Hardware และ Cloud กันอย่างครบวงจรครับ

การใช้ชิปประมวลผลเฉพาะทาง จะทำให้การประมวลผล AI มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
การประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้าน AI นั้นมีความแตกต่างจากการประมวลผลทั่ว ๆ ไปค่อนข้างมาก โดยทั่วไปแล้วหน่วยประมวลผลที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้จัดอยู่ในกลุ่ม General Purpose หรือการรองรับการประมวลผลได้หลากหลาย ในขณะที่การประมวลผลงานทางด้าน AI นั้นจะเน้นการประมวลผลกระบวนการทางคณิตศาสตร์สำหรับข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องทำซ้ำอย่างต่อเนื่องเป็นหลัก หน่วยประมวลผลแบบ General Purpose จึงไม่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก และทำให้เหล่าผู้ผลิตหน่วยประมวลผลทั่วโลกต้องพัฒนาหน่วยประมวลผลเฉพาะทางออกมารองรับงานทางด้าน AI กันมากขึ้น

ไม่เพียงแต่ในแง่ประสิทธิภาพการประมวลผลเท่านั้น แต่ประเด็นด้านพลังงานเองก็สำคัญ หน่วยประมวลผลสำหรับ AI นอกจากจะต้องมีประสิทธิภาพที่ดีและรองรับ Operation ที่เหมาะสมได้แล้ว การประหยัดไฟได้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จำเป็น เพื่อให้การประมวลผลในการ Training AI สำหรับสร้างโมเดลออกมานั้นสามารถทำได้โดยใช้ต้นทุนต่ำที่สุด และการทำ Inference หรือการนำ AI ไปใช้งานนั้นเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาตามความต้องการของภาคธุรกิจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดทางด้านพลังงานมากนัก

Huawei Intelligent Computing: ตอบโจทย์ AI ได้ในทุกกรณีการใช้งาน

Huawei เองก็เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่เล็งเห็นว่า AI นั้นมีความสำคัญต่อธุรกิจในหลากหลายแง่มุม จึงได้ทำการพัฒนา Platform ทางด้าน AI ที่ครอบคลุมทุกด้านเพื่อให้ภาคธุรกิจเลือกใช้งานกันได้ตามความเหมาะสม ภายใต้ Huawei Intelligent Computing เพื่อให้การนำ AI ไปใช้ได้นั้นรองรับได้ทั้ง Device-Edge-Cloud อย่างครบถ้วน

สิ่งที่ Huawei นำเสนอนั้นมีตั้งแต่ชิปประมวลผลทางด้าน AI โดยเฉพาะอย่าง Huawei Ascend, ระบบ Server และ Cluster สำหรับงานทางด้าน AI อย่าง Atlas, Framework สำหรับงานทางด้าน AI อย่าง MindSpore และโซลูชัน Huawei Cloud ที่สามารถรองรับการประมวลผล AI ได้อย่างยืดหยุ่น

Huawei Ascend – ชิปประมวลผล AI ประสิทธิภาพสูง

สำหรับชิปประมวลผลอย่าง Huawei Ascend นี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้การประมวลผลทางด้าน AI ที่เกิดขึ้นใน Server หรือ Edge นั้นเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แยกส่วนจาก CPU ออกมา ทำให้การประมวลผลเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและประหยัดพลังงาน โดยปัจจุบันนี้มี Huawei Ascend 2 รุ่นหลักๆ ได้แก่

• Huawei Ascend 910 หน่วยประมวลผล AI ที่มีประสิทธิภาพระดับ 256 TFLOPS@FP16 และ 512 TOPS@INT8 โดยใช้พลังงานสูงสุดเพียง 310W เท่านั้น เหมาะสำหรับการนำไปใช้ประมวลผลในการทำ Training เพื่อสร้างโมเดลสำหรับ AI

• Huawei Ascend 310 หน่วยประมวลผล AI ที่มีประสิทธิภาพระดับ 16 TOPS@INT8 และ 8 TFLOPS@FP16 โดยใช้พลังงานสูงสุดเพียงแค่ 8W เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในอุปกรณ์ Edge, IoT หรือหุ่นยนต์ ที่ต้องทำ Inference ใช้งานโมเดล AI

Huawei Atlas – Platform ประมวลผล AI สำหรับตอบโจทย์การใช้งานภาคธุรกิจ

Platform สำหรับการประมวลผลทางด้าน AI ที่มีรูปแบบการนำไปใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การ์ดสำหรับเร่งการประมวลผล AI ไปจนถึง Cluster ขนาดใหญ่สำหรับติดตั้งภายใน Data Center ให้เลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม ดังนี้

• Huawei Atlas 900 AI Cluster ระบบ Cluster ที่มีการติดตั้ง Huawei Ascend 910 จำนวนหลายพันชุด พร้อมระบบเครือข่าย 100G RoCE เพื่อให้การประมวลผลข้อมูลและการ Train AI เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อม Software จาก Huawei ครบวงจร https://e.huawei.com/en/products/cloud-computing-dc/atlas/atlas-900-ai


• Huawei Atlas 800 AI Server เครื่อง Server ที่รองรับการติดตั้ง Huawei Atlas 300 AI Accelerator Card ได้สูงสุดถึง 8 ชุด รองรับได้ทั้งการทำ Training และ Inference ได้อย่างยืดหยุ่นภายใน Data Center ของธุรกิจองค์กร https://e.huawei.com/en/products/cloud-computing-dc/atlas/atlas-800-ai-server


• Huawei Atlas 800 Deep Learning System ระบบ Appliance สำเร็จรูปที่มาพร้อมกับ Deep Learning Service (DLS) เพื่อให้ AI Developer และ Data Researcher สามารถสร้าง AI ได้ทันที ครอบคลุมทั้งการทำ Data Labeling, Model Generation, Model Training และ Model Inference ในหนึ่งเดียว https://e.huawei.com/en/products/cloud-computing-dc/atlas/atlas-800-ai

• Huawei Atlas 500 AI Edge Station อุปกรณ์สำหรับประมวลผลทางด้าน AI แบบ Edge Computingพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ LTE ในตัว อีกทั้งยังสามารถประมวลผลภาพหรือวิดีโอได้ด้วยประสิทธิภาพสูง https://e.huawei.com/en/products/cloud-computing-dc/atlas/atlas-500


• Huawei Atlas 300 AI Accelerator Card การ์ดเร่งการประมวลผล AI ที่ใช้ Huawei Ascend 310 และ Ascend 910 สำหรับรองรับงานที่หลากหลายทั้งการทำ Training และ Inference พร้อม Hardware Encoding/Decoding เร่งการประมวลผลภาพและวิดีโอในตัว https://e.huawei.com/en/products/cloud-computing-dc/atlas/atlas-300-ai

• Huawei Atlas 200 AI Accelerator Module ชุดประมวลผลทางด้าน AI ที่มีขนาดเล็กเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของบัตรเครดิต และใช้พลังงานเพียงแค่ 9.5W ที่สามารถประมวลผล HD Video แบบ Real-time ได้พร้อมกันถึง 16 Channel สำหรับการนำไปติดตั้งภายในกล้อง, โดรน และหุ่นยนต์ https://e.huawei.com/en/products/cloud-computing-dc/atlas/atlas-200-ai

• Huawei Atlas 200 DK AI Developer Kit ชุดทดสอบที่ใช้ในการพัฒนาและใช้งาน AI ที่ใช้ Huawei Ascend 310 อยู่ภายใน https://e.huawei.com/en/products/cloud-computing-dc/atlas/atlas-200

Huawei MindSpore – AI Computing Framework สำหรับการพัฒนาระบบ AI

Framework สำหรับใช้ในการพัฒนา AI ที่รองรับตั้งแต่การทำ Model Development, Execution และ Deployment ได้ทั้งสำหรับ Cloud-Edge-Device ในหนึ่งเดียว และสามารถทำงานร่วมกับ Hardware ของ Huawei ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมการประมวลผลแบบ Parallel และการทำ Optimization โดยอัตโนมัติ สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้ที่ https://e.huawei.com/en/products/cloud-computing-dc/atlas/mindspore

Huawei Cloud EI – บริการ AI และ Data บน Cloud ที่พร้อมใช้งานได้ทันที

สุดท้ายนี้ก็คือบริการ Huawei Cloud EI ที่ย่อมาจาก Enterprise Intelligence ซึ่งก็คือบริการทางด้าน AI และ Data จาก Huawei ที่พร้อมให้ภาคธุรกิจนำไปใช้งานได้ทันที ทั้งระบบ AI สำเร็จรูป ไปจนถึง Cloud Infrastructure สำหรับการพัฒนา AI ด้วยตนเอง โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังต่อไปนี้
• Essential Platform บริการพื้นฐานสำหรับการจัดการข้อมูลและการพัฒนาระบบ AI บน Cloud
• Big Data บริการสำหรับการรองรับงานทางด้าน Big Data, Data Warehouse และ Data Lake เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่ของตนเองได้อย่างเหมาะสม
• Visual Cognition บริการ AI สำหรับจัดการกับข้อมูลภาพและวิดีโอ
• Speech and Semantics บริการ AI สำหรับจัดการกับข้อมูลข้อความ, ภาษา และเสียง

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Huawei Cloud EI ได้ที่ https://www.huaweicloud.com/en-us/ei/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI, Cloud และ Data Center จาก Huawei ได้ที่ บริษัท ซิมพลิฟาย ไอที (ประเทศไทย) จำกัด
Tel. 02-042-0488
Email : sales@simplifyth.com
Website : www.simplifyth.com

Follow Huawei Intelligent Computing on:
Twitter: https://twitter.com/Huawei_IntCom
Linked in: https://www.linkedin.com/company/huawei-intelligent-computing/
Facebook: https://www.facebook.com/Huawei-Intelligent-Computing-108424713843039/
Website: https://e.huawei.com/th/products/cloud-computing-dc/atlas

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-ai-computing-platform/

ประวัติของ RJ45 และความเข้าใจผิดของใครหลายคน : บทความโดย Fluke Networks

ในวงการของเรานั้นมักนิยมใช้คำว่า “RJ45” สำหรับกล่าวถึงอินเทอร์เฟซแบบที่แยกเป็น 8 ขา มีจุดสัมผัส 8 จุดหรือ 8P8C ซึ่งถูกนำมาใช้กับการสื่อสารแบบอีเธอร์เน็ตบนสายเคเบิลแบบทองแดงบิดเกลียวไขว้ แม้จะค่อนข้างเป็นเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับนิยามดังกล่าวก็ตาม

จากประเด็นดังกล่าวของ RJ45 นี้ เราจึงควรหันมาดูรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติของนิยามนี้ให้มากขึ้น และเข้าใจว่าทำไมยังถูกนำมาใช้เรียกแทนอินเทอร์เฟซอีเธอร์เน็ตแบบ Twist-Pair กันอยู่ในปัจจุบัน

Jack ที่มาจากคำว่า Jacks of All Trades

คำว่า “RJ” ใน RJ45 นั้นย่อมาจาก Registered Jack ที่เป็นมาตรฐานกำหนดภายใต้รูปแบบของ Universal Service Ordering Code (USOC) ที่มาจากทาง Bell System สำหรับระบุประเภทอินเทอร์เฟซที่ใช้กับระบบโทรศัพท์ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัย 1970 ซึ่งหัว RJ ของสายโทรศัพท์ที่มีมาแต่เดิมที่คุณน่าจะคุ้นเคยคงหนีไม่พ้น RJ11 ที่มีอยู่ 6 ขาแต่จุดสัมผัสมีอยู่ 2 จุด (6P2C) สำหรับใช้ให้บริการโทรศัพท์ต่อหนึ่งคู่สาย ที่เราต่างเติบโตกับการใช้งานระบบโทรศัพท์ดังกล่าวภายในบ้าน และถ้าคุณมาจากวงการโทรศัพท์แล้ว ก็อาจจะคุ้นเพิ่มเติมกับ RJ14 และ RJ25 ที่ใช้เป็นแบบ 6P4C (จุดสัมผัส 4 จุด) และ 6P6C (6 จุดสัมผัส) สำหรับการให้บริการ 2 และ 3 คู่สายตามลำดับด้วย

แม้แนวทางการระบุหัวต่อตระกูล RJ นั้นกล่าวถึงเฉพาะรูปแบบการต่อสายบนหัวต่อ (เช่น จำนวนขาที่มี และจำนวนสายย่อยที่เชื่อมต่อ) แต่มาตรฐานการเรียกรูปแบบหัวสายนี้กลับถูกนิยมนำมาใช้เรียกประเภทหัวต่อโดยไม่ได้สนใจการต่อสายภายใน จนทำให้เกิดความสับสนค่อนข้างมาก

ตัวอย่างเช่น ขณะที่ RJ11 ในทางเทคนิคนั้นหมายถึงการเชื่อมต่อที่ใช้ลวดสื่อสารแค่หนึ่งคู่สาย (จากการที่มีจุดสัมผัสแค่ 2 จุด) และ RJ14 กับ RJ45 ที่มีตำแหน่งขาอยู่ 6 ขาเหมือนกัน จนทำให้รูปลักษณ์ทางกายภาพภายนอกแทบจะแยกกันไม่ออกทั้งที่จริงๆ แล้วมีจุดสัมผัสที่สื่อสารได้จริงจำนวนแตกต่างกัน แน่นอนว่าย่อมทำให้คนทั่วไปต่างเรียกหัวต่อทั้ง 3 แบบเหมารวมว่าเป็น RJ11 ทั้งหมด แม้จริงๆ แล้วหัวต่อเหล่านั้นในเชิงเทคนิคอาจจะเป็น RJ14 และ RJ25 ไม่ใช่ RJ11 อย่างที่เรียกเลยก็ได้

ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้ปัจจุบันมีการเรียกหัวต่อสายอีเธอร์เน็ตแบบบิดเกลียวคู่แบบ 8P8C ว่าเป็นหัวต่อแบบ RJ45 ไปด้วย ทั้งๆ ที่การเดินลวดสายภายในแบบ 8P8C ในช่วงแรกนั้นเรียกว่า Keyed RJ45 ที่ใช้เชื่อมต่อสายดูอัลทรังก์ในระบบเครือข่ายโทรศัพท์ แต่พบโลกของโทรศัพท์เริ่มหันมาวิ่งสัญญาณข้อมูลผ่านหัวต่อเหล่านี้ด้วย ทำให้มีการนำคำว่า RJ45 มาใช้เรียกแบบเหมารวม

อย่างไรก็ตาม หัวต่อแบบ Keyed RJ45 ที่แท้จริงนั้นไม่ได้ใช้แทนกันกับหัวต่ออีเธอร์เน็ต Twist-Pair 8P8C ในปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์ โดยหัวต่อ 8P8C ของอีเธอร์เน็ตอาจเอามาเสียบกับรู RJ45 ที่แท้จริงได้ แต่หัวต่อ RJ45 ของจริงจะไม่สามารถเสียบเข้ากับรูสำหรับหัวต่อ 8P8C Ethernet ได้ (ยกเว้นคุณจะตัดเอาแง่งขาพลาสติกที่งอกส่วนเกินมาออกไปจนทำให้เสียบเข้ารูได้พอดี)

เรียกแทนกันได้อย่าง “เนียน”

เนื่องจากหัวต่อ Keyed RJ45 ดั้งเดิมนั้นแทบไม่มีการใช้งานแล้ว และพวกเราส่วนใหญ่ก็ไม่เคยเจอกับหัวต่อในระบบโทรศัพท์เหล่านี้ จึงไม่มีปัญหาเท่าไหร่ถ้าพวกเราจะนิยาม RJ45 แทนการเรียกหัวต่ออีเธอร์เน็ตแบบสายบิดเกลียวคู่ อย่างไรก็ตาม RJ45 ก็เป็นชื่อที่พวกเรียกกันจนติดหูหมดทุกคนแล้ว (บางคนก็รักที่จะเรียก RJ45 กันด้วย)

และสิ่งที่นอกเหนือจากชื่อเรียกนั้น อินเทอร์เฟซ RJ45 (หรือถ้าเรียกให้ถูกต้องจริงๆ ทางเทคนิคจะต้องเรียกว่าอินเทอร์เฟซม็อดดูล่าร์แบบ 8P8C) ก็กลายเป็นมาตรฐานในโลกความเป็นจริงสำหรับการเดินสายเคเบิลอีเธอร์เน็ตแบบบิดเกลียวคู่ไปแล้วด้วย จากการที่อินเทอร์เฟซดังกล่าวเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่านำมาใช้งานเข้ากับมาตรฐานเก่า และใช้แทนกันไปมาได้

เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหัวต่อแบบ RJ45 จึงยังนำมาใช้กับระบบสายเคเบิลอย่างต่อเนื่อง แม้มาตรฐานจะก้าวหน้าขึ้นมาจากสมัย Category 3, Category 5e, Category 6, จนมาถึง Category 6A ตามลำดับ และเป็นเหตุผลที่ทำไมทาง TIA ถึงนำชื่ออินเทอร์เฟซที่สร้างความเข้าใจผิดอย่าง RJ45 มาใช้กับมาตรฐานการเดินสายล่าสุดอย่าง Category 8 ด้วย จุดนี้เองที่ทำให้คุณสามารถใช้อุปกรณ์ทดสอบ DSX CableAnalyzer Series ของเรากับทุกระบบสายเคเบิลได้ไม่ว่าจะเป็น Category 5e, 6, 6A หรือ 8

สามารติดตามข้อมูลต่างๆ ได้ที่เพจ Fluke Network

สำหรับรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้จากเว็บไซต์
https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/history-rj45-case-mistaken-identity

from:https://www.enterpriseitpro.net/history-of-the-rj45/

ทำความรู้จักกับ Aruba CX Switch

ความท้าทายของฝ่ายไอทีในยุคดิจิตอลนี้ จำเป็นเหลือเกินที่จะต้องสามารถรองรับกับการเติบโตของธุรกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องให้ความเสถียรในการใช้งานและมีความปลอดภัยเพียงพออีกด้วย ซึ่งต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างอินฟราสตรัคเจอร์ปัจจุบันที่มีอยู่ด้วยแล้ว เป็นเรื่องยากในการบริหารจัดการ และยังเป็นอุปสรรคในการปรับใช้กับทำงานรวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ผู้บริหารไอทีไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าถึงระบบได้อย่างที่ควรจะเป็น จนในที่สุดแล้วก็ไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริงและไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้

Aruba ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าวนี้ จึงได้พัฒนาอุปกรณ์สวิตช์ที่ชื่อว่า Aruba CX ซึ่งเป็นโซลูชั่นในลักษณะแบบ Cloud-Native ที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างงายดาย อันประกอบด้วย

1. AOS CX

ระบบปฏิบัติการแบบไมโครเซอร์วิส ที่สร้างมาเพื่อให้เครือข่ายมีความคล่องตัว และมีความสามารถในการโปรแกรมได้แบบ 100% มันยังมาพร้อมกับความสามารถในการตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ครอบคลุมถึงการทำ REST API ที่ช่วยประการทำงานกันได้จากระบบหรือเครื่องมือทั้งหลายต่างๆ ที่อาจจะมาจากหลายๆ ผู้ผลิต ได้เป็นอย่างดี

2. Aruba CX Mobile App

เป็นแอพพลิเคชั่นทีช่วยในการติดตั้งอุปกรณ์สวิตช์ CX ตัวใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้คุณประหยัดเวลา และลดข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ดีกว่าเดิม

3. Aruba NetEdit

เป็นเครื่องมือในการตั้งค่าและคอนฟิกูเรชั่นอย่างอัตโนมัติ สามารถปรับเปลี่ยนงานทั่วทั้งเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย ตรวจสอบข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่ายได้อย่างยอดเยี่ยม

4. Aruba Network Analytics Engine (NAE)

เป็นระบบที่ช่วยในการแก้ไขปัญหา โดยมันจะทำการตรวจจับและคัดกรองออกมาอย่างรวดเร็ว ระบบจะประมวลผลไปที่แต่ละโหนดโดยตรง ตัว NAE เอง ยังสามารถวิเคราะห์และประเมินลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ล่วงหน้า ดังนั้นจึงช่วยให้รู้ถึงสาเหตุหลักและแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น

Aruba CX Switch ยุคใหม่ของ switch เพื่อระบบเครือข่ายที่ดีที่สุด
Switch รุ่นใหม่ เพียบพร้อมด้วยความสามารถรอบด้านครบวงจร ครอบคลุมการใช้งาน ทั้งระบบเครือข่ายภายในองค์กรธุรกิจ สาขา และดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการแบบ Cloud-Native สามารถทำการผสานระบบเพื่อทำงานโดยอัตโนมัติและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างครบวงจร เปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ให้บริการระบบเครือข่ายให้ง่ายดายยิ่งขึ้น

#VSTECS #วีเอสทีอีซีเอส #HPE #Aruba #HPEAruba #ArubaNetwork #ArubaTH #ArubaCXSwithc #Switches #ฉลาดกว่า #ปลอดภัยกว่า

สนใจรายละเอียด สามารถติดต่อได้ที่
บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด
โทร : 02-032-9999
Email : sukitta@vstecs.co.th, aruba.th@hpe.com
Website : www.aruba-thai-partner.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-cx-switch-cloud-network/

พบการโจมตีบนเราเตอร์ Linksys จำนวนมาก ทำให้ผู้ผลิตบังคับผู้ใช้รีเซ็ตรหัสผ่าน

ผู้ใช้ Linksys Smart Wi-Fi ต่างถูกบังคับให้รีเซ็ตรหัสผ่านของตัวเอง หลังจากทีมนักวิจัยพบว่าเราเตอร์สำหรับใช้ตามบ้านของ Linksys นี้กำลังตกเป็นเป้าการโจมตีทางไซเบอร์ ที่สามารถแก้ไขการตั้งค่าของเราเตอร์เองไปจนถึงรีไดเร็กต์ไปยังหน้าเว็บและโดเมนที่ใส่เนื้อหาเกี่ยวกับไวรัสโคโรน่า แต่หลอกล่อให้ติดกับมัลแวร์แทนได้

นักวิจัยตรวจพบการโจมตีนี้ตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา จนทำให้ในช่วงต้นสัปดาห์ก่อนทาง Linksys ได้ออกมาบังคับให้ผู้ใช้แอพพลิเคชั่น Linksys Smart Wi-Fi รีเซ็ตเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่เพื่อหยุดยั้งการโจมตีทั้งที่กำลังเกิดขึ้น และในอนาคต

โดยตัวแทนของบริษัทให้สัมภาษณ์ทาง Threatpost ว่ามีการแจ้งเตือนลูกค้าทุกคนก่อนล่วงหน้าว่าจะมีการบังคับให้เปลี่ยนรหัสผ่านภานในสัปดาห์ถัดไป ก่อนหน้านี้คาดว่าแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงบัญชี Linksys Smart Wi-Fi ได้มากกว่า 1,200 บัญชี ซึ่งทาง Linksys ที่ตอนนี้เป็นบริษัทลูกของ Belkin มองว่าเกิดจากการโจมตีแบบเดาสุ่มรหัสผ่าน

ทั้งนี้แอพ Linksys Smart Wi-Fi เป็นหน้าเว็บที่ต้องล็อกอินด้วยรหัสผ่านเพื่อให้ผู้ใช้จัดการการตั้งค่าทั้ง Wi-Fi และเราเตอร์ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นถ้าโดนแฮ็กแล้ว ผู้โจมตีก็จะสามารถควบคุมได้ทั้งระบบโดเมนเนม และการเราท์ติ้งของอุปกรณ์ทำให้ผู้ใช้ถูกรีไดเร็กต์ไปยังเว็บอันตรายได้โดยไม่รู้ตัว

ซึ่งกรณีนี้ทางนักวิจัยจาก Bitdefender ระบุเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมาว่า เป็นเว็บที่นำไปสู่การดาวน์โหลดข้อมูลส่วนสุดท้ายของมัลแวร์จารกรรมข้อมูลชื่อ Oski

อ้างอิงจากประกาศด้านความปลอดภัยของ Linksys เมื่อวันที่ 2 เมษายน ผู้ใช้ระบบ Wi-Fi ได้ถูกทำให้ล็อกเอาต์จากบัญชีของตัวเองจากการจัดการของบริษัท ในฐานะส่วนหนึ่งของมาตรการด้านความปลอดภัย ผู้ใช้ที่จะล็อกอินเข้ามาใหม่ก็จะถูกบังคับให้เปลี่ยนรหัสผ่านด้วย

ที่มา : Threatpost

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/linksys-smart-wi-fi-reset-password/

ซิสโก้ ช่วยเหลือลูกค้าและคู่ค้าทางการเงินกว่า 225 ล้านดอลลาร์ สู้ Covid-19

ซิสโก้ เปิดตัว “โครงการให้ความเหลือทางการเงินเพื่อความยืดหยุ่นทางธุรกิจ” (Business Resiliency Program) โดยนำเสนอผ่านบริการทางการเงินของซิสโก้ หรือ Cisco Capital ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการให้บริการทางการเงินของซิสโก้ เพื่อช่วยบรรเทาความท้าทายทางด้านการเงินขององค์กรธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ Covid-19 ด้วยการสนับสนุนทางการเงิน 225 ล้านดอลลาร์ หรือ 7,000 ล้านบาท ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถเข้าถึงโซลูชั่นที่ต้องการเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ รวมถึงความปลอดภัยของพนักงาน และการสนับสนุนชุมชนต่างๆในช่วงเวลาวิกฤตนี้

ชัค ร็อบบินส์ ประธานบริหารและซีอีโอของซิสโก้ กล่าวว่า “ลูกค้าและคู่ค้าของซิสโก้กำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลเพื่อให้ธุรกิจของพวกเขาสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ซิสโก้ยังคงยืนหยัดและมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือพวกเขาต่อสู้ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยี การเงิน หรือความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่องค์กรธุรกิจต้องการ”

โครงการนี้พร้อมให้การสนับสนุนแก่คู่ค้าในระบบธุรกิจของซิสโก้กว่า 60,000 ราย และช่วยให้คู่ค้าสามารถจัดหาโซลูชั่นเพิ่มเติมเพื่อการให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆที่ให้ผลกระทบต่อสภาพการเงินในสภาวะธุรกิจที่ท้าทายนี้ โครงการนี้จะช่วยเร่งรอบการขาย (sales cycles) และเปิดโอกาสให้คู่ค้าสามารถเสนอโซลูชั่นการชำระเงินให้กับลูกค้าเพื่อช่วยจัดการสภาพคล่องทางการเงิน หรือกระแสเงินสดให้ดีขึ้นอีกด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-capital-225-million-dollar/

ซิสโก้ซื้อ Fluidmesh Networks เพื่อเสริมทัพธุรกิจด้าน IoT ระดับอุตสาหกรรม

ซิสโก้ได้ประกาศแพลนที่จะซื้อกิจการของ Fluidmesh Networks ผู้ผลิตระบบสำรองการทำงานของดารสื่อสารไร้สายสำหรับระบบ Internet of Things เชิงอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขของดีลนี้

เทคโนโลยีของ Fluidmesh มีเป้าหมายเพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายระหว่างสื่อสารขณะที่วัตถุอย่างรถไฟหรือรถใต้ดินเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งเทคโนโลยีไร้สายของบริษัทนี้ถูกนำมาใช้ทั้งในด้านการรถไฟ การท่าเรือ และการขนส่งมวลชน ในบริเวณที่ความแรงของสัญญาณมักจะมีปัญหา

ทั้งนี้ ทางซิสโก้ระบุว่า Fluidmesh จะเข้ามาร่วมกับธุรกิจ IoT ของตนเอง เพื่อขยายขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์ไวร์เลสระดับอุตสาหกรรมของซิสโก้ สำหรับลูกค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญ

รวมทั้งพาร์ทเนอร์ และผู้ใช้ปลายทางด้วย ยักษ์ใหญ่ด้านเน็ตเวิร์กยังจะใช้ประโยชน์จากทีมงานฝ่ายขายและความสัมพันธ์กับผู้วางระบบที่เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมนี้ของ Fluidmesh ในการส่งเสริมธุรกิจด้าน IoT ระดับอุตสาหกรรมของซิสโก้ด้วย

ที่มา : ZDNet

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-to-acquire-fluidmesh-networks-to-bolster-industrial-iot-business/

5 ผลิตภัณฑ์เน็ตเวิร์กที่ให้ใช้ฟรี สำหรับช่วยธุรกิจอยู่รอดในยุค WFH

การระบาดของไวรัสโคโรน่า COVID-19 ได้ทำให้สำนักงานทั้งหลายต้องปิดทำการลงเกือบทั่วประเทศ และบีบบังคับให้ทุกคนต้องทำงานจากบ้านแทนเพื่อเป็นหนึ่งในวิธีชะลอการแพร่กระจายของไวรัส

แต่ว่ามีบ้านของหลายคที่ไม่ได้มีศักยภาพในการทำงานจากระยะไกลในระยะยาวได้ และขณะเดียวกัน บริการออนไลน์ก็ถูกแย่งทราฟิกด้วยบริการสั่งสินค้าส่งถึงบ้านและจากองค์กรทางการแพทย์ทั้งหลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จนทำให้เน็ตเวิร์กของพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้เตรียมพร้อมรองรับไว้อย่างเพียงพอ จึงเป็นโอกาสที่เหล่าผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านไอทีจะเข้ามาช่วยชีวิต

โดยมีทั้งแบรนด์ผลิตภัณฑ์ไร้สาย โซลูชั่นบริหารจัดการประสิทธิภาพการทำงานแอพพลิเคชั่นรวมทั้งผู้ให้บริการเพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องทางธุรกิจหลายเจ้า ที่เริ่มเปิดให้ลูกค้าเข้าถึงบริการของตัวเองได้ฟรีในช่วงที่ผู้ใช้ปลายทางกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจนแทบกลายเป็นมาตรฐานใหม่

ดังนั้น ทางเว็บ CRN.com จึงได้รวบรวมผลิตภัณฑ์และบริการด้านเครือข่ายที่ผู้จำหน่ายเปิดให้ใช้ หรือขยายเวลาทดลองใช้ฟรีให้ รวมไปถึงการขยายการใช้งานไปถึงส่วนที่เคยต้องเสียเงิน และการบริการคอนเทนต์เพิ่มเติมเพื่อการศึกษาที่น่าสนใจไว้ดังนี้

AppDynamics APM Software (การสนับสนุนทางด้านเทคนิค)
ซอฟต์แวร์ตรวจสอบประสิทธิภาพแอพพลิเคชั่นภายใต้เครือของซิสโก้นั้น ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพของบริการตัวเองท่ามกลางตัวเลขพนักงานที่ทำงานระยะไกลที่เติบโตมากอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน จึงได้จัดให้ใช้ซอฟต์แวร์ผ่านไลเซนส์แบบ SaaS ฟรีสำหรับลูกค้าที่ตรงตามเงื่อนไข ยาวไปจนถึงวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ รวมทั้งยังให้การซัพพอร์ตแบบตัวต่อตัวฟรีถึง 30 นาทีกับทั้งลูกค้าเก่าเดิมและลูกค้าใหม่ด้วย

Cisco Collaboration (โซลูชั่นขวามปลอดภัย)
ตอนนี้ซิสโก้กำลังแจกทูลคอลลาบอเรต และโซลูชั่นความปลอดภัยแบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อรับกับกระแสการทำงานจากบ้านที่เพิ่มขึ้นกะทันหัน โดยเริ่มจากการเพิ่มฟีเจอร์ให้กับโซลูชั่นประสานงานและประชุมทางไกลแบบฟรีอย่าง Webex

Extreme Networks’ Cloud Training
ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สายอย่าง Extreme Networks แสดงเจตจำนงที่จะช่วยเหลือทั้งพาร์ทเนอร์และลูกค้าปลายทางให้สามารถสร้างและรันออฟฟิศจากที่บ้านได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย โดยเปิดให้ซื้อโซลูชั่นได้ล่วงหน้าแบบเลื่อนการชำระเงินไปยังวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

Igloo Software
Igloo Software เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบริการ Software-as-a-Service ที่ตอบโจทย์ทุกอย่างของลูกค้าในการทำให้ธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้ ไม่ว่าพนักงานจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าถึงและทำงานได้ทันที

NGINX Plus
NGINX เป็นซอฟต์แวร์ด้านการส่งข้อมูลแอพลิเคชั่นของทาง F5 Network สำหรับช่วยให้แอพพลิเคชั่นทั้งที่ผ่านเว็บ และบนโมบายล์จัดการกับทราฟิกที่พุ่งขึ้นสูงกระทันหันอันเป็นผลกระทบจากการระบาดของไวรัสได้

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/5-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%87%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/