คลังเก็บป้ายกำกับ: RIDE-HAILING

ผลสำรวจพบ ผู้ใช้บริการเรียกรถในสหรัฐฯ​ เพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ผู้ใช้บ่อยระดับสัปดาห์ยังคงน้อย

Pew Research Center ได้ออกผลการศึกษาเกี่ยวกับการใช้บริการเรียกรถในสหรัฐฯ​ ตั้งแต่ปี 2015 โดยจากผลการศึกษาพบว่าคนรู้จักบริการเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นมาก จำนวนคนใช้บริการก็มากเช่นกัน แต่พบว่าผู้ที่ใช้งานเป็นประจำรายสัปดาห์นั้นยังคงมีจำนวนน้อย

สำหรับผลศึกษาของ Pew ระบุว่า เมื่อถามว่าเคยใช้บริการเรียกรถหรือไม่ ในปี 2015 ยังมีผู้ตอบว่าเคยเพียง 15% แต่ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 36% ในปีที่แล้ว ส่วนคำถามที่ว่าเคยได้ยินคำว่า “บริการเรียกรถ (ride-hailing)” หรือไม่ ในปี 2015 มีผู้ตอบว่าไม่เคยถึง 33% ในขณะที่ปีที่แล้วเหลือเพียง 3%

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ผู้ใหญ่ที่อายุยังไม่มาก, มีการศึกษาสูง และเงินเดือนสูงนั้นใช้บริการเรียกรถเป็นปกติและบ่อยกว่า โดยรายงานจาก Pew ระบุว่า ผู้ใหญ่อายุ 18-29 ปีเคยใช้บริการเรียกรถถึง 51% ในขณะที่ผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไปเคยใช้บริการเรียกรถเพียงแค่ 24% เท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคนมหาวิทยาลัยกับมัธยมปลาย และคนที่มีรายรับ 30,000 ดอลลาร์กับ 75,000 ดอลลาร์ต่อปี ช่องว่างก็มีอยู่ในระดับเดียวกัน รวมถึงผลสำรวจยังระบุว่าคนเมืองมีโอกาสใช้งานบ่อยกว่าคนที่อยู่ตามพื้นที่ชนบทด้วย

การที่จำนวนคนรู้จักและใช้บริการเรียกรถมากขึ้นนั้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เนื่องจากคู่แข่งทั้งสองคือ Uber และ Lyft ต่างก็พยายามขยายพื้นที่ให้บริการมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้มีผู้ใช้ที่ใช้บริการเหล่านี้เป็นประจำ (general) เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่ผู้ใช้ที่ใช้งานแบบบ่อย ๆ (frequent) ระดับสัปดาห์นั้นยังน้อยมาก โดยผลสำรวจพบว่าผู้ใหญ่ชาวสหรัฐฯ ใช้บริการเรียกรถบ่อยระดับสัปดาห์นั้นอยู่ที่ราว 3% ในปี 2015 และเพิ่มเป็น 4% ในปีที่แล้ว

ที่มา – Engadget

No Description
ภาพจาก Uber

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/107349

Advertisements

จีนออกกฎคุมเข้มแอพเรียกรถ คนขับต้องมีใบขับขี่ท้องถิ่น และใบอนุญาตใช้รถเชิงพาณิชย์

รัฐบาลจีนเริ่มออกมาตรการเข้มงวดสำหรับบริการเรียกรถ (ride hailing) ในประเทศ โดยผู้ขับจะต้องมีใบอนุญาต 2 ใบ คือ ใบขับขี่ของตัวเอง และใบอนุญาตของรถยนต์เชิงพาณิชย์ ที่แต่ละเมืองก็มีกฎแตกต่างกันไปอีกต่างหาก

กรณีของใบอนุญาตขับขี่ มีความซับซ้อนตรงที่ผู้ขับจะต้องมีใบอนุญาตที่อยู่อาศัย (residency permit หรือ hukou) ในเมืองนั้นๆ ด้วยจึงจะประกอบอาชีพขับรถในเมืองนั้นได้ ซึ่งเป็นปัญหาต่อผู้ขับจำนวนมากที่ย้ายจากเมืองเล็กๆ มาทำงานในเมืองใหญ่และไม่มี hukou นั่นแปลว่าจะกลายเป็นผิดกฎหมายทันที

ส่วนใบอนุญาตใช้งานรถยนต์เชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเรื่องประกันและการบำรุงรักษา รวมถึงอนุญาตให้ใช้รถเก่าได้ไม่เกิน 8 ปีเท่านั้น

มาตรการนี้ส่งผลให้ผู้ขับที่ทำงานแบบพาร์ทไทม์ ถูกบีบให้เลิกขับรถรับจ้างในลักษณะนี้เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดย่อมเป็น Didi Chuxing ที่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 90% เมื่อรถยนต์ที่ขับแบบพาร์ทไทม์หายไปจากระบบของ Didi ก็ย่อมทำให้ผู้โดยสารที่กดเรียกรถต้องรอกันนานขึ้น ทางแก้ของ Didi คือช่วยจ่ายเงินค่าใบอนุญาตให้กับผู้ขับขึ่เหล่านี้ รวมถึงให้เช่ารถยนต์ที่มีใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัทที่ยังขาดทุนอยู่เช่นกัน

ที่มา – TechCrunch

No Description

ภาพจาก Didi

from:https://www.blognone.com/node/107285

Go-Jek บุกสิงคโปร์แล้ว เริ่มด้วยช่วงทดลองใช้ หวังตีตลาดผู้ใช้งาน Grab

Go-Jek ได้บุกประเทศสิงคโปร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากระดมทุนไปได้ไม่ต่ำกว่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ดีการที่บริษัทต้องออกมาบุกครั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง จึงต้องออกมาบุกตลาดสิงคโปร์ซึ่งเป็นฐานใหญ่ของ Grab

เมื่อบริการเรียกรถชื่อดังอย่าง Go-Jek บุกตลาดใหญ่สำคัญของ Grab ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงทดลองใช้บริการ โดยบริการที่ Go-Jek เปิดให้ทดลองคือบริการเรียกรถ ซึ่งช่วงทดลองยังมีพื้นที่จำกัดมากๆ ในประเทศสิงคโปร์ และจะเปิดใช้บริการเต็มรูปแบบภายในต้นปีหน้า

สำหรับ Go-Jek มีผู้ลงทุนอย่าง Tencent และ Alphabet บริษัทแม่ของ Google รวมไปถึงกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ อย่าง Temasek นอกจากนี้การเข้ามาในประเทศสิงคโปร์ยังได้จับมือกับ DBS Group ธนาคารใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย

ส่วนทางด้าน Grab มีผู้ลงทุนรายใหญ่อย่าง SoftBank Vision Fund รวมไปถึงบริการเรียกรถรายใหญ่ในจีนอย่าง Didi และรวมไปถึง Toyota

การก้าวออกมาจากประเทศอินโดนีเซียในช่วงปีนี้ของ Go-Jek เป็นก้าวสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีรายนี้เป็นอย่างมาก หลังจากปีนี้ได้ระดมทุนจากนักลงทุนรวมไปแล้วกว่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ และประเทศไทยก็เป็นอีกประเทศที่ Go-Jek ได้มาเปิดบริการในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ Get

นอกจากนี้การที่ Go-Jek ต้องรีบออกมาสู้ในประเทศสิงคโปร์เพราะว่าส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทกำลังลดลงเรื่อยๆ  รายงานล่าสุดจาก ABI Research ได้รายงานว่าส่วนแบ่งตลาดของ Go-Jek ในประเทศอินโดนีเซียเหลือเพียงแค่ 38% สวนทางกับ Grab ที่ต้นปี 2017 ที่ผ่านมามีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 30% แต่สามารถแย่งชิงส่วนแบ่งนี้จาก Go-Jek เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ที่มาReuters, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/go-jek-go-to-singapore-in-trial-period/

ลือ! Daimler จับมือกับ Geely สร้างแพลตฟอร์มเรียกรถในจีนสู้กับ Didi Chuxing

ข่าวลือจาก Bloomberg อาจทำให้แพลตฟอร์มเรียกรถเจ้าใหญ่อย่าง Didi Chuxing ต้องหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อ Daimler และ Geely ประกาศจับมือเตรียมสร้างแพลตฟอร์มเรียกรถ ซึ่งถ้าหากมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเราอาจได้เห็นศึกแย่งชิงลูกค้าอีกครั้งในประเทศจีน

ภาพจาก Shutterstock

บริการเรียกรถในประเทศจีนอย่าง Didi Chuxing อาจต้องถึงคราวหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อแหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนได้กล่าวกับสำนักข่าว Bloomberg ว่ายักษ์ใหญ่ผลิตรถยนต์สองรายอย่าง Daimler และ Geely ประกาศจับมือสร้างแพลตฟอร์มเรียกรถในประเทศจีน คาดว่าสัดส่วนร่วมทุนอยู่ที่ฝ่ายละ 50:50 

การร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานของ Geely อย่าง Li Shufu ประกาศเข้าซื้อหุ้น Daimler ประมาณ 10% เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สำหรับการซื้อหุ้นของ Li นี้มีมูลค่าสูงถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบัน Geely เป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายอันดับ 3 ในประเทศจีนรองจาก Volkswagen และ GM

แรงกดดันจากคู่แข่งใหม่ที่กำลังฟอร์มทีมครั้งนี้ถือว่ามาถูกเวลาเป็นอย่างยิ่งเพราะว่า Didi Chuxing กำลังพบกับเรื่องของหน่วยงานกำกับดูแลในจีนที่พยายามเข้มงวดกับแพลตฟอร์มเรียกรถรายนี้หลังจากมีเหตุการณ์ฆาตกรรมรวมไปถึงเหตุการณ์ข่มขืนผู้โดยสารด้วย

บทความจาก Blognone เรื่อง Didi Chuxing ในช่วงที่ผ่านมา ที่ทำให้เกิดแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแล

สำหรับ Daimler นั้นเริ่มหาลู่ทางที่จะเติบโตในด้านใหม่ๆ มากขึ้น โดยในงาน Paris Motor Show ทาง Dieter Zetsche ซึ่งเป็น CEO ของ Daimler ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่ากำลังร่วมมือกับบริษัทยานยนต์จีน ซึ่งการร่วมมือครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีของทั้ง 2 มากกว่าจะเกิดความเสี่ยงด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้กล่าวว่าการร่วมมือครั้งนี้จะเป็นในด้านใด

ที่มาBloomberg, Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/daimler-jv-geely-make-ride-hailing-platform-for-fight-didi/

[ไม่ยืนยัน] Grab เตรียมรับเงินลงทุนเพิ่มอีก 500 ล้านดอลลาร์ จาก SoftBank

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า Grab เตรียมเพิ่มทุนรอบใหม่อีก 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยเบื้องต้น SoftBank จะเป็นแกนนำในการลงทุนครั้งนี้ โดยจะเพิ่มเงินไปอีก 500 ล้านดอลลาร์ ส่วนผู้ลงทุนรายอื่นยังไม่ได้ข้อสรุป

เฉพาะปี 2018 นี้ Grab เพิ่มทุนรับเงินไปอีกถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ มีมูลค่ากิจการราว 11,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการเพิ่มทุนต่อเนื่องนี้เกิดขึ้นนับตั้งแต่ Grab เข้าซื้อกิจการ Uber ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่คู่แข่งอย่าง Go-Jek จากอินโดนีเซีย ก็เตรียมรุกตลาดในภูมิภาคนี้มากขึ้น

SoftBank เริ่มลงทุนใน Grab ตั้งแต่ปี 2014 และทยอยลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามทั้ง Grab และ SoftBank ต่างปฏิเสธจะให้ความเห็นกับข่าวนี้

ที่มา: Reuters

alt="Grab"

from:https://www.blognone.com/node/105692

Google Assistant เพิ่มคุณสมบัติ เทียบราคาแอปเรียกรถ รองรับทั้ง Uber, Grab และ GO-JEK

Google Assistant เพิ่มคุณสมบัติใหม่ โดยสามารถจองรถของแอปแชร์รถต่าง ๆ ได้แล้วผ่านคำสั่งเสียง เช่นบอกว่า “Hey Google, book a ride to…” แล้วระบุจุดหมายปลายทางที่ต้องการ

กูเกิลบอกว่า Google Assistant จะแสดงรายละเอียดราคาค่าโดยสาร, ระยะเวลารอรถ เทียบกันระหว่างผู้ให้บริการทุกราย โดยตอนนี้รองรับ Uber, Lyft, Ola, Grab, GO-JEK และอีกมาก คุณสมบัตินี้จึงน่าจะอำนวยความสะดวกสำหรับคนที่พยายามหาราคาและเวลารอที่คุ้มที่สุด ไม่ต้องเปิดไปมาหลายแอป

เมื่อได้ตัวเลือกที่ต้องการก็สามารถกดเพื่อไปยังหน้าแอปนั้น ๆ และทำการจองรถได้

คุณสมบัติดังกล่าวรองรับภาษาอังกฤษก่อนเป็นภาษาแรก และรองรับเฉพาะประเทศที่มีให้บริการเรียกรถตามที่ระบุข้างต้น โดยจะรองรับภาษาอื่นในไม่กี่เดือนข้างหน้า

ที่มา: The Verge

alt="Google Assistant"

from:https://www.blognone.com/node/105676

Lyft ประกาศจำนวนเที่ยวโดยสารถึง 1 พันล้านเที่ยวแล้ว

Lyft ผู้ให้บริการเรียกรถคู่แข่ง Uber ประกาศว่าตอนนี้มีจำนวนเที่ยวโดยสารถึง 1 พันล้านเที่ยวแล้ว โดยทางบริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดดเนื่องจากปีที่แล้วเปิดให้บริการเพิ่มอีก 100 เมืองในสหรัฐฯ รวมถึงขยายออกนอกประเทศครั้งแรกในการเปิดตัวที่แคนาดา

หากมองไปที่คู่แข่งอย่าง Uber ที่เพิ่งประกาศ 1 หมื่นล้านเที่ยวเมื่อเดือนกรกฎาคมก็ถือ Uber นำไปมาก แต่ Lyft ก็ถือว่าเติบโตได้ไม่น้อยเลยเนื่องจากบริษัทก่อตั้งมาช้ากว่า 3 ปี รวมถึง Uber มีการขยายตลาดออกต่างประเทศด้วย ในขณะที่ Lyft ยังคงเน้นทำตลาดในสหรัฐฯ เป็นหลัก ซึ่งหมายความว่า 1 พันล้านเที่ยวของ Lyft ส่วนใหญ่เป็นเที่ยวเดินทางในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี The Information เพิ่งออกรายงานว่าธุรกิจให้บริการเรียกรถในสหรัฐฯ เริ่มเติบโตช้าลงแล้ว ทั้ง Uber และ Lyft มีการเติบโตของรายได้ในช่วงกลางปีต่ำที่สุดในรอบหลายปี รวมถึงจำนวนเที่ยวก็เติบโตน้อยลงด้วย ทำให้การเติบโตในอนาคตของ Lyft ในอนาคตอาจช้าลงได้เมื่อเทียบกับ Uber เนื่องจากตลาดของ Lyft อยู่ในสหรัฐฯ เป็นหลักและมีขนาดเล็กกว่ามาก

ที่มา – The Verge, The Information, Engadget

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/105345